Code:Realize Hakugin no Kiseki – Abraham Van Helsing

Code: Realize เพิ่งออกแฟนดิสก์แผ่นที่สองมาเมื่ออาทิตย์ก่อน รอบนี้ไม่อยากดองเพราะเห็นว่าเกมอุตส่าห์ทำเนื้อเรื่องเกี่ยวกับคริสต์มาสออกมาในช่วงคริสต์มาส ก็เลยมอบช่วงคริสต์มาสปีนี้ให้กับเกมนี้ซะเลย ส่วนปีที่แล้วรู้สึกจะมอบให้เมียวงะบุโจว สรุปคริสต์มาสของเรามีไว้เล่นเกม อาห์

แฟนดิสก์ภาคนี้ใช้ชื่อว่า 白銀の奇跡 อ่านว่า Hakugin no Kiseki มีคนอ่านผิดเป็น Shirogane no Kiseki กันหลายคน แม้แต่คนญี่ปุ่นยังอ่านผิด จนกระทั่งเคานต์ดาวน์วอยซ์ในเว็บอ่านออกเสียงชัดๆ ว่า ฮาคุกิง ถึงได้เข้าใจคำอ่านตรงกันซะที ภาษาญี่ปุ่นนี่ยุ่งยากจริง!

รอบนี้สั่งเซ็ตลิมิเต็ดของอนิเมทไปเพราะแถมทาเปส จริงๆ ชอบลายของสเตลล่ามากกว่า แต่สเตลล่าไม่ยอมทำทาเปส ฮือ ซื้ออนิเมทก็ด้ะ

ชอบปกลิมิเต็ดรอบนี้มาก ภาพสวย สีสวย ลูแปงหล่อ เสียดายนิดนึงที่คุณโฮล์มส์อดขึ้นปก แต่ไม่ได้ขึ้นปกไม่เป็นไร แค่ในเกมมีรูทคุณโฮล์มส์ให้ก็ขอบพระคุณมากแล้ว

เท่าที่เล่นไปนิดนึง ตอนนี้เราชอบแฟนดิสก์แผ่นนี้มากกว่าแผ่นที่แล้วอีก! แผ่นนี้ทุกคนอัพเลเวลความน่ารักเพิ่มขึ้นอีกห้าสิบระดับ ชอบทุกคนมากขึ้นกว่าเดิมมากกกกกกก แม้แต่ฟีนิสที่ปกติเราไม่ชอบขี้หน้ายังกลายเป็นเด็กผีไร้พิษภัยผู้น่ารักในภาคนี้

อย่างไรก็ตาม วันนี้ไม่ได้ตั้งใจจะมากรี๊ดใครอื่นนอกจากเฮียแวนเฮลซิ่ง! รอบนี้เลือกรูทเฮียคนแรกแม้จะไม่ค่อยชอบรูทเฮียในแฟนดิสก์แผ่นที่แล้วเท่าไหร่เพราะเฮียทำตัวงี่เง่าไปหน่อย หักคะแนนเฮียไปเยอะมาก (แม้ในรูทคนอื่นจะยังน่ารักเหมือนเดิมก็ตาม) จนมาเจอเฮียในภาคนี้เท่านั้นแหละ โอ๊ยยยย หุ้นเฮียขึ้นรัวๆ กรี๊ดหนักมากกกกกกก (≧д≦)

 

**SPOILER ALERT**

 

รูทเฮียแวนภาคนี้ไม่ได้ต่อจากภาคหลัก แต่จะต่อจากรูทฟีนิสในภาค 祝福の未来 (Shukufuku no Mirai) รายละเอียดบางส่วนเลยไม่เหมือนกับภาคหลัก โดยภาคนี้รูทหนุ่มๆ ทั้งห้าคนจะเป็นการสมมติว่าคริสต์มาสครั้งแรกของหนุ่มๆ กับนางเอกจะเป็นยังไง

เท่าที่เล่นจบไปสองรูทได้แก่รูทแวนและรูทแซงต์ ช่วงต้นรูทจะเริ่มมาเหมือนๆ กันคือนางเอกกลับไปอาศัยอยู่ที่บ้านเดิมกับฟีนิสซึ่งเป็นน้องชาย ส่วนแก๊งลูแปงก็ไม่ค่อยได้เจอหน้ากันเท่าไหร่ ในรูทเฮียแวน เฮียจะกลายมาเป็นเบ๊ของโดระจัง คอยตระเวนไปทั่วอังกฤษด้วยกันเพื่อตามหาชาวผีดูดเลือดที่ยังเหลือรอดอยู่ ซึ่งตอนเริ่มเรื่องมานี่เฮียกับโดระจังเดินทางมาด้วยกันราวครึ่งปีละ

ช่วงต้นรูทตอนยังไม่เจอนางเอกนี่แวนกับโดระจังสวีทกันเวอร์มาก 5555555555 หวานแหววกันตั้งแต่ฉากแรกสุดที่เฮียแวนกับโดระจังนั่งรถไฟไปด้วยกันละ เฮียกับโดระจังนั่งตรงข้ามกัน เฮียพูดสั่งสอนโดระจังไปเรื่อย โดระจังก็ทำแก้มป่องกระเง้ากระงอด เฮียเลยมองด้วยสายตาอ่อนโยน ตอนเริ่มมาเจอฉากนี้ตกใจมากเพราะนึกว่าเปลี่ยนมาเป็นเลิฟสตอรี่ของเฮียกับโดระจัง…… จนสักพักเฮียเริ่มเหม่อลอยคิดถึงนางเอก เราถึงได้โล่งใจว่า อ้อ นางเอกยังไม่ถูกลืม เฮียยังไม่พรากผู้เยาว์ รอดไปนะโดระจัง

เราชอบคู่แวนกับโดระจังนะ แต่ไม่ได้ชอบแบบอยากให้เค้าคู่กัน 5555555 ชอบคู่นี้เวลาอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่ภาคหลักละ เป็นความสัมพันธ์ที่เก้ๆ กังๆ และพัฒนามาเรื่อยๆ จนตอนนี้เฮียแวนกลายเป็นเหมือนพ่อโดระจังไปแล้ว เวลาอยู่กับโดระจังเฮียน่าร๊ากน่ารัก (*´∀`*)

ส่วนความสัมพันธ์ของเฮียแวนกับนางเอกในจุดนี้จะรีเซ็ตกลับไปเป็นตอนที่ยังไม่ใจตรงกัน นางเอกกลับไปอยู่บ้านเดิมที่เวลส์โดยที่ไม่รู้ตัวว่ามีใจให้เฮีย ส่วนเฮียรู้ดีแก่ใจว่าตัวเองชอบนางเอก แต่ก็เห็นภาระหน้าที่สำคัญกว่า เลยยอมปล่อยนางเอกไป ไม่ได้บอกความในใจ ซึ่งเราชอบเฮียแวนในโหมดรักนะแต่ไม่แสดงออกมากกกกกกกกกกกก (≧д≦)(≧д≦)

ในแฟนดิสก์ภาคที่แล้วปัญหาหลักในรูทเฮียแวนคือเฮียชอบแสดงความรักมากเกินไป กลายเป็นผู้ชายเยอะๆ ที่แม้แต่นางเอกยังรำคาญ 5555555555 ส่วนภาคนี้เฮียยังไม่รู้ว่านางเอกคิดยังไงกับตัวเองเลยค่อนข้างเก็บอาการ แต่บางทีก็จะหลุดเขินบ้างอะไรบ้าง แบบนี้แหละน่ารัก จั๊กจี้หัวใจกำลังดี

วกกลับมาที่ฉากรถไฟ เฮียแวนกับโดระจังนั่งรถไฟไปทำธุระที่เมืองลิเวอร์พูล ทั้งสองคนอยู่ที่นั่นด้วยกันหลายวัน จนวันนึงหนังสือพิมพ์ลงข่าวว่าปีนี้ลอนดอนจะฉลองคริสต์มาสอย่างยิ่งใหญ่ โดระจังก็กระดี๊กระด๊าบอกว่าใกล้คริสต์มาสแล้ว ตื่นเต้นจังเลย อีกไม่นานจะได้ไปฉลองกับพวกลูแปงด้วย! แอบขำฉากนี้ตรงที่แวมไพร์ตื่นเต้นกับเทศกาลฉลองวันเกิดพระเยซู ดูย้อนแย้งชอบกล 55555555 แต่เอาเถอะ พ่อมดแม่มดในแฮร์รี่พอตเตอร์ยังฉลองคริสต์มาสเลยนี่เนอะ….

พอเสร็จธุระที่ลิเวอร์พูล โดระจังก็ตัดสินใจจะเดินทางไปแถวๆ เวลส์ ซึ่งไหนๆ แถวนั้นก็ใกล้บ้านนางเอกแล้ว โดระจังเลยชวนเฮียไปเยี่ยมนางเอกด้วยกันซะเลย

ตอนก่อนไปบ้านนางเอก โดระจังบอกว่าจะไปเยี่ยมก็ต้องซื้อของไปฝากด้วย โดระจังให้เฮียเลือกของให้นางเอก ส่วนตัวเองเลือกให้ฟีนิส แล้วโดระจังก็มาถามเฮียว่าเลือกอะไรให้นางเอกเหรอ แหวนหมั้นอ๊ะป่าวววว ทำเอาเฮียตกใจ ไม่นึกว่าจะโดนเด็กแซวหน้าตาเฉ๊ยยยย พอเฮียตกใจว่าทำไมถามแบบนั้น โดระจังก็ถามต่อตรงๆ ว่า อ้าว ไม่ได้ชอบนางเอกหรอกเหรอ? เฮียก็อ้ำอึ้งไม่รู้จะตอบยังไง ฮู้ยยยย เวลาเฮียขัดเขินทำตัวไม่ถูกแบบนี้น่ารักชัมมัดดดดด (////ー////) ตรงนี้มีชอยส์มาให้เราเลือกตอบด้วยว่าจะให้เฮียเงียบหรือบ่ายเบี่ยงไปเรื่องอื่น พอเลือกบ่ายเบี่ยง เฮียจะพูดเรื่องปืนไรเฟิลขึ้นมาดื้อๆ จนแม้แต่โดระจังยังเอือมว่าถ้าจะบ่ายเบี่ยงก็ควรจะเลือกเรื่องอื่นมั้ย ตล๊กกก 5555555555

และแล้วทั้งสองก็เดินมาถึงบ้านนางเอก ก่อนจะพบว่า บ้านล็อคจ้าาาา เอ้าาา ดันมาเซอร์ไพรส์โดยไม่ติดต่อมาบอกก่อนก็เงี้ย ทั้งสองคนตัดสินใจปักหลักรอหน้าบ้านนั่นแหละ อุตส่าห์ถ่อมาตั้งไกลทั้งที ทว่ารอแล้วรอเล่าเฝ้าแต่รอ นางเอกก็ไม่มีวี่แววว่าจะโผล่มา

ระหว่างรอ เฮียกับโดระจังก็คุยกันไปเรื่อยเปื่อย เฮียแวนไม่อยากเจอฟีนิสเท่าไหร่เพราะเคยเป็นศัตรูกันมานาน เคยแค้นฟีนิสมาตลอด แต่สุดท้ายเฮียก็ฆ่าฟีนิสไม่ลง แล้วเฮียก็นึกได้ว่าการที่ตัวเองเกลียดชังฟีนิสก็ไม่ต่างจากที่โดระจังเคยเกลียดเฮีย เพราะเฮียเป็นคนฆ่าครอบครัวของโดระจัง เหมือนกับที่ครอบครัวของเฮียต้องตายเพราะฟีนิสนั่นแหละ

พอคิดได้ว่าสตอรี่ของตัวเองไม่ต่างจากโดระจัง เฮียเลยถามโดระจังว่าทำไมถึงยอมให้เฮียเดินทางมาด้วย ทั้งๆ ที่เคยแค้นขนาดนั้นแท้ๆ

โดระจังตอบดีมวากกกกกกกกกกกกกกก โดระจังตอบว่า สำหรับตัวเองแล้ว เฮลซิ่งคือเครื่องย้ำเตือนถึงความเป็นไปได้ เพราะที่ผ่านมาเคยเจ็บแค้น เคยอยากฆ่าถึงขนาดนั้น เคยเป็นศัตรูคู่แค้นกัน แต่ตอนนี้กลับกลายมาเป็นเพื่อนกันได้ทั้งๆ ที่การเป็นเพื่อนกับเฮลซิ่งน่าจะเป็นเรื่องยาก เพราะฉะนั้นการมีเฮลซิ่งอยู่จึงช่วยย้ำเตือนว่า ไม่ว่าเรื่องใดๆ ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น

โฮฮฮฮ เด็กตัวแค่เนี้ย คิดได้ขนาดนี้ เก่งจังเลยลูกกกกกกกกก (T__T)

ระหว่างที่เฮียกับโดระจังนั่งจับเจ่าเฝ้ารอคอย ตัดภาพมาฝั่งนางเอกกับฟีนิส สองพี่น้องออกไปช็อปปิ้งในเมืองกันอย่างสนุกสนานเฮฮาจ้าา แหมะะะ ปล่อยเฮียนั่งรออย่างเหงาหงอย ใช้ได้ที่ไหน!!

ระหว่างนั่งรถกลับบ้าน นางเอกก็เหม่อลอยคิดถึงเฮีย อยากเจอเฮีย ส่วนเฮียนั่งเหม่อมองฟ้าคิดถึงนางเอก ต่างฝ่ายต่างอยากเจอกัน แต่ไม่ได้เจอกันซะทีเพราะนางเอกมัวแต่ไปช็อปปิ้ง……….

เฮียกับโดระจังรออยู่หน้าบ้านจนฟ้ามืด อากาศหนาวจนโดระจังปากสั่นงั่กๆๆๆ แต่ก็ยังฝืนบอกว่าไม่เป็นไร สบายมาก เฮียเลยบอกว่ากลับกันเถอะ เดี๋ยวจะไม่ทันรถม้าเที่ยวสุดท้ายด้วย แต่แล้ว! จังหวะที่กำลังจะกลับนั้นเอง นางเอกกับฟีนิสก็กลับมาถึงบ้านพอดี ฮูเร่!

ความที่เฮียแวนกับนางเอกไม่ได้เจอกันหลายเดือน ตอนได้พบสบตากันอีกทีมันเลยชวนเขินอยู่หน่อยๆ (/////ー/////) พอนางเอกถามว่ามารอนานรึยัง เฮียก็ตอบไปว่าเพิ่งมาเมื่อกี้นี้เอง แต่นางเอกไม่เชื่อ เดินไปจับมือเฮียเป็นการพิสูจน์ แถมจับมืออย่างเดียวไม่พอ ลามปามไปจับแก้มอีกจ้าาาา (กรี๊ดดดดดด คาร์เดีย หร่อนนนนนนน!!!!) พอรู้ว่าตัวเฮียเย็นเจี๊ยบนางเอกก็เซ้าซี้ถามว่าสรุปมาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย แต่ถามยังไงเฮียก็ไม่ยอมเฉลย ฟีนิสซึ่งรู้ดีว่าเฮียเป็นคนปากหนักเลยหลอกถามโดระจังจนได้คำตอบ พอรู้ว่ามาตั้งแต่เย็นนางเอกเลยรู้สึกผิด ออกปากชวนเฮียแวนกับโดระจังค้างที่บ้านจ้าาาา (แหมะะะ ชวนผู้ชายค้างอ้างแรม นี่มันจะมากไปแล้ว!!!!!!)

ขำตอนแรกฟีนิสไม่ยอมให้ค้าง อ้างว่าไม่มีที่นอน นางเอกเลยบอกว่างั้นเดี๋ยวยกเตียงของตัวเองกับฟีนิสให้ก็ได้ ฟีนิสเลยรีบเปลี่ยนใจบอกว่า อุ๊ย เพิ่งนึกได้ว่ามีที่นอนสำรองอยู่ โอ๊ย ฟีนิสผันตัวมาแนวตลกแล้วเวิร์คมากจริง 555555555555

ส่วนเฮียแวนทำเป็นเก๊กถอนหายใจแต่สุดท้ายก็ยอมค้างที่บ้านนางเอก โดระจังเลยดีอกดีใจ พอเข้าบ้านไปกินข้าวเย็นด้วยกันก็เย้วๆ ใส่ฟีนิส เด็กสองคนนี้อยู่ด้วยกันแล้วน่ารักมุมิมาก ทั้งๆ ที่ในภาคหลักชีวิตเคร่งเครียดทั้งคู่ พอเจอคนวัยไล่เลี่ยกันในจุดที่ชีวิตไม่ค่อยเครียดแล้วค่อยทำตัวสมเป็นเด็กๆ หน่อย น่าเอ็นดู (*´∀`*)

ทางด้านนางเอก ตอนกินข้าวเย็นด้วยกันในบ้านก็นั่งเหม่อจ้องหน้าเฮียไม่ยอมกินจ้าาา ออกหน้าออกตาไปอี๊กกก เข้าใจนะว่าเฮียหล่อ แต่เก็บอาการหน่อยลู๊ก!!! พอกินข้าวเสร็จ เห็นเฮียแวนออกไปจากห้องแล้ว นางเอกก็หยิบข้าวของที่ไปช็อปปิ้งออกมา ของที่ไปช็อปมาคืออุปกรณ์สำหรับถักโครเชต์ นางเอกตั้งใจจะถักของขวัญสำหรับไปแจกหนุ่มๆ ในปาร์ตี้วันคริสต์มาสซึ่งจะจัดขึ้นที่บ้านแซงต์ ถักไปถักมา เฮียก็โผล่มาทักว่าทำอะไรอยู่ สุดท้ายเลยความแตกทั้งๆ ที่นางเอกอยากเก็บไว้เซอร์ไพรส์

เฮียแวนเห็นนางเอกตั้งอกตั้งใจถักให้ทุกคนแต่ดูจากสปีดแล้วไม่น่าทันคริสต์มาส เฮียเลยอาสาช่วยถักให้อีกแรง แถมยังเป็นคนดี๊คนดี บอกนางเอกว่าถักให้คนอื่นไปก่อนเถอะ ส่วนของเฮียไว้มีเวลาเหลือจริงๆ ค่อยถักให้ก็ได้ เพราะถึงจะได้หลังคริสต์มาส ถ้าเป็นของขวัญจากเธอก็ดีใจอยู่ดี โอ้ยยย เฮียแวนขราาาาาา แสนดีเลื้อเกินนนนนนนนน/////

และแล้วจากที่เฮียกับโดระจังตั้งใจจะค้างบ้านนางเอกแค่คืนเดียว เฮียก็เปลี่ยนแผนมาอยู่ด้วยกันจนถึงช่วงก่อนคริสต์มาสเพื่อช่วยนางเอกถักของขวัญให้เสร็จ (หนอยยยยยย คาร์เดียยยย นี่หล่อนวางแผนไว้ใช่มั้ยยะ!!!! เฮียก็อย่าติดกับง่ายๆ สิคะะะะะะ)

ตอนเฮียอาสาจะช่วยถัก เรานึกว่าจะเล่นมุกเฮียมั่นใจในตัวเองแบบผิดๆ แต่จริงๆ แล้วถักห่วยมากซะอีก 55555555 อันที่จริงหนึ่งในโมเอะพอยท์ของเฮียคือการมั่นใจว่าตัวเองทำอาหารเก่งแต่ที่จริงกากมาก นึกว่าความมั่นใจผิดๆ นั้นจะลุกลามมาถึงฝีมือถักโครเชต์ด้วย แต่ไปๆ มาๆ เฮียถักเก่งมากจนน่าตกใจ เฮียเล่าให้ฟังว่าตอนเด็กๆ เคยช่วยแม่ถักอยู่บ่อยๆ สมัยเป็นทหารก็มีคนมาขอให้ช่วยเย็บปักถักร้อยโน่นนี่นั่นเป็นประจำ (คนในกองทัพเห็นเฮียเป็นอะไรคะ โปรดเกรงใจเฮียที่อุตส่าห์เก๊กโหดนิดนึง…….)

หลังจากวันนั้นเฮียกะนางเอกก็ช่วยกันถักโครเชต์กะหนุงกะหนิงอยู่หลายวัน พอถึงคืนสุดท้ายก่อนออกเดินไปทางลอนดอนก็ถักเสร็จทันเฉียดฉิว แต่นางเอกต้องแอบไปถักของเฮียในห้องตัวเองจนดึกดื่นเพราะยังอยากเซอร์ไพรส์อยู่ เฮียเดินผ่านห้องนางเอกตอนดึกๆ เห็นไฟเปิดอยู่ก็ไม่พอใจที่นางเอกนอนดึก เปิดประตูตั้งใจจะเข้าไปดุ (ทำไมภาคนี้เฮียมีความหม่าม้า อยู่กับโดระจังมากไปเหรอ) แต่พอเปิดเข้าไปเจอนางเอกหลับอยู่ท่ามกลางกล่องของขวัญที่จะนำไปให้ทุกคน เฮียก็อ่อนอกอ่อนใจ ดุไม่ลง ได้แต่ลูบหัวนางเอกอย่างอ่อนโยน (แน่ะะะ ฉวยโอกาสตอนหลับหราาาา)

คืนสุดท้ายที่บ้านนางเอกจะมีเหตุการณ์เฮียคุยกับฟีนิสนิดหน่อย ฟีนิสถามเฮียแวนด้วยคำถามเดียวกันกับที่เฮียสงสัยในตัวโดระจังว่า ทำไมถึงไม่ฆ่าตัวเองที่เป็นศัตรูคู่แค้น? เฮียตอบฟีนิสประมาณว่า ที่ผ่านมาแค้นฟีนิสมาตลอดก็จริง ถึงจะไม่รู้ว่าเพราะแค้นจึงอยากแก้แค้น หรือเพราะอยากแก้แค้นจึงพยายามแค้นกันแน่ แต่สุดท้ายพอมีโอกาสฆ่ากลับฆ่าไม่ลง เพราะไม่ได้แค้นมากเท่าในอดีตแล้ว กาลเวลามันทำให้ความแค้นเจือจางไปแล้ว…… เป็นเหตุผลที่สู้โดระจังไม่ได้เลยอะะะ ของโดระจังเท่กว่าเฮียตั้งเยอะ!!

แล้วฟีนิสก็บอกว่าตั้งแต่กลับมาอยู่ที่นี่กับนางเอก นางเอกไม่ค่อยร่าเริงเลย สาเหตุน่าจะมาจากแวนนั่นแหละ แต่ฟีนิสก็ไม่คิดจะกีดกันอะไรอยู่แล้ว อะไรที่พี่สาวว่าดี ฟีนิสก็ว่าดี แต่ฟีนิสบอกว่า ต่อให้โลกแตกก็จะไม่ยอมเรียกแวนว่าพี่เขยหรอกนะ แหม๊ เด็กคนนี้นี่ เฮียก็ไม่ได้ขอร้องให้เรียกแมะะะะ 5555555555555

เช้าวันคริสต์มาสอีฟ เฮียแวน โดระจัง ฟีนิส และนางเอกเดินทางไปลอนดอนด้วยกัน พอถึงลอนดอน เด็กๆ สองคนพากันไปวิ่งเล่น เฮียกับนางเอกเลยปล่อยๆ ไปไม่คิดจะห้ามปรามใดๆ (ช่างเป็นผู้ปกครองที่ใส่ใจดีจริงๆ) เฮียกับนางเอกเห็นว่ายังมีเวลาอีกเยอะกว่าจะถึงปาร์ตี้ตอนเย็น ทั้งสองคนเลยตระเวนไปหาเพื่อนร่วมแก๊งตามที่ต่างๆ ในลอนดอนเพื่อเอาของขวัญไปมอบให้ ขำการไปตามหาลูแปงกับอิมเปย์ที่บ่อน ฮือ สุภาพบุรุษจอมโจรผู้เสพติดการพนัน 55555555555

ระหว่างเดินเตร็ดเตร่ในลอนดอน เฮียแวนบังเอิญเจออเรสเตอร์เจ้าเก่าด้วย! อเรสเตอร์ซึ่งตัวตนที่แท้จริงคือโพรเฟซเซอร์เจมส์ มอริอาตี้เป็นตัวร้ายในรูทเฮียภาคหลัก แต่ภาคนี้เฮียยังไม่รู้ความจริงว่าอเรสเตอร์อยู่เบื้องหลังโศกนาฏกรรมทั้งหมดที่เกิดขึ้นในชีวิต พอเจอกันเฮียเลยทักทายตามปกติ แต่ตาลุงอเรสเตอร์ก็ทำตัวมีลับลมคมใน บอกว่าหนีการตามล่าของชายคนหนึ่งอยู่ (หนีอยู่ในลอนดอนเนี่ยนะะะ หนีไปที่อื่นมั้ยลุง ได้ข่าวว่าชายคนนั้นอยู่แถวเบเกอร์สตรีท ลุงรู้ยัง?) คุยกันแป๊บๆ อเรสเตอร์ก็จากไป ก่อนไปมีการบอกเฮียว่า เธอเป็นอิสระแล้ว เราคงไม่ได้เจอกันอีก เฮียแวนก็งงๆ ว่าจะมาพูดแบบนั้นทำไม แต่ไม่คิดจะไล่ตามไป

ฉากนี้คงใส่มาเพื่อให้รู้ว่าอเรสเตอร์ในเส้นเรื่องนี้เลิกยึดติดกับเฮียแวนแล้ว เลิกคิดจะยุ่มย่ามกับชีวิตเฮีย ยอมปล่อยให้เฮียไปมีความสุขตามทางของตัวเองแล้วแหละมั้ง เพราะที่ผ่านมาชีวิตเฮียพังพินาศเพราะตาลุงนี่ล้วนๆ ถ้าลุงเลิกยุ่งกะเฮีย เดี๋ยวชีวิตเฮียก็ราบรื่นเอง …แต่ ถึงแม้ลุงจะโผล่มาแค่นิดเดียวก็ทำให้รู้สึกอีกครั้งว่าริกกี้เหมาะกับการพากย์บทชั่วๆ แบบนี้จัง

พอตกเย็นชาวแก๊งลูแปงก็มารวมตัวกันที่คฤหาสน์ของแซงต์ ชอบบรรยากาศที่ทุกคนกลับมาเจอกันพร้อมหน้ามากเลย ฮืออออ อบอุ่นเหมือนงานเลี้ยงรุ่น ฉากตอนมาถึงบ้านฟีนิสน่ารักมาก พอแซงต์พูดโอคาเอริ ฟีนิสก็พูดทาดาอิมะแบบเขินๆ งุ้ยยยยย คิวท์ (≧ω≦)

ภาคนี้ฟีนิสน่ารักมากจริง ยอมแพ้ หายเกลียดเป็นปลิดทิ้ง ชอบการที่ฟีนิสคอยด่าทุกคนในเรื่องด้วย เหมือนเป็นตัวแทนคนเล่นคอยจิกกัดทุกคนอีกทีนึง ชอบตรงนี้สุดละ 5555555555555

ทุกปาร์ตี้กันสนุกสนานเฮฮาสักพักเฮียแวนก็ปลีกตัวออกมาเดินเล่นนอกคฤหาสน์คนเดียวท่ามกลางหิมะโปรยปราย หล่อไปอี๊กกกกกกก คนอะไรแค่ออกมาเดินเล่นเฉยๆ ยังหล่อ ฮือๆๆๆๆ เฮียออกมานอกบ้านแล้วก็บ่นพึมพำว่าทั้งๆ ที่มีของอยากให้นางเอกแท้ๆ แต่หาจังหวะให้ไม่ได้ซะที เฮียรู้สึกว่าถ้ามอบให้แล้วนางเอกรับไปคงรู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างในใจระเบิดออก โอ๊ยยยยยย พ่อแวนเฮลซิ่งในห้วงรักกกกกก (////ー////)

เฮียทอดถอนใจท่ามกลางหิมะสักพักนางเอกก็โผล่มาตามหา เฮียเห็นนางเอกใส่เสื้อบางๆ ออกมานอกบ้านก็ไล่กลับเข้าบ้านไปเพราะกลัวนางเอกหนาว (ใส่ใจจังเรยยยย ฮรืออออออ) แต่นางเอกไม่ยอมกลับ แล้วก็ควักของขวัญคริสต์มาสที่จะมอบให้เฮียออกมา เซอร์ไพรสสสส์!!

ของขวัญที่นางเอกถักให้เฮียแวนคือเสื้อโค้ท นางเอกให้เหตุผลว่า เพราะเฮียใส่เสื้อเก่าๆ มีแต่รอยเย็บเต็มไปหมดเลยอยากถักให้ใหม่ (เอ๊าาาา หล่อนว่าเฮียของชั้นใส่เสื้อผ้าโทรมเหรอยะ!!!!)

นางเอกบอกว่าถึงเฮียจะห้ามไม่ให้ถักของขวัญส่วนของเฮีย แต่นางเอกก็ล้มเลิกความคิดไม่ได้ เพราะเฮียคือคนที่ชอบ คือคนที่อยากมอบของขวัญให้มากที่สุด เฮียได้ยินคำว่าชอบก็ถามว่าที่พูดมานั่นเข้าใจความหมายของมันจริงๆ เหรอ? นางเอกเลยตอบว่า จริงๆ แล้วก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ แต่เมื่อกี้ปรึกษาพวกลูแปงมา ทุกคนบอกว่านั่นคือความรักไงล่ะ คราวนี้เฮียเลยตกใจที่นางเอกเอาเรื่องความรักไปปรึกษาพวกลูแปง 55555555555 โอยยยย เฮียคงเขินพวกลูแปงแย่ กลับเข้าบ้านไปจะมองหน้ากันติดมั้ย 55555555555

พอรู้ความในใจนางเอก เฮียเลยคว้านางเอกเข้าไปกอดแล้วสารภาพรัก สารภาพเสร็จก็หยิบต่างหูที่เป็นของขวัญมาติดให้นางเอก สรุปว่าไม่ใช่แหวนหมั้นนะจ๊ะะะ เสียใจด้วยนะโดระจัง

ให้ของขวัญเสร็จเฮียก็กล่าวเมอร์รี่คริสต์มาสหนึ่งที อาาาา การเล่นเกมนี้ในวันคริสต์มาสแล้วเจอเสียงสุวาเบะซังพูดประโยคนี้นี่มันเริ่ดที่สุด//////

รูทเฮียจบตรงนี้เลย ใจตรงกันปุ๊บ จบ บ๊ายบายยย รู้สึกค้างคานิดนึง รูทแซงต์ยังจบแบบส่งนางเอกขึ้นรถไฟกลับบ้านแล้วสัญญากันว่าจะกลับมาเจอกันอีกไรงี้ แต่รูทเฮียคือจบแบบปาร์ตี้วันคริสต์มาสยังไม่ทันจบเลยด้วยซ้ำ แต่เอาเถอะ เห็นเฮียมีความสุขก็ดีใจค่ะ อย่าทำตัวงี่เง่าแบบแฟนดิสก์ภาคที่แล้วอีกละกัน /ยิ้มอ่อน

เอาจริงๆ เนื้อเรื่องคราวนี้ไม่มีอะไรเท่าไหร่ กะหนุงกะหนิงกันไปเรื่อยเปื่อยสมเป็นแฟนดิสก์ เรื่องความแค้นในใจเฮียก็เหมือนใส่มาให้พอมีดราม่าหอมปากหอมคอ ไม่ได้ขยี้อะไรมากมาย แต่สตอรี่รอบนี้เขียนมาน่ารักมากจริงๆ เฮียแวนน่ารัก นางเอกน่ารัก โดระจังโคตรรรน่ารักกกกกกก แม้แต่ฟีนิสยังน่ารัก เล่นแล้วมีหลากหลายอารมณ์ ทั้งเขินเฮีย ทั้งเอ็นดูเด็กๆ (*´∀`*) สำหรับเราแล้วรูทเฮียภาคนี้อิ่มอกอิ่มใจมากกกกกกกกก เฮียกอบกู้คะแนนกลับมาได้เยอะมากกกกกกก

นอกจากรูทเฮียแวนแล้ว รูทแซงต์ที่เล่นจบไปอีกรูทก็ชอบมากกกกกกกก แฮนเซลน่าร๊ากกกกกกกกกกก

แฮนเซลเป็นตัวละครที่โผล่มาตั้งแต่ภาคที่แล้ว แต่มีบทบาทในรูทฟีนิส ซึ่ง…. เราสคิปไปหมดเลยเพื่อเก็บถ้วย 55555555555 พอมาเจอแฮนเซลในภาคนี้แล้วอยากกลับไปเล่นรูทฟีนิสภาคที่แล้วเลย แต่ตอนนี้ยัดเยียดแผ่นให้เพื่อนไปเล่นอยู่ ฮือ ไม่คิดว่าจะน่ารักขนาดนี้ ยิ่งแฮนเซลในโหมดไทรแองเกิ้ลเดทที่ไปกินขนมกับนางเอกและวัตสันนะ อื้อหือออออออ แดเมจรุนแรงมากกกก////// นุ้งแฮนเซลเป็นหนุ่มน้อยเฉื่อยๆ ที่ชอบกินของหวาน ชอบโผล่มาขอของหวาน แล้วพากย์โดยโนบุคุงผู้คลั่งไคล้ของหวานด้วยนะ เลือกนักพากย์มาเป๊ะเวอร์ อินเนอร์โคตรได้ ถ้าออกภาคต่อขอจีบแฮนเซลด้วยยยย ฮืออออออออ

รอบนี้ยังเลือกไม่ถูกว่าจะเก็บลูแปงหรือคุณโฮล์มส์ไว้ท้ายสุดดี แต่ยังไงก็ชอบลูแปงสุด คงเก็บไว้หลังสุดมั้ง แม้จะรู้สึกว่าภาคนี้ต้องกรี๊ดคุณโฮล์มส์หนักมากแหงๆ ก็ตาม (≧д≦)

Advertisements

Diabolik Lovers LOST EDEN: Ruki’s route

เพิ่งเล่น Diabolik Lovers Lost Eden รูทรุกิคุงจบไปแหละ! ก่อนหน้านี้เล่นรูทสองพี่น้องสึกินามิกับคานาโตะคุงจบไปแล้วแต่ไม่มีอะไรจะหวีด พอมาเล่นรูทรุกิคุงแล้วโดนดาเมจเยอะมาก ชอบรูทรุกิคุงมาก ต้องกรี๊ดหน่อยแล้วแหละะะะ

 

**SPOILER ALERT**

 

รูทรุกิคุงในภาคนี้ค่อนข้างให้อารมณ์ต่างจาก More Blood กับ Dark Fate อยู่นะ เป็นรุกิคุงแบบที่ไม่เคยเห็น ซึ่งแม้ช่วงแรกๆ จะรู้สึกว่า เอ๊ะอีนี่!? อยู่บ้าง แต่พอเล่นไปเรื่อยๆ จะยิ่งเข้าใจรุกิคุงมากขึ้นทีละนิดละหน่อย จนช่วงท้ายๆ ถึงกับรู้สึกเห็นอกเห็นใจและปวดใจตามรุกิคุงได้อย่างหมดหัวใจ ฮืออออ รุกิคุงงงงง T___T

ในรูทนี้ คนที่ได้รับสืบทอดพลังและกลายเป็นราชาแวมไพร์คนใหม่หลังจากคาร์ลไฮนซ์ตายไปคือพี่ชู ช่วงแรกๆ รุกิจะแสดงอาการน้อยอกน้อยใจอย่างเห็นได้ชัด ชอบบ่นอุบอิบว่าไม่รู้ทำไมคาร์ลไฮนซ์ถึงยกพลังให้ซากามากิ ชู ทำไมถึงไม่ยอมยกให้ตัวเองนะ ทั้งๆ ที่ตัวเองเหมาะจะเป็นราชาแวมไพร์มากกว่าตั้งเยอะ (พี่ไปเอาความมั่นใจนั้นมาจากไหนคะะะะะะ)

ส่วนพี่ชูที่ได้พลังไปก็ยังทำตัวเรื่อยๆ เฉื่อยๆ เหมือนเดิม ปราสาทอีเด็นของคาร์ลกำลังเสื่อมถอยลงก็ไม่แยแสใดๆ ทั้งๆ ที่พลังของปราสาทอีเด็นขึ้นอยู่กับชูที่เป็นเจ้าของ รุกิเลยยิ่งเซ็งเพราะคิดว่าถ้าตัวเองได้รับพลังของคาร์ลมาจะไม่ปล่อยให้อีเด็นเสื่อมถอยแน่ๆ

ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่คาร์ลไม่ยกพลังให้ รู้สึกเจ็บใจที่ปกป้องอีเด็นไว้ไม่ได้ รู้สึกเซ็งในตัวพี่ชูที่ได้พลังไปแต่กลับไม่ยอมทำอะไร บวกกับความที่ยังยึดติดกับการไม่ได้เป็น “อดัม” สิ่งเหล่านี้ทำให้รุกิมีท่าทีแปลกไปจากเดิม กลายเป็นคนกลุ้มใจจนดูเศร้าหมองอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ไม่ยอมบอกคนอื่นว่ามีเรื่องอะไร ทำเอานางเอกกับน้องๆ เป็นห่วงกันไปหมด

สุดท้ายยูมะเป็นห่วงจนเริ่มรำคาญ ทนไม่ได้ที่รุกิเอาแต่เก็บงำความรู้สึกไว้คนเดียว แทนที่มีอะไรก็จะพึ่งพาครอบครัวบ้าง พอยูมะไปบอกรุกิว่าทุกคนเป็นห่วง ทำตัวแบบนี้ไม่สมเป็นรุกิเอาซะเลยนะ รุกิก็ทำเสียงแข็งใส่ บอกว่าไม่เคยขอร้องให้เป็นห่วงซะหน่อย ไปๆ มาๆ เลยทะเลาะกันถึงขั้นลงไม้ลงมือชกต่อยกันซะงั้น

ฉากนี้จริงๆ ก็อยากเข้าข้างยูมะอยู่หรอก ยูมะอุตส่าห์เป็นห่วงแท้ๆ แต่รุกิยังเอาแต่พูดเย็นชาใส่อยู่นั่นแหละ! …แต่เข้าข้างยูมะไม่ลงเพราะเป็นฝ่ายต่อยรุกิก่อนนี่สิ ยูมะอ้างว่าในเมื่อคุยกันไม่รู้เรื่องก็ต้องทำให้ตาสว่างด้วยวิธีนี้ เอ๊าาาา ยูมะะะ เข้าใจว่านิสัยกอริลล่า แต่อย่าแก้ปัญหาด้วยกำลังสิคะะะ

สุดท้ายโคคุง อาซึสะคุง และนางเอกต้องมาช่วยห้ามทัพ รุกิคุงเลยพานางเอกออกจากอีเด็นไปอยู่ปราสาทข้างๆ ปราสาทซากามากิแทน (อะไรคือการทะเลาะกับน้องแล้วหนีออกจากบ้าน…..)

ฝ่ายน้องๆ ที่โดนทิ้งไว้ที่อีเด็นก็มานั่งนินทาพี่ชายกันพลางช่วยทำแผลให้ยูมะไปด้วย ฮืออออ พี่น้องบ้านนี้น่ารักเหลือเกินนนน (TωT) น้องๆ ทั้งสามคุยกันว่าความจริงแล้วที่รุกิคุงคอยทำตัวหนักแน่นเป็นที่พึ่งให้ทุกคนได้อยู่เสมอเป็นความผิดของพวกตัวเองรึเปล่านะ เป็นเพราะน้องๆ เอาแต่พึ่งรุกิ รุกิเลยต้องทำตัวเป็นพี่ชายที่ดี ทำตัวเป็นลูกชายในอุดมคติของคาร์ลไฮนซ์ให้ได้

รูทรุกิคุงภาคนี้เขียนส่วนของพี่น้องมุคามิมาดีมาก ฮือออออออออ ใน Dark Fate ว่าดีมากแล้ว มาภาคนี้ก็ดีอีก ชอบมาก แต่แอบขำที่น้องๆ ต้องผลัดเวรกันมาทะเลาะกับพี่ใหญ่ ภาคที่แล้วรุกิคุงผิดใจกับโคคุง มาภาคนี้ก็มาชกต่อยกับยูมะอีก ถ้ามีภาคหน้าคงต้องทะเลาะกับอาซึสะสินะ 555555555

ฝ่ายรุกิคุงที่ไปอยู่ปราสาทติดกับซากามากิก็มีเรื่องให้กลุ้มอีกเรื่อง คราวนี้เป็นเรื่องพ่อแท้ๆ ของตัวเอง สาเหตุที่กลุ้มเรื่องนี้คืออยู่ดีๆ รุกิก็ฝันเห็นอดีตสมัยที่พ่อแท้ๆ ยังมีชีวิตอยู่ พ่อของรุกิคุงเป็นนักการเมือง เป็นคนใจดี รักครอบครัว จนกระทั่งวันหนึ่ง มีชายที่ชื่อทริสเมจิสปรากฏตัวขึ้นในเมือง ชายคนนั้นกลายเป็นคนโปรดของประธานาธิบดี คอยเป่าหูต่างๆ นานา ทำให้ประเทศปั่นป่วนไปหมด จนพ่อรุกิคุงกลับบ้านมาอาละวาดเรื่องนี้ใส่ลูกเมีย รุกิคุงที่ฝันเห็นพ่อจึงบังเกิดความสงสัยว่า ทริสเมจิสคนนั้นคือใครกัน

หลังจากนั้นวันหนึ่ง รุกิคุงก็บังเอิญเจอคริสต้า แม่ของสุบารุคุงในสวนที่ปราสาท สองคนนี้เพิ่งเคยเจอกันครั้งแรก แต่คริสต้าทักว่ารุกิคุงเหมือนคาร์ลไฮนซ์มาก เหมือนตรงที่ทำหน้าทุกข์ทรมานจนคนอื่นเห็นแล้วปวดใจไปด้วย รุกิคุงเลยชวนคุยเรื่องคาร์ลไฮนซ์ ขอให้คริสต้าเล่าเรื่องของคาร์ลให้ฟัง

ตอนแรกคริสต้าก็ทำท่าเหมือนจะเล่าดีๆ แต่เล่าไปได้นิดเดียวก็เกิดอาการเสียสติ พูดเสียงสั่นว่าคาร์ลไฮนซ์เป็นปีศาจ คาร์ลไฮนซ์คือทริสเมจิส แล้วก็หนีไปเลย ปล่อยให้รุกิคุงยืนตกตะลึงอึ้งกิมกี่อยู่คนเดียว เพราะถ้าคาร์ลคือทริสเมจิสจริงๆ ก็เท่ากับว่าคาร์ลนี่แหละคือตัวการที่ทำให้ชีวิตของรุกิตอนเด็กๆ พังพินาศ ถึงจะยังไม่ปักใจเชื่อว่าคาร์ลไฮนซ์=ทริสเมจิสที่พ่อพูดถึงซะทีเดียว แต่ความสงสัยของรุกิก็รุนแรงจนศรัทธาในตัวคาร์ลไฮนซ์เริ่มสั่นคลอนละ

ชอบที่ภาคนี้หยิบความศรัทธาที่รุกิมีต่อคาร์ลมาเขียนเนื้อเรื่อง ทุกภาคที่ผ่านมารุกิจะชื่นชมบูชาคาร์ลไม่ลืมหูลืมตามากกกกกก มากจนไม่น่ามีอะไรมาสั่นคลอนได้ นึกไม่ถึงว่าจะโยนบททดสอบจิตศรัทธาให้รุกิในภาคที่เนื้อเรื่องปูมาว่ากำลังจะเกิดสงครามในโลกปีศาจ คือรูทนี้เป็นรูทที่สงครามระหว่างเผ่าอะไรเหล่านั้นแทบไม่มีผลกับเนื้อเรื่องเลย ส่วนใหญ่แล้วเป็นการตามล่าหาความจริงเรื่องของคาร์ลไฮนซ์มากกว่า

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่รุกิกำลังเคร่งเครียดเรื่องคาร์ลก็ยังมีเรื่องดีๆ อยู่บ้างเหมือนกัน เรื่องดีๆ ที่ว่าคือยูมะคุงถ่อมาขอโทษจ้าาาา ฮู้ยยยย น่ารักกกกกกก (≧ω≦)

ยูมะขอโทษทั้งเรื่องที่ทะเลาะกัน ทั้งเรื่องที่พวกตัวเองทำให้รุกิคุงไม่สามารถใช้ชีวิตตามใจชอบได้ แต่รุกิคุงบอกว่ารุกิคุงเป็นแบบนี้เพราะตัวเองต่างหาก ปรับความเข้าใจกันได้แล้วโคคุงก็อ้อนขอให้รุกิคุงทำพาสต้าให้กิน (นี่คือจุดประสงค์ที่แท้จริงสินะ…..) พี่น้องกินข้าวด้วยกันมุ้งมิ้งเสร็จแล้ว โคคุงกับยูมะก็ลากลับอีเด็น รุกิคุงฝากพาสต้าส่วนของอาซึสะไปให้ด้วยนะ ฮือออออ มุคามิบราเธอร์สสสสสส (TдT)(TдT)(TдT)

พอเหลือกันตามลำพังกับนางเอกอีกครั้ง อยู่มาวันนึงคานาโตะคุงก็มาบอกว่าที่บ้านซากามากิมีปาร์ตี้ พี่ชูเลยให้มาเชิญไปกินข้าวด้วยกัน รุกิคุงก็ยอมไปเพราะจะปฏิเสธคำเชิญของเจ้าของบ้านคงไม่ดี พอไปนั่งกินข้าวกันเงียบกริบไม่พูดไม่จาเสร็จ (บรรยากาศต่างจากบ้านมุคามิที่ชอบเปิดศึกบนโต๊ะอาหารโดยสิ้นเชิง) พี่ชูก็ให้เรย์จิช่วยทาบทามรุกิมาเป็นมือขวาคนสนิท รุกิงงว่าจะมาทาบทามทำไม จิกหัวใช้เรย์จิไปก็ดีแล้วนี่ พี่ชูเลยบอกว่า เพราะรุกิไม่น่าจะน่ารำคาญเท่าเรย์จิไงล่ะ โถววววววว คุณพี่คะ 555555555555

รุกิคุงไม่ได้ให้คำตอบทันทีแต่ขอเวลาคิดก่อน พี่ชูก็โอเค้ ไม่รีบ ตามสบาย

ฉากนี้แอบเคืองพี่ชูนิดนึง ไม่ได้นึกถึงกะจิตกะใจรุกิคุงมั่งเล้ยยยยยยย คนเขาอยากได้พลังใจจะขาด ยังจะมาทาบทามไปเป็นคนสนิทตัวเองอีก อย่างพี่ชูน่าจะพอเดาได้ว่ารุกิคุงรู้สึกยังไงแท้ๆ! แต่ไอ้การโนแคร์โนสนแบบนี้ก็สมเป็นพี่ชูดีเหมือนกันแหละ

หลังจากนั้นรุกิคุงก็ตัดสินใจพานางเอกไปที่ประเทศบ้านเกิดของตัวเองในโลกมนุษย์เพื่อสืบหาความจริง รุกิคุงรวบรวมข้อมูลจากหนังสือในห้องสมุดจนพบว่าผู้ชายที่ชื่อทริสเมจิสเคยมีตัวตนอยู่ในประเทศนี้จริง ทริสเมจิสมีพลังวิเศษที่ช่วยรักษาโรคได้ ประธานาธิบดีเลยขอให้ช่วยรักษาโรคให้ลูกสาวตัวเอง พอรักษาได้ ประธานาธิบดีเลยไว้ใจทริสเมจิสไม่ลืมหูลืมตา แต่คนรอบข้างประธานาธิบดีพากันระแวง พยายามฆ่าทริสเมจิสหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ สุดท้ายประเทศก็เสื่อมลงเรื่อยๆ จนนำไปสู่การปฏิวัติที่ทำให้ผู้คนล้มตายมากมาย และทำให้พี่น้องมุคามิกลายเป็นเด็กกำพร้ากันหมด

อืม นี่มันรัสปูตินชัดๆ…… เป็นสตอรี่ที่ชวนให้นึกถึงการปฏิวัติรัสเซียเหลือเกิน ไม่รู้ได้แรงบันดาลใจมารึเปล่านะ

นอกจากนั้นพ่อแท้ๆ ของรุกิคุงยังฆ่าตัวตายไปเพราะเหตุการณ์ครั้งนั้นด้วย สรุปว่าถ้าทริสเมจิสคือคาร์ลไฮนซ์จริงๆ ก็เท่ากับว่ารุกิคุงรักและนับถือศัตรูของพ่อแท้ๆ มาตลอดเวลาที่ผ่านมานั่นเอง ถึงจะยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าใช่คาร์ลแน่ๆ แต่รุกิก็ปักใจเชื่อไปแล้ว คราวนี้รุกิคุงเลยนอยด์ยิ่งกว่าเดิม ถึงกับเก็บตัวอยู่ในห้องหลายวันไม่พูดไม่จา

พอกลับมาที่ปราสาทข้างบ้านซากามากิ รุกิคุงก็เจอน้องๆ มารออยู่ก่อนแล้ว ฉากนี้น่ารักมากกกกกกก ฮือออออออออ ทั้งสามคนเห็นรุกิไม่ยอมกลับอีเด็นซะที เลยมาช่วยกันทำอาหารให้พี่ชายกิน ทำอัลบั้มรูปครอบครัวมาให้ เอาไว้ให้รุกิคุงดูเวลาอยู่ห่างกัน โอยยยย ดีงามมมมมมมม เด็กน้อยยยยยย (;___;)

รุกิคุงดีใจที่น้องๆ มาหา แต่พอเปิดไปเจอรูปคาร์ลเท่านั้นแหละ สติแตก น้ำตาไหลพราก ลุกหนีไปตั้งสติอยู่พักใหญ่ น้องๆ เห็นแล้วก็ดีอกดีใจ นึกว่าพี่ชายซาบซึ้งกับของขวัญ โถ เด็กหนอเด็ก 5555555555

พอน้องๆ กลับไปแล้ว รุกิคุงก็ยังคงกลุ้มโน่นนี่นั่นล้านแปด เอาแต่คิดว่าจะเก็บงำเรื่องคาร์ลเอาไว้ไม่บอกใคร เพราะไม่อยากให้น้องต้องมารับรู้เรื่องนี้ ไม่อยากให้ครอบครัวแตกแยก ไม่อยากสูญเสียครอบครัวไปอีกแล้ว …เนี่ย ก็ไอ้นิสัยแบบนี้แหละที่ทำให้โดนยูมะต่อยเปรี้ยง 55555555555 ชอบแบกรับปัญหาเอาไว้คนเดียวไม่ยอมแชร์กับครอบครัว พึ่งพาคนอื่นไม่เป็น จนปัญหาเหล่านั้นมันกัดกร่อนจิตใจไปเรื่อยๆ เป็นจุดอ่อนของรุกิที่เห็นชัดมากๆ ในภาคนี้

หลังจากคิดมากอยู่พักใหญ่ ในที่สุดรุกิคุงก็ได้ข้อสรุปกับตัวเองว่า ตัวเองเป็นคนอ่อนแอที่ไม่มีพลังอะไร คงไม่สามารถปกป้องอีเด็นได้ ไม่สามารถมีส่วนร่วมในสงครามที่กำลังจะเกิดในโลกปีศาจได้ ปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นเป็นหน้าที่ของคนแข็งแกร่งดีกว่า ว่าแล้วรุกิคุงก็ไปปฏิเสธการทาบทามของพี่ชู ปล่อยให้พี่ชูบ่นอุบอิบว่าต้องทนรำคาญเรย์จิสินะ (โถ น่าสงสารพี่เค้านะคะ 55555555) จากนั้นรุกิก็พานางเอกกลับบ้านที่โลกมนุษย์ด้วยกัน

พอกลับมาโลกมนุษย์ รุกิคุงก็เอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือ อ่านแม้กระทั่งนิยายรักที่ปกติไม่อ่าน อ่านเหมือนกับพยายามเบี่ยงเบนความสนใจจากอะไรบางอย่าง ขนาดโคคุงส่งจดหมายมาบอกว่าปราสาทอีเด็นอาจจะโดนเผ่าอื่นบุกรุกก็ไม่ยอมเขียนตอบจนทำให้น้องๆ เป็นห่วงกันอีกรอบ

ดูเผินๆ เหมือนรุกิคุงจะเป็นพี่ชายที่งี่เง่ามาก ไม่ยอมกลับบ้าน ไม่ตอบจดหมายน้อง แต่ความจริงแล้วรุกิคุงเองก็เป็นห่วงทุกคน อยากกลับไปหา อยากช่วยให้ทุกคนสบายใจ แต่ที่ไม่ยอมกลับเพราะกลัวว่าถ้าเห็นหน้าทุกคนแล้วจะเผลอเล่าความจริงเรื่องคาร์ลไฮนซ์=ทริสเมจิสออกไป บวกกับรุกิคุงมั่นใจว่าพี่ชูต้องช่วยปกป้องอีเด็นได้แน่นอน …อืม คิดไปคิดมาสรุปก็งี่เง่าอยู่ดี 5555555555 อย่างน้อยก็ตอบจดหมายน้องหน่อยมั้ยยยยย โวะะะะะ!

ฝ่ายนางเอกที่เริ่มจะหมดความอดทนกับความงี่เง่าของรุกิคุงก็ตัดสินใจเดินทางไปปราสาทอีเด็นตามลำพัง แต่ระหว่างทางดันเจอคิโนะ (CV: มาเอโนะ โทโมอากิ♥) ผู้เป็นตัวร้ายของภาคนี้มาดักรออยู่ คิโนะพานางเอกไปที่บ้านตัวเองทางเหนือแล้วเล่าเรื่องเกี่ยวกับทริสเมจิสทั้งหมดให้ฟัง นางเอกเลยถึงบางอ้อว่ารุกิคุงไม่ได้ทำตัวอีโมโดยไร้เหตุผล แต่เป็นแบบนั้นเพราะอดีตอันโหดร้ายต่างหาก

อีกด้านหนึ่ง รุกิคุงที่เห็นนางเอกหายไปจากบ้านก็ตามรอยมาจนถึงบ้านคิโนะอย่างรวดเร็ว พอเจอหน้ากัน นางเอกก็โผเข้ากอดรุกิคุง (อิ๊!!!!!!) และขอโทษที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวใดๆ คิโนะบอกรุกิคุงว่าเล่าเรื่องทั้งหมดให้นางเอกฟังไปแล้ว คิโนะรู้เรื่องเพราะแอบสะกดรอยตามรุกิคุงไปถึงประเทศบ้านเกิด (สะ สตอล์กเกอร์…….) 

นอกจากนั้นคิโนะยังเล่าให้ฟังว่าหลังจากเกิดการปฏิวัติ ทริสเมจิสก็รวบรวมซากศพคนในเมืองมาที่ดินแดนทางเหนือแล้วทำการทดลองกับร่างมนุษย์เพื่อสร้างมนุษย์สายพันธุ์ใหม่ ซึ่งนี่คือส่วนหนึ่งของแผนการแอปเปิ้ลอดัมของคาร์ลนั่นเอง ….ไม่รู้ทำไมยิ่งฟังสตอรี่เหล่านี้เท่าไหร่ ยิ่งรู้สึกว่าการที่คาร์ลไฮนซ์เคยปลอมตัวเป็นอาจารย์ห้องพยาบาลในภาคแรกๆ นี่มันเซอร์เรียลชะมัด 555555555

ตรงนี้เรื่องราวจะดราม่ายิ่งกว่าเดิมตรงที่ดินแดนทางเหนือของคิโนะเนี่ยเป็นที่อยู่อาศัยของพวกกูล แล้วคิโนะก็เรียกกูลตนหนึ่งออกมา ซึ่งกูลตนนั้นก็คือ พ่อแท้ๆ ของรุกิ! โอววววว ดราม่า!! พ่อของรุกิคุงบอกว่ายังคงแค้นทริสเมจิสมาตลอด และสิ่งที่แค้นใจที่สุดคือการที่ลูกชายตัวเองกลายไปเป็นลูกชายของคนที่แค้นอีกต่างหาก เป็นอันว่าทริสเมจิส=คาร์ลไฮนซ์ชัวร์ๆ แล้ว

ดีใจที่ไม่มีการมาเฉลยทีหลังว่าเป็นคนละคนกัน ถ้าปูเรื่องมาขนาดนี้แล้วบอกว่าเป็นคนละคนจะเซ็งมาก เหมือนที่เซ็งกับมุกย้อนเวลาในรูทอายาโตะ หรือในรูทชินคุงก็หลอกว่าชินกับคาร์ล่าไม่ใช่พี่น้องแท้ๆ แล้วดันมาเฉลยทีหลังว่าจริงๆ ก็เป็นพี่น้องกันแหละ พอมาเจอเรื่องความชั่วร้ายของคาร์ลโดยไม่หักมุมทีหลังเลยชอบอกชอบใจมาก ถึงเราจะไม่เคยคิดว่าคาร์ลเป็นคนดีมาตั้งแต่แรกแล้วก็เถอะ

พอได้เจอพ่อแท้ๆ รุกิคุงก็คิดได้ว่าที่ตัวเองต้องเจ็บปวดขนาดนี้เป็นเพราะไม่มีใครยอมบอกความจริง พ่อแท้ๆ เจอปัญหาอะไรมาก็ไม่ยอมเล่าให้ครอบครัวฟัง คาร์ลไฮนซ์ก็ชอบทำตัวลึกลับ ไม่ยอมเล่าความจริงให้ฟัง ดังนั้นการปิดบังความจริงจึงใช่ว่าจะนำมาซึ่งความสุขเสมอไป รุกิคุงเลยตัดสินใจว่า จะกลับอีเด็นไปเล่าความจริงทั้งหมดให้น้องๆ ฟังเพราะไม่อยากให้น้องๆ ต้องทุกข์ทรมานเหมือนตัวเอง

และแล้วรุกิคุงกับนางเอกก็กลับอีเด็นไปด้วยกัน ตรงนี้งงนิดนึงว่าคิโนะต้องการอะไรจากการพาตัวนางเอกมาเล่าเรื่องให้ฟัง พารุกิคุงมาเจอพ่อ แล้วก็ปล่อยไป….. เหมือนเรียกมาแกล้งเฉยๆ แต่ดันส่งผลดีซะงั้น 555555555

ก่อนหน้านี้คิโนะเคยบอกว่าจ้องเล่นงานรุกิเพราะเห็นว่ารุกิมีความเป็นมนุษย์มากที่สุดในบ้านมุคามิ เอาเข้าจริงก็ไม่เห็นจะเล่นงานอะไรเลยนะ แต่เห็นด้วยกับคำพูดที่ว่ารุกิคุงมีความเป็นมนุษย์มากที่สุดในสี่พี่น้อง จริงๆ ตอนแรกคิดว่ายูมะก็มีความเป็นมนุษย์สูงเหมือนกัน แต่คิดอีกทียูมะสมองกอริลล่าไปหน่อย รุกิคุงนี่แหละมีความเป็นมนุษย์มากสุดละ (※เมนยูมะ)

กลับมาที่อีเด็นแล้ว รุกิคุงก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้น้องๆ ทั้งสามฟัง ทั้งสามคนอึ้งนิดหน่อย แต่ก็ยอมรับได้อย่างรวดเร็ว เพราะถึงอดีตจะเป็นอย่างนั้น แต่ที่ทุกคนได้มาเป็นครอบครัวเดียวกันอย่างทุกวันนี้ก็เป็นเพราะคาร์ลไฮนซ์ เพราะฉะนั้นทุกคนจึงยอมให้อภัยคาร์ล พี่น้องร้องไห้รักกัน อาาา เวรี่อบอุ่น

ไปๆ มาๆ น้องดูยอมรับความจริงได้ง่ายมากจนน่าตกใจ 55555555 สะเทือนใจแทนรุกิคุงที่อุตส่าห์กลุ้มอยู่คนเดียวตั้งนาน เสียเวลากลุ้มโดยเปล่าประโยชน์แท้ๆ… แต่การที่ทุกคนยอมรับได้ง่ายขนาดนี้ยิ่งตอกย้ำคำพูดที่ยูมะเคยบอกรุกิว่าให้รู้จักพึ่งพาครอบครัวบ้าง มีอะไรก็บอกกัน อย่าแบกรับเอาไว้คนเดียว ซึ่งมันก็จริงนะ พอเล่าปุ๊บ รุกิคุงโล่งใจ ทุกคนก็สบายใจที่พี่ชายเลิกคิดมาก เย้ \(^o^)/

รุกิคุงบอกว่าบางทีสาเหตุที่คาร์ลไฮนซ์เก็บพวกตัวเองมาเลี้ยงเหมือนลูกอาจเป็นเพราะคาร์ลรู้สึกผิดกับการกระทำของตัวเอง อาจจะอยากแก้ไขในสิ่งที่ตัวเองทำลงไป เราว่าประเด็นนี้คล้ายคิริสึงุกับชิโร่ในเฟทซีรีส์มากเลย แอบนึกถึงมาตั้งแต่ตอนที่บอกว่าคาร์ลเป็นต้นตอทำให้ชีวิตรุกิพังละ ยิ่งบอกว่าคาร์ลเก็บมาเลี้ยงเพราะอยากแก้ตัวนี่ยิ่งเดจาวู แต่คิริสึงุยังดูมีความพยายามทำดีอยู่บ้างนะ ส่วนคาร์ลนี่ไม่เลย เลวโดยสมบูรณ์ 55555555555

พอพี่น้องเคลียร์กันได้เรียบร้อย จู่ๆ พวกเผ่าวีโบร่าก็บุกมาถึงอีเด็น แล้วก็ตัดชึ้บบบบ แยกเป็นฉากจบสามฉาก

แวมไพร์เอนด์หรือแฮปปี้เอนด์จะจบแบบบ้านซากามากิกับมุคามิช่วยกันทำสงครามจนชนะเผ่าวีโบร่าที่บุกมา ฉากจบนี้ชอบตอนที่รุกิคุงกับพี่ชูคุยกัน พี่ชูน่าร๊ากกกกกกกกก ขำการที่คิโนะจะมาชิงพลังของคาร์ลไฮนซ์ เอายาพิษมาให้พี่ชูดื่ม อีพี่ชูก็หยิบมาดื่มทั้งๆ ที่รู้ว่ามีพิษ แต่รุกิคุงช่วยปัดแก้วแตกไปก่อน พี่ชูบอกว่ารู้ว่ามีพิษแต่ก็ไม่คิดอะไร ดื่มๆ ไป ตายก็ช่าง โอ๊ย ทำไมพี่เป็นคนเอื่อยเฉื่อยขนาดนี้คะะะะ แม้แต่รุกิคุงยังเอือม 5555555555555

แต่สุดท้ายพี่ชูก็สู้กับคิโนะจนชนะ พอสงครามจบแล้ว น้องๆ บ้านมุคามิก็กลับไปอยู่โลกมนุษย์ ส่วนรุกิคุงอยู่ที่อีเด็นกับนางเอกสองคน สาเหตุที่ไม่กลับไปกับน้องๆ เป็นเพราะปราสาทอีเด็นยังคงเสื่อมถอยลงเรื่อยๆ รุกิคุงเลยอยากเฝ้าดูจนกว่าจะถึงวันที่ปราสาทนี้พังทลาย

ในฉากจบนี้ รุกิคุงยอมรับได้ว่าพี่ชูคือคนที่สมเป็นราชามากกว่าตัวเองได้อย่างสนิทใจ (ไม่นะ เราไม่เห็นด้วย 5555555555) ยอมรับว่าคาร์ลไฮนซ์คือพ่ออีกคนนึง ยอมรับว่าตัวเองอ่อนแอ แต่เพราะอ่อนแอนี่แหละถึงอยากมีชีวิตอยู่ร่วมกับครอบครัว เป็นฉากจบที่ในที่สุดรุกิคุงก็หาคำตอบให้กับสิ่งที่ตัวเองกลัดกลุ้มมาตลอดได้สักที

ส่วนแบดเอนด์ทั้งสอง ฉากนึงจะจบแบบคิโนะโผล่มาจับทุกคนขังไว้ แล้วบีบบังคับให้นางเอกแต่งงานกับตัวเอง นางเอกเลยขอให้รุกิคุงฆ่าตัวเองทิ้งเพราะไม่อยากเป็นเมียคนอื่นนอกจากรุกิ สุดท้ายรุกิคุงเลยฆ่านางเอกทิ้งแล้วฆ่าตัวตายตาม

แบดเอนด์อีกฉากคือคิโนะฆ่าพี่น้องมุคามิตายเรียบทั้งสี่คน แต่ไม่ยอมฆ่านางเอกเพราะอยากปล่อยให้มีชีวิตอยู่อย่างทรมานมากกว่า คิโนะชิงเสียงของนางเอกมา ปล่อยให้นางเอกเป็นใบ้ นางเอกเลยใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ที่อีเด็นตามลำพังอย่างโดดเดี่ยวเปลี่ยวเอกา

แบดเอนด์ไม่หวือหวาเลย (=3=) เกมนี้เป็นเกมที่เราค่อนข้างคาดหวังกับแบดเอนด์เพราะเจออันพีคๆ มาเยอะ แต่สองอันนี้ธรรมดาไปหน่อย ส่วนกู้ดเอนด์ถือว่าโอเค ไม่ถึงกับประทับใจเป็นพิเศษ แต่คิดว่าคลี่คลายคอนฟลิคต์ในใจตัวละครได้เคลียร์ดี

โดยรวมแล้วถ้าเทียบกับ More Blood และ Dark Fate รูทรุกิคุงภาคนี้จืดลงเยอะ สองภาคก่อนเผ็ดแสบทรวงสาแก่ใจมาก ในแง่ความลงตัวแล้วเราว่า Dark Fate กลมกล่อมสุด ทั้งเผ็ดทั้งหวาน แต่อย่างที่บอกว่าชอบภาคนี้ตรงที่หยิบประเด็นจิตศรัทธาที่มีต่อคาร์ลมาเล่น ซึ่งสุดท้ายจิตศรัทธาที่ว่านั่นก็ยังไม่หายไปไหนอยู่ดี ความงมงายในคาร์ลของรุกิคุงนี่มันเข้าขั้นมืดบอดแล้ว 555555555 แต่เอาเป็นว่าเราชอบเนื้อเรื่องรูทรุกิคุงภาคนี้มากกว่า More Blood อีกนะ

ที่สำคัญ ซากุไรซังพากย์ดีจังเลย ฮือออออออ ช่วงไหนเสียงอ่อนแรงก็ฟังแล้วอ่อนอกอ่อนใจตาม บทจะดราม่าก็เสียงบีบหัวใจเหลือเกิน ช่วงกระซิบอ่อยนางเอกก็สุดจะเป็นบุญหู (///ω///) เสียดายนิดเดียวตรงที่ภาคนี้ไม่ค่อยโดนซากุไรซัง เอ้ย รุกิคุงด่า ก๊ากกกกก แต่ไม่เป็นไร ไว้อยากโดนด่าเราค่อยไปขุดภาคเก่าๆ มาเล่นก็ได้ ภาคนี้ได้เห็นรุกิคุงในด้านที่ไม่เคยเห็นเยอะแยะก็ดีใจแล้ว♥

Distant Worlds: music from FINAL FANTASY 而立 @Osaka

ไปดูคอนเสิร์ต Distant Worlds มาแหละ! คอนเสิร์ตนี้จัดมาสิบปีแล้ว แต่เพิ่งมีโอกาสได้ไปดูครั้งแรกก็วันนี้

ตั๋วน่ารักกกกกกก (≧ω≦) ปกติเวลาไปอีเวนท์หรือคอนเสิร์ตจะออกตั๋วตามคอนบินิตลอด แต่คอนเสิร์ตนี้เราซื้อผ่าน e-store ซึ่งใช้วิธีส่งตั๋วมาให้ทางไปรษณีย์ คราวนี้เลยได้ตั๋วน่ารักๆ มาเป็นที่ระลึกด้วย

สถานที่จัดรอบโอซาก้าคือที่ Grand Cube Osaka ซึ่งเราไม่เคยไปมาก่อน และดูจากแผนที่แล้วค่อนข้างไกลสถานี ตอนลงจากรถไฟแอบหวั่นใจว่าจะหลงทางมั้ย แถวสถานีก็ไม่เจอใครที่ดูท่าทางเหมือนจะไปงานเดียวกัน ไม่รู้จะเดินตามใครดี (นี่คอนเสิร์ตออร์เคสตร้าด้วยไง ทุกคนล้วนแต่งตัวปกติธรรมดา ไม่มีอิตะบ๊งอิตะแบ๊กใดๆ) สุดท้ายจิ้มแผนที่ในมือถือโลเคททิศทางแล้วเดินมั่วๆ สักพักก็ถึงสถานที่จัดงานโดยสวัสดิภาพ

ฮอลล์ที่ใช้จัดคอนเสิร์ตตั้งอยู่ชั้น 5 ของตึก Grand Cube เข้าไปถึงเจอคนต่อแถวเยอะมากกกกกกจนตกใจ พอยืนดูสักพักถึงรู้ว่าเป็นแถวรอขึ้นลิฟต์ เราเลยเดินไปขึ้นบันไดเลื่อนแทน พอไปถึงหน้าทางเข้าฮอลล์ก็พบว่าเปิดให้เข้าไปด้านในได้แล้ว ต่อแถวรอตรวจตั๋วแป๊บๆ ก็ได้เข้า

ตรวจตั๋วเสร็จเรียบร้อยจะเจอด่านวางซีดีและสินค้าต่างๆ มากมายดักอยู่ เห็นคนมุงกันเยอะแยะเลยขี้เกียจเข้าไปมุง ไม่มีอะไรอยากซื้อเป็นพิเศษด้วย เข้าไปนั่งรอในฮอลล์ดีกว่า

ที่นั่งคราวนี้ดีมากกกกกกก ไม่ใกล้ไม่ไกลเกินไป อยู่กลางๆ พอดี ดีอกดีใจกับที่นั่งมาก แต่ราคาก็โหดร้ายไม่น้อย ราคาบนตั๋วเขียนว่า 9,100 เยนก็จริง แต่รวมค่าส่งค่าธรรมเนียมโน่นนี่นั่นแล้วฟาดไปหมื่นกว่าเยน เอื๊อกกกก

ที่นั่งเราอยู่บล็อกเดียวกับลุงโนบุโอะเลยนะ 55555555 แต่ลุงนั่งแถวหน้าสุดของบล็อกนู่น

รอจนหกโมงครึ่งก็ถึงเวลางานเริ่ม นักดนตรีเข้าประจำที่เสร็จแล้วลุงโนบุโอะก็เดินออกมาจากข้างเวที มาทักทายกันเล็กน้อย ลุงอธิบายคำว่า 而立 (Jiritsu) ที่เป็นชื่องานครั้งนี้ให้ฟังว่าหมายถึงอายุสามสิบ ซึ่งปีนี้ซีรีส์ FF ครบรอบสามสิบปีแล้ว บลาๆๆ พูดเสร็จลุงก็บอกว่ามีวิดีโอเลตเตอร์ให้ทุกคนดูแล้วชี้ไปที่จอ

คนที่โผล่มาในวิดีโอเลตเตอร์มีสามคนคือ ซากากุจิซัง อามาโนะเซนเซ สองคนนี้มาพูดถึงความทรงจำเกี่ยวกับไฟนอลและความทรงจำที่มีร่วมกับลุงโนบุโอะ ส่วนคนสุดท้ายคือมัตสึดะซัง ประธานบ.สแควร์ ตลกตอนให้พูดถึงลุงโนบุโอะ ซากากุจิซังบอกว่าจะให้พูดถึงตาลุงนั่นเนี่ยนะ แล้วก็พูดๆๆๆ พูดจบก็บอกว่า ปกติพูดต่อหน้าไม่ได้หรอกนะเนี่ย ที่พูดได้เพราะเป็นวิดีโอหรอกนะ! (มีการซึนเดเระ)

วิดีโอเลตเตอร์จบแล้วลุงโนบุโอะก็บอกว่าวันนี้ขอให้ทุกคนสนุกกันให้เต็มที่ ไม่ต้องเกร็งเพราะเป็นคอนเสิร์ตออร์เคสตร้า ชอบเพลงไหนก็จะโกนเย้! บราโว่! ฮิ้วๆ! กันได้เลย พูดจบลุงก็มานั่งในที่นั่งคนดู ปล่อยให้เวทีเป็นของนักดนตรี คอรัส และคุณอาร์นี่ที่เป็นคอนดัคเตอร์

เซ็ตลิสท์วันนี้ก็ตามนี้โลด

Prelude (FINAL FANTASY Series)
Battle on the Big Bridge (FINAL FANTASY V)
Victory Fanfare (FINAL FANTASY Series)
Cosmo Canyon (FINAL FANTASY VII)
Not Alone (FINAL FANTASY IX)
The Oath (FINAL FANTASY VIII)
Flash of Steel (FINAL FANTASY XII)
Heavensward (FINAL FANTASY XIV)
Fang’s Theme (FINAL FANTASY XIII)
Theme of Love (FINAL FANTASY IV)
APOCALYPSIS NOCTIS (FINAL FANTASY XV)
Liberi Fatali (FINAL FANTASY VIII)

Intermission

Opening: Bombing Mission (FINAL FANTASY VII)
IGNIS and RAVUS Theme Medley (FINAL FANTASY XV)
Sword Song Battle Medley (FINAL FANTASY XI)
To Zanarkand (FINAL FANTASY X)
Opera “Maria and Draco” (FINAL FANTASY VI)
FF Main Theme (FINAL FANTASY Series)

Encore

Aerith’s Theme (FINAL FANTASY VII)
One Winged Angel (FINAL FANTASY VII)

เพลงที่ประทับใจมากที่สุดในวันนี้คงเป็น Liberi Fatali มั้ง ตั้งแต่ตอนที่จบเพลงสุดท้าย เดินออกจากฮอลล์ เดินไปขึ้นรถไฟ กลับมาถึงห้องตัวเอง ในหัวยังมีเสียง Fithos Lusec Wecos Vinosec ดังก้องอยู่ในหัวตลอด (ทำไมดูหลอนๆ) คือบางเพลงคุณอาร์นี่จะบอกก่อนว่าต่อไปจะเล่นเพลงนั้นเพลงนี้นะ แต่เพลงนี้คือมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยใดๆ อยู่ดีๆ คอรัสก็ร้องขึ้นมา ขนลุกมากกกกกกกกกก แล้วภาพบนจอก็เป็นภาพจากฉากเปิดภาคแปดเป๊ะๆ เลย ที่จริงก่อนเพลงนี้มีเพลงจากภาคแปดแล้วเพลงนึงคือ The Oath ซึ่งเอาซีจีในเกมมาตัดต่อใหม่ประกอบเพลงด้วย ตอนเพลง The Oath แค่รู้สึกว่า อา จริงๆ ภาคแปดก็สนุกนะ แต่พอ Liberi Fatali มาพร้อมภาพฉากเปิดนี่คือ โอ๊ยยยยยย อยากเล่นภาคนี้ คิดถึงงงงงงงงงงงง ไซเฟอร์สุดหล่อออออออออ (สรุปประเด็นอยู่ที่ไซเฟอร์)

อีกเพลงที่ประทับใจพอกันแต่ไม่ได้วนเวียนอยู่ในหัวขนาดนั้นคือ To Zanarkand ตัวแทนจากภาคสิบเพียงเพลงเดียวในวันนี้ ก่อนเริ่มเพลงคุณอาร์นี่บอกว่าดิสแทนท์เวิร์ลจะขาดเพลงนี้ไปไม่ได้เลย เพลงนี้แค่เปียโนขึ้นมาตอนแรกก็น้ำตาจะไหลลลลล ฮืออออ ทีดัสสสสสสสสส ยูน่าาาาาาาาา (;____;) จริงๆ ชอบเวอร์ชั่นออริจินอลมากกว่าออร์เคสตร้า แต่เวอร์ชั่นนี้ก็ดีงาม เพลงนี้ตั้งใจดูภาพบนจอมากแบบไม่ได้สนนักดนตรีเลย ขอโทษค่ะ OTL แต่ดูแล้วคิดถึ๊งงงงคิดถึง อยากเล่นจัง เสียดายไม่ได้เอาแผ่นเวอร์ชั่นรีมาสเตอร์ติดตัวมาด้วย

เพลงที่ชอบมาก อินมากแบบงงๆ ทั้งที่เป็นเพลงของภาคที่ไม่เคยเล่น คือเพลง Theme of Love ถึงจะไม่เคยเล่นภาคสี่ แต่เมื่อก่อนฟังเพลงนี้บ่อยมากกกก สงสัยอินเพราะชอบเวอร์ชั่นที่ใส่เนื้อร้องลงไปเป็นเพลง 月の明り ด้วยแหละมั้ง ถึงจะไม่ได้เล่นภาคนี้ก็สามารถอินกับเพลงได้ไม่ยาก

เพลง Fang’s Theme ก็ดี๊ดี ภาคสิบสามเป็นภาคที่ตอนเล่นก็รู้สึกสนุกดี แต่เล่นจบแล้วไม่ค่อยเหลืออะไรในหัวเท่าไหร่ เนื้อเรื่องก็จำไม่ค่อยได้ สาเหตุหลักเลยคงเป็นเพราะเราเล่นภาคนี้แค่รอบเดียวนี่แหละ ภาคก่อนๆ เล่นเองด้วย ดูพี่เล่นด้วย มันเลยมีอะไรฝังใจเยอะมาก แต่พอมาฟังเพลงนี้พร้อมดูภาพประกอบบนจอแล้วก็รู้สึก nostalgic เหมือนกัน (ติดตรงที่เห็นหน้าสโนว์แล้วกลั้นหัวเราะเยอะมากเพราะวันก่อนเพิ่งดูคลิปที่ตัดต่อเสียงตัวละครภาคสิบมาใส่ภาคสิบสาม แล้วสโนว์ใช้เสียงวักก้า ขำปางตาย ฮือ)

แต่เพลงที่ nostalgic หนักสุดเลยคือ Not Alone ของภาคเก้า ถึงจะไม่ใช่เพลงที่เราชอบที่สุดในภาคนี้ แต่ฟังแล้วก็โหยหามากกกกกกกกก คิดถึงมากกกกกกก รักภาคนี้มากกกกกกกกกกกกก ยิ่งมาพร้อมภาพคือแบบ โอ๊ยยยยยย ชอบบรรยากาศของภาคนี้ ชอบเนื้อเรื่อง ชอบความดอกฟ้ากับหมาวัด ชอบ ชอบบบบ ต้องการเล่นเดี๋ยวนี้ ตอนนี้เลย!!!

Apocalypsis Noctis ของภาคสิบห้าก็ชอบนะ เพลงนี้เป็นเพลงที่ฟังมาตั้งแต่เกมยังไม่ออก จนเกมออกมาปีนึงแล้วยังไม่ได้เล่นเลย เศร้าไปไหน ชื่นชอบในความอลังของเพลงนี้ตั้งแต่ฟังครั้งแรก พอได้มาฟังแบบสดๆ แล้วก็อาาา อาาาาา เพลงนี้ดีจังเลย แต่เพลงที่ตามมาดันเป็น Liberi Fatali ไง ความประทับใจในเพลงนี้เลยโดนเพลงถัดมากลบไปเยอะเลย แป่ววว

แอบเคืองเพลงภาคสิบห้านิดนึงตรงที่ภาพบนจอสปอยล์เยอะมาก 5555555555 โอเค เราคงผิดเองที่เกมออกมานานแล้วยังไม่ได้เล่น (ก็ไม่มีเครื่องอะะะะ) ตอน Apocalypsis Noctis ยังไม่ค่อยเท่าไหร่เพราะเป็นเทรลเลอร์เกม (เสด็จเตี่ยทรงพระหล่อกระชากวัยมากเพคะะะะะะะะะ) แต่ตอนเพลงอิกนิสกับคุณพี่เรวุสนี่เอาซีจีกับคัทซีนในเกมมาใส่เยอะมาก สปอยล์กระหน่ำ แต่อันที่จริงเราก็โดนสปอยล์มาจนพรุนแล้วแหละ……

พูดถึงเพลงอิกนิสกับคุณพี่เรวุส ตอนก่อนเพลงนี้เริ่มมีการเชิญมิตสึดะซังที่เป็นคนแต่งเพลงอิกนิสออกมาพูดด้วย เป็นเซอร์ไพรส์เกสท์ พิธีกรให้มิตสึดะซังเล่าถึงความทรงจำเกี่ยวกับลุงโนบุโอะ มิตสึดะซังก็เล่าให้ฟังว่าตอนที่แต่เพลงให้เกม Chrono Trigger ซึ่งเป็นผลงานเดบิวท์ ลุงโนบุโอะเขียนจดหมายมาวางไว้ในห้อง เป็นจดหมายสั้นๆ เขียนว่า ยินดีด้วยนะ ผลงานแบบนั้นฉันเลียนแบบไม่ได้เลยนะเนี่ย อะไรประมาณนี้ ก็ถือเป็นเรื่องราวดีๆ นะคะ

มิตสึดะซังบอกว่าที่เอาเพลงอิกนิสกับเรวุสมาทำเป็นเมดเล่ย์เนี่ยเป็นเพราะถึงแม้ว่าสองคนนี้จะแตกต่างกันแต่ทั้งคู่ก็มีสิ่งที่ต้องปกป้องเหมือนกัน โอวววว หม่าม้าอิ๊กนิสฟังดูเท่จังเลย ไม่ได้มีบทบาทแค่คอยทำอาหารหรอกหรือนี่!

เพลงอิกนิสนี่เราไม่เคยฟังมาก่อน แต่ชอบไวโอลินในเพลงนี้จัง ส่วนเพลงคุณพี่เรวุสฟังดูเศร้าๆ ไม่รู้ถ้าเคยเล่นจะบาดจิตขนาดไหน ที่รู้ๆ คือพอจบเพลงได้ยินเสียงคนนั่งข้างหลังสะอึกสะอื้น ตามด้วยเสียงเพื่อนเค้ากระซิบถามเบาๆ ว่า ไดโจวบู๋? แสดงว่าเพลงเศร้าจริง

ตอนเพลง FF Main Theme ขึ้นมาพร้อมฉายเครดิตบนจอรู้สึกคอนสั้นจัง แต่จริงๆ ก็ไม่สั้นนะ ตั้งยี่สิบเพลงแน่ะ ชอบที่เครดิตใช้รูปตัวละครจากดิสสิเดียแต่เพิ่มแสงสว่างให้หน้าเบลอๆ ช่วงก่อนแต่ละเพลงขึ้นก็จะใช้รูปนี้เหมือนกัน เห็นแล้วก็คิดได้ว่าถึงแม้จะไม่เคยเล่นภาคแรกๆ แต่ก็คุ้นเคยกับตัวละครในภาคเหล่านั้นเพราะดิสสิเดียนี่หว่า อาา ว่าแล้วก็อยากเล่นภาค NT จัง แต่ยังไม่มีเครื่องเลย ฮืออออ

ว่าแต่ ทำไมเพลงอังกอร์เป็นเพลงจากภาคเจ็ดทั้งสองเพลงเลย… ตอนคอนเสิร์ต BRA BRA ก็เอาสองเพลงนี้มาเล่นติดกัน คราวนี้ได้ฟังเวอร์ชั่นออร์เคสตร้าก็ดีใจแหละ ตอนแรกนึกว่าวันนี้เราต้องประทับใจ One Winged Angel ที่สุดอีกแหงๆ แต่เจอ Liberi Fatali เข้าไป เซฟิรอธยังต้องแพ้พ่าย สาเหตุคงเป็นเพราะเคยฟัง One Winged Angel มาแล้วรอบนึง ถึงจะคนละเวอร์ชั่นก็เถอะ หรือไม่ก็อาจเป็นเพราะมัวแต่มองหน้าเซฟิรอธในจอจนไม่ได้ตั้งใจฟังเพลง (ก็พี่เขาหล่ออ้ะะะะ ทำไงได้) แต่ชอบการที่เพลงนี้จบด้วยฉากที่เซฟิรอธเดินเข้าไปในกองเพลิง แล้วตามด้วยภาพโลโก้คอนเสิร์ตไฟลุกมอดไหม้ เท่ดี 55555555

เสียดายวันนี้ไม่มีเพลงแบทเทิลที่เราชอบเลย ถ้ามีต้องกรี๊ดมากชัวร์ แต่โดยรวมแล้วก็ชอบเซ็ตลิสท์นี้นะ ขนาดเพลงของภาคที่ไม่เคยเล่นยังสามารถฟังอย่างเพลิดเพลินได้ ชอบของภาคสิบสี่มากกกกกก จากที่ไม่เคยอยากเล่นมาก่อนยังรู้สึกอยากเล่นขึ้นมาเลย ฉากต่างๆ ที่เอามาฉายประกอบเพลงก็น่าสนใจ ทำให้อยากรู้เนื้อเรื่องไปด้วย เพลงโอเปร่าของภาคหกก็ฟังเพลินๆ ดี ชอบความเป็นเรื่องเป็นราว นักร้องก็อินกับบทบาทมาก ชอบคนร้องเป็นมาเรีย สีหน้าดื่มด่ำกับความรู้สึกของเพลงดีมาก ตอนจบเพลงลุงโนบุโอะลุกขึ้นยืนตบมืออยู่นานเลย (ลุงเป็นคนเดียวที่ลุก ไม่มีใครลุกตาม……)

พอจบเพลงสุดท้ายลุงโนบุโอะก็กลับขึ้นไปบนเวที ไปจับมือคุณอาร์นี่โค้งให้คนดูด้วยกัน มิตสึดะซังที่เป็นเกสท์ก็ออกมาด้วย นักร้องโอเปร่าก็มากันหมด พอโค้งกันเสร็จแล้วก็กลับไปหลังเวที สักพักลุงโนบุโอะก็วิ่งดุ๊กดิ๊กออกมาอีกรอบ คนข้างๆ เราถึงกับร้องว่า คาวาอี้ กันใหญ่ 55555555555 ทุกคนโค้งกันจนพอใจก็เป็นอันจบการแสดงคอนเสิร์ตในวันนี้ พอจบปุ๊บ คนข้างๆ สองคนก็หันมองหน้ากันแล้วพูดประโยคเดียวกันว่า なかった!!! (=ไม่มี!!!) ดูจากอาการตกใจแล้วอยากรู้เลยว่าเค้าคาดหวังว่าจะมีเพลงอะไร แต่จะถามก็ละลาบละล้วงไปหน่อย ไม่ต้องรู้ต่อไปแหละ 555555555

วันนี้ถึงลุงโนบุโอะจะบอกว่าสบายๆ ไม่ต้องซีเรียส แต่รู้สึกว่าคนดูจะเรียบร้อยกว่าตอน BRA BRA เยอะเลย งานนั้นชิลๆ ขำๆ คนดูเฮฮากว่าเยอะมาก แต่คอนวันนี้ดูจริงจังกว่าเยอะด้วยแหละ คนดูคงไม่กล้าเฮฮากันเท่าไหร่แม้ลุงจะอนุญาต

ดีใจที่ได้มาดูคอนเสิร์ตนี้ ถ้าเป็นไปได้ปีหน้าก็อยากดูอีก พอได้มาสัมผัสกับเพลงเหล่านี้แบบสดๆ แล้วรู้สึกว่าดีจังที่วัยเด็กของเรามีสิ่งที่เรียกว่าไฟนอลแฟนตาซีอยู่♥

 

Unbox: うたの☆プリンスさまっ♪ Amazing Aria & Sweet Serenade LOVE

ได้แผ่นอุตะปุริ Amazing Aria & Sweet Serenade LOVE มาตั้งแต่เดือนที่แล้ว ภาคนี้เป็นการเอาของเก่ามาพอร์ตลงวีต้าเช่นเดิม คราวนี้เราสั่ง  Premium Princess Box เหมือนเดิม แพคเกจก็ยังคงยิ่งใหญ่อลังการน่าประทับใจเช่นเดียวกับ Repeat Love

รอบนี้ต่างจากคราวก่อนตรงที่เราเปลี่ยนมาสั่งกับอนิเมทออนไลน์ช็อป เซ็ตที่เราสั่งเป็นเซ็ตลิมิเต็ดของอนิเมท ตอนซื้อรีพีทเลิฟกับบร็อคโคลี่สโตร์ก็ว่าแพงแล้ว แต่เซ็ตนี้แพงกว่าเซ็ตก่อนอีกเกือบพันเยน รวมค่าเกมและค่าส่งแล้วกลายเป็นเกมที่แพงที่สุดเท่าที่เคยซื้อมาไปละ ไม่รู้ภาคเดบิวท์พอร์ตลงวีต้าแล้วจะเพิ่มราคามาทำลายสถิติอีกรึเปล่า ราคาโหดร้ายขึ้นเรื่อยๆ T_T

เอากล่องมาเทียบกับรีพีทเลิฟแล้วขนาดเท่ากันเป๊ะ

ชอบปก AASSL มากกว่านิดนึงเพราะสีละมุนกว่า (≧ω≦)

ลองเอาซีดีกับบลูเรย์มาเทียบไซส์

เทียบแล้วกล่องบลูเรย์ดูเล็กไปเลย (- v -;)

ก่อนแกะกล่องใหญ่ มาดูของในเซ็ตอนิเมทกันก่อน เพราะมันคือสิ่งที่เราปลาบปลื้มที่สุดในรอบนี้ (≧д≦) เราสั่งกับอนิเมทเพราะของแถมเป็นโทคิยะกับโอโตยะ ดีมากที่ในที่สุดอุตะปุริก็คิดได้ว่าควรกลับมาขายคู่นี้ซะที! (แต่จริงๆ ขายโทคิยะคู่ใครเราก็ซื้อหมด เป็นทาส)

ของในเซ็ตอนิเมทประกอบด้วยผ้าขนาด B2 โบรไมด์ เข็มกลัด ซีดีสองแผ่น แผ่นนึงเป็นโทคิยะกับโอโตยะ อีกแผ่นเป็นสตาริชแบ่งทีมทดสอบความกล้า

แกะสิ่งเหล่านี้ออกมาดูทีละชิ้นแล้วมีความสุขเหลือเกินนนนน ฮรืออออ โทคิโอโตะะะะะะะะ

ลองเอาผ้ามาพาดกับเก้าอี้ อาาาา ดี! ดีจังเลยยยยย (/////ー/////)

ส่วนโคสเตอร์ที่เป็นตัวจิบิแถมให้เฉพาะคนที่จองแรกๆ เผอิญเราเห็นของแถมเป็นโทคิโอโตะก็หลับหูหลับตากดๆ ไป ไม่ได้รีบจองเพราะเห็นแค่โคสเตอร์แต่อย่างใด ลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ามันมีอันนี้แถมให้ด้วย 555555555

ทางด้านของในกล่องเกม เมื่อเปิดกล่องออกมาเราก็จะพบกับ…

แฟ้มที่ใช้รูปเดียวกับหน้าปกทุกประการ…….

และเมื่อหยิบแฟ้มออกมาก็จะพบกับ

กล่องเกมแบบลิมิเต็ดที่ใช้ปกเดิมอีกเช่นกัน จัดว่ายังคงคีพคอนเซปท์วาดทีเดียวใช้ให้คุ้มเช่นเคย

แฟ้มที่ว่านี้เป็นแฟ้มสำหรับใส่เข็มกลัด ซึ่งก็แน่นอนว่า

รูปเดิม…….

แต่ลายเส้นคุราฮานะเซนเซนี่เอามาทำเข็มกลัดแล้วเวิร์คมาก สวยมาก ฮืออออ ปลาบปลื้ม ไม่กล้าแกะออกมาติดกระเป๋าเลย มันเลอค่าเกินไป (;__;)

ซูมอิจิโนะเสะซังพอเป็นพิธี

ยังอีก ยังไม่หมด พอยกชั้นที่มีกล่องเกมออกมาจะเจอซีดีอีกสองแผ่น

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ!!! ปกซีดีใช้อาร์ทใหม่!!! ชอบปกมากกกกกก น่ารักกกกกก (≧д≦) ชอบที่ชุดดูจะดัดแปลงมาจากชุดนักเรียนโรงเรียนซาโอโตเมะด้วย

ในกล่องมีหน้าปกเอคลาสกับเอสคลาสมาให้สำหรับเปลี่ยนตามอัธยาศัย

↑ โชจังหล่อมากกกกกก โอยยยยยยยยยยยย

Rainbow Stars CD แผ่นนี้เป็นซีดีเพลง มีเพลงอยู่สามเพลงได้แก่ 一緒にHang in there♪ ที่ร้องกันเจ็ดคน, ADVENT ACE ของเอคลาส และ Superb Spirits ของเอสคลาส ตอนรู้ว่าเอคลาสกับเอสคลาสจะมีเพลงใหม่ดีใจมากกกกกกกกก ไม่คิดว่าจนป่านนี้แล้วจะมีเพลงแยกคลาสออกมาให้ฟังอีก ไปๆ มาๆ กลายเป็นว่าตั้งตารอซีดีแผ่นนี้มากกว่าแผ่นเกมอีก 55555555

ส่วนซีดีอีกแผ่นคือ Cheer up Disc เป็นซีดีที่หนุ่มๆ จะพูดให้กำลังใจเราในยามเหนื่อยล้า มีทั้งหมด 10 แทรค คือมีครบทุกคนที่จีบได้ในเกมภาคนี้

ชั้นล่างสุดของ Premium Princess Box คืออัลบั้มใส่โบรไมด์กับโปสเตอร์ผ้าขนาด B2 แน่นอนว่ารูปเดิมอีกแล้ว

บนโบรไมด์มีข้อความเขียนด้วยลายมือของแต่ละคนอยู่ด้วย

ส่วนกล่องลิมิเต็ดแบบทั่วไปประกอบด้วยแผ่นเกม บุ๊กเล็ท และซีดีแผ่นนึง

Amazing Sweet LOVE Disc แผ่นนี้จะมีเพลง 情熱のデジャヴキス ของเซซิล กับเพลงของหนุ่มๆ แต่ละคนที่อะเรนจ์เป็นเปียโนแบบที่ใช้ในเกม ส่วนบุ๊คเล็ทเอาของเก่าที่เคยแถมกับเวอร์ชั่นลิมิเต็ดของ Amazing Aria และ Sweet Serenade เวอร์ชั่น PSP มารวมเป็นเล่มเดียว อันนี้ใช้มุกเดียวกับรีพีทเลิฟเลย

โดยส่วนตัวชอบของแถมอนิเมทรอบนี้มากกกกกกก ถือว่าคุ้มค่าคุ้มราคา ไม่เคยแกะกล่องเกมออกมาแล้วความสุขล้นปรี่ขนาดนี้มาก่อน (〃ω〃) ส่วนของในบ็อกซ์ ถึงแม้มันจะลายเดียวกันไปหมด แต่เราชอบลายเส้นนี้ ยอม ต่อให้รอบหน้าเล่นมุกนี้อีกก็ซื้ออยู่ดี ขายมาเล้ย!

นอกจากของแถมต่างๆ นานาในบ็อกซ์แล้ว รอบนี้เราประทับใจของแถมในเกมมาก คือถึงจะเป็นเกมที่พอร์ตภาคเก่ามาลงเครื่องใหม่ แต่ในเกมมีเนื้อเรื่องใหม่แถมมาให้ด้วย พวกสตอรี่ใหม่กับซีจีใหม่ยังไม่เท่าไหร่ แต่สตอรี่พิเศษที่แถมให้สำหรับคนที่มีเซฟภาครีพีทเลิฟอยู่นี่สิ พีค!

สตอรี่พิเศษนี้มีชื่อว่า「まじかるイチコ☆リターンズ」 หรือเมจิคัลอิจิโกะรีเทิร์นส์ เป็นการต่อยอดมาจากซีดีแถมของภาครีพีทอีกทีนึง คือภาครีพีทของเก่าเนี่ย ในเซ็ตอนิเมทเคยแถมดราม่าซีดีที่มีชื่อว่าเมจิคัลอิจิโกะมาก่อน ดราม่าซีดีนี้เป็นเรื่องราวของสาวน้อยมัธยมปลายนามอิจิโกะที่ต้องแปลงร่างสู้กับเหล่าร้าย และคราวนี้อิจิโกะก็กลับมาอีกครั้งในรูปแบบของสตอรี่ในเกม ไม่ต้องฟังแค่เสียงอีกต่อไป คราวนี้มาทั้งภาพและเสียงจ้าาา

วีต้าเรามีเซฟเกมรีพีทเลิฟอยู่ พอใส่แผ่นภาคนี้เข้าไปมันก็ขึ้นสตอรี่นี้มาให้เลือกกดเล่นได้เลย แต่ปัจจุบันยังไม่กล้าเล่น แค่ไปดูคลิปตัวอย่างมาก็ขำปางตายแล้ว ขอเวลาทำใจก่อน 5555555 อยากเก็บความพีคเอาไว้ท้ายสุดด้วย ไว้เคลียร์รูททุกคนครบแล้วค่อยเจอกันนะยัยอิจิโกะ!

ตอนนี้ภาคเดบิวท์ยังไม่มีประกาศทำลงวีต้า แต่ทำมาขนาดนี้แล้วคิดว่าเดี๋ยวก็คงมีมั้ง รอลุ้นหน้าปกฝีมือคุราฮานะเซนเซ เราชอบชุดบนปกภาคเดบิวท์มาก (≧ω≦) รอลุ้นของแถมร้านด้วย ลุ้นสตอรี่แถมด้วย ลุ้นราคาด้วย แค่พอร์ทของเก่ามาลงเครื่องใหม่ ทำไมมีอะไรให้ลุ้นเยอะแยะนักเนี่ย!

แต่ก่อนจะออกภาคเดบิวท์ ช่วยออกภาค Dolce Vita ที่ประกาศตั้งแต่ปีก่อนมาซะทีเถอะะะะ

Diabolik Lovers LOST EDEN: Ayato’s route

เพิ่งซื้อ Diabolik Lovers Lost Eden มาเล่น หลังจากเกมออกมาประมาณชาตินึงเห็นจะได้

เลือกรูทอายาโตะเป็นรูทแรกเหมือนเดิม เพิ่งเล่นจบไปรูทเดียวนี่แหละ ตอนแรกนึกว่าภาคนี้คงไม่มีอะไรให้กรี๊ดแล้ว เพราะอ่านรีวิวในอเมซอนแล้วคนบ่นกันเยอะมากกกกกกกกกกเลยคิดว่าเนื้อเรื่องคงไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ ตอนเล่น Lunatic Parade เราก็เล่นแบบไม่รู้สึกอยากกรี๊ดเป็นพิเศษ (แม้ยูมะจะน่ารักมากๆๆๆๆๆๆๆก็ตาม) แต่ปรากฏว่าเล่นรูทอายาโตะจบแล้วก็มีส่วนที่รู้สึก เฮ้ย!!! จนอยากเขียนถึงอยู่บ้างเหมือนกัน มาจดบันทึกไว้หน่อย เผื่อตอนเล่นภาคหน้าจะอยากกลับมาย้อนอ่าน (ว่าแต่มันยังจะมีภาคหน้าอีกมั้ย….)

 

**SPOILER ALERT**

 

● ภาคนี้เนื้อเรื่องต่อจากตอนจบของภาค Dark Fate คือคาร์ลไฮนซ์มอบพลังทั้งหมดของตัวเองให้คนใดคนนึงแล้วตายไป

● ในเมื่อเลือกรูทอายาโตะ คนที่ได้รับพลังจากคาร์ลไฮนซ์จึงเป็นอายาโตะ แต่อายาโตะยังคงอยู่บ้านซากามากิเหมือนเดิม ไม่ได้ย้ายไปอยู่ในปราสาทของคาร์ลแบบในแวมไพร์เอนด์ของ Dark Fate

● เราชอบรูทอายาโตะในภาค Dark Fate มากกกกกกกก เพราะเป็นรูทที่รู้สึกว่าอายาโตะเติบโตขึ้นเยอะ ไม่ค่อยงี่เง่าเหมือนภาคแรกๆ แต่ภาคนี้อายาโตะจะกลับมางี่เง่าน่าถีบ กลายเป็นเด็กนรกอายาโตะจอมเอาแต่ใจคนเดิมอีกครั้ง

● ความงี่เง่าของอายาโตะในภาคนี้คือ หลังจากได้รับพลังมหาศาลจากคาร์ลมาแล้วก็ชอบใช้พลังตามอำเภอใจทั้งๆ ที่ยังควบคุมพลังไม่ค่อยได้ กลายเป็นเด็กจูนิเบียวที่มั่นอกมั่นใจว่าตัวเองมีพลังมากมายเหนือกว่าคนอื่น ไม่มีความสำนึกเลยว่าตัวเองจะต้องเป็นราชาคนใหม่ ใครสั่งใครสอนอะไรก็ไม่ฟัง ขนาดท่านอาริคเตอร์ (ซึ่งรูทนี้เป็นคนดีมากจนน่าตกใจ) อาสามาช่วยสั่งสอนวิชาให้ก็ยังทำตัวขบถใส่ท่านอา จนพี่น้องบ้านซากามากิเอือมกันไปหมด แม้แต่นางเอกยังเอือมๆ

● ตอนเล่นช่วงแรกๆ เซ็งไปเลยที่อายาโตะกลับมาเป็นเด็กงี่เง่าแบบนี้ (แม้แต่ฉากป้อนทาโกยากิสุดน่ารักยังชดเชยความงี่เง่าไม่ค่อยได้ แถมทำเราหิวตอนดึกอีก โกรธ) เสียดายพัฒนาการดีๆ ใน Dark Fate มากกกกกก แต่สุดท้ายแล้วช่วงท้ายๆ เค้าก็เขียนสตอรี่มาให้เรารู้สึกยอมรับความงี่เง่าช่วงแรกได้พอสมควร ถือว่าโอเค ไม่เลวร้ายเท่าไหร่ แค่ต้องทนหงุดหงิดนิดหน่อยช่วงแรกๆ คือถ้ารู้มาก่อนว่าจะจบยังไงอาจไม่ค่อยหงุดหงิดมาก

● ในที่สุดแล้วรูทอายาโตะในภาคนี้มันก็เป็นเรื่องราวการเติบโตของอายาโตะอีกเหมือนกัน ถ้าเริ่มจากจุดที่นิสัยดีๆ แบบใน Dark Fate แล้วอาจจะเขียนเนื้อเรื่องยากแหละมั้ง?? พอเริ่มด้วยความงี่เง่าแล้ว ตอนหลังๆ จะเห็นการเติบโตของอายาโตะได้ชัดเจนกว่า

● พอเล่นไปเรื่อยๆ สถานการณ์ต่างๆ มันจะยิ่งไล่ต้อนอายาโตะให้จนมุม ชอบตรงที่เนื้อเรื่องแบบนี้มันไม่เคยมีในรูทอายาโตะภาคก่อนๆ (หรือเราอาจจะแค่ลืมไป) ไม่เคยเห็นอายาโตะโดนบีบคั้นจากทุกทิศทางจนหาทางออกไม่เจอขนาดนี้ ปกติรูทอายาโตะไม่ค่อยหน่วงนะ คนอื่นหน่วงกว่าเยอะมาก แต่รูทนี้เครียดมาก หน่วงมาก เป็นรูทอายาโตะที่มีรสขมทั้งที่ปกติจะค่อนไปทางเผ็ดปนหวาน ทำเอาเราเริ่มกลัวรูทคนอื่นแล้วเนี่ย

● สรุปเนื้อเรื่องแบบสั้นๆ คือหลายๆ คนรับไม่ได้ที่อายาโตะซึ่งจะขึ้นเป็นราชาปีศาจคนใหม่เป็นแบบนี้เลยแอบไปปรึกษากันลับหลังว่าเราต้องย้ายพลังของคาร์ลในตัวอายาโตะไปให้คนอื่นแล้วแหละ หาตัวราชาปีศาจคนใหม่กันเถอะ ไปๆ มาๆ สุดท้ายเกือบทุกคนเลยกลายมาเป็นศัตรูของอายาโตะ ทั้งพี่น้องบ้านซากามากิ ทั้งรุกิคุง ทั้งคิโนะที่เป็นตัวละครใหม่เอี่ยม ไหนจะตัวละครประกอบอื่นๆ อีกมากมายที่พร้อมจะไฝว้กับอายาโตะทุกเมื่ออีก

● อย่างไรก็ตาม!! ยังมีสามคนที่คอยช่วยอายาโตะอย่างไม่น่าเชื่อ และสามคนนี้คือคนที่ทำให้รูทอายาโตะชวนหวีดมาก!!!! ซึ่งก็คือ

● เด็กๆ บ้านมุคามิของเราาาาาาา โฮรววววววววววว สามคนนี้ดีมาก น่ารักมาก ไม่อยากเชื่อว่าจะได้เห็นสามคนนี้คอยช่วยอายาโตะอย่างเอาเป็นเอาตาย ปลาบปลื้มมาก (;____;)

● สาเหตุที่สามคนนี้กลายมาเป็นพรรคพวกของอายาโตะคือ อายาโตะพานางเอกหนีคนอื่นๆ ไปอยู่อีเด็น ปราสาทของคาร์ล แต่ไปถึงแล้วดันเจอสามคนนี้อาศัยอยู่ที่นี่ (ภาคนี้บ้านมุคามิยึดปราสาทคาร์ลเป็นบ้านใหม่หน้าตาเฉย ในขณะที่ฝั่งซากามากิอยู่บ้านหลังเล็กน่ารักกันต่อไป) ทั้งสามคนก็ให้อายาโตะกับนางเอกอยู่ด้วยแต่โดยดีเพราะปราสาทนี้เป็นของอายาโตะอยู่แล้ว

● ส่วนรุกิคุงไปจับมือกับซากามากิเตรียมเชือดอายาโตะแล้วจ้า 555555555 หม่าม้าบ้านมุคามินี่แหละหัวเรี่ยวหัวแรงในการโค่นบัลลังก์อายาโตะ แต่รุกิคุงทำไปเพราะหวังดีกับแวมไพร์และโลกปีศาจนะ เราเข้าจัยยยยย ฮรืออออออ

● เราชอบการชัฟเฟิล(?)บ้านกันแบบนี้นะ ที่ผ่านมาจะอยู่กันแบบบ้านไหนบ้านนั้น แต่รอบนี้มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างบ้านเกิดขึ้น ทำให้ได้เห็นปฏิสัมพันธ์แบบใหม่ๆ ไปด้วย รูทนี้เรย์จิกับรุกิคุยกันดีมาก ดูเป็นพวกเดียวกันจริงๆ ไม่มีแซะกันเลย เราชอบสองคนนี้เวลาเจอกันในแฟนดิสก์เพราะตลกมากกกกก แต่นี่ภาคหลักอะนะ จะมาคอเมดี้เหมือนแฟนดิสก์ก็คงแปลกๆ…

● ระหว่างอายาโตะกับนางเอกอยู่ที่ปราสาท สามหนุ่มมุคามิที่เหลือก็คอยช่วยดูแล พอได้ข่าวว่าคนอื่นจะบุกมาก็บอกว่าจะร่วมต่อสู้ด้วยเพราะอยากปกป้องปราสาทอีเด็นที่พวกตัวเองเติบโตมา ถึงจะต้องเป็นศัตรูกับรุกิคุงก็ตาม (อันนี้ตกใจนิดนึง ไม่อยากเชื่อว่าสามคนนี้จะเลือกปกป้องสถานที่ถึงขั้นยอมสู้กับรุกิ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้สู้กันนะ)

● ขำมากตอนที่สามหนุ่มมุคามิคุยกับว่าจะแก้ปัญหายังไงดีถึงจะไม่ต้องสู้กับรุกิคุง แล้วก็ปกป้องอีเด็นเอาไว้ได้ด้วย

● สุดท้ายทางแก้ที่ทั้งสามคนคิดได้คือ ไล่อายาโตะออกไปซะ 555555555555555 ประทับใจในความเด็ดขาดนี้มาก ไม่ปรานีแม้แต่เจ้าของบ้าน 555555555555555

● ทั้งสามคนก็ไม่ถึงขั้นขับไล่ไสส่งอายาโตะหรอก แค่คุยกันดีๆ บอกว่าวิธีนี้ดีที่สุดแล้วสำหรับทุกคน อายาโตะเลยยอมออกไปจากปราสาทแต่โดยดี แล้วก็กลายเป็นคนไม่มีที่ไป จะกลับไปหาพี่น้องก็ไม่ได้

● ถึงจะไล่อายาโตะออกไปแล้ว ตอนท้ายสามหนุ่มมุคามิก็ยังคอยช่วยอายาโตะกับนางเอกอยู่ดี ตอนใกล้ๆ จบนางเอกโดนคนอื่นจับไปขัง ทั้งสามคนก็ไปช่วยเอาไว้เพราะคิดว่านางเอกควรจะอยู่เคียงข้างอายาโตะ เพื่อให้สภาพจิตใจของอายาโตะมั่นคง ไม่งั้นปราสาทอีเด็นที่เป็นของอายาโตะจะพังทลายไปเรื่อยๆ ตามสภาพจิตใจของเจ้าของ ตอนที่จู่ๆ สามคนนี้โผล่มาช่วยนางเอกคือกรี๊ดเยอะมาก กรี๊ซซซซซซซซซซซซซซซซซซซ

● ฮรืออออออออ นี่เราเล่นรูทอายาโตะอยู่นะ อย่ามาทำคะแนนรัวๆ สิบ้านมุคามี้ยยยยยยยยย์

● ตอนสุดท้ายก็อย่างที่บอก อายาโตะโดนไล่ต้อนจากทุกทาง พี่น้องก็รังเกียจ พ่อนางเอกที่โผล่มาจากไหนไม่รู้ก็จ้องจะฆ่า ซึ่งทางเลือกที่อายาโตะเลือกในฉากจบแบบ Vampire End กับ Brute End จะเหมือนกัน คือส่งมีดให้นางเอก แล้วขอให้นางเอกช่วยฆ่าตัวเองซะ เพราะอายาโตะเบื่อเต็มทนที่จะต้องแบกรับพลังของคาร์ลไฮนซ์ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่ต้องการแล้ว พอแล้ว ไม่เอาแล้ว ตายดีกว่า

● นางเอกบรรยายว่าตอนที่อายาโตะขอร้องให้ฆ่า อายาโตะทำหน้าทุกข์ทรมานมาก เหมือนร้องไห้อยู่ทั้งที่ไม่มีน้ำตา ดูเหงา อ้างว้าง คือจุดนั้นนอกจากนางเอกแล้วอายาโตะไม่เหลือใครเลยจริงๆ อายาโตะเลยขอให้นางเอกซึ่งเป็นมิตรคนสุดท้ายที่เหลืออยู่เป็นคนลงมือจบทุกอย่างไปซะ นางเอกทนไม่ได้ที่อายาโตะทรมานแบบนี้ก็เลยช่วยสงเคราะห์ให้

● ดูๆ ไปแล้วเหมือนกับเป็นการหนีปัญหา แต่เราว่าอายาโตะคงคิดว่าการที่ตัวเองหายไปคือวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน ในเมื่อทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าพลังนี้มันไม่ควรอยู่ในร่างอายาโตะ อายาโตะก็เลือกที่จะเป็นฝ่ายไปเอง เราคิดอย่างงั้นนะ แต่ถ้าไม่ใช่เพราะโดนบีบจนถึงที่สุดแล้วอายาโตะก็คงไม่เลือกทางนี้หรอก เด็กคนนี้รักตัวเองจะตาย ไม่ใช่คนที่จะแก้ปัญหาด้วยความตายหรอก ถ้าไม่โดนไล่ต้อนจนมุมแล้วจริงๆ คือมันเป็นทางเลือกที่คำนึงถึงตัวเองและคนอื่นด้วย ไม่ใช่เพื่อหนีปัญหาไปคนเดียว

● บอกตามตรงแล้วเราเกลียด Vampire End มาก…….. เล่นจบแล้วแทบโยนเครื่องทิ้ง ในฉากจบอันนี้หลังจากนางเอกใช้มีดแทงอายาโตะแล้ว แผ่นดินก็สั่นสะเทือนเลือนลั่นเพราะสูญเสียราชาแวมไพร์ไป ระหว่างที่ทุกคนกำลังงุนงง และคิโนะเตรียมจะยึดพลังของคาร์ลมาจากร่างอายาโตะอยู่นั้น!! จู่ๆ ก็เกิดแสงสว่าง แว้บบบบบบบบบบบ!!!!! แล้วอายาโตะก็ตื่นมาในห้องของตัวเอง พออายาโตะคุยกับนางเอกก็เลยรู้ว่าตัวเองย้อนเวลากลับมาช่วงต้นๆ เกมหลังจากได้พลังมาใหม่ๆ และกำลังเกรียนได้ที่นั่นเอง

● เท่ากับว่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่ผ่านมานั้นเป็นโมฆะจ้าาาาาา โอ้ยยยยยยย บ๊ายบายยยยยยยย สามสี่ชั่วโมงที่เล่นมานั้นเพื่ออะไรรรรรรรรรร ไม่นึกว่าจะเล่นมุกย้อนเวลา ไม่มีทางออกที่ดีกว่านี้แล้วหรือ เพื่อจะเขียนเนื้อเรื่องให้จบแฮปปี้นี่ต้องดิ้นรนกันขนาดนี้เลยหรือ

● ย้อนเวลาเสร็จแล้วอายาโตะก็ดีอกดีใจที่ตัวเองได้รับโอกาสอีกครั้ง หลังจากนั้นอายาโตะเลยกลับใจเป็นเด็กดี ตั้งอกตั้งใจร่ำเรียนวิชากับท่านอาให้สมเป็นราชาปีศาจจนแม้แต่พี่น้องบ้านซากามากิยังตกใจว่าทำไมจู่ๆ อายาโตะก็กลายเป็นคนขยันขันแข็งแบบนี้ แล้วก็จบแฮปปี้ไม่มีใครตาย ขนาดท่านอาที่ตายไปตอนต้นๆ เรื่องยังฟื้นกลับมาเลยเนี่ย ทุกอย่างโดนรีเซ็ตหมด

● ไม่ชอบฉากจบนี้เพราะรู้สึกเหมือนโดนหักหลัง อารมณ์แบบ อ้าว อ้าวววววว เล่นงี้เลยเหรอ!!?? แต่คิดในแง่ดีแล้วมันก็ไม่ใช่ว่าเรื่องทั้งหมดที่เล่นมาไร้ความหมายหรอก เพราะอายาโตะยังจำเรื่องราวเหล่านั้นได้ อายาโตะได้เผชิญสิ่งเหล่านั้นมาแล้ว ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่ทำให้อายาโตะได้เติบโต ……..แต่ก็นะ ถึงจะคิดแบบนี้อารมณ์โดนหักหลังมันก็ไม่หายไปอยู่ดี เซ็งพอๆ กับดูหนังอย่างลุ้นระทึกมาทั้งเรื่องแล้วจบตรงที่พระเอกตื่นจากฝัน อะไรประมาณนั้น

● เราไม่ได้เกลียดมุกย้อนเวลานะ ถ้าย้อนเวลาดีๆ มันก็ออกมาดีได้ แต่อันนี้บอกเลยว่ามันไม่ช่ายยยย

● อย่างไรก็ตาม ถึงเราจะไม่ปลื้ม Vampire End แต่เราชอบ Brute End นะ!

● Brute End เป็นอีกฉากจบที่อายาโตะโดนนางเอกแทงเหมือนกัน แต่อันนี้ตายจริงไม่ติงนัง ตายแล้วตายลับไม่กลับมา ไม่มีการใช้สูตรโกงย้อนเวลาใดๆ แต่ฉากจบนี้อายาโตะจะยกพลังของคาร์ลให้นางเอกก่อนตาย นางเอกที่สูญเสียอายาโตะไป (ทั้งๆ ที่ฆ่าเองกับมือ) ก็เกิดอาการเสียใจจนสติแตก ระเบิดพลังทำลายล้างทุกอย่างพินาศหมด ทุกคนตายเรียบ เหลือแค่นางเอกคนเดียว (ความเอวานเกเลี่ยนนี้คืออะไร….) นางเอกเลยใช้พลังสร้างอายาโตะตัวปลอมขึ้นมา แต่นางเอกก็รู้อยู่แก่ใจว่านี่เป็นแค่ตัวปลอม สุดท้ายนางเอกเลยสั่งให้อายาโตะตัวปลอมฆ่าตัวเองทิ้งซะ ลาก่อน

● นางเอกตายเป็นรอบที่สิบล้าน ตายบ่อยมาก ตายมาแล้วทุกภาค ภาคละหลายรอบ ตายจนคนเล่นชินไปแล้ว แต่อันนี้ตายได้น่าจดจำอยู่นะ เราชอบ หรืออาจเป็นเพราะผ่าน Vampire End มาก่อนก็ไม่รู้ พอมาเจอฉากจบนี้เลยชอบเป็นพิเศษ เทียบสองฉากแล้วอันนี้ดูดีกว่าเยอะมากกกกกกก

● ส่วน Manservant End จะจบแบบฝ่ายมนุษย์ที่นำโดยพ่อนางเอกกับฝ่ายแวมไพร์สู้กัน (นี่ก็แหวกจากฉากจบอีกสองอันเกิ๊นนนนน) ฝั่งแวมไพร์โดนฆ่ากันหมด เหลือแค่อายาโตะกับคิโนะ คิโนะเลยชวนอายาโตะมาร่วมมือกัน ฉากนี้จบที่คิโนะพูดคนเดียวว่า สุดท้ายแล้วคนที่จะชนะก็คือฉัน สรุปว่าจบแบบคิโนะรอเลื่อยขาเก้าอี้อายาโตะอยู่นั่นเอง ปกติฉากจบ Manservant End มันมักจะงงๆ หรือมาแนวครึ่งๆ กลางๆ แบบนี้อยู่แล้วอันนี้เราเลยไม่มีปัญหา

● เป็นอันว่าชอบ Brute End ซึ่งเป็นแบ๊ดเอนด์มากที่สุด แต่จะว่าไปแล้วเกมนี้ชอบทำแบ๊ดเอนด์ออกมาน่าประทับใจกว่ากู๊ดเอนด์อยู่บ่อยครั้ง จริงๆ ก็ไม่แปลกนะ 5555555555

โดยรวมแล้วก็ประมาณนี้ มีรายละเอียดที่ข้ามไปเยอะมาก แต่ตอนแรกแค่อยากมาบ่นฉากจบเฉยๆ นะ 555555555555

ตอนนี้เล่นรูทคาร์ล่าอยู่ รูทนี้ก็ดราม่าเหลือเกิน ห่างหายจากภาคหลักมานานจนลืมไปแล้วว่าเกมนี้มันหน่วง มันนัวร์ขนาดนี้ แฟนดิสก์/ดราม่าซีดีแถมต่างๆ/ทวิตเตอร์ชอบหลอกให้เราเผลอคิดว่าทุกคนติ๊งต๊องอยู่เรื่อย (โดยเฉพาะทวีตแต่ละคนนี่เหมือนทำมาเพื่อแข่งกันตลก รั่วบ้าฮากลิ้งมากกกกกกกก) แต่พอกลับมาภาคหลักจริงๆ ทุกคนก็เครียดเหมือนเดิม ฮืออออ เผลอติดภาพทุกคนตอนติ๊งต๊องมากไปสินะ TωT

ก่อนหน้านี้ลังเลจนเกือบจะไม่เล่นภาคนี้แล้วเพราะรีวิวมันแย่มากจริงๆ บวกกับเราค่อนข้างผิดหวังกับภาค Lunatic Parade ด้วย แต่หลังจากเล่นไปหนึ่งรูทครึ่งก็รู้สึกว่าดีแล้วที่ซื้อมา คิดถึงหนุ่มๆ โดยเฉพาะบ้านมุคามิ♥ ดีใจที่ได้เจอกันอีก ทุกคนน่ารักไม่เปลี่ยนเลยจริงๆ (〃ω〃)

Code:Realize ~祝福の未来~

เพิ่งขุดแฟนดิสก์เกม Code: Realize มาเล่นต่อจนจบแหละ!

**SPOILER ALERT**

 

ความจริงเล่นใกล้จบมานานแล้ว แต่ดองสองรูทสุดท้ายไว้เพราะยังไม่อยากเล่นจบ กลัวจบแล้วใจหาย TvT แต่เดี๋ยวเดือนธันวาปีนี้จะมีแฟนดิสก์ออกมาอีกแผ่น งั้นก็ขุดๆ มาเล่นให้จบก่อนดีกว่า

สองรูทที่ดองไว้คือรูทรวมของแก๊งลูแปง และรูทเดี่ยวของลูแปง ปกติเราชอบเล่นรูทที่อยากเล่นมากที่สุดก่อน แต่เกมนี้ภาคแรกบังคับให้เล่นรูทลูแปงเป็นคนสุดท้ายแล้วเรารู้สึกว่ามันเวิร์ค คราวนี้เราเลยลองเก็บลูแปงไว้เล่นทีหลังสุดแม้เกมจะไม่ได้บังคับก็ตาม

พูดถึงตัวเกมโดยรวมก่อนแล้วกัน ความที่ภาค 祝福の未来 (Shukufuku no Mirai) นี่เป็นแฟนดิสก์ เนื้อหาในรูทหนุ่มๆ แต่ละคนเลยไม่เข้มข้นเท่าภาคหลัก ออกแนวเรื่องราวสวีทหวานแหววต่อจากภาคหลักอีกที เป็นอาฟเตอร์สตอรี่มีไว้ให้ก๊าวใจเล่นๆ

แต่เพราะเหตุนี้แหละมั้ง ตัวเกมเลยใช้วิธีเพิ่มเนื้อเรื่องส่วนอื่นๆ ขึ้นมาเพื่อให้เกมมันดูมีอะไรมากกว่าแฟนดิสก์ธรรมดา คือนอกจากจะมีอาฟเตอร์สตอรี่ของนางเอกกับหนุ่มๆ ห้าคนที่จีบได้ในภาคแรกแล้ว เกมยังเพิ่มรูทคุณโฮล์มส์กับรูทฟินนิสมาให้ด้วย!!!! กรี๊ดดดดดดดดด!!!! เราชอบคุณโฮล์มส์เกมนี้มว๊ากกกกกกกกกกกกก ตอนรู้ว่าจีบได้นี่ดีใจมาก กราบออฟฟิเชียลเยอะมากที่ยังไม่ลืมคุณโฮล์มส์ของเรา ได้ขึ้นปกลิมิเต็ดด้วย ลงของแถมร้านคู่กะลูแปงด้วย ดีงาม ฮรืออออออออออออออ

เนื้อเรื่องในรูทคุณโฮล์มส์กับรูทฟินนิสจะค่อนข้างเป็นเรื่องเป็นราว มีสตอรี่จริงจัง มีตัวละครใหม่ และยาวกว่าของหนุ่มๆ ตัวละครหลักห้าคนอีก นอกจากนั้นยังมีรูทรวมของแก๊งลูแปงกับไซด์สตอรี่ของโดระจังมาให้ด้วย (อันหลังสุดนี่ก็ดีงาม แวมไพร์เดะน้อยโชตะ ซีจีเด็ดทุกรูป แผล่บๆๆ ^q^) ถึงจะเนื้อหาไม่เข้มข้นซับซ้อนซ่อนเงื่อนเท่าภาคหลัก แต่ก็เป็นแฟนดิสก์ที่มีอะไรมาให้เสพเยอะดี

โดยส่วนตัวถ้าไม่นับรูทลูแปงที่แค่ลูแปงออกมาพูดว่าโอโจ้ซามะเราก็จะเป็นลมแล้ว เราชอบรูทคุณโฮล์มส์สุดเลย ทั้งดราม่าทั้งเขิลลลลลล (〃ω〃) อีคุณโฮล์มส์เวลามีความรักโคตรรรรรรนั่ลลั๊กกกกกกกกก ตอนแรกเซ็งนิดนึงที่รูทนี้ลูแปงไม่ค่อยมีบท แต่เล่นไปเล่นมา เวลาคุณโฮล์มส์อยู่กะนางเอกก็โคตรดีอะะะะะ โฮววววววววว แม่คะหนูรักพี่เค้าาาาาาาาาาา (≧д≦)(≧д≦)(≧д≦)

แอนี่เวย์ วันนี้ไม่ได้จะมากรี๊ดคุณโฮล์มส์ (เพราะเล่นจบนานแล้ว ลืมไปเยอะ 555555555) ตั้งใจจะมากรี๊ดลูแปง ว่าแล้วก็มากรี๊ดลูแปงดีกว่า

รูทลูแปงในแฟนดิสก์นี่จะเป็นเนื้อเรื่องต่อจากตอนจบภาคหลัก คือภาคหลักจบที่แต่งงานกัน พอมาภาคนี้จะเริ่มจาก….. บนเตียง……..

โอ้โห เริ่มมาก็กัดผ้าเช็ดหน้าอิจฉานางเอกเยอะมาก กรี๊ดดดดด หร่อนเป็นใคร มีสิทธิ์อะไรมานอนเตียงเดียวกับลูแปงของชั้นยะะะะ (เป็นนางเอกไง เป็นเมียลูแปงด้วยไง)

ฉากกะหนุงกะหนิงบนเตียงยามเช้านี่เป็นช่วงไม่กี่วันต่อมาหลังจากแต่งงานกันแล้ว นางเอกบ่นๆ ว่าถ้าอยากนอนด้วยกันทำไมไม่ย้ายมานอนห้องเดียวกันแต่แรก คือแต่งงานกันแล้วก็ยังแยกห้องนอนกันอยู่ ลูแปงเลยบอกว่า จอมโจรอย่างฉันชอบย่องมาหาตอนดึกๆ ทีหลังมากกว่านะ (…อย่างงี้ก็มีด้วย เทคนิคเพิ่มความเร้าใจในชีวิตคู่เหรอ!!??)

หลังจากนั้นนางเอกก็มาครุ่นคิดตามลำพังว่า เอ๊ะ ทำไมลูแปงชอบทำให้เราใจเต้นโครมครามอยู่ฝ่ายเดียวนะ แต่ลูแปงดูไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย เวลาสวีทกันก็ดูชิลๆ เฉยๆ ไม่เคยมีทีท่าเขินอาย อยากแก้แค้นให้ลูแปงเขินหน้าแดงมั่งจัง! ฉันจะต้องขโมยหัวใจของลูแปงมาให้ได้เล้ย!! โอ๊ยยยยยย ฟีลลิ่งเด็กประถม จิบิมารุโกะจังสุดดดดด แต่นางเอกเกมนี้มีความเด็กน้อยอยู่แล้ว จะว่ารับได้ก็รับได้ ตลกดี 555555555

ด้วยความที่นางเอกเป็นคนซื่อๆ ก็เลยเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาเพื่อนๆ ตามตรง พอไปปรึกษาคุณหมอฟราน ฟรานก็เอาไปปรึกษาเฮียแวนเฮลซิ่งกับโดระจังต่อ ไปๆ มาๆ ก็ได้ข้อสรุปว่า ต้องทำให้ลูแปงกับนางเอกตกอยู่ในสถานการณ์คับขันเพื่อให้รักกันมากขึ้น!!

ว่าแล้วคืนนั้นเฮียแวนก็พาหมอฟรานใส่หน้ากากแต่งตัวเป็นคนร้ายบุกมาทำร้ายลูแปงที่คฤหาสน์โดยมีโดระจังตามมาแอบดูด้วย แต่สู้กันไปแป๊บเดียวลูแปงก็จับได้ทันทีว่าเป็นเฮียแวนกับหมอฟราน (แหงสิ เฮียพูดคำเดียวก็โคตรรรรสุวาเบะซังแล้ว ใครได้ยินก็จับได้หมดแหละ ……ยกเว้นนางเอกนะ)

ชอบตอนลูแปงแซวเฮียแวนก่อนถอดหน้ากากว่าวันนี้ช็อตกันคู่ใจไปไหนล่ะ เฮียเลยตกใจว่า อ้าว!! ความแตกแล้วเรอะ!! แต่พอแผนแตกแล้วเฮียก็ยังกระหยิ่มยิ้มย่อง ภูมิใจว่าแผนของตัวเองทำให้สามีภรรยาเค้ารักกันมากขึ้น สุดท้ายเลยโดนลูแปงเทศนาชุดใหญ่ ตล๊กกกกก รูทนี้เฮียแวนน่ารักมากกกกกกกกกกก (แต่เฮียในรูทตัวเองโคตรงี่เง่า เล่นแล้วโมโห 555555555555)

สรุปว่าแผนการของเฮียแวน หมอฟราน และโดระจังก็ไม่สำเร็จ นางเอกเลยไปบ่นๆ ให้อิมเปย์กับแซงต์ฟังต่อ สองคนนี้เลยคิดแผนชวนนางเอกไปเดทเพื่อให้ลูแปงหึงขึ้นมา พอได้แผนแล้วนางเอกก็กลับเข้าบ้านไปหยิบกระเป๋า ทำท่าจะออกไปข้างนอก ลูแปงเห็นแล้วก็ยิ้มร่าบอกว่าจะออกไปข้างนอกเหรอ ไปด้วย แต่โดนนางเอกปฏิเสธแล้วบอกว่าจะไปเดท! ลูแปงเลยช็อกมาก แต่ก็สะกดรอยตามมาตามแผนของนางเอก

นางเอกมาเดทกับอิมเปย์กับแซงต์ข้างนอกทั้งๆ ที่ยังไม่แน่ใจว่าแผนนี้มันจะได้ผลจริงๆ เหรอ จะทำให้ลูแปงหึงได้จริงๆ เหรอ …ตัดภาพมาทางลูแปงที่แอบดูอยู่ห่างๆ โอ้ยยย หึงหน้ามืด หัวร้อนไปหมด เห็นอิมเปย์แตะไหล่นางเอกก็บ่น เห็นแซงต์คุยกับนางเอกแล้วหน้าใกล้เกินก็บ่น น่ารักกกกกกกกกกกกกกก (≧ω≦)(≧ω≦)

อิมเปย์กับแซงต์บอกว่าแผนเดทนี่ทำไปเพื่อช่วยนางเอก แต่เราว่าสองคนนี้คงสนุกกับการแกล้งลูแปงมากกว่า ไม่ได้อยากช่วยนางเอกอะไรขนาดนั้นหรอก 5555555555

ฉากเดทน่ารักตรงที่คอยตัดภาพให้เห็นปฏิกิริยาลูแปงตลอด ชอบตอนที่ลูแปงเห็นนางเอกไปนั่งหัวเราะคิกคักกับอีกสองหนุ่มในคาเฟ่ สองหนุ่มก็สุดจะรู้งาน ทำตัวอี๋อ๋อกับนางเอกเป็นพิเศษ ยกตัวอย่างเช่น แซงต์เห็นครีมเลอะแก้มนางเอกก็ช่วยปาดออกให้ ร้ายกาจมาก 555555555 ลูแปงเลยได้แต่นั่งกอดหมาจ๋อยๆ หงอยๆ คอยพูดตัดพ้อต่อว่าให้หมาฟัง พอเห็นภาพทิ่มแทงตาก็เผลอโมโหจนหมาร้องเอ๋งขึ้นมา


สักพักนางเอกก็บอกว่าคราวหน้าอยากมาคาเฟ่นี้กับลูแปงจังเลย ถ้ามากับลูแปงต้องสนุกมาก ฉันรักลูแปงจังเลย ชมลูแปงสารพัดสารพัน อวดสามีให้สองหนุ่มฟังเป็นวรรคเป็นเวร คราวนี้ลูแปงที่แอบฟังอยู่เลยเขิลลลลลลลลจนต้องซุกหน้ากับหมา โอ๊ยยยยย พ่อคุ๊ณณณณณณณณ น่ารักไปไหน๊ ฮรือออออออออออออออ

สุดท้ายพอได้ยินนางเอกบอกว่าอยากแก้แค้นให้ลูแปงใจเต้นกับตัวเอง อยากขโมยหัวใจลูแปง! ลูแปงเลยทนฟังเฉยๆ ไม่ได้ อยากโผล่ไปหาเดี๋ยวนี้ ว่าแล้วก็โผล่ไปทักนางเอก อีกสองหนุ่มผู้สุดแสนรู้งานเลยปล่อยให้ลูแปงกับนางเอกไปเดินเล่นกันต่อสองต่อสอง (อยากให้เฮียแวนมาเรียนรู้จากสองคนนี้มั่ง ไม่ใช่จู่ๆ ก็ไปบุกทำร้ายเค้าแบบเด๋อๆ แถมความแตกทันทีทันใดอีก)

ลูแปงกับนางเอกเดินเล่นด้วยกันจนเย็น แล้วลูแปงก็ช่วยแก้ความเข้าใจผิดให้นางเอกว่าที่เธอเห็นฉันท่าทางเฉยๆ เวลาอยู่ด้วยกันเป็นเพราะฉันพยายามเก๊กนะ ที่จริงฉันใจเต้นตึกตักตลอดนั่นแหละ

หว่ายยยยย หมดกันมาดสุภาพบุรุษจอมโจร กลายเป็นหนุ่มน้อยคิวท์ๆ เขินผู้หญิงจนหน้าแดง งุ้ยยยยยยยยยย สุดคิวททททททททททท์ (////ー////)

และลูแปงก็ได้กล่าวว่า เธอจะขโมยหัวใจของฉันได้ยังไง ในเมื่อหัวใจของฉันเป็นของเธอไปตั้งนานแล้ว โอ้ย จย้าาาาาาาา

นอกเรื่อง ก่อนหน้านี้ไปโฆษณาใส่เพื่อนเยอะมากว่าเกมนี้บทดี เนื้อเรื่องดี เพลงเพราะ ภาพสวย ผู้ชายอร่อย แต่เพื่อนบอกว่าบทพูดลูแปงมันเชยๆ เลี่ยนๆ ยังไงไม่รู้ ตอนนั้นเราปกป้องลูแปงเยอะมาก แต่เจอประโยคขโมยหัวใจเข้าไปนี่ไม่รู้จะช่วยแก้ตัวให้ยังไงเหมือนกัน สงสัยคราวหน้าต้องใช้คุณโฮล์มส์เป็นจุดขายแทน…….

หลังจากปรับความเข้าใจได้แล้วก็ยังมีเนื้อเรื่องต่ออีกหน่อย คราวนี้คนละฟีลกับครึ่งแรก เปลี่ยนมาเป็นดราม่าเรื่องพ่อนางเอกแทน เนื้อเรื่องตรงนี้จะเชื่อมต่อมาจากภาคหลักอีกที คือนางเอกฝันเห็นพ่อแล้วไม่แน่ใจว่าสรุปพ่อที่ตายไปแล้วเนี่ยรักลูก รักครอบครัวจริงๆ รึเปล่า ลูแปงเลยอาสาช่วยไปติดต่อควีนวิคตอเรีย ขอเข้าห้องสมุดในวังที่เก็บบันทึกของพ่อนางเอกเอาไว้ นางเอกเลยได้เข้าไปอ่านบันทึกและเจอส่วนที่พ่อเขียนถึงครอบครัวเอาไว้เยอะแยะมากมาย จึงได้รู้ว่าพ่อรักครอบครัวและลูกจริงๆ นะ จบ

เนี่ย จบแล้ว รูทลูแปงในแฟนดิสก์มีแค่นี้แหละ สั้นมากกกกกกกก เล่นแป๊บๆ ประมาณสองชั่วโมงกว่าก็จบแล้ว รูทอีกสี่หนุ่มตัวละครหลักก็สั้นประมาณนี้ ส่วนรูทคุณโฮล์มส์กับฟินนิสจะยาวหน่อย แต่รู้สึกว่าคิดถูกแล้วที่เก็บลูแปงไว้หลังสุด เพราะตอนจบของรูทนี้จะพูดถึงแต่ละคนสั้นๆ ด้วย เราว่าเป็นรูทที่จบสวยสุดละ

ถึงรูทแต่ละคนจะสั้นนิดเดียว แต่เราชอบแฟนดิสก์แผ่นนี้มากเลย (≧д≦)(≧д≦) ทุกคนน่ารักมากกกกกกกกกกก จากที่ภาคหลักมัวแต่ดราม่าจนไม่มีเวลาหวาน ภาคนี้หวานหยดย้อยกันทุกคน ….ยกเว้นเฮียแวน 55555555555 คือเฮียแวนก็หวานฉ่ำน้ำตาลพุ่งปรี๊ดแหละ แต่เฮียแอบงี่เง่าอะะะะะ ไม่คิดว่าจะเป็นคนซื่อบื้อเรื่องความรักขนาดนี้ แต่ถามว่าชอบเฮียมั้ย ตอบเลยว่า ชอบ!!!

ก็เฮียแวนเค้าหล่อขนาดนี้ ไม่ชอบได้ไงอ้ะะะะะะะะะะะะ

อันนี้เป็นซีจีจากรูทรวมแก๊งลูแปง เป็นตอนที่ทุกคนใส่ชุดมาเฟียไปร่วมงานปาร์ตี้กับเหล่ามาเฟีย (มาเฟียสตีมพังค์เค้าใส่ชุดเท่กันดีจัง!!!) แม้เรื่องนี้เราจะชอบลูแปงเป็นอันดับหนึ่งอย่างไม่มีวันสั่นคลอน (โอเค ยอมรับว่าบางทีคุณโฮล์มส์ก็แอบมาเลื่อยขาเก้าอี้เบาๆ) แต่ชุดมาเฟียนี่เฮียแวนใส่ขึ้นสุดเลย กรีดร้องหนักมากกกกกกกก♥♥

ไหนๆ ก็ไหนๆ ขอกรี๊ดอีกคน โดระจัง!! ชอบไซด์สตอรี่ของโดระจังมาก น่าร๊ากกกกกกก ตอนสุดท้ายมีโดระจังตอนโตให้ดูด้วย กลายเป็นหนุ่มผมทองสุดแซ่บไปอีกคน

อย่างไรก็ตาม…….

ป้าชอบตอนเด็กมากกว่านะลูก ไม่ต้องโตก็ได้นะ (^q^)

สุดท้าย ตอนนี้ลุ้นอยู่ว่าแฟนดิสก์อีกแผ่นที่จะออกช่วงคริสต์มาสมีอาฟเตอร์สตอรี่ของคุณโฮล์มส์มั้ย มีของฟินนิสก็ต้องมีของคุณโฮล์มส์ด้วยสิใช่มั้ย!! ใช่มั้ยยยยยย!!! ขอของแถมร้านแบบลูแปงคู่คุณโฮล์มส์อีกจะเป็นพระคุณ กราบบบบบบบ

FINAL FANTASY BRASS de BRAVO 2017 @ORIX THEATER

ไปดูคอนเสิร์ต BRA★BRA FINAL FANTASY BRASS de BRAVO 2017 มาแหละ!

เล่นไฟนอลแฟนตาซีมาตั้งแต่สมัยประถม เพิ่งจะมีโอกาสมาคอนเสิร์ตไฟนอลแฟนตาซีแบบออฟฟิเชียลเป็นครั้งแรกในชีวิตก็วันนี้ ตื่นเต้นมากกกกกกก ( * v * )

คอนเสิร์ตนี้เป็นคอนเสิร์ตที่เน้นเครื่องเป่าเป็นหลัก มีเพอร์คัสชั่น มีเปียโน ไม่มีคอรัส ซึ่งทำให้เพลงต่างๆ ที่เอามาเล่นนี่ต้องอะเรนจ์ใหม่กันยกใหญ่ ถือว่าแปลกใหม่สำหรับเราที่ไม่เคยฟังเพลงไฟนอลแบบอะเรนจ์ใหม่เหล่านี้เลย ทั้งๆ ที่เค้าจัดมาสามปีและออกอัลบั้มมาหลายรอบแล้ว ฮืออออออ นี่เราไปอยู่ไหนมาาาา

คอนเริ่มเล่นตอนบ่ายสอง ตอนก่อนเริ่มลุงโนบุโอะก็ออกมาทักทายคนดูกันก่อน ตอนลุงเดินออกมานี่เราแบบ โฮ้ววววววว ลุงงงงงงงง ปลาบปลื้มตื่นเต้นดีใจที่ได้เจอลุงโนบุโอะ (;___;) แต่พอลุงเริ่มพูด เราก็ออกจากโหมดปลาบปลื้มปีติอย่างรวดเร็วเพราะลุงตลกมาก 555555555555

ลุงมาถึงก็ถามว่าไหนใครเคยดูมาคอนเสิร์ตนี้แล้วยกมือซิ /ยกมือกันค่อนฮอลล์
ไหนใครยังไม่เคยมาดู ยกมือซิ /ยกกันอีกค่อนฮอลล์ บางคนที่ยกแล้วเมื่อกี้ก็ยกอีก……

แล้วลุงก็บอกว่า ใครเคยมาดูแล้วคงรู้สินะว่าคอนเสิร์ตนี้ไม่ปล่อยให้นั่งดูอย่างสงบเรียบร้อยหรอกนะ! เรามีกิจกรรมให้ทำด้วย! ลุงพูดเสร็จก็มีเสียงตะโกนบราโว่ๆๆๆๆดังมาจากที่นั่งชั่นล่าง (เราอยู่ชั้นสอง) แล้วลุงก็เดินไปแจกอะไรสักอย่างให้คนที่ตะโกนเสียงดังๆ …จนบัดนี้ยังไม่รู้เลยว่าลุงเดินแจกอะไร รู้แต่คอนเสิร์ตยังไม่เริ่มทุกคนก็คึกคักกันมาก 5555555555

ลุงมาทักทายเสร็จแล้วก็หลบเข้าไปหลังเวที แล้วนักดนตรีกับคอนดักเตอร์ถึงจะออกมา งานนี้ลุงไม่ได้คอนดักท์เองนะ ลุงมาเมาท์มอยอย่างเดียว 5555555555

เซ็ตลิสท์ในวันนี้เหมือนๆ กะรอบอื่น ต่างกันแค่เพลงอังกอร์เพลงเดียว

ครึ่งแรก
FINAL FANTASY V Main Theme【FINAL FANTASY V】
Tina’s Theme【FINAL FANTASY VI】
Ami【FINAL FANTASY VIII】
Moogles’ Theme【FINAL FANTASY V】
FINAL FANTASY Main Theme【FINAL FANTASY】
A Place to Call Home (The Place I’ll Return to Someday)【FINAL FANTASY IX】
Crazy Motorcycle【FINAL FANTASY VII】
The Rebel Army【FINAL FANTASY II】

ครึ่งหลัง
Force Your Way【FINAL FANTASY VIII】
Mount Gulug【FINAL FANTASY IX】
Dear Friends【FINAL FANTASY V】
Elia, the Maiden of Water【FINAL FANTASY III】
Vamo’alla Flamenco【FINAL FANTASY IX】
Aerith’s Theme【FINAL FANTASY VII】
One-Winged Angel【FINAL FANTASY VII】

อังกอร์
Seymour Battle【FINAL FANTASY X】
Mambo De Chocobo【FINAL FANTASY V】

ด้วยความที่เล่นไฟนอลตั้งแต่ภาค 7 เป็นต้นมา ในเซ็ตลิสท์เลยมีเพลงของภาคที่ไม่ได้เล่นอยู่หลายเพลง คือส่วนใหญ่ก็เคยฟังมาหมดแล้วแหละ แต่ค้นพบว่าพอเป็นเพลงของภาคที่เราเล่นอย่างจริงจังแล้วจะอินกว่าเยอะมากกกกกกกกกกกก

เพราะฉะนั้น จะพูดถึงแค่เพลงที่ประทับใจละกัน…….

เพลงที่ประทับใจที่สุดคือ One-Winged Angel อันนี้แน่นอนเลย ของตาย ที่สุดแห่งเพลงที่ชอบ อันดับหนึ่งในดวงใจ เพลงประจำตัวของตัวละครที่ชอบที่สุดในซีรีส์ไฟนอลแฟนตาซีทั้งหมด (แม้จะชอบอวยแซ็คและด่าเซฟิรอธก็ตาม จริงๆ เราทีมเซฟี่นะ) แต่เวอร์ชั่นนี้แปลกหูหน่อยเพราะไม่มีคอรัส พอขาดคอรัสแล้วรู้สึกความอลังการลดน้อยลงนิดหน่อย ดูน่ารักมากขึ้นอย่างบอกไม่ถูก เป็นเซฟิรอธที่งุงิมากขึ้น แต่ฟังไปเรื่อยๆ ก็จะหลอนๆ เหมือนได้ยินเสียงคอรัสอยู่ในสมองเองโดยอัตโนมัติ….

เพลงนี้มาติดกับเพลง Aerith’s Theme ซึ่งเป็นเพลงที่เราชอบมากอีกเช่นกัน เวอร์ชั่นนี้ก็ดีงามมมม เสียงฟลุ๊ตคือดีมากกกก โฮววววววว เพลงโฮลี่มาก ชอบมาก TvT เสียดายพอจบเพลงนี้แล้วขึ้นเพลงเซฟิรอธต่อเลย ไม่มีจังหวะให้ตบมือแรงๆ แสดงความประทับใจ แต่ชอบการที่เอาสองเพลงนี้มาอยู่ติดกันเป็นเพลงปิดท้ายนะ

ตอนก่อนเล่นเพลง Aerith’s Theme พิธีกรสาวบอกก่อนว่าต่อไปจะเป็นสองเพลงนี้นะ พอพิธีกรพูดว่า 片翼の天使 ผู้ชมก็ส่งเสียงฮือฮากันดังมากราวกับทุกคนมาเพื่อฟังเพลงนี้ พิธีกรเลยชวนลุงโนบุโอะคุยว่าเพลงนี้เนี่ยฮิตจริงๆ นะคะ ลุงก็บอกว่าใช่ ฮิตมาก เวลาไปเล่นที่เมืองนอกเมืองนาผู้ชมก็ชอบกันมากเลย เพราะงั้นเพลงนี้เลยอยู่ในอัลบั้มรวมเพลงของ FF แทบจะทุกแผ่น แต่ไม่ได้ใส่เพลงนี้เอาไว้ในอัลบั้ม BRASS de BRAVO หรอกนะ พูดจบแล้วลุงก็หัวเราะแบบสะใจมาก……. พิธีกรสาวบอกว่า แต่ก็ถือเป็นเรื่องดีนะคะที่มีเพลงที่จะได้ฟังในคอนเสิร์ตอย่างเดียวเท่านั้นด้วย ลุงเลยบอกว่า ถ้าวันนึงใส่เพลงนี้เอาไว้ในอัลบั้ม BRASS de BRAVO ก็คิดซะว่าลุงหมดมุกแล้วละกันนะ

อีกเพลงที่ของตายรองลงมาจาก One-Winged Angel คือ FINAL FANTASY Main Theme ซึ่งเพราะมากกกกกกกกกกก ฮือออออออออออออออออ เพลงนี้เป็นเพลงที่ปกติแค่ขึ้นโน้ตห้าตัวแรกมาก็แทบน้ำตาซึมแล้ว (เวอร์!) คือเมื่อก่อนมันเป็นเพลงที่จะได้ฟังเวลาเล่นเกมจบไง กว่าจะเล่นจบแต่ละภาคก็เลือดตาแทบกระเด็น (เป็นเด็กเล่นเกมกากๆ ไหนจะต้องแย่งเครื่องเพลย์กับพี่อีก) เพลงนี้เลยเป็นอีกเพลงที่สุดจะซึ้งตรึงใจมาตั้งแต่วัยประถม ว่าแล้วก็อยากฟังเวอร์ชั่น Distant Worlds บ้างจัง (´・ω・`)

FF Main Theme เวอร์ชั่นคอนเสิร์ตนี้ให้ผู้ชมพกรีคอร์เดอร์ไปนั่งเป่าอยู่กับที่นั่งตัวเองได้ด้วย ตอนก่อนเริ่มลุงโนบุโอะกับพิธีกรถือรีคอร์เดอร์ออกมาคนละอัน แล้วลุงก็หันมาถามคนดูว่าใครพกรีคอร์เดอร์มาด้วยยกมือขึ้น! มีคนยกมือกันอยู่นิดหน่อย แต่แค่นั้นลุงก็ปลื้มใจมากแล้ว ลุงบอกว่าครั้งแรกที่จัดกิจกรรมแบบนี้มีลุงเป่ารีคอร์เดอร์อยู่คนเดียว พอเห็นแบบนี้ค่อยดีใจหน่อย โธ่ลุงคะ 555555555555

และเพลงสุดซาบซึ้งอีกเพลงที่ประทับใจมากคือ いつか帰るところ หรือ A Place to Call Home (ทำไมเราเพิ่งรู้ว่าชื่อภาษาอังกฤษออฟฟิเชียลคือชื่อนี้ เข้าใจว่าชื่อออฟฟิเชียลคือ The Place I’ll Return to Someday มาตลอดชีวิต………) เพลงนี้ไม่ได้บรรเลงกันแบบเต็มวงแต่เหลือกันอยู่ไม่กี่คน ใช้เครื่องดนตรีแค่ไม่กี่ชิ้น ฟังแล้วรู้สึกว่า อาาาาา อาาาาาา เราชอบภาค 9 มากที่สุดจริงๆ นั่นแหละ TvT ฟังแล้วภาพไตเติลภาค 9 ลอยขึ้นมาในหัวเป็นฉากๆ คิดถึงมากกกกกกกกก ฮืออออออออ อยากเล่นจัง

ตอนแรกคิดว่าถ้ามีจอฉายภาพจากในเกมอยู่ด้านหลังนักดนตรีด้วยคงชวนให้อินมากขึ้น แต่พอเจอเพลงที่ชอบระดับท็อปๆ ของตัวเองก็พบว่าจอเจออะไรไม่จำเป็นเลย เดี๋ยวภาพมันลอยมาในหัวเอง

ตอนจบเพลง いつか帰るところ นี่ลุงโนบุโอะคอมเมนต์ว่า พอคนเก่งๆ เล่นรีคอร์เดอร์แล้วเสียงออกมาคนละเรื่องกับที่ลุงเป่าเลยแฮะ 555555555555

เพลง Vamo’alla Flamenco จากภาค 9 ก็เป็นอีกเพลงที่ชอบ เพลงนี้ก็ใช้เครื่องดนตรีไม่กี่ชิ้นเหมือนกัน เพอร์คัสชั่นเด่นมาก มีบอดี้เพอร์คัสชั่นด้วย! ตลกที่เพลงนี้นักดนตรีจะเหน็บกุหลาบเอาไว้ที่เสื้อ แล้วเล่นๆ ไปสักพักก็หยิบกุหลาบขึ้นมาคาบ คนดูขำก๊ากทั้งฮอลล์ 555555555555 จบเพลงนี้ลุงโนบุโอะกับพิธีกรก็คุยกันว่าบอดี้เพอร์คัสชั่นเนี่ยดูเหมือนจะง่ายแต่ไม่ง่ายเลยเนอะ แบบดูๆ แล้วอาจจะเผลอคิดไปว่า เอ๊ะ ง่ายจัง เราก็น่าจะทำได้ แต่พอลองทำจริงๆ แล้วพบว่ายากเกินคาด

พูดถึงบอดี้เพอร์คัสชั่น ในเพลง Moogles’ Theme ก็มีการชวนคนดูมาตบไม้ตบมือให้เข้ากับจังหวะเพลงด้วย ตอนก่อนเริ่มเพลงจะมีผู้ชายคนนึงแต่งตัวสไตล์เม็กซิกัน+ใส่หน้ากากเดินออกมาสอนแพทเทิร์นตบมือสามแบบ แต่ละแบบจะแอดวานซ์ขึ้นเรื่อยๆ นี่สินะที่ลุงโนบุโอะบอกว่าจะไม่ปล่อยให้นั่งเฉยๆ…….. แต่มีกิจกรรมอะไรแบบนี้ก็น่ารักดี ชอบ สนุก ( ̄∇ ̄)

เพลงเพอร์คัสชั่นเด่นมีอีกเพลงคือ Crazy Motorcycle เพลงนี้เป็นเพลงมินิเกมเลยไม่ได้ซาบซึ้งตรึงใจมาตั้งแต่วัยเยาว์เหมือนเพลงอื่นๆ แต่ก็เป็นเพลงของภาคที่ชอบ ฟังแล้วเห็นภาพคลาวด์ขี่มอเตอร์ไซค์อยู่เลือนราง เวอร์ชั่นนี้ชอบเพอร์คัสชั่นช่วงกลางๆ เพลงมากกกกกกก คือเราก็ไม่รู้ว่าเครื่องดนตรีอันไหนเรียกว่าอะไร……  OTL แต่มันมีอันนึงที่เสียงใสๆ กุ๊งกิ๊งมาก ช้อบชอบบบบบบ

เพลงที่ฟังแล้วอินมากอีกเพลงนึงคือ Ami จากภาค 8 ฮื่ออออออออออ สควอลลลลลลลลลลลลลลล์ จริงๆ แล้วภาคนี้เราค่อนข้างเฉยกะเนื้อเรื่องนะ (แต่ชอบปู้จาย ไซเฟอร์งี้ ป๊ะป๋าลากูน่างี้ แผล่บ) พอมาฟังเพลงนี้แล้วไม่ได้รู้สึก nostalgic เท่ากับ いつか帰るところ หรือ FF Main Theme แต่ก็คิดถึงบรรยากาศหลายๆ อย่างในเรื่อง คิดถึงฉากบาลัมบ์การ์เด้น คือโลกของภาคนี้เป็นโลกที่เราชอบเซตติ้งที่สุดแล้ว มีโรงเรียนสนุกๆ มีผู้ชายหล่อๆ เยอะแยะ ดูน่าเข้าไปอยู่อาศัยดี (สุดท้ายเหตุผลก็แค่นี้) 

ไปๆ มาๆ พูดถึงแต่เพลงของภาคที่เคยเล่น 55555555555 แต่ช่วยไม่ได้ พอรู้เนื้อเรื่องแล้วมันอินกว่าจริงๆ นี่นา (TωT)

ถ้าเป็นเพลงของภาคที่ไม่ได้เล่น ชอบ Dear Friends สุดแล้วมั้ง เพลงนี้อะเรนจ์ออกมาแจ๊สมากกกกกกกก ฟังแล้วอยากโยกหัวตาม เป็นเพลงที่สนุกมากๆๆๆ จบเพลงนี้แล้วลุงโนบุโอะบอกว่าถ้าเกิดตอนเด็กๆ ได้ฟังเพลงแจ๊สแบบนี้ ชีวิตอาจจะเปลี่ยนไปเลยก็ได้นะ คือสมัยเด็กลุงไม่เจอเพลงแจ๊สแบบนี้ เจอแต่เพลงร็อค………

ลุงพูดถึงเพลง Elia, the Maiden of Water ด้วยว่าลุงแต่งเพลงนี้ตอนอายุสามสิบพอดี พอมาฟังตอนอายุเท่านี้แล้วก็รู้สึกว่า โอ้ สมัยนั้นตัวเองไม่มีความโลภเลยแฮะ (ลุงใช้คำว่า 欲がない) คือเพราะแต่งเพลงนี้ตอนอายุสามสิบเพลงเลยออกมาเรียบๆ สวยๆ แบบนี้ ถ้าให้แต่งตอนนี้ลุงจะรู้สึกว่า ต้องทำให้คนฟังประทับใจยิ่งกว่านี้! เล่นใหญ่ยิ่งกว่านี้อีก! คงไม่สามารถแต่งเพลงเรียบๆ แบบนี้ได้อีกแล้ว

ช่วงอังกอร์มีสองเพลง เพลงแรกแต่ละรอบจะไม่เหมือนกันมั้งนะ รอบนี้เป็นเพลงซีมัวร์ ซึ่งซีมัวร์เป็นตัวละครที่เราเกลียดมาก (จะว่าไปแล้วก็สงสัยว่ามีใครชอบมั้ยนะ……) ตอนเพลงขึ้นมาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นเพลงซีมัวร์ 55555555555 ต้องฟังไปสักพักถึงจะ อ้อ นี่มันเพลงซีมัวร์นี่นา ดีใจที่มีเพลงภาค 10 ด้วย ถึงจะยี้ซีมัวร์เราก็ไม่ได้เกลียดเพลงนี้นะ! เพลงนี้คนดูก็ร่วมตบมือไปด้วยอย่างสนุกสนานเฮฮาอีกแล้ว

แต่เพลงที่สนุกสุดคือเพลงสุดท้าย Mambo De Chocobo เพลงนี้ให้คนดูที่พกเครื่องดนตรีไปด้วยหิ้วเครื่องดนตรีขึ้นไปเล่นบนเวทีได้ งานนี้มีคนหิ้วเครื่องดนตรีมากันหลากหลายมาก กีตาร์ก็มี ไวโอลินก็มา แต่ส่วนใหญ่จะเป็นพวกเครื่องเคาะง่ายๆ แบบมาราคัสอะไรทำนองนั้น

ช่วงนี้อนุญาตให้ถ่ายรูปได้ด้วยนะ มีคนไปชูสองนิ้วหน้าเวทีให้ลุงโนบุโอะเป็นฉากหลังกันหลายคนเลย ระหว่างนั้นลุงกับพิธีกรก็คุยกันไปเรื่อยๆ แต่เหมือนจะไม่มีใครฟัง จนลุงต้องถามว่า นี่ฟังกันอยู่รึเปล่าเนี่ย…. โธ่ลุง อยากบอกว่าหนูไม่ได้ฟังเลยค่ะ มัวแต่สนใจคนดู 555555555

อันนี้รูปบีฟอร์ ก่อนให้คนดูขึ้นไป นักดนตรีบางคนแอบเปลี่ยนเสื้อมาเป็นเสื้อยืดของคอนเสิร์ต มีสายรุ้งพาดคอกันทุกคนเลยด้วย festive ไปอี๊กกกกกก

ส่วนนี่คืออาฟเตอร์ หลังจากเชิญคนดูขึ้นเวที

ล้นเวทีจนบางคนต้องมายืนข้างๆ…….. ประทับใจในความกระตือรือร้นอยากร่วมงานของทุกคน บางคนไม่มีเครื่องดนตรีแต่อยากมีส่วนร่วมก็ขึ้นไปยืนตบมือเฉยๆ เป็นที่สนุกสนานกันไป

ส่วนพี่ตากล้องที่ยืนอยู่ในรูปเป็นตากล้องออฟฟิเชียล พอบนเวทีจัดที่ยืนกันเรียบร้อยแล้วก็ถ่ายรูปหมู่กันหนึ่งรูปก่อนจะเล่นเพลงสุดท้าย พี่ตากล้องถ่ายรัวหลายรูปมาก ถ่ายนานมากจนลุงโนบุโอะดุว่า รีบๆ ถ่ายได้แล้ว! ด้วยสำเนียงคันไซ 555555555555 งานนี้ขำลุงเยอะมาก จากที่เคยมองอุเอมัตสึ โนบุโอะเป็นนักประพันธ์เพลงผู้ยิ่งใหญ่ บัดนี้ลุงได้กลายมาเป็นคุณลุงอารมณ์ดีขี้เล่นที่ชอบยิงมุกให้พิธีกรลำบากใจไปแล้ว

นอกจากเรื่องเพลงแล้วลุงยังเมาท์มอยอีกเยอะแยะมากมายมหาศาล คือมันมีคอร์เนอร์นึงที่ลุงกับพิธีกรจะอ่านแบบสอบถามที่ให้คนดูเขียนก่อนงานเริ่มว่า คิดว่าตัวเองตอนอายุสามสิบเป็นยังไง? เป็นคำถามที่ตั้งมาเพื่อให้เข้ากับการครบรอบสามสิบปีไฟนอลแฟนตาซี

จำไม่ได้แล้วว่าข้อความที่โดนหยิบมาอ่านมีอะไรบ้าง แต่จำได้แม่นมากว่านามปากกาของคนแรกที่โดนอ่านคือ ไดน์สเลฟ……… ไม่รู้เจ้าของนามปากกาเพิ่งดูกันดั้มมาหรือยังไง หรือเอาชื่อนี้มาจากเรื่องอื่น หรือเราฟังผิดไปเองเพราะกันดั้มขึ้นสมองกันแน่นะ

คุ้นๆ ว่ามีคนนึงเขียนไปบ่นๆ ประมาณว่าไม่มีความสุขกับการทำงาน (ทำไมคนเราถึงจะมาปรับทุกข์กันในคอนเสิร์ตเหรออออ???) ลุงโนบุโอะเลยบอกว่าลุงเข้าใจนะ เป็นเรื่องปกติแหละ ไม่มีใครที่พอใจกับงานของตัวเอง 100% หรอก แม้แต่ลุงยังเคยคิดเลยว่าตัวเองเหมาะกับงานนี้จริงๆ รึเปล่าน้า เพราะฉะนั้นก็ขอให้ทุกคนพยายามทำงานกันต่อไป! อะไรประมาณนี้ คือทำไมกลายมาเป็นคอร์เนอร์ให้คำปรึกษาปัญหาชีวิตไปได้ไม่รู้ 555555555

แล้วไปๆ มาๆ โยงมาเรื่อง モテ期 ได้ไงจำไม่ได้ละ โยงมาจากเนื้อหาของข้อความสักอันนึงเนี่ยแหละ ลุงถามพิธีกรสาวว่าช่วงไหนของชีวิตที่รู้สึกว่าตัวเองป๊อปที่สุด พิธีกรตอบว่าสมัยม.ปลายได้ช็อกโกแลตจากรุ่นพี่ผู้หญิงเพียบเลยทั้งๆ ที่อยู่โรงเรียนสห ตอบเสร็จก็ถามลุงบ้าง ลุงเลยบอกว่า ช่วงป๊อปของลุงอยู่หลังจากนี้ไปต่างหาก! เนี่ย ดู๊ดู ตลกอีกละลุงคะะะะะ

นอกจากนั้นลุงก็เล่าว่าได้ไปเที่ยวศาลเจ้าซามุฮาระมา ในที่นี้มีใครรู้จักบ้างมั้ย ……ไม่มีใครยกมือเลย ลุงเลยบอกว่ามันเป็นศาลเจ้าที่แม้แต่คนโอซาก้ายังไม่รู้จักเลย แต่ลุงประทับใจมากเพราะชื่อเขียนด้วยคันจิที่ไม่มีในภาษาญี่ปุ่น เวลาพิมพ์ในคอมจะกดเปลี่ยนเป็นคันจิไม่ได้ พูดไปพูดมาลุงก็บอกว่า ถ้าจะเล่าเรื่องศาลเจ้าคงต้องใช้เวลาอีกยี่สิบนาที พิธีกรเลยพูดขึ้นมาว่า งั้นเราไปฟังเพลงต่อไปกันเถอะค่ะ!! คือพิธีกรนี่รับมือลุงได้เก่งมาก ประทับใจ

ที่ตลกคือลุงโนบุโอะดูชอบศาลเจ้านี่มากจริงๆ ตอนที่ถ่ายรูปหมู่ก่อนเริ่มเพลงสุดท้ายพิธีกรบอกว่าถ้าแอดลุงโนบุโอะเป็นเฟรนด์ในไลน์แล้วพิมพ์พาสเวิร์ดลงไปจะได้เมสเสจตอบกลับมาเป็นรูปนี้ ลุงเลยบอกว่า งั้นใช้คำว่า ศาลเจ้าซามุฮาระ เป็นพาสเวิร์ดก็แล้วกัน

และที่ตลกกว่าคือหลังจากคอนเสิร์ตจบแล้วมีคนไปศาลเจ้านี้กันเพียบเลย 5555555555555 (รู้เพราะเอาชื่อศาลเจ้าไปเสิร์ชในทวิตเตอร์มา ก๊าก)

ทอปิคเมาท์มอยของลุงโนบุโอะกับพิธีกรนี่หลากหลายเหลือเกิน จำได้ไม่หมด มีเรื่องโอลิมปิกด้วย จัดว่าไปไกลมาก……… ขำสุดตอนพิธีกรบอกว่าวันนี้จะมาแนะนำสินค้าที่ขายหน้างานนะคะ ว่าแล้วก็แนะนำโน่นนี่สองสามอย่าง ก่อนจะบอกว่า แต่ชิ้นที่แนะนำที่สุดคือนี่ค่ะ!! ว่าแล้วก็ผายมือไปทางลุง แล้วลุงก็เปิดเสื้อนอกให้เห็นเสื้อยืดด้านในที่เป็นเสื้อคอนเสิร์ตพร้อมกับโพสท่าอวดเสื้ออย่างภาคภูมิใจ ตลกมาก 5555555555555555

เอาเป็นว่าวันนี้ประทับใจทั้งเพลงและลุง แค่ One-Winged Angel ก็คุ้มจนไม่รู้จะคุ้มยังไงแล้ว ฮืออออออออ อยากไปคอนเสิร์ตไฟนอลอีกเยอะๆ เลย หวังว่าปลายปีนี้จะได้ไป Distant Worlds นะ (TωT)

อ้อ อีกอย่างที่ประทับใจคือคนดู ทุกครั้งที่จบแต่ละเพลงจะมีหลายคนตะโกน บราโว่!!!!!!! เสียงดังมาก เวลาลุงกับคอนดักเตอร์ชวนเล่นอะไรก็เล่นตามอย่างกระตือรือร้น ช่วงบอดี้เพอร์คัสชั่นก็ตั้งอกตั้งใจตบไม้ตบมือกันอย่างพร้อมเพรียง หลายๆ คนมีพร็อพเป็นม็อก โจโคโบะ หรือซาโบเทนเดอร์ด้วย เป็นคอนเสิร์ตที่บรรยากาศอบอุ่นดีจัง (〃・ω・〃)