ST☆RISH Fan Meeting「Welcome to ST☆RISH world!!」Part 1

ไปงานแฟนมีทสตาริชมาแหละ!

เนื่องจากงานนี้เป็นงานที่เราอยากจะจดจำไปตลอดชีวิต เพราะฉะนั้นในนี้จะพยายามเขียนทุกสิ่งอย่างเท่าที่จำได้ แต่เอาเข้าจริงก็ลืมรายละเอียดไปเยอะแล้วเพราะงานนี้จัดตั้งแต่วันที่ 5-6 พฤษภาที่ผ่านมา นี่ก็ล่วงเลยมาถึงสองอาทิตย์ เพิ่งจะว่างเขียน ฮือ

ขอเริ่มเล่าตั้งแต่กระบวนการหาตั๋วก่อน ปกติแล้วไลฟ์หรืออีเวนท์ในญี่ปุ่นเนี่ยชอบใช้วิธีแถมซีเรียลโค้ดสำหรับสมัครชิงตั๋วมาในแผ่นเพื่อเป็นการกระตุ้นยอดขาย ซึ่งแฟนมีทรอบนี้ก็เล่นมุกนี้เช่นกัน ซีเรียลสำหรับสมัครแฟนมีทแถมมากับซิงเกิ้ลอุลตร้าบลาสท์ เราลังเลอยู่นานว่าจะซื้อกี่แผ่นดี เพราะเราวืดมาแล้วทั้งไลฟ์ 6th และไลฟ์ของควอเต็ทไนท์ ปวดใจมาแล้วสองครั้งกับการซื้อแผ่นมาเยอะแยะแต่ไม่ได้ตั๋ว รอบนี้เลยหนักใจว่าจะซื้อเยอะกว่าเดิมดีมั้ย ใจนึงก็คิดว่าสงสัยที่ผ่านมาเราพยายามไม่พอ อีกใจก็กลัวว่าถ้าซื้อเยอะกว่าเดิมแล้วไม่ได้อีกคงเป็นแผลลึกไปอีกนาน

หลังจากคิดอยู่หลายตลบก็ตัดสินใจว่าจะซื้อ 11 แผ่นเท่ากับตอนที่ซื้อมาสมัครไลฟ์ควอเต็ทไนท์ แฟนมีทคราวนี้จัดสองวัน ก็ซื้อมาแบ่งๆ สมัครทั้งสองวันเลยละกัน

จำนวน 11 แผ่นนี่เป็นจำนวนที่คิดว่าถึงจะวืดตั๋วแฟนมีทก็ไม่เสียดายเงินที่ทุ่มเทไป (ตอนวืดไลฟ์รุ่นพี่ก็ไม่เสียดายเงินค่าแผ่นเลยนะ เพราะเรารักซิงเกิ้ลนั้นมากๆๆๆ) ถึงจะรู้สึกหมดหวังแต่ก็ยังซื้อแผ่นมาเยอะแยะเพราะอยากให้สตาริชได้ Gold Disc เหมือนที่ควอเต็ทไนท์ได้มาแล้ว ตอนสมัครได้แต่บอกตัวเองให้ปลง ปลง และปลง

พอถึงวันประกาศผลก็เปิดเว็บอีพลัสดูแบบปลงๆ (แต่ก็ปลงได้ไม่สุดเท่าไหร่ เพราะงานจัดที่เซบุโดม หรือชื่อทางการคือเมทไลฟ์โดม ซึ่งมันก็ใหญ่อยู่นะ)

ปรากฏว่า…

ได้ตั๋วรอบวันเสาร์มาจ้าาาา กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

จริงๆ แล้วสมัครไปเยอะกว่าในรูปอีก มีคนใจดีให้โค้ดสำหรับสมัครเพิ่มมา ขอกราบขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ค่ะ m(_ _)m

ซีเรียลโค้ดอันนึงสมัครได้มากสุดสองใบ เราสมัครไปทั้งแบบใบเดียวและสองใบ เพราะคุยกับเพื่อน (=บ.ซัง นามสมมติ) ไว้ว่าถ้าได้สองใบจะไปด้วยกัน แต่ขอสมัครใบเดียวไปด้วยแบบเผื่อๆ ปรากฏว่าเราได้มาใบเดียว แต่บ.ซังได้ตั๋วรอบวันอาทิตย์มาสองใบ!!!!!! ตอนบ.ซังบอกได้สองใบเรารู้สึกผิดมาก OTL

แต่หลังจากนั้นพอลองไปถามเพื่อนรอบตัวพบว่ามีเพื่อนที่ยังไม่ได้ตั๋ว เราเลยยกโควต้าตั๋ววันอาทิตย์ให้เพื่อนคนนั้นไป กะว่าถ้ามันเปิดให้สมัครอีกรอบค่อยไปลองสมัครขำๆ เผื่อฟลุกได้สองรอบ

และพอมีเปิดรับสมัครอีกรอบแบบไม่ใช้ซีเรียลโค้ดเราก็กดสมัครอย่างว่องไว ซึ่งสุดท้ายก็ไม่ได้เลยสักใบ…….

อย่างไรก็ตาม!! ยังมีรอบอิปปังเหลืออยู่!!! รอบอิปปังไม่ใช้ระบบสุ่ม แต่เป็นระบบใครเร็วใครได้ ปกติเราเป็นมนุษย์จำพวกที่กดตั๋วอิปปังไม่เคยทันเลย แต่คราวนี้กดได้ของวันเสาร์มาใบนึง ได้วันอาทิตย์มาสองใบราวกับปาฏิหาริย์ สรุปแล้วทั้งเราและบ.ซัง เลยได้ไปแฟนมีททั้งสองวัน ฮูเร่ยยยยยยยยยยยยย์!!!!!

อันที่จริงตั๋วอิปปังรอบนี้ไม่ได้กดยากขนาดนั้น ปกติตั๋วไลฟ์ของอุตะปุริเนี่ยหมดต่อหน้าต่อตาภายในเวลาไม่กี่นาที แต่คราวนี้กดได้แบบไม่ต้องฟาดฟันเท่าไหร่ ขนาดเจอระบบล่มจนเสียเวลารีเฟรชอยู่พักนึงยังกดได้ทั้งสองวันมาแบบชิลๆ เรากับเพื่อนกดได้เกินมาจนต้องไปตามหาคนรับตั๋วต่อด้วยซ้ำ

หลังจากได้ตั๋วเรียบร้อย ภารกิจต่อมาคือ ซื้อของ

อีเวนท์นี้เปิดขายของหลายรอบ รอบแรกเปิดขายทางอินเตอร์เน็ตและส่งของถึงบ้านก่อนวันจริง ตอนเห็นว่ามีเปิดขายในเน็ตเราก็ชะล่าใจ ไม่รีบไปกดเอาไว้ พอเพื่อนทักว่ามันจะหมดเวลาแล้วเราถึงไปเปิดดู เพื่อพบว่าของทุกอย่างล้วนขายหมดไปแล้ว เอ๊าาาา เปิดขายทางเน็ตมีขายหมดด้วยเรอะะะะ

พลาดรอบแรกไปแล้วก็ช่างมัน รอบต่อมาเปิดขายที่โตเกียวริวซือเซนเตอร์ ขายก่อนวันจริงสามวันรวด รอบนี้ใช้ระบบสมัครผ่านเว็บ ต้องเสี่ยงดวงว่าใครจะได้วันไหน เวลาไหน เราสมัครได้รอบบ่ายวันที่ 3 กับเย็นวันที่ 4 มา พอเห็นว่าได้ซื้อของแน่ๆ แล้วก็สบายใจละ นึกว่าวันจริงคงได้ตื่นสายไปงานแบบชิลๆ ไม่ต้องแหกขี้ตาตื่นไปซื้อของหน้างานแต่เช้า ……ทว่าเราคิดผิดมหันต์

พอถึงวันที่ 3 เราก็ไปริวซือเซนเตอร์แบบชิลๆ จดลิสท์ไปว่าจะซื้ออะไรบ้าง ปรากฏว่าตอนที่เราได้ซื้อมีของเหลือไม่ถึงครึ่งของในลิสท์แล้วจ้าาาา เอ๊าาาาาาาาา ใช้ระบบสุ่มเพื่อกระจายคนซื้อไปตามเวลาต่างๆ แต่ดันเตรียมของมาไม่พอสำหรับคนที่มาหลังๆ เนี่ยนะ จะบ้าเหรอ!!!!?????

วันแรกเราเลยได้ซื้อมาไม่กี่อย่าง ได้มาแค่เพนไลท์ แบงเกิล แหวน ส่วนเสื้อกับกระเป๋าที่อยากได้มากขายหมดไปแล้ว ลาก่อน

รู้สึกแย่กับการที่ของในสต๊อกมีน้อย ทั้งๆ ที่หลายอย่างจำกัดให้ซื้อได้แค่คนละชิ้น มันควรมีของพอสำหรับคนที่มารอบหลังๆ ด้วย ไม่ใช่ว่าใครดวงซวยสุ่มได้รอบบ่ายก็ซื้อไม่ทันสักอย่าง แต่นอกจากเรื่องซื้อไม่ทันแล้ว การจัดการที่ริวซือเซนเตอร์ถือว่าดีเลยนะ ทั้งการรันคิว การเตรียมจำนวนแคชเชียร์ การเตรียมพื้นที่สำหรับเทรดของ ทุกอย่างดีมาก ยกเว้นเรื่องที่เราซื้อของไม่ทัน OTL

เนื่องจากวันที่ 3 ขนาดได้รอบบ่ายยังซื้ออะไรไม่ทัน วันที่ 4 เราเลยไม่ไปละ ได้รอบสี่โมงไม่เหลืออะไรให้ซื้อแหงๆ เราเลยฝากเพื่อน (ม.ซัง นามสมมติ) ที่ไปอีกรอบซื้อเพนไลท์อีกอันกับเข็มกลัดมา ตอนแรกไม่ได้จะซื้อเข็มกลัดเล้ย แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ ลองสุ่มเล่นหน่อยก็ได้ ม.ซังสุ่มได้โชจังมาเลยอุตส่าห์ไปหาแลกโทคิยะให้ด้วย ขอบคุณค่ะะะ

ได้ออกมาเป็นทีมหนูน้อยหมวกแดงโดยไม่ได้ตั้งใจ 55555555555

และเนื่องจากวันที่ 4 ไม่ได้ไปซื้อของแล้ว เรากับม.ซังเลยไปคาราโอเกะอุตะปุริแทน ถือเป็นการซ้อมคอลไปในตัว แม้จุดนั้นจะไม่รู้เลยว่าในแฟนมีทเค้าจะร้องเพลงอะไรกันบ้าง และร้องเพลงเยอะแค่ไหน

ไหนๆ ก็ไปร้องเกะที่ชิบุยะเลยแวะถ่ายรูปฉากในอนิเมะซะหน่อย ตรงนี้เป็นฉากที่นางเอกรู้จักฮายาโตะซามะครั้งแรก และเป็นฉากที่โทคิยะร้องเพลง Crystal Time ด้วย

เย็นวันนั้นคุยกับม.ซังว่าวันรุ่งขึ้นที่เป็นวันอีเวนท์จริงเนี่ย เราควรไปซื้อของหน้างานกันมั้ย มันอาจจะไม่โหดมากเพราะเปิดขายมาแล้วตั้งสองรอบ ถ้าเราไปแต่เช้าอาจจะพอซื้อเสื้อทันก็ได้ และสุดท้ายก็ตกลงกันว่าเจอกันที่เซบุโดมตอนหกโมงสี่สิบ

เช้าวันต่อมา หลังจากได้นอนไปแค่สี่ชั่วโมง เราก็แหกขี้ตาตื่นมาตอนตีห้ากว่าๆ เพื่อไปซื้อของหน้างาน โชคดีที่บ้านเพื่อนอยู่ใกล้รถไฟสายเซบุซึ่งเดินทางไปเซบุโดมง่ายมาก ถ้าอยู่ไกลกว่านั้นอาจจะต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่…

เราเดินไปสถานีรถไฟในสภาพร่างว่างเปล่าไร้วิญญาณ แต่พอถึงสถานีก็เริ่มเจอเหล่าปริ๊นเซสยืนรอรถไฟกันอยู่ประปราย พอเจอพวกเดียวกันแล้วก็เริ่มตาสว่าง การต่อสู้คราวนี้อาจจะโหดร้ายกว่าที่คิด /เปลวเพลิงแห่งการต่อสู้ลุกโชน

ระหว่างเดินทางไปเซบุโดม ม.ซังที่ไปถึงก่อนก็ส่งรูปปริมาณปริ๊นเซสจำนวนมหาศาลที่สถานีเซบุคิวโจมาเอะตอนหกโมงเช้ามาให้……

/เปลวเพลิงแห่งการต่อสู้ดับวูบ

แต่ไหนๆ ก็มาถึงขั้นนี้แล้ว จะถอยก็ไม่ได้ เราเลยมุ่งหน้าไปเซบุโดมอย่างท้อแท้ ในใจคาดหวังว่าขอให้ของที่ขายหน้างานมีสต๊อกไว้เยอะๆ หน่อยก็แล้วกัน

พอไปถึงสถานีหน้าเซบุโดมเราก็เดินตามฝูงชนไปเรื่อยๆ ปรากฏว่าโดนต้อนไปเข้าป่าแบบงงๆ

พอโดนต้อนมาอยู่ตรงนี้ก็คุยกับม.ซังว่าเราควรเอาไงกับชีวิตกันดี จะถอยดีมั้ยเพราะเท่าที่มองไปเนี่ยยังไม่เห็นหัวแถวด้วยซ้ำ แต่ถอยก็ไม่รู้จะไปไหน กลับไปนอนก็กระไรอยู่ อุตส่าห์ตื่นเช้ามาแล้วก็ต่อๆ ไปเถอะ

รอต่อไปสักพักแถวก็เริ่มเคลื่อนที่จนเริ่มมองเห็นโดมและปริมาณผู้คนที่ต่ออยู่ข้างหน้า

ที่เห็นอยู่ลิบๆ นั่นไม่ใช่หัวแถวด้วยนะ… เป็นกึ่งกลางแถวอีกทีนึง ยิ่งเห็นยิ่งสิ้นหวัง แต่มาถึงนี่แล้วก็ต้องกัดฟันสู้กันต่อไป กรอดดดด

แถวยังคงเลื่อนต่อไปเรื่อยๆ จุดนั้นรู้สึกว่าโดนต้อนอย่างไร้อนาคตมาก เพราะไม่รู้เลยว่ากำลังโดนไล่ต้อนไปที่ไหนกันแน่ จะโดนจับไปเชือดมั้ย นี่เป็นส่วนหนึ่งของแผนการค้ามนุษย์อะไรรึเปล่า จินตนาการไปต่างๆ นานาก่อนจะพบว่าโดนไล่ตอนมายังลานจอดรถข้างๆ โดมซึ่งเป็นสถานที่ขายสินค้านั่นเอง

ตรงทางเข้าลานจอดรถจะมีสต๊าฟคอยตรวจตั๋วอีเวนท์ ใครไม่มีตั๋วห้ามเข้าไปซื้อของ นี่ขนาดจำกัดให้ซื้อเฉพาะคนมีตั๋ว คลื่นปริ๊นเซสยังแห่แหนกันมาขนาดนี้ ไม่อยากนึกสภาพเลยว่าถ้าไม่มีข้อจำกัดนี้จะเกิดอะไรขึ้น

โดนต้อนมาถึงลานจอดรถก็ต้องมายืนตากแดดรอเวลาเปิดขายอีก เป็นการรอคอยที่ทรมานมากกกกกกกกกกกกกกกก ตอนแรกก็สนุกดีเพราะมีพวกสแตนด์ดอกไม้ให้ดู ปริ๊นเซสแต่ละคนก็พกพร็อพติดตัวมากันเต็มที่ ทั้งกระเป๋าเอย ตุ๊กตาหมีเอย ตุ๊กตาแมวเอย ไหนจะการสร้างสรรค์ชุดอีกมากมาย ดูปริ๊นเซสไปเรื่อยเปื่อยก็สนุกแล้ว แต่รอไปสักพักแดดมันจะเริ่มแรงขึ้น แรงขึ้น อากาศแถวนั้นร้อนอบอ้าวแทบไม่มีลมพัดผ่าน ไหนจะผู้คนหลายพันมายืนเบียดเสียดกันอยู่ในบริเวณเดียว โอย แค่นึกถึงเหตุการณ์ตอนนั้นขึ้นมาก็อยากเป็นลมละ บอกเลยว่าเกิดมาไม่เคยทรมานกับการต่อคิวซื้อของหน้างานไหนมากเท่างานนี้อีกแล้ว

สักพักพอเริ่มเปิดขาย รู้สึกจะประมาณเก้าโมงครึ่งมั้ง? สต๊าฟก็จะคอยตะโกนบอกว่าของชิ้นไหนขายหมดไปแล้วบ้าง แต่เสียงสต๊าฟนั้นช่างเบาแสนเบา เราจะรู้ว่ามีของหมดก็ต่อเมื่อฝูงชนครางฮือขึ้นมาพร้อมกัน ยังดีที่ออฟฟิเชียลทำเว็บสำหรับเช็กสต๊อกของแบบเรียลไทม์ไว้ให้ พอครางฮือกันทีเราก็เปิดเว็บที เวลาเปิดก็ได้แต่ภาวนาว่าขอให้ของที่เราจะซื้อยังอยู่ด้วยเถอะได้โปรด

มีอยู่ครั้งหนึ่งทุกคนครางฮือออออเสียงดังมาก ดังกว่ารอบอื่นอย่างเห็นได้ชัด คนรอบข้างเริ่มโวยวายว่า โกหกน่า! ล้อเล่นรึเปล่า! ตอนนั้นคิดเลยว่าสิ่งที่หมดต้องเป็นเพนไลท์แน่ๆ และพอเช็กเว็บก็พบว่าเป็นเพนไลท์จริงๆ พอเพนไลท์หมดมีคนเดินออกจากแถวเพียบเลย โอยยย สะเทือนใจแทนทุกคนที่แหกขี้ตาตื่นมาเพื่อเพนไลท์แต่ซื้อไม่ทัน ไม่มีอะไรสะเทือนใจเท่าเพนไลท์หมดอีกแล้ว T_T

นอกจากอากาศอันโหดร้ายและสินค้าทยอยหมดไปเรื่อยๆ แล้ว ความเลวร้ายอีกประการคือเวลาที่แถวขยับ มันจะมีปริ๊นเซสบางคนพยายามแทรกแถว โดยเฉพาะช่วงหลังๆ ที่ของเริ่มหมดไปเกินครึ่ง บางคนแทรกแบบน่าเกลียดมากกกกกก ทั้งๆ ที่แทรกไปก็ไม่น่าช่วยอะไรเท่าไหร่ ใครบอกคนญี่ปุ่นมีวินัยในการต่อแถว อยากให้ลองมาต่อคิวซื้อของหน้าอีเวนท์โหดๆ แบบนี้ดูแล้วจะรู้ซึ้งไปอีกนาน (ตอนไป Anime Japan เราก็โดนแทรกแถว แต่งานนั้นไม่โมโหเท่านี้ เพราะงานนี้ร้อน หิวด้วย คอแห้งด้วย แทบแกะเข็มกลัดจากกระเป๋าออกมาจิ้มๆๆๆใส่คนที่แทรก)

รอไปรอมาของที่เราจะซื้อก็เริ่มหมดไปทีละอย่างเช่นกัน ทั้งเสื้อ กระเป๋า และหมวก สุดท้ายเลยต่อคิวแบบเหลืออะไรก็ซื้ออันนั้นแหละ จะเดินออกทั้งๆ ที่ต่อมาหลายชั่วโมงก็เศร้าไปหน่อย อุตส่าห์ต่อสู้กับอากาศร้อนมานานแสนนาน ร้อนจนเริ่มเพ้อ เริ่มคุยกับอิตะแบ็กตัวเอง อิจิโนะเสะซังร้อนมั้ยคะ? ทนแดดหน่อยนะ มาๆ เดี๋ยวเราบังให้ ไม่ต้องกลัวดำน้า …..ยังดีที่รอบข้างมีแต่คนญี่ปุ่นเลยไม่มีใครมองด้วยสายตาประหลาดๆ ส่วนม.ซังที่ไปด้วยกันน่าจะปลงแล้ว

และแล้ว หลังจากต่อคิวอยู่เจ็ดชั่วโมงกว่า ใช่ค่ะ เจ็ด-ชั่ว-โมง-กว่า!!!! ทุบทุกสถิติการต่อคิวตลอดชีวิตที่ผ่านมา สิ่งที่เราได้มาก็คือแพมเฟลต แบงเกิลโชจัง แบงเกิลเร็น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ตอนแรกไม่คิดจะซื้อเลย และอันที่จริงถ้าอยากซื้อก็ซื้อได้ตั้งแต่ที่ริวซือเซนเตอร์แล้ว การต่อคิวเจ็ดชั่วโมงกว่าท่ามกลางแสงแดดอันร้อนระอุนี่มันเพื่ออะไรกันนะ…….. /เหม่อลอย

ที่จริงตอนของที่อยากซื้อหมดไปแล้วเนี่ย เราเปลี่ยนแผนมาคิดว่างั้นซื้อแบงเกิลสตาริชให้ครบเจ็ดคนไปเลยแล้วกัน แต่ไม่ทันไรแบงเกิลนัตจังก็หมดไป เหลืออยู่แค่หกคนให้ซื้อ ซึ่งมันไม่ครบวงแล้วไง มันจบแล้ว ดังนั้นเลยซื้อมาแค่เอสคลาสอีกสองคนละกัน

ซื้อของเสร็จตอนเกือบบ่ายสองแล้วก็รีบพุ่งไปหาบ.ซังที่เพิ่งตามมาสมทบพร้อมโค้กเย็นๆ หนึ่งขวด บอกเลยว่าเป็นโค้กที่อร่อยที่สุดในชีวิต กินแล้วเหมือนได้จิตวิญญาณกลับเข้าร่าง พร้อมลุยอีเวนท์หลังจากจบสงครามแล้ว!

ช่วงที่เรากลับออกมาด้านหน้าโดมสต๊าฟเริ่มเปิดให้เข้าไปในโดมได้ละ งานเริ่มประมาณสี่โมงครึ่งแต่เปิดให้เข้าตั้งแต่บ่ายครึ่ง เราไม่มีกิจกรรมอื่นแล้วก็เลยตัดสินใจว่าเข้าไปกันเลยดีกว่า

การเข้างานรอบนี้ใช้ระบบสุ่มตรวจบัตรประจำตัว คือบนตั๋วทุกใบจะมีชื่อคนกดตั๋วหมด แล้วหน้างานจะมีคนตรวจตั๋ว กับคนตรวจบัตรแยกกันอยู่ คนตรวจบัตรจะคอยสุ่มเรียกแค่บางคน ซึ่งเราไม่โดนเลยทั้งสองวัน เสียใจมาก อุตส่าห์ถือบัตรประจำตัวไว้คามือเลยนะ ตรวจเราสิ ตรวจเรา!!! (เค้าอาจจะคิดแบบ ถือมาขนาดนี้ไม่ตรวจก็ได้มั้ง…..)

ตรวจตั๋วเสร็จแล้วทุกคนจะได้ริสท์แบนด์กระดาษมาคนละอัน เอาไว้คาดตลอดอีเวนท์ ถ้าจะเดินออกแล้วเข้าใหม่ก็ไม่ต้องตรวจตั๋วซ้ำ แค่โชว์ริสท์แบนด์พอ

เข้าไปด้านในแล้วก็ไปเดินหาที่นั่งกัน ถึงวันนี้จะมากันสามคนแต่ก็ไม่มีใครได้นั่งด้วยกันเลย ที่นั่งม.ซังวันนี้เทพมากกกกกกก เป็นที่นั่งตรงกึ่งกลางพอดี มองไปจะเห็นเวทีตรงๆ เลย แถมใกล้กับที่นั่งวีไอพีด้วย เทพจนอิจฉาริษยา ฮือ

ส่วนที่นั่งเราวันแรกเป็นที่นั่งสแตนด์ฝั่งที่ถ้าหันหน้าเข้าเวทีจะอยู่ทางขวา แต่ได้บล็อก A ที่เป็นบล็อกล่างเลยไม่ห่างไกลเท่าไหร่ (แต่ก็ไม่เรียกว่าใกล้หรอกนะ) ที่นั่งถือว่าโอเคเลย เห็นเวทีโดยรวมชัดถนัดตา อย่างน้อยก็ดีกว่าที่นั่งในปุริไลฟ์ที่ซูเปอร์อารีน่าเยอะะะะ

ระหว่างรองานเริ่ม บ.ซังก็มานั่งเมาท์มอยอยู่กะเราก่อน ต่างคนเลยต่างงัดพร็อพออกมาถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

เสียดายที่ได้แบงเกิลมาไม่ครบเจ็ดคน ฮือออออ นัตจังงงงงงงง ทำไมรีบหมดดดดดดดดดด

รอไปรอมาไม่มีอะไรทำก็สังเกตรอบตัวไปเรื่อยเปื่อย ชอบเซบุโดมอย่างนึงตรงที่มีร้านอาหารเยอะมากกกกทั้งด้านนอกและด้านใน เพราะเดิมทีแล้วที่นี่เป็นสนามเบสบอล ปกติเวลาไปอีเวนท์หรือคอนเสิร์ตจะเจอกฎห้ามกินอาหารในงาน บางงานห้ามดื่มน้ำด้วยซ้ำ แต่ที่นี่นอกจากไม่ห้ามแล้วยังมีคนถืออาหารมาเดินขายตามที่นั่งด้วย ชิลสุดๆ แต่ทุกร้านคิวยาวมากเราเลยไม่ได้ซื้ออะไรเลย บายยย

และแล้วพอสี่โมงครึ่งก็ถึงเวลาเริ่มแฟนมีท (โอวววว หลังจากพร่ำพรรณนาอะไรไม่รู้มาตั้งนาน ในที่สุดก็จะเข้าสู่ช่วงรีพอร์ตซะที!)

แฟนมีทครั้งนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของอุตะปุริ ที่ผ่านมาเวลาจัดอีเวนท์จะเป็นไลฟ์ตลอด แต่คราวนี้เป็นแฟนมีท ทุกคนเลยไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ในเว็บก็เขียนไว้แค่ว่ามีทอล์กกับไลฟ์ อย่างน้อยก็แน่ใจว่ามีเพลงให้ฟังแน่ๆ แหละ แต่ไม่รู้ว่าจะกี่เพลง แล้วทอล์กนี่ทอล์กอะไรกันก็เดาไม่ได้ ความคาดเดาไม่ได้นี้ทำให้เราตื่นเต้นกับอีเวนท์นี้มากกกกกก

และช่วงแรกของแฟนมีทก็คือช่วงงงงง ทอล์ก&วาไรตี้นั่นเองงงงงงง

ช่วงแรกนี่เหล่าคนพากย์สตาริชทั้งเจ็ดคนจะออกมาเล่นเกมกันเจ็ดเกมโดยผลัดๆ กันเป็น MC กันจนครบ บางเกม MC ต้องเล่นด้วย บางเกม MC ก็ต้องคอยทายว่าทีมไหนจะชนะ เกมของสองวันมีบางเกมไม่เหมือนกันด้วย คราวนี้ขอเล่าของวันแรกก่อนละกัน

ด้วยความที่เปิดด้วยช่วงทอล์ก&วาไรตี้ ทั้งเจ็ดคนเลยเปิดตัวมาแบบสบายๆ คือออกมาพร้อมกันเจ็ดคนแล้วแนะนำตัวกันไปทีละคน แต่ลำดับแนะนำตัวคราวนี้แปลกหน่อย ปกติแล้วการเรียงลำดับสตาริชจะเรียงจาก โอโตยะ → มาซาโตะ → นัตสึกิ → โทคิยะ → เร็น → โช → เซซิล แต่รอบนี้ย้ายเซซิลมาอยู่หลังนัตสึกิ ตอนแนะนำตัววันที่สองโทริซังเลยบอกว่าไม่ชินกับลำดับนี้เลย (เพราะปกติโทริซังจะแนะนำตัวเป็นคนสุดท้าย)

แนะนำตัวกันเรียบร้อยแล้วก็เข้าช่วงเล่นเกม ช่วงนี้จะมีเสียงสวรรค์(?)คอยสั่งให้ทำโน่นทำนี่ คอยอธิบายกฎต่างๆ และสั่งว่าเกมไหนให้ใครเป็นพิธีกร เสียงที่พูดคือเสียงเดียวกับเสียงพิธีกรในอนิเมะ ซึ่งบ.ซังกล่าวว่าน่าจะใช้เสียงไชนิ่งมากกว่า

เรื่องลำดับเกมไม่แน่ใจว่าเกมไหนมาก่อนมาหลังอะไรยังไง อาจจะมีเรียงลำดับผิดไปบ้างเด้อ

เกมแรกสุดคือเกมทายเสียงวิโอล่า เกมนี้ชิโมโนะซังเป็น MC สต๊าฟจะเอาวิโอล่าสองคันออกมาตั้ง คันนึงราคาหลักแสน อีกคันราคาหลักล้าน ให้ฟังแล้วทายว่าคันไหนถูกคันไหนแพง

เกมนี้มีการเชิญซากุไรซังที่เคยมาเล่นวิโอล่าในปุริไลฟ์ครั้งก่อนๆ มาบรรเลงด้วย เพลงที่เขาเลือกมาเล่นคือมาจิเลิฟ 1000% ซึ่งในเมื่อมีวิโอล่าสองคันก็ต้องเล่นสองรอบ ตอนเล่นรอบแรกสตาริชทั้งเจ็ดคนก็เต้นตามไปด้วยกันแบบงงๆ เพราะไม่ได้นัดกันมา แต่พอเล่นรอบสองปุ๊บทุกคนทำท่า Check it out! ได้พร้อมกันแบบเป๊ะมากจนคนดูขำก๊ากกันทั้งโดม น่ารักกกกก (≧ω≦)

พอเล่นจบสองรอบแล้วทุกคนก็คุยกันว่าเอาไงดี เลือกอันไหนดี ขณะที่ทุกคนกำลังครุ่นคิด ซากุไรซังก็พูดขึ้นมาว่า โดยส่วนตัวแล้วผมอยากให้คิโชซังทายถูกนะครับ โอ้โห กดดันไปอีก 55555555555555555 แต่ตอนฟังเพลงนี่คิโชซังทำหน้าตั้งใจฟังสุดเลย แบบสีหน้าจริงจังมาก แต่สุดท้ายแล้วคิโชซังทายผิดจ้า ตึงงงงงงงง 555555555555

ความน่ารักคือพอทายผิดแล้วคิโชซังขอโทษซากุไรซังใหญ่เลย พูดโกเมนเนะๆๆ แล้วยกมือขอโทษด้วย เอ็นดู (≧ω≦)

ขำที่พอเฉลยแล้วสุวาเบะซังอยู่ทีมตอบผิด สุวาเบะซังเลยบอกประมาณว่าสิ่งที่สำคัญกว่าคือฝีมือต่างหาก ถ้าคนฝีมือดีจะเล่นเครื่องดนตรีชิ้นไหนก็ไพเราะ (จำคำพูดไม่ได้แต่ใจความประมาณนี้แหละ) ประทับใจในความแก้สถานการณ์เก่ง ตอบผิดยังพูดจาเท่ได้ สมเป็นคนที่คาจิคุงชมว่าจะทำอะไรก็เท่ไปหมด

ซากุไรซังที่มาเล่นวิโอล่าบอกในทวิตเตอร์ว่าวันนี้จงใจเลือกชุดขาวมาเพราะเป็นสีที่สายรุ้งของสตาริชมาผสมกัน ที่แขนซ้ายก็ซื้อยางเจ็ดสีมารัดไว้ด้วย เรียงลำดับสีเป๊ะด้วยนะ น่ารักมาก ใส่ใจมาก

เกมต่อมาน่าจะเป็นเกมปิโยะจังมั้ง เกมนี้จะมีลูกบอลปิโยะจังไซส์ใหญ่เบิ้มโผล่มาจากท้ายโดมสองลูก ลูกบอลผ่านทางไหนคนดูก็ต้องช่วยกันดันไปให้ถึงหน้าเวทีให้ได้ ส่วนคนบนเวทีแบ่งทีมเป็นสองทีมแล้วคอยเชียร์ การแบ่งทีมใช้วิธีจับฉลาก เกมนี้มิยาโนะมาโมรุเป็น MC พอเสียงสวรรค์อธิบายกฎเสร็จแล้วก็ให้ MC เลือกทีมที่ชนะ ซึ่งมิยาโนะมาโมรุตอบอย่างมั่นอกมั่นใจว่า ไม่รู้!!

เกมนี้จำได้ว่านอกจาก MC แล้วทุกคนวิ่งมาเวทีกลางกันหมดเลย มาคอยเชียร์คนดูให้ช่วยกันปัดลูกบอลไปเร็วๆ ฟีลลิ่งกีฬาสีสุดๆ 555555555 มีรอบนึงลูกบอลปิโยะจังลูกนึงลอยเข้าไปใกล้เวที แต่มันยังไม่ถึงที่หมายปลายทาง คิโชซังเลยยื่นขาออกมาเตะปิโยะจังใส่คนดู!!! เราประทับใจช็อตนั้นมาก ฮือ คิโชซังเตะปิโยะจัง ถือเป็นเป็นภาพกีฬามันส์ๆ อันล้ำค่า 555555555555

เกมต่อมาสนุกมากกกก เป็นเกมแข่งกันแต่งตัวเป็นไชนิ่งซาโอโตเมะ เกมนี้ MC คือเทราชี่ ส่วนคนอื่นๆ จับฉลากแบ่งทีมกันเหมือนเดิม ได้ออกมาเป็นทีมมิยาโนะ+โทริอุมิ+สุวาเบะ vs ทีมชิโมโนะ+ทานิยามะ+สึสึมุระ (ไม่แน่ใจว่าจำสึสึเคนกับสุวาเบะซังสลับกันรึเปล่านะ) พอแบ่งทีมกันเรียบร้อยเทราชี่ก็ให้แต่ละทีมเลือกคนที่จะมารับบทแต่งตัวเป็นไชนิ่ง ซึ่งมิยาโนะมาโมรุก็รีบยกมืออาสาเร็วมาก ส่วนอีกทีมชิโมโนะซังก็ยกมืออาสาเหมือนกัน

ยกมืออาสาเรียบร้อย จู่ๆ มิยาโนะมาโมรุก็รูดซิปถอดเสื้อกลางเวที ปรากฏว่าเสื้อข้างในเป็นเสื้อพละสีขาวขอบแดง ตรงกลางเขียนชื่อตัวเบ้อเริ่มว่า โทคิยะ เกลียดความเตรียมพร้อมนี้จัง 555555555555555 แล้วตอนโชว์เสื้อก็ทำหน้าภูมิอกภูมิใจมากด้วยนะแหม 5555555555555555 เจ้าตัวมาอธิบายในบล็อกหลังจบงานว่า นึกว่าจะอารมณ์เหมือนงานกีฬาเลยเตรียมชุดพละมาด้วย จริงๆ เราว่านี่ก็ใกล้เคียงงานกีฬาแล้วแหละ….

เกมแต่งตัวเป็นไชนิ่งมีวิธีเล่นคือแต่ละทีมต้องยกทีมกันไปตามจุดต่างๆ ที่กำหนดแล้วเลือกไอเท็มมาแต่งตัวเป็นไชนิ่งให้เหมือนที่สุด จุดต่างๆ ที่ว่าจะกระจายไปรอบๆ ที่นั่งอารีน่า เวลาเคลื่อนที่เลยต้องแห่กันไปบนรถเลื่อน เป็นเกมที่สนุกและได้ใกล้ชิดแฟนๆ ไปในตัว ดูคิดมาดีนะ ชอบ

ระหว่างเคลื่อนที่ไปตามจุดต่างๆ จะมีกล้องตามถ่ายขึ้นจอบนเวทีด้วย เกมนี้มิยาโนะมาโมรุเล่นกล้องเยอะมากกกกกกกกกกก ด้วยความที่เป็นคนโดนคนอื่นจับแต่งตัว กล้องเลยตามถ่ายหน้าตลอด แล้วก็หันมาเล่นหูเล่นตาใส่ตลอด เป็นลมมมมมมมม ชิโมโนะซังก็เล่นกล้องเยอะเหมือนกัน คือคนที่โดนจับแต่งตัวเนี่ยดูสนุกกันมาก ส่วนคนคอยแต่งตัวให้ก็ตั้งอกตั้งใจกันสุดๆ

พอทั้งสองทีมแต่งตัวกันครบชุดแล้วก็กลับมาที่เวทีกลาง ไชนิ่งทั้งสองคนก็มายืนเก๊กท่ากันยกใหญ่ จนเทราชี่แซวว่าเนคไทสั้นกันจัง ซึ่งก็สั้นจริงๆ 555555555 แล้วคนอื่นๆ ก็ชมว่ามิยาโนะมาโมรุดูดีมาก ส่วนชิโมโนะซังดูเหมือนวัยกำลังโต ฮือ สงสาร 555555555 งานนี้ชิโมโนะซังโดนแกล้งเยอะมากจากทั้งเพื่อนร่วมวงและทีมงาน สัมผัสได้ว่าเป็นที่รักของทุกคนจริงๆ /ขำ

ความน่ารักคือคิโชซังไปหยิบโบอันเบ้อเริ่มมาตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ แล้วเขาก็เอามาผูกหัวตัวเองไว้ คุณลุงวัยสี่สิบกว่ากับโบสีเหลืองบนหัว ฮือ ทำไมน่ารักจังอะะะะะะะะ

เกมต่อมาเป็นควิซ โทริซังเป็น MC เกมนี้ต้องเล่นกันทุกคนไม่เว้นแม้แต่ MC คราวนี้ไม่แบ่งทีมละ ใครตอบได้ก็ได้คะแนนไป มีสิทธิ์ตอบกันคนละครั้งเท่านั้น คำถามในควิซหลากหลายมาก ประทับใจอยู่หลายข้อเลย

มีข้อนึงถามว่าโลโก้แฟนมีทมีดาวกี่ดวง (ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นคำถามของวันแรกนี่แหละ มั้ง ควิซนี่วันที่สองก็มีเหมือนกัน อาจจะจำปนๆ กันมา…) ทุกคนทายกันไปเรื่อยๆ แต่ไม่มีใครถูกซะที สุดท้ายสุวาเบะซังเป็นคนตอบถูกว่าแปดดวง สุวาเบะซังบอกว่าสตาริชเจ็ดคนกับคนดูเลยรวมกันเป็นแปดดวง ทุกคนเลยฮือฮา แล้วคิโชซังก็พูดขึ้นมาว่า นึกว่าสามหมื่นกว่าดวงซะอีก โอ๊ยคำตอบนี้ดี‼ สามหมื่นกว่าๆ ที่ว่าคือจำนวนคนดูในเซบุโดมนั่นเอง ชอบที่ตอบผิดไปแล้วยังอุตส่าห์พยายามพูดให้ซึ้ง ฮือออออ

ตลกตอนที่เฉลยแล้วโทริซังสารภาพว่า เมื่อกี้แอบดูโลโก้แล้วนึกว่ามีดวงเดียวซะอีก คือดวงที่อยู่ในคำว่า ST☆RISH ฟังแล้วขำมากเพราะเราก็แอบดูโลโก้ที่แบงเกิลแล้วคิดเหมือนโทริซังนั่นแหละ 555555555555555

ตลกเวลาขึ้นคำถามใหม่ด้วย พอโทริซังพูดว่า คำถามต่อไป เขาจะพูดว่า デデン! (อารมณ์แบบ แต่นแต๊น!) ขึ้นมาทุกครั้ง แล้วคนดูก็ขำกันทุกครั้ง เมาความสุขจนเส้นตื้นกันไปหมด 5555555555

คำถามอื่นๆ ที่พอจำได้ก็มีถามว่า ร้านแฮปปี้แฮปปี้หน้าโดมขายของกินที่เป็นของโปรดของสมาชิกสตาริชด้วย ของกินชนิดนั้นคืออะไร? เทราชี่รีบกดตอบว่าแกงกะหรี่ แต่ผิด แป่วววว สึสึเคนเลยกดตอบว่าเมล่อนปัง ซึ่งเป็นคำตอบที่ถูกต้อง! ชอบการที่ทุกคนตอบของโปรดของลูก(?)ตัวเอง สุดคิวท์ (≧ω≦) พอเฉลยแล้วจู่ๆ เทราชี่ก็พูดด้วยเสียงโอโตยะว่า อยากกินแกงกะหรี่ด้วยอ้ะ! โอย น่ารักกกกกกกกกกกกกกก วันนั้นหลังงานเลิกเรารีบพุ่งไปกินแกงกะหรี่เลย อินแค่ไหนคิดดู 555555555555555

อีกข้อที่เด็ดมากคือถามว่า คำว่า sweet ในภาษาอิตาเลียนคืออะไร ข้อนี้สุวาเบะซังกดตอบเสียงเข้มๆ แบบเท่ๆ ว่า dolce คนอื่นเลยประทับใจในความเท่กันเยอะมาก โทริซังถึงกับบอกว่า เท่มาก เพิ่มคะแนนให้ไปเลย 555555555 คือโทริซังขยันแจกคะแนนมาก มีช่วงนึงทุกคนคุยกันว่าถ้าใครตอบไม่ได้ขอให้เล่นมุกตลกๆ ถ้าชอบใจเดี๋ยวโทริซังจะแจกคะแนนให้เอง แล้วบางทีเขาก็แจกให้จริงๆ ใจดีจัง!!

อ้อ ความเท่อีกอย่างนึงของสุวาเบะซังคือ เวลาเขาตอบถูกแล้วได้คะแนน เขาจะพูดด้วยเสียงแบบเร็นว่า サンキュ โอยยยย ตายๆๆๆๆ ตายคาที่ทุกครั้งที่ได้ยิน

แต่ข้อที่เด็ดสุดคือข้อที่ถามว่า เซซิลชอบเล่นเคงดามะ แล้วเคงดามะท่าเทียนทำยังไง ต้องทำท่าให้ดูด้วย ข้อนี้ทุกคนงงมาก ไม่มีใครทำเป็นเลย ทุกคนเลยถือเคงดามะออกมาเล่นตลกแข่งกันแทน ประทับใจคิโชซังที่หยิบเคงดามะวางอย่างตั้งอกตั้งใจมาก เสร็จแล้วก็ย่อตัวลงเป่า เหมือนเป่าเทียนวันเกิด ฮือ น่ารักอีกแล้ว 55555555555555555

คนต่อจากคิโชซังคือสุวาเบะซัง รายนี้พีคกว่า หยิบเคงดามะขึ้นมาถามโทริซังด้วยสีหน้าจริงจังว่า ท่าเทียนใช่มั้ย? เสร็จแล้วก็ทำท่าเหมือนหยดน้ำตาเทียนใส่ตัวเองแล้วคราง อ๊า! ขึ้นมา โธ่ 55555555555 เราอุตส่าห์คาดหวังว่าสุวาเบะซังจะเป็นคนที่จริงจังสุด 5555555555555 สุดท้ายโทริซังเลยหักคะแนนสุวาเบะซังเพราะเล่นมุกเสื่อมไปไม่เข้ากับอุตะปุริ ก๊าก

คนสุดท้ายคือโทริซัง ซึ่งพยายามเล่นท่าเทียนที่ถูกต้อง แต่พลาดอยู่สองสามรอบ จนสุดท้ายก็ทำสำเร็จ เย้!

อีกสามเกมจำลำดับไม่ได้ละ มีเกมนึงเป็นเกมสั้นๆ คือเกมยิงลูกบอล คิโชซังเป็น MC เกมนี้ทุกคนต้องไปเลือกบาซูก้ามาคนละกระบอกแล้วยิงใส่คนดู บอลในบาซูก้าเป็นสีขาว ยกเว้นกระบอกนึงเป็นสีดำ ใครยิงลูกบอลสีดำออกมาก็แพ้ไป

ทุกคนเดินไปเลือกบาซูก้ากันเสร็จแล้วก็กระจายตัวไปตามจุดต่างๆ ของเวที มิยาโนะมาโมรุมายืนมุมที่หันมาทางเราพอดีเลย♥ พอทุกคนประจำที่แล้วก็นับถอยหลังพร้อมกันก่อนจะยิง ปั้งงงงงงงง

แล้วมิยาโนะมาโมรุที่ยิงลูกบอลสีดำออกมาก็ล้มตึงงงงงลงไปตรงนั้นเลย แบบทำท่าแกล้งตายอยู่นานมาก แต่อีกหกคนคุยโน่นนี่กันไม่มีใครสนใจเลย จนสุดท้ายมิยาโนะมาโมรุเลยลุกขึ้นมาเอง น่าสงสารเค้านะคะ 555555555555555 ขำตอนกล้องไปถ่ายหน้าใกล้ๆ มิยาโนะมาโมรุทำหน้าดราม่าใส่กล้องแล้วบอกว่า ของชั้นดำสนิท!! เล่นใหญ่มากกกกกกก

อีกเกมเป็นเกมวาดรูปใบ้คำ เกมนี้ต้องจับฉลากแบ่งทีมกันอีกแล้ว เกมนี้สึสึเคนเป็น MC ทีมแบ่งเป็นทีมมิยาโนะ+เทราชิมะ+โทริอุมิ vs ชิโมโนะ+ทานิยามะ+สุวาเบะ

นอกเรื่องนิด คิโชซังจับได้ทีม B บ่อยมากจนบ่นว่าทีม B อีกแล้ว แล้วมีอยู่รอบนึงจำไม่ได้ว่าเกมไหน เขาบ่นว่ามาโมจัง (ที่อยู่อีกทีม) ท่าทางสนุกจังเลยน้า พอจับฉลากทีมครั้งต่อมาเขาเลยงอแงว่า วันนี้ยังไม่ได้อยู่ทีมเดียวกับมาโมจังเลย!!!!! น่ารักกกกกกกกกก เอาจริงๆ วันแรกนี่เอ็นดูคิโชซังสุดเลย มีโมเมนต์คิวท์ๆ เยอะมากกกกกกกกกก (≧д≦)(≧д≦)(≧д≦)

แต่ในขณะที่คิโชซังงอแง มาโมจังที่ว่าก็ไปอี๋อ๋อกับเทราชี่แทบจะตลอดเวลา ฮือ ความรักสามเส้านี้ 5555555555 สองคนนี้ตัวติดกันตลอดดดด กล้องก็สุดจะรู้งาน พอสองคนนี้เริ่มเกาะแกะกันปุ๊บ กล้องรีบซูมทันทีจ้าาาาา เพราะงั้นวันแรกนี่เราจะได้เห็นฉากสวีทของสองคนนี้บ่อยมาก แบบหันไปมองจออีกทีก็เห็นมิยาโนะมาโมรุเกาะไหล่เทราชี่อยู่ไรงี้ แล้วชอบกระซิบกระซาบอะไรกันสองคนก็ไม่รู้ ฮึ เหม็นฟามรักกกกกกกก!!!

กลับมาที่เกมวาดรูป โจทย์ของทีมแรกคือปราสาทนาโกย่า โทริซังเป็นคนวาดแล้วให้อีกสองคนทาย ระหว่างโทริซังวาด อีกสองคนก็ยืนทำท่าเล่นโน่นนี่เรียกเสียงกรี๊ดไปเรื่อยเปื่อยมาก เข้าขากันดีเหลือเกิ๊นนนนนน ทีมนี้โชคดีที่โทริซังวาดรูปได้เทพมาก ทั้งสองคนเลยตอบถูกอย่างง่ายดาย พอถึงตาอีกทีม ชิโมโนะซังรับหน้าที่วาดรูป ทุกคนเลยแซวกันว่าขอโจทย์ยากๆ เป็นของที่ชิโมโนะซังไม่รู้จัก ซึ่งโจทย์ของทีมนี้คือ บองโก พอเห็นโจทย์ปุ๊บ ชิโมโนะซังทำหน้าเหวอค้างอยู่นานมากกกก กล้องก็แช่หน้าเหวอๆ ของชิโมโนะซังอยู่อย่างงั้นแหละ สงสาร 55555555555555

สุดท้ายชิโมโนะซังเลยวาดเป็นรูปกระดูก (bone=ボーン=ボン) กับลูกเต๋าห้าแต้ม (5=ゴ) เป็นวิธีแก้สถานการณ์ที่…. ก็อุตส่าห์คิดได้นะคะ 555555555555 แต่สุดท้ายคิโชซังกับสุวาเบะซังทายว่า บอนไซ ซึ่งผิด แป่ววววววว

ประทับใจที่สุวาเบะซังพูดขึ้นมาว่า บองโกเป็นเครื่องดนตรีที่ไชนิ่งถนัด โอ้โหหหห ข้อนี้ถ้าไม่เล่นเกมไม่น่าจำได้ (เพราะมันเป็นควิซในเกม คนเคยเล่นน่าจะจำกันขึ้นใจ) แต่สุวาเบะซังก็ยังอุตส่าห์จำได้ด้วย แฟนพันธุ์แท้อุตะปุริจริงๆ นะคนนี้ เล่นเกมจบไปกี่รอบคะะะะ

เกมสุดท้ายคือเกมทำท่าใบ้คำ สุวาเบะซังเป็น MC เกมนี้ก็แบ่งทีมกันอีกแล้ว จับฉลากได้ออกมาเป็นทีมมิยาโนะ+เทราชิมะ+สึสึมุระ vs ชิโมโนะ+ทานิยามะ+โทริอุมิ คือไม่เข้าใจว่าทำไมมิยาโนะกับเทราชิมะอยู่ด้วยกันตลอด ชิโมโนะและทานิยามะก็อยู่ด้วยกันตลอดเช่นกัน ส่วนสึสึมุระกับสุวาเบะนี่ก็ไม่เคยจะโคจรมาเจอกันเลย ทำไมเหมือนความสัมพันธ์ตัวละครในเรื่องได้ขนาดนี้

ตอนเสียงสวรรค์บอกให้ MC เลือกว่าทีมไหนจะชนะ ตอนแรกสุวาเบะซังบอกว่า ขอปฏิเสธ เพราะไม่สามารถเลือกทีมได้ทีมหนึ่งได้ (เนี่ย เท่อีกแล้ว‼) แต่สักพักสุวาเบะซังก็ทำท่าจะเลือกทีมมิยาโนะ+เทราชิมะ+สึสึมุระ มิยาโนะมาโมรุรีบออกตัวเลยว่า แต่พวกเรา (ชี้ตัวเองกับเทราชี่) เป็นเด็กมีปัญหานะ คือสองคนนี้ไม่ค่อยชนะเลย สุวาเบะซังเลยหันไปเลือกอีกทีมแทนอย่างง่ายดาย

เกมใบ้คำนี่จะให้สามคนในทีมกระจายตัวกันไปตามเวที คือเวทีมันมีเวทีเล็กด้านหน้าสุด เวทีกลาง และเวทีใหญ่ด้านหลังสุด สามคนในทีมก็ต้องกระจายไปยืนตามสามจุดนี้ ทีมแรกส่งเทราชี่มายืนเวทีเล็ก มิยาโนะมาโมรุยืนเวทีกลาง ส่วนสึสึเคนยืนเวทีใหญ่ โจทย์ของทีมนี้คือปิโยะจัง เทราชี่เลยทำท่าวาดหัวกับตัวปิโยะจังกลมๆ แล้วทำมือกระพือๆ แบบปิโยะจัง น่ารักมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก (≧д≦)(≧д≦)(≧д≦)(≧д≦) คนดูกรี๊ดว่าคาวาอี้ๆๆๆๆ กันรัวๆ พอมิยาโนะมาโมรุที่ยืนดูอยู่ห่างๆ แกล้งถามว่า ทำอะไรอยู่น่ะ?? เทราชี่ก็ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า ทำงาน …เออก็จริงของเขานะ 5555555555555

พอหมดเวลาของเทราชี่แล้วมิยาโนะมาโมรุก็หันไปเก๊กหน้าจริงจังพร้อมกับตะเบ๊ะใส่สึสึเคนที่อยู่เวทีใหญ่ สึสึเคนเลยยืนตะเบ๊ะตอบ (ไม่รู้สองคนนี้ไปอินมาจากกิงกะเอยูเด็นเซทสึหรือยังไง…..) เสร็จแล้วมิยาโนะมาโมรุก็ทำท่าตามที่เทราชี่ทำ แต่เทราชี่ทำแล้วน่ารักกว่าเยอะมาก!!! ด้วยความที่โจทย์ข้อนี้ง่ายและเทราชี่คิดท่าได้ดี สึสึเคนจึงตอบถูกไปอย่างงดงามมมมม

ความตลกคือตอนเทราชี่วิ่งจากเวทีเล็กไปหามิยาโนะมาโมรุที่เวทีกลาง เทราชี่ทำท่าจะแปะมือ แต่มิยาโนะมาโมรุวิ่งหนี เลยกลายสภาพเป็นเหมือนวิ่งผลัดกันอยู่แล้วกำลังจะส่งไม้ เล่นอะไรกันเนี่ยยยย

ส่วนโจทย์ของอีกทีมคือบอลลูน พอรู้โจทย์ชิโมโนะซังก็ทำหน้าเหวอแบบตอนเล่นเกมวาดรูปเป๊ะๆ โดนสต๊าฟแกล้งชัดๆ 555555555555

ท่าบอลลูนของชิโมโนะซังคือทำท่าเป็นรูปทรงบอลลูนเสร็จแล้วก็โบกมือทักทายรอบๆ น่ารัก 555555555 ถัดมาก็เป็นตาคิโชซังทำท่าบ้าง โทริซังบอกว่าแสงจ้ามากจนมองไม่เห็น คิโชซังเลยถอดโบที่ย้ายจากหัวลงมาที่คอออก ใครสักคนเลยตบมุกขึ้นมาว่า สว่างจ้าเพราะโบหรอกเรอะ!

ตอนแรกคิโชซังตั้งใจทำท่าตามชิโมโนะซังดิบดี แต่ทำไปสักพักก็เริ่มยอมแพ้ เปลี่ยนมาทำท่าปิโยะจังแทนหน้าตาเฉย ชิโมโนะซังเลยโวยวายว่า อย่าเพิ่งยอมแพ้สิ!! เมื่อกี้ฉันไม่ได้ทำท่านั้นนะ!! ส่วนโทริซังได้แต่งุนงงว่านี่เล่นอะไรกันอยู่ โจทย์มันเกี่ยวกับอุตะปุริแน่เหรอ แล้วสักพักโทริซังก็ทำท่าปิโยะจังตามคิโชซังไปอีกคน โอ๊ย ทีมนี้ chaos สุดๆ ตลกมาก 555555555555555 และแน่นอนว่าสุดท้ายก็ทายไม่ถูก เพราะมันพังมาตั้งแต่ตอนคิโชซังเปลี่ยนท่าละ แต่น่ารักมาก ให้อภัย ยิ่งนึกภาพเป็นโชจัง นัตจัง เซชชี่ ยิ่งน่ารักไปกันใหญ่เลยฮือออออออออออ

และแล้วเมื่อครบทั้งเจ็ดเกมก็ได้ผู้ชนะในวันนี้ ซึ่งก็คือ สึสึมุระซังนั่นเองงงงงงง เทราชี่เป็นคนหยิบถ้วยรางวัลมามอบให้ ตอนมอบเทราชี่ก็ทำเป็นเก๊กเสียงเข้มๆ บอกว่ายินดีด้วยนะสึสึมุระคุง สึสึเคนรับถ้วยไปแล้วก็ทำท่าดีใจเล่นใหญ่ ประมาณว่าเกิดมาเพื่อวันนี้นี่แหละ

สิ่งที่ไม่น่าเชื่อคือสุวาเบะซังได้คะแนนน้อยสุด แปลกใหม่ดี ปกติเล่นเกมกันทีไรชนะตลอด แต่เกมรอบนี้มันไม่ได้มีแค่ควิซด้วย แล้วคะแนนส่วนใหญ่ของสุวาเบะซังมาจากควิซแทบทั้งหมดเลย ก็สมเป็นสุวาเบะซังดีนะ

พอจบช่วงวาไรตี้ก็จะมีพักครึ่งก่อนเข้าสู่ช่วงไลฟ์ พอบอกว่าต่อไปจะเป็นไลฟ์ ทุกคนก็พูดกันว่าขอโทษนะที่ตั้งแต่เริ่มงานวันนี้มายังไม่ได้ร้องเพลงเลย ขอโทษที่วาไรตี้นานมาก ทุกคนคงอยากฟังเพลงเร็วๆ ใช่มั้ยล่ะ โอยฮือออออออ ไม่ต้องขอโทษเลยค่ะะะ วาไรตี้เราก็ชอบ ขำกระจุยกระจาย สนุกมากๆๆๆๆ ทุกคนน่ารักมากกกกกกกกกก ไม่เห็นมีอะไรที่ต้องขอโทษซะหน่อย!!!

ช่วงไลฟ์เอาไว้เล่ารวมกับของวันที่สองละกัน ขอสรุปเกี่ยวกับวาไรตี้วันแรกก่อน เราชอบช่วงวาไรตี้มากกกกกกกกกกก ชอบที่คิดเกมต่างๆ มาแบบพยายามให้แฟนๆ มีส่วนร่วม พยายามให้ทุกคนได้ใกล้ชิดแฟนๆ อย่างทั่วถึง ให้ความรู้สึกสมเป็นแฟนมีทมากๆๆๆๆ บรรยากาศมันอบอุ่นมาก เป็นงานสตาริชพบประชาชนอย่างแท้จริง คนบนเวทีก็รีแลกซ์กว่าเวลาจัดไลฟ์อีเวนท์เพียวๆ ด้วย รู้สึกว่าทุกคนดูเป็นธรรมชาติและใส่ใจแฟนๆ ทุกคนเล่นกล้องกันเยอะมาก เซอร์วิสกระจุยกระจายตลอดเวลา เป็นบรรยากาศแบบที่ไลฟ์มอบให้ไม่ได้ ถึงแฟนๆ หลายคนจะบอกว่าอยากให้จัดไลฟ์มากกว่า แต่เรารู้สึกขอบคุณมากๆๆๆๆที่คราวนี้เป็นแฟนมีท ไปอีเวนท์นักพากย์มาก็หลายงาน แต่ไม่เคยมีงานไหนรู้สึกอบอุ่นได้ขนาดนี้มาก่อน♥♥♥

อย่างไรก็ตาม ที่เล่าๆ มานี่รายละเอียดตกหล่นไปเยอะมาก ทั้งลืมเองด้วย เก็บรายละเอียดไม่ครบตั้งแต่ตอนอยู่ในงานด้วย ฮือออออ ตอนอยู่ในงานรู้สึกอยากมีสักแปดตา เวลาแต่ละทีมแยกกันไปขึ้นรถเลื่อนหรือแต่ละคนแยกไปคนละเวทีนี่ไม่รู้จะมองตรงไหนเลย ;__; ยังดีที่งานนี้ประกาศออกแผ่น แต่ในแผ่นก็คงมีตกหล่นไปเยอะเหมือนกันเพราะกล้องไม่ได้ถ่ายครบทุกคนตลอดเวลา เสียใจจจจ

ไว้เดี๋ยวไปรวบรวมสติและเวลาว่างแล้วมาเล่าช่วงไลฟ์กับวาไรตี้วันที่สองต่อ วาไรตี้วันที่สองก็เด็ดมากกกก ส่วนไลฟ์ไม่ต้องบรรยายสรรพคุณ ฟังจบเพลงแรกนิพพานได้เลย ดีงามเลอค่าที่สุด รัก

Advertisements

Shining Masterpiece Show「The Forest of Lycoris」

โปรเจคต์ Shining Masterpiece Show ของอุตะปุริออกมาครบสามแผ่นแล้ว! ขอลัดคิวมากรี๊ดแผ่นสุดท้ายก่อน เพราะแผ่นนี้พีคมากจริง ต้องรีบเขียนตอนที่ยังอินอยู่ 5555555

แผ่นสุดท้ายในโปรเจคต์นี้ใช้ชื่อว่า リコリスの森 (The Forest of Lycoris) เป็นการหยิบเอานิทานเรื่องหนูน้อยหมวกแดงมาดัดแปลงใหม่จนแทบไม่เหลือเค้าเดิม ชื่อเรื่องก็ไม่มีอะไรบ่งบอกเลยว่าเป็นเรื่องราวของหนูน้อยหมวกแดง

แม้ว่าจะไม่ได้ชื่นชอบหนูน้อยหมวกแดงเป็นพิเศษ แต่แผ่นนี้ก็เป็นแผ่นที่เราตั้งตารอมากที่สุด เพราะโทคิยะ&โอโตยะอยู่แผ่นนี้ด้วยกันจ้าาา *จุดพลุปุ้งปั้ง*

นักแสดงหลักในแผ่นนี้ประกอบด้วย

อิตโตกิ โอโตยะ รับบทเป็น บลัด (หนูน้อยหมวกแดง)
อิจิโนะเสะ โทคิยะ รับบทเป็น แรนดอล์ฟ (หมาป่า)
จินกูจิ เร็น รับบทเป็น วิคเตอร์ (นายพราน)
ไอจิมะ เซซิล รับบทเป็น แบล็กฮู้ด

ส่วนนักแสดงสมทบต่างๆ ได้แก่

โคโตบุกิ เรย์จิ รับบท เกรแฮม (พี่ชายของบลัด)
ฮิจิริคาวะ มาซาโตะ รับบท อัลวิน (ญาติของบลัด)
คุโรซากิ รันมารุ รับบท ท็อดด์ (นักทวงหนี้)
มิคาเสะ ไอ รับบท เมอร์ลิน (เพื่อนแรนดอล์ฟ)
ชิโนมิยะ นัตสึกิ รับบท เบอร์นาร์ด (พรรคพวกของท็อดด์)
คุรุสุ โช รับบท เด็กหนุ่มในหมู่บ้าน
คามิว รับบท ผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน

เห็นรายชื่อตัวละครถึงกับมึนงงว่าทำไมมีตัวละครเยอะแยะ หนูน้อยหมวกแดงมันไม่ได้มีแค่หนูน้อย คุณยาย หมาป่า แล้วก็นายพรานหรอกเรอะ!? ครั้นเมื่อออฟฟิเชียลเปิดเผยเรื่องย่อและคำโปรยก็ยิ่ง หืมมมมมม?? นี่มันใช่หนูน้อยหมวกแดงแน่เหรออออ??? เห็นคีย์เวิร์ดแต่ละคำแล้วจะเป็นลม ทั้ง “บาป” “ความฝันต้องห้าม” “โศกนาฏกรรมอันโหดร้าย” อื้อหืออออออออ ไม่เคยเห็นอุตะปุริดาร์คขนาดนี้มาก่อน เล่นปาคำว่าโศกนาฏกรรมใส่หน้าขนาดนี้ ก่อนฟังเลยคาดหวังไว้เยอะมากว่ามันต้องดาร์คสุดๆ แถมเจอคำโปรยที่ว่า “เหตุใดมนุษย์ยิ่งถูกห้ามกลับยิ่งโหยหา” “ทั้งสองไม่ควรพบพานกันเด็ดขาด” ยิ่งได้กลิ่นบีแอลหึ่งไปหมด ก่อนแผ่นนี้ออกเราเลยเรียกเล่นๆ ว่าเป็นฟิควายจากออฟฟิเชียล ฮาาาาา

แต่ก่อนจะกรีดร้องสตอรี่ มาขายของรีวิวแพคเกจกันก่อน เวอร์ชั่นลิมิเต็ดประกอบด้วยกล่องด้านนอก กล่องซีดี และหนังสือ เช่นเดียวกันกับ Lost Alice



อาร์ตเวิร์กฝีมือคุราฮานะเซนเซก็งามล้ำอีกแล้ว ฮือออออออ ตอนออฟฟิเชียลลงรูปครั้งแรกแทบสลบ อิจิโนะเสะซังเปลี่ยนลุค! ติดหูหมา! ตาสองสี! มีแผลเป็น! โอโตยะในลุคหนูน้อยหมวกแดงก็สุดคิวท์ (≧д≦)(≧д≦)(≧д≦)

ด้านในกล่องซีดีประกอบด้วยแผ่นซีดี ที่คั่นหนังสือ แผ่นเนื้อเพลง และแผ่นโฆษณานิทรรศการ

ชอบซีดีแผ่นนี้ สวยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก

แทร็คในซีดีแผ่นนี้ประกอบด้วย

● เพลง リコリスの森
● แทร็ดดราม่า Shining Masterpiece Show「リコリスの森」 chapter 01
● แทร็ดดราม่า Shining Masterpiece Show「リコリスの森」 chapter 02
● เพลง リコリスの森 (off vocal)

แทร็คดราม่ารวมกันยาวประมาณ 64 นาที แต่เวลาฟังจริงๆ รู้สึกยาวนานเหมือนแปดชั่วโมง เป็นซีดีที่ฟังแล้วเหนื่อยมาก…. /เหม่อ

ส่วนที่คั่นหนังสือ ด้านหน้าเป็นหน้าตัวละคร ด้านหลังเป็นคำพูดของแต่ละคนอีกเช่นเคย

ทางด้านหนังสือก็ยังคงมาในรูปแบบหนังสือปกแข็งพิมพ์สี่สีสวยสดงดงาม เต็มไปด้วยภาพประกอบมากมาย

ความที่แผ่นนี้ออกมาเป็นแผ่นสุดท้ายเลยไม่ค่อยตื่นเต้นตกใจกับหนังสือละ 55555555 ตอนลอสท์อลิสกรี๊ดหนังสือมากกกกกกก พอมาถึงแผ่นนี้รู้สึกจดจ่อกับสตอรี่มากกว่าจะสนใจความอลังการของหนังสือ เป็นแผ่นที่เราคาดหวังกับสตอรี่ไว้มากที่สุดเลย

ว่าแล้วก็มาเมาท์สตอรี่ดีกว่า!

*มีสปอยล์*

อย่างที่บอกไปแล้วว่าหนูน้อยหมวกแดงฉบับนี้โดนดัดแปลงและแต่งเติมจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม จุดร่วมกับต้นฉบับที่พอนึกออกคือตัวเอกสวมฮู้ดแดง มีหมาป่า มีนายพราน เหมือนกันแค่นี้แหละ

เรื่องราวของหนูน้อยหมวกแดงฉบับไชนิ่งเอนเตอร์เทนเมนต์เกิดขึ้นในหมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งห้อมล้อมด้วยผืนป่าอันสวยงาม ตัวเอกของเรื่องมีชื่อว่า บลัด (=โอโตยะ) ซึ่งก็คือตัวละครหนูน้อยหมวกแดงนั่นแหละ แต่เวอร์ชั่นนี้กลายมาเป็นหนุ่มน้อยหมวกแดงแทน

บลัดเป็นเด็กร่าเริงสดใส เป็นที่รักของทุกคนในหมู่บ้าน ไม่เว้นแม้แต่วิคเตอร์ (=เร็น) นายพรานคนเก่งของหมู่บ้าน วิคเตอร์คนนี้เอ็นดูบลัดมากกกกกกก มากจนหมั่นไส้!! คำก็บลัด สองคำก็บลัด ไปล่าสัตว์ได้หนังจิ้งจอกเงินมาก็ยกให้บลัดเพราะกลัวน้องบลัดหนาว พอน้องบลัดบอกว่าไม่เอาแล้วยกให้คนอื่น วิคเตอร์ก็บอกว่าบลัดทำตัวไม่ตรงกับใจ แถมบอกให้น้องบลัดเรียกตัวเองว่า พี่วิคเตอร์ อีกต่างหาก โอ๊ยยยยยย พี่ไปเอาความมั่นใจนั้นมาจากไหนคะ!!!??? ขนาดน้องบลัดปฏิเสธทุกสิ่งอย่างยังกล้าอาสาออกตัวไปส่งน้องถึงบ้าน แหมมมมมมม ช่างเป็นบทที่เหมาะกับจินกูจิเร็นอะไรอย่างงี้!!!

สาเหตุที่น้องบลัดไม่ชอบวิคเตอร์นั้นเป็นเพราะวิคเตอร์ชอบพูดถึงเกรแฮม พี่ชายของบลัด (=เรย์จัง) ในทางที่ไม่ดี ทั้งๆ ที่บลัดรักพี่ชายมาก แต่วิคเตอร์ดันคุยโวว่า ฉันจะต้องเป็นพี่ชายที่ดีกว่าพี่แท้ๆ ของนายแน่นอน! ช่างกล้าาาาา แบบนี้จะไม่ให้น้องบลัดเหม็นขี้หน้าได้ไง

เราว่าความสัมพันธ์ของวิคเตอร์กับบลัดเหมือนแกสตองกับเบลล์จาก Beauty and the Beast เป๊ะเลย คนนึงเป็นลูกอีช่างตื๊อแถมมั่นหน้าแบบผิดๆ อีกคนก็ไม่สนใจไม่แยแสใดๆ แถมตอนหลังยังไปตกหลุมรักอสูรอีกต่างหาก แอร๊มมมม/////

ตัดภาพมาทางบ้านของบลัดตอนที่บลัดออกไปข้างนอกบ้าง ขณะที่เกรแฮมอยู่บ้านคนเดียว ท็อดด์ นักทวงหนี้ (=รันรัน) ก็บุกมาทวงหนี้ถึงบ้าน เราฟังฉากนี้แล้วหวีดเยอะมากกกกกก จะเป็นลมมมมมม คือท็อดด์เนี่ย ด้วยความที่เป็นนักทวงหนี้ก็เลยจะโหดๆ หน่อย ออกแนวยากูซ่า ส่วนเกรแฮมผู้ขี้โรคก็สุดจะอ่อนแอไร้ทางสู้ พอท็อดด์มาทวงหนี้เกรแฮมแบบใช้กำลังหน่อยๆ (ทั้งด่ารัวๆ ทั้งดึงเสื้อ ทั้งเตะแจกัน จะว่าไปแล้วก็ไม่หน่อย….) มันเลยออกแนวฟิฟตี้เฉดออฟท็อดด์เบาๆ ซึ่งด้วยความที่ชิปเรย์รันเลยตื่นเต้นกับฉากนี้มาก 5555555555

ในฉากทวงหนี้เราจะได้รู้ว่าพ่อของเกรแฮมกับบลัดออกจากบ้านไปเพื่อหาเงินมาใช้หนี้ แต่ท็อดด์บอกว่าพ่อไม่เห็นกลับมา สงสัยพ่อคงทิ้งสองพี่น้องไปแล้ว เกรแฮมพยายามอ้อนวอนขอให้ท็อดด์ช่วยรอจนกว่าพ่อจะกลับมา แต่ท็อดด์ไม่ยอมและบอกว่า ยังมีสิ่งที่ขายได้อยู่ไม่ใช่รึไง สิ่งที่ท็อดด์หมายถึงก็คือน้องบลัดนั่นเอง ตอนแรกเกรแฮมไม่ยอม เกรแฮมบอกว่าจะยอมทำทุกอย่าง แต่เกรแฮมสุขภาพไม่ดีเลยขายไม่ได้ ส่วนบลัดทั้งมีผมสีแดงสวย ทั้งแข็งแรงสมบูรณ์ดี ท็อดด์รับประกันว่าขายได้ราคางามแน่ๆ

เกรแฮมเว้าวอนว่าได้โปรดละเว้นน้องชายเพียงคนเดียวด้วยเถอะ ท็อดด์จึงช่วยเสริมว่า น้องชายที่เหลืออยู่คนเดียว ต่างหาก เพราะที่ผ่านมาน้องชายของเกรแฮมโดนขายใช้หนี้ไปหลายคนแล้วจนกระทั่งเหลือบลัดแค่คนเดียว แต่ที่ผ่านมาพ่อเป็นคนขาย เกรแฮมไม่เกี่ยว (…..แค่ฟังถึงตรงนี้ก็กุมขมับละ ทำไมเรื่องราวมันช่างมืดมนเหลือเกิน)

ท็อดด์กับเกรแฮมคุยกันไปคุยกันมา บลัดก็กลับมาบ้านพอดี ท็อดด์เลยทิ้งท้ายก่อนกลับไปว่าเกรแฮมไม่มีทางเลือก ส่วนน้องบลัดกลับมาถึงบ้านก็อวดพี่ชายว่าเก็บดอกลิโคริสมาฝากและทำแก้มป่องฟ้องว่าเมื่อกี้วิคเตอร์บอกว่าจะให้หนังสัตว์เพราะพี่ไม่มีปัญหาซื้อ (งุ้ยยย มีการกลับบ้านมาฟ้องพี่ด้วย นั่ลลั๊กกกกกกก) บลัดบอกว่าไม่ได้เกลียดวิคเตอร์หรอกนะ แต่เพราะวิคเตอร์ชอบพูดว่าพี่ก็เลยไม่ถูกโรคด้วยเท่าไหร่

คืนนั้นพอน้องบลัดเข้านอนแล้ว พี่เกรแฮมก็พึมพำกับตัวเองว่า นี่ฉันจะต้องทำบาปอีกแล้วหรือนี่ ระหว่างที่พี่เกรแฮมกำลังกลุ้ม เสียงลึกลับ (=เซชชี่) ก็ดังขึ้นในใจ บอกว่าการมีชีวิตคือการทำบาปซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดังนั้นไม่จำเป็นต้องกลุ้มใจหรอก พอพี่เกรแฮมบอกว่า นี่ฉันอยากปกป้องตัวเองถึงขนาดยอมแลกด้วยน้องชายคนสำคัญเชียวรึ!? เสียงลึกลับก็ตอบกลับมาอีกว่า ใครๆ ก็ให้ความสำคัญกับชีวิตตัวเองมากที่สุดทั้งนั้นแหละ พี่เกรแฮมโต้ตอบกับเสียงลึกลับในใจอีกหลายประโยคจนในที่สุดก็ได้ข้อสรุปว่า โอเค ขายน้องชายใช้หนี้ดีกว่า

ทางด้านท็อดด์ เสร็จงานแล้วก็กลับไปหาพรรคพวกซึ่งประกอบด้วยแรนดอล์ฟ (=อิจจี้) เมอร์ลิน (=ไอไอ) และเบอร์นาร์ด (=นัตจัง) แก๊งนี้เป็นสัตว์ที่อยู่ในร่างมนุษย์กันหมด แต่รู้แค่ท็อดด์เป็นครึ่งจิ้งจอก แรนดอล์ฟเป็นครึ่งหมาป่า ส่วนเมอร์ลินกับเบอร์นาร์ดเป็นตัวอะไรไม่มีบอกในเรื่อง ถ้าเดาจากชื่อ เบอร์นาร์ดคงเป็นหมี ส่วนเมอร์ลินเป็นเหยี่ยว มั้ง

ท็อดด์บอกพรรคพวกว่ามีงานใหญ่มาให้ทำ คือให้ลักพาตัวเด็กไปขาย แต่เมอร์ลินบอกว่าไม่ชอบงานแบบนี้เพราะทำแล้วรู้สึกแย่ เบอร์นาร์ดก็ไม่อยากทำเพราะงานลักพาตัวเด็กอ่อนแอมันน่าเบื่อเกินไป มีแค่แรนดอล์ฟที่ตอบนิ่งๆ หล่อๆ ว่าจะทำงานนี้

พอแรนดอล์ฟตกปากรับคำ ท็อดด์ก็อธิบายว่าให้ไปลักพาตัวเด็กที่สวมผ้าคลุมสีแดงนี่มาซะ ว่าแล้วก็ชูผ้าคลุมสีแดงสดราวกับสีของเลือดให้ดู และกำชับว่าห้ามให้เหยื่อเป็นแผลแม้แต่รอยเดียว

รับงานจากท็อดด์แล้ว แรนดอล์ฟ เมอร์ลิน เบอร์นาร์ดก็เดินกลับบ้าน แต่บ้านแรนดอล์ฟอยู่ห่างออกไปจากคนอื่น แรนดอล์ฟเลยปลีกตัวไปแบบหล่อๆ คูลๆ เมอร์ลินเลยไล่เบอร์นาร์ดกลับไปคนเดียวแล้ววิ่งตามแรนดอล์ฟไป เมอร์ลินถามแรนดอล์ฟว่าสติดีรึเปล่าที่รับงานนี้มา อีกฝ่ายเป็นแค่เด็กนะ? แรนดอล์ฟจึงตอบว่าตัวเองไม่คิดจะขัดขืนท็อดด์อยู่แล้ว เพราะขัดขืนไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา เมอร์ลินเห็นด้วย แต่ก็เป็นห่วงเพราะกลัวว่างานนี้จะไปสะกิดแผลใจในอดีตของแรนดอล์ฟเข้า เมอร์ลินบอกว่า ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์นั้นในอดีต แรนดอล์ฟเหมือนปล่อยตัวไปตามกระแสเวลาเฉยๆ …คือเมอร์ลินเป็นคนเดียวที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในอดีตของแรนดอล์ฟ แต่ไม่ยอมเล่า……. เล่ามาเถ๊อะะะะะะะะะะ

เราชอบบทพูดที่เมอร์ลินกับแรนดอล์ฟคุยกันตรงนี้มากเลยเพราะอธิบายคาแรกเตอร์แรนดอล์ฟได้ดีมาก แรนดอล์ฟบอกว่าตัวเองไม่ได้มีชีวิตอยู่เพราะอยากมีชีวิตอยู่ซะหน่อย ก็แค่มีคนช่วยชีวิตเอาไว้ นรกมันเลยยืดยาวต่อมาก็เท่านั้น เมอร์ลินเลยถามว่าถ้าอย่างนั้นชีวิตที่โดนทรมานเป็นทาสคนอื่นมันดีกว่างั้นเหรอ? ต้องโดนเฆี่ยนตีอยู่ในกรง เป็นมนุษย์หมาป่าตั้งโชว์ให้ใครต่อใครดูมันดีกว่าตอนนี้เหรอ? ซึ่งแรนดอล์ฟตอบแบบคูลๆ ว่า ตอนนี้แค่เปลี่ยนมาอยู่ในกรงที่มองไม่เห็น ต้องทำงานชั่วๆ ใช้หนี้ไปจนตายแบบนี้มันก็ไม่ต่างจากอยู่ในนรกหรอก

ตอนฟังแทร็คดราม่ารอบแรกเราไม่ได้คิดอะไรกับแรนดอล์ฟเมอร์ลินเป็นพิเศษ จนกระทั่งไอไอมาทวีตถึงสองคนนี้

ไอไอบอกว่าความสัมพันธ์ของเมอร์ลินกับแรนดอล์ฟลึกซึ้งเป็นพิเศษ เมอร์ลินเป็นคนที่รู้อดีตของแรนดอล์ฟ เป็นเพื่อนของแรนดอล์ฟ แต่ความรู้สึกของเมอร์ลินกลับสื่อไปไม่ถึงแรนดอล์ฟ

โอ้โหหหหหหหหหหหหห นี่มันรักข้างเดียวชัดๆ!!!!!

แต่เมอร์ลินดูหวังดีและอยากให้แรนดอล์ฟมีความสุขจริงๆ นะ เมอร์ลินบอกแรนดอล์ฟว่าให้หาความสุขของตัวเองบ้าง แต่แรนดอล์ฟบอกว่าตัวเองทำบาปมามากเกินไป เกินกว่าสมควรจะได้รับการช่วยเหลือใดๆ และความสุขมันก็เหมือนกับการคว้าดวงดาวบนฟ้านั่นแหละ

ตัดภาพกลับมาฝั่งบลัดอีกที พี่เกรแฮมจัดตะกร้าของกินเอาไว้และสั่งให้น้องบลัดเอาไปส่งให้กับอัลวิน (=มาสะ) ญาติที่อยู่ในป่าลึก เป็นตัวละครที่มาแทนที่คุณยายในต้นฉบับ อัลวินเป็นญาติทางฝั่งแม่ซึ่งเกรแฮมไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ เพราะอัลวินเป็นคนแปลกๆ คนในหมู่บ้านก็ไม่ชอบ ไม่มีใครดีกับอัลวินนอกจากน้องบลัด (คือน้องบลัดดีกับทุกคนยกเว้นวิคเตอร์ น่าสงสารเค้านะคะ 5555555555555555)

ก่อนส่งน้องบลัดออกจากบ้าน เกรแฮมขอดูหน้าน้องชัดๆ แล้วก็ร้องไห้ ท่าทางอาลัยอาวรณ์น้อง แต่ก็ยื่นผ้าคลุมสีแดงที่เตี๊ยมกับท็อดด์เอาไว้ให้น้องอยู่ดีและกำชับว่าห้ามถอดผ้าคลุมออกเป็นอันขาด สรุปว่าถึงจะรักน้องแค่ไหน เกรแฮมก็รักตัวเองมากกว่านะจ๊ะ

ตอนฟังรอบแรกเราไม่ชอบเกรแฮมเลย อารมณ์แบบ อ้าวอีพี่ ทำไมทำงี้!!?? แต่เกรแฮมดูเสียใจกับการตัดสินใจของตัวเองมากจริงๆ ไม่ใช่เสียใจภายหลังที่ทำลงไปนะ แต่เกรแฮมคือรู้ทั้งรู้ว่าถ้าขายน้องไปแล้วตัวเองจะรู้สึกแย่ รู้สึกผิดบาปไปตลอดชีวิต แต่เกรแฮมก็ยังทำเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอด มีฉากนึงเกรแฮมบอกว่าไม่ว่าจะต้องสังเวยด้วยอะไรก็ไม่อยากตาย ต่อให้ไม่มีใครเห็นความจำเป็นก็อยากมีชีวิตอยู่ แม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมถึงอยากทำขนาดนั้นเพื่อมีชีวิตอยู่ แต่ก็คิดว่าเป็นตัวละครที่น่าสนใจดี และนอกจากนั้น เราคิดว่าบทตัวละครที่เห็นแก่ตัวจนถึงขั้นสละคนอื่นเพื่อตัวเองนี่มันโหดร้ายกับเรย์จังมาก คิดไปคิดมาแล้วก็เริ่มสงสาร ฮืออออ ;___;

บลัดออกจากบ้านแล้วก็เดินกินลมชมวิวไปบ้านอัลวิน ระหว่างทางก็เจอกับบุคคลปริศนาสวมผ้าคลุมสีดำที่คล้ายกับผ้าคลุมแดงของตัวเองมาก ตัวละครนี้คือแบล็กฮู้ด (=เซชชี่) เป็นตัวละครที่ก่อให้เกิดการตีความหลายทฤษฎีมากที่สุดในเรื่องละ

แบล็กฮู้ดมาชวนบลัดไปเที่ยวเล่นตรงที่ดอกลิโคริสบานสะพรั่งในป่า บลัดไม่กล้าไปด้วยเพราะพี่ชายบอกว่าห้ามแวะไปไหน ต้องไปส่งของให้อัลวิน แบล็กฮู้ดเลยบอกว่าถ้าเด็ดดอกลิโคริสไปฝาก อัลวินต้องดีใจแน่ๆ น้องบลัดจึงยอมให้แบล็กฮู้ดจูงมือเข้าไปในป่า

น้องบลัดชอบดอกลิโคริสอยู่แล้ว พอไปเจอทุ่งดอกลิโคริสในป่าก็เลยเก็บดอกไม้เพลินจนฟ้ามืด แถมยังหลงทางอีกต่างหาก พอฝนซัดกระหน่ำลงมา แบล็กฮู้ดบอกให้น้องบลัดไปหลบฝนในถ้ำและให้ถอดผ้าคลุมออกเพราะเดี๋ยวจะเป็นหวัด น้องบลัดก็ถอดผ้าคลุมอย่างง่ายดาย ไม่ได้สนใจที่พี่ชายสั่งมาว่าห้ามถอดเล้ย 55555555555

เข้าไปในถ้ำแล้วจู่ๆ แบล็กฮู้ดก็หายไป ส่วนน้องบลัดเจอกองฟางปูอยู่ก็พุ่งเข้าไปนอนหน้าตาเฉย สักพักเจ้าของถ้ำก็กลับมา ซึ่งเจ้าของถ้ำจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก แรนดอล์ฟนั่นเองงงงงงง!! ลุ้นตั้งนานว่าเมื่อไหร่สองคนนี้จะเจอกันซะที ผ่านมาเกือบครึ่งเรื่องถึงจะได้เจอ

แรนดอล์ฟกลับมาเจอเด็กน้อยนอนหลับปุ๋ยอยู่บนที่นอนตัวเองก็ง้างเล็บเตรียมฆ่าทิ้งเพราะยอมให้ใครมารู้ที่อยู่ของตัวเองไม่ได้ แต่จังหวะนั้น บลัดละเมอออกมาว่า ขนมปังลูกเกดอร่อยจัง! ชอบน้ำราสเบอร์รี่ที่สุดเลย! ด้วยหน้าตามีความสุข แรนดอล์ฟเห็นเข้าก็เกิดเอ็นดูขึ้นมา ฆ่าน้องไม่ลง แหมมมมมมมมมมมมมมมมม

หลังจากนั้นพอตื่นมาเจอเจ้าของถ้ำ บลัดก็ขอโทษขอโพย บอกว่าหลงทางมา แรนดอล์ฟไม่ได้ว่าอะไร บลัดเลยขอบคุณและบอกว่าแรนดอล์ฟใจดีจัง

แรนดอล์ฟถามบลัดว่าเห็นแผลเป็นบนหน้าแล้วไม่กลัวบ้างรึไง น้องบลัดก็ตอบว่าไม่กลัวหรอก มองตาก็รู้แล้วว่าไม่น่ากลัว (แหนะะะะ มีมองตงมองตาาาา) ว่าแล้วน้องบลัดก็เขยิบเข้าใกล้แรนดอล์ฟยิ่งขึ้น (จย้าาาาาาาาา) ฝ่ายแรนดอล์ฟเห็นน้องบลัดฮัดชิ้วออกมาก็รีบหยิบผ้าห่มมาคลุมไหล่ให้เบาๆ (โอ๊ยยยยย อะไรยะ เมื่อกี้ยังจะฆ่าเค้าอยู่เลย เปลี่ยนใจว่องไวอะไรขนาดดดดดด)

บลัดรับผ้าห่มมาแล้วก็เป็นห่วง กลัวแรนดอล์ฟจะหนาว น้องเลยชวนแรนดอล์ฟมาอิงแอบแนบชิดแบ่งผ้าห่มกัน …….พาร์ทนี้คือบีแอลมากจริง เราไม่ได้ใส่ฟิลเตอร์ใดๆ 555555555555 แค่ฟังในซีดีก็บีแอลจะแย่แล้ว เจอบทบรรยายในหนังสืออีกแทบเลือดพุ่ง ฉากที่พิงกันนี่ในหนังสือบรรยายว่า “ความอบอุ่นของกันและกันส่งผ่านส่วนที่สัมผัสกันอยู่” อื้มมมม จย้าาาาาา สมเป็นฟิควายจากออฟฟิเชียล ส่วนไหนสัมผัสกันอยู่หราาาาาาา /ขวยเขิน

ขณะที่อิงแอบกันอยู่ น้องบลัดก็นึกขึ้นได้ว่ามีอาหารที่พี่ชายฝากไปให้อัลวินติดตัวมา ก็เลยบอกแรนดอล์ฟว่ามีขนมปังกับน้ำผลไม้อร่อยๆ แหละ! (เจอผู้ชายหล่อเข้าหน่อย ลืมญาติโกโหติกาเลยนะน้องบลัดคะะะะะะ) แรนดอล์ฟถามว่าขนมปังลูกเกดกับน้ำราสเบอร์รี่สินะ น้องบลัดก็ตกใจว่าทำไมรู้!? แรนดอล์ฟเลยหัวเราะ น้องบลัดเห็นแล้วก็บอกว่า ชอบหน้าแรนดอล์ฟตอนยิ้มจัง ยิ้มแล้วหน้าตาอ่อนโยนมากเลย (น้องบลัดทำไมขยันอ่อยเบอร์นี้!!!???)

แรนดอล์ฟบอกว่าบลัดเป็นคนที่สองที่พูดแบบนั้น แต่นั่นเป็นเรื่องในอดีตเมื่อนานมาแล้ว นานจนแทบลืม (อยู่ต่อหน้าน้องบลัดทำเป็นบอกว่าเกือบลืมอดีต แต่คุยกับเมอร์ลินบอกว่าไม่มีวันลืมลงหรอก แหมะะะะะะ เลือกปฏิบัติ!) ในเรื่องไม่ได้เล่าเรื่องอดีตแรนดอล์ฟละเอียดเท่าไหร่ รู้แต่ว่าเกี่ยวข้องกับคนสำคัญคนนึงของแรนดอล์ฟและแผลเป็นบนหน้าแรนดอล์ฟ สงสัยเขียนเนื้อเรื่องมาแบบเว้นช่องว่างให้แฟนๆ ไปมโนเอาเอง…

ฝ่ายน้องบลัดเห็นแรนดอล์ฟพูดถึงอดีตก็บ่นให้ฟังบ้างว่าพ่อออกจากบ้านไปแล้วไม่กลับมาอีกเลย สงสัยจะทิ้งพวกเราไปแล้วรึเปล่าก็ไม่รู้ จะพูดกับพี่เรื่องนี้ก็ไม่กล้า เพราะงั้นเรื่องนี้เป็นความลับของเราสองคนนะ โอ๊ยยยยย เนี่ยยยย มีความล้งความลับระหว่างเราสองไปอี๊กกกกกก

ยัง ยังไม่พอ อิงแอบกันแล้ว แชร์ความลับกันแล้ว พอฝนหยุด สองคนนี้ยังนั่งดูดาวด้วยกันต่อจ้าาาาา แหมมมม โรแม้นถีคคคคค แรนดอล์ฟบอกว่า พอดูดาวแล้วรู้สึกเหมือนตัวเองโดนโอบล้อมด้วยดวงดาวเลย เพราะตัวเองก็ชื่อโอไรออนเหมือนกลุ่มดาว น้องบลัดเลยชมว่า หูย ชื่อเท่จัง! พอแรนดอล์ฟบอกว่าแต่นั่นเป็นชื่อเก่าที่ทิ้งไปนานละ ตอนนี้ชื่อแรนดอล์ฟ น้องบลัดก็ชมอีกว่า ชื่อนี้ก็ดี!!! อื้มมมมมมมม เวลาคนตกหลุมรักก็จะมืดบอดประมาณนี้อะเนอะะะะะะะะ

ว่าแล้วน้องบลัดก็นึกได้ว่ายังไม่ได้แนะนำตัวเพราะมัวแต่คุยเพลิน น้องบลัดเลยขวยเขิน หันไปดูดาวต่อ แถมยังบอกว่าถ้าโตขึ้นจะคว้าดวงดาวมาให้แรนดอล์ฟด้วย เราชอบบทพูดตรงนี้ของบลัดเพราะมันเชื่อมโยงกับบทพูดของแรนดอล์ฟก่อนหน้านี้ที่บอกว่าความสุขมันเหมือนการคว้าดาวบนฟ้า ซึ่งแรนดอล์ฟมองว่าเป็นไปไม่ได้ พอน้องบลัดพูดขึ้นมาว่าจะคว้าดวงดาวมาให้แรนดอล์ฟมันเลยดีต่อใจเหลือเกินนนนนนน ฮือออออออ (;___;)

คุยไปคุยมาน้องบลัดก็ง่วงจนหลับไป แต่ก่อนหลับยังพูดงัวเงียสัญญาว่าถ้าคราวหน้าได้เจอกันอีกจะคุยกันอีกเยอะๆ เลย แล้วก็อยากออกไปดูโลกกว้างด้วยกันสองคน พูดจบก็นอนพิงแรนดอล์ฟแล้วหลับไป แต่แรนดอล์ฟบอกว่า เราคงไม่ได้เจอกันอีกแล้วแหละ (เอ๊าาาา น้องเค้าทอดสะพานซะไหม้เกรียมขนาดนี้แล้ว ทำไมล่ะแรนดอล์ฟ!!!!!)

หลังจากนั้น พอท็อดด์รู้ว่าแรนดอล์ฟลักพาตัวเหยื่อที่สวมผ้าคลุมสีแดงไม่สำเร็จ ท็อดด์ก็ด่าๆๆๆ แล้วก็อธิบายรายละเอียดของเหยื่อเพิ่มเติมให้ว่า มีผมสีแดงราวกับเปลวเพลิง ดวงตาสีแดงเป็นประกายดุจอัญมณี อยู่ที่ไหนก็ทำให้ที่นั่นสว่างไสวขึ้นมา เป็นเด็กที่ราวกับดวงตะวัน เด็กคนนั้นมีชื่อว่า บลัด!!!

เมื่อได้ยินชื่อบลัด แรนดอล์ฟถึงกับตกตะลึง!!! ผ่ามผ่าม!!!!! บลัดคนนั้นน่ะหรือ คนที่ซื่อบริสุทธิ์ อ่อนโยน และบอกว่าจะคว้าดวงดาวมาให้คนนั้น!!!!!

แรนดอล์ฟไม่อยากทำร้ายบลัด เพราะบลัดคือคนที่ช่วยมอบความอบอุ่นที่ตัวเองเกือบจะลืมไปแล้วมาให้ บทบรรยายบอกว่าตอนเปิดประตูออกจากบ้านท็อดด์ แรนดอล์ฟถึงกับมือไม้สั่นไปหมด โดนจู่โจมความหวั่นไหวที่ไม่อาจสะกดกลั้น ได้แต่กุมศีรษะด้วยความอึ้งงัน คือแรนดอล์ฟเนี่ยคูลๆ มาตลอดทุกฉาก เพิ่งมีฉากนี้ที่สติแตกจริงจัง แสดงให้เห็นว่าน้องบลัดสำคัญกะแรนดอล์ฟขนาดไหนนะคระะะะะ

ทางฝั่งหมู่บ้าน ชาวบ้านเริ่มลือกันว่ามีคนเจอหมาป่า เด็กหนุ่มในหมู่บ้าน (=โชจัง) บอกว่าหมาป่านั่นมีแผลที่หน้าด้วย พอน้องบลัดซึ่งกลับมาบ้านได้โดยปลอดภัยได้ยินเข้าก็ตกใจ บอกว่าอาจจะเป็นเรื่องเข้าใจผิดอะไรก็ได้นะ ชาวบ้านหนุ่มบอกว่าไม่ผิดหรอก นั่นต้องเป็นหมาป่าชั่วแน่นอน น้องบลัดเลยรีบพูดปกป้อง บอกว่าไม่เคยเจอแท้ๆ อย่ามาว่าสิ! เขาใจดีมากเลยนะ! ผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน (=คามิว ชอบบทนี้ของมิวจังมาก ตลกมาก 5555555555) เลยตกใจว่าทำไมบลัดเคยเจอหมาป่าแล้วยังปลอดภัยดี หรือว่าบลัดจะเป็นพวกเดียวกับหมาป่า!! ชาวบ้านเลยฮือฮาไปกันใหญ่

ทันใดนั้นเอง วิคเตอร์ก็บอกให้ทุกคนใจเย็นและขอให้บลัดเล่าให้ฟังว่าไปเจอหมาป่าได้ไง บลัดก็เล่าให้ฟังไปตามความจริงและบอกว่าหมาป่าใจดีมากนะ! วิคเตอร์บอกว่าบลัดโดนหลอกแล้ว พวกหมาป่าถึงจะทำหน้าใจดียังไง พวกมันก็แค่หลอกลวงเท่านั้นแหละ ไปๆ มาๆ วิคเตอร์กับบลัดเลยขึ้นเสียงใส่กัน บลัดโวยวายว่าวิคเตอร์ชอบคิดว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามที่ตัวเองคิดเสมอ ซึ่งบลัดไม่ชอบวิคเตอร์ที่เป็นแบบนั้น วิคเตอร์เลยสวนว่า บลัดนั่นแหละไม่เคยรู้อะไรเลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพี่น้องตัวเองหายไปเพราะอะไรกันแน่ แม้แต่เกรแฮมยังไม่รู้เลยว่าเชื่อใจได้จริงรึเปล่า คนที่เชื่อใจได้คือวิคเตอร์คนนี้ต่างหาก

แอบขำฉากนี้ตรงที่ชาวบ้านดูอวยวิคเตอร์มาก 555555555 วิคเตอร์พูดอะไรชาวบ้านเออออห่อหมกกันหมด พอพูดว่าจะปกป้องน้องบลัด ชาวบ้านก็ส่งเสียงเฮ นี่มันแกสตองชัดๆ!!! บอกว่าดัดแปลงมาจาก Beauty and the Beast ยังมีเค้ามากกว่าหนูน้อยหมวกแดงอีก แต่จริงๆ ฉากชาวบ้านอวยวิคเตอร์นี่ไม่น่าจะมีไว้ให้ขำหรอกนะ (ผิดที่มิวจังนั่นแหละ แอคติ้งเนียนเกินจนตลก!) มิวจังบอกว่าเรื่องนี้แสดงถึงความน่ากลัวของอุปาทานหมู่ด้วย ส่วนที่ชัดที่สุดก็คือชาวบ้านนี่แหละ ทั้งเรื่องอวยวิคเตอร์เอย เรื่องพากันเกลียดอัลวินเอย

หลังจากนั้นวิคเตอร์ก็ปลุกระดมชาวบ้านให้ลุกฮือหยิบอาวุธมาขับไล่หมาป่าเพื่อปกป้องหมู่บ้าน น้องบลัดเลยตะโกนว่า เกลียดวิคเตอร์ที่สุด! ก่อนจะวิ่งหายไปในป่า

ฝ่ายวิคเตอร์ไปเตรียมอุปกรณ์เสร็จเรียบร้อยก็พูดกับตัวเองว่าการปกป้องสันติสุขของหมู่บ้านและทำให้ทุกคนอาศัยอยู่ได้อย่างสบายใจคือหน้าที่ของฉัน ฉันนี่แหละวีรบุรุษของหมู่บ้าน! ฉันนี่แหละถูกต้อง ทันใดนั้นแบล็กฮู้ดก็โผล่มาคุยกับวิคเตอร์ วิคเตอร์บอกว่าไม่เคยเห็นหน้าแบล็กฮู้ดมาก่อน แต่แบล็กฮู้ดบอกว่าตัวเองคือคนที่เข้าใจวิคเตอร์มากที่สุด

แบล็กฮู้ดบอกว่าวิคเตอร์แค่อยากช่วยบลัดผู้น่าสงสารเพื่อที่ตัวเองจะได้เป็นฮีโร่ วิคเตอร์ยึดติดกับบลัดเพื่อเติมเต็มความทะนงของตัวเอง แค่ใช้ประโยชน์จากบลัดเพื่อเกียรติยศของตัวเอง แน่นอนว่าวิคเตอร์ฟังแล้วโกรธ แต่กลับหลบสายตาเพราะแบล็กฮู้ดมองออกทะลุปรุโปร่งทุกอย่าง แบล็กฮู้ดเลยเข้ามาจับแก้มวิคเตอร์เอาไว้ไม่ให้หลบสายตาและบอกว่า หมาป่าไม่ควรมีอยู่บนโลกนี้ ความชั่วร้ายนั่นจะทำลายระบบระเบียบ ฮีโร่ต้องกำจัดมันซะ และฮีโร่คนนั้นก็คือวิคเตอร์นั่นแหละ! คราวนี้วิคเตอร์เลยตัดสินใจว่าฉันจะต้องเป็นผู้นำบลัดกลับมาในทางที่ถูกต้องเอง!

ตัดภาพมาทางบลัด แม้จะรอดมาจากคราวก่อนได้ อีพี่เกรแฮมก็ไม่ได้เปลี่ยนใจ สั่งให้น้องบลัดเอาของไปส่งให้อัลวินอีกแล้ว น้องบลัดก็เดินชมดอกลิโคริสไปเรื่อยเปื่อย โดยไม่รู้ว่าแรนดอล์ฟแอบซุ่มดูอยู่ข้างทาง แรนดอล์ฟเห็นบลัดสวมผ้าคลุมแดงมาก็ยังคงอึ้งอยู่ คราวนี้แบล็กฮู้ดเลยโผล่มาคุยกับแรนดอล์ฟบ้าง แบล็กฮู้ดบอกว่าที่ผ่านมาคมเขี้ยวของแรนดอล์ฟเล่นงานคนมาแล้วตั้งมากมาย จะเด็กหรือผู้หญิงก็ไม่เว้น แล้วเด็กคนนี้ต่างจากคนอื่นตรงไหนกัน?? แค่เรื่องคืนเดียวไม่เห็นต้องอาลัยอาวรณ์บลัดขนาดนั้นซะหน่อย??

แรนดอล์ฟตอบด้วยเสียงชวนสะเทือนใจว่า ไม่มีใครเข้าใจหรอก เพราะความรู้สึกนี้มันไม่มีเหตุผล นี่เป็นครั้งแรกที่อยากจะพบใครอีกครั้งมากขนาดนี้ บทบรรยายตรงนี้บอกว่าบลัดคือความสงบสุขและแสงแห่งความหวังเพียงหนึ่งเดียวที่ปรากฏขึ้นท่ามกลางวันเวลาที่เกือบจะโดนความอ้างว้างที่ไม่อาจทานทนถาโถมเข้าใส่ (ความเหงาเป็นขั้วบวกขั้วลบ หนุ่มๆ ได้มาพบกันในคืนร้าวรานนนนนนนน) ตอนแรกเรารู้สึกว่าความสัมพันธ์ของบลัดกับแรนดอล์ฟโอเวอร์เกินไปหน่อย แค่นั่งซบกัน ดูดาวด้วยกันคืนเดียว มันจะขนาดนี้เลยเหรอออ แต่พอแรนดอล์ฟบอกว่าเป็นความรู้สึกที่ไม่มีเหตุผลก็เข้าใจได้ว่าความรักมันก็อย่างงี้แหละเนอะ

แบล็กฮู้ดบอกแรนดอล์ฟว่า ถ้าไม่อยากให้บลัดตกไปอยู่ในมือคนอื่น ก็ใช้มือตัวเองจัดการให้จบไปซะสิ แรนดอล์ฟตอบว่า เพราะบลัดเป็นคนสำคัญเลยไม่มีทางฆ่าด้วยมือตัวเองได้หรอก แต่ถ้าปล่อยไป สุดท้ายบลัดก็ต้องเผชิญนรกทั้งเป็นอยู่ดี ในที่สุดแรนดอล์ฟก็ตัดสินใจได้และมุ่งหน้าไปหาอัลวินก่อนที่บลัดจะไปถึง

อัลวินเป็นหมอดูเลยรู้อยู่แล้วว่าแรนดอล์ฟจะมาหา แรนดอล์ฟไม่ค่อยชอบอัลวินเท่าไหร่เพราะไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ แต่อัลวินก็ต้อนรับขับสู้อย่างดี อัลวินรู้ด้วยว่าแรนดอล์ฟมาที่นี่เพราะอะไร รู้ว่าบลัดกำลังตกที่นั่งลำบาก อัลวินเลยเสนอว่า เอางี้ละกัน เอาหัวใจของฉันไปแทนบลัดสิ หัวใจของพ่อมดขายได้ราคาดีอยู่แล้ว พูดจบอัลวินก็แหวกเสื้อท้าให้กรีดหัวใจไปเลย โอ๊ยยยยย อัลวินนนนนน คนดีมากกกกกกกก ฮืออออออออออออ บทน้อยแต่ได้ใจไปเต็มๆ (;____;)

อย่างไรก็ตาม แรนดอล์ฟลังเลที่จะฆ่าอัลวิน แบล็กฮู้ดเลยกระซิบว่ามัวลังเลอะไรอีก ได้ฆ่าอัลวิน ได้ตัวบลัดมาด้วย เหยื่อเพิ่มแบบนี้ดีจะตาย

อัลวินบอกแรนดอล์ฟว่ารู้ชะตาของตัวเองอยู่แล้วเพราะดูดวงแม่นไม่เคยพลาด แต่ถ้าตายไปคงค้างคาใจเพราะทำให้บลัดต้องตกใจ เด็กคนนั้นต้องเศร้าแน่ๆ เลย ส่วนแบล็กฮู้ดก็เชียร์ว่า พุ่งเข้าไปกัดมันให้ตายไปเลย!! จากนั้นก็มีเสียง ปังงงง ตามด้วยเสียงเลือดหยด แล้วตัดภาพไปอีกฉาก……. เป็นการตัดฉากที่กวนประสาทมาก……..

ตัดมาที่วิคเตอร์อีกครั้ง วิคเตอร์เห็นบลัดทำตัวแปลกไปเลยไปเค้นถามจากเกรแฮม เกรแฮมเลยสารภาพว่าตัวเองขายบลัดใช้หนี้ วิคเตอร์เลยรีบพุ่งไปบ้านอัลวิน แต่พอไปถึงกลับเจอร่างอัลวินจมกองเลือดในสภาพอันโหดร้ายเกินกว่าจะทนดูได้ วิคเตอร์เชื่อว่าวิธีสังหารโหดเหี้ยมแบบนี้ต้องเป็นฝีมือหมาป่าแน่นอน ฉากนี้แบล็กฮู้ดออกมาคุยกับวิคเตอร์นิดหน่อยด้วย หลังจากนั้นวิคเตอร์ก็รีบพุ่งไปตามหาบลัดต่อ

ฝ่ายน้องบลัดกับแรนดอล์ฟก็ได้โคจรมาพบกันอีกครั้งในที่สุด ทั้งสองคุยกันอยู่ในทุ่งลิโคริสยามเย็น น้องบลัดบอกว่า รู้มั้ยว่าดอกกับใบลิโคริสจะไม่มีวันพบกัน เพราะยามที่ดอกผลิบาน ใบจะหายไป และยามที่ดอกร่วงโรย ใบจึงจะแตกขึ้นมาใหม่ เหมือนกับเราสองคนไม่มีผิด

และะะะะะ บทสนทนาที่ตามมามันพลังทำลายล้างสูงมากค่ะคุณเอ๊ยยยยยยยย

บลัด: “ทำไมดวงตาของคุณถึงอ่อนโยนขนาดนั้น?”
แรนดอล์ฟ: “เพราะกำลังจ้องมองนายอยู่”
บลัด: “แล้วทำไมคุณถึงยิ้มอย่างโศกเศร้าขนาดนั้น?”
แรนดอล์ฟ: “เพราะพออยู่กับนายแล้ว ในอกมันเจ็บปวด”
บลัด: “บอกหน่อยสิ หัวใจของคุณอยู่ที่ไหน”
แรนดอล์ฟ: “อยู่กับนาย”

โอ๊ยยยยยยยยยยยย มันต้องขนาดนี้เลยเหรอออออออออออออ หื้มมมมมมมมมมมมมม

แต่หลังจากนั้นน้องบลัดก็วีนแตกใส่แรนดอล์ฟ หาว่าโกหก แป่วววว 555555555 สาเหตุเป็นเพราะน้องบลัดรู้ความจริงแล้วว่าแรนดอล์ฟเป็นหมาป่าที่มาล่าตัวเองไปขาย น้องบลัดเลยเสียใจเพราะอุตส่าห์เชื่อใจ อุตส่าห์เข้าใจกันแท้ๆ แต่กลับมีแต่ตัวเองที่คิดแบบนั้น แรนดอล์ฟเลยปฏิเสธว่าไม่ใช่นะ!! ฉันก็รู้สึกเหมือนกัน พออยู่ด้วยกันแล้วมีความสุข ไม่เคยรู้มาก่อนด้วยซ้ำว่ามีความรู้สึกแบบนี้อยู่ด้วย

น้องบลัดสะอึกสะอื้นพูดว่า “ทั้งๆ ที่ชอบจริงๆ แท้ๆ…” แล้วก็….

 

ฉึกกกกกกกก!!!!!!!

 

อีน้องบลัดเอามีดแทงหน้าอกแรนดอล์ฟค่ะะะะะะะะ ว้อททททททททททททททท

บลัดบอกว่าที่ทำแบบนี้ก็เพื่อทำให้ช่วงเวลานั้นกลายเป็นนิรันดร์ ถ้าแรนดอล์ฟจะต้องตายด้วยมือใครสักคน บลัดขอเป็นคนส่งแรนดอล์ฟไปสวรรค์เองดีกว่า และการทำแบบนี้ยังทำให้บลัดได้แบกรับบาปเหมือนกับแรนดอล์ฟ ทำให้เข้าใจแรนดอล์ฟยิ่งขึ้น

ฝ่ายแรนดอล์ฟที่โดนแทงจนนอนพะงาบๆ ก็พูดด้วยน้ำเสียงรวยรินว่า แบบนี้แหละดีแล้ว บลัดช่างเป็นเด็กอ่อนโยนจริงๆ ความเจ็บปวดบนแผลที่บลัดสร้างให้คือหลักฐานของความสุข พูดแล้วก็ยิ้มให้น้องบลัด คือฉากนี้แรนดอล์ฟเพ้อพร่ำรำพันเป็นหนังจีนอยู่ยืดยาวมาก แต่ให้อภัยในความยืดยาว เพราะเราชอบทุกคำพูดเลย ฮือออออออ แรนดอล์ฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ ม่ายยยยยยยยย (;___;)

แรนดอล์ฟขอให้บลัดสัญญาว่าจะลืมตัวเองแล้วไปเริ่มชีวิตใหม่ที่ไหนสักแห่ง ไปเห็นโลกกว้างแทนส่วนของแรนดอล์ฟซะ เพราะนั่นคือความฝันของแรนดอล์ฟที่ไม่มีวันเป็นจริง แล้วแรนดอล์ฟก็อวยพรให้บลัดมีความสุข

บลัดบอกว่าไม่มีทางลืมได้หรอก และตอนนี้ก็มีความสุขที่สุดแล้วด้วย ว่าแล้วบลัดก็กอดแรนดอล์ฟเอาไว้แน่นๆ แรนดอล์ฟเลยพูดด้วยเสียงแหบแห้งว่า การหมดลมหายใจในอ้อมแขนของบลัดช่างเป็นเรื่องที่มีความสุขเหลือเกิน ขอบคุณ ฉันรักนาย

หือออออออออออออออออออ อะไรนะ ฉันรักนาย ไอชิเตะรุ หืออออออออออออออออ ไม่เพียงเท่านั้น!!!!! น้องบลัดยังตอบด้วยคำพูดเดียวกัน ไอชิเตะรุโยะ หืออออออออออออออ

แต่โทนเรื่องช่วงนี้มืดมนหดหู่มากจนไม่มีอารมณ์จะกรี๊ดกร๊าดคำบอกรักใดๆ ทั้งสิ้น บลัดบอกรักแรนดอล์ฟเสร็จแล้วก็หัวเราะหึหึหึหึหึ เสียงหัวเราะของบลัดซ้อนกับเสียงของแบล็กฮู้ด จากนั้นเสียงของแบล็กฮู้ดก็พูดว่า เท่านี้หัวใจของคุณก็เป็นของฉันแล้ว พร้อมด้วยคำบรรยายว่า บลัดกอดร่างไร้วิญญาณของแรนดอล์ฟอย่างแสนรัก อื้มมมมมมม จ้าาาาาาา

หลังจากน้องบลัดส่งแรนดอล์ฟไปสวรรค์แล้ว วิคเตอร์ก็เพิ่งโผล่มา (มาช้าเป็นตำรวจในละครไทยเลยนะคะะะะ ช่วยใครทันมั่งมั้ยคุณวีรบุรุษของหมู่บ้าน 5555555555) วิคเตอร์มาเจอศพแรนดอล์ฟและมีดที่ร่วงหลุดจากมือของบลัดก็ตกใจ บลัดสารภาพว่าเป็นคนฆ่าแรนดอล์ฟเอง วิคเตอร์เลยบอกว่าไม่เป็นไรนะ ถือเป็นการป้องกันตัว ไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น หมาป่าก็ต้องตายอยู่แล้ว

น้องบลัดได้ยินวิคเตอร์พูดแบบนั้นเลยโมโหอีก เพราะวิคเตอร์ไม่มีสิทธิ์มาพูดว่าร้ายแรนดอล์ฟ! วิคเตอร์บอกว่าแต่หมาป่ามันฆ่าอัลวินนะ น้องบลัดเลยบอกว่า อ๋อ คนที่ฆ่าอัลวินน่ะ ฉันเองแหละ

ย้อนกลับมาที่ฉากอัลวินกับแรนดอล์ฟอีกรอบ เสียงปังงงง ที่ดังขึ้นในตอนนั้นคือเสียงแรนดอล์ฟเปิดประตูวิ่งหนีไปข้างนอกเพราะไม่อยากฆ่าอัลวิน หลังจากนั้นบลัดก็มาถึง อัลวินเลยเล่าความจริงให้ฟังว่าบลัดโดนเกรแฮมขายใช้หนี้ และแรนดอล์ฟคือคนที่จะมาลักพาตัวบลัดไปนั่นเอง ดังนั้นถ้าบลัดเผลอใจให้แรนดอล์ฟก็มีแต่ต้องเจ็บปวด (อัลวินพูดแบบนี้จริงๆ นะ ไม่ได้ใส่ฟิลเตอร์เพิ่มใดๆ) แล้วอัลวินก็เสนอกับบลัดว่าให้กรีดหัวใจไปขายเถอะ พูดเสร็จก็เงื้อมีดจะแทงหน้าอกตัวเอง น้องบลัดเข้าไปห้าม ยื้อแย่งมีดกัน แล้วก็ ฉัวะะะะะ มีดแทงอัลวินล้มลง หัวกระแทกพื้นอย่างแรง ตายคาที่

วิคเตอร์ฟังแล้วยังไม่อยากเชื่อ ขอให้บลัดบอกว่ามันเป็นอุบัติเหตุ น้องบลัดซึ่งตอนนี้กลายเป็นเสียงแบล็กฮู้ดไปแล้ว ก็บอกว่าถึงจะเป็นอุบัติเหตุก็เหมือนบลัดเป็นคนฆ่านั่นแหละ ถึงจะกลัวแต่ตอนนั้นก็โล่งใจ เพราะคิดว่าเท่านี้ตัวเองอาจจะรอดแล้วก็ได้

คำบรรยายบอกว่า นั่นคือเสียงในใจของบลัด คือใจจริงของบลัดที่พยายามสะกดกลั้นเอาไว้มาตลอด เราว่าตรงนี้อธิบายตัวละครแบล็กฮู้ดค่อนข้างชัดเจนแล้วนะ คือเราเชื่อว่าแบล็กฮู้ดไม่ใช่คนที่มีตัวตน แต่เป็นสิ่งที่อยู่ในจิตใต้สำนึกของแต่ละคนมากกว่า ตัวละครนี้ชอบผลุบๆ โผล่ๆ มาคุยกับทุกคน และเป็นคนที่มองเห็นจิตใจของแต่ละคนทะลุปรุโปร่ง อย่างฉากที่มาคุยกับวิคเตอร์ตอนเจอศพอัลวิน แบล็กฮู้ดดูออกหมดเลยว่าวิคเตอร์รังเกียจอัลวินขนาดไหนทั้งๆ ที่วิคเตอร์ไม่ได้แสดงออก ดังนั้นฉากที่ตัวละครแต่ละตัวคุยกับแบล็กฮู้ดจึงน่าจะเป็นจิตสำนึก vs จิตใต้สำนึก ซึ่งจิตใต้สำนึกในที่นี้อาจเป็นทั้งใจจริงที่ซุกซ่อนไว้ เป็นความปรารถนาลึกๆ ในใจ เป็นความมืดในใจ แต่เห็นบางคนก็ตีความต่างออกไป อ่านที่คนอื่นตีความก็สนุกดี ชอบๆ มีคนตีความว่าแบล็กฮู้ดอาจจะเป็นวิญญาณของพี่น้องของบลัดด้วย อีกอันที่น่าสนใจคือตีความว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้เกิดขึ้นแบบลูป และแบล็กฮู้ดก็เกิดขึ้นมาระหว่างลูปนั้น ไซไฟไปอีก!

กลับมาที่น้องบลัดกับวิคเตอร์ บลัดบอกวิคเตอร์ว่าถ้ายังไม่ยอมเชื่อจะแสดงให้ดูก็ได้ พูดจบก็หยิบมีดขึ้นมา หันไปหาวิคเตอร์ วิคเตอร์ก็ตื่นตระหนกบอกให้วางมีด แต่น้องบลัดไม่ยอมวาง แถมบอกว่าจะฆ่าคนนึงหรือสองคนก็ไม่ต่างกันหรอก อุ๊ยไม่สิ สามคนต่างหาก รวมวิคเตอร์ด้วย ว่าแล้วก็ยิ้มเย็นชาย่างสามขุมเข้าหาวิคเตอร์ วิคเตอร์บอกว่าอย่าเข้ามา น้องบลัดก็ยังคงไม่หยุด สุดท้ายก็เลย ปังงงงงงงงงงงงงงงงง วิคเตอร์ยิงน้องบลัดจ้าาาาาาา

แต่น้องบลัดหลังฆ่าแรนดอล์ฟน่ากลัวมากจริง เราเป็นวิคเตอร์คงเผลอยิงเหมือนกัน ฟังจบแล้วหลอนเสียงน้องบลัดไปอีกพักนึงเลย…..

ฉากสุดท้ายหลังจากน้องบลัดโดนยิงเป็นฉากในสวรรค์ ภาพประกอบเป็นภาพเมฆบนท้องฟ้าแล้วมีแสงสว่างสาดส่อง น้องบลัดตามหาตัวแรนดอล์ฟจนเจอ บอกว่ามาทำตามสัญญา แรนดอล์ฟตอบว่านี่มันไม่เหมือนที่สัญญากันไว้นี่ บอกให้ลืมไง น้องบลัดเลยบอกว่า จะลืมได้ยังไง นอกจากนั้น ความสุขของฉันน่ะ ไม่มีแรนดอล์ฟอยู่ด้วยไม่ได้หรอก พูดจบก็ยื่นมือไปหาแรนดอล์ฟ แรนดอล์ฟเลยบอกว่า มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยกันเถอะ ก่อนจะยิ้มอย่างมีความสุขแล้วยื่นมือไปจับมือบลัด จบบริบูรณ์!!!

เป็นสตอรี่ที่ฟังแล้วเหนื่อยมาก ฮืออออออ ฟังรอบแรกปวดใจกับแรนดอล์ฟมากสุด ชีวิตดูเศร้ามากแล้วยังโดนน้องบลัดสุดที่รักฆ่าเองกับมืออีก หลังจากนั้นก็ทิ้งไว้หลายวันเพราะไม่กล้าฟังรอบสอง พอฟังรอบสองแล้วตั้งใจอ่านหนังสือดีๆ รู้สึกทำใจได้มากขึ้น สำหรับเราแล้วจบแบบนี้คือแฮปปี้เอนดิ้งนะ ถึงจะตายตามกันไปทั้งคู่ แต่สุดท้ายก็ได้ไปอยู่ด้วยกันในสถานที่ที่ไม่มีใครมาทำร้ายทั้งสองคนได้อีกแล้ว

ทว่าเมื่อคิดถึงชะตากรรมของตัวละครอื่นๆ ที่เหลือแล้วมันเศร้ายังไงไม่รู้ ก่อนอื่นเลยไม่รู้พี่เกรแฮมจะเป็นยังไงต่อไป แผนขายน้องพังพินาศไม่เป็นท่า ไม่รู้คุณท็อดด์จะมายื่นข้อเสนออะไรให้พี่เกรแฮมหาทางใช้หนี้อีก

อีกคนที่อาภัพพอๆ กันคือวิคเตอร์ ตอนฟังครั้งแรกไม่ชอบตัวละครนี้เท่าไหร่ เย่อหยิ่ง จองหอง ทะนงตัว เราคิดว่าวิคเตอร์ไม่ได้รักบลัดจริงๆ ด้วยซ้ำ ตอนนี้ก็ยังคิดอยู่เพราะเราค่อนข้างเชื่อคำพูดแบล็กฮู้ด แต่หลายครั้งวิคเตอร์ก็แสดงความเป็นห่วงบลัดอยู่เหมือนกัน ดังนั้นเลยคิดว่าถึงจะไม่ได้รักเท่าที่แสดงออก วิคเตอร์ก็ยังมีความห่วงในบลัดในฐานะเพื่อนร่วมหมู่บ้านและเพื่อนมนุษย์อยู่บ้าง ไม่ใช่ตัวละครที่เลวร้ายซะทีเดียว ดังนั้นตอนนี้เลยไม่ได้รู้สึกไม่ชอบแล้ว กลายเป็นว่าสงสารวิคเตอร์มากกว่าแรนดอล์ฟด้วยซ้ำ แรนดอล์ฟไปสบายแล้ว แต่วิคเตอร์ยังมีชีวิตอยู่โดยที่ต้องแบกรับความผิดบาปที่ฆ่าบลัดด้วยน้ำมือของตัวเอง สุดท้ายแล้วคนที่ตายไปอาจจะไม่น่าสงสารเท่าคนที่มีชีวิตอยู่ก็ได้

ถึงจะบอกว่าฟังแล้วเหนื่อย แต่เราชอบสตอรี่แผ่นนี้มากกกกกกกกกกกก ชอบที่สุดในโปรเจคต์ Shining Masterpiece Show โดยไม่เกี่ยวกับคู่ชิปหรือโมเมนต์ใดๆ เลยนะ (ยอมรับว่ากรี๊ดทุกโมเมนต์ แต่ต่อให้ตัดคะแนนส่วนนั้นออกไปก็ชอบมากอยู่ดี) ชอบบรรยากาศ ชอบความลึกลับ ชอบที่ทำให้คาดหวังในความดาร์คแล้วก็ดาร์คสาแก่ใจจริงๆ เราเดาฉากจบไว้เยอะมาก ทั้งตายคนเดียว ตายตามกันไป (ตอนฟังเพลงเดาว่าน่าจะจบแบบนี้เพราะเพลงมันแอบบอกใบ้ แล้วก็ถูกเผง) ตายทั้งหมู่บ้าน แต่ไม่ได้เดาเลยว่าบลัดจะเป็นคนฆ่าแรนดอล์ฟ แล้ววิคเตอร์มาฆ่าบลัดอีกทีนึง ชอบในความคาดไม่ถึงนี้ ชอบที่เขียนบทตัวละครแต่ละตัวมาดีมากไม่เว้นแม้แต่บทรองๆ อย่างเกรแฮมหรืออัลวิน

ตอนฟังรอบแรกรู้สึกว่าถึงจะหดหู่มากแต่มันก็ไม่หนักหัวเท่าลอสท์อลิส เพราะแผ่นนั้นมีสัญลักษณ์ให้ตีความเยอะ แต่เอาจริงๆ แผ่นนี้ก็มีอะไรให้คิดเยอะไม่แพ้กันเลย ต่างกันตรงที่แผ่นนี้มันสนุกเวลาคิดตามมุมมองตัวละครแต่ละตัว เพราะทุกคนมีเหตุผลของตัวเอง เวลาฟังแล้วคิดในมุมแรนดอล์ฟจะรู้สึกแบบนึง พอคิดในมุมวิคเตอร์ก็จะรู้สึกอีกแบบ แล้วในตัวละครแต่ละตัวยังมีอะไรให้คิดอีกมากมาย เช่น เกิดอะไรขึ้นในอดีตของแรนดอล์ฟ? (ประเด็นนี้มีคนตีความกันเยอะเหมือนกัน เจอคนโยงเข้ากับตำนานกรีกเพราะชื่อโอไรออนหลายคนเลย บางคนบอกว่าคนในอดีตที่แรนดอล์ฟพูดถึงอาจจะเป็นเทพอาร์เทมิสตามตำนานก็ได้) ความสัมพันธ์ของแก๊งหมาป่าเป็นยังไงกันแน่? คำทำนายของอัลวินละเอียดขนาดไหน? สรุปแล้วอะไรคือแรงผลักดันให้บลัดฆ่าแรนดอล์ฟ? บลัดจงใจให้วิคเตอร์ฆ่าตัวเองหรือแค่เสียสติไปแล้ว? ฯลฯ

และพอฟังสตอรี่จบแล้วมาฟังเพลงอีกรอบ ความรู้สึกมันไม่เหมือนตอนฟังครั้งแรกโดยที่ยังไม่รู้เรื่องราวใดๆ เลยแม้แต่นิดเดียว…..

เราชอบท่อนที่ร้องว่า “ทั้งการเกิดและการเฝ้ารอความตายต่างก็เป็นสิ่งที่ต้องเผชิญตามลำพัง ถึงกระนั้นก็ยังอยากไปด้วยกัน จบชีวิตลง แล้วไปสวรรค์กันเถอะ” เป็นท่อนที่รู้สึกว่าทำไมเรื่องนี้มันหดหู่ขนาดนี้ สำหรับบลัดกับแรนดอล์ฟ การมีชีวิตอยู่คือการติดอยู่ในกรง ถึงจะมีชีวิตแต่ก็ไม่มีอิสระ ทางออกเดียวที่คิดได้คือความตาย และการตายกลับกลายเป็นความสุขยิ่งกว่าการคงอยู่ เศร้าจัง (;___;)

แอนี่เวย์ ขอบคุณอุตะปุริสำหรับ….. สำหรับอะไรดี ความหดหู่เหรอ 55555555555 เอาเป็นว่าขอบคุณสำหรับทุกอย่างในแผ่นนี้ ชอบมากๆๆๆๆๆๆๆ (แต่ชอบเพลงลอสท์อลิสมากกว่าหน่อย แฮ่) อยากให้มีโปรเจคต์แบบนี้อีกจัง ไม่รู้ต้องรออีกนานแค่ไหน แต่จะรอเสมอนะคะะะ รัก♥

Shining Masterpiece Show「Lost Alice」

อุตะปุริมีโปรเจคต์ซีดีออกมาใหม่อีกแล้วจ้าาา

คราวนี้มาในชื่อโปรเจคต์ว่า Shining Masterpiece Show ซึ่งออฟฟิเชียลอธิบายว่าเป็นดรามาติกซาวด์โชว์ มันคืออะไรก็ไม่รู้แหละ รู้แต่เป็นการแสดงสด ก็คงอารมณ์คล้ายๆ ละครเวที แต่อาจจะแสงสีเสียงอลังหน่อย?

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ถ้าจะพูดอย่างไม่หลอกตัวเองแล้ว โชว์ที่ว่ามันไม่มีอยู่จริงหรอกนะ… จริงๆ แล้วมันคือซีดีที่บรรจุเพลง+แทร็คดราม่าเล่าเรื่องราวที่แสดงในโชว์อีกที เหมือนตอนเกคิดันไชน์นิ่งและเธียเตอร์ไชน์นิ่งนั่นเอง

ซีดีรอบนี้แบ่งเป็นสามแผ่น แผ่นแรกใช้ชื่อว่า Lost Alice ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากอลิสในแดนมหัศจรรย์ที่คนญี่ปุ่นสุดแสนจะคลั่งไคล้ รอบนี้คุราฮานะเซนเซก็ยังวาดปกให้เช่นเคย สวยงามเลอค่ายิ่งนักกกกกกกก ฮืออออออออ

นักแสดงหลักในแผ่นนี้ประกอบด้วย

ชิโนมิยะ นัตสึกิ รับบทเป็น ชาร์ลส์ ลิดเดลล์ (อลิส)
โคโตบุกิ เรย์จิ รับบทเป็น กระต่ายขาว
ฮิจิริคาวะ มาซาโตะ รับบทเป็น ช่างทำหมวก
คุโรซากิ รันมารุ รับบทเป็น แมวเชสเชอร์

โปรเจคต์นี้เปิดตัวมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ไม่มีสัญญาณล่วงหน้าใดๆ อยู่ดีๆ ออฟฟิเชียลก็หย่อนระเบิดด้วยการทวีตหน้าเว็บของโปรเจคต์พร้อมภาพหน้าปกแผ่นนี้มากลางดึก เล่นเอาปริ๊นเซส (=แฟนๆ อุตะปุริ) ตื่นเต้นตกใจกันไม่เป็นอันเข้านอน ตอนนั้นดีใจแทบกรี๊ดลั่นห้อง ชอบเวลาอุตะปุริทำโปรเจคต์ซีดีแบบนี้มากเลย อยากให้ทำอีกเยอะๆ (≧∀≦)

หลังจากประกาศโปรเจคต์เมื่อต้นเดือนพฤศจิกาปีที่แล้ว ไม่ทันไรแผ่นแรกก็วางขายกลางเดือนมกรา รอแค่สองเดือนกว่าๆ เอง รวดเร็วมาก!! ทำไมเวลาออกเกมไม่ออกเร็วๆ แบบนี้บ้าง นี่เรารอเกมภาค Dolce Vita มาปีครึ่งแล้วยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ จะได้เล่นจริงมั้ยก็ไม่รู้ เข้าใจนะว่าเกมต้องใช้เวลาทำนานกว่าซีดีมาก แต่เงียบเกินไปก็ใจไม่ดีเหมือนกัน…. /เหม่อ

ความพิเศษของซีดีรอบนี้ที่ไม่เหมือนคราวเกคิดันกับเธียเตอร์คือ คราวนี้ไอดอลสังกัดไชนิ่งเอนเตอร์เทนเมนต์ทั้ง 11 คนจะมีบทบาทในแทร็คดราม่ากันทุกแผ่น! แต่เพลงยังร้องกันแค่ตัวละครหลักเหมือนเดิมนะ

ใน Lost Alice นี่นอกจากสี่คนที่พูดถึงไปแล้ว คนอื่นๆ มีบทบาทกันตามนี้

อิจิโนะเสะ โทคิยะ รับบทเป็น หนอนผีเสื้อ
จินกูจิ เร็น รับบทเป็น กระต่ายเดือนสาม
ไอจิมะ เซซิล รับบทเป็น หนูขี้เซา
อิตโตกิ โอโตยะ รับบทเป็น ไพ่เอซโพแดง
คุรุสุ โช รับบทเป็น ไพ่เจ็ดโพแดง
มิคาเสะ ไอ รับบทเป็น ไพ่แจ็คโพแดง
คามิว รับบทเป็น อัลเบิร์ต ลิดเดลล์

……….ใช่ค่ะ อิจิโนะเสะซัง เมนของดิฉันรับบทเป็นหนอน ฮือ 55555555555555 ตอนประกาศว่าใครเล่นเป็นอะไร โทคิยะโดนแฟนๆ ล้อเลียนเยอะมากจนคำว่า イモムシ =หนอนผีเสื้อ ติดเทรนด์ทวิตเตอร์ญี่ปุ่นเลย โอ๊ยยยย หนอน55555ผี5555555เสื้อ555555555555555 แต่หลังจากได้ฟังแทร็คดราม่าแล้วเราพบว่าบทนี้เหมาะกับโทคิยะสุดๆ คนอะไรขนาดเป็นหนอนยังหล่อเลย ขี้โกงชะมัด

ก่อนเมาท์เนื้อเรื่องแผ่นนี้ขอซูเนโอะรีวิวแพคเกจจิ้งซีดีเวอร์ชั่นลิมิเต็ดรอบนี้ก่อน

คราวนี้แพคเกจไม่เหมือนคราวก่อนอีกละ ค่ายบรอคโคลี่เป็นโรคทำแพคเกจเหมือนเดิมไม่เป็น ออกซีดีทีไรต้องหาลูกเล่นใหม่ทู้กที รอบนี้แบบลิมิเต็ดจะมีกล่องแข็งด้านนอกกล่องนึง ก็คือกล่องในรูปด้านบนนั่นแหละ ส่วนด้านหลังกล่องหน้าตาแบบนี้

กล่องเวอร์ชั่นลิมิเต็ดหนากว่าที่คิดเอาไว้ ตอนหยิบออกมาจากชั้นวางของในร้านถึงกับตกใจในความหนาเล็กน้อย ในกล่องบรรจุกล่องใส่ซีดีกับหนังสือหนึ่งเล่ม

พูดถึงกล่องซีดีก่อน รอบนี้เป็นกล่องสีดำซึ่งเบสิคมากจนน่าตกใจ เพราะตั้งแต่ซื้อซีดีอุตะปุริมายังไม่เคยเจอกล่องแบบนี้มาก่อน เคยเจอแต่กล่องใสหรือไม่ก็กล่องประหลาดๆ ที่ไม่รู้จะเรียกว่ากล่องซีดีได้มั้ย บางทีก็ไม่มีกล่องแต่มาเป็นกระดานทำนาย (อย่างเช่นตอน Shining Dream ซึ่งแพคเกจสุดอลัง) ด้วยเหตุนี้ พอรอบนี้พอใช้กล่องสีดำธรรมดาๆ เลยรู้สึกแปลกใหม่ซะงั้น

พอเปิดกล่องมาจะเจอสิ่งเหล่านี้

ของในกล่องนี้ได้แก่ ซีดี, ที่คั่นหนังสือ, กระดาษเนื้อเพลงหนึ่งแผ่น และแผ่นโฆษณานิทรรศการคราวนี้

ซีดีมีสี่แทร็ค ประกอบด้วย
– เพลง Lost Alice
– แทร็คดราม่า Shining Masterpiece Show「Lost Alice」 chapter 01
– แทร็คดราม่า Shining Masterpiece Show「Lost Alice」 chapter 02
– เพลง Lost Alice (off vocal)

แทร็คดราม่าสองแทร็ครวมกันยาวประมาณ 52 นาที แทร็คละยี่สิบกว่านาที พอๆ กับตอนเธียเตอร์ เห็นรอบนี้มากันครบ 11 คนนึกว่าจะเพิ่มความยาวหน่อย บู่ววว (=3=)

ส่วนแผ่นเนื้อเพลงน่ารักดี แต่มาใบเดียวโดดเดี่ยวเดียวดายแบบนี้มันแห้งแล้งไปหน่อย ถ้าทำบุ๊กเล็ตบางๆ แทรกบทสัมภาษณ์ของนักแสดงนำสักเล็กน้อยแบบที่แผ่นก่อนๆ ทำจะเริ่ดมาก

ส่วนที่คั่นหนังสือมีสี่ลายตามจำนวนนักแสดงนำ ด้านหน้าเป็นรูปนักแสดงนำแต่ละคน ส่วนด้านหลังเป็นประโยคคำพูดของตัวละครนั้นๆ

มาดูหนังสือกันบ้าง หนังสือเป็นไฮไลท์ของรอบนี้เลย เราว่าที่รอบนี้ไม่มีบุ๊กเล็ตคงเป็นเพราะทีมงานทุ่มเทให้กับหนังสือจนหมดแรงจะทำบุ๊กเล็ตละ 5555555555 คราวนี้ไม่ใช่หนังสือบทละครพร้อมด้วยลายมือของแต่ละคนแบบคราวก่อน สงสัยเล่นมุกเดิมซ้ำสามรอบจะน่าเบื่อเกินไป รอบนี้เลยมาในรูปแบบหนังสือภาพปกแข็ง พิมพ์สี่สีทั้งเล่มสวยสดงดงาม จำนวนหน้า 100 หน้า เรียกได้เต็มปากว่าเป็นหนังสือนิทานเล่มนึง

เราชอบหนังสือรอบนี้มากกกกกกกกกกกกกก ปกสวยยยยยย ข้างในก็สวย!! ข้างในมีภาพวาดประกอบเนื้อหาสวยสดงดงาม เนื้อหาด้านในก็คือเนื้อหาในแทร็คดราม่านั่นแหละ เป็นหนังสือที่เอาไว้เปิดดูประกอบแทร็คดราม่าเช่นเคย แต่จะอ่านในฐานะหนังสือนิทานเล่มนึงโดยไม่ฟังแทร็คดราม่าก็ได้ ดีงามเลอค่าคู่ควรแก่การสะสมเป็นที่สุด

พอฟังแทร็คดราม่าพร้อมเปิดหนังสือไปด้วยแล้วให้อารมณ์เหมือนสมัยเด็กๆ ที่ฟังเทปประกอบหนังสือนิทานไม่มีผิด นี่ทีมงานอุตะปุริคิดว่าเหล่าปริ๊นเซสอายุเท่าไหร่นะ 55555555555 แต่จังหวะของหนังสือกับแทร็คดราม่ามันผสมกลมกลืนกันลงตัวดีมาก ฟังเพลิน อ่านก็เพลิน ประทับใจมากๆๆ

โดยรวมแล้วแพคเกจคราวนี้ก็ทำดีอีกแล้ว! แต่ในแง่ความตื่นตาตื่นใจเราชอบตอนแกะกล่องเธียเตอร์มากกว่า อันนั้นตื่นตาตื่นใจกับทั้งบุ๊กเล็ต ทั้งข้อความของแต่ละคนในหนังสือบทหนัง ทั้งโปสเตอร์แผ่นเบ้อเริ่ม ทั้งตั๋วหนังปลอมๆ คือตอนเธียเตอร์มันชวนให้รู้สึกถึงตัวตนของนักแสดงนำได้มากกว่ารอบนี้ด้วยแหละ แต่รอบนี้หนังสือทำดีมากจริง พอชดเชยเรื่องไม่มีบทสัมภาษณ์ได้อยู่

ต่อไปเป็นช่วงเมาท์เนื้อเรื่องยืดยาวน้ำท่วมทุ่ง

*มีสปอยล์*

ขอพูดถึงคอนเซปท์อลิสก่อน ว่ากันตามตรงแล้ว ตอนเห็นว่าแผ่นนี้ใช้คอนเซปท์อลิส สิ่งแรกที่เราคิดคือ “อีกและ!?”

อย่างที่บอกว่าคนญี่ปุ่นสุดแสนจะคลั่งไคล้อลิส อลิสในแดนมหัศจรรย์เป็นวรรณกรรมที่ถูกคนญี่ปุ่นหยิบยืมมาผลิตซ้ำในสื่อแขนงต่างๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า บางทีคนญี่ปุ่นอาจจะเป็นชนชาติที่คลั่งไคล้อลิสมากที่สุดในโลกแล้ว เวลาเห็นอะไรที่ใช้อลิสเป็น motif เราจึงค่อนข้างเฉยเมยเพราะมันมีให้เห็นอยู่เรื่อยๆ ในแวดวงป๊อปคัลเจอร์ญี่ปุ่น ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร

แต่ถึงจะรู้สึกจำเจ ข้อดีอย่างนึงของคอนเซปท์อลิสคือความน่ารัก ขึ้นชื่อว่าอลิสยังไงก็น่ารัก เพราะงั้นแม้จะไม่ตื่นเต้นตกใจกับคอนเซปท์ แต่พอเห็นเรย์จังหูกระต่ายกับรันมารุหูแมว เราก็พ่ายแพ้ให้กับความน่ารักอยู่ดี บ้าจริง!!

เป็นอันว่าถึงจะรู้สึกว่า อลิสอีกแล้วเหรอ? แต่พอเป็นอุตะปุริก็ดีงาม ให้ผ่าน กำเงินพร้อมซื้อตั้งแต่เปิดตัวโปรเจคต์สู่สายตาสาธารณชน (ความจริงคืออุตะปุริทำอะไรมาเราก็ว่าดีหมด เป็นทาสผู้มืดบอด)

เนื้อเรื่องของอลิสเวอร์ชั่นอุตะปุรินี่คล้ายๆ ของเดิมนะ เล่าแบบย่อคืออลิสหลุดเข้าไปในแดนมหัศจรรย์ ไปเจอตัวละครพิลึกพิลั่นต่างๆ แล้วสุดท้ายก็ตื่นจากฝัน กลับมาที่โลกของตัวเอง จบ แต่รายละเอียดต่างจากต้นฉบับเยอะอยู่ เวอร์ชั่นนี้ลดทอนตัวละครไปเยอะ นิสัยตัวละครก็ต่างกันไปบ้าง มีการเพิ่มประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ของพี่น้องที่ไม่มีในต้นฉบับเข้ามาด้วย

ที่สำคัญ! จุดนึงที่โปรเจคต์นี้ต่างจากเกคิดันและเธียเตอร์คือ รอบนี้ไม่มีตัวละครที่เป็นนางเอกในแต่ละเรื่องแล้ว ส่วนตัวละครที่เดิมทีเป็นผู้หญิงก็กลายเป็นผู้ชายกันหมด เป็นอลิสในแดนหนุ่มหล่อไปโดยปริยาย (^q^)

ความรู้สึกตอนฟังแผ่นนี้ครั้งแรกคือ… ละ ลึกซึ้ง สตอรี่คราวนี้เต็มไปด้วยบทพูดคมคายเชิงนามธรรมและใช้สัญลักษณ์อย่างแยบคาย ซึ่งจุดนี้เรารู้สึกว่าเป็นสิ่งที่แปลกใหม่สำหรับอุตะปุริที่ชอบเล่าเรื่องราวออกมาตรงๆ แต่ความลึกซึ้งเหล่านี้ส่วนใหญ่มันเป็นผลมาจากต้นฉบับนั่นแหละ ความที่ต้นฉบับเล่นกับสัญลักษณ์เยอะเป็นทุนเดิม พอยืมเรื่องมาดัดแปลงก็เลยพลอยมีอะไรให้ตีความได้เยอะไปด้วย

ฟังจบไปสองรอบแล้วมีอะไรอยากพูดถึงเยอะมากจนไม่รู้จะพูดถึงตรงไหนก่อน 5555555 เล่าไปตามเนื้อเรื่องละกัน

เรื่องราวของอลิสเวอร์ชั่นนี้เริ่มต้นจากสองพี่น้องลิดเดลล์เช่นเดียวกับต้นฉบับ ตัวเอกของเรื่องคือชาร์ลส์ผู้เป็นน้อง (=นัตจัง) ชาร์ลส์นั่งอ่านนิทานอยู่ดีๆ อัลเบิร์ตผู้เป็นพี่ (=คามิว) ก็สั่งให้ไปทักทายญาติคนอื่นๆ ที่กำลังปิกนิกกันอยู่ แต่ชาร์ลส์ไม่ชอบงานเลี้ยงน้ำชาไร้สาระก็เลยโวยวายใส่พี่ชายว่าไม่เอาด้วยหรอก คนพี่เลยดุว่าโตแล้วหัดทำตัวดีๆ หน่อยสิ จะเอาแต่ใจตัวเองไม่ได้นะ ทะเลาะกันไปๆ มาๆ ชาร์ลส์ก็วิ่งหนีเข้าป่าจนตกลงไปในหลุม ฟิ้ววววววว วาร์ปไปสู่แดนมหัศจรรย์!

สิ่งที่เห็นในฉากแรกสุดนี้คือนิสัยของพี่น้องที่ต่างกันสุดขั้ว อัลเบิร์ตคนพี่เป็นคนเข้มงวด เก่งกาจ เป็นที่รักของคนอื่น ส่วนชาร์ลส์เป็นพวกชอบปลีกวิเวกไม่ยุ่งกับใครจนโดนคนอื่นๆ ค่อนขอดว่าแปลก ซึ่งคำว่าแปลกเป็นคำที่ชาร์ลส์เกลียดชังที่สุด ชาร์ลส์ตะโกนใส่อัลเบิร์ตว่าตัวเองเป็นคนแปลก ไม่ใช่คนเก่งกาจเหมือนพี่ ซึ่งความสัมพันธ์ของพี่น้องและความรู้สึกอ่อนด้อยกว่าพี่ชายที่เห็นในฉากนี้แหละที่มีผลกับการทำความเข้าใจเนื้อเรื่องทั้งหมดอย่างใหญ่หลวง

ขอพูดถึงชื่อของสองพี่น้องนิดนึง ด้วยความสงสัยว่าชื่อของชาร์ลส์กับอัลเบิร์ตนี่มีความหมายอะไรรึเปล่าก็เลยลองไปค้นมา ได้ข้อสรุปที่เป็นไปได้ว่าชื่อชาร์ลส์น่าจะมาจากชื่อจริงของลูอิส แคร์รอล ผู้แต่งอลิสในแดนมหัศจรรย์ ซึ่งลูอิส แคร์รอลเนี่ยเป็นนามปากกา ชื่อจริงของเจ้าตัวคือ Charles Lutwidge Dodgson

ส่วนชื่ออัลเบิร์ตนี่ไม่รู้ว่าคนแต่งเรื่องตั้งใจรึเปล่า ชื่ออัลเบิร์ตมาจากภาษาเยอรมันสองคำคือ adal ที่แปลว่า noble กับ beraht ที่แปลว่า bright ดังนั้นความหมายของชื่อนี้คือ สูงส่งและสว่างไสว ซึ่งมันเข้ากับคาแรกเตอร์ของคุณพี่อัลเบิร์ตในเรื่องนี้มาก! พอรู้ความหมายของชื่อแล้วถึงกับตื่นเต้นตกใจ ทำไมคิดมาดีขนาดนี้! หรือถ้าบังเอิญเลือกชื่อฝรั่งมาแบบสุ่มๆ แล้วได้ความหมายนี้ออกมาพอดีนี่มันจะน่ากลัวเกินไปแล้ว

กลับมาที่เนื้อเรื่อง หลังจากตกลงหลุมจนมาโผล่ในแดนมหัศจรรย์แล้ว คนแรกที่ชาร์ลส์เจอคือกระต่ายขาว (=เรย์จัง) กระต่ายขาวเวอร์ชั่นนี้ก็ยังถือนาฬิกาทำตัวเร่งรีบเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือความคิวท์เพราะเป็นเรย์จัง (≧ω≦)

กระต่ายเห็นชาร์ลส์ก็ทักว่าเธอคืออลิสสินะ? ชาร์ลส์ก็งงว่าอลิสอะไรกัน ผมชื่อชาร์ลส์ กระต่ายก็ยังยืนยันคำเดิมว่าเธอคืออลิส เพราะเธอมาจากข้างนอก นอกจากกระต่ายขาวแล้ว ตัวละครในแดนมหัศจรรย์ก็เรียกชาร์ลส์ว่าอลิสกันหมด แฟนๆ วิเคราะห์กันว่าแดนมหัศจรรย์เวอร์ชั่นนี้อาจจะเรียกคนนอกทุกคนว่าอลิสก็เป็นได้ เพราะมันมีหลายประโยคเลยที่บ่งบอกเป็นนัยๆ ว่าอลิสไม่ได้มีแค่คนเดียว

กระต่ายขาวบอกชาร์ลส์ว่าตอนนี้ไม่มีเวลาแล้ว คือกระต่ายมาถึงก็พ่นคำคมใส่ชาร์ลส์รัวๆ ตัวอย่างเช่น

“เวลาเป็นสิ่งสำคัญ ว่ากันว่าเวลาเป็นเงินทองใช่มั้ยล่ะ? ไม่สิ สำคัญยิ่งกว่าเงินทองซะอีก ของบางอย่างก็ซื้อด้วยเงินทองไม่ได้ แม้แต่ตอนนี้มันก็กำลังหมดไปเรื่อยๆ ในโลกนี้ล้วนเต็มไปด้วยการสูญเสีย” 

“เมื่อพลาดพลั้งมันก็สายไปแล้ว หลังจากสูญเสีย ชีวิตย่อมไม่สามารถแก้ไขได้อีก”

“เพราะฉะนั้นถึงต้องเร่งรีบอยู่อย่างนี้เพื่อไม่ให้เป็นเช่นนั้น ต่อให้เปล่าประโยชน์ก็ตาม”

“แทนที่จะเสียใจที่ไม่ได้ทำอะไร สู้เสียใจหลังจากลงมือทำไปแล้วยังดีซะกว่า…”

“ความเศร้าจากการสูญเสีย แม้จะลิ้มรสกี่ครั้งก็ไม่มีวันเคยชิน”

“แต่พวกเราไม่มีทางเตรียมพร้อมสำหรับโศกนาฏกรรมที่มาเยือนกะทันหันหรอก ได้แต่ยอมรับมันก็เท่านั้น”

โอ้โหหหหหหหหห คำคมเหล่านี้มองเผินๆ ก็เป็นคำคมทั่วๆ ไปแหละ ถ้าคนอื่นพูดเราคงไม่ติดใจอะไรมากมาย แต่การยัดบทพูดเหล่านี้ให้เรย์จิพูดนี่ ฟังครั้งแรกเราโกรธเลย 5555555555 ทำไมออฟฟิเชียลต้องหยิบเรื่อง “ความสูญเสีย” มายัดเยียดใส่เรย์จังอีกแล้ว!! สำหรับคนที่อินเรื่องเรย์จิกับไอเนะมากๆ อย่างเรา ประโยคเหล่านี้มันบีบหัวใจมากนะรู้รึเปล่า!!?? (ออฟฟิเชียล: รู้ไงถึงได้ใส่มา)

ตอนเธียเตอร์เคยบ่นไปแล้วว่าออฟฟิเชียลชอบสะกิดแผลใจเรย์จังบ่อยๆ พอมาถึงลอสท์อลิส ออฟฟิเชียลก็ยังคงเอาเกลือสาดแผลเก่าเรย์จังเหมือนเดิมไม่มีผิด เมื่อไหร่ออฟฟิเชียลจะปล่อยเรย์จังเป็นอิสระจากการสูญเสียซะทีคะ!? รู้มั้ยว่าเรย์จังตอนพูดประโยคเหล่านี้จะเจ็บปวดขนาดไหน!!!??

อย่างไรก็ตาม แม้จะเคืองความใจร้ายของออฟฟิเชียล แต่พอฟังจบแล้วรู้สึกว่าบทนี้ต้องเป็นเรย์จังแหละ ถูกต้อง เมคเซนส์ (เอาจริงๆ ก็ชอบแหละเวลาเรย์จังพูดอะไรแบบนี้ 555555555555 แต่อีกใจก็ไม่อยากให้เรย์จังเศร้าไง ฮือ)

หลังจากพ่นคำคมรัวๆ กระต่ายขาวก็วิ่งหน้าตั้งหายไป ชาร์ลส์พยายามวิ่งตามแต่วิ่งไม่ทัน พอสะดุดล้มก็โดนดอกไม้ยักษ์ทั้งหลายหัวเราะเยาะว่าเป็นอลิสที่เงอะงะงุ่มง่าม ไร้มารยาทซะเหลือเกิน

เราชอบฉากนี้มากกกกก เพราะดอกไม้ทั้งสี่รับบทโดยโทคิยะ โอโตยะ โช และไอ เป็นฉากที่เราขำที่สุดในเรื่องแล้วเพราะโทคิยะหัวเราะเยาะชาร์ลส์ด้วยเสียงแบบท่านฮายาโตะเป๊ะเลย ลงท้ายประโยคด้วย “เนี้ย” แบบท่านฮายาโตะด้วย ฮือออออ ไม่นึกไม่ฝันว่าจะได้มาเจอท่านฮายาโตะที่วันเดอร์แลนด์ คิดถึงจังเลยค่ะะะะ (;____;)

ฉากดอกไม้ส่วนใหญ่แฟนๆ วิเคราะห์ไปในทางตรงกันว่าเป็นภาพสะท้อนพวกคนที่เคยซุบซิบนินทาชาร์ลส์ในงานปาร์ตี้ อันนี้คือในกรณีที่มองว่า แดนมหัศจรรย์=ความฝัน=โลกในจิตใจของชาร์ลส์ แต่มีบางคนเสนอว่าแดนมหัศจรรย์อาจเป็นโลกคู่ขนานก็ได้ เทียบกันแล้วเราชอบทฤษฎีแรกมากกว่าเพราะการตีความตัวละครมันลงตัวกว่าหน่อย แต่ก็ยังมีบางจุดที่คิดไม่ตกอยู่เหมือนกัน อย่างเช่นเรื่องกระต่ายขาว ซึ่งจะกล่าวถึงอีกทีในภายหลัง

พอวิ่งหนีจากดอกไม้มาแล้ว ชาร์ลส์ก็พบกับ หนอนผีเสื้อออออ ก๊ากกกกกกกก ไฮไลท์ที่เฝ้ารอคอย หนอนผีเสื้อที่รับบทโดยอิจิโนะเสะ โทคิยะ!!!!!

แม้จะเป็นหนอนผีเสื้อซึ่งฟังดูชวนขบขัน แต่เอาจริงๆ ตัวละครหนอนผีเสื้อนี่ไม่มีความตลกเลยนะ เป็นหนอนคูลๆ ที่เปิดตัวด้วยการอ่านหนังสือสามเล่มพร้อมกัน ช่างเป็นบทที่เหมาะกับหนอนหนังสืออย่างอิจิโนะเสะซังจริงๆ! พอชาร์ลส์ทักว่าทำไมไม่อ่านทีละเล่ม คุณหนอนก็ตอบแบบคูลๆ โดยไม่ปรายตามองว่าไม่จำเป็น อ่านสามเล่มก็รู้เรื่อง

หนังสือหนึ่งในสามเล่มของคุณหนอนผีเสื้อพูดถึงจิตใต้สำนึกด้วย ตรงนี้คงบ่งบอกเป็นนัยๆ เรื่องที่แดนมหัศจรรย์=โลกในจิตใจของชาร์ลส์นั่นแหละ

คุณหนอนผีเสื้อนี่ก็โผล่มาพ่นคำคมรัวๆ ไม่ต่างจากกระต่ายขาว (คือตัวละครเรื่องนี้เหมือนเป็นเครื่องผลิตคำคมอะ) คำคมส่วนใหญ่ของคุณหนอนผีเสื้อจะเกี่ยวข้องกับ การรู้จักตัวเอง การทำความเข้าใจตัวเองและคนอื่น อาทิ “ฉันรู้ว่าตัวเองไม่รู้อะไร”โอ้โห โสเครตีสไปอีกกกกกกก

เราไม่รู้ว่าบทพูดของหนอนผีเสื้อในต้นฉบับเป็นยังไงเพราะไม่ได้อ่าน เคยดูหนังมาหลายเวอร์ชั่นแต่ลืมไปหมดแล้วด้วย แต่ประเด็นเรื่อง identity นี่เป็นหนึ่งใน theme ของวรรณกรรมเรื่องอลิสในแดนมหัศจรรย์อยู่แล้ว พอคุณหนอนผีเสื้อพูดเรื่องนี้เลยรู้สึกว่าคนเขียนเวอร์ชั่นนี้ทำการบ้านมาดีนะเนี่ย เก็บประเด็นหลักๆ ของต้นฉบับมาด้วย

คุณหนอนผีเสื้อสั่งสอนชาร์ลส์ว่าไม่ควรเอาค่านิยมของตัวเองไปตัดสินคนอื่น แล้วก็บ่นว่าชาร์ลส์เป็นคนเอาแต่ใจ ไม่รู้จักนึกถึงคนอื่นบ้างเลย ชาร์ลส์เลยโวยวายว่าพูดจาน่ารำคาญ ใจร้ายเหมือนพี่ชายไม่มีผิด! คุณหนอนเลยตั้งคำถามว่า พี่ชายที่ว่านั่นเป็นคนใจร้ายจริงเหรอ? คิดไปเองรึเปล่า?

ถ้ามองว่าแดนมหัศจรรย์เป็นภาพสะท้อนจิตใจของชาร์ลส์ หนอนผีเสื้อก็คงเป็นด้านเยือกเย็นของชาร์ลส์ เป็นมุมหนึ่งของชาร์ลส์ที่รู้ตัวดีว่าตัวเองเอาแต่ใจ แต่เห็นมีคนตีความว่าหนอนผีเสื้ออาจจะสะท้อนจิตใจของชาร์ลส์ที่รักและอยากจะเชื่อในตัวพี่ชายก็ได้

ผละจากหนอนผีเสื้อมาแล้ว ชาร์ลส์ก็เข้ามาในป่าลึกและพบกับ แมวเชสเชอออออออร์ร์ร์ร์ร์ร์ร์ อ๊ากกกกกก รันรันหูแมววววววววววววว (//////ー//////)

เราว่าเสียงแมวเชสเชอร์ให้ความรู้สึกเป็นทัตสึฮิสะมากกว่ารันมารุนะ 55555555 คงเพราะเสียงไม่แหบต่ำเท่ารันมารุปกติด้วยแหละ แต่พอคิดว่าเป็นรันมารุแล้วก๊าวใจเลื้ออออเกิน แค่ออกมาหัวเราะฮิๆๆๆก็อยากลงไปดิ้นที่พื้นแล้วค่าาาา เซมปัยยยยย (≧д≦)(≧д≦)

ถึงเสียงจะคนละโทนกับที่เคย แต่บทนี้เหมาะกับรันรันมาก ตรงนิสัยรักอิสระของเชสเชอร์เนี่ยเหมือนรันรันเป๊ะ ทำอะไรตามใจชอบและเป็นตัวของตัวเอง เราว่าทุกบทในเรื่องนี้มันเข้ากับแต่ละคนที่รับบทมากเลย แบบเข้าใจเลยว่าทำไมถึงให้คนนี้เล่นบทนี้ ชอบๆ

บทพูดแมวเชสเชอร์จะว่ามาแนวคำคมก็ไม่เชิง ออกแนว เอ๊ะ พูดอะไรไม่รู้ แต่ดูๆ ไปก็คมนะ อย่างเช่น “ฉันจะเป็นใครก็ได้ และไม่ใช่ใครก็ได้ คนที่จะตัดสินก็คือตัวเอง จะเป็นใครไม่ใช่เรื่องสำคัญ” อะไรแบบนี้

ประโยคนึงของแมวเชสเชอร์ที่สนับสนุนทฤษฎีแดนมหัศจรรย์=จิตใจของชาร์ลส์คือ “เรื่องที่ฉันรู้มีแต่เรื่องที่พ่อหนุ่มรู้เท่านั้น แปลว่า… ฉันรู้ทุกเรื่องที่พ่อหนุ่มรู้ไงล่ะ” (เชสเชอร์เรียกชาร์ลส์ว่า ぼうや จริงๆ มันเป็นคำเอาไว้ใช้เรียกเด็กผู้ชาย อารมณ์ ไอ้หนู ไอ้เด็กน้อย อะไรแบบนี้มากกว่า แต่ชาร์ลส์ตัวบะเอ้กขนาดนี้ ขอเรียกพ่อหนุ่มเถอะ) การที่แมวเชสเชอร์รู้เท่ากับที่ชาร์ลส์รู้แสดงว่าน่าจะเป็นตัวตนที่อยู่ในใจของชาร์ลส์ บางคนบอกว่าเชสเชอร์เป็นภาพสะท้อนแง่มุมอ่อนแอของชาร์ลส์ บางคนก็บอกว่าเป็นด้าน negative ของชาร์ลส์ เอาเป็นว่าไม่มีใครมองว่าเป็นด้านดีเลย 555555555 ถ้ามองว่าเป็นความอ่อนแอหรือความคิดลบแล้วก็อาจจะคิดได้ว่าความอ่อนแอในใจหรือความคิดลบของคนเรามันอาจจะแวบขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้โดยที่เราไม่อาจควบคุม เหมือนแมวเชสเชอร์ที่ชอบผลุบๆ โผล่ๆ อย่างอิสระโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า ล่ะมั้ง?

แมวเชสเชอร์บอกให้ชาร์ลส์เดินไปทางแสงสว่างที่มองเห็นอยู่ลิบๆ พอไปถึงชาร์ลส์ก็เจอช่างทำหมวก (=มาซาโตะ) กระต่ายเดือนสาม (=เร็น) และหนูขี้เซา (=เซซิล) กำลังจัดปาร์ตี้น้ำชากันอยู่ บทช่างทำหมวกนี่พลิกบทบาทของมาซาโตะไปไกลมากกกกกกกกกกก ไม่เคยเห็นมาซาโตะได้บทฉูดฉาดขนาดนี้มาก่อน แปลกใหม่สุดๆ

นอกเรื่องนิดนึง เมื่อหลายวันก่อนเห็นทวีตคนญี่ปุ่นบอกว่า “พอเล่าให้เพื่อนฟังว่า มาซาโตะเคยรับบทแวมไพร์ แล้วตอนนี้มารับบทเป็นช่างทำหมวกในอลิส เพื่อนก็ตอบว่า นี่มันจอห์นนี่เดปป์แห่งโลกอุตะปุริ!!“…..เราประทับใจมาก เป็นการเปรียบเทียบที่โคตรเท่ 555555555555

แก๊งปาร์ตี้น้ำชาเห็นชาร์ลส์โผล่มาก็ต้อนรับขับสู้อย่างดี ชวนมานั่งดื่มชากินขนมด้วยกันอย่างสนุกสนานเฮฮา แต่ที่นี่มีความแปลกประหลาดอย่างนึงคืออยู่ภายใต้กฎพิลึกพิลั่น อย่างเช่น พอนาฬิกาดังขึ้นมาเมื่อไหร่ต้องหยุดพักจากปาร์ตี้ทันทีแม้นาฬิกาจะเสียจนดังไม่เป็นเวลาก็ตาม ชาร์ลส์บ่นว่ากฎบ้าบออะไรไม่รู้ อีกสามคนเลยบอกว่า แต่กฏต้องเป็นกฎนะ

พอชาร์ลส์เริ่มหงุดหงิดกับอีกสามคนจนทุบโต๊ะโวยวายว่า “ไม่สนุก” (=面白くない จริงๆ มันแปลได้ทั้งไม่สนุก ไม่น่าสนใจ น่าเบื่อ) ทั้งสามคนก็ตกใจเพราะนึกว่าชาร์ลส์คือราชาโพแดง ฉากนี้ก็มีผลต่อการตีความเรื่องราชาโพแดงที่จะออกมาตอนหลัง ชอบการที่แต่ละฉากมันเชื่อมโยงและมีผลต่อการตีความไปหมดเลย เป็นเรื่องที่ยิ่งตั้งใจฟังตั้งใจอ่านแล้วยิ่งเก็บมาคิดได้เรื่อยๆ คิดไปคิดมาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคิดแล้วได้อะไร…. แต่มันสนุกตอนคิดไปเรื่อยนี่แหละ

ชาร์ลส์ปฏิเสธว่าไม่ใช่ราชาโพแดง ไม่ใช่คนของราชาด้วย แก๊งปาร์ตี้น้ำชาเลยเล่าให้ฟังว่าก่อนหน้านี้พระราชาเคยโผล่มาตอนที่กำลังจัดปาร์ตี้น้ำชากัน ราชาบอกว่า ไม่สนุก!! และสั่งให้จัดปาร์ตี้น้ำชาที่อิสระและรื่นเริงกว่านี้ ไม่งั้นจะตัดหัวทิ้ง ช่างทำหมวกเลยกลัวคำว่า ไม่สนุก มาตลอด และพยายามทำให้งานเลี้ยงน้ำชารื่นเริงมากที่สุด คือทั้งสามคนนี้ไม่ได้ชอบจัดปาร์ตี้น้ำชาหรอก แค่ทำไปเพราะกลัวพระราชาเท่านั้นเอง

ชาร์ลส์บอกว่าตัวเองเข้าใจความรู้สึกของช่างทำหมวกดี เพราะตัวเองก็โดนพี่ชายต่อว่าอยู่บ่อยๆ หลังจากนั้นแก๊งปาร์ตี้น้ำชาก็จะดื่มชาอย่างสนุกสนานกันต่อ แต่ชาร์ลส์บอกว่าไม่เห็นจำเป็นต้องเชื่อฟังคำสั่งไร้เหตุผลเลย ไปหาพระราชากันดีกว่า! ห้ามยอมแพ้นะ! ถ้าอยากเปลี่ยนแปลงก็ต้องเค้นความกล้าออกมาแล้วก้าวไปข้างหน้า! ตอนแรกกระต่ายกับหนูไม่ยอมไปด้วยเพราะอยู่อย่างนี้ก็ดีแล้ว แต่ช่างทำหมวกตัดสินใจจะไปกับชาร์ลส์ ทั้งสองเลยออกเดินทางไปด้วยกัน เป็นอันจบแทร็คที่หนึ่ง (เขียนมาตั้งนานเพิ่งจบแทร็คแรก……..)

ชาร์ลส์พูดกับช่างทำหมวกว่า “ถึงจะไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรได้ แต่ผมรู้สึกว่าถ้าไปกับคุณแล้วน่าจะพบเส้นทางที่ควรก้าวเดินไป” เพราะงั้นช่างทำหมวกก็น่าจะเป็นจิตใจด้าน positive ของชาร์ลส์ ช่วงแรกช่างทำหมวกติดอยู่ภายใต้กฎ ไม่ต่างจากชาร์ลส์ที่ติดอยู่ในกรอบที่พี่ชายเขียนไว้ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจที่จะก้าวออกมาจากกรอบ ในแง่นี้จะมองว่าเป็น ความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง ของชาร์ลส์ก็คงได้

เท่าที่ไปอ่านวิเคราะห์ต้นฉบับมา เห็นหลายๆ ที่บอกว่างานเลี้ยงน้ำชาของช่างทำหมวกเป็นภาพสะท้อนสังคมในยุควิกตอเรียน จุดนี้เราว่าเอามาใช้กับเวอร์ชั่นนี้คงไม่เวิร์ก อุตะปุริไม่น่าอยากวิพากษ์สังคมอังกฤษในศตวรรษที่ 19 หรอกมั้ง…. แต่ถ้ามองสตอรี่โดยรวมว่าเป็นภาพสะท้อนสังคมก็อาจจะคิดได้เหมือนกัน แม้โดยส่วนตัวแล้วเราจะให้น้ำหนักกับการสะท้อนจิตใจชาร์ลส์มากกว่าก็ตาม

แทร็คสองเริ่มต้นด้วยฉากที่ชาร์ลส์มาเจอกระต่ายขาวอีกครั้ง กระต่ายขาวยังคงเร่งรีบเหมือนเดิม และยังคงพูดประโยคที่ชวนให้โมโหคนเขียนบทอีกเช่นเคยว่า “สิ่งที่พังไปแล้วครั้งหนึ่งย่อมไม่มีทางกลับเป็นเหมือนเดิม ต่อให้มีพลังของราชาก็ตาม…” พูดจบก็วิ่งหายไป ปล่อยให้ชาร์ลส์กับช่างทำหมวกวิ่งไล่ตาม แต่ก็ตามไม่ทันอีกเหมือนเดิม

พอกระต่ายขาวหายไป คราวนี้แมวเชสเชอร์ก็โผล่มาอีกครั้ง เชสเชอร์บอกชาร์ลส์ว่าไม่เห็นจำเป็นต้องหาทางกลับไปโลกเดิมเลย อยู่ที่นี่ก็ดีแล้วนี่นา อุตส่าห์เป็นเพื่อนกับช่างทำหมวกแล้วทั้งที จัดงานเลี้ยงน้ำชากันไปเรื่อยๆ ก็พอแล้วไม่ใช่รึไง? ในโลกโน้นไม่มีใครรักชาร์ลส์เลยแท้ๆ แล้วจะกลับไปทำไมอีก ชาร์ลส์เลยนึกถึงตัวเองในโลกโน้นที่มักจะโดนพ่อดุด่า โดนพี่เข้มงวดใส่ เชสเชอร์เลยเป่าหูต่อไปว่า “คนที่ผิดคือพวกผู้ใหญ่ต่างหาก”

ความก๊าวของบทบรรยายในหนังสือฉากนี้คือ “แมวเชสเชอร์ลูบศีรษะของชาร์ลส์อย่างอ่อนโยน” หว่อยยยยยยยยยยย รันรั๊นนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน (≧д≦)(≧д≦)(≧д≦)

แมวเชสเชอร์เป่าหูอลิสให้อยู่ที่นี่จนชาร์ลส์เริ่มสับสน ช่างทำหมวกเลยเตือนว่า ตัดสินใจว่าจะก้าวไปข้างหน้าแล้วไม่ใช่รึไง? ฉากนี้เห็นความเป็นขั้วตรงข้ามของแมวเชสเชอร์กับช่างทำหมวกชัดเลย คนนึงเป็นด้านคิดลบที่ไม่กล้าเผชิญความจริง ไม่กล้าเผชิญกับโลก อยากจะหลบซ่อนตัวอยู่ในแดนมหัศจรรย์ ส่วนอีกคนเป็นด้านคิดบวก กล้าที่จะมุ่งไปข้างหน้า กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง เป็นฉากที่แสดงถึงการต่อสู้ภายในจิตใจของชาร์ลส์ (จะว่าไปแล้วก็ให้อารมณ์เหมือนเวลากอลลั่มคุยกับตัวเองนิดนึง……)

สุดท้ายชาร์ลส์ก็เลือกที่จะก้าวไปข้างหน้า จะหาทางกลับบ้านไปเผชิญหน้ากับพี่ แมวเชสเชอร์ก็อุตส่าห์ใจดีช่วยบอกทางให้ก่อนจะหายตัวไป

ชาร์ลส์กับช่างทำหมวกเดินมาจนถึงสวนกุหลาบของราชาโพแดง มาถึงก็เจอไพ่เอซโพแดง (=โอโตยะ) กับไพ่เจ็ดโพแดง (=โชจัง) ทะเลาะกันอยู่ สองคนนี้น่ารักมากกกกกกกกก โอ๊ยยยยยยยย ฮือออออออ โอโตยันนนนนนน โชจั๊งงงงงงงงงงงงง (≧д≦)(≧д≦)

ไพ่สุดคิวท์ทั้งสองกำลังช่วยกันทาสีดอกกุหลาบสีขาวให้กลายเป็นสีแดงอยู่ เพราะพระราชาชอบสีแดง ถ้าโดนจับได้ว่าปลูกผิดสีจะโดนประหาร ชาร์ลส์เลยโวยวายว่านี่มันไร้เหตุผลเกินไปแล้ว เข้มงวดเหมือนพี่ชายไม่มีผิด

ไพ่เอซโพแดงบอกชาร์ลส์ว่า “ต่อให้ไร้เหตุผล แต่ถ้าพระราชาบอกว่าถูกก็คือถูก เพราะคำสั่งของพระราชาถือเป็นเด็ดขาด” ……คมกริบ

ขณะที่กำลังเมาท์พระราชากันอยู่ แมวเชสเชอร์ก็โผล่มาแกล้งบอกว่า “กุดหัวเจ้าพวกนี้ซะ!” ไพ่สุดน่ารักทั้งสองเลยสะดุ้งโหยงขอให้พระราชายกโทษให้ ชอบฉากนี้ น่าร๊ากกกกกกกกกกก (≧ω≦)(≧ω≦)

แมวเชสเชอร์โผล่มาปั่นหัวให้ชาร์ลส์กลัวการเผชิญหน้ากับพระราชา ชาร์ลส์เลยเริ่มใจแป้วขึ้นมาอีก จังหวะนั้นอยู่ดีๆ กระต่ายขาวก็โผล่มาบอกว่า การพิจารณาคดีกำลังจะเริ่ม และถ้าขาดอลิสไปก็เริ่มไม่ได้ ชาร์ลส์เลยต้องไปกับกระต่ายขาว

พอมาถึงศาล ชาร์ลส์ก็พบว่านั่นคือการพิจารณาคดีของไพ่แจ็คโพแดง (=ไอไอ) ซึ่งคนที่ทำหน้าที่ผู้พิพากษาคือกระต่ายขาว ความผิดของแจ็คโพแดงคือปลูกดอกกุหลาบผิดสีแล้วยังพยายามกลบเกลื่อนจึงต้องโดนโทษประหาร

แจ็คโพแดงบอกว่า คำสั่งของพระราชามีแต่เรื่องไม่สมเหตุสมผลทั้งนั้น จะไม่ทนอีกต่อไปแล้ว! จู่ๆ แมวเชสเชอร์ก็โผล่มาอีกรอบและบอกว่าแจ็คมักจะค้านคำพูดของพระราชาเสมอ ถ้ามองว่าแจ็คโพแดงสะท้อนอะไรสักอย่างในใจชาร์ลส์ก็คงเป็นจิตใจต่อต้าน แต่จะต่อต้านอะไรนี่ยังคิดไม่ตก จะว่าต่อต้านพี่ชายก็ไม่เชิง อาจเป็นการต่อต้านสังคมที่ชาร์ลส์เคยบอกว่าไร้สาระก็ได้

ฉากพิจารณาคดีนี่ตอนก่อนฟังเห็นคนกรี๊ดว่ามันเรย์ไอมาก พอมาฟังจริงๆ แล้วเราไม่ค่อยรู้สึกถึงพลังงานเรย์ไอเท่าไหร่แฮะ หรือฟิลเตอร์เราไม่หนาพอ…? แต่เราว่าเราสัมผัสพลังงานเรย์ไอจากออฟฟิเชียลได้บ่อยมากเลยนะ ยกเว้นรอบนี้ 55555555555

ระหว่างการพิจารณาคดี ช่างทำหมวกท้วงขึ้นมาว่าตัวเองอยู่ในเหตุการณ์ที่สวนกุหลาบ ซึ่งแจ็คไม่ได้อยู่ที่นั่น ช่างทำหมวกเห็นด้วยกับแจ็คว่าดอกกุหลาบจะเป็นสีอะไรไม่สำคัญ ที่สำคัญคือกฎของพระราชามันแปลกประหลาดสิ้นดี!

พอช่างทำหมวกระบายความในใจจบ เสียงพระราชาก็ดังขึ้นว่า “เรียกข้างั้นรึ ช่างทำหมวก? หึ ปากเก่งขึ้นไม่เบานี่นา!”

อ๊ากกกกกกกกกกกกกก อ๊ากกกกกกกกกกกกกก อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกก แม้จะแอบเดาตัวพระราชาไว้ก่อนฟัง แต่พอฟังแล้วออกมาตรงตามที่เดาไว้จริงๆ นี่มัน อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก พระราชารับบทโดยคามิวจ้าาาาาา กรี๊ดดดดดดดด มิวจังงงงงงงงงง (≧д≦)(≧д≦)(≧д≦) *ระบำฟลามิงโก้รอบศาล*

จริงๆ เดาไว้สองทาง ไม่คามิวก็ซัตสึกิ แต่เป็นคามิวแล้วดูเข้าท่ามากกว่า เพราะอยู่ดีๆ ซัตสึกิจะโผล่มาในโชว์คงพิลึกไปหน่อยมั้ง?

ชอบการเขียนบทบรรยายในหนังสือฉากที่พระราชาปรากฏตัวว่า บรรยากาศภายในศาลเยือกแข็งไปในพริบตา เหมาะกับคามิวดี 55555555

พระราชาข่มขู่ช่างทำหมวกว่าเดี๋ยวก็ไม่ได้ดื่มชาอีกหรอก ช่างทำหมวกเลยตอบอย่างกล้าหาญชาญชัยว่า “ถ้าต้องอยู่เหมือนตายทั้งเป็น ถ้าต้องแสร้งเล่นละครไร้สาระซ้ำไปมา สู้จบกันตรงนี้ยังดีซะกว่า!” แจ็คโพแดงขอบคุณช่างทำหมวกที่ช่วยเป็นพยาน พระราชาเห็นแล้วรำคาญเลยสั่งประหารทั้งคู่ซะเลย

คราวนี้ชาร์ลส์ทนไม่ไหวประท้วงขึ้นมาว่า ความคิดของพระราชาต่างหากที่ผิด! คราวนี้พระราชากับชาร์ลส์เลยถกเถียงกันว่าด้วยกฎเกณฑ์ ความถูกต้อง ความรับผิดชอบ และอิสรภาพ คนฟังกรี๊ดความหล่อของพระราชาได้แป๊บเดียวก็มานั่งปวดขมับกับบทสนทนาอันแยบคายของตัวละครต่อ…

พระราชาบอกว่าชาร์ลส์แค่ใช้คำว่าอิสระมาอ้างเพื่อหนีจากความจริงอันเจ็บปวด ชาร์ลส์ตอบว่าที่ผ่านมาเคยหนีเพราะความกลัว แต่ยิ่งหนีกลับยิ่งกลัวมากขึ้น เพราะฉะนั้นถึงได้ไม่ยอมเผชิญหน้า แต่จากนี้ไปจะไม่หนีอีกแล้ว จะเชื่อมั่นในตัวเองและก้าวไปข้างหน้า เราว่าบทพูดที่ชาร์ลส์ตอบพระราชาตรงนี้อธิบายแก่นของ Lost Alice ได้ชัดเจนที่สุดแล้ว พอไปฟังเพลงจะยิ่งเห็นชัดเลยว่าสิ่งที่เรื่องนี้อยากบอกคือ จงเชื่อในตัวเองและก้าวไปข้างหน้า จงมีความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง

หลังจากนั้นแมวเชสเชอร์ก็บอกว่า ชาร์ลส์เจ็บปวดที่โดนเปรียบเทียบกับพี่ชายผู้เก่งกาจมาตลอด และพี่ชายก็ปฏิเสธชาร์ลส์มาตลอดด้วย แต่แจ็คโพแดงถามว่า พี่ชายปฏิเสธชาร์ลส์จริงๆ งั้นเหรอ? ประโยคนี้ของแจ็คโพแดงนี่แหละที่ทำให้เราไม่ค่อยเห็นด้วยกับการวิเคราะห์ว่าแจ็คโพแดง=จิตใจต่อต้านพี่ชายเท่าไหร่

ชาร์ลส์บอกว่า พี่ชายไม่ได้ปฏิเสธหรอก แค่เป็นห่วงเท่านั้นเอง ถึงจะเข้มงวดแต่พี่ก็มีความอ่อนโยน พี่เองก็คงทรมานใจเหมือนกันที่พี่น้องเข้าใจกันไม่ได้

ชาร์ลส์ค่อยๆ เดินเข้าไปหาพระราชาและบอกว่า ที่ผ่านมาคงเหงาสินะ เพราะโดนใครๆ เกลียดจนไม่มีใครเข้าใกล้ ไม่มั่นใจในตัวเอง เอาแต่อิจฉาคนอื่นจนมองไม่เห็นสิ่งที่ถูกต้อง พระราชาฟังคำพูดเหล่านั้นก็ได้แต่ปฏิเสธเสียงหลงว่า ไม่ใช่! ไม่ใช่! ไม่ใช่! บทบรรยายตรงนี้เขียนว่า ทุกครั้งที่ชาร์ลส์เอ่ยคำพูด พระราชาก็ยิ่งเปลี่ยนรูปร่างไปกลายเป็นชาร์ลส์

ฉากแรกที่พระราชาออกมาด้วยเสียงของอัลเบิร์ต เรานึกว่าพระราชาคือภาพแทนของพี่ชายภายในใจชาร์ลส์ แต่พอเจอฉากนี้ก็เปลี่ยนความคิด พระราชาคือตัวชาร์ลส์เองนั่นแหละ เพราะคำพูดที่ชาร์ลส์พูดกับพระราชานั่นหมายถึงตัวเองชัดๆ เรามองว่าพระราชาคือปมในใจของชาร์ลส์ที่กลายเป็นรูปธรรม เป็นอุปสรรคในใจที่ชาร์ลส์ไม่กล้าเผชิญหน้า เป็นโจทย์ที่ชาร์ลส์ต้องข้ามผ่านเพื่อก้าวไปสู่การเติบโต การที่พระราชาปรากฏตัวในรูปแบบของอัลเบิร์ตก่อนจะกลายเป็นชาร์ลส์อาจมองได้ว่าช่วงแรกชาร์ลส์ยังคิดว่าตัวเองต้องกลับไปเผชิญหน้ากับพี่ชายอยู่ แต่พอมาถึงตรงนี้ชาร์ลส์ตระหนักแล้วว่าสิ่งที่ควรทำคือการเผชิญหน้ากับตัวเองต่างหาก

พระราชาที่ไม่อยากฟังคำพูดของชาร์ลส์ยกมือปิดหู (นึกภาพมิวจังกลัวจนยกมือปิดหูแล้วอยากเป็นลม ต้องน่ารักมากแน่เลย แอร๊////) ชาร์ลส์คว้ามือของพระราชาแล้วประกาศว่า “ต่อให้ต้องเสียใจภายหลัง ความเจ็บปวดนั้นก็จะไม่สูญเปล่า ผมจะก้าวไปข้างหน้า!” พริบตานั้นแดนมหัศจรรย์ก็ค่อยๆ พังทลายลงในที่สุด

กระต่ายขาวบอกว่าชาร์ลส์ค้นพบเส้นทางที่จะก้าวไปข้าวหน้าด้วยพลังของตัวเองแล้ว ช่างทำหมวกก็บอกลาชาร์ลส์ว่า ขอให้จำไว้ว่าไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน พวกเราก็อยู่เคียงข้างเสมอ เป็นอีกประโยคที่ตอกย้ำว่าพวกนี้อยู่ภายในจิตใต้สำนึกของชาร์ลส์อยู่แล้ว (จะว่าไปแล้วก็เริ่มนึกถึงอินไซด์เอาท์ขึ้นมาเบาๆ)

ชาร์ลส์บอกลาทุกคนและบอกว่าจะไปพบพี่ชายเพื่อบอกความรู้สึกของตัวเอง ตรงนี้ในแทร็คดราม่าจะเป็นเสียงทุกคนร้องเรียกอลิส แต่ในหนังสือจะเขียนว่า “ลาก่อน… อลิส” ประโยคนี้มันสำคัญอยู่นะ ทำไมในแทร็คดราม่าไม่มี! เราว่าหนังสือนี่สำคัญสำหรับการตีความมากเลยนะ เพราะบทบรรยายต่างๆ จะไม่มีในแทร็คดราม่า ฟังอย่างเดียวจะพลาดรายละเอียดไปเยอะ แต่ถ้าอยากฟังเพื่อเสพความน่ารักของตัวละครและเสียงหล่อๆ ของคนพากย์เฉยๆ ก็โอเค ฟังแบบไม่คิดอะไรมากก็สนุกใช้ได้เหมือนกัน

หลังจากนั้นชาร์ลส์ก็ลืมตาตื่นขึ้นมาพบคนที่หน้าตาเหมือนกระต่ายขาว อีกฝ่ายบอกว่าตัวเองเป็นหมอที่ดูแลชาร์ลส์ ก่อนหน้านี้ชาร์ลส์ตกลงไปในหลุมจนหมดสติไป โชคดีที่ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร แค่ช็อกจนหมดสติไปเฉยๆ

ทว่า! คนที่อาการสาหัสกว่าชาร์ลส์คือคุณพี่อัลเบิร์ตที่ช่วยชาร์ลส์เอาไว้จนตัวเองบาดเจ็บสาหัส อ๊ากกกกกกกก คุณพี่ขราาาาาาาาาาา (;____;)

ก่อนพูดถึงคุณพี่ขอพูดถึงคุณหมอก่อน พอตอนท้ายเฉลยว่าเรย์จังเล่นเป็นหมอแล้วเข้าใจความเร่งรีบของกระต่ายขาวเลย ทั้งเรื่องที่บอกว่าต้องแข่งกับเวลา ทั้งเรื่องความสูญเสีย ทั้งหมดนั้นมันโยงมาถึงฉากสุดท้ายของเรื่องนี่แหละ เห็นมีคนวิเคราะห์ว่าบางทีคุณหมอเรย์จังอาจจะเคยเป็นอลิสเหมือนกัน แต่เป็นอลิสที่ช่วยคนสำคัญไว้ไม่ได้ก็เลยมาเป็นหมอเพื่อช่วยคนอื่น ก็ฟังดูเป็นไปได้

กลับมาที่อาการพี่อัลเบิร์ต คุณหมอเรย์จังบอกว่าตอนโดนหามมาโรงพยาบาล อัลเบิร์ตละเมอเรียกชื่อน้องชายตลอด แต่หลังจากนั้นก็หมดสติไปยังไม่ฟื้น คุณหมอพาชาร์ลส์ไปดูอาการพี่ชาย พอเจอพี่นอนหน้าซีดชาร์ลส์เลยวิ่งเข้าไปกอดแล้วขอโทษที่เคยบอกว่าเกลียดพี่ ผมยังมีเรื่องอยากบอกพี่อีกมากมาย จะโกรธจะเกลียดผมก็ได้ ลืมตาตื่นเถอะนะพี่นะะะะะ

ชาร์ลส์พร่ำพูดความในใจที่มีต่อพี่เสร็จก็ร้องไห้ พอน้ำตาหยดปุ๊บ พี่อัลเบิร์ตก็พูดขึ้นมาว่า ชาร์ลส์ไม่ได้ทำอะไรผิดหรอก โอ้โหวววววว อุตส่าห์เขียนบทล้ำลึกชวนขบคิดมาทั้งเรื่อง มาเจอหยดน้ำตาแล้วฟื้นขึ้นมานี่ถึงกับขำในความคลีเช่ 55555555555 แต่คุณพี่ไม่ตายก็ดีแล้วค่ะฮือออออออออออออออ

และแล้วพี่น้องก็ปรับความเข้าใจกัน อัลเบิร์ตบอกว่าที่ผ่านมาทำไปเพื่อชาร์ลส์ทั้งนั้น แต่นั่นกลับทำให้ชาร์ลส์ทุกทรมานสินะ ทั้งๆ ที่ชาร์ลส์เป็นคนสำคัญยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น แต่กลับทำให้ชาร์ลส์โศกเศร้าซะได้ ขอโทษด้วย ว่าแล้วก็ใช้นิ้วเช็ดน้ำตาน้องชายแบบหล่อๆ

ชาร์ลส์ได้ฟังความในใจของพี่ก็ตัดสินใจบอกสิ่งที่ตัวเองอยากบอกบ้าง

“ผมรักพี่ชาย!”

“อา… พี่ก็เหมือนกัน ชาร์ลส์ที่รัก”

แล้วสองพี่น้องก็กอดกัน โอ้ยยยยยยยยยยยยยย อะไรนะะะะะะะะะะะะ นี่พี่น้องแน่เหรอออออ ใช่เหรอออออออออออออ เห่นโลววววววววววววว สรุปแผ่นนี้นัตจังเป็นพระเอก มิวจังเป็นนางเอกจ้าาาา หรือจะสลับกันก็ได้ แล้วแต่ฟิลเตอร์ส่วนบุคคล 55555555555

โดยสรุปแล้ว Lost Alice เป็นเรื่องราวของ “การเติบโต” ไม่ต่างจากประเด็น coming of age ของต้นฉบับเลย เหตุการณ์ในแดนมหัศจรรย์คือภาพสะท้อนจิตใจอันสลับซับซ้อนของชาร์ลส์ในวัยเปลี่ยนผ่าน ถ้าชาร์ลส์เป็นวัยรุ่น แดนมหัศจรรย์ก็คงเป็นความสับสนของวัยรุ่น ประโยคที่บอกว่าทุกคนคืออลิส อาจตีความว่าทุกคนล้วนเคยผ่านวัยเยาว์มาแล้วทั้งนั้นก็ได้

ประโยคสุดท้ายของเรื่องนี้บอกว่า ต่อให้สูญเสียไป ก็แค่ใช้มือนั้นคว้าความสุขใหม่ๆ ก็พอ ตอนแรกเราไม่เก็ทว่าความสูญเสียในที่นี้คืออะไร พี่อัลเบิร์ตก็ไม่ตายซะหน่อย แต่พอคิดจากคีย์เวิร์ด “การเติบโต” แล้ว สิ่งที่สูญเสียไปในที่นี้อาจจะไม่ได้หมายถึงอะไรที่เป็นรูปธรรมชัดเจน แต่หมายถึง “วัยเยาว์” ที่ผ่านพ้นก็ได้ หรือถ้าคิดจากเนื้อเรื่องอาจมองว่าสูญเสีย “ตัวเองคนเก่า” ไปก็ได้มั้ง

พอฟังจบอ่านจบแล้วมาพินิจดูชื่อ Lost Alice อีกทีเราก็ว้าววววกับชื่อนี้ขึ้นมาเลย เพราะ Lost Alice หมายความได้ทั้ง อลิสที่หลงทาง และ อลิสที่สูญหายไป ดูเป็นชื่อที่คิดมาดีอะ!! (ปรากฏออฟฟิเชียลบอก อ๋อ จริงๆ แล้วไม่ได้คิดไรมากหรอก)

เป็นอันว่าจากที่ตอนแรกไม่ได้คาดหวังอะไรจากแผ่นนี้เท่าไหร่เพราะเบื่อความจำเจของอลิส พอได้ฟังจริงดันประทับใจมากจนหยุดคิดไม่ได้ ยิ่งโยงเรื่องราวเข้ากับพื้นเพของนักแสดงที่มารับบทบาทแล้วก็ยิ่งสนุก แถมพอรู้สตอรี่แล้วยิ่งอินกับเพลงมากกว่าเดิมด้วย

ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งต่างๆ ที่เขียนมาเป็นแค่มุมมองส่วนตัวของเรา ปนๆ กับบทวิเคราะห์ของแฟนๆ ที่ไปอ่านมาอีกที อาจจะมีการตีความที่แตกต่างออกไปอีกมากมายก็ได้

และทั้งหมดทั้งมวลนี้คือส่วนหนึ่งของอุตะปุริ! อุ ตะ ปุ ริ! Uta no Prince sama!!!! ตั้งแต่ติ่งอุตะปุริมาเคยเห็นคนบอกว่าอุตะปุริติ๊งต๊องไร้สาระกี่ครั้งแล้วไม่รู้ ซึ่งไอ้ความติ๊งต๊องไร้สาระนั่นมันก็มีอยู่จริงแหละ ยอมรับ มีเยอะด้วย 5555555555555 แต่นอกจากมุมติ๊งต๊องเหล่านั้นแล้ว บางทีอุตะปุริก็มีแง่มุมอื่นๆ อีกเยอะเหมือนกัน และลอสท์อลิสนี่ก็เป็นมุมใหม่ของอุตะปุริที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ชอบที่ถึงจะอยู่ด้วยกันมานานก็ยังมีอะไรใหม่ๆ มาให้เห็นเสมอ ไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่เลย

หลังจากนี้ก็อยู่ด้วยกันไปอีกนานๆ นะ♥

Unbox: うたの☆プリンスさまっ♪ Amazing Aria & Sweet Serenade LOVE

ได้แผ่นอุตะปุริ Amazing Aria & Sweet Serenade LOVE มาตั้งแต่เดือนที่แล้ว ภาคนี้เป็นการเอาของเก่ามาพอร์ตลงวีต้าเช่นเดิม คราวนี้เราสั่ง  Premium Princess Box เหมือนเดิม แพคเกจก็ยังคงยิ่งใหญ่อลังการน่าประทับใจเช่นเดียวกับ Repeat Love

รอบนี้ต่างจากคราวก่อนตรงที่เราเปลี่ยนมาสั่งกับอนิเมทออนไลน์ช็อป เซ็ตที่เราสั่งเป็นเซ็ตลิมิเต็ดของอนิเมท ตอนซื้อรีพีทเลิฟกับบร็อคโคลี่สโตร์ก็ว่าแพงแล้ว แต่เซ็ตนี้แพงกว่าเซ็ตก่อนอีกเกือบพันเยน รวมค่าเกมและค่าส่งแล้วกลายเป็นเกมที่แพงที่สุดเท่าที่เคยซื้อมาไปละ ไม่รู้ภาคเดบิวท์พอร์ตลงวีต้าแล้วจะเพิ่มราคามาทำลายสถิติอีกรึเปล่า ราคาโหดร้ายขึ้นเรื่อยๆ T_T

เอากล่องมาเทียบกับรีพีทเลิฟแล้วขนาดเท่ากันเป๊ะ

ชอบปก AASSL มากกว่านิดนึงเพราะสีละมุนกว่า (≧ω≦)

ลองเอาซีดีกับบลูเรย์มาเทียบไซส์

เทียบแล้วกล่องบลูเรย์ดูเล็กไปเลย (- v -;)

ก่อนแกะกล่องใหญ่ มาดูของในเซ็ตอนิเมทกันก่อน เพราะมันคือสิ่งที่เราปลาบปลื้มที่สุดในรอบนี้ (≧д≦) เราสั่งกับอนิเมทเพราะของแถมเป็นโทคิยะกับโอโตยะ ดีมากที่ในที่สุดอุตะปุริก็คิดได้ว่าควรกลับมาขายคู่นี้ซะที! (แต่จริงๆ ขายโทคิยะคู่ใครเราก็ซื้อหมด เป็นทาส)

ของในเซ็ตอนิเมทประกอบด้วยผ้าขนาด B2 โบรไมด์ เข็มกลัด ซีดีสองแผ่น แผ่นนึงเป็นโทคิยะกับโอโตยะ อีกแผ่นเป็นสตาริชแบ่งทีมทดสอบความกล้า

แกะสิ่งเหล่านี้ออกมาดูทีละชิ้นแล้วมีความสุขเหลือเกินนนนน ฮรืออออ โทคิโอโตะะะะะะะะ

ลองเอาผ้ามาพาดกับเก้าอี้ อาาาา ดี! ดีจังเลยยยยย (/////ー/////)

ส่วนโคสเตอร์ที่เป็นตัวจิบิแถมให้เฉพาะคนที่จองแรกๆ เผอิญเราเห็นของแถมเป็นโทคิโอโตะก็หลับหูหลับตากดๆ ไป ไม่ได้รีบจองเพราะเห็นแค่โคสเตอร์แต่อย่างใด ลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ามันมีอันนี้แถมให้ด้วย 555555555

ทางด้านของในกล่องเกม เมื่อเปิดกล่องออกมาเราก็จะพบกับ…

แฟ้มที่ใช้รูปเดียวกับหน้าปกทุกประการ…….

และเมื่อหยิบแฟ้มออกมาก็จะพบกับ

กล่องเกมแบบลิมิเต็ดที่ใช้ปกเดิมอีกเช่นกัน จัดว่ายังคงคีพคอนเซปท์วาดทีเดียวใช้ให้คุ้มเช่นเคย

แฟ้มที่ว่านี้เป็นแฟ้มสำหรับใส่เข็มกลัด ซึ่งก็แน่นอนว่า

รูปเดิม…….

แต่ลายเส้นคุราฮานะเซนเซนี่เอามาทำเข็มกลัดแล้วเวิร์คมาก สวยมาก ฮืออออ ปลาบปลื้ม ไม่กล้าแกะออกมาติดกระเป๋าเลย มันเลอค่าเกินไป (;__;)

ซูมอิจิโนะเสะซังพอเป็นพิธี

ยังอีก ยังไม่หมด พอยกชั้นที่มีกล่องเกมออกมาจะเจอซีดีอีกสองแผ่น

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ!!! ปกซีดีใช้อาร์ทใหม่!!! ชอบปกมากกกกกก น่ารักกกกกก (≧д≦) ชอบที่ชุดดูจะดัดแปลงมาจากชุดนักเรียนโรงเรียนซาโอโตเมะด้วย

ในกล่องมีหน้าปกเอคลาสกับเอสคลาสมาให้สำหรับเปลี่ยนตามอัธยาศัย

↑ โชจังหล่อมากกกกกก โอยยยยยยยยยยยย

Rainbow Stars CD แผ่นนี้เป็นซีดีเพลง มีเพลงอยู่สามเพลงได้แก่ 一緒にHang in there♪ ที่ร้องกันเจ็ดคน, ADVENT ACE ของเอคลาส และ Superb Spirits ของเอสคลาส ตอนรู้ว่าเอคลาสกับเอสคลาสจะมีเพลงใหม่ดีใจมากกกกกกกกก ไม่คิดว่าจนป่านนี้แล้วจะมีเพลงแยกคลาสออกมาให้ฟังอีก ไปๆ มาๆ กลายเป็นว่าตั้งตารอซีดีแผ่นนี้มากกว่าแผ่นเกมอีก 55555555

ส่วนซีดีอีกแผ่นคือ Cheer up Disc เป็นซีดีที่หนุ่มๆ จะพูดให้กำลังใจเราในยามเหนื่อยล้า มีทั้งหมด 10 แทรค คือมีครบทุกคนที่จีบได้ในเกมภาคนี้

ชั้นล่างสุดของ Premium Princess Box คืออัลบั้มใส่โบรไมด์กับโปสเตอร์ผ้าขนาด B2 แน่นอนว่ารูปเดิมอีกแล้ว

บนโบรไมด์มีข้อความเขียนด้วยลายมือของแต่ละคนอยู่ด้วย

ส่วนกล่องลิมิเต็ดแบบทั่วไปประกอบด้วยแผ่นเกม บุ๊กเล็ท และซีดีแผ่นนึง

Amazing Sweet LOVE Disc แผ่นนี้จะมีเพลง 情熱のデジャヴキス ของเซซิล กับเพลงของหนุ่มๆ แต่ละคนที่อะเรนจ์เป็นเปียโนแบบที่ใช้ในเกม ส่วนบุ๊คเล็ทเอาของเก่าที่เคยแถมกับเวอร์ชั่นลิมิเต็ดของ Amazing Aria และ Sweet Serenade เวอร์ชั่น PSP มารวมเป็นเล่มเดียว อันนี้ใช้มุกเดียวกับรีพีทเลิฟเลย

โดยส่วนตัวชอบของแถมอนิเมทรอบนี้มากกกกกกก ถือว่าคุ้มค่าคุ้มราคา ไม่เคยแกะกล่องเกมออกมาแล้วความสุขล้นปรี่ขนาดนี้มาก่อน (〃ω〃) ส่วนของในบ็อกซ์ ถึงแม้มันจะลายเดียวกันไปหมด แต่เราชอบลายเส้นนี้ ยอม ต่อให้รอบหน้าเล่นมุกนี้อีกก็ซื้ออยู่ดี ขายมาเล้ย!

นอกจากของแถมต่างๆ นานาในบ็อกซ์แล้ว รอบนี้เราประทับใจของแถมในเกมมาก คือถึงจะเป็นเกมที่พอร์ตภาคเก่ามาลงเครื่องใหม่ แต่ในเกมมีเนื้อเรื่องใหม่แถมมาให้ด้วย พวกสตอรี่ใหม่กับซีจีใหม่ยังไม่เท่าไหร่ แต่สตอรี่พิเศษที่แถมให้สำหรับคนที่มีเซฟภาครีพีทเลิฟอยู่นี่สิ พีค!

สตอรี่พิเศษนี้มีชื่อว่า「まじかるイチコ☆リターンズ」 หรือเมจิคัลอิจิโกะรีเทิร์นส์ เป็นการต่อยอดมาจากซีดีแถมของภาครีพีทอีกทีนึง คือภาครีพีทของเก่าเนี่ย ในเซ็ตอนิเมทเคยแถมดราม่าซีดีที่มีชื่อว่าเมจิคัลอิจิโกะมาก่อน ดราม่าซีดีนี้เป็นเรื่องราวของสาวน้อยมัธยมปลายนามอิจิโกะที่ต้องแปลงร่างสู้กับเหล่าร้าย และคราวนี้อิจิโกะก็กลับมาอีกครั้งในรูปแบบของสตอรี่ในเกม ไม่ต้องฟังแค่เสียงอีกต่อไป คราวนี้มาทั้งภาพและเสียงจ้าาา

วีต้าเรามีเซฟเกมรีพีทเลิฟอยู่ พอใส่แผ่นภาคนี้เข้าไปมันก็ขึ้นสตอรี่นี้มาให้เลือกกดเล่นได้เลย แต่ปัจจุบันยังไม่กล้าเล่น แค่ไปดูคลิปตัวอย่างมาก็ขำปางตายแล้ว ขอเวลาทำใจก่อน 5555555 อยากเก็บความพีคเอาไว้ท้ายสุดด้วย ไว้เคลียร์รูททุกคนครบแล้วค่อยเจอกันนะยัยอิจิโกะ!

ตอนนี้ภาคเดบิวท์ยังไม่มีประกาศทำลงวีต้า แต่ทำมาขนาดนี้แล้วคิดว่าเดี๋ยวก็คงมีมั้ง รอลุ้นหน้าปกฝีมือคุราฮานะเซนเซ เราชอบชุดบนปกภาคเดบิวท์มาก (≧ω≦) รอลุ้นของแถมร้านด้วย ลุ้นสตอรี่แถมด้วย ลุ้นราคาด้วย แค่พอร์ทของเก่ามาลงเครื่องใหม่ ทำไมมีอะไรให้ลุ้นเยอะแยะนักเนี่ย!

แต่ก่อนจะออกภาคเดบิวท์ ช่วยออกภาค Dolce Vita ที่ประกาศตั้งแต่ปีก่อนมาซะทีเถอะะะะ

Masquerade Mirage

ไปดูบุไต Masquerade Mirage มาตั้งแต่อาทิตย์ก่อนนู้นแหละ!

บุไตนี้เป็นหนึ่งในโปรเจคต์เกคิดันไชน์นิ่ง หรือ Shining Theatrical Troupe ของอุตะปุริซึ่งเดิมทีแล้วเป็นเพลง+ดราม่าซีดีมาก่อน จนกระทั่งเอพริลฟูลส์เมื่อสองปีที่แล้ว อยู่ดีๆ เว็บอุตะปุริก็บอกว่าบุไตนี้จะกลับมาอีกครั้ง! โอ้โห เท่านั้นแหละ แฟนด้อมอุตะปุริลุกเป็นไฟ เพราะแฟนๆ อุตะปุริจะรู้กันว่าอะไรที่ออฟฟิเชียลเอามาเล่นตอนเอพริลฟูลส์เนี่ย สักวันจะกลายเป็นเรื่องจริงเสมอ

คนแฟนด้อมอื่นอาจจะไม่ค่อยเข้าใจว่าแค่ประกาศทำบุไตจะดราม่ากันทำไมเยอะแยะ ไม่อยากดูก็ไม่ต้องดูมั้ย? แต่ถ้าตามอุตะปุริเยอะๆ เนี่ยจะเข้าใจว่าสิ่งที่อุตะปุริพยายามสร้างมาตลอดคือ “ความเรียล” ที่ผ่านมาออฟฟิเชียลเองนั่นแหละที่ทำทุกวิถีทางเพื่อให้เกิดอุปาทานหมู่ว่าเหล่าไอดอลมีตัวตนอยู่จริง (ขายลายเซ็นสดๆ อัดใส่กรอบก็ทำมาแล้ว โหดปะล่ะะะ) การสร้างบุไตจึงเป็นการทำลาย “ความเรียล” ที่ว่าด้วยน้ำมือของออฟฟิเชียลเอง จะดราม่าและเกิดการต่อต้านกันก็ไม่แปลก มันไม่ใช่แค่ว่าไม่อยากดูก็ไม่ต้องดูแล้ว มันเป็นประเด็นเซนสิทีฟสำหรับแฟนๆ พอสมควร

อย่างไรก็ตาม! ในเมื่อจะสร้างบุไตขึ้นมาจริงๆ ไอ้ “ความเรียล” นั้นกลับได้รับการรักษาเอาไว้อย่างงดงาม ขอชื่นชมที่ออฟฟิเชียลไม่ได้ใช้คำว่า 舞台化 หรือสร้างเป็นละครเวที แต่กลับใช้คำว่า 再演 ที่แปลว่านำมาแสดงใหม่อีกครั้ง ส่วนนักแสดงก็เรียกว่าเป็นนักแสดงรุ่นที่สอง ทั้งๆ ที่เพิ่งเคยสร้างบุไตครั้งแรกนี่แหละ…. สาเหตุเป็นเพราะการแสดงครั้งแรกก็คือในดราม่าซีดี ส่วนนักแสดงรุ่นแรกคือชิโนมิยะ นัตสึกิ, โคโตบุกิ เรย์จิ และมิคาเสะ ไอ นั่นเอง ส่วนรุ่นที่สองก็ไม่ได้ถือว่ามารับบทสามคนนี้นะ แต่รับบทเป็นบทที่นักแสดงรุ่นแรกเคยแสดงไว้อีกทีนึง โอ้ยยย ซับซ้อน 555555555 แต่ก็นั่นแหละ ถือว่าออฟฟิเชียลหาทางรักษาความเรียลเอาไว้ได้ดีทีเดียว

อันที่จริงก่อนหน้าเรื่องนี้ก็มีเรื่อง 天下無敵の忍び道 เล่นไปแล้วเรื่องนึง แต่เรื่องนั้นเราสมัครไปแล้ววืดหมดเลย เสียดาย T_T ตอนสมัครตั๋วเรื่องนี้ก็สมัครไปแบบไม่ค่อยหวังอะไรเท่าไหร่ ดวงอุตะปุริไม่ค่อยมีอยู่แล้ว สุดท้ายก็ได้มารอบนึง ฮูเร่ยยยย์ ดีใจมากเพราะในเกคิดันไชน์นิ่งเราชอบคอนเซปท์เรื่องนี้สุดละ แม้โอชิเราจะอยู่เรื่อง JOKER TRAP ก็ตาม

บุไตคราวนี้ก็เหมือนเวลาไปดูเรื่องอื่นๆ คือไปแบบงงๆ เด๋อๆ ไม่รู้จักแคสท์ 55555555 คราวนี้รู้จักตั้งคนนึงคือโซเมยะ โทชิยูกิ หรือที่แฟนๆ เรียกว่าโซเมะซามะ คนนี้คุ้นเคยกันมาจากฮาคุโอคิ SSL และ Marginal#4 (แต่ในมาจิโฟร์เป็นนักพากย์นะ) คราวนี้โซเมะมาเล่นเป็นเลซี่ (Lazy) ซึ่งเดิมทีรับบทเรย์จิ (เวลาออกเสียงภาษาญี่ปุ่นจะเป็น เรย์จี้… ฟังเผินๆ ก็เรย์จินั่นแหละ) ส่วนบทไอน์ซัทส์ (Einsatz) ซึ่งเดิมทีเป็นของไอไอ คราวนี้รับบทโดยโอตะ โมโตฮิโระ และบทซีโน่ (Sino) ของนัตจัง รับบทโดยทากาวะ ฮิโรกิ

หลังจากดูจบแล้วมีความเห็นเกี่ยวกับ Masquerade Mirage ฉบับแสดงครั้งที่สองดังนี้

 

*สปอยล์กระหน่ำ*

 

● ถึงจะเรียกว่าเป็นการนำมาแสดงใหม่อีกครั้ง แต่เอาเข้าจริงแล้วบทมันไม่มีอะไรเหมือนในดราม่าซีดี เอ้ย! การแสดงครั้งแรกเลยแม้แต่น้อย เป็นบทที่เขียนขึ้นมาใหม่แทบทั้งหมด

● เนื้อเรื่องของเดิมในเวอร์ชั่นดราม่าซีดีคือเลซี่ (เรียกแบบนี้แล้วไม่ชินเลย แต่เอาเถอะ เลซี่ก็เลซี่ 5555555) พาน้องสาวไปงานเต้นรำสวมหน้ากาก ไปเจอซีโน่ที่เป็นเพื่อนสมัยเด็กในงาน แล้วตอนหลังจอมโจรไอน์ซัทส์ก็ปรากฏตัวขึ้นในงาน ก่อนจะขโมยสร้อยของน้องสาวเลซี่ไป พร้อมกับขโมยหัวใจของเธอไปด้วย ฮิ้วววว จบและ มีแค่เนี้ย

● เนื้อเรื่องเวอร์ชั่นใหม่จะเปลี่ยนไปหมดเลย สิ่งที่เหมือนเดิมมีแค่ งานเต้นรำสวมหน้ากาก/ซีโน่เป็นตำรวจ/ไอน์ซัทส์เป็นจอมโจร/เลซี่กับซีโน่เป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่เด็ก

● ในเวอร์ชั่นนี้เลซี่จะมางานเต้นรำสวมหน้ากากโดยไม่พาน้องสาวมาด้วย ทำให้ละครเรื่องนี้ไม่มีนางเอก (แต่ตอนหลังๆ จะมีตัวละครนึงที่เป็นเสมือนนางเอกไปเลย……)

● ของเดิมเลซี่เป็นแค่พี่ชายที่พาน้องสาวมาออกงานเต้นรำครั้งแรก ไม่มีพื้นเพตัวละครละเอียดมากมายอะไร แต่คราวนี้เลซี่มีสตอรี่ติดตัวมามากมาย คราวนี้คนดูจะได้รู้ว่าเลซี่เป็นยอดนักสืบมากความสามารถ เก่งกาจทั้งบู๊และบุ๋น ซึ่งความจริงแล้วเลซี่คนนี้เป็นคุณชายตระกูลขุนนางที่เบื่อหน่ายชีวิตขุนนาง โดนพ่อแม่เร่งเร้าให้แต่งงาน แต่เจ้าตัวไม่ยอมแต่งกับใครเพราะเหมือนจะแอบชอบน้องสาวอยู่ เพราะน้องสาวที่ว่าไม่ได้มีสายเลือดเดียวกัน!

● เรื่องพี่แอบชอบน้องนี่ของเดิมก็มีหยอดๆ อยู่นิดหน่อย คือมีฉากนึงที่เรย์จังทำเสียงจริงจังพูดกับน้องสาวว่า “ถ้าฉันบอกว่าเราไม่ได้เป็นพี่น้องกันจริงๆ ล่ะ?” แต่หลังจากนั้นก็หัวเราะแล้วบอกว่า “ล้อเล่นน่า เราเป็นพี่น้องกันแท้ๆ นี่แหละ” ซึ่งหลังจากนั้นก็ไม่ได้มีเฉลยนะว่าสรุปแล้วเรย์จังในบทเลซี่พูดจริงหรือโกหก แต่คราวนี้เลซี่จะพูดชัดๆ เลยว่า ฉันกับน้องสาวไม่ได้เกี่ยวข้องกันทางสายเลือด

● แต่ประเด็นเรื่องน้องสาวนี่ไม่ค่อยสำคัญเท่าไหร่หรอก เพราะน้องสาวที่ว่าไม่ได้มีบทบาทในเรื่อง บทมันเลยเทไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างเลซี่-ซีโน่ และเลซี่-ไอน์ซัทส์ซะมากกว่า

● และเราชอบเนื้อเรื่องฉบับนี้มากกกกกกกกกกกกกกกกกก

● คนเขียนบททำการบ้านมาดีมาก ในฐานะแฟนอุตะปุริขอกราบเยอะมาก พูดได้เต็มปากเลยว่าบท Masquerade Mirage ฉบับนี้เขียนมาสำหรับแฟนอุตะปุริจริงๆ

● บอกตามตรงแล้วตอนแรกไม่ได้คาดหวังกับบทเลย นึกว่าแค่เอาของเก่ามาขยายความเพิ่มให้มันยาวๆ ซึ่งบทของเก่ามันก็ไม่ได้ดีเลิศอะไรเท่าไหร่ แต่นี่มันคือการรื้อสร้างใหม่ทั้งหมด แถมยังสอดแทรกสิ่งที่แฟนๆ เห็นแล้วจะต้อง หื้มมมมมมมม (ในความหมายที่ดี) ลงไปมากมายอีก

● กล้าอวยขนาดนี้เพราะบทมันจี้จุดที่เราชอบในอุตะปุริด้วยแหละ ถ้าเอาจุดอื่นมาขยี้อาจจะไม่จี๊ดขนาดนี้ แต่คราวนี้สิ่งที่บทแทรกเข้ามาคือเรื่องของ “ไอเนะ” …….อีกแล้ว มาบ่อยจริงคนนี้ 55555555555 เราว่าไอเนะเหมือนเป็นสูตรโกงสุดสะดวกใช้ไปแล้ว เวลาอยากขยี้ให้แฟนๆ ปวดใจก็หยิบเรื่องไอเนะมาเล่นนี่แหละ ได้ผลชะงัดนัก

● แต่จริงๆ แล้วประเด็นไอเนะนี่มาตอนท้ายๆ เลย

● เวอร์ชั่นนี้เรื่องซับซ้อนกว่าของเดิมมาก จะเล่าเรื่องย่อก็ไม่รู้จะสรุปยังไงดี เอาเป็นว่ามันไม่ได้จบแค่ในงานเลี้ยงเต้นรำ แต่ขยายเรื่องไปไกลมาก จากเดิมที่มีตัวละครหลักแค่สี่ตัว (รวมน้องสาวเลซี่ด้วย) เวอร์ชั่นนี้กลับมีตัวละครใหม่เพิ่มเข้ามามากมาย มีกระทั่งตัวละครที่เป็นตัวร้ายด้วย!

● จากเดิมที่ไอน์ซัทส์เป็นจอมโจรปริศนาไม่รู้ที่มาที่ไป ในฉบับนี้เราจะได้รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วไอน์ซัทส์นั้นมีเจ้านายคอยบงการอยู่เบื้องหลังอีกที เจ้านายของไอน์ซัทส์เป็นนักเล่นแร่แปรธาตุผู้ปรารถนาอยากมีชีวิตอมตะจึงได้สร้างออโตมาต้าขึ้นมามากมาย และในบรรดาออโตมาต้าเหล่านั้น ไอน์ซัทส์คือผลงานชิ้นที่ยอดเยี่ยมที่สุด

● ทำไมเนื้อเรื่องช่าง… ไปไกล…….

● ตอนมีคำว่าเล่นแร่แปรธาตุโผล่มาในเรื่องนี่ได้แต่ร้องโอ้โหอยู่ในใจ คิดได้ไง๊ แต่พอเรื่องมันดำเนินไปเรื่อยๆ แล้วชอบความไปไกลเหล่านี้มาก ถ้าดราม่าซีดีมาด้วยพล็อตนี้แต่แรกคงฟังแล้วปวดใจ

● อย่างที่บอกว่าคนเขียนบททำการบ้านมาดี มีการคารวะเกมต้นฉบับเยอะพอสมควร คือเนื้อเรื่องมีอะไรอิงจากในเกมอยู่หลายอย่างเลย ถ้าเล่นภาค All Star แล้วมาดู Masquerade Mirage ฉบับนี้ต่อน่าจะอินมาก

● ที่สำคัญ มันเรย์ไอมากกกกกกกกกกกกกก ตอนแรกๆ ยังไม่ค่อยรู้สึกอะไร จนกระทั่งถึงช่วงกลางเรื่องที่ซีโน่พูดกับเลซี่ว่า เชื่อใจไอน์ซัทส์จังเลยนะ แล้วเลซี่บอกว่า นั่นสิ ทั้งๆ ที่เจ้านั่นเป็นคนที่ขโมยสร้อยเพชรของน้องสาวฉันไปแท้ๆ ทำไมกันนะ? …ถึงตรงนี้แล้วเริ่ม หืม?? อ้าว นี่เป็นศัตรูกันแต่เชื่อใจกันหรอกเหรอ?? อะไรยังไงนะ??

● พอเอะใจแล้วก็ไม่สามารถถอดฟิลเตอร์เรย์ไอออกไปได้อีกเลย

● และความเรย์ไอนั้นยังทวีสูงขึ้นเรื่อยๆ จะบอกว่าไอน์ซัทส์เป็นนางเอกยังได้เลยเนี่ย ช่วงหลังๆ ไอน์ซัทส์จะโดนเจ้านายตัวเองจับทำพิธีเพื่อให้ตัวเองเป็นอมตะ ฉากที่เลซี่บุกไปช่วยไอน์ซัทส์ที่กำลังโดนจับขึงอยู่นี่มัน…..

● แม้มันจะเรย์ไอมากตั้งแต่กลางๆ เรื่อง แต่เราเพิ่งนึกถึงไอเนะขึ้นมาในฉากที่ไอน์ซัทส์จะฆ่าตัวตายด้วยการดึงอัญมณีที่ใช้เป็นพลังชีวิตของตัวเองออกมา พอมีการฆ่าตัวตายเข้ามาเกี่ยวข้อง เรื่องของไอเนะในเกมก็ผุดขึ้นมาเป็นฉากๆ

● หลังจากนั้นมีฉากนึงที่เลซี่ไปหาไอน์ซัทส์ แล้วไอน์ซัทส์บอกว่าอยากตาย หรือพยายามจะฆ่าตัวตายอีกรอบหรือยังไงนี่แหละ (จำได้แบบเลือนราง) เราชอบบทสนทนาฉากนี้มาก เลซี่จะพยายามพูดห้าม แต่ไอน์ซัทส์ฟังแล้วบอกว่า “คำพูดนั้นพูดกับฉันจริงๆ งั้นเหรอ เห็นภาพใครซ้อนกับฉันหรือเปล่า?” โอ้โหวววววววว นี่มันภาพซ้อนกับรักสามเส้าเรย์จิ-ไอ-ไอเนะชัดชัดดดดดด

● ในเรื่องไม่ได้ขยายความตรงนี้นะว่าเลซี่เห็นภาพซ้อนกับใครกันแน่ แต่มันชัดเจนมากว่าเขียนบทตรงนี้จากเรื่องของไอเนะ (ถ้าไม่ได้เล่นเกมมาก่อนอาจจะงงๆ อยู่บ้าง) ฉากนี้ในบุไตทำเราร้องไห้เลย 5555555555 จุดนั้นเราไม่ได้อินกับไอน์ซัทส์และเลซี่หรอก แต่เรานึกถึงเรื่องของไอเนะไง สตอรี่ของไอเนะเป็นอะไรที่ทำให้เราร้องไห้ได้เสมอ

● ตอนท้ายๆ มีฉากที่ไอน์ซัทส์เกือบๆ จะตายแล้วเลซี่เข้าไปประคอง ไอน์ซัทส์ยกมือลูบแก้มเลซี่ด้วย โอ๊ย จะเป็นลม (แต่ฉากนี้แอบนึกถึงฉากไอเลสลูบหน้าวอร์เรนในบลัดดี้ชาโดว์นิดนึง)

● แม้กระทั่งฉากจบก็ยังจะเรย์ไอ คือสุดท้ายแล้วไอน์ซัทส์ก็ไม่ตาย แล้วตอนหลังไอน์ซัทส์ก็ปลอมตัวเป็นซีโน่ โผล่มาขอเลซี่เต้นรำด้วยกัน…….. แต่สุดท้ายเลซี่ก็จับได้ว่านั่นคือไอน์ซัทส์ ไอน์ซัทส์เลยหนีไปก่อน เลซี่จึงเต้นรำกับซีโน่ตัวจริงแทน (จะว่าไปแล้วโมเมนต์เลซี่ซีโน่ก็เยอะแยะเหมือนกัน ชงอย่างเสมอภาคดี)

● ความสนุกอย่างนึงของบทเวอร์ชั่นนี้คือ ลองคิดว่าถ้าแคสท์ชุดแรก (เรย์จัง/ไอไอ/นัตจัง) ได้เล่นบทเวอร์ชั่นนี้จะรู้สึกยังไงกันบ้าง โอ้ยยย แค่คิดก็ปวดใจแล้ว บทเขียนมาทำร้ายจิตใจเรย์จังกับไอไอมากเกินไป (;__;)

● ส่วนซีโน่ก็ใช่ว่าจะไม่มีการหยิบยกเรื่องในเกมมาสอดแทรก มีการหยิบเรื่องอดีตกับเรื่องสองบุคลิกมาใส่ด้วย เรื่องอดีตจะดัดแปลงนิดหน่อยแต่ก็อ้างอิงมาจากในเกมนั่นแหละ

● นักแสดงที่รับบทตัวละครหลักทั้งสามคนทำหน้าที่ได้ดีนะ เราชอบโซเมะเล่นเป็นเลซี่มากกว่าตอนเป็นไซโตเซมไปอีก คนเล่นเป็นซีโน่ก็เต็มที่กับบทบาท เอ็นดูอยู่หลายฉาก (เราเหนื่อยแทนเค้าหลายฉากมาก เช่น ฉากแต่งหญิง 555555555) ส่วนไอน์ซัทส์เวอร์ชั่นนี้ก็เชิดหยิ่งดีมาก

● แต่ที่สร้างสีสันได้ดีมากคือตัวละครรองทั้งหลายที่เพิ่มเข้ามาใหม่ ทุกคนยกเว้นตัวร้ายตลกมาก โดยเฉพาะจิลโคเนีย ขุนนางหญิงที่เป็นคนจัดงานเลี้ยงเต้นรำขึ้นมา ขำคนนี้เยอะสุดแล้ว ทำอะไรก็ตลกไปหมด ชอบมาก ขำทุกครั้งที่โยนแมว 55555555555

● ตอนท้ายหลังแสดงจบจะมีช่วงพรีวิว อารมณ์เหมือนมินิคอนเสิร์ต(?) ทั้งสามคนออกมาร้องเพลง ให้คนดูโบกเพนไลท์ได้ด้วย มีเพลงออริจินอลของบุไตแล้วปิดท้ายด้วยเพลงมาสมิราจ

● เพลงใหม่นี่เราเฉยๆ แฮะ แต่เนื้อเพลงของไอน์ซัทส์ค่อนข้างจะเรย์ไออีกแล้ว ฟังแล้วก็หืมมมมม?? เนื้อเพลงประมาณว่าเธอช่วยให้ชีวิตสดใส ทำให้อยากมีชีวิตต่อไป ช่วยให้เข้าใจความหมายของชีวิต อะไรทำนองนี้

● ตอนอินโทรเพลงมาสมิราจขึ้นขนลุกเกรียวเลย ฮืออออออ ชอบเพลงนี้จัง

● อีกอย่างที่ชื่นชอบคือคอสตูม สวยงามดีแท้ โดยเฉพาะชุดไอน์ซัทส์ กรุยกรายเหลือเกิน เสื้อผ้าไร้ความคล่องตัวแม้เป็นจอมโจร เวลาสู้กันแต่ละทีนี่ทั้งไอน์ซัทส์ทั้งเลซี่สะบัดชายผ้าเสียงดังพรึ่บๆๆ อย่างกับหนังจีนกำลังภายใน ตลกดี 555555555

โดยสรุปแล้วเป็นละครเวทีที่ทำออกมาเหนือความคาดหมายของเราไปไกลมากกกกกกกก ประทับใจมากกกกกกกกก เตรียมซื้อแผ่นไว้ดูเก็บรายละเอียดแล้วเนี่ย ชอบบทพูดหลายฉากเลย

จริงๆ รู้สึกเหมือนมีอะไรให้กรี๊ดอีกเยอะ แต่สิ่งเหล่านั้นน่าจะเป็นโมเมนต์เรย์ไอทั้งสิ้น… เอาเป็นว่ามันเรย์ไอมาก และเป็นเรย์ไอที่ดี เป็นความสัมพันธ์ที่สะเทือนใจแต่งดงาม ดูจบแล้วอยากเล่นภาค All Star จัง คิดถึง (TωT)

うたの☆プリンスさまっ♪ マジLOVEレジェンドスター x animate cafe Tennoji

ทานาบาตะปีนี้ไปฉลองที่อนิเมทคาเฟ่มาแหละ☆

จริงๆ แล้วปีที่แล้วก็ฉลองที่อนิเมทคาเฟ่เหมือนกัน สาขาเดิมเลยด้วย แต่คอลลาโบะคนละเรื่อง ชีวิตนี้ไม่คิดจะฉลองทานาบาตะแบบมนุษย์ปกติเลยใช่มั้ย

ปีที่แล้วเป็นคาเฟ่คุโรบาส ส่วนปีนี้ไปฉลองกับเหล่าปรินซ์ ซึ่งอันที่จริงเมื่อเดือนพฤษภาเราก็ไปมาแล้วรอบนึง ขอพูดถึงรอบที่แล้วก่อนละกัน

รอบแรกเราไปคนเดียวเลยไม่ค่อยกล้าขนพร็อพไปเยอะเท่าไหร่ เวลาหยิบออกมาวางน่าจะเขินๆ เราเลยหยิบไปแค่เนนปุจิอิจจี้กับโอโตยัน กะว่ารอบแรกจะไปในคอนเซปท์สตาริชก่อนละกัน ทว่า…

ได้นั่งโต๊ะรันรัน ตึงงงงงงงงง ไม่ได้เตรียมพร็อพคารุไนมาเลย TvT

คาเฟ่รอบนี้แจกที่รองแก้วแบบไม่สุ่มลาย สั่งเครื่องดื่มคนไหนก็ได้คนนั้นมาครอบครอง ดังนั้นเราจึงสั่งเครื่องดื่มโทคิโอโตะมาก่อนเป็นอันดับแรก สองคนนี้ต้องมาก่อนเสมอ อยากเก็บคนอื่นเพิ่มค่อยว่ากันทีหลัง

เครื่องดื่มอิจจี้เป็นน้ำแครนเบอร์รี่+โซดา+บลูไซรัป โปะด้วยวิปครีมเล็กๆ และไวท์ช็อกโกแลตรูปปีกสีขาว ส่วนของโอโตยันเป็นน้ำแครนเบอร์รี่+โซดาอีกเหมือนกัน แต่ไซรัปจะเป็นบลัดออร์เรนจ์ไซรัป โปะวิปครีมจิ๋วและเมอแรงก์รูปดอกทานตะวัน รสชาติเป็นยังไงลืมไปแล้วทั้งสองแก้ว แต่ไม่น่าจะเลวร้ายอะไรเพราะถ้าไม่อร่อยน่าจะจำได้

ส่วนอาหารเราสั่งออมไรซ์มากิน เป็นออมไรซ์ที่ชื่อว่า 「未来、夢、ありがとう…そして!」 ST☆RISHのオムライス ว่าง่ายๆ ก็คือเอาเพลงมาตั้งชื่ออาหารนั่นแหละ

ออมไรซ์รสชาติไม่น่าประทับใจเท่าไหร่ จำได้ว่ากินไม่หมดด้วย…. ดูๆ แล้วสตูว์ดูน่าจะอร่อยกว่า แต่เราชอบกินออมไรซ์เลยสั่งมา แล้วก็นึกได้ว่าออมไรซ์ตามคอลลาโบะคาเฟ่ต่างๆ นานาที่เคยกินมาเนี่ย ไม่มีเจ้าไหนน่าพอใจเลยสักเจ้า

ดีนะที่มีเด็กๆ คอยให้กำลังใจระหว่างกิน \(^o^)/

พอกินน้ำสองแก้วแรกหมดอย่างรวดเร็วก็เกิดหน้ามืดอะไรก็ไม่รู้ อยากสั่งน้ำมากินเพิ่มอีก (สงสัยโดนวางยาในสองแก้วเมื่อกี้) รู้ตัวอีกทีเครื่องดื่มเร็นกับโชจังก็มาวางอยู่บนโต๊ะแล้ว พอดีช่วงนั้นเล่นภาครีพีทเลิฟเลยกลับมาอินกับเอสคลาสอีกครั้งเหมือนวันเก่าๆ(〃▽〃)

ของเร็นเป็นชาแคสซิสใส่ส้ม รสชาติก็จะออกเปรี้ยวๆ เรากินจนหมดแล้วเพิ่งหันไปเห็นว่าเค้ามีไซรัปวางไว้ให้หยิบมาใส่ในเครื่องดื่มได้ด้วย….. ส่วนของโชจังเป็นนมสตรอว์เบอร์รี่ร้อนราดซอสซากุระ ถ้วยนี้เราประทับใจมากกกกกกกกกกกกกกกกก ชอบมากกกกกกกกกกกกกกก อร่อย หวาน เป็นมิตร รสชาติน่ารักมากๆๆๆ คิวท์สมเป็นโชจัง♥

สรุปว่ารอบแรกไปคนเดียว สั่งอาหารหนึ่งอย่าง น้ำสี่อย่าง……

ส่วนรอบสองในวันทานาบาตะนี่มีเพื่อนไปด้วยหนึ่งรายคือม.ซัง (นามสมมติ) พอมีเพื่อนไปด้วยก็เริ่มได้ใจ ขนพร็อพไปหนึ่งกระเป๋า แต่ไปถึงที่ร้านจริงๆ ก็ควักพร็อพออกมาวางไม่หมดเพราะพร็อพชิ้นใหญ่แต่โต๊ะเล็กเกิน ไม่มีที่วาง 55555555555

รอบนี้ไปในคอนเซปท์คารุไน ซะเมื่อไหร่…. กะว่าจะไปกินอาหารกับน้ำคารุไน แต่ก็พกโทคิโอโตะไปด้วยอยู่ดี

อ้อ รอบนี้ได้โต๊ะเร็นแหละ กินไปก็เล่นกับเจ้าของโต๊ะไปด้วย สนุกดี (・∀・*)

ไม่รักไม่แกล้งนะคะจินกูจิเร็น 5555555555555555

แต่ไม่ได้รังแกเร็นเร็นอย่างเดียวนะ! ตอนท่าทางเหนื่อยๆ เราก็ช่วยซับเหงื่อให้

ส่วนม.ซังก็ช่วยเช็ดปากให้!

อืม อาการหนัก……………….

ส่วนเครื่องดื่มรอบนี้เราสั่งเรย์จังกับรันรัน ที่จริงอยากลองชิมคามิวมากกว่ารันรัน แต่ดันชิปเรย์รันไง ยอมสั่งรันรันทั้งๆ ที่อ่านส่วนผสมแล้วไม่มั่นใจเลยว่าจะอร่อย

น้ำเรย์จังเป็นสีเขียว แต่เป็นน้ำส้มนะ (แบบนี้ก็ได้เหรอ??) เบสเป็นน้ำส้ม ผสมด้วยโทนิกวอเตอร์+บลูไซรัป+วิปครีม โปะด้วยหมวกหนึ่งใบ หมวกนี่กินได้ด้วย แต่เราไม่ได้กิน จากประสบการณ์ลองกินอะไรพวกนี้ที่แปะตามอาหารเครื่องดื่มแล้วมันไม่เห็นอร่อยเลย ส่วนน้ำรสชาติเปรี้ยวๆ หวานๆ พอกินได้ ไม่ประทับใจเป็นพิเศษ

ทางด้านของรันรันนั้น……… อันตรายตั้งแต่หน้าตา จะว่าไปแล้วก็ร็อคสมเป็นรันรัน กลิ่นก็สุดจะร็อค ดมแล้วผงะไปนิดนึง น้ำรันรันทำจากน้ำองุ่น+บานาน่าไซรัป+มิกซ์เบอร์รี่+ผงซินาม่อน โอ้โห ส่วนผสมนี้ ใครคิดสูตรคะะะะะะะ

ความรู้สึกหลังลองชิมคำแรก

ตอนแรกๆ จะรสเหมือนยาอะไรสักอย่างที่ได้กลิ่นเบอร์รี่ผสมกล้วยจางๆ แต่กินไปเรื่อยๆ จะได้รสเบอร์รี่ล้วนๆ ไม่รู้ความเป็นน้ำองุ่นซุกซ่อนอยู่ตรงไหน รู้แต่จิบทีนึงต้องกรอกน้ำเปล่าตามหลายที รสชาติเจ้มจ้นเหลือเกิน

เครื่องดื่มที่ม.ซังสั่งมาได้แก่มาซาโตะและคามิว ตอนแรกพนักงานเสิร์ฟผิดเป็นไอไอด้วย พอทักว่าไม่ใช่ค่ะ สั่งคามิวไป เค้าก็ดูตื่นตกใจมากจนเรารู้สึกผิดที่ท้วง แล้วเค้าก็ไปหยิบคามิวมาให้อย่างรวดเร็ว

สองแก้วนี้รสชาติเป็นยังไงไม่รู้ ไม่ได้ลองชิม แต่เรียงกันแล้วสีสวยดีนะ (*´ω`*)

ส่วนอาหารที่สั่งรอบนี้คือพิซซ่าชื่อว่า「KIZUNA」QUARTET NIGHTのピザ เป็นพิซซ่าหน้าซีฟู้ดที่มีรถปลอมๆ แปะอยู่หนึ่งคัน เป็นรถที่คารุไนนั่งในฉากร้องเพลง KIZUNA นั่นเอง

ดูจากหน้าตาที่ราวกับพิซซ่าสำเร็จรูปอุ่นไมโครเวฟตามเซเว่นก็พอรู้ว่าไม่น่าสู้พิซซ่าตามร้านพิซซ่าจริงจังหรือร้านอาหารอิตาเลียนได้ ซึ่งก็สู้ไม่ได้จริงๆ ดีแล้วที่ไม่คาดหวังอะไร 55555555555 แต่ถือว่าดีกว่าออมไรซ์มากๆๆ

ของม.ซังเป็นเมนูคารุไนเหมือนกัน แต่เป็นพาสต้าชื่อ「God’s S.T.A.R.」QUARTET NIGHTのパスタ

โดยรวมแล้วเราว่าอาหารกับเครื่องดื่มรอบนี้สู้คาเฟ่คราวที่แล้วไม่ได้แฮะ แต่รอบนี้ยังไม่ได้กินของหวานเลย ว่าจะไปอีกรอบเพื่อไปกินเฮฟเว่นส์ จะได้กินเมนูครบสามวง เค้กของเฮฟเว่นส์ดูน่ากินดี เครื่องดื่มเอจิก็น่าลอง ไม่อยากพลาด ( ̄∇ ̄)

ทิ้งท้ายด้วยรูปบรรยากาศในร้านและดิสเพลย์สินค้าต่างๆ

เสียดายช่วงนี้จนเลยซื้อมาแค่สแตนดี้อิจิโนะเสะ (; v ;) สแตนดี้มันราคาเกินพันเยนด้วยแหละ พอเกินพันเยนแล้วควักกระเป๋ายากขึ้นนิดนึง ถ้าขายสักอันละเจ็ดแปดร้อยเยน ป่านนี้ซื้อรัวๆ ไปแล้ว อนิเมทตั้งราคาพลาดละ

นี่ถ้าทานาบาตะปีหน้าไปฉลองที่อนิเมทคาเฟ่อีกคงตลกมาก 555555555555

KILLER KISS&ハルハナ

วันนี้มีปุริไลฟ์ แต่เราไม่ได้ไปเพราะไม่ได้ตั๋ว ก็เลยจะมาย้อมใจด้วยการเห่อเพลงใหม่เซมไป (ที่ร้องในไลฟ์วันนี้ อ้าว ทำไมย้อมใจด้วยการทำร้ายตัวเอง) 

ขอย้อนกลับไปช่วงที่มาจิเลิฟเลเจนด์สตาร์ฉายสักนิด ตอนนั้นเซ็งนิดนึงที่ควอเต็ทไนท์บทน้อยแถมไม่มีเพลงโซโล่เพลงใหม่ ถึงเราจะเป็นสตาริชโอชิแต่เราก็รักเซมไปมาก อยากให้เซมไปออกเพลงใหม่บ้าง นึกว่าต้องรอจนกว่าจะมีเกมภาคใหม่หรืออนิเมะภาคใหม่ถึงจะได้ฟังเพลงใหม่ซะแล้ว ยังดีที่ออฟฟิเชียลไม่ปล่อยให้รอนาน ส่งเพลงใหม่ออกมาให้ฟังกันช่วงก่อนไลฟ์ไม่กี่วันนี่เอง!

เพลงเซมไปคราวนี้มีสองแผ่น แผ่นแรกใช้ชื่อว่า Uta no☆Prince-sama♪ IDOL SONG REIJI & CAMUS และอีกแผ่นคือ IDOL SONG RANMARU & AI ซึ่งถึงแม้ว่าเราจะอยากให้เรย์จิกับไอไอมีเพลงคู่กันมานานแสนนาน ตอนประกาศออกมาเป็นคู่นี้เราก็กรี๊ดมากอยู่ดี สรุปว่าจะทำเพลงคู่ไหนก็กรี๊ดหมด #ทาสก็คือทาส

ชอบการจับคู่แบบนี้ตรงที่ชวนให้นึกถึงภาค All Star After Secret ทั้งสองคู่น่ารักมากกกกก (≧д≦)

สิ่งที่กรี๊ดประการถัดมาคือคุราฮานะเซนเซวาดปกให้ ปกคราวนี้สวยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก เท่มากกกกกกกกกกกกกกกกก

อนึ่ง เนื่องจากอุตะปุริเป็นลัทธิหลอกตัวเอง เราจึงไม่ควรใช้คำว่า “วาด” แต่ควรเป็นคำว่า “ถ่ายภาพ” ซึ่งคุราฮานะเซนเซได้กล่าวไว้ทางทวิตเตอร์ว่า นี่เป็นการถ่ายภาพขาวดำครั้งแรก หวังว่าจะได้บรรยากาศที่แตกต่างไปจากปกตินะคะ

เนี่ย ก็หลอกตัวเองกันประมาณเนี้ย 55555555555555555

นอกจากชอบหน้าปกมากแล้ว เรายังชอบแพคเกจจิ้งของล็อตแรกคราวนี้มากด้วย! ถึงจะมาแนวเรียบง่ายไม่อลังการเท่าตอนเธียเตอร์ไชน์นิ่งหรือไชน์นิ่งดรีมเฟสต้า แต่แพคเกจและคอนเทนต์ก็ดีงามน่ากราบไหว้บูชาเหลือเกิน

เริ่มจากขนาดกล่อง ตอนแรกนึกว่าจะไซส์ประมาณกล่องดีวีดีทั่วไป ปรากฏว่าใหญ่กว่ากล่องดีวีดีพอสมควรเลย

อันนี้ลองเทียบกับกล่องเกคิดันไชน์นิ่งซึ่งขนาดเท่ากล่องดีวีดีทั่วไป ↓

ชอบกล่องคราวนี้ตรงที่เวลาสะท้อนกับแสงแล้วสีจะเปลี่ยนไปตามองศาต่างๆ หยิบมาพลิกๆ เปลี่ยนสีตาให้ทุกคนไปเรื่อยๆ ก็สนุกแบบไร้สาระดี 5555555555

ว่าแล้วก็ซูมทั้งสองกล่องสักนิด

กราบคุราฮานะเซนเซ ฮือออออออ ถ่ายภาพทุกคนออกมาได้หล่อมากค่ะะะะะะะ โดยเฉพาะคามิวนี่รู้สึกจะลูกรักเหลือเกิน ถึงมือคุราฮานะเซนเซทีไรหล่อกว่าเพื่อนตล๊อดดดดดด (90% เป็นความมืดบอดของเรานี่แหละ)

ส่วนด้านในกล่องประกอบด้วยกล่องซีดี เข็มกลัด และวิชวลการ์ดขนาด 19×14 ซม. ภาพเดียวกับหน้าปกแต่แยกเป็นรายคน ซึ่งคราวนี้เป็นภาพสี อ้าวววว ไหนคุราฮานะเซนเซบอกถ่ายภาพขาวดำไงคะ??? (ขอแซวหน่อยเถอะ 55555555)

ในกล่องซีดีหน้าตาแบบนี้ ประกอบด้วยตัวแผ่นกับบุ๊กเลท

ในบุ๊กเลทก็จะมีเนื้อเพลง มีคอมเมนต์สั้นๆ ของศิลปินแต่ละคน (ในที่นี้คือของเรย์จัง รันรัน ไอไอ และมิวจัง ไม่มีคอมเมนต์ของนักพากย์) แล้วก็มีสัมภาษณ์คู่แยกตามแผ่นด้วย

ส่วนของแถมร้าน ตอนแรกลังเลอยู่นานว่าจะสั่งร้านไหนดีเพราะอยากได้แคสท์คอมเมนต์ทุกแผ่นเลย ไปๆ มาๆ เลือกไม่ได้ซะทีเลยหลับหูหลับตากดสั่งกับบรอคโคลี่ออฟฟิเชียลสโตร์ ….ซึ่งไม่แถมแคสท์คอมเมนต์แต่แถมเข็มกลัด ไว้ถ้าเจอคนปล่อยแผ่นแคสท์คอมเมนต์ตามร้านมือสองแบบราคาไม่โหดร้ายมากค่อยไปสอยมาฟังละกัน TvT

ทีนี้มากรี๊ดเพลงบ้าง!

  • KILLER KISS

ตอนประกาศว่าจะมีเพลงคู่นี้ก็นึกภาพไม่ออกนะว่าจับสองคนนี้มาร้องเพลงด้วยกันแล้วจะเป็นยังไง พอได้ฟังก็ อืม คามิวโดนเรย์จังล้างสมองไปแล้วจ้า สไตล์เพลงไปทางเรย์จังมากกว่าคามิว แต่เพราะอย่างงั้นแหละเลยน่ารักมาก ฮือออออ ชอบมากๆๆๆๆ เนื้อเพลงก็แอบแฝงความลามกสมเป็นเพลงอุตะปุริดี

  • On Your Mark!

ชอบ! เป็นเพลงเรย์จังที่รู้สึกว่าเท่ ชอบดนตรีมากกกกกก ไม่ค่อยได้กลิ่นโชวะจ๋าเหมือนเพลงก่อนๆ เพราะความโชวะไปอยู่ในคิลเลอร์คิสหมดแล้ว 5555555555 (แต่ไอ้ความโชวะในเพลงก่อนๆ เราก็ชอบนะ ฟังแล้วรู้สึกว่า เออ นี่แหละเรย์จัง) เพลงนี้ชอบช่วงท่อน 「ぼくにすべて身を任せて 花になればいいんだ 君を守り尽くすよずっと」เป็นพิเศษ ฟังครั้งแรกรู้สึกว่าเพลงนี้ในไลฟ์ต้องเท่มากแน่นอน อยากดูจัง โฮฮฮฮฮ

  • Melting of snow

ตื่นเต้นตกใจตั้งแต่เห็นชื่อเพลง นึกว่าจะเป็นบัลลาดหวานๆ เพราะๆ แบบออโรร่า ปรากฏว่าพอฟังแซมเปิ้ลครั้งแรกแล้ว หืมมมมมมมมม????? ในหัวเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม เกิดอะไรขึ้นกับท่านเคานต์เหรอคะ?????? พอมาฟังเพลงเต็มก็ หืมมมมมมมมมมมมม?????? อีกเช่นกัน เพลงน่ารักมากกกกกกกกก น่ารักจนไม่อยากเชื่อว่าจะเป็นเพลงคามิว ไม่รู้ไปกินอะไรผิดสำแดงมา ไม่ทราบว่าท่านเคานต์บริโภคน้ำตาลเกินขนาดรึเปล่า? ฟังแล้วใจพองฟูมาก ละลายตามหิมะไปเลย มิวจังคิวท์มากๆๆๆๆ เมลตี้! เมลตี้!

และที่สำคัญ เพลงนี้กลับมามีเชลโล่แล้วววววว โฮ ดีใจมาก ชอบให้เพลงมิวจังมีเสียงเชลโล่ TωT

  • Haruhana

กิงกิคิดส์……….. โคตรกิงกิคิดส์ แบบไม่สามารถจะกิงกิคิดส์ไปกว่านี้ได้แล้ว ไม่นึกว่าสองคนนี้ร้องเพลงด้วยกันแล้วจะมาแนวนี้

ชอบดนตรีเพลงนี้มากเลย ฟังแบบออฟโวคัลไปหลายรอบแล้ว ไม่ใช่ว่าแบบมีเสียงร้องไม่ดีนะ แต่เพลงนี้ดนตรีงานละเอียดดีมากกกก ฟังสลับไปมาทั้งสองเวอร์ชั่นแล้วยิ่งซาบซึ้งในความดีงาม ชอบเพลงคู่นี้มากกว่าคู่เรย์จังคามิวนิดหน่อย

  • BE PROUD

ชอบมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ชอบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ ไม่คิดว่าจะมีวันที่ได้ฟังรันมารุร้องบัลลาด โฮวววววววววววว น้ำตาจะไหล เนื้อเพลงก็ดี๊ดี ซึ้งมาก ชอบเนื้อเพลงมาก สมแล้วที่อาเกมัตสึซังเขียนเนื้อเพลงเอง (;___;) ปกติแล้วโซโล่เซมไปนี่เรามักแพ้ทางเพลงคามิวมากสุด แต่เซ็ตนี้รันรันชนะเลิศ ยอม

  • Synchronism

ชอบซาวด์แปดบิต น่ารักกกกก ตัวเพลงก็น่ารักทั้งเพลงเลย เพลงสมเป็นไอไอมาก เพลงนี้ก็ดนตรีละเอี๊ยดละเอียด แต่ยังไม่ได้ลองฟังแบบออฟโวคัลเลย เพลงนี้มั่นใจว่าในไลฟ์ต้องน่ารักแบบดูแล้วเป็นลมตายไป คาดหวังไว้เยอะมาก อยากเห็นอาโอยคุงเต้นเพลงนี้แล้ววววววว ฮือออออออ แผ่นรีบออกเร้ววววววววววววววว

ขอกราบขอบพระคุณบรอคโคลี่ที่ออกเพลงใหม่เซมไปมาให้รวดเร็วทันใจไม่ต้องรอนาน เพลงดีคุ้มค่าคุ้มราคา คุ้มแก่การรอคอยมาก

เมื่อวานในไลฟ์มีประกาศว่าจะสร้างภาคหนังโรงด้วยนะ ตื่นเต้น! อยากดูแล้ว!