STAR-MYU Fes.2017

หลังจากเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาไปกรีดร้องจนคอแหบแห้งใน MBS ANIME FES มาแล้ว วันอาทิตย์ยังลากสังขารไปอีเวนท์ของ High School Star Musical หรือสตามิวซึ่งครั้งนี้ใช้ชื่อว่า “สตามิวเฟส” มาด้วยแหละ!

อีเวนท์สตามิวคราวนี้จัดที่ Makuhari Messe ซึ่งอยู่ที่จิบะนู่นนนน เนื่องจากวันเสาร์ติดอีเวนท์ MBS ที่โอซาก้า คราวนี้เลยได้ลองไปคันโตแบบไปเช้าเย็นกลับเป็นครั้งแรก เหนื่อยสุดๆ OTL

น่าเสียดายที่อีเวนท์นี้ไม่ได้ไปไฟท์ซื้อของหน้างานกับคนอื่นเค้า หลังๆ นี่กลายเป็นทีมออกรถไฟเที่ยวเช้าสุดไปแล้ว แต่อีเวนท์นี้ต่อให้นั่งชินคังเซนเที่ยวเช้าสุดไปก็คงไม่ช่วยอะไร ดูจากการที่เปิดขายของตอนวันเสาร์แล้วทุกอย่างหมดรัวเร็วเหลือเกิน เราเลยไปแบบชิลๆ กว่าจะถึงมาคุฮาริก็เกือบเที่ยงละ ไปถึงตรงที่ขายของก็พบว่าคนไม่ค่อยเยอะแล้ว ต่อแถวแป๊บเดียวก็ได้ซื้อ แต่ไม่ค่อยเหลืออะไรให้ซื้อเท่าไหร่ สุดท้ายเลยได้มาแค่แพมเฟลตกับกู๊ดส์เล็กๆ น้อยๆ ได้แต่ภาวนาว่าของที่อยากได้จะมีเปิดขายในเว็บทีหลัง T_T

อีเวนท์รอบที่เราได้ตั๋วมาคือรอบเย็น จริงๆ แล้ววันนี้มันมีสี่รอบในวันเดียว คืออีเวนท์ของมิวสิคัลสองรอบ และของอนิเมะสองรอบ จัดที่ฮอลล์ 7-8 แล้วสลับเวลากัน ตอนที่เราไปเป็นช่วงที่อีเวนท์ฝั่งอนิเมะรอบกลางวันเริ่มแล้ว ตอนไปต่อคิวซื้อของที่ฮอลล์ 7 ซึ่งเป็นฮอลล์ที่ใช้จัดอีเวนท์ฝั่งมิวสิคัลเลยได้ยินเสียงจากฮอลล์ 8 ที่อยู่ติดกันชัดแจ๋ว คงเพราะเดิมทีมันไม่ใช่ฮอลล์สำหรับจัดอีเวนท์แนวๆ นี้ก็เลยไม่เก็บเสียง เราจึงได้ฟังเสียงช่วงพากย์สดนิดนึงด้วย ลัคกี้♥

พอซื้อของที่ต้องการเสร็จก็ไปเดินเล่นแถวๆ สถานีไคฮินมาคุฮาริ แถวสถานีมีห้างเพียบ คนก็เพียบ เพราะวันนั้นที่มาคุฮาริมีอีเวนท์ชนกันระเนระนาดไปหมด จะเข้าร้านไหนก็ต้องต่อคิวยาวเหยียด สุดท้ายเรากับม.ซังที่ไปด้วยกันจึงไปจบลงที่ร้านข้าวหน้าเนื้อแล้วต่อด้วยนั่งแช่ในร้านกาแฟอีกพักใหญ่ ระหว่างนั่งในร้านกาแฟ ม.ซังก็ทำการบ้านโดยการดูสตามิวซีซั่นสองที่ดองไว้ไปเรื่อยๆ (วันนี้เหมือนเป็นการพาม.ซังมาล้างสมอง 5555555555)

และแล้วพอประมาณสี่โมงเราก็เดินกลับไปที่ฮอลล์ 7-8 กัน ตอนเดินกลับไปหน้าฮอลล์คนเยอะมากกกกกกกก แต่ตอนเดินเข้างานไม่ต้องต่อคิวอะไรเลย ตอนแรกเห็นแถวยาวเหยียดคนเยอะแยะแล้วตกใจ ปรากฏว่าแถวที่ยาวๆ นั่นคือคิวเข้าห้องน้ำ ตอนเข้างานสามารถถือตั๋วเดินเข้าไปให้สต๊าฟเช็กในฮอลล์ได้เลย สต๊าฟเช็กตั๋วมีหลายคนจนไม่ต้องต่อแถว รวดเร็วฉับไวดีมาก ตรวจตั๋วเสร็จก็มีด่านตรวจกระเป๋าอีกด่านนึง เป็นอันเสร็จพิธี

เข้าไปในฮอลล์แล้วเราก็เอาของไปหย่อนตรงกล่องสำหรับใส่ของฝากให้นักพากย์ คราวนี้เอาเบียร์ไปเซ่นมาเอโนะหนึ่งกระป๋องด้วยความหวังว่าอีเวนท์หน้าที่มีมาเอโนะเราจะได้ตั๋วง่ายขึ้น (คิดว่าคงไม่ช่วยอะไร แต่อยากให้คุณมาเอโนะได้ลองเบียร์ไทย เผื่อติดใจแล้วมาไทยบ้างอะไรบ้าง) ตอนเอาของหย่อนในกล่องเห็นของที่คนอื่นเอามาฝากเคนนุแล้วรู้สึกฮึ้ยยยยยยยยยยย ทำไมเราไม่หาอะไรมาให้เคนนุมั่งนะะะะะะะ แต่จะว่าไปแล้วก็ไม่รู้จะหาอะไรให้ จดหมายก็ไม่รู้จะเขียนอะไร และการให้มาเอโนะก็เหมือนให้เคนนุนั่นแหละ

ฝากของเสร็จเรียบร้อยก็ไปนั่งที่ ที่นั่งในฮอลล์จะแบ่งเป็นบล็อกๆ มีบล็อก A-F ที่นั่งเราอยู่บล็อก D จะว่าใกล้ก็ไม่ใกล้เท่าไหร่ แต่มันก็ไม่ไกลมาก อยู่แถวกลางๆ ฮอลล์ (หลังจากผ่านปุริไลฟ์มาแล้วก็ไม่มีที่นั่งในอีเวนท์ไหนชวนให้รู้สึกว่าไกลอีกเลย…….) ตอนแรกที่นั่งเรามีคนนั่งอยู่ เอ้าาาา มายังไง! ตื่นตระหนกเลยทีนี้ แต่พอถามแล้วเค้าเช็กตั๋วอีกที ปรากฏว่าเค้านั่งผิดไปที่นึง ฮ่วยยยยย เค้าก็ตกใจ เราก็ตกใจ ขำ 555555555555

ได้ที่นั่งโดยสวัสดิภาพแล้วก็รอเวลา เราเข้าไปตอนเปิดให้เข้าหมาดๆ ต้องนั่งรอกันเป็นชั่วโมง ระหว่างรอ ม.ซังก็ยังคงนั่งดูสตามิวซีซั่นสองต่อไป ส่วนเราก็ปั่นอีเวนท์ไชนิ่งไลฟ์สลับกับพริซึ่มรัชบ้าง ฟังคนข้างๆ คุยกันบ้าง คนข้างๆ ก็เปิดไชนิ่งไลฟ์เล่นเหมือนกัน เค้าเมาท์อุตะปุริกันเยอะมาก แต่ไม่มีการเมคเฟรนด์กันหรอกนะ…

และพอประมาณห้าโมงครึ่งงานก็เริ่ม!

หลังจากนี้จะเป็นการพูดถึงอีเวนท์เท่าที่นึกออก

*หมายเหตุ* อาจจะมีงงๆ เบลอๆ หรือผิดเพี้ยนไปบ้างเพราะเขียนจากความทรงจำล้วนๆ

ขอพูดถึงเวทีก่อน เวทีสวยงามอลังการประหนึ่งวิหารพาร์ธีนอน ตกแต่งเป็นสไตล์กรีกโรมัน มีเสาตั้งเรียงราย ทำเป็นบริเวณสำหรับยืนสองสเต็ปคือชั้นบนกับชั้นล่าง ตรงกลางมีบันไดสำหรับเดินลงมา เห็นแล้วก็ อืม สตามิวนี่มันสตามิวจริงๆ 555555555

อีเวนท์เริ่มด้วยการเปิด OP ของซีซั่นสองให้ดู ตอนแรกนึกว่า Fourpe จะมาเซอร์ไพรส์ซะอีก (เพิ่งผ่านอีเวนท์ของ MBS ที่มีเซอร์ไพรส์เยอะแยะมาเลยอดคาดหวังไม่ได้ 555555555) แต่ก็ไม่มีนะ แค่เปิด OP ให้ดูเฉยๆ

พอ OP จบก็มีหน้าริทสึ ฟุตาบะ โอโทริ ยูสุริฮะขึ้นมาบนจอ ให้สี่คนนี้มาพูดคุยทักทายเปิดงาน จำไม่ได้ว่าคุยอะไรกันบ้าง แต่คำได้ว่าโอโทริขอเสียง “บอยส์!” แล้วมีเสียงคนดูผู้ชายร้อง “โอ้วววววว” กันหลายคน ริทสึเลยบอกว่า “มีด้วยเนอะ” ตลกดี 555555555555

แล้วหลังจากนั้นก็ตามด้วยอินโทรเพลงคาโอไคเวอร์ชั่นแอนเชียนท์ พร้อมกับที่โอคิอายุซังกับโฮชิซังเดินออกมา คือตอนเดินออกมานี่จะออกมากันทีละเซ็ต หลังเซ็ตแอนเชียนท์ก็เป็นเซ็ตคาโอไคเก่าที่มากันสองคนได้แก่สุวาเบะซังกับโทริอุมิซัง เซ็ตนี้มาพร้อมอินโทรเพลง WONDERFUL WONDER! (ทำไมทีมรุ่นพี่เปิดตัวได้แฟบิวลัสกันมาก) ส่วนเซ็ตอาเกฮะ ฮาจิยะ คิตาฮาระ นันโจ ออกมาพร้อมอินโทรเพลง Storytellers ตามด้วยทีมฮีรางิกับเพลงคาเมเลียนสตาร์ ปิดท้ายด้วยทีมโอโทริที่ใช้เพลง Gift

ตอนได้ยินอินโทรเพลงคาโอไคเรากรี๊ดเยอะมากกกกกกกกกกกกกก นึกว่าจะมาร้องให้ฟัง ปรากฏเค้าใช้เพลงประกอบตอนเดินออกมาเฉยๆ 555555555555 เอาเถอะ ไม่เป็นไร ยังไงวันนี้แอนเชียนท์ก็มากันไม่ครบทีมอยู่ดี ขาดฮารุโตะกับอุโอสึมิ เสียใจ (;__;)

ออกมากันครบแล้วก็มายืนเรียงแถวหน้ากระดาน ฮานาเอะทักทายคนแรก จากนั้นก็ให้ทักทายกันทีละคน เนื่องจากงานนี้มีนักพากย์มากันตั้ง 18 คน เราเลยจำไม่ค่อยได้แล้วว่าใครทักทายว่าอะไรกันบ้าง (เพราะเนื้อหาหลังจากนั้นในอีเวนท์ทำเราสติหลุดไปไกลละ) จำได้ไม่กี่คน เท่าที่จำได้ก็

★ เคนโชพูดด้วยเสียงนายุว่า “วันนี้ขอโทษนะที่ไม่ได้ทำข้าวกล่องมาให้ทุกคน!”
☆ ลันส์ซังบอกว่าวันนี้ขึ้นเวทีรอบที่สี่แล้ว แต่ยังไม่เหนื่อยเลย ให้ขึ้นรอบที่ห้ายังไหวเลยนะ
★ โฮชิซังน่าร๊ากกกกกกกกก มาถึงก็ทักทายว่า ปั๊บปี้~~ แล้วยื่นไมค์ให้คนดูตอบว่า ปั๊บปี้~~
☆ โอคิอายุซังตลก แค่พูดว่า อา~ ฮ้ารุโตะะะ~ ด้วยเสียงริทสึก็ตลกมากแล้ว 555555555 แล้วโอคิอายุซังทักทายเป็นคนสุดท้ายต่อจากโฮชิซัง หลังจากโฮชิซังพูดว่า ปั๊บปี้~~ ไปเยอะมาก โอคิอายุซังเลยทักทายว่า โอ๊กกี้~~ บ้าง แหมะะะ น่ารักเชียวนะ!
★ เหมือนโนบุนากะคุงจะพูดว่า โบคุโนะคามิซามะ (=พระเจ้าของผม) ด้วยมั้ง
☆ เคนนุทักทายว่าอะไรบ้างจำไม่ได้ แต่มีพูดว่า โคะเนโกะจัง (=ลูกแมวน้อย) แน่ๆ
★ มาเอโนะโค้งให้คนดูด้วย โค้งทุกงานเป็นปกติอยู่แล้วคนนี้ แต่เห็นทีไรใจสั่นตล๊อด
☆ ยูมะคุงพูดด้วยเสียงซาวาตาริคุงว่า “วันนี้มีเจ้าหญิงที่ต้องปกป้องอยู่มากมายเลยนะครับ”
★ ส่วนโนบุที่พูดต่อจากยูมะคุงบอกด้วยเสียงทัตสึมินว่า “ถึงฉันจะโดนเรียกว่าเจ้าหญิง แต่ก็สู้ทุกคนไม่ได้หรอก”
☆ มัตสึโอกะคุงทักทายด้วยเสียงอุกาวะน่ารักมากกกกกก น่ารักจนเคนนุที่ยืนข้างๆ หันไปบอกว่า น่ารักชะมัด!
★ ทาเคอุจิคุงทักทายด้วยเสียงแบบนันโจ พอสลับโหมดมาใช้เสียงต่ำๆ ตามปกติแล้วคนดูขำก๊ากกันทั้งฮอลล์

ทักทายกันเสร็จแล้วทุกคนก็กลับไปหลังเวทีแล้วเข้าสู่ช่วงพากย์สด เนื้อหาที่พากย์ไม่เหมือนรอบกลางวันด้วย (รู้ตั้งแต่จุดนั้นเพราะได้ฟังของรอบกลางวันไปนิดนึงตอนต่อคิวซื้อของ)

บทพากย์สดรอบนี้เป็นตอนพิเศษที่เขียนขึ้นมาใหม่ เริ่มจากทีมโอโทริมาคุยกันตอนเช้า ไคโตะมาบ่นๆ ว่าโดนรุ่นน้องมาขอให้ไปร่วมการแข่งขันตอบคำถามในงานโรงเรียนของแผนกม.ต้นในฐานะรุ่นพี่ที่จบไปแล้ว โฮชิทานิทำท่าสนอกสนใจและบอกว่า ไคโตะเนี่ยป๊อปมากในหมู่รุ่นน้องม.ต้นสินะ โฮชิทานิเคยพูดกับเด็กม.ต้นว่าเป็นเพื่อนสึคิกามิ ไคโตะ สาวๆ ก็ร้องกรี๊ดกร๊าดกันใหญ่ (ฮานาเอะตอนทำท่าสาวกรี๊ดตลกมากกกกกกกก เหมือนโดนเหยียบตาปลามากกว่ากรี๊ดผู้ชาย 55555555555555) พอได้ยินแบบนั้นเท็นเก็นจิเลยแซวว่า แหม เห็นชอบบ่นเรื่องที่ฉันมีแฟนๆ คอยกรี๊ด ตัวเองก็มีสาวกรี๊ดเหมือนกันนี่นา ไคโตะจัง~ (โอ้ยตายยยยยยย เราตายยยยยยยย 生海斗ちゃんいただきましたー!)

คุยไปคุยมาไคโตะก็บอกว่า รุ่นน้องขอให้ฟอร์มทีมเมมเบอร์ที่เป็นศิษย์เก่าให้ได้สี่คน จริงๆ ก็มีศิษย์เก่าสุดป๊อปอยู่อีกสองคน แต่ตอนนี้อีกคนนึงคงยังไม่ตื่น (แหมะ น้องไคโตะ ทำไมมีการแซะ นี่ขนาดจะไปขอความรวมมือจากเค้า 5555555555)

หลังจากนั้นโนบุคุงกับยูมะคุงก็ออกมายืนที่ชั้นบนของเวที อ๊ากกกกกกกกก ทัตสึมินนนนนนน เอโงะะะะะะะะะะ แค่สองคนนี้ออกมายืนเราก็กรี๊ดปางตายแล้ว แต่ยังตายไม่ได้!! เพราะฉากต่อมามันสุดทนมาก เอื้ออออออออออออออ

สถานการณ์ในฉากนี้คือซาวาคาริคุงปลุกทัตสึมินยามเช้า! สีหน้าและน้ำเสียงยูมะคุงตอนพูดว่า “ทัตสึมิ ตื่นเถอะครับ” นี่มันนนนนนนนนนนนนน (≧д≦)(≧д≦)(≧д≦) แต่ฉากนี้ทั้งก๊าวทั้งขำ ถ้าเป็นแม่ยกคู่นี้จะกรี๊ดหนักมาก แต่ถ้าไม่กรี๊ดน่าจะขำมากกว่า 555555555 คำพูดที่พอจำได้จะอารมณ์ประมาณนี้ (น่าจะตรงกับของจริงประมาณ 30% ไม่ไว้ใจความทรงจำตัวเองเลยเนี่ย TωT)

ซาวาตาริ: ทัตสึมิ ตื่นเถอะครับ เช้าแล้วนะ
ทัตสึมิ: ขออีกห้าชั่วโมงนะ
ซาวาตาริ: แค่ห้านาทีก็พอมั้งครับ (เปิดหน้าต่าง) ดูสิ ยามเช้าออกจะสวยงามขนาดนี้
ทัตสึมิ: สิ่งที่สวยงามจริงๆ น่ะ แค่หลับตาก็สัมผัสได้แล้ว เหมือนกับท่วงทำนองอันงดงามที่หลั่งไหลออกมาไงล่ะ
ซาวาตาริ: (พูดท่อนไหนสักท่อนที่มาจากเนื้อเพลง The Elegance)

ตอนสองคนนี้หยิบเนื้อเพลงมาคุยกันเราแอบขำ 5555555555 แต่หลังจากนั้นทั้งสองคนก็วางบทที่ถืออยู่ลง หืมมมม…..!!!!!???? ตอนนั้นคนดูรอบข้างพากันร้อง เอ๊ะ?? เอ๊ะ???? จนกระทั่งทำนองเพลง The Elegance ดังขึ้นมาเท่านั้นแหละ กรี๊ดดดดดดดดดดดด โอ๊ยยยยยยยยยยย ดีใจมากที่ได้ฟังเพลงนี้แบบสดๆ (;___;) ไม่ได้คาดหวังเลยว่าจะได้ฟัง นึกว่าอย่างมากก็อาจจะได้ฟัง Gift แค่เพลงเดียว หรือเพลงทีมโอโทริอีกสักเพลง เพราะอีเวนท์ที่แล้วก็ร้องเพลงทีมกันเพลงนึงมั้งนะถ้าจำไม่ผิด (คราวก่อนไม่ได้ไป อ่านรีพอร์ตน้ำตาไหลรินอยู่บ้าน โฮว) ปรากฏว่าเพลงคู่ชิปเรามาเฉ๊ยยยยยยยย อ๊ากกกกกกกกกกกก *กราบคนเขียนบทพากย์สด*

ตอนโนบุคุงกับยูมะคุงร้อง The Elegance นี่หวานมั่กกกกกกก (สองคนนี้รู้หน้าที่ตัวเองดีมาก 55555555) ทั้งมองตากันปิ๊งๆ ยื่นมือยื่นไม้หากันตลอดเวลา งุ้ยยยย สวีทเกินไปมั้ย ดูเฉยๆ ยังเขิลลลลลล////////

พอร้องเพลงจบทั้งสองคนก็เดินมาหาทีมโอโทริ บทพูดตรงนี้ก็ตลก

ใครสักคนในทีมโอโทริ น่าจะเป็นโฮชิทานิ?: ทำแบบนั้นกันทุกเช้าเลยเหรอ
คุงะ: ให้ความรู้สึก The Elegance สุดๆ เลย (น้ำเสียงอึ้งงันแบบหล่อๆ)
ทัตสึมิ: โดนเห็นตอนตื่นนอนจนได้ น่าอายจัง
ซาวาตาริ: ทัตสึมิไม่มีตรงไหนน่าอายหรอกครับ
ไคโตะ: อายหน่อยเถอะ!

หลังจากนั้นไคโตะก็ชักชวนสองคนนี้มาร่วมทีมด้วย ซึ่งทัตสึมินกับซาวาตาริคุงก็บอกว่าน่าสนุกดีเลยตกลงร่วมทีม พอได้สองคนนี้มาร่วมทีมแล้ว นายุก็บอกว่างั้นต้องหาอีกคนนึงสินะ! ทีมโอโทริคนอื่นๆ รวมทั้งสองหนุ่มเอเลแกนซ์ฟังแล้วก็ตกใจ เพราะนายุก็เป็นศิษย์เก่าแผนกม.ต้นอายานางิเหมือนกัน แต่นายุบอกว่าตัวเองเป็นคนธรรมดาๆ ไม่ได้เป็นรุ่นพี่สุดเก่งสุดเทพอะไร กลับไปเป็นแขกรับเชิญพิเศษแบบนั้นคงไม่ดี คนอื่นๆ เลยช่วยกันพูดให้กำลังใจนายุ ตรงนี้ชอบที่เท็นเก็นจิบอกว่า คงไม่ได้ดูถูกตัวเองอีกแล้วใช่มั้ย? ดูเป็นวิธีการให้กำลังใจที่สมเป็นเท็นเก็นจิดี และสัมผัสได้ว่าเท็นเก็นจิก็เชื่อมั่นในตัวนายุเหมือนกัน

สุดท้ายนายุก็ยอมร่วมทีมด้วย แล้วไคโตะ นายุ ทัตสึมิน และซาวาตาริคุงก็ร้องเพลง 青空SEASON ด้วยกันสี่คน อ๊ากกกกกกก โอ๊ยยยยยยย ได้ฟังโนบุกับยูมะคุงร้องเพลงตั้งสองเพลง อีเวนท์นี้คืนกำไรให้เราเยอะมาก เป็นลม ฮือออออออออ

ทางด้านโฮชิทานิ เท็นเก็นจิ และคุงะคุงไม่ได้เป็นศิษย์เก่าแผนกม.ต้นโรงเรียนนี้เลยร่วมแข่งตอบคำถามไม่ได้ แต่ไปเป็นกองเชียร์ได้ โฮชิทานิบอกว่าเท็นเก็นจิกับคุงะคงไปด้วยกันอยู่แล้วสินะ! เท็นเก็นจิก็ทำเป็นพูดอ้อมค้อม บอกว่าวันนั้นก็ว่างๆ ไม่มีธุระอะไรซะด้วยสิ คุงะเลยบอกว่า พูดมาให้ชัดๆ เลยดีกว่าว่าจะไปหรือไม่ไป เท็นเก็นจิก็ตอบชัดมากว่า ไป!!! น่ารักกกกกกกกกกกก (≧ω≦)(≧ω≦)

หลังจากนั้นเรื่องก็ตัดไปที่ฝั่งอาเกฮะ, ฮาจิยะ, คิตาฮาระ, นันโจ สี่คนนี้ได้ยินเรื่องทั้งหมดแล้ว นันโจเลยเล่าว่าตัวเองก็โดนรุ่นน้องไหว้วานมาเหมือนกัน แต่นันโจขี้เกียจแข่งเองเลยไปขอร้องรุ่นพี่ฟุตาบะอีกทีนึง ตรงนี้จำไม่ค่อยได้ว่าสี่คนนี้คุยอะไรกันบ้าง แต่จำได้แม่นมากว่า นันโจเป็นคนพูดคนสุดท้าย ประโยคที่พูดคือ “ติดตามต่อในครึ่งหลัง~~” แล้วช่วงพากย์สดครึ่งแรกก็จบลงตรงนี้

ต่อจากพากย์สดเป็นช่วงวาไรตี้ ช่วงนี้สุวาเบะซังกับโทริซังรับหน้าที่พิธีกร (พอโทริซังเป็นพิธีกรก็ได้ฟีลโอโตเมทปาร์ตี้ขึ้นมาบอกไม่ถูก 55555555) ส่วนอีก 16 คนที่เหลือต้องแบ่งทีมเล่นเกมด้วยกัน เกมที่ว่านี้คือ เกมทายคนข้างหลังโดยใช้ผ้าปิดตาเท็นเก็นจิ

กติกาของเกมมีอยู่ว่า ทั้ง 16 คนต้องจับฉลากแบ่งเป็นสองทีม ทีมแรกต้องไปนั่งเก้าอี้แล้วใช้ผ้าปิดตาเท็นเก็นจิปิดตาตัวเองกันทุกคน ส่วนทีมที่สองจะมีป้ายชื่อของตัวเองคนละป้าย พอทีมแรกปิดตาเสร็จแล้ว ทีมที่สองก็ต้องเลือกว่าจะเอาป้ายชื่อตัวเองไปตั้งไว้ด้านหลังใคร (พิธีกรสักคนบอกว่าให้เลือกวางป้ายด้านหลังคนที่ชอบ) หลังจากนั้นทีมที่ปิดตาต้องถามคำถามคนละหนึ่งคำถามกับคนที่วางป้าย เพื่อทายว่าคนที่วางป้ายด้านหลังตัวเองคือใคร (ไมค์สำหรับคนตอบจะมีฟังค์ชั่นแปลงเสียงด้วยทำให้ไม่รู้ว่าเสียงใครเป็นเสียงใคร) พอทีมแรกเล่นเสร็จก็กลับกัน ให้ทีมที่สองมาทายบ้าง

วิธีจับฉลากคือสต๊าฟจะถือกล่องออกมากล่องนึง ให้จับลูกบอลสีเพื่อแบ่งทีม ตอนยูมะคุงกับโนบุคุงจับได้สีเดียวกันแล้วหันมาโบกลูกบอลมองตากันปิ๊งๆ นี่มันนนนน อ๊ากกกกกกกกกกก The Elegance!!!!!!!

เสียดายที่ตรงนี้จำรายละเอียดได้แค่บางคน แถมจำไม่ค่อยได้ด้วยว่าใครถามใครบ้าง OTL คู่ที่จำได้แม่นมากที่สุดคือคู่เคนนุกับมาเอโนะ รอบแรกมาเอโนะอยู่ทีมปิดตา แล้วเคนนุเอาป้ายชื่อตัวเองไปวางหลังมาเอโนะ (ย้ำอีกครั้ง พิธีกรบอกว่าให้เลือกวางป้ายด้านหลังคนที่ชอบ) พอถึงตามาเอโนะ มาเอโนะที่ปิดตาอยู่ก็ถามว่า “คิดยังไงกับมาเอโนะ โทโมอากิ?”

แค่มาเอโนะถามคำถามนี้ขึ้นมาคนดูก็กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดเสียงดังสนั่นลั่นฮอลล์ เราว่ามาเอโนะน่าจะรู้คำตอบตั้งแต่จุดนี้ละ เพราะถ้าเป็นคนอื่นคนดูคงไม่กรี๊ดขนาดนี้มั้ย 555555555555555

ส่วนเคนนุพอเจอคำถามนี้เข้าไปก็หัวเราะ (สงสัยกลบเกลื่อนความเขิน) สักพักค่อยตอบยิ้มๆ ว่า “ปกติชอบเผลอทำตัวไม่ดีใส่บ่อยๆ แล้วก็พูดแบบนี้ต่อหน้าไม่ได้ แต่ว่า… ชอบมาก” เคนนุตอบเสร็จมาเอโนะก็เขียนกระดานสำหรับเขียนคำตอบอย่างรวดเร็วจนสุวาเบะซังกับโทริซังแซวว่าทำไมเขียนเร็วมาก!

พอทีมแรกเล่นเสร็จแล้ว ทีมที่สองมานั่งเก้าอี้แทน ทีมแรกก็หลบมุมไปยืนปรึกษากันริมๆ ส่วนเคนนุที่เดินมานั่งเก้าอี้ตรงแถวกลางๆ เวทีก็หันไปมองมาเอโนะอยู่พักใหญ่ (ไม่รู้มองด้วยสายตาที่สื่อความว่าอะไรกันแน่ อันนี้แล้วแต่จินตนาการ 555555555) แล้วพอทีมที่สองปิดตาตัวเองเสร็จเรียบร้อย ทีมแรกก็ถือป้ายชื่อตัวเองมาเลือกเหยื่อของตัวเองกันบ้าง ตรงนี้ตลกมากที่สมาชิกทีมแรกคนอื่นๆ พากันผายมือให้มาเอโนะเดินตรงไปปักป้ายเคนนุอย่างรู้งาน ทำไมทุกคนชงมาก มาเอโนะส่วนก็โค้งให้ทุกคนแล้วเดินไปปักป้ายด้านหลังเคนนุอย่างรู้งานอีกเช่นกัน ส่วนคนดูก็ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

รอบนี้พอถึงตาเคนนุ เคนนุก็ถามว่าคิดยังไงกับตัวเอง ซึ่งมาเอโนะตอบว่า “ไอ้หล่อเอ๊ย! แต่ว่า… ชอบมาก” เอ้า กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด มาสารภาพรักอะไรกันตรงนี้คะะะะะะะะ แถมทำเป็นซึนเดเระทั้งคู่ด้วย แหมมมมมมมมมมมมมม

ส่วนของคนอื่นๆ ที่พอจำได้

★ คำถามแรกโอคิทสึซังเป็นคนตอบ คนถามเหมือนจะเป็นฮานาเอะมั้งนะ ไม่แน่ใจ ถามว่า “เวลาอาบน้ำเริ่มอาบจากส่วนไหนก่อน?” คำถามส่วนใหญ่ก็ไร้สาระประมาณนี้ 555555555

☆ ของยูมะคุงตลกมาก ชอบความบ้าของคำถาม 555555555 ยูมะคุงถามว่า ถ้าให้เลือกระหว่างอุ้มยูมะคุงท่าเจ้าหญิงกับให้ยูมะคุงขี่หลัง จะเลือกอะไร? คนโดนตอบข้อนี้คืออุเมะฮาระคุง ซึ่งอุเมะฮาระคุงตอบว่า “อุ้มท่าเจ้าหญิงคงไม่ดีต่อเอวเท่าไหร่ ขอเลือกขี่หลังดีกว่า ไปลดน้ำหนักซะด้วย!”

★ โนบุคุงถามว่า “ชอบกันดั้มตัวไหน” (มายังไงนะคำถามนี้ 5555555555) โนบุบอกว่าตัวเองชอบฟรีด้อมที่สุด คนตอบข้อนี้คือโฮโซยัน พอโนบุถามเสร็จคนดูก็ฮือฮากันมากเพราะโฮโซยันพากย์กันดั้มแถมเป็นตัวเด่นด้วย เราก็ลุ้นมากว่าโฮโซยันจะตอบบาร์บาทอสมั้ย สุดท้ายโฮโซยันก็ตอบว่าบาร์บาทอสลูปัส (โฮโซยันอาจจะสัมผัสได้ถึงแรงกดดันจากผู้ชมจนไม่กล้าตอบของภาคอื่น ก๊าก) 

☆ ตอนถึงตาโนบุถาม โทริซังเรียกโนบุว่า “โอคามาโตะคุง” อีกแล้ว โนบุก็รีบตอบทันทีว่า “โมโตะเดส” สองคนนี้ออกงานเดียวกันทีไรต้องเล่นมุกนี้ตลอดสินะ

★ คนโดนถามต่อจากโฮโซยันคือโฮชิซัง อันนี้จำไม่ได้ว่าใครเป็นคนถาม สุวาเบะซังบอกว่า ถ้าถามคำถามเดียวกันกับเมื่อกี้อาจจะน่าสนใจก็ได้นะ! คนถามก็เลยถามคำถามเดียวกันกับโนบุ ซึ่งโฮชิซังตอบว่า สไตรค์ฟรีด้อม

☆ ใครถามยูมะคุงเราจำไม่ได้ แต่คำถามคือ รักแรกชื่ออะไร? ยูมะคุงขึ้นไปยืนหน้าไมค์แล้วตะโกนดังมากว่า อาจารย์มัตสึดะคร้าบบบบบบ (ถ้าไม่สมัยอนุบาลก็คงประถมสินะ 55555555555555) แอบสงสัยนิดนึงว่าถ้ายูมะคุงโดนข้อกันดั้มจะตอบคิมาริสมั้ย แต่โดนข้อนี้แล้วตอบได้น่ารักดี ข้อนี้แหละดีแล้ว

★ ใครถามทาเคอุจิคุงเราก็จำไม่ได้อีกเช่นกัน แต่คำถามคือ ปกติกินข้าวเช้ารึเปล่า? ทาเคอุจิคุงตอบว่าถ้าตื่นหลังสิบโมงจะไม่กิน

☆ คำถามอุเมะฮาระคุงทะลึ่ง! ถามว่า ส่วนที่อ่อนไหวที่สุดในร่างกายคือส่วนไหน? แล้วคนตอบคือโนบุนากะคุงไง…. ธรรมดาซะที่ไหนคนนี้ โนบุนากะคุงทำท่าอิดออดไม่ยอมตอบอยู่นานมาก มีการเรียกโทริซังเข้าไปปรึกษาหารือกันด้วย สุดท้ายโนบุนากะคุงก็ชี้ไปที่จิคุบิข้างซ้าย ส่วนโทริซังก็ทำท่าจิ้มๆ 5555555555 แล้วสุวาเบะซังก็พูดออกไมค์อย่างชัดถ้อยชัดคำว่า จิคุบิครับ!! จิคุบิซ้ายนี่เอง!! (ย้ำคำว่าจิคุบิหลายรอบมาก สนุกใหญ่เลยนะคะแหม)

★ คู่โฮชิซังกับฮานาเอะก็ตลก โฮชิซังที่โดนปิดตาอยู่ถามว่า คนตอบมีความสัมพันธ์กับโฮชิโซอิจิโร่ยังไง? ฮานาเอะก็ตอบว่า “แอบ….ข้างเดียว ฮุๆๆๆๆๆๆ” สีหน้าและน้ำเสียงตอนหัวเราะ ฮุๆๆๆๆๆๆ ตลกมาก กรุ้มกริ่มมาก

☆ คู่สุดท้ายคือโอคิทสึซังกับมัตสึโอกะคุง คู่นี้ก็พีค โอคิทสึซังบอกว่า ปกติแล้วอินุมิเนะที่โอคิทสึซังพากย์เนี่ยชอบฮัมเพลงอยู่บ่อยๆ แล้วคนตอบชอบฮัมเพลงอะไรเวลาอาบน้ำ? มัตสึโอกะคุงเรียกโทริซังไปปรึกษาอยู่นานอีกเช่นกัน พอปรึกษากันเสร็จ มัตสึโอกะคุงก็ฮัมเพลงออกมา เป็นทำนองเพลงที่ไม่มีใคร ณ ที่นั้นรู้ว่ามันคือเพลงอะไร แต่สีหน้าและทำนองเศร้ามาก…… พอถึงเวลาเปิดป้ายคำตอบของแต่ละคน โอคิทสึซังเขียนคำตอบว่า “อยากกอดคนคนนี้” เพลงมันเศร้าจนโอคิทสึซังฟังแล้วสงสารสินะ 55555555555

ตอนเฉลยคำตอบทีมที่สอง อุเมะฮาระคุงเขียนคำตอบว่าอุจิดะยูมะ ยูมะคุงเห็นแล้วเลยถามว่า ทำไมได้คำตอบว่าจิคุบิซ้ายอ่อนไหวแล้วตอบชื่อผมล่ะ!!!??? นั่นสินะ อุเมะฮาระคุง ทำไมล่ะคะะะะะะ /หรี่ตา

และแล้วทีมแรกก็ชนะไป แต่เราว่าทีมแรกทายง่ายกว่าเยอะเลย แค่ข้อกันดั้มสองข้อนี่ก็ไม่ต้องคิดละ ฟังแล้วตอบได้ทันที 555555555

เล่นเกมกันเสร็จแล้วก็กลับเข้าสู่ช่วงพากย์สดอีกครั้ง ครึ่งหลังจะเริ่มที่งานโรงเรียนของแผนกม.ต้น ริทสึ, ฟุตาบะ, โอโทริ และยูสุริฮะมางานนี้ด้วยกันสี่คนเพื่อร่วมแข่งตอบคำถาม ริทจังน่ารักมว๊ากกกกกกกกกกกกกกก (≧д≦) เวลายูสุริฮะพูด เด~สสส ม้า~สสส ริทสึชอบพูดเลียนแบบตลอด (จริงๆ ก็ไม่ดีนะ เป็นรุ่นพี่มาล้อเลียนรุ่นน้อง 5555555 แต่น่ารักไง ให้อภัย) พอสี่คนนี้มาอยู่ด้วยกันแล้วโอโทริดูเป็นผู้เป็นคนสุดเลย เพราะอีกสามคนติ๊งต๊องมาก ขำเยอะมาก

ครึ่งหลังนี่เราจำไม่ค่อยได้ว่าฉากไหนมาก่อนมาหลัง แต่มีอยู่ฉากนึงที่อยู่ดีๆ ทัตสึมินก็โทรหาไคโตะ บอกว่าตอนนี้กลับมาอยู่ที่บ้านตัวเอง เพราะมีญาติกำลังจะแต่งงานกะทันหัน ทำให้ทั้งทัตสึมินและซาวาตาริคุงมาร่วมการแข่งขันไม่ได้แล้ว (วั้ยยยยยย หนีไปแต่งงาน เอ้ยยย!! ไปงานแต่งกันสองคน อะไรเนี่ยยยยยยย//////) เท็นเก็นจิเลยโวยวายว่า เกิดมาเพิ่งเคยพบเจองานแต่งกะทันหันนี่แหละ! (เออก็จริง 5555555555) ทีนี้ไคโตะกับนายุเลยเดือดร้อนเพราะสมาชิกหายไปสองคน ต้องรีบหาสมาชิกอย่างเร่งด่วนที่สุด ฉากนี้ขำตอนโฮชิทานิบอกว่า เอ๋!!?? ทั้งสี่คนอุตส่าห์รวมใจเป็นหนึ่งเดียวกันแล้วไม่ใช่เหรอ!!?? เมื่อกี้ยังร้อง อาโอโซร้าซี้~ซั่นนนน~~ (ร้องเป็นทำนอง) ด้วยกันอยู่เลยนี่นา!!! …ปกติเราไม่รู้สึกว่าโฮชิทานิเป็นคนตลกนะ แต่พากย์สดงานนี้โฮชิทานิตลกมาก ขอบคุณนะฮานาเอะ 555555555

ตัดมาที่เวทีการแข่งขันตอบคำถามในวันต่อมา งานนี้โทราอิชิกับอินุมิเนะเป็นพิธีกร เคนนุเวอร์ชั่นโทราอิชิเข้าสิงนี่ขยันเซอร์วิสมากกกกกกกก เล่นหูเล่นตา ขยิบตาตลอดเวลา ส่วนอินุมิเนะตลกมากกกกกกกก พูดอะไรก็ตลกไปหมด น่ารักด้วย โทราอิชิพูดเชิญทีมรุ่นพี่ในตำนานออกมา ทีมนี้คือทีมของไคโตะนี่แหละ ปรากฏว่าพอเรียกแล้วไคโตะกับนายุก็ออกมา พร้อมกับอุกาวะและเท็นเก็นจิที่ปลอมตัวเป็นทัตสึมินกับซาวาตาริคุง………..

แต่เพราะเป็นการพากย์สดเลยไม่ต้องปลอมตัวกันจริงๆ มัตสึโอกะคุงกับโฮโซยันก็ออกมาพูดตามปกติธรรมดานี่แหละ เพราะงั้นคุงะคุงเลยทักว่า “ถึงจะไม่มีภาพอนิเมะประกอบก็เถอะ แต่นี่มันเกินไปนะ” ตล๊กกกกกก 555555555

ตอนทีมรุ่นพี่ในตำนานออกมา ไคโตะกับนายุก็แนะนำตัวกันตามปกติ พอถึงคิวอุกาวะ อุกาวะก็พูดติดอ่าง บอกว่า ทะทะทะ ทัตสึมิ รุยครับ! ส่วนเท็นเก็นจิแนะนำตัวว่าชื่อซาวาตาริ เอโงะ แล้วสองคนนี้ก็พยายามหัวเราะคิกคักเลียนแบบทัตสึมินกับซาวาตาริคุง แค่นี้ก็ขำเยอะมากแล้ว 555555555555

หลังจากนั้นอุกาวะกับเท็นเก็นจิก็ตลกกันมาก ท็อปฟอร์มมาก ปกติเท็นเก็นจิเป็นคนพูดจากระโชกโฮกฮากไม่มีการใช้ภาษาสุภาพใดๆ แล้วนี่ต้องมาปลอมตัวเป็นซาวาตาริคุงที่พูดสุภ๊าพสุภาพกับทุกคน เท็นเก็นจิเลยหลุดปากพูดภาษาปกติแล้วค่อยแก้เป็นภาษาสุภาพตลอด ทำไมต้องฝืนใจตัวเองขนาดนั้นคะลูกกกกกกกก บางทีพอมีอะไรน่าโมโห เท็นเก็นจิก็จะหลุดปากโวยวายเหมือนลืมไปว่ากำลังปลอมตัวอยู่ ถึงตอนนั้นอุกาวะที่ปลอมตัวเป็นทัตสึมินจะดุอย่างเกรี้ยวกราดว่า “เอโงะ คำพูด!!” แล้วดุอยู่อย่างนี้ประมาณสามสี่รอบได้ เห็นแล้วขำจนเมื่อยหน้าไปหมด 5555555555

ส่วนทีมคู่แข่งคือทีมอดีตคาโอไค สมาชิกคือฟุตาบะ ริทสึ โอโทริ ยูสุริฮะ พอสองทีมนี้ออกมาเผชิญหน้ากันแล้ว โทราอิชิที่เป็นพิธีกรก็ทำท่าจะเริ่มการแข่งขัน แต่ทว่ากลับมีเสียงคิตาฮาระตะโกนขึ้นมาว่า “เดี๋ยวก่อน!!” แล้วคิตาฮาระ นันโจ อาเกฮะ และฮาจิยะก็ออกมาร้องเพลง Storytellers ด้วยกันจ้าาาาาา อ๊ากกกกกกกกก กำไรกับสองเพลงเมื่อกี้ไปแล้วยังไม่พอ ได้ฟังเพลงนี้อีกกกกกกกก ทาเคอุจิคุ้งงงงงงงงงงง♥♥♥

ทีมนี้ร้องเพลงเสร็จก็บอกว่าจะมาร่วมแข่งด้วย ทีมอดีตคาโอไคกับทีมของไคโตะไม่มีปัญหาอะไร โทราอิชิก็บอกว่าน่าจะสนุกดี สรุปว่าการแข่งขันนี้มีทีมร่วมแข่งทั้งหมดสามทีม

คำถามที่ใช้ในการแข่งขันคือคำถามเกี่ยวกับรุ่นพี่ชื่อดังทั้งสองคนได้แก่ สึคิกามิ ฮารุโตะ และอุโอสึมิ อาซากิ อื้อหือ ไม่รู้ทีมไหนได้เปรียบสุดนะเนี่ย 5555555555 ทีมนึงก็น้องชายพี่ฮารุโตะ อีกทีมก็เพื่อนซี้กับรุ่นน้องในทีม อีกทีมก็มีสาวกที่บูชาพี่ฮารุโตะเป็นพระเจ้า (คนเขียนบทก็เข้าใจเขียนจริงๆ นับถือ)

ส่วนรางวัลในการแข่งขันคือลายเซ็นของฮารุโตะกับอุโอสึมิ พอได้ยินว่ารางวัลคืออะไร อาเกฮะก็ตาลุกวาว แสดงอาการอยากได้ลายเซ็นอย่างเห็นได้ชัด (โนบุนากะคุงตอนพากย์อาเกฮะน่ารักมากกกกกกกกกก) ฉากนี้ขำตรงที่ฟุตาบะกับริทสึไม่สนใจรางวัลแต่กระหายอยากชนะมาก เวลาตอบถูกก็กระดี๊กระด๊าอย่างไม่รักษามาดรุ่นพี่ ถึงขั้นที่โอโทริบ่นว่าทำตัวไม่สมเป็นผู้ใหญ่เอาซะเลย (นั่น โดนรุ่นน้องแซะไปอีก 5555555555)

คำถามที่ใช้มีทั้งหมดสามคำถาม คำถามแรกถามว่า กีฬาที่สึคิกามิ ฮารุโตะชอบคืออะไร? ข้อนี้ขนาดไคโตะที่เป็นน้องแท้ๆ ยังไม่รู้ (ไคโตะคงไม่สนใจจำเรื่องพี่ชายสินะ น่าสงสารพี่เค้านะคะ) อาเกฮะที่เป็นสาวกก็ไม่รู้ สุดท้ายฟุตาบะเป็นคนตอบว่า กีฬาประเภททีมทุกชนิด! ซึ่งเป็นคำตอบที่ถูกต้อง ทีมอดีตคาโอไคจึงได้ไปก่อนหนึ่งคะแนน พอรู้ว่าไม่ได้คะแนน อาเกฮะก็ทำเสียงหงอยๆ จนฮาจิยะต้องช่วยปลอบว่าข้อต่อไปเรามาพยายามกันใหม่นะ!

ข้อต่อมาถามว่า อาหารที่อุโอสึมิชอบคืออะไร? ข้อนี้อาเกฮะพูดขึ้นมาทันทีว่า “ไม่รู้” คิตาฮาระเลยบ่นว่าไม่ได้เรื่องเลย โอ๊ย 555555555 แหม ก็น้องอาเกฮะเค้าสาวกพี่ฮารุโตะนี่คะะะะ ช่วยไม่ได้จีๆ ข้อนี้ขนาดเพื่อนซี้อย่างฟุตาบะกับริทสึยังไม่รู้เลย ฟุตาบะหันไปถามโอโทริบอกว่า อุโอสึมิชอบโอโทริมาก โอโทริน่าจะรู้คำตอบนะ? โอโทริเลยบอกว่า เคยแต่โดนถามว่าชอบกินอะไร…. ความอุโอสึมินี้มันอะไร 555555555555

และแล้วนายุก็เป็นคนนึกขึ้นมาได้ว่าตอนไปเข้าค่ายเห็นอุโอสึมิกินอาหารเย็นๆ เยอะ ทีมนี้เลยตอบพร้อมกันว่า อาหารเย็นๆ ซึ่งเป็นคำตอบที่ถูกต้อง ได้คะแนนไปหนึ่งคะแนน อาเกฮะที่ทำคะแนนไม่ได้ก็ทำเสียงหงอยๆ อีกแล้ว ฮือออออ สงสารรรร (;__;) ไปๆ มาๆ เราเชียร์ทีมอาเกฮะเยอะมากเพราะนุ้งอาเกฮะเป็นคนเดียวที่เห็นคุณค่าของรางวัล เราเข้าใจความติ่งของน้อง อยากให้น้องได้ครอบครองลายเซ็นพี่ฮารุโตะสมความตั้งใจ!

พอถึงข้อสุดท้าย คิตาฮาระก็โวยขึ้นมาว่า ถึงจะตอบข้อนี้ไปพวกฉันก็ไม่มีทางชนะอยู่ดีน่ะสิ! แบบนี้ที่พวกฉันออกมาเต้นเมื่อกี้มันจะมีความหมายอะไรเล่า!!! ข้อสุดท้ายต้องได้หนึ่งหมื่นคะแนนไปเลย!!!! คิตาฮาระพูดเสร็จก็พูดว่า หนึ่งหมื่นคะแนน! หนึ่งหมื่นคะแนน! แล้วอาเกฮะกับฮาจิยะก็ช่วยกันพูด หนึ่งหมื่นคะแนน! หนึ่งหมื่นคะแนน! ด้วย โอ้ยยยยยยย น่าร๊ากกกกกกกกกกกกก (≧д≦) และในเมื่ออีกสองทีมไม่มีปัญหาอะไรกับเงื่อนไขนี้ ข้อสุดท้ายจึงมีหนึ่งหมื่นคะแนน

ข้อสุดท้ายถามว่า รูมเมทของฮารุโตะกับอุโอสึมิชื่ออะไร? แน่นอนว่าทีมที่มีรูมเมทของสองคนนี้อยู่ย่อมชนะไปอย่างง่ายดาย สรุปว่าทีมอดีตคาโอไคเป็นผู้ชนะ ฟุตาบะเลยบอกว่าจะยกลายเซ็นที่เป็นรางวัลให้โอโทริกับยูสุริฮะก็แล้วกัน (สองคนนี้ท่าทางไม่อยากได้รางวัลแม้แต่น้อย 5555555555) พอได้ทีมที่ชนะแล้วอาเกฮะก็จ๋อยมากกกกกกกกกก ฮาจิยะเลยบอกว่าไว้ค่อยไปขอรุ่นพี่ดูลายเซ็นแล้วกันเนอะ

ทว่า! อยู่ดีๆ อินุมิเนะที่เป็นพิธีกรอีกคนก็ทักขึ้นมาว่า เอ๊ะ รุ่นพี่ยูสุริฮะไม่ได้จบม.ต้นที่นี่ซะหน่อย ไหนบอกจบจากฝรั่งเศสไง ฟุตาบะกับริทสึเลยตกใจมากเพราะเข้าใจผิดมาตลอดว่าเด็กๆ ทีมฮารุโตะทุกคนจบม.ต้นโรงเรียนอายานางิ และแล้วทีมอดีตคาโอไคจึงหมดสิทธิ์เพราะทำผิดกฎ ผู้ชนะจึงกลายเป็นทีมของไคโตะแทน ซึ่ง! นันโจทักขึ้นมาว่า อ้าว ทีมนั้นหมดสิทธิ์ไปเพราะผิดกฎแท้ๆ นะ จะให้ทีมที่มีคนปลอมตัวมาชนะมันจะดีเร้อ? ทีมไคโตะจึงหมดสิทธิ์ไปอีกทีม ด้วยเหตุนี้ ลายเซ็นของฮารุโตะจึงตกเป็นของน้องอาเกฮะโดยปริยาย เย้!!! ยินดีด้วยยยยยยยยยย!!!!!

บทพากย์สดจบลงแถวๆ นี้แหละ ประทับใจในความตลกของทุกคน โดยส่วนตัวแล้วยกให้เท็นเก็นจิกับอุกาวะตลกสุด ชอบมาก ขำมาก ชอบการเขียนบทสไตล์มิวสิคัลแล้วเอาเพลงที่ไม่ได้ใช้ในอนิเมะมาใช้ด้วย สมเป็นสตามิวดี

พากย์สดจบก็คั่นด้วยเปิดคลิปประกาศมิวสิคัลภาคต่อกับ OVA และซีซั่น 3 ซึ่งคนดูก็กรี๊ดกันนะ แต่ไม่ค่อยตื่นเต้นตกใจกันเท่าไหร่เพราะประกาศกันมาตั้งแต่รอบกลางวันละ รู้นานละ 555555555

เออใช่ เวลาคั่นระหว่างช่วงต่างๆ จะมีฟรีทอล์กของตัวละครให้ดูด้วย บนจอจะฉายภาพตัวละครเวอร์ชั่นจิบิ แล้วตัวละครก็จะพูดคุยกันไปเรื่อยเปื่อย เซ็ตแรกเป็นเท็นเก็นจิ อินุมิเนะ ฮาจิยะ เซ็ตที่สองเป็นนายูกิ อุกาวะ อาเกฮะ เซ็ตสุดท้ายเป็นโฮชิทานิ ไคโตะ คุงะคุง โทราอิชิ เราชอบทั้งสามเซ็ตเลย น่ารักมากกกกกกกกกกกกกก ขำตอนที่โทราอิชิพูดอย่างภูมิใจว่าสมัยปีหนึ่ง ตัวเองที่อยู่ห้อง C ไปขลุกอยู่ห้อง B บ่อยจนกลายเป็นเหมือนเด็กห้อง B ไปแล้ว อืม จย้าาาาาาาา

หลังจากประกาศข่าวสารเรียบร้อยก็เป็นช่วงอำลาอาลัยทีละคน ช่วงนี้ซึ้งมากกกกกกกกกกก เพราะทุกคนจะพูดถึงสตามิว แสดงความรู้สึกต่อสตามิวและต่อตัวละครที่ตัวเองพากย์ออกมา ฮืออออออ (;___;)

ตอนพูดอำลานี่เรากรี๊ดมากช่วงทีมฮีรางิ ทีมนี้มัตสึโอกะคุงพูดคนแรก มัตสึโอกะคุงบอกว่า ในคลิปประกาศซีซั่น 3 เมื่อกี้บอกว่าจะมีคาโอไคใหม่ออกมาสินะ ผมจะขยี้พวกนั้นเอง! (ทำไมรุนแรงมาก ขำ 5555555555555) คนถัดมาคือเคนนุ เคนนุพูดด้วยเสียงโทราอิชิว่า “สตาร์อยู่ที่นี่แล้ว (スターならここにいる)” คำพูดนี้มาจากเนื้อเพลงคาเมเลี่ยนสตาร์ของทีมฮีรางิ (เคนนุพูดเสร็จมีการส่งจุ๊บให้คนดูด้วยนะ อ๊อยยยยยยย เมื่อกี้เพิ่งสารภาพรักชายอื่นอยู่หยกๆ ทีงี้ทำมาส่งจุ๊บ หมั่นสั้ยยยยยยยย) โอคิทสึซังที่พูดต่อจากเคนนุก็พูดประโยคเดียวกันด้วยเสียงอินุมิเนะ หลังจากนั้นก็เป็นตายูมะคุง ยูมะคุงพูดด้วยเสียงซาวาตาริคุงว่า スターならここにいます พูดจบก็โค้งแล้วผายมือไปทางโนบุคุงที่ยืนข้างๆ โอ๊ยยยยยยยยยยยย รู้หน้าที่อีกแล้ว!!!!!

ตลกที่พอยูมะคุงพูดจบแล้วถึงตาโนบุพูด สุวาเบะซังที่คอยเรียกให้แต่ละคนพูดก็เรียกโนบุว่า “สตาร์!” โนบุเลยพูดขึ้นมาว่า “สตาร์เดส!!” น่าร๊ากกกกกกกกกกกกกก (≧ω≦)(≧ω≦)

เราชอบที่ยูมะคุงกับโนบุคุงพูดอำลามากเลย ยูมะคุงพูดประมาณว่าจากนี้ไปก็จะคอยสนับสนุนทัตสึมิในฐานะอัศวินต่อไป ส่วนโนบุคุงบอกว่าสักวันอยากร้องเพลงในฐานะทีมฮีรางิในอีเวนท์บ้าง ถ้าได้ร้องแคริบเบียนกรูฟก็ดีสิ แล้วสองคนนี้เวลาคุยกันก็หันมองหน้ากันเป็นระยะๆ โอ้ยยยยยยย ความ The Elegance นี้ ฮรือออออออออ ขอบคุณค่ะะะะ ดีใจจังที่คนข้างในทัตสึมินกับซาวาตาริคุงเป็นสองคนนี้ (T__T)

ส่วนทีมโอโทริจำได้ว่ามาเอโนะพูดอะไรสักอย่างด้วยเสียงคุงะคุงนิดนึง แล้วก็ทำท่าดีดหน้าผากด้วย ส่วนเนื้อหาเราจำได้แค่ที่โฮโซยันพูด…… คือคนอื่นพูดกันยาวมาก แต่โฮโซยันพูดประมาณว่าจะรักษาสุขภาพครับ แค่นี้ ฮานาเอะเลยท้วงว่าทำไมสั้นจัง!! แล้วฮานาเอะก็ถามว่า คนที่ไม่รักษาสุขภาพนี่เรียกว่าอะไรสุเกะๆ นะ? โฮโซยันเลยตอบว่า ยาโบสุเกะ …..เล่นอะไรกันเนี่ย 5555555555555555

นอกนั้นที่พอจำได้ก็มีที่สุวาเบะซังบอกว่า ถ้ามีอีเวนท์อีกก็อยากมาแบบฟูลแคสต์ อยากร้องเพลงคาโอไค เพราะตอนนี้ยังไม่ได้สอนความหมายของการเป็นสุดยอดให้ทุกคนรู้เลย ตรงนี้มาจากเนื้อเพลงคาโอไค สุวาเบะซังร้องเป็นทำนองอย่างตั้งอกตั้งใจว่า 最上の意味~~ ว้าวววววๆๆ ถึงจะไม่ได้ฟังเต็มเพลง แต่ได้ฟังเวอร์ชั่นอะแคปเปลล่าท่อนนึงก็เป็นบุญหูแล้วค่ะ!

โอคิอายุซังกับโฮชิซังบอกว่าซีซั่นสามก็อยากให้แอนเชียนท์มีบทอีกจัง ถ้ามีอีเวนท์ก็อยากมาอีก อยากให้มีเพลงคู่กันด้วย (ดีค่ะดี สนับสนุน ขอเพลงคู่ฮารุโตะกับอุโอสึมิด้วย)

ส่วนอุเมะฮาระคุง เราลืมนับว่าวันนี้เค้าพูดคำว่ายูไซไปกี่ครั้งทั้งๆ ที่ตอนแรกทาเคอุจิคุงบอกให้ช่วยกันนับ 555555555 แต่ตอนสุดท้ายเค้าออกมาบอกว่า 今日は無罪だな! เอาเป็นว่าวันนี้ได้ฟังอุเมะฮาระคุงพูดคำว่ายูไซและมุไซไปหลายรอบมาก

อำลากันเสร็จครบทุกคนแล้วก็มีการฉลองวันเกิดให้โฮชิทานิคุงเล็กน้อย มีสต๊าฟเข็นเค้กหน้าโฮชิทานิคุงออกมา แล้วทุกคนก็คุยกันว่า วันนี้ยังไม่ใช่วันที่สิบซะหน่อย พอถึงวันที่สิบแล้วช่วยฉลองให้โฮชิทานิกันด้วยนะ!

ฮานาเอะลงรูปเค้ก+รูปถ่ายรวมทุกคน+รูปทีมโอโทริเอาไว้ในทวิตเตอร์ด้วย

หลังจากนั้นก็ร้องเพลง Gift ด้วยกันทุกคนเป็นการปิดงาน พอท่อนแรกขึ้นมาปุ๊บ สุวาเบะซังที่ตอนแรกยืนอยู่ริมๆ เวทีรีบวิ่งฉิ้ววววววววมากอดคอฮานาเอะร้องเพลงด้วยกันปั๊บ โอ้ยยยยยยย กรี๊ดหนักมาก โอโทริเซมไปปปปปปปปป (;____;)

หลังจากนั้นทุกคนก็เดินไปเดินมาตามมุมต่างๆ ของเวทีโดยทั่วกัน ละลานตาไปหมดจนไม่รู้จะมองใครก่อนดี เห็นโนบุนากะคุงกับมัตสึโอกะคุงกอดคอร้องเพลงกันอย่างสนิทสนมกลมเกลียวด้วย เอ็นดู๊เอ็นดู (〃▽〃)

พอจบเพลงนี้ก็จบงานละ บ๊ายบายยยยยยย T___T เป็นอีเวนท์ที่อิ่มอกอิ่มใจมากกกกกกก ประทับใจทุกคนมากๆๆๆๆๆๆ ดีใจที่ประกาศ OVA และซีซั่นสามในงานนี้ ถ้าจบอีเวนท์โดยไม่มีประกาศอะไรเลยเราคงจ๋อยยิ่งกว่าตอนน้องอาเกฮะไม่ได้ลายเซ็นพี่ฮารุโตะซะอีก (´・_・`)

สุดท้าย แปะรูปต่างๆ นานาที่พอเก็บได้ในทวิตเตอร์ เอามาแปะรวมๆ กันไว้จะได้คุ้ยหาทีหลังง่ายๆ งานนี้มีอีเวนท์ทั้งฝั่งอนิเมะและฝั่งมิวสิคัลพร้อมกันเลยมีรูปเยอะมากกกกกกกกกก โดยเฉพาะฝั่งมิวนี่ลงรูปกันเยอะแยะไปหมด เห็นแล้วเสียดายที่ไม่ได้ไปอีเวนท์ฝั่งมิวด้วย (;__;)

เสียดายไม่มีรูปคู่มาเอโนะกับเคนสุเกะคุง เห็นทวีตเคนสุเกะคุงแล้วก็นึกได้ว่าตอนพูดอำลา มาเอโนะบอกว่าฝากคุงะชูในอนิเมะและคุงะชูของเคนสุเกะคุงด้วย แหม น่ารักจังเลยคนเนี้ย♥

แล้วเจอกันใหม่ปีหน้านะคะหนุ่มๆ โรงเรียนอายานางิ! また来年!再来年も!

Advertisements

MBS ANIME FES 2017

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีอีเวนท์สามวันรวด วันศุกร์ดูบุไต วันเสาร์อีเวนท์ของ MBS วันอาทิตย์สตามิวเฟส เหนื่อยมากกกกก มีอะไรอยากเขียนเยอะมากจนไม่รู้จะเขียนถึงอันไหนก่อนหลังดี ตอนแรกว่าจะเขียนไล่ไปตามวัน แต่บุไตรู้สึกยังอยากใช้เวลาขบคิดให้ตกตะกอนก่อน งั้นเขียนถึง MBS ANIME FES ก่อนละกัน

อีเวนท์นี้ประกาศมาตั้งแต่ตอนกลางๆ ปี แต่ตอนประกาศยังไม่บอกเลยว่าจะมีนักพากย์หรือศิลปินคนไหนมาบ้าง บอกแค่ว่าเป็นอนิเมะเฟสที่มีเรื่องโอฟุริ, นานะสึโนะไทไซ, คุโรบาส, อาโอเอ็ก, ชินเกคิโนะเคียวจิน

พอเห็นเราก็รีบพุ่งไปชวนเพื่อนว่าสนใจมั้ย แม้จะยังไม่บอกว่ามีใครมาบ้าง แต่คิดว่ายังไงมันก็ต้องมีคนที่เรารู้จักมาบ้างแหละ (เป็นการจองตั๋วที่พิสูจน์จิตศรัทธาเยอะมาก) แถมจัดที่โอซาก้าด้วย นานๆ ทีจะมีอีเวนท์ใหญ่ๆ แบบนี้ที่โอซาก้าสักที สมัครไปแบบไม่คิดมากเลย แต่มันเปิดสมัครแบบสุ่มกี่รอบก็วืดหมด ฮิตมาก แย่งกันโหดมากแม้จะไม่ประกาศซะทีว่าใครมา จนสุดท้ายกว่าจะได้ตั๋วก็รอบอิปปังที่ต้องแข่งกันกด ซึ่งเรากดไม่ได้ แต่ม.ซังกดตั๋วยืนได้มา ในที่สุดดดดดดด ฮืออออออ

หลังจากนั้นชื่อนักพากย์ที่ประกาศมามีแค่แปดคนคือ โยนากะ สึบาสะ, นากามุระ ยูอิจิ, คาจิ ยูกิ, อามามิยะ โซระ, โอโนะ เคนโช, โอคาโมโตะ โนบุฮิโกะ, ฟุคุยามะ จุน และอิชิคาวะ ยุย จุดนั้นเห็นชื่อโนบุคุงแล้วกรี๊ดหนักมากกกกกก ฮือออออ มีโนบุมาก็ดีใจมากๆๆๆๆแล้ว ไม่คาดหวังอะไรมากไปกว่านี้แล้ว

อย่างไรก็ตาม หลังรายชื่อนักพากย์มันยังมีคำว่า and more ด้วย ซึ่งอีเวนท์นี้ปีก่อนๆ มักจะมีเซอร์ไพรส์เกสท์และมีศิลปินมาร้องเพลงเสมอ แต่รอบนี้ไม่บอกชื่อศิลปินมาเลยแม้แต่คนเดียว ดังนั้นก็ต้องไปลุ้นกันในงานอีกที

ตอนแรกเราไม่คาดหวังอะไรกับงานนี้เลยเพราะไม่รู้ว่างานมันจะเป็นยังไง ในห้าเรื่องนี้เคยดูอยู่แค่สามเรื่องเองด้วย ตั้งใจว่าวันนี้ได้ไปหาโนบุคุงก็พอใจละ ส่วนเกสท์นึกว่าอย่างมากก็คงมีแค่สองสามคน ศิลปินที่มาอาจจะเป็นคนที่เราไม่รู้จักเลยก็ได้เพราะเอาเข้าจริงก็ไม่ค่อยรู้จักศิลปินอนิซองเท่าไหร่หรอก ปรากฏว่างานออกมาเหนือความคาดหวังไปไกลมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก

งานจัดที่โอซาก้าโจฮอลล์ ตั๋วยืนจะต้องไปยืนกันอยู่แถวหลังสุดของชั้นสอง ฟังดูสุดแสนไกลโพ้น แต่เราเข้าไปยืนตรงมุมที่มองเห็นเวทีใกล้พอสมควร ถือว่าได้ที่ดีกว่าที่คิด ตรงกลางเวทีกับข้างเวทีสองข้างมีจอใหญ่ๆ เอาไว้ให้ดูด้วย ระหว่างรองานเริ่มก็มีฉายโฆษณาอนิเมะต่างๆ นานา มีเทรลเลอร์ FMA เวอร์ชั่นหนังด้วย ฉายวนไปวนมาจนจำคำพูดในเทรลเลอร์หนังได้แล้วเนี่ย

ตอนยืนรอเรากับม.ซังก็ทายเกสท์วันนี้กันไปเรื่อยเปื่อย เราบ่นๆ ว่าอยากให้ FLOW มาเพราะคลาดกับลุงๆ วงนี้มาหลายรอบแล้ว ตอนเค้าไปไทยเราก็อดดู เสียดาย T_T หรือถ้า FLOW ไม่มาขอเป็น GRANRODEO ก็ได้ เคยเจอคิโชซังมาหลายหนแล้ว แต่ยังไม่เคยดูไลฟ์ของ GRANRODEO ซะที อยากลองดูสดๆ สักครั้ง (เคยสมัครตั๋วไลฟ์ไปนะ แต่วืดหมด……OTL) ส่วนนักพากย์ทายกันไว้เยอะมาก ยกเว้นมิยาโนะมาโมรุที่รู้ว่ายังไงก็ไม่มีทางมาเพราะไปจัดคอนเสิร์ตอยู่ที่ไอจิ ลาก่อน

พอใกล้งานเริ่มไฟในฮอลล์ก็ดับพรึ่บ! มีเสียงอุจจี้ดังขึ้นมา ตามด้วยภาพสึกกี้จากไฮคิว ตอนนั้นตื่นเต้นนึกว่าอุจจี้จะมาเป็นเกสท์ แต่ดูจนจบงานแล้วก็ไร้เงาอุจจี้ 555555555 คือเค้าแค่เอาไฮคิวมาตัดต่อทำเป็นวีดิโอเตือนเรื่องมารยาทในการรับชมงานเฉยๆ ขนาดเราดูไฮคิวไปไม่กี่ตอนยังขำมากกกกกกก แบบเอาฉากซีเรียสๆ ในเรื่องมาพากย์ใหม่ เตือนว่าห้ามลุกขึ้นยืนเกะกะ ห้ามถ่ายรูป ห้ามอัดเสียง ฯลฯ พอเตือนเสร็จสึกกี้กับอีกคนในไฮคิวที่เราจำชื่อไม่ได้ก็คุยกันว่า ต้องทำยังไงถึงจะทำให้อีเวนท์วันนี้เริ่มต้นแบบมันส์ๆ อุจจี้เลยไปตามตาลุงคนนึง แล้วภาพค่อยตัดมาเป็นไทบัน ตาลุงก็ชวนคนดูคอลอะไรสักอย่าง ลืมไปแล้ว แต่เป็นคำคันไซเบ็ง ตลกดี คนดูก็ช่วยๆ กันคอล มันส์ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม

คอลเสร็จก็มีให้นับถอยหลังด้วยกัน แล้วจอก็ดับพรึ่บ ตามด้วยเสียงอินโทรเพลงกุเร็นโนะยูมิยะ โอ้ยยยยยยยยย กรี๊ดดดดดดดดดดดด Linked Horizon จ้าาาาา เซอร์ไพรส์ตั้งแต่คนแรกเลยเด้ออออออ ….จริงๆ ก็เดาไม่ยากมั้ยว่าวงนี้จะมา 555555555 แต่พอมาจริงก็ตื่นเต้นอยู่ดี ตอนเพลงท่อน Sie sind das Essen und Wie sind die Jäger!!!!! ดังขึ้นมานี่เรากรี๊ดหูดับตับไหม้ เพลงนี้เป็นเพลงที่เราชอบมากเวลาไปร้องเกะ (ทั้งๆ ที่มันชอบไม่มีเนื้อเพลงให้ ดำน้ำรัวๆ 555555555) ไม่นึกว่าจะได้มาตะโกน เย้กาาาาา!!! กับ Revo ตัวจริงเสียงจริง แค่เพลงเปิดงานก็สนุกมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก

พอเพลงจบก็เข้าช่วงพากย์สด นักพากย์ช่วงชินเกคิที่ในเว็บบอกไว้มีคาจิคุงในบทเอเร็นกับอิชิคาวะยุยในบทมิคาสะ ส่วนฉากที่พากย์จะตัดๆ มาจากในซีซั่นสอง (ซึ่งเรายังดูไม่จบเลยโดนสปอยล์ไปเต็มๆ……) มีทั้งบทบรรยายความรู้สึกของเอเร็นกับมิคาสะต่อเหตุการณ์ต่างๆ ในเรื่อง และบทพูดฉากนั้นๆ ในเรื่อง

สองคนนี้พากย์ด้วยกันสักพักก็มีบทพูดของไรเนอร์ขึ้นมาพร้อมภาพไรเนอร์บนจอ และ และ และะะะ โฮโซยันก็เดินออกมาจ้า โอ้ยยยยยยยยยยย กรี๊ซซซซซซซซซซ อ๊ากกกกกกกก โฮโซยั๊นนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน คนนี้เดินออกมาเรากรี๊ดเสียสติยิ่งกว่าตอน Linked Horizon โผล่มาประมาณแปดสิบเท่า ตอนแรกนึกว่าถ้ามีเกสท์เรื่องนี้มาคงเป็นคามิยันมั้ง ไม่นึกไม่ฝันว่าโฮโซยันจะมาด้วย เพิ่งเคยเจอโฮโซยันครั้งแรกเลยเนี่ย อุตส่าห์ถ่อมาเซอร์ไพรส์กันถึงโอซาก้า ขอบคุณค่ะ ขอบคุณค่ะะะะ (;___;)

แต่ด้วยความที่วันนี้โฮโซยันมาในบทไรเนอร์ โฮโซยันเลยต้องพากย์บทตะโกนๆ เยอะมาก ฟังแล้วใจไม่ค่อยดี เพิ่งกลับมาจากพักงาน ไม่รู้คอหายดีรึยัง อย่าฝืนนะคะะะะ เป็นห่วง (T___T)

ถึงจะยังดูซีซั่นสองไม่จบแต่ฉากที่ตัดมากับบทพากย์ก็เขียนมาชวนขนลุกนะ เราชอบ! พากย์สดจบแล้วทั้งสามคนก็โค้งให้คนดูอย่างสวยงาม แล้ว Linked Horizon ก็โผล่มาร้องเพลง 心臓を捧げよ อีกเพลง เพลงนี้ก็มันส์มากกกกกกกก ปกติก็ไม่ได้ชอบเพลงนี้เป็นพิเศษนะ ไม่เคยฟังแบบเต็มด้วยซ้ำ แต่แบบไลฟ์สนุกมาก!!!! มีแดนเซอร์คอยถือแท่งอะไรสักอย่างที่ดูเหมือนไลท์เซเบอร์สีขาวรำกระบี่กระบองอยู่ข้างหลัง ส่วน Revo ร้องไปร้องมามีการตีลังกาด้วย เต็มที่ไปอี๊กกกกก สนุก!!!!!!!!!

เรื่องแรกจบไปแล้วก็เข้าสู่ช่วงของอาโอเอ็ก เรื่องนี้โนบุกับฟุคุจุนมากันสองคน ไม่มีเซอร์ไพรส์เกสท์

หลังจากขนลุกกับเรื่องแรกกันไปแล้วสองคนนี้ก็โผล่มาคิลมู้ด 5555555555 เรื่องนี้โนบุพากย์เป็นพี่ ฟุคุจุนพากย์เป็นน้อง สองคนนี้ออกมาเล่นตลกกันแบบพี่น้อง สถานการณ์คือพี่น้องโอคุมุระเดินทางมาซื้อของหน้าอีเวนท์นี้ที่โอซาก้า แต่เดินทางมาไม่ถึงโอซาก้าโจฮอลล์กันซะที เพราะคนพี่ชอบแว้บไปหาของกินหรือแอบไปเที่ยวที่โน่นที่นี่ในโอซาก้า ลำบากคนน้องต้องคอยไปลากตัวพี่กลับมา

ถึงจะไม่เคยดูอาโอเอ็กมาก่อนแต่เราชอบช่วงนี้มากกกกกกก น่ารักมากกกกกกกก ตลกด้วย มีการเล่นมุกข้ามเรื่องเยอะมาก ล้อเลียนนักพากย์คนอื่นๆ เยอะแยะไปหมด ล้อตัวเองก็มี อย่างเช่นอยู่ดีๆ โนบุคุงก็พูดประโยคจากไฮคิวออกมาหน้าตาเฉย 55555555 แถมเล่นมุกเกี่ยวกับโอซาก้าเต็มไปหมด ถ้าอยู่โอซาก้าจะขำมาก ประทับใจมุกอุเมดะดันเจี้ยนมาก 555555555 ที่สำคัญ โนบุคุงนั่ลลั๊กกกกกกกกกก มายฮาร์ททททททททททท♥♥♥ จุนจุนก็ตัลโหลกกกกก ตีบทแตกกระจุยทั้งคู่ ชอบคอมบินี้มากจนอยากดูอาโอเอ็กเลยเนี่ย

หลังจากเล่นตลกกันเสร็จก็มีพากย์จริงจังกันต่ออีกหน่อย อารมณ์คล้ายๆ ของชินเกคิคือตัดฉากในเรื่องมาเรียงๆ แล้วให้ตัวละครบรรยายความรู้สึก คนพี่จะพูดถึงน้อง ส่วนคนน้องพูดถึงพี่ เวลาตะโกนจะมีเอฟเฟคต์ไฟสีฟ้าๆ พุ่งขึ้นมาหน้าเวทีด้วย อลังการงานสร้างดีแท้

จบสองเรื่องนี้ก็มีช่วงทอล์กนิดหน่อย ให้นักพากย์ทั้งห้าคนออกมายืน มีพิธีกรคอยถามคำถามว่าวันนี้รู้สึกยังไงบ้าง ทีมชินเกคิจะมาแนวจริงจังนิดนึง ส่วนทีมอาโอเอ็กจะบ้าๆ บอๆ หน่อย บ้าตั้งแต่ท่าเดินเข้ามาละ 555555555 ตรงนี้จำไม่ค่อยได้ว่าใครพูดอะไรบ้าง จำได้แต่โฮโซยันใช้คำว่า 大阪に上陸 เลยโดนจุนจุนตบมุกว่า โอซาก้ากับโตเกียวไม่ได้เป็นคนละแผ่นดินซะหน่อย! ใช้คำผิดแล้ว! คือจุนจุนจะเป็นคนคอยตบมุกให้คนอื่นตลอด ตลกดี อีเวนท์ไหนมีจุนจุนรับประกันความตลกได้เลย

ทอล์กจบก็เข้าช่วงโอฟุริ โยนากะซังกับนากามุระซังมากันสองคน

โอฟุรินี่เราไม่เคยดูเลยแม้แต่ตอนเดียว แต่เคยได้ยินมาว่ามันแอบวาย พอได้ดูพากย์สดงานนี้ก็ อืม แบบนี้มันไม่แอบแล้วแหละ 555555555

ฉากที่ใช้พากย์สดของโอฟุริทำดีนะ ไม่ต้องรู้เรื่องมาก่อนก็ดูรู้เรื่อง เหมือนสรุปช่วงแรกๆ ให้ดู จากที่ไม่เคยสนใจก็อยากดูขึ้นมาแล้วเนี่ย (จริงๆ ฉากพากย์สดเขียนมาดีทุกเรื่องเลย อยากดูทุกเรื่องที่ไม่เคยดู)

โอฟุริพากย์จบมีการให้คนดูลุกขึ้นยืนร้องเพลงในเรื่องด้วย แต่เราร้องไม่เป็นเลยได้แต่ยืนโบกเพนไลท์….. ระหว่างร้องเพลงก็มียิงปืน(?)แจกไซน์บอล นากามุระซังบอกทีหลังว่าในนั้นมีลายเซ็นโนบุกับฟุคุจุนด้วย อ๊ากกกกกก ดีจังงงงงงง อิจฉาคนได้ไปครอบครอง (;___;)

จบช่วงโอฟุริก็มีศิลปินโผล่มาอีก และศิลปินรายต่อมาก็คือ FLOW จ้าาาาาาาา อ๊ากกกกกกกกกกก FINALLYYYYYYYYYYY ในที่สุดก็ได้ฟัง FLOW เล่นสดซะที ฮรือออออออออออออออออ

ยิ่งไปกว่านั้น!!! เพลงที่ลุงๆ FLOW มาร้องในวันนี้คือ COLORS จาก Code Geass จ้าาาาาาาาา โอ๊ยยยยยยยยยย ไม่นึกไม่ฝันนนนนนนนนน วงนี้ร้องเพลงอนิเมะเยอะแยะตาแป๊ะไก่ แต่เพลงที่เค้าเลือกมาร้องคือเพลงของเค้าที่เราชอบที่สุดอะะะะะะะ กราบบบบบบบบบบบบบ ส่วนอีกเพลงคือเพลง DAYS ของยูเรก้าเซเว่น อันนี้ไม่อินกับเพลงเพราะจำเนื้อเรื่องยูเรก้าเซเว่นไม่ได้เลย…. แต่ลุงๆ FLOW เล่นมันส์มากจริงสมคำร่ำลือ อยากไปไลฟ์ลุงๆ เลยเนี่ย ลุงๆ โฆษณาว่าปลายปีจะมีไลฟ์ที่คัดเฉพาะอนิซองด้วย น่าไปจังงงงงง

ลุงๆ FLOW เล่นจบแล้วตามด้วยเรื่องเซอร์ไพรส์ที่ไม่ได้บอกมาก่อน คือ Fullmetal Alchemist พอฉายภาพเรื่องนี้ขึ้นจอนี่คนดูกรี๊ดกันฮอลล์แตก เรื่องนี้มีปาคุโรมิซังที่พากย์เอ็ดมากับคุกิมิยะริเอะซัง (aka คุกิ๊ว) ที่พากย์อัล

เราไม่ได้ดูเรื่องนี้ (เคยอ่านแต่โดจิน…..) แต่ฉากที่ตัดมาพากย์ก็ดีมากอีกแล้ว ขนาดไม่เคยดูยังเกือบร้องไห้ ชอบมาก อารมณ์คล้ายๆ ของอาโอเอ็กแหละ คือพี่น้องต่างบรรยายความรู้สึกถึงกัน ดราม่ามาก ทั้งสองคนพากย์ดีมากจนขนลุก และเหนือสิ่งอื่นใดคือปาคุซังหล่อมากกกกกกกกกกกกกกกก หลุดมาจากทาคาระสึกะรึเปล่าคะ ทำไมหล่อขนาดนี้!! พอพากย์จบแล้วปาคุซังก็เดินไปจับมือคุกิ๊วเข้าไปหลังเวทีด้วยกัน น่าร๊ากกกกกกกกก (≧д≦)(≧д≦)

จบช่วง FMA ก็เข้าช่วงทอล์กอีกรอบ คราวนี้มีทีมโอฟุริกับทีม FMA ออกมาคุยกัน โยนากะซังพูดถึงความรู้สึกที่ได้กลับมาพากย์โอฟุริอีกครั้งหลังจากไม่ได้พากย์มานานมาก บอกว่าพออายุเท่านี้แล้วกลับมาพากย์ฉากที่เคยพากย์สมัยก่อนก็รู้สึกเข้าใจความรู้สึกตัวละครมากขึ้น (หรืออะไรประมาณนี้ จำได้แบบเบลอๆ) แถมยังพากย์ไปร้องไห้ไปอีกต่างหาก ปาคุซังก็บอกว่าเนี่ย ตัวเองก็พากย์ไปร้องไห้ไปเหมือนกัน นากามุระซังเลยบอกว่า เมื่อกี้เอามือเลอะน้ำมูกมาเช็ดเสื้อผมใช่มั้ย 555555555555555 พีคกว่านั้นคือปาคุซังหันมาถามคนดูว่ามีใครอยากได้น้ำมูกของตัวเองมั้ยแล้วคนดูกรี๊ดกันเยอะมาก พวกหร่อนนนนนนนน 5555555555555

ช่วงทอล์กรอบนี้คุกิ๊วน่ารักมว๊ากกกกกกกกกกกกก (≧ω≦) ทุกครั้งที่เค้าพูดอะไรขึ้นมาด้วยเสียงสุดมุ้งมิ้ง ทั้งคนบนเวทีและผู้ชมจะพากันครางฮือด้วยความเคลิบเคลิ้ม ปาคุซังก็ชอบชมว่าริเอะคาวาอี้ ริเอะไดสุกิ โอ้ยยยยยย เลิฟๆ กันเหลือเกิน

นอกจากนั้นปาคุซังก็เล่าว่าวันก่อนเพิ่งไปนิทรรศการของ FMA มากับคุกิ๊ว แล้วเมื่อวานก็เพิ่งได้ดูฉบับหนังเวอร์ชั่นทดลองฉายด้วย เป็นหนังที่ดีมาก เอ็ดและอัลอยู่ในหนังเรื่องนี้จริงๆ ขนาดปาคุซังดูแล้วยังสะเทือนใจจนไม่รู้ว่านี่ตัวเองดูในฐานะปาคุโรมิหรือเอ็ดเวิร์ดกันแน่ อยากให้ทุกคนไปดูกันเยอะๆ นะ โอ้โห ปาคุซังเชียร์ซะเราอยากไปดู (เป็นอีเวนท์ที่ทำให้อยากดูไปหมดทุกสิ่งอย่าง น่ากลัวที่สุด)

เรื่องต่อมาคือคุโรบาส เรื่องนี้คนดูกรี๊ดดังมากกกกกกกกก สังเกตมาตั้งแต่ก่อนเข้างานแล้วว่ารอบตัวมีคนถือกระเป๋าคุโรบาสเดินกันเต็มไปหมด พอถึงคิวเรื่องนี้ก็กรี๊ดกันถล่มทลายตามคาด

คุโรบาสเป็นเรื่องที่คิดว่ายังไงก็ต้องมีเกสท์สักคนแหละ เพราะในรายชื่อที่บอกไว้มีเคนโชคนเดียวเอง แต่เดาว่าอาจจะเป็นคามิยัน (ทำไมเดาคามิยันทุกเรื่อง นี่เราเห็นคามิยันว่างมากเหรอ…..) ปรากฏว่าเกสท์เรื่องนี้คือเรียวเฮนี่ซังกับสุวาเบะซัง โอ้ยยยยยยยยยยยยยย อ๊ากกกกกกกกกกกก กรี๊ซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซ ว๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

ตอนเรียวเฮโผล่มากรี๊ดเป็นบ้าเป็นบอเพราะเรื่องนี้เราชอบคีจังสุดแล้ว และเรียวเฮก็มาพากย์คีจังให้ฟังสดๆ!!!!! เรียวเฮออกมาพากย์กับเคนโชสักพัก สุวาเบะซังก็ออกมาอีกคน!!!!!!!!! ตอนนั้นม.ซังเพนไลท์ถ่านจะหมดเราเลยให้ยืมของเราไปโบก พอสุวาเบะซังโผล่มาเรากรี๊ดหนักมากจนม.ซังถามว่าจะเอาเพนไลท์ไปโบกสีน้ำเงินมั้ย เราจึงตอบไปอย่างสงบนิ่งว่า อ๋อ เราไม่ได้ชอบอาโอมิเนะ จบ ขอโทษค่ะสุวาเบะซัง……

ฉากพากย์สดของคุโรบาสตอนแรกๆ เป็นช่วงที่คีจังมาชวนคุโรโกะย้ายโรงเรียน ตอนพูดว่า やっぱ黒子っち下さい สาวๆ กรี๊ดกันโอซาก้าโจฮอลล์สั่นสะเทือนไปหมด ตลกมาก 555555555555555 ส่วนตอนหลังๆ ตัดแมทช์ที่คีจังกับอาโอมิเนะแข่งกันมาให้เรียวเฮกับสุวาเบะซังพากย์สด แอบแปลกใจที่ตอนคีจังพูดว่า 憧れるのはもうやめる ไม่มีใครกรี๊ดเลย เรานึกว่าคนจะชอบประโยคนี้กันเยอะซะอีก

พอพากย์สดจบก็เห็นในเงาเวทีมืดๆ ว่ามีเครื่องดนตรีวางๆ ม.ซังที่ยืนข้างเราก็ตื่นเต้นว่า คิโชเหรอ!!?? คิโชรึเปล่า!!!! เราก็ลุ้นไปด้วย นี่คุโรบาสนะ มีหวัง!!! และแล้วก็เป็น GRANRODEO จริงด้วยยยยยยย อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

GRANRODEO ร้องสองเพลงคือ Can Do กับ Glorious days ชอบทั้งสองเพลงเลยฮือออออออออออออออออ จริงๆ เพลงคุโรบาสที่เราชอบที่สุดคือ The Other Self แต่ได้ฟังสองเพลงนี้ก็ดี โอเค ดีงามมาก ในที่สุดก็ได้ฟัง GRANRODEO เล่นสดซะที ฮือ ฮื้ออออออออออออออ ฮื๊อออออออออออออออออออออ

ตอนเล่นจบเพลงแรกคิโชซังบอกว่าขอพูดอะไรส่วนตัวหน่อยได้มั้ย อนิเมะในงานวันนี้เนี่ยผมก็พากย์หลายเรื่องนะ ชินเกคิเอย โอฟุริเอย คุโรบาสนี่ก็ใช่ แต่ทำไมถึงได้รับเชิญมาร้องเพลงอย่างเดียวล่ะ นอกจากผมเป็นนักร้องที่ชื่อคิโชแล้วยังเป็นนักพากย์ชื่อทานิยามะคิโชด้วยนะ! คุณมือกีตาร์เลยบอกว่า ปัญหาคือค่าจ้างไงล่ะ

แต่ฟังคิโชซังบ่นแล้วเสียดายไปด้วยเหมือนกัน ในชินเกคิเราชอบแจนสุดแล้ว อยากฟังเค้าพากย์แจนสดๆ มั่งอ้ะะะ แต่ไม่เป็นไร ชินเกคิพาโฮโซยันมาพากย์ให้ฟังนี่ก็ซาบซึ้งมาแล้ว T__T

ส่วนเรื่องสุดท้ายคือนานะสึโนะไทไซ ตามรายชื่อแล้วเรื่องนี้มีคาจิคุงกับอามามิยะ โซระ (aka เท็นจัง) มากันสองคน แต่ไปๆ มาๆ มีเกสท์มาเพิ่มอีกคนคือยูกิอาโออิ ดีใจที่เป็นคนนี้เพราะเค้าตลก เราชอบ 5555555555555 นอกจากนั้นฟุคุจุนก็โผล่มาพากย์แจมด้วย ฉากพากย์สดของเรื่องนี้ช่วงแรกเน้นพระเอกนางเอก ช่วงหลังเน้นดิอันเน่กับคิง (เสียดายกิลธันเดอร์อปป้ามัวแต่ไปจัดไลฟ์ ไม่ยอมมาแจมมั่ง ฮือออออออออออ)

เราว่าคาจิคุงเวลาพากย์เรื่องนี้น่าเอ็นดูกว่าตอนเป็นเอเร็นเยอะเลย ตอนเป็นเอเร็นจะทำหน้าเครียดๆ ตลอดเวลา แต่พอเป็นเมลิโอดัสแล้วร่าเริงแจ่มใสมากๆ ส่วนเท็นจังก็น่ารักมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ยูกิอาโออิตลกเหมือนเดิม ส่วนฟุคุจุนก็ ฟุคุจุน…….

หลังจากนั้นมีช่วงทอล์กของคุโรบาสกับนานะสึโนะไทไซด้วย สุวาเบะซังบอกว่าตั้งแต่อัดเสียงลาสท์เกมก็ไม่ได้พากย์เป็นอาโอมิเนะอีกเลยจนกระทั่งวันนี้ เรียวเฮเลยตบไหล่บอกว่าอย่าพูดเรื่องเศร้าสิ ตลก 5555555555 ส่วนเคนโชบอกว่าวันนี้ตื่นเต้นมากกกกกก เรียวเฮก็แซวอีกว่าเคนโชตื่นเต้นมากจริง มือสั่นเลย (รายนี้นี่ก็คอยพูดตบทุกคน 555555555)

เออใช่ ช่วงทอล์กแต่ละรอบจะเริ่มด้วยการขอเสียงคนดู คนแรกขอเสียงอารีน่า คนสองขอเสียงชั้นสอง คนที่สามขอเสียงไลฟ์วิว ส่วนคนต่อๆ มาต้องสร้างสรรค์กันเองว่าจะขอเสียงใคร แล้วฟุคุจุนเป็นคนสุดท้ายทั้งสองรอบ ตอนรอบแรกฟุคุจุนขอเสียงชาวโลก ส่วนรอบสองบอกว่า นี่มันเดจาวู…. แล้วก็ขอเสียง 第三銀河 แอร๊ยกรี๊ดดดดดดดดด อาดรายขาาาาาาาาาาาาา (≧д≦)(≧д≦)

ตอนท้าย FLOW กับ GRANRODEO ออกมาร้องเพลง SEVEN ด้วยกัน สองวงนี้เล่นมันส์ทั้งคู่ พอมาเล่นด้วยกันก็ยิ่งสุดเหวี่ยง คิโชซังดีดมากเหมือนเดิม เตะขาแรงจนเราต้องคอยลุ้นว่าจะเผลอเตะไปโดนลุงๆ FLOW รึเปล่า ฝั่ง FLOW ก็มันส์จัดเต็มกันมาก เดี๋ยวสองวงนี้จะจัดไลฟ์ด้วยกันด้วย น่าไปมากกกกกกกกก

หลังจากนั้นบนจอก็ฉายภาพเครดิตจบงาน เป็นรายชื่อว่าวันนี้มีเรื่องอะไรและมีใครมาบ้าง แต่เครดิตเล่นไปสักพักภาพก็เริ่มแตกๆ เหมือนโดนคลื่นแทรก สักพักก็ขึ้นตัวแดงกะพริบว่า EMERGENCY ก่อนจะขึ้นข้อความว่ามีศิลปินในตำนานบุกมา!

จุดนั้นไม่ทันคิดว่าใครมา ได้แต่คิดว่าโอ้โห กล้าใช้คำว่า legend นี่ขอให้เป็นระดับตำนานจริงๆ นะ

ปรากฏว่าคนที่มาคือทาคาฮาชิ โยโกะซัง!!!!!! โอ้ยยยยยยยยยยยย โอ้โห๊วววววววววววววว แน่นอนว่าเพลงที่ร้องคือ 残酷な天使のテーゼ จ้าาาาาาาา ว้ายกรี๊ดดดดดดดดดดด โอ้มายก้อดดดดดดดดด บ้าไปแล้ววววววววว นี่มันหรูหรามากกกกกกกกกก เพลงนี้คือเพลงชาติของเราเวลาร้องเกะเลยนะ!!!! วินาทีนั้นเราแทบเป็นลมแล้ว อีเวนท์นี้มันจะคุ้มค่าตั๋วเกินไปมั้ย ค่าตั๋วแปดพันเยนได้คอนเทนต์มูลค่าประมาณแปดหมื่น คุ้มมากกกกกกกกกกก ชีวิตนี้ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีโอกาสได้ฟัง 残酷な天使のテーゼ แบบสดๆ จากศิลปินที่เป็นเจ้าของเพลง แล้วเพลงนี้ก็ระดับตำนานจริงๆ สมควรใช้คำว่า legend แล้ว ถูกต้องเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง

ส่วนอีกเพลงคือเพลง TENSIONS – welcome to the stage เป็นเพลงที่เอา BGM ในเอวามาใส่เนื้อร้องลงไป เราเพิ่งรู้ว่ามีเพลงนี้อยู่บนโลกด้วย……… ระหว่างที่ทาคาฮาชิซังร้อง บนจอก็จะเปิดภาพจากเอวาตลอด ขำมากตอนที่ภาพหน้าคาโอรุแบบโคลสอัพโผล่มาบนจอแล้วเสียงกรี๊ดดังสนั่นขึ้นมาทันที (ในบรรดาเสียงกรี๊ดนั้นรวมเสียงเราอยู่ด้วย)

พอทาคาฮาชิซังร้องจบเครดิตก็ฉายต่อจนจบ ระหว่างนั้นเราก็หันไปบ่นกับเพื่อนว่า ขอกันดั้มสักภาคไม่ได้เหรอ (´・_・`)

เครดิตจบแล้วบนจอก็ขึ้นข้อความว่าตั้งแต่ MBS เริ่มฉายอนิเมะเรื่องแรกคือกันดั้มซี้ดก็ผ่านมาแล้วหลายร้อยเรื่อง ขอบคุณที่สนับสนุนกันมาตลอด วันนี้ขอบคุณทุกคนที่มา ฯลฯ สักพักก็มีเสียงผู้ชายพึมพำแทรกเข้ามา ก่อนจะตะโกนว่า ยังไม่จบหรอก!!!!!!!

และ และ และะะะ T.M.Revolution ก็โผล่มาร้อง INVOKE อ๊ากกกกกกกกก อ๊ากกกกกกกกกกกก กันดั้มมมมมมมมมมมมมมมมม ถามหาปุ๊บก็มาเลย บ้าไปแล้ว บ้าไปแล้วววววววววววววววววววว นอกจากจะมีกันดั้มโผล่มาสมใจอยากแล้วยังเป็นภาคที่เราชอบที่สุดด้วย ฮรือออออออออออ จริงๆ นึกว่าถ้าจะมีกันดั้มสักภาคคงเป็นออร์แฟนส์หรือไม่ก็ 00 ไม่นึกเลยว่าจะมี SEED โผล่มา ดีใจมากกกกกกกกกกกก T______T

ส่วนอีกเพลงเป็นเพลง SWORD SUMMIT จากบาซาร่า เพลงนี้แม้ไม่เคยดูบาซาร่าก็มันส์มากๆๆ เช่นกัน!

ตอนสุดท้ายมีทอล์กรวมนักพากย์ทุกคนในวันนี้ แต่โฮโซยันกลับไปโตเกียวแล้วเพราะติดงานอื่น โฮโซยันเลยฝากจดหมายเอาไว้ ให้คาจิคุงเป็นตัวแทนอ่าน ตอนก่อนอ่านคาจิคุงทำท่าเหม่อลอยเงยหน้ามองฟ้า จุนจุนเลยต้องตบมุกว่า “ยังไม่ตาย!”

เนื้อหาจดหมายของโฮโซยันก็มีขอบคุณคนดู แล้วก็บอกคาจิคุงกับอิชิคาวะยุยซังว่าอาหารเช้าเนี่ยดีนะ กินอาหารเช้ากันเถอะ และขอบคุณเคนโชว่าข้าวเย็นเมื่อวานอร่อยมาก

อ่านจดหมายโฮโซยันเสร็จแล้วทุกคนก็บอกลากันทีละคน เริ่มจากทีมนานะสึไล่ย้อนกลับมาที่ทีมชินเกคิ ช่วงบอกลานี่จะเฮฮากว่าช่วงทอล์กระหว่างเรื่องหน่อยเพราะอยู่กันหลายคน

ขำตอนเท็นจังพูดว่า ตอนออกมาพากย์คนเดียวตื่นเต้นมากจนคิดในใจว่าคาจิซังรีบๆ ออกมาทีเถอะ เคนโชเลยพูดอย่างเห็นอกเห็นใจว่า พากย์คนเดียวเนี่ยเหงาเนอะ คือตอนแรกเคนโชก็ต้องออกมาพากย์คนเดียวเหมือนกัน โธ่ น่าสงสาร 55555555555

ตอนเรียวเฮพูดเรื่องไอจีก็ตลกมาก เค้าบอกว่าเมื่อวานลงรูปที่โอซาก้าในไอจีเลยโดนคาจิคุงโกรธ คาจิคุงดุว่าเป็นซีเครตเกสท์แท้ๆ ทำแบบนั้นได้ยังไงกัน! แต่พอเราไปเปิดดูรูปในไอจีเค้าแล้วพบว่าเป็นรูปแก้วเหล้าซึ่งไม่ได้มีอะไรบ่งบอกเลยว่าอยู่โอซาก้า คาจิคุงจะโกรธทำไมคะะะะะะ

จริงๆ มีอะไรตลกเยอะมาก สุวาเบะซังก็ตลก ตอนแรกบอกว่าวันนี้ตัวเองแก่ที่สุดในเวทีนี้ แล้วก็บอกว่า อุ๊ย! ไม่ใช่สิ ขอโทษนะปาคุซัง (จงใจพูดแกล้งชัดๆ 55555555) ปาคุซังเลยบอกว่า ชั้นแก่กว่าแค่สองเดือนเองย่ะ!! คือปาคุซังตลกมากเวลาคุยกับลุงๆ 5555555 นากามุระซังก็แอบเผาว่าหลังเวทีจะแบ่งเป็นห้องแต่งตัวชายหญิง แต่ปาคุซังเป็นคนเดียวที่เข้าๆ ออกๆ ทั้งสองห้องหน้าตาเฉย ปาคุซังเลยแก้ตัวว่ามันช่วยไม่ได้นี่นา พอเข้าไปห้องสาวๆ แล้วไม่มีใครอยู่มันเหงานะ! ฝั่งห้องแต่งตัวชายออกจะส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวน่าสนุกออก!

แล้วทีม FMA นี่ก็จู๋จี๋กันจนเราเขินแทน (////ー////) ยกตัวอย่างเช่นพอคุกิ๊วพูดความรู้สึกในวันนี้เสร็จ ปาคุซังก็หันไปมองหน้าคุกิ๊วแล้วบอกว่า ริเอะ รักนะ♥ แล้วก็เข้าสู่โลกของสองคน จนพิธีกรถามอะไรสักอย่าง ปาคุซังเลยบอกว่า ขอโทษที เผลอเลิฟๆ เกินไปหน่อย แหมมมมมมมมมมมมม

พอพูดปิดท้ายจนครบทุกคน คราวนี้งานก็จบจริงๆ ละ เป็นงานที่คุ้มค่ามากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก กรี๊ดคอแตก โบกเพนไลท์มือจะหัก เซอร์ไพรส์เยอะแยะไปหมด นี่ถ้าเค้าบอกมาตั้งแต่แรกว่าจะมีใครมาบ้าง เผลอๆ เราอาจจะไม่ได้ตั๋วเลยก็ได้นะ หรูหราอลังการเหลือเกิน งานเริ่มสี่โมงแต่เลิกตั้งสองทุ่ม ตั้งสี่ชั่วโมง!!! นี่เรายืนดูตลอดสี่ชั่วโมง!!!!! แต่ตั๋วยืนที่กว้างดี ชอบมาก พื้นที่ในการเคลื่อนไหวเยอะมาก พอเมื่อยๆ ก็สามารถยืดเส้นยืดสายได้สบาย ช่วงเพลงมันส์ๆ ก็โยกกันมันส์มาก สนุกมากๆๆๆๆๆๆๆ

ขอบคุณนักพากย์และศิลปินทุกท่านที่ถ่อมาถึงโอซาก้าในงานนี้ค่ะ

นานๆ ทีโอซาก้าจะมีอีเวนท์อะไรยิ่งใหญ่แบบนี้บ้าง ดีจังเลย จัดบ่อยๆ ได้มั้ย อย่างน้อยปีหน้าก็จัดอีกเถอะ ได้โปรดดดดดดด (;____;)

สุดท้าย

โนบุคุงในรูปที่โยนากะซังลงน่ารักแม่กกกกกกกกกกกกกก♥♥

KING OF PRISM -PRIDE the HERO- Song&Soundtrack

ตั้งแต่ได้อัลบั้มซาวด์แทรค KING OF PRISM -PRIDE the HERO- มาเมื่อวานจนถึงบัดนี้ยังหยุดฟังไม่ได้เลย ฟังรัวๆ ฟังทั้งอัลบั้มวนไปวนมาทั้งวัน ทำงานก็ฟัง อู้งานก็ฟัง กินข้าวก็ฟัง อาบน้ำยังฟัง ยิ่งฟังยิ่งอยากกรีดร้องจนรู้สึกว่าไม่ได้การแล้วแหละ ความรู้สึกที่สั่งสมในใจนี้มันต้องได้รับการระบาย เพราะฉะนั้นวันนี้จะมาเขียน 感想 ของแต่ละเพลงในอัลบั้มนี้ซะหน่อย!

 

 

※※ คำเตือน: สปอยล์ PRIDE the HERO หนักมาก ※※ 

 

 

ก่อนอื่นขอกรี๊ดปกอัลบั้มก่อนเลย ตอนเห็นปกครั้งแรกแทบยกมือปิดปากน้ำตาไหล ฮิโระซามะะะะะะะ โอเวอร์เดอะเรนโบวววววววววว์ ฮืออออออออ

ปลาบปลื้มมากที่เลือกฮิโระในชุดนี้มาวาดปก เป็นหน้าปกที่สมกับชื่อภาค PRIDE the HERO มากจริงๆ ชอบตรงกลีบกุหลาบสีเหลืองที่ปลิวว่อนด้วย เคยอ่านสัมภาษณ์ผู้กำกับ สต๊าฟ และนักพากย์เรื่องนี้มาเยอะแยะ หลายๆ คนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าภาคนี้เป็นภาคของฮิโระ เป็นเรื่องราวของฮิโระ เพื่อฮิโระ ซึ่งพอได้ดูแล้วก็พบว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะฉะนั้นเลยดีใจมากที่ปกซาวด์แทรคทำออกมาเพื่อฮิโระเช่นเดียวกับตัวหนัง ชอบปกนี้มากที่สุดในบรรดาทุกแผ่นที่ผ่านมาของคิงปุริ&โอเวอร์เดอะเรนโบว์เลย

ข้อเสียเพียงอย่างเดียวของปกนี้คือมันแอบสปอยล์นิดนึง (-_-;)

และในส่วนของเพลงนั้น บอกเลยว่าชอบมากกกกกกกกทุกเพลง!! รอบนี้ไม่เน้นรีวิวแพคเกจ มาเพื่อกรี๊ดเพลงล้วนๆ

 

1. Vivi℃ Heart Session!

เพลงของเด็กๆ เอเดลโรสเจ็ดคน เป็นแทรคแรกในอัลบั้มแต่อันที่จริงแล้วเป็นเพลงจบของหนัง ตอนฟังตัวอย่างครั้งแรกในเว็บรู้สึกเฉยๆ ยิ่งเอาไปเทียบกับดรามาติกเลิฟที่เป็นเพลงจบภาคที่แล้วยิ่งรู้สึกว่า เพลงจบภาคนี้ไม่ค่อยโดนเลย ว้า (´・ω・`)

แต่! หลังจากไปดูหนังมาสิบกว่ารอบก็ชอบเพลงนี้ขึ้นมาเองโดยไม่รู้ตัว สามารถฟังเพลงนี้ติดกับดรามาติกเลิฟได้โดยไม่เกิดการเปรียบเทียบแล้วว่าเพลงไหนดีกว่า ในขณะที่ดรามาติกเลิฟเป็นเพลงสดใสกุ๊กกิ๊ก เพลงนี้จะออกแนวสนุกๆ เนื้อเพลงสนุก ซาวด์ก็สนุก เสียงเด็กๆ สดใสมากกกกกก ชอบการคอลต่างๆ ในเพลงนี้ด้วย เป็นเพลงที่มั่นใจว่าในไลฟ์ต้องสนุกมากแน่นอน!!

พอได้มาฟังเวอร์ชั่นซีดีแล้วคิดถึงบรรยากาศในโรงหนังมากกกกกก ช่วงเพลงจบเป็นช่วงที่สนุกมากๆ ไม่แพ้ระหว่างหนังฉายเลย เพราะนอกจากเพลงจะสนุกแล้วบนจอยังมีภาพเรื่องราวหลังจากหนังจบให้ดูด้วย คนดูจะช่วยกันโบกเพนไลท์ไปตามจังหวะเพลงพร้อมส่งเสียงกรี๊ดตัวละครที่ชอบไปด้วย

ท่อนที่ชอบเป็นพิเศษคือช่วงที่แต่ละคนออกมาบอกชื่อตัวเอง+พูดประโยคสั้นๆ+Ready Sparking! ช่วงนี้ในโรงจะสนุกมาก รีบกดเปลี่ยนสีเพนไลท์แล้วตะโกน Ready Sparking! Yeah! กันอย่างดุเดือด ชอบมาก

โดยส่วนตัว MVP เพลงนี้ยกให้ยูกิซามะ แม้จะมีท่อนโซโล่เพียงเล็กน้อยแต่เสียงดีเหลือเกิน♥

 

2. 恋のロイヤルストレートフラッシュ (Koi no Royal Straight Flush)

เพลงของวงเดอะชัฟเฟิล ซึ่งในเรื่องมีบทน้อยมาก 55555555555 แม้จะตั้งวงขึ้นมาอย่างจริงจังและมีเพลงเป็นของตัวเอง แต่ในเรื่องเพลงนี้ได้ออกมาประมาณห้าวินาที….. ประทับใจที่แม้จะเป็นเพลงที่ได้แอร์ไทม์น้อยแต่ก็มีเวอร์ชั่นเต็มออกมาให้ฟังด้วย

และด้วยเหตุที่แอร์ไทม์ในหนังน้อยมากนี่แหละ ตอนฟังเพลงนี้แบบเต็มๆ ในซีดีครั้งแรกจึงรู้สึกเหมือนเป็นเพลงแปลกหน้าที่ไม่เคยฟังมาก่อน แต่ด้วยความที่เพลงมันสดใสไอดอลคิระคิระมากๆ ก็เลยฟังเพลงนี้ได้อย่างสนุกสนาน ตอนนี้ฟังจนร้องท่อนฮุคได้แล้ว ถ้ามีภาคหน้าก็อยากเห็นวงนี้โชว์เพลงนี้แบบเต็มๆ บ้างนะ

 

3. CRAZY GONNA CRAZY

จุดเริ่มต้นของความพีคในหนัง ตั้งแต่จุดที่อินโทรเพลงนี้ขึ้นมา หนังเรื่องนี้ก็หาความสงบสุขไม่ได้อีกเลย 5555555555

เพลงนี้ฉบับดั้งเดิมเป็นของวง TRF ซึ่งซีรีส์พริตตี้ริทึ่มและคิงปุริชอบหยิบยืมมาใช้ และอันที่จริงในภาคเรนโบว์ไลฟ์ก็เคยใช้เพลงนี้เป็นเพลงเปิดด้วย เพราะฉะนั้นคนที่เคยดูเรนโบว์ไลฟ์มาก่อนจะเซอร์ไพรส์กับเพลงนี้มากกกกกกกกกกกก ฟีดแบคหลังหนังฉายใหม่ๆ เห็นคนกรี๊ดเพลงนี้กันเยอะมาก แต่เราไม่ได้เซอร์ไพรส์อะไรขนาดนั้นเพราะจนปัจจุบันก็ยังดูเรนโบว์ไลฟ์ไม่ครบทุกตอน ไปสคิปๆ ดูมาแค่บางตอน (-_-;)

first impression ของเพลงนี้ คือ น่ารัก!! เพลงนี้เวอร์ชั่นคิงปุระร้องโดยชินคุงกับรุยคุง สองคนนี้เวลาอยู่ด้วยกันจะน่ารักมากกกก ท่าเต้นก็น่ารัก ทั้งโยกหัวไปด้วยกัน เกี่ยวแขนกัน มุ้งมิ้งน่าเอ็นดู

แต่ แต่…… นั่นก็แค่ first impression ในท่อนแรกๆ 5555555555 คือเพลงนี้ฟังเฉยๆ ตามปกติธรรมดาแล้วน่ารักมากนะ เสียงทั้งสองคนคิวท์มากกกกกกก (≧д≦)(≧д≦) แต่ในหนังทำออกมาซะดุเดือด ดุเดือดมากจนรู้สึกว่า เออ เครซี่จริงๆ……….. เป็นฉากเพลงที่มีอะไรตื่นเต้นและตื่นตาตื่นใจเยอะมาก ขัดกับตัวเพลงสุดแสนร่าเริงบันเทิงใจ แถมตอนจบเพลงมีฉากที่คนดูทั้งโรงต้องร้อง เฮือกกกกกกกกกกกก!!! ในการดูรอบแรกอีกต่างหาก (แต่ก็ตกตะลึงกันแค่รอบแรกเท่านั้นแหละ พอดูบ่อยๆ ก็ชินชาไปเอง)

เพลงนี้ติดหูตั้งแต่ฟังในโรงรอบแรกเลย ดูหนังจบแล้วกลับมาฟังเพลงนี้เวอร์ชั่นสาวๆ Prizmmy วนไปวนมาอยู่หลายรอบ ระหว่างรออัลบั้มนี้ออกก็ได้แต่ฟังเวอร์ชั่นสาวๆ นี่แหละ ฟังจนชินกับเวอร์ชั่นสาวๆ มากกว่าไปแล้ว

 

4. Reboot -Hiro ver.-

โอ๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย ก่อนพูดถึงเพลงนี้ขอร้องไห้ก่อนหนึ่งรอบ ฮืออออออออออออออ ;______;

เพลงนี้ฉบับดั้งเดิมเป็นของโคจิ แต่ภาคนี้ฮิโระเอามาร้องใหม่ ซึ่งด้วยความที่เป็นแม่ยกฮิโระทำให้เราชอบเวอร์ชั่นนี้มากกว่าเวอร์ชั่นดั้งเดิมอีก (โคจิเราขอโทษษษษษ)

เพลงนี้เป็นเพลงที่ทำเรานั่งน้ำตาไหลเกือบทุกครั้งที่ไปดูในโรง ทั้งตัวเพลงและสถานการณ์มันเจ็บปวดมากเกินไปสำหรับแม่ยกฮิโระ T____T ….แต่ถ้าไม่ใช่แม่ยกฮิโระอาจจะไม่รู้สึกอะไรเลยก็ได้นะ บางครั้งเราก็มานั่งทบทวนตัวเองว่าจะอินอะไรขนาดนั้น จริงๆ มันไม่ได้บีบหัวใจขนาดนั้นมั้ย? ไม่มีใครตายซะหน่อย ชีวิตนี้ดูอนิเมะที่มีอะไรเศร้ากว่านี้มาเยอะมาก จะมาร้องไห้ทำไมกับเรื่องแค่นี้ฮะ??? คือมันไม่มีอะไรเลยจริงๆ แค่ฮิโระเศร้า เราเลยเศร้าด้วย แค่นั้นเอง แต่พอเข้าไปดูรอบต่อมาก็ร้องไห้อีกอยู่ดี จะบ้าตาย ผกก.วางยาอะไรไว้ไม่รู้ 555555555555

เดิมทีเพลงนี้ก็เป็นเพลงเศร้าอยู่แล้ว เป็นเพลงที่เข้ากับชีวิตรันทดของโคจิในเรนโบว์ไลฟ์มากๆ คือมันเป็นเพลงของโคจิมาตลอดจนเราไม่นึกไม่ฝันมาก่อนว่าจะมีคนอื่นมาร้องเพลงนี้ และแล้วหวยก็มาออกที่ฮิโระ!! ผ่างผ่างงงงงงง!!! ฟังครั้งแรกในโรงเซอร์ไพรส์มากกกกกกกกกก ดีใจมากกกกกกกกกก

เราว่าเวอร์ชั่นเดิมโคจิร้องไว้ดีมากๆ อยู่แล้ว มันรวดร้าว อาภัพ เต็มไปด้วยความรู้สึกเซ็งโลกเซ็งชีวิต แต่ไม่น่าเชื่อว่าพอฮิโระเอาเพลงนี้มาร้องแล้วมันดันเข้ากับฮิโระมาก!!! อันนี้พูดแบบเป็นกลางไม่มีแรงอวยใดๆ (แน่ใจเหรอ…?) เนื้อเพลงก็เข้ากับสถานการณ์มากด้วย (หรือจริงๆ แล้วควรบอกว่าเค้าเขียนบทมาให้เข้ากับเนื้อเพลง??) ถ้าพินิจพิจารณาเนื้อเพลงแล้วจะพบว่าเพลงนี้มันกลายเป็นเพลงที่สื่อความรู้สึกของฮิโระในคิงปุระได้อย่างสมบูรณ์แบบเลย ขอบคุณใครก็ตามที่เป็นคนจับฮิโระมาร้องเพลงนี้ กราบบบบบบ

จะว่าไปแล้วเพลงนี้น่าจะร้องยากพอสมควรนะ เพราะดนตรีไม่ได้มีดีเทลเยอะแยะเหมือนเพลงอื่นๆ เสียงร้องเลยเด่นชัดมาก แต่ทั้งโคจิและฮิโระต่างก็สื่ออารมณ์ปวดร้าวผ่านเสียงของตัวเองออกมาได้ดีมากจริงๆ โดยเฉพาะของฮิโระนี่บีบหัวใจแม่ยกตายคาโรงเป็นเบือ ขอปรบมือให้ทั้งคักกี้และมาเอโนะซังแรงๆ เลยค่าาา เปาะแปะๆๆๆ

 

5. LOVE♥MIX

เพลงของทาคาดะโนะบาบะ จอร์จคุง! ตัวละครนี้ให้เสียงโดยสุงิตะซัง แต่พอร้องเพลงกลับเป็นเสียงของโคบายาชิ ทัตสึยูกิซังซะงั้น

ตอนก่อนไปดูหนังเรานึกว่าใช้วิธีแบบมาครอส คือถึงคนพากย์กับคนร้องเพลงจะเป็นคนละคน แต่ตามเซ็ตติ้งเรื่องถือเป็นคนเดียวกัน ซึ่งเรามาค้นพบทีหลังว่าเราเข้าใจผิด 555555555 ผกก.ฮิชิดะเค้าจงใจแยกคนพากย์กับคนร้องเพลงเพราะตามเนื้อเรื่องแล้วจอร์จคุงร้องเพลงห่วยมาก ดังนั้นเวลาขึ้นโชว์จึงต้องมี ghost singer มาแอบร้องเพลงอยู่หลังเวที ส่วนจอร์จคุงก็รับหน้าที่ขึ้นไปเล่นสเก็ตกระโดดโลดเต้นบนเวที

อันที่จริงแล้วเพลงนี้ก็เป็นเพลงเก่าในซีรีส์พริตตี้ริทึ่มอีกเหมือนกัน เพลงนี้มาจากภาค Dear My Future ซึ่งเป็นภาคที่เราไม่เคยดู เราเพิ่งมารู้ว่ามันเป็นเพลงเก่าหลังจากไปดูหนังแล้วกลับมาเห็นแฟนซีรีส์นี้เค้ากรี๊ดกร๊าดกัน พอรู้แล้วก็หาไปเวอร์ชั่นออริจินอลฟัง ซึ่งเวอร์ชั่นออริจินอลขับร้องโดยคุไม โมโตโกะซัง และทาคายามะ มินามิซัง!!!!!! เหยยยย ทาคายามะ มินามิเลยนะะะะ ทูมิกซ์เลยนะะะะะะะ!!!! ธรรมดาซะที่ไหน!!!!!!!

ฟังเสร็จแล้วอ่านคอมเมนต์ใน youtube พบว่ามีแต่คนแซวว่าโคนันคุงร้องเพลง พอนึกภาพเป็นโคนันเท่านั้นแหละ ขำไม่หยุดทันที เพราะใน Dear My Future ฉากร้องเพลงนี้มันตลกมาก 55555555555

กลับมาที่จอร์จคุง สำหรับเราแล้วเพลงนี้เป็นอีกเพลงที่ค่อนข้างติดหู มีรอบไหนสักรอบที่ไปดูแล้วไม่สามารถเอาเพลงนี้ออกไปจากหัวได้เป็นเวลาหลายวัน รู้ตัวทีไรก็เผลอร้องขึ้นมาว่า Baby 手と手を~瞳と瞳を~~ ร้องท่อนแรกของเพลงซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างงั้นแหละ เป็นเพลงที่น่ากลัวมาก แต่เพราะเหตุนี้จึงตั้งตารอเวอร์ชั่นเต็มของจอร์จคุงมานานมาก ในที่สุดก็ได้ฟังซะที โฮววววว

สิ่งที่ชอบในเพลงนี้คือความสดใสซาบซ่านเลิฟฟูลเวิร์ล เพลงร่าเริงดีมาก เสียดายในเรื่องตัดฉากโชว์ของจอร์จคุงออกไป ให้ดูแค่นิดเดียวเอง (; v ;)

 

6. EZ DO DANCE -THUNDER STORM ver.-

เพลงสุดดุเดือด เหมาะสำหรับฟังแก้ง่วง ฟังปุ๊บสมองเต้นตุบๆๆ ดวงตาเบิกโพลง ไฟในตัวลุกโชน ด้วยเหตุนี้จึงถูกใช้เป็นเพลงบู๊ประจำเรื่อง ภาคที่แล้วเป็นเวอร์ชั่นอเล็กซานเดอร์ vs คาซึกิซัง แต่ภาคนี้จะเปลี่ยนมาเป็นอเล็กซานเดอร์ vs ไทกะคุงแทน

ฝั่งอเล็กไม่มีอะไรจะกรี๊ด เพราะก่อนหน้านี้เคยฟังเวอร์ชั่นอเล็กโซโล่มาเป็นร้อยรอบแล้ว มาฟังเวอร์ชั่นนี้ก็ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นไปกว่าเดิมเท่าไหร่ ทาเคอุจิคุงร้องเพราะยังไงก็เพราะอย่างงั้น กรี๊ดไทกะคุงดีกว่า!

เราชอบสไตล์การร้องของไทกะในเพลงนี้มากกกกกกกกกก!! นี่แหละความสตรีท!!!! ไม่รู้ว่าจงใจร้องให้สไตล์คล้ายๆ คาซึกิซังรึเปล่า แต่เราฟังแล้วรู้สึกอย่างงั้น ยกเว้นตรงที่ไทกะร้องออกมาฟังดูน่ารักกว่าคาซึกิซัง (ตรงนี้น่าจะเป็นเพราะคาแรคเตอร์ด้วย) ว่าจะไปคุ้ยๆ หาบทสัมภาษณ์ทาสุคุมาย้อนอ่านเผื่อมีพูดถึงเพลงนี้แล้วก็ลืมทุกที จำได้แต่ช่วงก่อนหนังฉายทาสุคุย้ำแล้วย้ำอีกว่าภาคนี้เร่าร้อนมากๆ พอได้ดูก็ อืม เร่าร้อนจริงๆ เชื่อแล้ว อีกนิดก็จะ Mad Max Fury Road แล้ว

ฉากเพลงนี้ในโรงหนังมันส์กว่าภาคที่แล้วเยอะมากกกกกก ฉากนี้คือหนังบู๊ของจริง ไมเคิลเบย์มาดูยังต้องร้องว้อทเดอะฟัค อาหลองมาเห็นเป็นต้องหลั่งน้ำตาพนมมือไหว้ เป็นฉากที่ดุเดือดเลือดพล่านที่สุดในเรื่อง สมกับความมันส์ระเบิดเถิดเทิงของเพลง ชอบมาก

 

7. FREEDOM -THUNDER STORM ver.-

เพลงเก่าจากเรนโบว์ไลฟ์ ภาคที่แล้วก็มีให้ฟังนิดหน่อยในฉากย้อนความ สารภาพกันตรงนี้ว่าในบรรดาเพลงโซโล่ของโอบาเระ ก่อนหน้านี้เราชอบเพลงนี้น้อยที่สุด แต่หลังจากดูคิงปุระแล้วเราชอบมากกกกกกกกกกกกกก กลายเป็นว่าช่วงหลังๆ ฟังเพลงนี้บ่อยกว่ารีบูทของโคจิอีก ยิ่งฟังก็ยิ่งชอบเนื้อเพลง เนื้อเพลงโคตรรรรรคาซึกิซัง

ทว่า พอได้ฟังเวอร์ชั่นซีดีคราวนี้เราตกใจมาก เพราะอินโทรมันไม่เหมือนกับในหนัง!! เราชอบอินโทรแบบในหนังมาก อินโทรจะเป็นอะแคปเปลล่าแบบร้องช้าๆ ซึ่งมันเริ่ดมากกกกกกกกก ฮือออออออ ไม่ใช่ว่าเวอร์ชั่นซีดีอันนี้ไม่ดี แต่เราชอบสไตล์เพลงเพื่อชีวิต(?)แบบในหนังมากกว่า ฉากที่ร้องเพลงนี้ขึ้นมามันน่าประทับใจมากจริงๆ (;__;)

เห็นแฟนๆ ชาวญี่ปุ่นตีความว่าเวอร์ชั่นนี้อาจจะเป็นเวอร์ชั่นที่คาซึกิซังตั้งใจจะใช้ในพริซึ่มโชว์ตอนแรก แต่เนื่องจากในเรื่องเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้น คาซึกิซังเลยต้องร้องอะแคปเปลล่าแทนเพื่อกอบกู้สถานการณ์ อ่านการตีความนี้แล้วรู้สึกยอมรับได้ เราจะคิดแบบนี้ด้วยละกัน

ชอบเวอร์ชั่นนี้ตรงที่คาซึกิซังท่าทางเอนจอยกับการร้องเหลือเกิน โดยเฉพาะท่อน Yeah! Yeah! Oh! Yeah! Ha! Ha! ทั้งหลายแหล่ และท่อนแร็พอีกมากมายที่เพิ่มเข้ามา เวอร์ชั่นก่อนไม่มันส์ขนาดนี้ ฟังแล้วเอ็นดู (〃ω〃) พอฟังเทียบสองเวอร์ชั่นแล้วรู้สึกว่าเวอร์ชั่นใหม่มีความเป็นผู้ใหญ่กว่าของเดิมอยู่หน่อยๆ คนข้างในเลิกแอ๊บร้องเพลงไม่เก่งแล้วด้วย (เท่าที่เคยอ่านบทสัมภาษณ์มา เจ้าตัวพูดเองว่าจงใจร้องให้ฟังดูร้องไม่ค่อยเก่งเพราะคาซึกิน่าจะร้องเพลงไม่เก่งเท่าไหร่) รอบนี้ปล่อยของเต็มที่เลย ดีมาก

ที่สำคัญ เพลงนี้ในหนังคาซึกิซังหล่อมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ไม่ได้หมายถึงหน้าตา แต่หมายถึงทุกอย่างในความเป็นนิชินะ คาซึกิ มันหล่อไปหมดเลย ตอนดูรอบแรกมัวแต่ขำคอสตูมจนไม่ค่อยเห็นความหล่อ แต่ยิ่งดูยิ่งหล่อขึ้นเรื่อยๆ เข้าใจแล้วว่าทำไมคาซึกิซังถึงมีทั้งหนุ่มๆ สาวๆ มาติดพันเต็มไปหมด (///∇///)

 

8. Over the Sunshine!

เวอร์ชั่นชินคุงโซโล่ คราวก่อนมีโอบาเระแจมด้วย แต่คราวนี้ชินคุงร้องเดี่ยวเลย เดิมทีเพลงนี้เป็นเพลงของโอบาเระ แต่ตอนนี้เหมือนจะโดนชินคุงยึดไปแล้ว 555555555 แต่เราชอบการที่ให้ชินคุงร้องเพลงนี้มากกว่าจะแต่งเพลงอื่นมาใหม่นะ เพราะมันเป็นเพลงที่โคจิยกให้ชินคุงเพื่อทำให้ทุกคนกลับมาสดใสซาบซ่านได้อีกครั้ง เราว่าเพลงนี้สื่อความเป็น “Shine” ของชินคุงได้มากกว่าเพลงโซโล่ของเจ้าตัวเองซะอีก

เวอร์ชั่นนี้ดนตรีใช้ของเดิมเป๊ะๆ ไม่มีการอะเรนจ์ใหม่ใดๆ แต่คอรัสจะเปลี่ยนไปเพราะโอบาเระหายไปแล้ว คราวนี้เสียงคอรัสและเสียงคอลจะเป็นเสียงชินคุงหมด เพลงนี้รู้สึกไม่มีอะไรให้กรี๊ดเป็นพิเศษเพราะต่างจากของเดิมแค่คอรัส แต่ฉากโชว์ในเรื่องทำดีมากๆๆๆๆๆๆ อีกเช่นกัน ชอบ monologue ของชินคุงตอนขึ้นโชว์เพลงนี้มาก ซึ้ง ฮือ เป็นฉากโชว์ที่ดูแล้วนึกถึงโชว์ในเรนโบว์ไลฟ์มากที่สุดแล้ว

 

9. ルナティックDEStiNy (Lunatic DEStiNy)

เพลงใหม่เอี่ยมอ่องที่แต่งขึ้นมาเพื่อรุยคุงโดยเฉพาะ ชอบมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก เพลงนี้เป็นเพลงพริซึ่มโชว์ของรุยคุงในภาคนี้ ตามเนื้อเรื่องแล้วรุยคุงควรจะร้องเพลง pride ที่ฉกมาจากฮิโระ แต่สุดท้ายรุยคุงก็เลือกที่จะร้องเพลงนี้ และเราชอบมากที่รุยคุงเลือกเพลงนี้แล้วบอกว่า อยากแสดงโชว์ที่ดีที่สุดที่ตัวเองทำได้

เพลงนี้ไม่มีอะไรใกล้เคียงกับ pride เลย เป็นแนวบัลลาดสวยๆ เหมาะกับคนสวยอย่างรุยคุง แต่เนื้อเพลงกรีดหัวใจมากกกกกกกก

อันที่จริงตอนฟังรอบแรกยังไม่ซาบซึ้งกับเนื้อเพลงเท่าไหร่ ตอนดูรอบแรกเราไม่เข้าใจเรื่องความสัมพันธ์ของชินคุงกับรุยคุงเลย (คนที่จะเก็ทตั้งแต่รอบแรกต้องแตกฉานเนื้อเรื่องเรนโบว์ไลฟ์พอสมควร) แต่หลังจากกลับมาอ่านที่แฟนๆ ช่วยกันวิเคราะห์อย่างละเอียดยิบจนพอเข้าใจเรื่องสองคนนี้มากขึ้นแล้ว กลับไปฟังในโรงหนังอีกทีคือร้องไห้เลย นี่ขนาดไม่ได้ชอบคู่นี้เป็นพิเศษนะ

เพลงนี้เป็นเพลงที่เศร้ามาก แต่เศร้าคนละแบบกับ Reboot ในขณะที่ Reboot เป็นความเศร้าของคนหลงทาง หมดหวังกับชีวิต ไม่รู้จะทำยังไงต่อไป เพลงนี้จะเป็นเพลงที่พูดถึงความเศร้าเพราะรัก (อันนี้ไม่ใช่ฟิลเตอร์ของเราด้วยเพราะชินรุยเป็นคู่ออฟฟิเชียลไปแล้ว) เนื้อเพลงมันดีมากกกกกกกกกกกกกกกกก จากที่งงๆ ไม่ค่อยเข้าใจว่ารุยรุยคิดอะไร เนื้อเพลงเพลงนี้จะสื่อทั้งความรักและความปวดร้าวทั้งหมดที่ซุกซ่อนไว้ออกมาตรงๆ เลย

ส่วนดนตรี เราชอบเปียโนเพลงนี้มากกกกกกกก ปกติเป็นคนนิยมชมชอบเครื่องสาย แต่เพลงนี้ยกให้เปียโนชนะเลิศ งดงามมาก

 

10. pride -KING OF PRISM ver.-

เพลงที่ชอบที่สุดในอัลบั้มนี้ แม้จะเป็นของเก่าเล่าใหม่ก็ตาม

เวอร์ชั่นนี้อะเรนจ์ดนตรีใหม่ อัดเสียงร้องใหม่ด้วย แต่เสียงไม่ได้เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนเหมือนคาซึกิซัง ฟังในโรงหลายรอบยังไม่แน่ใจว่าอัดใหม่รึเปล่า แต่ถ้ามาฟังในซีดีจะฟังออกชัดเลยว่าอัดใหม่แน่นอน

เราชอบดนตรีเวอร์ชั่นนี้มากกกกกกกกกกกกกกก อีปิคมากกกกกกกกกกกก ประโคมเครื่องดนตรีซะยิ่งใหญ่อลังการงานสร้าง ตอนฟังในโรงขนลุกเกรียวทุกครั้งที่อินโทรดังขึ้นมา ยิ่งฟังกับลำโพงโรงหนังยิ่งกระหึ่มสะใจ เพลงนี้แหละคือหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เราไปโรงหนังซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อดูหนังเรื่องเดิม ฉาก pride ของฮิโระรอบนี้ทรงพลังมากจริงๆ (และตลกด้วย!)

เวอร์ชั่นนี้เราปลาบปลื้มเสียงไวโอลินมาก♥ ชอบที่ผกก.ฮิชิดะให้เบลซามะเวอร์ชั่นภูตจิ๋วมาสีไวโอลินให้ฮิโระ ชอบคู่นี้! แม้จะชอบน้อยกว่าโคฮิโระก็ตาม ( ̄∇ ̄)

ตอนแรกรู้สึกว่าเพลงนี้มีอะไรอยากกรี๊ดเยอะแยะ แต่เขียนมาถึงเพลงนี้จริงๆ ดันไม่รู้จะกรี๊ดอะไร 55555555 ทุกครั้งที่ฟังเพลงนี้จะได้แต่ตะโกนว่า ฮิโระซามะะะะะะะ!!!! อยู่ในหัวซ้ำไปมา หมดสิ้นคำพูดใดๆ จะหยิบยกมาบรรยายความรู้สึก เป็นเพลงที่ยิ่งฟังยิ่งคิดถึงฮิโระ อยากไปหาที่โรงหนัง อยากดูโชว์ของฮิโระบนจอใหญ่ๆ อีก ฮืออออออออ ฮิโระะะะะะะะะะะ

เออใช่ ชอบการที่นี่เป็นเพลงเดียวในอัลบั้มที่ได้สิทธิ์ใช้ชื่อว่า -KING OF PRISM ver.- ด้วย ถูกต้องเหมาะสมแล้ว

 

11. 虹色CROWN (Nijiiro CROWN)

เพลงใหม่ของโอบาเระ ดีใจที่โอบาเระมีเพลงใหม่ด้วย (≧▽≦)

สำหรับเราแล้วเพลงนี้ตอนแรกๆ ไม่ค่อยติดหูเท่าไหร่ ต้องฟังหลายรอบกว่าจะจดจำทำนองได้ พอจำเนื้อร้องและทำนองได้แล้วจะเผลอร้องออกมาบ่อยๆ เอง

เพลงนี้ทั้งดนตรีและเนื้อเพลงไอดอลมากกกกกก สดใสมากกกกกกกกกกก แต่ฉากที่ร้องเพลงนี้ในเรื่องมันชวนใจหายอยู่หน่อยๆ เวลาฟังเพลงนี้เลยรู้สึกโหวงเหวงอย่างประหลาดทั้งๆ ที่ตัวเพลงมันสุดจะสดใสกุ๊งกิ๊ง เพลงนี้จะว่าเป็นเพลงอังกอร์ก็ได้ เพราะเป็นเพลงที่อยู่หลังเครดิตอีกทีนึง พอจบเพลงนี้ก็จบเรื่อง ได้เวลาลุกออกจากโรง แล้วฉากจบเรื่องทำซะน่าใจหายเลย (ไม่รู้เราคิดมากไปเองรึเปล่า คนอื่นอาจจะไม่ใจหายเหมือนเราก็ได้ 55555555)

ชอบการใช้เพลงนี้เป็นเพลงอังกอร์ เพราะหลังจากดูมาตลอดทั้งเรื่องเนี่ย สิ่งที่เราอยากเห็นที่สุดคือการได้เห็นโอบาเระสามคนกลับมาร้องเพลงด้วยกันอีก เพราะเวทีที่ฮิโระมีความสุขมากที่สุดคือเวทีที่มีโคจิกับคาซึกิอยู่ด้วย และเราก็ได้เห็นภาพนั้นแล้วในที่สุดโดยไม่ต้องรอภาคหน้าจนเหงือกแห้ง ดีงามเหลือเกิน รอยยิ้มที่สดใสที่สุดของฮิโระคือรอยยิ้มตอนที่อยู่ในโอบาเระนี่แหละ ยิ่งมาตั้งใจอ่านเนื้อเพลงแล้วยิ่งรักเพลงนี้มากๆๆๆ เป็นเพลงของโอเวอร์เดอะเรนโบว์จริงๆ ชอบเนื้อเพลงเพลงนี้มากที่สุดในบรรดาเพลงของวงนี้ทั้งหมดไปแล้ว เพราะฉะนั้นโคจิอย่าหายไปไหนอีกนะ!

 

โดยรวมแล้วอัลบั้มนี้มีหลากหลายอารมณ์ให้เลือกสรร ทั้งสดใสสไตล์ไอดอล บู๊ล้างผลาญ สตรีทกอบกู้โลก และเศร้าบาดอารมณ์ ฟังวนไปวนมายิ่งรู้สึกเหมือนจะเป็นบ้า ปรับอารมณ์ตามเพลงไม่ค่อยทัน อินไปหมดทุกเพลง

เอาเป็นว่า キンプリはいいぞ!

 

กลยุทธ์ดึงดูดผู้ชมของหนังญี่ปุ่น

เหมือนจะมีสาระอีกแล้ว! แต่เอาจริงๆ คือแค่อยากเขียนถึงคิงปุริ&คิงปุระแต่ไม่อยากพูดถึงเนื้อเรื่อง 5555555555

เรื่องของเรื่องคือตั้งแต่ KING OF PRISM -PRIDE the HERO- หรือคิงปุระเข้าฉายเมื่อวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมาจนมาถึงบัดนี้ เราไปดูหนังเรื่องนี้มาสิบรอบแล้ว สิบรอบ!!! ชีวิตนี้ไม่คิดไม่ฝันมาก่อนเลยว่าจะพาตัวเองเข้าโรงหนังเพื่อดูหนัง (จริงๆ คืออนิเมะ) เรื่องเดิมซ้ำๆ เป็นสิบรอบ!!!!!! แม้แต่ตัวเองยังรู้สึกว่านี่มันบ้าไปแล้ว ดูจนจำได้เกือบหมดแล้วว่าฉากต่อไปเป็นฉากไหน ตรงนี้ตัวละครพูดว่าอะไร ถึงอย่างนั้นก็ยังไปดูซ้ำๆ และหลังจากนี้ก็คิดว่าคงได้ไปดูอีกนิดหน่อยก่อนที่เรื่องนี้จะลาโรงไป

พอดูถึงสิบรอบก็เริ่มมาตั้งสติ (ได้สติช้ามาก) ว่าเอ๊ะ?? อะไรทำให้เราไปดูหลายรอบขนาดนี้เนี่ย?? แน่นอนเลยว่าปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือตัวเรื่องมันสนุกมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก แต่นอกจากนั้นมันยังมีปัจจัยเสริมอื่นๆ อีกหลายอย่างที่ทำให้เราและคนอื่นๆ ไปดูหนังเรื่องเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก ซึ่งปัจจัยต่างๆ ที่ว่ามีดังนี้

  • 前売り券 (มาเอะอุริเคง)

มาเอะอุริเคงคือตั๋วหนังที่ขายล่วงหน้าก่อนหนังเข้าโรง อันนี้เป็นสิ่งปกติธรรมดามากในวงการหนังญี่ปุ่น ไม่ว่าจะหนังฮอลลีวูดหรือหนังญี่ปุ่นเอง ส่วนใหญ่แล้วมีตั๋วแบบนี้ขายแทบทุกเรื่อง

ข้อดีของมาเอะอุริเคงคือราคา ปกติแล้วราคาตั๋วหนังที่ญี่ปุ่นจะอยู่ที่ 1800 เยน แต่มาเอะอุริเคงจะราคาราวๆ 1400-1500 เยน ช่วยประหยัดไปได้นิดหน่อย (แต่เอาเข้าจริงมันมีวิธีที่จะดูหนังได้ในราคาถูกกว่านี้มากมายหลายทาง มาเอะอุริเคงจึงไม่ใช่หนทางที่ประหยัดที่สุดเสมอไป)

ดูเผินๆ แล้วเหมือนจะใจดีนะ ขายตั๋วล่วงหน้าแถมช่วยให้ประหยัดอีกต่างหาก ในกรณีของหนังทั่วไปมันอาจจะเป็นแบบนั้น แต่กรณีของอนิเมะต่างๆ นานาที่ฉายโรงเนี่ยมันจะไม่ใช่ละ เพราะมาเอะอุริเคงเหล่านี้จะออกมาหลายลายมากกกกกกกกกกกกกก บางเรื่องทำออกมาขายหลายสิบลาย ลำบากแฟนๆ ต้องตามเก็บลายที่ชอบ ใครชอบหลายลายก็ขนหน้าแข้งร่วงเยอะหน่อย ใครเป็นนักสะสมอยากเก็บครบทุกลายก็ขอให้โชคดี ว่าแล้วก็ซื้อตั๋วหนังเรื่องเดิมวนไป

มิหนำซ้ำบางเรื่องยังทำให้การซื้อมาเอะอุริเคงกลายเป็นมิชชั่นสุดแสนลำบาก ยกตัวอย่างชัดๆ จากคิงปุระ นอกจากจะมีมาเอะอุริเคงหลายแบบแล้วยังเพิ่มความโหดร้ายด้วยการขายแต่ละลายเฉพาะท้องถิ่น! อย่างแถวคันไซจะมีขายเฉพาะลาย Over The Rainbow กับลายคาซึกิ&ไทกะเท่านั้น ถ้าอยากได้ลายอื่นก็ต้องกระเสือกกระสนไปหาตามออคชั่นหรือดั้นด้นข้ามภูมิภาคไปซื้อเองเลย (คือทำไมคนเราต้องพยายามกันขนาดนั้นเพื่อตั๋วหนัง…?)

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ลายที่เราอยากได้ที่สุดจะมีขายเฉพาะที่คิวชู เราก็ไม่คิดจะดั้นด้นไปถึงคิวชูหรอกนะ ขี้เกียจออคด้วย สุดท้ายเลยซื้อมาแค่ลายที่มีขายในคันไซนี่แหละ

นอกจากมาเอะอุริเคงจำกัดเฉพาะท้องถิ่นแล้ว บางเรื่องมีมาเอะอุริเคงที่จำกัดเฉพาะอีเวนท์ด้วย เช่นขายเฉพาะในงานคอมิเกะ หรือบางเรื่องก็ขายมาเอะอุริเคงแถมสินค้าจำนวนจำกัด แฟนๆ ก็ทำสงครามกันไป

ปัญหานึงของคนที่ซื้อมาเอะอุริเคงลายที่อยากได้เก็บไว้เยอะๆ แต่ไม่มีเพื่อนร่วมอุดมการณ์ให้แบ่งตั๋ว (หรือต่อให้มี เพื่อนคนนั้นก็อาจะสะสมตั๋วไว้เยอะเช่นกัน) คือสุดท้ายก็ต้องไปดูเองหมดทุกรอบ เราซื้อมาแค่สองใบเลยไม่มีปัญหานี้ ดูเองสองรอบชิลๆ อยู่แล้ว เนี่ยเห็นมะ แค่นี้ก็ทำให้คนไปดูหนังเรื่องเดิมซ้ำได้ละ

  • 舞台挨拶 (บุไตไอซัทสึ)

บุไตไอซัทสึคือการที่ผู้กำกับ นักแสดง หรือในกรณีของอนิเมะคือนักพากย์ มาทักทายคนดูถึงในโรงหนัง ข้อนี้ก็เป็นเรื่องปกติในวงการหนังอีกเช่นกัน หนังญี่ปุ่นเนี่ยธรรมดามาก ไม่ว่าจะหนังรักกุ๊กกิ๊กวัยมัธยม หนังผี หนังดราม่า เรื่อยไปจนถึงคาเมนไรเดอร์ แทบทุกเรื่องล้วนมีบุไตไอซัทสึในวันแรกที่หนังเข้าโรง ส่วนหนังฝรั่งนานๆ ทีก็มีบ้าง อย่างก่อนหน้านี้ลุง Mads Mikkelsen ก็บินมาร่วมบุไตไอซัทสึของ Doctor Strange ถึงโตเกียว (แต่จุดประสงค์หลักอาจจะเป็นการมาเดทกับคุณโคจิม่าก็ได้นะ ว้ายกรี๊ด!)

อย่างไรก็ตาม ยิ่งเป็นหนังที่ฮิตมากเท่าไหร่ การได้ตั๋วบุไตไอซัทสึก็ยิ่งเลือดตากระเด็นเท่านั้น กรณีหนังฮอลลีวูดฮิตๆ นี่เราไม่รู้เหมือนกันว่าเค้าไปสู้รบชิงตั๋วกันมาได้ยังไง (ไม่ใช่ไม่สนใจนะ แต่เพราะเค้ามาทีไรก็อยู่แต่แถวโตเกียว เอะอะก็เดินพรมแดงกันที่รปปงงิ เรามันอยู่โอซาก้าอันสุดแสนไกลไง /น้ำตา) แต่กรณีอนิเมะฉายโรงหลายเรื่องใช้วิธีหลักๆ คือ ① สุ่มผู้โชคดี ② ใครเร็วใครได้

อาจจะฟังดูงงๆ ว่าอ้าว ถ้าได้ตั๋วยากแล้วมันจะทำให้คนไปดูหลายรอบได้ยังไง?? กรณีของหนังที่มีบุไตไอซัทสึแค่รอบแรกอาจไม่มีผลเท่าไหร่ ทว่า!! บางเรื่องมันไม่ได้มีบุไตไอซัทสึแค่รอบเดียวนี่สิ หลายๆ เรื่องมีมากกว่าหนึ่งรอบ และบางเรื่องมีหลายสิบรอบ!

จากประสบการณ์ตรง มีกรณีที่ไปดูหนังเรื่องเดิมซ้ำโดยที่ไม่ได้ตั้งใจจะดูซ้ำแต่แรกคือคุโรโกะ Last Game เราไปดูแบบธรรมดามาแล้วรอบนึง แต่พอรู้ว่าโอโนะ เคนโชกับโอโนะ ยูกิ จะมาบุไตไอซัทสึที่โอซาก้า เราก็สมัครไปอีกรอบนึง พอสุ่มได้ตั๋วมาเลยไปดูซ้ำอีกรอบ เนี่ย ดูสิ ตกเป็นเหยื่อกลยุทธ์ดึงดูดผู้ชมอย่างง่ายดาย 555555555

ส่วนกรณีของคิงปุระ ล่าสุดผู้กำกับบอกทางทวิตเตอร์ว่าเดินสายบุไตไอซัทสึแล้วทั้งหมด 51 รอบ……. ไม่รู้ทำลายสถิติโลกไปแล้วรึยัง เคยมีผู้กำกับคนไหนเดินสายบุไตไอซัทสึเยอะขนาดนี้มั้ย?? แต่เท่าที่อ่านรีพอร์ตจากผู้ชมที่ไปฟัง เนื้อหาแต่ละครั้งที่ผู้กำกับพูดแทบไม่เหมือนเดิมเลย ปล่อยข้อมูลโน่นนี่นั่นเยอะมาก อธิบายหนังให้ฟังละเอียดมาก แฟนๆ หลายคนจะยอมไปหาผู้กำกับซ้ำๆ ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ (ที่สำคัญคือผู้กำกับเป็นคนตลกมากกกกกกกกกกกกกก ถ้าเค้ามาแถวนี้บ่อยๆ เราก็อยากไปฟังบ่อยๆ เหมือนกัน)

  • 特典 (ของแถมหน้าโรง)

นี่ก็ยังปกติอยู่ อันนี้อาจจะไม่ได้มีแทบทุกเรื่องเหมือนมาเอะอุริเคง แต่ก็ยังเรียกได้ว่าหลายเรื่องอยู่ดี ส่วนใหญ่ก็เป็นของเล็กๆ น้อยๆ ทั่วไป จำพวกแฟ้ม เข็มกลัด ฟิล์มรูปฉากในหนัง กรณีของอนิเมะอาจจะมีบุ๊กเล็ทแถม อย่างตอน 聲の形 หรือรักไร้เสียงก็มีมังงะตอนพิเศษแถมให้

ทีนี้ความร้ายกาจมันอยู่ตรงที่ ของแถมมันจะมาใหม่เรื่อยๆ! หนังทั่วไปอาจจะไม่ค่อยใช้มุกนี้ แต่อนิเมะนี่เจอประจำ อาทิตย์แรกแถมอย่างนึง อาทิตย์ที่สองแถมอีกอย่าง พออาทิตย์ที่สาม เอ้า เปลี่ยนของแถมอีกละ! ใครอยากได้ของแถมก็ต้องถ่อไปโรงหนังทุกอาทิตย์

ยกตัวอย่างจากกรณีของคิงปุระ ของแถมอาทิตย์แรกคือแผ่นฟิล์ม อาทิตย์ที่สองคือ พัดในตำนาน

เริ่มจากแถมพัดหน้าโคจิ อาทิตย์ต่อมาหน้าฮิโระ อาทิตย์ถัดมาอีกเป็นหน้าคาซึกิ เนี่ย แค่อยากได้พัดตลกๆ มาเล่นบ้าๆ บอๆ ให้ครบทั้งสามลายก็ต้องดูซ้ำสามรอบละ

อาทิตย์ที่เราไปดูคิงปุระเพื่อของแถมหลายรอบที่สุดคืออาทิตย์ที่แจกซีเรียลโค้ดสำหรับสมัครตั๋วคอนเสิร์ต ในช่วงเวลาอาทิตย์กว่าๆ นั้นเราไปดูมาทั้งหมด… ห้ารอบ………

ความร้ายกาจอีกอย่างคือบางครั้งของแถมจะเป็นแบบสุ่ม! โดยเฉพาะพวกเข็มกลัดหรือโคสเตอร์ เห็นตัวอย่างได้จากกรณีของคุโรโกะ Last Game

อันนี้ถ้าใครพอมีสติอาจจะยั้งตัวเองให้ดูแค่รอบเดียวแล้วไปหาแลกกับคนอื่นทีหลัง แต่ถ้าไร้สติหน่อยก็อาจจะเผลอดูซ้ำไปซ้ำมาจนกว่าจะสุ่มเจอใบที่อยากได้

  • ฉายตอนพิเศษก่อนหนังเริ่ม

อันนี้เริ่มไมเนอร์ละ ไม่ค่อยเห็นหนังปกติทำกันเท่าไหร่ คงเป็นวิถีทางของอนิเมะมากกว่า เอาจริงๆ คือเคยเห็นแค่กรณีของคิงปุริ คิงปุระ และ Free! เท่านั้นเอง

กรณีของคิงปุริ (หมายถึง KING OF PRISM by PrettyRhythm ที่เป็นภาคก่อนของคิงปุระ) จะมีฉายคำทักทายของตัวละครแบบแรนด้อม คือมีภาพตัวละครขึ้นมาบนจอพร้อมเสียงทักทาย ขอบคุณที่มาดูหนังในวันนี้ พอถึงช่วงวันเกิดตัวละครก็จะมีคำทักทายพิเศษด้วย

พอมาถึงกรณีของคิงปุระจะเลเวลอัพไปอีกขึ้นนึง คือเปลี่ยนมาเป็นเรื่องสั้นของตัวละครแต่ละคู่ สี่อาทิตย์แรกจะตรงตามคู่ในมาเอะอุริเคงนั่นแหละ อย่างที่โอซาก้าเนี่ย สี่อาทิตย์แรกจะเป็นเรื่องสั้นของคาซึกิ&ไทกะริมหาดทราย ซึ่ง!! ไม่ใช่ว่าฉายเรื่องสั้นตอนเดิมสี่อาทิตย์นะ แต่มันคือเรื่องสั้นสี่ตอน ฉายก่อนหนังเริ่มอาทิตย์ละตอนจ้าาา ใครอยากดูเรื่องสั้นเหล่านี้ให้ครบๆ ก็ต้องถ่อไปโรงหนังทุกอาทิตย์ …ซึ่งเราว่าเดี๋ยวก็คงมีรวมลงแผ่นดีวีดี/บลูเรย์แหละ แต่ถ้าทนรอไม่ได้ก็ต้องถ่อไปดูอยู่ดี

ตอนนี้ที่คันไซฉายตอนคาซึกิ&ไทกะจบไปแล้ว เปลี่ยนมาฉายตอนฮิโระ&น้องยูต่อ เผอิญสองคนนี้โอชิเราไง เราก็ต้องไปดูทุกอาทิตย์อีกแล้วไง ฮ่วยยยยย

ส่วนกรณีของ Free! เราไม่ได้ไปดูเองแต่เห็นตามทวิตเตอร์อยู่บ้าง ของ Free! จะเรียกว่าคาแรคเตอร์บุไตไอซัทสึ แล้วก็มีโฟโต้เซชชั่นให้แฟนๆ ถ่ายรูปหน้าจอเก็บไว้ได้ รูปพวกนี้จะเป็นรูปวาดใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าเล่นมุกเปลี่ยนทุกอาทิตย์อีกแล้วจ้าาา เอ้า ใครอยากไปโฟโต้เซชชั่นทุกอาทิตย์ก็ดูผู้ชายว่ายน้ำวนปัยยยยย

  • 4DX

กรณีนี้เคยเห็นไม่กี่เรื่อง (แน่นอนว่าคิงปุริและคิงปุระเป็นหนึ่งในนั้น) หลังจากฉายไปพักใหญ่ๆ แล้วเพิ่งมาฉายแบบ 4DX ทีหลัง ใครอยากนั่งดูหนังเรื่องเดิมในเวอร์ชั่นเบาะสั่นสะเทือนเลือนลั่น สายน้ำพร่างพรมจากเพดาน ได้กลิ่นตลบอบอวล ก็ต้องไปดูซ้ำอีกรอบ

  • 応援上映 (รอบตะโกนเชียร์)

รอบโอเอน หรือรอบเชียร์ อันนี้เรียกว่าไมเนอร์คงไม่พอ ต้องเรียกว่าคัลท์ มีความเป็นลัทธิ มนุษย์ปกติธรรมดาหลายคนอาจไม่มีวันทำความเข้าใจได้ สารภาพเลยว่าตอนดูคลิปโฆษณารอบโอเอนของคิงปุริครั้งแรกเราสะพรึงมาก หวาดผวาในความคัลท์

เกิดมาไม่เคยพบเจอภาพโรงหนังที่ผู้ชมโบกเพนไลท์ ตะโกนโต้ตอบกับตัวละคร ส่งเสียงกรี๊ด และอื่นๆ อีกมากมาย สภาพเหมือนอยู่ในคอนเสิร์ตมากกว่าโรงหนัง แต่ในความหวาดกลัวก็มีความอยากรู้อยากลองด้วย กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ไปนั่งโบกเพนไลท์อยู่ในโรงหนังกับเค้าแล้ว 55555555555555

รอบโอเอนจะอนุญาตให้ตะโกนเชียร์ได้ ตบมุกตัวละครได้ โบกเพนไลท์ได้ ปรบมือได้ แต่งคอสเพลย์ได้ พกไอเท็มชิ้นเล็กๆ ไปสร้างสีสันได้ เราว่ารอบโอเอนเนี่ยมีส่วนสำคัญที่ทำให้การดูหนังเรื่องเดิมซ้ำๆ ไม่น่าเบื่อ ก่อนคิงปุระจะฉาย เราไปดูคิงปุริมาหลายรอบเหมือนกัน น่าจะประมาณเจ็ดแปดรอบได้มั้ง แต่ละครั้งที่ดูจะมีอะไรแปลกใหม่จากผู้ชมเสมอ มีมุกตลกใหม่ๆ มาตะโกนในโรง มีลูกเล่นในการโบกเพนไลท์ใหม่ๆ (เราชอบไอเดียเอาเพนไลท์สี่อันมาประกอบเป็นตัวอักษร 仁 กับ 王 มาก)

กรณีของคิงปุระก็เหมือนกัน เราไปดูรอบโอเอนตั้งแต่วันแรกที่ฉาย หลังจากนั้นก็ไปดูทุกอาทิตย์ คราวนี้เห็นได้ชัดเลยว่ารูปแบบการเชียร์พัฒนาไปเรื่อยๆ ไม่หยุดยั้ง ไอเท็มที่แฟนๆ พกไปโบกในโรงหนังก็ล้ำขึ้นเรื่อยๆ มีตั้งแต่น้ำยาล้างจานยันแก้วไวน์ (ว้อทเดอะเฮล……) ซึ่งถึงแม้ว่าคนดูในโรงหลายๆ คนจะไม่รู้จักกัน แต่การที่ทุกคนช่วยกันเชียร์มันทำให้เกิด 一体感 เกิดความรู้สึกร่วมอย่างที่การดูหนังปกติมอบให้ไม่ได้ ทำให้การดูหนังในโรงอบอุ่นขึ้นมาก มีรอบนึงเราไปดูแล้วเจอคนดูคนนึงยืนแจกลูกอมแอปเปิ้ลกับน้ำผึ้งอยู่ตรงทางเข้าโรงด้วย ประทับใจมาก

ถึงคิงปุริจะไม่ใช่เรื่องแรกที่ทำอะไรแบบนี้ แต่ปีที่แล้วคิงปุริกลายเป็นกระแสขึ้นมาเพราะรอบโอเอนนี่แหละ รายการทีวีหลายๆ รายการถึงกับต้องมาเก็บข้อมูลกันในโรง หลังจากนั้นหนังหลายๆ เรื่องก็เริ่มฉายรอบโอเอนบ้าง แม้แต่ La La Land ที่เป็นหนังฝรั่งยังมีรอบโอเอน! แต่เรื่องที่เราตกใจมากที่สุดคือชินก๊อดซิลล่า นึกไม่ค่อยออกว่าจะเชียร์อะไรกัน แล้วพอลองดูคลิปบรรยากาศแล้วก็พบว่าคัลท์ไม่ต่างกันเท่าไหร่ พีคสุดคือมีคนคอสเพลย์เป็นรถไฟ 555555555555

อย่างไรก็ตาม เราว่าการที่คิงปุริและคิงปุระรอบโอเอนสนุกได้ขนาดนี้เป็นเพราะผู้กำกับเค้าตั้งใจทำมาเพื่อฉายแบบนี้ มันเลยมีจังหวะให้เล่นเยอะหน่อย บวกกับผู้ชมคุ้นเคยแล้วว่าเล่นอะไรได้บ้าง เล่นอะไรไม่ได้บ้าง ตรงไหนควรยิงมุกตบมุกยังไงบ้าง รอบโอเอนของคิงปุริช่วงหลังๆ และคิงปุระจึงสนุกมากกกกกกกกกกกกกกกกก

โดยสรุปแล้วคิงปุระสิบรอบของเรามาจากปัจจัยต่างๆ นานาด้านบนประกอบกันก็จริง แต่เหนือสิ่งอื่นใดเลยคือความสนุกของเรื่อง คิงปุริสนุกเท่าไหร่ให้เอาคูณสิบล้านจะได้ออกมาเป็นคิงปุระ ณ ขณะนี้ดูมาสิบรอบแล้วยังไม่รู้สึกพอ ยังคงกระหายอยากไปดูอีก ต่อให้ไม่มีของแถม ไม่ใช่รอบโอเอน ไม่มีเรื่องสั้นใดๆ ให้ดูก่อนหนังเริ่มก็ยังอยากไปดูซ้ำ อยากรับชมหนังเรื่องนี้ในโรงไปเรื่อยๆ จนกว่ามันจะออกจากโรงไปแล้วไม่มีโอกาสได้ดูกับจอใหญ่ๆ เสียงกระหึ่มๆ อีก สำหรับเราแล้วคิงปุระเป็นอนิเมะฉายโรงที่สนุกและคุ้มค่าขนาดนั้นแหละ

キンプリ&キンプラはいいぞ

『KING OF PRISM -PRIDE the HERO-』 舞台挨拶@TOHO CINEMAS Namba

เมื่อวานไปดู KING OF PRISM -PRIDE the HERO- หรือเรียกย่อๆ ว่าคิงปุระ แบบมีบุไตไอซัทสึมาแหละ!

เราไปดูที่โรงโตโฮนัมบะ ความจริงแล้วเมื่อวานนี้มีบุไตไอซัทสึที่โอซาก้าทั้งหมดสี่รอบ แต่เรากดมารอบเดียว วิธีซื้อตั๋วก็ง่ายดายมาก เหมือนกดซื้อตั๋วหนังทั่วไปเลย ไม่ต้องใช้ดวงสุ่มตั๋วแต่อย่างใด เรากดได้รอบนี้ได้แถวหน้าๆ มาแบบชิลๆ

เสียดายที่หลังจากกดตั๋วรอบนี้ไว้แล้วเกิดนึกครึ้มอกครึ้มใจอยากกดเพิ่มอีกรอบก็กดไม่ทันแล้ว ตั๋วหมดเกลี้ยงเลย ถึงจะดูเหมือนกดได้ง่ายๆ แต่ถ้าไม่รีบๆ กดตั้งแต่วันแรกก็หมดสิทธิ์อยู่ดี T-T

เราไปถึงหน้าโรงก่อนเวลาฉายนิดหน่อย มองไปรอบๆ ก็รู้แล้วว่าใครมาดูรอบเดียวกันบ้าง ทุกคนถือกระเป๋าถือพร็อพกันจัดเต็มมาก มีคนคอสเพลย์มาด้วย แต่เราว่าบรรยากาศยังไม่ฮาร์ดคอร์เท่าโรงที่อุเมดะ อาจเป็นเพราะโรงนั้นฉายอนิเมะเยอะอยู่แล้ว หลายๆ คนเลยกล้าจัดเต็มกันมากกว่า โรงโตโฮมันมีความเป็นโรงหนังมนุษย์ปกติมากเกินไปหน่อยเลยต้องเจียมตัวกันนิดนึง

และตามปกติของหนังญี่ปุ่น ช่วงแรกๆ จะชอบมีของแถมแจกให้ผู้ชมด้วย รอบนี้ได้ของแถมเป็นพัดหน้าโคจิ ประทับใจความสร้างสรรค์นี้มาก สมเป็นคิงปุริ 5555555555555

ตอนเข้าไปนั่งในโรงแล้วทุกคนถือพัดอันนี้เดินเข้ามารู้สึกคัลท์มาก เซอร์เรียลมาก…….

บุไตไอซัทสึรอบที่เราไปดูเป็นรอบที่จะมาพูดคุยกันก่อนหนังฉาย (เหตุผลที่อยากกดตั๋วเพิ่มอีกรอบเพราะอยากกดรอบหลังหนังฉายด้วย น่าจะคุยกันเจาะลึกกว่า แต่ก็กดไม่ทัน ได้แต่อ่านรีพอร์ทตาปริบๆ TvT) คนที่มารอบนี้ประกอบด้วยผู้กำกับ=ฮิชิดะซัง กับนักพากย์สองคนคือฮาตานากะ ทาสุคุ=ไทกะ กับยาชิโระ ทาคุ=คาเครุ แหมะะะะ มาเป็นคู่ซะด้วย ออฟฟิเชียลนี่เข้าใจขาย!

ก่อนหน้านี้เคยเจอทาสุคุกับทาคุจังมาแล้ว ใกล้ชิดระดับสัมผัสมือกันมาแล้วทีนึง รอบนี้เลยตื่นเต้นดีใจที่จะได้เจอผู้กำกับมากกว่า คือฮิชิดะซังเนี่ยเป็นผู้กำกับที่ตลกมากกกกกกกกก ดูจากผลงานก็น่าจะพอเดาได้ว่าคนคนนี้ไม่ธรรมดา พอมาอ่านบทสัมภาษณ์ อ่านทวีต หรือดูอีเวนท์ที่เจ้าตัวไปออกก็ยิ่งค้นพบความตลกและความน่ารัก และหลังจากไปดูคิงปุระมาสองรอบก็ยิ่งประทับใจในตัวฮิชิดะซังเยอะมาก คราวนี้เลยตั้งใจไปเจอผู้กำกับนี่แหละ

รอบนี้เป็นรอบสุดท้ายของวัน เห็นว่ารอบเช้าที่อุเมดะมีคนเป็น MC ให้ด้วย แต่รอบที่เราไปนี่ MC หายไปไหนไม่รู้ ทาคุจังเลยต้องรับหน้าที่ MC และออกมาทักทายคนแรกสุด ตอนแรกทักทายว่า คนนิจิวะ ตามปกติธรรมดาก่อน พอมีแฟนๆ ตะโกนว่า わんばんこ แบบคาเครุ ทาคุจังถึงพูด わんばんこ ด้วยเสียงคาเครุให้ฟัง น่าร๊ากกกกกกกกกกกกกกกก /ล้มตาย

ทักทายเสร็จแล้วทาคุจังก็บอกว่าวันนี้มีเรื่องอยากขอร้องทุกคน ห้ามอัดเสียง ห้ามถ่ายรูป บลาๆๆ แฟนๆ ก็คอยตอบ ไฮ่!! ไฮ่!! กันอย่างขยันขันแข็ง คึกคักกันเต็มที่สมเป็นพริซึ่มเอลีท (ชื่อเรียกแฟนคิงปุริ)

หลังจากนั้นทาคุจังก็บอกว่า งั้นมาพบกับแขกรับเชิญในวันนี้กันดีกว่า แฟนๆ ก็ตะโกนถามอีกว่า ใครเหรอออ?? ทาคุจังเลยทำเสียงกรุ้มกริ่มว่า 誰かにゃ?誰だと思う? (ใครเหยอ? คิดว่าใครล่ะ?) ช็อตนี้ก็น่ารักแบบเราตายไป (///ω///) จุดนั้นลืมผู้กำกับไปแล้ว เพนไลท์ที่ตอนแรกเปิดสีเขียวของไทกะเอาไว้ก็กลายมาเป็นสีส้มของคาเครุอย่างรวดเร็ว เราเปลี่ยนใจกันง่ายๆ แบบนี้เลย

พอเชิญทาสุคุกับฮิชิดะซังออกมา ฮิชิดะซังก็มายืนฝั่งเรา!!! ส่วนทาสุคุยืนตรงกลาง ทาคุจังเป็น MC เลยอยู่ริมสุดอีกฝั่งนึง

ช่วงแรกเริ่มจากคุยสัพเพเหระว่ามาโอซาก้าเป็นยังไงบ้าง ทาสุคุเล่าว่าเมื่อตอนเที่ยงไปกินโอโคโนมิยากิกันมา อร่อยมาก ร้อนมากเพราะกินจากเตาสดๆ ร้อนๆ เลย ทาสุคุเล่าด้วยท่าทางตื่นเต้นเสมือนเพิ่งเคยมาโอซาก้าครั้งแรก แต่ถ้าติดตามทวิตเตอร์ทาสุคุจะพบว่าจริงๆ แล้วมาออกอีเวนท์แถวนี้บ่อยมาก… น้องจะตื่นเต้นไปทำไมคะ……

จากนั้นก็คุยกันว่ารอบนี้เป็นบุไตไอซัทสึรอบที่สี่ของวันนี้แล้ว รอบก่อนหน้านี้ทาสุคุเป็น MC รอบนี้ทาคุจังเลยสลับมาเป็น MC บ้าง แล้วก็คุยกันว่าเดี๋ยวคืนนี้จะมีอีเวนท์ エリートの二次会 แถวๆ นี้อีก เป็นอีเวนท์ที่ให้แฟนๆ ไปนั่งก๊งเหล้าเมาท์มอยกับผู้กำกับและนักพากย์ทั้งสอง น่าไปมากกกกกกก แต่เราไม่ได้สมัครไปเพราะอีเวนท์เลิกตีสอง ไม่รู้จะกลับยังไงเพราะรถไฟหมด เสียดายจัง T_T

พอพูดถึงอีเวนท์ก๊งเหล้า ฮิชิดะซังเลยบอกว่าคืนนี้จะไม่ดื่ม! เพราะอีเวนท์รอบที่แล้วดื่มเยอะจนจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่คุยไปคุยมาฮิชิดะซังก็บอกว่า ไม่ดื่มไม่ได้หรอก ยังไงก็จะดื่ม!

ส่วนทาคุจังกับทาสุคุคุยกันว่าถ้าสมาชิกเอเดลโรสเจ็ดคนก๊งเหล้าด้วยกันจนเมาคงน่าสนุกดี ฮิชิดะซังบอกว่า แต่ทุกคนยังไม่บรรลุนิติภาวะนะ! แล้วก็ อ๋ออออ หมายถึงคนพากย์เหรอ! งั้นก็น่าสนุกดี

ฮิชิดะซังบอกว่าอยากพาเอเดลโรสทั้งเจ็ดคนมาบุไตไอซัทสึที่โอซาก้าจังเลย ถ้ามีโอกาสจะพามาให้ได้ ฮือออออออ อย่ามาพูดให้ความหวังสิคะะะะะะะ พามาให้จริงเถอะะะะะะะะะ แปดคนเลยก็ได้ พาทาเคอุจิคุงมาด้วยยยยยยยยยยยย (;___;)

หลังจากนั้นพอจะเข้าเรื่องเนื้อหาคิงปุระ ทั้งสามคนคุยกันว่าสปอยล์ไม่ได้สินะ ฮิชิดะซังถามว่าในที่นี้ยังมีใครไม่เคยดูมาก่อนมั้ย ทั้งโรงมีคนยกมืออยู่ประปราย น่าจะไม่ถึงสิบคน ฮิชิดะซังเลยถามว่า วันนี้มาเพราะโดนคนข้างๆ บีบบังคับให้มาดูด้วยรึเปล่า?? โอ๊ย 55555555555555

แต่เอาเป็นว่าเพราะยังมีคนที่ไม่ได้ดูก็เลยต้องคุยกันแบบไม่สปอยล์นั่นแหละ ทั้งสามคนคุยกันเรื่องซีนที่ชอบ ประมาณว่าอยากให้ตั้งใจดูฉากนี้กัน

ทาสุคุบอกว่าชอบฉากพัดของไทกะ

ฉากนี้ ↓

พัดที่ว่านี่มีขายหน้าโรงหนังด้วย ทาสุคุถามว่าไหนใครถือพัดของไทกะอยู่บ้าง คนที่พกมาด้วยก็หยิบขึ้นมาโบกกันใหญ่ ทาสุคุเลยบอกว่า งั้นพอถึงฉากนี้ช่วยกันพัดใส่คนข้างหน้าให้เต็มที่ไปเลยนะ! (จะดีเหรอ……….)

ส่วนทาคุจังบอกว่าอยากให้ตั้งใจดูฉากที่คาเครุทำตัวเป็นลูกชายตระกูลจูโออิน โดยเฉพาะฉากที่คุยกับพ่อ ความตลกคือทาคุจังเรียกชื่อพ่อคาเครุผิด ตอนแรกเรียกว่าโมโมจิโร่ พอเรียกอยู่สองสามรอบ ฮิชิดะซังคงทนไม่ไหวเลยพูดแทรกขึ้นมาว่า เฮียคุจิโร่ต่างหาก ทาสุคุเลยช่วยตบมุกว่า นี่นายเรียกชื่อพ่อตัวเองผิดได้ยังไง!! ตรงนี้ทาคุจังก้มหน้าหัวเราะอยู่นานมาก โถ น่าเอ็นดู (*´∀`*)

ที่ตลกกว่านั้นคือตอนที่หนังฉายแล้วถึงฉากพ่อคาเครุ คนดูช่วยกันตะโกนว่าโมโมจิโร่ใหญ่เลย ขำก๊ากกันทั้งโรง 55555555555555 (รอบที่เราไปดูเป็นรอบโอเอนเลยตะโกนได้ กรี๊ดได้ ตบมือได้ มันส์มากๆๆๆๆๆ)

อีกฉากที่ทาคุจังชอบคือฉากฮิโระกับรุย รอบนี้ทาคุจังไม่ได้พูดถึงละเอียดเท่าไหร่ แต่ใน 二次会 อธิบายไว้ละเอียดมากว่าชอบเพราะอะไร (เราจะไม่เล่า ณ ทีนี้เพราะสปอยล์) ส่วนฉากที่ฮิชิดะซังชอบคือฉากเครดิตที่มีสาวๆ จากพริตตี้ริทึ่มเรนโบว์ไลฟ์ออกมา

นอกจากนั้นก็คุยกันเรื่องการดูรอบโอเอน ทาสุคุพูดถึงตอนที่ไปดูคิงปุริรอบโอเอนครั้งแรกให้ฟัง บอกว่าตอนนั้นไปกับลันส์เบอร์รี่ อาเธอร์ซัง (กรี๊ด ไม่นึกว่าจะได้ยินชื่อลันส์นี่ยันในบุไตไอซัทสึของคิงปุริ 555555555555) ทั้งสองคนนั่งแถวหลังสุดแล้วเชียร์กันมันส์มาก ลันส์ซังคอยยุให้ทาสุคุพูดบทพูดแบบในหนังบ้าง ร้องเพลงบ้าง ทาสุคุก็บ้าจี้ทำตามอย่างจริงจังจนนึกว่าต้องโดนคนที่นั่งใกล้ๆ จับได้แน่ๆ เลย แต่สุดท้ายก็ไม่เห็นมีใครทักสักคน เสียใจมาก โอย ฟังแล้วสงสารแปลกๆ 5555555555555555

เมื่อปีที่แล้วตอนไปดูกับลันส์ซัง ทาสุคุลงรูปไว้ในทวิตเตอร์ด้วยนะ!

ส่วนคิงปุระนี่ทาสุคุยังไม่ว่างไปดูเลย เจ้าตัวบอกว่าไว้ว่างๆ จะหาโอกาสไปดูให้ได้ และคราวนี้อยากให้แฟนๆ สังเกตเห็นให้ได้เลย!

นอกเรื่องนิดนึง อ่านรีพอร์ทของบุไตไอซัทสึรอบเช้าเห็นทาสุคุพูดถึงเรื่องที่ไปโอเอโดะอนเซนซึ่งตอนนี้มีคอลลาโบะกับคิงปุริอยู่ ทาสุคุก็พูดแบบนี้ว่าตั้งใจไม่ใส่แมสก์และคุยกันโหวกเหวกเพื่อให้แฟนๆ จับได้ แต่ก็ไม่มีใครเข้ามาทักสักคน …..จริงๆ แล้วทาสุคุเป็นพวกชอบให้แฟนๆ เข้าไปทักเหรอ!!?? เราว่าแฟนๆ ญี่ปุ่นถึงจะสังเกตเห็นก็คงไม่กล้าเข้าไปทักอยู่ดีแหละ เสียใจด้วยนะทาสุคุ 5555555555555

คุยเรื่องหนังเสร็จแล้วก็มีมุมแอดลิบนิดหน่อย คือให้ทั้งสามคนเล่นละครกันสดๆ โจทย์คือให้คาเครุกับไทกะสลับคาแรคเตอร์กัน เป็นคาเครุที่เอาจริงเอาจัง กับไทกะที่ชะไร่ ส่วนฮิชิดะซังเป็น ผู้กำกับเอโร่ย (ใครคิดโจทย์คะ……….)

จำบทสนทนาไม่ได้เป๊ะๆ เพราะแอบยาวใช้ได้ แต่อารมณ์ประมาณนี้

ไทกะ: อยากไปนัดบอดอะ (เสียงนิ่งๆ ไม่ได้ชะไร่เล้ยยยยย)
คาเครุ: นัดบอด? ที่มีสาวๆ เยอะๆ น่ะนะ? ไม่เอาหรอก พวกเรายังไม่บรรลุนิติภาวะด้วยนะ (เสียงจริงจังมาก)
ไทกะ: มีเบียร์แบบไม่มีแอลกอฮอล์อยู่ไม่ใช่รึไง ดื่มอันนั้นก็ได้
คาเครุ: ไม่ได้นะ
ผู้กำกับ: (ยืนขำ)
คาเครุ: ไทกะคุง ให้ความสำคัญกับตัวเองหน่อยสิ (เสียงยังคงจริงจังมาก)
ไทกะ: เออนี่… อยากนั่งเฮลิคอปเตอร์อะ
คาเครุ: เอ๊ะ
(คุยอะไรกันอีกนิดหน่อย จำไม่ได้)
ไทกะ: เอางี้ สักวันนึงถ้าฉันจะสารภาพรักกับผู้หญิง ฉันขอยืมเฮลิคอปเตอร์บ้านนายหน่อยสิ
ผู้ชม: ฮิ้ววววววววววววววววววววววววว
คาเครุ: เฮลิคอปเตอร์ไม่ได้มีไว้ใช้แบบนั้นซะหน่อย! ทำตัวให้มันติดดินหน่อยสิ!
ไทกะ: ไม่อยากโดนนายว่าแบบนั้นหรอกนะ!
ผู้กำกับ: ไม่มีช่องว่างให้แทรกเลยแฮะ……… แล้วทำไมฉันต้องเป็นผู้กำกับเอโร่ยด้วยเนี่ย

ทั้งหมดนี้คือคิดกันสดๆ เล่นกันสดๆ ตลกมาก 55555555555555555 ทาคุจังกับทาสุคุเซอร์วิสคาเคไทเยอะมากกกกกกกกกกกกกกก แม่ยกคู่นี้ฟังแล้วสลบไปตามๆ กัน (เราก็ชอบคู่นี้แต่เป็นรองโคฮิโระอีกทีนึงเลยฟังแล้วยังรอดชีวิตอยู่) ได้ข่าวว่ารอบอื่นก็กะหนุงกะหนิงกันจนฮิชิดะซังบอกว่า สวีทกันอยู่ได้!!

ตอนสุดท้ายหลังจากพูดขอบคุณแฟนๆ กันทีละคนแล้ว ทาคุจังก็บอกว่า งั้นเรามาพูดว่า มิวสิค เรดี้ สปาร์กกิ้ง เย้! ด้วยกันทุกคนเถอะ ทีนี้ฮิชิดะซังก็พูดขึ้นมาว่า อ้าว! วันนี้โมริคุโบะซังมาด้วยเหรอครับเนี่ย! ….คุณผู้กำกับเนี่ยเห็นอยู่นิ่งๆ ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจาแต่จริงๆ แล้วเป็นคนร้ายกาจคนนึง คือทาคุจังชอบเลียนเสียงโมริคุโบะซัง ฮิชิดะซังเลยแกล้งให้ทาคุจังพูดว่า มิวสิค เรดี้ สปาร์กกิ้ง ด้วยเสียงโมริคุโบะซัง

พอโดนทักแบบนั้นทาคุจังก็เปลี่ยนโหมดมาเป็นโมริคุโบะซังทันที ฮิชิดะซังกับทาสุคุก็หันไปโค้งให้แล้วพูดว่าขอบคุณโมริคุโบะซังที่ให้เกียรติมาด้วยกันในวันนี้ (จุดนั้นเราขำแบบหมดแรงถือเพนไลท์) 

ทาคุจังหันไปบอกทาสุคุว่าตัวเองจะพูดว่ามิวสิค แล้วให้ทาสุคุพูดว่าเรดี้ ทาสุคุเลยถามว่า รุ่นพี่ครับ ผมต้องพูดว่าเรดี้ด้วยเสียงแบบรุ่นพี่มั้ยครับ?? (กวนประสาท 555555555555) ทาคุจังในโหมดโมริคุโบะซังตอบว่า ไม่ต้องหรอก พูดเรดี้ในแบบที่ตายอยากพูดเถอะ ทาสุคุเลยบอกว่า รุ่นพี่ใจดีจังเลยครับ!

พอประกอบพิธีกรรมมิวสิค เรดี้ สปาร์กกิ้ง เย้! เสร็จเรียบร้อยแล้วทาสุคุกับฮิชิดะซังก็กลับเข้าไปก่อน ทาคุจังเป็น MC เลยพูดส่งท้ายกับคนดูอีกนิดนึง ขอบคุณที่มา ขอให้ทุกคนเอนจอย บลาๆๆ แล้วก็บ๊ายบาย

ทาคุจังกับทาสุคุลงรูปไว้ในทวิตเตอร์ด้วย

คนที่สองจากซ้ายในรูปทาสุคุคือ MC ที่หายไป……..

ขำชุดทาคุจังนิดนึง คือตอนเห็นครั้งแรกเราคิดว่าเหมือนชุดนอน ปรากฏว่าพอดูถ่ายทอดสดอีเวนท์ 二次会 ทาคุจังโดนโปรดิวเซอร์กับทาสุคุแซวว่าเป็นชุดนอนอยู่หลายรอบ จนทาคุจังต้องบอกว่า ไม่ใช่ชุดนอนซะหน่อย! ชุดนี้เพิ่งซื้อมาเมื่อวานเองนะ! …โอเค้ ไม่ใช่ชุดนอนก็ได้ค่ะ ขอโต้ดดดดด

ส่วนตัวหนังเราจะไม่พูดถึง เป็นหนังที่ไม่อยากสปอยล์ใครเลย เพราะการดูครั้งแรกมันอิมแพคต์มากๆๆๆ มีอะไรน่าฮือฮาเต็มไปหมด มีฉากชวนร้องไห้ด้วย และระดับความเสพติดสาหัสกว่าคิงปุริ  20,000 เท่า!! (ไปดูมาแล้วสามรอบ และคงมีอีกหลายรอบ)

หลังดูหนังจบแล้วเราก็ไปเดินเล่นรอเพื่อนมากินข้าวด้วยกัน ด้วยความที่ไม่รู้จะไปไหนเลยไปเดินเล่นแถวๆ โดตงโบริ และเนื่องจากรู้ว่าเดี๋ยวทาสุคุกับทาคุจังมีอีเวนท์แถวนั้นต่อ เราเลยคอยมองซ้ายมองขวาเผื่อโชคดีเดินสวนกันแถวๆ นั้น อีเวนท์ต่อไปเริ่มตั้งเที่ยงคืน ตอนนั้นเพิ่งสองทุ่มเอง เค้าอาจจะออกมาเดินเล่นหาของกินก็ได้น่า!! แต่หวังไว้น้อยนิดเพราะแถวนั้นเป็นย่านนักท่องเที่ยวซึ่งคนเป็นล้านนนนนนน แถมยังมีร้านรวงเยอะแยะมากมาย ตรอกซอกซอยก็เต็มไปหมด ถ้าเจอก็ปาฏิหาริย์แล้ว

หลังจากเดินเล่นอยู่แถวนั้นพักใหญ่ก็เลิกมองฝูงชนไปละ หันมามองหาร้านโอโคโนมิยากิแทนเพราะเพื่อนบอกว่าอยากกินโอโคโนมิยากิ เราอยู่ว่างๆ เลยเดินเล็งๆ ร้านเอาไว้ดีกว่า

ปรากฏว่า!!!

หลังจากเงยหน้ามองป้ายร้านอาหารติดๆ กันหลายร้าน พอเลื่อนสายตากลับมาที่ทางเดินอีกที…

 

ปาฏิหาริย์ก็บังเกิดค่ะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะ

 

หันมาอีกที ทาสุคุกับทาคุจังและทีมสต๊าฟคิงปุริอยู่ทางซ้ายของข้าพเจ้าแบบห่างกันประมาณหนึ่งเมตร!!!!!!!!!!!!!! โอ้โหหหหหหหหหหหหหหหหหหห พรหมลิขิตบันดาลชักพาาาาาาาาา จากที่เดินๆ อยู่เรานี่หยุดชะงัก ฟรีซไปเลย กะพริบตารัวๆ ว่านั่นทาสุคุกับทาคุจังจริงๆ เหรอ แล้วก็โอ้วววว นั่นนนนนน ฮิชิดะซังงงงงงงงงงง!!!!!!!!!!!

จะไม่ตกใจขนาดนี้ถ้าไม่ได้มาเจอในจุดที่เลิกมองหาไปแล้ว ฮื่อออออออออออ

จุดที่เจอทีมคิงปุริอยู่ใกล้ๆ กับสะพานกูลิโกะ พอเค้าเดินไปสะพานกัน เราก็แอบมองอยู่ห่างๆ …..จริงๆ ก็ไม่ห่างมาก แบบเค้าถ่ายรูปกับป้ายกัน เราก็ยืนกดมือถือกรี๊ดใส่เพื่อนอยู่ตรงราวสะพาน ซึ่งสะพานก็ไม่ได้ใหญ่ขนาดนั้น

โชคดีได้เห็นทาสุคุกับทาคุจังทำท่าเลียนแบบป้ายกูลิโกะด้วย น่ารักกกก แอออออออออออออ แต่สุดท้ายก็ปล่อยทีมนี้ไปตามทางของเค้านะ ถ้าตามต่อไปเรื่อยๆ จะดูโรคจิตเกินไป ทำแบบนั้นเราคงกลัวตัวเองเหมือนกัน 555555555555

เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังก็มีแต่คนถามว่าทำไมไม่เข้าไปทัก โอ้ยยยยยย เค้ามากันทีมใหญ่เป็นสิบคน เราตัวคนเดียว จะให้เข้าไปทักยังไง เขินตายชัก TvT ถึงทาสุคุจะออกตัวว่าเป็นพวกอยากให้แฟนๆ เข้าไปทักขนาดนั้นก็เถอะ ไม่กล้าอะะะ ถ้าทาสุคุมากับทาคุจังแค่สองคนยังว่าไปอย่าง

เสียดายที่ยังไม่เห็นทาสุคุกับทาคุจังลงรูปหน้าป้ายกูลิโกะ ส่วนออฟฟิเชียลคิงปุริลงรูปฮิชิดะซังให้ดู

ฮิชิดะซังทวีตว่าป้ายกูลิโกะคือต้นแบบท่าเต้นของจอร์จ (ตัวละครใหม่ที่สุงิตะพากย์) ด้วย ไม่รู้เรื่องจริงหรือเล่นมุก บางทีฮิชิดะซังเหมือนจะพูดเล่นมุกแต่ดันกลายเป็นเรื่องจริง บางทีก็เหมือนจะพูดจริงแต่เฉลยทีหลังว่ามุก แยกไม่ออกแล้ว 55555555555

ตกดึกเรากลับมาดูถ่ายทอดสดอีเวนท์ 二次会 ต่อ อีเวนท์คุยเกี่ยวกับเนื้อเรื่องกันจริงจังมาก สปอยล์หนักมาก แต่สนุกดี ทาสุคุกับทาคุจังสวีทกันตลอดเวลาจนหมั่นไส้ 55555555555 ตอนหลังๆ ทาสุคุเมาแอ๋เลย น่าร้ากกกกกกกก♥♥♥ ทาคุจังก็น่ารักมากๆๆๆๆ ส่วนฮิชิดะซังยังคงตลกเหมือนเดิม

ถึงจะเสียดายที่ไม่ได้ไปอีเวนท์รอบดึกและไม่มีความกล้ามากพอที่จะพุ่งเข้าชาร์จทุกคนตรงสะพานกูลิโกะ แต่ก็พอใจแล้วที่ได้ตะโกนอาริกาโต้วววว!!!! ในโรงหนัง ขอบคุณทุกคนนะคะ♥ โดยเฉพาะคุณผู้กำกับ ขอบคุณมากค่ะ!!

อยากดูคิงปุระอีกจัง

から紅の恋歌

ไปดูโคนันมูฟวี่ภาค から紅の恋歌 (Crimson Love Letter หรือชื่อไทยอย่างเป็นทางการคือ ปริศนาเพลงกลอนซ่อนรัก) มาตั้งแต่ช่วงโกลเด้นวีค วันนี้มาฟังๆ เพลงแล้วนึกถึงหลายๆ ฉากเลยอยากเขียน 感想 เกี่ยวกับภาคนี้เอาไว้หน่อย

ออกตัวก่อนว่าดูโคนันมูฟวี่ไม่ครบทุกภาค เพราะกับโคนันเนี่ยเราเป็นสายอ่านมังงะมากกว่าดูอนิเมะ เคยดูมูฟวี่หลายๆ ภาคแล้วไม่ประทับใจเท่าไหร่ แต่มูฟวี่ภาคที่แล้วกอบกู้ศรัทธากลับมาได้เยอะมาก บวกกับภาคนี้เอาไพ่คารุตะมาเป็นจุดขาย ด้วยความที่เคยดูจิฮายะฟุรุ และเรียนวิชาวรรณคดีญี่ปุ่นมาบ้างก็เลยสนใจจนถ่อไปดูในโรง

แต่หลังจากดูจบแล้วพบว่า อืม การอยากดูเพราะสนใจคารุตะคงเป็นความคิดที่ผิดสินะ (´・ω・`)

 

★SPOILER ALERT

 

 

  • เกริ่นเหมือนจะผิดหวังกับภาคนี้ แต่จริงๆ ก็ไม่ได้ผิดหวังขนาดนั้น เป็นมูฟวี่ภาคที่สนุกใช้ได้ ไม่น่าเบื่อเหมือนบางภาคที่ดูจบแล้วรู้สึกเสียเวลาว่าจะดูทำไมเนี่ย
  • ภาคนี้ก็สไตล์เดียวกับมูฟวี่หลายๆ ภาคนะ เกิดคดีฆาตกรรม สืบสวนไปเรื่อยๆ เกิดเหตุระเบิดตูมตามให้ตื่นเต้นพอเป็นพิธีบ้าง โคนันใช้อุปกรณ์เวอร์ๆ ทำอะไรเวอร์ๆ เป็นระยะๆ บ้าง และแน่นอนว่ามีมุมทายปริศนาของด็อกเตอร์เช่นเคย
  • พิเศษหน่อยตรงที่ภาคนี้ดำเนินเรื่องที่ฝั่งคันไซ เฮย์จิกับคาซึฮะเลยมีบทบาทเด่น
  • ก่อนดูแอบคาดหวังว่าจะใช้โลเคชั่นแถวนี้เยอะๆ เผื่อจะหาเรื่องไปเที่ยวตามรอย เพราะเห็นไกด์บุ๊กเที่ยวตามรอยโคนันฝั่งคันไซเพิ่งออกวางขาย แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ค่อยมีสถานที่แปลกใหม่น่าสนใจเท่าไหร่
  • ขนาดศาลเจ้าโอมิที่ใช้เป็นฉากในโปสเตอร์ยังไม่มีในเรื่องเลยจ้าาา รู้สึกเหมือนโดนหลอก 555555555 แต่จริงๆ จะมีหรือไม่มีมันก็ไม่ได้สำคัญอะไรกับเนื้อเรื่องขนาดนั้น
  • คนที่ชอบคู่เฮย์จิกับคาซึฮะน่าจะเป็นกลุ่มคนที่ดูภาคนี้ได้สนุกที่สุด เพราะเป็นภาคที่พูดถึงความสัมพันธ์ของสองคนนี้ โดยมีปัจจัยหนึ่งมาขับเคลื่อน นั่นคือตัวละครที่ชื่อโอโอกะ โมมิจิ

  • สิ่งที่เราและฝ.ซังที่ไปดูด้วยกันสงสัยตรงกันเกี่ยวกับโมมิจิคนนี้คือ ทำไมเจ๊ต้องนมใหญ่ขนาดนั้นคะ???? (ฝ.ซังกล่าวว่า อาจอยากแสดงให้เห็นถึงความเป็นสาวเกียวโต)
  • ดูจากตัวอย่างหนังนึกว่าโมมิจิเป็นสาวคูลๆ เท่ๆ เล่นคารุตะเทพๆ แต่กลับพบว่าไม่ใช่อย่างที่คิด ยกเว้นเรื่องเล่นคารุตะเทพ
  • โมมิจิโผล่มาถึงก็มาเคลมว่าตัวเองเป็นว่าที่เจ้าสาวของเฮย์จิ แล้วไปๆ มาๆ ก็มาท้าคาซึฮะให้มาแข่งคารุตะแย่งเฮย์จิกัน โอเค สรุปคือภาคนี้ใช้คารุตะแย่งปู้จายกันนะคะ
  • ไพ่คารุตะในภาคนี้ จะว่ามีบทเยอะก็เยอะอยู่ แต่สำคัญมั้ย เอาจริงๆ ก็ไม่ได้สำคัญขนาดนั้น หรือเราคาดหวังมากเกินไปว่าอยากเห็นเรื่องนี้ใช้ประโยชน์จากคารุตะมากกว่านี้ก็ไม่รู้
  • คือสุดท้ายคารุตะก็เป็นแค่ ① เครื่องมือของคนร้ายในคดี ② เกมที่ผู้หญิงสองคนเอามาใช้ตบแย่งเฮย์จิกัน (หมายถึงตบไพ่)
  • ชอบตรงที่เลือกกลอนบทนึงในเฮียคุนินอิชชุ (ที่อยู่ในไพ่คารุตะนั่นแหละ) มาสื่อถึงความรู้สึกของคาซึฮะที่มีต่อเฮย์จิ ดูเป็นฉากที่ เอ้อออ แบบนี้ค่อยใช้คารุตะให้เป็นประโยชน์กับเนื้อเรื่องหน่อย แต่มันก็เป็นแค่ส่วนยิบย่อยนิดๆ หน่อยๆ พอให้ก๊าวใจเฉยๆ ซึ่งถ้าไม่อินกับคู่เฮย์คาซึหรืออินกับกลอนญี่ปุ่นก็คงรู้สึกว่า อืม แล้วไง
  • และคนที่ไม่รู้จักวิธีเล่นคารุตะต้องดูแล้วงงมากแน่นอน เพราะในเรื่องไม่มีการอธิบายใดๆ เลย (ดีนะเราดูจิฮายะมาก่อน ขอบคุณไทจิคุงมา ณ ที่นี้)
  • แต่ถึงจะไม่รู้วิธีเล่นก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เข้าใจเนื้อหาคดีนะ คือไม่ต้องรู้วิธีเล่นคารุตะก็เข้าใจเนื้อเรื่องได้แหละ
  • คดีคราวนี้ดูมีความพยายามที่จะสับขาหลอกคนดูอยู่เหมือนกัน ให้คะแนนความพยายามจุดนี้ แต่ก็ไม่ใช่คดีที่โอ้โหววววววอะไรขนาดนั้น แต่ก็ไม่ได้เรียบง่ายถึงขนาดว่า คนร้ายคนนี้เป็นคนฆ่าคนนั้นนะ จบ มันซับซ้อนกว่านั้นนิดหน่อย
  • เสียดายฉากแข่งคารุตะ คาดหวังไว้เยอะว่าต้องทำออกมาดุเดือด แต่เอาเข้าจริงฉากแข่งโดนตัดให้เห็นแค่ตอนเริ่มกับตอนแข่งเสร็จซะเยอะ มีแค่ฉากสุดท้ายที่รู้สึกว่าทำดีหน่อย
  • จุดนึงที่รู้สึกว่าเด็กๆ ชมรมคารุตะทั่วประเทศญี่ปุ่นมาดูอาจจะโมโหได้คือ คาซึฮะซ้อมคารุตะอยู่แค่วันสองวันแต่กลับเอาชนะนักเรียนทั่วประเทศจนเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศได้ ถึงจะเกริ่นมาก่อนว่าคาซึฮะเคยไปช่วยเป็นคู่ซ้อมให้เพื่อนอยู่บ่อยๆ กับงัดไม้ตาย ให้แม่เฮย์จิที่เป็นอดีตควีนแห่งวงการคารุตะ (ทำไมแม่ทุกคนต้องเป็นควีนของอะไรสักอย่าง…?) มาช่วยฝึกซ้อมให้ก็เถอะ แต่มือใหม่ที่เพิ่งมาฝึกซ้อมวันสองวันจะเอาชนะเด็กๆ ชมรมคารุตะทั่วประเทศที่ฝึกอย่างจริงจังเป็นปีๆ ได้ง่ายขนาดนั้นได้ยังไง…
  • แต่ก็นะ นี่มันไม่ใช่การ์ตูนไพ่คารุตะ ถ้าอยากดูอะไรที่จริงจังกับคารุตะขนาดนั้นควรกลับไปดูจิฮายะ 555555555 เราผิดเองที่คาดหวังตรงนี้มากไปหน่อย แต่หนังโปรโมทแล้วโปรโมทอีกว่ามีเฮียคุนินอิชชุกับคารุตะเป็นจุดขาย จะไม่ให้คาดหวังกับตรงนี้ได้ยังไง (TωT)
  • แอนี่เวย์ เฮย์จิน่ารักมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

  • ปกติไม่ได้ชอบเฮย์จิเป็นพิเศษ แต่มีฉากนึงในภาคนี้ที่ชอบมากคือตอนที่คาซึฮะฟิตซ้อมคารุตะอย่างตั้งอกตั้งใจ แล้วเฮย์จิจะไปช่วยฝึกแต่โดนไล่กลับมา เฮย์จิทำหน้าจ๋อยน่าเอ็นดูมาก (≧∀≦)
  • อ้อ ภาคนี้พูดสำเนียงคันไซกันเยอะมาก เยอะแบบดูจบแล้วต้องเผลอพูดเหน่อกันบ้าง
  • ฝ.ซังถามว่าปกติแล้วสำเนียงคันไซของเฮย์จิมันคันไซจัดจ้านขนาดนี้เชียวเหรอ เรื่องนี้เป็นประเด็นน่าสนใจอย่างนึงของโคนัน เป็นเรื่องที่อาจารย์เราเคยหยิบยกมาพูดถึงในคลาสอยู่บ่อยๆ ว่าสำเนียงคันไซของฮัตโตริ เฮย์จิเนี่ยจงใจให้คันไซเกินจริงมากจนไม่เป็นธรรมชาติ ยุคนี้ไม่มีวัยรุ่นโอซาก้าคนไหนพูดจาเหมือนเฮย์จิแน่ๆ ซึ่งการใช้สำเนียงคันไซเวอร์เกินความจริงนี่เป็น function อย่างนึงของภาษาที่แสดงอัตลักษณ์ของตัวละครใน fiction ออกมา (ใครสนใจลองไปศึกษาเรื่อง Role language ดูได้)
  • จริงๆ แล้วโคนันเวอร์ชั่นต้นฉบับดั้งเดิมในภาษาญี่ปุ่นเนี่ยมีการใช้ภาษาของตัวละครที่น่าสนใจหลายอย่างเลย ภาษาของด็อกเตอร์ก็ด้วย แต่พอแปลไทยแล้วมันเก็บสิ่งเหล่านี้เอาไว้ได้ยาก เป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างนึง
  • สิ่งที่ดีที่สุดในภาคนี้คือเพลง ชอบมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
  • หลังจากดูจบก็พบว่าเนื้อเพลงเขียนจากมุมมองของโอโอกะ โมมิจิชัดๆ แต่ลองอ่านๆ ความเห็นคนอื่นดู บางคนก็บอกว่าคิดในมุมของคาซึฮะหรือเฮย์จิได้เหมือนกัน สรุปว่าแล้วแต่คนคิด….. แต่สำหรับเรา นี่คือเพลงของโมมิจิอย่างไม่สามารถคิดเป็นอื่นได้
  • เสียดายที่เพลงเพราะและเขียนเนื้อเพลงมาดีขนาดนี้ แต่เนื้อเรื่องไม่ได้ทำให้เราอินกับความรู้สึกของโมมิจิเท่าไหร่เลย
  • รู้สึกจะบ่นเสียดายหลายอย่างจัง 55555555555 แต่อย่างที่บอกตอนแรกว่าภาคนี้สนุกใช้ได้ ดูแล้วไม่เสียดายตังค์ ไม่เสียดายเวลาที่ไปดู ชอบมากกว่ามูฟวี่หลายๆ ภาค มีฉากตลกๆ ให้ขำเยอะมาก และเฮย์จิน่ารักมาก (≧ω≦)
  • อยากดูมูฟวี่ 22 แล้ว!!

Gundam Front Tokyo

ตอนที่ไปโตเกียวรอบที่แล้วเผื่อเวลาสำหรับเที่ยวไว้วันนึง แต่จริงๆ ในใจก็ไม่มีที่เที่ยวที่อยากไปเป็นพิเศษ คาเฟ่พ่อบ้านก็จองไม่ทัน และไหนๆ ก็กำลังกันดั้มฟีเวอร์อยู่ เลยตัดสินใจว่างั้นไปกันดั้มฟรอนท์ที่โอไดบะละกัน เมื่อก่อนนี้เคยไปโอไดบะอยู่หลายครั้งแต่ไม่เคยเข้ากันดั้มฟรอนท์ซะที รอบนี้ได้ข่าวว่าจะปิดทำการเดือนเมษาก็เลยแวะๆ ไปหน่อย (ตอนนี้ปิดทำการไปละ ลาก่อน)

กันดั้มฟรอนท์ตั้งอยู่ในห้างไดเวอร์ซิตี้ ห้างเดียวกับที่เคยมีกันดั้มของอามุโร่อยู่หน้าหน้าห้างนั่นแหละ แต่กันดั้มฟรอนท์นี่จะไปซ่อนอยู่ในหลืบ ต้องขึ้นไปถึงชั้นเจ็ดแล้วเดินไปสุดหลืบนึงของห้างอีกทีนึง

ไปถึงด้านหน้าก็ตกใจในความร้าง….. คือมองเข้าไปแล้วไม่มีคนเลยนอกจากพนักงาน รู้สึกกดดันมาก เพราะพนักงานที่ถือป้ายอยู่ก็มองหน้าเราและตะโกนเรียกลูกค้าอย่างขยันขันแข็ง ช่างเป็นการตะโกนเรียกลูกค้าที่ระบุตัวชัดเจนมาก

และในเมื่อมาถึงแล้วจะไม่เข้าก็ไม่ได้! ว่าแล้วก็เดินเข้าไปซื้อตั๋ว พนักงานก็ยิ้มแย้มต้อนรับอย่างดี ค่าตั๋ว 1,200 เยน ซื้อแล้วก็ได้มาทั้งตั๋ว โมเดลพลาสติกที่เป็นชิ้นส่วนของอะไรสักอย่าง (ความรู้เรื่องพลาโมเป็นศูนย์) แผนที่ภายในกันดั้มฟรอนท์ และกระดาษสำหรับเขียนข้อความอะไรก็ได้ให้กันดั้ม

ตั๋วมีหลายลาย ไม่รู้ว่ามีลายอะไรบ้าง แต่เราได้คิระมาแหละ ดีใจที่อย่างน้อยก็เป็นตัวละครจากภาคที่ชอบ ถึงจะไม่ใช่คนที่ชอบที่สุดในเรื่องก็เถอะ

เข้าไปในโซนอะไรสักอย่างที่กว้างๆ แล้วก็เจอมิกะสึกิทันที สวัสดีมิกะะะะะ

ตรงนี้จะมีกล่องให้หย่อนกระดาษเขียนข้อความถึงกันดั้ม ตอนนั้นไม่รู้ว่าคนอื่นเค้าเขียนอะไรกันบ้าง เราเลยเขียนไปว่า “กาเอลิโออย่าตายนะ!” (วันที่ไปเป็นตอนที่ออร์แฟนส์ออกอากาศถึงตอนที่ 48 ซึ่งชะตากรรมของตัวละครทุกตัวในเรื่องกำลังชวนเสียวไส้)

หันมาอีกด้านจะเจอโมเดลโน่นนี่นั่นที่จำลองมาจากกันดั้มภาคต่างๆ เช่นยาน Core Fighter สุดอลังการ ไปยืนดูแล้วก็อืมๆ ไม่สนใจเท่าไหร่ ไม่ได้ชอบดูกันดั้มเพราะ Mechanics อยู่แล้ว (ชอบเพราะผู้ชายเค้าดี) ตรงส่วนนี้เลยแค่ไปยืนอ่านๆ ป้ายกับถ่ายรูปนิดหน่อยให้รู้สึกคุ้มค่าเข้า ก่อนจะเดินมายังจุดถัดมา ซึ่งก็คือ Character Photo Spot

ตรงนี้จะมีหน้าจอกับราวแขวนเครื่องแบบให้หยิบมาใส่ถ่ายรูปกับตัวละคร

บนหน้าจอจะมีให้เลือกภาค แล้วค่อยเลือกตัวละคร พอกดสตาร์ท ตัวละครที่เราเลือกก็จะโผล่ขึ้นมาบนจอ พอเราเดินมากดๆ หน้าจอ พนักงานก็รีบพุ่งเข้ามาแล้วถามว่าถ่ายรูปให้มั้ยคะ!! แต่เราบอกไปว่าไม่เป็นไรค่ะ แล้วก็กดๆ เลือกตัวละครที่อยากถ่ายรูปขึ้นมาถ่ายหน้าจออย่างเดียว ไม่กล้าถ่ายด้วยอะะะ เขิน (///ー///)

ตอนที่เราเข้าไปมีคนเดินอยู่ข้างในแค่สามสี่คน เราเลยจิ้มหน้าจอเล่นได้อย่างสนุกสนานเพราะไม่มีคนต่อคิว แต่จะเล่นเยอะก็เขินพนักงาน สุดท้ายเลยถ่ายรูปมาแค่กาเอลิโอกับไอน์คุง (ความจริงอยากถ่ายแมกกี้มาด้วย ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเขินพนักงานทำไม ฮือ) เสียดายจังที่ไม่มีวีดาร์กับกาเอลิโอในซีซั่นสอง TωT

เจอเรื่องน่ารักอย่างนึงคือมีคุณพ่อคนนึงมากับลูกชาย แล้วคุณพ่อก็จับลูกชายตัวเล็กๆ ใส่เครื่องแบบสีแดงของซาฟท์ น้องตัวเล็กนิดเดียวเครื่องแบบเลยยาวลากพื้น น่าร้ากกกกกกกกกกกก (≧∀≦) แต่คุณพ่อดันเลือกฟลิตจากภาค AGE มาถ่ายรูปกะน้องซะงั้น เอ้าาา ทำไมไม่เลือกซาฟท์มาสักคนล่ะคะะะะ 55555555555

นอกจากตรงนี้มีจุดถ่ายรูปอีกจุดนึงคือค็อกพิทของภาคไหนสักภาค

เดินเลยมาอีกมุมนึงจะเจอสไตรค์ฟรีด้อมขนาด 1/1 แต่มีแค่ครึ่งตัว

จริงๆ สไตรค์ฟรีด้อมเป็นกันดั้มไม่กี่ตัวที่เรารู้สึกสนิทสนมด้วยเพราะเราดูภาคซี้ดและซี้ดเดสทินี่บ่อยที่สุด (สมัยมัธยมแทบจะดูทุกปิดเทอม) แต่มาเห็นตอนนี้กลับไม่รู้สึกตื่นเต้นโอ้วว้าวอเมซิ่งอะไรเท่าไหร่ ตอนไปดูเอวาขนาดเท่าของจริงที่ฟูจิคิว (มีครึ่งตัวเหมือนกัน)  ยังตื่นเต้นกว่า ส่วนนึงอาจเพราะดิสเพลย์มันไม่เร้าใจด้วยมั้ง เดินเข้ามาในฮอลล์นี้ก็เจอเลย อย่างเอวานั่นเอาไปซ่อนไว้ท้ายๆ ต้องผ่านหลายด่านกว่าจะเจอก็เลยชวนกรี๊ดมากกว่า แล้วสไตรค์ฟรีด้อมนี่ก็ไม่มีโชว์อะไรให้ดูด้วย แต่เข้าไปนั่งในค็อกพิทได้นะ

ข้างๆ ฟรีด้อมมีคิระด้วย

ส่วนข้างๆ คิระเป็นป้ายบอกประวัติความเป็นมาของอนิเมะกันดั้มจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

ในส่วนฮอลล์ใหญ่จะมีแค่นี้แหละ จริงๆ มีโดมสำหรับฉายหนังสั้นๆ ให้ดูด้วย แต่เราไม่ได้เข้าไปดู รู้สึกทำตัวไม่ค่อยคุ้มค่าเข้าเลย 555555555555 แต่เราแค่อยากมาดูให้รู้ว่าเป็นไงก่อนมันปิด และไม่มีที่เที่ยวที่อื่นที่นึกออก (อยากไปดิสนีย์ซีอยู่หรอกนะ แต่ไปคนเดียวมันเศร้าเกิน ค่าเข้าก็โคตรแพง) ในแง่การมาดูให้รู้ว่าเป็นไงก็ถือว่าคุ้มแล้วแหละมั้ง

เดินออกจากโซนนี้จะเจอ Gunpla Labo กับ Gunpla Factory สำหรับให้ทดลองเล่นต่อกันพลาได้ ซึ่งเราเดินผ่านโซนนี้ไปอย่างเย็นชาจนไม่รู้ว่าพนักงานที่สบตาเราแวบหนึ่งจะรู้สึกเสียเซลฟ์หรือไม่ แต่ขอโทษจริงๆ วันนี้ไม่ได้ตั้งใจจะมาหัดต่อกันพลา บัยยยยย

ตรงทางออกที่เชื่อมกับร้านมีป้ายนึงน่าสนใจมาก!! ป้ายที่ว่าคือป้ายรวมลายเซ็นนักพากย์กันดั้มภาคต่างๆ เรายืนดูป้ายนี้อยู่นานมาก ไล่หาลายเซ็นนักพากย์ที่ชอบก็สนุกแล้ว (นี่คือหนึ่งในการพยายามทำตัวให้คุ้มค่าเข้า แต่จริงๆ แล้วโซนนี้เป็นโซนที่ไม่ต้องเสียตังค์ก็เข้าได้เพราะมันอยู่ในส่วนร้านค้า)

ขำที่ลายเซ็นมิโดรินน่ารักมาก ขัดกับชื่อฮีโร่ที่เขียนอยู่ข้างๆ เหลือเกิน 555555555555

โซนร้านค้ามีนิทรรศการเล็กๆ อยู่มุมนึง เป็นนิทรรศการเกมกันดั้ม รวบรวมเกมกันดั้มกับเครื่องเกมต่างๆ ในช่วงสามสิบปีที่ผ่านมาเอาไว้ ชอบมุมนี้มาก เดินดูเครื่องเกมก็สนุกแล้ว มีเครื่องเกมที่เคยอ่านเจอในนิยายแต่ไม่เคยเห็นของจริงอย่างเวอร์ชวลบอยด้วย!

ออกจากตรงนี้ก็เดินดูร้านค้า แน่นอนว่าสินค้าส่วนใหญ่เป็นกันพลา

ที่นี่มีกันพลาเยอะมาก และแพงมากเช่นกัน จากการเข้าร้านโมเดลอย่างบ้าคลั่งตลอดเดือนมีนาคม (ไม่ได้ตามหาโมเดลหรอกนะ หา Orphanchu ต่างหาก) ทำให้ตกใจกับราคากันพลาที่นี่มาก บางรุ่นร้านอื่นขายพันเยน ที่นี่ขายพันห้า เห็นนักท่องเที่ยวจีนหิ้วกันพลาสามสี่กล่องไปแคชเชียร์แล้วอยากวิ่งเข้าไปบอกว่า ม่ายยยยย ไปซื้อโยโดบาชิถูกกว่าาาาาาาา แต่กลัวพนักงานปรี่เข้ามาตบกะโหลก ก็เลยได้แต่ยืนมองนักท่องเที่ยวจีนจ่ายเงินอยู่เงียบๆ โดยไม่เอ่ยคำใด ได้แต่หวังว่านักท่องเที่ยวจีนคนนั้นจะไม่เดินเข้าร้านโมเดลร้านอื่นให้เจ็บช้ำใจก็แล้วกัน

นอกจากโมเดลก็มีสินค้าอื่นๆ ด้วย หลายๆ อย่างเหมือนที่ขายในกันดั้มคาเฟ่นั่นแหละ ของพวกนี้จะราคาเท่าๆ กับในกันดั้มคาเฟ่เพราะเป็นร้านออฟฟิเชียลเหมือนกัน แต่บางอย่างที่มีขายที่โยโดบาชิ (อย่างเช่นเพลทคาแรคเตอร์) โยโดบาชิจะถูกกว่าเยอะ

ที่จริงในร้านมีสินค้าของกันดั้มหลายภาค แต่ช่วงนี้ติ่งออร์แฟนส์เลยถ่ายรูปมาแต่ของออร์แฟนส์ 55555555555 ของภาคเก่าๆ สินค้าไม่เยอะเท่าภาคใหม่ด้วยแหละ สินค้ากันดั้มนี่หายากหาเย็นไม่เว้นแม้แต่ในร้านค้าออฟฟิเชียลเลย ฮือ (T_T)

ในร้านมีกันพลาที่ต่อเสร็จแล้วเป็นตัวอย่างให้ดูด้วย มีของออร์แฟนส์หลายตัวเลย!

เดินถัดออกมาจากโซนร้านโมเดลและของจุกจิกต่างๆ จะเจออีกร้านนึงชื่อร้าน STRICT-G ร้านนี้เน้นขายพวกเสื้อผ้า, แอคเซสเซอรี่ต่างๆ ซึ่งสินค้าจะหน้าตาดูดีมีระดับกว่าร้านเมื่อกี้นิดนึง และราคาแพงระยับกว่ากันมาก

สินค้าส่วนใหญ่ดูทำมาให้ผู้ชายใส่มากกว่า เราเลยไม่ได้ซื้ออะไรสักอย่าง แม้ว่าที่จริงก็นิยมชมชอบปาร์ก้ากาลาฮอร์นอยู่เหมือนกัน แต่เผอิญไม่มีตังค์แล้วอะ ฮือ (TωT)

ร้านนี้สาขากันดั้มฟรอนท์ปิดไปแล้ว แต่มีสาขาใหม่เพิ่งเปิดที่โตเกียวสกายทรี ตอนแรกกะว่าถ้ามีเวลาว่างเหลือๆ ก็อยากไปสาขาสกายทรีด้วย แต่พอมาสาขานี้แล้วก็ขี้เกียจ ไปสาขานั้นสินค้าคงไม่ต่างกันเท่าไหร่ แค่อยากไปสักการะป้ายวีดาร์ที่มีลายเซ็นมัตสึคาเสะซังเฉยๆ รู้สึกไม่คุ้มที่จะเสียเงินเสียเวลาถ่อไป (นี่ถ้าเป็นป้ายกาเอลิโอกับน้องไอน์คงพุ่งไปแล้ว มีความลำเอียงแบบงงๆ)

หน้าร้าน STRICT-G มีป้ายใหญ่เบ้อเริ่มติดข้อความที่แฟนๆ เขียนให้กันดั้ม ไปยืนดูแล้วเจออะไรตลกๆ เยอะมาก มีคนเขียนถึงออร์แฟนส์เยอะแยะเลยด้วย (^∀^)

เดินถัดมาอีกนิดก็ถึงทางออกซึ่งเป็นทางเดียวกับทางเข้า แต่ตรงทางออกยังมีอีกห้องให้ดู เป็นโซนที่ไม่ต้องเสียตังค์ก็ดูได้ คือห้องรวมกันพลาทุกรุ่นทุกแบบ (มั้ง คิดว่าน่าจะรวมไว้ครบนะ?) 

ตรงหน้าห้องมีป้ายออร์แฟนส์กับทีวีที่ฉายพีวีให้ดูอยู่ด้วย ไปยืนดูอยู่พักนึงรอให้บนจอฉายภาพกาเอลิโอ แต่ไม่เห็นฉายซะที ขี้เกียจรอเลยถ่ายๆ มิกะมาแทนก็ได้

ส่วนห้องโชว์กันพลานี่ถ้าใครชอบกันพลาต้องกรี๊ดเยอะมาก มันเยอะแยะไปหมด ขนาดเราซึ่งดูกันดั้มเพราะผู้ชายโดยไม่สนใจหุ่นยนต์ยังใช้เวลาอยู่ในห้องนี้นานมากๆ

อนึ่ง ประทับใจตัวนี้สุดแล้ว

คิมาริสสายย่อ 55555555555555555555 ใครจัดท่าให้คะะะะะะ เฟี้ยวมาก!! ตื๊ดมาก!!

เดินกันดั้มฟรอนท์จนพอใจแล้วก็ลงมากันดั้มคาเฟ่ด้านนอก กันดั้มคาเฟ่สาขานี้อยู่แถวๆ ตรงที่เคยมีกันดั้มของอามุโร่นั่นแหละ พอเดินออกประตูห้างมาก็เจอกันดั้มของอามุโร่เหลืออยู่ในสภาพนี้…….

หน้าตาเหมือนตัวอะไรสักอย่างที่ขายาวๆ ในสตาร์วอร์สมากกว่ากันดั้มนะเนี่ย….. แต่ไม่เป็นไรเพราะเมื่อก่อนเคยมาดูแล้วหลายรอบ ได้ข่าวว่าเดี๋ยวจะเอายูนิคอร์นมาตั้งแทน ไว้ถึงตอนนั้นจะมาสักการะใหม่นะ

ส่วนกันดั้มคาเฟ่สาขานี้ เล็กยังไงก็เล็กอย่างงั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลง 555555555 ข้างในมีเคาน์เตอร์ขายอาหารแต่ไม่มีโต๊ะให้นั่ง เป็นกันดั้มคาเฟ่สาขาที่เศร้าที่สุดเท่าที่เคยเข้ามา ข้อดีคือมีของขายเยอะกว่าสาขาอากิฮาบาระ แต่เทียบกับสาขาโอซาก้าแล้วจิ๊บจ๊อยมาก

ออกจากกันดั้มคาเฟ่แล้วก็ไปเข้ากันดั้มคาเฟ่ต่อ (เอ๊ะ?) คือออกจากโอไดบะแล้วรู้สึกเคว้งคว้างไม่มีอะไรทำ เหลือเวลาอีกมากมายกว่าจะถึงเวลานัดกับเพื่อนตอนค่ำๆ ก็เลยไปแวะเดินเล่นอากิฮาบาระซะหน่อย

กันดั้มคาเฟ่สาขาอากิฮาบาระนี่เป็นสาขาที่เราเข้าบ่อยสุดแล้ว เข้าไปแบบไม่ตื่นเต้นใดๆ ทั้งสิ้นทั้งปวง คราวนี้ก็ไปแวะนั่งกินข้าวอย่างปกติธรรมดา สั่งเมนูของกันดั้มวิงมากินกับกาแฟมิกะสึกิ

เมนูกันดั้มวิงที่สั่งมาอร่อยมากกกกกกกกกกกกกก แสงพุ่งออกจากปาก ชวิ้งงงงงงงงงง เมนูนี้ชื่อว่า Meteor Grill (เมนูร้านนี้ล้วนชื่อน่าอายจนเวลาสั่งต้องจิ้มๆ แล้วบอกว่าเอาอันนี้ค่ะ) ตอนแรกดูหน้าตานึกว่าเนื้อ ปรากฏว่าจริงๆ แล้วมันคือหมูอิเบริโกะซึ่งนุ่มมากกกกกกกกกก แทบละลายในปาก สุดยอดที่สุดตั้งแต่กินอาหารในกันดั้มคาเฟ่มา ไม่คิดว่ามันจะอร่อยขนาดนี้ แต่ปริมาณน้อยจนกินแค่นี้ไม่อิ่ม เราเลยสั่งขนมปังฝรั่งเศสมาเพิ่ม นี่ถ้ามีให้เลือกข้าวหรือขนมปังในเมนูด้วยเลยจะเพอร์เฟคต์มาก

ช่วงนั้นในร้านมีเทศกาล Orphanchu ด้วย ในร้านเลยวางแซมเปิ้ล Orphanchu เซ็ตแรกเอาไว้ กับแปะภาพร่างต่างๆ รอบร้าน อยากเดินดูให้ทั่วแต่ร้านมันแคบจนเกรงใจลูกค้าคนอื่นๆ สุดท้ายเลยได้แต่ดูดิสเพลย์หน้าร้านกับภาพร่างที่อยู่ใกล้ๆ โต๊ะตัวเอง ฮือ

  

ยิ่งดูก็ยิ่งอยากได้ ฮือออออออ ผลิตเซ็ตแรกมาเพิ่มทีเถอะได้โปรด ตอนนี้ได้เหมียวแมกกี้มาแล้ว แต่ยังขาดเหมียวกาเอลิโอกับหนูตะเภาไอน์คุง ถ้าผลิตเซ็ตแรกออกมาอีกยอมซื้อยกบ็อกซ์เลยเอ้า!!

สรุปแล้ววันนี้เป็นหนึ่งวันในโตเกียวที่สุดจะกันดั้ม 55555555555 จริงๆ แล้วไปแวะสถานีคกไซเทนจิโจเพื่อสักการะป้ายที่เรียงติดกันตรงบันไดมาด้วย คิดถูกมากที่แวะไปก่อนเพราะแทบไม่มีคนเลย ถ้าไปวันรุ่งขึ้นที่มีงาน Anime Japan คงเดินถ่ายรูปริมบันไดชิลๆ ไม่ได้แหงๆ

แอนี่เวย์ จุดประสงค์ที่แท้จริงของการแวะสถานีนี้ไม่ใช่กันดั้มหรอก

………แต่เป็นสตามิวต่างหาก 555555555555

เดินขึ้นๆ ลงๆ บันไดเลื่อนตรงนี้อยู่หลายรอบเพื่อถ่ายรูปเด็กๆ จนกว่าจะพอใจ ถ้ามีคนเห็นเราผ่านกล้องวงจรปิดต้องคิดว่าเป็นบุคคลน่าสงสัยแหงๆ เลย 555555555555

เป็นอันว่าทริปโตเกียวรอบนี้วนเวียนอยู่แต่แถวๆ โอไดบะ ได้แว้บไปช็อปแถวอากิบะกับอิเคะบุคุโระแค่แป๊บเดียว วันรุ่งขึ้นก็อยู่โตเกียวบิ๊กไซท์ทั้งวัน แต่เป็นทริปที่ได้ติ่งสนุกสนานสะใจดีมาก! เย้ \(^o^)/