BRA★BRA FINAL FANTASY VII @ORIX THEATER

ปีนี้ก็ไปดูคอนเสิร์ต BRA★BRA FINAL FANTASY มาอีกแล้ว!

งานนี้ซื้อตั๋วไว้ตั้งแต่เดือนกุมภา แล้วเดือนกุมภามีนามีโน่นนี่นั่นให้ทำเยอะมากจนลืมงานนี้ไปเลย เพิ่งมานึกถึงอีกทีเมื่อต้นเดือนเมษานี่แหละว่า เฮ้ย งานมันจัดไปรึยังนะ!!!??? ก่อนจะตาลีตาเหลือกหยิบตั๋วมาดูวันที่แล้วพบว่าจัดปลายเดือน ค่อยยังชั่ว ถ้ามานึกได้หลังจากจัดไปแล้วคงร้องไห้…..

และนอกจากจะลืมวันที่จัดแล้ว เรายังลืมด้วยว่างานนี้เล่นเฉพาะเพลงภาค 7 อย่างเดียว ตอนหยิบตั๋วมาเช็กก็ดูแค่วันที่กับที่นั่ง ไม่ได้สนใจดูบรรทัดบนสุดซึ่งเขียนอยู่ทนโท่ว่า BRA★BRA FINAL FANTASY VII เพิ่งมานึกได้อีกทีว่าวันนี้มีแต่เพลงภาค 7 ก็ตอนที่มาถึงหน้างานแล้วเจอแต่พาเนลตัวละครภาค 7 และเขียนเอาไว้ตัวเบ้อเริ่มว่า FINAL FANTASY VII นี่แหละ

หมั่นไส้เซฟิรอธ! ป้ายยิ่งใหญ่เชียว งานนี้เซฟี่เป็นโลโก้ของงานด้วย แล้วดูคลาวด์ผู้เป็นพระเอกของเกมสิ โถๆๆๆๆๆๆ

งานนี้เราไปถึงก่อนงานเริ่มเป็นชั่วโมง ตอนตรวจตั๋วเสร็จแล้วเข้าไปตรงโถงนอกฮอลล์มีคนต่อคิวรอซื้อกู๊ดส์กับซีดีเยอะมากกกกกกกกก ส่วนเราเดินตัวปลิวผ่านไปเลยเพราะไม่มีตังค์ ไม่รู้จะรีบมาทำไม (พูดแล้วน้ำตาจะไหล)

ปีนี้ได้ที่นั่งชั้นสามอันสุดแสนไกล เดินขึ้นบันไดยาวนานประหนึ่งปีนเขาเหลียงซาน กว่าจะเจอทางเข้าที่นั่งชั้นสาม ในหัวนึกภาพว่ามันคงไกลจนน่าเศร้า แต่พอไปนั่งที่จริงๆ ก็ไม่เศร้าเท่าไหร่นะ ที่นั่งโอเคเลย ถึงจะอยู่ชั้นบนสุดแต่ก็อยู่ตรงกลางพอดี มองเห็นทั่วทั้งเวที คือคอนเสิร์ตแบบนี้รู้สึกว่าความใกล้ไม่จำเป็นอยู่แล้ว เน้นฟังมากกว่า ไม่ได้มีจอสำหรับฉายภาพแบบ Distant Worlds ด้วย

พอบ่ายสองนิดๆ ลุงโนบุโอะก็โผล่มาพูดเปิดงานเหมือนเดิม ลุงบอกให้ทุกคนเฮฮาเต็มที่เหมือนเดิม มีแจกของให้คนที่ตะโกนเสียงดังถูกใจลุงอีกแล้ว ลุงเล่นกะคนดูจนพอใจแล้วถึงยกเวทีให้นักดนตรีและคอนดักเตอร์

เซ็ตลิสท์วันนี้มีดังนี้

Opening~Bombing Mission
Final Fantasy VII Main Theme
Cosmo Canyon
Cait Sith’s Theme
Final Fantasy Main Theme
Final Fantasy VII Battle Medley
Aerith’s Theme

(Intermission)

Rufus’ Welcoming Ceremony
常に闘う者達 (เพลงนี้เหมือนจะไม่มีชื่อภาษาอังกฤษแบบออฟฟิเชียลนะ?)
Farm Boy
Interrupted by Fireworks
Descendant of Shinobi
Jenova Absolute
Birth of a God
One-Winged Angel

(Encore)
Tifa’s Theme
Mambo de Chocobo

ด้วยความที่ไม่ได้หาข้อมูลใดๆ ก่อนมา อย่างที่บอกว่าลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าวันนี้มีแค่เพลงภาค 7 ดังนั้นเราจึงไม่รู้เซ็ตลิสท์มาก่อนเลย มาลุ้นเอาเพลงต่อเพลงนี่แหละ ระทึกใจดี

ชอบการใช้เพลง Opening~Bombing Mission เป็นเพลงเปิดมากกกกกก ตอนก่อนเริ่มเดาว่าอาจจะเปิดด้วย Main Theme รึเปล่า? แต่พอฟังเพลงนี้แล้วรู้สึกว่า เออ เพลงเปิดมันต้องเป็นเพลงนี้แหละ เพลงขึ้นมาไม่กี่วินาที ภาพตอนเริ่มเกมก็ลอยมาเป็นฉากๆ เป็นเพลงที่เหมาะจะใช้ดึงคนดูเข้าไปในโลกของ FF7 มากที่สุดแล้ว พอเริ่มด้วยเพลงนี้แล้วก็อินกับเพลงอื่นๆ ไปหมด รู้สึกเหมือนเข้าไปนั่งอยู่ในเกมเลยอะะะะ ฮืออออออออ มันดีมากกกกกกก /ตบมือแรงมากตั้งแต่เพลงแรก

สองเพลงต่อมา Final Fantasy VII Main Theme กับ Cosmo Canyon ก็ดีงามมากๆๆๆ โดยเฉพาะ Main Theme นี่น้ำตาจะไหลลลลล ส่วนเพลง Cosmo Canyon เราชอบเวอร์ชั่นออร์เคสตร้าแบบใน Distant Worlds มากกว่าหน่อย แต่เวอร์ชั่นนี้ก็กุ๊งกิ๊งดี

เพลง Cait Sith’s Theme เป็นเพลงบอดี้เพอร์คัสชั่นของปีนี้ คือคนบนเวทีจะชวนให้คนดูมาตบไม้ตบมือเข้ากับเพลงไปด้วยกัน ตอนก่อนเริ่มเพลงมีคุณลุงที่เป็นเพอร์คัสชั่นของวงมาสอนให้อย่างสนุกสนานเฮฮา เค้าบอกว่าปีนี้ท่าจะยากหน่อย แล้วก็ชวนคนดูมาทำตามไปทีละท่า ไม่รู้เพราะโดนบอกว่าท่ายากรึเปล่า เราเลยรู้สึกว่าท่าปีนี้มันยากกว่าปีที่แล้ว ปีที่แล้วยังพอทำตามได้ แต่ปีนี้สเต็ปการตบมือค่อนข้างแอดวานซ์และจำยาก อารมณ์ประมาณ ตบมือสองที ตบตักซ้ายสอง ขวาสาม กระทืบเท้าซ้ายขวาซ้าย กลับมาตบมืออีกสามที อะไรแบบเนี้ย…… แต่มีอะไรแบบนี้ให้เล่นแล้วเราว่าครึกครื้นดี! คุณลุงที่สอนท่าก็ตล๊กกกกกกกตลก ลีลาเยอะมาก ขำมาก แค่เดินออกมาคนดูก็ขำกันสนั่นแล้ว

ตอนท้ายๆ เพลงคุณลุงที่สอนท่ามีการเต้นแท็ปให้ดูด้วยนะ แล้วสักพักลุงโนบุโอะกับพิธีกรสาวก็ไปเต้นข้างๆ เต้นกันจริงจังมากจนสงสัยว่าพิธีกรเค้าจะคิดในใจมั้ยว่าทำไมฉันต้องมาทำอะไรแบบนี้ เกินหน้าที่พิธีกรไปมาก สเต็ปก็ไม่ใช่ง่าย

ส่วนเพลง Final Fantasy Main Theme ปีนี้ก็ให้ผู้ชมมีส่วนร่วมด้วยการเป่ารีคอร์เดอร์อีกแล้ว ลุงโนบุโอะก็เป่า พิธีกรสาวก็เป่า ใครเตรียมมาก็เป่าไปพร้อมๆ กันตรงที่นั่งตัวเองนั่นแหละ

จำไม่ได้ว่าช่วงระหว่างเพลงไหนที่มีการเชิญเกสต์ออกมา ซึ่งเกสต์วันนี้คือคิตาเสะ โยชิโนริซัง!!!! ผู้กำกับ FF7!!!!!! ตอนเชิญออกมาเซอร์ไพรส์มากเพราะไม่นึกว่าจะพาผู้กำกับมาถึงโอซาก้าเลย ถ้าเป็นที่โตเกียวอาจจะไม่แปลกใจ แล้วพอถึงช่วง FF Main Theme คิตาเสะซังก็มาร่วมเป่ารีคอร์เดอร์ด้วย คิตาเสะซังบอกว่าแอบจิ๊กของลูกชายมา 5555555555

นอกเรื่อง ชอบที่ลุงโนบุโอะเรียกคิตาเสะซังว่า คิตะจัง ตลอดเลย โคตรคิวท์!!!

ตอนก่อนเริ่มเพลงพิธีกรสาวบอกให้เทสท์เสียงรีคอร์เดอร์พร้อมกันด้วยเสียง โด ปรากฏว่ามีคนดูหลายคนเล่นผิดเสียง ลุงโนบุโอะก็ทำท่าตึ่งโป๊ะแบบซิทคอมแล้วตะโกนบอกคนดูแบบไม่ใช้ไมค์ว่า ด๊อนมาย! โอ๊ย ลุงน่ารักอะ อารมณ์แบบคุณลุงใจดีข้างบ้านสุดๆ

พอจบ FF Main Theme ก็มีช่วงขายของกันเล็กน้อย มีสต๊าฟเข็นสินค้าที่ขายหน้างานออกมา ลุงโนบุโอะและพิธีกรสาวก็ช่วยกันขาย ส่วนคิตาเสะซังเป็นลูกมือคอยยืนถือของ (เฮลโหลลล เชิญผู้กำกับเกมมาถึงโอซาก้าเพื่อมายืนถือของเหรอ 55555555555) ลุงบอกว่าเนี่ย เดี๋ยวพักครึ่งมีเวลาตั้งยี่สิบนาที ใครว่างๆ ก็ไปต่อคิวซื้อกันนะ เวลาตั้งเยอะแยะ ซื้อทันถมถืด ….อยากให้ลุงไปเห็นสภาพแถวหน้างานที่ยาวไปถึงชั้นสาม แล้วลุงจะไม่พูดแบบนี้

นอกจากขายของแล้วยังมีการขายตั๋วคอนเสิร์ตรอบโกเบด้วย ตั๋วรอบโกเบยังเหลือเลยเอามาขายกันหน้างานนี้นี่แหละ ลุงโนบุโอะโฆษณาว่ารอบโกเบลุงจะเต้นเก่งขึ้นกว่ารอบนี้อีกนะ! อย่าลืมซื้อตั๋วกันด้วย! ฮาร์ดเซลล์สุดดดดด

จบช่วงโฆษณาแล้วพิธีกรสาวก็บอกว่าต่อไปเป็น Battle Medley ค่ะ พูดจบคนดูก็ฮือฮากันเยอะมาก สัมผัสได้ว่าทุกคนล้วนอยากฟังเพลงฉากต่อสู้!! แต่พอเอาเพลงแบทเทิลมาทำเป็นเมดเลย์แบบนี้รู้สึกไม่สะใจเลยง่ะะะ เราอยากฟังทุกเพลงแบบเต็มๆ เพลงมากกว่า ฮือ

เพลงสุดท้ายของครึ่งแรกคือเพลงของแอริธ เพลงนี้ก็สวยงามชำระล้างจิตใจเหมือนเคย ช่วงท้ายเพลงได้ยินเสียงสะอื้นมาจากรอบทิศ แม้จะไม่มีภาพบนจอคนดูก็อินกันมาก

เพลงแรกของครึ่งหลังคือ Rufus’ Welcoming Ceremony เพลงนี้พอถึงช่วงกลางเพลงอยู่ดีๆ นักดนตรีทุกคนก็วางเครื่องดนตรีลง แล้วลุกขึ้นมาร้องแบบอะแคปเปลล่าแทน ตลกมาก 555555555555 ตอนวางเครื่องดนตรี คนดูก็ เอ๊ะ?? อ๊ะ?? งุนงงกันใหญ่ แล้วพอนักดนตรีร้องเพลงปุ๊บ คนดูฮาครืนลั่นฮอลล์เลย คือเค้าไม่ได้ร้องกันแบบไพเราะเพราะพริ้งอะ แต่ร้องแบบเอาฮา 55555555555 ตอนจบเพลงคนดูตบมือแล้วขำกันเยอะมาก คอนเสิร์ตนี้สนุกมากจริง 5555555555 เห็นความตลกในเพลงนี้แล้วอยากรู้ว่าตอนประชุมงานเค้าคุยกันยังไง เค้าจะปรึกษากันจริงจังแค่ไหนว่าคอนเสิร์ตคราวนี้เราจะมาเล่นตลกอะไรใส่คนดูกันดี?

เพลงต่อมา 常に闘う者達 ที่เราหาชื่อเพลงภาษาอังกฤษไม่เจอ เพราะมันเป็นเพลงที่อะเรนจ์ขึ้นมาใหม่สำหรับคราวนี้โดยเอาเพลง The Shinra Corporation, Shinra’s Full-Scale Assault และ Attack of the Weapon มามิกซ์รวมกันเป็นเมดเล่ย์

ช่วงแถวๆ นี้แหละมั้งที่ลุงโนบุโอะพูดว่า ไม่นึกเลยว่าจะเกิดเรื่องแบบนั้นกับรูฟัส ด้วยน้ำเสียงเวทนา คิตาเสะซังก็เออออว่านั่นสินะ แล้วก็ช่วยกันสงสารรูฟัสกันใหญ่ ฮือ ท่านประธานของหนู 55555555555 อย่างน้อยท่านประธานก็ไม่ตายในฉากนั้นนะะะะะะ อุตส่าห์รอดมานะะะะ อย่าคุยกันเหมือนท่านรูฟัสตายไปแล้วสิคะ!!

ถัดมาอีกสามเพลงคือ Farm Boy, Interrupted by Fireworks และ Descendant of Shinobi เพลงเหล่านี้เป็นเพลงที่ลุงบอกว่าค่อนข้างไมเนอร์ ถ้าไม่ใช่คอนเสิร์ตที่เน้นเฉพาะภาค 7 แบบนี้ก็จะไม่โดนเลือกมาเล่น แต่ลุงก็คิดว่าเพลงพวกนี้ดีจริงๆ ซึ่งเพลงดีเนี่ยมันมีหลายแบบ มีทั้งแบบฟังแล้วอิมแพคต์ กับแบบที่ฟังไปเรื่อยๆ จะค่อยๆ รู้สึกซาบซึ้งในความดีงามของมัน ซึ่งเพลงเซ็ตนี้เป็นแบบหลัง แล้วลุงก็บอกว่า ตัวเองมาชมเพลงที่แต่งเองแบบนี้มันแปลกๆ ยังไงไม่รู้ แต่เพลงมันดีจริงๆ นะ โอ๊ยลุง 5555555555555

ลุงบอกว่า Farm Boy เวอร์ชั่นนี้อะเรนจ์แบบแปลกใหม่เพราะใช้เครื่องดนตรีไม่กี่ชิ้นแล้วเอาเครื่องดนตรีที่เสียงสูงสุดกับเสียงต่ำสุดมาบรรเลงด้วยกัน (จำไม่ได้แล้วว่ามันคืออะไรกับอะไร แง) สิ่งนึงที่เราชอบในคอนเสิร์ตนี้คือไม่ได้เล่นเต็มวงทุกเพลงแต่มีแบบวงเล็กวงน้อยด้วยนี่แหละ ถึงจะไม่รู้ว่าการอะเรนจ์แบบไหนมันเจ๋งยังไงบ้าง แต่ก็คิดว่ารูปแบบการบรรเลงในงานนี้มันมีหลากหลายดีนะ

ขำตอนคุยกันถึงเพลง Interrupted by Fireworks มาก ลุงโนบุโอะบอกว่าเพลงนี้คนเคยเล่นเกมมาฟังแล้วน่าจะนึกถึงความทรงจำดีๆ ในเกม เพราะมันเป็นเพลงในฉากเดทที่สวนสนุก แล้วคิตาเสะซังก็พูดขึ้นมาว่า ยกเว้นคนที่ได้ไปเดทกับบาร์เรต คงไม่อยากคิดถึงช่วงเวลานั้นเท่าไหร่ โอ๊ย 55555555555555555

ความตลกยิ่งกว่านั้นคืองานวันนี้จะมีรูปถ่ายจากช่างภาพของออฟฟิเชียลด้วย ซึ่งวิธีได้รูปมาเนี่ยเราต้องไปแอดลุงโนบุโอะในไลน์แล้วพิมพ์พาสเวิร์ดใส่ลุง ลุงบอกว่าพาสเวิร์ดวันนี้เอาเป็น เดทกับบาร์เรต ละกัน ขยี้ไปอีก 5555555555555555

สามเพลงสุดท้ายเป็นเซ็ตลาสท์บอส เซ็ตนี้มันส์มากกกกกกกกกกกก ชอบการเรียงเพลงที่ให้อารมณ์เหมือนเล่นเกมอยู่ อย่างเอาเพลงแอริธไว้ตรงกลางทั้งๆ ที่ปกติจะเก็บไว้อังกอร์เงี้ย ปลาบปลื้มมากๆๆ พิธีกรสาวบอกว่าปกติเพลงแอริธกับ One-Winged Angel มักจะเป็นเพลงอังกอร์ แต่รอบนี้อยู่ในโปรแกรมอยู่แล้ว คุณผู้ชมก็รอลุ้นกันนะคะว่าอังกอร์จะเป็นเพลงอะไร ส่วนลุงโนบุโอะบอกว่าถ้าไม่ตบมือดังๆ ก็ไม่มีอังกอร์นะ แน๊!! มีการขู่ด้วย!!

One-Winged Angel รอบนี้ก็อีปิคเหมือนเดิม แต่ไม่ตื่นเต้นแล้วอะ รู้อยู่แล้วว่ายังไงก็ต้องมีเพลงนี้ 555555555 จำได้ว่าตอนฟังครั้งแรกขนลุกเกรียว ปลื้มปริ่มมากกกกกกก แต่รอบนี้ถ้าพูดถึงเพลงแนวอีปิคแล้วประทับใจแบทเทิลเมดเล่ย์มากกว่า

อย่างไรก็ตาม ตอนจบ One-Winged Angel เราตบมืออังกอร์ด้วยความอึนๆ มึนๆ อยู่พักนึง ในหัวคิดวนไปวนมาว่า ทำไมไม่มีเพลงทีฟ่า??? ทำไม???? ตอนนึกได้ว่าวันนี้มีแต่เพลง FF7 เราคิดแค่อย่างเดียวเลยว่าวันนี้ต้องได้ฟังเพลงทีฟ่า ถ้าเน้นภาคเดียวแบบนี้เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีเพลงทีฟ่า แต่ฟังจนถึงเพลงสุดท้ายของโปรแกรมแล้วก็ยังไม่ได้ฟัง ได้แต่ฝากความหวังไว้กับช่วงอังกอร์

ตอนอังกอร์คุณคอนดักเตอร์เดินออกมาบนเวทีสองสามก้าวแล้วทำท่าเหมือนจะถอยกลับไป คนดูเลยช่วยกันตบมือดังขึ้น เค้าก็เดินอีกสองสามก้าวแล้วทำท่าชะงักอีก คนดูก็ต้องตบมือดังขึ้นอีก ตล๊กกกกก คอนเสิร์ตนี้มีแต่คนขี้เล่น ตั้งแต่คอนดักเตอร์ นักดนตรี พิธีกร เกสต์ ลุง เหมือนทุกคนมาแข่งกันตลก เป็นคอนเสิร์ตที่มีอะไรให้หัวเราะตลอดเวลา

และเมื่อคุณคอนดักเตอร์เลิกเล่นตัวแล้ว เพลงอังกอร์ก็เริ่มขึ้น ซึ่งเพลงแรกของอังกอร์ก็คือเพลงทีฟ่าที่เราเฝ้ารอคอยยยยย ฮืออออออออออ ในที่สุดดดดดดดดดดดดดด ตอนอินโทรขึ้นมาขนลุกมาก แล้วฟังไปสักพักก็น้ำตาไหล (;__;) ดีใจจังที่ได้ฟังเพลงนี้ ขอบคุณค่ะ ขอบคุณค่ะะะะะะะ (;______;)

เรามารู้ทีหลังว่าเพลงทีฟ่ามีอยู่ในอัลบั้ม BRASS de BRAVO ของปีนี้ด้วย……. คือถ้าเช็กเพลงในอัลบั้มก่อนก็ไม่ต้องลุ้นขนาดนี้มั้ย ความห่อเหี่ยวก่อนอังกอร์นั่นเพื่ออะไร 5555555555555 แต่การไม่รู้เซ็ตลิสท์มาก่อนมันก็ตื่นเต้นดีนะ!! ถ้าเรารู้มาก่อนว่ายังไงก็มีเพลงทีฟ่าแน่ๆ คงไม่ร้องไห้ตอนได้ฟัง จะไม่ได้อารมณ์ ในที่สุดดดดดดดด!!! แบบนี้แน่ๆ

เพลงสุดท้าย Mambo de Chocobo เป็นเพลงที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมที่พกเครื่องดนตรีมาขึ้นเวทีไปบรรเลงด้วยกันอีกเช่นเคย และเป็นช่วงที่อนุญาตให้ถ่ายรูปตามอัธยาศัยเช่นเคย

↑ ถ่ายมาแค่ตอนก่อนคนดูขึ้นไปแจม หลังจากนี้สักพักคนขึ้นไปกันจนล้นเวที บรรยากาศสนุกสนานเฮฮาดีมาก ถ้าเราได้ที่นั่งใกล้ๆ คงอยากไปแจมด้วยอยู่หรอก ถึงไม่มีเครื่องดนตรีก็ไปยืนตบมือเฉยๆ ได้ แอบอยากไปสักการะลุงใกล้ๆ บ้าง แต่ชั้นสามมันไกลอะะะะ ขี้เกียจลากสังขารลงไป

ตอนก่อนเริ่มเพลง Mambo de Chocobo มีช่วง call&response เล็กน้อย พิธีกรสาวพูดอะไรสักอย่างจำไม่ได้ละ แล้วให้คนดูคอลว่า ไฟนอลแฟนตาซี! พร้อมกับชูมือขวาขึ้นพร้อมกัน ดูเป็นคอนเสิร์ตเพลงเพื่อชีวิตอย่างบอกไม่ถูก แต่ก็สนุกดี 555555555 ชอบที่บนเวทีมีปฏิสัมพันธ์กับคนดูตลอดเวลา เป็นคอนเสิร์ตที่อบอุ่นใกล้ชิดมากๆๆๆ (แม้เราจะนั่งอยู่บนยอดดอย…..)

นอกจากที่เล่าไปแล้วยังมีช่วงพูดคุยของลุงโนบุโอะอีกมากมาย ลุงพูดเยอะแยะจนจำได้ไม่หมดว่าพูดอะไรบ้าง…. ตอนท้ายมีพูดถึง FF7 ด้วย พิธีกรถามลุงกับคิตาเสะซังว่าสำหรับคุณแล้ว  FF7 คืออะไร? ลุงบอกว่าภาคนี้เป็น turning point ในการทำงานของลุงเลย ส่วนคิตาเสะซังตอบว่าอะไรจำไม่ได้ ฮือ ขอโทษค่ะ TωT

แล้วก็มีช่วงนึงเป็นช่วงอ่านแบบสอบถามจากผู้ชม คือตอนเข้างานเค้าจะมีแจกกระดาษมาปึ๊งนึง เป็นพวกใบปลิวคอนเสิร์ตอื่นๆ แบบสอบถามหลังจบงาน ไรงี้ แล้วในนั้นมีแบบสอบถามที่ให้ส่งก่อนเริ่มงานอยู่ด้วย ปีที่แล้วก็มี เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ชวนให้คนดูมามีส่วนร่วมกัน คือทำไมเป็นคอนเสิร์ตที่มีกิจกรรมให้ทำเยอะแยะมาก… ของปีนี้จะมีคีย์เวิร์ดมาให้เจ็ดคำ คือคำว่า ดวงดาว/คัมพานี/ดอกไม้/พิซซ่าเน่า/ลูกหลาน/ดอกไม้ไฟ/เทวดา ทั้งหมดเป็นคำที่เกี่ยวข้องกับ FF7 แบบสอบถามจะให้เลือกคำไหนมาก็ได้แล้วเล่าเรื่องของตัวเองหนึ่งเรื่อง

มีคนที่ส่งแบบสอบถามคนนึงชื่อคาเอเดะซัง เค้าเลือกคำว่าดอกไม้ไฟมาแล้วเขียนว่า วันนี้เป็นวันเกิดของฉัน ฉันเลยถือว่าคอนเสิร์ตวันนี้เป็นดอกไม้ไฟที่จุดเฉลิมฉลองให้ฉันค่ะ! พออ่านอันนี้แล้วลุงโนบุโอะเลยบอกว่า เอางี้ ทุกคนมาร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์ให้คาเอเดะซังกันเถอะ แล้วทั้งฮอลล์ก็ร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์ร่วมกัน ร้องจบก็มีเสียงคาเอเดะซังที่ชั้นหนึ่งตะโกนดังมากว่า อาริกาโตโกไซมัสสสสส!!! บนเวทีเลยโบกไม้โบกมือให้คาเอเดะซังกันใหญ่ เนี่ย! เป็นกันเองมากๆๆๆ น่ารักกกกกกก (*´∀`*)

อีกช่วงที่พอจำได้คือมีเพลงนึงนักดนตรีมีปัญหากับโน้ตเพลงนิดหน่อยเลยเริ่มเพลงไม่ได้ พิธีกรเลยต้องชวนลุงกับคิตาเสะซังคุยไปเรื่อยๆ พิธีกรถามว่าสำหรับลุงแล้วเพลงแบบไหนแต่งง่ายสุด? แนวแอคชั่นหรือแนวช้าๆ ลุงบอกว่าแนวช้าๆ แต่งง่ายกว่า แล้วก็ทำท่าเหมือนจะเล่าต่อ แต่นักดนตรีเกิดพร้อมขึ้นมาพอดีลุงเลยรีบตัดบทตัวเองกลางประโยคเลย ตลกดี 5555555555

มีช่วงที่คุยกันเรื่องภาค 7 รีเมคด้วย แต่ไม่ได้คุยอะไรละเอียดมากมาย แล้วลุงก็พูดขึ้นมาว่า เผลอๆ เวอร์ชั่นรีเมคอาจจะออกปีนี้ก็ได้นา แล้วก็หันไปมองหน้าคิตาเสะซัง กดดันไปอี๊กกกกกกกกก

โดยรวมแล้วปีนี้ไม่ได้รู้สึกตื่นตาตื่นใจเท่าปีก่อน เพราะรูปแบบมันก็คล้ายๆ เดิมแหละ เป็นคอนเสิร์ตแนวสนุกสนานเฮฮา ใกล้ชิดประชาชน บรรยากาศอบอุ่นน่ารักเหมือนเดิม และลุงตลกมากเหมือนเดิม 55555555 ไม่ค่อยแน่ใจว่ามาดูคอนเสิร์ตหรือมาดูลุงเล่นตลก แต่ปีนี้เราชอบมากๆๆๆๆๆๆๆๆตรงที่เน้นเฉพาะเพลงภาค 7 รู้สึกอินไปหมดทุกเพลง ไม่รู้ปีต่อๆ ไปจะมีแบบเน้นเพลงภาคอื่นๆ อีกบ้างมั้ย ถ้ามีของภาคที่ชอบก็อยากดูจัง ฮืออออออออออ (;___;)

Advertisements

Fortissimo – Tsukishiro Sota

เล่นรูทสึกิชิโระซังใน Fortissimo จบแล้ว มีอะไรอยากกรี๊ดเยอะแยะเต็มไปหมด ไม่ได้เล่นโอโตเมะเกมแล้วเขินตัวระเบิดปุ้งปั้งขนาดนี้มานานแล้ว เล่นแล้วต้องเอาหน้ามุดหมอนเป็นระยะๆ ด้วยความเขิลลลลลลล ฮว้ากกกกกกกกกก (≧д≦)(≧д≦)(≧д≦)

แม้เกมนี้จะออกแนวไอดอล แต่สึกิชิโระซังผู้ไม่ใช่ไอดอลคนนี้จะเรียกว่าเป็นพระเอกลับๆ อีกคนของเรื่องนี้ก็ว่าได้ เพราะเวอร์ชั่นนิยายแยกเล่มจบเป็นสองเล่มสองรูท อยากจบกับคนไหนก็เลือกอ่านเฉพาะรูทนั้นได้ และหนึ่งในสองรูทนั้นก็คือรูทสึกิชิโระซังคนนี้นี่แหละ

เราจำเนื้อหานิยายเล่มแรกๆ ไม่ค่อยได้แล้ว สิ่งเดียวที่จำได้คือสึกิชิโระซังเป็นคนดีมาก ดีงามน้ำตาไหล อ่านไปก็ซาบซึ้งไปว่าทำไมดีขนาดนี้ เป็นโอเอซิสหัวใจท่ามกลางสมรภูมิเด็กผีที่มีชื่อว่าฟอร์เต้ 55555555555 เป็นตัวละครที่ชอบมากๆๆๆมาตั้งแต่เวอร์ชั่นนิยาย ตอนรู้ว่าเวอร์ชั่นเกมมีรูทสึกิชิโระซังด้วยแทบตีลังกาด้วยความดีใจ ฮืออออ ขอบคุณค่ะะะะะ /กราบโอโตเมทงามๆ จากใจ

และหลังจากจีบไอดอลมาห้าคนรวดแล้วเนี่ย พอมาเจอรูทสึกิชิโระซัง ฟีลของเกมจะเปลี่ยนไปทันที รูทหนุ่มๆ ฟอร์เต้จะเป็นแนวรักกุ๊กกิ๊ก แต่รูทสึกิชิโระซังเป็นแบบผู้ใหญ่วัยทำงาน ระหว่างเล่นก็จะรู้สึกว่า อาห์ ผู้ใหญ่นี่ดีจังเลย (〃ω〃)♥ อยู่ตลอดเวลา

สารภาพก่อนว่าจริงๆ ตอนยังไม่ประกาศคนพากย์ เราแอบลุ้นให้เป็นซากุไรซัง พอประกาศออกมาเป็นทานิยามะ คิโชแล้วรู้สึกอิมเมจไม่ค่อยตรงกับตอนอ่านนิยายแล้วจินตนาการเสียงเองเท่าไหร่ แต่พอได้เล่นเกมเท่านั้นแหละ โอ๊ยยยยยยยยยย กราบบบบบบ คิโชซังพากย์ดีมากกกกกกกกกกกกก การแสดงอารมณ์ต่างๆ คือใช่มาก ใจสั่นเยอะมาก ยกให้เป็นตัวละครของทานิยามะ คิโชที่ทำให้เราเขินได้มากเป็นอันดับสองเลย (อันดับหนึ่งคือสึกิโมริคุงจากคอร์ด้า …ซึ่งจริงๆ เราอาจจะเขินสึกิชิโระซังหนักกว่าก็ได้ แต่สึกิโมริคุงได้คะแนนความสนิทกันมานานเลยเฉือนชนะไป)

 

 

*SPOILER ALERT*

 

 

รูทสึกิชิโระซังในเกมจะคู่ขนานไปกับรูทเออิจิโร่ มีอีเวนท์ร่วมกันเยอะหน่อย สตอรี่ไลน์จะคล้ายๆ ในนิยาย คือในนิยายรูทสึกิชิโระซังเนี่ยนางเอกจะอกหักจากเอจิแล้วได้สึกิชิโระซังมาช่วยดามหัวใจ ในเกมก็เล่นมุกเดียวกันแหละ (แต่ตอนเล่นรูทสึกิชิโระซังเรากดข้ามอีเวนท์เอจิไปหมดเลยไม่ค่อยรู้สึกว่านางเอกชอบเอจิเท่าไหร่ แป่ว 555555555)

สึกิชิโระซังคนนี้เป็นหัวหน้าแผนกเมเนจเมนต์ของเจมส์เอนเตอร์เทนเมนต์ มีสถานะเป็นเจ้านายของนางเอกและเป็นคนรับหน้าที่สอนพนักงานใหม่ที่เพิ่งเข้ามาทำงานด้วย ช่วงแรกๆ ในรูทรวมสึกิชิโระซังเลยมีบทเยอะหน่อยเพราะเป็นช่วงที่นางเอกเพิ่งเรียนรู้งาน

ช่วงแรกๆ ของเกมนางเอกยังทำงานไม่ค่อยได้เรื่องได้ราว สึกิชิโระซังเลยดูเฮี้ยบๆ หน่อย คอยดุนางเอกตลอด เป็นเจ้านายจอมเข้มงวดที่ทำหน้าถมึงทึงใส่นางเอกบ่อยๆ จนนางเอกกลัว เวลานางเอกคุยกับสึกิชิโระซังจะดูหวาดผวามาก

ขนาดทำหน้าบูดยังโมเอะเลย (≧д≦) บ้าเอ๊ยยยยยยยย หาเจ้านายแบบนี้ได้ที่ไหนบ้างคะะะะะะะ /ปาเรซูเม่ใส่

ทว่าภายใต้ความเข้มงวดเหล่านั้น โดยเนื้อแท้แล้วสึกิชิโระซังเป็นเจ้านายที่น่ารักมากกกกกกก ที่ดุด่าล้วนเป็นเพราะอยากให้นางเอกทำงานได้ดีขึ้นทั้งสิ้น ตอนที่นางเอกเรียนรู้งานครบหนึ่งเดือนแล้ว สึกิชิโระซังที่เห็นนางเอกตั้งอกตั้งใจทำงานดีก็บอกว่า พยายามได้ดีมาก

โอ๊ยยยย ได้ยินแค่นี้หัวใจก็อบอุ่นเหลือหลาย ความเหนื่อยล้าปลิวไปหมดเลยค่ะหัวหน้าขราาาาาา (///ω///)

ยัง ยังไม่พอ สึกิชิโระซังยังบอกอีกว่า ตอนกลับบ้านถ้าบ้านอยู่ไกลสถานีก็นั่งแท็กซี่ซะ ด้วยนะ ว้ายยยย ห่วงใย! ใส่ใจ! ….แต่ไม่ได้บอกนะว่าบริษัทจะออกค่าแท็กซี่ให้ ตึ่งโป๊ะ!

พอนางเอกฝึกงานครบทุกแผนกแล้ว ประธานบริษัทก็แต่งตั้งให้นางเอกเป็นผู้จัดการของฟอร์เต้ สึกิชิโระซังเลยต้องคอยสอนงานต่อเพราะสึกิชิโระซังเคยเป็นผู้จัดการของฟอร์เต้มาก่อน อยู่มาวันนึงสึกิชิโระซังจับได้ว่านางเอกกับเรียวคุงไปซื้อเสื้อผ้าด้วยกัน สึกิชิโระซังเลยชวนนางเอกไปกินข้าวหลังเลิกงานเพราะมีเรื่องจะเทศนา

ความกร๊าวของฉากกินข้าวคือสึกิชิโระซังพานางเอกไปที่ร้านบนตึกสูงแล้วพนักงานพาไปนั่งริมหน้าต่าง นางเอกเลยทำท่ากลัวๆ เพราะเป็นคนกลัวความสูง สึกิชิโระซังเลยรีบบอกพนักงานว่าขอนั่งโต๊ะริมสวนดีกว่า โอ๊ยยยยย ห่วงใจ! ใส่ใจ!

คุยไปคุยมาสึกิชิโระซังก็เตือนนางเอกว่า “ห้ามแตะต้องสินค้า” หมายความว่าห้ามยุ่งกับฟอร์เต้นั่นแหละ สึกิชิโระซังบอกว่าต่อให้อีกฝ่ายเข้าหาก่อนก็ต้องปฏิเสธให้ชัดเจน เวลาอยู่ในที่สาธารณะด้วยกันต้องระวังตัวดีๆ (เตือนช้าไปหลายรูทเลยค่ะหัวหน้าขา) นางเอกฟังแล้วก็บอกว่า สาบานได้เลยค่ะว่าฉันไม่คิดจะมีความรักกับไอดอลเลยจริงจริ๊ง ไม่มีทางเลยค่ะ ความร้งความรักอะไรเป็นไปไม่ได้! (หยั่มมาาาา หล่อนฟาดไปแล้วห้าคน ชั้นรู้ชั้นเห็น) สึกิชิโระซังเลยบอกว่าถ้าเป็นเธอคงไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ถ้าเธอทำงานผิดพลาดอะไรฉันจะรับผิดชอบเอง เพราะฉันเป็นคนสอนงานเธอ ว้าวววววววว เจ้านายดีเด่นนนนนน

หลังจากนั้นนางเองก็ตั้งอกตั้งใจทำงานพร้อมๆ กับพยายามเปลี่ยนแนวทางแฟชั่นตัวเองหลังจากโดนสมาชิกฟอร์เต้ด่ารัวๆ (แต่สึกิชิโระซังไม่เคยว่าอะไรเรื่องความเฉิ่มเชยเลย น่ารักที่สุด♥) จะว่าไปแล้วพล็อตสาวเฉิ่มจับพลัดจับผลูมาทำงานในบริษัทที่ตัวเองไม่คาดฝัน มาเจอเจ้านายโหดๆ และพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นสาวชิคนี่มันแอบชวนนึกถึง The Devil Wears Prada นิดนึงนะ คิดมาตั้งแต่ตอนอ่านนิยายละ แต่สึกิชิโระซังเป็นเจ้านายที่น่ารักกว่ามิแรนด้ามากกกกก หล่อด้วย!

อยู่มาวันหนึ่ง พี่ชายนางเอกก็บุกมาถึงบริษัทเพราะนางเอกไม่กลับไปบ้านเลย เวลาพี่ชายโทรหาก็บอกว่างานยุ่งแล้วไม่ยอมคุยด้วย พอคุณพี่ชายบุกมาแล้วสึกิชิโระซังมาเจอเข้า สึกิชิโระซังเลยชวนคุณพี่ชายไปนั่งคุยเรื่องนางเอกกัน เพราะคุณพี่ชายอยากรู้ว่านางเอกทำงานเป็นยังไงบ้าง สึกิชิโระซังชมว่านางเอกทำงานดีมาก ตั้งอกตั้งใจมาก แม้แต่ประธานบริษัทยังชื่นชม

คุณพี่ชายเห็นสึกิชิโระซังท่าทางใจดีก็โล่งใจ เพราะก่อนหน้านี้นางเอกเคยไปเมาท์ให้ฟังว่าสึกิชิโระซังเป็นเจ้านายใจยักษ์ คุณพี่ชายบอกว่าเข้าใจสึกิชิโระซังผิดไป ไม่นึกเลยว่าจะเป็นคนดีขนาดนี้ แบบนี้พี่เชียร์ให้แต่งงานกับน้องสาวเต็มที่เลย หลังจากนี้ก็ขอฝากน้องสาวไปชั่วชีวิตเลยนะ!

อยู่ดีๆ คุณพี่ก็เปิดไฟเขียวให้สึกิชิโระซังเฉ๊ยยยย ตลก 5555555555 คุณพี่ชายเป็นตัวละครที่ผ่านมาห้ารูทยังไม่เคยโผล่มาเลยสักครั้ง มีแค่ส่งข้อความโต้ตอบกับนางเอกเฉยๆ เพิ่งมาโผล่เป็นตัวเป็นตนในรูทสึกิชิโระซังนี่แหละ มาถึงก็ฮาร์ดเซลล์น้องสาวใส่สึกิชิโระซังหนักมาก น่ารักดี สงสัยกลัวน้องสาวขายไม่ออก เจอหนุ่มหล่อแสนดีเลยต้องรีบขายไว้ก่อน 55555555555

พอพี่ชายกลับไปแล้วนางเอกก็แก้ตัวกับสึกิชิโระซังว่า ที่แอบเมาท์ว่าเป็นเจ้านายใจยักษ์เป็นเพราะตอนแรกไม่เข้าใจความเข้มงวดของสึกิชิโระซังเฉยๆ ค่ะ! ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าสึกิชิโระซังเข้มงวดเพราะหวังดี อยากให้ฉันได้ดีสินะคะ! จากนี้ไปฉันก็จะพยายามค่ะ! สึกิชิโระซังฟังแล้วไม่ได้ว่าอะไรแถมยังยิ้มแย้มแจ่มใสบอกว่า ฉันคาดหวังในตัวเธอ อีกต่างหาก โอยยยยยยยยย มีเจ้านายแบบนี้รักหมดใจเลย ฮรืออออออออ

หลายวันต่อมา ขณะที่นางเอกทำงานอยู่ที่บริษัทจนดึกดื่น เอจิก็บอกว่าอยากช่วยงานแก้เนื้อหานิตยสาร ระหว่างทำงาน เอจิทั้งนั่งจ้องนางเอก ทั้งหยอกโน่นนี่จนนางเอกเขิน สึกิชิโระซังทนดูไม่ได้เลยหนีออกไปสูดอากาศข้างนอก ไม่ทันไรนางเอกก็บังเอิญทำของหล่นจนไปเจอกล่องปริศนาจากมัตสึนางะซังอยู่ใต้โต๊ะสึกิชิโระซัง เอจิเห็นแล้วอยากรู้อยากเห็นเลยแกะกล่องดู ปรากฏว่าในนั้นเป็นนิตยสารเก่าๆ ที่สึกิชิโระซังเคยลงสมัยเป็นไอดอลจ้าาาา

นางเอกไม่รู้มาก่อนว่าสึกิชิโระซังเคยเป็นไอดอล เอจิเลยเล่าให้ฟังว่าสึกิชิโระซังเคยสังกัดเจมส์เอนเตอร์เทนเมนต์นี่แหละ แต่พอวงแตกก็ออกจากบริษัทไป หันไปทำวงพังค์แทน และนี่คือสาเหตุที่มัตสึนางะซังเรียกสึกิชิโระซังว่า “วิเชียส” อยู่เสมอ

และนี่คือโฉมหน้าสึกิชิโระซังสมัยอยู่วงพังค์

ฮือ 555555555555555555 จะใส่ซีจีมาในเกมทั้งทีทำไมไม่ใส่รูปสมัยเป็นไอดอลใสๆ เกลียดดดดดด 555555555555555 แต่เพราะเคยทำวงพังค์นี่แหละ สึกิชิโระซังเลยมีรอยเจาะหูสองรูสุดโมเอะอยู่ที่หูซ้าย (≧∀≦)

ขณะที่นางเอกกับเอจิกำลังสนุกสนานกับการขุดคุ้ยประวัติสึกิชิโระซัง เจ้าตัวก็กลับมาเห็นเข้าพอดี สึกิชิโระซังผู้ขรึมๆ คูลๆ ตลอดเวลาถึงกับโวยวายบอกให้คืนกล่องมาซะ ท่าทางตกใจจนพูดอึกอักไปหมด เอ็นดู๊เอ็นดู (≧ω≦)

ความตลกคือสึกิชิโระซังแก้เขินด้วยการทำหน้าถมึงทึงถามว่างานเสร็จรึยัง? นางเอกกับเอจิก็จ๋อยๆ บอกว่าไม่เสร็จ สึกิชิโระซังไล่ให้เอจิกลับบ้านไปพักผ่อนแล้วสั่งให้นางเอกไปส่ง นางเอกเลยตอบว่า รับทราบค่ะ วิเชียสซัง ทำเอาสึกิชิโระซังอึ้งจนพูดไม่ออก 55555555555

หลังจากนั้นก็จะเกิดเหตุการณ์เดียวกับรูทเอจิ คือเรียวคุงเรียกนางเอกไปคุยกันนอกงานปาร์ตี้เพราะรู้ว่านางเอกชอบเอจิ ฉากนี้สึกิชิโระซังจะมาได้ยินเรียวคุงกับนางเอกคุยกันจนรู้ว่านางเอกหลงรักเอจิ นางเอกเห็นสึกิชิโระซังก็ตกใจ แต่สึกิชิโระซังบอกว่าจะทำเป็นไม่ได้ยินก็แล้วกัน พูดแล้วก็ไล่นางเอกกลับบ้านไปเพราะนางเอกสีหน้าไม่ค่อยดี แถมบอกว่าพรุ่งนี้อนุญาตให้ไปทำงานสายได้ด้วย โอยยยยยย ห่วงใย! ใส่ใจ! ความหัวหน้าดีเด่นนี้คืออออออออออออออ

ประทับใจที่ถึงแม้สึกิชิโระซังจะกำชับหนักแน่นว่าอย่ามีความรักกับไอดอล แต่พอรู้ความรู้สึกของนางเอกแล้วไม่ยักต่อว่าอะไรเลยซ้ากกกกคำ ในรูทอื่นๆ ก็เหมือนกัน ทำไมแสนดีขนาดนี้คะะะะะ (;___;)

และแล้วนางเอกก็หลุดปากสารภาพรักกับเอจิไปแบบไม่ตั้งใจ ก่อนจะเข้าสู่ช่วงสติแตกจนทำงานพลาด โดนเรียวคุงไล่ไปลาออก โดนเอจิเว้นระยะห่าง สึกิชิโระซังเห็นนางเอกทำงานพลาดบ่อยๆ เลยเรียกไปคุย สึกิชิโระซังถามว่าสาเหตุที่ทำงานพลาดบ่อยเป็นเพราะคิดมากเรื่องเออิจิโร่สินะ? แล้วก็เสนอว่าจะทำเรื่องย้ายแผนกให้ นางเอกเลยแอบซาบซึ้งในใจว่าทำไมสึกิชิโระซังช่างอ่อนโยนใจดีเหลือเกิน เขาใส่ใจฉันนนนนน (คิดบวกสมเป็นนางเอกดี เรานึกว่าสึกิชิโระซังทนเก็บคนทำงานกากไว้ในแผนกไม่ได้เลยอยากไล่ไปให้พ้นๆ ซะอีก 555555555555)

นางเอกยืนกรานว่าจะไม่ย้ายแผนก เพราะยังอยากเป็นผู้จัดการให้ฟอร์เต้อยู่ สึกิชิโระซังเลยยอมให้ทำงานตามเดิม แต่มีเงื่อนไขหนึ่งข้อคือ อย่าแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียว มีเรื่องอะไรให้มาปรึกษากัน

โอยยยยยยยยย ตายๆๆๆ เจอประโยคนี้แล้วยกมืออุดปากตัวเองเยอะมาก อยากหวีดร้อง ทำไมพ่อพระขนาดนี้คะะะะะะะะ (≧д≦)(≧д≦)(≧д≦) นอกจากไม่ต่อว่าที่ผิดสัญญาว่าจะไม่รักไอดอลแล้ว ยังอาสารับปรึกษาปัญหาหัวใจให้อีก คนอะไรแสนดีเหลือเกิน ใจดีใจกว้างยิ่งกว่ามหาสมุทรแปซิฟิกกกกก ฮืออออออออออออออออ

จากนั้นนางเอกก็โดนประธานบริษัทหนีบขึ้นรถไปแปลงโฉม ทั้งตัดผม ทั้งเปลี่ยนสไตล์เสื้อผ้า พอมาเจอกันในวันต่อมา สึกิชิโระซังถึงกับตกตะลึงอึ้งกิมกี่ มือถือหลุดร่วงจากมือกันเลยทีเดียว

ในวันคอนเสิร์ตของฟอร์เต้ นางเอกสารภาพรักกับเอจิและโดนเอจิปฏิเสธ พอเอจิกลับไปขึ้นเวที สึกิชิโระซังที่ซุ่มดูเหตุการณ์อยู่ก็ออกมาถามว่าพอใจรึยังและบอกให้นางเอกตัดใจจากเอจิ นางเอกบอกว่าจะตัดใจจากเอจิและจะตั้งใจทำงาน ฉากนี้เหมือนกันทั้งรูทเอจิและรูทสึกิชิโระซัง เป็นฉากที่ทำให้ตอนอยู่ในรูทเอจิรู้สึกผิดยังไงไม่รู้ ผิดสัญญากับสึกิชิโระซังหลายรอบเลย แง ขอโทษค่ะะะ (T__T)

ครั้นพอถึงช่วงที่เอจิผีเข้าไม่ยอมทำงานทำการ นางเอกก็ตัดสินใจจะไปจิกหัวฟูโตะกลับมาจากแอลเอเหมือนเดิม ปกติไม่ว่าจะรูทไหนก็ตาม สึกิชิโระซังจะเป็นคนมารับนางเอกไปส่งที่สนามบินเสมอ แต่รูทนี้ต่างออกไป สึกิชิโระซังมารับหน้าบ้านเหมือนเดิมแหละ แต่พอนางเอกถามว่า จะไปส่งฉันที่สนามบินเหรอคะ? สึกิชิโระซังกลับตอบว่า เปล่า ไปส่งถึงลอสแองเจลิสต่างหาก อุ๊ยตายว้ายกรี๊ด!!!!!!

สึกิชิโระซังบอกว่าจะปล่อยให้พนักงานใหม่ไปต่างประเทศคนเดียวทั้งๆ ที่ไม่ทันได้เตรียมการอะไรได้ยังไง (ได้สิคะ พี่ปล่อยหนูไปคนเดียวห้ารูทแล้ว) พอนางเอกถามว่าสึกิชิโระซังพูดภาษาอังกฤษได้เหรอคะ? สึกิชิโระซังตอบว่า พูดไม่ได้หรอก ไว้ค่อยใช้มือถือเสิร์ชประโยคตัวอย่างเอาละกัน …โอ้โห สู้ตายมากค่ะ ประทับใจในความรู้จักใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์! /อวยมืดบอด

ด้วยเหตุนี้ ภารกิจลากตัวฟูโตะกลับญี่ปุ่นคราวนี้จึงมีสึกิชิโระซังมาด้วย (โอย พอสึกิชิโระซังมาด้วยแล้วรู้สึกผิดต่อฟูโตะยังไงไม่รู้…….) ตอนฟูโตะพูดไม่ดีใส่นางเอกกับพูดถึงฟอร์เต้แบบปากเสีย สึกิชิโระซังตวาดฟูโตะเป็นชุดจนฟูโตะอึ้งไปเลย แม้จะรู้สึกอยากทะลุจอเข้าไปช่วยเถียงแทนฟูโตะ แต่ก็รู้สึกว่าฟูโตะปากไม่ดีจริงๆ แหละ ยกนี้เราอยู่ทีมสึกิชิโระซังละกัน

และแล้วนางเอกก็คุกเข่าก้มหัวขอร้องให้ฟูโตะยอมฟัง ฟูโตะจึงยอมคุยด้วยในที่สุด ฉากนี้สึกิชิโระซังดึงนางเอกให้ลุกขึ้น แต่ดึงแรงไปหน่อยจนนางเอกเสียการทรงตัว โผเข้าซบอกสึกิชิโระซังอย่างจัง แหมมมมมมมมมมมมมมมม

ช่วงที่นางเอกมาคุกเข่าขอร้องฟูโตะนี่เป็นช่วงที่สึกิชิโระซังเริ่มแสดงอาการว่าชอบนางเอกละ ตอนที่นางเอกคุกเข่า สึกิชิโระซังทำหน้าเศร้าๆ พูดขึ้นมาว่า ที่เธอทำขนาดนั้นเป็นเพราะ…..

โอ๊ยยยยยยยยยยยย ชอบสึกิชิโระซังโหมดแอบรักมาก ฮือออออออออ ชอบเวลาสึกิชิโระซังทำหน้าเศร้าๆ หงอยๆ เพราะคิดว่านางเอกยังรักเอจิอยู่ ดูน่าสงสารมาก แพ้ทางมากๆๆ เป็นลมมมมมมมมมม

หลังจากเกลี้ยกล่อมฟูโตะจนยอมกลับญี่ปุ่นด้วยกันแล้ว คืนนั้นสึกิชิโระซังก็ชวนนางเอกไปดื่มเหล้าเคล้าวิวยามค่ำคืนของแอลเอด้วยกันที่บาร์ของโรงแรม บทสนทนาในฉากนี้คือนินทาฟูโตะกัน (แน่ะ! แอบเมาท์น้องชายเราเหรอ!)

ดื่มไปดื่มมานางเอกเริ่มจะเมา ลุกขึ้นยืนปุ๊บเซถลาทันที สึกิชิโระซังเลยรีบพุ่งเข้าประคอง แหมมมมมมมมมมมมมมมมม

มีการรียูสซีจี ซบท่าเดิมเลยนะะะะะะะะะะ

นางเอกไม่ได้ซบอย่างเดียว ซบแล้วยังบอกว่า อ้อมแขนของสึกิชิโระซังเนี่ยชวนให้สบายใจดีจังเลยนะคะ ทั้งแข็งแรง ทั้งอบอุ่น (นี่หล่อน! คิดว่าเมาแล้วจะอ่อยสึกิชิโระซังยังไงก็ได้เหรอ!!) สึกิชิโระซังได้ยินแล้วพูดไม่ออก แต่ก็แอบกอดนางเอกแว้บนึงก่อนปล่อยกลับไปนั่งที่ (ว้าย หัวหน้าคะ!! หัวหน้าจะตกหลุมพรางง่ายๆ แบบนี้ไม่ได้!!!!!)

พอลากฟูโตะกลับญี่ปุ่นได้แล้ว ดึงสติเอจิกลับมาทำงานได้แล้ว นางเอกก็กลับเข้าโหมดผู้จัดการของฟอร์เต้ตามปกติ

วันหนึ่ง หลังจากเสร็จงานอัดรายการเพลงของฟอร์เต้ สึกิชิโระซังก็ชวนนางเอกไปดื่มกับพวกคนเบื้องหลังในวงการ ทั้งสปอนเซอร์ ทั้งโปรดิวเซอร์ต่างๆ สึกิชิโระซังปล่อยให้นางเอกคุยกับสปอนเซอร์ ส่วนตัวเองก็ไปพูดคุยกับคนในวงการคนอื่นๆ นางเอกโดนตาลุงสปอนเซอร์คะยั้นคะยอให้ดื่มเหล้า สุดท้ายก็ดื่มหนักไปจนเมาหมดสติ เดือดร้อนสึกิชิโระซังต้องมาอุ้มออกจากร้าน อุ้มแบบฮิเมะซามะดักโกะด้วย พระเอกตัวจริงกระทิงแดงเว่ออออออออออออ (เสียดายฉากนี้ไม่มีซีจี ฮือ ฉากอุ้มมันควรจะมีซีจีหน่อยมั้ยอ้ะะะะ)

ความกร๊าววววในฉากนี้คือ ตาลุงสปอนเซอร์ถามว่าทำไมต้องดูแลกันขนาดนั้น ไม่ได้เป็นอะไรกันซะหน่อย สึกิชิโระซังบอกว่า ผมไม่รู้นะครับว่าเธอพูดอะไร แต่สำหรับผมแล้ว เธอคือ….. แล้วภาพก็ตัดไป ปล่อยให้จินตนาการเองว่าสึกิชิโระซังพูดว่าอะไร แป่ว 55555555555 แต่เพราะได้ยินไม่หมดนี่แหละมันถึงสุดแสนก๊าวใจ ฮรืออออออออ (////-////)

สึกิชิโระซังอุ้มนางเอกออกมาจากร้านเหล้าแล้วก็พาไปพักที่โรงแรมใกล้ๆ นางเอกตื่นมาแล้วก็ขอโทษสึกิชิโระซังที่ทำให้เดือดร้อนอยู่เรื่อย ขอโทษเสร็จก็บ่นว่าตัวเองช่างไร้ประโยชน์สิ้นดี เอาแต่ถ่วงแข้งถ่วงขาสึกิชิโระซังอยู่เรื่อย สึกิชิโระซังถอนหายใจแต่ไม่ต่อว่าอะไรสักคำอีกแล้ว (โอยยยยย อย่าเป็นคนดีไปมากกว่านี้ได้มั้ยยยยยยย ฮรืออออออออ /ตีอกชกหัว) มิหนำซ้ำสึกิชิโระซังยังบอกว่านางเอกประเมินตัวเองต่ำเกินไปแล้ว ทั้งๆ ที่นางเอกเป็นคนพาฟูโตะกลับมา เป็นคนทำให้เออิจิโร่กลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง ถ้าไม่มีนางเอกก็คงไม่ได้เห็นฟอร์เต้ครบหกคนในวันนี้หรอก แล้วสึกิชิโระซังก็บอกว่า ถ้าฉันจะโกรธเธอ ก็คงโกรธเพราะเธอฝืนตัวเองมากไป โกรธที่ไม่ยอมพึ่งพาฉัน (โอ๊ยยยยยยยยยยยยย ดี ดีเหลือเกิน หัวใจจะระเบิดดดดดดด////////) 

นางเอกฟังสึกิชิโระซังพูดแล้วถึงกับบ่อน้ำตาแตก สึกิชิโระซังเลยบอกให้นางเอกนอนพักจนถึงเช้า ไว้เช้าแล้วจะไปส่ง นางเอกก็ถามว่า ทำไมสึกิชิโระซังใจดีจังเลยคะ? ถามเสร็จก็บ่นๆๆ ว่าเพราะสึกิชิโระซังใจดีนั่นแหละฉันเลยเผลอสร้างความเดือดร้อนให้อยู่เรื่อย แบบนี้สักวันสึกิชิโระซังคงเอือมระอาจนเมินฉันแหงๆ

สึกิชิโระซังเห็นนางเอกร้องไห้บ่นโน่นนี่นั่นเลยบอกให้ใจเย็นๆ พร้อมกับ….

กดนางเอกลงบนเตียงจ้าาา เฮลโล้ววววว หัวหน้าคะะะะ หัวหน้านั่นแหละค่ะใจเย็นก๊อนนนน

สึกิชิโระซังบอกว่า ไม่ว่าเธอจะทำผิดพลาดกี่ครั้ง ไม่ว่าจะสร้างความเดือดร้อนสักแค่ไหน ฉันก็จะไม่มีวันทอดทิ้งเธอเด็ดขาด นางเอกเลยถามอย่างใสซื่อว่า ทำไมล่ะคะ?

สึกิชิโระซังตอบว่า ถ้าอยากรู้เหตุผล ฉันจะบอกให้เอง

พูดเสร็จก็… จูบนางเอก

ว้ายกรี๊ด หัวหน้าคะะะะะะะะ หัวหน้าใจเย๊นนนนนนนนนนนน ฮว๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

/ทึ้งหัวตัวเองแล้วสูดหายใจลึกๆ

สึกิชิโระซังสารภาพว่าหลงรักนางเอกที่ทุ่มเททำงานเพื่อฟอร์เต้อยู่เสมอ นางเอกก็งงๆ ว่าว้อทแฮพเพ่น??? นี่ฉันฝันอยู่รึเปล่า??? สึกิชิโระซังจะมาชอบคนอย่างฉันได้ยังไงกัน!!!!???? พอตื่นเช้าวันต่อมา สึกิชิโระซังก็ทำตัวเหมือนปกติ พาไปส่งถึงหน้าบ้านอย่างสงบเยือกเย็น ปล่อยให้นางเอกสับสนว่าเรื่องเมื่อคืนมันเป็นความฝันรึเปล่านะ??

หลังจากวันนั้นนางเอกก็ได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจว่าสรุปจูบนั้นเป็นเรื่องจริงหรือความฝัน สงสัยจนผ่านมาครึ่งปีก็ยังสงสัยอยู่ (ทำไมเป็นคนเก็บงำความสงสัยเอาไว้กับตัวเองได้นานมาก……)

พอไทม์สคิปมาครึ่งปี นางเอกกับสึกิชิโระซังต่างก็งานยุ่งจนแทบไม่ได้เจอหน้ากัน หนุ่มๆ ฟอร์เต้ทักว่าหมู่นี้ไม่ค่อยเจอสึกิชิโระซังเลย นางเอกฟังแล้วก็หงอยออกนอกหน้าจนหนุ่มๆ เริ่มระแคะระคาย เราว่ารูทสึกิชิโระซังเนี่ยฟอร์เต้ทุกคนน่ารักมากกกกกกกกกก พอรู้ว่านางเอกชอบสึกิชิโระซังก็ช่วยเชียร์กันเต็มที่ ชอบฟอร์เต้โหมดเฮฮาเพื่อนกันพันเก้าแบบนี้มากกว่าแบบมะรุมมะตุ้มรุมรักนางเอกเยอะเลย (แต่จริงๆ ในเกมก็ไม่ได้รุมรักนางเอกกันขนาดนั้น รูทใครรูทมัน มีแต่ในนิยายแหละที่รุมแย่งกัน)

ด้วยความคาใจข้างในลึกๆ ว่าสรุปแล้วเรื่องในวันนั้นมันเป็นความจริงหรือฝันไป นางเอกเลยรอเจอสึกิชิโระซังที่บริษัทจนมืดค่ำ พอเจอก็บอกว่ามีเรื่องจะคุยด้วย สึกิชิโระซังเลยชวนไปคุยที่อื่นเพราะรู้ว่าจะคุยเรื่องส่วนตัว ซึ่งเรื่องส่วนตัวไม่ควรมาคุยกันที่บริษัท โห! จริงจังดีมาก!

สึกิชิโระซังขับรถสปอร์ตพานางเอกไปหาที่คุยกัน ตอนอยู่บนรถนางเอกก็ทักว่าชอบรถเหรอคะ? สึกิชิโระซังตอบว่าเป็นงานอดิเรกอย่างนึง โอ้โหหหห งานอดิเรกคือขับรถสปอร์ต ไม่ธรรมดาเด้ออออ

สึกิชิโระซังขับรถพานางเอกมาถึงสวนสาธารณะริมทะเล บรรยากาศสุดแสนจะโรแม้นถีคคคค พอนางเอกเกริ่นว่าอยากถามเรื่องก่อนหน้านี้ สึกิชิโระซังก็รู้ทันทีว่านางเอกจะถามเรื่องที่โรงแรมในคืนนั้น

สึกิชิโระซังบอกว่าอยากให้นางเอกจำเรื่องในคืนนั้นไม่ได้ จะได้ถือว่ามันไม่เคยเกิดขึ้น (อ้าววววว หัวหน้าคะะะะะ หัวหน้าจะจูบสาวแล้วบอกให้เขาลืมไม่ด้ายยยยยยยย)

สาเหตุที่สึกิชิโระซังอยากให้นางเอกลืมไปซะเป็นเพราะสึกิชิโระซังนึกว่านางเอกยังตัดใจจากเออิจิโร่ไม่ขาด (ว้าย ตัดขาดไม่เหลือเยื่อใยใดๆ แล้วค่ะหัวหน้าขาาาาาาา) ที่ผ่านมาสึกิชิโระซังไม่เคยคิดจะสารภาพรักเลยเพราะนึกว่าคำสารภาพรักของตัวเองจะเป็นภาระของนางเอก แต่ตอนนั้นหลุดปากสารภาพไปเพราะห้ามตัวเองไม่ได้ โอ๊ยฮือออออออออ พ่อคนดี (;_____;)

บทพูดสึกิชิโระซังฉากนี้ทำใจสั่นสะเทือนไปหลายริกเตอร์ ฟังแล้วต้องหันไปจิกหมอนบ้าง ทุบพื้นบ้าง ฟังติดต่อกันทั้งฉากไม่ได้ เดี๋ยวหัวใจระเบิดตายก่อน เขินไปหมด ข่นบ้าาาาาาาาา (///////-///////)

ประโยคที่ชอบมากคือ “ถ้าหัวใจของเธอไม่มีช่องว่างให้ฉันแทรกเข้าไปแม้แต่เศษเสี้ยว ได้โปรดบอกมาตรงนี้ ตอนนี้เลยเถอะ”

โอยยยยยย พูดจาเว้าวอนมากอะะะะะะะะ ฮืออออ อยากได้ช่องว่างในใจเหรอคะะะ ว่างรอหัวหน้าทั้งสี่ห้องหัวใจเลยค่ะ เชิญซิ่งรถสปอร์ตเข้ามาเลย คัมม่อน ยินดีต้อนรับบบบบบบ

ระหว่างที่นางเอกอ้ำอึ้งไม่รู้จะตอบยังไง สึกิชิโระซังยังพูดต่ออีกว่า แต่ถ้าคำพูดของฉันทำให้หัวใจของเธอหวั่นไหวได้บ้างล่ะก็ ฉันจะไม่ตัดใจจากเธอเด็ดขาด โอ้โหหหหหหห ประโยคนี้ก็ชวนล้มตายเหลือเกินนนนนน (ณ จุดนี้ต่อให้สึกิชิโระซังพูดว่าจะไปเข้าส้วมเราก็คงเป็นลมอยู่ดีอะ มืดบอดสุด)

นางเอกโดนสารภาพรักแล้วก็ยังไม่ค่อยเข้าใจความรู้สึกตัวเองเท่าไหร่ สึกิชิโระซังบอกว่าไม่ต้องรีบก็ได้ รอได้ แต่ก็งัดไม้ตายออกมาบอกว่าตัวเองกำลังจะได้เลื่อนขั้นไปเป็นกรรมการบริษัท จะไม่ได้อยู่ในแผนกเมเนจเมนต์อีกแล้ว อีกไม่นานจะไม่ใช่หัวหน้าของนางเอกโดยตรงอีกแล้ว (ม่ายยยยยยย หัวหน้าขราาาาาาาา อย่าปัยยยยยยยยยย /พุ่งเข้าเกาะขา)

นางเอกฟังแล้วก็ช็อกอย่างแรง เดินเหม่อลอยจนสะดุดล้ม เดือดร้อนสึกิชิโระซังต้องช่วยประคองอีก สึกิชิโระซังบอกว่า เพราะอย่างนี้ไงถึงปล่อยเธอเอาไว้ไม่ได้ แอร่กกกกกกกกกกก ประโยคนี้คิโชซังพากย์ดีมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ รู้สึกเลยว่าสึกิชิโระซังรักนางเอกมากจริงๆ เรากดฟังซ้ำเป็นสิบรอบ ใจพองแล้วพองอีกจนระเบิดตูมตามเป็นโกโก้ครันช์ ทั้งที่เป็นแค่ประโยคธรรมด๊าธรรมดาแต่พอออกมาจากปากสึกิชิโระซังแล้วพลังทำลายล้างสูงเหลือเกิน (≧д≦)(≧д≦)(≧д≦)

และแล้ววิกฤติก็มาเยือนในรูปแบบของมัตสึนางะซังอีกครั้ง มัตสึนางะซังเอารูปถ่ายโอซามุกับครูสอนเปียโนที่คบชู้กันมาขู่ให้นางเอกย้ายไปทำงานกับตัวเองซะ รอบนี้มัตสึนางะซังก็ยังคงมาแบบตัวร้ายมากกกกก แต่ร้ายแบบหล่อจังเลยอ้ะฮืออออออ คนนี้เราก็สุดจะแพ้ทาง แค่เห็นหน้าหัวใจก็ฟูฟ่อง/////// ชอบที่บอกว่า ฉันอยากได้เธอขึ้นมาซะแล้ว ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีไหนก็ตาม โอ๊ย ชั่วจังเลยค่ะะะะ พ่ายแพ้♥♥♥

นางเอกที่อยากปกป้องฟอร์เต้คล้อยตามคำข่มขู่ บอกว่าจะยอมลาออกก็ได้ แต่สึกิชิโระซังที่โดนมัตสึนางะซังเรียกมาด้วยบอกว่าไม่ยอมให้ลาออกเด็ดขาด ก่อนจะยื่นข้อเสนอให้มัตสึนางะซังว่า จะยอมให้สัมภาษณ์ “สึกิชิโระ โซตะ” ก็ได้ จะยอมให้ขุดอดีตของตัวเองขึ้นมาเขียนบทความสักเท่าไหร่ก็ได้ มัตสึนางะซังเลยขำก๊ากแต่ก็ยอมรับข้อเสนอนี้เพราะอยากจับสึกิชิโระซังลงหนังสือมานานแล้ว

ตรงนี้ถ้าอ่านนิยายเล่มจบของสึกิชิโระซังจะเข้าใจความรู้สึกมัตสึนางะซังได้ดีกว่าในเกมเยอะเลย ในเกมดูยอมรามือจากนางเอกง๊ายง่าย ในนิยายจะแสดงความรู้สึกที่มัตสึนางะซังมีต่อสึกิชิโระซังได้ละเอียดกว่า คือรู้เลยว่ามัตสึนางะซังอยากดึงสึกิชิโระซังกลับเข้าวงการมากขนาดไหน ฉากในนิยายที่มัตสึนางะซังยืนดูสึกิชิโระซังถ่ายแบบก็ดูเปี่ยมสุขเหลือเกิน ไม่แปลกใจว่าทำไมมัตสึนางะซังถึงยอมตกลงทันทีที่สึกิชิโระซังเอาตัวเข้าแลก (สรุปว่าที่จีบคนนี้ไม่ได้เพราะนางเอกไม่มีทางเอาชนะสึกิชิโระซังได้สินะ ปวดใจเบาๆ…)

พอมัตสึนางะซังไปแล้ว นางเอกก็ขอโทษสึกิชิโระซังที่สร้างความเดือดร้อนอีกแล้ว เพราะตัวเองปกป้องฟอร์เต้ไม่ได้ แต่สึกิชิโระซังบอกว่า เธอนั่นแหละที่เป็นคนปกป้องฟอร์เต้เอาไว้ เพราะเธอพยายามปกป้องฟอร์เต้ ฉันถึงยื่นข้อเสนอแบบนั้นไป สิ่งที่ฉันอยากปกป้องก็คือเธอที่พยายามปกป้องฟอร์เต้ เธอคือผู้จัดการของฟอร์เต้ เธอปกป้องฟอร์เต้ไปเถอะ ส่วนเธอ ให้ฉันเป็นคนปกป้องเถอะนะ

โอ้โหหหหหห หัวหน้าค๊ะะะะะะะะะะะะะะะ!!!!!!! อย่าพูดจาแบบนั้นด้วยสีหน้าอันสุดแสนอ่อนโยนอย่างงั้นนนนนน ฮือออออออ หัวใจมันทนไม่ไหวววววว /นอนกุมใจตายอย่างสงบศพสีชมพูระยิบระยับ

นางเอกได้ฟังคำพูดเหล่านั้นแล้วก็ปวดแปลบในอก ความรู้สึกท่วมท้นจนตระหนักได้ว่า เออ จริงๆ แล้วเราชอบสึกิชิโระซังนี่หว่า (ยัยฟุตาบะะะ รู้ตัวช้ามากกกกกกกก ชั้นรู้ตัวมาตั้งแต่ยังไม่เริ่มเกมเลยนะยะว่าชั้นรักเค้าาาาาา) 

หลายวันต่อมา หนุ่มๆ ฟอร์เต้ช่วยกันเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงให้สึกิชิโระซัง ตอนอยู่ในงานเลี้ยงสึกิชิโระซังโดนคนนู้นคนนี้ห้อมล้อมจนนางเอกไม่ได้คุย ได้แต่ยืนคุยกับฟอร์เต้แบบจ๋อยๆ พองานเลี้ยงเลิกทาคุมะเลยเรียกสึกิชิโระซังมาหานางเอกแล้วบอกว่านางเอกเมาแล้ว นางเอกก็งงๆ ว่าเมาอะไร ไม่ได้เมาซะหน่อย โอซามุเลยบอกให้นางเอกเงียบไว้ ส่วนทาคุมะก็ยุให้สึกิชิโระซังไปส่งนางเอก เนี่ยยยยย ฟอร์เต้พอทำตัวแบบนี้แล้วน่ารักเชียว (〃ω〃)

ทว่าขณะที่ทาคุมะกับโอซามุช่วยกันวางแผนให้สึกิชิโระซังไปส่งนางเอก เอจิกลับถามขึ้นมาแบบไม่รู้เรื่องรู้ราวว่า เป็นอะไรรึเปล่า?? คือดูเป็นห่วงจริงจังมาก ส่วนฟูโตะก็บ่นว่านี่เล่นละครอะไรกันอยู่ ดูยังไงนางเอกก็ไม่ได้เมาซะหน่อย

ปกติเอจิกับฟูโตะจะมีความเซนส์ไวกับเรื่องพวกนี้ แต่ฉากนี้เด๋อทั้งคู่เลย น่ารักดี 5555555555 (เราว่าเอจิคงไม่รู้เรื่องจริงๆ ส่วนฟูโตะบางทีอาจจะแค่ไม่อยากให้ความร่วมมือ……)

ด้วยเหตุนี้สึกิชิโระซังเลยเดินไปส่งนางเอกสองต่อสอง สึกิชิโระซังขอบคุณนางเอกที่ช่วยจัดงานให้ นางเอกเลยขอโทษเพราะตัวเองไม่สามารถยินดีกับการเลื่อนตำแหน่งของสึกิชิโระซังได้จากใจจริง พอคิดว่าสึกิชิโระซังไม่ใช่หัวหน้าแล้วก็เหงาขึ้นมา สึกิชิโระซังได้ยินดังนั้นจึงคว้าตัวนางเอกเข้าไปกอดหมับบบบบบบ

สึกิชิโระซังบอกว่าถึงจะเคยบอกว่ารอได้ แต่ตอนนี้รอไม่ไหวแล้ว ตอบมาเถอะว่ารู้สึกยังไง นางเอกก็ตอบว่า ฉันก็ชอบสึกิชิโระซังค่ะ ชอบแต่ไม่รู้จะบอกยังไง เพราะสึกิชิโระซังรู้ว่าฉันเคยชอบเออิจิโร่คุงมาก่อน กลัวบอกไปแล้วสึกิชิโระซังจะไม่เชื่อ

แต่สึกิชิโระซังก็เชื่อและบอกว่า ดีจริงๆ ที่ฉันไม่ได้ตัดใจจากเธอ โอ๊ยฮรืออออออออออ หัวหน้าขราาาาาาาาาาาา (≧д≦)(≧д≦)(≧д≦)

พอใจตรงกันแล้วเนื้อเรื่องก็จะแยกเป็นสองทาง ทางนึงแยกไปฉากจบธรรมดากับแบดเอนด์ อีกทางแยกไปฉากจบกินเนื้อ มีสามฉากจบเท่ากับคนอื่นๆ

ทางที่แยกไปฉากจบธรรมดาจะเกิดอีเวนท์นางเอกสรวลเสเฮฮากับฟอร์เต้ในห้องแต่งตัว แล้วจู่ๆ สึกิชิโระซังก็โทรมาพอดี คุยงานกันเสร็จสึกิชิโระซังก็บอกว่าคืนนี้เลิกงานแล้วจะไปรับ นางเอกเลยระริกระรี้ยิ้มแป้นไม่หุบจนฟูโตะแซะว่า ดีอกดีใจเชียวนะ ดีใจอย่างกับหมา ได้ยินแล้วอายแทน (โอ้โหววววว ปาก!!!!! แค่ดีใจที่แฟนโทรมา จำเป็นต้องด่ากันเจ็บแสบขนาดนี้มั้ยคะน้องงงง)

แต่หนุ่มๆ ฟอร์เต้เห็นนางเอกกับสึกิชิโระซังท่าทางไปได้สวยก็ยินดีกันแหละ ฉากนี้ชอบตรงที่เอจิถามนางเอกว่า ตอนนี้มีความสุขหรือเปล่า? พอนางเอกตอบว่ามีความสุข เอจิก็ยิ้มให้และบอกว่า งั้นก็ดีแล้ว

รูทนี้เรามองว่าเอจิไม่ได้ชอบนางเอกในเชิงชู้สาวแต่เห็นนางเอกเป็นเพื่อนคนนึง เป็นคนที่ช่วยดึงสติให้ตัวเอง เป็นผู้จัดการที่พึ่งพาได้ แต่เอจิคงยังติดค้างในใจเรื่องที่ตัวเองเคยปฏิเสธนางเอก พอรู้ว่านางเอกมีความสุขกับสึกิชิโระซังก็สบายใจ คือเอจิฉากนี้ดูใส่ใจและหวังดีจริงๆ เป็นฉากของเอจิที่พูดแค่ไม่กี่คำแต่เราชอบมากเลย (*´ェ`*)

ส่วนฟูโตะที่ออกแนวเอือมๆ กับนางเอกมากกว่าจะยินดีก็พึมพำอยู่คนเดียวว่า ถ้าไม่ยอมแพ้ก็จะสมหวังในสักวัน มีความรักแบบนั้นอยู่ด้วยสินะ โอ้โหหหหหห เล่นมาทั้งเกมเพิ่งเจอฟูโตะพูดถึงความรักออกมาก็ประโยคนี้ ฟังแล้วสงสารเบาๆ น้องยังไม่ตัดใจจากพี่สาวอีกเหรอคะลูก พี่เขาเลือกแล้ว น้องยอมแพ้เถอะ มาทางนี้มา /กวักมือยิกๆ

หลังจากนั้นพอเลิกงานแล้วสึกิชิโระซังก็มารับนางเอกไปสวนสาธารณะริมทะเลที่เก่าเจ้าเดิม พอเดินจับมือกันกุ๊งกิ๊งนางเอกก็ถามว่าสึกิชิโระซังใจเต้นมั้ยคะ? สึกิชิโระซังเลยจับมือนางเอกไปแนบอกให้ฟังเสียงหัวใจ แหมมมมมมมมมมมมมมมมมม

พอสึกิชิโระซังบอกว่ากลับกันเถอะ นางเอกที่ยังไม่อยากกลับเลยหาเรื่องคุย ว่าแล้วก็ชวนคุยเรื่องนาฬิกาข้อมือที่สึกิชิโระซังใส่อยู่เสมอ สึกิชิโระซังเลยเล่าให้ฟังว่าซื้อนาฬิกาเรือนนี้มาสมัยเข้าทำงานใหม่ๆ เป็นเครื่องรางในการทำงานเอาไว้ให้ตัวเองรู้สึกฮึดขึ้นมา นางเอกก็บอกว่า นาฬิกาเรือนนี้เป็นสมบัติของสึกิชิโระซังสินะคะ! สึกิชิโระซังตอบว่า ใช่ มันเคยเป็นสมบัติของฉัน แต่ตอนนี้ฉันมีของสำคัญยิ่งกว่า นั่นก็คือเธอไงล่ะ (….หัวหน้าคะ พูดจาเลี่ยนๆ แบบนี้ก็เป็นเหรอคะ /หรี่ตามอง)

ฉากนี้ประทับใจตรงที่…… ในที่สุดสึกิชิโระซังก็เปลี่ยนเสื้อ 55555555555555 ใส่สูทมาทั้งเกมจนนึกว่าจะไม่ได้เห็นชุดอื่นละ

หลังฉากนี้จะแยกเป็นฉากจบสองแบบ ในฉากจบแบบธรรมดา มัตสึนางะซังจะส่งนิตยสารที่เขียนบทความเรื่องสึกิชิโระซังมาให้นางเอก นางเอกได้พัสดุมาก็แกะดู เอจิที่อยู่ตรงนั้นพอดีเลยร่วมด้วยช่วยกันดู พอเอจิบอกว่ามีรูปเปลือยท่อนบนด้วย นางเอกก็ตื่นเต้นตกใจรีบจ้องไม่วางตา จ้องจนเอจิเบะปากใส่บอกว่าจ้องมากเกินไปแล้ว (อุ๊ย โทษๆ บับแว่หัวหน้าเผ็ชมากค่ะ ช่วยไม่ได้)

ทันใดนั้นสึกิชิโระซังก็โผล่มาเห็นและพยายามจะยึดนิตยสารไป จังหวะที่สึกิชิโระซังกำลังบ่นๆๆ พี่ชายนางเอกก็โทรเข้ามาที่บริษัท คุยไปคุยมาคุณพี่ชายก็ขอคุยกับสึกิชิโระซัง แล้วสองหนุ่มก็คุยกันงุบงิบ นางเอกได้ยินสึกิชิโระซังบอกว่า งั้นผมขอนะครับ นางเอกเลยนึกว่าสงสัยพี่ชายบอกว่าจะส่งผักที่บ้านไปให้สึกิชิโระซังมั้ง?

ทว่าสึกิชิโระซังมาเฉลยตอนไปกินข้าวเที่ยงด้วยกันว่าแท้ที่จริงแล้วพี่ชายบอกว่าจะยกน้องสาวให้ สึกิชิโระซังเลยบอกว่าขอนะครับ (โอเค้ ลงมือฉับไวมากค่ะหัวหน้า คบกันไม่ทันไรสู่ขอกะครอบครัวเรียบร้อย แหมมมมมมมมมม) เล่าแล้วสึกิชิโระซังก็ให้นาฬิกาข้อมือนางเอกเป็นของขวัญแล้วบอกว่าเอาไว้สักวันพอถึงเวลาที่เหมาะสมค่อยให้แหวนนะ ว่าแล้วก็จุ๊บมือหนึ่งที จบ เป็นฉากจบที่น่ารักชวนอมยิ้มดี (*´∀`*)

ส่วนแบดเอนด์ค่อนข้างถูกใจเรา ถูกใจพอๆ กับแบดเอนด์รูทเอจิเลย แม้จะเล่นมุกคล้ายๆ กัน 55555555555 ในแบดเอนด์รูทนี้นางเอกกับสึกิชิโระซังจะทะเลาะกันจนนางเอกร้องไห้วิ่งหนีเข้าร้านเหล้า มัตสึนางะซังผ่านมาเห็นเลยตามเข้ามาในร้านและช่วยพูดปลอบ ช่วยเช็ดน้ำตาให้อย่างอ่อนโยนด้วย (อ๊ากกกกกกก คนจีบไม่ได้อย่าทำตัวอย่างงี้สิคะะะะะะะะ)

นางเอกเจอหนุ่มหล่อปลอบใจเลยร้องไห้โผเข้าซบ ปรากฏว่าสึกิชิโระซังวิ่งตามนางเอกมาเจอฉากอิงแอบแนบชิดเข้าพอดิบพอดี แล้วฉากนี้ก็จบแบบค้างๆ คาๆ อย่างงี้แหละ แต่แค่มีมัตสึนางะซังมาปลอบใจก็ถือเป็นแบดเอนด์สุดเทพแล้ว ช่วยออกแฟนดิสก์ที่มีรูทมัตสึนางะซังหน่อยเถอะะะะ ได้โปรดดดดดดดดดดด

ในส่วนของเนื้อเรื่องที่แยกไปฉากจบแบบกินเนื้อ นางเอกจะได้ติดสอยห้อยตามสึกิชิโระซังไปทำงานที่โอซาก้าแบบไปเช้าเย็นกลับ แต่ขากลับเกิดอากาศแปรปรวนจนชินคังเซนหยุดวิ่ง นางเอกกับสึกิชิโระซังเลยต้องค้างคืนด้วยกันที่โรงแรมในโอซาก้าหนึ่งคืน

โรงแรมที่ทั้งสองคนไปค้างเป็นโรงแรมที่นางเอกเคยค้างกับเอจิด้วยกันเมื่อครั้งกระโน้นนนนน พอกลับมาค้างที่เดิมนางเอกเลยรำลึกความหลัง พูดถึงเอจิให้สึกิชิโระซังฟัง สึกิชิโระซังเห็นนางเอกพูดถึงเอจิไม่หยุดก็งอนตุ๊บป่องนอนหันหน้าหนีไปอีกทาง นางเอกเลยเข้าไปกอดจากด้านหลังเป็นการง้อ

นางเอกบอกสึกิชิโระซังว่าไม่ต้องหึงหรอกค่ะ เพราะไอดอลไม่มาสนใจคนอย่างฉันหรอก (แน๊! ยัยฟุตาบะะะ หล่อนไม่ควรพูดแบบนี้หลังจากงาบไอดอลไปห้าคนรวดนะ!) สึกิชิโระซังดึงนางเอกเข้าไปกอดและบอกว่าเธอไม่รู้ตัวสินะว่ามีเสน่ห์ขนาดไหน เธอทำให้ฟอร์เต้เปิดใจแล้ว ตอนนี้ยังมาขโมยหัวใจของฉันไปอีก พูดเสร็จก็จูบหนึ่งที แหมมมมมมมมมมมมม

สึกิชิโระซังสารภาพว่าเคยคิดหลายครั้งแล้วว่าไม่อยากปล่อยให้นางเอกอยู่กับฟอร์เต้ ไม่นึกว่าตัวเองจะเป็นคนขี้หึงขนาดนี้ (วี้ดดดดดดดดดดดดดด///////) ส่วนนางเอกบอกว่าดีใจที่สึกิชิโระซังไม่ได้เป็นไอดอลแล้ว จะได้เป็นของฉันคนเดียวไงคะ แล้วทั้งสองก็จูบกันไปจูบกันมา ก่อนจะกลายเป็นของกันและกันอย่างลึกซึ้งในที่สุดดดดด ว้ายยยยยย /ปิดตา (*/ω\*)

หลังจากนั้นก็เป็นฉากจบละ ในฉากจบแบบกินเนื้อ สึกิชิโระซังกับนางเอกไปคุยงานกันในห้องประชุมของบริษัทสองต่อสอง นางเอกทำงานทุกอย่างคล่องแคล่วมากจนสึกิชิโระซังชม นางเอกเลยบอกว่าฉันตั้งใจทำงานเพื่อให้เรามีเวลาว่างเจอกันไงคะ! ว่าแล้วนางเอกก็บอกสึกิชิโระซังว่า ฉันตั้งใจทำงานขนาดนี้ ขอรางวัลหน่อยสิคะ! พูดจบก็จุ๊บสึกิชิโระซังแบบไม่ทันให้ตั้งตัวหนึ่งที สึกิชิโระซังเลยคว้าตัวเองนางไปแปะติดผนังแล้วถามว่าแค่จูบจะพอเหรอ? แหมมมมมมมมมมมมมมมมมมม

พอนางเอกบอกว่า ที่นี่มันห้องประชุมนะคะ….. สึกิชิโระซังก็ตอบแบบขรึมๆ ว่า ฉันจองไว้ชั่วโมงนึง ไม่มีใครมาหรอก (เอ๊าาาาาาา หัวหน้าคะะะะะะ นี่ใช่หัวหน้าคนเดิมที่เคยบอกว่าเรื่องส่วนตัวไม่ควรคุยกันในที่ทำงานแน่เหรอค๊ะะะะะะ) แล้วสึกิชิโระซังก็ถามซ้ำอีกรอบว่า แค่จูบพอแล้วจริงเหรอ? นางเอกก็รีบตอบอย่างว่องไวว่า ไม่ค่ะ ไม่พอเลยค่ะ (ยัยเด็กใหม่นี่มันร้ายนะคะหัวหน้า!!!!! /กัดผ้าเช็ดหน้าด้วยความริษยา) 

นางเอกบอกว่าอยากให้สึกิชิโระซังกอด เพราะอยู่ในอ้อมแขนสึกิชิโระซังแล้วรู้สึกอบอุ่นสบายใจ สึกิชิโระซังก็กอดหมับแล้วถามว่าอยากให้ทำอะไรต่อ? (เห่นโล้ววววววว นี่ห้องประชุมบริษัททททททททททท เข้าใจนะว่าเป็นฉากจบกินเนื้อ แต่จะมากินกันตรงนี้ไม่ด้ายยยยยยยย)

แล้วนางเอกก็ขอให้สึกิชิโระซังจูบอีก จากนั้นต่างฝ่ายต่างก็บอกรักกัน จบ กิจกรรมในห้องประชุมจะไปสิ้นสุดตรงไหนต้องไปจินตนาการต่อกันเอาเอง 55555555555555

และแล้วรูทสึกิชิโระซังที่เก็บไว้หลังสุดก็จบลงอย่างอิ่มอกอิ่มใจด้วยประการฉะนี้ ฮือออออออออ ชอบรูทนี้มากๆๆๆๆๆ ตอนเล่นรูทฟอร์เต้แต่ละคนมันจะมีความปวดประสาทบางอย่างแฝงอยู่ อารมณ์แบบ เฮ้! พวกนายเป็นไอดอลนะ!!?? แต่รูทสึกิชิโระซังไม่มีอะไรแบบนั้นเลยเพราะเป็นตาลุงซาลารี่มังธรรมดา 555555555

จริงๆ ในแง่ความสนุกแล้วเราว่ารูทฟอร์เต้ดำเนินเรื่องสนุกหวือหวากว่ารูทสึกิชิโระซังเยอะเลยนะ อีเวนท์สึกิชิโระซังไม่หวือหวาอะไรเลย ออกแนวทำงานด้วยกันไปเรื่อยๆ ก็รักกันไปตามธรรมชาติ แม้จะร้อนแรงสู้เหล่าไอดอลไม่ได้ แต่ก็เต็มไปด้วยความอบอุ่นและความห่วงใยใส่ใจกัน ซึ่งสิ่งนี้แหละที่ดีงามมากกกกกกกกก (///ω///)

โดยรวมแล้วเราว่าเกมทำออกมาสนุกกว่าที่คาดหวังไว้นะ เพราะเราไม่ได้คาดหวังอะไรเลย 5555555555 ไม่นึกว่าสตอรี่มันจะชวนให้อยากรู้อยากเห็นถึงขั้นวางไม่ลงได้ทุกรูท แม้ว่าไคลแมกซ์แต่ละรูทจะมาแพทเทิร์นเดียวกันก็ตาม แต่อันที่จริงเนื้อเรื่องหลักๆ มันก็เหมือนในนิยายแหละ (ไปทบทวนเนื้อเรื่องนิยายด้วยการอ่านปกหลังทุกเล่มที่อนิเมทมา…) ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงเลื่อนวันวางขายเกมมาเนิ่นนานขนาดนี้ คงเพราะรอให้นิยายออกเล่มจบก่อนนั่นเอง

หลังจากเล่นจบครบทุกรูทแล้วเราไปอ่านนิยายเล่มจบทั้งสองเล่มมาและพบว่าอ่านนิยายได้สนุกขึ้นเยอะมากกกก เมื่อก่อนอ่านแล้วค่อนข้างอิดหนาระอาใจกับฟอร์เต้ แต่ตอนนี้สามารถอ่านแล้วเอ็นดูทุกคนได้อย่างจริงใจ ชอบที่อ่านแล้วเข้าใจความรู้สึกตัวละครได้มากขึ้นด้วย เราชอบโทวะในนิยายมากกว่าในเกมด้วยซ้ำ ไว้กลับบ้านจะไปขุดมาอ่านใหม่ตั้งแต่เล่มหนึ่งเลย ฮึ่ม!

 

ป.ล. ตั้งแต่เริ่มเล่นเกมนี้ก็ติดเพลง フォリラ ที่เป็นเพลงเปิดเกมหนึบหนับเลย ฟังทู้กกกกวัน เพลงสดใสสมเป็นไอดอลดี ชอบทุกท่อนที่ฟูโตะร้อง ฮืออออ น้องชายของพรี่ยยยยยย์

แต่ประเด็นคืออยากบอกว่า ชอบทาคุมะลุคนี้ หล่อดี แฮ่ (//∇//)

Fortissimo – Akaboshi Eiichiro

เล่นรูทหนุ่มๆ ฟอร์เต้ใน Fortissimo ครบทุกคนแล้ว เย้! \(^o^)/

หลังจากเล่นรูทเรียวคุงจบไปก็ตามด้วยทาคุมะ โทวะ และโอซามุ คาดหวังกับโอซามุไว้เยอะแต่พอเล่นจริงแล้วกลับเฉยๆ แฮะ เรื่องราวมันคล้ายๆ รูททาคุมะที่เล่นก่อนหน้า แถมเรารู้สึกชอบคาแรกเตอร์ทาคุมะมากกว่าด้วย แต่ทั้งสามรูทก็สนุกระดับเริ่มเล่นตอนตีหนึ่งแล้ววาร์ปมาตีสี่โดยไม่รู้ตัวทุกรอบเลย เริ่มแล้ววางไม่ลงทุกที น่ากลัวที่สุด

หลังจากเคลียร์ไปสี่คนแล้วก็ตามด้วยเออิจิโร่คุง หรือเอจิคุง ลีดเดอร์ของวงและพระเอกฉบับนิยาย

แม้ในรูทเรียวคุงเราจะบ่นเอจิไว้เยอะแยะ แต่เอาจริงๆ เราว่าเอจิเป็นคนที่มีมุมน่ารักๆ เยอะเหมือนกันนะ เล่นรูทเอจิแล้วรู้สึกโอเคขึ้นเยอะ ไม่ค่อยหวาดผวาเหมือนตอนเล่นรูทเรียวคุงจบหมาดๆ ละ รูทนี้เป็นรูทที่เราว่าสนุกรองจากรูทเรียวคุงเลย (เพราะสึกิชิโระซังบทเยอะดี ผ่าม!!!) ดังนั้นวันนี้จะมาพูดถึงรูทเอจิคนนี้นี่แหละ

 

*SPOILER ALERT*

 

● ความจริงแล้วในบรรดาฟอร์เต้ทั้งห้าคนเนี่ย เอจิเป็นคนที่ดูเผินๆ แล้วเหมือนจะแสนดีที่สุดแล้ว เป็นคนที่ทำตัวไนซ์กับนางเอกมาตั้งแต่ยังไม่ทันรู้จักกันด้วยซ้ำ

● เอจิเป็นผู้ชายคนแรกสุดที่นางเอกเจอตอนต้นเรื่อง วันแรกที่นางเอกจะไปทำงาน นางเอกแวะร้านกาแฟแต่ดันโดนตาลุงชนจนกาแฟหก เอจิที่อยู่ในร้านพอดีเลยยกกาแฟที่ตัวเองซื้อมาแต่ยังไม่ได้กินให้ แถมยังบอกว่า เรื่องหางานพยายามเข้านะ! เพราะเห็นนางเอกใส่สูทสำหรับหางานเลยเข้าใจผิด โอ้โหหหห เปิดตัวแบบหนุ่มหล่อแสนดีมั่กๆ!! ฝ่ายนางเอกเห็นหนุ่มหล่อให้กาแฟมาก็รับมากินหน้าตาเฉย เอ่ออออออ เป็นเราถ้าเจอแบบนี้เราไม่กล้ากินนะ ต่อให้อีกฝ่ายหล่อขนาดไหนก็เถอะ 5555555555

● ช่วงแรกๆ ไม่ว่ารูทใดก็ตาม เอจิจะดีกับนางเอกมากกกกกกกก ขณะที่ฟอร์เต้คนอื่นๆ ทั้งบ่นทั้งด่านางเอก เอจิจะเป็นคนที่คอยพูดปกป้องให้ตลอด เป็นคนเดียวที่ให้ความรู้สึกว่าเป็นมิตรของนางเอกจริงๆ (ถ้าไม่นับสึกิชิโระซัง) คืออย่างโอซามุเนี่ย ถึงจะไม่ด่านางเอกแต่ก็เป็นคนที่ให้ความรู้สึกห่างเหินกว่าเยอะ ต่างกับเอจิช่วงแรกๆ ที่คอยให้กำลังใจนางเอกในการทำงาน เป็นคนที่ถ้าเราเป็นนางเอกคงรู้สึกอุ่นใจว่า เออ ถ้ามีคนนี้อยู่คงทำงานต่อไปได้แหละ แม้เรียวคุงจะด่ากันเจ็บแสบแค่ไหนก็ตาม *กัดผ้าเช็ดหน้า*

● นอกจากช่วยพูดให้กำลังใจเรื่องงานกันตลอดแล้ว เอจิยังคอยใส่ใจนางเอกอย่างที่คนอื่นไม่ค่อยจะใส่ใจด้วย ทั้งช่วยชงกาแฟมาให้ตอนง่วงๆ เห็นนางเอกเหนื่อยก็เอาน้ำมาให้ดื่ม พอนางเอกไปดูตัวเองซ้อมเต้นก็หยุดซ้อมแล้วหาเก้าอี้มาให้นั่ง ไหนจะคอยช่วยงานตรวจสอบต้นฉบับนิตยสารต่างๆ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่หน้าที่ตัวเองด้วย โอ้โห ประเสริฐ!

● มีอยู่วันนึงนางเอกต้องพาเอจิไปทำงานที่โอซาก้าแบบไปเช้าเย็นกลับ งานนี้เป็นอีเวนท์ที่ไม่ว่าจะเล่นรูทใครก็เจอหมด แต่รูทอื่นจะราบรื่นดีไม่มีปัญหา พอมาเล่นรูทเอจิปุ๊บ นางเอกทำตั๋วชินคังเซนขากลับหายจ้าาา สุดท้ายนางเอกกับเอจิเลยต้องค้างที่โอซาก้าด้วยกันหนึ่งคืน

● ความแสนดี๊แสนดีของเอจิคือไม่ด่านางเอกสักคำทั้งๆ ที่ทำพลาดร้ายแรง (เรานี่อินกว่าเอจิไปไกลมาก ตั๋วชินคังเซนมันแพงนะ! หล่อนจะมาทำหายง่ายๆ แบบนี้ไม่ได้!!) แถมตอนที่นางเอกโทรหาสึกิชิโระซังยังช่วยโกหกด้วยว่าโดนชวนไปดื่มเลยกลับโตเกียวไม่ได้ ต้องค้างคืนนึง โอ้โหหหห ทำไมแสนดีขนาดนี้!

● ทว่าแม้จะได้นอนค้างอ้างแรมด้วยกันก็ใช่ว่าจะค้างห้องเดียวกัน ทั้งสองคนจองโรงแรมแยกห้องกัน ขณะที่คนเล่นกำลังนึกเสียดายในใจนั้นเอง เอจิก็ใส่ยูคาตะมาเคาะประตูห้องเฉยเลยจ้าาา อะไรทำไมอ่อย!!!!

● หลังจากผ่านแบดเอนด์รูทเรียวคุงมาแล้วก็รู้สึกหวาดผวาสถานการณ์นี้เล็กน้อยถึงปานกลาง *เสียงสั่น*

● เอจิมาขอดูทีวีที่ห้องนางเอกเพราะทีวีห้องตัวเองเสีย ทั้งสองคนเลยดูละครที่เอจิแสดงนำด้วยกัน นางเอกดูไปดื่มเบียร์ไป ดูละครจบก็เมาพอดี (ทำไมกินกระป๋องเดียวเมาแล้ว! ตอนรูทเรียวคุงชั้นเห็นหล่อนกระดกเหล้าเอื๊อกๆ ไม่เห็นจะเมา!) เมาปุ๊บเอจิก็ช่วยดูแลอย่างดี พอนางเอกเผลอบ่นเรื่องงานยืดยาว เอจิก็ตั้งอกตั้งใจฟังแถมช่วยให้กำลังใจด้วย เนี่ย คนดี๊คนดี!

● เช้าวันต่อมา เอจิมาปลุกนางเอกเพราะมีสถานที่ที่อยากไปก่อนกลับโตเกียว ซึ่งสถานที่ที่ว่าคือชิงช้าสวรรค์

● ตื่นเต้นกับฉากนี้มากเพราะมันคือชิงช้าสวรรค์ที่ห้าง HEP FIVE อุเมดะ ซึ่งเป็นย่านที่เราไปเดินบ่อยๆ ปกติเวลาเจอสถานที่ที่เคยไปมาแล้วอยู่ในโลกสองมิติเราก็จะแค่ อ๊ะ ที่นี่เราเคยไป! แต่พอมาเจอชิงช้าสวรรค์ที่เห็นกันอยู่ทุกอาทิตย์กลายมาเป็นฉากในเกมแล้วรู้สึก ว้าวววววววววว มาก แม้ว่าเราจะไม่เคยขึ้นชิงช้าสวรรค์อันนี้เลยก็ตาม 5555555555

● นางเอกขึ้นชิงช้าสวรรค์มากับเอจิแล้วก็นั่งก้มหน้างุดตลอดเพราะจริงๆ แล้วเป็นคนกลัวความสูง พอชิงช้าสวรรค์โยกทีก็กรี๊ดที เอจิเลยบอกให้เงยหน้าดูวิว จะได้หายกลัว บอกแล้วก็จับหน้านางเอกให้เงยขึ้น แหมะะะะะ ถึงเนื้อถึงตัวนะยะ!!

● ชอบบทพูดเอจิตอนอยู่บนชิงช้าสวรรค์ เอจิบอกนางเอกว่าถึงตอนนี้จะยังไม่อยากเป็นผู้จัดการหรือไม่สนใจฟอร์เต้ก็ไม่เป็นไร จากนี้ไปก็ค่อยๆ ชอบยิ่งขึ้นก็ได้ ชอบเวลาเอจิพูดถึงวงหรือพูดอะไรแบบนี้ ดูสมเป็นลีดเดอร์ดี คือเอจิเนี่ยมีบทพูดที่ดูร๊ากกกกรักวงเยอะมาก แต่ดูจากพฤติกรรมบางเรื่องแล้ว เราก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกันว่าเอจิรักวงจริงๆ รึเปล่า ฮือ 5555555555

● บทพูดประมาณนี้ที่รู้สึกว่า โห เท่มาก!! คือตอนที่ฟอร์เต้ไปอัดรายการเพลงกัน แล้วเอจิพูดกับนางเอกก่อนออกไปร้องเพลงว่า เธอเคยบอกว่าไม่สนใจไอดอลสินะ งั้นฉันจะลองทำให้เธอลุ่มหลงดีมั้ยล่ะ? อื้อหือ พระเอก!!

● อยู่มาวันหนึ่ง นางเอกต้องตามเอจิไปที่กองถ่ายละคร เป็นกองละครที่เอจิเล่นกับเอรินะ พี่สาวแท้ๆ ของตัวเอง โดยเอจิรับบทเป็นน้องชายซึ่งเป็นพวกซิสคอนอาการหนัก (…) ฉากที่ถ่ายเป็นฉากที่พี่สาวแต่งงานแล้วน้องชายไปแสดงความยินดี นางเอกดูแล้วก็ซาบซึ้งใจ

● ระหว่างซาบซึ้งอยู่นั้นเอง มัตสึนางะซังก็โผล่มา แอร๊ยยยยยยยยยย (≧д≦)(≧д≦)

● ประโยคทักทายของมัตสึนางะซังในฉากนี้คือ ถ้าจะร้องไห้ก็มาร้องกับอกฉันสิ วั้ยตายแร้วววว /โผเข้าซบ

● มัตสึนางะซังบอกให้นางเอกลองจินตนาการภาพตัวเองเป็นเจ้าสาว แล้วก็แซวว่า เอ๊ เธอนึกภาพใครเป็นเจ้าบ่าวน้า คงไม่ใช่ฉันแน่ๆ น่าเสียดายจัง

● พูดขนาดนี้ขอแต่งงานเลยเถอะค่ะ! ถ้าเป็นมัตสึนางะซัง พร้อมแต่ง!!

● มัตสึนางะซังหลีนางเอกอยู่สักพัก เอจิที่เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็โผล่มาช่วยปกป้องนางเอก

● ม่ายยยยยยยยย!!!! เออิจิโร่คุงถอยไป!!!! ไม่ต้องปกป้องชั้นนนนนนน!!!!!!!! มัตสึนางะซังงงงงงงงงงง!!!!!!!

● เล่นไปเล่นมาเรายิ่งโกรธที่ไม่มีรูทมัตสึนางะซัง โกรธกว่าการไม่มีรูทฟูโตะอีก ฟูโตะยังเคยจีบกันมาแล้วในบราคอน แต่มัตสึนางะซังนี่จะไปจีบที่ไหนได้ ฮืออออออออ ส่งเขามาเกี้ยวพาราสีกันทุกรูทขนาดนี้แต่จบด้วยไม่ได้คืออะไร โหดร้ายที่สุด!!!

● ฉากนี้มัตสึนางะซังมาทำงานสัมภาษณ์เอจิกับเอรินะ หัวข้อแรกเป็นเรื่องความรัก เอจิบอกว่าตัวเองเป็นประเภทถ้าชอบใครแล้วจะไม่กล้าแตะต้องอีกฝ่าย ซึ่งนี่เองคือเหตุผลที่เอจิไม่กล้าแตะต้องเอรินะในรูทของเรียวคุง

● ในอีเวนท์ปาร์ตี้ก่อตั้งบริษัทของเจมส์เอนเตอร์เทนเมนต์ เอจิก็ยังคงแสนดี๊แสนดีอีกเช่นเคย

● อีเวนท์นี้นางเอกเดินชนเด็กเสิร์ฟจนโดนไวน์หกใส่ เรียวคุงเลยด่าเป็นชุด แถมเรียวคุงยังดูออกอีกต่างหากว่านางเอกชอบเอจิ เรียวคุงเลยเรียกนางเอกไปคุยกันนอกงาน เรียวคุงบอกนางเอกว่าถ้าคิดจะเก็บซ่อนความรู้สึกนั้นไว้ก็เก็บดีๆ อย่าแสดงออกมาให้ใครเห็นสิ แต่คนอย่างเธอชอบเอจิไปก็เท่านั้นแหละ ความรู้สึกของเธอมันสูญเปล่า รู้จักเจียมกะลาหัวซะบ้าง

● โอ๊ย ด่ากันขนาดนี้เอาแก้วไวน์ตีหัวยังเจ็บน้อยกว่า มาเป็นชุดแบบโนสนโนแคร์ใดๆ ทำไมล่ะเรียวคุง?? ลืมวันเวลาดีๆ ที่เราเคยมีให้กันไปหมดแล้วเหรอออออ โฮวววววววว (;____;)

● เรียวคุงฉากนี้เหมือนจะมาแบบตัวอิจฉา แต่เราชอบเรียวคุงในรูทเอจิมากเลย สัมผัสได้ว่าเรียวคุงหวังดีกับเอจิจริงๆ อย่างไม่มีข้อแม้ใดๆ ที่เรียกนางเอกมาด่านี่ก็ไม่ใช่เพื่อกำจัดคู่แข่งทางความรักหรืออะไรเลยนะ เรียวคุงแค่ไม่อยากให้นางเอกไปยืนทำหน้าเศร้าให้เอจิเห็น ไม่อยากให้นางเอกทำให้เอจิลำบากใจ ก็เท่านั้นเอง

● ส่วนความแสนดีของเอจิที่ว่านั้นคือ หลังจากนางเอกโดนเรียวคุงสวดเป็นชุดแล้ว เอจิที่รู้ว่านางเอกจะกลับบ้านก่อนก็รีบวิ่งออกจากงานมาหาแล้วยื่นแจ็คเก็ตให้ เพราะรู้ว่านางเอกคงคิดจะกลับบ้านทั้งๆ ที่เสื้อยังเปียกไวน์แหง โอ๊ยยยยยยยย ทำไมเป็นคนดีขนาดนี้!!

● ทว่าแม้เอจิจะใจดีด้วย นางเอกก็ไม่ได้ยินดีเลยเพราะรู้ว่าเขาใจดีกับทุกคนเป็นปกติอยู่แล้ว คิดแล้วนางเอกก็ปวดใจจนเผลอบอกว่า ชอบ บอกเสร็จก็วิ่งหนีกลับบ้านไปเลย ปล่อยเอจิให้ยืนงงอยู่อย่างงั้นแหละ

● หลังจากหลุดปากสารภาพรักไปแล้วนางเอกก็ทำงานพลาดบ่อยขึ้นเพราะสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ตื่นเช้ามาก็ไม่อยากไปทำงานเพราะไม่กล้าสู้หน้าเอจิ แถมเอจิยังจงใจเว้นระยะห่างอย่างเห็นได้ชัดอีกต่างหาก

● พอนางเอกทำงานพลาดบ่อยๆ เข้า เรียวคุงก็หมดความอดทน ด่านางเอกเป็นชุดอีกรอบ รอบนี้ด่าว่า คิดจะทำตัวเป็นนางเอกละครโศกที่กำลังทุกข์ใจกับความรักที่ไม่สมฐานะหรือไง โอ๊ยยยย ด่าเผ็ดตลอดอะคนนี้ โดนเรียวคุงด่ารัวๆ แล้วรู้สึกว่าแม้แต่ฟูโตะที่ว่าปากจัดยังกลายเป็นคนนิ่มนวลขึ้นมาเลย

● เรียวคุงพูดชัดเจนเลยว่าปกตินางเอกก็ทำงานห่วยอยู่แล้ว แต่ช่วงนี้ห่วยแตกกว่าเดิมอีก อย่างเธอน่ะไม่เหมาะกับอาชีพผู้จัดการไอดอลหรอก ลาออกไปซะเถอะ

● พอโดนว่าขนาดนั้นนางเอกก็ซึมกะทือไปเลย หลังจากนั้นพออยู่บนรถกันสองต่อสอง เอจิเลยถามว่ามีเรื่องอะไรกับเรียวรึเปล่าเพราะเห็นไปคุยกันแล้วท่าทีแปลกๆ ไป โอ๊ยยยย เนี่ย ความพระเอก ความใส่ใจ ความแสนดี

● นางเอกบอกตรงๆ เลยว่าโดนเรียวคุงไล่ให้ไปลาออก เอจิก็อึ้งๆ ไป นางเอกเลยแอบผิดหวังเพราะอยากให้เอจิพูดว่า อย่าลาออกเลยนะ แต่เอจิไม่ได้พูดจ้าาา เสียใจด้วยยยยย

● ความที่เอจิอ้ำอึ้งพูดช่วยนางเอกไม่ค่อยออก นางเอกเลยเปิดวิทยุ วิทยุก็ดันเปิดเพลงฟอร์เต้อีก นางเอกฟังแล้วก็ร้องไห้บอกว่าฉันรักฟอร์เต้นะ เพราะงั้นฉันจะไม่ลาออกหรอก! เออเนี่ย ชอบความสตรองแบบนี้ ผู้ชายไม่รั้งไว้ก็ดื้อด้านอยู่ต่อเอง 555555555555

● พอนางเอกทำงานพลาดบ่อยๆ แถมยังซึมกะทือตลอด ประธานบริษัทสาวสวยสุดแซ่บรู้เข้าก็แก้ปัญหาด้วยการ… พานางเอกไปตัดผม หือออออออ??? เป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ดูงงๆ นะ แต่ฉากประธานขับรถสปอร์ตมารับนางเอกที่กำลังเศร้าไปแปลงโฉมคือหล่อมาก!

● ความตลกคือประธานบริษัทสาวสวยคนนี้จะชอบพูดจาแนวนางเอกเป็นซินเดอเรลล่า เรียกฟอร์เต้เป็นเจ้าชาย ฉากที่จะมารับนางเอกไปแปลงโฉมก็บอกว่า เตรียมรถฟักทองมาให้แล้ว คือหน้าตาเป็นสาวสวยสุดแซ่บ แต่พูดจาจูนิเบียวมาก ขำ 5555555555555

● นางเอกตัดผมกับเปลี่ยนสไตล์การแต่งตัวจนสวยเช้ง พอมาเจอหนุ่มๆ ฟอร์เต้ก่อนขึ้นคอนเสิร์ต ทุกคนเลยอึ้งไปตามๆ กัน ฉากนี้แค่ได้ยินเรียวคุงชมว่าเหมาะมากก็น้ำตาจะไหลแล้ว ตั้งแต่เริ่มรูทนี้มาโดนเรียวคุงด่าไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ ไม่ว่าจะรอบไหนก็ด่าซะแสบทรวงไปหมด พอได้ยินเรียวคุงชมเลยตื้นตันมาก แม้ว่านี่ไม่ใช่รูทเรียวคุงก็ตาม…….

● ช่วงท้ายคอนเสิร์ต นางเอกไปดักรอเอจิข้างเวที เอจิเลยชวนคุยเรื่องที่ตัดผมแล้วก็ขอโทษที่ไม่ได้พูดอะไรตอนรู้ว่านางเอกโดนเรียวคุงไล่ไปลาออก นางเอกบอกว่าไม่เป็นไรหรอก ยังไงฉันก็ไม่ลาออกอยู่แล้ว (ลาออกก็ได้นะ ไปสมัครบริษัทมัตสึนางะซังเถอะ เรารอโอกาสนี้มานานมาก) แต่เพื่อที่จะกลับไปตั้งใจทำงานผู้จัดการ ฉันมีเรื่องที่อยากบอกเออิจิโร่คุงนะ เอจิฟังแล้วก็บอกว่าขอโทษที่ช่วงนี้ฉันทำตัวไม่ดีกับเธอ เพราะงั้นเรามาเคลียร์เรื่องนี้กันให้จบๆ ไปดีกว่า คือเอจิก็รู้แหละว่านางเอกจะสารภาพรัก นางเอกเลยบอกว่าฉันชอบเออิจิโร่คุงจริงๆ แล้วเอจิก็ปฏิเสธว่า ขอโทษนะ แต่ฉันตอบรับความรู้สึกของเธอไม่ได้

● จำฉากสารภาพรักในนิยายไม่ได้แล้ว จำได้ว่าสารภาพช่วงคอนเสิร์ตเหมือนกันนี่แหละ แต่จำรายละเอียดไม่ได้ คุ้นๆ แค่ว่าฉากสารภาพรักในนิยายเอจิดูเย็นชากว่าในเกม ตอนอ่านนิยายมันดูเป็นฉากที่เศร้าในระดับนึง ในเกมนี่ถึงจะปฏิเสธแต่เอจิดูใจดีมากๆๆๆ เป็นการโดนปฏิเสธคำสารภาพรักที่ดูไม่ค่อยเศร้าเท่าไหร่เพราะนางเอกก็รู้ตัวดีอยู่แล้วว่ายังไงก็โดนปฏิเสธ …แต่เราอาจจะจำผิดก็ได้ว่าเอจิในนิยายดูเย็นชา อยากขุดมาอ่านแต่หนังสืออยู่ที่บ้าน ฮือออออออออออ

● โดนเอจิปฏิเสธแล้วนางเอกก็หันมาตั้งอกตั้งใจทำงาน กลายเป็นผู้จัดการสาวสวยสุดเก่ง ที่จริงนางเอกก็ยังชอบเอจิอยู่แหละ แต่รู้ว่าเขาไม่มีทางหันมองตัวเอง (เพราะเป็นซิสคอนระยะสุดท้าย) เลยหันมาตั้งใจทำงานแทนเพื่อที่จะเป็นกำลังให้เอจิและฟอร์เต้ต่อไป

● ขณะที่กราฟชีวิตนางเอกเริ่มจะพุ่งแรง ในทางกลับกัน พอเอจิรู้เรื่องที่พี่สาวตัวเองมีแฟนปุ๊บ คราวนี้เอจิพังเลยจ้า กราฟชีวิตดิ่งเหว งานการไม่เป็นอันทำ ซ้อมละครก็ไม่ได้เรื่อง ทำทุกสิ่งอย่างผิดพลาดไปหมด

● ช่วงที่เอจินอยด์เรื่องพี่สาวจนไม่เป็นอันทำงานนี่มันมีทุกรูทแหละ เพราะเรื่องนี้จะเป็นสาเหตุให้นางเอกไปตามฟูโตะกลับมาทำงานที่ญี่ปุ่น แต่รูทเจ้าตัวจะลงรายละเอียดเรื่องนี้เยอะหน่อย

● คิดไปคิดมา ถึงเราจะไม่ชอบที่เอจิอกหักแล้วเทงานจนคนอื่นเดือดร้อนไปหมด แต่ถ้าไม่เกิดเรื่องนี้ ฟูโตะก็จะไม่ได้กลับมา ดังนั้นเราควรมองเอจิเป็นเหยื่อบูชายัญอัญเชิญฟูโตะสินะ คิดแบบนี้แล้วเอือมระอาเอจิน้อยลงนิดนึง 55555555555

● ช่วงแรกๆ เอจิจะแค่นอยด์จนทำงานไม่ค่อยได้เฉยๆ โทระจังที่เป็นเพื่อนร่วมงานแสดงละครเวทีเลยให้ตั๋วขึ้นจุดชมวิวของสกายทาวเวอร์มา (คาดว่าน่าจะเป็นการผสมผสานระหว่างสกายทรีกับโตเกียวทาวเวอร์….) นางเอกเลยพาเอจิไปชมวิวด้วยกันเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ เอจิก็โอเค มีตั๋วฟรี ไปก็ไป

● ตอนแรกก็ชมวิวมุ้งมิ้งกันดี เอจิเหมือนจะอารมณ์ดีขึ้น จนกระทั่งเอรินะโทรมาหาเอจิและบอกว่าตัวเองท้อง!!! เท่านั้นแหละ โอ๊ยยยยยย เอจิหันมาเหวี่ยงใส่นางเอกแล้วหนีกลับบ้านไปเลย บ๊ายยยยยยยย

● หลังจากนั้นเอจิก็กลายเป็นฮิคิโคโมริ ไม่ยอมออกจากบ้านมาทำงานทำการใดๆ เดือดร้อนนางเอกต้องไปลากฟูโตะกลับจากแอลเอมาทำงานแทน

● ถึงกระนั้นก็จะปล่อยให้เอจิเป็นฮิคิโคโมริตลอดไปไม่ได้ (เดี๋ยวจีบไม่ติด เกมจะไม่จบ) พอจิกหัวใช้ฟูโตะเคลียร์เรื่องงานได้แล้ว นางเอกก็แก้ปัญหาเรื่องเอจิด้วยการบุกไปเกลี้ยกล่อมถึงบ้าน

● ในรูทเรียวคุงเราไม่ชอบที่เอจิพูดถึงแต่ปัญหาของตัวเองโดยไม่นึกถึงความรู้สึกคนอื่น พอมารูทนี้ก็….. เหมือนเดิม 555555555555 เอจิบอกว่าไม่มีใครเข้าใจความรู้สึกตัวเอง นางเอกพูดเกลี้ยกล่อมเยอะแยะก็บอกว่านางเอกพูดจาง่ายๆ คือเราไม่ค่อยโอเคที่เอจิทำเหมือนตัวเองเป็นคนเดียวบนโลกนี้ที่เจ็บปวดเป็นโดยไม่คิดเลยว่าคำพูดของตัวเองทำร้ายคนที่เป็นห่วงตัวเองมากขนาดไหน แต่นางเอกก็คนดี๊คนดี โดนเอจิพูดจาแย่ๆ ใส่ยังไงก็ยังคงคิดว่า เออิจิโร่คุงต้องไม่ได้ตั้งใจพูดแบบนี้แน่ๆ เลย! คิดบวกดีมาก

● ครั้นเมื่อนางเอกบอกว่า จะยอมทำทุกอย่างเพื่อให้เอจิกลับมา เอจิก็เปลี่ยนท่าที ไม่รู้ผีบ้าที่ไหนเข้าสิง จู่ๆ เอจิก็คว้าตัวนางเอกไปจูบอย่างรุนแรงแล้วบอกนางเอกให้ใช้ร่างกายปลอบใจ หือออออออออออออ?????

● ถ้าเราเล่นรูทนี้เป็นรูทแรกคงตกใจมากที่ลีดเดอร์ผู้แสนดีอย่างเอจิทำอะไรแบบนี้ แต่หลังจากผ่านรูทเรียวคุงมาแล้วเราไม่ค่อยแปลกใจกับฉากนี้ละ 555555555555 ตั้งแต่เริ่มเล่นรูทนี้มาก็ระแวงเอจิอยู่หลายฉาก พอมาเจอฉากนี้เลยตบเข่าฉาด นั่นไง! ว่าแล้ว!

● สรุปว่า ความแสนดีทั้งหมดที่ผ่านมาเป็นเพียงภาพลวงตา

● นางเอกโดนเอจิใช้กำลังทั้งจูบ ทั้งพยายามถอดเสื้อ สุดท้ายนางเอกเลยต่อยท้องเอจิไปหนึ่งทีแล้ววิ่งหนีออกมาจากอพาร์ตเมนต์ ลงมาถึงข้างล่างก็มาป๊ะกับเรียวคุงที่มาหาเอจิพอดี เรียวคุงเห็นสภาพนางเอกเสื้อผ้าหลุดลุ่ยก็พอเดาออกว่าเกิดอะไรขึ้น พอเอจิวิ่งตามนางเอกลงมา เรียวคุงเลยช่วยยืนบังนางเอกแล้วด่าเอจิว่าต่ำช้าที่สุด เอจิในตอนนี้ไม่มีค่าพอให้สงสารด้วยซ้ำ โอ้โหหหห เรียวคุง! แม้แต่เอจิยังไม่ละเว้น!!

● เรียวคุงไล่เอจิไปตั้งสติ พอเอจิไปแล้ว เรียวคุงก็ถอดหมวกตัวเองให้นางเอกแล้วบอกนางเอกว่าเธอไม่อยากร้องไห้ต่อหน้าเอจิใช่มั้ยล่ะ โอ๊ยยยย เรียวคุ้งงงงงงงง!! จู่ๆ ก็ทำคะแนนพรวดพราด เป็นลม อยากกลับไปเล่นรูทเรียวคุงอีกรอบเลยเนี่ย เราว่าจริงๆ แล้วรูทเรียวคุงควรเก็บไว้เล่นหลังรูทเอจิมากกว่าด้วยซ้ำ เรียงลำดับการเล่นพลาดไปหน่อย

● หลังจากโดนนางเอกชกและโดนเรียวคุงด่า ในที่สุดเอจิก็ได้สติ โผล่มาขอโทษนางเอกถึงบริษัทพร้อมชงกาแฟมาง้อ (ทำไมชอบชงกาแฟมาให้จัง หรือที่จริงอยากเป็นบาริสต้า???)

● เอจิขอโทษนางเอกที่ทำเรื่องต่ำช้าลงไปแล้วบอกนางเอกว่าจะต่อยฉันอีกรอบก็ได้นะ แต่นางเอกบอกว่าอุ๊ยไม่เลย ฉันต่างหากที่ต้องขอโทษที่พูดแรงเกินไปแถมต่อยเออิจิโร่คุงอีกต่างหาก (คีพลุคนางเอกดีมาก เป็นเราคงต่อยอีกรอบไปละ)

● รูทนี้เป็นรูทเดียวที่เอจิดูสำนึกผิดกับการกระทำของตัวเองจริงๆ เวลาอยู่ในรูทอื่นเอจิจะแค่ดูคิดได้ว่าต้องทำงานแล้วกลับมา แต่รูทนี้เอจิขอโทษแล้วขอโทษอีก ยิ่งตอนฟูโตะบอกว่านางเอกคุกเข่าขอร้องให้ฟูโตะกลับมา เอจิก็ยิ่งรู้สึกผิดที่ตัวเองบีบให้นางเอกต้องทำถึงขนาดนั้นแต่กลับทำเรื่องไม่ดีใส่นางเอก คำขอโทษเหล่านี้ทำให้เรารู้สึกว่าความอัดอั้นที่มีต่อสตอรี่ของเอจิในช่วงนี้ตลอดหลายรูทที่ผ่านมาได้รับการเยียวยาซะที โอเคกับเอจิขึ้นเยอะเลย แม้ว่าภาพลักษณ์เจ้าชายผู้แสนดีจะไม่เหลือมานานแล้วก็ตาม 55555555555

● เป็นอันว่าเอจิทำใจเรื่องพี่สาวได้และกลับมาทำงานตามปกติละ ตั้งแต่ช่วงนี้เอจิจะเริ่มหันมาชอบนางเอกแทน ซึ่งอันที่จริงรูทคนอื่นๆ ก็มาแนวนี้กันหมดเลย คือแต่ละคนมีคนที่ชอบกันอยู่แล้ว จนกระทั่งมีเหตุบางอย่างให้ต้องตัดใจจากคนนั้น แล้วทุกคนก็หันมาชอบนางเอกแทน สรุปว่านางเอกเกมนี้ใช้กลยุทธ์เดิมๆ ทุกรูท คือเข้าหาเวลาเขาอ่อนแอ ได้ผลชะงัดสุดๆ

● พอผ่านพ้นมรสุมชีวิตมาได้ เอจิจะน่ารักมากกกกกกกกก โดยพื้นฐานแล้วเอจิก็เป็นคนน่ารักแหละ *กัดฟัน* แต่ถึงคราวงี่เง่าก็สุดโต่งเกินไปหน่อย TωT ดังนั้นพอเลิกงี่เง่าแล้วทุกอย่างก็เลยดีมาก ถึงเราจะบ่นเอจิเยอะแยะ แต่เจอฉากหวานๆ ก็เล่นแล้วเขินเหมือนกันนะ (///∇///)

● มีวันนึงเอจิกับนางเอกไปเยี่ยมเอรินะที่เพิ่งคลอดลูกด้วยกัน เอรินะเชียร์ให้เอจิกับนางเอกคบกัน พอออกมาจากโรงพยาบาลเอจิเลยบอกว่าถ้าเป็นเมื่อก่อนโดนเอรินะพูดแบบนี้ใส่คงรู้สึกแย่มาก เพราะไม่ชอบให้เอรินะมองตัวเองเป็นน้องชาย (ตะ แต่ก็เป็นน้องชายจริงๆ นี่ จะให้พี่สาวเขาทำไงได้………) แต่ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้วเพราะตัดใจจากเอรินะได้อย่างเด็ดขาด ซึ่งที่ทำแบบนั้นได้ก็เพราะมีนางเอกอยู่ด้วยนั่นเอง ว่าแล้วเอจิก็ขอให้นางเอกอยู่เคียงข้างตัวเองไปนานๆ เพราะถ้ามีนางเอกอยู่ข้างๆ ต่อให้ท้อแท้แค่ไหนก็คงจะยิ้มออก ……เป็นคำพูดที่ฟังแล้วอยากชกจอมาก 5555555555555 ก่อนหน้านี้ตัวเองปฏิเสธเขาไปแล้วไม่ใช่เรอะะะะ ทีตอนนี้มาขอให้อยู่ข้างๆ เฉย ทำไมเป็นคนแบบนี้!!!!!

● คำพูดที่บอกให้อยู่เคียงข้างกันนี่จริงๆ แล้วเอจิเคยพูดกับเรียวคุงด้วยนะ หนูจะพูดกับทุกคนรอบตัวแบบนี้ไม่ได้นะคะลูก!!!!!

● หลายวันต่อมา เรียวคุงชวนเอจิกับนางเอกไปนั่งดื่มที่บ้านตัวเอง เราชอบอีเวนท์นี้มาก น่ารักกกกกกกกก (≧ω≦) เรียวคุงกับนางเอกเมาท์มอยกันอย่างสนิทสนมกลมเกลียวจนเอจิเห็นแล้วทำหน้าบูด สะใจดี 55555555555

● ขำตอนที่นางเอกงัดเหล้าขึ้นมาจะรินให้เอจิ เรียวคุงเลยงัดไวน์ขึ้นมาสู้ แล้วเรียวคุงกับนางเอกเลยเล่นสงครามประสาทกันว่าใครจะทำให้เอจิดื่มของตัวเองได้ก่อน สุดท้ายเอจิเลือกของเรียวคุง เรียวคุงเลยบอกว่า ฉันชนะ โอ๊ยยยย คิวท์ เด็กน้อยยยยย น่าร๊ากกกกกกกกก(≧ω≦)(≧ω≦)

● ดื่มเสร็จเรียวคุงก็อาสาพานางเอกลงไปส่งหน้าอพาร์ตเมนต์ ส่วนเอจิค้างที่ห้องเรียวคุง (แหนะ! ทำไรกันอ้ะ!!!!!) พออยู่กันสองต่อสองเรียวคุงก็เชียร์ให้นางเอกลองสารภาพรักกับเอจิอีกรอบเพราะสถานการณ์คราวนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว เอจิไม่ได้ชอบเอรินะแล้ว โอ๊ยยยยยย เซเกะ เรียว!!! พ่อคนดี!!!!! ตัวเองก็ชอบเอจิเหมือนกันแท้ๆ ยังอุตส่าห์เชียร์นางเอกให้สารภาพรักอีก ฮืออออ ทำไมดีขนาดนี้ (;___;)

● แต่แล้วเคราะห์กรรมก็บังเกิด เมื่อนางเอกกับเรียวคุงโดนมัตสึนางะซังถ่ายรูปตอนอยู่หน้าอพาร์ตเมนต์ด้วยกันเอาไว้ได้! มัตสึนางะซังเอารูปถ่ายมาข่มขู่ให้นางเอกออกจากงานมาเข้าบริษัทตัวเองแทน (เลวจังเลยค่ะ รัก♥) นางเอกก็ตัดสินใจจะลาออกเพื่ออนาคตของฟอร์เต้ แต่ระหว่างไปเก็บของที่บริษัท เอจิมาเจอเข้าซะก่อน เอจิเลยขอให้นางเอกพาไปเจอมัตสึนางะซัง

● เอจิบอกมัตสึนางะซังว่าขอให้โละรูปถ่ายของนางเอกกับเรียวคุงไปซะ โดยข้อแลกเปลี่ยนของเอจิคือจะมอบข่าวเด็ดกว่านั้นให้ ว่าแล้วเอจิก็จูบนางเอกต่อหน้ามัตสึนางะซัง

● …..แก้ปัญหาด้วยการทำให้เรื่องร้ายแรงกว่าเดิม แบบนี้ก็ได้เหรอ 55555555555 แต่มัตสึนางะซังก็ยอมเลิกตื๊อนางเอกอย่างง่ายดาย คือทุกรูทเนี่ยจะมีไคลแมกซ์ทำนองนี้ตลอด มัตสึนางะซังเป็นตัวร้ายตลอด แล้วก็ยอมแพ้ไปง่ายๆ ตลอด ทำไมล่ะะะ ตื๊อกว่านี้อีกหน่อยสิคะะะะ อยากไปทำงานสำนักพิมพ์มัตสึนางะซังใจจะขาดแล้ววววว

● มัตสึนางะซังถามเอจิว่าทำแบบนี้เพราะไม่อยากให้นางเอกเป็นข่าวกับผู้ชายคนอื่นรึเปล่า? แหม๊ะ ฉลาดดดดด

● เนื้อเรื่องหลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรละ เอจิสารภาพรักกับนางเอก นางเอกรับรัก ตกลงเป็นแฟนกัน หลังจากนั้นจะมีแต่ฉากกะหนุงกะหนิงละ

● ด้วยความที่เป็นไอดอลกับผู้จัดการเลยไปเดทกันประเจิดประเจ้อไม่ได้ การเดทส่วนใหญ่ในเกมนี้มักจะเกิดขึ้นที่ห้องผู้ชาย อีเวนท์เดทกับมนุษย์บ้ารสหวานอย่างเอจิจึงเป็นอีเวนท์ทำแพนเค้กกินด้วยกันที่บ้าน

● ตอนเอจิเห็นนางเอกใส่ผ้ากันเปื้อนแล้วทักว่า พกผ้ากันเปื้อนมาด้วยเหรอ? แอบหวาดผวานิดๆ ฮือ ความหวาดระแวงที่มีต่อเอจิยังไม่หมดไปง่ายๆ ขอโทษนะเอจิ T∇T

● ไฮไลท์ของฉากนี้คือนางเอกกินแพนเค้กแล้วครีมเลอะปาก เอจิเลยใช้ปากเช็ดให้ โอเคจ้าาาา เอาที่เอจิสบายใจโนะ

● นอกจากเดทที่ห้องเอจิแล้ว บางทีก็ไปเดทกันที่ห้องนางเอกด้วย กิจกรรมก็ไม่มีอะไรมาก ก็ทำอะไรอย่างที่คนเป็นแฟนเค้าทำกันนั่นแหละ /ปิดตา

● เคยเห็นคนญี่ปุ่นรีวิวเกมนี้ว่า ออกเวอร์ชั่น 18+ มาเลยเถอะ หลังจากเล่นมาห้ารูทแล้วเราเข้าใจความรู้สึกนั้นมาก คือฟอร์เต้ทุกคนดูหื่นมากจริง น้องเล็กสุดอย่างโทวะก็ไม่เว้น

● ตอนท้ายๆ รูทนี้มีอีเวนท์ไปดื่มที่ห้องเรียวคุงด้วยกันอีกรอบ นางเอกถามเรียวคุงว่าเอจิเป็นพวกไม่กล้าแตะต้องคนที่ชอบแท้ๆ แต่ทำไมจับนู่นแตะนี่ฉันตลอดเวลาเลยล่ะ เรียวคุงฟังแล้วทำหน้าเอือมๆ ถามว่าที่พูดมานั่นอวดแฟนตัวเองเหรอ… ฮือ สงสารเรียวคุง 555555555555 แล้วเรียวคุงก็บอกว่าเอจิแค่ไม่กล้าแตะต้องเอรินะเพราะเป็นพี่สาวต่างหาก ไม่ใช่ว่าชอบใครแล้วจะไม่กล้าแตะต้องไปซะทุกคน

● ในฉากจบแบบกินเนื้อของเอจิมีซีจีเอจิเปลือยท่อนบนโชว์กล้ามด้วย นอกจากโทวะแล้วทุกคนล้วนเปลืองตัวในฉากจบกินเนื้อ ไม่รู้ฉากจบของสึกิชิโระซังจะเป็นไง ถ้าถอดอีกคนเราเลือดกำเดาไหลหมดตัวแหง……

● ฉากจบที่เราชอบสุดคือแบดเอนด์ (อ้าว!) คาดหวังกับแบดเอนด์รูทนี้ไว้พอสมควร แม้ว่าแบดเอนด์ของสามคนก่อนหน้าจะธรรมดามาก มีแค่ของเรียวคุงที่ประทับใจไม่รู้ลืม แต่สาเหตุที่ประทับใจแบดเอนด์เรียวคุงนั่นเป็นเพราะเอจิ พอมารูทเอจิเลยคาดหวังว่าอาจเจออะไรพีคๆ แบบนั้นอีก

● และแบดเอนด์ของเอจิก็มาเหนือกว่าที่เราคิดไว้ซะอีก!!

● ในแบดเอนด์ของเอจิ นางเอกกับเอจิทะเลาะกันเพราะเอจิไปหานางเอกที่บ้านแต่นางเอกเผลอหลับไปจนปล่อยให้เอจิยืนรอหน้าบ้านเป็นชั่วโมง พอทะเลาะกันแล้วนางเอกก็เศร้าซึม ไปทำงานด้วยสีหน้าหม่นหมอง สึกิชิโระซังเลยมาทักแล้วพาไปที่ห้องประชุมเพื่อให้นางเอกร้องไห้ระบายอารมณ์ แล้วสึกิชิโระซังก็ถามว่ามีเรื่องอะไรกับเอจิ สาเหตุที่เธอทำหน้าเศร้าแบบนี้ต้องเป็นเพราะเอจิแน่ๆ เลือกเอจิจะดีแล้วเหรอ (หือ??) ถ้าเป็นฉันจะไม่ทำให้เธอเศร้าขนาดนี้แน่นอน (หืออออ???)

● ทันใดนั้นเอง! เอจิก็บังเอิญมาได้ยินเข้าพอดี เอจิตกใจวิ่งหนีไป นางเอกก็ทำท่าจะวิ่งตาม แต่สึกิชิโระซังรั้งไว้แล้วบอกว่า อย่าไล่ตามคนที่หนีไปด้วยเรื่องแบบนี้เลย เลือกฉันซะเถอะ

● ทำไมมาเป็นประโยคคำสั่ง! ใช้อำนาจในทางมิชอบ! คิดว่าเป็นเจ้านายแล้วจะสั่งอะไรก็ได้เหรอ!

● จบประโยคนี้ปุ๊บ เราตายคาที่

● โอ๊ยยยยยยยยยย สึกิชิโระซั๊งงงงงงงงงงงงง!!!!!! ดิฉันเลือกคุณมาตั้งแต่ยังไม่เริ่มเกมแล้วค่าาาาาา ไม่ต้องมาสั่งกันแบบนี้ก็เลือกค่าาาาาาาา แต่อยากเก็บไว้คนสุดท้ายไงคะะะะะ ไม่ต้องมาทำคะแนนกันตอนนี้ มาแบบไม่ทันตั้งตัวเลย มือไม้นี่จิกวีต้าจอแทบแตก เขิลลลลลลลลลลลล////////

● ขณะที่นางเอกยังงงๆ ทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะไล่ตามเอจิไปดีมั้ย สึกิชิโระซังก็บอกอีกว่า ฉันจะรอเธอเสมอ ถ้าเกิดเรื่องอย่างวันนี้อีก ฉันก็จะแย่งเธอมาโดยไม่ปรานี

● โอ๊ยยยยย พ่อคุณเอ๊ยยยยยย มาออกตัวแรงอะไรในฉากจบคนอื่นเค้าาาาา ออกมาพูดไม่กี่ประโยค ทำคนเล่นลืมหน้าผู้ชายที่จีบมาตลอดรูทไปแล้วเนี่ย ข่นบ้า!!!!!

● นางเอกก็ดูจะลืมเอจิไปเลยเหมือนกัน 5555555555 สุดท้ายนางเอกก็ไม่ได้ไล่ตามเอจิไป แต่หมดแรงซบสึกิชิโระซังอยู่ตรงนั้นแหละ แหมมมมมมมมมมมมม

● พีคยิ่งกว่าคือฉากจบนี้สึกิชิโระซังเรียกชื่อนางเอกด้วย ตอนเรียก ฟุตาบะ ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนคือบับบบบบ โอ๊ยยยยยยยย /จิกจอแตกรอบสอง

● รูทสึกิชิโระซังเป็นรูทที่แยกออกมาจากรูทเอจิอีกทีนึง ต้องเคลียร์เอจิก่อนถึงจะไปรูทสึกิชิโระซังได้ พี่เลยมาทำคะแนนในแบดเอนด์สินะคะ!!

● เป็นแบดเอนด์ที่ถ้าไม่ได้ชอบสึกิชิโระซังคงรู้สึก ว้อท!!!??? แต่ถ้าชอบสึกิชิโระซัง ฉากจบนี้จะกลายเป็น THE BEST ENDING EVER ทันที มีอย่างที่ไหนจีบเอจิมาทั้งรูท ตอนจบลงเอยกับสึกิชิโระซังเฉยยยยยย

● สรุปว่าเล่นรูทเอจิจบแล้วประทับใจเรียวคุงกับสึกิชิโระซังมากๆๆๆๆ (จริงๆ นอกจากในแบดเอนด์แล้วสึกิชิโระซังมีบทเรื่อยๆ แหละ แต่ไม่อยากกรี๊ดเกินหน้าเกินตาพระเอก กะจะเก็บไว้กรี๊ดในรูทเจ้าตัวทีเดียว) รองลงมาคือมัตสึนางะซังที่ยังคงหล่อเลวไม่เปลี่ยน เลิฟ♥

● ส่วนเจ้าของรูทนั้น… ก็ทำคะแนนเพิ่มมาได้เยอะนะ เห็นมุมน่ารักๆ ของเอจิแล้วพอจะเชื่อได้ว่าโดยเนื้อแท้แล้วเอจิคงเป็นคนดีจริงๆ ….มั้ง อย่างน้อยเอจิก็ทำคะแนนได้มากพอที่จะทำให้เราไปซื้อนิยายเล่มจบรูทเอจิมาอย่างรวดเร็วทั้งที่ตอนแรกไม่คิดจะซื้อ (ความจริงคือใช้พอยท์อนิเมทแลกมาฟรี ดูสิเรารักเอจิขนาดไหน 55555555555555)

หลังจากเคลียร์ฟอร์เต้ครบห้าคนแล้ว เรียงลำดับความชอบเนื้อเรื่องจากมากไปน้อยได้ตามนี้ เรียวคุง > เอจิ > ทาคุมะ > โทวะ > โอซามุ

ถ้าดูกันเฉพาะ conflict ของตัวละคร เราชอบของโทวะที่สุดนะ ปมของโทวะคือถึงแม้ว่าตัวเองจะพยายามมากแค่ไหนก็สู้คนมีพรสวรรค์อย่างฟูโตะไม่ได้อยู่ดี ทั้งๆ ที่คนมีพรสวรรค์ไม่เห็นต้องพยายามอะไรมากมายเลย (แต่ไม่เห็นด้วยที่บอกว่าฟูโตะไม่พยายาม ฟูโตะก็พยายามในแบบของตัวเองนะ!!!) ชอบที่ปมปัญหาของโทวะไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับความรัก ต่างจากคนอื่นๆ ที่กลุ้มเรื่องความรักกันอย่างเดียว ดูเป็นปัญหาที่เข้ากับความเป็นไอดอลดีด้วย แต่รูทนี้เล่นแล้วให้ฟีลเหมือนเป็นแม่ที่คอยเลี้ยงลูกชายวัยว้าวุ่น ความใจเต้นเลยสู้คนอื่นไม่ค่อยได้

ส่วนรูทที่เฮฮาน่ารักกุ๊กกิ๊กสุดยกให้ทาคุมะ เป็นรูทที่แม้จะมีความดราม่าละครหลังข่าวอยู่บ้างแต่ก็น่าร๊ากน่ารัก ให้ฟีลโชโจมังงะดี (〃ω〃) ชอบรูทนี้เกินคาดทั้งๆ ที่ตอนแรกเฉยกับทาคุมะที่สุดในวง

รูทสุดท้ายที่เหลืออยู่คือรูทของสึกิชิโระซัง มั่นใจว่ารูทนี้ยังไงเราก็ชอบแน่ๆ จุดนี้แค่สึกิชิโระซังออกมาขมวดคิ้วเฉยๆ เราก็กรี๊ดสลบแล้ว เดี๋ยวเจอกันค่ะสึกิชิโระซัง!!!

Fortissimo – Seike Ryo

เพิ่งเล่นเกม Fortissimo จบไปรูทนึง แต่ต้องการพื้นที่กรีดร้องหนักมาก อ๊ากกกกกกกก

เกมนี้สร้างมาจากนิยายชื่อเดียวกันนี่แหละ เนื้อเรื่องในนิยายคือนางเอกที่เพิ่งเรียนจบใหม่ได้จับพลัดจับผลูไปเป็นผู้จัดการให้กับไอดอลวง forttê (ฟอร์เต้) ซึ่งไอดอลวงนี้ก็คือวงที่อาซาฮินะ ฟูโตะคุงจาก Brothers Conflict อยู่ แปลว่าเรื่องนี้เป็นสปินออฟของเรื่อง Brothers Conflict อีกทีนึงนั่นเอง แต่เรื่องราวจะพูดถึงวงนี้ในช่วงที่ฟูโตะคุงไปเรียนต่อที่แอลเอแล้ว ดังนั้นตัวละครหลักๆ ของเรื่องจึงเป็นเหล่าเพื่อนสมาชิกในวง ส่วนฟูโตะคุงกว่าจะมีบทบาทในนิยายก็เล่มหลังๆ โน่น

ด้วยความที่ชอบลายเส้นอ.อุดะโจผู้วาดภาพประกอบเราเลยซื้อนิยายมาเก็บไว้เกือบทุกเล่ม แต่อ่านจบไปแค่สามเล่มและลืมเนื้อเรื่องไปหมดแล้ว 5555555555 รู้สึกไม่ค่อยชอบอ่านนิยายแนวเน้นบทสนทนาไปเรื่อยๆ แบบนี้เท่าไหร่ (บราคอนเราก็ไม่ชอบอ่าน ชอบเล่นเกมมากกว่า) แต่โดนภาพประกอบล่อลวงไง มีฟูโตะไง ผู้ชายหล่อไง ออกมากี่เล่มก็ซื้อหมด

ครั้นเมื่อถึงโอโตเมทปาร์ตี้ปี 2015 ในงานก็ประกาศสร้างนิยายเรื่องนี้เป็นเกม กรี๊ดดดดด สิ่งนี้ที่รอคอย!!! แต่ประกาศมาแล้วเงียบหายไปนานมากกกกกกกกก บางทีก็สงสัยว่าโปรเจคต์ล่มไปรึยังนะ…? จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้วนี่แหละถึงเริ่มปล่อยพีวี ปล่อยภาพในเกมออกมา แล้วเกมก็เลื่อนวันวางขายมาจนถึงเดือนมีนาปีนี้ สรุปว่ารอเล่นเกมนี้มาสองปีครึ่ง

และในวันนี้การรอคอยที่นานแสนนานก็ได้สิ้นสุดลงแล้ว!!

พอได้แผ่นมาก็ลังเลอยู่นิดหน่อยว่าจะเล่นรูทใครก่อนดี เพราะในบรรดาสมาชิกฟอร์เต้เนี่ย นอกจากฟูโตะแล้วเราไม่ชอบสักคน 555555555555 แม้จะจำเนื้อหาในนิยายไม่ค่อยได้แต่ก็จำได้ว่าทุกคนล้วนเป็นเด็กมีปัญหา….. สุดท้ายเลยเลือกรูทเซเกะ เรียวคุง (CV: คาคิฮาระ เท็ตสึยะ) ก่อน เพราะเป็นคนที่เรารู้สึกโอเคที่สุดในห้าคนนี้แล้ว

เรียวคุงเป็นรองหัวหน้าวงฟอร์เต้ เป็นหนุ่มคณะอักษร ทำงานสายนายแบบเป็นหลักเลยเชี่ยวชาญทางแฟชั่น สารภาพตามตรงว่าจำแทบไม่ได้ว่าบทบาทเรียวคุงในนิยายเป็นยังไง จำได้แต่ตอนเล่มแรกที่เรียวคุงเจอนางเอก เรียวคุงบอกนางเอกว่า “ฉันน่ะ รักผู้หญิงไม่ได้หรอก” ก่อนจะเฉลยว่าล้อเล่น นั่นเป็นจุดที่ทำให้เรารู้สึกว่า เอ๊ะ เด็กคนนี้น่าสนใจ …จนกระทั่งเราเผลอไปตกหลุมคนอื่นจึงแทบไม่ได้สนใจเรียวคุงอีกเลย แป่วววว แต่ก็เพราะเหตุนี้แหละ พอเล่นเกมเลยกดเลือกรูทเรียวคุงเป็นคนแรก

แต่ก่อนกรี๊ดเรียวคุงขอเกริ่นถึงเนื้อเรื่องรูทรวมสักนิด *สปอยล์กระจุยกระจาย

สตอรี่ในเกมช่วงแรกๆ ไม่ต่างจากนิยายเท่าไหร่ นางเอกของเรื่องนี้ชื่อฟุจิซากิ ฟุตาบะ เป็นสาวจืดชืดจบใหม่ที่ลำบากตรากตรำกับการหางานมาเนิ่นนาน นางเอกจบคณะอักษรมาเลยอยากทำงานเกี่ยวกับสิ่งพิมพ์ แต่สำนักพิมพ์ไม่รับเข้าทำงาน วันนึงบังเอิญเจอประกาศรับสมัครงานของเอเจนซี่เลยลองสมัครดู ปรากฏว่าดันสอบผ่านได้เข้าทำงานซะงั้น นางเอกเลยได้เข้ามาทำงานในเจมส์เอนเตอร์เทนเมนต์ซึ่งเป็นต้นสังกัดของฟอร์เต้

เกมนี้เริ่มต้นตรงที่คนจากเอเจนซี่โทรมาแสดงความยินดีกับนางเอกที่ได้เข้าทำงาน ซึ่งคนที่โทรมาก็คือสึกิชิโระซัง!!!! สึกิชิโระซังคนนี้คือคนที่เราชอบที่สุดในนิยาย แค่เกมเริ่มต้นด้วยเสียงสึกิชิโระซัง (CV: ทานิยามะ คิโช) โทรมาพูดว่า โอเมเดโต้ ก็อยากเอาหน้าซุกหมอนด้วยความแฮปปี้แล้ว อ๊ากกกกกกกกก สึกิชิโระซังขราาาาาาาาาา (≧д≦)(≧д≦)(≧д≦)

แต่วันนี้จะพยายามไม่กรี๊ดสึกิชิโระซังออกนอกหน้า เพราะจุดประสงค์วันนี้คือกรี๊ดเรียวคุง!!

หลังจากนั้นชีวิตการทำงานในเจมส์เอนเตอร์เทนเมนต์ของนางเอกก็เริ่มขึ้น แต่นางเอกเนี่ยเป็นพวกเอาแต่เรียน เรียน เรียนจนไม่รู้เรื่องไอดอลใดๆ พอมาทำงานในเอเจนซี่เลยมีเรื่องต้องเรียนรู้มากมาย ช่วงต้นเกมนางเอกต้องเวียนไปฝึกงานตามแผนกต่างๆ ในบริษัทก่อน (ช่วงนี้จะเจอสึกิชิโระซังเยอะหน่อย แม้นางเอกจะโดนดุด่าเยอะแยะแต่เราใจพองมาก ฮือ สึกิชิโระซังขา ด่าอีกสิคะ!!!) จนกระทั่งฝึกงานครบตามกำหนดแล้ว ประธานบริษัทสาวสุดแซ่บถึงจะเรียกนางเอกไปหา แล้วประธานกับสึกิชิโระซังก็จะบอกว่าตั้งแต่วันนี้ไป นางเอกต้องเป็นผู้จัดการของฟอร์เต้

….และความบรรลัยทั้งหลายจะเริ่มจากตรงนี้แหละ

เนื้อเรื่องหลักๆ ของเกมตั้งแต่ต้นจนจบคือนางเอกจะพัฒนาตัวเองในฐานะเมเนเจอร์และในฐานะผู้หญิง ไปพร้อมๆ กับพาฟอร์เต้ก้าวผ่านอุปสรรคต่างๆ ไปเรื่อยๆ (แน่นอนว่าพร้อมกับจีบผู้ชายไปด้วย ^q^) ฟังดูเหมือนไม่มีอะไรหวือหวา แต่เกมมันก็สนุกเกินคาดนะ เล่นแล้วแอบวางไม่ลงอยู่เหมือนกัน

หลังจากนางเอกได้เป็นผู้จัดการของฟอร์เต้อย่างเป็นทางการแล้ว นางเอกก็ต้องคอยเป็นเบ๊ขับรถพาหนุ่มๆ ไปส่งและติดสอยห้อยตามไปทำงานตามที่ต่างๆ ตอนเล่นรอบแรกนี่เราเลือกรูทเรียวคุงเลยได้ติดตามเรียวคุงไปทำงานถ่ายแบบบ่อยกว่าเพื่อน แต่บางช่วงที่เป็นเนื้อเรื่องหลักก็จะได้ตามคนอื่นๆ ไปทำงานบ้างเหมือนกัน

ช่วงแรกที่ตามเรียวคุงไปทำงาน นางเอกยังไม่ค่อยรู้เรื่องแฟชั่น ศัพท์เทคนิคอะไรก็ไม่เข้าใจ ไม่ค่อยรู้เรื่องงานเมเนเจอร์ ทำงานผิดพลาดบ่อย บางทีเลยโดนเรียวคุงดุบ้าง เหวี่ยงใส่บ้าง อย่างเช่นมีครั้งนึงสต๊าฟมาถามความเห็นนางเอกว่าจะให้เรียวคุงแต่งตัวแบบไหนดี นางเอกก็บอกว่าให้สต๊าฟช่วยกันตัดสินใจกันเองละกันค่ะ อะไรที่สต๊าฟว่าดีดิฉันก็ว่าดี เรียวคุงได้ยินเลยโกรธที่นางเอกไม่สามารถออกความเห็นของตัวเองได้ หรืออีกครั้งนึงคือตอนที่เรียวคุงโดนเหล่านางแบบที่ร่วมงานด้วยรุมจีบ พอเลิกงานเรียวคุงเลยมาบ่นนางเอกทีหลังว่าทำไมเวลาแบบนั้นไม่รู้จักเข้าไปช่วยห้ามบ้าง เป็นต้น

นอกจากนั้น ช่วงแรกนางเอกยังเป็นสาวเฉิ่มอยู่ก็เลยโดนหนุ่มๆ ฟอร์เต้บ่นเรื่องความเชยบ่อยมากกกกก คือช่วงทำงานใหม่ๆ เนี่ย นางเอกใส่สูทสำหรับหางานไปทำงานตลอด หน้าเหน้อไม่แต่ง ผมก็แค่รวบเอาไว้เฉยๆ ซึ่งการใส่สูทหางานไปทำงานมันเป็นสิ่งที่คนญี่ปุ่นเขาไม่ทำกัน แน่นอนว่าคนที่บ่นเรื่องสไตล์ของนางเอกบ่อยๆ ก็ไม่พ้นเรียวคุงผู้ทำงานด้านแฟชั่นเป็นหลักนี่แหละ

ช่วงที่หนุ่มๆ ฟอร์เต้เอาแต่ด่า ด่า และด่านางเอกนี่เรารู้สึกรำคาญแทนนางเอกมาก 55555555555 กับอีแค่ใส่สูทหางานไปทำงานมันจะต้องบ่นอะไรกันนักกันหนาฮึ!!? สูทสวยๆ ใช่ว่าจะราคาถูกซะที่ไหน!!! เอะอะก็ไล่ไปซื้อสูทใหม่อยู่ได้!!! แต่คิดไปคิดมา สังคมญี่ปุ่นก็อย่างงี้แหละ ช่วยไม่ได้

อยู่มาวันหนึ่ง นางเอกโดนสึกิชิโระซังสั่งว่าให้พาเออิจิโร่ หรือเอจิคุงที่เป็นหัวหน้าวงไปทำงานที่โอซาก้าหนึ่งวัน พอเรียวคุงรู้เรื่องเลยรีบพานางเอกไปร้านเสื้อผ้า ไปหาสูทดีๆ มาใส่จะได้ไม่เป็นสาวเฉิ่มในสายตาคนอื่น แถมออกตังค์ซื้อให้เสร็จสรรพทั้งสูท รองเท้า เครื่องประดับ

เรียวคุงให้เหตุผลว่าที่ซื้อให้เนี่ยเป็นการทำเพื่อเอจิ ไม่ได้ทำเพื่อนางเอกหรอก เรียวคุงไม่อยากให้ผู้หญิงเฉิ่มๆ ไปยืนเคียงข้างเอจิ เพราะเอจิเป็นคนสำคัญของเรียวคุง

จากนั้นก็ตามมาด้วยประโยคเด็ดที่ทำให้เราเริ่มสนใจเรียวคุงในนิยาย

“ฉันน่ะ… รักผู้หญิงไม่ได้หรอก”

น่านนนนนนน นึกว่าจะไม่มีประโยคนี้ในเกมซะแล้ว ยังอุตส่าห์ใส่มา!! แม้เรียวคุงจะบอกว่าล้อเล่น ทว่าในความล้อเล่นนั้นมันก็บ่งบอกอะไรบางอย่างอยู่เหมือนกัน…

ซื้อของเสร็จกลับไปทำงานกันต่อ นางเอกกับเรียวคุงก็บังเอิญเจอเอรินะ พี่สาวของเอจิ

พอทักทายกันเสร็จจนเอรินะเดินไปแล้ว เรียวคุงก็บอกว่าเอรินะเป็นผู้หญิงคนเดียวที่เรียวคุงคิดว่ามีเสน่ห์อย่างแท้จริง เป็นคนไม่มีอะไรให้ติเลย ก่อนจะทำหน้าเศร้าๆ พูดว่า ผู้ชายคนไหนก็คงหลงรักเธอกันทั้งนั้นนั่นแหละ นางเอกฟังแล้วแอบคิดในใจว่า เอ๊ะ หรือว่าเรียวคุงจะชอบเอรินะอยู่??

หลังจากนั้นนางเอกกับเรียวคุงก็ไปเจอเอจิ เอจิบอกว่าอยากไปบ้านเรียวคุง จะได้ไปดื่มด้วยกัน อยากไปเล่นกับแมวของเรียวคุงที่ชื่อฮาจิด้วย คือเอจิกับเรียวคุงเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็กเลยสนิทกันมาก ไปมาหาสู่บ้านกันบ่อยๆ จนเรียวคุงสนิทกับทั้งเอจิและเอรินะ เรียวคุงเวลาคุยกับเอจิเลยละมุนละไมมากกกกกกกกก คนละเรื่องกับเวลาอยู่กับนางเอกเลย

พอทำงานไปสักพักนางเอกก็เริ่มเปลี่ยนวิธีแต่งตัว หัดเอาเสื้อผ้ามามิกซ์แอนด์แมตช์กันไปเรื่อยๆ สมาชิกฟอร์เต้ก็ช่วยกันวิพากษ์วิจารณ์กันสนุกสนาน เพราะนางเอกแต่งตัวยังไงก็เฉิ่ม แต่เพราะนางเอกตั้งใจทำงานอย่างขันแข็ง หนุ่มๆ เลยดูเหมือนจะยอมรับนางเอกกันมากขึ้นทีละนิด

แต่แล้ววันหนึ่งก็เกิดเหตุการณ์ทาคุมะโดนรถชนจนกระดูกหัก เหตุการณ์นี้คุ้นๆ ว่าเหมือนในนิยาย แต่เพราะเป็นรูทเรียวคุงเลยไม่ได้เฉลยว่าจริงๆ แล้วทาคุมะหยุดชะงักกลางถนนเพราะโดนแฟนบอกเลิก เหตุการณ์นี้ในรูทรวมไม่ใช่เรื่องใหญ่เท่าไหร่ ทาคุมะเข้าโรงพยาบาลแป๊บเดียวก็ออกมาละ ระหว่างที่เข้าโรงพยาบาล สมาชิกวงคนอื่นๆ ก็ช่วยกันไปทำงานของทาคุมะแทน เพราะเอจิบอกว่างานของฟอร์เต้ก็ต้องทำแทนกันเอง ไม่ยอมให้ใครทำแทนหรอก

วันที่ทาคุมะออกจากโรงพยาบาล นางเอกไปรับที่โรงพยาบาล พวกแฟนๆ ฟอร์เต้ที่มาเฝ้าหน้าโรงพยาบาลเมาท์กันแบบเห็นได้ชัดว่าไม่ชอบขี้หน้านางเอกเท่าไหร่ พอนางเอกมาบ่นให้หนุ่มๆ ฟอร์เต้ฟัง หนุ่มๆ เลยแนะนำให้นางเอกเปลี่ยนลุค เพราะถ้านางเอกสวยปิ๊งก็จะไม่มีใครว่าอะไรได้ (เอ่อออออออ ปัญหามันไม่ใช่ตรงนั้นมั้ย พวกไอดอลนี่ไม่เข้าใจหัวอกแฟนๆ เอาซะเลย!!) คุยไปคุยมาก็กลายเป็นแนะนำกันว่าให้นางเอกไปตัดผมกับอาซาฮินะ รุย ซึ่งก็คือรุยรุยคนเดียวกับในบราคอนนั่นแหละ แต่รุยรุยเป็นช่างผมสุดฮอตฮิต ฝีมือดีมาก จองคิวยากมาก ประเด็นนี้เลยเป็นอันตกไปอย่างรวดเร็ว แต่ก็เป็นเหตุการณ์ที่จุดประกายให้นางเอกคิดจะเปลี่ยนแปลงตัวเองขึ้นมา

จากนั้นก็เป็นอีเวนท์ปาร์ตี้ก่อตั้งบริษัทของเจมส์เอนเตอร์เทนเมนต์ ปาร์ตี้นี้มีคนในวงการบันเทิงมารวมตัวกันมากมาย นางเอกต้องไปร่วมงานด้วย แต่ยังคงแต่งตัวเฉิ่มจนหนุ่มๆ เอือมระอาตามเคย (ช่วงต้นเกมลุ้นมากว่าเมื่อไหร่นางเอกจะหายเฉิ่มสักที โดนด่าไม่เว้นแต่ละวันจนอยากเห็นหนุ่มๆ อ้าปากค้างตอนเปลี่ยนลุคบ้าง) งานนี้เอรินะ พี่สาวของเอจิก็มาด้วย

นี่เป็นอีเวนท์แรกและอีเวนท์เดียวในรูทนี้ที่ได้เห็นเอจิอยู่ต่อหน้าพี่สาว เอจิเวลาอยู่กับพี่จะดูอ้ำอึ้งทำตัวไม่ค่อยถูก พอเอรินะเกิดอาการหน้ามืดจนเดินไม่ไหว เอจิถึงกับยืนบื้อไม่กล้าเข้าไปประคอง เรียวคุงเลยต้องเป็นคนเข้าไปช่วยประคองไปหาที่พักแทน ทั้งหมดทั้งมวลนี้เป็นเพราะอีตาเอจิเป็นซิสคอนระยะสุดท้ายจ้าาาาาาาาา เรียวคุงที่รู้เรื่องนี้ดีเลยอาสาช่วยแทน แถมดุเอรินะอีกว่าอย่าทำให้เอจิต้องเหนื่อยใจมากไปกว่านี้เลย

ตอนแรกดูเผินๆ แล้วเหมือนกับเรียวคุงจะชอบเอรินะ แต่พอเหตุการณ์นี้มันเริ่มจะไม่ใช่ละ เพราะเรียวคุงดูเป็นห่วงเอจิมากกว่าเอรินะอีก ตอนเห็นเอจิทำตัวไม่ถูก เรียวคุงก็เอาแต่มองเอจิด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย นางเอกเลยฉุกคิดขึ้นมาว่า คำพูดที่เรียวคุงเคยบอกว่าผู้ชายคนไหนก็หลงรักเอรินะกันทั้งนั้น อาจจะไม่ได้หมายถึงตัวเรียวคุงเอง แต่หมายถึงเอจิต่างหาก ว่าแล้วนางเอกก็ถามเรียวคุงว่า ทำไมต้องมองเอจิคุงด้วยสีหน้าเศร้าๆ ด้วยล่ะ (นี่ก็ถามตรงเกิ๊น 55555555555) เรียวคุงไม่ได้ตอบ แค่ตกใจเพราะไม่เคยมีใครพูดแบบนี้มาก่อน และบ่นว่าทีเรื่องแบบนี้ช่างสังเกตเชียวนะ

อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่ได้คำตอบ นางเอกก็ยังคงไม่ยอมแพ้ เรียกเรียวคุงมาคุยกันตัวต่อตัวว่าทำไมต้องทำหน้าเศร้าขนาดนั้น มีปัญหาอะไรเล่าให้ฉันฟังได้นะเรียวคุง เพราะฉันเป็นเมเนเจอร์! ตอนแรกเรียวคุงไม่ยอมพูด แต่นางเอกตื๊อจนเรียวคุงยอมคุยด้วยจนได้

นางเอกถามเรียวคุงว่ามีเรื่องทะเลาะกันกับเอจิคุงรึเปล่า เรียวคุงตอบว่าไม่มี ไม่มีอะไรเลย ไม่มีเกินไปจนลำบากใจด้วยซ้ำ ก่อนหน้านี้ตอนเอจิไปเที่ยวบ้านก็เล่นกับแมวที่ชื่อฮาจิอย่างสนุกสนานดี แล้วเรียวคุงก็ถามนางเอกว่า รู้มั้ยทำไมถึงตั้งชื่อแมวว่าฮาจิ? ฮาจิแปลว่าแปด หมายถึงตัวอักษรอัลฟาเบตตัวที่แปดไงล่ะ นางเอกเลยนับไล่ไปทีละตัว จนถึงตัวที่แปดซึ่งก็คือตัว H ตัวเอชภาษาญี่ปุ่นอ่านว่า เอจิ หมายความว่าชื่อแมวบ้านเรียวคุงเป็นรหัสลับหมายถึงเอจินั่นเอง (นี่ชื่อแมวหรือรหัสลับดาวินชี่คะ????)

เรียวคุงบอกว่าเอจิเล่นกับฮาจิโดยไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไร ระหว่างตัวเองกับเอจิไม่มีอะไรเลย ในเมื่อไม่มีอะไรขนาดนี้ ถึงจะอยากอยู่เคียงข้างกันไปตลอดก็คงเป็นไปไม่ได้ ……..นี่ขนาดตอนแรกอิดออดไม่ยอมคุยด้วย ไหงอยู่ดีๆ มาสารภาพความในใจถึงเอจิให้ฟังเฉ๊ยยยยยยยยย

ความรู้สึกที่เรียวคุงมีต่อเอจินี่ตอนแรกมันเหมือนจะคลุมเครือ เรียวคุงบอกว่าตัวเองก็ไม่แน่ใจว่ามันเป็นความรู้สึกแบบไหน แน่ใจแค่ว่าเอจิเป็นคนพิเศษ เป็นคนสำคัญที่สุด

นางเอกฟังแล้วก็บอกว่า ไม่เห็นแปลกเลย แม้แต่ฉันยังเข้าใจเลยว่าเอจิคุงมีเสน่ห์ขนาดไหน เรียวคุงเป็นเพื่อนกับเอจิคุงมาตั้งแต่เด็ก เป็นคนที่เอจิคุงคอยพึ่งพามาตลอด จะเห็นเป็นคนพิเศษก็ไม่แปลกหรอก ถึงคนเฉิ่มๆ อย่างฉันมาพูดแบบนี้จะไม่มีน้ำหนักอะไรก็เถอะ เรียวคุงเลยบอกว่า เธอคิดแบบนั้นเพราะเป็นผู้หญิงน่ะสิ พอถึงประโยคนี้ของเรียวคุงนี่แหละ ชัดเจนแล้วว่าความรู้สึกที่เรียวคุงมีให้เอจิมันไม่ใช่แค่เพื่อนธรรมดา นั่นทำให้เรียวคุงคิดว่าความรู้สึกของตัวเองเป็นสิ่งที่แปลก แต่นางเอกก็ยังยืนกรานว่าไม่แปลกอยู่ดี

เราชอบการที่เรียวคุงชอบเอจิเกินเพื่อนนี่มากเลย แปลกใหม่ดี 55555555555 ไม่ได้ชอบเพราะชิปคู่นี้หรอกนะ เล่นจนจบรูทแล้วก็ยังไม่ได้รู้สึกชอบคู่เอจิเรียวหรือเรียวเอจิเป็นพิเศษ เพียงแต่ว่าเราไม่เคยเล่นโอโตเมะเกมแล้วได้จีบผู้ชายที่ชอบผู้ชายอีกคนมาก่อน ถ้าเป็นเกมบีแอลเจอแบบนี้คือสุดแสนจะปกติ แต่พอเป็นโอโตเมะเกมแล้วมันมันน่าสนใจว่าเขาจะเปลี่ยนใจมาหานางเอกได้ยังไง

เรียวคุงบอกว่าถึงยังไงเอจิก็มีความรู้สึกของเอจิ เอจิน่ะชอบเอรินะมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว เรียวคุงเล่าเรื่องตอนเด็กๆ ให้ฟังว่าเคยเรียนเต้นด้วยกันกับเอจิ เคยไปเล่นเกมบ้านเอจิ สมัยเด็กๆ เรียวคุงไม่มีเพื่อน พ่อแม่ก็ไม่ค่อยอยู่บ้าน เอจิเลยเป็นเพื่อนที่ทำให้เรียวคุงรู้ว่าการไม่เหงามันเป็นยังไง

เอจิตอนเด็กๆ บอกเรียวคุงว่า จากนี้ไปก็อยู่ข้างๆ กันตลอดไปเลยนะ ซึ่งตั้งแต่นั้นมา ในสายตาของเรียวคุงก็มีแต่เอจิคนเดียว ทั้งๆ ที่เอจิจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเคยพูดแบบนั้นกับเรียวคุง (เอ๊าาาาาา เอจิ!! ทำไมเป็นคนแบบนี้!!)

คุยกันเสร็จแล้วเรียวคุงก็ยื่นบัตรร้านทำผมของรุยรุยมาให้และบอกนางเอกว่า ถ้าเธอคิดว่าตัวเองเฉิ่มนักก็ลองพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงดูสิ ถึงเธอจะพยายามศึกษาเรื่องแฟชั่นไป แต่ไม่ลงมือทำจริงมันก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอกนะ

และแล้วนางเอกก็รีบพุ่งไปตัดผมอย่างว่องไว พอมาทำงานครั้งต่อมาหนุ่มๆ ฟอร์เต้เลยตกตะลึงในความสวยชิคและตกใจเพราะนึกว่านางเอกมีปัญหาชีวิตอะไรรึเปล่า นางเอกก็บอกว่าไม่มีอะไรหรอก ได้บัตรฟรีมาเลยไปตัด แค่อยากพยายามเปลี่ยนแปลงดูเท่านั้นเอง พูดจบก็หันไปส่งสายตาปิ๊งๆ ให้เรียวคุงหนึ่งที สาเหตุที่นางเอกตัดผมนี่ไม่เหมือนในนิยายละ ในนิยายจำได้แบบเลือนรางว่านางเอกสารภาพรักกับเอจิแล้วโดนปฏิเสธเลยไปตัดผม แต่รูทนี้นางเอกไม่ได้ชอบเอจิเลยกลายเป็นว่าไปตัดผมเพราะเรียวคุงไล่ไปตัดแทน รอลุ้นว่ารูทอื่นจะตัดผมเพราะสาเหตุอะไรบ้าง เดาว่าน่าจะต่างกันไปตามรูทแต่ละคนมั้ง

พอตัดผมปุ๊บ นางเอกเหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน กลายเป็นเมเนเจอร์สาวสวยคนเก่ง ถึงตรงนี้จะไม่มีใครมาด่าอะไรละ สบายใจซะที 555555555 (แต่ยังอยากโดนสึกิชิโระซังด่าอยู่นะ เสียใจตรงนี้)

อีเวนท์ต่อมาคือไลฟ์ของฟอร์เต้ที่บุโดคัง ตอนก่อนอังกอร์เอจิกับเรียวคุงความเห็นไม่ตรงกันว่าจะแอดลิบดีหรือไม่ดี เอจิอยากเพิ่มแอดลิบ แต่เรียวคุงไม่เห็นด้วย เอจิเลยงอนว่าทำไมหมู่นี้เรียวเย็นชาจัง (นี่คำพูดลีดเดอร์เหรอออ เค้าไม่เห็นด้วยก็ไปงอนเค้า อร่อมมมมมมม) เรียวคุงเลยอ้ำอึ้งไป นางเอกเห็นเรียวคุงกำลังลำบากเลยเข้าไปบอกว่าขึ้นเวทีไปแล้วค่อยตัดสินใจก็ได้นี่ว่าจะแอดลิบดีมั้ย (เป็นคำแนะนำที่ขอไปทีมากๆ……)

พอเอจิเดินไปแล้ว เรียวคุงเลยหันมาขอบคุณที่นางเอกเข้ามาช่วยได้ถูกจังหวะพอดี ช่วงนี้เรียวคุงรู้สึกหวั่นไหวกับเอจิยิ่งกว่าเดิม อาจเพราะเล่าออกมาเป็นคำพูดให้นางเอกฟังเลยยิ่งรู้สึกมากกว่าแต่ก่อน แต่ถึงอย่างงั้นก็จะพยายามเป็นเซเกะ เรียวที่แฟนๆ อยากเห็น เป็นเซเกะ เรียวที่สนิทสนมกลมเกลียวกับเอจิดีไม่มีปัญหาอะไรให้ได้

หลายวันต่อมา จู่ๆ มัตสึนางะซัง นักข่าวบันเทิงที่ทำงานในสำนักพิมพ์ที่นางเอกเคยไปสมัครงานแต่ไม่ผ่านก็โทรมาเรียกให้ไปหาที่ร้านอาหาร พอไปถึงนางเอกก็เจอสึกิชิโระซังโดนเรียกมาเหมือนกัน มัตสึนางะซังเรียกไปบอกว่า พรุ่งนี้จะมีสกู๊ปเด็ดออกมา อาจจะทำให้เจมส์เอนเตอร์เทนเมนต์เดือดร้อน โทษทีนะ จบ เรียกมาบอกแค่นี้แหละ (แค่ประโยคเดียวแบบนี้คุยโทรศัพท์หรือส่งเมสเสจก็พอมั้ยพี่!!!???)

มัตสึนางะซังคนนี้เป็นตัวละครที่เราชอบรองจากสึกิชิโระซังเลย เสียดายไม่มีรูทเป็นของตัวเอง โกรธอะะะะ ฮืออออออออ โมริคุโบะซังพากย์เชียวนะะะะะ

วันรุ่งขึ้น นางเอกตื่นมาเปิดทีวีก็เจอข่าวเด็ดว่า เอรินะมีแฟน!!!! แม้ไม่ใช่ข่าวของหนุ่มๆ ฟอร์เต้ แต่ข่าวนี้ก็ส่งผลกระทบต่อฟอร์เต้อย่างใหญ่หลวง เพราะพอรู้ว่าพี่สาวมีแฟนปุ๊บ เอจิผู้เป็นลีดเดอร์ถึงกับสติหลุดไปเลย

ช่วงแรกที่รู้ข่าว เอจิยังพยายามทำตัวเหมือนไม่มีอะไร ไปซ้อมละครเวทีตามปกติ แต่ซ้อมยังไงก็ผิดพลาดไปหมดจนผู้กำกับไล่กลับไปตั้งสติใหม่ เป็นแบบนี้อยู่หลายวันจนเรียวคุงถามว่าไหวมั้ย? เอจิเลยสารภาพว่าไม่ไหวแล้ว ไม่มีอารมณ์จะเล่นละครเวทีเลย ถึงจะรู้ว่าพูดแบบนี้มันไม่สมเป็นมืออาชีพ แต่คนเราก็ต้องมีช่วงเวลาที่อยากทิ้งความเป็นมืออาชีพ ทิ้งทุกอย่างไปเลยกันบ้างแหละ เรียวคุงโกรธที่เอจิพูดแบบนี้เพราะมันไม่สมเป็นเอจิเลย เอจิก็โกรธบ้าง หาว่าเรียวคุงไม่มีทางเข้าใจ ไปๆ มาๆ เลยทะเลาะกันเอง เอจิโวยวายว่างั้นเรียวก็บอกมาสิว่าเวลาที่รู้ว่าคนสำคัญอยู่เกินเอื้อมน่ะ ควรทำยังไง!! ฉากที่สองคนนี้ทะเลาะกันเราเข้าข้างเรียวคุงสุดลิ่มทิ่มประตูเลย เอจิพูดมาแต่ละอย่างทิ่มแทงใจเรียวคุงมากกกกกกกกก เพราะขณะที่เอจิแอบชอบเอรินะ เรียวคุงก็แอบชอบเอจิอยู่ แต่เอจิไม่รู้ตัวเลยพูดแต่คำพูดที่ทิ่มแทงเรียวคุงฉึกๆๆ

แม้จะโดนทิ่มแทงใจยังไงเรียวคุงก็ยังคงใจเย็น บอกเอจิว่า ในเมื่อเราเปลี่ยนแปลงคนสำคัญของเราไม่ได้ เราก็ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองสิ เอจิก็สวนอีกว่า ถ้าเปลี่ยนได้ก็เปลี่ยนไปนานแล้ว! เรียวคุงเลยบอกว่า เอจิไม่แม้แต่จะพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองด้วยซ้ำ คราวนี้เอจิโมโหจนกระชากเสื้อเรียวคุงเลยจ้าาา บ๊ะะะะะ คนที่โมโหควรจะเป็นเรียวคุงมั้ยยยยยยยย?????

สุดท้ายเอจิก็ขอกลับบ้านไปสงบสติอารมณ์ เรียวคุงเลยมาปรับทุกข์เรื่องเอจิกับนางเอก บ่นว่าเสียใจที่ตัวเองช่วยอะไรเอจิไม่ได้เลย นางเอกปลอบว่า ยังไงเรียวคุงก็เป็นเพื่อนคนสำคัญของเอจินะ!! เรียวคุงก็หน้าหมองพึมพำว่า เป็นได้แค่เพื่อนงั้นเหรอ คือตอนนี้นางเอกกลายสภาพเป็นที่ปรึกษาเรื่องความรักของเรียวคุงโดยสมบูรณ์ไปละ……… เราชอบเวลานางเอกกับเรียวคุงมานั่งเปิดอกคุยกันเรื่องความรักนะ เพราะเวลาฟังเรียวคุงพูดถึงเอจิเรารู้สึกว่าความรู้สึกที่เรียวคุงมีต่อเอจิมันละเอียดซับซ้อนมาก การชอบเอจินี่เป็นเสน่ห์อย่างนึงของเรียวคุงเลยแหละ

พอเจอเรื่องนี้เข้านางเอกก็เริ่มรู้สึกว่าไม่ได้การ ปล่อยไว้แบบนี้เอจิเสียงานเสียการพินาศหมด นางเอกเลยตัดสินใจว่าเอางี้แล้วกัน งานของฟอร์เต้ก็ต้องให้ฟอร์เต้ทำ ในเมื่อเอจิคุงเล่นละครไม่ได้ สมาชิกคนอื่นก็ไม่มีสกิลการแสดง เห็นทีต้องงัดไม้ตาย ไปตามตัวฟูโตะคุงที่กำลังเรียนการแสดงที่แอลเอกลับมาเล่นละครเวทีแทนเอจิคุงซะแล้ว!!! (เป็นการตัดสินใจที่อยากก้มกราบนางเอกงามๆ ฟูโตะจะได้มีบทซะที ฮรือออออออออออ)

คิดได้ปุ๊บนางเอกก็รีบไปขออนุญาตสึกิชิโระซัง สึกิชิโระซังไม่ค่อยอยากให้ไปเท่าไหร่เพราะถึงถ่อไปก็ใช่ว่าฟูโตะจะยอมกลับมา แต่ประธานบริษัทได้ยินแล้วอนุญาตอย่างง่ายดาย บอกให้นางเอกตีตั๋วบินไปคืนนี้เลยเพราะเชื่อมั่นว่านางเอกจะพาฟูโตะกลับมาได้แน่นอน (พาสปอร์ตญี่ปุ่นนี่มันดีจริงเหวยยยยย นึกจะไปไหนก็ไป ไม่ต้องเตรียมเอกสารขอวีซ่ากองพะเนินแล้วนั่งเซ็งรอผลอีกเป็นอาทิตย์ อิจฉา!!!!)

นางเอกรีบกลับบ้านไปจัดข้าวของเตรียมไปอเมริกา พอออกมาจะหาไปสนามบินก็เจอสึกิชิโระซังมารอหน้าบ้าน เพราะจะขับรถไปส่งที่สนามบิน

โอยยยยยย คุณขาาาาาา อย่าเพิ่งมาทำคะแนนตอนนี้ เจอฉากขับรถไปส่งสนามบินเข้าหน่อย ลืมเรียวคุงไปหมดแล้วเนี่ย ฮืออออออออ แสนดีเหลือเกินนนนนนนนน ขอสมัครเป็นลูกน้องบ้างสิคะะะะะ

นางเอกบินไปถึงแอลเอปุ๊บก็รีบไปดักรอฟูโตะหน้าโรงเรียนการแสดง พอฟูโตะออกมาก็รีบเข้าไปทัก ฟูโตะเลยยิ้มแย้มแจ่มใสทักว่าเป็นแฟนคลับเหรอ อุตส่าห์ถ่อมาจากญี่ปุ่นเชียว??

แต่พอนางเอกบอกว่าเป็นผู้จัดการฟอร์เต้ปุ๊บ ฟูโตะเปลี่ยนมาทำหน้าบูดใส่ปั๊บบบบบ หน้าตาไม่ต้อนรับอย่างแรง โถๆๆ ไม่รู้จะชมว่าสมเป็นโปรหรือเอ็นดูในความเด็กน้อยดี 555555555555

วันแรกที่เจอกันฟูโตะไม่ยอมฟังนางเอกเลย แถมยังเดินหนีไปอย่างว่องไว นางเอกเลยเพียรพยายามมาตื๊ออยู่เรื่อยๆ จนฟูโตะบอกว่างั้นก็คุกเข่าก้มหัวขอร้องให้ฟังซะสิ นางเอกได้ยินแล้วก็ อุ๊ย แค่นั้นเองเหรอ ง่ายจัง แล้วก็คุกเข่าขอร้องให้ฟัง ฟูโตะถึงกับตกใจว่าคนอะไรไร้ศักดิ์ศรีขนาดนี้ แต่ก็ใจอ่อนยอมฟังในที่สุด

นางเอกเล่าให้ฟูโตะฟังว่าตอนนี้เอจิคุงกำลังมีปัญหา อยากให้ฟูโตะกลับไปแสดงละครแทน ฟูโตะเลยเสิร์ชเน็ตจนเจอข่าวเอรินะแล้วเข้าใจทันทีว่านี่คือสาเหตุที่ทำให้เอจิเล่นละครไม่ได้ รู้แล้วก็บ่นงึมงำว่าเจ้าเอจินี่มันซิสคอนอาการสาหัสจริงๆ (แซะคนอื่นไม่ดูตัวเองเลยนะน้องคะ 5555555555555)

แต่ฟูโตะก็ยังไม่ตอบตกลงง่ายๆ เพราะมองไม่เห็นว่าตัวเองจะได้ผลประโยชน์อะไรจากการกลับไปเล่นละครแทนเอจิ นางเอกเลยกล่อมไปเรื่อยๆ บอกว่าอยากให้ฟูโตะคุงเล่นละคร ไม่ใช่แค่เล่นละครเวทีแทนเอจิ แต่อยากให้สวมบทบาทเป็น ‘อาซาคุระ ฟูโตะ ฮีโร่ผู้ปกป้องฟอร์เต้ให้พ้นจากวิกฤติ’ บทบาทนี้แหละที่จะทำให้สกิลเล่นละครของฟูโตะคุงพัฒนาแบบก้าวกระโดด

และแล้วฟูโตะก็ยอมกลับญี่ปุ่น บอกให้นางเอกเตรียมตั๋วเครื่องบินกลับพรุ่งนี้เลย (อ้าววว แล้วโรงเรียนหนูล่ะลูกกกกก ไม่ต้องทำเรื่องพักการเรียนเลยไง๊!!!???) ฟูโตะบอกนางเอกว่าอยากให้นางเอกให้ความสำคัญกับตัวเองมากกว่านี้ด้วย อย่าคุกเข่าขอร้องใครง่ายๆ อีก แง้ เป็นเด็กดีจังงงงงงง ฟูโตะของพรี่ยยยยยยยยย์ (≧ω≦)(≧ω≦)

กลับถึงญี่ปุ่นปุ๊บ ประธานบริษัทก็บอกให้นางเอกพาฟูโตะไปงานแถลงข่าว นักข่าวก็มารุมกันเยอะแยะ (แหม่ น้องชายเรานี่ฮอตจริงจริ๊งงงงง) แถลงข่าวเสร็จนางเอกก็ขับรถพาฟูโตะไปส่งที่โรงแรม แต่ก่อนลงจากรถ ฟูโตะบอกว่า วันนี้ยังไม่ยอมให้กลับหรอกนะ ด้วยเสียงที่ออดอ้อนออเซาะเวอร์มากจนใจสั่นไปหมด โอ๊ยยยย นางเอกไม่หวั่นไหวกะฟูโตะได้ไง ใจเธอแข็งแกร่งยิ่งนัก!!!!!

ฟูโตะพานางเอกขึ้นโรงแรมไปด้วยกัน อุ๊ยตายว้ายกรี๊ดดดดดดดดดดดดด (จุดนี้เรียวคุงคือใครนะ ลืมไปแล้ว) แต่กรี๊ดไปก็เท่านั้นแหละ เพราะฟูโตะพาขึ้นห้องไปจิกหัวใช้เฉยๆ จ้าาาา หาได้มีอะไรเลยเถิดไม่ เสียดายเกมนี้ไม่มีรูทฟูโตะ อยากจีบน้องเวอร์ชั่นโตแล้วมั่งอะะะะะะ

ฟูโตะจิกหัวใช้นางเอกทำโน่นนี่นั่นให้เสร็จก็ไล่กลับอย่างไม่ไยดีเพราะจะนั่งท่องบทละคร คือฟูโตะเนี่ยดูเผินๆ เหมือนจะเป็นเด็กผีปากไม่มีหูรูด แต่ภายใต้ความเด็กผีนั้นน้องเป็นคนขยันขันแข็ง ตั้งอกตั้งใจทำงานมากๆ และความจริงแล้วก็แคร์เพื่อนๆ ในวงมากกว่าที่แสดงออกด้วย พี่สาวภูมิใจในตัวน้องเหลือเกิน (*´ω`*)

พอฟูโตะกลับมาแล้วก็ไปทำงานละครเวทีแทนที่เอจิอย่างว่องไว นอกจากจะจำบทได้ทั้งหมดในเวลาอันสั้นแล้วยังแสดงออกมาได้เพอร์เฟคต์จนทีมงานชมเปาะ เอจิตกกระป๋องไปเลยจ้าาาา

ตัดมาฝั่งเรียวคุงกับเอจิ หลังจากทะเลาะกันวันนั้น เอจิก็กลายเป็นฮิคิโคโมริ เก็บตัวอยู่กับบ้านไม่ยอมทำงานทำการ เรียวคุงบุกไปหากี่ทีก็ไม่เคยยอมให้เข้าบ้าน ไปๆ มาๆ กลายเป็นว่านางเอกกับเรียวคุงคุยกันแต่เรื่องเอจิ เอจิ และเอจิ จนทาคุมะทักว่าทำไมเมาท์เอจิกันเพลินอะไรขนาดนั้น สนุกกันเกินไปมั้ย เป็นแฟนคลับเอจิรึไง หรือว่านางเอกจะหลงรักเอจิอยู่??

นางเอกปฏิเสธว่าเปล่านะ ไม่ได้คิดอะไรกับเอจิเลยจริงๆ เรียวคุงก็ทำหน้าเข้มดุว่านั่นสิ เมเนเจอร์จะชอบเมมเบอร์ได้ไง ไม่ตลกเลยนะ เดี๋ยวก็เป็นข่าวฉาวหรอก คุยไปคุยมานางเอกก็บอกว่าจะพยายามทำให้ฟอร์เต้กลับมารวมตัวกันครบหกคนให้ได้ จะพยายามทำให้ฟอร์เต้เป็นไอดอลเบอร์หนึ่งของวงการให้ได้ด้วย หนุ่มๆ ฟังแล้วก็ฮึดขึ้นมา ต่างคนต่างบอกว่าจะพยายามทำหน้าที่แทนส่วนของเอจิให้ดีที่สุด

และหลังจากบุกไปบ้านเอจิหลายรอบแต่ล้มเหลว เรียวคุงเลยชวนนางเอกไปบ้านเอจิด้วยกันเผื่อจะได้ผล ระหว่างทางไปบ้านเอจิก็บอกนางเอกว่าวันนี้ที่มาหาเอจิไม่ได้ทำเพื่อฟอร์เต้หรอก วันนี้มาในฐานะเซเกะ เรียวที่ไม่ใช่ไอดอล มาพูดกับเอจิด้วยความรู้สึกส่วนตัว ซึ่งคนที่รู้ความรู้สึกนั้นมีแค่นางเอกคนเดียวก็เลยอยากให้นางเอกมาด้วย

รอบนี้เอจิยอมให้เรียวคุงเข้าบ้านเพราะนางเอกมาด้วย เข้าบ้านเอจิได้แล้วเรียวคุงก็เล่าให้ฟังว่านางเอกลงทุนคุกเข่าขอร้องฟูโตะให้กลับมาเพื่อฟอร์เต้เลยนะ เอจิฟังแล้วตกใจ แต่ก็ยังพูดเสียงอ่อนแรงว่า ทุกคนชอบตัดสินใจไปเองว่าเอจิมีแต่ฟอร์เต้ ไม่เห็นมีใครคิดเลยว่าสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเอจิคืออะไรกันแน่ พอเรียวคุงบอกว่า ฉันเข้าใจ เอจิก็เถียงว่าไม่เข้าใจหรอก เรียวแค่รู้ แต่ไม่เข้าใจ (เกลียดคำพูดฉากนี้ของเอจิมาก ฮือออออออ จริงๆ เราชอบหน้าเอจิมากที่สุดในวงเลยนะ ถ้าดูแค่หน้าอย่างเดียวชอบมากกว่าฟูโตะด้วยซ้ำ นิสัยตอนแรกๆ ก็แสนดีจนเกือบเคลิ้ม แต่ถึงคราวงี่เง่าก็สุดโต่งเกินจนชอบไม่ลง ;____;)

เรียวคุงตอบอย่างใจเย็นว่าก็ต้องไม่เข้าใจสิ ความรู้สึกของนายก็ต้องมีแต่นายคนเดียวที่เข้าใจแหงอยู่แล้ว นายเองก็ไม่เคยคิดถึงความรู้สึกของฉัน ไม่เข้าใจความรู้สึกของฉันเหมือนกัน การที่คนสำคัญไม่ยอมเข้าใจความรู้สึกของเรามันอาจจะเป็นเรื่องเศร้า แต่ชีวิตมันต้องดำเนินต่อไป หลังจากนั้นเรียวคุงเทศนาเอจิชุดใหญ่ว่าทำตัวแบบนี้ไปเอรินะเขาก็ไม่หันมามองหรอก แต่ถ้านายลองหันมองดูบ้าง นายก็จะรู้ว่ายังมีคนที่ให้ความสำคัญกับนายอยู่อีกมากมาย ทั้งเพื่อนร่วมวง ทั้งเมเนเจอร์ แล้วก็ฉันเองนี่แหละ ขอร้องล่ะ หันมาหาฉันเถอะนะ

ฟังเรียวคุงเทศนาแล้วเอจิก็บังเกิดดวงตาเห็นธรรม ปิ๊งงงงง คิดได้ว่าตัวเองช่างไม่สมเป็นมืออาชีพเอาซะเลย ว่าแล้วก็ขอบคุณเรียวคุงที่เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดเสมอ ก่อนจะรีบบึ่งแท็กซี่ไปสถานที่ซ้อมละครเวทีเพื่อไปขอโทษผู้เกี่ยวข้องทุกคน นางเอกกับเรียวคุงก็ไปด้วยกัน พอฟูโตะเห็นเอจิเลยแซวว่าตัดใจเรื่องพี่สาวได้แล้วเหรอ เอจิตอบว่าตัดสินใจแล้วว่าจะก้าวต่อไปข้างหน้า ว่าแต่ฟูโตะนั่นแหละซิสคอนกว่าอีก! พอเห็นเอจิเถียงกับฟูโตะฉอดๆๆ เรียวคุงก็สบายใจบอกว่าแบบนี้เอจิคงไม่เป็นไรแล้วแหละ

อย่างไรก็ตาม นางเอกยังคงไม่สบายใจเพราะรู้ว่าคำพูดที่เรียวคุงพูดกับเอจิเมื่อกี้คือการสารภาพรัก แต่ความรู้สึกดันสื่อไปไม่ถึงเอจิ นางเอกเลยพาเรียวคุงไปพักในห้องว่างๆ แล้วบอกว่าเพิ่งอกหักมาทั้งทีแต่ไม่มีเวลาเศร้าเสียใจเลยมันไม่ดีหรอกนะ! ว่าแล้วนางเอกก็จะปล่อยให้เรียวคุงนั่งเศร้าในห้องคนเดียว แต่เรียวคุงรั้งไว้ว่า อย่าปล่อยให้ฉันอยู่คนเดียวเลยนะ (เห็นเขาอกหักปุ๊บลากเข้าห้องเลยเหรอยะะะะะะะ ไม่ธรรมดา!!!)

เรียวคุงถามนางเอกว่า คิดว่าถ้าเอจิเป็นผู้หญิง เราสองคนจะไปได้สวยรึเปล่า แต่เรื่องแบบนั้นคิดไปก็คงเปล่าประโยชน์ เพราะเอจิไม่เคยมองมาทางนี้อยู่แล้ว โอยยยยยยยย เรียวคุงงงงงงง สงสารรรรรรรรร (;___;)

ฝ่ายนางเอกเห็นเรียวคุงทำหน้าเศร้าก็ทนไม่ได้ หันไปกอดเฉยเลยจ้าาาาา หืออออออ อาศัยจังหวะที่ใจเขาอ่อนแอทำคะแนนเหรออออออ ได้เหรอออออออออ

เรียวคุงขอบคุณนางเอกที่ช่วยให้เรื่องคลี่คลายได้และยอมรับว่านางเอกเป็นเมเนเจอร์ที่เก่งมาก นางเอกก็ดูเป็นห๊วงเป็นห่วงเรียวคุง จนเรียวคุงบอกว่าไม่เป็นไร ถึงจะอกหักแต่เซเกะ เรียวไม่ตายหรอก

และหลังจากเรียวคุงอกหักจากเอจินี่แหละ เรียวคุงจะเริ่มเผ็ชชชชชยิ่งขึ้นเรื่อยๆ อู๊ยยยยย /เช็ดมุมปาก

พอเอจิกลับมาทำงานตามปกติแล้ว ฟอร์เต้ก็มารวมตัวกันครบหกคนหลังจากว่างเว้นมาหลายปี นางเอกบอกว่าจะให้ทั้งหกคนไปออกรายการเพลงเพื่อตอบสนองเสียงเรียกร้องของแฟนๆ ฟูโตะบ่นอุบอิบเพราะจะกลับมาเล่นละครเวทีเฉยๆ แต่ในเมื่อเป็นงานก็ต้องทำ ด้วยเหตุนี้ฟอร์เต้ทั้งหกคนเลยได้กลับมาร้องเพลงด้วยกันอีกครั้งในที่สุด!!

ช็อตน่าประทับใจในอีเวนท์นี้คือมีจังหวะนึงโทวะคุงก้าวพลาดจนผิดจังหวะเลยก้าวไปยืนกลางเวทีไม่ทัน แต่แล้ว คนที่ช่วยแก้สถานการณ์ ก้าวมายืนแทนที่โทวะและช่วยร้องเพลงท่อนนั้นให้ก็คือ

ฟูโตะะะะะะะะะะะะะะะะะะ!!!!!!!!!!!!

โอ๊ยหล่อมว๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก เป็นลมมมมมมมมมมม น้องชายพี่โตเป็นหนุ่มแล้ววววววววว อ๊ากกกกกกกกกกก (≧д≦)(≧д≦)(≧д≦)(≧д≦) ขอพูดอีกรอบว่าเสียดายจากใจจริงที่ไม่มีรูทฟูโตะ ฮือออออออออ (;___;)

ถ่ายรายการเพลงจบแล้วเรียวคุงก็เรียกนางเอกให้ไปเจอกันที่บาร์แห่งหนึ่งเพื่อฉลองให้กับการที่ฟอร์เต้กลับมารวมกันครบหกคน และฉลองให้กับการที่เรียวคุงและเอจิก้าวเดินไปข้างหน้าอีกครั้ง เรียวคุงขอบคุณนางเอกเรื่องเอจิและบอกว่ารักข้างเดียวของตัวเองคงจบลงแล้วแหละ

นางเอกเห็นเรียวคุงยิ้มให้ถึงกับตกใจทำแก้วแตก เรียวคุงเลยรีบขอดูมือว่าโดนเศษแก้วบาดเป็นแผลมั้ย (ยัยฟุตาบะ!!!! หล่อน!!!!! จอมวางแผน!!!!!!) ดื่มเสร็จก็แยกย้ายกันกลับบ้าน

หลังอีเวนท์ดื่มเหล้ากับเรียวคุงปุ๊บ เวลาก็ผ่านไปครึ่งปี (เอ้าาาา ไทม์สคิปกันง่ายๆ งี้เลย) ครึ่งปีผ่านมาแล้วฟูโตะคุงก็ยังคงทำงานอยู่ที่ญี่ปุ่น ทั้งงานไอดอล เล่นละคร เล่นหนัง ไม่ได้กลับไปแอลเอซะที (ถึงตอนแรกจะทำเป็นซึนไม่ยอมกลับมา แต่ความจริงแล้วก็อยากกลับสินะ!) ส่วนเรียวคุงกับเอจิยังคงทำงานด้วยกันตามปกติ วันว่างๆ ก็ไปดื่มบ้านกันและกันบ้างแต่ก็แค่ในฐานะเพื่อน

เอจิทักว่าช่วงนี้เรียวเปลี่ยนไป พูดกับเอจิตรงๆ มากขึ้น คิดเรื่องฟอร์เต้มากขึ้น เป็นเพราะนางเอกรึเปล่า ดูสนิทกันมากด้วยนะ? นางเอกลนลานบอกว่าไม่มีอะไร๊ สนิทกันเพราะเป็นเมเนเจอร์ไง! พอได้ยินนางเอกพูดว่าเมเนเจอร์ เรียวคุงก็ดูอารมณ์เสียขึ้นมานิดนึงแล้วเดินหนีไป เอจิบอกว่าเรียวดูโกรธมากนะนั่น แต่ฉันไม่บอกว่าเป็นเรื่องอะไรหรอก เพราะนี่เป็นสัญชาตญาณของผู้ชาย แอบงงว่าทำไมพอเรียวคุงดูเหมือนจะชอบนางเอกขึ้นมา เอจิจับได้ไวมากกกกกกกกก แต่ตอนที่เรียวคุงชอบเอจิมานานหลายปีดันไม่สะกิดใจใดๆ ทั้งสิ้น เพราะเป็นเรื่องของตัวเองเลยซื่อบื้อรึไง??

แต่เรียวคุงก็เปลี่ยนไปจริงๆ นั่นแหละ คงเพราะเริ่มมีใจให้นางเอกแล้ว ช่วงนี้เรียวคุงเลยใจดี๊ใจดีกับนางเอกมากขึ้น สมัยทำงานด้วยกันแรกๆ แทบจะดุด่ากันทุกครั้งหลังเลิกงาน แต่ตอนนี้เปลี่ยนมาใส่ใจนางเอกถึงขนาดบอกว่าวันไหนเลิกงานดึกจนกลับไม่ทันรถไฟเที่ยวสุดท้ายก็บอกละกัน ถ้าขับรถมาจะได้พาไปส่ง (อื้อหือออออออ ช่วงแรกๆ ยังบอกว่าไม่มีวันชายตามองนางเอกอยู่เลย แผนทำคะแนนช่วงหัวใจอ่อนแอนี่ได้ผลชะงัดดีแท้!!!)

นางเอกบอกว่าเป็นเมเนเจอร์จะให้ไอดอลไปส่งได้ยังไง พอได้ยินคำว่าเมเนเจอร์ เรียวคุงก็ทำหน้ามึนตึงอีก นางเอกเลยเปลี่ยนเรื่องบอกว่าจะมีงานปาร์ตี้ของวงการแฟชั่น อยากให้เรียวคุงไปร่วมงาน เรียวคุงเลยบอกให้นางเอกไปด้วยกัน ว่าแล้วก็พากันไปซื้อเสื้อผ้ากันอีกรอบ คราวนี้เรียวคุงก็ซื้อให้อีกแล้ว สายเปย์!!

วันงานปาร์ตี้นางเอกแต่งตัวตามที่เรียวคุงเลือกให้เลยออกมาสวยเฉิดฉายจนคนทั้งงานชมเปาะว่าเดินข้างเรียวคุงแล้วเหมาะสมกันมาก แต่เพราะสวยเกินเลยมีตาแก่บก.นิตยสารมาจีบ สั่งแชมเปญแรงๆ มาให้ดื่มแล้วชวนไปดื่มที่บาร์ของโรงแรมต่อจะได้คุยเรื่องงานกัน ด้วยความบ้างานนางเอกเลยเกือบจะตอบตกลงละ แต่เรียวคุงเห็นท่าไม่ดีเลยเข้ามาขัดจังหวะซะก่อน

เรียวคุงโกรธที่นางเอกไม่ระวังตัว นางเอกอธิบายว่าแต่ฉันทำเพื่อให้เรียวคุงได้งานนะ! เรียวคุงเลยงอนว่าจะบ้างานไปถึงไหน ระหว่างเราเป็นแค่เมเนเจอร์กับไอดอลงั้นเหรอ นางเอกก็งงๆ อยู่ในใจว่า เอ๊ะ เรียวคุงอยากเป็นมากกว่านั้นเหรอ แต่ยังไม่ทันได้คุยกันให้รู้เรื่องเรียวคุงก็ออกจากปาร์ตี้กลับบ้านไปเลย (เอ้าาาาา เมื่อกี้ยังเป็นห่วงนักหนาว่านางเอกจะโดนตาลุงหัวงูหิ้วกลับบ้าน ตอนนี้ดันทิ้งกันไว้ให้ยืนอยู่เดียวดายในงานปาร์ตี้ แบบนี้ก็ได้เหรออออ???)

หลังจากนั้นนางเอกก็ตอบแทนเรียวคุงเรื่องที่ซื้อเสื้อผ้าให้ด้วยการพาไปเลี้ยงข้าวในร้านอาหารหรูๆ แต่โชคไม่ดีที่บังเอิญเจอมัตสึนางะซังมากินข้าวร้านเดียวกันพอดี คือมัตสึนางะซังเนี่ยเจอนางเอกทีไรชอบมาพูดจีบทุกที นางเอกเลยไม่ค่อยชอบขี้หน้าเท่าไหร่ ส่วนเรียวคุงเป็นไอดอลก็ต้องไม่ชอบนักข่าวซุบซิบเป็นเรื่องธรรมดา

มัตสึนางะซังเตือนเรียวคุงว่าให้ล่ามนางเอกเอาไว้ให้ดีๆ อย่าคิดนะว่านางเอกจะอยู่เคียงข้างพวกตัวเองตลอดไป พูดจบแล้วก็ไป ปล่อยให้นางเอกกับเรียวคุงทำหน้าเหวอว่าอีตานี่มาพูดอะไรของเขาเนี่ย

ด้วยความอารมณ์เสียที่เจอมัตสึนางะซัง เรียวคุงเลยชวนนางเอกไปดื่มต่อที่ห้องตัวเองเพราะไม่อยากอยู่ในร้านนี้แล้ว นางเอกตกลงไปอย่างง่ายดาย ไปถึงแล้วเรียวคุงก็ชงค็อกเทลให้ดื่ม ดื่มไปดื่มมา คุยไปคุยมา เรียวคุงก็บอกว่าที่ผ่านมาไม่เคยให้ผู้หญิงคนไหนขึ้นห้องเลยนะเนี่ย นางเอกเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้ขึ้นมา (แต่ถ้าผู้ชายน่ะมาบ่อยเลยสินะะะะะะะ /จิกตาใส่เอจิอย่างริษยา) เรียวคุงทำท่าเหมือนจะบอกความในใจที่มีต่อนางเอก นางเอกเลยตัดบทแล้วลุกขึ้นจะกลับบ้าน แต่ดันลุกผิดท่าจนขวดไวน์กับแก้วน้ำล้มโครมคราม ไวน์หกเลอะทั้งเสื้อตัวเอง เสื้อเรียวคุง เรียวคุงเลยไล่ไปอาบน้ำ เดี๋ยวจะเอาเสื้อไปซักให้ แล้วเรียวคุงก็เอาเสื้อเชิ้ตตัวเองมาให้นางเอกยืมใส่ก่อน

พอนางเอกอาบน้ำเสร็จใส่เสื้อเชิ้ตออกมา เรียวคุงถึงกับเขินจนหน้าแดงก่ำเลยจ้าาาา วั้ยยยยยย นานๆ จะเห็นเรียวคุงหน้าแดงสักที (≧∀≦)

จากนั้นเรียวคุงก็ไปอาบน้ำบ้าง อาบเสร็จกลับออกมานางเอกเห็นเรียวคุงผมเปียกก็เขินเลิ่กลั่ก

และอยู่ดีๆ เรียวคุงก็ เข้าประชิดตัวนางเอกเลยจ้าาาาาา หือออออออออออ!!!!!!??????

สิ่งที่ หืออออออ!!! ยิ่งกว่าการประชิดตัวของเรียวคุงก็สภาพนางเอกนี่แหละ แหมมมมมม ทำมาเป็นจะลุกหนีกลับบ้าน แต่พอได้ทีใส่เสื้อเชิ้ตซะเซ็กซี่เชียวนะหล่อนนนน กระดงกระดุมทำไมไม่ติดให้มิดชิดยะ!!!! ทั้งหมดนี้คือการวางแผนของหล่อนใช่มั้ย!!!!!????

นางเอกบอกเรียวคุงว่าเมเนมายืมห้องอาบน้ำบ้านศิลปินแบบนี้ ถ้ามัตสึนางะซังรู้เข้าแย่แน่เลย เรียวคุงเลยถามว่า ยังไม่เข้าใจอีกเหรอ? ถ้าเป็นแค่เมเนเจอร์ ยังไม่ชวนมาห้องหรอกนะ พูดจบก็จูบนางเอกจ้าาาาาา หืออออออออออ ไหนใครบอกว่าไอดอลกับเมเนเจอร์รักกันไม่ได้นะะะะะ???????

และด้วยความที่ชายหญิงสองคนมาอยู่ด้วยกัน ต่างฝ่ายต่างมีใจให้กัน ต่างคนต่างเมานิดๆ แถมยังอยู่ในสภาพแทบไม่มีเสื้อผ้าติดตัว บรรยากาศมันเลยเป็นใจให้ทั้งสองคนทำอะไรต่อมิอะไรกันในที่สุด แหมมมมมมม เรียวคุงคะ!!!!! บทจะรุกก็รุกเร็วรุกแรงเหลือเกินนนนน ก่อนหน้านี้ยังนั่งหน้าเศร้าเล่าความในใจว่าเอจิไม่มีวันหันมองอยู่เลย ตัดภาพมาอีกทีกินเมเนเจอร์เข้าไปแล้ว โอ๊ยยยย พ่อคุ๊ณณณณณณณณณ

นางเอกตื่นเช้ามาที่ห้องของเรียวคุง พอนึกได้ว่าเมื่อคืนทำอะไรลงไปก็บังเกิดความรู้สึกผิด โอ้ไม่นะ เราเป็นเมเนเจอร์ เราจะงาบศิลปินเองไม่ด้ายยยย!! คิดแล้วก็พุ่งออกจากห้องมาพร้อมกับสำนึกเสียใจว่าตัวเองขาดคุณสมบัติที่จะเป็นผู้จัดการให้ฟอร์เต้ แต่ก็แค่คิดในใจเฉยๆ แหละ เพราะนางเอกยังคงไปทำงานตามปกติ

หลังจากนั้นก็มีซองจดหมายส่งมาถึงนางเอกที่บริษัท สึกิชิโระซังมาถามสีหน้าเคร่งเครียดว่ามีจดหมายส่งมารึเปล่า ขอดูหน่อยสิ ปรากฏว่าแกะออกมาแล้วด้านในเป็นรูปถ่ายโอซามุคุงกับครูสอนเปียโน ท่าทางสนิทสนมกันเกินครูกับลูกศิษย์ สึกิชิโระซังบอกว่ามัตสึนางะซังนัดให้ไปหาคืนนี้ คืนนั้นสึกิชิโระซังกับนางเอกเลยไปตามนัดด้วยกัน มัตสึนางะซังบอกว่านอกจากรูปนั้นแล้วยังมีอีกรูปนึงด้วยนะ ว่าแล้วก็ยื่นให้ดู รูปนั้นคือรูปนางเอกกับเรียวคุงหน้าแมนชั่น สึกิชิโระซังเห็นแล้วตกใจเล็กน้อยแต่ก็ถามมัตสึนางะซังอย่างใจเย็นว่าต้องการอะไร

มัตสึนางะซังบอกว่าต้องการให้นางเอกลาออกแล้วมาทำงานที่สำนักพิมพ์ของตัวเอง ตอนนางเอกไปสัมภาษณ์งานสำนักพิมพ์ มัตสึนางะซังเป็นคนบอกปัดให้สอบตกก็จริง แต่ตอนนี้พอเห็นนางเอกทำงานเก่งจนทำให้ฟอร์เต้ประสบความสำเร็จอย่างตอนนี้แล้วเสียดายมาก (เลยต้องมาใช้วิธีสกปรกแบบนี้แทน แหม๊ ผู้ชายเลวๆ แบบนี้ชอบจังเลยค่ะ /ปาเรซูเม่ใส่) 

สึกิชิโระซังบอกนางเอกว่าไม่ต้องไปฟังหรอก มันต้องมีวิธีอื่น อย่าคิดอะไรบ้าๆ อย่างการลาออกเป็นอันขาด!! ประทับใจมากที่สึกิชิโระซังไม่ดุด่านางเอกเรื่องความสัมพันธ์กับเรียวคุงเลยแม้แต่คำเดียว แถมยังพยายามช่วยอีก ฮือออออออ คนดีศรีเจมส์เอนเตอร์เทนเมนต์!!!!

แต่ด้วยความรู้สึกผิดบวกกับไม่อยากให้ฟอร์เต้ตกเป็นข่าว นางเอกเลยคิดเรื่องลาออกอย่างจริงจัง ระหว่างกลับบ้านเรียวคุงก็โทรมาถามว่ามัตสึนางะเรียกไปทำไม นางเอกเลยเล่าให้ฟังเรื่องโดนถ่ายรูปหน้าแมนชั่นและบอกว่าจะลาออก คุยไปคุยมา เรียวคุงก็มาโผล่ตรงหน้าพอดิบพอดี เรียวคุงพานางเอกไปที่บาร์เพื่อไปหามัตสึนางะซัง ไปบอกว่าถ้าอยากปล่อยรูปให้เป็นข่าวก็ปล่อยไปเลย ตามสบาย เพราะเรียวคุงเชื่อมั่นในแฟนๆ ของตัวเองว่าแฟนๆ จะต้องยอมรับแน่นอน เพราะงั้นแค่ข่าวฉาวจิ๊บจ๊อยน่ะไม่เจ็บไม่คันหรอก (ไม่เลยเรียวคุง นายประมาทแฟนไอดอลเกินไป 5555555555555) 

มัตสึนางะฟังแล้วขำก๊ากบอกว่างั้นคราวนี้จะไม่เผยแพร่รูปก็ได้ (เอ๊าาาา นี่ก็ยอมง่ายจัง เป็นนักข่าวบันเทิงจริงปะเนี่ย????) นางเอกเลยงงๆ ว่าสรุปนี่ผ่านวิกฤติมาแล้วเหรอ?? แต่ถึงยังไงก็อยากลาออกอยู่ดีเพราะหมดคุณสมบัติที่จะเป็นเมเนเจอร์แล้ว

เรียวคุงบอกว่าตัวเองไม่แคร์เลยที่จะตกเป็นข่าวกับนางเอก ออกจะอยากให้รูปหลุดออกไปด้วยซ้ำ คนอื่นจะได้รู้ๆ กันไปเลย (โอ้โหหหหหหหห นี่คือคนที่ตอนต้นๆ เกมเที่ยวดุคนโน้นคนนี้ว่าอย่าทำตัวให้เป็นข่าวนะคะะะะะ) แล้วเรียวคุงก็สารภาพรักนางเอก (เอ่อออ รู้สึกขั้นตอนนี้มันมาช้าไปหน่อยมั้ย มันน่าจะมาก่อนเหตุการณ์ที่แมนชั่นวันนั้นนะเรียวคุง???) 

นางเอกบอกว่าตัวเองก็ชอบเรียวคุงเหมือนกัน เรียวคุงเลยจุ๊บเข้าให้หนึ่งที

วั้ยตายแล้วววววว กลางเมืองเลยจ้าาาา ท้าทายความสอดรู้ของเหยี่ยวข่าวนิตยสารซุบซิบมากๆ เฮลโหลลลลลล ช่วยสำนึกในความเป็นไอดอลของตัวเองนิดนึงโนะะะะ

เรียวคุงบอกว่าตอนที่รู้ว่านางเอกกับสึกิชิโระซังโดนมัตสึนางะซังเรียกไป ฟอร์เต้ทั้งหกคนคุยกันแล้วว่า ไม่ว่าจะมีรูปแบบไหนหลุดออกไป พวกเราทุกคนก็จะยังคงทำวงนี้กันต่อ ตอนนี้ทุกคนกำลังไล่ตามความฝันที่นางเอกบอกว่า อยากให้ฟอร์เต้เป็นเบอร์หนึ่งของวงการ เรียวคุงเลยไม่ยอมให้นางเอกทิ้งวงไปดื้อๆ ทั้งๆ ที่เป็นคนมาสร้างความฝันให้กับทุกคน

นางเอกที่ยังรู้สึกผิดบอกว่าถึงยังไงก็ไม่ได้หรอก เมเนเจอร์กับไอดอลไม่ควรมีความสัมพันธ์กัน เรียวคุงเลยยืมคำพูดที่นางเอกเคยบอกกับตัวเอง มาพูดกับนางเอกว่า ไม่เห็นแปลกเลย นางเอกก็อ้าวเหรอ ไม่แปลกเหรอ งั้นไม่ลาออกแระ (ทำไมการแก้ปัญหาทุกอย่างมันช่างง่ายดายไปหมด…….)

จากตรงนี้เนื้อเรื่องจะแบ่งเป็นสองแบบ แบบนึงนำไปสู่ฉากจบแบบธรรมดากับแบดเอนด์ อีกแบบนำไปสู่ฉากจบแบบกินเนื้อ (肉食エンド) แม้คำว่าฉากจบแบบกินเนื้อจะฟังดูยั่วน้ำลาย แต่เราตัดสินใจเลือกเล่นแบบแรกก่อน เก็บของน่าอร่อยไว้ทีหลังดีกว่า (^q^)

ในแบบแรกจะโฟกัสไปที่เรื่องงาน นางเอกยังคงตามติดเรียวคุงไปทำงานถ่ายแบบ แต่ตอนนี้นางเอกกลายเป็นคนดังในวงการแฟชั่นไปแล้ว เพราะทั้งสวย ทั้งเซนส์เรื่องแฟชั่นดี มีความรู้มากมาย จนสต๊าฟหนุ่มๆ เข้ามาจีบ พอเห็นเข้าเรียวคุงก็เกิดอาการหึงหวง กลับเข้าห้องพักปุ๊บก็จับนางเอกจูบแล้วบอกว่า จะทำต่อตรงนี้เลยก็ได้นะ (ไม่ได้ว้อยยยยยย บอกกี่รอบแล้วว่าช่วยสำนึกว่าเป็นไอดอลหน่อยยยยยยยยย) 

ถ้าเลือกไปทางฉากจบแบบธรรมดา หลังจากนั้นนางเอกก็ต้องตามเรียวคุงไปทำงานถ่ายแบบอีกละ ทำงานกันจนกระทั่งฉากจบเลย บ้างานกันไปไหน คราวนี้เป็นงานถ่ายแบบนิตยสารแต่งงาน เรียวคุงต้องใส่ชุดแต่งงานถ่ายกับนางแบบอีกคน ทว่าพอถึงวันถ่ายแบบ นางแบบเกิดไม่ว่าขึ้นมากะทันหัน (เรียวคุงแอบไปวางยาเขาใช่มั้ยคะ!!!!!?????) จะหานางแบบคนอื่นมาทันทีก็ไม่ได้ เรียวคุงเลยเสนอว่างั้นก็ให้นางเอกเป็นนางแบบแทนสิ ยังไงก็ต้องถ่ายออกมาแบบไม่เห็นหน้านางแบบอยู่แล้วนี่

ด้วยความมุ่งมั่นของเมเนเจอร์ นางเอกเลยยอมเป็นนางแบบจำเป็นให้ จังหวะที่ใส่ชุดแต่งงานมาเดินให้ช่างภาพถ่าย เรียวคุงก็ขอแต่งงานเพราะไม่คิดจะคบนางเอกแค่เล่นๆ อยู่แล้ว นางเอกเลยน้ำตาไหล แล้วช่างภาพก็กดชัตเตอร์ แชะะะ ได้ภาพสวยๆ มาขึ้นปกนิตยสารจนได้

อย่าลืมว่าเรียวคุงยังเรียนมหาลัย เพิ่งอยู่ปีสามเองด้วย ไปเรียนให้จบก่อนแล้วค่อยมาขอก็ได้จ้ะหนู รีบทำไม๊!!!!!

หลังจากนั้นพอหนุ่มๆ ฟอร์เต้เห็นรูปก็พากันตื่นเต้นตกใจว่ารูปสวยจังแฮะ ถึงหน้าเจ้าสาวจะเบลอๆ แต่ก็ดูสวยมาก เอจิทักว่าเจ้าสาวในรูปนี่คือนางเอกสินะ (เนี่ย อะไรแบบเนี้ยหัวไวอีกและะะ) นางเอกเลยบอกว่าที่ตัวเองเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้เพราะมีพ่อมดอย่างเรียวคุงอยู่นั่นแหละ พออยู่กันสองต่อสองเรียวคุงเลยบอกว่าตัวเองไม่ใช่พ่อมดซะหน่อย เป็นเจ้าชายต่างหาก (เอิ่มมมมมมม พูดเองก็ได้เหรอ 555555555555555) แล้วเรียวคุงก็ชวนนางเอกไปค้างที่บ้าน จบ จบกันห้วนๆ แบบนี้เลย ง่ายจัง…… แอบอยากเห็นตอนที่ฟอร์เต้รู้ว่าสองคนนี้คบกันอยู่ เราว่าเอจิคงรู้แล้วแหละ แต่อยากเห็นรีแอคชั่นฟูโตะอ้ะะะ คงต้องแซะว่าเรียวคุงตาถั่วอะไรแบบนี้แหง (เห็นฟูโตะเป็นคนยังไง….)

ส่วนแบดเอนด์ อันนี้อิมแพคต์และช็อกมาก แต่ก็ประทับใจมาก ไม่นึกว่าจะกล้าเล่นแรงขนาดนี้

ในแบดเอนด์เอจิจะระแคะระคายเรื่องความสัมพันธ์ของเรียวคุงกับนางเอกและเริ่มไปไหนมาไหนด้วยกันสามคนมากขึ้น เอจิในฉากจบนี้ค่อนข้างน่ากลัว เดิมทีก็ระอาในความงี่เง่าของเอจิจะแย่อยู่แล้ว มาเจอฉากจบนี้ยังต้องกลัวอีก โอ๊ย คนเขียนบทเกลียดเอจิรึเปล่า ยังไงก็พระเอกเวอร์ชั่นนิยายนะะะ

ตัวอย่างความน่ากลัวก็เช่นตอนที่ไปร้านเสื้อผ้าด้วยกัน ทั้งสามคนก็คุยกันเรื่องแชมพู เอจิเลยเข้ามาดมผมนางเอกแล้วบอกว่าหอมดี อะไรแบบนี้ ฮืออออ กลัวแร้วววว

วันหนึ่งขณะนางเอกกับเรียวคุงอยู่ที่แมนชั่นตามลำพัง จู่ๆ เอจิก็บุกมาถึงแมนชั่น นางเอกเลยลนลานหลบไปซ่อนตรงมุม แต่เอจิถามว่าเมเนเจอร์อยู่ไหน เรียวคุงก็บอกว่าอยู่ตรงโน้นโดยไม่มีการช่วยปิดบังใดๆ นางเอกเลยจำใจโผล่หน้ามา

เอจิบอกว่าเรียวเป็นคนเดียวที่เอจิเล่าเรื่องเอรินะให้ฟัง เอจิเองก็รู้จักผู้หญิงที่ผ่านมาของเรียวทุกคน แต่คราวนี้เรียวกลับปิดบังไม่ยอมบอก แถมอีกฝ่ายยังเป็นนางเอกอีก ทั้งๆ ที่เอจิก็เล็งนางเอกไว้เหมือนกัน เรียวคุงก็บอกว่าเข้าใจนะ เพราะไม่มีคนอื่นให้เลือกแล้ว เล็งเมเนเจอร์เนี่ยแหละสะดวกสุด (พูดแบบนี้ถีบกันตกแมนชั่นยังปวดใจน้อยกว่า) 

เอจิบอกว่าเมเนเจอร์คบกับศิลปินเป็นเรื่องที่อภัยให้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นจะสมรู้ร่วมคิดด้วยแล้วกัน

พูดจบก็จูบนางเอกต่อหน้าเรียวคุง นางเอกพยายามหนี แต่เรียวคุงบอกให้อยู่ เพราะหัวหน้าและรองหัวหน้าฟอร์เต้ตัดสินใจแล้วว่าจะใช้วิธีนี้ นางเอกก็ยังคงไม่ยอม เรียวคุงเลยบอกว่าตัวเองไม่อยากให้เอจิไม่มีความสุข เพราะเอจิคือคนสำคัญ ได้โปรดยอมเอจิเถอะ สุดท้ายนางเอกเลยต้องยอมให้เอจิทำอะไรต่อมิอะไรต่อหน้าเรียวคุง โอ้มายก๊อดดดดดดดดดดดดดด นี่มันอะไรเนี่ยยยยยยยย หน้าปกออกจะดูเป็นเกมไอดอลสดใสฟรุ้งฟริ้ง ทำไมแบดเอนด์อย่างกับเกมติดเรทหื่นๆ เล่นจบแล้วอ้าปากค้างไปเลย ฮือ เกิดอะไรขึ้นกับโอโตเมทททททท

ทางด้านฉากจบแบบกินเนื้อ โดยสรุปแล้วไม่ค่อยมีอะไรมาก เรียวคุงกับนางเอกไปกะหนุงกะหนิงกันที่แมนชั่น แต่เรียวคุงไม่ยอมทำอะไรซะที เอาแต่ดูหนังอยู่ได้ แถมหนังก็ดูยากจนไม่รู้เรื่องอีก นางเอกเลยหงุดหงิดจนจับเรียวคุงกดเอง เอ๊อะะะ นางเอกยุคนี้นี่ใจกล้าบ้าบิ่นดีนะคะะะะ

หลังผ่านคืนนั้นมาแล้ว ตอนเช้าเรียวคุงก็ปลุกนางเอกด้วยการจูบ แล้วก็โซเดมาคอมกันก่อนไปทำงาน ฉากนี้มีซีจีสุดแซ่บของเรียวคุงด้วย แต่รูปมันพอร์นเกินไปจนไม่กล้าแปะ เอาเป็นว่าเรียวคุงมีกล้ามเนื้อมากกว่าที่คิดนะ//////

ในบรรดาฉากจบสามฉากนี้เราชอบฉากจบธรรมดาสุดละ น่ารักดี (〃ω〃) ส่วนแบดเอนด์ก็ชอบในอีกความหมายนึง ชอบในความกล้าเขียนฉากจบแบบนี้มาในเกมแนวนี้ คาดหวังกับแบดเอนด์รูทอื่นเลยนะเนี่ย ได้อิมแพคต์แรงแบบนี้อีกจะสนุกมาก

รูทเรียวคุงเราเสียดายตรงไทม์สคิปครึ่งปีนิดนึง คิดว่าคงไทม์สคิปกันหมดทุกรูทแหละมั้ง หลังไทม์สคิปนี่เรียวคุงดูชอบนางเอกหัวปักหัวปำมาก มันข้ามขั้นตอนที่ค่อยๆ เปลี่ยนใจมาหานางเอกไปเลย แต่ก็พอเข้าใจแหละว่าเรียวคุงคงเริ่มชอบนางเอกตั้งแต่คอยให้คำปรึกษาเรื่องเอจิและอยู่เคียงข้างตอนที่อกหักละ

หลังจากเล่นจบแล้ว impression ที่มีต่อเรียวคุงเปลี่ยนไปเยอะมากกกกกกกก ในนิยายจำได้แค่ว่าเป็นคนคูลๆ จนดูเหมือนเย็นชา ไม่ค่อยพูดอะไร ท่าทางเศร้าๆ ตลอดเวลา ดูมีลับลมคมใน พอเล่นเกมจบแล้วก็ อ้อ เป็นคนแบบนี้หรอกเหรอ เราตาสว่างแล้ว 555555555 แต่ชอบเกินคาดนะ ทั้งเรียวคุงที่เป็นแบบนี้และเนื้อเรื่องของเกม เอาจริงๆ เราเล่นแบบไม่คาดหวังอะไรเลยแม้จะรอเกมนี้มานาน แค่ชอบตรงที่ภาพสวยกับรู้สึกว่าต้องเล่นเพราะมีฟูโตะกับรูทสึกิชิโระซัง แต่ไม่ได้คาดหวังว่ามันจะสนุกอะไรมากมาย พอเล่นจริงดันวางไม่ลงซะงั้น มีจุดให้ตบมุกเยอะดี (ใช่ข้อดีเหรอ…?) รู้สึกว่าหนุ่มๆ ฟอร์เต้ไม่ค่อยน่าถีบเท่าในนิยายด้วย …..ยกเว้นเอจิคนนึง 55555555555

อยากเล่นรูทสึกิชิโระซังแล้ว แต่จะเล่นรูทสึกิชิโระซังต้องเล่นรูทเอจิก่อน ตอนนี้ขอห่างกับเอจิสักพักดีกว่า เดี๋ยวจะมองหน้ากันไม่ติดมากไปกว่านี้ สึกิชิโระซังรอก่อนนะคะะะ ( ; v ; )

FINAL FANTASY 30th ANNIVERSARY EXHIBITION —別れの物語—

ไปงานนิทรรศการครบรอบ 30 ปี FF ที่โตเกียวมาแหละ! งานนี้ภาษาญี่ปุ่นใช้ชื่อว่า 別れの物語 แปลว่าเรื่องราวแห่งการจากลา ส่วนภาษาอังกฤษใช้ชื่อ Memories of You ชอบชื่อภาษาญี่ปุ่นมากกว่านิดหน่อย เพราะมันดูเศร้าๆ ดี 55555555 งานจัดแค่เดือนเดียวเอง ตั้งแต่ปลายเดือนมกราถึงปลายเดือนกุมภา ตอนแรกคิดว่าคงไม่ได้ไปละ แต่เผอิญว่าได้ตั๋วคอนเสิร์ตวัลคิวเร่ที่โยโกฮาม่าพอดี ไหนๆ ก็ไหนๆ เลยถือโอกาสไปเดินงานนี้ด้วยซะเลย

นิทรรศการนี้จัดที่ Mori Arts Center Gallery ซึ่งตั้งอยู่ในรปปงงิฮิลส์ พอไปถึงรปปงงิฮิลส์ก็จะเจอป้ายนิทรรศการอยู่ประปราย

ระบบการซื้อตั๋วมีทั้งแบบซื้อล่วงหน้าและซื้อหน้างาน ด้วยความขี้เกียจกดตั๋วล่วงหน้า เราเลยไปซื้อหน้างานนี่แหละ ไปถึงก็ไปซื้อตรงเคาน์เตอร์ขายตั๋ว หน้าทางขึ้นลิฟต์ไปโมริอาร์ตมิวเซียม

ปกติตั๋วผู้ใหญ่ราคาใบละสองพันห้าร้อยเยน แต่มันมีขายแบบสองใบสี่พันเยน เราไปกับเพื่อนเลยได้มาในราคาคนละสองพันเยน เย้! เสียดายตั๋วหน้าตาธรรมดา ไม่มีลาย FF เป็นพิเศษ

ซื้อตั๋วเสร็จก็ขึ้นลิฟต์ไปชั้น 52 แล้วพุ่งไปเข้างานได้เลย!

พอเดินเข้าไปหน้างาน สต๊าฟจะแจกไอโฟนกับเฮดโฟนให้คนละเซ็ต เอาไว้สำหรับฟังเพลงและคำบรรยายประกอบนิทรรศการ มีทั้งภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษให้เลือก ชอบในความใจป้ำที่ให้ทุกคนโดยไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

ได้รับอุปกรณ์กันแล้วก็จะโดนต้อนเข้าไปในห้องแรกทีละเซ็ต ห้องแรกเป็นบทนำ มีคำบรรยายบอกว่าพวกเราทุกคนคือนักรบแห่งแสง หลังจากนี้จะต้องไปผจญภัย บลาๆๆ แต่ละคนจะใช้พลังธาตุต่างๆ ได้ด้วย หน้าจอไอโฟนมันจะขึ้นมาเป็นรูปคริสตัลสีประจำธาตุที่เราได้ อย่างของเราได้ธาตุไฟ บนหน้าจอก็จะขึ้นเป็นคริสตัลสีแดง อะไรแบบนี้ ก็ดูมีความพยายามในการสร้างเรื่องราวดี

ห้องต่อมาเป็นห้องโล่งๆ มืดๆ พอเข้ามาห้องนี้ เสียงบรรยายจะบอกให้เราไปยืนตามแสงไฟประจำธาตุของตัวเอง เราได้ธาตุไฟเลยไปยืนตรงสีแดง พอแต่ละคนยืนประจำที่กันครบแล้ว บนผนังก็จะฉายภาพสามมิติให้ดู ภายในห้องนี้เราจะได้ต่อสู้กับบาฮามุตด้วยการจิ้มไอโฟนรัวๆ ตามที่เสียงบรรยายบอก อย่างเช่นพอบาฮามุตมาโจมตีใส่หน้าเรา เสียงบรรยายก็จะบอกว่า ธาตุไฟ ตอนนี้แหละ! คนที่สังกัดธาตุไฟก็ต้องรวมพลังกันจิ้มหน้าจอไอโฟนเพื่อยิงไฟใส่บาฮามุต ติ๊งต๊องดี 555555555

พอสู้ชนะบาฮามุตก็จะได้พบกับฉากยิงพลุปุ้งปั้งสวยงาม เป็นอันจบกิจกรรมติ๊งต๊อง หลังจากนั้นถึงจะเข้าสู่ส่วนของนิทรรศการจริงๆ ละ

ส่วนแรกสุดเลยเป็นของภาค 1-6 เวลาเราไปยืนหน้าป้ายของแต่ละภาค ไอโฟนที่ได้รับแจกมามันจะเล่นเพลงของภาคนั้นๆ พร้อมเล่นเสียงบรรยายให้โดยอัตโนมัติ ไฮเทคดีมาก แต่บางทีไอโฟนมันก็จะเอ๋อๆ เผลอเล่นเพลงผิดภาคไปบ้าง เพลงไม่ขึ้นบ้าง ตัดคำบรรยายกลางคันแล้วเริ่มเล่นใหม่เองบ้าง…

พ้นโซนนี้ไปจะเป็นโซนของภาค 7 เป็นต้นไป โซนนี้อลังการกว่าอย่างเห็นได้ชัด อย่างของภาค 7 นี่มีทั้งพาเนลตอนแอริธตาย พาแนลแซ็ค มีดาบบัสเตอร์ซอร์ด เป็นต้น

ฮืออออออออออออออออ แซ็คคคคคคคคคคคคค T_____T

ถัดมาจากโซนภาค 7 ก็จะเจอบูธของภาค 8 9 12 และ 13 อ้าวววววว ภาค 10 หายไปหนายยยยยย

คำบรรยายที่แปะตามบูธกับเสียงบรรยายจะสรุปคอนเซปท์ของแต่ละภาคให้ฟังคร่าวๆ หรือไม่ก็พูดถึงจุดเด่นของภาคนั้นๆ อย่างของภาค 7 บรรยายว่าผู้เล่นรับไม่ได้ที่แอริธตายก็เลยลือกันว่ามีวิธีชุบด้วย ฟังแล้วแอบขำนิดนึง 55555555

และเมื่อเดินต่อมาอีกถึงจะเจอกับภาค 10!!!! ทำไมมาซ่อนอยู่หลังภาค 12 กับ 13 ซะงั้น!!

คนเลือกรูปมาทำพาเนลของภาคนี้นี่…….. จะเลือกรูปหล่อๆ ให้ทีดัสหน่อยก็ไม่ได้เนอะ……. แต่เป็นรูปนี้ก็เมคเซนส์แหละ เพราะของภาค 10 เน้นพูดถึงคู่พ่อลูก ฉากที่เปิดให้ดูก็เป็นฉากเจคต์ตาย รูปบนพาเนลเลยเป็นรูปทีดัสร้องไห้ในฉากนั้น

โซนภาค 10 มีความพิเศษอย่างนึงคือมีห้องรวมความทรงจำของทีดัสกับยูน่าด้วย ในห้องจะมีจอทีวีหลายๆ จอเปิดฉากเด็ดๆ ของทีดัสกับยูน่า พอเดินเข้าไปปุ๊บ เสียงบทพูดของทีดัสกับยูน่าก็จะเล่นวนๆ ในเฮดโฟน ชอบมากกกกกกก คิดถึงภาคนี้จัง อยากเล่นนนนนนน

ความพีคคือในห้องนี้มีคนร้องไห้ด้วย……. /ตบไหล่ เราเข้าใจเธอนะ ตอนยืนดูป้ายแซ็คเราก็เกือบร้องไห้แล้ว ฮืออออออ ;____;

ความพิเศษอีกอย่างของภาค 10 คือมีรูปทีดัสกับยูน่าที่โนมุระซังวาดให้เป็นพิเศษด้วย ทำไมภาคนี้มีอะไรพิเศษเยอะแยะ!

เลยภาค 10 มาจะถึงโซนภาค 15 ซึ่งโซนนี้ก็สุดจะอลังการ อลังกว่าโซนของทุกภาคที่ผ่านมา มีป้ายโน่นนี่นั่นเยอะแยะไปหมด และสปอยล์เยอะแยะไปหมด 55555555555 จนถึงตอนนี้เรายังไม่ได้เล่นภาคนี้เพราะไม่มีเครื่อง ตอนเดินดูโซนภาคนี้เลยไม่ค่อยอินเท่าภาคอื่นๆ แม้จะดูคิงส์เกลฟกับบราเธอร์ฮูดมาแล้วก็ตาม

ไม่เพียงเท่านั้น!! โซนนี้ยังมีห้องพิเศษอีกเช่นกัน!! เป็นห้องจัดพิธีอภิเษกระหว่างน็อคติสกับลูน่า ในห้องก็จะมีแก๊งเพื่อนน็อคกับเสด็จพ่อพูดแสดงความยินดีกัน พอถึงคิวคนใดคนนึงพูด รูปในกรอบก็จะขยับ พอพูดเสร็จก็หยุดนิ่ง ได้ฟีลแฮร์รี่พอตเตอร์หน่อยๆ เรายืนฟังวนไปวนมาอยู่ประมาณสามรอบ แม้ไม่อินกับคำอวยพรแต่งงาน แต่เราก็มีความสุขกับการฟังเสียงคักกี้และมิยาโนะมาโมรุมาก (〃ω〃)

ตรงมุมห้องมีบอร์ดให้แฟนๆ เขียนคำอวยพรด้วยนะ! อยากเขียนแต่รู้สึกว่า เอ๊ะ เรายังไม่ได้เล่นเลย จะเขียนอวยพรก็ยังไงๆ นะ จะเป็นการตีสนิทเสด็จน็อคเกินไปมั้ย? สุดท้ายเลยไม่ได้เขียนอะไร

ร่วมพิธีอภิเษกเสร็จก็ออกมาเจอโซนภาค 14 ต่อ จริงๆ มันมีของภาค 11 ด้วยนิดนึงมั้งนะ แต่ไม่แน่ใจว่าอยู่ตรงไหนของงาน น่าจะแถวๆ นี้รึเปล่า นึกไม่ออก รูปก็ไม่ได้ถ่ายมา…..

และห้องสุดท้ายของนิทรรศการคือโบสถ์ของแอริธ วกกลับมาที่ภาค 7 กันอีกรอบ ในโบสถ์จะมีดอกไม้ มีอาร์ตเวิร์กของภาค 7 ทั้งของเดิมและรีเมค (ของรีเมคห้ามถ่ายรูปมา แง) มีเสียงพูดของแอริธตามจุดต่างๆ ต้องเดินวนไปวนมาถึงจะได้ฟังครบ แต่เราก็ฟังไม่ครบอยู่ดีเพราะขี้เกียจเดินหา ถ้าเป็นสียงเซฟิรอธก็ว่าไปอย่าง!

พ้นโบสถ์มาก็เป็นทางออกละ ตรงทางออกจะมีข้อความจากทีมงานผู้สร้าง FF ทั้งสองภาษาแปะอยู่ด้วย

ตรงทางออกจะมีสต๊าฟดักอยู่ ให้เราใช้ QR code ในไอโฟนที่ได้รับแจกมาไปแปะกับเครื่องอ่าน แล้วบนจอจะขึ้นเป็นชื่อเราที่ใส่ลงไปตอนแรกสุด กับฉากจากภาคใดภาคนึงแบบสุ่ม เราได้ฉากทีดัสกับยูน่าแหละ! หลังจากนั้นก็เอาไอโฟนกับเฮดโฟนไปคืน สต๊าฟจะให้กระดาษมาแผ่นนึง เป็นเพลย์ลิสท์เพลงที่เราได้ฟังในงานวันนี้

และแน่นอนว่าเมื่อออกจากงานมาแล้วเราก็จะพบกับ ร้านขายของ!!! ของขายที่นี่มีเยอะกว่าที่แสควร์อีนิกซ์คาเฟ่อีก เพราะขายของ FF แบบเน้นๆ เลย

แม้จะมีของน่ารักน่าซื้อมากมายแต่เราก็ซื้อมาแค่แพมเฟลตงานกับกระดาษโน้ตโจโคโบะหนึ่งเล่มพอเป็นที่ระลึก แพมเฟลตมีรายละเอียดเสียงบรรยายครบถ้วนดีมาก เอามาอ่านเล่นหลังจบงานก็ทบทวนความทรงจำได้ดี

ออกจากร้านขายของเราก็ไปต่อคิวเข้าคาเฟ่ ตอนแรกว่าจะไม่เข้าเพราะเกรงใจเพื่อน แต่พอเห็นหน้าร้านแล้วอดใจไม่ได้จริงๆ เลยไล่เพื่อนไปก่อนแล้วต่อคิวคนเดียว 55555555555 ต่อคิวอยู่ประมาณสิบนาทีก็ได้เข้า

อาหารคาเฟ่นี้น่ากินมากกกกกกก อยากกินหลายอย่างเลย แต่เราสั่งมาแค่มองบลังน้องม็อกกับโพชั่นสีฟ้าหน้าตาสวยสดงดงาม มองบลังอร่อยดี ส่วนโพชั่นนั้น….. อย่าไปพูดถึงรสชาติจะดีกว่า

ดีนะคาเฟ่นี้ไม่แถมที่รองแก้วแบบสุ่ม ถ้าแถมเราคงเผลอสั่งน้ำหลายอย่างแหง แม้มันจะไม่อร่อยเลยก็ตาม 555555555

โดยสรุปแล้วเป็นนิทรรศการที่คุ้มค่าคุ้มราคาสองพันเยนมากๆ ดีใจที่ได้มา♥

Code:Realize Hakugin no Kiseki – Abraham Van Helsing

Code: Realize เพิ่งออกแฟนดิสก์แผ่นที่สองมาเมื่ออาทิตย์ก่อน รอบนี้ไม่อยากดองเพราะเห็นว่าเกมอุตส่าห์ทำเนื้อเรื่องเกี่ยวกับคริสต์มาสออกมาในช่วงคริสต์มาส ก็เลยมอบช่วงคริสต์มาสปีนี้ให้กับเกมนี้ซะเลย ส่วนปีที่แล้วรู้สึกจะมอบให้เมียวงะบุโจว สรุปคริสต์มาสของเรามีไว้เล่นเกม อาห์

แฟนดิสก์ภาคนี้ใช้ชื่อว่า 白銀の奇跡 อ่านว่า Hakugin no Kiseki มีคนอ่านผิดเป็น Shirogane no Kiseki กันหลายคน แม้แต่คนญี่ปุ่นยังอ่านผิด จนกระทั่งเคานต์ดาวน์วอยซ์ในเว็บอ่านออกเสียงชัดๆ ว่า ฮาคุกิง ถึงได้เข้าใจคำอ่านตรงกันซะที ภาษาญี่ปุ่นนี่ยุ่งยากจริง!

รอบนี้สั่งเซ็ตลิมิเต็ดของอนิเมทไปเพราะแถมทาเปส จริงๆ ชอบลายของสเตลล่ามากกว่า แต่สเตลล่าไม่ยอมทำทาเปส ฮือ ซื้ออนิเมทก็ด้ะ

ชอบปกลิมิเต็ดรอบนี้มาก ภาพสวย สีสวย ลูแปงหล่อ เสียดายนิดนึงที่คุณโฮล์มส์อดขึ้นปก แต่ไม่ได้ขึ้นปกไม่เป็นไร แค่ในเกมมีรูทคุณโฮล์มส์ให้ก็ขอบพระคุณมากแล้ว

เท่าที่เล่นไปนิดนึง ตอนนี้เราชอบแฟนดิสก์แผ่นนี้มากกว่าแผ่นที่แล้วอีก! แผ่นนี้ทุกคนอัพเลเวลความน่ารักเพิ่มขึ้นอีกห้าสิบระดับ ชอบทุกคนมากขึ้นกว่าเดิมมากกกกกกก แม้แต่ฟีนิสที่ปกติเราไม่ชอบขี้หน้ายังกลายเป็นเด็กผีไร้พิษภัยผู้น่ารักในภาคนี้

อย่างไรก็ตาม วันนี้ไม่ได้ตั้งใจจะมากรี๊ดใครอื่นนอกจากเฮียแวนเฮลซิ่ง! รอบนี้เลือกรูทเฮียคนแรกแม้จะไม่ค่อยชอบรูทเฮียในแฟนดิสก์แผ่นที่แล้วเท่าไหร่เพราะเฮียทำตัวงี่เง่าไปหน่อย หักคะแนนเฮียไปเยอะมาก (แม้ในรูทคนอื่นจะยังน่ารักเหมือนเดิมก็ตาม) จนมาเจอเฮียในภาคนี้เท่านั้นแหละ โอ๊ยยยย หุ้นเฮียขึ้นรัวๆ กรี๊ดหนักมากกกกกกก (≧д≦)

 

**SPOILER ALERT**

 

รูทเฮียแวนภาคนี้ไม่ได้ต่อจากภาคหลัก แต่จะต่อจากรูทฟีนิสในภาค 祝福の未来 (Shukufuku no Mirai) รายละเอียดบางส่วนเลยไม่เหมือนกับภาคหลัก โดยภาคนี้รูทหนุ่มๆ ทั้งห้าคนจะเป็นการสมมติว่าคริสต์มาสครั้งแรกของหนุ่มๆ กับนางเอกจะเป็นยังไง

เท่าที่เล่นจบไปสองรูทได้แก่รูทแวนและรูทแซงต์ ช่วงต้นรูทจะเริ่มมาเหมือนๆ กันคือนางเอกกลับไปอาศัยอยู่ที่บ้านเดิมกับฟีนิสซึ่งเป็นน้องชาย ส่วนแก๊งลูแปงก็ไม่ค่อยได้เจอหน้ากันเท่าไหร่ ในรูทเฮียแวน เฮียจะกลายมาเป็นเบ๊ของโดระจัง คอยตระเวนไปทั่วอังกฤษด้วยกันเพื่อตามหาชาวผีดูดเลือดที่ยังเหลือรอดอยู่ ซึ่งตอนเริ่มเรื่องมานี่เฮียกับโดระจังเดินทางมาด้วยกันราวครึ่งปีละ

ช่วงต้นรูทตอนยังไม่เจอนางเอกนี่แวนกับโดระจังสวีทกันเวอร์มาก 5555555555 หวานแหววกันตั้งแต่ฉากแรกสุดที่เฮียแวนกับโดระจังนั่งรถไฟไปด้วยกันละ เฮียกับโดระจังนั่งตรงข้ามกัน เฮียพูดสั่งสอนโดระจังไปเรื่อย โดระจังก็ทำแก้มป่องกระเง้ากระงอด เฮียเลยมองด้วยสายตาอ่อนโยน ตอนเริ่มมาเจอฉากนี้ตกใจมากเพราะนึกว่าเปลี่ยนมาเป็นเลิฟสตอรี่ของเฮียกับโดระจัง…… จนสักพักเฮียเริ่มเหม่อลอยคิดถึงนางเอก เราถึงได้โล่งใจว่า อ้อ นางเอกยังไม่ถูกลืม เฮียยังไม่พรากผู้เยาว์ รอดไปนะโดระจัง

เราชอบคู่แวนกับโดระจังนะ แต่ไม่ได้ชอบแบบอยากให้เค้าคู่กัน 5555555 ชอบคู่นี้เวลาอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่ภาคหลักละ เป็นความสัมพันธ์ที่เก้ๆ กังๆ และพัฒนามาเรื่อยๆ จนตอนนี้เฮียแวนกลายเป็นเหมือนพ่อโดระจังไปแล้ว เวลาอยู่กับโดระจังเฮียน่าร๊ากน่ารัก (*´∀`*)

ส่วนความสัมพันธ์ของเฮียแวนกับนางเอกในจุดนี้จะรีเซ็ตกลับไปเป็นตอนที่ยังไม่ใจตรงกัน นางเอกกลับไปอยู่บ้านเดิมที่เวลส์โดยที่ไม่รู้ตัวว่ามีใจให้เฮีย ส่วนเฮียรู้ดีแก่ใจว่าตัวเองชอบนางเอก แต่ก็เห็นภาระหน้าที่สำคัญกว่า เลยยอมปล่อยนางเอกไป ไม่ได้บอกความในใจ ซึ่งเราชอบเฮียแวนในโหมดรักนะแต่ไม่แสดงออกมากกกกกกกกกกกก (≧д≦)(≧д≦)

ในแฟนดิสก์ภาคที่แล้วปัญหาหลักในรูทเฮียแวนคือเฮียชอบแสดงความรักมากเกินไป กลายเป็นผู้ชายเยอะๆ ที่แม้แต่นางเอกยังรำคาญ 5555555555 ส่วนภาคนี้เฮียยังไม่รู้ว่านางเอกคิดยังไงกับตัวเองเลยค่อนข้างเก็บอาการ แต่บางทีก็จะหลุดเขินบ้างอะไรบ้าง แบบนี้แหละน่ารัก จั๊กจี้หัวใจกำลังดี

วกกลับมาที่ฉากรถไฟ เฮียแวนกับโดระจังนั่งรถไฟไปทำธุระที่เมืองลิเวอร์พูล ทั้งสองคนอยู่ที่นั่นด้วยกันหลายวัน จนวันนึงหนังสือพิมพ์ลงข่าวว่าปีนี้ลอนดอนจะฉลองคริสต์มาสอย่างยิ่งใหญ่ โดระจังก็กระดี๊กระด๊าบอกว่าใกล้คริสต์มาสแล้ว ตื่นเต้นจังเลย อีกไม่นานจะได้ไปฉลองกับพวกลูแปงด้วย! แอบขำฉากนี้ตรงที่แวมไพร์ตื่นเต้นกับเทศกาลฉลองวันเกิดพระเยซู ดูย้อนแย้งชอบกล 55555555 แต่เอาเถอะ พ่อมดแม่มดในแฮร์รี่พอตเตอร์ยังฉลองคริสต์มาสเลยนี่เนอะ….

พอเสร็จธุระที่ลิเวอร์พูล โดระจังก็ตัดสินใจจะเดินทางไปแถวๆ เวลส์ ซึ่งไหนๆ แถวนั้นก็ใกล้บ้านนางเอกแล้ว โดระจังเลยชวนเฮียไปเยี่ยมนางเอกด้วยกันซะเลย

ตอนก่อนไปบ้านนางเอก โดระจังบอกว่าจะไปเยี่ยมก็ต้องซื้อของไปฝากด้วย โดระจังให้เฮียเลือกของให้นางเอก ส่วนตัวเองเลือกให้ฟีนิส แล้วโดระจังก็มาถามเฮียว่าเลือกอะไรให้นางเอกเหรอ แหวนหมั้นอ๊ะป่าวววว ทำเอาเฮียตกใจ ไม่นึกว่าจะโดนเด็กแซวหน้าตาเฉ๊ยยยย พอเฮียตกใจว่าทำไมถามแบบนั้น โดระจังก็ถามต่อตรงๆ ว่า อ้าว ไม่ได้ชอบนางเอกหรอกเหรอ? เฮียก็อ้ำอึ้งไม่รู้จะตอบยังไง ฮู้ยยยย เวลาเฮียขัดเขินทำตัวไม่ถูกแบบนี้น่ารักชัมมัดดดดด (////ー////) ตรงนี้มีชอยส์มาให้เราเลือกตอบด้วยว่าจะให้เฮียเงียบหรือบ่ายเบี่ยงไปเรื่องอื่น พอเลือกบ่ายเบี่ยง เฮียจะพูดเรื่องปืนไรเฟิลขึ้นมาดื้อๆ จนแม้แต่โดระจังยังเอือมว่าถ้าจะบ่ายเบี่ยงก็ควรจะเลือกเรื่องอื่นมั้ย ตล๊กกก 5555555555

และแล้วทั้งสองก็เดินมาถึงบ้านนางเอก ก่อนจะพบว่า บ้านล็อคจ้าาาา เอ้าาา ดันมาเซอร์ไพรส์โดยไม่ติดต่อมาบอกก่อนก็เงี้ย ทั้งสองคนตัดสินใจปักหลักรอหน้าบ้านนั่นแหละ อุตส่าห์ถ่อมาตั้งไกลทั้งที ทว่ารอแล้วรอเล่าเฝ้าแต่รอ นางเอกก็ไม่มีวี่แววว่าจะโผล่มา

ระหว่างรอ เฮียกับโดระจังก็คุยกันไปเรื่อยเปื่อย เฮียแวนไม่อยากเจอฟีนิสเท่าไหร่เพราะเคยเป็นศัตรูกันมานาน เคยแค้นฟีนิสมาตลอด แต่สุดท้ายเฮียก็ฆ่าฟีนิสไม่ลง แล้วเฮียก็นึกได้ว่าการที่ตัวเองเกลียดชังฟีนิสก็ไม่ต่างจากที่โดระจังเคยเกลียดเฮีย เพราะเฮียเป็นคนฆ่าครอบครัวของโดระจัง เหมือนกับที่ครอบครัวของเฮียต้องตายเพราะฟีนิสนั่นแหละ

พอคิดได้ว่าสตอรี่ของตัวเองไม่ต่างจากโดระจัง เฮียเลยถามโดระจังว่าทำไมถึงยอมให้เฮียเดินทางมาด้วย ทั้งๆ ที่เคยแค้นขนาดนั้นแท้ๆ

โดระจังตอบดีมวากกกกกกกกกกกกกกก โดระจังตอบว่า สำหรับตัวเองแล้ว เฮลซิ่งคือเครื่องย้ำเตือนถึงความเป็นไปได้ เพราะที่ผ่านมาเคยเจ็บแค้น เคยอยากฆ่าถึงขนาดนั้น เคยเป็นศัตรูคู่แค้นกัน แต่ตอนนี้กลับกลายมาเป็นเพื่อนกันได้ทั้งๆ ที่การเป็นเพื่อนกับเฮลซิ่งน่าจะเป็นเรื่องยาก เพราะฉะนั้นการมีเฮลซิ่งอยู่จึงช่วยย้ำเตือนว่า ไม่ว่าเรื่องใดๆ ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น

โฮฮฮฮ เด็กตัวแค่เนี้ย คิดได้ขนาดนี้ เก่งจังเลยลูกกกกกกกกก (T__T)

ระหว่างที่เฮียกับโดระจังนั่งจับเจ่าเฝ้ารอคอย ตัดภาพมาฝั่งนางเอกกับฟีนิส สองพี่น้องออกไปช็อปปิ้งในเมืองกันอย่างสนุกสนานเฮฮาจ้าา แหมะะะ ปล่อยเฮียนั่งรออย่างเหงาหงอย ใช้ได้ที่ไหน!!

ระหว่างนั่งรถกลับบ้าน นางเอกก็เหม่อลอยคิดถึงเฮีย อยากเจอเฮีย ส่วนเฮียนั่งเหม่อมองฟ้าคิดถึงนางเอก ต่างฝ่ายต่างอยากเจอกัน แต่ไม่ได้เจอกันซะทีเพราะนางเอกมัวแต่ไปช็อปปิ้ง……….

เฮียกับโดระจังรออยู่หน้าบ้านจนฟ้ามืด อากาศหนาวจนโดระจังปากสั่นงั่กๆๆๆ แต่ก็ยังฝืนบอกว่าไม่เป็นไร สบายมาก เฮียเลยบอกว่ากลับกันเถอะ เดี๋ยวจะไม่ทันรถม้าเที่ยวสุดท้ายด้วย แต่แล้ว! จังหวะที่กำลังจะกลับนั้นเอง นางเอกกับฟีนิสก็กลับมาถึงบ้านพอดี ฮูเร่!

ความที่เฮียแวนกับนางเอกไม่ได้เจอกันหลายเดือน ตอนได้พบสบตากันอีกทีมันเลยชวนเขินอยู่หน่อยๆ (/////ー/////) พอนางเอกถามว่ามารอนานรึยัง เฮียก็ตอบไปว่าเพิ่งมาเมื่อกี้นี้เอง แต่นางเอกไม่เชื่อ เดินไปจับมือเฮียเป็นการพิสูจน์ แถมจับมืออย่างเดียวไม่พอ ลามปามไปจับแก้มอีกจ้าาาา (กรี๊ดดดดดด คาร์เดีย หร่อนนนนนนน!!!!) พอรู้ว่าตัวเฮียเย็นเจี๊ยบนางเอกก็เซ้าซี้ถามว่าสรุปมาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย แต่ถามยังไงเฮียก็ไม่ยอมเฉลย ฟีนิสซึ่งรู้ดีว่าเฮียเป็นคนปากหนักเลยหลอกถามโดระจังจนได้คำตอบ พอรู้ว่ามาตั้งแต่เย็นนางเอกเลยรู้สึกผิด ออกปากชวนเฮียแวนกับโดระจังค้างที่บ้านจ้าาาา (แหมะะะ ชวนผู้ชายค้างอ้างแรม นี่มันจะมากไปแล้ว!!!!!!)

ขำตอนแรกฟีนิสไม่ยอมให้ค้าง อ้างว่าไม่มีที่นอน นางเอกเลยบอกว่างั้นเดี๋ยวยกเตียงของตัวเองกับฟีนิสให้ก็ได้ ฟีนิสเลยรีบเปลี่ยนใจบอกว่า อุ๊ย เพิ่งนึกได้ว่ามีที่นอนสำรองอยู่ โอ๊ย ฟีนิสผันตัวมาแนวตลกแล้วเวิร์คมากจริง 555555555555

ส่วนเฮียแวนทำเป็นเก๊กถอนหายใจแต่สุดท้ายก็ยอมค้างที่บ้านนางเอก โดระจังเลยดีอกดีใจ พอเข้าบ้านไปกินข้าวเย็นด้วยกันก็เย้วๆ ใส่ฟีนิส เด็กสองคนนี้อยู่ด้วยกันแล้วน่ารักมุมิมาก ทั้งๆ ที่ในภาคหลักชีวิตเคร่งเครียดทั้งคู่ พอเจอคนวัยไล่เลี่ยกันในจุดที่ชีวิตไม่ค่อยเครียดแล้วค่อยทำตัวสมเป็นเด็กๆ หน่อย น่าเอ็นดู (*´∀`*)

ทางด้านนางเอก ตอนกินข้าวเย็นด้วยกันในบ้านก็นั่งเหม่อจ้องหน้าเฮียไม่ยอมกินจ้าาา ออกหน้าออกตาไปอี๊กกก เข้าใจนะว่าเฮียหล่อ แต่เก็บอาการหน่อยลู๊ก!!! พอกินข้าวเสร็จ เห็นเฮียแวนออกไปจากห้องแล้ว นางเอกก็หยิบข้าวของที่ไปช็อปปิ้งออกมา ของที่ไปช็อปมาคืออุปกรณ์สำหรับถักโครเชต์ นางเอกตั้งใจจะถักของขวัญสำหรับไปแจกหนุ่มๆ ในปาร์ตี้วันคริสต์มาสซึ่งจะจัดขึ้นที่บ้านแซงต์ ถักไปถักมา เฮียก็โผล่มาทักว่าทำอะไรอยู่ สุดท้ายเลยความแตกทั้งๆ ที่นางเอกอยากเก็บไว้เซอร์ไพรส์

เฮียแวนเห็นนางเอกตั้งอกตั้งใจถักให้ทุกคนแต่ดูจากสปีดแล้วไม่น่าทันคริสต์มาส เฮียเลยอาสาช่วยถักให้อีกแรง แถมยังเป็นคนดี๊คนดี บอกนางเอกว่าถักให้คนอื่นไปก่อนเถอะ ส่วนของเฮียไว้มีเวลาเหลือจริงๆ ค่อยถักให้ก็ได้ เพราะถึงจะได้หลังคริสต์มาส ถ้าเป็นของขวัญจากเธอก็ดีใจอยู่ดี โอ้ยยย เฮียแวนขราาาาาา แสนดีเลื้อเกินนนนนนนนน/////

และแล้วจากที่เฮียกับโดระจังตั้งใจจะค้างบ้านนางเอกแค่คืนเดียว เฮียก็เปลี่ยนแผนมาอยู่ด้วยกันจนถึงช่วงก่อนคริสต์มาสเพื่อช่วยนางเอกถักของขวัญให้เสร็จ (หนอยยยยยย คาร์เดียยยย นี่หล่อนวางแผนไว้ใช่มั้ยยะ!!!! เฮียก็อย่าติดกับง่ายๆ สิคะะะะะะ)

ตอนเฮียอาสาจะช่วยถัก เรานึกว่าจะเล่นมุกเฮียมั่นใจในตัวเองแบบผิดๆ แต่จริงๆ แล้วถักห่วยมากซะอีก 55555555 อันที่จริงหนึ่งในโมเอะพอยท์ของเฮียคือการมั่นใจว่าตัวเองทำอาหารเก่งแต่ที่จริงกากมาก นึกว่าความมั่นใจผิดๆ นั้นจะลุกลามมาถึงฝีมือถักโครเชต์ด้วย แต่ไปๆ มาๆ เฮียถักเก่งมากจนน่าตกใจ เฮียเล่าให้ฟังว่าตอนเด็กๆ เคยช่วยแม่ถักอยู่บ่อยๆ สมัยเป็นทหารก็มีคนมาขอให้ช่วยเย็บปักถักร้อยโน่นนี่นั่นเป็นประจำ (คนในกองทัพเห็นเฮียเป็นอะไรคะ โปรดเกรงใจเฮียที่อุตส่าห์เก๊กโหดนิดนึง…….)

หลังจากวันนั้นเฮียกะนางเอกก็ช่วยกันถักโครเชต์กะหนุงกะหนิงอยู่หลายวัน พอถึงคืนสุดท้ายก่อนออกเดินไปทางลอนดอนก็ถักเสร็จทันเฉียดฉิว แต่นางเอกต้องแอบไปถักของเฮียในห้องตัวเองจนดึกดื่นเพราะยังอยากเซอร์ไพรส์อยู่ เฮียเดินผ่านห้องนางเอกตอนดึกๆ เห็นไฟเปิดอยู่ก็ไม่พอใจที่นางเอกนอนดึก เปิดประตูตั้งใจจะเข้าไปดุ (ทำไมภาคนี้เฮียมีความหม่าม้า อยู่กับโดระจังมากไปเหรอ) แต่พอเปิดเข้าไปเจอนางเอกหลับอยู่ท่ามกลางกล่องของขวัญที่จะนำไปให้ทุกคน เฮียก็อ่อนอกอ่อนใจ ดุไม่ลง ได้แต่ลูบหัวนางเอกอย่างอ่อนโยน (แน่ะะะ ฉวยโอกาสตอนหลับหราาาา)

คืนสุดท้ายที่บ้านนางเอกจะมีเหตุการณ์เฮียคุยกับฟีนิสนิดหน่อย ฟีนิสถามเฮียแวนด้วยคำถามเดียวกันกับที่เฮียสงสัยในตัวโดระจังว่า ทำไมถึงไม่ฆ่าตัวเองที่เป็นศัตรูคู่แค้น? เฮียตอบฟีนิสประมาณว่า ที่ผ่านมาแค้นฟีนิสมาตลอดก็จริง ถึงจะไม่รู้ว่าเพราะแค้นจึงอยากแก้แค้น หรือเพราะอยากแก้แค้นจึงพยายามแค้นกันแน่ แต่สุดท้ายพอมีโอกาสฆ่ากลับฆ่าไม่ลง เพราะไม่ได้แค้นมากเท่าในอดีตแล้ว กาลเวลามันทำให้ความแค้นเจือจางไปแล้ว…… เป็นเหตุผลที่สู้โดระจังไม่ได้เลยอะะะ ของโดระจังเท่กว่าเฮียตั้งเยอะ!!

แล้วฟีนิสก็บอกว่าตั้งแต่กลับมาอยู่ที่นี่กับนางเอก นางเอกไม่ค่อยร่าเริงเลย สาเหตุน่าจะมาจากแวนนั่นแหละ แต่ฟีนิสก็ไม่คิดจะกีดกันอะไรอยู่แล้ว อะไรที่พี่สาวว่าดี ฟีนิสก็ว่าดี แต่ฟีนิสบอกว่า ต่อให้โลกแตกก็จะไม่ยอมเรียกแวนว่าพี่เขยหรอกนะ แหม๊ เด็กคนนี้นี่ เฮียก็ไม่ได้ขอร้องให้เรียกแมะะะะ 5555555555555

เช้าวันคริสต์มาสอีฟ เฮียแวน โดระจัง ฟีนิส และนางเอกเดินทางไปลอนดอนด้วยกัน พอถึงลอนดอน เด็กๆ สองคนพากันไปวิ่งเล่น เฮียกับนางเอกเลยปล่อยๆ ไปไม่คิดจะห้ามปรามใดๆ (ช่างเป็นผู้ปกครองที่ใส่ใจดีจริงๆ) เฮียกับนางเอกเห็นว่ายังมีเวลาอีกเยอะกว่าจะถึงปาร์ตี้ตอนเย็น ทั้งสองคนเลยตระเวนไปหาเพื่อนร่วมแก๊งตามที่ต่างๆ ในลอนดอนเพื่อเอาของขวัญไปมอบให้ ขำการไปตามหาลูแปงกับอิมเปย์ที่บ่อน ฮือ สุภาพบุรุษจอมโจรผู้เสพติดการพนัน 55555555555

ระหว่างเดินเตร็ดเตร่ในลอนดอน เฮียแวนบังเอิญเจออเรสเตอร์เจ้าเก่าด้วย! อเรสเตอร์ซึ่งตัวตนที่แท้จริงคือโพรเฟซเซอร์เจมส์ มอริอาตี้เป็นตัวร้ายในรูทเฮียภาคหลัก แต่ภาคนี้เฮียยังไม่รู้ความจริงว่าอเรสเตอร์อยู่เบื้องหลังโศกนาฏกรรมทั้งหมดที่เกิดขึ้นในชีวิต พอเจอกันเฮียเลยทักทายตามปกติ แต่ตาลุงอเรสเตอร์ก็ทำตัวมีลับลมคมใน บอกว่าหนีการตามล่าของชายคนหนึ่งอยู่ (หนีอยู่ในลอนดอนเนี่ยนะะะ หนีไปที่อื่นมั้ยลุง ได้ข่าวว่าชายคนนั้นอยู่แถวเบเกอร์สตรีท ลุงรู้ยัง?) คุยกันแป๊บๆ อเรสเตอร์ก็จากไป ก่อนไปมีการบอกเฮียว่า เธอเป็นอิสระแล้ว เราคงไม่ได้เจอกันอีก เฮียแวนก็งงๆ ว่าจะมาพูดแบบนั้นทำไม แต่ไม่คิดจะไล่ตามไป

ฉากนี้คงใส่มาเพื่อให้รู้ว่าอเรสเตอร์ในเส้นเรื่องนี้เลิกยึดติดกับเฮียแวนแล้ว เลิกคิดจะยุ่มย่ามกับชีวิตเฮีย ยอมปล่อยให้เฮียไปมีความสุขตามทางของตัวเองแล้วแหละมั้ง เพราะที่ผ่านมาชีวิตเฮียพังพินาศเพราะตาลุงนี่ล้วนๆ ถ้าลุงเลิกยุ่งกะเฮีย เดี๋ยวชีวิตเฮียก็ราบรื่นเอง …แต่ ถึงแม้ลุงจะโผล่มาแค่นิดเดียวก็ทำให้รู้สึกอีกครั้งว่าริกกี้เหมาะกับการพากย์บทชั่วๆ แบบนี้จัง

พอตกเย็นชาวแก๊งลูแปงก็มารวมตัวกันที่คฤหาสน์ของแซงต์ ชอบบรรยากาศที่ทุกคนกลับมาเจอกันพร้อมหน้ามากเลย ฮืออออ อบอุ่นเหมือนงานเลี้ยงรุ่น ฉากตอนมาถึงบ้านฟีนิสน่ารักมาก พอแซงต์พูดโอคาเอริ ฟีนิสก็พูดทาดาอิมะแบบเขินๆ งุ้ยยยยย คิวท์ (≧ω≦)

ภาคนี้ฟีนิสน่ารักมากจริง ยอมแพ้ หายเกลียดเป็นปลิดทิ้ง ชอบการที่ฟีนิสคอยด่าทุกคนในเรื่องด้วย เหมือนเป็นตัวแทนคนเล่นคอยจิกกัดทุกคนอีกทีนึง ชอบตรงนี้สุดละ 5555555555555

ทุกปาร์ตี้กันสนุกสนานเฮฮาสักพักเฮียแวนก็ปลีกตัวออกมาเดินเล่นนอกคฤหาสน์คนเดียวท่ามกลางหิมะโปรยปราย หล่อไปอี๊กกกกกกก คนอะไรแค่ออกมาเดินเล่นเฉยๆ ยังหล่อ ฮือๆๆๆๆ เฮียออกมานอกบ้านแล้วก็บ่นพึมพำว่าทั้งๆ ที่มีของอยากให้นางเอกแท้ๆ แต่หาจังหวะให้ไม่ได้ซะที เฮียรู้สึกว่าถ้ามอบให้แล้วนางเอกรับไปคงรู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างในใจระเบิดออก โอ๊ยยยยยย พ่อแวนเฮลซิ่งในห้วงรักกกกกก (////ー////)

เฮียทอดถอนใจท่ามกลางหิมะสักพักนางเอกก็โผล่มาตามหา เฮียเห็นนางเอกใส่เสื้อบางๆ ออกมานอกบ้านก็ไล่กลับเข้าบ้านไปเพราะกลัวนางเอกหนาว (ใส่ใจจังเรยยยย ฮรืออออออ) แต่นางเอกไม่ยอมกลับ แล้วก็ควักของขวัญคริสต์มาสที่จะมอบให้เฮียออกมา เซอร์ไพรสสสส์!!

ของขวัญที่นางเอกถักให้เฮียแวนคือเสื้อโค้ท นางเอกให้เหตุผลว่า เพราะเฮียใส่เสื้อเก่าๆ มีแต่รอยเย็บเต็มไปหมดเลยอยากถักให้ใหม่ (เอ๊าาาา หล่อนว่าเฮียของชั้นใส่เสื้อผ้าโทรมเหรอยะ!!!!)

นางเอกบอกว่าถึงเฮียจะห้ามไม่ให้ถักของขวัญส่วนของเฮีย แต่นางเอกก็ล้มเลิกความคิดไม่ได้ เพราะเฮียคือคนที่ชอบ คือคนที่อยากมอบของขวัญให้มากที่สุด เฮียได้ยินคำว่าชอบก็ถามว่าที่พูดมานั่นเข้าใจความหมายของมันจริงๆ เหรอ? นางเอกเลยตอบว่า จริงๆ แล้วก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ แต่เมื่อกี้ปรึกษาพวกลูแปงมา ทุกคนบอกว่านั่นคือความรักไงล่ะ คราวนี้เฮียเลยตกใจที่นางเอกเอาเรื่องความรักไปปรึกษาพวกลูแปง 55555555555 โอยยยย เฮียคงเขินพวกลูแปงแย่ กลับเข้าบ้านไปจะมองหน้ากันติดมั้ย 55555555555

พอรู้ความในใจนางเอก เฮียเลยคว้านางเอกเข้าไปกอดแล้วสารภาพรัก สารภาพเสร็จก็หยิบต่างหูที่เป็นของขวัญมาติดให้นางเอก สรุปว่าไม่ใช่แหวนหมั้นนะจ๊ะะะ เสียใจด้วยนะโดระจัง

ให้ของขวัญเสร็จเฮียก็กล่าวเมอร์รี่คริสต์มาสหนึ่งที อาาาา การเล่นเกมนี้ในวันคริสต์มาสแล้วเจอเสียงสุวาเบะซังพูดประโยคนี้นี่มันเริ่ดที่สุด//////

รูทเฮียจบตรงนี้เลย ใจตรงกันปุ๊บ จบ บ๊ายบายยย รู้สึกค้างคานิดนึง รูทแซงต์ยังจบแบบส่งนางเอกขึ้นรถไฟกลับบ้านแล้วสัญญากันว่าจะกลับมาเจอกันอีกไรงี้ แต่รูทเฮียคือจบแบบปาร์ตี้วันคริสต์มาสยังไม่ทันจบเลยด้วยซ้ำ แต่เอาเถอะ เห็นเฮียมีความสุขก็ดีใจค่ะ อย่าทำตัวงี่เง่าแบบแฟนดิสก์ภาคที่แล้วอีกละกัน /ยิ้มอ่อน

เอาจริงๆ เนื้อเรื่องคราวนี้ไม่มีอะไรเท่าไหร่ กะหนุงกะหนิงกันไปเรื่อยเปื่อยสมเป็นแฟนดิสก์ เรื่องความแค้นในใจเฮียก็เหมือนใส่มาให้พอมีดราม่าหอมปากหอมคอ ไม่ได้ขยี้อะไรมากมาย แต่สตอรี่รอบนี้เขียนมาน่ารักมากจริงๆ เฮียแวนน่ารัก นางเอกน่ารัก โดระจังโคตรรรน่ารักกกกกกก แม้แต่ฟีนิสยังน่ารัก เล่นแล้วมีหลากหลายอารมณ์ ทั้งเขินเฮีย ทั้งเอ็นดูเด็กๆ (*´∀`*) สำหรับเราแล้วรูทเฮียภาคนี้อิ่มอกอิ่มใจมากกกกกกกกก เฮียกอบกู้คะแนนกลับมาได้เยอะมากกกกกกก

นอกจากรูทเฮียแวนแล้ว รูทแซงต์ที่เล่นจบไปอีกรูทก็ชอบมากกกกกกกก แฮนเซลน่าร๊ากกกกกกกกกกก

แฮนเซลเป็นตัวละครที่โผล่มาตั้งแต่ภาคที่แล้ว แต่มีบทบาทในรูทฟีนิส ซึ่ง…. เราสคิปไปหมดเลยเพื่อเก็บถ้วย 55555555555 พอมาเจอแฮนเซลในภาคนี้แล้วอยากกลับไปเล่นรูทฟีนิสภาคที่แล้วเลย แต่ตอนนี้ยัดเยียดแผ่นให้เพื่อนไปเล่นอยู่ ฮือ ไม่คิดว่าจะน่ารักขนาดนี้ ยิ่งแฮนเซลในโหมดไทรแองเกิ้ลเดทที่ไปกินขนมกับนางเอกและวัตสันนะ อื้อหือออออออ แดเมจรุนแรงมากกกก////// นุ้งแฮนเซลเป็นหนุ่มน้อยเฉื่อยๆ ที่ชอบกินของหวาน ชอบโผล่มาขอของหวาน แล้วพากย์โดยโนบุคุงผู้คลั่งไคล้ของหวานด้วยนะ เลือกนักพากย์มาเป๊ะเวอร์ อินเนอร์โคตรได้ ถ้าออกภาคต่อขอจีบแฮนเซลด้วยยยย ฮืออออออออ

รอบนี้ยังเลือกไม่ถูกว่าจะเก็บลูแปงหรือคุณโฮล์มส์ไว้ท้ายสุดดี แต่ยังไงก็ชอบลูแปงสุด คงเก็บไว้หลังสุดมั้ง แม้จะรู้สึกว่าภาคนี้ต้องกรี๊ดคุณโฮล์มส์หนักมากแหงๆ ก็ตาม (≧д≦)

Diabolik Lovers LOST EDEN: Ruki’s route

เพิ่งเล่น Diabolik Lovers Lost Eden รูทรุกิคุงจบไปแหละ! ก่อนหน้านี้เล่นรูทสองพี่น้องสึกินามิกับคานาโตะคุงจบไปแล้วแต่ไม่มีอะไรจะหวีด พอมาเล่นรูทรุกิคุงแล้วโดนดาเมจเยอะมาก ชอบรูทรุกิคุงมาก ต้องกรี๊ดหน่อยแล้วแหละะะะ

 

**SPOILER ALERT**

 

รูทรุกิคุงในภาคนี้ค่อนข้างให้อารมณ์ต่างจาก More Blood กับ Dark Fate อยู่นะ เป็นรุกิคุงแบบที่ไม่เคยเห็น ซึ่งแม้ช่วงแรกๆ จะรู้สึกว่า เอ๊ะอีนี่!? อยู่บ้าง แต่พอเล่นไปเรื่อยๆ จะยิ่งเข้าใจรุกิคุงมากขึ้นทีละนิดละหน่อย จนช่วงท้ายๆ ถึงกับรู้สึกเห็นอกเห็นใจและปวดใจตามรุกิคุงได้อย่างหมดหัวใจ ฮืออออ รุกิคุงงงงง T___T

ในรูทนี้ คนที่ได้รับสืบทอดพลังและกลายเป็นราชาแวมไพร์คนใหม่หลังจากคาร์ลไฮนซ์ตายไปคือพี่ชู ช่วงแรกๆ รุกิจะแสดงอาการน้อยอกน้อยใจอย่างเห็นได้ชัด ชอบบ่นอุบอิบว่าไม่รู้ทำไมคาร์ลไฮนซ์ถึงยกพลังให้ซากามากิ ชู ทำไมถึงไม่ยอมยกให้ตัวเองนะ ทั้งๆ ที่ตัวเองเหมาะจะเป็นราชาแวมไพร์มากกว่าตั้งเยอะ (พี่ไปเอาความมั่นใจนั้นมาจากไหนคะะะะะะ)

ส่วนพี่ชูที่ได้พลังไปก็ยังทำตัวเรื่อยๆ เฉื่อยๆ เหมือนเดิม ปราสาทอีเด็นของคาร์ลกำลังเสื่อมถอยลงก็ไม่แยแสใดๆ ทั้งๆ ที่พลังของปราสาทอีเด็นขึ้นอยู่กับชูที่เป็นเจ้าของ รุกิเลยยิ่งเซ็งเพราะคิดว่าถ้าตัวเองได้รับพลังของคาร์ลมาจะไม่ปล่อยให้อีเด็นเสื่อมถอยแน่ๆ

ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่คาร์ลไม่ยกพลังให้ รู้สึกเจ็บใจที่ปกป้องอีเด็นไว้ไม่ได้ รู้สึกเซ็งในตัวพี่ชูที่ได้พลังไปแต่กลับไม่ยอมทำอะไร บวกกับความที่ยังยึดติดกับการไม่ได้เป็น “อดัม” สิ่งเหล่านี้ทำให้รุกิมีท่าทีแปลกไปจากเดิม กลายเป็นคนกลุ้มใจจนดูเศร้าหมองอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ไม่ยอมบอกคนอื่นว่ามีเรื่องอะไร ทำเอานางเอกกับน้องๆ เป็นห่วงกันไปหมด

สุดท้ายยูมะเป็นห่วงจนเริ่มรำคาญ ทนไม่ได้ที่รุกิเอาแต่เก็บงำความรู้สึกไว้คนเดียว แทนที่มีอะไรก็จะพึ่งพาครอบครัวบ้าง พอยูมะไปบอกรุกิว่าทุกคนเป็นห่วง ทำตัวแบบนี้ไม่สมเป็นรุกิเอาซะเลยนะ รุกิก็ทำเสียงแข็งใส่ บอกว่าไม่เคยขอร้องให้เป็นห่วงซะหน่อย ไปๆ มาๆ เลยทะเลาะกันถึงขั้นลงไม้ลงมือชกต่อยกันซะงั้น

ฉากนี้จริงๆ ก็อยากเข้าข้างยูมะอยู่หรอก ยูมะอุตส่าห์เป็นห่วงแท้ๆ แต่รุกิยังเอาแต่พูดเย็นชาใส่อยู่นั่นแหละ! …แต่เข้าข้างยูมะไม่ลงเพราะเป็นฝ่ายต่อยรุกิก่อนนี่สิ ยูมะอ้างว่าในเมื่อคุยกันไม่รู้เรื่องก็ต้องทำให้ตาสว่างด้วยวิธีนี้ เอ๊าาาา ยูมะะะ เข้าใจว่านิสัยกอริลล่า แต่อย่าแก้ปัญหาด้วยกำลังสิคะะะ

สุดท้ายโคคุง อาซึสะคุง และนางเอกต้องมาช่วยห้ามทัพ รุกิคุงเลยพานางเอกออกจากอีเด็นไปอยู่ปราสาทข้างๆ ปราสาทซากามากิแทน (อะไรคือการทะเลาะกับน้องแล้วหนีออกจากบ้าน…..)

ฝ่ายน้องๆ ที่โดนทิ้งไว้ที่อีเด็นก็มานั่งนินทาพี่ชายกันพลางช่วยทำแผลให้ยูมะไปด้วย ฮืออออ พี่น้องบ้านนี้น่ารักเหลือเกินนนน (TωT) น้องๆ ทั้งสามคุยกันว่าความจริงแล้วที่รุกิคุงคอยทำตัวหนักแน่นเป็นที่พึ่งให้ทุกคนได้อยู่เสมอเป็นความผิดของพวกตัวเองรึเปล่านะ เป็นเพราะน้องๆ เอาแต่พึ่งรุกิ รุกิเลยต้องทำตัวเป็นพี่ชายที่ดี ทำตัวเป็นลูกชายในอุดมคติของคาร์ลไฮนซ์ให้ได้

รูทรุกิคุงภาคนี้เขียนส่วนของพี่น้องมุคามิมาดีมาก ฮือออออออออ ใน Dark Fate ว่าดีมากแล้ว มาภาคนี้ก็ดีอีก ชอบมาก แต่แอบขำที่น้องๆ ต้องผลัดเวรกันมาทะเลาะกับพี่ใหญ่ ภาคที่แล้วรุกิคุงผิดใจกับโคคุง มาภาคนี้ก็มาชกต่อยกับยูมะอีก ถ้ามีภาคหน้าคงต้องทะเลาะกับอาซึสะสินะ 555555555

ฝ่ายรุกิคุงที่ไปอยู่ปราสาทติดกับซากามากิก็มีเรื่องให้กลุ้มอีกเรื่อง คราวนี้เป็นเรื่องพ่อแท้ๆ ของตัวเอง สาเหตุที่กลุ้มเรื่องนี้คืออยู่ดีๆ รุกิก็ฝันเห็นอดีตสมัยที่พ่อแท้ๆ ยังมีชีวิตอยู่ พ่อของรุกิคุงเป็นนักการเมือง เป็นคนใจดี รักครอบครัว จนกระทั่งวันหนึ่ง มีชายที่ชื่อทริสเมจิสปรากฏตัวขึ้นในเมือง ชายคนนั้นกลายเป็นคนโปรดของประธานาธิบดี คอยเป่าหูต่างๆ นานา ทำให้ประเทศปั่นป่วนไปหมด จนพ่อรุกิคุงกลับบ้านมาอาละวาดเรื่องนี้ใส่ลูกเมีย รุกิคุงที่ฝันเห็นพ่อจึงบังเกิดความสงสัยว่า ทริสเมจิสคนนั้นคือใครกัน

หลังจากนั้นวันหนึ่ง รุกิคุงก็บังเอิญเจอคริสต้า แม่ของสุบารุคุงในสวนที่ปราสาท สองคนนี้เพิ่งเคยเจอกันครั้งแรก แต่คริสต้าทักว่ารุกิคุงเหมือนคาร์ลไฮนซ์มาก เหมือนตรงที่ทำหน้าทุกข์ทรมานจนคนอื่นเห็นแล้วปวดใจไปด้วย รุกิคุงเลยชวนคุยเรื่องคาร์ลไฮนซ์ ขอให้คริสต้าเล่าเรื่องของคาร์ลให้ฟัง

ตอนแรกคริสต้าก็ทำท่าเหมือนจะเล่าดีๆ แต่เล่าไปได้นิดเดียวก็เกิดอาการเสียสติ พูดเสียงสั่นว่าคาร์ลไฮนซ์เป็นปีศาจ คาร์ลไฮนซ์คือทริสเมจิส แล้วก็หนีไปเลย ปล่อยให้รุกิคุงยืนตกตะลึงอึ้งกิมกี่อยู่คนเดียว เพราะถ้าคาร์ลคือทริสเมจิสจริงๆ ก็เท่ากับว่าคาร์ลนี่แหละคือตัวการที่ทำให้ชีวิตของรุกิตอนเด็กๆ พังพินาศ ถึงจะยังไม่ปักใจเชื่อว่าคาร์ลไฮนซ์=ทริสเมจิสที่พ่อพูดถึงซะทีเดียว แต่ความสงสัยของรุกิก็รุนแรงจนศรัทธาในตัวคาร์ลไฮนซ์เริ่มสั่นคลอนละ

ชอบที่ภาคนี้หยิบความศรัทธาที่รุกิมีต่อคาร์ลมาเขียนเนื้อเรื่อง ทุกภาคที่ผ่านมารุกิจะชื่นชมบูชาคาร์ลไม่ลืมหูลืมตามากกกกกก มากจนไม่น่ามีอะไรมาสั่นคลอนได้ นึกไม่ถึงว่าจะโยนบททดสอบจิตศรัทธาให้รุกิในภาคที่เนื้อเรื่องปูมาว่ากำลังจะเกิดสงครามในโลกปีศาจ คือรูทนี้เป็นรูทที่สงครามระหว่างเผ่าอะไรเหล่านั้นแทบไม่มีผลกับเนื้อเรื่องเลย ส่วนใหญ่แล้วเป็นการตามล่าหาความจริงเรื่องของคาร์ลไฮนซ์มากกว่า

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่รุกิกำลังเคร่งเครียดเรื่องคาร์ลก็ยังมีเรื่องดีๆ อยู่บ้างเหมือนกัน เรื่องดีๆ ที่ว่าคือยูมะคุงถ่อมาขอโทษจ้าาาา ฮู้ยยยย น่ารักกกกกกก (≧ω≦)

ยูมะขอโทษทั้งเรื่องที่ทะเลาะกัน ทั้งเรื่องที่พวกตัวเองทำให้รุกิคุงไม่สามารถใช้ชีวิตตามใจชอบได้ แต่รุกิคุงบอกว่ารุกิคุงเป็นแบบนี้เพราะตัวเองต่างหาก ปรับความเข้าใจกันได้แล้วโคคุงก็อ้อนขอให้รุกิคุงทำพาสต้าให้กิน (นี่คือจุดประสงค์ที่แท้จริงสินะ…..) พี่น้องกินข้าวด้วยกันมุ้งมิ้งเสร็จแล้ว โคคุงกับยูมะก็ลากลับอีเด็น รุกิคุงฝากพาสต้าส่วนของอาซึสะไปให้ด้วยนะ ฮือออออ มุคามิบราเธอร์สสสสสส (TдT)(TдT)(TдT)

พอเหลือกันตามลำพังกับนางเอกอีกครั้ง อยู่มาวันนึงคานาโตะคุงก็มาบอกว่าที่บ้านซากามากิมีปาร์ตี้ พี่ชูเลยให้มาเชิญไปกินข้าวด้วยกัน รุกิคุงก็ยอมไปเพราะจะปฏิเสธคำเชิญของเจ้าของบ้านคงไม่ดี พอไปนั่งกินข้าวกันเงียบกริบไม่พูดไม่จาเสร็จ (บรรยากาศต่างจากบ้านมุคามิที่ชอบเปิดศึกบนโต๊ะอาหารโดยสิ้นเชิง) พี่ชูก็ให้เรย์จิช่วยทาบทามรุกิมาเป็นมือขวาคนสนิท รุกิงงว่าจะมาทาบทามทำไม จิกหัวใช้เรย์จิไปก็ดีแล้วนี่ พี่ชูเลยบอกว่า เพราะรุกิไม่น่าจะน่ารำคาญเท่าเรย์จิไงล่ะ โถววววววว คุณพี่คะ 555555555555

รุกิคุงไม่ได้ให้คำตอบทันทีแต่ขอเวลาคิดก่อน พี่ชูก็โอเค้ ไม่รีบ ตามสบาย

ฉากนี้แอบเคืองพี่ชูนิดนึง ไม่ได้นึกถึงกะจิตกะใจรุกิคุงมั่งเล้ยยยยยยย คนเขาอยากได้พลังใจจะขาด ยังจะมาทาบทามไปเป็นคนสนิทตัวเองอีก อย่างพี่ชูน่าจะพอเดาได้ว่ารุกิคุงรู้สึกยังไงแท้ๆ! แต่ไอ้การโนแคร์โนสนแบบนี้ก็สมเป็นพี่ชูดีเหมือนกันแหละ

หลังจากนั้นรุกิคุงก็ตัดสินใจพานางเอกไปที่ประเทศบ้านเกิดของตัวเองในโลกมนุษย์เพื่อสืบหาความจริง รุกิคุงรวบรวมข้อมูลจากหนังสือในห้องสมุดจนพบว่าผู้ชายที่ชื่อทริสเมจิสเคยมีตัวตนอยู่ในประเทศนี้จริง ทริสเมจิสมีพลังวิเศษที่ช่วยรักษาโรคได้ ประธานาธิบดีเลยขอให้ช่วยรักษาโรคให้ลูกสาวตัวเอง พอรักษาได้ ประธานาธิบดีเลยไว้ใจทริสเมจิสไม่ลืมหูลืมตา แต่คนรอบข้างประธานาธิบดีพากันระแวง พยายามฆ่าทริสเมจิสหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ สุดท้ายประเทศก็เสื่อมลงเรื่อยๆ จนนำไปสู่การปฏิวัติที่ทำให้ผู้คนล้มตายมากมาย และทำให้พี่น้องมุคามิกลายเป็นเด็กกำพร้ากันหมด

อืม นี่มันรัสปูตินชัดๆ…… เป็นสตอรี่ที่ชวนให้นึกถึงการปฏิวัติรัสเซียเหลือเกิน ไม่รู้ได้แรงบันดาลใจมารึเปล่านะ

นอกจากนั้นพ่อแท้ๆ ของรุกิคุงยังฆ่าตัวตายไปเพราะเหตุการณ์ครั้งนั้นด้วย สรุปว่าถ้าทริสเมจิสคือคาร์ลไฮนซ์จริงๆ ก็เท่ากับว่ารุกิคุงรักและนับถือศัตรูของพ่อแท้ๆ มาตลอดเวลาที่ผ่านมานั่นเอง ถึงจะยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าใช่คาร์ลแน่ๆ แต่รุกิก็ปักใจเชื่อไปแล้ว คราวนี้รุกิคุงเลยนอยด์ยิ่งกว่าเดิม ถึงกับเก็บตัวอยู่ในห้องหลายวันไม่พูดไม่จา

พอกลับมาที่ปราสาทข้างบ้านซากามากิ รุกิคุงก็เจอน้องๆ มารออยู่ก่อนแล้ว ฉากนี้น่ารักมากกกกกกก ฮือออออออออ ทั้งสามคนเห็นรุกิไม่ยอมกลับอีเด็นซะที เลยมาช่วยกันทำอาหารให้พี่ชายกิน ทำอัลบั้มรูปครอบครัวมาให้ เอาไว้ให้รุกิคุงดูเวลาอยู่ห่างกัน โอยยยย ดีงามมมมมมมม เด็กน้อยยยยยย (;___;)

รุกิคุงดีใจที่น้องๆ มาหา แต่พอเปิดไปเจอรูปคาร์ลเท่านั้นแหละ สติแตก น้ำตาไหลพราก ลุกหนีไปตั้งสติอยู่พักใหญ่ น้องๆ เห็นแล้วก็ดีอกดีใจ นึกว่าพี่ชายซาบซึ้งกับของขวัญ โถ เด็กหนอเด็ก 5555555555

พอน้องๆ กลับไปแล้ว รุกิคุงก็ยังคงกลุ้มโน่นนี่นั่นล้านแปด เอาแต่คิดว่าจะเก็บงำเรื่องคาร์ลเอาไว้ไม่บอกใคร เพราะไม่อยากให้น้องต้องมารับรู้เรื่องนี้ ไม่อยากให้ครอบครัวแตกแยก ไม่อยากสูญเสียครอบครัวไปอีกแล้ว …เนี่ย ก็ไอ้นิสัยแบบนี้แหละที่ทำให้โดนยูมะต่อยเปรี้ยง 55555555555 ชอบแบกรับปัญหาเอาไว้คนเดียวไม่ยอมแชร์กับครอบครัว พึ่งพาคนอื่นไม่เป็น จนปัญหาเหล่านั้นมันกัดกร่อนจิตใจไปเรื่อยๆ เป็นจุดอ่อนของรุกิที่เห็นชัดมากๆ ในภาคนี้

หลังจากคิดมากอยู่พักใหญ่ ในที่สุดรุกิคุงก็ได้ข้อสรุปกับตัวเองว่า ตัวเองเป็นคนอ่อนแอที่ไม่มีพลังอะไร คงไม่สามารถปกป้องอีเด็นได้ ไม่สามารถมีส่วนร่วมในสงครามที่กำลังจะเกิดในโลกปีศาจได้ ปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นเป็นหน้าที่ของคนแข็งแกร่งดีกว่า ว่าแล้วรุกิคุงก็ไปปฏิเสธการทาบทามของพี่ชู ปล่อยให้พี่ชูบ่นอุบอิบว่าต้องทนรำคาญเรย์จิสินะ (โถ น่าสงสารพี่เค้านะคะ 55555555) จากนั้นรุกิก็พานางเอกกลับบ้านที่โลกมนุษย์ด้วยกัน

พอกลับมาโลกมนุษย์ รุกิคุงก็เอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือ อ่านแม้กระทั่งนิยายรักที่ปกติไม่อ่าน อ่านเหมือนกับพยายามเบี่ยงเบนความสนใจจากอะไรบางอย่าง ขนาดโคคุงส่งจดหมายมาบอกว่าปราสาทอีเด็นอาจจะโดนเผ่าอื่นบุกรุกก็ไม่ยอมเขียนตอบจนทำให้น้องๆ เป็นห่วงกันอีกรอบ

ดูเผินๆ เหมือนรุกิคุงจะเป็นพี่ชายที่งี่เง่ามาก ไม่ยอมกลับบ้าน ไม่ตอบจดหมายน้อง แต่ความจริงแล้วรุกิคุงเองก็เป็นห่วงทุกคน อยากกลับไปหา อยากช่วยให้ทุกคนสบายใจ แต่ที่ไม่ยอมกลับเพราะกลัวว่าถ้าเห็นหน้าทุกคนแล้วจะเผลอเล่าความจริงเรื่องคาร์ลไฮนซ์=ทริสเมจิสออกไป บวกกับรุกิคุงมั่นใจว่าพี่ชูต้องช่วยปกป้องอีเด็นได้แน่นอน …อืม คิดไปคิดมาสรุปก็งี่เง่าอยู่ดี 5555555555 อย่างน้อยก็ตอบจดหมายน้องหน่อยมั้ยยยยย โวะะะะะ!

ฝ่ายนางเอกที่เริ่มจะหมดความอดทนกับความงี่เง่าของรุกิคุงก็ตัดสินใจเดินทางไปปราสาทอีเด็นตามลำพัง แต่ระหว่างทางดันเจอคิโนะ (CV: มาเอโนะ โทโมอากิ♥) ผู้เป็นตัวร้ายของภาคนี้มาดักรออยู่ คิโนะพานางเอกไปที่บ้านตัวเองทางเหนือแล้วเล่าเรื่องเกี่ยวกับทริสเมจิสทั้งหมดให้ฟัง นางเอกเลยถึงบางอ้อว่ารุกิคุงไม่ได้ทำตัวอีโมโดยไร้เหตุผล แต่เป็นแบบนั้นเพราะอดีตอันโหดร้ายต่างหาก

อีกด้านหนึ่ง รุกิคุงที่เห็นนางเอกหายไปจากบ้านก็ตามรอยมาจนถึงบ้านคิโนะอย่างรวดเร็ว พอเจอหน้ากัน นางเอกก็โผเข้ากอดรุกิคุง (อิ๊!!!!!!) และขอโทษที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวใดๆ คิโนะบอกรุกิคุงว่าเล่าเรื่องทั้งหมดให้นางเอกฟังไปแล้ว คิโนะรู้เรื่องเพราะแอบสะกดรอยตามรุกิคุงไปถึงประเทศบ้านเกิด (สะ สตอล์กเกอร์…….) 

นอกจากนั้นคิโนะยังเล่าให้ฟังว่าหลังจากเกิดการปฏิวัติ ทริสเมจิสก็รวบรวมซากศพคนในเมืองมาที่ดินแดนทางเหนือแล้วทำการทดลองกับร่างมนุษย์เพื่อสร้างมนุษย์สายพันธุ์ใหม่ ซึ่งนี่คือส่วนหนึ่งของแผนการแอปเปิ้ลอดัมของคาร์ลนั่นเอง ….ไม่รู้ทำไมยิ่งฟังสตอรี่เหล่านี้เท่าไหร่ ยิ่งรู้สึกว่าการที่คาร์ลไฮนซ์เคยปลอมตัวเป็นอาจารย์ห้องพยาบาลในภาคแรกๆ นี่มันเซอร์เรียลชะมัด 555555555

ตรงนี้เรื่องราวจะดราม่ายิ่งกว่าเดิมตรงที่ดินแดนทางเหนือของคิโนะเนี่ยเป็นที่อยู่อาศัยของพวกกูล แล้วคิโนะก็เรียกกูลตนหนึ่งออกมา ซึ่งกูลตนนั้นก็คือ พ่อแท้ๆ ของรุกิ! โอววววว ดราม่า!! พ่อของรุกิคุงบอกว่ายังคงแค้นทริสเมจิสมาตลอด และสิ่งที่แค้นใจที่สุดคือการที่ลูกชายตัวเองกลายไปเป็นลูกชายของคนที่แค้นอีกต่างหาก เป็นอันว่าทริสเมจิส=คาร์ลไฮนซ์ชัวร์ๆ แล้ว

ดีใจที่ไม่มีการมาเฉลยทีหลังว่าเป็นคนละคนกัน ถ้าปูเรื่องมาขนาดนี้แล้วบอกว่าเป็นคนละคนจะเซ็งมาก เหมือนที่เซ็งกับมุกย้อนเวลาในรูทอายาโตะ หรือในรูทชินคุงก็หลอกว่าชินกับคาร์ล่าไม่ใช่พี่น้องแท้ๆ แล้วดันมาเฉลยทีหลังว่าจริงๆ ก็เป็นพี่น้องกันแหละ พอมาเจอเรื่องความชั่วร้ายของคาร์ลโดยไม่หักมุมทีหลังเลยชอบอกชอบใจมาก ถึงเราจะไม่เคยคิดว่าคาร์ลเป็นคนดีมาตั้งแต่แรกแล้วก็เถอะ

พอได้เจอพ่อแท้ๆ รุกิคุงก็คิดได้ว่าที่ตัวเองต้องเจ็บปวดขนาดนี้เป็นเพราะไม่มีใครยอมบอกความจริง พ่อแท้ๆ เจอปัญหาอะไรมาก็ไม่ยอมเล่าให้ครอบครัวฟัง คาร์ลไฮนซ์ก็ชอบทำตัวลึกลับ ไม่ยอมเล่าความจริงให้ฟัง ดังนั้นการปิดบังความจริงจึงใช่ว่าจะนำมาซึ่งความสุขเสมอไป รุกิคุงเลยตัดสินใจว่า จะกลับอีเด็นไปเล่าความจริงทั้งหมดให้น้องๆ ฟังเพราะไม่อยากให้น้องๆ ต้องทุกข์ทรมานเหมือนตัวเอง

และแล้วรุกิคุงกับนางเอกก็กลับอีเด็นไปด้วยกัน ตรงนี้งงนิดนึงว่าคิโนะต้องการอะไรจากการพาตัวนางเอกมาเล่าเรื่องให้ฟัง พารุกิคุงมาเจอพ่อ แล้วก็ปล่อยไป….. เหมือนเรียกมาแกล้งเฉยๆ แต่ดันส่งผลดีซะงั้น 555555555

ก่อนหน้านี้คิโนะเคยบอกว่าจ้องเล่นงานรุกิเพราะเห็นว่ารุกิมีความเป็นมนุษย์มากที่สุดในบ้านมุคามิ เอาเข้าจริงก็ไม่เห็นจะเล่นงานอะไรเลยนะ แต่เห็นด้วยกับคำพูดที่ว่ารุกิคุงมีความเป็นมนุษย์มากที่สุดในสี่พี่น้อง จริงๆ ตอนแรกคิดว่ายูมะก็มีความเป็นมนุษย์สูงเหมือนกัน แต่คิดอีกทียูมะสมองกอริลล่าไปหน่อย รุกิคุงนี่แหละมีความเป็นมนุษย์มากสุดละ (※เมนยูมะ)

กลับมาที่อีเด็นแล้ว รุกิคุงก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้น้องๆ ทั้งสามฟัง ทั้งสามคนอึ้งนิดหน่อย แต่ก็ยอมรับได้อย่างรวดเร็ว เพราะถึงอดีตจะเป็นอย่างนั้น แต่ที่ทุกคนได้มาเป็นครอบครัวเดียวกันอย่างทุกวันนี้ก็เป็นเพราะคาร์ลไฮนซ์ เพราะฉะนั้นทุกคนจึงยอมให้อภัยคาร์ล พี่น้องร้องไห้รักกัน อาาา เวรี่อบอุ่น

ไปๆ มาๆ น้องดูยอมรับความจริงได้ง่ายมากจนน่าตกใจ 55555555 สะเทือนใจแทนรุกิคุงที่อุตส่าห์กลุ้มอยู่คนเดียวตั้งนาน เสียเวลากลุ้มโดยเปล่าประโยชน์แท้ๆ… แต่การที่ทุกคนยอมรับได้ง่ายขนาดนี้ยิ่งตอกย้ำคำพูดที่ยูมะเคยบอกรุกิว่าให้รู้จักพึ่งพาครอบครัวบ้าง มีอะไรก็บอกกัน อย่าแบกรับเอาไว้คนเดียว ซึ่งมันก็จริงนะ พอเล่าปุ๊บ รุกิคุงโล่งใจ ทุกคนก็สบายใจที่พี่ชายเลิกคิดมาก เย้ \(^o^)/

รุกิคุงบอกว่าบางทีสาเหตุที่คาร์ลไฮนซ์เก็บพวกตัวเองมาเลี้ยงเหมือนลูกอาจเป็นเพราะคาร์ลรู้สึกผิดกับการกระทำของตัวเอง อาจจะอยากแก้ไขในสิ่งที่ตัวเองทำลงไป เราว่าประเด็นนี้คล้ายคิริสึงุกับชิโร่ในเฟทซีรีส์มากเลย แอบนึกถึงมาตั้งแต่ตอนที่บอกว่าคาร์ลเป็นต้นตอทำให้ชีวิตรุกิพังละ ยิ่งบอกว่าคาร์ลเก็บมาเลี้ยงเพราะอยากแก้ตัวนี่ยิ่งเดจาวู แต่คิริสึงุยังดูมีความพยายามทำดีอยู่บ้างนะ ส่วนคาร์ลนี่ไม่เลย เลวโดยสมบูรณ์ 55555555555

พอพี่น้องเคลียร์กันได้เรียบร้อย จู่ๆ พวกเผ่าวีโบร่าก็บุกมาถึงอีเด็น แล้วก็ตัดชึ้บบบบ แยกเป็นฉากจบสามฉาก

แวมไพร์เอนด์หรือแฮปปี้เอนด์จะจบแบบบ้านซากามากิกับมุคามิช่วยกันทำสงครามจนชนะเผ่าวีโบร่าที่บุกมา ฉากจบนี้ชอบตอนที่รุกิคุงกับพี่ชูคุยกัน พี่ชูน่าร๊ากกกกกกกกก ขำการที่คิโนะจะมาชิงพลังของคาร์ลไฮนซ์ เอายาพิษมาให้พี่ชูดื่ม อีพี่ชูก็หยิบมาดื่มทั้งๆ ที่รู้ว่ามีพิษ แต่รุกิคุงช่วยปัดแก้วแตกไปก่อน พี่ชูบอกว่ารู้ว่ามีพิษแต่ก็ไม่คิดอะไร ดื่มๆ ไป ตายก็ช่าง โอ๊ย ทำไมพี่เป็นคนเอื่อยเฉื่อยขนาดนี้คะะะะ แม้แต่รุกิคุงยังเอือม 5555555555555

แต่สุดท้ายพี่ชูก็สู้กับคิโนะจนชนะ พอสงครามจบแล้ว น้องๆ บ้านมุคามิก็กลับไปอยู่โลกมนุษย์ ส่วนรุกิคุงอยู่ที่อีเด็นกับนางเอกสองคน สาเหตุที่ไม่กลับไปกับน้องๆ เป็นเพราะปราสาทอีเด็นยังคงเสื่อมถอยลงเรื่อยๆ รุกิคุงเลยอยากเฝ้าดูจนกว่าจะถึงวันที่ปราสาทนี้พังทลาย

ในฉากจบนี้ รุกิคุงยอมรับได้ว่าพี่ชูคือคนที่สมเป็นราชามากกว่าตัวเองได้อย่างสนิทใจ (ไม่นะ เราไม่เห็นด้วย 5555555555) ยอมรับว่าคาร์ลไฮนซ์คือพ่ออีกคนนึง ยอมรับว่าตัวเองอ่อนแอ แต่เพราะอ่อนแอนี่แหละถึงอยากมีชีวิตอยู่ร่วมกับครอบครัว เป็นฉากจบที่ในที่สุดรุกิคุงก็หาคำตอบให้กับสิ่งที่ตัวเองกลัดกลุ้มมาตลอดได้สักที

ส่วนแบดเอนด์ทั้งสอง ฉากนึงจะจบแบบคิโนะโผล่มาจับทุกคนขังไว้ แล้วบีบบังคับให้นางเอกแต่งงานกับตัวเอง นางเอกเลยขอให้รุกิคุงฆ่าตัวเองทิ้งเพราะไม่อยากเป็นเมียคนอื่นนอกจากรุกิ สุดท้ายรุกิคุงเลยฆ่านางเอกทิ้งแล้วฆ่าตัวตายตาม

แบดเอนด์อีกฉากคือคิโนะฆ่าพี่น้องมุคามิตายเรียบทั้งสี่คน แต่ไม่ยอมฆ่านางเอกเพราะอยากปล่อยให้มีชีวิตอยู่อย่างทรมานมากกว่า คิโนะชิงเสียงของนางเอกมา ปล่อยให้นางเอกเป็นใบ้ นางเอกเลยใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ที่อีเด็นตามลำพังอย่างโดดเดี่ยวเปลี่ยวเอกา

แบดเอนด์ไม่หวือหวาเลย (=3=) เกมนี้เป็นเกมที่เราค่อนข้างคาดหวังกับแบดเอนด์เพราะเจออันพีคๆ มาเยอะ แต่สองอันนี้ธรรมดาไปหน่อย ส่วนกู้ดเอนด์ถือว่าโอเค ไม่ถึงกับประทับใจเป็นพิเศษ แต่คิดว่าคลี่คลายคอนฟลิคต์ในใจตัวละครได้เคลียร์ดี

โดยรวมแล้วถ้าเทียบกับ More Blood และ Dark Fate รูทรุกิคุงภาคนี้จืดลงเยอะ สองภาคก่อนเผ็ดแสบทรวงสาแก่ใจมาก ในแง่ความลงตัวแล้วเราว่า Dark Fate กลมกล่อมสุด ทั้งเผ็ดทั้งหวาน แต่อย่างที่บอกว่าชอบภาคนี้ตรงที่หยิบประเด็นจิตศรัทธาที่มีต่อคาร์ลมาเล่น ซึ่งสุดท้ายจิตศรัทธาที่ว่านั่นก็ยังไม่หายไปไหนอยู่ดี ความงมงายในคาร์ลของรุกิคุงนี่มันเข้าขั้นมืดบอดแล้ว 555555555 แต่เอาเป็นว่าเราชอบเนื้อเรื่องรูทรุกิคุงภาคนี้มากกว่า More Blood อีกนะ

ที่สำคัญ ซากุไรซังพากย์ดีจังเลย ฮือออออออ ช่วงไหนเสียงอ่อนแรงก็ฟังแล้วอ่อนอกอ่อนใจตาม บทจะดราม่าก็เสียงบีบหัวใจเหลือเกิน ช่วงกระซิบอ่อยนางเอกก็สุดจะเป็นบุญหู (///ω///) เสียดายนิดเดียวตรงที่ภาคนี้ไม่ค่อยโดนซากุไรซัง เอ้ย รุกิคุงด่า ก๊ากกกกก แต่ไม่เป็นไร ไว้อยากโดนด่าเราค่อยไปขุดภาคเก่าๆ มาเล่นก็ได้ ภาคนี้ได้เห็นรุกิคุงในด้านที่ไม่เคยเห็นเยอะแยะก็ดีใจแล้ว♥