กลยุทธ์ดึงดูดผู้ชมของหนังญี่ปุ่น

เหมือนจะมีสาระอีกแล้ว! แต่เอาจริงๆ คือแค่อยากเขียนถึงคิงปุริ&คิงปุระแต่ไม่อยากพูดถึงเนื้อเรื่อง 5555555555

เรื่องของเรื่องคือตั้งแต่ KING OF PRISM -PRIDE the HERO- หรือคิงปุระเข้าฉายเมื่อวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมาจนมาถึงบัดนี้ เราไปดูหนังเรื่องนี้มาสิบรอบแล้ว สิบรอบ!!! ชีวิตนี้ไม่คิดไม่ฝันมาก่อนเลยว่าจะพาตัวเองเข้าโรงหนังเพื่อดูหนัง (จริงๆ คืออนิเมะ) เรื่องเดิมซ้ำๆ เป็นสิบรอบ!!!!!! แม้แต่ตัวเองยังรู้สึกว่านี่มันบ้าไปแล้ว ดูจนจำได้เกือบหมดแล้วว่าฉากต่อไปเป็นฉากไหน ตรงนี้ตัวละครพูดว่าอะไร ถึงอย่างนั้นก็ยังไปดูซ้ำๆ และหลังจากนี้ก็คิดว่าคงได้ไปดูอีกนิดหน่อยก่อนที่เรื่องนี้จะลาโรงไป

พอดูถึงสิบรอบก็เริ่มมาตั้งสติ (ได้สติช้ามาก) ว่าเอ๊ะ?? อะไรทำให้เราไปดูหลายรอบขนาดนี้เนี่ย?? แน่นอนเลยว่าปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือตัวเรื่องมันสนุกมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก แต่นอกจากนั้นมันยังมีปัจจัยเสริมอื่นๆ อีกหลายอย่างที่ทำให้เราและคนอื่นๆ ไปดูหนังเรื่องเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก ซึ่งปัจจัยต่างๆ ที่ว่ามีดังนี้

  • 前売り券 (มาเอะอุริเคง)

มาเอะอุริเคงคือตั๋วหนังที่ขายล่วงหน้าก่อนหนังเข้าโรง อันนี้เป็นสิ่งปกติธรรมดามากในวงการหนังญี่ปุ่น ไม่ว่าจะหนังฮอลลีวูดหรือหนังญี่ปุ่นเอง ส่วนใหญ่แล้วมีตั๋วแบบนี้ขายแทบทุกเรื่อง

ข้อดีของมาเอะอุริเคงคือราคา ปกติแล้วราคาตั๋วหนังที่ญี่ปุ่นจะอยู่ที่ 1800 เยน แต่มาเอะอุริเคงจะราคาราวๆ 1400-1500 เยน ช่วยประหยัดไปได้นิดหน่อย (แต่เอาเข้าจริงมันมีวิธีที่จะดูหนังได้ในราคาถูกกว่านี้มากมายหลายทาง มาเอะอุริเคงจึงไม่ใช่หนทางที่ประหยัดที่สุดเสมอไป)

ดูเผินๆ แล้วเหมือนจะใจดีนะ ขายตั๋วล่วงหน้าแถมช่วยให้ประหยัดอีกต่างหาก ในกรณีของหนังทั่วไปมันอาจจะเป็นแบบนั้น แต่กรณีของอนิเมะต่างๆ นานาที่ฉายโรงเนี่ยมันจะไม่ใช่ละ เพราะมาเอะอุริเคงเหล่านี้จะออกมาหลายลายมากกกกกกกกกกกกกก บางเรื่องทำออกมาขายหลายสิบลาย ลำบากแฟนๆ ต้องตามเก็บลายที่ชอบ ใครชอบหลายลายก็ขนหน้าแข้งร่วงเยอะหน่อย ใครเป็นนักสะสมอยากเก็บครบทุกลายก็ขอให้โชคดี ว่าแล้วก็ซื้อตั๋วหนังเรื่องเดิมวนไป

มิหนำซ้ำบางเรื่องยังทำให้การซื้อมาเอะอุริเคงกลายเป็นมิชชั่นสุดแสนลำบาก ยกตัวอย่างชัดๆ จากคิงปุระ นอกจากจะมีมาเอะอุริเคงหลายแบบแล้วยังเพิ่มความโหดร้ายด้วยการขายแต่ละลายเฉพาะท้องถิ่น! อย่างแถวคันไซจะมีขายเฉพาะลาย Over The Rainbow กับลายคาซึกิ&ไทกะเท่านั้น ถ้าอยากได้ลายอื่นก็ต้องกระเสือกกระสนไปหาตามออคชั่นหรือดั้นด้นข้ามภูมิภาคไปซื้อเองเลย (คือทำไมคนเราต้องพยายามกันขนาดนั้นเพื่อตั๋วหนัง…?)

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ลายที่เราอยากได้ที่สุดจะมีขายเฉพาะที่คิวชู เราก็ไม่คิดจะดั้นด้นไปถึงคิวชูหรอกนะ ขี้เกียจออคด้วย สุดท้ายเลยซื้อมาแค่ลายที่มีขายในคันไซนี่แหละ

นอกจากมาเอะอุริเคงจำกัดเฉพาะท้องถิ่นแล้ว บางเรื่องมีมาเอะอุริเคงที่จำกัดเฉพาะอีเวนท์ด้วย เช่นขายเฉพาะในงานคอมิเกะ หรือบางเรื่องก็ขายมาเอะอุริเคงแถมสินค้าจำนวนจำกัด แฟนๆ ก็ทำสงครามกันไป

ปัญหานึงของคนที่ซื้อมาเอะอุริเคงลายที่อยากได้เก็บไว้เยอะๆ แต่ไม่มีเพื่อนร่วมอุดมการณ์ให้แบ่งตั๋ว (หรือต่อให้มี เพื่อนคนนั้นก็อาจะสะสมตั๋วไว้เยอะเช่นกัน) คือสุดท้ายก็ต้องไปดูเองหมดทุกรอบ เราซื้อมาแค่สองใบเลยไม่มีปัญหานี้ ดูเองสองรอบชิลๆ อยู่แล้ว เนี่ยเห็นมะ แค่นี้ก็ทำให้คนไปดูหนังเรื่องเดิมซ้ำได้ละ

  • 舞台挨拶 (บุไตไอซัทสึ)

บุไตไอซัทสึคือการที่ผู้กำกับ นักแสดง หรือในกรณีของอนิเมะคือนักพากย์ มาทักทายคนดูถึงในโรงหนัง ข้อนี้ก็เป็นเรื่องปกติในวงการหนังอีกเช่นกัน หนังญี่ปุ่นเนี่ยธรรมดามาก ไม่ว่าจะหนังรักกุ๊กกิ๊กวัยมัธยม หนังผี หนังดราม่า เรื่อยไปจนถึงคาเมนไรเดอร์ แทบทุกเรื่องล้วนมีบุไตไอซัทสึในวันแรกที่หนังเข้าโรง ส่วนหนังฝรั่งนานๆ ทีก็มีบ้าง อย่างก่อนหน้านี้ลุง Mads Mikkelsen ก็บินมาร่วมบุไตไอซัทสึของ Doctor Strange ถึงโตเกียว (แต่จุดประสงค์หลักอาจจะเป็นการมาเดทกับคุณโคจิม่าก็ได้นะ ว้ายกรี๊ด!)

อย่างไรก็ตาม ยิ่งเป็นหนังที่ฮิตมากเท่าไหร่ การได้ตั๋วบุไตไอซัทสึก็ยิ่งเลือดตากระเด็นเท่านั้น กรณีหนังฮอลลีวูดฮิตๆ นี่เราไม่รู้เหมือนกันว่าเค้าไปสู้รบชิงตั๋วกันมาได้ยังไง (ไม่ใช่ไม่สนใจนะ แต่เพราะเค้ามาทีไรก็อยู่แต่แถวโตเกียว เอะอะก็เดินพรมแดงกันที่รปปงงิ เรามันอยู่โอซาก้าอันสุดแสนไกลไง /น้ำตา) แต่กรณีอนิเมะฉายโรงหลายเรื่องใช้วิธีหลักๆ คือ ① สุ่มผู้โชคดี ② ใครเร็วใครได้

อาจจะฟังดูงงๆ ว่าอ้าว ถ้าได้ตั๋วยากแล้วมันจะทำให้คนไปดูหลายรอบได้ยังไง?? กรณีของหนังที่มีบุไตไอซัทสึแค่รอบแรกอาจไม่มีผลเท่าไหร่ ทว่า!! บางเรื่องมันไม่ได้มีบุไตไอซัทสึแค่รอบเดียวนี่สิ หลายๆ เรื่องมีมากกว่าหนึ่งรอบ และบางเรื่องมีหลายสิบรอบ!

จากประสบการณ์ตรง มีกรณีที่ไปดูหนังเรื่องเดิมซ้ำโดยที่ไม่ได้ตั้งใจจะดูซ้ำแต่แรกคือคุโรโกะ Last Game เราไปดูแบบธรรมดามาแล้วรอบนึง แต่พอรู้ว่าโอโนะ เคนโชกับโอโนะ ยูกิ จะมาบุไตไอซัทสึที่โอซาก้า เราก็สมัครไปอีกรอบนึง พอสุ่มได้ตั๋วมาเลยไปดูซ้ำอีกรอบ เนี่ย ดูสิ ตกเป็นเหยื่อกลยุทธ์ดึงดูดผู้ชมอย่างง่ายดาย 555555555

ส่วนกรณีของคิงปุระ ล่าสุดผู้กำกับบอกทางทวิตเตอร์ว่าเดินสายบุไตไอซัทสึแล้วทั้งหมด 51 รอบ……. ไม่รู้ทำลายสถิติโลกไปแล้วรึยัง เคยมีผู้กำกับคนไหนเดินสายบุไตไอซัทสึเยอะขนาดนี้มั้ย?? แต่เท่าที่อ่านรีพอร์ตจากผู้ชมที่ไปฟัง เนื้อหาแต่ละครั้งที่ผู้กำกับพูดแทบไม่เหมือนเดิมเลย ปล่อยข้อมูลโน่นนี่นั่นเยอะมาก อธิบายหนังให้ฟังละเอียดมาก แฟนๆ หลายคนจะยอมไปหาผู้กำกับซ้ำๆ ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ (ที่สำคัญคือผู้กำกับเป็นคนตลกมากกกกกกกกกกกกกก ถ้าเค้ามาแถวนี้บ่อยๆ เราก็อยากไปฟังบ่อยๆ เหมือนกัน)

  • 特典 (ของแถมหน้าโรง)

นี่ก็ยังปกติอยู่ อันนี้อาจจะไม่ได้มีแทบทุกเรื่องเหมือนมาเอะอุริเคง แต่ก็ยังเรียกได้ว่าหลายเรื่องอยู่ดี ส่วนใหญ่ก็เป็นของเล็กๆ น้อยๆ ทั่วไป จำพวกแฟ้ม เข็มกลัด ฟิล์มรูปฉากในหนัง กรณีของอนิเมะอาจจะมีบุ๊กเล็ทแถม อย่างตอน 聲の形 หรือรักไร้เสียงก็มีมังงะตอนพิเศษแถมให้

ทีนี้ความร้ายกาจมันอยู่ตรงที่ ของแถมมันจะมาใหม่เรื่อยๆ! หนังทั่วไปอาจจะไม่ค่อยใช้มุกนี้ แต่อนิเมะนี่เจอประจำ อาทิตย์แรกแถมอย่างนึง อาทิตย์ที่สองแถมอีกอย่าง พออาทิตย์ที่สาม เอ้า เปลี่ยนของแถมอีกละ! ใครอยากได้ของแถมก็ต้องถ่อไปโรงหนังทุกอาทิตย์

ยกตัวอย่างจากกรณีของคิงปุระ ของแถมอาทิตย์แรกคือแผ่นฟิล์ม อาทิตย์ที่สองคือ พัดในตำนาน

เริ่มจากแถมพัดหน้าโคจิ อาทิตย์ต่อมาหน้าฮิโระ อาทิตย์ถัดมาอีกเป็นหน้าคาซึกิ เนี่ย แค่อยากได้พัดตลกๆ มาเล่นบ้าๆ บอๆ ให้ครบทั้งสามลายก็ต้องดูซ้ำสามรอบละ

อาทิตย์ที่เราไปดูคิงปุระเพื่อของแถมหลายรอบที่สุดคืออาทิตย์ที่แจกซีเรียลโค้ดสำหรับสมัครตั๋วคอนเสิร์ต ในช่วงเวลาอาทิตย์กว่าๆ นั้นเราไปดูมาทั้งหมด… ห้ารอบ………

ความร้ายกาจอีกอย่างคือบางครั้งของแถมจะเป็นแบบสุ่ม! โดยเฉพาะพวกเข็มกลัดหรือโคสเตอร์ เห็นตัวอย่างได้จากกรณีของคุโรโกะ Last Game

อันนี้ถ้าใครพอมีสติอาจจะยั้งตัวเองให้ดูแค่รอบเดียวแล้วไปหาแลกกับคนอื่นทีหลัง แต่ถ้าไร้สติหน่อยก็อาจจะเผลอดูซ้ำไปซ้ำมาจนกว่าจะสุ่มเจอใบที่อยากได้

  • ฉายตอนพิเศษก่อนหนังเริ่ม

อันนี้เริ่มไมเนอร์ละ ไม่ค่อยเห็นหนังปกติทำกันเท่าไหร่ คงเป็นวิถีทางของอนิเมะมากกว่า เอาจริงๆ คือเคยเห็นแค่กรณีของคิงปุริ คิงปุระ และ Free! เท่านั้นเอง

กรณีของคิงปุริ (หมายถึง KING OF PRISM by PrettyRhythm ที่เป็นภาคก่อนของคิงปุระ) จะมีฉายคำทักทายของตัวละครแบบแรนด้อม คือมีภาพตัวละครขึ้นมาบนจอพร้อมเสียงทักทาย ขอบคุณที่มาดูหนังในวันนี้ พอถึงช่วงวันเกิดตัวละครก็จะมีคำทักทายพิเศษด้วย

พอมาถึงกรณีของคิงปุระจะเลเวลอัพไปอีกขึ้นนึง คือเปลี่ยนมาเป็นเรื่องสั้นของตัวละครแต่ละคู่ สี่อาทิตย์แรกจะตรงตามคู่ในมาเอะอุริเคงนั่นแหละ อย่างที่โอซาก้าเนี่ย สี่อาทิตย์แรกจะเป็นเรื่องสั้นของคาซึกิ&ไทกะริมหาดทราย ซึ่ง!! ไม่ใช่ว่าฉายเรื่องสั้นตอนเดิมสี่อาทิตย์นะ แต่มันคือเรื่องสั้นสี่ตอน ฉายก่อนหนังเริ่มอาทิตย์ละตอนจ้าาา ใครอยากดูเรื่องสั้นเหล่านี้ให้ครบๆ ก็ต้องถ่อไปโรงหนังทุกอาทิตย์ …ซึ่งเราว่าเดี๋ยวก็คงมีรวมลงแผ่นดีวีดี/บลูเรย์แหละ แต่ถ้าทนรอไม่ได้ก็ต้องถ่อไปดูอยู่ดี

ตอนนี้ที่คันไซฉายตอนคาซึกิ&ไทกะจบไปแล้ว เปลี่ยนมาฉายตอนฮิโระ&น้องยูต่อ เผอิญสองคนนี้โอชิเราไง เราก็ต้องไปดูทุกอาทิตย์อีกแล้วไง ฮ่วยยยยย

ส่วนกรณีของ Free! เราไม่ได้ไปดูเองแต่เห็นตามทวิตเตอร์อยู่บ้าง ของ Free! จะเรียกว่าคาแรคเตอร์บุไตไอซัทสึ แล้วก็มีโฟโต้เซชชั่นให้แฟนๆ ถ่ายรูปหน้าจอเก็บไว้ได้ รูปพวกนี้จะเป็นรูปวาดใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าเล่นมุกเปลี่ยนทุกอาทิตย์อีกแล้วจ้าาา เอ้า ใครอยากไปโฟโต้เซชชั่นทุกอาทิตย์ก็ดูผู้ชายว่ายน้ำวนปัยยยยย

  • 4DX

กรณีนี้เคยเห็นไม่กี่เรื่อง (แน่นอนว่าคิงปุริและคิงปุระเป็นหนึ่งในนั้น) หลังจากฉายไปพักใหญ่ๆ แล้วเพิ่งมาฉายแบบ 4DX ทีหลัง ใครอยากนั่งดูหนังเรื่องเดิมในเวอร์ชั่นเบาะสั่นสะเทือนเลือนลั่น สายน้ำพร่างพรมจากเพดาน ได้กลิ่นตลบอบอวล ก็ต้องไปดูซ้ำอีกรอบ

  • 応援上映 (รอบตะโกนเชียร์)

รอบโอเอน หรือรอบเชียร์ อันนี้เรียกว่าไมเนอร์คงไม่พอ ต้องเรียกว่าคัลท์ มีความเป็นลัทธิ มนุษย์ปกติธรรมดาหลายคนอาจไม่มีวันทำความเข้าใจได้ สารภาพเลยว่าตอนดูคลิปโฆษณารอบโอเอนของคิงปุริครั้งแรกเราสะพรึงมาก หวาดผวาในความคัลท์

เกิดมาไม่เคยพบเจอภาพโรงหนังที่ผู้ชมโบกเพนไลท์ ตะโกนโต้ตอบกับตัวละคร ส่งเสียงกรี๊ด และอื่นๆ อีกมากมาย สภาพเหมือนอยู่ในคอนเสิร์ตมากกว่าโรงหนัง แต่ในความหวาดกลัวก็มีความอยากรู้อยากลองด้วย กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ไปนั่งโบกเพนไลท์อยู่ในโรงหนังกับเค้าแล้ว 55555555555555

รอบโอเอนจะอนุญาตให้ตะโกนเชียร์ได้ ตบมุกตัวละครได้ โบกเพนไลท์ได้ ปรบมือได้ แต่งคอสเพลย์ได้ พกไอเท็มชิ้นเล็กๆ ไปสร้างสีสันได้ เราว่ารอบโอเอนเนี่ยมีส่วนสำคัญที่ทำให้การดูหนังเรื่องเดิมซ้ำๆ ไม่น่าเบื่อ ก่อนคิงปุระจะฉาย เราไปดูคิงปุริมาหลายรอบเหมือนกัน น่าจะประมาณเจ็ดแปดรอบได้มั้ง แต่ละครั้งที่ดูจะมีอะไรแปลกใหม่จากผู้ชมเสมอ มีมุกตลกใหม่ๆ มาตะโกนในโรง มีลูกเล่นในการโบกเพนไลท์ใหม่ๆ (เราชอบไอเดียเอาเพนไลท์สี่อันมาประกอบเป็นตัวอักษร 仁 กับ 王 มาก)

กรณีของคิงปุระก็เหมือนกัน เราไปดูรอบโอเอนตั้งแต่วันแรกที่ฉาย หลังจากนั้นก็ไปดูทุกอาทิตย์ คราวนี้เห็นได้ชัดเลยว่ารูปแบบการเชียร์พัฒนาไปเรื่อยๆ ไม่หยุดยั้ง ไอเท็มที่แฟนๆ พกไปโบกในโรงหนังก็ล้ำขึ้นเรื่อยๆ มีตั้งแต่น้ำยาล้างจานยันแก้วไวน์ (ว้อทเดอะเฮล……) ซึ่งถึงแม้ว่าคนดูในโรงหลายๆ คนจะไม่รู้จักกัน แต่การที่ทุกคนช่วยกันเชียร์มันทำให้เกิด 一体感 เกิดความรู้สึกร่วมอย่างที่การดูหนังปกติมอบให้ไม่ได้ ทำให้การดูหนังในโรงอบอุ่นขึ้นมาก มีรอบนึงเราไปดูแล้วเจอคนดูคนนึงยืนแจกลูกอมแอปเปิ้ลกับน้ำผึ้งอยู่ตรงทางเข้าโรงด้วย ประทับใจมาก

ถึงคิงปุริจะไม่ใช่เรื่องแรกที่ทำอะไรแบบนี้ แต่ปีที่แล้วคิงปุริกลายเป็นกระแสขึ้นมาเพราะรอบโอเอนนี่แหละ รายการทีวีหลายๆ รายการถึงกับต้องมาเก็บข้อมูลกันในโรง หลังจากนั้นหนังหลายๆ เรื่องก็เริ่มฉายรอบโอเอนบ้าง แม้แต่ La La Land ที่เป็นหนังฝรั่งยังมีรอบโอเอน! แต่เรื่องที่เราตกใจมากที่สุดคือชินก๊อดซิลล่า นึกไม่ค่อยออกว่าจะเชียร์อะไรกัน แล้วพอลองดูคลิปบรรยากาศแล้วก็พบว่าคัลท์ไม่ต่างกันเท่าไหร่ พีคสุดคือมีคนคอสเพลย์เป็นรถไฟ 555555555555

อย่างไรก็ตาม เราว่าการที่คิงปุริและคิงปุระรอบโอเอนสนุกได้ขนาดนี้เป็นเพราะผู้กำกับเค้าตั้งใจทำมาเพื่อฉายแบบนี้ มันเลยมีจังหวะให้เล่นเยอะหน่อย บวกกับผู้ชมคุ้นเคยแล้วว่าเล่นอะไรได้บ้าง เล่นอะไรไม่ได้บ้าง ตรงไหนควรยิงมุกตบมุกยังไงบ้าง รอบโอเอนของคิงปุริช่วงหลังๆ และคิงปุระจึงสนุกมากกกกกกกกกกกกกกกกก

โดยสรุปแล้วคิงปุระสิบรอบของเรามาจากปัจจัยต่างๆ นานาด้านบนประกอบกันก็จริง แต่เหนือสิ่งอื่นใดเลยคือความสนุกของเรื่อง คิงปุริสนุกเท่าไหร่ให้เอาคูณสิบล้านจะได้ออกมาเป็นคิงปุระ ณ ขณะนี้ดูมาสิบรอบแล้วยังไม่รู้สึกพอ ยังคงกระหายอยากไปดูอีก ต่อให้ไม่มีของแถม ไม่ใช่รอบโอเอน ไม่มีเรื่องสั้นใดๆ ให้ดูก่อนหนังเริ่มก็ยังอยากไปดูซ้ำ อยากรับชมหนังเรื่องนี้ในโรงไปเรื่อยๆ จนกว่ามันจะออกจากโรงไปแล้วไม่มีโอกาสได้ดูกับจอใหญ่ๆ เสียงกระหึ่มๆ อีก สำหรับเราแล้วคิงปุระเป็นอนิเมะฉายโรงที่สนุกและคุ้มค่าขนาดนั้นแหละ

キンプリ&キンプラはいいぞ

『KING OF PRISM -PRIDE the HERO-』 舞台挨拶@TOHO CINEMAS Namba

เมื่อวานไปดู KING OF PRISM -PRIDE the HERO- หรือเรียกย่อๆ ว่าคิงปุระ แบบมีบุไตไอซัทสึมาแหละ!

เราไปดูที่โรงโตโฮนัมบะ ความจริงแล้วเมื่อวานนี้มีบุไตไอซัทสึที่โอซาก้าทั้งหมดสี่รอบ แต่เรากดมารอบเดียว วิธีซื้อตั๋วก็ง่ายดายมาก เหมือนกดซื้อตั๋วหนังทั่วไปเลย ไม่ต้องใช้ดวงสุ่มตั๋วแต่อย่างใด เรากดได้รอบนี้ได้แถวหน้าๆ มาแบบชิลๆ

เสียดายที่หลังจากกดตั๋วรอบนี้ไว้แล้วเกิดนึกครึ้มอกครึ้มใจอยากกดเพิ่มอีกรอบก็กดไม่ทันแล้ว ตั๋วหมดเกลี้ยงเลย ถึงจะดูเหมือนกดได้ง่ายๆ แต่ถ้าไม่รีบๆ กดตั้งแต่วันแรกก็หมดสิทธิ์อยู่ดี T-T

เราไปถึงหน้าโรงก่อนเวลาฉายนิดหน่อย มองไปรอบๆ ก็รู้แล้วว่าใครมาดูรอบเดียวกันบ้าง ทุกคนถือกระเป๋าถือพร็อพกันจัดเต็มมาก มีคนคอสเพลย์มาด้วย แต่เราว่าบรรยากาศยังไม่ฮาร์ดคอร์เท่าโรงที่อุเมดะ อาจเป็นเพราะโรงนั้นฉายอนิเมะเยอะอยู่แล้ว หลายๆ คนเลยกล้าจัดเต็มกันมากกว่า โรงโตโฮมันมีความเป็นโรงหนังมนุษย์ปกติมากเกินไปหน่อยเลยต้องเจียมตัวกันนิดนึง

และตามปกติของหนังญี่ปุ่น ช่วงแรกๆ จะชอบมีของแถมแจกให้ผู้ชมด้วย รอบนี้ได้ของแถมเป็นพัดหน้าโคจิ ประทับใจความสร้างสรรค์นี้มาก สมเป็นคิงปุริ 5555555555555

ตอนเข้าไปนั่งในโรงแล้วทุกคนถือพัดอันนี้เดินเข้ามารู้สึกคัลท์มาก เซอร์เรียลมาก…….

บุไตไอซัทสึรอบที่เราไปดูเป็นรอบที่จะมาพูดคุยกันก่อนหนังฉาย (เหตุผลที่อยากกดตั๋วเพิ่มอีกรอบเพราะอยากกดรอบหลังหนังฉายด้วย น่าจะคุยกันเจาะลึกกว่า แต่ก็กดไม่ทัน ได้แต่อ่านรีพอร์ทตาปริบๆ TvT) คนที่มารอบนี้ประกอบด้วยผู้กำกับ=ฮิชิดะซัง กับนักพากย์สองคนคือฮาตานากะ ทาสุคุ=ไทกะ กับยาชิโระ ทาคุ=คาเครุ แหมะะะะ มาเป็นคู่ซะด้วย ออฟฟิเชียลนี่เข้าใจขาย!

ก่อนหน้านี้เคยเจอทาสุคุกับทาคุจังมาแล้ว ใกล้ชิดระดับสัมผัสมือกันมาแล้วทีนึง รอบนี้เลยตื่นเต้นดีใจที่จะได้เจอผู้กำกับมากกว่า คือฮิชิดะซังเนี่ยเป็นผู้กำกับที่ตลกมากกกกกกกกก ดูจากผลงานก็น่าจะพอเดาได้ว่าคนคนนี้ไม่ธรรมดา พอมาอ่านบทสัมภาษณ์ อ่านทวีต หรือดูอีเวนท์ที่เจ้าตัวไปออกก็ยิ่งค้นพบความตลกและความน่ารัก และหลังจากไปดูคิงปุระมาสองรอบก็ยิ่งประทับใจในตัวฮิชิดะซังเยอะมาก คราวนี้เลยตั้งใจไปเจอผู้กำกับนี่แหละ

รอบนี้เป็นรอบสุดท้ายของวัน เห็นว่ารอบเช้าที่อุเมดะมีคนเป็น MC ให้ด้วย แต่รอบที่เราไปนี่ MC หายไปไหนไม่รู้ ทาคุจังเลยต้องรับหน้าที่ MC และออกมาทักทายคนแรกสุด ตอนแรกทักทายว่า คนนิจิวะ ตามปกติธรรมดาก่อน พอมีแฟนๆ ตะโกนว่า わんばんこ แบบคาเครุ ทาคุจังถึงพูด わんばんこ ด้วยเสียงคาเครุให้ฟัง น่าร๊ากกกกกกกกกกกกกกกก /ล้มตาย

ทักทายเสร็จแล้วทาคุจังก็บอกว่าวันนี้มีเรื่องอยากขอร้องทุกคน ห้ามอัดเสียง ห้ามถ่ายรูป บลาๆๆ แฟนๆ ก็คอยตอบ ไฮ่!! ไฮ่!! กันอย่างขยันขันแข็ง คึกคักกันเต็มที่สมเป็นพริซึ่มเอลีท (ชื่อเรียกแฟนคิงปุริ)

หลังจากนั้นทาคุจังก็บอกว่า งั้นมาพบกับแขกรับเชิญในวันนี้กันดีกว่า แฟนๆ ก็ตะโกนถามอีกว่า ใครเหรอออ?? ทาคุจังเลยทำเสียงกรุ้มกริ่มว่า 誰かにゃ?誰だと思う? (ใครเหยอ? คิดว่าใครล่ะ?) ช็อตนี้ก็น่ารักแบบเราตายไป (///ω///) จุดนั้นลืมผู้กำกับไปแล้ว เพนไลท์ที่ตอนแรกเปิดสีเขียวของไทกะเอาไว้ก็กลายมาเป็นสีส้มของคาเครุอย่างรวดเร็ว เราเปลี่ยนใจกันง่ายๆ แบบนี้เลย

พอเชิญทาสุคุกับฮิชิดะซังออกมา ฮิชิดะซังก็มายืนฝั่งเรา!!! ส่วนทาสุคุยืนตรงกลาง ทาคุจังเป็น MC เลยอยู่ริมสุดอีกฝั่งนึง

ช่วงแรกเริ่มจากคุยสัพเพเหระว่ามาโอซาก้าเป็นยังไงบ้าง ทาสุคุเล่าว่าเมื่อตอนเที่ยงไปกินโอโคโนมิยากิกันมา อร่อยมาก ร้อนมากเพราะกินจากเตาสดๆ ร้อนๆ เลย ทาสุคุเล่าด้วยท่าทางตื่นเต้นเสมือนเพิ่งเคยมาโอซาก้าครั้งแรก แต่ถ้าติดตามทวิตเตอร์ทาสุคุจะพบว่าจริงๆ แล้วมาออกอีเวนท์แถวนี้บ่อยมาก… น้องจะตื่นเต้นไปทำไมคะ……

จากนั้นก็คุยกันว่ารอบนี้เป็นบุไตไอซัทสึรอบที่สี่ของวันนี้แล้ว รอบก่อนหน้านี้ทาสุคุเป็น MC รอบนี้ทาคุจังเลยสลับมาเป็น MC บ้าง แล้วก็คุยกันว่าเดี๋ยวคืนนี้จะมีอีเวนท์ エリートの二次会 แถวๆ นี้อีก เป็นอีเวนท์ที่ให้แฟนๆ ไปนั่งก๊งเหล้าเมาท์มอยกับผู้กำกับและนักพากย์ทั้งสอง น่าไปมากกกกกกก แต่เราไม่ได้สมัครไปเพราะอีเวนท์เลิกตีสอง ไม่รู้จะกลับยังไงเพราะรถไฟหมด เสียดายจัง T_T

พอพูดถึงอีเวนท์ก๊งเหล้า ฮิชิดะซังเลยบอกว่าคืนนี้จะไม่ดื่ม! เพราะอีเวนท์รอบที่แล้วดื่มเยอะจนจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่คุยไปคุยมาฮิชิดะซังก็บอกว่า ไม่ดื่มไม่ได้หรอก ยังไงก็จะดื่ม!

ส่วนทาคุจังกับทาสุคุคุยกันว่าถ้าสมาชิกเอเดลโรสเจ็ดคนก๊งเหล้าด้วยกันจนเมาคงน่าสนุกดี ฮิชิดะซังบอกว่า แต่ทุกคนยังไม่บรรลุนิติภาวะนะ! แล้วก็ อ๋ออออ หมายถึงคนพากย์เหรอ! งั้นก็น่าสนุกดี

ฮิชิดะซังบอกว่าอยากพาเอเดลโรสทั้งเจ็ดคนมาบุไตไอซัทสึที่โอซาก้าจังเลย ถ้ามีโอกาสจะพามาให้ได้ ฮือออออออ อย่ามาพูดให้ความหวังสิคะะะะะะะ พามาให้จริงเถอะะะะะะะะะ แปดคนเลยก็ได้ พาทาเคอุจิคุงมาด้วยยยยยยยยยยยย (;___;)

หลังจากนั้นพอจะเข้าเรื่องเนื้อหาคิงปุระ ทั้งสามคนคุยกันว่าสปอยล์ไม่ได้สินะ ฮิชิดะซังถามว่าในที่นี้ยังมีใครไม่เคยดูมาก่อนมั้ย ทั้งโรงมีคนยกมืออยู่ประปราย น่าจะไม่ถึงสิบคน ฮิชิดะซังเลยถามว่า วันนี้มาเพราะโดนคนข้างๆ บีบบังคับให้มาดูด้วยรึเปล่า?? โอ๊ย 55555555555555

แต่เอาเป็นว่าเพราะยังมีคนที่ไม่ได้ดูก็เลยต้องคุยกันแบบไม่สปอยล์นั่นแหละ ทั้งสามคนคุยกันเรื่องซีนที่ชอบ ประมาณว่าอยากให้ตั้งใจดูฉากนี้กัน

ทาสุคุบอกว่าชอบฉากพัดของไทกะ

ฉากนี้ ↓

พัดที่ว่านี่มีขายหน้าโรงหนังด้วย ทาสุคุถามว่าไหนใครถือพัดของไทกะอยู่บ้าง คนที่พกมาด้วยก็หยิบขึ้นมาโบกกันใหญ่ ทาสุคุเลยบอกว่า งั้นพอถึงฉากนี้ช่วยกันพัดใส่คนข้างหน้าให้เต็มที่ไปเลยนะ! (จะดีเหรอ……….)

ส่วนทาคุจังบอกว่าอยากให้ตั้งใจดูฉากที่คาเครุทำตัวเป็นลูกชายตระกูลจูโออิน โดยเฉพาะฉากที่คุยกับพ่อ ความตลกคือทาคุจังเรียกชื่อพ่อคาเครุผิด ตอนแรกเรียกว่าโมโมจิโร่ พอเรียกอยู่สองสามรอบ ฮิชิดะซังคงทนไม่ไหวเลยพูดแทรกขึ้นมาว่า เฮียคุจิโร่ต่างหาก ทาสุคุเลยช่วยตบมุกว่า นี่นายเรียกชื่อพ่อตัวเองผิดได้ยังไง!! ตรงนี้ทาคุจังก้มหน้าหัวเราะอยู่นานมาก โถ น่าเอ็นดู (*´∀`*)

ที่ตลกกว่านั้นคือตอนที่หนังฉายแล้วถึงฉากพ่อคาเครุ คนดูช่วยกันตะโกนว่าโมโมจิโร่ใหญ่เลย ขำก๊ากกันทั้งโรง 55555555555555 (รอบที่เราไปดูเป็นรอบโอเอนเลยตะโกนได้ กรี๊ดได้ ตบมือได้ มันส์มากๆๆๆๆๆ)

อีกฉากที่ทาคุจังชอบคือฉากฮิโระกับรุย รอบนี้ทาคุจังไม่ได้พูดถึงละเอียดเท่าไหร่ แต่ใน 二次会 อธิบายไว้ละเอียดมากว่าชอบเพราะอะไร (เราจะไม่เล่า ณ ทีนี้เพราะสปอยล์) ส่วนฉากที่ฮิชิดะซังชอบคือฉากเครดิตที่มีสาวๆ จากพริตตี้ริทึ่มเรนโบว์ไลฟ์ออกมา

นอกจากนั้นก็คุยกันเรื่องการดูรอบโอเอน ทาสุคุพูดถึงตอนที่ไปดูคิงปุริรอบโอเอนครั้งแรกให้ฟัง บอกว่าตอนนั้นไปกับลันส์เบอร์รี่ อาเธอร์ซัง (กรี๊ด ไม่นึกว่าจะได้ยินชื่อลันส์นี่ยันในบุไตไอซัทสึของคิงปุริ 555555555555) ทั้งสองคนนั่งแถวหลังสุดแล้วเชียร์กันมันส์มาก ลันส์ซังคอยยุให้ทาสุคุพูดบทพูดแบบในหนังบ้าง ร้องเพลงบ้าง ทาสุคุก็บ้าจี้ทำตามอย่างจริงจังจนนึกว่าต้องโดนคนที่นั่งใกล้ๆ จับได้แน่ๆ เลย แต่สุดท้ายก็ไม่เห็นมีใครทักสักคน เสียใจมาก โอย ฟังแล้วสงสารแปลกๆ 5555555555555555

เมื่อปีที่แล้วตอนไปดูกับลันส์ซัง ทาสุคุลงรูปไว้ในทวิตเตอร์ด้วยนะ!

ส่วนคิงปุระนี่ทาสุคุยังไม่ว่างไปดูเลย เจ้าตัวบอกว่าไว้ว่างๆ จะหาโอกาสไปดูให้ได้ และคราวนี้อยากให้แฟนๆ สังเกตเห็นให้ได้เลย!

นอกเรื่องนิดนึง อ่านรีพอร์ทของบุไตไอซัทสึรอบเช้าเห็นทาสุคุพูดถึงเรื่องที่ไปโอเอโดะอนเซนซึ่งตอนนี้มีคอลลาโบะกับคิงปุริอยู่ ทาสุคุก็พูดแบบนี้ว่าตั้งใจไม่ใส่แมสก์และคุยกันโหวกเหวกเพื่อให้แฟนๆ จับได้ แต่ก็ไม่มีใครเข้ามาทักสักคน …..จริงๆ แล้วทาสุคุเป็นพวกชอบให้แฟนๆ เข้าไปทักเหรอ!!?? เราว่าแฟนๆ ญี่ปุ่นถึงจะสังเกตเห็นก็คงไม่กล้าเข้าไปทักอยู่ดีแหละ เสียใจด้วยนะทาสุคุ 5555555555555

คุยเรื่องหนังเสร็จแล้วก็มีมุมแอดลิบนิดหน่อย คือให้ทั้งสามคนเล่นละครกันสดๆ โจทย์คือให้คาเครุกับไทกะสลับคาแรคเตอร์กัน เป็นคาเครุที่เอาจริงเอาจัง กับไทกะที่ชะไร่ ส่วนฮิชิดะซังเป็น ผู้กำกับเอโร่ย (ใครคิดโจทย์คะ……….)

จำบทสนทนาไม่ได้เป๊ะๆ เพราะแอบยาวใช้ได้ แต่อารมณ์ประมาณนี้

ไทกะ: อยากไปนัดบอดอะ (เสียงนิ่งๆ ไม่ได้ชะไร่เล้ยยยยย)
คาเครุ: นัดบอด? ที่มีสาวๆ เยอะๆ น่ะนะ? ไม่เอาหรอก พวกเรายังไม่บรรลุนิติภาวะด้วยนะ (เสียงจริงจังมาก)
ไทกะ: มีเบียร์แบบไม่มีแอลกอฮอล์อยู่ไม่ใช่รึไง ดื่มอันนั้นก็ได้
คาเครุ: ไม่ได้นะ
ผู้กำกับ: (ยืนขำ)
คาเครุ: ไทกะคุง ให้ความสำคัญกับตัวเองหน่อยสิ (เสียงยังคงจริงจังมาก)
ไทกะ: เออนี่… อยากนั่งเฮลิคอปเตอร์อะ
คาเครุ: เอ๊ะ
(คุยอะไรกันอีกนิดหน่อย จำไม่ได้)
ไทกะ: เอางี้ สักวันนึงถ้าฉันจะสารภาพรักกับผู้หญิง ฉันขอยืมเฮลิคอปเตอร์บ้านนายหน่อยสิ
ผู้ชม: ฮิ้ววววววววววววววววววววววววว
คาเครุ: เฮลิคอปเตอร์ไม่ได้มีไว้ใช้แบบนั้นซะหน่อย! ทำตัวให้มันติดดินหน่อยสิ!
ไทกะ: ไม่อยากโดนนายว่าแบบนั้นหรอกนะ!
ผู้กำกับ: ไม่มีช่องว่างให้แทรกเลยแฮะ……… แล้วทำไมฉันต้องเป็นผู้กำกับเอโร่ยด้วยเนี่ย

ทั้งหมดนี้คือคิดกันสดๆ เล่นกันสดๆ ตลกมาก 55555555555555555 ทาคุจังกับทาสุคุเซอร์วิสคาเคไทเยอะมากกกกกกกกกกกกกกก แม่ยกคู่นี้ฟังแล้วสลบไปตามๆ กัน (เราก็ชอบคู่นี้แต่เป็นรองโคฮิโระอีกทีนึงเลยฟังแล้วยังรอดชีวิตอยู่) ได้ข่าวว่ารอบอื่นก็กะหนุงกะหนิงกันจนฮิชิดะซังบอกว่า สวีทกันอยู่ได้!!

ตอนสุดท้ายหลังจากพูดขอบคุณแฟนๆ กันทีละคนแล้ว ทาคุจังก็บอกว่า งั้นเรามาพูดว่า มิวสิค เรดี้ สปาร์กกิ้ง เย้! ด้วยกันทุกคนเถอะ ทีนี้ฮิชิดะซังก็พูดขึ้นมาว่า อ้าว! วันนี้โมริคุโบะซังมาด้วยเหรอครับเนี่ย! ….คุณผู้กำกับเนี่ยเห็นอยู่นิ่งๆ ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจาแต่จริงๆ แล้วเป็นคนร้ายกาจคนนึง คือทาคุจังชอบเลียนเสียงโมริคุโบะซัง ฮิชิดะซังเลยแกล้งให้ทาคุจังพูดว่า มิวสิค เรดี้ สปาร์กกิ้ง ด้วยเสียงโมริคุโบะซัง

พอโดนทักแบบนั้นทาคุจังก็เปลี่ยนโหมดมาเป็นโมริคุโบะซังทันที ฮิชิดะซังกับทาสุคุก็หันไปโค้งให้แล้วพูดว่าขอบคุณโมริคุโบะซังที่ให้เกียรติมาด้วยกันในวันนี้ (จุดนั้นเราขำแบบหมดแรงถือเพนไลท์) 

ทาคุจังหันไปบอกทาสุคุว่าตัวเองจะพูดว่ามิวสิค แล้วให้ทาสุคุพูดว่าเรดี้ ทาสุคุเลยถามว่า รุ่นพี่ครับ ผมต้องพูดว่าเรดี้ด้วยเสียงแบบรุ่นพี่มั้ยครับ?? (กวนประสาท 555555555555) ทาคุจังในโหมดโมริคุโบะซังตอบว่า ไม่ต้องหรอก พูดเรดี้ในแบบที่ตายอยากพูดเถอะ ทาสุคุเลยบอกว่า รุ่นพี่ใจดีจังเลยครับ!

พอประกอบพิธีกรรมมิวสิค เรดี้ สปาร์กกิ้ง เย้! เสร็จเรียบร้อยแล้วทาสุคุกับฮิชิดะซังก็กลับเข้าไปก่อน ทาคุจังเป็น MC เลยพูดส่งท้ายกับคนดูอีกนิดนึง ขอบคุณที่มา ขอให้ทุกคนเอนจอย บลาๆๆ แล้วก็บ๊ายบาย

ทาคุจังกับทาสุคุลงรูปไว้ในทวิตเตอร์ด้วย

คนที่สองจากซ้ายในรูปทาสุคุคือ MC ที่หายไป……..

ขำชุดทาคุจังนิดนึง คือตอนเห็นครั้งแรกเราคิดว่าเหมือนชุดนอน ปรากฏว่าพอดูถ่ายทอดสดอีเวนท์ 二次会 ทาคุจังโดนโปรดิวเซอร์กับทาสุคุแซวว่าเป็นชุดนอนอยู่หลายรอบ จนทาคุจังต้องบอกว่า ไม่ใช่ชุดนอนซะหน่อย! ชุดนี้เพิ่งซื้อมาเมื่อวานเองนะ! …โอเค้ ไม่ใช่ชุดนอนก็ได้ค่ะ ขอโต้ดดดดด

ส่วนตัวหนังเราจะไม่พูดถึง เป็นหนังที่ไม่อยากสปอยล์ใครเลย เพราะการดูครั้งแรกมันอิมแพคต์มากๆๆๆ มีอะไรน่าฮือฮาเต็มไปหมด มีฉากชวนร้องไห้ด้วย และระดับความเสพติดสาหัสกว่าคิงปุริ  20,000 เท่า!! (ไปดูมาแล้วสามรอบ และคงมีอีกหลายรอบ)

หลังดูหนังจบแล้วเราก็ไปเดินเล่นรอเพื่อนมากินข้าวด้วยกัน ด้วยความที่ไม่รู้จะไปไหนเลยไปเดินเล่นแถวๆ โดตงโบริ และเนื่องจากรู้ว่าเดี๋ยวทาสุคุกับทาคุจังมีอีเวนท์แถวนั้นต่อ เราเลยคอยมองซ้ายมองขวาเผื่อโชคดีเดินสวนกันแถวๆ นั้น อีเวนท์ต่อไปเริ่มตั้งเที่ยงคืน ตอนนั้นเพิ่งสองทุ่มเอง เค้าอาจจะออกมาเดินเล่นหาของกินก็ได้น่า!! แต่หวังไว้น้อยนิดเพราะแถวนั้นเป็นย่านนักท่องเที่ยวซึ่งคนเป็นล้านนนนนนน แถมยังมีร้านรวงเยอะแยะมากมาย ตรอกซอกซอยก็เต็มไปหมด ถ้าเจอก็ปาฏิหาริย์แล้ว

หลังจากเดินเล่นอยู่แถวนั้นพักใหญ่ก็เลิกมองฝูงชนไปละ หันมามองหาร้านโอโคโนมิยากิแทนเพราะเพื่อนบอกว่าอยากกินโอโคโนมิยากิ เราอยู่ว่างๆ เลยเดินเล็งๆ ร้านเอาไว้ดีกว่า

ปรากฏว่า!!!

หลังจากเงยหน้ามองป้ายร้านอาหารติดๆ กันหลายร้าน พอเลื่อนสายตากลับมาที่ทางเดินอีกที…

 

ปาฏิหาริย์ก็บังเกิดค่ะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะ

 

หันมาอีกที ทาสุคุกับทาคุจังและทีมสต๊าฟคิงปุริอยู่ทางซ้ายของข้าพเจ้าแบบห่างกันประมาณหนึ่งเมตร!!!!!!!!!!!!!! โอ้โหหหหหหหหหหหหหหหหหหห พรหมลิขิตบันดาลชักพาาาาาาาาา จากที่เดินๆ อยู่เรานี่หยุดชะงัก ฟรีซไปเลย กะพริบตารัวๆ ว่านั่นทาสุคุกับทาคุจังจริงๆ เหรอ แล้วก็โอ้วววว นั่นนนนนน ฮิชิดะซังงงงงงงงงงง!!!!!!!!!!!

จะไม่ตกใจขนาดนี้ถ้าไม่ได้มาเจอในจุดที่เลิกมองหาไปแล้ว ฮื่อออออออออออ

จุดที่เจอทีมคิงปุริอยู่ใกล้ๆ กับสะพานกูลิโกะ พอเค้าเดินไปสะพานกัน เราก็แอบมองอยู่ห่างๆ …..จริงๆ ก็ไม่ห่างมาก แบบเค้าถ่ายรูปกับป้ายกัน เราก็ยืนกดมือถือกรี๊ดใส่เพื่อนอยู่ตรงราวสะพาน ซึ่งสะพานก็ไม่ได้ใหญ่ขนาดนั้น

โชคดีได้เห็นทาสุคุกับทาคุจังทำท่าเลียนแบบป้ายกูลิโกะด้วย น่ารักกกก แอออออออออออออ แต่สุดท้ายก็ปล่อยทีมนี้ไปตามทางของเค้านะ ถ้าตามต่อไปเรื่อยๆ จะดูโรคจิตเกินไป ทำแบบนั้นเราคงกลัวตัวเองเหมือนกัน 555555555555

เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังก็มีแต่คนถามว่าทำไมไม่เข้าไปทัก โอ้ยยยยยย เค้ามากันทีมใหญ่เป็นสิบคน เราตัวคนเดียว จะให้เข้าไปทักยังไง เขินตายชัก TvT ถึงทาสุคุจะออกตัวว่าเป็นพวกอยากให้แฟนๆ เข้าไปทักขนาดนั้นก็เถอะ ไม่กล้าอะะะ ถ้าทาสุคุมากับทาคุจังแค่สองคนยังว่าไปอย่าง

เสียดายที่ยังไม่เห็นทาสุคุกับทาคุจังลงรูปหน้าป้ายกูลิโกะ ส่วนออฟฟิเชียลคิงปุริลงรูปฮิชิดะซังให้ดู

ฮิชิดะซังทวีตว่าป้ายกูลิโกะคือต้นแบบท่าเต้นของจอร์จ (ตัวละครใหม่ที่สุงิตะพากย์) ด้วย ไม่รู้เรื่องจริงหรือเล่นมุก บางทีฮิชิดะซังเหมือนจะพูดเล่นมุกแต่ดันกลายเป็นเรื่องจริง บางทีก็เหมือนจะพูดจริงแต่เฉลยทีหลังว่ามุก แยกไม่ออกแล้ว 55555555555

ตกดึกเรากลับมาดูถ่ายทอดสดอีเวนท์ 二次会 ต่อ อีเวนท์คุยเกี่ยวกับเนื้อเรื่องกันจริงจังมาก สปอยล์หนักมาก แต่สนุกดี ทาสุคุกับทาคุจังสวีทกันตลอดเวลาจนหมั่นไส้ 55555555555 ตอนหลังๆ ทาสุคุเมาแอ๋เลย น่าร้ากกกกกกกก♥♥♥ ทาคุจังก็น่ารักมากๆๆๆๆ ส่วนฮิชิดะซังยังคงตลกเหมือนเดิม

ถึงจะเสียดายที่ไม่ได้ไปอีเวนท์รอบดึกและไม่มีความกล้ามากพอที่จะพุ่งเข้าชาร์จทุกคนตรงสะพานกูลิโกะ แต่ก็พอใจแล้วที่ได้ตะโกนอาริกาโต้วววว!!!! ในโรงหนัง ขอบคุณทุกคนนะคะ♥ โดยเฉพาะคุณผู้กำกับ ขอบคุณมากค่ะ!!

อยากดูคิงปุระอีกจัง

見たかコウジ

 

「お前のそばに一番上手く立てるのは・・・俺だァ!!!!」

 

อยากเก็บคาซึกิด้วยจัง แต่จนแล้ว (T_T)

แน่จริงออกไทกะกับคาเครุมาด้วยสิ! ยูจังด้วย! อเล็กซานเดอร์ด้วย!

Anime Japan 2017

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาไปงาน Anime Japan ที่โตเกียวบิ๊กไซท์มาแหละ!

ทริปนี้เป็นการไปที่ค่อนข้างกะทันหันพอสมควร เรื่องมันเริ่มมาจากเมื่อตอนต้นเดือนเราไปเห็นทวีตออฟฟิเชียลของสตามิวบอกว่าในงานนี้จะมีบูธอีเวนท์ที่มีทอล์กของนักพากย์ด้วย

พออ่านเงื่อนไขแล้วพบว่าการเข้าร่วมง่ายมาก แค่ไปรับบัตรคิว(แบบสุ่ม) แต่ถึงจะไม่ได้บัตรคิวก็น่าจะได้ดู แถมรายชื่อคนที่มาวันแรกโคตรเข้าทางเรา ว่าแล้วก็เล็งๆ ไว้ก่อน แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะไป เพราะต้องรอผลปุริไลฟ์กับอีเวนท์โค้ดเรียลไลซ์ประกาศก่อน เกิดได้สองอีเวนท์ติดๆ กันขึ้นมาคงไม่มีตังค์ไปงานนี้แล้ว

ซึ่ง… หลังจากนั้นก็พบว่าไม่ได้ทั้งตั๋วปุริไลฟ์และอีเวนท์โค้ดเรียลไลซ์ (ว่าแล้วก็น้ำตาจะไหล) พอวืดอีเวนท์ต่างๆ นานาติดกันรัวๆ (ก่อนหน้านี้ก็วืดไลฟ์คารุไนไปทีนึงแล้ว ถึงจะได้ดูไลฟ์วิวก็เถอะ) ก็เลยรู้สึกว่าเราคงต้องไปหาเคนนุในงานนี้แล้วแหละ ไปให้เคนนุช่วยปลอบใจหน่อย (´・ω・`)

ว่าแล้ววันที่ 22 ก็กดจองตั๋วบัสไปโตเกียว แล้วออกเดินทางคืนวันที่ 23 เป็นการจองบัสที่กะทันหันมาก แต่ก็ยังได้มาในราคา 4500 เยน ถือว่าถูกแล้วแหละสำหรับการจองแบบเร่งด่วนขนาดนี้

อีเวนท์มีวันเสาร์อาทิตย์แต่เราตัดสินใจไปแค่วันเสาร์วันเดียวเพราะวันอาทิตย์จะกลับมาดูกันดั้มแบบเรียลไทม์ (เหตุผลแบบว่า…..) คืนวันศุกร์ก็ไปอาศัยนอนห้องบ.ซัง เพื่อนที่จะไปงานนี้ด้วยกัน ตอนเช้าจะได้ออกไปด้วยกันเลย

ตอนแรกกะว่างานเริ่มสิบโมง ไปแบบชิลๆ สักแปดเก้าโมงก็ได้มั้ง แต่คุยกันไปคุยกันมา อยู่ดีๆ ก็ตกลงกันว่าไปขึ้นรถไฟเที่ยวแรกเลยละกัน เพราะไม่รู้ว่าบัตรคิวมันจะหมดช้าเร็วแค่ไหนยังไง

แต่กระนั้น ด้วยความที่ตอนกลางคืนมัวแต่โอ้เอ้ดูโอโตเมทปาร์ตี้ที่บ.ซังเพิ่งไปซื้อแผ่นมาสดๆ ร้อนๆ วันนั้น สุดท้ายเลยนอนดึกกันจนตอนเช้าเรามัวแต่งัวเงียไม่ยอมลุกอยู่ประมาณสิบนาที ส่งผลให้ไปขึ้นรถไฟเที่ยวแรกไม่ทัน ได้ขึ้นเที่ยวตีห้ายี่สิบสองนาทีซึ่งเป็นเที่ยวที่สามแทน OTL

ระหว่างอยู่บนรถไฟก็เจอคนถืออิตะแบ็กประปรายทำให้มั่นใจได้ว่ายังไงก็ไม่หลงทางแน่นอน ตามๆ พวกเดียวกันไปเรื่อยๆ นี่แหละง่ายดี กว่าจะไปถึงสถานีหน้าโตเกียวบิ๊กไซท์ก็ประมาณหกโมงกว่าๆ  และกว่าจะเดินจากสถานีไปถึงจุดต่อคิวได้มันช่างไกลแสนไกลเหลือเกิน เดินไปสักพักถึงพบว่าคนส่วนใหญ่ล้วนลงผิดสถานี ถ้านั่งรถไฟสายยูริคาโมเมะมาที่นี่ สถานีอาริอาเกะจะใกล้จุดต่อคิวมากกว่า แต่คนส่วนใหญ่จะไปลงที่สถานีคกไซเทนจิโจเซมง ซึ่งเราและบ.ซังก็เช่นกัน… จะจำไว้ว่าคราวหน้าต้องลงอาริอาเกะ!

ตอนเราไปถึงมีคนมาต่อคิวก่อนหน้าพอสมควร น่าจะราวๆ หลายร้อยคน แต่ยังไม่เยอะถึงขั้นน่าตกตะลึง และคิดว่ายังไม่โหดเท่าคอมิเกะด้วย (แต่ตอนไปคอมิเกะเราก็ไม่ได้ออกเช้าขนาดนี้ด้วย ออกสายๆ แบบกว่าจะไปถึงก็คนเป็นล้านแล้ว)

ตั๋วเข้างานที่เราซื้อมาเป็นตั๋วธรรมดา ซื้อที่แฟมิลี่มาร์ท เข้างานได้ตอนสิบโมง แต่ที่จริงมันมีตั๋ว Fast ticket ที่ให้เข้าได้ตั้งแต่เก้าโมงครึ่งด้วย ตั๋ว Fast ticket นี่ปิดขายไปตั้งแต่วันที่ 16 มีนา และแน่นอนว่าเราซื้อไม่ทันเพราะมัวแต่พิรี้พิไรรอดูผลปุริไลฟ์ก่อน ดังนั้นจึงต้องต่อคิวรอเข้างานตอนสิบโมงอย่างน่าเศร้า

ตอนต่อคิวสต๊าฟจะบอกให้นั่งเรียงแถว แถวละหกคน แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ค่อยนั่งกันตามนั้นเท่าไหร่ แถวเรามีกันสี่คนเอง คนส่วนใหญ่เตรียมอุปกรณ์สำหรับนั่งรอมากันอย่างดี ทั้งผ้าปู เก้าอี้ ผ้าห่ม ฯลฯ ส่วนเราและบ.ซังแทบจะมากันตัวเปล่า มีเพียงไคโระชิ้นเล็กๆ คนละอันที่คาดหวังว่าจะช่วยให้มืออุ่นได้บ้าง แต่ตรงนั้นมันอยู่ริมทะเลเลยค่อนข้างหนาวจนไคโระไม่ก่อประโยชน์อันใดกับชีวิต

ตอนนั่งรอเวลาก็สังเกตการณ์คนรอบตัวไปเรื่อยๆ มีผู้คนมาจากหลากหลายแฟนด้อม แต่เราเจอแม่ยกอุตะปุริเยอะเป็นพิเศษ ไม่รู้เพราะเป็นคนแฟนด้อมเดียวกันรึเปล่า 55555555 แต่แม่ยกอุตะปุริสังเกตง่ายนะ ถ้าไม่ถืออิตะแบ็กมาก็ต้องมีพร็อพอะไรสักอย่างของอุตะปุริมา ไม่ตุ๊กตาก็แมว ผ้าห่ม เสื้อ เห็นแล้วก็เสียดายที่ไม่ได้หอบหิ้วอิตะแบ็กไปบ้าง หิ้วไปแต่ถุงผ้าของไชน์นิ่งดรีมเฟสต้า

พอแอบดูคนอื่นจนเบื่อ บ.ซังก็ยื่นคินเดิลมาให้ยืม เลยนั่งอ่านอาคาสึกิโนะโยนะไปสองเล่ม ระหว่างอ่านก็พูดคำว่าซูวอนเป็นคนดีจังเลยไปประมาณสองร้อยรอบ (เผลอเรียกว่าเพฮาจนเพื่อนงงว่าซูวอนเปลี่ยนชื่อตั้งแต่เมื่อไหร่ คือติดเรียกซูวอนว่าเพฮาตั้งแต่ไปดูซีรีส์เกาหลีแนวย้อนยุค 555555555) พอมีกิจกรรมให้ทำแล้วค่อยรู้สึกเวลาผ่านไปเร็วหน่อยๆ เผลอแป๊บๆ สต๊าฟก็เรียกให้ลุกขึ้นเตรียมเลื่อนแถวละ

เราได้เข้าไปในงานประมาณสิบโมงกว่าๆ เข้าไปถึงก็รีบวิ่งไปบูธ NBC ที่แจกบัตรคิวสตามิวก่อน ตอนนั้นวิ่งง่ายเพราะงานกว้างมากแล้วคนยังเข้ามากันไม่เยอะ แต่ไปถึงก็พบว่าบัตรคิวหมดแล้ว……. เฮลโหล เพิ่งเปิดงานไม่ถึงยี่สิบนาทีด้วยซ้ำนะะะะะะ Σ(゚д゚;)!!

แต่รับบัตรคิวไม่ทันก็ไม่ค่อยเฟลเท่าไหร่เพราะดูจากลักษณะบูธแล้วยืนดูข้างนอกได้ไม่ยาก คือหลายๆ บูธที่มีเวทีจะจัดในลักษณะคล้ายๆ กันคือมี 優先エリア สำหรับคนได้บัตรคิว ใครไม่ได้บัตรก็ต้องยืนดูไกลกว่า ว่าแล้วเรากับบ.ซังก็วิ่งไปดูบูธอื่นๆ ที่เล็งทอล์กไว้ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้บัตรคิวเลยสักบูธ น่าเศร้ามาก 5555555555  ถ้าปีหน้าไปอีกจะซื้อ Fast ticket ให้ได้ ฮึ่มมมมม

ระหว่างวิ่งดูบูธอื่นๆ ก็คอยเล็งตารางทอล์กแต่ละบูธไว้ด้วย เพิ่งรู้ว่างานนี้มีทอล์กของนักพากย์ตามบูธเยอะมาก เยอะแบบตามดูทอล์กอย่างเดียวก็หมดเวลาไปแล้ววันนึงโดยที่แทบไม่ได้เข้าไปดูแต่ละบูธให้ละเอียดๆ เลย แค่เดินๆ แบบสุ่มสี่สุ่มห้าในงานก็อาจจะเจอนักพากย์กำลังพูดอยู่ (บูธแรกที่เราเจอนักพากย์พูดอยู่คือบูธอะไรไม่รู้ รู้แต่เจออิชิอิ มาร์ค! คุโรโนะคุง!!) หรือเจอนักพากย์เดินสวนไป ตอนที่เรารู้สึกว้าวมากคือตอนเดินหาเวทีที่จะดูทอล์กของไดกิกับอุเมะฮาระแล้วทีมนักแสดงบุไต Ensemble Stars เดินสวนเราแบบใกล้มาก แทบจะเดินชนกัน คือเราไม่ได้ติ่งเรื่องนี้และไม่รู้จักนักแสดงหรอก แต่ก่อนหน้านั้นเห็นเค้าอยู่บนเวที แล้วนี่เค้าก็มาเดินสวนไปเฉยๆ เลยรู้สึกว่าว้าววววววววว อนิเมแจแปนโคตรรรรเจ๋ง!!!! ถ้าติ่งนักแสดงบุไตคงเป็นลมตายไปตรงนั้นเลย

ที่จริงงานนี้จะมีสเตจแบบที่ต้องสมัครล่วงหน้าด้วย แต่เราสมัครไม่ทันเลยสักสเตจ เค้าสมัครกันไปตั้งแต่ต้นเดือนมีนาแล้ว เสียดายนิดนึงเพราะหลายๆ สเตจน่าดูมาก แต่ไอ้การสมัครเนี่ยใช้ระบบสุ่ม ต่อให้สมัครทันก็ไม่ใช่ว่าจะได้ดูแน่นอนอยู่ดี และถึงจะไม่ได้ดูสเตจพวกนั้น พวกสเตจในงานก็มีให้ดูเยอะแยะมากมายไม่หวาดไม่ไหวละ

เวทีแรกที่เราไปดูคือทอล์กโชว์ของเกม 戦刻ナイトブラッド ที่เวที Marvelous คนที่มาขึ้นเวทีคือยามาชิตะ ไดกิ กับอุเมะฮาระ ยูอิจิโร่ งานนี้เราไม่ได้ตั้งใจจะมาเจอไดกิเลย ไม่รู้มาก่อนว่าไดกิมาด้วย ไม่รู้อะไรเลยนอกจากตั้งใจจะมาหาเคนนุ 555555555555 มีการหาข้อมูลล่วงหน้าน้อยมาก แต่ข้อมูลสเตจตามบูธมันหายากด้วยแหละ มาวิ่งเช็กเอาในงานเลยชัวร์กว่า

ทอล์กโชว์ไดกิกับอุเมะเริ่มตอน 11:40 ซึ่งเรากับบ.ซังตกลงกันว่าจะดูแค่แป๊บเดียว แล้วพอใกล้ๆ เที่ยงจะหลบออกไปกดตั๋วปุริไลฟ์รอบอิปปังกัน ตอนเดินออกรู้สึกผิดเบาๆ ฮืออออออ ขอโทษนะไดกิ ขอโทษนะอุเมะ แต่การกดตั๋วปุริไลฟ์ก็สำคัญมากจริงๆ

พอถอยออกไปกดตั๋วก็…….. เว็บล่ม……… เข้าเว็บได้อีกทีตั๋วก็หมดไปแล้ว บาย นี่เราทิ้งไดกิกับอุเมะออกมาเพื่ออะไรรรรรรร

โชคดีที่ตอนเห็นว่าตั๋วหมด ทั้งสองคนยังอยู่บนเวทีก็เลยเดินกลับไปดู แต่ช่วงที่เราเดินออกมากดตั๋วพลางเฝ้ามองเวทีอยู่ห่างๆ นั่นเค้าดูสนุกกันมากเลย มีเล่นเกมอะไรสักอย่างกันด้วย ฮือออออออ พลาดไปหมด

ช่วงแรกก่อนเดินออกมานี่เราได้ที่ยืนไม่ถึงขั้นใกล้เวทีแต่ก็ไม่ไกลเลย เพราะคนดูยังไม่เยอะเท่าไหร่ เห็นไดกิกับอุเมะชัดมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ชัดแบบออร่าอุเมะทิ่มแทงตาแทบบอด หล่ออะไรขนาดนั้นคะะะะะะะะะะ มัวแต่จ้องหน้าอุเมะสลับกับไดกิจนแทบไม่ได้ฟังเนื้อหาเลย 555555555555

เนื้อหาที่คุยกันตอนแรกๆ ก็แนะนำเกม 戦刻ナイトブラッド พอเป็นพิธี ตอนแนะนำตัวละครมาถึงกองทัพทาเคดะ ไดกิก็บอกว่าทีมนี้ดูแข็งแกร่งเวลาออกอีเวนท์ คือมีแต่คนที่ออกอีเวนท์แล้วมันส์ 55555555 แล้วไดกิ อุเมะ กับพิธีกรก็เมาท์โคนิชิซังกันนิดหน่อย ประมาณว่าโคนิชิซังเวลาออกอีเวนท์จะตลกมาก จำรายละเอียดเรื่องที่เมาท์กันไม่ค่อยได้ จำได้แต่ไดกิหัวเราะน่ารักเหลือเกิลลลลลลลลลล ฮรือออออออออออออ ไดกี่ยยยยยยยยยยยย์♥♥

ส่วนอุเมะฮาระก็ยังมาแนวนิ่งๆ เนิบๆ เหมือนเดิม 5555555555 แต่คราวนี้เราตื่นเต้นกะเค้ามากกว่าตอนเจอรอบที่แล้ว เพราะช่วงนี้ติ่งกันดั้ม และเราชอบยูจีน! เผอิญตอนเจอรอบที่แล้วยังไม่มีตัวละครของเค้าที่เราชอบเป็นพิเศษ

ตอนท้ายๆ มีเปิดพีวีเกมกับประกาศทำอนิเมะด้วย พอเห็นประกาศทำอนิเมะ คนที่ยืนดูอยู่ก็พากันร้อง เอ๋? เบาๆ แบบงงๆ ไม่ได้ร้อง เอ๋อ๋อ๋อ๋??? แบบตื่นเต้น เพราะประกาศทำอนิเมะมันมาแบบเนิบมาก ไดกิเห็นปฏิกิริยาคนดูแล้วก็หัวเราะบอกว่ารีแอคชั่นทุกคนตลกมาก คงจะงงกันมากสินะ! งงสิคะ อยู่ดีๆ เล่นประกาศทำอนิเมะซะเรียบง่าย…….

ทวีตออฟฟิเชียลของเกม 戦刻ナイトブラッド ลงรูปเอาไว้ด้วย

จบสเตจนี้ก็รีบจ้ำไปบูธคาโดคาวะกันต่อ ไปรอดูไซโต้ โซมะที่มาโปรโมทเรื่อง ロクでなし魔術講師と禁忌教典 ตอนเดินผ่านบูธที่อยู่ข้างๆ บูธคาโดคาวะก็เจอนักพากย์สาวสามคนพูดอะไรสักอย่างกันอยู่ งานนี้เราไม่ค่อยสนนักพากย์หญิงเท่าไหร่เพราะไม่ค่อยรู้จัก แต่ตอนเดินผ่านบูธนี้กรี๊ดดังมากเพราะคนนึงในนั้นคืออุจิดะ มาอายะ!!!!! ตอนเดินผ่านเลยกรี๊ดใส่เพื่อนว่า แกรรรรรรรรรร เราชอบน้องชายเค้าาาาาาาาาาาาาา /พูดพลางเดินผ่านไปบูธคาโดคาวะโดยไม่มีการหยุดดูคุณพี่สาวแต่อย่างใด ถึงอย่างไรไซโต้ โซมะก็ต้องมาก่อนพี่สาวของอุจิดะ ยูมะอยู่ดี (แต่ถ้ายูมะมาเองเราคงไม่ไปหาโซมะ 55555555555) แต่คุณพี่สาวตัวจริงน่ารักมากเลยนะ (≧д≦)

ตอนเราไปถึงบูธคาโดคาวะมีคนมารอดูกันเยอะแล้ว ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย มีผู้หญิงอยู่ไม่กี่คนเอง

ชอบที่บูธคาโดคาวะหาง่ายเพราะด้านบนมีลูกโป่งใบใหญ่ๆ อยู่ สะดุดตาดีมาก!

สเตจนี้นอกจากโซมะแล้วมีนักพากย์หญิงอีกสองคนคือฟุจิตะ อาคาเนะ กับมิยาโมโตะ ยูเมะซึ่งเราไม่รู้จักทั้งคู่เลยไม่ตื่นเต้น ตลอดเวลาที่ดูก็จ้องแต่โซมะคนเดียว แต่เพราะยืนอยู่ด้านนอก เสียงไมโครโฟนเลยส่งมาไม่ค่อยถึง แทบไม่ได้ยินเสียงโซมะพูดเลย สเตจนี้เน้นจ้องหน้าอย่างเดียว 555555555

ดูสเตจนี้จบแล้วบ.ซังกล่าวว่า โซมะกับไดกิเนี่ยดูคล้ายๆ กันนะ แต่เราว่าไดกิดีดกว่าเยอะ 55555555555 ตอนไดกิขึ้นเวทีมากับอุเมะนี่ไดกิเหมือนดูดพลังงานจากอุเมะไปหมดแล้ว ร่าเริงสดใสเคลื่อนไหวไม่หยุดอยู่คนเดียว คนละแนวกับโซมะเลย โซมะจะดูนิ่งๆ ยืนยิ้มๆ ท่าทางเรียบร้อยและดูเป็นผู้ใหญ่กว่าเยอะ (ได้ข่าวว่าไดกิแก่กว่า ก๊าก) แต่ไม่รู้ว่าเพราะโซมะมาพร้อมสาวๆ เลยดูเรียบร้อยผิดปกติรึเปล่านะ ปกติเราก็ไม่ได้ติดตามโซมะเยอะแยะขนาดนั้น แค่รู้สึกว่าในงานนี้เค้าดูเรียบร๊อยยยยเรียบร้อย

ถัดจากสเตจนี้เราก็พุ่งไปดูสเตจคิงปุริที่บูธ Avex ส่วนบ.ซังขอตัวไปสแตนด์บายที่บูธ NBC เพราะอยากดูมาเอโนะแบบใกล้ๆ ที่จริงเราก็อยากเจอมาเอโนะ เคนนุ และทาเคอุจิคุงแบบใกล้ๆ นะะะะ (อุเมะเจอใกล้ๆ ไปแล้วตอนเที่ยง) แต่จะให้ทิ้งทาสุคุไปเฉยๆ เราก็ทำไม่ด้ายยยย ฮือออออออออ

และแล้วเราก็มายืนดูสเตจคิงปุริตามลำพัง ถึงจะไม่ได้ยืนในโซนคนมีบัตรคิว แต่ก็อยู่แถวเกือบหน้าสุดของด้านนอก ถือว่าใกล้มากอยู่ดี (คำพูดติดปากในวันนั้นคือ ใกล้กว่าเวลาไปดูเซย์ยูอีเวนท์ตั้งเยอะ!)

คนที่มาสเตจคิงปุริวันนี้ได้แก่เทราชิมะ จุนตะ (ชินคุง) ฮาตานากะ ทาสุคุ (ไทกะ) อิการาชิ มาซาชิ (มินาโตะ) นางาสึกะ ทาคุมะ (น้องเลโอ) เราได้ยืนฝั่งที่เห็นทาสุคุชัดสุด ชัดจนบางทีเค้ามองมาแล้วเผลอหลบ หลบทำไมไม่รู้ 55555555555555

รู้สึกดีที่ไม่ได้ทิ้งคิงปุริไปรอดูสตามิว เพราะสเตจนี้ตลกมากกกกกกกกกก สนุกมากกกกกกกกกกก ส่วนใหญ่อิการาชิซังจะเป็นคนชงมุกแล้วทาสุคุคอยตบมุก

เนื้อหาที่คุยกันช่วงแรกจะเริ่มจากการทักทายทีละคน แล้วก็คุยกันเรื่อง PRIDE the HERO ที่เป็นภาคต่อของคิงปุริ ทั้งสี่คนเล่าว่าเพิ่งอัดเสียงเสร็จหมาดๆ ภาคนี้จะเร่าร้อนยิ่งกว่าภาคที่แล้วซะอีก เป็นภาคที่เนื้อหามันส์ระเบิดระเบ้อจนทุกคนดูแล้วจะอยากเอาใจช่วยยิ่งกว่าเก่า คือทุกคนพูดโฆษณาอย่างขยันขันแข็งจนเราอยากดูเดี๋ยวนั้นเลยอะ ฮืออออ กว่าจะฉายก็เดือนมิถุนาแน่ะ

โฆษณาภาคต่อแล้วก็โฆษณาคอลลาโบะอีเวนท์ของคิงปุริกับโอเอโดะอนเซ็น และโฆษณาเพลงยูนิตกันด้วย แล้วพิธีกรก็ให้แต่ละคนบอกว่าเพลงยูนิตที่ตัวเองร้องมีจุดเด่นตรงไหนบ้าง อันนี้เราจำได้แค่ทาสุคุบอกว่าการร้องรับส่งของไทกะกับคาซึกิสุดยอดมาก อิการาชิซังบอกว่าของโคจิกับมินาโตะเนี่ย ให้ตั้งใจฟังชื่ออาหารที่จะออกมาในเพลงให้ดีๆ แล้วพิธีกรก็บอกว่าวันนี้จะให้ฟังแซมเปิ้ลเพลงนึง คือเพลงคู่ของโคจิกับมินาโตะ! แต่เท่าที่เราฟังยังไม่เจอชื่ออาหารนะ ฮาา

นอกจากฮาร์ดเซลล์กันอย่างดุเดือดแล้วยังมีมุมตอบคำถามจากทางบ้านกันเล็กน้อย คือพิธีกรเอาคำถามที่เปิดรับในทวิตเตอร์มาถามบนเวที คำถามแรกคือถ้าไปอยู่หอ คิดว่าตัวละครของตัวเองจะพกอะไรไปด้วย จุนตะตอบว่าลูกฟุตบอล เพราะชินคุงชอบเล่นฟุตบอล ทาสุคุตอบว่าตุ้มถ่วงน้ำหนักขาสำหรับซ้อมเต้นเบรคแดนซ์ นางาสึกะคุงตอบว่าอุปกรณ์ทำผม เพราะความสามารถพิเศษของเลโอคือทำผม ส่วนอิการาชิซังโดนพิธีกรแกล้งโดยการข้ามไป แล้วให้ไปตอบข้อต่อไปเป็นคนแรกแทน ขำที่พิธีกรดูชอบแกล้งอิการาชิซังเป็นพิเศษ มีรอบนึงเค้าลุกขึ้นมายืนพูด พิธีกรก็ไล่ให้นั่งๆ ลงไปซะ 55555555555555

คำถามอีกข้อถามว่าถ้าให้ไปกินข้าวกับตัวละครในคิงปุริอยากกินกับใคร ข้อนี้จำได้แต่ของทาสุคุ (ไม่ค่อยจะลำเอียง ทุกอย่างจำของทาสุคุได้มากสุด 5555555555) แต่ช่วยไม่ได้ ในเมื่อของทาสุคุก๊าวมากเพราะมีความชงคาเคไท! ทาสุคุตอบว่า คาซึโอะ (ตลกการเรียกคาเครุว่าคาซึโอะอย่างเป็นธรรมชาติ) และให้คำอธิบายว่าสำหรับไทกะแล้ว การกินข้าวคือการต่อสู้ เป็นการต่อสู้ระหว่างตัวเองกับอาหาร เพราะฉะนั้นไทกะจะตั้งใจกินเงียบๆ และชอบกินข้าวคนเดียวมากกว่า แต่ถ้าคาซึโอะกินข้าวกับไทกะก็คงจะช่วยให้ไทกะสนุกขึ้นมาได้ด้วย ….คือทำไมไปๆ มาๆ ทาสุคุตอบคำถามในฐานะไทกะเฉยเลย 5555555555

ตอนสุดท้ายมีจับฉลากแจกโปสเตอร์พร้อมลายเซ็นด้วย จับเฉพาะคนที่ได้บัตรคิว ซึ่งเราไม่ได้…… ตอนจับฉากจะให้จับทีละคน พิธีกรบอกให้ทำเสียงแบบตัวละครที่ตัวเองพากย์ด้วย ตลกดี ทุกคนมันส์กันมาก สมเป็นคิงปุริ

ตอนกล่าวลาทุกคนพูดฝากให้ไปดูภาคต่อ แล้วพิธีกรก็ให้ผู้ชมช่วยกันตะโกนคำว่า “คิงออฟพริซึ่ม” ก่อนจะแยกย้ายกันไป เป็นสเตจที่ตลกสุดในวันนั้นเลย

อย่างไรก็ตาม เรื่องน่าเศร้าคือพอจบสเตจนี้แล้วเดินไปบูธ NBC ที่อยู่ติดกันก็พบว่า คนเยอะเกินจนสต๊าฟมาคอยยืนกั้นไว้ไม่ให้เข้าไปยืนดูแล้ว ตึงงงงงงงงงง เงิบหนักมาก เพราะที่ลงทุนลงแรงนั่งบัสกลางคืนเก้าชั่วโมงมาถึงโตเกียวก็เพื่อเวทีสตามิวนะ เธอจะไม่ให้ฉันเข้าไม่ได้นะะะะะะะะ

แต่ก็นั่นแหละ เข้าไม่ได้ก็คือเข้าไม่ได้…… ตอนแรกเราเลยใช้วิธีไปยืนดูอยู่ห่างๆ ที่อีกบูธนึงเพราะเห็นมีคนยืนๆ รอดูอยู่ แต่สักพักสต๊าฟก็มาไล่ไม่ให้ยืน ปวดใจเหลือเกิน แต่ถ่อมาขนาดนี้แล้วมีหรือจะยอมแพ้ง่ายๆ เราเลยดูสเตจนี้โดยใช้วิธี… เดินวนรอบเวทีไปเรื่อยๆ……..

ตอนนั้นเป็นเวลาบ่ายกว่าๆ แล้ว คนเข้างานกันมาเยอะมากแล้ว การเดินวนรอบเวทีจึงไม่ได้ง่ายดายสบายบรื๋อเหมือนตอนเช้า ต้องค่อยๆ เดินไหลไปตามฝูงชนเรื่อยๆ จนถึงขอบเวทีด้านนึงแล้วค่อยเดินกลับ สบตากับสต๊าฟหน้าเดิมๆ อยู่หลายรอบ แต่ตราบใดที่เราไม่ได้หยุดยืนอยู่ตรงที่เค้าห้ามยืน เค้าก็ไม่มีสิทธิ์มาห้ามเรา เพราะเราไม่ได้ทำผิดกฎอะไรเลย กรั่กๆๆๆๆ

สเตจสตามิววันนี้ประกอบด้วยมาเอโนะ โทโมอากิ (คุงะ) เคนนุ (โทราอิชิ) ทาเคอุจิ ชุนสุเกะ (นันโจ) และอุเมฮาระอีกแล้ว (คิตาฮาระ) ซึ่งจริงๆ แล้วนี่เป็นสเตจที่เราอยากดูมากที่สุด แต่ดันได้ดูอยู่ไกลที่สุด ด้วยวิธีที่ลำบากที่สุด และแทบไม่ได้ยินเสียงอะไรจากบูธเลยจ้าาา ตึงงงงงง 5555555555 โชคดีที่บ.ซังเข้าไปในบูธได้ ก็เลยให้บ.ซังช่วยสรุปให้ฟังทีหลัง แต่บ.ซังไม่เคยดูสตามิวมาก่อนเลยจำชื่อตัวละครไม่ค่อยได้ แป่ว

ถึงจะต้องดูแบบไกลๆ แต่ก็ไม่ไกลเกินไปจนน่าเศร้านะ แค่ไม่ค่อยได้ยินเสียง แต่ยังเห็นหน้าทุกคนชัดแจ๋วอยู่

สเตจนี้ไม่มีพิธีกรโดยเฉพาะ มาเอโนะเลยรับบทพิธีกรและเดินออกมาเป็นคนแรกสุด หลังจากนั้นค่อยเชิญคนอื่นๆ ออกมา ตอนเคนนุเดินออกมานี่เราแทบล้มทั้งยืน ฮือออออออ เคนนุขาาาาาาาา ในที่สุดก็ได้เจอกันซะที คลาดกันมาหลายงานเหลือเกิน (;____;)

เคนนุทักทายด้วยเสียงโทราอิชิด้วยนะ แต่จำไม่ได้ว่าพูดว่า 子猫ちゃん หรือ お姉さん รู้แต่ฟังแล้วหมั่นไส้มาก ฮึ้ยยยยยย /กัดผ้าเช็ดหน้าพลางทำตาเป็นรูปหัวใจ

และหลังจากนั้นเราก็เดินไปเดินมา จ้องหน้าเคนนุสลับกับทาเคอุจิคุง ทาเคอุจิคุงออร่าแรงมาก ฮือ นั่งข้างอุเมะแต่ทำเอาเราไม่สนใจอุเมะเลย จ้องทาเคะคุงเยอะสุด ทั้งๆ ที่ในสี่คนนี้เราชอบเคนนุมากที่สุด และเคนนุเป็นคนเดียวที่ไม่เคยเจอ ทำไมสายตาเอาแต่มองน้องก็ไม่รู้ ขอโทษนะคะเคนนุ #รักแท้แพ้ความสดใสของวัยรุ่น

เนื้อหาเท่าที่พอได้ยินจากที่ไกลๆ คือพูดคุยกันถึงซีซั่นสองและตัวละครใหม่ แต่เก็บรายละเอียดไม่ได้เลยเพราะได้ยินเป็นคำๆ ยังดีที่บนเวทีมีจอใหญ่ๆ ฉายภาพให้ดู เลยเห็นว่าเค้าเปิดภาพแผนผังความสัมพันธ์ตัวละครที่ลงในเว็บแล้วคุยกันเรื่องนั้น

คุยเรื่องสตามิวแล้วก็มีคุยสัพเพเหระนิดหน่อย ได้ยินชัดๆ แค่ตอนมาเอโนะถามเรื่องงานอดิเรกแล้วทาเคอุจิคุงตอบว่าใช้คอมพิวเตอร์ทำเพลง มาเอโนะเลยบอกว่าสักวันอยากร้องเพลงที่ทาเคอุจิคุงแต่งบ้างจังเลย

บ.ซังเล่าว่าช่วงคุยสัพเพเหระแอบมีโมเมนต์เคนนุกับมาเอโนะสวีทกันเล็กน้อย คือเคนนุพูดว่าห้องตัวเองไม่ค่อยเรียบร้อยเท่าไหร่ มาเอโนะเลยบอกว่า ไม่จริงหรอก ห้องเคนนุน่ะเรียบร้อยมาก เคนนุก็แก้เขินว่าเป็นเพราะนายจะมา ฉันถึงต้องจัดห้องให้เรียบร้อยไงเล่า! คนดูฟังแล้วก็ฮิ้วววววกันไป

บ.ซังมาถามทีหลังว่าคนที่ในชื่อมีคันจิตัวดอกไม้เป็นใคร ทำไมทุกคนพูดถึงบ่อยมาก โอ๊ย ขำ 55555555555555 เท็นเก็นจิเป็นที่รักของทุกคนจริงๆ 5555555555555 ไม่รู้ว่าเท็นเก็นจิโดนแซวอะไรไปมั่ง แต่เราฮาร์ดเซลล์ใส่บ.ซังไปเยอะมากว่าถ้าอยากรู้ว่าทำไมทุกคนถึงรักเท็นเก็นจิต้องไปดูสตามิวซะ!

นอกจากนั้นก็มีช่วงเล่นเกมด้วย เป็นเกมให้ตอบคำถาม คำถามเหล่านี้จะให้ตอบเป็นชื่อตัวละคร ซึ่งคำตอบเนี่ยเค้าให้แฟนๆ โหวตกันมาก่อนแล้ว (ไปโหวตกันตอนไหน ทำไมเราพลาด พอไปติดกันดั้มอยู่ดาวอังคารแล้วพลาดหมดทุกสิ่งอย่าง) เช่น ถามว่าคนที่สาวๆ อยากคบด้วยมากที่สุดคือใคร โดยการให้คะแนนจะซับซ้อนนิดหน่อย คือถ้าตอบตัวละครที่ได้อันดับ 1 จะได้ 1 คะแนน ไล่ไปถึงอันดับ 5 จะได้ 5 คะแนน เพราะอันดับแรกสุดเดาง่ายเลยได้คะแนนน้อย

เกมนี้สุดท้ายอุเมะฮาระคุงชนะก็เลยได้ซีดีไปเป็นรางวัลแผ่นนึง บ.ซังบอกว่าเป็นซีดีที่ยังไม่วางขาย แต่ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าซีดีอะไร ส่วนเรามองอยู่ไกลๆ และได้ยินเสียงแว่วๆ จึงไม่รู้เช่นกัน OTL

สรุปแล้วเก็บเนื้อหาสเตจมาได้ประมาณ 10% ของทั้งหมด อนาถมาก (T_T) แต่ไม่เป็นไรเพราะเราแค่อยากมาเจอสี่คนนี้ ถึงจะได้ดูอยู่ห่างๆ แต่ก็ได้เจอแล้ว (〃ω〃)

เรื่องตลกคือตอนเดินวนไปวนมา คนที่เดินผ่านบูธนี้โดยบังเอิญก็จะตื่นเต้นตกใจแล้วกรี๊ดๆ กันว่า หล่อมาก! หล่อจัง! เท่จัง! บางทีก็อยากรู้เหมือนกันว่าเค้ากรี๊ดคนไหน แต่จะหันไปถามก็ไม่ใช่เรื่อง…… จุดพีคคือมีผู้ชายคนนึงพูดด้วยเสียงตื่นเต้นว่า อุเมะฮาระ ยูอิจิโร่โคตรหล่อ ฮือ เราเข้าใจคุณนะคะ 555555555555

ช่วงท้ายๆ สเตจพอเค้าเริ่มกล่าวอำลากันทีละคน เราก็เลิกดูแล้วไปยืนตรงทางออกด้านหลังเวทีแทน ไม่ได้ดูสเตจใกล้ๆ ก็ขอดักตรงทางออกเผื่อได้เจอแบบใกล้ๆ หน่อยเถอะ (เล่าให้เพื่อนฟังแล้วโดนถามว่า ทำไมมาเหนือ) ความที่บูธ NBC อยู่กลางฮอลล์ ด้านหลังเวทีเลยมีคนเดินไปเดินมากันเรื่อยๆ ตอนแรกที่เราไปยืนรอมีแต่คนเดินผ่านไปผ่านมา แต่สักพักก็เริ่มมีคนมาดักรอเหมือนกัน

ระหว่างดักรอหลังเวทีก็ยืนดูทัตสึมินไปพลางๆ เป็นหลังเวทีที่อลังการมาก กรี๊ดเยอะมาก

และแล้ว! ยืนกรี๊ดทัตสึมินได้ไม่นาน มาเอโนะก็เดินนำออกมาคนแรก ตามด้วยอุเมะฮาระที่ใส่แมสก์บังไปครึ่งหน้า และตามด้วยเคนนุ!!!! โอ๊ยยยยย การพุ่งมาดักรอนี่มันคุ้มค่ามากกกกกกกก ได้เจอสามคนนี้แบบใกล้มากกกกกกกกก ถึงจะไม่ได้อยู่แถวหน้าสุดของคนที่มารอ แต่ก็ห่างไม่เกินสองเมตรอะะะ ฮือออออออออออ

มาเอโนะกับอุเมะฮาระเดินออกมาด้วยสีหน้านิ่งๆ ไม่หือไม่อือแล้วเดินผ่านไปเลย ในขณะที่เคนนุยิ้มแย้มทักทาย โบกไม้โบกมือให้แฟนๆ รอบทิศ จุดนั้นคือเราแทบเป็นลม ทรุดลงล้มตาย ตายไปเลย ตายแล้วตายอีก ตายไม่ฟื้น โอ๊ยยยยย เคนนุระยะประชิด ฮืออออออออ คิดไปเองว่าได้สบตากันแว้บนึงด้วย อ๊าก เค้ายิ้มให้เรา!! เค้า ยิ้ม ให้ เรา!!!!! แอ๊กกกกกกกกก ทำไมน่ารักเงี้ยยยยยยยยยย♥♥♥

ส่วนทาเคอุจิคุง ไม่รู้น้องหายไปไหน กลัวป้าๆ ที่มุงอยู่ข้างนอกจนไม่กล้าเดินออกมาหรือยังไงคะ 555555555555555 เสียดายนิดนึงที่อดเจอทาเคอุจิคุงระยะประชิด แต่แค่เคนนุหันมายิ้มให้ทีเดียวก็คุ้มแสนคุ้มแล้ว ดีจังที่อุตส่าห์ถ่อมา ฮืออออออออ ได้เจอเคนนุตัวจริงเสียงจริงซะที เค้ามีตัวตนอยู่จริงๆ ด้วย T___T

จริงๆ แล้วการเจอเคนนุเป็น new year’s resolution ของเราในปีนี้เลยนะ (เป็นเป้าหมายที่ไร้สาระมาก…….) ไม่นึกว่าจะได้เจอเร็วขนาดนี้ ขอบคุณสตามิวที่จัดสเตจนี้ขึ้นมาให้ดูได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องซื้อซีดีมาเสี่ยงดวง /กราบแรง

ดีใจที่ได้เจอทั้งสี่คนนะคะ ถึงจะแบบห่างๆ ก็เถอะ (〃▽〃)

หมดสเตจสตามิวเราก็หมดธุระแล้ว ที่เหลือก็ปล่อบให้บ.ซังลากเราไปมาตามใจชอบ บ.ซังเลยพาเราพุ่งไปหาอิชิคาวะ ไคโตะที่สเตจยูเมะ100 ต่อ

ตอนเดินหาสเตจยูเมะ100 แอบงงๆ หลงทางหาเวทีไม่เจอกันเล็กน้อย หันไปหันมา อ้าว เวทีก็อยู่ข้างๆ ตรงที่ยืนงงกันอยู่นั่นแหละ 555555555 คือเวทีของบูธนี้มันเตี้ยมาก มองเห็นแต่คนมุงๆ กันอยู่ หาเวทีไม่เจอเลย ต้องเข้าไปยืนมุงด้วยถึงจะเห็นไคโตะนั่งอยู่กับฟุคุคุงโอซากะ เรียวตะ

ตอนเราไปฟังเป็นช่วงที่เค้าพูดกันใกล้ๆ จบแล้ว ได้ยืนแบบใกล้มาก น่าจะใกล้ที่สุดเท่าที่ดูในวันนั้นเลยมั้ง แต่มุมที่เราไปยืนดูเป็นมุมที่โอซากะคุงหันข้างเกือบๆ จะหันหลังให้ เราเลยเห็นแต่หน้าไคโตะคนเดียว ส่วนเนื้อหาที่คุยกันก็มีเรื่องเกมกับเรื่องอนิเมะ และแนะนำวิธีดูอนิเมะผ่านแอพ ซึ่ง… เราไม่ได้เล่นเกมนี้เลยจำไม่ได้ว่าเค้าคุยรายละเอียดอะไรยังไงกันบ้าง ได้แต่ไปยืนตื่นเต้นที่ได้เจอโอซากะคุงเพราะดูรายการที่เค้าจัดอยู่ทุกเดือนแต่เพิ่งเคยเจอตัวจริงครั้งแรก *0*

สเตจนี้ไคโตะดูค่อนข้างเรียบร้อย ไม่รู้เพราะนั่งคุยรึเปล่า (เกี่ยวเหรอ…) หรืออาจจะเพราะเราไปตอนท้ายๆ แล้ว ไคโตะแผลงฤทธิ์ไปก่อนหน้านั้นแล้วรึเปล่าก็ไม่อาจทราบได้

จบสเตจนี้ก็พุ่งไปสแตนด์บายที่บูธคาโดคาวะกันอีกรอบนึง คราวนี้ก็มารอดูไคโตะอีกนั่นแหละ แต่คราวนี้ไคโตะมาโปรโมทอนิเมะเรื่อง Sagrada Reset กับยูกิ อาโออิ

รอบนี้เราไปยืนรอก่อนเริ่มพักใหญ่เลยได้ที่หน้าๆ ด้านนอกบูธ เห็นเวทีชัดเจนแจ่มแจ้งดีมาก เห็นชัดกว่าเวทียูเมะ100 อีก เพราะเวทีนี้ให้ยืนพูด ตอนแรกไคโตะกับอาโอจังก็พูดแบบเรียบร้อยๆ ดี แต่คุยกันไปสักพักจะเริ่มเล่นตลกบ้าบอกันมากขึ้นเรื่อยๆ จนตอนหลังอาโอจังบอกว่า เชิญคนจากโปรฟิต (ต้นสังกัดของทั้งสองคน) มาด้วยกัน ผลก็ออกมาเป็นแบบนี้แหละ โอ๊ย ทำไมชาวโปรฟิตตลกกันมาก 55555555555555

เนื้อหาที่คุยกันก็แพทเทิร์นคล้ายๆ สเตจอื่นนะ มีแนะนำเรื่องที่มาโปรโมท พูดถึงตัวละครของตัวเอง เล่าบรรยากาศตอนอัดเสียง แต่พอพิธีกรชวนคุยเกี่ยวกับเนื้อเรื่องแล้วไคโตะกับอาโอจังไม่ค่อยอยากพูดเท่าไหร่เพราะกลัวสปอยล์ แล้วทั้งสองคนก็บอกว่าถ้าดูไปเรื่อยๆ เดี๋ยวจะเข้าใจเองว่าทำไมทั้งสองคนถึงมาโปรโมทด้วยกัน ตัวละครของอาโอจังมีความสำคัญยังไง ต้องติดตามกันต่อไป (เค้าก็โฆษณากันเก่งนะ พูดซะเราอยากดูเลย)

ขำมากตอนที่เค้าคุยกันว่าตัวละครที่อาโอจังพากย์ตายตั้งแต่แรก ซึ่งแม้แต่อาโอจังที่ผ่านการพากย์ตัวละครที่ต้องตายมาเยอะแยะก็ยังไม่เคยพากย์ตัวละครที่ตายแบบนี้มาก่อน คือตอนอาโอจังเล่าว่าตัวละครของตัวเองตายบ่อยดูน่าสงสารมาก 555555555555

หมดสเตจไคโตะที่บูธคาโดคาวะเราก็ไม่ได้ไปวิ่งตามดูใครต่อละ ที่จริงมีสเตจทาสุคุตอนห้าโมงเย็น แต่เป็นเรื่องที่ไม่สนใจ และได้เจอทาสุคุในสเตจคิงปุริไปแล้ว เรากับบ.ซังเลยไปนั่งแหมะหมดแรง รอเพื่อนอีกคนมาสมทบ ซึ่งตอนนั้นก็เย็นแล้วแหละ มาสมทบก็ไม่ได้ไปดูอะไรด้วยกันเท่าไหร่ละ 555555555 แค่ไปหาข้าวกินด้วยกันหนึ่งมื้อ ซึ่งโซนฟู้ดปาร์คที่มีอาหารคอลลาโบะขายคนเยอะมากกกกกกก พวกเราเลยไปจบลงที่แมคโดนัลด์หน้าสถานีแทน

สุดท้ายยยย แปะรูปที่ถ่ายมาบางส่วน

จริงๆ ในงานมีโน่นนี่นั่นเยอะแยะมาก แต่เรามัวแต่วิ่งดูสเตจจนไม่ทันเก็บรายละเอียดเท่าไหร่ มีตั้งหลายบูธที่เล็งไว้ กะว่าดูสเตจครบหมดแล้วค่อยกลับมาไล่ดู แต่สุดท้ายก็เหนื่อยจนหมดแรงจะเดินวนรอบงานอีกรอบ เพราะงานจัดในฮอลล์ใหญ่ๆ ตั้งสองฮอลล์ วิ่งข้ามฮอลล์ไปมาทั้งวันก็ขาจะหลุดแล้ว T_T

สิ่งที่เสียดายที่สุดคือไม่ได้ไปต่อคิวทดลองเล่นเกมไชน์นิ่งไลฟ์ที่บูธอุตะปุริ (;__;) แต่บูธนั้นคนเยอะมากกกกกกกกกกก ถ้าไปต่อก็จะอดเจอนักพากย์หลายคนเลย เรายอมรอเล่นทีหลังก็ได้ ยังไงสักวันก็ได้เล่น แต่นักพากย์ใช่ว่าจะได้เจอกันบ่อยๆ

คิดว่าถ้าไปสองวันน่าจะได้ดูงานละเอียดๆ กว่านี้ แต่อีกวันก็มีสเตจน่าดูเยอะอยู่ดีนั่นแหละ ถ้าอยากดูบูธให้ทั่วถึงคงต้องตัดใจจากสเตจไปบ้าง แต่สำหรับเรายังไงๆ นักพากย์ตัวเป็นๆ ก็สำคัญกว่าบูธเปล่าๆ นะ 5555555555

ข้อสรุปและสิ่งที่เรียนรู้จากครั้งนี้

  • ลงที่สถานีอาริอาเกะเดินไปต่อคิวได้ใกล้กว่า
  • ควรวางแผนไปงานแต่เนิ่นๆ จะได้สมัครสเตจแบบสุ่มทัน
  • ซื้อตั๋วที่แฟมิลี่มาร์ทถูกกว่าซื้อผ่านเว็บเพราะไม่ต้องเสียค่าออกตั๋วเพิ่ม
  • ควรไปแต่เช้าเพราะช่วงแรกๆ คนยังโล่ง เดินเช็กตารางแต่ละบูธง่ายกว่ามากๆ
  • และของแจกฟรีบางบูธหมดเร็วมาก
  • เตรียมอุปกรณ์กันหนาวระหว่างนั่งรอไปให้ดีๆ
  • เตรียมเสบียงไปด้วยก็ดี
  • ถ้าเป็นไปได้ควรซื้อ Fast ticket
  • บูธไหนมีถุงใหญ่ๆ แจกฟรีให้รับๆ มาก่อน เพราะมันเอามาใส่ของแจกได้ทุกสิ่งอย่าง
  • งานนี้ของแจกฟรีเยอะมาก ส่วนใหญ่เป็นใบปลิวโฆษณา แต่บางบูธจะให้มาเป็นเล่มๆ เลย
  • การดักตรงทางออกบูธหลังจบทอล์กนั้นได้ผลคุ้มค่า
  • เคนนุมีตัวตนอยู่จริง

ขอบคุณถุงใบใหญ่จากบูธ Marvelous ที่ช่วยให้เรารับของแจกฟรีจากบูธต่างๆ ได้อย่างสบายใจ

ได้อะไรมาก็ยัดลงถุงใบนี้หมด ใบมันใหญ่จนเรายัดถุงผ้าของตัวเองลงใบทั้งใบแล้วยังใส่ของได้อีกเยอะมาก แต่ตอนนี้เราทิ้งถุงไปแล้วเพราะมันเยินสุดๆ หลังจากฟาดฟันกับฝูงชนในงานมาทั้งวัน และเราขี้เกียจขนข้ามจังหวัดกลับมาด้วย (แค่ถือขึ้นรถไฟไปเจอเพื่อนไม่ติ่งเราก็เขินจะแย่ละ 5555555555)

ขอบคุณสตามิวที่มาจัดสเตจในงานนี้ เพราะเรื่องอื่นคงไม่ดึงดูดให้เราถ่อไปได้ง่ายๆ ดีใจจังที่ได้เจอเคนนุซะที♥ และอีเวนท์สนุกเกินคาดมากกกกกกกกกกกกกกก ค่าตั๋ว 1800 เยนคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม เหมือนได้เจอนักพากย์แบบบุฟเฟ่ต์ วันนั้นวันเดียวพูดกับเพื่อนว่า “เป็นโอตาคุเนี่ยสนุกจัง” ไปประมาณล้านรอบ 555555555555

ปีหน้าก็อยากไปอีกนะ! ถ้าว่างจะไปให้ได้เลย

KING OF PRISM Music Ready Sparking! トーク&ハイタッチ会

ไปงานทอล์ก&ไฮทัชของคิงปุริมาแหละ!

เรื่องงานไฮทัชนี่ต้องเท้าความย้อนไปยาวมาก ตั้งแต่ตอนอัลบั้ม Music Ready Sparking! ซึ่งเป็นอัลบั้มรวมคาแรคเตอร์ซองก์ของเด็กๆ เอเดลโรสเพิ่งเปิดจองหมาดๆ

งานไฮทัชครั้งนี้เป็นงานฉลองวางจำหน่ายอัลบั้มที่ว่านี่แหละ งานจัดสองรอบ ที่โตเกียวรอบนึง ที่โอซาก้ารอบนึง วิธีเข้าร่วมคือต้องซื้ออัลบั้มกับอนิเมทแล้วจะได้ซีเรียลนัมเบอร์มาสมัคร พอเช็กดูว่ารอบโอซาก้ามีใครบ้างก็พบว่าไม่มีอุจิดะยูมะซึ่งเป็นคนที่เราชอบเสียงพากย์มากที่สุดในบรรดาเด็กๆ เอเดลโรส (ถ้าไม่นับโอเวอร์เดอะเรนโบว์) เห็นแบบนั้นแล้วความกระตือรือร้นอยากไปจึงลดลงฮวบฮาบทันที กะว่าถ้าซื้อกับอนิเมทคงลองสมัครขำๆ ได้ก็ดี ไม่ได้ก็ช่าง

แต่แล้ว! เมื่อเดือนสิงหาที่ผ่านมา ฮาตานากะ ทาสุคุที่พากย์เป็นไทกะก็ไปงาน AFA ที่ไทย ซึ่งเราประทับใจทาสุคุจากงานนี้มากมากมากมากมาก และโดนทาสุคุถีบตกหลุมคิงปุริเต็มๆ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นยั้งตัวเองมาตลอด 5555555 (เล่ารายละเอียดคงไม่ดี แต่สรุปสั้นๆ คือได้เจอตอนที่เค้าออกมาเดินเล่นในงาน ถ้าดูสเตจอย่างเดียวคงไม่ทำให้เราติ่งคิงปุริมากขึ้น) จากที่เคยเฉยๆ กับงานไฮทัชที่ไม่มีอุจิดะยูมะก็กลายเป็นหมายมั่นปั้นมือว่า ฉันจะต้องไปหาฮาตานากะ ทาสุคุในงานไฮทัชให้ได้!!!!

หลังจากนั้นพอกลับมาที่ญี่ปุ่นก็เลยรีบพุ่งไปซื้ออัลบั้มมา… สองแผ่น….. น้อยจัง 55555555555 เอาเข้าจริงเราว่าซื้อสองแผ่นก็ยังไม่ถือว่าไฟท์มากอะไร สถานที่จัดงานเล็กนิดเดียวเอง แต่ช่วงนั้นจะไปเที่ยวโตเกียวเลยใช้ตังค์เยอะ ซื้อมากกว่านี้ก็ไม่ไหวเหมือนกัน

kingpri-charasong

ซื้อกับอนิเมทแล้วได้แฟ้มกับเข็มกลัดเป็นของแถมด้วย ตอนพนักงานหยิบของแถมมาให้เยอะแยะแอบตกใจเพราะสิ่งที่เราเล็งไว้มีแค่ซีเรียล ไม่รู้เรื่องเลยว่าแถมอย่างอื่นด้วย (จริงๆ แล้วจะเรียกว่าซื้อซีเรียลแถมซีดีก็ยังได้…)

ได้ซีเรียลมาแล้วเราก็ไปสมัครผ่านทางเว็บของ club animate เสร็จแล้วก็ได้แต่เฝ้ารอผล ระหว่างรอก็ไปเที่ยวสนุกสนานเฮฮาจนลืมๆ เรื่องอีเวนท์นี้ไปเพราะสมองโดนทาเคะคุงครอบงำไปพักใหญ่ๆ 555555555 จนกระทั่งถึงวันที่หมดเขตรับสมัครไปหนึ่งวันแล้วถึงเพิ่งเอะใจว่า เอ๊ะ อีเวนท์จะแจ้งผลทางไปรษณียบัตรนี่หว่า…. แล้วเราเพิ่งย้ายบ้านไม่นาน นี่เรา…. เราเปลี่ยนที่อยู่ในเว็บรึยังนะ!!!!????

วินาทีนั้นสันหลังวาบบบบบ พุ่งเข้าเว็บคลับอนิเมทไปเช็กอย่างว่องไวและพบว่า ที่อยู่ในเว็บยังเป็นที่จิบะอยู่เลยจ้าาา (ที่อยู่ที่จิบะนี่คือสมัยมาแลกเปลี่ยนเมื่อสามปีที่แล้ว…) เห็นแล้วหน้ามืดตาลายคล้ายจะเป็นลม รีบเปลี่ยนที่อยู่ด้วยความเร็วแสง แต่ก็ยังรู้สึกกระวนกระวายไม่สบายใจ ก็เลยส่งเมลไปถามทางอนิเมทว่ากรณีที่เพิ่งมาเปลี่ยนที่อยู่ช้าไปวันนึงแบบนี้จะมีปัญหามั้ยคะ??

พออ่านเมลที่อนิเมทตอบกลับมายิ่งรู้สึกเหมือนมีคนเอาอะไรมาทุบให้โลกแตก อนิเมทตอบเราแบบที่สรุปได้สั้นๆว่า คุณหมดสิทธิ์แล้ว บายนะ เป็นเมลที่อ่านแล้วรู้สึกเจ็บใจกับความโง่ของตัวเองมาก ทำไมเพิ่งมานึกได้ช้าไปวันนึง ทำมัยยยยยยยย!!!! (;___;)

แต่หลังจากนั้นก็ยังไม่ยอมแพ้ ส่งเมลไปตื๊ออนิเมทอีกว่าไม่ได้เลยเหรอ?? ไม่ได้จริงๆ เหรอ?? ลงทุนซื้อสองแผ่นเพื่อการนี้โดยเฉพาะเลยนะ จะไม่แก้ข้อมูลให้หน่อยเหรอ อนิเมทก็ยังคงตอบกลับมาว่าไม่ได้จริงๆ แก้ไม่ทันแล้ว จะส่งไปรษณียบัตรแจ้งผลในเร็วๆ นี้แล้ว เสียใจด้วยนะ

พออนิเมทตอบกลับมาแบบนั้นเราก็สิ้นหวังมาก อ่านเมลซ้ำไปมาแล้วก็เจ็บใจ ส่วนนึงเป็นเพราะเสียดายที่จะไม่ได้เจอทาสุคุอย่างที่ตั้งใจ แต่ที่เสียดายมากกว่าคือค่าซีดีที่อุตส่าห์ซื้อซ้ำแต่ดันสูญเปล่าเพราะความโง่ของตัวเอง (.__.) หลังจากนั้นก็เฮิร์ทจนทนเห็นซีดีแผ่นนี้ไม่ได้ไปพักใหญ่ ต้องเอาไปซ่อนไว้ในหลืบตู้เสื้อผ้า (แต่ยังฟังเพลงในซีดีแผ่นนี้ตามปกตินะ ซื้อมาแล้วต้องฟังให้คุ้มๆ!!) ทนเห็นหน้าทาสุคุก็ไม่ค่อยจะได้ เห็นหน้าแล้วปวดใจ

ทว่า!!! ประมาณสองสัปดาห์ต่อมา เมื่อเรากลับมาที่ห้องและสำรวจตู้ไปรษณีย์ตามปกติ เราก็พบกับ……

ไปรษณียบัตรแจ้งถูกรางวัลจ้าาาาาาาาา เอ๊าาาาาาาาาาาาาาา มาได้ไง๊!!!!!!??????????

วินาทีที่เห็นกระดาษแผ่นนี้วางอยู่ในตู้ไปรษณีย์ รู้สึกเหมือนโลกที่หมองหม่นพลันกลับมาอาบไล้ด้วยประกายแสงแห่งพริซึ่ม สายรุ้งพุ่งออกจากปาก ขวดน้ำผึ้งพุ่งออกจากตรูด ยืนช็อกอยู่หน้าตู้ไปรษณีย์ประมาณห้าวินาทีกว่าจะตั้งสติได้ พอเก็บมาวางบนโต๊ะในห้องก็นั่งจ้องกระดาษแผ่นนี้อยู่หลายรอบด้วยความไม่อยากเชื่อสายตา แต่ไม่ว่าจ้องยังไงก็เขียนว่า 当選 ตำตา และอีกด้านก็เป็นชื่อเราจริงๆ แล้วไอ้ที่อนิเมทบอกว่าหมดสิทธิ์แล้วคืออะไร……. เอาช่วงเวลาที่เราทนเห็นหน้าทาสุคุไม่ได้คืนมานะ………

แต่เราเดาเอาเองว่าอนิเมทไม่ได้แก้ข้อมูลให้เราหรอก แค่รอบโอซาก้าจัดทีหลังก็เลยใช้ข้อมูลอันที่เราแก้แล้วเท่านั้นแหละมั้ง ถ้าสมัครรอบโตเกียวที่แจ้งผลเร็วกว่าก็อาจจะหมดสิทธิ์ไปแล้วจริงๆ (แต่ถ้าอุตส่าห์แก้ให้เพราะเราตื๊อก็จะกราบเยอะมาก)

จริงๆ แล้วถ้าไม่ได้ไปอีเวนท์ก็คงไม่เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังเพราะเรารู้ตัวว่าตัวเองโง่มากจริง 5555555555 แต่ไหนๆ เรื่องก็จบแบบแฮปปี้เอนดิ้งแล้ว มาเล่าไว้เป็นอุทาหรณ์สอนใจติ่งหน่อยก็ดีเหมือนกัน เวลาใครจะสมัครอะไรก็อย่าลืมเช็กข้อมูลกันดีๆ นะ!

หลังจากรู้ผลก็เตรียมเขียนจดหมายกับซื้อขนมไปฝากทาสุคุ ตอนแรกตั้งใจว่าถ้าไม่ได้ไปอีเวนท์นี้จะเขียนแฟนเลทเทอร์ส่งไปหาที่โตเกียว แต่พอได้ไปก็เขียนไปหย่อนที่งานเองเลย

จดหมายที่เขียนให้ทาสุคุคงเป็นแฟนเลทเทอร์ฉบับเดียวที่เราได้ใช้คำขึ้นต้นว่า お世話になりました (ขึ้นต้นได้เป็นงานเป็นการมาก 5555555555555) เนื้อหาในจดหมายไม่ได้อลังการงานสร้างอะไร แค่ขอบคุณสำหรับตอน AFA ชมว่าเพลงในอัลบั้มดีมากๆ และบอกว่าจะคอยเชียร์คิงปุริต่อไปนะ ประมาณนี้

ตอนเขียนจดหมายถามเพื่อนว่า แกๆ ชั้นจะเขียนว่า 「タイガくんの出番を全裸待機です!」ดีมั้ยนะ เพื่อนก็ตอบว่า ดี เพราะคนที่ดูคิงปุริก็น่าจะคิดอะไรแบบนี้แหละ ทาสุคุไม่ตกใจหรอก ….แต่สุดท้ายเราก็ไม่ได้เขียนอะไรแบบนี้ลงไปหรอกนะ เขียนจริงก็แย่แล้ว 55555555555 (แถมโอชิเราก็ไม่ใช่ไทกะด้วย เขียนไปก็ดูขี้จุ๊เบเบ๋ไปนิดนึง)

ส่วนขนมที่ให้ไปมีโลลิป๊อปหน้ายิ้มกับอีกอันนึงเป็นโลลิป๊อปธีมฮัลโลวีน แล้วก็แอพพีลความเป็นแฟนผู้มาจากไทยด้วยการใส่มัสมั่นกระป๋องลงไปด้วย……. แถมเป็นของที่ซื้อที่ญี่ปุ่นด้วยนะ………. ตอนคิดว่าจะซื้ออะไรไปฝากทาสุคุนี่เราคิดหนักมาก เพราะเท่าที่ไปเสิร์ชมาเจ้าตัวบอกว่าชอบแกงกะหรี่ ซูชิ แซลม่อน เนื้อย่าง มีแต่ของที่ซื้อไปฝากไม่ได้ทั้งนั้นเลย แต่เห็นบอกว่าชอบคาเร งั้นก็โอเค เอามัสมั่นคาเรไปละกัน! เรามั่นใจว่าต้องเป็นของขวัญที่แหวกแนวไม่มีแฟนๆ คนไหนเหมือนแน่นอน!

พอถึงวันจริง ตั้งใจว่าจะตื่นไปหาอะไรกินแถวๆ สถานที่จัด ปรากฏว่าตื่นสายกว่าที่ตั้งใจไว้ไปชั่วโมงนึง ก็เลยไม่ทันได้หาอะไรกิน ไปถึงก็ต้องไปต่อแถวรอเข้างานเลย

งานจัดที่ クレオ大阪南 เป็นอาคารที่มีฮอลล์เล็กๆ ซึ่งมีที่นั่งแค่ 404 ที่นั่ง มายก้อด นี่มันเล็กมาก!! เล็กกว่าหอประชุมโรงเรียนเก่าเราตั้งหลายเท่า!! ตอนจะลงรถไฟที่สถานี 喜連瓜破 ก็กลัวหลงทางนิดนึงเพราะไม่เคยไปแถวนั้นมาก่อน ปรากฏว่าพอลงจากรถปุ๊บก็เจอคนสะพายอิตะแบ็กไทกะคุงเดินนำหน้า เราเลยเดินตามไปทันทีเพราะรู้เลยว่ามีที่หมายเดียวกันแน่นอน (เวลาไปอีเวนท์เราใช้วิธีนี้บ่อยมาก รีบมองหาพวกเดียวกันแล้วเดินตามๆ ไป ได้ผลดีนักแล) 

ไปถึงหน้าสถานที่จัดงานก็เจอคนต่อแถวตามหมายเลขบัตรคิวบนไปรษณียบัตรกันอยู่ ตอนแรกเป็นการเรียงแบบคร่าวๆ เช่น 0-100 ให้ต่อแถวตรงนี้นะ 100-200 ไปต่อตรงนู้นนะ ยังไม่ต้องต่อแถวแบบเรียงเลขโดยละเอียด สต๊าฟจะมาเรียกตามลำดับเลขอีกทีตอนที่ให้เข้าไปด้านใน ของเราอยู่ลำดับที่ 277 ก็ไปต่อแถวอยู่ตรงมุมตึก ระหว่างรอก็สังเกตคนรอบข้างเรื่อยเปื่อย ทุกคนมีกู๊ดส์ติดตัวมายกเว้นเรา (เรามีแต่กู๊ดส์โอเวอร์เดอะเรนโบว์กับยูคุงเลยไม่อยากติดมาเพราะไม่มีใครมาเลย…)

รออยู่พักใหญ่กว่าจะถึงคิวตัวเองเข้าไปด้านใน โชว์แค่ไปรษณียบัตรก็เข้าไปได้เลย ไม่ต้องโชว์บัตรประจำตัวอื่นๆ พอเข้าไปแล้วด้านหน้าฮอลล์จะมีกล่องแปะชื่อนักพากย์ที่มาวันนี้ เอาไว้ใส่ของขวัญ กล่องของทาคุจัง (ยาชิโระ ทาคุ คนพากย์คาเครุ) ของเยอะมากกกกกก เต็มกล่องจนล้นออกมาข้างนอก ป๊อปเกินหน้าเกินตาคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด!! ส่วนของทาสุคุมีเยอะรองลงมา แต่ก็แค่ประมาณ 1/3 ของทาคุจัง เห็นคนให้จดหมายเปล่าๆ ก็เยอะอยู่ ปกติถ้าเราไม่มีของจะให้เราจะไม่เขียนจดหมายเลย แต่อันที่จริงให้แต่จดหมายอย่างเดียวก็ไม่แปลกสินะ

หลังจากเลยด่านกล่องของขวัญมาแล้ว ก่อนเข้าฮอลล์จะมีสต๊าฟคนนึงคอยตรวจกระเป๋า เข้าไปด้านในแล้วก็จะมีสต๊าฟอีกคนคอยต้อนให้เข้าไปนั่งทีละแถว ที่นั่งเราอยู่ริมทางเดินแถวกลางๆ

s_hall2

แม้จะไม่ได้อยู่แถวหน้าๆ แต่นี่มันเป็นที่นั่งที่เทพมาก!!!!!!! เพราะที่นั่งเราอยู่ตรงกับระดับสายตาทาสุคุพอดีเป๊ะ แบบเป๊ะมากจริง แล้วทาสุคุยืนอยู่ฝั่งเราด้วย รู้สึกได้สบตากันบ่อยมาก (คิดไปเอง) 

พอคนเข้ามานั่งที่กันเรียบร้อย ถึงบ่ายสองปุ๊บก็มีเสียงผู้หญิงประกาศต้อนรับทุกคนที่มางานในวันนี้ พอได้ยินเสียงประกาศ เราก็ เฮ้ยยยยยย!!! ในใจรุนแรงมาก เพราะจำได้ว่าเสียงประกาศเป็นเสียงของนิชิซัง โปรดิวเซอร์ของคิงปุริ!!!!!!! (ไหนใครบอกจะไม่ลงหลุมนะ ทำไมรู้ตัวอีกทีจำเสียงโปรดิวเซอร์ได้แล้ว………) 

นิชิซังประกาศจบ ม่านบนเวทีที่ปิดอยู่ก็เปิดออก เผยให้เห็นเทราชิมะ จุนตะซัง (คนพากย์ชินคุง) ยืนอยู่ตรงโพเดียม ทาสุคุใช้แขนขาเกาะโพเดียมอยู่ ทาคุจังยืนพิงโต๊ะหันหลังให้เวที และอิการาชิ มาซาชิซัง (คนพากย์มินาโตะ) เล่นกายกรรมทำท่าหกกบ คือใช้มือยันพื้นแล้วยกตัวให้ลอยขึ้นมา นี่ทุกคนเล่นอะไรกันอยู่เหรอ………..

ทั้งสี่คนอยู่นิ่งๆ แบบนั้นแป๊บนึง แล้วทาสุคุที่เกาะโพเดียมอยู่ก็หงายหลังลงมาทำหน้าตลกๆ หลังจากนั้นทาสุคุกับทาคุจังก็มายืนกลางเวที ปล่อยให้อิการาชิซังหกกบอยู่ตามลำพังพักใหญ่ จนกระทั่งอิการาชิซังเลิกเล่นแล้วทุกคนถึงได้มาคุยกันว่าเมื่อกี้ทำอะไรกัน ทาสุคุอธิบายว่าเมื่อกี้ตัวเองทำท่าที่สื่อถึง 蝉の一生=ชีวิตของจักจั่น ทาสุคุอธิบายว่าช่วงนี้อากาศเริ่มหนาวๆ แล้ว จักจั่นในหน้าร้อนก็ตายกันไปหมดแล้วก็เลยคิดถึงขึ้นมา อะไรประมาณนี้ ส่วนทาคุจังกับอิการาชิซังก็อธิบายเหมือนกันว่าตัวเองทำอะไร แต่เราจำไม่ได้ พื้นที่ในสมองที่กักเก็บความทรงจำวันนั้นได้โดนทาสุคุครอบงำไปหมดแล้ว 5555555555

ช่วงทักทายและแนะนำตัวนี่จำไม่ได้ว่าคุยกันอีท่าไหนอยู่ดีๆ ทาสุคุกับอิการาชิซังก็ไปแย่งกันจับชายเสื้อทาคุจัง ทาสุคุทำท่าจะถลกเสื้อทาคุจังด้วย ทาคุจังเลยวิ่งหนีจ้าละหวั่น สนุกสนานกันใหญ่!

อ้อ ทาคุจังทักทายว่า「わんばんこ〜!」ด้วยเสียงคาเครุด้วยนะ ชอบ!!! น่ารัก!!!!!!!

ทักทายกันเสร็จแล้วก็เข้าช่วงทอล์ก ช่วงแรกของทอล์กให้ตอบคำถามทีละคนว่าคนไหนมีความใส่ใจในการร้องคาแรคเตอร์ซองก์คราวนี้ยังไงบ้าง เริ่มจากจุนตะก่อน จุนตะบอกว่าใส่ใจกับการออกเสียงภาษาอังกฤษมากเป็นพิเศษเพราะตัวเองไม่เก่งภาษาอังกฤษเลย เพราะงั้นต้องระวังไม่ให้ออกเสียงแล้วฟังดูเหมือนพยายามจะเท่มากเกินไป แต่ก็ต้องไม่ห่วยเกินไปจนฟังไม่รู้เรื่อง

ตอนคุยเรื่องภาษาอังกฤษกันตลกมาก 55555555 จุนตะบอกว่าตัวเองออกเสียงตัว L กับ R ผิดๆ ถูกๆ ทาสุคุกับทาคุจังก็ยุให้จุนตะกับอิการาชิซังคุยกันเป็นภาษาอังกฤษ แล้วอิการาชิก็หันไปพูดกับจุนตะว่า “L” “R” จนทาสุคุกับทาคุจังต้องบอกว่า แบบนี้มันไม่ใช่บทสนทนาแล้ว!! อารมณ์ตอนนั้นเหมือนดูตลกคาเฟ่……… 555555555555

พอถึงตาทาสุคุ ทาสุคุก็บอกว่าตอนร้องเพลงไทกะเนี่ย คีย์ท่อนฮุคมันสูงๆ เฮฮาๆ แล้วอยู่ดีๆ ก็ลงต่ำ ตรงเนี้ยต้องใส่ใจมากเป็นพิเศษ ระหว่างอธิบายทาสุคุก็ร้องท่อนฮุคให้ฟังสดๆ (เพราะมาก!!! ไม่อยากจะอวย แต่เพราะมากมาก!!!!!) แล้วก็ใช้มือทำท่าคีย์สูงๆ ต่ำๆ ประกอบด้วย น่ารัก!!

ของคาเครุ ทาคุจังบอกว่าตรงที่ใส่ใจมากที่สุดคือตรงที่ต้องพูดว่า “chara emo night” ซึ่งทาคุจังพูดด้วยเสียงแบบเดียวกับในเพลงเป๊ะๆ จุนตะเลยบอกว่า ว้าว!! ของจริงแหละ!!!

พูดถึงคำว่า chara emo night แล้ว ท่อนนี้เป็นท่อนที่หลายๆ คนขำมาก เราฟังตอนแรกก็ขำ แต่ไม่คิดว่าคนอื่นจะขำด้วย ตอนไปนอนโรงแรมคิงปุริ พอพีวีโฆษณาเปิดเพลงนี้ คนที่นั่งในเลานจ์ขำท่อนนี้กันเต็มที่มาก พอมาอีเวนท์นี้ตอนก่อนเริ่มงานจะมีเปิดคาแรคเตอร์ซองก์วนไปเรื่อยๆ หลายๆ คนก็ขำท่อนนี้อีกเหมือนกัน แปลว่าตลกแบบเป็นสากลอย่างแท้จริง 555555555

ส่วนของมินาโตะ อิการาชิซังบอกว่า เพลงโฮมสวีทโฮมนั่นแหละคือมินาโตะ กรุณาไปฟังกันด้วยนะครับ ……ตอบไม่ตรงคำถามอย่างแรง 555555555 งานนี้ตลกอิการาชิซังเยอะมาก เป็นคนที่สร้างสีสันที่สุดในงานนี้ละ คือเป็นคนคอยพูดยิงมุกแล้วปล่อยให้อีกสามคนคอยตบมุกตลอด เหนื่อยแทนอีกสามคนมาก 555555555

คำถามต่อมาคือให้พูดถึงความรู้สึกที่มีต่อเพลงของสมาชิกที่ไม่ได้มาในวันนี้

ทาสุคุโดนให้พูดถึงเพลงของยูกิโนะโจ ทาสุคุบอกว่าเป็นเพลงที่เนื้อเพลงดูตั้งอกตั้งใจสื่อความหมายดี ในขณะที่ย้อนกลับมามองเพลงของไทกะแล้วพบว่าเป็นเพลงที่ไม่ได้สื่อเรื่องของตัวเองเลย มีแต่เรื่องของคาซึกิซังเต็มไปหมด (โอ้ยยยยย ชอบประโยคนี้มาก ไม่ได้ชอบไทคาซึหรือคาซึไท แต่ชอบการที่ไทกะเป็นติ่งคาซึกิเซมไป เราว่าเป็นโมเอ้แฟคเตอร์ประการสำคัญของไทกะเลยนะ) ทาสุคุมีการฮัมเพลงท่อนฮุคพร้อมกับดีไซน์ท่ารำคาบุกิให้ดูด้วยนะ!!

ส่วนทาคุจัง พอโดนถามถึงเพลงเลโอคุง ทาคุจังก็พูดเสียงเบาๆ ว่า คาวาอี้ (นั่นสินะ!! ยังต้องถามอีกเหรอ!!) ทาคุจังบอกว่ามันมหัศจรรย์มากเลยนะที่คนร้องเพลงนั้นเป็นผู้ชาย จุนตะเลยเสริมด้วยสีหน้าและน้ำเสียงจริงจังมากว่า เป็นปาฏิหาริย์เลยแหละ แล้วหลังจากนั้นทาคุจังกับจุนตะก็ผลัดกันพูดชมเลโอคุง แต่จุนตะดูจะชมอย่างจริงจังกว่ามาก สมเป็นแฟนบอยน้องเลโออย่างแท้จริง แล้วจุนตะก็บอกว่าเอาไว้เราไปฟังเพลงเลโอคุงแล้วมาผลัดกันบอกความรู้สึกกันเถอะ ….รู้สึกกลัวความพยายามชักจูงเพื่อนๆ เข้าลัทธิเลโอคุงของจุนตะมาก 5555555555

อิการาชิซังโดนถามถึงเพลงของยูคุง (จุนตะที่เป็นพิธีกรไม่ได้พูดว่ายู แต่พูดว่า Zeus รู้สึกประทับใจ 55555555) อิการาชิซังบอกว่าตัวเองเข้าใจการที่ยูคุงเรียกตัวเองว่าซูสนะ เพราะตัวเองก็มีพี่สาวเหมือนกัน ความเป็นน้องชายเนี่ยทำให้รู้สึกด้อยๆ ยังไงไม่รู้ แล้วยูคุงเนี่ยมีทั้งพี่สาวสุดเก่ง แฟนพี่สาวก็โคตรเทพอีก เพราะงั้นยูคุงเลยต้องเรียกตัวเองว่าซูสและพยายามทำตัวเข้มแข็งเพื่อชดเชยปมด้อยเหล่านี้

ระหว่างที่อิการาชิซังพูด อีกสามคนตั้งอกตั้งใจฟังมาก แล้วพอพูดจบ ทาสุคุก็บอกว่า นี่พูดมาตั้งห้านาที ไม่ได้พูดถึงเรื่องเพลงเลยนี่นา ตึงงงงงงงง 5555555555 จุนตะที่เป็นพิธีกรเลยบอกว่าให้พูดถึงเพลงนะ! เพลง! ไม่ใช่คาแรคเตอร์ อิการาชิซังเลยทำหน้างงๆ บอกว่าอ้าว เมื่อกี้ก็พูดไปแล้วไง นั่นแหละความรู้สึกที่มีต่อเพลง แล้วประเด็นนี้ก็จบไปแบบงงๆ

คำถามต่อมาถามว่า ในบรรดาตัวละครคิงปุริเนี่ย คิดว่าจับใครมาร้องเพลงดูเอทกับใครแล้วจะน่าสนใจที่สุด?

จุนตะตอบว่า นั่นสินะ ก็ต้องเป็น ชินกับ…..(เว้นช่วงนานมาก) เลโอคุง!!!! เป็นคำตอบที่เรามั่นใจว่าทุกคนในที่นั้นเดาได้ 55555555555 เอาจริงๆ ขนาดเราไม่ได้ติดตามจุนตะเป็นการส่วนตัวยังรับรู้ได้ถึงความเป็นติ่งน้องเลโอของเค้า (เคยเห็นมาอวดกู๊ดส์น้องเลโอในทวิตเตอร์อยู่หลายที นี่ขนาดเราไม่ได้ฟอลโล่เค้านะ…) จุนตะอธิบายว่าคู่นี้น่าสนใจตรงที่ตอนแรกชินเข้าใจผิดคิดว่าเลโอคุงเป็นผู้หญิง ดังนั้นถ้าจับสองคนนี้มาร้องเพลงคู่กันมันก็อาจจะออกมาเหมือนเพลงคู่ชายหญิงก็ได้นะ จะมีสักกี่คนที่ทำแบบนี้ได้ มีแค่เลโอเท่านั้นแหละ! (อยากบอกว่าอาโอยโชตะก็ทำได้ค่ะ 5555555555555)

ส่วนทาสุคุ เป็นคนที่เราชอบคำตอบมาก!! จริงๆ แล้วก็ชอบของทุกคนเลย แต่ชอบของทาสุคุเป็นพิเศษ (ไม่ได้ลำเอียงจริงๆ นะ!) ทาสุคุบอกว่า ทาคุจังเคยตอบคำถามสัมภาษณ์เกี่ยวกับคาเครุเอาไว้ว่า จริงๆ แล้วคาเครุเป็นเด็กขี้เหงา ซึ่งทาสุคุรู้สึกประทับใจมาก

พอฟังแล้วทาคุจังที่ยืนข้างๆ ทาสุคุเลยช่วยอธิบายว่า ตอนนั้นโดนถามว่าคาเครุอยากได้ของขวัญเป็นอะไร ทาคุจังเลยคิดว่าคาเครุน่าจะเป็นเด็กขี้เหงาคนนึงเพราะเป็นทายาทไซบัตสึ คงไม่ค่อยมีเพื่อน ดังนั้นสิ่งที่คาเครุต้องการเป็นของขวัญคงเป็นแค่ขอให้เพื่อนๆ อยู่ด้วยเท่านั้นแหละ (ชอบตอนทาคุจังอธิบายตรงนี้มาก เป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่เค้าพูดด้วยสีหน้าจริงจัง นอกนั้นทุกคนจะเล่นตลกแข่งกันตลอดเวลา…)

ทาคุจังอธิบายจบแล้ว ทาสุคุก็เลยบอกว่า เพราะงั้นก็เลยอยากให้คาเครุร้องเพลงคู่กับตัวเอง พร้อมกับทำสีหน้าเศร้าสร้อยก้มมองพื้น คือเล่นใหญ่มาก 55555555555 พอทาคุจังถามว่า เอ๊ะ หมายความว่าคาเครุกับไทกะเหรอ??? ทาสุคุก็ตอบว่าไม่ใช่ กับฉันนี่แหละ คาเครุกับฮาตานากะ ทาสุคุ ทุกคนฟังแล้วก็เลยร้อง เอ๊ะ???? ขึ้นมาพร้อมกันแบบงงๆ ตลกมาก 5555555555

ทาสุคุบอกว่าในเมื่อคาเครุเป็นคนขี้เหงาแบบนั้น ฉันก็จะไม่ปล่อยให้คาเครุอยู่คนเดียวเด็ดขาด!! (俺がカケルを一人にしない!!!) ประโยคนี้จะว่าเซอร์วิสคาเคไทก็ไม่เชิง เพราะทาสุคุบอกเองว่าไม่ใช่ไทกะแต่เป็นฮาตานากะ แม่ยกคาเคไทต้องมีการสับสนกันบ้าง 555555555555 จุนตะฟังแล้วก็ช่วยชงว่าแบบนั้นมันจะงงๆ นะ ชวนไทกะไปด้วยมั้ย ทาสุคุก็บอกว่าได้ๆ งั้นก็เป็นฉัน ไทกะ คาเครุ!! ทาคุจังเลยโวยวายๆ ว่า เอ๊า ถ้าเป็นอย่างนั้นคราวนี้ฉันก็เหงาสิ รวมฉันเข้าไปด้วยสิ!! (ตอนทาคุจังพูดประโยคนี้เอ็นดูเยอะมาก น่ารัก!!!!!) สรุปแล้วคำตอบข้อนี้ของทาสุคุก็เลยกลายเป็น ทาสุคุ คาเครุ ไทกะ ทาคุจัง เมมเบอร์เยอะไปอี๊กกกกก

พอถึงตาทาคุจังก็ตลกมากกกกกกก ทาคุจังตอบว่าอยากเห็นเลโอคุงดูเอทกับอเล็กซานเดอร์ พอตอบปุ๊บ จุนตะทำหน้าซีเรียสทันที แบบไม่พอใจที่จะให้เลโอคุงไปดูเอทกับคนอื่นที่ไม่ใช่ชินคุง 555555555555 แล้วทาคุจังก็อธิบายว่าเวลาเลโอคุงกับอเล็กอยู่ด้วยกันน่าจะแปลกใหม่ดี แล้วทาคุจังก็ทำท่าเป็นเลโอคุงวิ่งไล่อเล็กพร้อมร้องเรียกว่า อเล็กจัง! อเล็กจัง! (นึกภาพตามแล้วก็เริ่มอยากเห็นคู่นี้ดูเอทกันขึ้นมาจริงๆ…) แต่จุนตะทำหน้าบูดมากแล้วก็บ่นๆ ใส่ทาคุจัง (ทำไมต้องหึงเลโอคุงออกหน้าออกตาขนาดนี้คะ) ทาสุคุที่ยืนอยู่ตรงกลางระหว่างสองคนเลยทำท่าหันรีหันขวาง ลนลานๆ (แบบโคตรน่ารัก) แล้วตบมุกปิดท้ายว่า ขากลับให้สองคนนี้นั่งชินคังเซนคนละตู้ดีมั้ย? (ตลกคาเฟ่กันอีกแล้ว!)

ส่วนของอิการาชิซังก็ตอบแบบงงๆ ไม่ตรงคำถามอีกเช่นเคย เค้าให้เลือกตัวละครมาดูเอทกัน อิการาชิซังดันตอบว่าอยากให้ยูคุงร้องเพลงที่อิโตะจังกับโคจิแต่ง ใครสักคนเลยบอกว่าแบบนั้นมันก็ไม่ใช่ดูเอทสิ อิการาชิซังก็แก้ว่าไม่ใช่ๆ อยากให้ยูคุง โคจิ อิโตะจังร้องเพลงด้วยกัน ทุกคนเลยงงๆ ว่าแบบนี้มันดูเอทตรงไหนหา?? แล้วอิการาชิซังก็พยายามอธิบายแบบงงๆ อยู่นานโดยมีอีกสามคนคอยทักท้วง จนสุดท้ายจุนตะที่เป็นพิธีกรต้องบอกว่าที่เหลือเอาไว้ไปอธิบายในทวิตเตอร์แล้วกันนะ ซึ่งสุดท้ายเค้าก็มาอธิบายในทวิตเตอร์จริงๆ

พอถามครบหมดก็เข้าสู่ช่วงโฆษณานิดหน่อย จุนตะบอกว่าจะเรียกชินคุงมาโฆษณา แล้วก็ตะโกนเรียกชิน ส่วนทาคุจังก็ตะโกนว่า “ชินจวังงงงง” ด้วยเสียงคาเครุ ฮืออออออออ น่ารักอ้ะ ไม่ได้ชอบทาคุจังเป็นพิเศษแต่รู้สึกว่าเค้าก็ขยันเซอร์วิสดีนะ

หลังจากนั้นจุนตะก็พูดว่า 「みんなに言いたいことがありまーす!」 เสร็จแล้วทั้งสี่คนก็ยื่นไมค์ใส่คนดูพร้อมๆ กัน คนดูก็พร้อมใจกันตอบว่า 「なーにー?」 โดยไม่จำเป็นต้องนัดแนะอะไร ทุกคนล้วนผ่านการเข้าไปตะโกนในโรงมาอย่างโชกโชนสินะ….

หมดช่วงโฆษณาซึ่งไม่มีข้อมูลอะไรใหม่ๆ ก็เข้าสู่ช่วงอำลาอาลัย ช่วงอำลาไม่ค่อยมีอะไรมาก ให้พูดลาทีละคน ทุกคนก็พูดประมาณว่าขอบคุณสำหรับการสนับสนุน ต่อจากนี้ไปก็ขอให้ช่วยเป็นกำลังใจให้คิงปุริต่อไปนะ บลาๆๆ ประมาณนี้

ช่วงทอล์กใช้เวลาประมาณห้าสิบนาทีเอง สั้นมากกกกกกก จริงๆ แล้วยังมีรายละเอียดเยอะกว่านี้มาก แต่จำไม่ค่อยได้เพราะทุกคนขยันชงมุกตบมุกเหลือเกิน แถมบางช่วงเราก็สติหลุดๆ ไปเพราะมัวแต่จ้องหน้าทาสุคุ (ใช้คำว่าจ้อง… ซึ่งก็จ้องจริงๆ) ยิ่งเวลาทาสุคุมองมาแถวๆ เรานะ โอ้ยยยยย บนเวทีคุยอะไรกันเหรอ เนื้อหาไม่ผ่านสมองแล้วจ้าาาาาาา

เก็บตกช่วงทอล์ก

  • มีช่วงนึงที่จุนตะ ทาคุจัง กับอิการาชิซังแย่งกันพูดอะไรสักอย่าง แล้วทาสุคุยืนเฉยๆ ไม่ได้เข้าร่วมถกเถียงด้วย ทาสุคุก็มองหน้าคนนั้นทีคนนี้ที มองหน้าทุกคนสลับไปมา จนได้จังหวะพูดแทรก ทาสุคุเลยบอกว่า ขอกลับก่อนแล้วกันนะ แล้วก็ทำท่าจะเดินไปหลังเวที ทาคุจังกับจุนตะเลยรีบเข้าไปคว้าตัวไว้ ตล๊กกกกก 555555555555
  • อันนี้พีคมาก ทาคุจังจะพูดถึงเพลงดรามาติกเลิฟ ซึ่งเรียกย่อๆ ได้ว่า โดราบุ แต่ทาคุจังดันพูดผิด ไปพูดว่า โดอาระ ซึ่งเป็นชื่อย่อของเพลง DRIVE A LIVE ของไอดอลมาสเตอร์ที่ทาคุจังก็พากย์เหมือนกัน พอเผลอพูดผิดไปพูดเพลงของเรื่องอื่น อีกสามคนเลยต้องรีบบอกว่าเมื่อกี้ไม่มีอะไรนะ! ไม่เป็นไรนะ! มันช่วยไม่ได้จริงๆ! ส่วนทาคุจังก็ยืมกุมหน้าหัวเราะเจื่อนๆ ช็อตนี้ทั้งฮาทั้งน่ารัก (*´ェ`*)
  • ทาสุคุไฮเปอร์มากกกกกกกก ยืนนิ่งไม่ได้เลย หลุกหลิกตลอดเวลา เราว่าทาสุคุดูทำตัวสบายๆ และเป็นธรรมชาติกว่าตอนขึ้นเวที AFA เยอะเลย คงเพราะคราวนี้อยู่ในประเทศตัวเองแถมออกงานกับเมมเบอร์ที่คุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว ก็เลยรับส่งมุกกันได้ลื่นไหลและไร้อาการเกร็งใดๆ (มีอาการงงบ้างเวลาฟังคำตอบอิการาชิซัง แต่จุดนั้นทุกคนล้วนงงกันหมด ไม่เป็นไร)
  • บางทีก็เหนื่อยแทนทาสุคุที่ต้องคอยตบมุก ส่วนใหญ่ทาคุจังจะช่วยตบมุกแหละ แต่บางทีพอทาคุจังหันไปชงมุกแข่งกับอีกสองคน ทาสุคุก็ต้องคอยตบมุกให้ทุกคน มีรอบนึงทาสุคุถึงกับบอกว่าทำไมนี่ทุกคนชงมุกกันหมดเลย ไม่มีใครคอยตบมุกเลย (จุดนั้นทาสุคุคงขี้เกียจตบมุกแล้ว 555555555)

พอจบช่วงทอล์กทั้งสี่คนก็จะกลับไปหลังเวทีแป๊บนึง ให้สต๊าฟมาจัดที่บนเวทีเพื่อเตรียมเข้าสู่ช่วงไฮทัช สต๊าฟจะเอาโต๊ะมาตั้งไว้บนเวที เอาไว้คั่นระหว่างสี่คนนั้นกับแฟนๆ แล้วให้แฟนๆ เรียงแถวขึ้นไปทีละแถว

แถวแรกๆ ไฮทัชแบบคึกกันมาก ฝั่งนักพากย์ก็คึก ฝั่งแฟนๆ ก็คึก แค่นั่งดูอยู่ห่างๆ ยังขำ ช่วงแรกๆ สี่คนนั้นจะไฮทัชแล้วส่งเสียงเฮฮากันดังมาก ทั้ง เย้! คัมม่อน! แล้วสักพักก็แปะมือไปหลายๆ คนก็จะเริ่มเปลี่ยนมาตะโกนว่า เบิร์นนิ่ง!! แทน

พอถึงคิวเราทุกคนจะเริ่มเนือยๆ ลง สงสัยหมดแรง 555555555555 ตอนเดินขึ้นเวทีตื่นเต้นมากกกกกก ฮืออออออ ลำดับการยืนของสี่คนนั้นคือ จุนตะ ทาสุคุ ทาคุจัง อิการาชิซัง เพราะงั้นเราจะได้แปะมือกับทาสุคุเป็นคนที่สอง

ตอนแรกคิดว่าแค่แปะมือคงไม่แดเมจมาก มันน่าจะแค่เสี้ยววินาทีเดียว ไม่ถึงขั้นสติหลุดหรอกมั้ง ปรากฏว่าพอแปะมือกับทาสุคุ ทาสุคุก็มองหน้าเรา ยิ้มกว้าง แล้วก็พูดว่า “อาริกาโต้” เท่านั้นแหละจ้าาาาาาาาาาา โอ้โห๊ววววววววววว วิญญาณหลุดไปเลย สมองขาวโพลนไปหมด ตอนแปะมือกับทาคุจังและอิการาชิซังที่อยู่ถัดมานี่กระทำไปด้วยกายหยาบอันว่างเปล่าเท่านั้น จิตของข้าพเจ้าได้หลุดลอยไปสู่พาราไดซ์แล้ว บ๊ายบายยยยยยยย

นี่เราพยายามนึกหน้าทาคุจังตอนแปะมือกับเรามาหลายรอบแล้ว นึกยังไงก็นึกไม่ออก ความทรงจำส่วนนั้นหลุดไปเลยจริงๆ ราวกับยาชิโระ ทาคุกับอิการาชิ มาซาชิไม่มีอยู่จริง……….

แต่เราดันจำช็อตถัดจากแปะมือกับอิการาชิซังเสร็จแล้วได้แม่นมาก 555555555 พอเดินเลยโต๊ะออกมาจะเจอผู้หญิงเสื้อแดงใส่แมสก์ยืนโค้งให้ทุกคนที่ไฮทัชเสร็จแล้ว เราเล็งมาตั้งแต่ยังไม่ขึ้นเวทีแล้วว่านั่นมัน!!! นิชิซัง!!!!! คุณโปรดิวเซอร์!!!!!!! กรี๊ดในใจเยอะมากเพราะไม่นึกว่าเค้าจะออกมาให้เห็น ตอนเดินผ่านนิชิซังเราเลยหันไปผงกหัวเบาๆ หนึ่งที นิชิซังก็ผงกตอบ จบ (จริงๆ แล้วอยากพุ่งเข้าไปจับมือแล้วบอกว่าตั้งตารอภาคต่ออยู่นะคะ ขอเพลงใหม่ฮิโระด้วยจะดีมาก! แต่ใครจะไปกล้าทำแบบนั้น จะบ้าเหรอ) 

ไฮทัชเสร็จแล้วก็กลับเลย แม้จะมีความคิดว่า เอ๊ ไปดักรอแถวๆ สถานีชินโอซาก้าดีมั้ยน้า ยังไงก็คงกลับชินคังเซนกันสิน้า แต่เราก็ไม่ได้ไปดักรอจริงหรอกนะ หิว ไปหาข้าวกินดีกว่า แค่รอยยิ้มและคำว่าอาริกาโต้ของทาสุคุก็ทำให้โลกเต็มไปด้วยประกายแสงแห่งพริซึ่มแล้ว ไม่ขออะไรมากกว่านี้อีกแล้ว นี่เดินออกมาจากฮอลล์มองไปทางไหนก็รู้สึกโลกมันระยิบระยับไปหมด

ก่อนกลับไปถ่ายรูปโปสเตอร์หน้างานเป็นที่ระลึกหนึ่งแชะ อาาาา ประกายแสงแห่งพริซึ่มมีอยู่จริง!!!!

img_1739-1

กลับห้องมาแล้วก็จ้องมือตัวเองอยู่นานมากกว่าจะทำใจล้างได้ อาาาาาาา มือนี้ที่ได้รับประกายแสงแห่งพริซึ่มมาจากทาสุคุ เป็นครั้งแรกที่เห็นประกายแสงวิบวับแผ่ซ่านออกมาจากมือของตัวเอง (เราอาการหนักมาก เรารู้ตัว)

img_1740

จริงๆ แล้วเพื่อนแนะนำว่าให้ทาแฮนด์ครีมเพื่อให้มือนุ่มเป็นที่จดจำ เราก็มีความคิดนั้นตั้งแต่วันที่ได้ไปรษณียบัตรแล้ว (ตกใจมากที่เพื่อนก็คิด แต่เพื่อนบอกว่ามันน่าจะเป็นความคิดพื้นฐานเลยนะ ….อ้าวเหรอ 555555555) แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทาเพราะคิดว่าแค่ตบมือแปะๆ คนละทีมันจะสัมผัสถึงความนุ่มได้มากมายแค่ไหนกัน ซึ่งก็เป็นอย่างที่คิดจริงๆ นั่นแหละ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก 555555555

พอกลับมาแล้วก็ตามเช็กทวีตทั้งสี่คนแล้วก็พบว่าทุกคนลงรูป! ทำดีมากค่ะ!

เป็นอีเวนท์สั้นๆ ที่สนุกมากจริง ขำเยอะมาก เขินด้วย อัลบั้มสองแผ่นคุ้มแล้ว!!! ขอบคุณทั้งสี่คนมากค่ะ รอดูภาคต่ออยู่นะ (≧ω≦)

KING OF PRISM by PrettyRhythm × BAYHOTEL Akihabara

เราเป็นคนบ้าการคอลลาโบะกับโลกสองมิติมาตั้งแต่ไหนแต่ไหน ไม่ว่าจะเป็นสวนสนุกหรือคาเฟ่ พอมีคอลลาโบะกับเรื่องที่ชอบเป็นต้องพุ่งไปเมื่อมีโอกาส และเมื่อไม่นานมานี้ก็มีโอกาสไปสัมผัสกับโรงแรมคอลลาโบะเป็นครั้งแรกในชีวิต!!!

ครั้งแรกที่เห็นข่าวคิงปุริคอลลาโบะกับโรงแรมก็ไม่ได้แปลกใจอะไรเท่าไหร่ เพราะก่อนหน้านี้เคยเห็นภาพโรงแรมคอลลาโบะมาบ้างแล้ว อย่างเช่นที่ฮาคุโอคิไปคอลลาโบะกับปรินซ์โฮเทลเป็นต้น

แต่ที่แปลกใจคือคราวนี้เป็นโรงแรมแคปซูล! ซึ่งราคาอยู่ในระดับเอื้อมถึง! ปกติแล้วมีคอลลาโบะแนวนี้ทีไรเห็นราคาแล้วร่ำไห้ทุกที แต่คราวนี้สนนราคาห้องละ 5,500 เยนเท่านั้น! แถมยังจัดตรงกับช่วงที่เราไปเที่ยวพอดีด้วย

ตอนแรกลังเลเพราะนึกปรามาสว่าก็แค่โรงแรมที่มีผู้ชายแปะผนัง ทำไมเราต้องเปลืองตังค์ไปนอน ในเมื่อเราสามารถไปนอนห้องเพื่อนที่โตเกียวได้โดยไม่ต้องเสียเงินหลายพันเยน แต่หลังจากนั้นก็คิดว่าคืนอื่นๆ เราจะนอนห้องเพื่อนอยู่แล้ว เสียตังค์นอนโรงแรมสักคืนจะเป็นไรไป คิดเบ็ดเสร็จแล้วค่าที่พักทั้งทริปอยู่ที่ 5,500 เยนเท่านั้นเองนะ! คิดได้ดังนั้นแล้วจึงกดสมัครไปอย่างรวดเร็ว (กระบวนการลังเลนี้เกิดขึ้นในเวลาไม่ถึงสามนาที เรียกได้ว่าลังเลพอเป็นพิธี)

ขำตัวเองที่สมัครไปตั้งแต่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าห้องมันจะหน้าตาเป็นยังไง ตอนนั้นยังไม่มีรูปออกมาให้เห็นเลย มีแต่ของ Ensemble Stars ที่คอลลาโบะก่อนหน้านั้นให้ดูเป็น reference เราดูๆ แล้วก็คิดว่ามันคงออกมาคล้ายๆ กันแหละมั้ง มีผู้ชายแปะๆ พอหอมปากหอมคอให้หลับฝันดีมีความสุข แต่แล้วเราก็พบว่าตัวเอง… คิดผิดอย่างมหันต์…… (เสียงสั่น)

การสมัครจะใช้ระบบสุ่มผ่านลอว์สันทิคเก็ต ให้เลือกวันและห้องได้สามอันดับ ห้องมีให้เลือกแค่ฮิโระ โคจิ และคาซึกิ สองอันดับแรกเราเลือกห้องฮิโระแต่คนละวันกัน อันดับสามเลือกห้องโคจิ สุดท้ายพอประกาศผลก็ได้ห้องฮิโระคืนวันพุธที่เลือกไว้อันแรกสุด

ประกาศผลแล้วก็ต้องไปจ่ายตังค์ที่ลอว์สัน ตอนนั้นเราอยู่ไทยเลยต้องฝากให้เพื่อนที่ญี่ปุ่นจ่ายตังค์ให้ พอไปจ่ายตังค์จริงๆ มันจะมีค่าออกตั๋วกับค่าระบบของลอว์สันอีก เบ็ดเสร็จแล้วจ่ายไปทั้งหมด 5,824 เยน จ่ายปุ๊บจะได้บัตรสำหรับเช็กอินโรงแรมมาเลย ก่อนไปเช็กอินเราเลยต้องไปรับตั๋วจากเพื่อนก่อน ไม่ได้ถ่ายรูปตั๋วเก็บไว้ แต่ตั๋วก็หน้าตาเป็นตั๋วลอว์สันสีชมพูธรรมดาๆ นั่นแหละ

และแล้ว ก่อนถึงวันเข้าพักไม่กี่วันก็มีรูปรีวิวออกมาให้ชิมลาง แล้วเราก็… เริ่มหวาดหวั่นว่าตัวเองจะไปพักโรงแรมนี้จริงๆ เหรอเนี่ย…… แต่จ่ายตังค์ไปแล้วมันย่อมผ่านจุดที่ไม่อาจหวนคืนได้อีก! ลุยเลย! ไปสู่พาราไดซ์!

Bayhotel ที่คอลลาโบะกับคิงปุริคราวนี้คือสาขาอากิฮาบาระ เป็นโรงแรมแคปซูลสำหรับผู้หญิง โลเคชั่นนี่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราตัดสินใจได้ไม่ยากเลย เราชอบเดินอากิบะมากกว่าอิเคะด้วยซ้ำ วันก่อนหน้าที่จะเข้าพักก็มากินข้าวกับเพื่อนที่โอโตเมทคาเฟ่ เดินอนิเมทเกิร์ลสเตชั่นที่เปิดใหม่ และเข้าร้านนู้นออกร้านนี้ที่คุ้นเคยรัวๆ

พอถึงวันที่จะเข้าพักก็มาที่อากิบะอีกรอบ โรงแรมตั้งอยู่ใกล้ๆ กับโยโดบาชิคาเมร่าสาขาอากิบะ ซ่อนอยู่ในซอยเล็กๆ แต่ไม่ถึงกับหายากมากมายอะไร โรงแรมเปิดให้เช็กอินได้ตั้งแต่ห้าโมงเย็น เราไปถึงตอนห้าโมงเย็นนิดๆ

dsc04673

ด้านนอกดูเป็นโรงแรมปกติธรรมดา แต่ด้านในไม่ธรรมดาเลยให้ตายเถอะ 5555555 ตอนไปถึงฟ้ายังสว่างอยู่นะ แต่เราเพิ่งมาถ่ายรูปตอนกลับเข้าไปอีกรอบ

โลเคชั่นโรงแรมดีมาก เดินจากสถานีไม่ถึงห้านาที ใกล้ๆ มีร้านสะดวกซื้อและร้านอาหารมากมาย แต่พอมืดแล้วซอยโรงแรมเงียบมากกกกกก

เข้าไปถึงแล้วพนักงานจะบอกให้ถอดรองเท้าของเราฝากใส่ตู้ด้านหน้าไว้ เปลี่ยนมาใส่รองเท้าแตะของโรงแรมแทน เปลี่ยนรองเท้าเสร็จก็ยื่นตั๋วลอว์สันสีชมพูปิ๊งปั๊งให้พนักงาน พนักงานก็จะทำการเช็กอินให้เรา อธิบายกฎระเบียบให้ฟัง แนะนำว่าอะไรอยู่ชั้นไหนบ้าง มอบริสท์แบนด์ที่ใช้สำหรับแตะเข้าออกบริเวณห้องพักมาให้พร้อมด้วยของแถมสำหรับแขกที่เข้าพักห้องคอลลาโบะ

ของแถมประกอบด้วยกระเป๋าผ้าลายโลโก้คิงปุริ เข็มกลัดแบบสุ่มลาย และใบรับรองจากฮิจิริซัง

เราได้เข็มกลัดลายชินคุงมาแหละ

dsc04678

ส่วนใบรับรองของฮิจิริซังหน้าตาเป็นแบบนี้

dsc04665

มีการเว้นที่ให้เขียนชื่อตัวเองลงไปด้วย แต่เราไม่ได้เขียนหรอกนะ 5555555

พอเช็กอินเรียบร้อยเราก็พุ่งขึ้นชั้น 5 ซึ่งเป็นชั้นที่คอลลาโบะกับคิงปุริ ส่วนชั้นอื่นๆ จะมีสภาพเป็นโรงแรมแคปซูลปกติธรรมดา ไม่ได้คอลลาโบะถึงขั้นยึดครองทั้งโรงแรมขนาดนั้น

พอเปิดประตูเข้าโซนที่พักชั้น 5 ก็เจอกับกระจกบานใหญ่แปะตราเอเดลโรสพร้อมด้วยลายเซ็นเด็กๆ เป็นอย่างแรก!

dsc04655

แอเรียนี้เป็นแอเรียล็อกเกอร์เก็บของกับห้องน้ำ แต่ห้องน้ำจะมีแค่สามห้องและใช้อาบน้ำไม่ได้ เวลาอาบน้ำต้องลงไปอาบชั้นล่าง

ตรงตู้ล็อกเกอร์มีข้อความจากยามาดะซัง ผู้ดูแลหอเอเดลโรส บอกว่าถ้าใครเจอของที่ลืมไว้ในล็อกเกอร์ก็ช่วยหยิบไปส่งที่ฟรอนท์ให้ด้วย

dsc04710

และ… บนกระจกนั่นมัน!!!!!!!!!!!!!!!!!!

ฮิโระซามะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะ!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

dsc04657

/พุ่งทะลุกระจกเข้าไปหา

ตอนที่เราเข้าไปนี่ยังไม่มีใครมาเลย เพราะงั้นเลยรีบๆ ถ่ายรูปคู่กับฮิโระซามะก่อนที่จะมีใครมาเจอเข้า 555555555 (ระหว่างถ่ายรูป สายตาก็เหลือบไปเห็นกล้องวงจรปิดหันมาทางนี้พอดิบพอดี /โด๊นท์แคร์) 

ส่วนล็อกเกอร์อีกฝั่งนึงมียามาดะซังอยู่ในกระจก ล็อกเกอร์เราอยู่ฝั่งนี้แหละ

dsc04658

dsc04659

เปิดมาในล็อกเกอร์จะมีถุงอยู่ใบนึง ใส่ชุดนอนสำหรับเปลี่ยน ผ้าเช็ดตัว ชุดแปรงสีฟัน เวลาจะลงไปอาบน้ำที่ชั้นล่างก็หิ้วไปทั้งกระเป๋าเลย ง่ายดี

dsc04679

โยนสัมภาระเข้าล็อกเกอร์เสร็จเรียบร้อยก็ไปสำรวจโซนห้องนอนต่อ

ด้านในโซนห้องนอนของที่นี่หน้าตาเป็นแบบนี้ แต่ละห้องจะล็อกไม่ได้ เป็นผ้าม่านปิดไว้เฉยๆ

dsc04660

เอ๊ะ มะ……. มีใครอยู่ในห้องเราน่ะ!!!!!!!!!!!!!!!!!!

ไหนเข้าไปดูซิ ฮัลโหลคุณขา เข้าห้องผิดรึเปล่า??

อ๊ะ……

นั่นมัน……….

ฮิโระซามะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะ!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

dsc04661

dsc04663

เวลคั่มทูพาราไดซ์!!!!! \(^o^)/\(^o^)/\(^o^)/

ตอนแรกเราก็ไม่คิดหรอกนะว่าสภาพห้องจะเป็นอย่างนี้ 55555555555 แค่คิดว่าในห้องคงมีรูปฮิโระที่ตัดๆ จากในเรื่องมาแปะ ที่ไหนได้……………

แอนี่เวย์ เราถ่ายรูปกับฮิโระในห้องเยอะแยะมาก คราวนี้ไม่มีรูปคู่แล้วเพราะห้องมันแคบเกิน เซลฟี่ไม่ได้ ดังนั้นเราจึงงัดพร็อพทุกสิ่งอย่างที่มีอยู่มาถ่ายคู่กับฮิโระแทน สนุกสนานดีเหมือนกัน

dsc04674

ช่วงที่อยู่ในห้องก็ได้ยินเสียงแชะๆ มาจากห้องอื่นเป็นระยะๆ ทุกคนคงสนุกกันมากสินะ 55555555555

ในห้องมีนาฬิกาปลุกและปลั๊กสำหรับชาร์จแบตให้ด้วยนะ แต่ในนี้ห้ามกินอาหารและเครื่องดื่ม ถ้าจะกินต้องลงไปที่เลานจ์ชั้นล่างเท่านั้น

dsc04662

ถึงจะบอกว่าห้องแคบแต่มันก็ไม่ได้อึดอัดอะไรขนาดนั้น เพดานสูงขนาดนั่งขัดสมาธิได้สบายๆ โดยที่หัวไม่ชน ตอนแรกนึกว่าโรงแรมแคปซูลจะอึดอัดกว่านี้เยอะซะอีก อันที่จริงนี่เป็นการนอนโรงแรมแคปซูลครั้งแรกของเราเลย ได้ยินกิตติศัพท์มานานว่าถูกและดี แต่ไม่เคยนอนจริงๆ ซะที (เราไปโตเกียวโดยไม่นอนโรงแรมมาหลายทริปแล้วเนี่ย เอะอะนอนห้องเพื่อนตลอด กราบขอบคุณเพื่อนๆ ทุกท่านมา ณ ที่นี้) พอได้มานอนแล้วก็ประทับใจเกินคาด

สำรวจห้องเสร็จแล้วก็แอบไปสำรวจห้องอื่นๆ ด้วย ตอนที่เราไปถึงยังไม่มีใครมาเลยสักคน เราเลยรีบเปิดหาห้องโคจิด้วยความเร็วแสงและถ่ายรูปมาเป็นที่ระลึก เย้!

dsc04666

สำรวจคร่าวๆ เสร็จแล้วก็ออกไปเดินช็อปปิ้งที่อากิบะอีกรอบก่อนที่ร้านค้าจะปิดกันหมด ได้ซีดีอุตะปุริที่ตามหามานานจากลาชินบังด้วย โฮววววววววว กราบลาชินบังสาขานี้เยอะมาก ของถูกกว่าที่อิเคะบุคุโระเยอะเลย วันต่อมาเราเจอซีดีแผ่นเดียวกับที่เราซื้อที่อิเคะ แต่ที่อิเคะขายแพงกว่ากันสองเท่า!

เราได้ซีดี EZ DO DANCE เวอร์ชั่นอเล็กซานเดอร์โซโล่จากสาขานี้ด้วยนะ! ราคา 800 เยนเอง หยิบมาแบบไม่คิดเลย

cso38yluaaaszcf

นึกว่าจะไม่ได้ฟังซะแล้วเพราะเราไม่ได้ซื้อกับร้านที่แถมแผ่นนี้ ดีใจจังที่ได้ฟังซะที TvT วันต่อมาไปเจอที่อิเคะขายพันกว่าๆ ซึ่งแพงกว่าที่อากิบะอีกแล้ว คงเพราะที่อิเคะเป็นแหล่งรวมสาวๆ มั้ง ของขายสาวๆ เลยขายแพงๆ ไว้ก่อน ส่วนที่อากิบะนี่สงสัยสาวๆ ไม่ค่อยมาเดินกัน ของสำหรับสาวๆ เลยถูกกว่ากันพอสมควร

หลังจากไปเดินช็อปปิ้งและรับประทานอาหารค่ำตามอัธยาศัยที่กันดั้มคาเฟ่แล้ว (มาอากิบะทีไรกินอยู่สองที่ ไม่กันดั้มคาเฟ่ก็โอโตเมทคาเฟ่ 555555555) ก็กลับไปพักผ่อนอาบน้ำอาบท่าที่โรงแรม

ห้องอาบน้ำอยู่ที่ชั้น 1 ข้างในโซนอาบน้ำจะแยกเป็นห้องเดี่ยวหลายๆ ห้อง

img_1479

สีชมพูสดใสสวยงามสมเป็นโรงแรมสำหรับผู้หญิง 555555 ประทับใจตรงที่เป็นห้องน้ำรวมแต่สะอาดมากกกกกกกกกกก สะอาดเหมือนไม่เคยผ่านการใช้งานมาก่อน ในห้องน้ำจะมีสบู่ แชมพู โฟมล้างหน้าให้ครบทุกสิ่งอย่าง

อาบเสร็จก็มาเป่าผมตรงเคาน์เตอร์ในแอเรียเดียวกัน ตรงเคาน์เตอร์จะมีทั้งไดร์เป่าผมและที่หนีบผมให้เลือกใช้ได้ตามใจชอบ นอกจากนั้นยังมีคลีนซิ่งกับโลชั่นให้ด้วย!

img_1478

ตรงเคาน์เตอร์นี่มีแต่คนที่อาบน้ำเสร็จแล้วมาชุมนุมกัน ทุกคนเลยใส่ชุดนอนสีชมพูเหมือนกันหมด นึกถึงตอนที่ไปเที่ยวกับเพื่อนแล้วเพื่อนทักว่า ชุดนอนโรงแรมญี่ปุ่นเนี่ย พอใส่มารวมตัวกันเยอะๆ แล้วเหมือนนักโทษเลยเนอะ …..จะว่าไปแล้วก็จริงนะ 55555555555

นอกจากสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ ในแล้วห้องน้ำยังมีเครื่องซักผ้าและอบผ้าให้ครบครันด้วย เป็นโรงแรมแคปซูลที่อุปกรณ์อำนวยความสะดวกพร้อมพรั่งดีมาก!

อาบน้ำเสร็จก็เอาของไปโยนในล็อกเกอร์แล้วกลับลงมาที่เลานจ์ชั้นใต้ดิน เลานจ์ของโรงแรมมีไว้นั่งพักผ่อนหย่อนใจ กินอาหาร ดูทีวี มีตู้กดน้ำอัตโนมัติ ไมโครเวฟ และกาต้มน้ำให้ด้วย

แต่เดี๋ยวก่อน!! ถัดจากเลานจ์ปกติแล้ว ที่นี่ยังมีเลานจ์พิเศษ สงวนสิทธิ์เฉพาะผู้เข้าพักห้องคิงปุริเท่านั้นอีกด้วย!!!

เลานจ์พิเศษที่ว่าก็อยู่ติดกับเลานจ์หลักนี่แหละ แต่จะแยกเป็นห้องออกไปต่างหาก เวลาจะเข้าไปต้องเปิดประตูสู่แดนมหัศจรรย์กันก่อน หน้าห้องจะแปะป้ายไว้เลยว่าสำหรับแขกที่มานอนห้องคอลลาโบะเท่านั้น (เพราะหากใครไม่ใช่ เข้ามารับรองมีคัลเจอร์ช็อกแน่นอน …อันนี้ป้ายไม่ได้เตือน เราเตือนเอง)

เมื่อเข้ามาแล้วก็จะพบป้ายเด็กๆ เอเดลโรสเป็นอย่างแรก!

dsc04680

ยูจังน่ารักจังเลยยยยยยยยยยยยยยยย (≧∀≦)(≧∀≦)(≧∀≦) อยากหิ้วป้ายกลับบ้าน ฮืออออออออออ

ถัดมาอีกนิดจะเป็นโซนที่ฉายคลิปโฆษณาบนผนังวนไปวนมา โดยมีสามหนุ่มโอเวอร์เดอะเรนโบว์กองๆ กันอยู่ข้างล่าง

dsc04688

dsc04698

เสียดายที่ฉายโฆษณา ไม่ได้ฉายคิงปุริให้ดูทั้งเรื่อง เราว่าถ้าฉายคิงปุริทั้งเรื่องไปเลยจะต้องสนุกกันมาก เพราะขนาดฉายแค่โฆษณา ในเลานจ์ยังคอลโฆษณากันอย่างมันส์ ประทับใจ 555555555

สามหนุ่มโอเวอร์เดอะเรนโบว์ที่เลานจ์โพสท่าเดียวกับในห้องนั่นแหละ แต่เวอร์ชั่นที่เลานจ์จะใส่เสื้อผ้ามิดชิดกว่า

dsc04700

dsc04701

dsc04699

อนึ่ง สติ๊กเกอร์หนุ่มๆ เหล่านี้มีขายด้วย สนนราคาแผ่นละหมื่นเยน จะบ้าเหรอออออออออ หมื่นเยน!!!!!!!!!!!!!! ลาก่อน ขอพบกันแค่คืนเดียวก็พอแล้วนะคะ ฮิโระซามะ

นอกจากตรงนี้ก็มีพาเนลสามหนุ่มนั่งจ๋องเรียงกันด้วย น่ารักกกกกกกก (≧ω≦) ถ่ายรูปตรงนี้เยอะมาก งัดพร็อพที่ขนมามาถ่ายรูปรัวๆ อีกเช่นเคย

dsc04702

img_1471

หลังจากนั้นเราก็ไปนั่งตั้งรกรากอยู่ตรงมุมห้อง จริงๆ แล้วก็ไม่ได้ทำอะไรนอกจากนั่งกดมือถือไปเรื่อยๆ…… แค่รู้สึกว่าอุตส่าห์มาแล้วก็ควรจะมานั่งเลานจ์ให้คุ้มๆ

ตรงมุมห้องที่เราตั้งรกรากมีกู๊ดส์วางโชว์นิดหน่อย

dsc04681

ตรงมุมนี้จะมีสมุดเยี่ยมให้เขียนด้วย เราเขียนไปนิดหน่อยแบบธรรมดาๆ ไม่มีอะไรหวือหวา แต่คนอื่นเขียนกันตลกมาก บางคนก็วาดรูปจัดเต็มมาก ส่วนนึงคงเพราะจริงๆ แล้วในเลานจ์ไม่มีอย่างอื่นให้ทำนั่นเอง 55555555555

dsc04704

ส่วนผนังด้านหลังมุมที่เรานั่งจะเป็นรูปสามหนุ่มโอเวอร์เดอะเรนโบว์ล้อมรอบด้วยคนอื่นๆ ทั้งฝั่งเอเดลโรสและชวาร์ซโรส ตรงนี้จะมีกระดาษกับปากกาให้เขียนโพสท์อิทไปแปะข้างๆ ตัวละครได้

dsc04684

ตอนเราไปนั่งเขียน อีกสามคนในเลานจ์ก็ชวนคุยว่าจะเขียนให้ใครเหรอ เป็นโอชิใครเหรอ เราตอบไปว่าเป็นฮิโระโอชิ แต่ขณะที่ตอบนั้น มือกำลังเขียนเมสเสจให้ยูจังอยู่ 5555555555555 ตอนนั้นเขียนให้ยูจังเป็นคนแรกเพราะของฮิโระมีคนเขียนให้เยอะแล้ว แต่ยูจังยังไม่ค่อยมี เราเลยเขียนไปแปะเพิ่มเรตติ้งให้ยูจังซะหน่อย

dsc04692

ใบที่เราเขียนไปแปะมีคำว่า Zeus อยู่ พอเราแปะปุ๊บ อีกสามคนก็บอกว่า Zeus! Zeus! Zeus! ซึ่งเราขำมาก 555555555555555555 มีความเป็นสมาชิกลัทธิคิงปุริกันสูงมาก กลัวแล้วค่ะ ฮือ 55555555555555

นอกจากนั้นด้วยความที่ไม่มีอะไรทำเลยเขียนไปแปะให้ฮิโระ ไทกะ คาเครุ และยูกิโนะโจด้วย จริงๆ แล้วน่าจะแปะให้ครบๆ ทุกคนไปเลย ไหนๆ ก็ว่างมากแล้ว แต่ไม่รู้จะเขียนอะไรเลยเขียนให้เฉพาะคนที่มีเนื้อหาอยากเขียนพอละ

dsc04683

dsc04690

แต่ส่วนใหญ่เราก็เขียนไปแบบธรรมดาๆ นะ พอลองอ่านของคนอื่นๆแล้วพบว่าทุกคนตลกกันมาก 55555555555 โดยเฉพาะคนที่เอาบทพูดในเรื่องมาล้อ

อันที่เราประทับใจสุดคืออันนี้

dsc04703

จัดว่าเข้าถึงจิตวิญญาณของฮิโระซามะอย่างแท้จริง 55555555555555555555

เขียนคอมเมนต์แล้วเราก็นั่งสิงสถิตอยู่ในเลานจ์เป็นเวลานาน ดูโฆษณาวนไปเรื่อยๆ จนคนในเลานจ์ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปหลายต่อหลายเซ็ต แต่ทุกคนที่เข้ามาจะมันส์กันมากจริงๆ ทุกคนขนพร็อพมากันเยอะแยะและพกแท่งไฟมาด้วย บางคนก็มาชวนเราคุยโน่นนี่นั่นสนุกสนาน ก็ถือเป็นเรื่องราวดีๆ ของเหล่าพริซึ่มเอลีทนะคะ /ยิ้มแฉ่งแผ่ประกายแสงแห่งพริซึ่ม

พอได้คุยๆ กับคนอื่นแล้วเราก็มีความกล้าที่จะขอแลกเข็มกลัดมากขึ้น! ไปถามหาฮิโระแล้วไม่มีใครมีเลย แต่ปรากฏว่ามีคนมียูจัง!!! เราเลยแลกยูจังมาแทน ได้ยูจังมาก็ดีใจเหมือนกัน ฮิๆๆๆๆๆ

yuchan

ที่แลกมามีแค่เข็มกลัดทางขวา ส่วนอีกสองชิ้นเป็นพร็อพที่พกไปถ่ายรูป ( ̄▽ ̄) ที่จริงขนไปเยอะกว่านี้ เราเพิ่งไปซื้อมาจากลาชินบังแถวบ้านเพื่อนซึ่งขายยูจังถูกมากกกกกกกก ชิ้นละ 108 เยนทั้งนั้น ไปหาสาขาอื่นๆ ก็ไม่เจอถูกขนาดนี้ แต่ตอนลงไปที่เลานจ์ดันลืมหยิบชิ้นอื่นๆ ที่อยู่ในถุงช็อปปิ้งก็เลยมีแค่นี้ สรุปว่าแผนซื้อมาเป็นพร็อพล้มเหลว 5555555555

หลังจากแช่ในเลานจ์จนหนำใจแล้วก็กลับขึ้นไปนอนในห้องฮิโระซามะ (ว้าย!) วันรุ่งขึ้นตอนที่ไปอาบน้ำตอนเช้า สภาพการจราจรในห้องน้ำแออัดกว่าตอนกลางคืนเยอะเลย คงเพราะต้องเช็กเอาท์ภายในสิบโมง มีแค่เรื่องเวลาเช็กเอาท์นี่แหละที่เรารู้สึกเดือดร้อน เพราะปกติสิบโมงนี่เรายังไม่ตื่นเลย 555555555

ช่วงเช้านี่นอกจากห้องน้ำแออัดแล้ว เลานจ์ด้านนอกยังมีคนจับจองกันทุกโต๊ะด้วย แต่เรามีอภิสิทธิ์ของผู้มาพักห้องคอลลาโบะจึงเข้าไปนั่งกินข้าวเช้าในเลานจ์คิงปุริได้อย่างสบายใจไม่ต้องแย่งที่นั่งกับใคร เริ่ดที่สุด!

สรุปแล้วถึงแม้ว่าตอนแรกจะผงะไปนิดนึงตอนเห็นรูปรีวิวครั้งแรก แต่พอไปพักจริงมันก็ไม่ได้หลุดโลกอะไรขนาดนั้น (มั้ง……) แถมเหล่าพริซึ่มเอลีทในเลานจ์ยังสนุกกันมาก! มีคนใจดียอมแลกยูจังกับเราทั้งๆ ที่เค้าไม่ได้ชอบชินคุงเป็นพิเศษด้วย! (ถามแล้วเค้าบอกว่าชอบฮิโระเหมือนกัน แป่วววว) เป็นประสบการณ์นอนโรงแรมที่สนุกมาก!

ที่สำคัญ ตัวโรงแรมเองก็ดีงามมากกกกกกกก เดินแป๊บเดียวถึงสถานี อยู่ในบริเวณดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของติ่ง สิ่งอำนวยความสะดวกพร้อมสรรพ ราคาห้องแบบปกติก็สมเหตุสมผลด้วย ราคาปกติจะถูกกว่าห้องคอลลาโบะพันกว่าเยน เราว่าเป็นราคาที่โอเคเลยนะสำหรับโรงแรมที่มีครบขนาดนี้ อาจจะแพงกว่าพวกโฮสเทลหรือเกสท์เฮาส์นิดหน่อย แต่เราว่ามันดีและคุ้มค่าจริงๆ

キンプリはいいぞ!!

KING OF PRISM Over The Rainbow SPECIAL THANKS PARTY

เมื่อวันที่ 11 กันยาที่ผ่านมาไปดูไลฟ์วิวอีเวนท์ KING OF PRISM Over The Rainbow SPECIAL THANKS PARTY มาแหละ!

img_1314
อีเวนท์นี้เป็นอีเวนท์เปิดทริปโตเกียวรอบที่แล้วของเราเลย นั่งชินคังเซนลงสถานีชินโยโกฮาม่าปุ๊บก็รีบเปลี่ยนรถไปสถานีซากุรางิโจเพื่อพุ่งไปที่โรงหนังทันที

ความจริงแล้วเราสมัครร่วมอีเวนท์แบบสดๆ ที่โตเกียวฟอรั่มไปด้วย ใช้ซีเรียลจากแผ่นบลูเรย์ที่ซื้อมาสมัครไปแบบคาดหวังประมาณ 10% (พยายามจะไม่คาดหวังเลยแต่ทำไม่ได้ ฮือ) แต่ก็นั่นแหละ… ไม่ได้ตั๋ว….. *ทรุดลงร้องไห้แบบฮิโระซามะ* เสียดายอย่างรุนแรงเพราะคิดว่าอีเวนท์ไม่น่าจะออกแผ่น แล้วไม่ทันไรออฟฟิเชียลก็ประกาศว่าจะมีไลฟ์วิวด้วย!! พอเห็นปุ๊บก็รีบสมัครดูไลฟ์วิวทันที แล้วก็ได้ตั๋วรอบไลฟ์วิวมาในที่สุด ฮูเร่!!

เราเลือกโรง 横浜ブルク13 เพราะมันอยู่ใกล้แฟซิฟิโค่ที่เราต้องไปหาทาเคอุจิคุงตอนเย็นต่อ (พูดจาไม่แคร์นักพากย์ท่านอื่นในอีเวนท์เลยให้ตายเถอะ 5555555) จริงๆ แล้วก็ดีเหมือนกันที่ไม่ได้ตั๋วที่โตเกียวฟอรั่ม เพราะถ้าได้รอบนั้นเราวิ่งสองอีเวนท์ไม่ทันแน่นอน สถานที่จัดงานอยู่คนละจังหวัดเลย

ไปถึงโรงหนังก็ตกใจกับปริมาณผู้คนที่ล้นหลาม วันนั้นเป็นวันอาทิตย์คนเลยออกมาดูหนังกันเยอะ แต่ส่วนใหญ่เขามาดูหนังปกติมนุษย์กัน พยายามมองหาคนที่น่าจะมาดูโรงเดียวกันแล้วหาไม่ยักเจอ

ระหว่างรออีเวนท์เริ่มก็ไปซื้อแพมเฟลท งานนี้มีขายกู๊ดส์เหมือนกับที่ขายหน้าอีเวนท์เลย อยากซื้อหลายอย่างมากแต่ต้องประหยัดเลยกลั้นใจซื้อมาแค่แพมเฟลท ตอนแรกไปเดินดูของแล้วไม่เจอแพมเฟลท ตกใจไปห้าวินาทีเพราะนึกว่ามันหมดแล้ว นี่เรามาช้าไปงั้นหรือ!? แต่แล้วก็คิดได้ว่าปกติแพมเฟลทเนี่ยต้องไปถามที่เคาน์เตอร์ พอลองไปถามพนักงานเค้าก็ควักแฟมเฟลทออกมาจากใต้โต๊ะ คือทำไมต้องหลบๆ ซ่อนๆ ขนาดนั้น…..

img_1598

แพมเฟลทดีงามมากกกกก ในแพมเฟลทมีสัมภาษณ์ผู้กำกับและสัมภาษณ์นักพากย์คนละนิดละหน่อยพร้อมรูปประกอบ

คักกี้น่ารักดี

img_1600

มาเอโนะซังก็น่ารัก จิ้มหน้าแบ๊วๆ น่าเอ็นดู

img_1599

และมาสุดะคุงหล่อโคตรรรรรรรรรรรรร โอ้ยยยยยยยย จะเป็นลม เปิดออกมาเจอแล้วอยากสลบคาแพมเฟลท หมัดที่ง้างอยู่นั้นเชิญต่อยลงมาที่ใบหน้าดิฉันได้เลยค่ะะะะะะะะะะะะ /ยื่นแก้มใส่

img_1601

พอใกล้ๆ ได้เวลาเริ่มก็เริ่มมีพริซึ่มเอลีท (ชื่อเรียกแฟนๆ คิงปุริ) มารวมตัวกันหน้าโรง ดูออกง่ายมากเลยว่าใครมาดูโรงเดียวกันบ้าง เกือบทุกคนต้องมีอะไรสักอย่างบ่งบอกความเป็นเอลีท (แต่เราไม่มีหรอกนะ…..) แอบขำที่คนที่นั่งรอใกล้ๆ เราควักมือถือออกมาแล้วเคสมือถือเป็นคอร์ด้า รู้เลยว่าเย็นนี้ไปต่ออีเวนท์เดียวกันแน่นอน 5555555555

โรงหาง่ายมากเพราะมีป้ายพร้อมลายเซ็นนักพากย์ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้า!

img_1315

พอเปิดให้เข้าโรงก็ทยอยๆ กันเข้าไปนั่ง ตอนตรวจตั๋วจะได้ของแถมมา เป็น Back stage pass ปลอมๆ หนึ่งอัน ไม่สามารถเอาไปเข้าหลังเวทีที่ไหนได้ทั้งสิ้น

img_1597

นั่งกันพร้อมหน้าแล้วพนักงานก็เข้ามาบอกว่าเดี๋ยวเราจะเริ่มจากการฉายคิงปุริแบบ 応援上映 พร้อมกันทั่วประเทศก่อน แล้วหลังจากนั้นค่อยเข้าสู่ช่วงถ่ายทอดสดอีเวนท์จากโตเกียวฟอรั่ม

คราวนี้เป็นการดูคิงปุริในโรงรอบที่ห้าของเรา เกิดมาไม่เคยดูหนังเรื่องไหนในโรงหลายรอบเท่านี้ สำหรับเราถือว่าเยอะมากแล้ว แต่สำหรับพริซึ่มเอลีทคนอื่นมันคือ แค่ห้ารอบ เพราะคนอื่นๆ ดูกันเกินสิบรอบเป็นปกติมาก บางคนดูเป็นร้อยรอบ (ก็สงสัยเหมือนกันนะว่าเค้าประกอบอาชีพอะไร บ้านมีแท่นพิมพ์ธนบัตรเป็นของตัวเองรึเปล่า?)

การฉายรอบ 応援 มันต่างจากการดูหนังปกติตรงที่ผู้ชมสามารถนำเพนไลท์เข้าไปได้ แต่งคอสเพลย์ได้ กรีดร้อง ส่งเสียงเชียร์ พูดตามหรือคุยโต้ตอบกับตัวละครระหว่างรับชมได้ ซึ่งไอ้การฉายแบบนี้นี่แหละคือปัจจัยหลักๆ เลยที่ทำให้คิงปุริเปรี้ยงปร้างและฉายเป็นเวลายาวนานได้ขนาดนี้ (เข้าฉายเดือนมกรา ฉายยาวๆ มาถึงเดือนกันยา ขนาดแผ่นออกแล้วก็ยังฉายในโรงอยู่) ที่เราติดใจไปดูหลายๆ รอบก็เพราะไอ้ความมันส์ของการตะโกนเชียร์และโบกเพนไลท์นี่แหละ เป็นมิติใหม่แห่งการรับชมภาพยนตร์อย่างแท้จริง งานนี้ดูผู้ชมมันส์กว่าดูหนังอีกนะบอกเลย 55555555 จากประสบการณ์ส่วนตัว รอบที่พีคที่สุดคือที่โรงชินกุจุ รอบนั้นคือสุดๆ ละ ทุกคนเต็มที่แบบไม่คิดว่าจะเต็มที่กันได้ขนาดนั้น ใช้คำว่าคลั่งเหมือนผีเข้ายังซอฟท์เกินไป รอบหลังจากนั้นผู้ชมดูเรียบร้อยไปเลย

เราไม่มีกู๊ดส์ติดตัวไปยิ่งใหญ่เยอะแยะเหมือนคนอื่น ไม่ได้คอสเพลย์หรือปรินท์หน้ากากตัวละครมาแปะหน้า แต่สิ่งนึงที่ขาดไม่ได้เด็ดขาดคือเพนไลท์ ถ้าไปดูโดยไม่ได้พกเพนไลท์ไปด้วยจะต้องตัวลีบมาก งานนี้เราเลยไม่ลืมพกเพนไลท์ติดตัวไปด้วย แต่ของเราเป็นคิงเบลดธรรมดาๆ นะ พอเห็นคนอื่นมีเพนไลท์ออฟฟิเชียลก็ตัวลีบนิดนึงอยู่ดี….

ครึ่งแรกของอีเวนท์ที่ฉายคิงปุริให้ดูก็สนุกสนานกันเองในโรงก่อน ดูๆ แล้วก็คิดว่าถ้าได้ไปตะโกนเชียร์ในโตเกียวฟอรั่มพร้อมกับคนอีกพันกว่าคนมันต้องสนุกมากแน่ๆ เลย แต่เพราะดวงไม่พอจะได้ตั๋วเลยได้แต่สนุกกันในโรงหนังที่มีอยู่ราวๆ ร้อยชีวิต ซึ่งแค่นี้ก็โคตรมันส์ละ ไม่เคยมีครั้งไหนที่ดูคิงปุริในโรงแล้วไม่สนุก (ทั้งๆ ที่ดูจนแทบจะจำบทพูดได้ทั้งเรื่องแล้ว) มีรอบนึงเราไปดู 4DX ในโรงเล็กๆ ที่มีกันแค่ประมาณยี่สิบคนก็ยังมันส์กันมาก การดูในโรงทำให้เราประทับใจพริซึ่มเอลีทได้เสมอ ทุกคนไปกันถึงสุดปลายสายรุ้งจริงๆ คือเราว่าการดูคิงปุรินี่มันไม่ใช่การดูหนังละ มันเป็นเสมือนแอทแทรคชั่นในสวนสนุกไปแล้ว

พอฉายจบแล้วภาพบนจอก็ตัดไปเป็นภาพถ่ายทอดสดจากโตเกียวฟอรั่ม ซึ่งภาพแรกที่ขึ้นมาคือในโตเกียวฟอรั่มยังร้องเพลงดรามาติกเลิฟกันอยู่ ทุกคนในโรงที่เราอยู่เลยรีบร้องคลอตาม กลายเป็นว่าได้ร้องเพลงเครดิตกันสองรอบ 5555555

แล้วหลังจากนั้นก็จะเป็นช่วงอีเวนท์ที่ดำเนินรายการโดยพิธีกรคนนึง กับนักพากย์โอเวอร์เดอะเรนโบว์ทั้งสามได้แก่ คักกี้ มาเอโนะซัง และมาสุดะคุง

อีเวนท์ไม่ยาวเท่าไหร่ น่าจะประมาณชั่วโมงนึง แป๊บเดียวก็จบแล้ว ชอบอีเวนท์นี้ตรงที่บนเวทีจะมีปฏิสัมพันธ์กับล่างเวทีเยอะมาก คือปกติการดูอีเวนท์เนี่ยควรจะดูกันอย่างสงบแล้วกรี๊ดเฉพาะตอนที่ควรกรี๊ด แต่ความที่เป็นอีเวนท์ของคิงปุริเลยอนุญาตให้ข้างล่างตะโกนตอบคนบนเวทีได้ด้วย เป็นการจัดอีเวนท์ที่คีพคอนเซปท์ 応援 ดีมาก 5555555

ผ่านมาเกือบเดือนแล้วรู้สึกจำได้ไม่ปะติดปะต่อเท่าไหร่ เขียนเป็นข้อๆ เท่าที่นึกออกแล้วกัน (จริงๆ แอบไปรื้อฟื้นความทรงจำด้วยการอ่านรีพอร์ทที่กดไลค์ไว้ผ่านๆ ตาด้วย 5555555)

  • ลำดับการดำเนินอีเวนท์จะเป็น แนะนำตัว → ให้นักพากย์ตอบคำถาม → ช่วงอ่านจดหมายจากทางบ้าน → ภาพเมสเสจจากสาวๆ พริตตี้ริทึ่มเรนโบว์ไลฟ์ → พากย์สด → ประกาศข่าว → ไลฟ์ 1 เพลงถ้วน
  • ตลกตกเก้าอี้กันตั้งแต่เปิดตัว เมื่อนักพากย์ทั้งสามเข็นจักรยานออกมาคนละคัน แค่นี้เราก็ขำจะบ้าตายละ 555555555555555
  • ทั้งสามคนใส่สูทมา ติดดอกกุหลาบตามสีคาแรคเตอร์กันมาด้วย ช่วงแนะนำตัวก็คุยๆ เรื่องเสื้อผ้ากับกุหลาบนี่แหละ

  • หลังจากนั้นก็เป็นช่วงถามคำถามนักพากย์ ถามว่า อาหารที่แต่ละคนอยากให้โคจิทำคืออะไร
  • มาสุดะคุงตอบว่าราเม็ง มาเอโนะซังตอบว่าวองโกเล่เบียงโก้ ส่วนคักกี้ตอบว่าทงคัตสึ
  • มาเอโนะซังเล่าให้ฟังว่า ตอนงานเลี้ยงฉลองพริตตี้ริทึ่มเรนโบว์ไลฟ์ฉายจบ ในงานเลี้ยงก็มีวองโกเล่เบียงโก้วางไว้ให้ตักกินกัน แล้วป้ายก็เขียนว่า “วองโกเล่เบียงโก้ของโคจิ” เพราะงั้นมาเอโนะซังเลยรู้สึกว่าถ้าพูดถึงอาหารของโคจิ ยังไงก็อยากกินวองโกเล่เบียงโก้นี่แหละ
  • แล้วนักพากย์กับพิธีกรก็คุยๆ กันว่าอาหารฝีมือโคจิเนี่ย ถ้าไปคอลลาโบะคาเฟ่ก็คงได้กินสินะ คักกี้เลยถามผู้ชมว่าตอนนี้มีคอลลาโบะคาเฟ่ของคิงปุริเหรอ มีที่ไหนบ้าง พอผู้ชมตะโกนกันว่า อิเคะบุคุโระ!! คักกี้ก็หัวเราะแล้วชี้หน้าผู้ชมบอกว่า พวกเธอก็เดินกันแต่อิเคะบุคุโระใช่มั้ยล่ะ!! (ประโยคนี้เราขำมาก รู้ทันสาวๆ จริ๊งงงง 555555555555555)
  • พอทั้งสามคนตอบเสร็จแล้วก็จะให้ผู้ชมเปิดเพนไลท์เลือกว่าเห็นด้วยกะใครมากที่สุด ในโรงที่เราดูก็มีส่วนร่วมเปิดเพนไลท์กันสนุกสนานทั้งๆ ที่เปิดไปก็ใช่ว่านักพากย์บนเวทีจะมองทะลุจอมาเห็น 555555555 และสุดท้ายคนที่ได้รับเสียงโหวตมากที่สุดก็คือมาเอโนะซัง ก็ตอบได้เกี่ยวข้องกับผลงานมากที่สุดนี่นา ได้ใจไปเต็มๆ อยู่แล้ว (แต่เราโหวตให้คักกี้นะ เราชอบทงคัตสึ 55555555555555)
  • หลังจากนั้นก็จะอ่านเมสเสจที่แฟนๆ ส่งกันเข้าไป หัวข้อคือให้แฟนๆ ขอกำลังใจจากสามหนุ่มโอเวอร์เดอะเรนโบว์ ซึ่งนักพากย์ทั้งสามจะต้องพูดให้กำลังใจเจ้าของเมสเสจตามสไตล์คาแรคเตอร์ที่ตัวเองพากย์
  • อันที่เราชอบที่สุดคือมีคนนึงบอกว่าอยากเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ ขอให้ช่วยให้กำลังใจหน่อย มาเอโนะซังเป็นคนตอบอันนี้ ตอนก่อนพูดมาเอโนะซังก็ทำเสียงฮิโระบอกว่า ลุยละนะ โคจิ! ส่วนคักกี้กระซิบอยู่ข้างๆ ด้วยเสียงโคจิว่า พยายามเข้า! (น่ารักมากกกกกกกกกกกกกกก ตายๆๆๆๆ แม่ยกคู่นี้ตาย) แล้วพอสวมวิญญาณเป็นฮิโระซามะตอบแบบหวานๆ ชวนเคลิ้ม(?)เสร็จปุ๊บ มาเอโนะซังก็หันมาบอกคักกี้ว่า「見たかコウジ!○○さんを一番うまく励ませるのは…俺だ!」
  • ประทับใจมาก อะไรจะอินปานนั้น 5555555555555555555555555 รักความมาเอโนะเพราะอย่างนี้เลย ทำไมถึงเป็นคนที่อินกับตัวละครที่ตัวเองพากย์ได้ขนาดนี้ แถมพูดจบแล้วมีการบอกว่า อุ้ย ขอโทษ โดนฮิโระภาคเรนโบว์ไลฟ์เข้าสิง ด้วยนะ!!
  • จำไม่ได้แล้วว่าของคักกี้พูดว่าอะไร แต่จำได้ว่าคักกี้พูดเป็นคนแรก ตอนเดินออกมาข้างหน้าเพื่อจะพูดตอบเมสเสจ คักกี้มีการทำท่าสะบัดๆ หัวเหมือนโคจิกำลังเข้ามาสิงร่างด้วย ตลก 5555555555
  • ส่วนมาสุดะคุงพูดเป็นคนสุดท้าย เป็นเมสเสจของคนที่กลัวหมอฟันแล้วต้องการกำลังใจจากคาซึกิเซมไป อันนี้ผู้ชมรีเควสต์มาเลยว่าอยากให้พูดว่า「怖がるな、がんばれ」มาสุดะคุงก็พูดตามนั้นแล้วปิดท้ายว่า 「俺たちが目指すのは歯医者じゃない、勇者だ!バーニーング!!!」อันนี้ก็ตลกมากเพราะดัดแปลงมาจากบทในเรื่อง เราเลยประทับใจมาก 5555555555555555
  • ไม่แน่ใจว่าบทพูดตอบเมสเสจนี่ทุกคนคิดเองหรือทีมงานคิด เพราะทุกคนมีโพยมาอยู่แล้ว แค่ออกมายืนอ่านให้ฟัง ไม่ได้คิดสดๆ แต่เราว่าตรงที่มาเอโนะซังพูดกับโคจิปิดท้ายนั่นเจ้าตัวต้องคิดเองแน่ๆ เพราะพูดตอนที่เก็บโพยแล้ว กำลังจะกลับเข้าไปนั่งแล้ว
  • หลังจากนั้นก็คั่นรายการด้วยเมสเสจจากสาวๆ เรนโบว์ไลฟ์ เราไม่เคยดูเรนโบว์ไลฟ์แบบจริงจังเลยไม่ค่อยรู้คาแรคเตอร์สาวๆ เท่าไหร่ แค่คุ้นหน้าทุกคนและพอจำชื่อได้เพราะเล่นเกมพริตตี้ริทึ่มเชค (เล่นจนร้องเพลงแฮปปี้นารุได้แล้วเนี่ย)
  • ช่วงเมสเสจจากสาวๆ นี่เป็นเมสเสจของตัวละครเลย ไม่ใช่นักพากย์ คือบนจอจะฉายให้ดูภาพนารุจังและผองเพื่อนออกมาคุยกันว่าเนี่ย วันนี้มีอีเวนท์ของสามหนุ่มแหละ ทุกคนไปดูคิงปุริกันมากี่รอบแล้ว นารุไปดูมาไม่กี่รอบเอง บลาๆๆ ในช่วงนี้คนที่เราประทับใจมากคือรินเนะจังที่ออกมาพูดบทของอเล็กซานเดอร์กับตะโกนว่า「グロリアス・シュワルツ!」ตลกมากกกกกกกกกก
  • สาวๆ คุยกันเสร็จแล้วก็พบว่าอิโตะจังหายไป!! หายไปไหน!! แล้วเมสเสจตรงนี้ก็จบลงโดยที่ยังหาตัวอิโตะจังไม่เจอ
  • เมสเสจของอิโตะจังโผล่มาทีหลังตอนที่นักพากย์กลับมาขึ้นเวทีกันอีกรอบ ของอิโตะจังเลยพิเศษกว่าคนอื่นเพราะเราจะได้เห็นรีแอคชั่นของคักกี้ที่พากย์เป็นโคจิด้วย! เมสเสจอิโตะจังน่ารักดี เป็นแนวซึนเดเระ ตอนแรกบอกหงุดหงิดที่ต้องมาพูดเมสเสจให้โคจิ แต่ตอนหลังบอกว่าอย่าลืมหาเวลาว่างๆ มาหาฉันด้วยนะ! ระหว่างอิโตะจังพูด ทั้งพิธีกร มาเอโนะซังและมาสุดะคุงก็ฮิ้วๆๆ ใส่คักกี้กันใหญ่ น่าร้ากกกกกกกกกกกกก (≧д≦)(≧д≦)
  • ส่วนช่วงพากย์สดเป็นตอนพิเศษที่เขียนบทโดยผู้กำกับ เหตุการณ์มีอยู่ว่าสามหนุ่มโอเวอร์เดอะเรนโบว์อยู่ในห้องพักและกำลังคิดพริซึ่มจัมพ์ที่จะใช้ในไลฟ์วันนั้น (พริซึ่มจัมพ์คือพวกฉากบ้าๆ ในเรื่องนั่นแหละ ที่มีน้ำผึ้ง มังกร จักรยาน รถไฟ เตียง สายรุ้ง ฯลฯ) ซึ่ง theme ของพริซึ่มจัมพ์คราวนี้คือการทักทายตอนเช้า!
  • แต่เนื่องจากนี่เป็นการพากย์สด ไม่ใช่อนิเมะ ฉากพริซึ่มจัมพ์เลยไม่ได้มีอะไรบ้าๆ ขนาดนั้น จะเป็นแค่แต่ละคนออกมาพูดบทหวานๆ (จริงๆ แล้วไม่หวานเลย ตลกมากกว่า 5555555) ซึ่งขนาดไม่มีภาพประกอบยังขำมากจนเกือบหายใจไม่ทัน
  • ตอนแรกคาซึกิเป็นคนออกมาพูดก่อน คาซึกิบอกว่า เอ้า เช้าแล้ว!! แล้วก็เริ่มออกกำลังกายตอนเช้า ฮิโระกับโคจิเลยรีบห้ามแล้วบอกว่าไม่ไหวๆ คาซึกิไม่ไหวเลย มานี่มา เดี๋ยวฮิโระจะแสดงให้ดูเป็นตัวอย่างก่อน
  • ของฮิโระตลกมากกกกกกกกกกกกกก พูดประมาณว่า อืม กู้ดม้อนิงงงง อ๊ะ อย่าเพิ่งลุกสิ นอนในอ้อมอกฉันต่อสิจ๊ะ จุ๊บ! อะไรประมาณนี้ สงสารมาเอโนะซังนิดนึงที่ต้องมาพูดอะไรแบบนี้ต่อหน้าผู้ชมหลายหมื่นคนทั่วประเทศ 5555555555555555
  • ของโคจิก็ตลกมากกกกกกกก ใส่มุกอาหารเยอะมากสมเป็นโคจิ ตลกแบบ โอ้ย บ้า 55555555555 ขำระดับอยากวิ่งเข้าไปทุบคักกี้(ในจอ) จริงๆ แล้วก็จำเนื้อหาไม่ค่อยได้ จำได้แค่เล่นคำว่า เนบะเนบะเยอะมาก พอคักกี้พูดด้วยเสียงโคจิและสีหน้าจริงจังแล้วมันบ้ามาก ฮือ 55555555555
  • ส่วนของคาซึกิก็ตลกนะ แต่เป็นคนที่แบบ เฮ้ย!!! ทำไมเราฟังแล้วเขิน!!! คิงปุริทำให้เขินได้ด้วยเหรอ เป็นไปไม่ได้!!! แต่เขินจริง ไม่รู้เพราะเป็นมาสุดะคุงรึเปล่า (////∇////)
  • ตอนแรกของคาซึกิตลกมากเพราะมาสุดะคุงทำท่าแหวกม่านพร้อมส่งเสียง ช่า! (แค่เสียงแหวกม่านก็ตลกละ) แล้วโดนโคจิกับฮิโระทักว่า ไม่เห็นต่างจากเมื่อกี้เลย!! คาซึกิในร่างมาสุดะคุงเลยต้องแหวกม่านอีกรอบ แล้วก็ชวนออกกำลังกาย แต่เพราะเช้าเกินไป คาซึกิเลยบอกว่าขอโทษนะ แต่ฉันอยากชมพระอาทิตย์ขึ้นกับเธอ แล้วก็บอกว่า โอ๊ย!! เจิดจ้ามาก!! ไม่ใช่พระอาทิตย์หรอก แต่เป็นดวงตาของเธอต่างหาก ………โคตรบ้าเลย ทำไมเราเขิน ไม่เข้าใจ ไม่ได้เมนคาซึกิด้วยนะ นี่เราเป็นทาสฮิโระซามะต่างหาก 5555555555555
  • พอพูดพริซึ่มจัมพ์ของตัวเองกันครบแล้วก็มีพริซึ่มจัมพ์ของทั้งสามคนรวมกันอีก อันนี้ขำระดับที่รู้สึกว่าถ้าทำภาพออกมาเป็นอนิเมะ ฉากจักรยานจะต้องพ่ายแพ้ไปในบัดดล
  • ช่วงพากย์สดนี่คาซึกิโดนฮิโระกับโคจิแกล้งเยอะมาก น่ารักกกกกกกกก มีตอนนึงคาซึกิได้ยินโคจิพูดอะไรสักอย่างแล้วก็คิดลึกทำหน้าเขินอยู่คนเดียว โคจิกับฮิโระเลยแซวๆ ว่าฮั่นแน่ คิดอะไรอยู่อ้ะะะ พอคาซึกิปฏิเสธแบบติดอ่างว่า ปะ ปะ เปล่า มะ ไม่ได้คิดอะไรซะหน่อย โคจิก็ไปกระซิบว่าเดี๋ยวค่อยเล่าให้โคจิฟังทีหลังได้มั้ย แล้วคาซึกิก็กระซิบๆ ตอบแบบเขินๆ ว่า ได้ๆ เล่าทีหลังนะ
  • คาซึกิเซมไปน่ารักจังเลย ฮือออออออออออ
  • ฉากพากย์สดเหล่านี้ทำให้เราประทับใจนักพากย์ทั้งสามคนมาก จริงๆ แล้วเราชอบสามคนนี้มากๆ อยู่แล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นสามคนนี้ในอีเวนท์ที่เกี่ยวเนื่องกับคิงปุริ อยากเห็นมานานแล้วว่าเวลาพากย์สดจะเป็นยังไง พอได้เห็นแล้วก็ อืม ทุกคนเต็มที่มากจริง 5555555555555
  • พากย์สดจบแล้วนักพากย์ทั้งสามก็ถ่ายรูปร่วมกันบนเวทีแล้วก็บ๊ายบายก่อนจะหายลับไปหลังเวที
  • เสร็จปุ๊บหน้าจอก็ตัดภาพจากโตเกียวฟอรั่ม เปลี่ยนมาฉายคลิป เป็นเพลง Flavor กับภาพสามหนุ่มโอเวอร์เดอะเรนโบว์ คือเป็นช่วงย้อนความหลังโอเวอร์เดอะเรนโบว์อยู่สามนาทีกว่า
  • แล้วอยู่ดีๆ ก็มีคำว่า 新作決定!!!! ตัวเบ้อเริ่มจนทั้งโรงร้อง เอ๋!!!!!!!!!!!!??????????? ขึ้นมาพร้อมกัน อยู่ดีๆ ก็ประกาศภาคต่อไม่ทันตั้งตัว คิดอยู่แล้วแหละว่าจบแบบนั้นสักวันต้องมีต่ออยู่แล้ว เดาไว้แล้วด้วยว่าถ้าจะประกาศก็อาจจะประกาศในอีเวนท์นี้ แต่เล่นเอาฉากย้อนความหลังของโอเวอร์เดอะเรนโบว์มาหลอกก่อนแบบนี้แล้วประกาศตู้มเลยเซอร์ไพรส์มาก ตอนนั้นมัวแต่ซึ้งกับเพลง Flavor เลยลืมเรื่องภาคต่อไปแล้วด้วยซ้ำ……..
  • ตอนที่ทุกคนร้อง เอ๋!!!!!!!!!!!!??????????? เป็นโมเมนต์ที่เราชอบที่สุดในอีเวนท์เลย 55555555555 ปกติเวลาดูอีเวนท์ใดๆ ก็ตามแล้วมีประกาศใหญ่แบบนี้บรรยากาศมันจะว้าวมาก นี่ขนาดอยู่ในโรงหนัง ไม่ได้อยู่ในอีเวนท์จริงๆ ยังขนลุก ถ้าวันนั้นอยู่ในโตเกียวฟอรั่มต้องกรี๊ดดังมาก
  • พอประกาศเสร็จแล้ว นักพากย์ทั้งสามก็ออกมาร้องเพลง athletic core ให้ฟัง นาทีนั้นอิจฉาทุกคนที่ได้ฟังสดมากกกกกกก ฮือออออออออออออ อยากฟังสดมากกว่าฟังในโรงหนังอ้ะะะะ (;___;) แต่ดูในโรงก็เห็นหน้าทุกคนชัดดี (นี่คือพยายามหาข้อดีให้ตัวเองไม่อิจฉาตาร้อนมากเกินไป)
  • ดีใจมากๆๆๆๆ ที่มีร้องเพลงให้ฟังด้วย ถึงจะแค่เพลงเดียวก็เถอะ อยากให้เรื่องนี้จัดไลฟ์จัง เพลงก็ออกจะมีเยอะแยะ จัดไลฟ์ได้สบายอยู่แล้ว จัดเถอะะะะ (เกิดจัดจริงขึ้นมา เดี๋ยวก็แย่งตั๋วกันตาเหลือกอีก คร่อกกกกกกก)
  • วันนั้นมาสุดะคุงหล่อมากจริง♥♥♥

  • เราประทับใจนักพากย์ทั้งสามและพิธีกรมาก ทุกคนตลกกกก รับส่งมุกกันว่องไวและอินกับตัวละครของตัวเองกันมากๆ มาสุดะคุงตะโกนคำว่าเบิร์นนิ่งบ่อยมาก 55555555555

ดูจบแล้วเสียดายนิดนึงที่อีเวนท์สั้นไปหน่อย จบเร็วแบบนี้คิดว่าคงไม่ลงแผ่นแหงๆ และจนป่านนี้ก็ยังไม่มีวี่แววจะประกาศออกแผ่นเลยด้วย เศร้าจัง ฮือ อยากดู athletic core วันนั้นอีก (T__T)

เป็นอีเวนท์ที่ได้รับประกายพริซึ่มเยอะมาก โลกนี้กลายเป็นสีรุ้ง พอไปต่อที่อีเวนท์คอร์ด้าแล้วรู้สึกเหมือนเป็นคนละโลกกันเลย ปรับอารมณ์ไม่ทันอย่างแรง (แต่พอเห็นหน้าทาเคะคุงก็ลืมโอเวอร์เดอะเรนโบว์ไปหมดในพริบตา 5555555555) 

อยากดูภาคใหม่แล้ว!!!!!!