Unbox: うたの☆プリンスさまっ♪ Amazing Aria & Sweet Serenade LOVE

ได้แผ่นอุตะปุริ Amazing Aria & Sweet Serenade LOVE มาตั้งแต่เดือนที่แล้ว ภาคนี้เป็นการเอาของเก่ามาพอร์ตลงวีต้าเช่นเดิม คราวนี้เราสั่ง  Premium Princess Box เหมือนเดิม แพคเกจก็ยังคงยิ่งใหญ่อลังการน่าประทับใจเช่นเดียวกับ Repeat Love

รอบนี้ต่างจากคราวก่อนตรงที่เราเปลี่ยนมาสั่งกับอนิเมทออนไลน์ช็อป เซ็ตที่เราสั่งเป็นเซ็ตลิมิเต็ดของอนิเมท ตอนซื้อรีพีทเลิฟกับบร็อคโคลี่สโตร์ก็ว่าแพงแล้ว แต่เซ็ตนี้แพงกว่าเซ็ตก่อนอีกเกือบพันเยน รวมค่าเกมและค่าส่งแล้วกลายเป็นเกมที่แพงที่สุดเท่าที่เคยซื้อมาไปละ ไม่รู้ภาคเดบิวท์พอร์ตลงวีต้าแล้วจะเพิ่มราคามาทำลายสถิติอีกรึเปล่า ราคาโหดร้ายขึ้นเรื่อยๆ T_T

เอากล่องมาเทียบกับรีพีทเลิฟแล้วขนาดเท่ากันเป๊ะ

ชอบปก AASSL มากกว่านิดนึงเพราะสีละมุนกว่า (≧ω≦)

ลองเอาซีดีกับบลูเรย์มาเทียบไซส์

เทียบแล้วกล่องบลูเรย์ดูเล็กไปเลย (- v -;)

ก่อนแกะกล่องใหญ่ มาดูของในเซ็ตอนิเมทกันก่อน เพราะมันคือสิ่งที่เราปลาบปลื้มที่สุดในรอบนี้ (≧д≦) เราสั่งกับอนิเมทเพราะของแถมเป็นโทคิยะกับโอโตยะ ดีมากที่ในที่สุดอุตะปุริก็คิดได้ว่าควรกลับมาขายคู่นี้ซะที! (แต่จริงๆ ขายโทคิยะคู่ใครเราก็ซื้อหมด เป็นทาส)

ของในเซ็ตอนิเมทประกอบด้วยผ้าขนาด B2 โบรไมด์ เข็มกลัด ซีดีสองแผ่น แผ่นนึงเป็นโทคิยะกับโอโตยะ อีกแผ่นเป็นสตาริชแบ่งทีมทดสอบความกล้า

แกะสิ่งเหล่านี้ออกมาดูทีละชิ้นแล้วมีความสุขเหลือเกินนนนน ฮรืออออ โทคิโอโตะะะะะะะะ

ลองเอาผ้ามาพาดกับเก้าอี้ อาาาา ดี! ดีจังเลยยยยย (/////ー/////)

ส่วนโคสเตอร์ที่เป็นตัวจิบิแถมให้เฉพาะคนที่จองแรกๆ เผอิญเราเห็นของแถมเป็นโทคิโอโตะก็หลับหูหลับตากดๆ ไป ไม่ได้รีบจองเพราะเห็นแค่โคสเตอร์แต่อย่างใด ลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ามันมีอันนี้แถมให้ด้วย 555555555

ทางด้านของในกล่องเกม เมื่อเปิดกล่องออกมาเราก็จะพบกับ…

แฟ้มที่ใช้รูปเดียวกับหน้าปกทุกประการ…….

และเมื่อหยิบแฟ้มออกมาก็จะพบกับ

กล่องเกมแบบลิมิเต็ดที่ใช้ปกเดิมอีกเช่นกัน จัดว่ายังคงคีพคอนเซปท์วาดทีเดียวใช้ให้คุ้มเช่นเคย

แฟ้มที่ว่านี้เป็นแฟ้มสำหรับใส่เข็มกลัด ซึ่งก็แน่นอนว่า

รูปเดิม…….

แต่ลายเส้นคุราฮานะเซนเซนี่เอามาทำเข็มกลัดแล้วเวิร์คมาก สวยมาก ฮืออออ ปลาบปลื้ม ไม่กล้าแกะออกมาติดกระเป๋าเลย มันเลอค่าเกินไป (;__;)

ซูมอิจิโนะเสะซังพอเป็นพิธี

ยังอีก ยังไม่หมด พอยกชั้นที่มีกล่องเกมออกมาจะเจอซีดีอีกสองแผ่น

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ!!! ปกซีดีใช้อาร์ทใหม่!!! ชอบปกมากกกกกก น่ารักกกกกก (≧д≦) ชอบที่ชุดดูจะดัดแปลงมาจากชุดนักเรียนโรงเรียนซาโอโตเมะด้วย

ในกล่องมีหน้าปกเอคลาสกับเอสคลาสมาให้สำหรับเปลี่ยนตามอัธยาศัย

↑ โชจังหล่อมากกกกกก โอยยยยยยยยยยยย

Rainbow Stars CD แผ่นนี้เป็นซีดีเพลง มีเพลงอยู่สามเพลงได้แก่ 一緒にHang in there♪ ที่ร้องกันเจ็ดคน, ADVENT ACE ของเอคลาส และ Superb Spirits ของเอสคลาส ตอนรู้ว่าเอคลาสกับเอสคลาสจะมีเพลงใหม่ดีใจมากกกกกกกกก ไม่คิดว่าจนป่านนี้แล้วจะมีเพลงแยกคลาสออกมาให้ฟังอีก ไปๆ มาๆ กลายเป็นว่าตั้งตารอซีดีแผ่นนี้มากกว่าแผ่นเกมอีก 55555555

ส่วนซีดีอีกแผ่นคือ Cheer up Disc เป็นซีดีที่หนุ่มๆ จะพูดให้กำลังใจเราในยามเหนื่อยล้า มีทั้งหมด 10 แทรค คือมีครบทุกคนที่จีบได้ในเกมภาคนี้

ชั้นล่างสุดของ Premium Princess Box คืออัลบั้มใส่โบรไมด์กับโปสเตอร์ผ้าขนาด B2 แน่นอนว่ารูปเดิมอีกแล้ว

บนโบรไมด์มีข้อความเขียนด้วยลายมือของแต่ละคนอยู่ด้วย

ส่วนกล่องลิมิเต็ดแบบทั่วไปประกอบด้วยแผ่นเกม บุ๊กเล็ท และซีดีแผ่นนึง

Amazing Sweet LOVE Disc แผ่นนี้จะมีเพลง 情熱のデジャヴキス ของเซซิล กับเพลงของหนุ่มๆ แต่ละคนที่อะเรนจ์เป็นเปียโนแบบที่ใช้ในเกม ส่วนบุ๊คเล็ทเอาของเก่าที่เคยแถมกับเวอร์ชั่นลิมิเต็ดของ Amazing Aria และ Sweet Serenade เวอร์ชั่น PSP มารวมเป็นเล่มเดียว อันนี้ใช้มุกเดียวกับรีพีทเลิฟเลย

โดยส่วนตัวชอบของแถมอนิเมทรอบนี้มากกกกกกก ถือว่าคุ้มค่าคุ้มราคา ไม่เคยแกะกล่องเกมออกมาแล้วความสุขล้นปรี่ขนาดนี้มาก่อน (〃ω〃) ส่วนของในบ็อกซ์ ถึงแม้มันจะลายเดียวกันไปหมด แต่เราชอบลายเส้นนี้ ยอม ต่อให้รอบหน้าเล่นมุกนี้อีกก็ซื้ออยู่ดี ขายมาเล้ย!

นอกจากของแถมต่างๆ นานาในบ็อกซ์แล้ว รอบนี้เราประทับใจของแถมในเกมมาก คือถึงจะเป็นเกมที่พอร์ตภาคเก่ามาลงเครื่องใหม่ แต่ในเกมมีเนื้อเรื่องใหม่แถมมาให้ด้วย พวกสตอรี่ใหม่กับซีจีใหม่ยังไม่เท่าไหร่ แต่สตอรี่พิเศษที่แถมให้สำหรับคนที่มีเซฟภาครีพีทเลิฟอยู่นี่สิ พีค!

สตอรี่พิเศษนี้มีชื่อว่า「まじかるイチコ☆リターンズ」 หรือเมจิคัลอิจิโกะรีเทิร์นส์ เป็นการต่อยอดมาจากซีดีแถมของภาครีพีทอีกทีนึง คือภาครีพีทของเก่าเนี่ย ในเซ็ตอนิเมทเคยแถมดราม่าซีดีที่มีชื่อว่าเมจิคัลอิจิโกะมาก่อน ดราม่าซีดีนี้เป็นเรื่องราวของสาวน้อยมัธยมปลายนามอิจิโกะที่ต้องแปลงร่างสู้กับเหล่าร้าย และคราวนี้อิจิโกะก็กลับมาอีกครั้งในรูปแบบของสตอรี่ในเกม ไม่ต้องฟังแค่เสียงอีกต่อไป คราวนี้มาทั้งภาพและเสียงจ้าาา

วีต้าเรามีเซฟเกมรีพีทเลิฟอยู่ พอใส่แผ่นภาคนี้เข้าไปมันก็ขึ้นสตอรี่นี้มาให้เลือกกดเล่นได้เลย แต่ปัจจุบันยังไม่กล้าเล่น แค่ไปดูคลิปตัวอย่างมาก็ขำปางตายแล้ว ขอเวลาทำใจก่อน 5555555 อยากเก็บความพีคเอาไว้ท้ายสุดด้วย ไว้เคลียร์รูททุกคนครบแล้วค่อยเจอกันนะยัยอิจิโกะ!

ตอนนี้ภาคเดบิวท์ยังไม่มีประกาศทำลงวีต้า แต่ทำมาขนาดนี้แล้วคิดว่าเดี๋ยวก็คงมีมั้ง รอลุ้นหน้าปกฝีมือคุราฮานะเซนเซ เราชอบชุดบนปกภาคเดบิวท์มาก (≧ω≦) รอลุ้นของแถมร้านด้วย ลุ้นสตอรี่แถมด้วย ลุ้นราคาด้วย แค่พอร์ทของเก่ามาลงเครื่องใหม่ ทำไมมีอะไรให้ลุ้นเยอะแยะนักเนี่ย!

แต่ก่อนจะออกภาคเดบิวท์ ช่วยออกภาค Dolce Vita ที่ประกาศตั้งแต่ปีก่อนมาซะทีเถอะะะะ

Advertisements

Masquerade Mirage

ไปดูบุไต Masquerade Mirage มาตั้งแต่อาทิตย์ก่อนนู้นแหละ!

บุไตนี้เป็นหนึ่งในโปรเจคต์เกคิดันไชน์นิ่ง หรือ Shining Theatrical Troupe ของอุตะปุริซึ่งเดิมทีแล้วเป็นเพลง+ดราม่าซีดีมาก่อน จนกระทั่งเอพริลฟูลส์เมื่อสองปีที่แล้ว อยู่ดีๆ เว็บอุตะปุริก็บอกว่าบุไตนี้จะกลับมาอีกครั้ง! โอ้โห เท่านั้นแหละ แฟนด้อมอุตะปุริลุกเป็นไฟ เพราะแฟนๆ อุตะปุริจะรู้กันว่าอะไรที่ออฟฟิเชียลเอามาเล่นตอนเอพริลฟูลส์เนี่ย สักวันจะกลายเป็นเรื่องจริงเสมอ

คนแฟนด้อมอื่นอาจจะไม่ค่อยเข้าใจว่าแค่ประกาศทำบุไตจะดราม่ากันทำไมเยอะแยะ ไม่อยากดูก็ไม่ต้องดูมั้ย? แต่ถ้าตามอุตะปุริเยอะๆ เนี่ยจะเข้าใจว่าสิ่งที่อุตะปุริพยายามสร้างมาตลอดคือ “ความเรียล” ที่ผ่านมาออฟฟิเชียลเองนั่นแหละที่ทำทุกวิถีทางเพื่อให้เกิดอุปาทานหมู่ว่าเหล่าไอดอลมีตัวตนอยู่จริง (ขายลายเซ็นสดๆ อัดใส่กรอบก็ทำมาแล้ว โหดปะล่ะะะ) การสร้างบุไตจึงเป็นการทำลาย “ความเรียล” ที่ว่าด้วยน้ำมือของออฟฟิเชียลเอง จะดราม่าและเกิดการต่อต้านกันก็ไม่แปลก มันไม่ใช่แค่ว่าไม่อยากดูก็ไม่ต้องดูแล้ว มันเป็นประเด็นเซนสิทีฟสำหรับแฟนๆ พอสมควร

อย่างไรก็ตาม! ในเมื่อจะสร้างบุไตขึ้นมาจริงๆ ไอ้ “ความเรียล” นั้นกลับได้รับการรักษาเอาไว้อย่างงดงาม ขอชื่นชมที่ออฟฟิเชียลไม่ได้ใช้คำว่า 舞台化 หรือสร้างเป็นละครเวที แต่กลับใช้คำว่า 再演 ที่แปลว่านำมาแสดงใหม่อีกครั้ง ส่วนนักแสดงก็เรียกว่าเป็นนักแสดงรุ่นที่สอง ทั้งๆ ที่เพิ่งเคยสร้างบุไตครั้งแรกนี่แหละ…. สาเหตุเป็นเพราะการแสดงครั้งแรกก็คือในดราม่าซีดี ส่วนนักแสดงรุ่นแรกคือชิโนมิยะ นัตสึกิ, โคโตบุกิ เรย์จิ และมิคาเสะ ไอ นั่นเอง ส่วนรุ่นที่สองก็ไม่ได้ถือว่ามารับบทสามคนนี้นะ แต่รับบทเป็นบทที่นักแสดงรุ่นแรกเคยแสดงไว้อีกทีนึง โอ้ยยย ซับซ้อน 555555555 แต่ก็นั่นแหละ ถือว่าออฟฟิเชียลหาทางรักษาความเรียลเอาไว้ได้ดีทีเดียว

อันที่จริงก่อนหน้าเรื่องนี้ก็มีเรื่อง 天下無敵の忍び道 เล่นไปแล้วเรื่องนึง แต่เรื่องนั้นเราสมัครไปแล้ววืดหมดเลย เสียดาย T_T ตอนสมัครตั๋วเรื่องนี้ก็สมัครไปแบบไม่ค่อยหวังอะไรเท่าไหร่ ดวงอุตะปุริไม่ค่อยมีอยู่แล้ว สุดท้ายก็ได้มารอบนึง ฮูเร่ยยยย์ ดีใจมากเพราะในเกคิดันไชน์นิ่งเราชอบคอนเซปท์เรื่องนี้สุดละ แม้โอชิเราจะอยู่เรื่อง JOKER TRAP ก็ตาม

บุไตคราวนี้ก็เหมือนเวลาไปดูเรื่องอื่นๆ คือไปแบบงงๆ เด๋อๆ ไม่รู้จักแคสท์ 55555555 คราวนี้รู้จักตั้งคนนึงคือโซเมยะ โทชิยูกิ หรือที่แฟนๆ เรียกว่าโซเมะซามะ คนนี้คุ้นเคยกันมาจากฮาคุโอคิ SSL และ Marginal#4 (แต่ในมาจิโฟร์เป็นนักพากย์นะ) คราวนี้โซเมะมาเล่นเป็นเลซี่ (Lazy) ซึ่งเดิมทีรับบทเรย์จิ (เวลาออกเสียงภาษาญี่ปุ่นจะเป็น เรย์จี้… ฟังเผินๆ ก็เรย์จินั่นแหละ) ส่วนบทไอน์ซัทส์ (Einsatz) ซึ่งเดิมทีเป็นของไอไอ คราวนี้รับบทโดยโอตะ โมโตฮิโระ และบทซีโน่ (Sino) ของนัตจัง รับบทโดยทากาวะ ฮิโรกิ

หลังจากดูจบแล้วมีความเห็นเกี่ยวกับ Masquerade Mirage ฉบับแสดงครั้งที่สองดังนี้

 

*สปอยล์กระหน่ำ*

 

● ถึงจะเรียกว่าเป็นการนำมาแสดงใหม่อีกครั้ง แต่เอาเข้าจริงแล้วบทมันไม่มีอะไรเหมือนในดราม่าซีดี เอ้ย! การแสดงครั้งแรกเลยแม้แต่น้อย เป็นบทที่เขียนขึ้นมาใหม่แทบทั้งหมด

● เนื้อเรื่องของเดิมในเวอร์ชั่นดราม่าซีดีคือเลซี่ (เรียกแบบนี้แล้วไม่ชินเลย แต่เอาเถอะ เลซี่ก็เลซี่ 5555555) พาน้องสาวไปงานเต้นรำสวมหน้ากาก ไปเจอซีโน่ที่เป็นเพื่อนสมัยเด็กในงาน แล้วตอนหลังจอมโจรไอน์ซัทส์ก็ปรากฏตัวขึ้นในงาน ก่อนจะขโมยสร้อยของน้องสาวเลซี่ไป พร้อมกับขโมยหัวใจของเธอไปด้วย ฮิ้วววว จบและ มีแค่เนี้ย

● เนื้อเรื่องเวอร์ชั่นใหม่จะเปลี่ยนไปหมดเลย สิ่งที่เหมือนเดิมมีแค่ งานเต้นรำสวมหน้ากาก/ซีโน่เป็นตำรวจ/ไอน์ซัทส์เป็นจอมโจร/เลซี่กับซีโน่เป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่เด็ก

● ในเวอร์ชั่นนี้เลซี่จะมางานเต้นรำสวมหน้ากากโดยไม่พาน้องสาวมาด้วย ทำให้ละครเรื่องนี้ไม่มีนางเอก (แต่ตอนหลังๆ จะมีตัวละครนึงที่เป็นเสมือนนางเอกไปเลย……)

● ของเดิมเลซี่เป็นแค่พี่ชายที่พาน้องสาวมาออกงานเต้นรำครั้งแรก ไม่มีพื้นเพตัวละครละเอียดมากมายอะไร แต่คราวนี้เลซี่มีสตอรี่ติดตัวมามากมาย คราวนี้คนดูจะได้รู้ว่าเลซี่เป็นยอดนักสืบมากความสามารถ เก่งกาจทั้งบู๊และบุ๋น ซึ่งความจริงแล้วเลซี่คนนี้เป็นคุณชายตระกูลขุนนางที่เบื่อหน่ายชีวิตขุนนาง โดนพ่อแม่เร่งเร้าให้แต่งงาน แต่เจ้าตัวไม่ยอมแต่งกับใครเพราะเหมือนจะแอบชอบน้องสาวอยู่ เพราะน้องสาวที่ว่าไม่ได้มีสายเลือดเดียวกัน!

● เรื่องพี่แอบชอบน้องนี่ของเดิมก็มีหยอดๆ อยู่นิดหน่อย คือมีฉากนึงที่เรย์จังทำเสียงจริงจังพูดกับน้องสาวว่า “ถ้าฉันบอกว่าเราไม่ได้เป็นพี่น้องกันจริงๆ ล่ะ?” แต่หลังจากนั้นก็หัวเราะแล้วบอกว่า “ล้อเล่นน่า เราเป็นพี่น้องกันแท้ๆ นี่แหละ” ซึ่งหลังจากนั้นก็ไม่ได้มีเฉลยนะว่าสรุปแล้วเรย์จังในบทเลซี่พูดจริงหรือโกหก แต่คราวนี้เลซี่จะพูดชัดๆ เลยว่า ฉันกับน้องสาวไม่ได้เกี่ยวข้องกันทางสายเลือด

● แต่ประเด็นเรื่องน้องสาวนี่ไม่ค่อยสำคัญเท่าไหร่หรอก เพราะน้องสาวที่ว่าไม่ได้มีบทบาทในเรื่อง บทมันเลยเทไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างเลซี่-ซีโน่ และเลซี่-ไอน์ซัทส์ซะมากกว่า

● และเราชอบเนื้อเรื่องฉบับนี้มากกกกกกกกกกกกกกกกกก

● คนเขียนบททำการบ้านมาดีมาก ในฐานะแฟนอุตะปุริขอกราบเยอะมาก พูดได้เต็มปากเลยว่าบท Masquerade Mirage ฉบับนี้เขียนมาสำหรับแฟนอุตะปุริจริงๆ

● บอกตามตรงแล้วตอนแรกไม่ได้คาดหวังกับบทเลย นึกว่าแค่เอาของเก่ามาขยายความเพิ่มให้มันยาวๆ ซึ่งบทของเก่ามันก็ไม่ได้ดีเลิศอะไรเท่าไหร่ แต่นี่มันคือการรื้อสร้างใหม่ทั้งหมด แถมยังสอดแทรกสิ่งที่แฟนๆ เห็นแล้วจะต้อง หื้มมมมมมมม (ในความหมายที่ดี) ลงไปมากมายอีก

● กล้าอวยขนาดนี้เพราะบทมันจี้จุดที่เราชอบในอุตะปุริด้วยแหละ ถ้าเอาจุดอื่นมาขยี้อาจจะไม่จี๊ดขนาดนี้ แต่คราวนี้สิ่งที่บทแทรกเข้ามาคือเรื่องของ “ไอเนะ” …….อีกแล้ว มาบ่อยจริงคนนี้ 55555555555 เราว่าไอเนะเหมือนเป็นสูตรโกงสุดสะดวกใช้ไปแล้ว เวลาอยากขยี้ให้แฟนๆ ปวดใจก็หยิบเรื่องไอเนะมาเล่นนี่แหละ ได้ผลชะงัดนัก

● แต่จริงๆ แล้วประเด็นไอเนะนี่มาตอนท้ายๆ เลย

● เวอร์ชั่นนี้เรื่องซับซ้อนกว่าของเดิมมาก จะเล่าเรื่องย่อก็ไม่รู้จะสรุปยังไงดี เอาเป็นว่ามันไม่ได้จบแค่ในงานเลี้ยงเต้นรำ แต่ขยายเรื่องไปไกลมาก จากเดิมที่มีตัวละครหลักแค่สี่ตัว (รวมน้องสาวเลซี่ด้วย) เวอร์ชั่นนี้กลับมีตัวละครใหม่เพิ่มเข้ามามากมาย มีกระทั่งตัวละครที่เป็นตัวร้ายด้วย!

● จากเดิมที่ไอน์ซัทส์เป็นจอมโจรปริศนาไม่รู้ที่มาที่ไป ในฉบับนี้เราจะได้รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วไอน์ซัทส์นั้นมีเจ้านายคอยบงการอยู่เบื้องหลังอีกที เจ้านายของไอน์ซัทส์เป็นนักเล่นแร่แปรธาตุผู้ปรารถนาอยากมีชีวิตอมตะจึงได้สร้างออโตมาต้าขึ้นมามากมาย และในบรรดาออโตมาต้าเหล่านั้น ไอน์ซัทส์คือผลงานชิ้นที่ยอดเยี่ยมที่สุด

● ทำไมเนื้อเรื่องช่าง… ไปไกล…….

● ตอนมีคำว่าเล่นแร่แปรธาตุโผล่มาในเรื่องนี่ได้แต่ร้องโอ้โหอยู่ในใจ คิดได้ไง๊ แต่พอเรื่องมันดำเนินไปเรื่อยๆ แล้วชอบความไปไกลเหล่านี้มาก ถ้าดราม่าซีดีมาด้วยพล็อตนี้แต่แรกคงฟังแล้วปวดใจ

● อย่างที่บอกว่าคนเขียนบททำการบ้านมาดี มีการคารวะเกมต้นฉบับเยอะพอสมควร คือเนื้อเรื่องมีอะไรอิงจากในเกมอยู่หลายอย่างเลย ถ้าเล่นภาค All Star แล้วมาดู Masquerade Mirage ฉบับนี้ต่อน่าจะอินมาก

● ที่สำคัญ มันเรย์ไอมากกกกกกกกกกกกกก ตอนแรกๆ ยังไม่ค่อยรู้สึกอะไร จนกระทั่งถึงช่วงกลางเรื่องที่ซีโน่พูดกับเลซี่ว่า เชื่อใจไอน์ซัทส์จังเลยนะ แล้วเลซี่บอกว่า นั่นสิ ทั้งๆ ที่เจ้านั่นเป็นคนที่ขโมยสร้อยเพชรของน้องสาวฉันไปแท้ๆ ทำไมกันนะ? …ถึงตรงนี้แล้วเริ่ม หืม?? อ้าว นี่เป็นศัตรูกันแต่เชื่อใจกันหรอกเหรอ?? อะไรยังไงนะ??

● พอเอะใจแล้วก็ไม่สามารถถอดฟิลเตอร์เรย์ไอออกไปได้อีกเลย

● และความเรย์ไอนั้นยังทวีสูงขึ้นเรื่อยๆ จะบอกว่าไอน์ซัทส์เป็นนางเอกยังได้เลยเนี่ย ช่วงหลังๆ ไอน์ซัทส์จะโดนเจ้านายตัวเองจับทำพิธีเพื่อให้ตัวเองเป็นอมตะ ฉากที่เลซี่บุกไปช่วยไอน์ซัทส์ที่กำลังโดนจับขึงอยู่นี่มัน…..

● แม้มันจะเรย์ไอมากตั้งแต่กลางๆ เรื่อง แต่เราเพิ่งนึกถึงไอเนะขึ้นมาในฉากที่ไอน์ซัทส์จะฆ่าตัวตายด้วยการดึงอัญมณีที่ใช้เป็นพลังชีวิตของตัวเองออกมา พอมีการฆ่าตัวตายเข้ามาเกี่ยวข้อง เรื่องของไอเนะในเกมก็ผุดขึ้นมาเป็นฉากๆ

● หลังจากนั้นมีฉากนึงที่เลซี่ไปหาไอน์ซัทส์ แล้วไอน์ซัทส์บอกว่าอยากตาย หรือพยายามจะฆ่าตัวตายอีกรอบหรือยังไงนี่แหละ (จำได้แบบเลือนราง) เราชอบบทสนทนาฉากนี้มาก เลซี่จะพยายามพูดห้าม แต่ไอน์ซัทส์ฟังแล้วบอกว่า “คำพูดนั้นพูดกับฉันจริงๆ งั้นเหรอ เห็นภาพใครซ้อนกับฉันหรือเปล่า?” โอ้โหวววววววว นี่มันภาพซ้อนกับรักสามเส้าเรย์จิ-ไอ-ไอเนะชัดชัดดดดดด

● ในเรื่องไม่ได้ขยายความตรงนี้นะว่าเลซี่เห็นภาพซ้อนกับใครกันแน่ แต่มันชัดเจนมากว่าเขียนบทตรงนี้จากเรื่องของไอเนะ (ถ้าไม่ได้เล่นเกมมาก่อนอาจจะงงๆ อยู่บ้าง) ฉากนี้ในบุไตทำเราร้องไห้เลย 5555555555 จุดนั้นเราไม่ได้อินกับไอน์ซัทส์และเลซี่หรอก แต่เรานึกถึงเรื่องของไอเนะไง สตอรี่ของไอเนะเป็นอะไรที่ทำให้เราร้องไห้ได้เสมอ

● ตอนท้ายๆ มีฉากที่ไอน์ซัทส์เกือบๆ จะตายแล้วเลซี่เข้าไปประคอง ไอน์ซัทส์ยกมือลูบแก้มเลซี่ด้วย โอ๊ย จะเป็นลม (แต่ฉากนี้แอบนึกถึงฉากไอเลสลูบหน้าวอร์เรนในบลัดดี้ชาโดว์นิดนึง)

● แม้กระทั่งฉากจบก็ยังจะเรย์ไอ คือสุดท้ายแล้วไอน์ซัทส์ก็ไม่ตาย แล้วตอนหลังไอน์ซัทส์ก็ปลอมตัวเป็นซีโน่ โผล่มาขอเลซี่เต้นรำด้วยกัน…….. แต่สุดท้ายเลซี่ก็จับได้ว่านั่นคือไอน์ซัทส์ ไอน์ซัทส์เลยหนีไปก่อน เลซี่จึงเต้นรำกับซีโน่ตัวจริงแทน (จะว่าไปแล้วโมเมนต์เลซี่ซีโน่ก็เยอะแยะเหมือนกัน ชงอย่างเสมอภาคดี)

● ความสนุกอย่างนึงของบทเวอร์ชั่นนี้คือ ลองคิดว่าถ้าแคสท์ชุดแรก (เรย์จัง/ไอไอ/นัตจัง) ได้เล่นบทเวอร์ชั่นนี้จะรู้สึกยังไงกันบ้าง โอ้ยยย แค่คิดก็ปวดใจแล้ว บทเขียนมาทำร้ายจิตใจเรย์จังกับไอไอมากเกินไป (;__;)

● ส่วนซีโน่ก็ใช่ว่าจะไม่มีการหยิบยกเรื่องในเกมมาสอดแทรก มีการหยิบเรื่องอดีตกับเรื่องสองบุคลิกมาใส่ด้วย เรื่องอดีตจะดัดแปลงนิดหน่อยแต่ก็อ้างอิงมาจากในเกมนั่นแหละ

● นักแสดงที่รับบทตัวละครหลักทั้งสามคนทำหน้าที่ได้ดีนะ เราชอบโซเมะเล่นเป็นเลซี่มากกว่าตอนเป็นไซโตเซมไปอีก คนเล่นเป็นซีโน่ก็เต็มที่กับบทบาท เอ็นดูอยู่หลายฉาก (เราเหนื่อยแทนเค้าหลายฉากมาก เช่น ฉากแต่งหญิง 555555555) ส่วนไอน์ซัทส์เวอร์ชั่นนี้ก็เชิดหยิ่งดีมาก

● แต่ที่สร้างสีสันได้ดีมากคือตัวละครรองทั้งหลายที่เพิ่มเข้ามาใหม่ ทุกคนยกเว้นตัวร้ายตลกมาก โดยเฉพาะจิลโคเนีย ขุนนางหญิงที่เป็นคนจัดงานเลี้ยงเต้นรำขึ้นมา ขำคนนี้เยอะสุดแล้ว ทำอะไรก็ตลกไปหมด ชอบมาก ขำทุกครั้งที่โยนแมว 55555555555

● ตอนท้ายหลังแสดงจบจะมีช่วงพรีวิว อารมณ์เหมือนมินิคอนเสิร์ต(?) ทั้งสามคนออกมาร้องเพลง ให้คนดูโบกเพนไลท์ได้ด้วย มีเพลงออริจินอลของบุไตแล้วปิดท้ายด้วยเพลงมาสมิราจ

● เพลงใหม่นี่เราเฉยๆ แฮะ แต่เนื้อเพลงของไอน์ซัทส์ค่อนข้างจะเรย์ไออีกแล้ว ฟังแล้วก็หืมมมมม?? เนื้อเพลงประมาณว่าเธอช่วยให้ชีวิตสดใส ทำให้อยากมีชีวิตต่อไป ช่วยให้เข้าใจความหมายของชีวิต อะไรทำนองนี้

● ตอนอินโทรเพลงมาสมิราจขึ้นขนลุกเกรียวเลย ฮืออออออ ชอบเพลงนี้จัง

● อีกอย่างที่ชื่นชอบคือคอสตูม สวยงามดีแท้ โดยเฉพาะชุดไอน์ซัทส์ กรุยกรายเหลือเกิน เสื้อผ้าไร้ความคล่องตัวแม้เป็นจอมโจร เวลาสู้กันแต่ละทีนี่ทั้งไอน์ซัทส์ทั้งเลซี่สะบัดชายผ้าเสียงดังพรึ่บๆๆ อย่างกับหนังจีนกำลังภายใน ตลกดี 555555555

โดยสรุปแล้วเป็นละครเวทีที่ทำออกมาเหนือความคาดหมายของเราไปไกลมากกกกกกกก ประทับใจมากกกกกกกกก เตรียมซื้อแผ่นไว้ดูเก็บรายละเอียดแล้วเนี่ย ชอบบทพูดหลายฉากเลย

จริงๆ รู้สึกเหมือนมีอะไรให้กรี๊ดอีกเยอะ แต่สิ่งเหล่านั้นน่าจะเป็นโมเมนต์เรย์ไอทั้งสิ้น… เอาเป็นว่ามันเรย์ไอมาก และเป็นเรย์ไอที่ดี เป็นความสัมพันธ์ที่สะเทือนใจแต่งดงาม ดูจบแล้วอยากเล่นภาค All Star จัง คิดถึง (TωT)

うたの☆プリンスさまっ♪ マジLOVEレジェンドスター x animate cafe Tennoji

ทานาบาตะปีนี้ไปฉลองที่อนิเมทคาเฟ่มาแหละ☆

จริงๆ แล้วปีที่แล้วก็ฉลองที่อนิเมทคาเฟ่เหมือนกัน สาขาเดิมเลยด้วย แต่คอลลาโบะคนละเรื่อง ชีวิตนี้ไม่คิดจะฉลองทานาบาตะแบบมนุษย์ปกติเลยใช่มั้ย

ปีที่แล้วเป็นคาเฟ่คุโรบาส ส่วนปีนี้ไปฉลองกับเหล่าปรินซ์ ซึ่งอันที่จริงเมื่อเดือนพฤษภาเราก็ไปมาแล้วรอบนึง ขอพูดถึงรอบที่แล้วก่อนละกัน

รอบแรกเราไปคนเดียวเลยไม่ค่อยกล้าขนพร็อพไปเยอะเท่าไหร่ เวลาหยิบออกมาวางน่าจะเขินๆ เราเลยหยิบไปแค่เนนปุจิอิจจี้กับโอโตยัน กะว่ารอบแรกจะไปในคอนเซปท์สตาริชก่อนละกัน ทว่า…

ได้นั่งโต๊ะรันรัน ตึงงงงงงงงง ไม่ได้เตรียมพร็อพคารุไนมาเลย TvT

คาเฟ่รอบนี้แจกที่รองแก้วแบบไม่สุ่มลาย สั่งเครื่องดื่มคนไหนก็ได้คนนั้นมาครอบครอง ดังนั้นเราจึงสั่งเครื่องดื่มโทคิโอโตะมาก่อนเป็นอันดับแรก สองคนนี้ต้องมาก่อนเสมอ อยากเก็บคนอื่นเพิ่มค่อยว่ากันทีหลัง

เครื่องดื่มอิจจี้เป็นน้ำแครนเบอร์รี่+โซดา+บลูไซรัป โปะด้วยวิปครีมเล็กๆ และไวท์ช็อกโกแลตรูปปีกสีขาว ส่วนของโอโตยันเป็นน้ำแครนเบอร์รี่+โซดาอีกเหมือนกัน แต่ไซรัปจะเป็นบลัดออร์เรนจ์ไซรัป โปะวิปครีมจิ๋วและเมอแรงก์รูปดอกทานตะวัน รสชาติเป็นยังไงลืมไปแล้วทั้งสองแก้ว แต่ไม่น่าจะเลวร้ายอะไรเพราะถ้าไม่อร่อยน่าจะจำได้

ส่วนอาหารเราสั่งออมไรซ์มากิน เป็นออมไรซ์ที่ชื่อว่า 「未来、夢、ありがとう…そして!」 ST☆RISHのオムライス ว่าง่ายๆ ก็คือเอาเพลงมาตั้งชื่ออาหารนั่นแหละ

ออมไรซ์รสชาติไม่น่าประทับใจเท่าไหร่ จำได้ว่ากินไม่หมดด้วย…. ดูๆ แล้วสตูว์ดูน่าจะอร่อยกว่า แต่เราชอบกินออมไรซ์เลยสั่งมา แล้วก็นึกได้ว่าออมไรซ์ตามคอลลาโบะคาเฟ่ต่างๆ นานาที่เคยกินมาเนี่ย ไม่มีเจ้าไหนน่าพอใจเลยสักเจ้า

ดีนะที่มีเด็กๆ คอยให้กำลังใจระหว่างกิน \(^o^)/

พอกินน้ำสองแก้วแรกหมดอย่างรวดเร็วก็เกิดหน้ามืดอะไรก็ไม่รู้ อยากสั่งน้ำมากินเพิ่มอีก (สงสัยโดนวางยาในสองแก้วเมื่อกี้) รู้ตัวอีกทีเครื่องดื่มเร็นกับโชจังก็มาวางอยู่บนโต๊ะแล้ว พอดีช่วงนั้นเล่นภาครีพีทเลิฟเลยกลับมาอินกับเอสคลาสอีกครั้งเหมือนวันเก่าๆ(〃▽〃)

ของเร็นเป็นชาแคสซิสใส่ส้ม รสชาติก็จะออกเปรี้ยวๆ เรากินจนหมดแล้วเพิ่งหันไปเห็นว่าเค้ามีไซรัปวางไว้ให้หยิบมาใส่ในเครื่องดื่มได้ด้วย….. ส่วนของโชจังเป็นนมสตรอว์เบอร์รี่ร้อนราดซอสซากุระ ถ้วยนี้เราประทับใจมากกกกกกกกกกกกกกกกก ชอบมากกกกกกกกกกกกกกก อร่อย หวาน เป็นมิตร รสชาติน่ารักมากๆๆๆ คิวท์สมเป็นโชจัง♥

สรุปว่ารอบแรกไปคนเดียว สั่งอาหารหนึ่งอย่าง น้ำสี่อย่าง……

ส่วนรอบสองในวันทานาบาตะนี่มีเพื่อนไปด้วยหนึ่งรายคือม.ซัง (นามสมมติ) พอมีเพื่อนไปด้วยก็เริ่มได้ใจ ขนพร็อพไปหนึ่งกระเป๋า แต่ไปถึงที่ร้านจริงๆ ก็ควักพร็อพออกมาวางไม่หมดเพราะพร็อพชิ้นใหญ่แต่โต๊ะเล็กเกิน ไม่มีที่วาง 55555555555

รอบนี้ไปในคอนเซปท์คารุไน ซะเมื่อไหร่…. กะว่าจะไปกินอาหารกับน้ำคารุไน แต่ก็พกโทคิโอโตะไปด้วยอยู่ดี

อ้อ รอบนี้ได้โต๊ะเร็นแหละ กินไปก็เล่นกับเจ้าของโต๊ะไปด้วย สนุกดี (・∀・*)

ไม่รักไม่แกล้งนะคะจินกูจิเร็น 5555555555555555

แต่ไม่ได้รังแกเร็นเร็นอย่างเดียวนะ! ตอนท่าทางเหนื่อยๆ เราก็ช่วยซับเหงื่อให้

ส่วนม.ซังก็ช่วยเช็ดปากให้!

อืม อาการหนัก……………….

ส่วนเครื่องดื่มรอบนี้เราสั่งเรย์จังกับรันรัน ที่จริงอยากลองชิมคามิวมากกว่ารันรัน แต่ดันชิปเรย์รันไง ยอมสั่งรันรันทั้งๆ ที่อ่านส่วนผสมแล้วไม่มั่นใจเลยว่าจะอร่อย

น้ำเรย์จังเป็นสีเขียว แต่เป็นน้ำส้มนะ (แบบนี้ก็ได้เหรอ??) เบสเป็นน้ำส้ม ผสมด้วยโทนิกวอเตอร์+บลูไซรัป+วิปครีม โปะด้วยหมวกหนึ่งใบ หมวกนี่กินได้ด้วย แต่เราไม่ได้กิน จากประสบการณ์ลองกินอะไรพวกนี้ที่แปะตามอาหารเครื่องดื่มแล้วมันไม่เห็นอร่อยเลย ส่วนน้ำรสชาติเปรี้ยวๆ หวานๆ พอกินได้ ไม่ประทับใจเป็นพิเศษ

ทางด้านของรันรันนั้น……… อันตรายตั้งแต่หน้าตา จะว่าไปแล้วก็ร็อคสมเป็นรันรัน กลิ่นก็สุดจะร็อค ดมแล้วผงะไปนิดนึง น้ำรันรันทำจากน้ำองุ่น+บานาน่าไซรัป+มิกซ์เบอร์รี่+ผงซินาม่อน โอ้โห ส่วนผสมนี้ ใครคิดสูตรคะะะะะะะ

ความรู้สึกหลังลองชิมคำแรก

ตอนแรกๆ จะรสเหมือนยาอะไรสักอย่างที่ได้กลิ่นเบอร์รี่ผสมกล้วยจางๆ แต่กินไปเรื่อยๆ จะได้รสเบอร์รี่ล้วนๆ ไม่รู้ความเป็นน้ำองุ่นซุกซ่อนอยู่ตรงไหน รู้แต่จิบทีนึงต้องกรอกน้ำเปล่าตามหลายที รสชาติเจ้มจ้นเหลือเกิน

เครื่องดื่มที่ม.ซังสั่งมาได้แก่มาซาโตะและคามิว ตอนแรกพนักงานเสิร์ฟผิดเป็นไอไอด้วย พอทักว่าไม่ใช่ค่ะ สั่งคามิวไป เค้าก็ดูตื่นตกใจมากจนเรารู้สึกผิดที่ท้วง แล้วเค้าก็ไปหยิบคามิวมาให้อย่างรวดเร็ว

สองแก้วนี้รสชาติเป็นยังไงไม่รู้ ไม่ได้ลองชิม แต่เรียงกันแล้วสีสวยดีนะ (*´ω`*)

ส่วนอาหารที่สั่งรอบนี้คือพิซซ่าชื่อว่า「KIZUNA」QUARTET NIGHTのピザ เป็นพิซซ่าหน้าซีฟู้ดที่มีรถปลอมๆ แปะอยู่หนึ่งคัน เป็นรถที่คารุไนนั่งในฉากร้องเพลง KIZUNA นั่นเอง

ดูจากหน้าตาที่ราวกับพิซซ่าสำเร็จรูปอุ่นไมโครเวฟตามเซเว่นก็พอรู้ว่าไม่น่าสู้พิซซ่าตามร้านพิซซ่าจริงจังหรือร้านอาหารอิตาเลียนได้ ซึ่งก็สู้ไม่ได้จริงๆ ดีแล้วที่ไม่คาดหวังอะไร 55555555555 แต่ถือว่าดีกว่าออมไรซ์มากๆๆ

ของม.ซังเป็นเมนูคารุไนเหมือนกัน แต่เป็นพาสต้าชื่อ「God’s S.T.A.R.」QUARTET NIGHTのパスタ

โดยรวมแล้วเราว่าอาหารกับเครื่องดื่มรอบนี้สู้คาเฟ่คราวที่แล้วไม่ได้แฮะ แต่รอบนี้ยังไม่ได้กินของหวานเลย ว่าจะไปอีกรอบเพื่อไปกินเฮฟเว่นส์ จะได้กินเมนูครบสามวง เค้กของเฮฟเว่นส์ดูน่ากินดี เครื่องดื่มเอจิก็น่าลอง ไม่อยากพลาด ( ̄∇ ̄)

ทิ้งท้ายด้วยรูปบรรยากาศในร้านและดิสเพลย์สินค้าต่างๆ

เสียดายช่วงนี้จนเลยซื้อมาแค่สแตนดี้อิจิโนะเสะ (; v ;) สแตนดี้มันราคาเกินพันเยนด้วยแหละ พอเกินพันเยนแล้วควักกระเป๋ายากขึ้นนิดนึง ถ้าขายสักอันละเจ็ดแปดร้อยเยน ป่านนี้ซื้อรัวๆ ไปแล้ว อนิเมทตั้งราคาพลาดละ

นี่ถ้าทานาบาตะปีหน้าไปฉลองที่อนิเมทคาเฟ่อีกคงตลกมาก 555555555555

KILLER KISS&ハルハナ

วันนี้มีปุริไลฟ์ แต่เราไม่ได้ไปเพราะไม่ได้ตั๋ว ก็เลยจะมาย้อมใจด้วยการเห่อเพลงใหม่เซมไป (ที่ร้องในไลฟ์วันนี้ อ้าว ทำไมย้อมใจด้วยการทำร้ายตัวเอง) 

ขอย้อนกลับไปช่วงที่มาจิเลิฟเลเจนด์สตาร์ฉายสักนิด ตอนนั้นเซ็งนิดนึงที่ควอเต็ทไนท์บทน้อยแถมไม่มีเพลงโซโล่เพลงใหม่ ถึงเราจะเป็นสตาริชโอชิแต่เราก็รักเซมไปมาก อยากให้เซมไปออกเพลงใหม่บ้าง นึกว่าต้องรอจนกว่าจะมีเกมภาคใหม่หรืออนิเมะภาคใหม่ถึงจะได้ฟังเพลงใหม่ซะแล้ว ยังดีที่ออฟฟิเชียลไม่ปล่อยให้รอนาน ส่งเพลงใหม่ออกมาให้ฟังกันช่วงก่อนไลฟ์ไม่กี่วันนี่เอง!

เพลงเซมไปคราวนี้มีสองแผ่น แผ่นแรกใช้ชื่อว่า Uta no☆Prince-sama♪ IDOL SONG REIJI & CAMUS และอีกแผ่นคือ IDOL SONG RANMARU & AI ซึ่งถึงแม้ว่าเราจะอยากให้เรย์จิกับไอไอมีเพลงคู่กันมานานแสนนาน ตอนประกาศออกมาเป็นคู่นี้เราก็กรี๊ดมากอยู่ดี สรุปว่าจะทำเพลงคู่ไหนก็กรี๊ดหมด #ทาสก็คือทาส

ชอบการจับคู่แบบนี้ตรงที่ชวนให้นึกถึงภาค All Star After Secret ทั้งสองคู่น่ารักมากกกกก (≧д≦)

สิ่งที่กรี๊ดประการถัดมาคือคุราฮานะเซนเซวาดปกให้ ปกคราวนี้สวยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก เท่มากกกกกกกกกกกกกกกกก

อนึ่ง เนื่องจากอุตะปุริเป็นลัทธิหลอกตัวเอง เราจึงไม่ควรใช้คำว่า “วาด” แต่ควรเป็นคำว่า “ถ่ายภาพ” ซึ่งคุราฮานะเซนเซได้กล่าวไว้ทางทวิตเตอร์ว่า นี่เป็นการถ่ายภาพขาวดำครั้งแรก หวังว่าจะได้บรรยากาศที่แตกต่างไปจากปกตินะคะ

เนี่ย ก็หลอกตัวเองกันประมาณเนี้ย 55555555555555555

นอกจากชอบหน้าปกมากแล้ว เรายังชอบแพคเกจจิ้งของล็อตแรกคราวนี้มากด้วย! ถึงจะมาแนวเรียบง่ายไม่อลังการเท่าตอนเธียเตอร์ไชน์นิ่งหรือไชน์นิ่งดรีมเฟสต้า แต่แพคเกจและคอนเทนต์ก็ดีงามน่ากราบไหว้บูชาเหลือเกิน

เริ่มจากขนาดกล่อง ตอนแรกนึกว่าจะไซส์ประมาณกล่องดีวีดีทั่วไป ปรากฏว่าใหญ่กว่ากล่องดีวีดีพอสมควรเลย

อันนี้ลองเทียบกับกล่องเกคิดันไชน์นิ่งซึ่งขนาดเท่ากล่องดีวีดีทั่วไป ↓

ชอบกล่องคราวนี้ตรงที่เวลาสะท้อนกับแสงแล้วสีจะเปลี่ยนไปตามองศาต่างๆ หยิบมาพลิกๆ เปลี่ยนสีตาให้ทุกคนไปเรื่อยๆ ก็สนุกแบบไร้สาระดี 5555555555

ว่าแล้วก็ซูมทั้งสองกล่องสักนิด

กราบคุราฮานะเซนเซ ฮือออออออ ถ่ายภาพทุกคนออกมาได้หล่อมากค่ะะะะะะะ โดยเฉพาะคามิวนี่รู้สึกจะลูกรักเหลือเกิน ถึงมือคุราฮานะเซนเซทีไรหล่อกว่าเพื่อนตล๊อดดดดดด (90% เป็นความมืดบอดของเรานี่แหละ)

ส่วนด้านในกล่องประกอบด้วยกล่องซีดี เข็มกลัด และวิชวลการ์ดขนาด 19×14 ซม. ภาพเดียวกับหน้าปกแต่แยกเป็นรายคน ซึ่งคราวนี้เป็นภาพสี อ้าวววว ไหนคุราฮานะเซนเซบอกถ่ายภาพขาวดำไงคะ??? (ขอแซวหน่อยเถอะ 55555555)

ในกล่องซีดีหน้าตาแบบนี้ ประกอบด้วยตัวแผ่นกับบุ๊กเลท

ในบุ๊กเลทก็จะมีเนื้อเพลง มีคอมเมนต์สั้นๆ ของศิลปินแต่ละคน (ในที่นี้คือของเรย์จัง รันรัน ไอไอ และมิวจัง ไม่มีคอมเมนต์ของนักพากย์) แล้วก็มีสัมภาษณ์คู่แยกตามแผ่นด้วย

ส่วนของแถมร้าน ตอนแรกลังเลอยู่นานว่าจะสั่งร้านไหนดีเพราะอยากได้แคสท์คอมเมนต์ทุกแผ่นเลย ไปๆ มาๆ เลือกไม่ได้ซะทีเลยหลับหูหลับตากดสั่งกับบรอคโคลี่ออฟฟิเชียลสโตร์ ….ซึ่งไม่แถมแคสท์คอมเมนต์แต่แถมเข็มกลัด ไว้ถ้าเจอคนปล่อยแผ่นแคสท์คอมเมนต์ตามร้านมือสองแบบราคาไม่โหดร้ายมากค่อยไปสอยมาฟังละกัน TvT

ทีนี้มากรี๊ดเพลงบ้าง!

  • KILLER KISS

ตอนประกาศว่าจะมีเพลงคู่นี้ก็นึกภาพไม่ออกนะว่าจับสองคนนี้มาร้องเพลงด้วยกันแล้วจะเป็นยังไง พอได้ฟังก็ อืม คามิวโดนเรย์จังล้างสมองไปแล้วจ้า สไตล์เพลงไปทางเรย์จังมากกว่าคามิว แต่เพราะอย่างงั้นแหละเลยน่ารักมาก ฮือออออ ชอบมากๆๆๆๆ เนื้อเพลงก็แอบแฝงความลามกสมเป็นเพลงอุตะปุริดี

  • On Your Mark!

ชอบ! เป็นเพลงเรย์จังที่รู้สึกว่าเท่ ชอบดนตรีมากกกกกก ไม่ค่อยได้กลิ่นโชวะจ๋าเหมือนเพลงก่อนๆ เพราะความโชวะไปอยู่ในคิลเลอร์คิสหมดแล้ว 5555555555 (แต่ไอ้ความโชวะในเพลงก่อนๆ เราก็ชอบนะ ฟังแล้วรู้สึกว่า เออ นี่แหละเรย์จัง) เพลงนี้ชอบช่วงท่อน 「ぼくにすべて身を任せて 花になればいいんだ 君を守り尽くすよずっと」เป็นพิเศษ ฟังครั้งแรกรู้สึกว่าเพลงนี้ในไลฟ์ต้องเท่มากแน่นอน อยากดูจัง โฮฮฮฮฮ

  • Melting of snow

ตื่นเต้นตกใจตั้งแต่เห็นชื่อเพลง นึกว่าจะเป็นบัลลาดหวานๆ เพราะๆ แบบออโรร่า ปรากฏว่าพอฟังแซมเปิ้ลครั้งแรกแล้ว หืมมมมมมมมม????? ในหัวเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม เกิดอะไรขึ้นกับท่านเคานต์เหรอคะ?????? พอมาฟังเพลงเต็มก็ หืมมมมมมมมมมมมม?????? อีกเช่นกัน เพลงน่ารักมากกกกกกกกก น่ารักจนไม่อยากเชื่อว่าจะเป็นเพลงคามิว ไม่รู้ไปกินอะไรผิดสำแดงมา ไม่ทราบว่าท่านเคานต์บริโภคน้ำตาลเกินขนาดรึเปล่า? ฟังแล้วใจพองฟูมาก ละลายตามหิมะไปเลย มิวจังคิวท์มากๆๆๆๆ เมลตี้! เมลตี้!

และที่สำคัญ เพลงนี้กลับมามีเชลโล่แล้วววววว โฮ ดีใจมาก ชอบให้เพลงมิวจังมีเสียงเชลโล่ TωT

  • Haruhana

กิงกิคิดส์……….. โคตรกิงกิคิดส์ แบบไม่สามารถจะกิงกิคิดส์ไปกว่านี้ได้แล้ว ไม่นึกว่าสองคนนี้ร้องเพลงด้วยกันแล้วจะมาแนวนี้

ชอบดนตรีเพลงนี้มากเลย ฟังแบบออฟโวคัลไปหลายรอบแล้ว ไม่ใช่ว่าแบบมีเสียงร้องไม่ดีนะ แต่เพลงนี้ดนตรีงานละเอียดดีมากกกก ฟังสลับไปมาทั้งสองเวอร์ชั่นแล้วยิ่งซาบซึ้งในความดีงาม ชอบเพลงคู่นี้มากกว่าคู่เรย์จังคามิวนิดหน่อย

  • BE PROUD

ชอบมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ชอบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ ไม่คิดว่าจะมีวันที่ได้ฟังรันมารุร้องบัลลาด โฮวววววววววววว น้ำตาจะไหล เนื้อเพลงก็ดี๊ดี ซึ้งมาก ชอบเนื้อเพลงมาก สมแล้วที่อาเกมัตสึซังเขียนเนื้อเพลงเอง (;___;) ปกติแล้วโซโล่เซมไปนี่เรามักแพ้ทางเพลงคามิวมากสุด แต่เซ็ตนี้รันรันชนะเลิศ ยอม

  • Synchronism

ชอบซาวด์แปดบิต น่ารักกกกก ตัวเพลงก็น่ารักทั้งเพลงเลย เพลงสมเป็นไอไอมาก เพลงนี้ก็ดนตรีละเอี๊ยดละเอียด แต่ยังไม่ได้ลองฟังแบบออฟโวคัลเลย เพลงนี้มั่นใจว่าในไลฟ์ต้องน่ารักแบบดูแล้วเป็นลมตายไป คาดหวังไว้เยอะมาก อยากเห็นอาโอยคุงเต้นเพลงนี้แล้ววววววว ฮือออออออ แผ่นรีบออกเร้ววววววววววววววว

ขอกราบขอบพระคุณบรอคโคลี่ที่ออกเพลงใหม่เซมไปมาให้รวดเร็วทันใจไม่ต้องรอนาน เพลงดีคุ้มค่าคุ้มราคา คุ้มแก่การรอคอยมาก

เมื่อวานในไลฟ์มีประกาศว่าจะสร้างภาคหนังโรงด้วยนะ ตื่นเต้น! อยากดูแล้ว!

Unbox: うたの☆プリンスさまっ♪Repeat LOVE

แผ่นอุตะปุริรีพีทเลิฟมาส่งตั้งแต่เดือนที่แล้ว แกะกล่องดูหนึ่งทีแล้วก็เก็บเข้ากรุไป จนป่านนี้ยังไม่ได้เล่นซะที แต่คราวนี้ประทับใจแพคเกจสุดอลังการจนอยากเอามาอวดรีวิวซะหน่อย

ภาครีพีทเลิฟนี่ไม่ใช่ภาคใหม่อะไร เป็นการเอาภาค Repeat (ซึ่งเป็นภาคที่รีเมคจากภาคแรกสุดอีกที) มาพอร์ทลง PSV แต่บวกเอพิโสดใหม่นิดๆ ฟังค์ชั่นเพิ่มเติมอีกหน่อย จุดหนึ่งที่สำคัญมากคือ ภาคนี้ถือเป็นภาคแรกเลยที่อุตะปุริมีฟังค์ชั่นกะพริบตาและขยับปาก!! ว้าววว น่าตื่นเต้นมากๆ!!!!! (เกมอื่นเขาทำมาชาตินึงแล้วมั้ยแกรรรร)  

ที่จริงเรามีแผ่นภาครีพีทแล้ว ซื้อมือสองแบบธรรมดามาเก็บไว้ แต่พอเอามาพอร์ทลงวีต้าก็อยากซื้อเก็บอยู่ดี ความที่ของเก่าไม่ได้เก็บแบบลิมิเต็ด คราวนี้เลยอยากเก็บๆ แบบลิมิเต็ดซะเลย

ตอนแรกลังเลว่าจะสั่งแบบ Shining Love Box ที่เป็นแบบลิมิเต็ดธรรมดา หรือ Premium Princess Box แบบลิมิเต็ดสุดอลังการพรั่งพร้อมของแถมมากมายดี สุดท้ายก็เลือกสั่งแบบอลังการเนื่องจากพิจารณาแล้วว่าของแถมล้วนดีต่อใจ ว่าแล้วก็กดสั่งในบรอคโคลี่ออฟฟิเชียลสโตร์มาหนึ่งกล่อง

เลือกสั่งกับบรอคโคลี่ออฟฟิเชียลสโตร์เพราะอิจิโนะเสะซังอยู่ร้านนี้ แถมมีดราม่าซีดีเร็นโทคิด้วย เลือกร้านง่ายมาก ไม่มีการลังเลใดๆ ทั้งสิ้น

เซ็ตของบรอคโคลี่ออฟฟิเชียลสโตร์หน้าตาเป็นแบบนี้ ผ่างงงงงง

dsc050182

อิจิโนะเสะซังเต็มไปหมดเลยยยยยยยยยยย \(^o^)/ แค่เปิดกล่องมาเห็นของก็มีความสุขแล้ว

ส่วนที่เป็นของแถมเฉพาะของบรอคโคลี่สโตร์ประกอบไปด้วยอิจจี้ อิจจี้ อิจจี้ และอิจจี้!

dsc05019

สี่อย่างนี้คือทาเปสขนาด A3, โบรไมด์, พวงกุญแจพร้อมฐานเอาไว้ตั้งดูเล่นๆ และเข็มกลัดหนึ่งอัน

ส่วนแฟ้มขนาด A4 เป็น 早期予約特典 ต้องกดจองก่อนวันที่เท่าไหร่สักวันนึงนี่แหละถึงจะได้มา

dsc05021

แม้ทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นลายเดียว แต่ได้เห็นอิจจี้เรียงรายกันเยอะๆ แบบนี้แล้วโซแฮปปี้ (〃∀〃)

และชิ้นที่เป็นไฮไลท์ก็คืออออออ ดราม่าซีดีเร็นโทคิกับมื้อกลางวันสุดหวานแหวว!

dsc05020

อันที่จริงคู่นี้ไม่ใช่คู่หลักที่เราชอบหรอกนะ (เสียงสั่น) เราชอบโทคิโอโตะต่างหาก! แต่เร็นโทคิก็ดี๊ดี ตอนออฟฟิเชียลประกาศว่าจะออกซีดีคู่นี้ถึงกับกรี๊ดไปสามวันเจ็ดวัน กราบขอบคุณออฟฟิเชียลแรงๆ มา ณ ที่นี้ ที่เฝ้านับวันรอเกมออกเพราะอยากฟังซีดีแผ่นนี้มากกว่าอยากเล่นเกมอีก …แต่จนป่านนี้แล้วก็ยังไม่ได้แกะฟังหรอกนะ 555555555

ส่วนที่เป็นของแถมจากบรอคโคลี่สโตร์มีแค่นี้ นอกนั้นเป็นของแถมใน Premium Princess Box ละ (ไม่ควรเรียกว่าของแถมเลยอะ เพราะราคาสินค้าก็รวมมูลค่าสิ่งเหล่านี้ไว้แล้ว)

ใน Premium Princess Box ก็มี 早期予約特典 มาให้อย่างนึงคือสกอร์บุ๊กของภาครีพีท จริงๆ แล้วสกอร์บุ๊กเล่มนี้เคยเป็นของแถมของภาคแรกสุด แต่คราวนี้มีการอัพเกรดโดยการเพิ่มโน้ตเพลงของเซซิลลงไปด้วย

ปกสกอร์บุ๊กสีเจ็บมาก กระแทกตาสุดๆ

dsc05022

ด้านในจะเป็นโน้ตเพลงของแต่ละคน มีลายมือกำกับด้วย คือทำเหมือนเป็นโน้ตเพลงที่ทุกคนใช้ในเกมจริงๆ

dsc05023 dsc05024

สกอร์บุ๊กนี่ไม่ได้เย็บเล่มมา แต่เป็นกระดาษซ้อนๆกัน จะเอาไปกางเล่นจริง หรือแยกแผ่นไปใส่กรอบแล้วบูชาก็แล้วแต่จิตศรัทธา

ส่วนกล่องเกมพรีเมียมหน้าตาเป็นแบบนี้ ปกวาดใหม่โดยคุราฮานะเซนเซ!

dsc05025

ดูเผินๆ มันก็ดูเป็นกล่องเกมธรรมดาอยู่หรอก แต่ความจริงแล้วกล่องมันใหญ่มาก… ใหญ่จนตกใจ เพราะเท่าที่สั่งอุตะปุริแบบลิมิเต็ดมายังไม่เคยเจอกล่องใหญ่ขนาดนี้ แต่เคยเจอเกมอื่นที่ใหญ่พอๆ กันอยู่นะ เดี๋ยวนี้กล่องเกมเหมือนเน้นแข่งกันเล่นใหญ่ไว้ก่อนเลยแฮะ ( ̄∇ ̄;)

ลองเทียบความหนากับซูเปอร์เรย์จิคุง

dsc05027

หนาไปไหน Σ(゚Д゚;;)ノェェェェエエエエ!!!!

พอแกะกล่องออกมาก็จะเจอกล่องเกมอีกกล่องอยู่ด้านใน ซึ่งอันนี้ก็คือ Shining Love Box นั่นเอง

dsc05029

ขำการที่เปิดมาเจอกล่องลายเดียวกันแต่เล็กกว่าเดิม อย่างกับตุ๊กตารัสเซีย 555555555 แต่ไม่เป็นไร เราชอบปกลายนี้ (คุราฮานะเซนเซวาดอะไรให้อุตะปุริก็ชอบหมด) การที่ทุกสิ่งทุกอย่างในกล่องใช้ลายนี้หมดถือว่าดีมาก (*^▽^*)

พอแกะกล่องเกมออกมาก็จะเจอครูใหญ่อยู่ตรงขอบด้านบน… สมชื่อ Shining Love Box จริงๆ ต้องมีไชน์นิ่งซาโอโตเมะอยู่บนกล่องด้วย……

dsc05042

ของในกล่องนี้ประกอบด้วยกล่องเกมแบบธรรมดา (ปกเดิมอีกนั่นแหละ), ดราม่าซีดีวันฤดูหนาวในโรงเรียนซาโอโตเมะ เป็นเรื่องราวที่ทั้งเจ็ดคนไปรวมตัวกันที่ห้องเร็นกับมาสะ, บุ๊กเลท The Shining Repeat ซึ่งเป็นการเอาของแถมจากภาคแรกสุดมาปรับปรุงใหม่อีกนั่นแหละ

dsc05044

dsc05045 dsc05043

จะว่าไปแล้วการพอร์ทลงวีต้าครั้งนี้ก็เล่นง่ายนะ รียูสกระทั่งของแถม 55555555555 แต่สำหรับเราที่ไม่ได้เก็บเซ็ตลิมิเต็ดของภาคแรกสุดหรือภาครีพีทแล้วถือว่าคุ้มค่าคุ้มราคามากๆ

ส่วนของแถมที่เป็นของ Premium Princess Box มีอยู่หกอย่าง แต่ละอย่างจะวางซ้อนๆ กันอยู่ในกล่องใหญ่ ต้องค่อยๆ หยิบออกมาทีละชั้น (มีคนญี่ปุ่นในทวิตเตอร์ที่เราฟอลอยู่ทวีตว่าโดนแม่แซวว่า นี่มันกล่องเครื่องเขียนเด็กประถมเรอะ ตลกมาก 5555555555)

ของแถมอย่างแรกคือซีดีเพลง Welcome to UTA☆PRI RAINBOW world!! นี่ก็เป็นการเอาเพลงเก่ามารียูสเช่นกัน คือเอาเพลง Welcome to UTA☆PRI world!! ที่เคยร้องกันแค่หกคนมาเพิ่มเซซิลลงไป กลายเป็นเวอร์ชั่นเจ็ดคนพร้อมหน้าพร้อมตา!

อย่างที่สองคือดราม่าซีดี Questions!-ライバルを知れ!- มีสี่แทรคแยกเป็นคู่ๆ คือโอโตยะ&โทคิยะ มาซาโตะ&เร็น นัตจัง&โชจัง ส่วนเซซิลอยู่กับริวยะซังและริงโกะจัง

dsc05031

อย่างที่สามคือเข็มกลัดพร้อมแฟ้ม แฟ้มเป็นตราโรงเรียนซาโอโตเมะเรียบหรูดูดีพร้อมคำขวัญประจำเกม ส่วนเข็มกลัดก็ลายเดียวกับหน้าปกอีกนั่นแหละ แต่จะแยกมาเป็นคนๆ มีแปดลายรวมนางเอกด้วย

dsc05032 dsc05033

ไหนๆ ก็ไหนๆ ซูมอิจิโนะเสะซังกันสักนิด

dsc05034

โอ๊ยยยย เห็นสีหน้าแล้วหมั่นไส้บอกไม่ถูก! จริงๆ แล้วเราไม่ชอบนิสัยอิจจี้ช่วงแรกๆ ของเกมเลยนะ 55555555555 จำได้ว่าตอนเล่นเกมครั้งแรกเฉยเมยกับอิจจี้มาก กรี๊ดแต่ท่านฮายาโตะผู้น่ารัก แต่สุดท้ายไปๆ มาๆ มาตกหลุมอิจจี้ได้ไงไม่รู้ (*-Д-)ハァ=3

ของแถมอย่างที่สี่คือคอมเมนต์การ์ดที่มาพร้อมซองและสายคล้อง แน่นอนว่าลายเดียวกับหน้าปกอีกเช่นกัน สมชื่อ Repeat มากๆ แม้แต่ของแถมก็ยังรีพีทตัวเองรัวๆ

dsc05035dsc05036

คอมเมนต์การ์ดมีแปดแผ่นรวมนางเอกเช่นเดียวกับเข็มกลัด เราชอบคอมเมนต์การ์ดนี่มากกกกกกกก เห็นภาพทุกคนชัดถนัดตากว่าบนหน้าปกและเข็มกลัด แถมด้านหลังยังมีคอมเมนต์ของทุกคน (ยกเว้นนางเอก) ให้อ่านอีก คอมเมนต์ในที่นี้ไม่ใช่คอมเมนต์สมัยเรียนด้วย แต่เป็นมุมมองของแต่ละคนในปัจจุบันย้อนกลับไปพูดถึงสมัยเรียน เสียดายที่ไม่ใช่คอมเมนต์แบบเขียนด้วยลายมือ เราชอบเวลาได้อ่านลายมือของทุกคนมากกว่าเป็นตัวพิมพ์อ้ะ (; v ;)

และอย่างที่ห้าคือโปสเตอร์ผ้าขนาด B2 ลายเดิมอีกเช่นกัน

dsc05039

โปสเตอร์แผ่นใหญ่มากกกกกก คลี่ออกมาแล้วไม่มีที่วางเลยเก็บกลับไปอย่างรวดเร็ว ถ้าทำเป็นทาเปสทรีมาให้ก็คงเอาไปแขวนได้ง่ายๆ หน่อย แต่เป็นโปสเตอร์ผ้าแล้วไม่รู้จะเอามาใช้ตกแต่งห้องยังไงดี อยู่ในกล่องต่อไปละกันนะ

ส่วนของแถมอย่างสุดท้ายก็คือตัวกล่องพรีเมียมนั่นเอง

โดยสรุปแล้ว Premium Princess Box น่าจะเป็นกล่องเกมชุดลิมิเต็ดที่เล่นเยอะเล่นใหญ่ไซส์อลังการที่สุดเท่าที่ผ่านมาแล้วแหละมั้ง (อย่างน้อยก็เท่าที่เราเก็บมาน่ะนะ) ที่ผ่านมาเราประทับใจแพคเกจภาค MUSIC2 ของ HMV มากที่สุด แต่พอเจอกล่องนี้แล้วยกให้เป็นแพคเกจดีเด่นไปเลย ปลาบปลื้มมาก (〃v〃)

รอดูว่าแพคเกจภาค Amazing Aria กับ Sweet Serenade ที่จะพอร์ทลงวีต้าเป็นรายต่อไปจะอลังการเท่านี้อีกมั้ย อยากให้ทำมาไซส์เท่าๆ กันจะได้วางเรียงกันสวยงาม แล้วก็รอดูปกใหม่ฝีมือคุราฮานะเซนเซด้วย! 楽しみ!

THEATER SHINING「ポラリス」

โพลาริสเป็นซีดีแผ่นสุดท้ายในโปรเจคต์ Theater Shining ซึ่งจริงๆ แล้วออกมาตั้งแต่กลางเดือนมกรา แต่โดนเราดองไว้นานมากเพราะมัวแต่ไปติดเกม (ซึ่งก็ไม่ใช่เกมอื่นไกล ติดอุตะปุริเนี่ยแหละ ฮ่วยยย) พอเคลียร์เกมเสร็จแล้วถึงเพิ่งมานั่งละเลียดฟังแทรคดราม่า กราบขอโทษคุณอิจิโนะเสะงามๆ ที่ดองไว้นานทั้งๆ ที่เป็นเมนนะคะ ฮืออออ

คอนเซปท์ของโพลาริสซึ่งเป็นแผ่นสุดท้ายคือหนังไซไฟอวกาศ เป็นคอนเซปท์ที่เห็นครั้งแรกรู้สึกว่า อุตะปุริมาไกลมากจริงๆ….. อีกนิดก็กันดั้มแล้ว

DSC03610-2

แผ่นนี้นำแสดงโดยอิจิโนะเสะ โทคิยะ, ชิโนมิยะ นัตสึกิ และไอจิมะ เซซิล เป็นการจับกลุ่มที่อบอุ่นละมุนละไมมาก ราวกับโทคิยะเป็นคุณแม่ มีนัตจังเป็นลูกคนโต เซชชี่เป็นลูกคนเล็ก น่าร๊ากกกกกกกกก (*´ェ`*)(*´ェ`*)(*´ェ`*) แต่ในแทรคดราม่าเต็มไปด้วยฉากทะเลาะกัน ตึงงงงงง

แพคเกจจิ้งแผ่นนี้ก็ยังคงเหมือนแผ่นอื่นๆ ที่ผ่านมาคือประกอบไปด้วยซีดี ตั๋วหนัง โปสเตอร์ แพมเฟลต และบทหนังพร้อมเมโม่ของเหล่านักแสดงนำ

  • ซีดี

ดีไซน์ของตัวซีดีก็ดูจะไซไฟแล้ว ลายกล่องไซไฟยิ่งกว่า ได้ฟีลอวกาศสุดดดดดด

DSC03614-2

ในซีดีประกอบด้วยแทรคต่อไปนี้

ซีดีแผ่นนี้มีสี่แทรค ประกอบด้วย

1.ภาพยนตร์ “Polaris” chapter 01
2.ภาพยนตร์ “Polaris” chapter 02
3.เพลงประกอบ “Polaris”
4.เพลงประกอบ “Polaris” off vocal

แทรคดราม่าสองแทรครวมกันยาวประมาณห้าสิบนาที สั้นกว่า BLOODY SHADOWS แต่ยาวกว่าโจรสลัดและตำรวจนิดหน่อย

  • ตั๋วหนัง

แยกเป็นสามคนสามใบเช่นเคย

DSC03611-2

พอหยิบตั๋วหนังมาเรียงกันแยกเป็นรายคนแบบนี้ถึงเพิ่งรู้สึกว่า (หากมองอย่างเป็นกลางแล้ว) เซ็ตนี้ชอบอิลลัสนัตจังที่สุดแฮะ ดูมีความซัตสึกิแฝงนิดๆ ยิ่งถ้าปิดหน้าฝั่งขวาไปซีกนึงแล้วเหลือแต่ฝั่งซ้ายจะดู fierce แบบซัตสึกิมากกกก ปลื้ม

  • โปสเตอร์

ขนาด B2 ใหญ่เบิ้ม นี่ถ้าเอาสี่แผ่นมารวมกันคือแปะเป็นวอลเปเปอร์ได้เลย

DSC03619-2

ขอสารภาพว่าตอนเห็นอาร์ทเวิร์คแผ่นนี้รู้สึกเฉยมาก ไม่ได้กรี๊ดกร๊าดฮือฮาอะไรเท่าไหร่ แต่พอมานั่งพินิจพิจารณาโปสเตอร์แล้วชอบมาก ประทับใจที่สีสวยมากกกกกกกกกกก ถ่ายรูปออกมาแล้วแสงมืดไปหน่อยเลยเก็บความสีสวยมาได้ไม่เต็มที่ แต่ของจริงสวยสดงดงามมากนะ ฮืออออออออ ขอบคุณอาจารย์คุราฮานะสำหรับอาร์ทเวิร์คงามๆ ค่ะ (;___;) จะขอเก็บโปสเตอร์และซีดีเหล่านี้ไว้เป็นสมบัติประจำตระกูลสืบไป

แอบซูมด้วยความลำเอียง

DSC03621-2

รอยยิ้มของคุณอิจิโนะเสะะะะะะะะะะะะะ♥♥♥

  • แพมเฟลตและบทหนัง

DSC03622-2

แพมเฟลตเล่มนี้ก็มีการแนะนำตัวละคร, สัมภาษณ์นักแสดง และอธิบายคำศัพท์เช่นเคย

DSC03623 DSC03632 DSC03633

ประทับใจในความทุ่มเทกับโปรเจคต์ตรงที่ดีไซน์หุ่นยนต์จริงจังมากนี่แหละ งานนี้คนดีไซน์หุ่นก็ใช่ว่าจะธรรมดานะ โยชิโอกะ ฮิเดสึงุซังที่ดีไซน์หุ่นนี่เป็นหนึ่งในคนดีไซน์ทรานสฟอร์เมอร์เลย คือเรียนเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านเมคานิคส์มาดีไซน์หุ่นซึ่งมีบทบาทแค่อยู่ในแพมเฟลต ในเว็บออฟฟิเชียล และโผล่ในพีวีแว้บๆ คือลงทุนมากกกกกกกก

จริงๆ แล้วเคยไปอ่านความเห็นใน 2ch ที่เมาท์เรื่องนี้กัน บางคนแขวะว่าแผ่นนี้เป็นแผ่นที่เห็นได้ชัดว่าออฟฟิเชียลตั้งใจทำน้อยกว่าแผ่นอื่น (ก็ไม่รู้ว่าเค้าเอาอะไรมาตัดสินว่าแผ่นไหนตั้งใจ แผ่นไหนไม่ตั้งใจ…) แต่ดูจากการใส่ใจดีไซน์ของหุ่นยนต์สำหรับภาพยนตร์ซึ่งอันที่จริงแล้วเป็นดราม่าซีดี (ซับซ้อนจัง) แบบนี้ แถมยังมีรายละเอียดอีกเยอะแยะทั้งไทม์ไลน์เหตุการณ์ในเรื่อง ศัพท์เฉพาะ ฯลฯ เราว่าความตั้งใจของทีมงานที่อยากสร้างโลกของภาพยนตร์เรื่องโพลาริสขึ้นมาก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าแผ่นอื่นๆ เลยนะ

ส่วนบทหนัง รู้สึกว่าอิจจี้กับเซชชี่ขยันจดโน้ตมาก จดกันแต่ละทียืดยาว เอาการเอางานดีมาก

DSC03627

DSC03630

ในขณะที่นัตจัง….. วาดรูปปิโยะจังเล่นจ้าาาา รู้สึกไอดอลค่ายนี้จะชอบวาดรูปกันเหลือเกิ๊นนนน

ประทับใจรูปปิโยะจัง vs คุณเพนกวิ้นเป็นพิเศษ รู้สึกนัตจังวาดเพนกวิ้นออกมาน่ารักกว่าคนดีไซน์เพนกวิ้นตัวจริงซะอีก 5555555

DSC03629

จบมุม unbox ต่อไปเป็นมุมเมาท์มอยเนื้อเรื่อง

อย่างที่บอกว่าแผ่นนี้เป็นแนวไซไฟอวกาศ เนื้อเรื่องมันเลยออกแนวอนิเมะแนวอวกาศธรรมด๊าธรรมดา ให้ฟีลเหมือนอนิเมะมากกว่าหนัง เป็นเรื่องราวของเหล่าไพลอตแห่งองค์กรพิทักษ์โลกที่ต้องขับหุ่นรบเพื่อปกป้องโลกจากสิ่งมีชีวิตต่างดาว แต่มันเป็นความธรรมดาที่ไม่ธรรมดาตรงที่ไม่นึกว่าจะได้พบเจออะไรแบบนี้ในโลกของอุตะปุรินี่แหละ

งานนี้อิจิโนะเสะ โทคิยะรับบทเป็นโทคิยะ อิจิโนะเสะ (ซึ่งไม่ได้เอาชื่อนามสกุลมาสลับที่กันนะ จริงๆ ก็ชื่อเดิมนั่นแหละ แต่ปกติพวกอนิเมะแนวนี้จะเรียกชื่อตัวละครด้วยชื่อ-นามสกุลแบบสากล) โทคิยะคนนี้เป็นเอสไพลอตยอดฝีมือผู้แสนเย็นชาที่พาสชั้นไปเข้าเรียนมหาลัยดังตั้งแต่อายุสิบขวบ พออายุสิบห้าก็จบด็อกเตอร์ กลายเป็นไพลอตระดับท็อปคลาส พ่อเป็นถึงผู้บัญชาการทหารในหน่วยพิทักษ์โลก เป็นตัวละครที่โปรไฟล์เวอร์วังอลังการม๊ากกกกกก ขี้โกงงงงงงง

นัตจังรับบทเป็นนัตสึกิ ชิโนมิยะ ไพลอตอัจฉริยะอีกคน ส่วนเซชชี่รับบทเป็นเซซิล ไอจิมะไพลอตฝีมือดีที่ชอบโดดฝึกซ้อมแต่เป็นคนเฮฮาร่าเริง เป็นมู้ดเมกเกอร์ประจำทีม ซึ่งนอกจากสามคนนี้แล้วยังมีตัวละครหลักอีกคนคือสาวน้อยอัจฉริยะ (เป็นภาพยนตร์ไซไฟที่มีอัจฉริยะเกร่อมาก…) ที่ได้รับเลือกให้เป็นไพลอตคนใหม่จึงต้องเข้ามาฝึกซ้อมรบในทีมเดียวกับหนุ่มๆ ทั้งสาม สาวน้อยคนนี้เป็นเสมือนนางเอกกลายๆ แต่ดันไม่มีแม้แต่ชื่อด้วยซ้ำ เธอคนนี้โดนเรียกว่า 候補生 (อารมณ์ประมาณเด็กฝึก?) ตลอดทั้งเรื่อง

 

 

*ต่อไปนี้มีสปอยล์*

 

 

※ เพื่อไม่ให้สับสน ในที่นี้โทคิยะ นัตสึกิ เซซิล= ชื่อตัวละครในเรื่องโพลาริส ส่วนอิจจี้ นัตจัง เซชชี่=นักแสดงนำ

 

 

โพลาริสแทรคแรกดำเนินเรื่องอย่างเรื่อยๆ เอื่อยๆ นางเอกโดนองค์กรพิทักษ์โลกที่ชื่อไชน์นิ่งยูนิเวิร์สจับมาฝึกเป็นนักบิน จับเข้าทีมเดียวกับโทคิยะ นัตสึกิ และเซซิล ซึ่งแทรคแรกนางเอกก็จะได้ไปทำความรู้จักกับแต่ละคนและสัมผัสบรรยากาศของทีมนี้

ช่วงแรกๆ ไพลอตโทคิยะ อิจิโนะเสะเย็นชามากกกกกก เจอหน้านางเอกครั้งแรกก็ด่านางเอกว่าทำหน้าโง้โง่กันเลย พอนางเอกรู้ว่าได้อยู่ทีมเดียวกันเลยจะขอเชคแฮนด์ อีตาโทคิยะ อิจิโนะเสะก็ปัดมือทิ้งแล้วบอกว่าไม่จำเป็นต้องมาทำตัวเป็นพวกเดียวกันหรอก มันไร้สาระ โอยยยย ทำตัวน่าถีบเหมือนอิจจี้ในเกมภาคแรกสมัยเริ่มเกมใหม่ๆ เป๊ะะะะ!!

แต่จริงๆ แล้วไพลอตคนนี้มีความน่ารักตรงที่เป็นเด็กติดพ่อ ชื่นชมพ่อที่เป็นผู้บัญชาการทหารมากถึงได้อยากมาเป็นไพลอตเพื่อให้พ่อยอมรับ ฮุ้ยยยย ที่ดูว่าผมหยิ่ง ที่จริงผมติดพ่อนะครับบบบบ

ในขณะที่โทคิยะ อิจิโนะเสะทำตัวน่าเตะตั้งแต่ฉากแรกที่พบ ฉากปรากฏตัวของนัตสึกิตรงข้ามเลย โอโตเมะมากกกกกก นางเอกกับนัตสึกิบังเอิญเดินชนกัน ทักทายทำความรู้จักกันอย่างเป็นมิตรท่ามกลางเพลงประกอบละมุนละไม ส่วนเซซิลปรากฏตัวสมกับเป็นเซซิล คือโผล่มาจากบนต้นไม้เพราะกำลังนอนกลางวันอยู่บนนั้นพอดี (…เอานิสัยนักแสดงมาใส่ในหนังอีกแล้วนะ!) ช่วงที่ฟังแทรคแรกเอ็นดูนัตสึกิกับเซซิลมาก ส่วนโทคิยะ อิจิโนะเสะโผล่มาทีไรหมั่นไส้ตลอดดดดด

ด้วยความที่โทคิยะ อิจิโนะเสะเป็นเอสไพลอตผู้แสนเย็นชา ไม่ต้องการเพื่อน หยิ่งในศักดิ์ศรี ทำให้บรรยากาศในทีมนี้ไม่ค่อยราบรื่นเท่าไหร่ ทะเลาะกันตลอดเวลา สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการที่โทคิยะชอบพูดจาจิกกัดคนอื่น นิสัยเสีย ปากเสีย คือพูดออกมาแต่ละประโยคคนฟังอยากทะลุซีดีเข้าไปตบกะโหลกมากๆ (แต่ไอ้นิสัยชอบทำตัวโดดเดี่ยวไม่ยุ่งกับใครนี่มันจะไม่เซ็ตสึนะ F เซเอย์ไปหน่อยเหรอ… เสียงก็เป๊ะเลย)

ขนาดนักแสดงนำยังออกปากเองเลยนะว่าโทคิยะ อิจิโนะเสะเป็นเด็กมีปัญหา

ตัวอย่างเหตุการณ์น่าตบกะโหลกก็เช่น ตอนที่ทีมกินข้าวด้วยกัน หนุ่มๆ ทั้งสามไม่มีใครพูดอะไรสักคำ นางเอกเลยทักว่าไม่เงียบไปหน่อยเหรอคะ มาเมาท์กันมั้ยจะได้สนุกๆ โทคิยะเลยตอบว่าเงียบแล้วผิดตรงไหนไม่ทราบ? ที่มาเจอหน้าก็เพราะมันเป็นกฎหรอกนะ ไม่งั้นไม่มาอยู่ในที่พรรค์นี้หรอก เป็นต้น (ดูค่ะดู ความหยิ่งนี้คืออออ???? แค่ร่วมโต๊ะกินข้าวกับเพื่อนร่วมทีมยังอิดออด????)

แต่ถึงจะเย็นชาปั้นปึ่งแค่ไหน โทคิยะก็ยังมีความใส่ใจเพื่อนร่วมทีมอยู่บ้าง อย่างเวลาฝึกซ้อมกัน โทคิยะก็จะคิดเมนูการฝึกที่เข้ากับความสามารถมาให้ทุกคนทั้งๆ ที่ตัวเองก็ไม่ใช่หัวหน้าทีมแต่อย่างใด (ซึ่งอิจจี้เขียนโน้ตไว้ในบทว่าสงสัยจะทำเพราะอยากแสดงให้เห็นความเหนือกว่า โอย วิเคราะห์ซะโทคิยะ อิจิโนะเสะดูนิสัยเสียกว่าเดิมอีก 5555555555) จุดนี้เราว่าโทคิยะ อิจิโนะเสะอารมณ์เหมือนเป็นครูฝึกโหดๆ รวมร่างกับคุณแม่เฮี้ยบๆ ที่ถึงแม้จะชอบดุด่าแต่ก็ทำไปเพราะหวังดีลึกๆ (นี่เราพยายามคิดเข้าข้างมากกว่าที่นักแสดงนำคิดอีกนะเออ!) 

ขำที่ในบทสัมภาษณ์อิจจี้บอกว่าโทคิยะ อิจิโนะเสะเป็นคนที่ยึดติดกับเรื่องของตัวเองมากเกินไปจนมองไม่เห็นรอบข้าง เล่นบทนี้แล้วรู้สึกเป็นห่วงตัวละครนี้ …โถ พ่อคุณ 555555555 ถึงในเรื่องจะนิสัยเสีย แต่ตัวจริง (ซึ่งไม่มีอยู่จริง) เป็นคนอ่อนโยนใจดีนะเออ! ขนาดเซชชี่ยังบอกเลยว่าทุกครั้งที่ถ่ายแต่ละฉากจบ อิจจี้จะบอกว่า “ขอโทษที่เย็นชา” ด้วย แออออออออ คุณอิจิโนะเสะะะะะ

นอกจากอิจจี้ขอโทษแล้ว ในแคสท์คอมเมนต์ซีดีที่ให้มาโม คิโชซัง กับโทริซังมาพูดความรู้สึก มาโมก็พูดเหมือนกันว่า อาจจะเย็นชาไปหน่อย ขอโทษด้วยนะครับ แหม๊ น่ารักทั้งคนข้างนอกคนข้างในเลยนะ (*´∀`*)

หลังจากแผ่นแรกทะเลาะกันไปทะเลาะกันมา พอเข้าแทรคที่สองจะเริ่มไซไฟมากขึ้นหน่อย พอถึงฉากฝึกซ้อมรบเป็นทีมแล้วบทสนทนาจะเต็มไปด้วยศัพท์แนวไซไฟ แต่เป็นไซไฟที่แฝงด้วยความติ๊งต๊องสไตล์อุตะปุริ อย่างเช่นขณะที่การฝึกซ้อมใช้ท่าไม้ตายร่วมกันสี่คนไปได้ไม่สวยนัก เซซิลก็บอกว่างั้นมาตะโกนชื่อท่าไม้ตายพร้อมกันเถอะ เพราะเห็นในอนิเมะใช้ท่าไม้ตายกันทีไรตะโกนชื่อทุกที ว่าแล้วทุกคนก็ตะโกนพร้อมกันว่า อาร์มซิมโฟนี่!!!! ……ติ๊งต๊องมั้ยล่ะ………..

แต่! ถึงจะทะเลาะกันมาตลอดเรื่อง ตอนหลังบทจะดีกันก็ดีกันง่ายมากกกกกกกกกกกก ง่ายเกินไปจนตกใจ คือตอนท้ายๆ ทีมนี้จะเกิดปัญหาว่าซิงโครท่าไม้ตายยังไงก็ได้แค่ 99% ไม่ได้ 100% ซะที โทคิยะเลยบอกว่าเขาลือกันให้แซ่ดว่าเซซิลมีสายเลือดของสิ่งมีชีวิตต่างดาวที่เป็นศัตรูอยู่ นั่นคงเป็นเหตุผลที่ขาดไป 1% ซึ่งเซซิลก็ยอมรับว่าเป็นความจริง (แต่เซซิลในเรื่องนี้เป็นเด็กดีกว่าไพลอตโทคิยะมากนะบอกเลย /เบ้ปากแรง) โทคิยะเลยหันไปถามนัตสึกิว่านัตสึกิเชื่อใจเซซิลได้เหรอ นัตสึกิตอบว่าไม่เชื่อเพราะไม่เคยเชื่อใจใครเลย คราวนี้โทคิยะเลยโกรธที่นัตสึกิไม่เชื่อใจตัวเอง ว่าแล้วก็ลุกมาทะเลาะกันจนนางเอกที่เข้ามาห้ามโดนผลักกระเด็น

สุดท้ายพอนางเอกลุกขึ้นมาบอกว่า ถ้าพวกเราไม่ปกป้องโลกแล้วใครจะปกป้องคะ! มีแต่พวกเราที่ทำได้นะคะ! ทุกคนก็คิดได้และเลิกทะเลาะกัน หันมาจับมือกันต่อสู้เพื่อปกป้องโลก จนอัตราการซิงโครกลายเป็น 100% ได้ในที่สุด คือทุกอย่างจบลงง่ายมาก ในฐานะคนที่ลุ้นมาตลอดว่าตอนหลังจะดีกันได้ยังไงพอเจอฉากนี้เข้าไปแทบตกเก้าอี้เพราะความเล่นง่าย

ถึงจะชื่นชมทีมงานในแง่การวางรายละเอียดเซตติ้งของเรื่อง (น่าจะเป็นแผ่นที่วางเซตติ้งละเอียดที่สุดในโปรเจคต์แล้ว) แต่การดำเนินเรื่องตกม้าตายไปหน่อยนะ หักคะแนนตรงนี้

นอกจากนั้นคนไม่ชินกับแนวนี้อาจจะมึนๆ ได้ เพราะศัพท์เฉพาะเยอะมากกกกกกก คือนอกจากพวกศัพท์เทคนิคแนวไซไฟแล้วยังมีพวกชื่อเฉพาะทั้งหลายแหล่ด้วย ก่อนฟังแผ่นนี้เรานั่งอ่านแพมเฟลตเพื่อทำความเข้าใจเซตติ้งเรื่องแล้วนะ แต่ระหว่างฟังยังต้องกดพอสไปเปิดแพมเฟลตเช็กศัพท์เฉพาะและไทม์ไลน์เรื่องเป็นระยะๆ อยู่ดี เราว่าแผ่นนี้น่าจะฟังยากที่สุดในสี่แผ่น และเป็นสตอรี่ที่ค่อนข้างเข้าถึงได้ยากกว่าแผ่นอื่นหน่อย

อย่างไรก็ตาม แม้ในเรื่องโพลาริสจะเขียนบทมาว่าทีมเวิร์คห่วยแตก ชอบตบตีกันเอง แต่นักแสดงในความเป็นจริง (อนึ่ง ความเป็นจริงนี้อยู่ในโลกสองมิติ) ทีมเวิร์คดีงามมากกกกกกกกก ทีมนี้คุยกันในบล็อกและทวิตเตอร์มุ้งมิ้งน่ารักมาก แอออออออ อิจจี้ดูเป็นหม่าม้าผู้ใจดี สอนนัตจังใช้สมาร์ตโฟนบ้าง เตือนเซชชี่ให้นอนเร็วบ้าง ฮุ้ยยย คิวววววววททททท์ (≧ω≦)(≧ω≦)(≧ω≦) ถึงด้านบนจะเขียนแซะไพลอตโทคิยะไปเยอะมาก แต่ไอดอลโทคิยะยังเป็นโทคิยะคนเดิมในสายตาเราเสมอนะะะะะะ (โทคิยะคนเดิมในสายตาเราคือดูเหมือนใจดีแต่ที่จริงหื่นเงียบ…)

โดยส่วนตัวแล้วรู้สึกเฉยๆ กับแทรคดราม่าของโพลาริส แต่ชอบสตอรี่เบื้องหลังที่อยู่ในทวิตเตอร์ บล็อก และบทสัมภาษณ์มากกกกกกกกกก จุดที่ชอบที่สุดในแผ่นนี้คงเป็นแก๊ประหว่างเรื่องราวในภาพยนตร์กับเรื่องราวเบื้องหลังนี่แหละ มันต่างกันเยอะมากกกกก ในเบื้องหลังทุกคนในทีมนี้น่ารักมากจริงๆ ฮือออออออออ เวลาอ่านเด็กๆ พวกนี้คุยกันแล้วรู้สึกจิตใจได้รับการเยียวยา อบอุ่นมาก (*´ェ`*)

สิ่งนึงที่ชอบในโปรเจคต์เธียเตอร์ไชน์นิ่ง (และเกคิดันไชน์นิ่งด้วย) ก็คือมันมีสตอรี่มากกว่าที่อยู่ในซีดี แถมสตอรี่เบื้องหลังที่อยู่ในทวิตเตอร์ บล็อก และบทสัมภาษณ์ก็โคตรเรียลจนน่ากลัว

ตัวอย่างความเรียลที่น่ากลัวมาก: ไอดีการ์ดของเซชชี่

เป็นต้น คือบางทีสต๊าฟอุตะปุริก็ทุ่มเทกับทวิตเตอร์และบล็อกมากจนน่าพรั่นพรึง อย่างตอนรันมารุเขียนบล็อกก็ถ่ายรูปอาหารที่รันมารุทำมาลงบล็อกรัวๆ อะไรแบบนั้น

ส่วนเพลงโพลาริส พูดไม่ออกบอกไม่ถูกว่ารู้สึกยังไงกับเพลงเพราะฟังทีไรก็นึกถึงตอนฟังเพลงนี้ในปุริไลฟ์ตลอดเลย ฮืออออออออออ เมื่อไหร่แผ่นไลฟ์จะออกกกกกกกกกกกกกกก (;____;)

โดยสรุปแล้วหลังจากเธียเตอร์ไชน์นิ่งออกมาครบสี่แผ่น แผ่นที่เราชอบเนื้อเรื่องที่สุดคือ BLOODY SHADOWS นะ ประทับใจบทพูดเรื่องนี้มากจริงๆ และเป็นแผ่นที่เราคิดว่าทำได้ดีที่สุดด้วย แต่แผ่นที่ชอบภาพรวมมากที่สุดเป็นการส่วนตัว ทั้งแทรคดราม่า เพลง คอนเซปท์ อาร์ทเวิร์ค BGM ฯลฯ คือ Pirates of the Frontier สมมติว่าเลือกซื้อแผ่นใดแผ่นหนึ่งได้แค่แผ่นเดียวเราก็คงเลือกโจรสลัดโดยไม่ลังเล ( ̄∇ ̄)

ไม่รู้ว่าถัดจากโปรเจคต์ละครเวทีและภาพยนตร์แล้วจะยังมีโปรเจคต์ทำนองนี้ออกมาอีกรึเปล่า อยากให้ทำต่อไปเรื่อยๆ นะ ฮือออออออ เกคิดันไชน์นิ่งและเธียเตอร์ไชน์นิ่งเป็นโปรเจคต์ที่ดีงามทรงคุณค่ามากจริงๆ

รักอุตะปุริจัง♥♥♥

うたの☆プリンスさまっ♪ マジLOVEレボリューションズ x animate cafe

ในทริปดูปุริไลฟ์ล่าสุด นอกจากจะไปดูไลฟ์แล้วยังได้ไปทำกิจกรรมติ่งอุตะปุริมาอีกอย่าง นั่นก็คือ เข้าอนิเมทคาเฟ่!

อนิเมทคาเฟ่ x อุตะปุริรอบนี้จัดมาตั้งแต่เดือนธันวาโน่น พอเห็นว่าจัดยาวมาถึงปลายมกราก็เลยสมัครไปรัวๆ รวมแล้วสมัครไปทั้งหมดห้ารอบ แต่ได้มาแค่รอบเดียว… ซึ่งก็ยังดีกว่าไม่ได้เลยแหละเนอะ TvT

รอบที่ได้มาคือรอบ 11:00-12:30 ของวันที่ 14 เป็นรอบเช้าสุดของวันนั้น พอตื่นแล้วก็เลยพุ่งไปที่อิเคะบุคุโระก่อนเลย ถือซะว่าเป็นมื้อเช้า (แต่สำหรับคนอื่นคงถือเป็นมื้อเที่ยงกันสินะ…)

คราวนี้ต้องไปที่คาเฟ่ตรงอนิเมทที่อยู่ตรงข้ามซันไชน์ซิตี้ หัวมุมโอโตเมะโร้ด เพิ่งเคยไปกินที่สาขานี้ครั้งแรก ก่อนหน้านี้เคยไปแต่ที่อิเคะบุคุโระสาขาสองกับที่อากิบะ พอไปสาขาที่ไม่เคยไปแล้วแอบตื่นเต้นนิดนึง แถมไปคนเดียวอีกต่างหาก ไม่รู้จะตื่นเต้นไปทำไม ที่จริงมันก็อารมณ์เหมือนเข้าร้านอาหารนั่นแหละ 55555555

สาขานี้หาง่าย ไม่มีหลงแน่นอน ข้ามถนนไปตรงโอโตเมะโร้ดก็เจอแล้ว

DSC03117

ตรงประตูที่เป็นทางเข้าลิฟต์สำหรับขึ้นไปชั้นคาเฟ่จะมีป้ายบอกด้วยว่าตอนนี้จัดคาเฟ่อะไรอยู่

DSC03119

เราไปถึงก่อนสิบเอ็ดโมงนิดหน่อย รอสักพักสต๊าฟจะมาเรียกคนที่จะเข้าคาเฟ่ให้ขึ้นลิฟต์ไปชั้นบน พอขึ้นไปถึงก็ต้องต่อคิวหน้าร้านกันอีกแป๊บนึง รอให้สต๊าฟมาเช็กชื่อทีละคน แล้วสักพักสต๊าฟถึงจะค่อยๆ ต้อนปริ๊นเซสเข้าร้าน

หน้าร้านก็มีป้ายต้อนรับนะ ฮริ้งงงงง น่ารักกกกก (*´ω`*)

DSC03120

พอเข้าไปแล้วก็ต้องลุ้นว่าพนักงานจะพาเราไปนั่งโต๊ะตัวละครตัวไหน ในใจก็ไม่ได้หวังว่าจะได้โต๊ะคุณอิจิโนะเสะหรอก แล้วสุดท้ายก็ไม่ได้จริงๆ (T∇T)

ได้โต๊ะเซชชี่ซึ่งเป็นคนที่เราสุ่มของเจอบ่อยมาก สวัสดีเซชชี่ เจอกันอีกแล้ว

DSC03121

DSC03123

แต่ไม่เป็นไรเพราะตรงโต๊ะเรามีคุณอิจิโนะเสะอยู่ข้างหลัง

DSC03125

แต่เราดันนั่งหันหลังให้คุณอิจิโนะเสะซะงั้น ก๊ากกกก ที่จริงถ้านั่งอีกด้านก็จะได้กินข้าวไปดูหน้าคุณอิจิโนะเสะไป แต่พอนั่งด้านในแบบหันหลังให้คุณอิจิโนะเสะแล้วมันเห็นบรรยากาศร้านทั่วถึงกว่าอ้ะ

นั่งที่โต๊ะเรียบร้อยพนักงานก็จะถามว่าเคยเข้าอนิเมทคาเฟ่มั้ย พอตอบว่าเคย พนักงานก็จะไม่ยุ่งอะไรมาก บอกแค่ว่าจะสั่งอาหารก็เรียกนะคะ แล้วก็หายไป บ๊ายบาย

เมนูมีอาหารกับของหวานของไอดอลทั้ง 11 คน กับน้ำอีก 11 อย่าง

DSC03152

ในเมื่อคาเฟ่นี้มีเวลาให้นั่ง 90 นาที ตอนแรกเลยกะว่าจะสั่งของคาวอย่างนึง ของหวานอย่างนึง แล้วก็น้ำแก้วนึง ซึ่งตอนแรกสั่งคาเรอุด้งของโอโตยะ กับน้ำ SECRET LOVER ของโทคิยะมาคู่กันก่อน สั่งเป็นคู่ที่ชอบแบบนี้ก๊าวดีจัง แฮ่ (〃ω〃)

DSC03127

DSC03122

คาเรอุด้งของโอโตยันอร่อยมั่กกกกกกกกกกกกกก (≧∀≦) บอกตามตรงตอนดูในเมนูรู้สึกมันไม่น่ากินเลย แต่พอของจริงออกมาแล้วดูดีกว่าในเมนูมากกกกก แต่เราเป็นคนชอบกินคาเรอุด้งอยู่แล้ว เกิดมายังไม่เคยเจอใครทำคาเรอุด้งไม่อร่อยเลย ฮาาาา

ส่วนเครื่องดื่มโทคิยะเป็นน้ำอาเซโรล่า+บลูไซรัป+ไอติมเบอร์รี่ รสชาติก็หวานๆ ปนเปรี้ยวนิดๆ ไม่ประทับใจเป็นพิเศษ

พอกินแกงกะหรี่หมดแล้วก็ได้เวลาสั่งของหวาน สั่งพาร์เฟ่ต์ของคามิวไป

DSC03143

พาร์เฟ่ต์คามิวอร่อยยยยยยยยยยยยยยย (≧ω≦)(≧ω≦)

สั่งของคามิวมาเพราะหน้าตามันดูน่าอร่อยที่สุดในบรรดาเมนูของหวาน ไม่เกี่ยวกับความชอบตัวละครแต่อย่างใด แล้วก็พบว่ารสชาติไม่หักหลัง ไอติมที่อยู่ชั้นบนสุดอร่อยมวากกกกกกกกกกกก แต่พอตักลงไปเรื่อยๆ ถึงชั้นล่างสุดแล้วมันจะมีกับดัก คือชั้นล่างสุดจะเป็นคอนเฟล็กกับนมข้นหวานจำนวนมาก เผอิญไม่ได้เตรียมใจว่าชั้นล่างจะต้องเจอนมข้นหวานปริมาณมหาศาลขนาดนั้น (ที่จริงมันมีเขียนบอกส่วนประกอบในเมนูตั้งแต่แรกแล้วนะ แต่ตอนสั่งดันไม่อ่านเองไง…) ตอนตักไปถึงชั้นล่างสุดเลยเผลอสะดุ้งความหวานเล็กน้อย

แต่อันที่จริงใส่นมข้นหวานเยอะขนาดนั้นก็สมเป็นเมนูของคามิวดีนะ ประทับใจตรงจุดนี้ ฮาา

กินไปกินมา ทีนี้ดันเกิดความคิดขึ้นมาว่าไหนๆ ก็มาแล้ว แถมได้มาครั้งเดียวอีกต่างหาก อยากกินหลายๆ อย่างจัง แต่จะกินของคาวหวานอีกคงหนักไป ว่าแล้วก็สั่งเครื่องดื่มโชจังมาอีกแก้ว

DSC03139

เครื่องดื่มโชจังเป็นนมสตรอว์เบอร์รี่ รสชาติน้มนมมมมมม ส่วนเกล็ดๆ ด้านบนวิปครีมนั่นเป็นขนมเป๊าะแป๊ะ แบบที่กินเข้าไปแล้วมันจะดังเป๊าะแป๊ะๆๆ ในปาก เป็นเครื่องดื่มที่เด็กเอ๋ยเด็กน้อยมากๆ พอคิดว่าเป็นเครื่องดื่มโชจังแล้วน่าร้ากกกกกกกก (*´∀`*)

กินมาตั้งสี่อย่าง ควรจะอิ่มได้แล้ว แต่ตอนที่ต่อแถวจ่ายเงินซื้อของในร้าน พนักงานเดินมาถามถึงที่ว่าลาสท์ออเดอร์แล้วนะ จะสั่งอะไรอีกมั้ยคะ? เราดันเกิดความเสียดายอาลัยอาวรณ์ว่าจะไม่ได้มากินสิ่งเหล่านี้อีก ว่าแล้วก็หยิบเมนูตรงโต๊ะที่ใกล้ที่สุดขึ้นมา แล้วสั่งเครื่องดื่มคามิวมาอย่างงงๆ

DSC03148

ที่จริงวันนั้นเป็นหวัดและเจ็บคออยู่ เลยคิดว่าสั่งของร้อนๆ ปิดท้ายน่าจะดี (ทีตอนสั่งเครื่องดื่มเย็นก่อนหน้านั้นสองแก้วและพาร์เฟ่ต์อีกหนึ่งไม่เห็นจะสนใจสุขภาพ) เครื่องดื่มร้อนมีให้เลือกน้อยกว่าเครื่องดื่มเย็น สุดท้ายก็เลือกสั่งของคามิวเพราะสีน่ารักที่สุด (เหตุผล……)

แปลกใจนิดหน่อยที่เครื่องดื่มของคามิวเป็นเครื่องดื่มร้อน เพราะคามิวเป็นตัวละครจากประเทศหนาวเย็น และตัวคามิวเองก็มีอิมเมจของความเย็นรุนแรงมาก ขนาดชื่ออีกชื่อนึงของคามิวยังสื่อถึงความเย็นเลย แต่เครื่องดื่มกลับเป็นเครื่องดื่มร้อน ทำไมล่ะ…? (แต่จริงๆ แล้วอาจไม่มีเหตุผลอะไรเลย คือบางทีการคิดเมนูมันอาจจะไม่ต้องเกี่ยวโยงกับตัวละครลึกซึ้งขนาดนั้นก็ได้มั้ย?)

ฮอทมิลค์ไม่หวานน่าตกใจเหมือนพาร์เฟ่ต์ แต่ก็ยังหวานอยู่ดีเพราะมีไวท์ช็อกโกแลตด้วย ดีนะที่เป็นคนชอบกินหวานอยู่แล้ว เลยปลื้มเมนูคามิวทั้งสองเมนูที่สั่งมา อาหย่อยยยยย (*’-‘*)(*’-‘*)

เป็นอันว่าไปคนเดียวสั่งมากินห้าอย่าง…….. ตอนไปกับเพื่อนยังไม่เคยสั่งเยอะเท่านี้เลย ฮาาา

พอสั่งอาหารหรือของหวานแต่ละอย่างแล้วจะได้ของแถมเป็นบุ๊กมาร์กด้วย มีสี่ลาย แจกแบบสุ่ม เปิดมาอันแรกก็ได้ลาย ROT เลย กรี๊ดมากกกกกกกก ส่วนอีกลายเป็นอนโซชิ แออออออออ ดีใจอีกเช่นกัน เพราะเวลาจัดยูนิตแบบนี้ เราชอบสองทีมนี้ที่สุดแล้ว (≧ω≦)

DSC03144

ของแถมจากเครื่องดื่มเป็นที่รองแก้วรูปดาว แต่อันนี้ไม่แรนด้อมแล้ว สั่งเครื่องดื่มตัวละครไหนก็จะได้ตัวละครนั้นมาครอบครอง ชอบหลักการนี้มากกว่าแบบสุ่มเยอะเลย ฮืออออ

DSC03149

พอออกจากร้านมาแล้วเสียดายนิดๆ ที่ไม่ได้สั่งเครื่องดื่มเร็น ทั้งๆ ที่ของเร็นก็เป็นเครื่องดื่มร้อนเหมือนกัน ไม่งั้นจะได้ที่รองแก้วเอสคลาสครบสามคนแล้ว ว้า (´・_・`)

แต่ช่างเถอะ เพราะฮอทมิลค์ของคามิวน่าจะถูกปากเรามากกว่าน้ำที่มีทั้งรสแอปริคอตกับซินนาม่อนของเร็นแน่ๆ ฮ่าๆๆๆๆๆ

ระหว่างรอให้อาหารแต่ละอย่างมาเสิร์ฟก็เดินถ่ายรูปเล่นรอบร้านไปพลางๆ

DSC03134

DSC03132

DSC03129

DSC03130

DSC03131

↑ ช็อตนี้ตั้งใจยืนรอให้ท่านฮายาโตะโผล่มาแล้วค่อยกดชัตเตอร์เชียวนะ!

เดินวนรอบร้านแล้วเห็นโต๊ะโทคิยะว่างเต็มเลย แงงงงงงงง สงวนไว้ทำไมมมมม สต๊าฟกลัวคุณอิจิโนะเสะงดงามเกินไปจนคนนั่งเห็นแล้วกินข้าวไม่ลงหรืออย่างไรรรรร (;___;)

DSC03128 DSC03135

เก็บภาพโต๊ะว่างอื่นๆ มานิดหน่อย ทำไมมีแต่โต๊ะเอสคลาสว่าง……..

DSC03153

DSC03154

เรย์จังก็ว่างงงงง แออออออออออ กรี๊ดโต๊ะนี้มากเพราะฉากที่ตัดมาแปะโต๊ะเป็นฉากที่ชอบ ฮึ่ยยยย ทำท่า Bang! ใส่แบบนั้นคิดว่าหล่อมากหราาาาาาาา /หล่อค่ะ ยอม

DSC03138

ส่วนมุมขายของที่สาขานี้เป็นมุมเล็กๆ ดูเหมือนจะมีของไม่เยอะ แต่ถ้าประมาทน่าจะเจ็บตัวเยอะอยู่ เพราะของที่ขายเฉพาะในคาเฟ่มันน่ารักเหลือเกิน ฮือออออออออออออออ

DSC03147

แต่เราฟาดอาหารไปเยอะแล้วเลยรู้สึกผิดต่อกระเป๋าสตางค์จนไม่ได้ซื้อของมากเท่าไหร่ บวกกับต้องเก็บเงินไว้ถลุงกับการซื้อของหน้าคอนอีก สิ่งที่ซื้อมามีแค่พวงกุญแจมาสามอัน เป็นแบบสุ่ม กะว่าตัวละครมีตั้ง 11 ตัวคงไม่ได้ซ้ำง่ายๆ มั้ง ซื้อแค่สามอันเอง

ปรากฏว่าได้รันรันมาหนึ่ง เรย์จังอีกสอง……….

DSC03151

แต่เอาเรย์จังไปแลกกับโอโตยันมาแล้วแหละ ฮิๆๆๆๆ

ตอนนี้เลยเสียดายว่าถ้ามีโทคิยะอีกคนจะมี ROT ครบทีม วันอื่นๆ ลองไปหาตามร้านขายของมือสองแต่ก็หาไม่เจอ ฮือ (;___;)

และด้วยความที่เป็นคนคล้อยตามง่าย พอเห็นคนอื่นกดกาชาปองกันรัวๆ แล้วก็อยากกดบ้าง สิ่งที่อยู่ในตู้กาชาปองคือเข็มกลัดแบบสุ่ม ว่าแล้วก็ลองกดเล่นๆ มาอันนึง

เจอเรย์จังอีกแล้วจ้าาาาาาา โยโรชิคุมัจโจะโจะ!!

SONY DSC

สรุปวันนี้สุ่มได้เรย์จังทุกสิ่งอย่าง ทั้งพวงกุญแจ เข็มกลัด และบุ๊กมาร์ก (ซึ่งอย่างหลังสุดนี่มีโทคิและโอโตะด้วย เริ่ดดดดด) นี่ถ้าได้โต๊ะเรย์จังด้วยคงเริ่มหลอน 555555555

อุตะปุริ x อนิเมทคาเฟ่เป็นคาเฟ่ที่อิ่มเอมมาก อิ่มใจและอิ่มท้องสุดๆ (สมควรอิ่มแมะ กินไปห้าอย่าง คนเดียว ฟาดเกลี้ยงทุกอย่าง……..) แต่รู้สึกว่าบรรยากาศในคาเฟ่เป็นไปอย่างเนือยๆ ไม่ค่อยมีกิจกรรมเดินแลกของระหว่างโต๊ะเท่าไหร่ ตอนที่สต๊าฟบอกว่าให้ถ่ายรูปได้ก็ไม่ค่อยมีคนเดินไปถ่ายรูปด้วยความกระตือรือร้นมากมายอะไร ทุกคนนั่งกินอย่างสงบอยู่ที่โต๊ะตัวเอง ในบรรดาอนิเมทคาเฟ่ที่เคยไป ไม่มีครั้งไหนที่บรรยากาศแอคทีฟเท่าคาเฟ่โทเค็นรัมบุแล้ว ขนาดไม่เคยเล่นยังพลอยคึกคักไปด้วย ฮาาา

แต่คาเฟ่นี้ก็อาหารอร่อยกว่าที่คิดนะ ตอนแรกไม่ค่อยคาดหวังกับอาหารเท่าไหร่ ปรากฏว่าพึงพอใจกับอาหารและน้ำทุกอย่างที่สั่งมาจนอยากไปอีกสักรอบจะได้ลองกินอย่างอื่นที่ยังไม่ได้ลองด้วย แต่วันอื่นๆ ในทริปดันไม่มีเวลาไปเฝ้าหน้าร้านรอรับบัตรคิว (กรณีที่ในวันนั้นๆ มีที่ว่าง) สุดท้ายเลยได้เข้าแค่รอบเดียวนี่แหละ T_T

เอาไว้ซีซั่นใหม่ฉายแล้วจัดคาเฟ่อุตะปุริให้เราอีกนะอนิเมทขาาา โอเนไงชิมัส m(_ _)m