กลยุทธ์ดึงดูดผู้ชมของหนังญี่ปุ่น

เหมือนจะมีสาระอีกแล้ว! แต่เอาจริงๆ คือแค่อยากเขียนถึงคิงปุริ&คิงปุระแต่ไม่อยากพูดถึงเนื้อเรื่อง 5555555555

เรื่องของเรื่องคือตั้งแต่ KING OF PRISM -PRIDE the HERO- หรือคิงปุระเข้าฉายเมื่อวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมาจนมาถึงบัดนี้ เราไปดูหนังเรื่องนี้มาสิบรอบแล้ว สิบรอบ!!! ชีวิตนี้ไม่คิดไม่ฝันมาก่อนเลยว่าจะพาตัวเองเข้าโรงหนังเพื่อดูหนัง (จริงๆ คืออนิเมะ) เรื่องเดิมซ้ำๆ เป็นสิบรอบ!!!!!! แม้แต่ตัวเองยังรู้สึกว่านี่มันบ้าไปแล้ว ดูจนจำได้เกือบหมดแล้วว่าฉากต่อไปเป็นฉากไหน ตรงนี้ตัวละครพูดว่าอะไร ถึงอย่างนั้นก็ยังไปดูซ้ำๆ และหลังจากนี้ก็คิดว่าคงได้ไปดูอีกนิดหน่อยก่อนที่เรื่องนี้จะลาโรงไป

พอดูถึงสิบรอบก็เริ่มมาตั้งสติ (ได้สติช้ามาก) ว่าเอ๊ะ?? อะไรทำให้เราไปดูหลายรอบขนาดนี้เนี่ย?? แน่นอนเลยว่าปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือตัวเรื่องมันสนุกมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก แต่นอกจากนั้นมันยังมีปัจจัยเสริมอื่นๆ อีกหลายอย่างที่ทำให้เราและคนอื่นๆ ไปดูหนังเรื่องเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก ซึ่งปัจจัยต่างๆ ที่ว่ามีดังนี้

  • 前売り券 (มาเอะอุริเคง)

มาเอะอุริเคงคือตั๋วหนังที่ขายล่วงหน้าก่อนหนังเข้าโรง อันนี้เป็นสิ่งปกติธรรมดามากในวงการหนังญี่ปุ่น ไม่ว่าจะหนังฮอลลีวูดหรือหนังญี่ปุ่นเอง ส่วนใหญ่แล้วมีตั๋วแบบนี้ขายแทบทุกเรื่อง

ข้อดีของมาเอะอุริเคงคือราคา ปกติแล้วราคาตั๋วหนังที่ญี่ปุ่นจะอยู่ที่ 1800 เยน แต่มาเอะอุริเคงจะราคาราวๆ 1400-1500 เยน ช่วยประหยัดไปได้นิดหน่อย (แต่เอาเข้าจริงมันมีวิธีที่จะดูหนังได้ในราคาถูกกว่านี้มากมายหลายทาง มาเอะอุริเคงจึงไม่ใช่หนทางที่ประหยัดที่สุดเสมอไป)

ดูเผินๆ แล้วเหมือนจะใจดีนะ ขายตั๋วล่วงหน้าแถมช่วยให้ประหยัดอีกต่างหาก ในกรณีของหนังทั่วไปมันอาจจะเป็นแบบนั้น แต่กรณีของอนิเมะต่างๆ นานาที่ฉายโรงเนี่ยมันจะไม่ใช่ละ เพราะมาเอะอุริเคงเหล่านี้จะออกมาหลายลายมากกกกกกกกกกกกกก บางเรื่องทำออกมาขายหลายสิบลาย ลำบากแฟนๆ ต้องตามเก็บลายที่ชอบ ใครชอบหลายลายก็ขนหน้าแข้งร่วงเยอะหน่อย ใครเป็นนักสะสมอยากเก็บครบทุกลายก็ขอให้โชคดี ว่าแล้วก็ซื้อตั๋วหนังเรื่องเดิมวนไป

มิหนำซ้ำบางเรื่องยังทำให้การซื้อมาเอะอุริเคงกลายเป็นมิชชั่นสุดแสนลำบาก ยกตัวอย่างชัดๆ จากคิงปุระ นอกจากจะมีมาเอะอุริเคงหลายแบบแล้วยังเพิ่มความโหดร้ายด้วยการขายแต่ละลายเฉพาะท้องถิ่น! อย่างแถวคันไซจะมีขายเฉพาะลาย Over The Rainbow กับลายคาซึกิ&ไทกะเท่านั้น ถ้าอยากได้ลายอื่นก็ต้องกระเสือกกระสนไปหาตามออคชั่นหรือดั้นด้นข้ามภูมิภาคไปซื้อเองเลย (คือทำไมคนเราต้องพยายามกันขนาดนั้นเพื่อตั๋วหนัง…?)

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ลายที่เราอยากได้ที่สุดจะมีขายเฉพาะที่คิวชู เราก็ไม่คิดจะดั้นด้นไปถึงคิวชูหรอกนะ ขี้เกียจออคด้วย สุดท้ายเลยซื้อมาแค่ลายที่มีขายในคันไซนี่แหละ

นอกจากมาเอะอุริเคงจำกัดเฉพาะท้องถิ่นแล้ว บางเรื่องมีมาเอะอุริเคงที่จำกัดเฉพาะอีเวนท์ด้วย เช่นขายเฉพาะในงานคอมิเกะ หรือบางเรื่องก็ขายมาเอะอุริเคงแถมสินค้าจำนวนจำกัด แฟนๆ ก็ทำสงครามกันไป

ปัญหานึงของคนที่ซื้อมาเอะอุริเคงลายที่อยากได้เก็บไว้เยอะๆ แต่ไม่มีเพื่อนร่วมอุดมการณ์ให้แบ่งตั๋ว (หรือต่อให้มี เพื่อนคนนั้นก็อาจะสะสมตั๋วไว้เยอะเช่นกัน) คือสุดท้ายก็ต้องไปดูเองหมดทุกรอบ เราซื้อมาแค่สองใบเลยไม่มีปัญหานี้ ดูเองสองรอบชิลๆ อยู่แล้ว เนี่ยเห็นมะ แค่นี้ก็ทำให้คนไปดูหนังเรื่องเดิมซ้ำได้ละ

  • 舞台挨拶 (บุไตไอซัทสึ)

บุไตไอซัทสึคือการที่ผู้กำกับ นักแสดง หรือในกรณีของอนิเมะคือนักพากย์ มาทักทายคนดูถึงในโรงหนัง ข้อนี้ก็เป็นเรื่องปกติในวงการหนังอีกเช่นกัน หนังญี่ปุ่นเนี่ยธรรมดามาก ไม่ว่าจะหนังรักกุ๊กกิ๊กวัยมัธยม หนังผี หนังดราม่า เรื่อยไปจนถึงคาเมนไรเดอร์ แทบทุกเรื่องล้วนมีบุไตไอซัทสึในวันแรกที่หนังเข้าโรง ส่วนหนังฝรั่งนานๆ ทีก็มีบ้าง อย่างก่อนหน้านี้ลุง Mads Mikkelsen ก็บินมาร่วมบุไตไอซัทสึของ Doctor Strange ถึงโตเกียว (แต่จุดประสงค์หลักอาจจะเป็นการมาเดทกับคุณโคจิม่าก็ได้นะ ว้ายกรี๊ด!)

อย่างไรก็ตาม ยิ่งเป็นหนังที่ฮิตมากเท่าไหร่ การได้ตั๋วบุไตไอซัทสึก็ยิ่งเลือดตากระเด็นเท่านั้น กรณีหนังฮอลลีวูดฮิตๆ นี่เราไม่รู้เหมือนกันว่าเค้าไปสู้รบชิงตั๋วกันมาได้ยังไง (ไม่ใช่ไม่สนใจนะ แต่เพราะเค้ามาทีไรก็อยู่แต่แถวโตเกียว เอะอะก็เดินพรมแดงกันที่รปปงงิ เรามันอยู่โอซาก้าอันสุดแสนไกลไง /น้ำตา) แต่กรณีอนิเมะฉายโรงหลายเรื่องใช้วิธีหลักๆ คือ ① สุ่มผู้โชคดี ② ใครเร็วใครได้

อาจจะฟังดูงงๆ ว่าอ้าว ถ้าได้ตั๋วยากแล้วมันจะทำให้คนไปดูหลายรอบได้ยังไง?? กรณีของหนังที่มีบุไตไอซัทสึแค่รอบแรกอาจไม่มีผลเท่าไหร่ ทว่า!! บางเรื่องมันไม่ได้มีบุไตไอซัทสึแค่รอบเดียวนี่สิ หลายๆ เรื่องมีมากกว่าหนึ่งรอบ และบางเรื่องมีหลายสิบรอบ!

จากประสบการณ์ตรง มีกรณีที่ไปดูหนังเรื่องเดิมซ้ำโดยที่ไม่ได้ตั้งใจจะดูซ้ำแต่แรกคือคุโรโกะ Last Game เราไปดูแบบธรรมดามาแล้วรอบนึง แต่พอรู้ว่าโอโนะ เคนโชกับโอโนะ ยูกิ จะมาบุไตไอซัทสึที่โอซาก้า เราก็สมัครไปอีกรอบนึง พอสุ่มได้ตั๋วมาเลยไปดูซ้ำอีกรอบ เนี่ย ดูสิ ตกเป็นเหยื่อกลยุทธ์ดึงดูดผู้ชมอย่างง่ายดาย 555555555

ส่วนกรณีของคิงปุระ ล่าสุดผู้กำกับบอกทางทวิตเตอร์ว่าเดินสายบุไตไอซัทสึแล้วทั้งหมด 51 รอบ……. ไม่รู้ทำลายสถิติโลกไปแล้วรึยัง เคยมีผู้กำกับคนไหนเดินสายบุไตไอซัทสึเยอะขนาดนี้มั้ย?? แต่เท่าที่อ่านรีพอร์ตจากผู้ชมที่ไปฟัง เนื้อหาแต่ละครั้งที่ผู้กำกับพูดแทบไม่เหมือนเดิมเลย ปล่อยข้อมูลโน่นนี่นั่นเยอะมาก อธิบายหนังให้ฟังละเอียดมาก แฟนๆ หลายคนจะยอมไปหาผู้กำกับซ้ำๆ ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ (ที่สำคัญคือผู้กำกับเป็นคนตลกมากกกกกกกกกกกกกก ถ้าเค้ามาแถวนี้บ่อยๆ เราก็อยากไปฟังบ่อยๆ เหมือนกัน)

  • 特典 (ของแถมหน้าโรง)

นี่ก็ยังปกติอยู่ อันนี้อาจจะไม่ได้มีแทบทุกเรื่องเหมือนมาเอะอุริเคง แต่ก็ยังเรียกได้ว่าหลายเรื่องอยู่ดี ส่วนใหญ่ก็เป็นของเล็กๆ น้อยๆ ทั่วไป จำพวกแฟ้ม เข็มกลัด ฟิล์มรูปฉากในหนัง กรณีของอนิเมะอาจจะมีบุ๊กเล็ทแถม อย่างตอน 聲の形 หรือรักไร้เสียงก็มีมังงะตอนพิเศษแถมให้

ทีนี้ความร้ายกาจมันอยู่ตรงที่ ของแถมมันจะมาใหม่เรื่อยๆ! หนังทั่วไปอาจจะไม่ค่อยใช้มุกนี้ แต่อนิเมะนี่เจอประจำ อาทิตย์แรกแถมอย่างนึง อาทิตย์ที่สองแถมอีกอย่าง พออาทิตย์ที่สาม เอ้า เปลี่ยนของแถมอีกละ! ใครอยากได้ของแถมก็ต้องถ่อไปโรงหนังทุกอาทิตย์

ยกตัวอย่างจากกรณีของคิงปุระ ของแถมอาทิตย์แรกคือแผ่นฟิล์ม อาทิตย์ที่สองคือ พัดในตำนาน

เริ่มจากแถมพัดหน้าโคจิ อาทิตย์ต่อมาหน้าฮิโระ อาทิตย์ถัดมาอีกเป็นหน้าคาซึกิ เนี่ย แค่อยากได้พัดตลกๆ มาเล่นบ้าๆ บอๆ ให้ครบทั้งสามลายก็ต้องดูซ้ำสามรอบละ

อาทิตย์ที่เราไปดูคิงปุระเพื่อของแถมหลายรอบที่สุดคืออาทิตย์ที่แจกซีเรียลโค้ดสำหรับสมัครตั๋วคอนเสิร์ต ในช่วงเวลาอาทิตย์กว่าๆ นั้นเราไปดูมาทั้งหมด… ห้ารอบ………

ความร้ายกาจอีกอย่างคือบางครั้งของแถมจะเป็นแบบสุ่ม! โดยเฉพาะพวกเข็มกลัดหรือโคสเตอร์ เห็นตัวอย่างได้จากกรณีของคุโรโกะ Last Game

อันนี้ถ้าใครพอมีสติอาจจะยั้งตัวเองให้ดูแค่รอบเดียวแล้วไปหาแลกกับคนอื่นทีหลัง แต่ถ้าไร้สติหน่อยก็อาจจะเผลอดูซ้ำไปซ้ำมาจนกว่าจะสุ่มเจอใบที่อยากได้

  • ฉายตอนพิเศษก่อนหนังเริ่ม

อันนี้เริ่มไมเนอร์ละ ไม่ค่อยเห็นหนังปกติทำกันเท่าไหร่ คงเป็นวิถีทางของอนิเมะมากกว่า เอาจริงๆ คือเคยเห็นแค่กรณีของคิงปุริ คิงปุระ และ Free! เท่านั้นเอง

กรณีของคิงปุริ (หมายถึง KING OF PRISM by PrettyRhythm ที่เป็นภาคก่อนของคิงปุระ) จะมีฉายคำทักทายของตัวละครแบบแรนด้อม คือมีภาพตัวละครขึ้นมาบนจอพร้อมเสียงทักทาย ขอบคุณที่มาดูหนังในวันนี้ พอถึงช่วงวันเกิดตัวละครก็จะมีคำทักทายพิเศษด้วย

พอมาถึงกรณีของคิงปุระจะเลเวลอัพไปอีกขึ้นนึง คือเปลี่ยนมาเป็นเรื่องสั้นของตัวละครแต่ละคู่ สี่อาทิตย์แรกจะตรงตามคู่ในมาเอะอุริเคงนั่นแหละ อย่างที่โอซาก้าเนี่ย สี่อาทิตย์แรกจะเป็นเรื่องสั้นของคาซึกิ&ไทกะริมหาดทราย ซึ่ง!! ไม่ใช่ว่าฉายเรื่องสั้นตอนเดิมสี่อาทิตย์นะ แต่มันคือเรื่องสั้นสี่ตอน ฉายก่อนหนังเริ่มอาทิตย์ละตอนจ้าาา ใครอยากดูเรื่องสั้นเหล่านี้ให้ครบๆ ก็ต้องถ่อไปโรงหนังทุกอาทิตย์ …ซึ่งเราว่าเดี๋ยวก็คงมีรวมลงแผ่นดีวีดี/บลูเรย์แหละ แต่ถ้าทนรอไม่ได้ก็ต้องถ่อไปดูอยู่ดี

ตอนนี้ที่คันไซฉายตอนคาซึกิ&ไทกะจบไปแล้ว เปลี่ยนมาฉายตอนฮิโระ&น้องยูต่อ เผอิญสองคนนี้โอชิเราไง เราก็ต้องไปดูทุกอาทิตย์อีกแล้วไง ฮ่วยยยยย

ส่วนกรณีของ Free! เราไม่ได้ไปดูเองแต่เห็นตามทวิตเตอร์อยู่บ้าง ของ Free! จะเรียกว่าคาแรคเตอร์บุไตไอซัทสึ แล้วก็มีโฟโต้เซชชั่นให้แฟนๆ ถ่ายรูปหน้าจอเก็บไว้ได้ รูปพวกนี้จะเป็นรูปวาดใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าเล่นมุกเปลี่ยนทุกอาทิตย์อีกแล้วจ้าาา เอ้า ใครอยากไปโฟโต้เซชชั่นทุกอาทิตย์ก็ดูผู้ชายว่ายน้ำวนปัยยยยย

  • 4DX

กรณีนี้เคยเห็นไม่กี่เรื่อง (แน่นอนว่าคิงปุริและคิงปุระเป็นหนึ่งในนั้น) หลังจากฉายไปพักใหญ่ๆ แล้วเพิ่งมาฉายแบบ 4DX ทีหลัง ใครอยากนั่งดูหนังเรื่องเดิมในเวอร์ชั่นเบาะสั่นสะเทือนเลือนลั่น สายน้ำพร่างพรมจากเพดาน ได้กลิ่นตลบอบอวล ก็ต้องไปดูซ้ำอีกรอบ

  • 応援上映 (รอบตะโกนเชียร์)

รอบโอเอน หรือรอบเชียร์ อันนี้เรียกว่าไมเนอร์คงไม่พอ ต้องเรียกว่าคัลท์ มีความเป็นลัทธิ มนุษย์ปกติธรรมดาหลายคนอาจไม่มีวันทำความเข้าใจได้ สารภาพเลยว่าตอนดูคลิปโฆษณารอบโอเอนของคิงปุริครั้งแรกเราสะพรึงมาก หวาดผวาในความคัลท์

เกิดมาไม่เคยพบเจอภาพโรงหนังที่ผู้ชมโบกเพนไลท์ ตะโกนโต้ตอบกับตัวละคร ส่งเสียงกรี๊ด และอื่นๆ อีกมากมาย สภาพเหมือนอยู่ในคอนเสิร์ตมากกว่าโรงหนัง แต่ในความหวาดกลัวก็มีความอยากรู้อยากลองด้วย กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ไปนั่งโบกเพนไลท์อยู่ในโรงหนังกับเค้าแล้ว 55555555555555

รอบโอเอนจะอนุญาตให้ตะโกนเชียร์ได้ ตบมุกตัวละครได้ โบกเพนไลท์ได้ ปรบมือได้ แต่งคอสเพลย์ได้ พกไอเท็มชิ้นเล็กๆ ไปสร้างสีสันได้ เราว่ารอบโอเอนเนี่ยมีส่วนสำคัญที่ทำให้การดูหนังเรื่องเดิมซ้ำๆ ไม่น่าเบื่อ ก่อนคิงปุระจะฉาย เราไปดูคิงปุริมาหลายรอบเหมือนกัน น่าจะประมาณเจ็ดแปดรอบได้มั้ง แต่ละครั้งที่ดูจะมีอะไรแปลกใหม่จากผู้ชมเสมอ มีมุกตลกใหม่ๆ มาตะโกนในโรง มีลูกเล่นในการโบกเพนไลท์ใหม่ๆ (เราชอบไอเดียเอาเพนไลท์สี่อันมาประกอบเป็นตัวอักษร 仁 กับ 王 มาก)

กรณีของคิงปุระก็เหมือนกัน เราไปดูรอบโอเอนตั้งแต่วันแรกที่ฉาย หลังจากนั้นก็ไปดูทุกอาทิตย์ คราวนี้เห็นได้ชัดเลยว่ารูปแบบการเชียร์พัฒนาไปเรื่อยๆ ไม่หยุดยั้ง ไอเท็มที่แฟนๆ พกไปโบกในโรงหนังก็ล้ำขึ้นเรื่อยๆ มีตั้งแต่น้ำยาล้างจานยันแก้วไวน์ (ว้อทเดอะเฮล……) ซึ่งถึงแม้ว่าคนดูในโรงหลายๆ คนจะไม่รู้จักกัน แต่การที่ทุกคนช่วยกันเชียร์มันทำให้เกิด 一体感 เกิดความรู้สึกร่วมอย่างที่การดูหนังปกติมอบให้ไม่ได้ ทำให้การดูหนังในโรงอบอุ่นขึ้นมาก มีรอบนึงเราไปดูแล้วเจอคนดูคนนึงยืนแจกลูกอมแอปเปิ้ลกับน้ำผึ้งอยู่ตรงทางเข้าโรงด้วย ประทับใจมาก

ถึงคิงปุริจะไม่ใช่เรื่องแรกที่ทำอะไรแบบนี้ แต่ปีที่แล้วคิงปุริกลายเป็นกระแสขึ้นมาเพราะรอบโอเอนนี่แหละ รายการทีวีหลายๆ รายการถึงกับต้องมาเก็บข้อมูลกันในโรง หลังจากนั้นหนังหลายๆ เรื่องก็เริ่มฉายรอบโอเอนบ้าง แม้แต่ La La Land ที่เป็นหนังฝรั่งยังมีรอบโอเอน! แต่เรื่องที่เราตกใจมากที่สุดคือชินก๊อดซิลล่า นึกไม่ค่อยออกว่าจะเชียร์อะไรกัน แล้วพอลองดูคลิปบรรยากาศแล้วก็พบว่าคัลท์ไม่ต่างกันเท่าไหร่ พีคสุดคือมีคนคอสเพลย์เป็นรถไฟ 555555555555

อย่างไรก็ตาม เราว่าการที่คิงปุริและคิงปุระรอบโอเอนสนุกได้ขนาดนี้เป็นเพราะผู้กำกับเค้าตั้งใจทำมาเพื่อฉายแบบนี้ มันเลยมีจังหวะให้เล่นเยอะหน่อย บวกกับผู้ชมคุ้นเคยแล้วว่าเล่นอะไรได้บ้าง เล่นอะไรไม่ได้บ้าง ตรงไหนควรยิงมุกตบมุกยังไงบ้าง รอบโอเอนของคิงปุริช่วงหลังๆ และคิงปุระจึงสนุกมากกกกกกกกกกกกกกกกก

โดยสรุปแล้วคิงปุระสิบรอบของเรามาจากปัจจัยต่างๆ นานาด้านบนประกอบกันก็จริง แต่เหนือสิ่งอื่นใดเลยคือความสนุกของเรื่อง คิงปุริสนุกเท่าไหร่ให้เอาคูณสิบล้านจะได้ออกมาเป็นคิงปุระ ณ ขณะนี้ดูมาสิบรอบแล้วยังไม่รู้สึกพอ ยังคงกระหายอยากไปดูอีก ต่อให้ไม่มีของแถม ไม่ใช่รอบโอเอน ไม่มีเรื่องสั้นใดๆ ให้ดูก่อนหนังเริ่มก็ยังอยากไปดูซ้ำ อยากรับชมหนังเรื่องนี้ในโรงไปเรื่อยๆ จนกว่ามันจะออกจากโรงไปแล้วไม่มีโอกาสได้ดูกับจอใหญ่ๆ เสียงกระหึ่มๆ อีก สำหรับเราแล้วคิงปุระเป็นอนิเมะฉายโรงที่สนุกและคุ้มค่าขนาดนั้นแหละ

キンプリ&キンプラはいいぞ

Advertisements

『KING OF PRISM -PRIDE the HERO-』 舞台挨拶@TOHO CINEMAS Namba

เมื่อวานไปดู KING OF PRISM -PRIDE the HERO- หรือเรียกย่อๆ ว่าคิงปุระ แบบมีบุไตไอซัทสึมาแหละ!

เราไปดูที่โรงโตโฮนัมบะ ความจริงแล้วเมื่อวานนี้มีบุไตไอซัทสึที่โอซาก้าทั้งหมดสี่รอบ แต่เรากดมารอบเดียว วิธีซื้อตั๋วก็ง่ายดายมาก เหมือนกดซื้อตั๋วหนังทั่วไปเลย ไม่ต้องใช้ดวงสุ่มตั๋วแต่อย่างใด เรากดได้รอบนี้ได้แถวหน้าๆ มาแบบชิลๆ

เสียดายที่หลังจากกดตั๋วรอบนี้ไว้แล้วเกิดนึกครึ้มอกครึ้มใจอยากกดเพิ่มอีกรอบก็กดไม่ทันแล้ว ตั๋วหมดเกลี้ยงเลย ถึงจะดูเหมือนกดได้ง่ายๆ แต่ถ้าไม่รีบๆ กดตั้งแต่วันแรกก็หมดสิทธิ์อยู่ดี T-T

เราไปถึงหน้าโรงก่อนเวลาฉายนิดหน่อย มองไปรอบๆ ก็รู้แล้วว่าใครมาดูรอบเดียวกันบ้าง ทุกคนถือกระเป๋าถือพร็อพกันจัดเต็มมาก มีคนคอสเพลย์มาด้วย แต่เราว่าบรรยากาศยังไม่ฮาร์ดคอร์เท่าโรงที่อุเมดะ อาจเป็นเพราะโรงนั้นฉายอนิเมะเยอะอยู่แล้ว หลายๆ คนเลยกล้าจัดเต็มกันมากกว่า โรงโตโฮมันมีความเป็นโรงหนังมนุษย์ปกติมากเกินไปหน่อยเลยต้องเจียมตัวกันนิดนึง

และตามปกติของหนังญี่ปุ่น ช่วงแรกๆ จะชอบมีของแถมแจกให้ผู้ชมด้วย รอบนี้ได้ของแถมเป็นพัดหน้าโคจิ ประทับใจความสร้างสรรค์นี้มาก สมเป็นคิงปุริ 5555555555555

ตอนเข้าไปนั่งในโรงแล้วทุกคนถือพัดอันนี้เดินเข้ามารู้สึกคัลท์มาก เซอร์เรียลมาก…….

บุไตไอซัทสึรอบที่เราไปดูเป็นรอบที่จะมาพูดคุยกันก่อนหนังฉาย (เหตุผลที่อยากกดตั๋วเพิ่มอีกรอบเพราะอยากกดรอบหลังหนังฉายด้วย น่าจะคุยกันเจาะลึกกว่า แต่ก็กดไม่ทัน ได้แต่อ่านรีพอร์ทตาปริบๆ TvT) คนที่มารอบนี้ประกอบด้วยผู้กำกับ=ฮิชิดะซัง กับนักพากย์สองคนคือฮาตานากะ ทาสุคุ=ไทกะ กับยาชิโระ ทาคุ=คาเครุ แหมะะะะ มาเป็นคู่ซะด้วย ออฟฟิเชียลนี่เข้าใจขาย!

ก่อนหน้านี้เคยเจอทาสุคุกับทาคุจังมาแล้ว ใกล้ชิดระดับสัมผัสมือกันมาแล้วทีนึง รอบนี้เลยตื่นเต้นดีใจที่จะได้เจอผู้กำกับมากกว่า คือฮิชิดะซังเนี่ยเป็นผู้กำกับที่ตลกมากกกกกกกกก ดูจากผลงานก็น่าจะพอเดาได้ว่าคนคนนี้ไม่ธรรมดา พอมาอ่านบทสัมภาษณ์ อ่านทวีต หรือดูอีเวนท์ที่เจ้าตัวไปออกก็ยิ่งค้นพบความตลกและความน่ารัก และหลังจากไปดูคิงปุระมาสองรอบก็ยิ่งประทับใจในตัวฮิชิดะซังเยอะมาก คราวนี้เลยตั้งใจไปเจอผู้กำกับนี่แหละ

รอบนี้เป็นรอบสุดท้ายของวัน เห็นว่ารอบเช้าที่อุเมดะมีคนเป็น MC ให้ด้วย แต่รอบที่เราไปนี่ MC หายไปไหนไม่รู้ ทาคุจังเลยต้องรับหน้าที่ MC และออกมาทักทายคนแรกสุด ตอนแรกทักทายว่า คนนิจิวะ ตามปกติธรรมดาก่อน พอมีแฟนๆ ตะโกนว่า わんばんこ แบบคาเครุ ทาคุจังถึงพูด わんばんこ ด้วยเสียงคาเครุให้ฟัง น่าร๊ากกกกกกกกกกกกกกกก /ล้มตาย

ทักทายเสร็จแล้วทาคุจังก็บอกว่าวันนี้มีเรื่องอยากขอร้องทุกคน ห้ามอัดเสียง ห้ามถ่ายรูป บลาๆๆ แฟนๆ ก็คอยตอบ ไฮ่!! ไฮ่!! กันอย่างขยันขันแข็ง คึกคักกันเต็มที่สมเป็นพริซึ่มเอลีท (ชื่อเรียกแฟนคิงปุริ)

หลังจากนั้นทาคุจังก็บอกว่า งั้นมาพบกับแขกรับเชิญในวันนี้กันดีกว่า แฟนๆ ก็ตะโกนถามอีกว่า ใครเหรอออ?? ทาคุจังเลยทำเสียงกรุ้มกริ่มว่า 誰かにゃ?誰だと思う? (ใครเหยอ? คิดว่าใครล่ะ?) ช็อตนี้ก็น่ารักแบบเราตายไป (///ω///) จุดนั้นลืมผู้กำกับไปแล้ว เพนไลท์ที่ตอนแรกเปิดสีเขียวของไทกะเอาไว้ก็กลายมาเป็นสีส้มของคาเครุอย่างรวดเร็ว เราเปลี่ยนใจกันง่ายๆ แบบนี้เลย

พอเชิญทาสุคุกับฮิชิดะซังออกมา ฮิชิดะซังก็มายืนฝั่งเรา!!! ส่วนทาสุคุยืนตรงกลาง ทาคุจังเป็น MC เลยอยู่ริมสุดอีกฝั่งนึง

ช่วงแรกเริ่มจากคุยสัพเพเหระว่ามาโอซาก้าเป็นยังไงบ้าง ทาสุคุเล่าว่าเมื่อตอนเที่ยงไปกินโอโคโนมิยากิกันมา อร่อยมาก ร้อนมากเพราะกินจากเตาสดๆ ร้อนๆ เลย ทาสุคุเล่าด้วยท่าทางตื่นเต้นเสมือนเพิ่งเคยมาโอซาก้าครั้งแรก แต่ถ้าติดตามทวิตเตอร์ทาสุคุจะพบว่าจริงๆ แล้วมาออกอีเวนท์แถวนี้บ่อยมาก… น้องจะตื่นเต้นไปทำไมคะ……

จากนั้นก็คุยกันว่ารอบนี้เป็นบุไตไอซัทสึรอบที่สี่ของวันนี้แล้ว รอบก่อนหน้านี้ทาสุคุเป็น MC รอบนี้ทาคุจังเลยสลับมาเป็น MC บ้าง แล้วก็คุยกันว่าเดี๋ยวคืนนี้จะมีอีเวนท์ エリートの二次会 แถวๆ นี้อีก เป็นอีเวนท์ที่ให้แฟนๆ ไปนั่งก๊งเหล้าเมาท์มอยกับผู้กำกับและนักพากย์ทั้งสอง น่าไปมากกกกกกก แต่เราไม่ได้สมัครไปเพราะอีเวนท์เลิกตีสอง ไม่รู้จะกลับยังไงเพราะรถไฟหมด เสียดายจัง T_T

พอพูดถึงอีเวนท์ก๊งเหล้า ฮิชิดะซังเลยบอกว่าคืนนี้จะไม่ดื่ม! เพราะอีเวนท์รอบที่แล้วดื่มเยอะจนจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่คุยไปคุยมาฮิชิดะซังก็บอกว่า ไม่ดื่มไม่ได้หรอก ยังไงก็จะดื่ม!

ส่วนทาคุจังกับทาสุคุคุยกันว่าถ้าสมาชิกเอเดลโรสเจ็ดคนก๊งเหล้าด้วยกันจนเมาคงน่าสนุกดี ฮิชิดะซังบอกว่า แต่ทุกคนยังไม่บรรลุนิติภาวะนะ! แล้วก็ อ๋ออออ หมายถึงคนพากย์เหรอ! งั้นก็น่าสนุกดี

ฮิชิดะซังบอกว่าอยากพาเอเดลโรสทั้งเจ็ดคนมาบุไตไอซัทสึที่โอซาก้าจังเลย ถ้ามีโอกาสจะพามาให้ได้ ฮือออออออ อย่ามาพูดให้ความหวังสิคะะะะะะะ พามาให้จริงเถอะะะะะะะะะ แปดคนเลยก็ได้ พาทาเคอุจิคุงมาด้วยยยยยยยยยยยย (;___;)

หลังจากนั้นพอจะเข้าเรื่องเนื้อหาคิงปุระ ทั้งสามคนคุยกันว่าสปอยล์ไม่ได้สินะ ฮิชิดะซังถามว่าในที่นี้ยังมีใครไม่เคยดูมาก่อนมั้ย ทั้งโรงมีคนยกมืออยู่ประปราย น่าจะไม่ถึงสิบคน ฮิชิดะซังเลยถามว่า วันนี้มาเพราะโดนคนข้างๆ บีบบังคับให้มาดูด้วยรึเปล่า?? โอ๊ย 55555555555555

แต่เอาเป็นว่าเพราะยังมีคนที่ไม่ได้ดูก็เลยต้องคุยกันแบบไม่สปอยล์นั่นแหละ ทั้งสามคนคุยกันเรื่องซีนที่ชอบ ประมาณว่าอยากให้ตั้งใจดูฉากนี้กัน

ทาสุคุบอกว่าชอบฉากพัดของไทกะ

ฉากนี้ ↓

พัดที่ว่านี่มีขายหน้าโรงหนังด้วย ทาสุคุถามว่าไหนใครถือพัดของไทกะอยู่บ้าง คนที่พกมาด้วยก็หยิบขึ้นมาโบกกันใหญ่ ทาสุคุเลยบอกว่า งั้นพอถึงฉากนี้ช่วยกันพัดใส่คนข้างหน้าให้เต็มที่ไปเลยนะ! (จะดีเหรอ……….)

ส่วนทาคุจังบอกว่าอยากให้ตั้งใจดูฉากที่คาเครุทำตัวเป็นลูกชายตระกูลจูโออิน โดยเฉพาะฉากที่คุยกับพ่อ ความตลกคือทาคุจังเรียกชื่อพ่อคาเครุผิด ตอนแรกเรียกว่าโมโมจิโร่ พอเรียกอยู่สองสามรอบ ฮิชิดะซังคงทนไม่ไหวเลยพูดแทรกขึ้นมาว่า เฮียคุจิโร่ต่างหาก ทาสุคุเลยช่วยตบมุกว่า นี่นายเรียกชื่อพ่อตัวเองผิดได้ยังไง!! ตรงนี้ทาคุจังก้มหน้าหัวเราะอยู่นานมาก โถ น่าเอ็นดู (*´∀`*)

ที่ตลกกว่านั้นคือตอนที่หนังฉายแล้วถึงฉากพ่อคาเครุ คนดูช่วยกันตะโกนว่าโมโมจิโร่ใหญ่เลย ขำก๊ากกันทั้งโรง 55555555555555 (รอบที่เราไปดูเป็นรอบโอเอนเลยตะโกนได้ กรี๊ดได้ ตบมือได้ มันส์มากๆๆๆๆๆ)

อีกฉากที่ทาคุจังชอบคือฉากฮิโระกับรุย รอบนี้ทาคุจังไม่ได้พูดถึงละเอียดเท่าไหร่ แต่ใน 二次会 อธิบายไว้ละเอียดมากว่าชอบเพราะอะไร (เราจะไม่เล่า ณ ทีนี้เพราะสปอยล์) ส่วนฉากที่ฮิชิดะซังชอบคือฉากเครดิตที่มีสาวๆ จากพริตตี้ริทึ่มเรนโบว์ไลฟ์ออกมา

นอกจากนั้นก็คุยกันเรื่องการดูรอบโอเอน ทาสุคุพูดถึงตอนที่ไปดูคิงปุริรอบโอเอนครั้งแรกให้ฟัง บอกว่าตอนนั้นไปกับลันส์เบอร์รี่ อาเธอร์ซัง (กรี๊ด ไม่นึกว่าจะได้ยินชื่อลันส์นี่ยันในบุไตไอซัทสึของคิงปุริ 555555555555) ทั้งสองคนนั่งแถวหลังสุดแล้วเชียร์กันมันส์มาก ลันส์ซังคอยยุให้ทาสุคุพูดบทพูดแบบในหนังบ้าง ร้องเพลงบ้าง ทาสุคุก็บ้าจี้ทำตามอย่างจริงจังจนนึกว่าต้องโดนคนที่นั่งใกล้ๆ จับได้แน่ๆ เลย แต่สุดท้ายก็ไม่เห็นมีใครทักสักคน เสียใจมาก โอย ฟังแล้วสงสารแปลกๆ 5555555555555555

เมื่อปีที่แล้วตอนไปดูกับลันส์ซัง ทาสุคุลงรูปไว้ในทวิตเตอร์ด้วยนะ!

ส่วนคิงปุระนี่ทาสุคุยังไม่ว่างไปดูเลย เจ้าตัวบอกว่าไว้ว่างๆ จะหาโอกาสไปดูให้ได้ และคราวนี้อยากให้แฟนๆ สังเกตเห็นให้ได้เลย!

นอกเรื่องนิดนึง อ่านรีพอร์ทของบุไตไอซัทสึรอบเช้าเห็นทาสุคุพูดถึงเรื่องที่ไปโอเอโดะอนเซนซึ่งตอนนี้มีคอลลาโบะกับคิงปุริอยู่ ทาสุคุก็พูดแบบนี้ว่าตั้งใจไม่ใส่แมสก์และคุยกันโหวกเหวกเพื่อให้แฟนๆ จับได้ แต่ก็ไม่มีใครเข้ามาทักสักคน …..จริงๆ แล้วทาสุคุเป็นพวกชอบให้แฟนๆ เข้าไปทักเหรอ!!?? เราว่าแฟนๆ ญี่ปุ่นถึงจะสังเกตเห็นก็คงไม่กล้าเข้าไปทักอยู่ดีแหละ เสียใจด้วยนะทาสุคุ 5555555555555

คุยเรื่องหนังเสร็จแล้วก็มีมุมแอดลิบนิดหน่อย คือให้ทั้งสามคนเล่นละครกันสดๆ โจทย์คือให้คาเครุกับไทกะสลับคาแรคเตอร์กัน เป็นคาเครุที่เอาจริงเอาจัง กับไทกะที่ชะไร่ ส่วนฮิชิดะซังเป็น ผู้กำกับเอโร่ย (ใครคิดโจทย์คะ……….)

จำบทสนทนาไม่ได้เป๊ะๆ เพราะแอบยาวใช้ได้ แต่อารมณ์ประมาณนี้

ไทกะ: อยากไปนัดบอดอะ (เสียงนิ่งๆ ไม่ได้ชะไร่เล้ยยยยย)
คาเครุ: นัดบอด? ที่มีสาวๆ เยอะๆ น่ะนะ? ไม่เอาหรอก พวกเรายังไม่บรรลุนิติภาวะด้วยนะ (เสียงจริงจังมาก)
ไทกะ: มีเบียร์แบบไม่มีแอลกอฮอล์อยู่ไม่ใช่รึไง ดื่มอันนั้นก็ได้
คาเครุ: ไม่ได้นะ
ผู้กำกับ: (ยืนขำ)
คาเครุ: ไทกะคุง ให้ความสำคัญกับตัวเองหน่อยสิ (เสียงยังคงจริงจังมาก)
ไทกะ: เออนี่… อยากนั่งเฮลิคอปเตอร์อะ
คาเครุ: เอ๊ะ
(คุยอะไรกันอีกนิดหน่อย จำไม่ได้)
ไทกะ: เอางี้ สักวันนึงถ้าฉันจะสารภาพรักกับผู้หญิง ฉันขอยืมเฮลิคอปเตอร์บ้านนายหน่อยสิ
ผู้ชม: ฮิ้ววววววววววววววววววววววววว
คาเครุ: เฮลิคอปเตอร์ไม่ได้มีไว้ใช้แบบนั้นซะหน่อย! ทำตัวให้มันติดดินหน่อยสิ!
ไทกะ: ไม่อยากโดนนายว่าแบบนั้นหรอกนะ!
ผู้กำกับ: ไม่มีช่องว่างให้แทรกเลยแฮะ……… แล้วทำไมฉันต้องเป็นผู้กำกับเอโร่ยด้วยเนี่ย

ทั้งหมดนี้คือคิดกันสดๆ เล่นกันสดๆ ตลกมาก 55555555555555555 ทาคุจังกับทาสุคุเซอร์วิสคาเคไทเยอะมากกกกกกกกกกกกกกก แม่ยกคู่นี้ฟังแล้วสลบไปตามๆ กัน (เราก็ชอบคู่นี้แต่เป็นรองโคฮิโระอีกทีนึงเลยฟังแล้วยังรอดชีวิตอยู่) ได้ข่าวว่ารอบอื่นก็กะหนุงกะหนิงกันจนฮิชิดะซังบอกว่า สวีทกันอยู่ได้!!

ตอนสุดท้ายหลังจากพูดขอบคุณแฟนๆ กันทีละคนแล้ว ทาคุจังก็บอกว่า งั้นเรามาพูดว่า มิวสิค เรดี้ สปาร์กกิ้ง เย้! ด้วยกันทุกคนเถอะ ทีนี้ฮิชิดะซังก็พูดขึ้นมาว่า อ้าว! วันนี้โมริคุโบะซังมาด้วยเหรอครับเนี่ย! ….คุณผู้กำกับเนี่ยเห็นอยู่นิ่งๆ ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจาแต่จริงๆ แล้วเป็นคนร้ายกาจคนนึง คือทาคุจังชอบเลียนเสียงโมริคุโบะซัง ฮิชิดะซังเลยแกล้งให้ทาคุจังพูดว่า มิวสิค เรดี้ สปาร์กกิ้ง ด้วยเสียงโมริคุโบะซัง

พอโดนทักแบบนั้นทาคุจังก็เปลี่ยนโหมดมาเป็นโมริคุโบะซังทันที ฮิชิดะซังกับทาสุคุก็หันไปโค้งให้แล้วพูดว่าขอบคุณโมริคุโบะซังที่ให้เกียรติมาด้วยกันในวันนี้ (จุดนั้นเราขำแบบหมดแรงถือเพนไลท์) 

ทาคุจังหันไปบอกทาสุคุว่าตัวเองจะพูดว่ามิวสิค แล้วให้ทาสุคุพูดว่าเรดี้ ทาสุคุเลยถามว่า รุ่นพี่ครับ ผมต้องพูดว่าเรดี้ด้วยเสียงแบบรุ่นพี่มั้ยครับ?? (กวนประสาท 555555555555) ทาคุจังในโหมดโมริคุโบะซังตอบว่า ไม่ต้องหรอก พูดเรดี้ในแบบที่ตายอยากพูดเถอะ ทาสุคุเลยบอกว่า รุ่นพี่ใจดีจังเลยครับ!

พอประกอบพิธีกรรมมิวสิค เรดี้ สปาร์กกิ้ง เย้! เสร็จเรียบร้อยแล้วทาสุคุกับฮิชิดะซังก็กลับเข้าไปก่อน ทาคุจังเป็น MC เลยพูดส่งท้ายกับคนดูอีกนิดนึง ขอบคุณที่มา ขอให้ทุกคนเอนจอย บลาๆๆ แล้วก็บ๊ายบาย

ทาคุจังกับทาสุคุลงรูปไว้ในทวิตเตอร์ด้วย

คนที่สองจากซ้ายในรูปทาสุคุคือ MC ที่หายไป……..

ขำชุดทาคุจังนิดนึง คือตอนเห็นครั้งแรกเราคิดว่าเหมือนชุดนอน ปรากฏว่าพอดูถ่ายทอดสดอีเวนท์ 二次会 ทาคุจังโดนโปรดิวเซอร์กับทาสุคุแซวว่าเป็นชุดนอนอยู่หลายรอบ จนทาคุจังต้องบอกว่า ไม่ใช่ชุดนอนซะหน่อย! ชุดนี้เพิ่งซื้อมาเมื่อวานเองนะ! …โอเค้ ไม่ใช่ชุดนอนก็ได้ค่ะ ขอโต้ดดดดด

ส่วนตัวหนังเราจะไม่พูดถึง เป็นหนังที่ไม่อยากสปอยล์ใครเลย เพราะการดูครั้งแรกมันอิมแพคต์มากๆๆๆ มีอะไรน่าฮือฮาเต็มไปหมด มีฉากชวนร้องไห้ด้วย และระดับความเสพติดสาหัสกว่าคิงปุริ  20,000 เท่า!! (ไปดูมาแล้วสามรอบ และคงมีอีกหลายรอบ)

หลังดูหนังจบแล้วเราก็ไปเดินเล่นรอเพื่อนมากินข้าวด้วยกัน ด้วยความที่ไม่รู้จะไปไหนเลยไปเดินเล่นแถวๆ โดตงโบริ และเนื่องจากรู้ว่าเดี๋ยวทาสุคุกับทาคุจังมีอีเวนท์แถวนั้นต่อ เราเลยคอยมองซ้ายมองขวาเผื่อโชคดีเดินสวนกันแถวๆ นั้น อีเวนท์ต่อไปเริ่มตั้งเที่ยงคืน ตอนนั้นเพิ่งสองทุ่มเอง เค้าอาจจะออกมาเดินเล่นหาของกินก็ได้น่า!! แต่หวังไว้น้อยนิดเพราะแถวนั้นเป็นย่านนักท่องเที่ยวซึ่งคนเป็นล้านนนนนนน แถมยังมีร้านรวงเยอะแยะมากมาย ตรอกซอกซอยก็เต็มไปหมด ถ้าเจอก็ปาฏิหาริย์แล้ว

หลังจากเดินเล่นอยู่แถวนั้นพักใหญ่ก็เลิกมองฝูงชนไปละ หันมามองหาร้านโอโคโนมิยากิแทนเพราะเพื่อนบอกว่าอยากกินโอโคโนมิยากิ เราอยู่ว่างๆ เลยเดินเล็งๆ ร้านเอาไว้ดีกว่า

ปรากฏว่า!!!

หลังจากเงยหน้ามองป้ายร้านอาหารติดๆ กันหลายร้าน พอเลื่อนสายตากลับมาที่ทางเดินอีกที…

 

ปาฏิหาริย์ก็บังเกิดค่ะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะ

 

หันมาอีกที ทาสุคุกับทาคุจังและทีมสต๊าฟคิงปุริอยู่ทางซ้ายของข้าพเจ้าแบบห่างกันประมาณหนึ่งเมตร!!!!!!!!!!!!!! โอ้โหหหหหหหหหหหหหหหหหหห พรหมลิขิตบันดาลชักพาาาาาาาาา จากที่เดินๆ อยู่เรานี่หยุดชะงัก ฟรีซไปเลย กะพริบตารัวๆ ว่านั่นทาสุคุกับทาคุจังจริงๆ เหรอ แล้วก็โอ้วววว นั่นนนนนน ฮิชิดะซังงงงงงงงงงง!!!!!!!!!!!

จะไม่ตกใจขนาดนี้ถ้าไม่ได้มาเจอในจุดที่เลิกมองหาไปแล้ว ฮื่อออออออออออ

จุดที่เจอทีมคิงปุริอยู่ใกล้ๆ กับสะพานกูลิโกะ พอเค้าเดินไปสะพานกัน เราก็แอบมองอยู่ห่างๆ …..จริงๆ ก็ไม่ห่างมาก แบบเค้าถ่ายรูปกับป้ายกัน เราก็ยืนกดมือถือกรี๊ดใส่เพื่อนอยู่ตรงราวสะพาน ซึ่งสะพานก็ไม่ได้ใหญ่ขนาดนั้น

โชคดีได้เห็นทาสุคุกับทาคุจังทำท่าเลียนแบบป้ายกูลิโกะด้วย น่ารักกกก แอออออออออออออ แต่สุดท้ายก็ปล่อยทีมนี้ไปตามทางของเค้านะ ถ้าตามต่อไปเรื่อยๆ จะดูโรคจิตเกินไป ทำแบบนั้นเราคงกลัวตัวเองเหมือนกัน 555555555555

เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังก็มีแต่คนถามว่าทำไมไม่เข้าไปทัก โอ้ยยยยยย เค้ามากันทีมใหญ่เป็นสิบคน เราตัวคนเดียว จะให้เข้าไปทักยังไง เขินตายชัก TvT ถึงทาสุคุจะออกตัวว่าเป็นพวกอยากให้แฟนๆ เข้าไปทักขนาดนั้นก็เถอะ ไม่กล้าอะะะ ถ้าทาสุคุมากับทาคุจังแค่สองคนยังว่าไปอย่าง

เสียดายที่ยังไม่เห็นทาสุคุกับทาคุจังลงรูปหน้าป้ายกูลิโกะ ส่วนออฟฟิเชียลคิงปุริลงรูปฮิชิดะซังให้ดู

ฮิชิดะซังทวีตว่าป้ายกูลิโกะคือต้นแบบท่าเต้นของจอร์จ (ตัวละครใหม่ที่สุงิตะพากย์) ด้วย ไม่รู้เรื่องจริงหรือเล่นมุก บางทีฮิชิดะซังเหมือนจะพูดเล่นมุกแต่ดันกลายเป็นเรื่องจริง บางทีก็เหมือนจะพูดจริงแต่เฉลยทีหลังว่ามุก แยกไม่ออกแล้ว 55555555555

ตกดึกเรากลับมาดูถ่ายทอดสดอีเวนท์ 二次会 ต่อ อีเวนท์คุยเกี่ยวกับเนื้อเรื่องกันจริงจังมาก สปอยล์หนักมาก แต่สนุกดี ทาสุคุกับทาคุจังสวีทกันตลอดเวลาจนหมั่นไส้ 55555555555 ตอนหลังๆ ทาสุคุเมาแอ๋เลย น่าร้ากกกกกกกก♥♥♥ ทาคุจังก็น่ารักมากๆๆๆๆ ส่วนฮิชิดะซังยังคงตลกเหมือนเดิม

ถึงจะเสียดายที่ไม่ได้ไปอีเวนท์รอบดึกและไม่มีความกล้ามากพอที่จะพุ่งเข้าชาร์จทุกคนตรงสะพานกูลิโกะ แต่ก็พอใจแล้วที่ได้ตะโกนอาริกาโต้วววว!!!! ในโรงหนัง ขอบคุณทุกคนนะคะ♥ โดยเฉพาะคุณผู้กำกับ ขอบคุณมากค่ะ!!

อยากดูคิงปุระอีกจัง

から紅の恋歌

ไปดูโคนันมูฟวี่ภาค から紅の恋歌 (Crimson Love Letter หรือชื่อไทยอย่างเป็นทางการคือ ปริศนาเพลงกลอนซ่อนรัก) มาตั้งแต่ช่วงโกลเด้นวีค วันนี้มาฟังๆ เพลงแล้วนึกถึงหลายๆ ฉากเลยอยากเขียน 感想 เกี่ยวกับภาคนี้เอาไว้หน่อย

ออกตัวก่อนว่าดูโคนันมูฟวี่ไม่ครบทุกภาค เพราะกับโคนันเนี่ยเราเป็นสายอ่านมังงะมากกว่าดูอนิเมะ เคยดูมูฟวี่หลายๆ ภาคแล้วไม่ประทับใจเท่าไหร่ แต่มูฟวี่ภาคที่แล้วกอบกู้ศรัทธากลับมาได้เยอะมาก บวกกับภาคนี้เอาไพ่คารุตะมาเป็นจุดขาย ด้วยความที่เคยดูจิฮายะฟุรุ และเรียนวิชาวรรณคดีญี่ปุ่นมาบ้างก็เลยสนใจจนถ่อไปดูในโรง

แต่หลังจากดูจบแล้วพบว่า อืม การอยากดูเพราะสนใจคารุตะคงเป็นความคิดที่ผิดสินะ (´・ω・`)

 

★SPOILER ALERT

 

 

  • เกริ่นเหมือนจะผิดหวังกับภาคนี้ แต่จริงๆ ก็ไม่ได้ผิดหวังขนาดนั้น เป็นมูฟวี่ภาคที่สนุกใช้ได้ ไม่น่าเบื่อเหมือนบางภาคที่ดูจบแล้วรู้สึกเสียเวลาว่าจะดูทำไมเนี่ย
  • ภาคนี้ก็สไตล์เดียวกับมูฟวี่หลายๆ ภาคนะ เกิดคดีฆาตกรรม สืบสวนไปเรื่อยๆ เกิดเหตุระเบิดตูมตามให้ตื่นเต้นพอเป็นพิธีบ้าง โคนันใช้อุปกรณ์เวอร์ๆ ทำอะไรเวอร์ๆ เป็นระยะๆ บ้าง และแน่นอนว่ามีมุมทายปริศนาของด็อกเตอร์เช่นเคย
  • พิเศษหน่อยตรงที่ภาคนี้ดำเนินเรื่องที่ฝั่งคันไซ เฮย์จิกับคาซึฮะเลยมีบทบาทเด่น
  • ก่อนดูแอบคาดหวังว่าจะใช้โลเคชั่นแถวนี้เยอะๆ เผื่อจะหาเรื่องไปเที่ยวตามรอย เพราะเห็นไกด์บุ๊กเที่ยวตามรอยโคนันฝั่งคันไซเพิ่งออกวางขาย แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ค่อยมีสถานที่แปลกใหม่น่าสนใจเท่าไหร่
  • ขนาดศาลเจ้าโอมิที่ใช้เป็นฉากในโปสเตอร์ยังไม่มีในเรื่องเลยจ้าาา รู้สึกเหมือนโดนหลอก 555555555 แต่จริงๆ จะมีหรือไม่มีมันก็ไม่ได้สำคัญอะไรกับเนื้อเรื่องขนาดนั้น
  • คนที่ชอบคู่เฮย์จิกับคาซึฮะน่าจะเป็นกลุ่มคนที่ดูภาคนี้ได้สนุกที่สุด เพราะเป็นภาคที่พูดถึงความสัมพันธ์ของสองคนนี้ โดยมีปัจจัยหนึ่งมาขับเคลื่อน นั่นคือตัวละครที่ชื่อโอโอกะ โมมิจิ

  • สิ่งที่เราและฝ.ซังที่ไปดูด้วยกันสงสัยตรงกันเกี่ยวกับโมมิจิคนนี้คือ ทำไมเจ๊ต้องนมใหญ่ขนาดนั้นคะ???? (ฝ.ซังกล่าวว่า อาจอยากแสดงให้เห็นถึงความเป็นสาวเกียวโต)
  • ดูจากตัวอย่างหนังนึกว่าโมมิจิเป็นสาวคูลๆ เท่ๆ เล่นคารุตะเทพๆ แต่กลับพบว่าไม่ใช่อย่างที่คิด ยกเว้นเรื่องเล่นคารุตะเทพ
  • โมมิจิโผล่มาถึงก็มาเคลมว่าตัวเองเป็นว่าที่เจ้าสาวของเฮย์จิ แล้วไปๆ มาๆ ก็มาท้าคาซึฮะให้มาแข่งคารุตะแย่งเฮย์จิกัน โอเค สรุปคือภาคนี้ใช้คารุตะแย่งปู้จายกันนะคะ
  • ไพ่คารุตะในภาคนี้ จะว่ามีบทเยอะก็เยอะอยู่ แต่สำคัญมั้ย เอาจริงๆ ก็ไม่ได้สำคัญขนาดนั้น หรือเราคาดหวังมากเกินไปว่าอยากเห็นเรื่องนี้ใช้ประโยชน์จากคารุตะมากกว่านี้ก็ไม่รู้
  • คือสุดท้ายคารุตะก็เป็นแค่ ① เครื่องมือของคนร้ายในคดี ② เกมที่ผู้หญิงสองคนเอามาใช้ตบแย่งเฮย์จิกัน (หมายถึงตบไพ่)
  • ชอบตรงที่เลือกกลอนบทนึงในเฮียคุนินอิชชุ (ที่อยู่ในไพ่คารุตะนั่นแหละ) มาสื่อถึงความรู้สึกของคาซึฮะที่มีต่อเฮย์จิ ดูเป็นฉากที่ เอ้อออ แบบนี้ค่อยใช้คารุตะให้เป็นประโยชน์กับเนื้อเรื่องหน่อย แต่มันก็เป็นแค่ส่วนยิบย่อยนิดๆ หน่อยๆ พอให้ก๊าวใจเฉยๆ ซึ่งถ้าไม่อินกับคู่เฮย์คาซึหรืออินกับกลอนญี่ปุ่นก็คงรู้สึกว่า อืม แล้วไง
  • และคนที่ไม่รู้จักวิธีเล่นคารุตะต้องดูแล้วงงมากแน่นอน เพราะในเรื่องไม่มีการอธิบายใดๆ เลย (ดีนะเราดูจิฮายะมาก่อน ขอบคุณไทจิคุงมา ณ ที่นี้)
  • แต่ถึงจะไม่รู้วิธีเล่นก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เข้าใจเนื้อหาคดีนะ คือไม่ต้องรู้วิธีเล่นคารุตะก็เข้าใจเนื้อเรื่องได้แหละ
  • คดีคราวนี้ดูมีความพยายามที่จะสับขาหลอกคนดูอยู่เหมือนกัน ให้คะแนนความพยายามจุดนี้ แต่ก็ไม่ใช่คดีที่โอ้โหววววววอะไรขนาดนั้น แต่ก็ไม่ได้เรียบง่ายถึงขนาดว่า คนร้ายคนนี้เป็นคนฆ่าคนนั้นนะ จบ มันซับซ้อนกว่านั้นนิดหน่อย
  • เสียดายฉากแข่งคารุตะ คาดหวังไว้เยอะว่าต้องทำออกมาดุเดือด แต่เอาเข้าจริงฉากแข่งโดนตัดให้เห็นแค่ตอนเริ่มกับตอนแข่งเสร็จซะเยอะ มีแค่ฉากสุดท้ายที่รู้สึกว่าทำดีหน่อย
  • จุดนึงที่รู้สึกว่าเด็กๆ ชมรมคารุตะทั่วประเทศญี่ปุ่นมาดูอาจจะโมโหได้คือ คาซึฮะซ้อมคารุตะอยู่แค่วันสองวันแต่กลับเอาชนะนักเรียนทั่วประเทศจนเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศได้ ถึงจะเกริ่นมาก่อนว่าคาซึฮะเคยไปช่วยเป็นคู่ซ้อมให้เพื่อนอยู่บ่อยๆ กับงัดไม้ตาย ให้แม่เฮย์จิที่เป็นอดีตควีนแห่งวงการคารุตะ (ทำไมแม่ทุกคนต้องเป็นควีนของอะไรสักอย่าง…?) มาช่วยฝึกซ้อมให้ก็เถอะ แต่มือใหม่ที่เพิ่งมาฝึกซ้อมวันสองวันจะเอาชนะเด็กๆ ชมรมคารุตะทั่วประเทศที่ฝึกอย่างจริงจังเป็นปีๆ ได้ง่ายขนาดนั้นได้ยังไง…
  • แต่ก็นะ นี่มันไม่ใช่การ์ตูนไพ่คารุตะ ถ้าอยากดูอะไรที่จริงจังกับคารุตะขนาดนั้นควรกลับไปดูจิฮายะ 555555555 เราผิดเองที่คาดหวังตรงนี้มากไปหน่อย แต่หนังโปรโมทแล้วโปรโมทอีกว่ามีเฮียคุนินอิชชุกับคารุตะเป็นจุดขาย จะไม่ให้คาดหวังกับตรงนี้ได้ยังไง (TωT)
  • แอนี่เวย์ เฮย์จิน่ารักมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

  • ปกติไม่ได้ชอบเฮย์จิเป็นพิเศษ แต่มีฉากนึงในภาคนี้ที่ชอบมากคือตอนที่คาซึฮะฟิตซ้อมคารุตะอย่างตั้งอกตั้งใจ แล้วเฮย์จิจะไปช่วยฝึกแต่โดนไล่กลับมา เฮย์จิทำหน้าจ๋อยน่าเอ็นดูมาก (≧∀≦)
  • อ้อ ภาคนี้พูดสำเนียงคันไซกันเยอะมาก เยอะแบบดูจบแล้วต้องเผลอพูดเหน่อกันบ้าง
  • ฝ.ซังถามว่าปกติแล้วสำเนียงคันไซของเฮย์จิมันคันไซจัดจ้านขนาดนี้เชียวเหรอ เรื่องนี้เป็นประเด็นน่าสนใจอย่างนึงของโคนัน เป็นเรื่องที่อาจารย์เราเคยหยิบยกมาพูดถึงในคลาสอยู่บ่อยๆ ว่าสำเนียงคันไซของฮัตโตริ เฮย์จิเนี่ยจงใจให้คันไซเกินจริงมากจนไม่เป็นธรรมชาติ ยุคนี้ไม่มีวัยรุ่นโอซาก้าคนไหนพูดจาเหมือนเฮย์จิแน่ๆ ซึ่งการใช้สำเนียงคันไซเวอร์เกินความจริงนี่เป็น function อย่างนึงของภาษาที่แสดงอัตลักษณ์ของตัวละครใน fiction ออกมา (ใครสนใจลองไปศึกษาเรื่อง Role language ดูได้)
  • จริงๆ แล้วโคนันเวอร์ชั่นต้นฉบับดั้งเดิมในภาษาญี่ปุ่นเนี่ยมีการใช้ภาษาของตัวละครที่น่าสนใจหลายอย่างเลย ภาษาของด็อกเตอร์ก็ด้วย แต่พอแปลไทยแล้วมันเก็บสิ่งเหล่านี้เอาไว้ได้ยาก เป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างนึง
  • สิ่งที่ดีที่สุดในภาคนี้คือเพลง ชอบมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
  • หลังจากดูจบก็พบว่าเนื้อเพลงเขียนจากมุมมองของโอโอกะ โมมิจิชัดๆ แต่ลองอ่านๆ ความเห็นคนอื่นดู บางคนก็บอกว่าคิดในมุมของคาซึฮะหรือเฮย์จิได้เหมือนกัน สรุปว่าแล้วแต่คนคิด….. แต่สำหรับเรา นี่คือเพลงของโมมิจิอย่างไม่สามารถคิดเป็นอื่นได้
  • เสียดายที่เพลงเพราะและเขียนเนื้อเพลงมาดีขนาดนี้ แต่เนื้อเรื่องไม่ได้ทำให้เราอินกับความรู้สึกของโมมิจิเท่าไหร่เลย
  • รู้สึกจะบ่นเสียดายหลายอย่างจัง 55555555555 แต่อย่างที่บอกตอนแรกว่าภาคนี้สนุกใช้ได้ ดูแล้วไม่เสียดายตังค์ ไม่เสียดายเวลาที่ไปดู ชอบมากกว่ามูฟวี่หลายๆ ภาค มีฉากตลกๆ ให้ขำเยอะมาก และเฮย์จิน่ารักมาก (≧ω≦)
  • อยากดูมูฟวี่ 22 แล้ว!!

Gundam Front Tokyo

ตอนที่ไปโตเกียวรอบที่แล้วเผื่อเวลาสำหรับเที่ยวไว้วันนึง แต่จริงๆ ในใจก็ไม่มีที่เที่ยวที่อยากไปเป็นพิเศษ คาเฟ่พ่อบ้านก็จองไม่ทัน และไหนๆ ก็กำลังกันดั้มฟีเวอร์อยู่ เลยตัดสินใจว่างั้นไปกันดั้มฟรอนท์ที่โอไดบะละกัน เมื่อก่อนนี้เคยไปโอไดบะอยู่หลายครั้งแต่ไม่เคยเข้ากันดั้มฟรอนท์ซะที รอบนี้ได้ข่าวว่าจะปิดทำการเดือนเมษาก็เลยแวะๆ ไปหน่อย (ตอนนี้ปิดทำการไปละ ลาก่อน)

กันดั้มฟรอนท์ตั้งอยู่ในห้างไดเวอร์ซิตี้ ห้างเดียวกับที่เคยมีกันดั้มของอามุโร่อยู่หน้าหน้าห้างนั่นแหละ แต่กันดั้มฟรอนท์นี่จะไปซ่อนอยู่ในหลืบ ต้องขึ้นไปถึงชั้นเจ็ดแล้วเดินไปสุดหลืบนึงของห้างอีกทีนึง

ไปถึงด้านหน้าก็ตกใจในความร้าง….. คือมองเข้าไปแล้วไม่มีคนเลยนอกจากพนักงาน รู้สึกกดดันมาก เพราะพนักงานที่ถือป้ายอยู่ก็มองหน้าเราและตะโกนเรียกลูกค้าอย่างขยันขันแข็ง ช่างเป็นการตะโกนเรียกลูกค้าที่ระบุตัวชัดเจนมาก

และในเมื่อมาถึงแล้วจะไม่เข้าก็ไม่ได้! ว่าแล้วก็เดินเข้าไปซื้อตั๋ว พนักงานก็ยิ้มแย้มต้อนรับอย่างดี ค่าตั๋ว 1,200 เยน ซื้อแล้วก็ได้มาทั้งตั๋ว โมเดลพลาสติกที่เป็นชิ้นส่วนของอะไรสักอย่าง (ความรู้เรื่องพลาโมเป็นศูนย์) แผนที่ภายในกันดั้มฟรอนท์ และกระดาษสำหรับเขียนข้อความอะไรก็ได้ให้กันดั้ม

ตั๋วมีหลายลาย ไม่รู้ว่ามีลายอะไรบ้าง แต่เราได้คิระมาแหละ ดีใจที่อย่างน้อยก็เป็นตัวละครจากภาคที่ชอบ ถึงจะไม่ใช่คนที่ชอบที่สุดในเรื่องก็เถอะ

เข้าไปในโซนอะไรสักอย่างที่กว้างๆ แล้วก็เจอมิกะสึกิทันที สวัสดีมิกะะะะะ

ตรงนี้จะมีกล่องให้หย่อนกระดาษเขียนข้อความถึงกันดั้ม ตอนนั้นไม่รู้ว่าคนอื่นเค้าเขียนอะไรกันบ้าง เราเลยเขียนไปว่า “กาเอลิโออย่าตายนะ!” (วันที่ไปเป็นตอนที่ออร์แฟนส์ออกอากาศถึงตอนที่ 48 ซึ่งชะตากรรมของตัวละครทุกตัวในเรื่องกำลังชวนเสียวไส้)

หันมาอีกด้านจะเจอโมเดลโน่นนี่นั่นที่จำลองมาจากกันดั้มภาคต่างๆ เช่นยาน Core Fighter สุดอลังการ ไปยืนดูแล้วก็อืมๆ ไม่สนใจเท่าไหร่ ไม่ได้ชอบดูกันดั้มเพราะ Mechanics อยู่แล้ว (ชอบเพราะผู้ชายเค้าดี) ตรงส่วนนี้เลยแค่ไปยืนอ่านๆ ป้ายกับถ่ายรูปนิดหน่อยให้รู้สึกคุ้มค่าเข้า ก่อนจะเดินมายังจุดถัดมา ซึ่งก็คือ Character Photo Spot

ตรงนี้จะมีหน้าจอกับราวแขวนเครื่องแบบให้หยิบมาใส่ถ่ายรูปกับตัวละคร

บนหน้าจอจะมีให้เลือกภาค แล้วค่อยเลือกตัวละคร พอกดสตาร์ท ตัวละครที่เราเลือกก็จะโผล่ขึ้นมาบนจอ พอเราเดินมากดๆ หน้าจอ พนักงานก็รีบพุ่งเข้ามาแล้วถามว่าถ่ายรูปให้มั้ยคะ!! แต่เราบอกไปว่าไม่เป็นไรค่ะ แล้วก็กดๆ เลือกตัวละครที่อยากถ่ายรูปขึ้นมาถ่ายหน้าจออย่างเดียว ไม่กล้าถ่ายด้วยอะะะ เขิน (///ー///)

ตอนที่เราเข้าไปมีคนเดินอยู่ข้างในแค่สามสี่คน เราเลยจิ้มหน้าจอเล่นได้อย่างสนุกสนานเพราะไม่มีคนต่อคิว แต่จะเล่นเยอะก็เขินพนักงาน สุดท้ายเลยถ่ายรูปมาแค่กาเอลิโอกับไอน์คุง (ความจริงอยากถ่ายแมกกี้มาด้วย ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเขินพนักงานทำไม ฮือ) เสียดายจังที่ไม่มีวีดาร์กับกาเอลิโอในซีซั่นสอง TωT

เจอเรื่องน่ารักอย่างนึงคือมีคุณพ่อคนนึงมากับลูกชาย แล้วคุณพ่อก็จับลูกชายตัวเล็กๆ ใส่เครื่องแบบสีแดงของซาฟท์ น้องตัวเล็กนิดเดียวเครื่องแบบเลยยาวลากพื้น น่าร้ากกกกกกกกกกกก (≧∀≦) แต่คุณพ่อดันเลือกฟลิตจากภาค AGE มาถ่ายรูปกะน้องซะงั้น เอ้าาา ทำไมไม่เลือกซาฟท์มาสักคนล่ะคะะะะ 55555555555

นอกจากตรงนี้มีจุดถ่ายรูปอีกจุดนึงคือค็อกพิทของภาคไหนสักภาค

เดินเลยมาอีกมุมนึงจะเจอสไตรค์ฟรีด้อมขนาด 1/1 แต่มีแค่ครึ่งตัว

จริงๆ สไตรค์ฟรีด้อมเป็นกันดั้มไม่กี่ตัวที่เรารู้สึกสนิทสนมด้วยเพราะเราดูภาคซี้ดและซี้ดเดสทินี่บ่อยที่สุด (สมัยมัธยมแทบจะดูทุกปิดเทอม) แต่มาเห็นตอนนี้กลับไม่รู้สึกตื่นเต้นโอ้วว้าวอเมซิ่งอะไรเท่าไหร่ ตอนไปดูเอวาขนาดเท่าของจริงที่ฟูจิคิว (มีครึ่งตัวเหมือนกัน)  ยังตื่นเต้นกว่า ส่วนนึงอาจเพราะดิสเพลย์มันไม่เร้าใจด้วยมั้ง เดินเข้ามาในฮอลล์นี้ก็เจอเลย อย่างเอวานั่นเอาไปซ่อนไว้ท้ายๆ ต้องผ่านหลายด่านกว่าจะเจอก็เลยชวนกรี๊ดมากกว่า แล้วสไตรค์ฟรีด้อมนี่ก็ไม่มีโชว์อะไรให้ดูด้วย แต่เข้าไปนั่งในค็อกพิทได้นะ

ข้างๆ ฟรีด้อมมีคิระด้วย

ส่วนข้างๆ คิระเป็นป้ายบอกประวัติความเป็นมาของอนิเมะกันดั้มจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

ในส่วนฮอลล์ใหญ่จะมีแค่นี้แหละ จริงๆ มีโดมสำหรับฉายหนังสั้นๆ ให้ดูด้วย แต่เราไม่ได้เข้าไปดู รู้สึกทำตัวไม่ค่อยคุ้มค่าเข้าเลย 555555555555 แต่เราแค่อยากมาดูให้รู้ว่าเป็นไงก่อนมันปิด และไม่มีที่เที่ยวที่อื่นที่นึกออก (อยากไปดิสนีย์ซีอยู่หรอกนะ แต่ไปคนเดียวมันเศร้าเกิน ค่าเข้าก็โคตรแพง) ในแง่การมาดูให้รู้ว่าเป็นไงก็ถือว่าคุ้มแล้วแหละมั้ง

เดินออกจากโซนนี้จะเจอ Gunpla Labo กับ Gunpla Factory สำหรับให้ทดลองเล่นต่อกันพลาได้ ซึ่งเราเดินผ่านโซนนี้ไปอย่างเย็นชาจนไม่รู้ว่าพนักงานที่สบตาเราแวบหนึ่งจะรู้สึกเสียเซลฟ์หรือไม่ แต่ขอโทษจริงๆ วันนี้ไม่ได้ตั้งใจจะมาหัดต่อกันพลา บัยยยยย

ตรงทางออกที่เชื่อมกับร้านมีป้ายนึงน่าสนใจมาก!! ป้ายที่ว่าคือป้ายรวมลายเซ็นนักพากย์กันดั้มภาคต่างๆ เรายืนดูป้ายนี้อยู่นานมาก ไล่หาลายเซ็นนักพากย์ที่ชอบก็สนุกแล้ว (นี่คือหนึ่งในการพยายามทำตัวให้คุ้มค่าเข้า แต่จริงๆ แล้วโซนนี้เป็นโซนที่ไม่ต้องเสียตังค์ก็เข้าได้เพราะมันอยู่ในส่วนร้านค้า)

ขำที่ลายเซ็นมิโดรินน่ารักมาก ขัดกับชื่อฮีโร่ที่เขียนอยู่ข้างๆ เหลือเกิน 555555555555

โซนร้านค้ามีนิทรรศการเล็กๆ อยู่มุมนึง เป็นนิทรรศการเกมกันดั้ม รวบรวมเกมกันดั้มกับเครื่องเกมต่างๆ ในช่วงสามสิบปีที่ผ่านมาเอาไว้ ชอบมุมนี้มาก เดินดูเครื่องเกมก็สนุกแล้ว มีเครื่องเกมที่เคยอ่านเจอในนิยายแต่ไม่เคยเห็นของจริงอย่างเวอร์ชวลบอยด้วย!

ออกจากตรงนี้ก็เดินดูร้านค้า แน่นอนว่าสินค้าส่วนใหญ่เป็นกันพลา

ที่นี่มีกันพลาเยอะมาก และแพงมากเช่นกัน จากการเข้าร้านโมเดลอย่างบ้าคลั่งตลอดเดือนมีนาคม (ไม่ได้ตามหาโมเดลหรอกนะ หา Orphanchu ต่างหาก) ทำให้ตกใจกับราคากันพลาที่นี่มาก บางรุ่นร้านอื่นขายพันเยน ที่นี่ขายพันห้า เห็นนักท่องเที่ยวจีนหิ้วกันพลาสามสี่กล่องไปแคชเชียร์แล้วอยากวิ่งเข้าไปบอกว่า ม่ายยยยย ไปซื้อโยโดบาชิถูกกว่าาาาาาาา แต่กลัวพนักงานปรี่เข้ามาตบกะโหลก ก็เลยได้แต่ยืนมองนักท่องเที่ยวจีนจ่ายเงินอยู่เงียบๆ โดยไม่เอ่ยคำใด ได้แต่หวังว่านักท่องเที่ยวจีนคนนั้นจะไม่เดินเข้าร้านโมเดลร้านอื่นให้เจ็บช้ำใจก็แล้วกัน

นอกจากโมเดลก็มีสินค้าอื่นๆ ด้วย หลายๆ อย่างเหมือนที่ขายในกันดั้มคาเฟ่นั่นแหละ ของพวกนี้จะราคาเท่าๆ กับในกันดั้มคาเฟ่เพราะเป็นร้านออฟฟิเชียลเหมือนกัน แต่บางอย่างที่มีขายที่โยโดบาชิ (อย่างเช่นเพลทคาแรคเตอร์) โยโดบาชิจะถูกกว่าเยอะ

ที่จริงในร้านมีสินค้าของกันดั้มหลายภาค แต่ช่วงนี้ติ่งออร์แฟนส์เลยถ่ายรูปมาแต่ของออร์แฟนส์ 55555555555 ของภาคเก่าๆ สินค้าไม่เยอะเท่าภาคใหม่ด้วยแหละ สินค้ากันดั้มนี่หายากหาเย็นไม่เว้นแม้แต่ในร้านค้าออฟฟิเชียลเลย ฮือ (T_T)

ในร้านมีกันพลาที่ต่อเสร็จแล้วเป็นตัวอย่างให้ดูด้วย มีของออร์แฟนส์หลายตัวเลย!

เดินถัดออกมาจากโซนร้านโมเดลและของจุกจิกต่างๆ จะเจออีกร้านนึงชื่อร้าน STRICT-G ร้านนี้เน้นขายพวกเสื้อผ้า, แอคเซสเซอรี่ต่างๆ ซึ่งสินค้าจะหน้าตาดูดีมีระดับกว่าร้านเมื่อกี้นิดนึง และราคาแพงระยับกว่ากันมาก

สินค้าส่วนใหญ่ดูทำมาให้ผู้ชายใส่มากกว่า เราเลยไม่ได้ซื้ออะไรสักอย่าง แม้ว่าที่จริงก็นิยมชมชอบปาร์ก้ากาลาฮอร์นอยู่เหมือนกัน แต่เผอิญไม่มีตังค์แล้วอะ ฮือ (TωT)

ร้านนี้สาขากันดั้มฟรอนท์ปิดไปแล้ว แต่มีสาขาใหม่เพิ่งเปิดที่โตเกียวสกายทรี ตอนแรกกะว่าถ้ามีเวลาว่างเหลือๆ ก็อยากไปสาขาสกายทรีด้วย แต่พอมาสาขานี้แล้วก็ขี้เกียจ ไปสาขานั้นสินค้าคงไม่ต่างกันเท่าไหร่ แค่อยากไปสักการะป้ายวีดาร์ที่มีลายเซ็นมัตสึคาเสะซังเฉยๆ รู้สึกไม่คุ้มที่จะเสียเงินเสียเวลาถ่อไป (นี่ถ้าเป็นป้ายกาเอลิโอกับน้องไอน์คงพุ่งไปแล้ว มีความลำเอียงแบบงงๆ)

หน้าร้าน STRICT-G มีป้ายใหญ่เบ้อเริ่มติดข้อความที่แฟนๆ เขียนให้กันดั้ม ไปยืนดูแล้วเจออะไรตลกๆ เยอะมาก มีคนเขียนถึงออร์แฟนส์เยอะแยะเลยด้วย (^∀^)

เดินถัดมาอีกนิดก็ถึงทางออกซึ่งเป็นทางเดียวกับทางเข้า แต่ตรงทางออกยังมีอีกห้องให้ดู เป็นโซนที่ไม่ต้องเสียตังค์ก็ดูได้ คือห้องรวมกันพลาทุกรุ่นทุกแบบ (มั้ง คิดว่าน่าจะรวมไว้ครบนะ?) 

ตรงหน้าห้องมีป้ายออร์แฟนส์กับทีวีที่ฉายพีวีให้ดูอยู่ด้วย ไปยืนดูอยู่พักนึงรอให้บนจอฉายภาพกาเอลิโอ แต่ไม่เห็นฉายซะที ขี้เกียจรอเลยถ่ายๆ มิกะมาแทนก็ได้

ส่วนห้องโชว์กันพลานี่ถ้าใครชอบกันพลาต้องกรี๊ดเยอะมาก มันเยอะแยะไปหมด ขนาดเราซึ่งดูกันดั้มเพราะผู้ชายโดยไม่สนใจหุ่นยนต์ยังใช้เวลาอยู่ในห้องนี้นานมากๆ

อนึ่ง ประทับใจตัวนี้สุดแล้ว

คิมาริสสายย่อ 55555555555555555555 ใครจัดท่าให้คะะะะะะ เฟี้ยวมาก!! ตื๊ดมาก!!

เดินกันดั้มฟรอนท์จนพอใจแล้วก็ลงมากันดั้มคาเฟ่ด้านนอก กันดั้มคาเฟ่สาขานี้อยู่แถวๆ ตรงที่เคยมีกันดั้มของอามุโร่นั่นแหละ พอเดินออกประตูห้างมาก็เจอกันดั้มของอามุโร่เหลืออยู่ในสภาพนี้…….

หน้าตาเหมือนตัวอะไรสักอย่างที่ขายาวๆ ในสตาร์วอร์สมากกว่ากันดั้มนะเนี่ย….. แต่ไม่เป็นไรเพราะเมื่อก่อนเคยมาดูแล้วหลายรอบ ได้ข่าวว่าเดี๋ยวจะเอายูนิคอร์นมาตั้งแทน ไว้ถึงตอนนั้นจะมาสักการะใหม่นะ

ส่วนกันดั้มคาเฟ่สาขานี้ เล็กยังไงก็เล็กอย่างงั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลง 555555555 ข้างในมีเคาน์เตอร์ขายอาหารแต่ไม่มีโต๊ะให้นั่ง เป็นกันดั้มคาเฟ่สาขาที่เศร้าที่สุดเท่าที่เคยเข้ามา ข้อดีคือมีของขายเยอะกว่าสาขาอากิฮาบาระ แต่เทียบกับสาขาโอซาก้าแล้วจิ๊บจ๊อยมาก

ออกจากกันดั้มคาเฟ่แล้วก็ไปเข้ากันดั้มคาเฟ่ต่อ (เอ๊ะ?) คือออกจากโอไดบะแล้วรู้สึกเคว้งคว้างไม่มีอะไรทำ เหลือเวลาอีกมากมายกว่าจะถึงเวลานัดกับเพื่อนตอนค่ำๆ ก็เลยไปแวะเดินเล่นอากิฮาบาระซะหน่อย

กันดั้มคาเฟ่สาขาอากิฮาบาระนี่เป็นสาขาที่เราเข้าบ่อยสุดแล้ว เข้าไปแบบไม่ตื่นเต้นใดๆ ทั้งสิ้นทั้งปวง คราวนี้ก็ไปแวะนั่งกินข้าวอย่างปกติธรรมดา สั่งเมนูของกันดั้มวิงมากินกับกาแฟมิกะสึกิ

เมนูกันดั้มวิงที่สั่งมาอร่อยมากกกกกกกกกกกกกก แสงพุ่งออกจากปาก ชวิ้งงงงงงงงงง เมนูนี้ชื่อว่า Meteor Grill (เมนูร้านนี้ล้วนชื่อน่าอายจนเวลาสั่งต้องจิ้มๆ แล้วบอกว่าเอาอันนี้ค่ะ) ตอนแรกดูหน้าตานึกว่าเนื้อ ปรากฏว่าจริงๆ แล้วมันคือหมูอิเบริโกะซึ่งนุ่มมากกกกกกกกกก แทบละลายในปาก สุดยอดที่สุดตั้งแต่กินอาหารในกันดั้มคาเฟ่มา ไม่คิดว่ามันจะอร่อยขนาดนี้ แต่ปริมาณน้อยจนกินแค่นี้ไม่อิ่ม เราเลยสั่งขนมปังฝรั่งเศสมาเพิ่ม นี่ถ้ามีให้เลือกข้าวหรือขนมปังในเมนูด้วยเลยจะเพอร์เฟคต์มาก

ช่วงนั้นในร้านมีเทศกาล Orphanchu ด้วย ในร้านเลยวางแซมเปิ้ล Orphanchu เซ็ตแรกเอาไว้ กับแปะภาพร่างต่างๆ รอบร้าน อยากเดินดูให้ทั่วแต่ร้านมันแคบจนเกรงใจลูกค้าคนอื่นๆ สุดท้ายเลยได้แต่ดูดิสเพลย์หน้าร้านกับภาพร่างที่อยู่ใกล้ๆ โต๊ะตัวเอง ฮือ

  

ยิ่งดูก็ยิ่งอยากได้ ฮือออออออ ผลิตเซ็ตแรกมาเพิ่มทีเถอะได้โปรด ตอนนี้ได้เหมียวแมกกี้มาแล้ว แต่ยังขาดเหมียวกาเอลิโอกับหนูตะเภาไอน์คุง ถ้าผลิตเซ็ตแรกออกมาอีกยอมซื้อยกบ็อกซ์เลยเอ้า!!

สรุปแล้ววันนี้เป็นหนึ่งวันในโตเกียวที่สุดจะกันดั้ม 55555555555 จริงๆ แล้วไปแวะสถานีคกไซเทนจิโจเพื่อสักการะป้ายที่เรียงติดกันตรงบันไดมาด้วย คิดถูกมากที่แวะไปก่อนเพราะแทบไม่มีคนเลย ถ้าไปวันรุ่งขึ้นที่มีงาน Anime Japan คงเดินถ่ายรูปริมบันไดชิลๆ ไม่ได้แหงๆ

แอนี่เวย์ จุดประสงค์ที่แท้จริงของการแวะสถานีนี้ไม่ใช่กันดั้มหรอก

………แต่เป็นสตามิวต่างหาก 555555555555

เดินขึ้นๆ ลงๆ บันไดเลื่อนตรงนี้อยู่หลายรอบเพื่อถ่ายรูปเด็กๆ จนกว่าจะพอใจ ถ้ามีคนเห็นเราผ่านกล้องวงจรปิดต้องคิดว่าเป็นบุคคลน่าสงสัยแหงๆ เลย 555555555555

เป็นอันว่าทริปโตเกียวรอบนี้วนเวียนอยู่แต่แถวๆ โอไดบะ ได้แว้บไปช็อปแถวอากิบะกับอิเคะบุคุโระแค่แป๊บเดียว วันรุ่งขึ้นก็อยู่โตเกียวบิ๊กไซท์ทั้งวัน แต่เป็นทริปที่ได้ติ่งสนุกสนานสะใจดีมาก! เย้ \(^o^)/

黒子のバスケ LAST GAME with greeting

ไปดูคุโรโกะลาสท์เกมแบบมี 舞台挨拶 มาแหละ!

เป็นครั้งแรกเลยที่ได้ดูหนังโรงแบบมีบุไตไอซัทสึก่อนหน้านี้เคยสมัครของไฮสปีดครั้งนึงแล้วก็ไม่ได้ คราวนี้ม.ซังกดสมัครตั๋วแบบสุ่มสองใบและได้ตั๋วมาอย่างน่ามหัศจรรย์! (แต่ก็อาจไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ เพราะขนาดที่โตเกียวยังเหลือมาขายรอบทั่วไปเลย) อันที่จริงเราไปดูแบบปกติธรรมดามาแล้วรอบนึง รอบนี้จึงเป็นการดูลาสท์เกมครั้งที่สองของเรา

รอบที่เราไปมีนักพากย์มาสองคนคือโอโนะ เคนโช กับโอโนะ ยูกิ ถึงแม้ว่าเราจะสนใจรอบที่มีสึสึเคนกับทานิยามะซังมากกว่า แต่สองคนนั้นดันไปแค่แถวๆ อากิตะกับเซนไดอันสุดแสนไกลโพ้นจากที่นี่ ลาก่อน ขอเจอแค่สองโอโนะก็พอ

ความที่ไม่เคยดูหนังแบบมีบุไตไอซัทสึมาก่อนเลยทำตัวไม่ค่อยถูก ตอนแรกนึกว่าสองโอโนะจะโผล่มาเจอกันก่อนแล้วค่อยฉายหนังให้ดู ปรากฏว่ารอบที่เราไปเป็นแบบดูหนังจบก่อนแล้วค่อยเข้าช่วงทอล์ก (ซึ่งเค้าก็เขียนบอกไว้ในเว็บแต่แรกแล้วว่ารอบไหนจะทอล์กก่อนหรือหลังฉายหนัง) ดังนั้นช่วงทอล์กก็เลยพูดถึงเนื้อเรื่องกันได้เต็มที่โดยไม่ต้องเกรงใจว่าจะสปอยล์ผู้ชม

และด้วยเหตุนี้ เราจึงจำเป็นต้องสปอยล์เหมือนกัน

 

***SPOILER ALERT***

 

ขอพูดถึงตัวหนังก่อนแล้วกัน

ภาค Last game นี่คือการเอามังงะภาค Extra game มาทำเป็นอนิเมะนั่นแหละ เนื้อเรื่องคร่าวๆ คือมีทีมสตรีทบาสจากอเมริกามาญี่ปุ่นจนจับพลัดจับผลู(?)มาแข่งบาสกับพวกคิเซกิ+คากามิ+คุโรโกะ จบ แต่นอกจากเนื้อหาในมังงะแล้วจะมีการเพิ่มฉากใหม่ที่ไม่มีมาก่อนตอนต้นกับตอนจบเรื่องด้วย ตอนที่ไปดูรอบแรกเราไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน พอมาอ่านฟีดแบคคนญี่ปุ่นตามเว็บถึงรู้ว่ามันเป็นฉากที่เพิ่มมา แล้วก็เลยไปอ่าน Extra game รวดเดียวจบ โดยส่วนตัวชอบเวอร์ชั่นอนิเมะมากกว่านะ ฉากที่เพิ่มมาให้ความรู้สึกว่า อาาา จบแล้วจริงๆ แฮะ มากกว่าด้วย

จริงๆ ก็รู้สึกว่าไม่มีอะไรจะพูดถึงหนัง…. คือไม่รู้จะพูดอะไรนอกจากมันดีมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก (+ก.ไก่อีกแปดล้านตัว) ตอนไปดูครั้งแรกก็ประทับใจมากๆๆๆแล้ว พอมาดูรอบสอง ได้เก็บดีเทลแล้วยิ่งชอบ ฉากแข่งบาสทำดีมากกกกกก ทั้งภาพและเสียง งานดีงานละเอียด ชอบทั้งความเนี้ยบของภาพ มุมกล้อง จังหวะต่างๆ นานา และซาวด์เอฟเฟคต์เวลาเล่นบาสพอฟังในโรงก็สุดยอดมาก ชอบมาก ชอบมากมาก ชอบมากมากมากมาก คีจังหล่อมากกกกกก มุคคุงน่ารักมาก!! ทุกคนดีมาก ดีใจที่ได้ดูในโรง (≧∇≦)

ฉากที่ชอบเป็นพิเศษคือช่วงที่คิเสะเริ่มใช้เพอร์เฟคต์ก๊อปปี้กับเข้าโซน (ถึงจะคิดว่าเวลาเข้าโซนกันมันดูตลกๆ ก็เถอะ ดูยังไงก็ไม่ชินกับอภินิหารเหล่านี้…) อันนี้ชอบเพราะโอชิตัวเองหล่อ 555555555555 แต่เราว่าฉากแข่งเนี่ย ช่วงครึ่งหลังสุดยอดมากจริง ฮือออออ

อย่างไรก็ตาม คาแรคเตอร์ตัวร้ายแบนไปหน่อยนะ (ขำ) รู้สึกเหมือนไม่เจอคาแรคเตอร์ตัวร้ายที่ร้ายกาจ 100% ขนาดนี้มานานมากแล้ว พอมาเจอตัวร้ายแบบร๊ายร้ายแล้วหงุดหงิดบอกไม่ถูก ไม่ได้หงุดหงิดที่คาแรคเตอร์แบนเกินไป แต่หงุดหงิดเพราะดูแล้วอิน อยากทะลุจอเข้าไปต่อยหน้าคนละทีสองที (ว่าแต่ปกติการ์ตูนกีฬามันมีตัวร้ายด้วยเหรอ….. แต่เราว่าทีม Jabberwock นี่ร้ายกาจเข้าขั้น villain แล้ว ไม่ใช่แค่ antagonist)

ส่วนฉากจบที่เพิ่มมาตอนหลังคือคากามิบอกเพื่อนๆ ในทีมเซรินว่าจะย้ายไปเรียนโรงเรียนม.ปลายในอเมริกา พวกคิเซกิได้ยินดังนั้นเลยชวนเซรินมาแข่งกับคิเซกิเป็นแมทช์สุดท้าย แต่ไม่มีฉากแข่งให้เห็นหรอกนะ ไม่มีบอกผลแพ้ชนะด้วย แล้วแต่ผู้ชมจะจินตนาการเองเลย

หลังจากนั้นพวกเซรินก็ไปส่งคากามิที่สนามบิน ฉากนี้สุดแสนจะโชโจมังงะซะจนทำเอาตกใจว่า เอ๊ะ จะดีเหรอ (ฮา) ตอนดูจบหมาดๆ เจอบทสัมภาษณ์อ.ฟูจิมากิในเว็บไหนสักเว็บนึงบอกว่าเพิ่มฉากนี้เข้ามาเพราะอยากให้คากามิร้องไห้ ซึ่งเราว่าฉากที่เพิ่มมามันก็แอบซึ้งอยู่นะ ตอนดูรอบแรกเกือบร้องไห้ตาม ถ้าเป็นช่วงที่อินๆ กับเรื่องนี้มากกว่านี้หน่อยอาจจะร้องไห้ไปแล้ว ไม่ใช่ว่าอินกับคากามิร้องไห้หรอก แต่ฉากนั้นมันชวนให้นึกถึงเนื้อเรื่องที่ผ่านๆ มาด้วยแหละ คนที่ตามเรื่องนี้มาอย่างเหนียวแน่นยาวนานมาเห็นฉากนี้คงใจหายกันน่าดู

เราว่าลาสท์เกมปิดฉากเรื่องนี้ได้อย่างน่าประทับใจนะ ชอบ คีจังหล่อ!! (สำคัญมากเลยต้องพูดอีกรอบ)

มาพูดถึงช่วงทอล์กรอบที่ไปดูบ้าง

ตอนหนังฉายจบโรงหนังก็เปิดไฟ มีคนที่เพิ่งเข้ามาช่วงนี้หลายคนเลย ค่าตั๋วสองพันเยน+ค่านู่นนี่อีกรวมแล้วก็ราวๆ สองพันห้าร้อยเยน แต่ก็ยังมีคนยอมมาดูเฉพาะช่วงทอล์กโดยไม่ดูหนังเยอะเหมือนกัน เดาเอาเองว่าอาจเป็นคนที่ตามดูทอล์กทุกรอบในวันนี้ เป็นเราเราก็ขี้เกียจดูหนังเรื่องเดิมติดๆๆๆกันเหมือนกัน 5555555555

พอคนที่เข้ามาใหม่เริ่มนั่งกันเรียบร้อย สต๊าฟตั้งกล้องกันเสร็จสรรพแล้ว พิธีกรสาวคนหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น พิธีกรมาทักทายว่าคนนิจิวะ แล้วพอเสียงคนดูตอบเบาไป เค้าก็ให้ทักทายใหม่ไปเรื่อยๆ ประหนึ่งพี่สันฯในงานรับน้อง พอเค้าได้ฟังคำว่าคนนิจิวะที่ดังจนพอใจแล้วก็เปลี่ยนมาบอกว่า ให้ทุกคนคอลว่า เซริน! เซริน! เซริน! เพื่อเรียกให้นักพากย์ทั้งสองออกมา คราวนี้คนดูส่งเสียงเรียกและตบมือกันอย่างตั้งอกตั้งใจมากกว่าตอนพูดคนนิจิวะเมื่อกี้มาก

คอล เซริน! เซริน! เซริน! กันไม่นาน เคนโชกับโอโนะยูก็โผล่มา พิธีกรสาวชวนคุยว่าเมื่อกี้ทั้งสองคนเพิ่งไปโรงหนังที่นัมบะมา แล้วมาที่นี่ต่อ เคนโชเลยเล่าว่ารู้สึกเหมือนวาร์ปมาเพราะขึ้นรถปุ๊บก็หลับทันที ตื่นมาอีกทีก็อยู่ที่นี่แล้ว

คุยไปคุยมาสักพักก็เพิ่งนึกได้กันว่ายังไม่ได้แนะนำตัวเลย พิธีกรสาวจึงให้ทั้งสองคนทักทายคนดู เคนโชทักทายว่าวันนี้เป็นวันเอพริลฟูลส์ เพราะฉะนั้นจะพูดโกหกด้วย! ส่วนโอโนะยูก็แนะนำตัวตามปกติว่าชื่อโอโนะ ยูกิ พากย์บทคากามิ ไทกะ แล้วทั้งสองคนก็บอกว่าถึงวันนี้จะได้มาพูดแค่สั้นๆ แต่ก็ฝากตัวด้วยนะ

พิธีกรสาวบอกว่ารอบนี้เป็นรอบสุดท้ายในวันนี้ที่ทอล์กหลังฉาย ดังนั้นจึงเป็นรอบสุดท้ายที่คุยได้อย่างเต็มที่! ทั้งสองคนเลยบอกว่าดีจัง เพราะเวลาทอล์กก่อนฉายจะต้องกั๊กๆ ไว้ พูดอะไรไม่ค่อยได้ หลังจากนั้นพิธีกรสาวก็ถามคำถามทั้งสองคน เริ่มจากถามบรรยากาศตอนอัดเสียง ทั้งสองคนก็เล่าว่าใช้เวลาอัดเสียงแค่วันเดียวเลยรู้สึกเหมือนมันเกิดขึ้นเร็วมาก แป๊บๆ ก็จบแล้ว เคนโชบอกว่ารู้สึกเหมือนบทมีเล่มเดียวเอง แต่โอโนะยูบอกว่าบทมีสามเล่มต่างหาก!

ข้อต่อมาคือถามฉากที่ชอบ ข้อนี้เคนโชบอกว่ามีอยู่ฉากนึงที่มั่นใจว่าเล่าไปแล้วจะต้องตลกแน่ๆ พิธีกรสาวเลยหันมาบอกคนดูว่า เอ้า ทุกคนเตรียมตัวขำด้วยนะคะ แล้วเคนโชก็ทำท่าจะเล่า แต่ดันหลุดหัวเราะออกมาเองก่อนที่จะเล่า ทั้งพิธีกร ทั้งโอโนะยู ทั้งคนดูเลยหัวเราะตามเคนโชกันหมดตั้งแต่ยังไม่ทันได้ฟังอะไรเลย

พอหยุดขำเคนโชก็เล่าว่ามีฉากนึงตอนที่คิเสะคุงใช้เพอร์เฟคต์ก็อปปี้เลียนแบบอาโอมิเนะ แล้วคากามิพูดขึ้นมา ว่าแล้วเคนโชก็หันไปหาโอโนะยู ขอให้ช่วยพูดบทพูดตอนนั้นหน่อย โอโนะยูก็ถามว่า ตอนนั้นพูดว่าอะไรนะ…? แล้วทั้งสองคนก็พูดขึ้นมาพร้อมๆ กันว่า「あいつら、息ぴったりじゃねえか」แล้วก็ทำท่าพร้อมกัน คือท่าวิ่งแบบสโลว์โมชั่นเลียนแบบคิเสะกับอาโอมิเนะในหนัง ตอนที่ดูหนังเราไม่ขำหรอกนะ แต่พอสองคนนี้เอามาเล่าพร้อมทำท่าเลียนแบบแล้วขำก๊ากเลย จะว่าตลกมันก็ตลกจริงๆ นั่นแหละ 555555555555555

ส่วนโอโนะยูบอกว่าฉากที่ชอบคือตอนที่คุโรโกะตามพ่อริโกะไปรปปงงิ แล้วคิเซกิกับคากามิวิ่งหน้าตาตื่นไปตามหา โอโนะยูบอกว่าชอบฉากนั้นเพราะในขณะที่คนอื่นๆ วิ่งเหมือนนักกีฬาตามปกติ มิโดริมะดันวิ่งแบมืออยู่คนเดียวเลยรู้สึกตลกดี เล่าไปก็ทำท่าวิ่งแบมือให้ดูไปด้วย คือสองคนนี้เป็นอะไรกับฉากวิ่งเหรออออออออออ (ขำ)

ถัดจากนั้นพิธีกรสาวก็ชวนคุยเรื่องเพลง Against The Wind ของเคนโชที่ประกอบในเรื่อง เคนโชเล่าว่าเพลงนี้อัดไว้ก่อนหน้านี้ตั้งนานแล้ว นานจนลืมไปซะสนิท พอเคนโชไปดูลาสท์เกมในโรงครั้งแรกก็จดจ่ออยู่กับตัวหนัง จนกระทั่งเพลงขึ้นมาแล้วก็รู้สึกว่า เอ๊ เพลงนี้คุ้นๆ เหมือนเคยฟังเลยแฮะ เสียงก็คุ้นๆ… ก่อนจะนึกได้ว่า อ๊ะ นี่มันเพลงที่เราร้องนี่นา น่าอายจังเลย (ㅎ.ㅎ)

หมดคำถามแล้วพิธีกรสาวก็บอกว่าหมดเวลาแล้ว น่าเสียดายนะคะ (จริงๆ เค้าคุยโน่นนี่กันเยอะกว่านี้ แต่จำรายละเอียดไม่ค่อยได้ละ จำได้แต่ที่ตลกๆ 555555555) แล้วก็ถึงเวลาที่ทั้งสองคนต้องบอกลาคนดูจนได้ ฮืออออ บุไตไอซัทสึนี่มันสั้นจัง

ตอนบอกลาเคนโชเล่าว่าตอนนี้ตัวเองอายุ 27 เท่ากับตอนที่โอโนะยูได้รับบทคากามิพอดี พอคิดแบบนี้แล้วก็รู้สึกว่า อา นี่เราก็แก่ขึ้นนะเนี่ย เพราะตอนที่ตัวเองได้รับบทคุโรโกะนั่นเพิ่งอายุ 21 เอง …..ฟังเคนโชพูดแล้วก็ลูบตีนกาตัวเองตามไปด้วย เวลาผ่านมาเร็วจังเลย TvT

ส่วนโอโนะยูบอกว่าอยากให้ทำต่อจัง เป็นภาคคากามิไปอเมริกาก็ได้ เคนโชเลยบอกว่างั้นก็จะกลายเป็นคากามิโนะบาสเก็ตสินะ เพราะไม่มีคนอื่นอยู่เลยนอกจากคากามิ โอโนะยูเลยบอกว่าถ้าเป็นแบบนั้นคงเหงาๆ เนอะ แต่ก็อยากให้ทำจริงๆ นั่นแหละ (ตอนพูดประโยคสุดท้ายพูดแบบขมุบขมิบเหมือนรู้ว่าคงเป็นไปไม่ได้แต่ก็อยากให้ทำจริงๆ น้าาา ไรงี้ น่ารักดี 55555555) แล้วโอโนะยูก็บอกว่าวันนี้เป็นบุไตไอซัทสึรอบสุดท้ายของเขาแล้ว เป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่จะได้แนะนำตัวว่า โอโนะ ยูกิ รับบทคากามิ ไทกะ เคนโชเลยพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า 卒業おめでとうございます (ㅎ.ㅎ)

ตอนสุดท้ายพิธีกรสาวก็ถามคนดูว่ามีใครจะดูรอบต่อไปอีกมั้ย ปรากฏว่าเค้ายกมือกันเกือบทั้งโรง โหดมาก กลายเป็นว่าเราเป็นคนส่วนน้อยที่มาดูแค่รอบเดียวสินะ……

ถึงจะเป็นช่วงทอล์กแค่สั้นๆ แต่ก็รู้สึกคิดถูกที่มาดู ขอบคุณทั้งสองคนมากๆ นะคะ (^^)

お疲れ様でした!

Anime Japan 2017

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาไปงาน Anime Japan ที่โตเกียวบิ๊กไซท์มาแหละ!

ทริปนี้เป็นการไปที่ค่อนข้างกะทันหันพอสมควร เรื่องมันเริ่มมาจากเมื่อตอนต้นเดือนเราไปเห็นทวีตออฟฟิเชียลของสตามิวบอกว่าในงานนี้จะมีบูธอีเวนท์ที่มีทอล์กของนักพากย์ด้วย

พออ่านเงื่อนไขแล้วพบว่าการเข้าร่วมง่ายมาก แค่ไปรับบัตรคิว(แบบสุ่ม) แต่ถึงจะไม่ได้บัตรคิวก็น่าจะได้ดู แถมรายชื่อคนที่มาวันแรกโคตรเข้าทางเรา ว่าแล้วก็เล็งๆ ไว้ก่อน แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะไป เพราะต้องรอผลปุริไลฟ์กับอีเวนท์โค้ดเรียลไลซ์ประกาศก่อน เกิดได้สองอีเวนท์ติดๆ กันขึ้นมาคงไม่มีตังค์ไปงานนี้แล้ว

ซึ่ง… หลังจากนั้นก็พบว่าไม่ได้ทั้งตั๋วปุริไลฟ์และอีเวนท์โค้ดเรียลไลซ์ (ว่าแล้วก็น้ำตาจะไหล) พอวืดอีเวนท์ต่างๆ นานาติดกันรัวๆ (ก่อนหน้านี้ก็วืดไลฟ์คารุไนไปทีนึงแล้ว ถึงจะได้ดูไลฟ์วิวก็เถอะ) ก็เลยรู้สึกว่าเราคงต้องไปหาเคนนุในงานนี้แล้วแหละ ไปให้เคนนุช่วยปลอบใจหน่อย (´・ω・`)

ว่าแล้ววันที่ 22 ก็กดจองตั๋วบัสไปโตเกียว แล้วออกเดินทางคืนวันที่ 23 เป็นการจองบัสที่กะทันหันมาก แต่ก็ยังได้มาในราคา 4500 เยน ถือว่าถูกแล้วแหละสำหรับการจองแบบเร่งด่วนขนาดนี้

อีเวนท์มีวันเสาร์อาทิตย์แต่เราตัดสินใจไปแค่วันเสาร์วันเดียวเพราะวันอาทิตย์จะกลับมาดูกันดั้มแบบเรียลไทม์ (เหตุผลแบบว่า…..) คืนวันศุกร์ก็ไปอาศัยนอนห้องบ.ซัง เพื่อนที่จะไปงานนี้ด้วยกัน ตอนเช้าจะได้ออกไปด้วยกันเลย

ตอนแรกกะว่างานเริ่มสิบโมง ไปแบบชิลๆ สักแปดเก้าโมงก็ได้มั้ง แต่คุยกันไปคุยกันมา อยู่ดีๆ ก็ตกลงกันว่าไปขึ้นรถไฟเที่ยวแรกเลยละกัน เพราะไม่รู้ว่าบัตรคิวมันจะหมดช้าเร็วแค่ไหนยังไง

แต่กระนั้น ด้วยความที่ตอนกลางคืนมัวแต่โอ้เอ้ดูโอโตเมทปาร์ตี้ที่บ.ซังเพิ่งไปซื้อแผ่นมาสดๆ ร้อนๆ วันนั้น สุดท้ายเลยนอนดึกกันจนตอนเช้าเรามัวแต่งัวเงียไม่ยอมลุกอยู่ประมาณสิบนาที ส่งผลให้ไปขึ้นรถไฟเที่ยวแรกไม่ทัน ได้ขึ้นเที่ยวตีห้ายี่สิบสองนาทีซึ่งเป็นเที่ยวที่สามแทน OTL

ระหว่างอยู่บนรถไฟก็เจอคนถืออิตะแบ็กประปรายทำให้มั่นใจได้ว่ายังไงก็ไม่หลงทางแน่นอน ตามๆ พวกเดียวกันไปเรื่อยๆ นี่แหละง่ายดี กว่าจะไปถึงสถานีหน้าโตเกียวบิ๊กไซท์ก็ประมาณหกโมงกว่าๆ  และกว่าจะเดินจากสถานีไปถึงจุดต่อคิวได้มันช่างไกลแสนไกลเหลือเกิน เดินไปสักพักถึงพบว่าคนส่วนใหญ่ล้วนลงผิดสถานี ถ้านั่งรถไฟสายยูริคาโมเมะมาที่นี่ สถานีอาริอาเกะจะใกล้จุดต่อคิวมากกว่า แต่คนส่วนใหญ่จะไปลงที่สถานีคกไซเทนจิโจเซมง ซึ่งเราและบ.ซังก็เช่นกัน… จะจำไว้ว่าคราวหน้าต้องลงอาริอาเกะ!

ตอนเราไปถึงมีคนมาต่อคิวก่อนหน้าพอสมควร น่าจะราวๆ หลายร้อยคน แต่ยังไม่เยอะถึงขั้นน่าตกตะลึง และคิดว่ายังไม่โหดเท่าคอมิเกะด้วย (แต่ตอนไปคอมิเกะเราก็ไม่ได้ออกเช้าขนาดนี้ด้วย ออกสายๆ แบบกว่าจะไปถึงก็คนเป็นล้านแล้ว)

ตั๋วเข้างานที่เราซื้อมาเป็นตั๋วธรรมดา ซื้อที่แฟมิลี่มาร์ท เข้างานได้ตอนสิบโมง แต่ที่จริงมันมีตั๋ว Fast ticket ที่ให้เข้าได้ตั้งแต่เก้าโมงครึ่งด้วย ตั๋ว Fast ticket นี่ปิดขายไปตั้งแต่วันที่ 16 มีนา และแน่นอนว่าเราซื้อไม่ทันเพราะมัวแต่พิรี้พิไรรอดูผลปุริไลฟ์ก่อน ดังนั้นจึงต้องต่อคิวรอเข้างานตอนสิบโมงอย่างน่าเศร้า

ตอนต่อคิวสต๊าฟจะบอกให้นั่งเรียงแถว แถวละหกคน แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ค่อยนั่งกันตามนั้นเท่าไหร่ แถวเรามีกันสี่คนเอง คนส่วนใหญ่เตรียมอุปกรณ์สำหรับนั่งรอมากันอย่างดี ทั้งผ้าปู เก้าอี้ ผ้าห่ม ฯลฯ ส่วนเราและบ.ซังแทบจะมากันตัวเปล่า มีเพียงไคโระชิ้นเล็กๆ คนละอันที่คาดหวังว่าจะช่วยให้มืออุ่นได้บ้าง แต่ตรงนั้นมันอยู่ริมทะเลเลยค่อนข้างหนาวจนไคโระไม่ก่อประโยชน์อันใดกับชีวิต

ตอนนั่งรอเวลาก็สังเกตการณ์คนรอบตัวไปเรื่อยๆ มีผู้คนมาจากหลากหลายแฟนด้อม แต่เราเจอแม่ยกอุตะปุริเยอะเป็นพิเศษ ไม่รู้เพราะเป็นคนแฟนด้อมเดียวกันรึเปล่า 55555555 แต่แม่ยกอุตะปุริสังเกตง่ายนะ ถ้าไม่ถืออิตะแบ็กมาก็ต้องมีพร็อพอะไรสักอย่างของอุตะปุริมา ไม่ตุ๊กตาก็แมว ผ้าห่ม เสื้อ เห็นแล้วก็เสียดายที่ไม่ได้หอบหิ้วอิตะแบ็กไปบ้าง หิ้วไปแต่ถุงผ้าของไชน์นิ่งดรีมเฟสต้า

พอแอบดูคนอื่นจนเบื่อ บ.ซังก็ยื่นคินเดิลมาให้ยืม เลยนั่งอ่านอาคาสึกิโนะโยนะไปสองเล่ม ระหว่างอ่านก็พูดคำว่าซูวอนเป็นคนดีจังเลยไปประมาณสองร้อยรอบ (เผลอเรียกว่าเพฮาจนเพื่อนงงว่าซูวอนเปลี่ยนชื่อตั้งแต่เมื่อไหร่ คือติดเรียกซูวอนว่าเพฮาตั้งแต่ไปดูซีรีส์เกาหลีแนวย้อนยุค 555555555) พอมีกิจกรรมให้ทำแล้วค่อยรู้สึกเวลาผ่านไปเร็วหน่อยๆ เผลอแป๊บๆ สต๊าฟก็เรียกให้ลุกขึ้นเตรียมเลื่อนแถวละ

เราได้เข้าไปในงานประมาณสิบโมงกว่าๆ เข้าไปถึงก็รีบวิ่งไปบูธ NBC ที่แจกบัตรคิวสตามิวก่อน ตอนนั้นวิ่งง่ายเพราะงานกว้างมากแล้วคนยังเข้ามากันไม่เยอะ แต่ไปถึงก็พบว่าบัตรคิวหมดแล้ว……. เฮลโหล เพิ่งเปิดงานไม่ถึงยี่สิบนาทีด้วยซ้ำนะะะะะะ Σ(゚д゚;)!!

แต่รับบัตรคิวไม่ทันก็ไม่ค่อยเฟลเท่าไหร่เพราะดูจากลักษณะบูธแล้วยืนดูข้างนอกได้ไม่ยาก คือหลายๆ บูธที่มีเวทีจะจัดในลักษณะคล้ายๆ กันคือมี 優先エリア สำหรับคนได้บัตรคิว ใครไม่ได้บัตรก็ต้องยืนดูไกลกว่า ว่าแล้วเรากับบ.ซังก็วิ่งไปดูบูธอื่นๆ ที่เล็งทอล์กไว้ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้บัตรคิวเลยสักบูธ น่าเศร้ามาก 5555555555  ถ้าปีหน้าไปอีกจะซื้อ Fast ticket ให้ได้ ฮึ่มมมมม

ระหว่างวิ่งดูบูธอื่นๆ ก็คอยเล็งตารางทอล์กแต่ละบูธไว้ด้วย เพิ่งรู้ว่างานนี้มีทอล์กของนักพากย์ตามบูธเยอะมาก เยอะแบบตามดูทอล์กอย่างเดียวก็หมดเวลาไปแล้ววันนึงโดยที่แทบไม่ได้เข้าไปดูแต่ละบูธให้ละเอียดๆ เลย แค่เดินๆ แบบสุ่มสี่สุ่มห้าในงานก็อาจจะเจอนักพากย์กำลังพูดอยู่ (บูธแรกที่เราเจอนักพากย์พูดอยู่คือบูธอะไรไม่รู้ รู้แต่เจออิชิอิ มาร์ค! คุโรโนะคุง!!) หรือเจอนักพากย์เดินสวนไป ตอนที่เรารู้สึกว้าวมากคือตอนเดินหาเวทีที่จะดูทอล์กของไดกิกับอุเมะฮาระแล้วทีมนักแสดงบุไต Ensemble Stars เดินสวนเราแบบใกล้มาก แทบจะเดินชนกัน คือเราไม่ได้ติ่งเรื่องนี้และไม่รู้จักนักแสดงหรอก แต่ก่อนหน้านั้นเห็นเค้าอยู่บนเวที แล้วนี่เค้าก็มาเดินสวนไปเฉยๆ เลยรู้สึกว่าว้าววววววววว อนิเมแจแปนโคตรรรรเจ๋ง!!!! ถ้าติ่งนักแสดงบุไตคงเป็นลมตายไปตรงนั้นเลย

ที่จริงงานนี้จะมีสเตจแบบที่ต้องสมัครล่วงหน้าด้วย แต่เราสมัครไม่ทันเลยสักสเตจ เค้าสมัครกันไปตั้งแต่ต้นเดือนมีนาแล้ว เสียดายนิดนึงเพราะหลายๆ สเตจน่าดูมาก แต่ไอ้การสมัครเนี่ยใช้ระบบสุ่ม ต่อให้สมัครทันก็ไม่ใช่ว่าจะได้ดูแน่นอนอยู่ดี และถึงจะไม่ได้ดูสเตจพวกนั้น พวกสเตจในงานก็มีให้ดูเยอะแยะมากมายไม่หวาดไม่ไหวละ

เวทีแรกที่เราไปดูคือทอล์กโชว์ของเกม 戦刻ナイトブラッド ที่เวที Marvelous คนที่มาขึ้นเวทีคือยามาชิตะ ไดกิ กับอุเมะฮาระ ยูอิจิโร่ งานนี้เราไม่ได้ตั้งใจจะมาเจอไดกิเลย ไม่รู้มาก่อนว่าไดกิมาด้วย ไม่รู้อะไรเลยนอกจากตั้งใจจะมาหาเคนนุ 555555555555 มีการหาข้อมูลล่วงหน้าน้อยมาก แต่ข้อมูลสเตจตามบูธมันหายากด้วยแหละ มาวิ่งเช็กเอาในงานเลยชัวร์กว่า

ทอล์กโชว์ไดกิกับอุเมะเริ่มตอน 11:40 ซึ่งเรากับบ.ซังตกลงกันว่าจะดูแค่แป๊บเดียว แล้วพอใกล้ๆ เที่ยงจะหลบออกไปกดตั๋วปุริไลฟ์รอบอิปปังกัน ตอนเดินออกรู้สึกผิดเบาๆ ฮืออออออ ขอโทษนะไดกิ ขอโทษนะอุเมะ แต่การกดตั๋วปุริไลฟ์ก็สำคัญมากจริงๆ

พอถอยออกไปกดตั๋วก็…….. เว็บล่ม……… เข้าเว็บได้อีกทีตั๋วก็หมดไปแล้ว บาย นี่เราทิ้งไดกิกับอุเมะออกมาเพื่ออะไรรรรรรร

โชคดีที่ตอนเห็นว่าตั๋วหมด ทั้งสองคนยังอยู่บนเวทีก็เลยเดินกลับไปดู แต่ช่วงที่เราเดินออกมากดตั๋วพลางเฝ้ามองเวทีอยู่ห่างๆ นั่นเค้าดูสนุกกันมากเลย มีเล่นเกมอะไรสักอย่างกันด้วย ฮือออออออ พลาดไปหมด

ช่วงแรกก่อนเดินออกมานี่เราได้ที่ยืนไม่ถึงขั้นใกล้เวทีแต่ก็ไม่ไกลเลย เพราะคนดูยังไม่เยอะเท่าไหร่ เห็นไดกิกับอุเมะชัดมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ชัดแบบออร่าอุเมะทิ่มแทงตาแทบบอด หล่ออะไรขนาดนั้นคะะะะะะะะะะ มัวแต่จ้องหน้าอุเมะสลับกับไดกิจนแทบไม่ได้ฟังเนื้อหาเลย 555555555555

เนื้อหาที่คุยกันตอนแรกๆ ก็แนะนำเกม 戦刻ナイトブラッド พอเป็นพิธี ตอนแนะนำตัวละครมาถึงกองทัพทาเคดะ ไดกิก็บอกว่าทีมนี้ดูแข็งแกร่งเวลาออกอีเวนท์ คือมีแต่คนที่ออกอีเวนท์แล้วมันส์ 55555555 แล้วไดกิ อุเมะ กับพิธีกรก็เมาท์โคนิชิซังกันนิดหน่อย ประมาณว่าโคนิชิซังเวลาออกอีเวนท์จะตลกมาก จำรายละเอียดเรื่องที่เมาท์กันไม่ค่อยได้ จำได้แต่ไดกิหัวเราะน่ารักเหลือเกิลลลลลลลลลล ฮรือออออออออออออ ไดกี่ยยยยยยยยยยยย์♥♥

ส่วนอุเมะฮาระก็ยังมาแนวนิ่งๆ เนิบๆ เหมือนเดิม 5555555555 แต่คราวนี้เราตื่นเต้นกะเค้ามากกว่าตอนเจอรอบที่แล้ว เพราะช่วงนี้ติ่งกันดั้ม และเราชอบยูจีน! เผอิญตอนเจอรอบที่แล้วยังไม่มีตัวละครของเค้าที่เราชอบเป็นพิเศษ

ตอนท้ายๆ มีเปิดพีวีเกมกับประกาศทำอนิเมะด้วย พอเห็นประกาศทำอนิเมะ คนที่ยืนดูอยู่ก็พากันร้อง เอ๋? เบาๆ แบบงงๆ ไม่ได้ร้อง เอ๋อ๋อ๋อ๋??? แบบตื่นเต้น เพราะประกาศทำอนิเมะมันมาแบบเนิบมาก ไดกิเห็นปฏิกิริยาคนดูแล้วก็หัวเราะบอกว่ารีแอคชั่นทุกคนตลกมาก คงจะงงกันมากสินะ! งงสิคะ อยู่ดีๆ เล่นประกาศทำอนิเมะซะเรียบง่าย…….

ทวีตออฟฟิเชียลของเกม 戦刻ナイトブラッド ลงรูปเอาไว้ด้วย

จบสเตจนี้ก็รีบจ้ำไปบูธคาโดคาวะกันต่อ ไปรอดูไซโต้ โซมะที่มาโปรโมทเรื่อง ロクでなし魔術講師と禁忌教典 ตอนเดินผ่านบูธที่อยู่ข้างๆ บูธคาโดคาวะก็เจอนักพากย์สาวสามคนพูดอะไรสักอย่างกันอยู่ งานนี้เราไม่ค่อยสนนักพากย์หญิงเท่าไหร่เพราะไม่ค่อยรู้จัก แต่ตอนเดินผ่านบูธนี้กรี๊ดดังมากเพราะคนนึงในนั้นคืออุจิดะ มาอายะ!!!!! ตอนเดินผ่านเลยกรี๊ดใส่เพื่อนว่า แกรรรรรรรรรร เราชอบน้องชายเค้าาาาาาาาาาาาาา /พูดพลางเดินผ่านไปบูธคาโดคาวะโดยไม่มีการหยุดดูคุณพี่สาวแต่อย่างใด ถึงอย่างไรไซโต้ โซมะก็ต้องมาก่อนพี่สาวของอุจิดะ ยูมะอยู่ดี (แต่ถ้ายูมะมาเองเราคงไม่ไปหาโซมะ 55555555555) แต่คุณพี่สาวตัวจริงน่ารักมากเลยนะ (≧д≦)

ตอนเราไปถึงบูธคาโดคาวะมีคนมารอดูกันเยอะแล้ว ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย มีผู้หญิงอยู่ไม่กี่คนเอง

ชอบที่บูธคาโดคาวะหาง่ายเพราะด้านบนมีลูกโป่งใบใหญ่ๆ อยู่ สะดุดตาดีมาก!

สเตจนี้นอกจากโซมะแล้วมีนักพากย์หญิงอีกสองคนคือฟุจิตะ อาคาเนะ กับมิยาโมโตะ ยูเมะซึ่งเราไม่รู้จักทั้งคู่เลยไม่ตื่นเต้น ตลอดเวลาที่ดูก็จ้องแต่โซมะคนเดียว แต่เพราะยืนอยู่ด้านนอก เสียงไมโครโฟนเลยส่งมาไม่ค่อยถึง แทบไม่ได้ยินเสียงโซมะพูดเลย สเตจนี้เน้นจ้องหน้าอย่างเดียว 555555555

ดูสเตจนี้จบแล้วบ.ซังกล่าวว่า โซมะกับไดกิเนี่ยดูคล้ายๆ กันนะ แต่เราว่าไดกิดีดกว่าเยอะ 55555555555 ตอนไดกิขึ้นเวทีมากับอุเมะนี่ไดกิเหมือนดูดพลังงานจากอุเมะไปหมดแล้ว ร่าเริงสดใสเคลื่อนไหวไม่หยุดอยู่คนเดียว คนละแนวกับโซมะเลย โซมะจะดูนิ่งๆ ยืนยิ้มๆ ท่าทางเรียบร้อยและดูเป็นผู้ใหญ่กว่าเยอะ (ได้ข่าวว่าไดกิแก่กว่า ก๊าก) แต่ไม่รู้ว่าเพราะโซมะมาพร้อมสาวๆ เลยดูเรียบร้อยผิดปกติรึเปล่านะ ปกติเราก็ไม่ได้ติดตามโซมะเยอะแยะขนาดนั้น แค่รู้สึกว่าในงานนี้เค้าดูเรียบร๊อยยยยเรียบร้อย

ถัดจากสเตจนี้เราก็พุ่งไปดูสเตจคิงปุริที่บูธ Avex ส่วนบ.ซังขอตัวไปสแตนด์บายที่บูธ NBC เพราะอยากดูมาเอโนะแบบใกล้ๆ ที่จริงเราก็อยากเจอมาเอโนะ เคนนุ และทาเคอุจิคุงแบบใกล้ๆ นะะะะ (อุเมะเจอใกล้ๆ ไปแล้วตอนเที่ยง) แต่จะให้ทิ้งทาสุคุไปเฉยๆ เราก็ทำไม่ด้ายยยย ฮือออออออออ

และแล้วเราก็มายืนดูสเตจคิงปุริตามลำพัง ถึงจะไม่ได้ยืนในโซนคนมีบัตรคิว แต่ก็อยู่แถวเกือบหน้าสุดของด้านนอก ถือว่าใกล้มากอยู่ดี (คำพูดติดปากในวันนั้นคือ ใกล้กว่าเวลาไปดูเซย์ยูอีเวนท์ตั้งเยอะ!)

คนที่มาสเตจคิงปุริวันนี้ได้แก่เทราชิมะ จุนตะ (ชินคุง) ฮาตานากะ ทาสุคุ (ไทกะ) อิการาชิ มาซาชิ (มินาโตะ) นางาสึกะ ทาคุมะ (น้องเลโอ) เราได้ยืนฝั่งที่เห็นทาสุคุชัดสุด ชัดจนบางทีเค้ามองมาแล้วเผลอหลบ หลบทำไมไม่รู้ 55555555555555

รู้สึกดีที่ไม่ได้ทิ้งคิงปุริไปรอดูสตามิว เพราะสเตจนี้ตลกมากกกกกกกกกก สนุกมากกกกกกกกกกก ส่วนใหญ่อิการาชิซังจะเป็นคนชงมุกแล้วทาสุคุคอยตบมุก

เนื้อหาที่คุยกันช่วงแรกจะเริ่มจากการทักทายทีละคน แล้วก็คุยกันเรื่อง PRIDE the HERO ที่เป็นภาคต่อของคิงปุริ ทั้งสี่คนเล่าว่าเพิ่งอัดเสียงเสร็จหมาดๆ ภาคนี้จะเร่าร้อนยิ่งกว่าภาคที่แล้วซะอีก เป็นภาคที่เนื้อหามันส์ระเบิดระเบ้อจนทุกคนดูแล้วจะอยากเอาใจช่วยยิ่งกว่าเก่า คือทุกคนพูดโฆษณาอย่างขยันขันแข็งจนเราอยากดูเดี๋ยวนั้นเลยอะ ฮืออออ กว่าจะฉายก็เดือนมิถุนาแน่ะ

โฆษณาภาคต่อแล้วก็โฆษณาคอลลาโบะอีเวนท์ของคิงปุริกับโอเอโดะอนเซ็น และโฆษณาเพลงยูนิตกันด้วย แล้วพิธีกรก็ให้แต่ละคนบอกว่าเพลงยูนิตที่ตัวเองร้องมีจุดเด่นตรงไหนบ้าง อันนี้เราจำได้แค่ทาสุคุบอกว่าการร้องรับส่งของไทกะกับคาซึกิสุดยอดมาก อิการาชิซังบอกว่าของโคจิกับมินาโตะเนี่ย ให้ตั้งใจฟังชื่ออาหารที่จะออกมาในเพลงให้ดีๆ แล้วพิธีกรก็บอกว่าวันนี้จะให้ฟังแซมเปิ้ลเพลงนึง คือเพลงคู่ของโคจิกับมินาโตะ! แต่เท่าที่เราฟังยังไม่เจอชื่ออาหารนะ ฮาา

นอกจากฮาร์ดเซลล์กันอย่างดุเดือดแล้วยังมีมุมตอบคำถามจากทางบ้านกันเล็กน้อย คือพิธีกรเอาคำถามที่เปิดรับในทวิตเตอร์มาถามบนเวที คำถามแรกคือถ้าไปอยู่หอ คิดว่าตัวละครของตัวเองจะพกอะไรไปด้วย จุนตะตอบว่าลูกฟุตบอล เพราะชินคุงชอบเล่นฟุตบอล ทาสุคุตอบว่าตุ้มถ่วงน้ำหนักขาสำหรับซ้อมเต้นเบรคแดนซ์ นางาสึกะคุงตอบว่าอุปกรณ์ทำผม เพราะความสามารถพิเศษของเลโอคือทำผม ส่วนอิการาชิซังโดนพิธีกรแกล้งโดยการข้ามไป แล้วให้ไปตอบข้อต่อไปเป็นคนแรกแทน ขำที่พิธีกรดูชอบแกล้งอิการาชิซังเป็นพิเศษ มีรอบนึงเค้าลุกขึ้นมายืนพูด พิธีกรก็ไล่ให้นั่งๆ ลงไปซะ 55555555555555

คำถามอีกข้อถามว่าถ้าให้ไปกินข้าวกับตัวละครในคิงปุริอยากกินกับใคร ข้อนี้จำได้แต่ของทาสุคุ (ไม่ค่อยจะลำเอียง ทุกอย่างจำของทาสุคุได้มากสุด 5555555555) แต่ช่วยไม่ได้ ในเมื่อของทาสุคุก๊าวมากเพราะมีความชงคาเคไท! ทาสุคุตอบว่า คาซึโอะ (ตลกการเรียกคาเครุว่าคาซึโอะอย่างเป็นธรรมชาติ) และให้คำอธิบายว่าสำหรับไทกะแล้ว การกินข้าวคือการต่อสู้ เป็นการต่อสู้ระหว่างตัวเองกับอาหาร เพราะฉะนั้นไทกะจะตั้งใจกินเงียบๆ และชอบกินข้าวคนเดียวมากกว่า แต่ถ้าคาซึโอะกินข้าวกับไทกะก็คงจะช่วยให้ไทกะสนุกขึ้นมาได้ด้วย ….คือทำไมไปๆ มาๆ ทาสุคุตอบคำถามในฐานะไทกะเฉยเลย 5555555555

ตอนสุดท้ายมีจับฉลากแจกโปสเตอร์พร้อมลายเซ็นด้วย จับเฉพาะคนที่ได้บัตรคิว ซึ่งเราไม่ได้…… ตอนจับฉากจะให้จับทีละคน พิธีกรบอกให้ทำเสียงแบบตัวละครที่ตัวเองพากย์ด้วย ตลกดี ทุกคนมันส์กันมาก สมเป็นคิงปุริ

ตอนกล่าวลาทุกคนพูดฝากให้ไปดูภาคต่อ แล้วพิธีกรก็ให้ผู้ชมช่วยกันตะโกนคำว่า “คิงออฟพริซึ่ม” ก่อนจะแยกย้ายกันไป เป็นสเตจที่ตลกสุดในวันนั้นเลย

อย่างไรก็ตาม เรื่องน่าเศร้าคือพอจบสเตจนี้แล้วเดินไปบูธ NBC ที่อยู่ติดกันก็พบว่า คนเยอะเกินจนสต๊าฟมาคอยยืนกั้นไว้ไม่ให้เข้าไปยืนดูแล้ว ตึงงงงงงงงงง เงิบหนักมาก เพราะที่ลงทุนลงแรงนั่งบัสกลางคืนเก้าชั่วโมงมาถึงโตเกียวก็เพื่อเวทีสตามิวนะ เธอจะไม่ให้ฉันเข้าไม่ได้นะะะะะะะะ

แต่ก็นั่นแหละ เข้าไม่ได้ก็คือเข้าไม่ได้…… ตอนแรกเราเลยใช้วิธีไปยืนดูอยู่ห่างๆ ที่อีกบูธนึงเพราะเห็นมีคนยืนๆ รอดูอยู่ แต่สักพักสต๊าฟก็มาไล่ไม่ให้ยืน ปวดใจเหลือเกิน แต่ถ่อมาขนาดนี้แล้วมีหรือจะยอมแพ้ง่ายๆ เราเลยดูสเตจนี้โดยใช้วิธี… เดินวนรอบเวทีไปเรื่อยๆ……..

ตอนนั้นเป็นเวลาบ่ายกว่าๆ แล้ว คนเข้างานกันมาเยอะมากแล้ว การเดินวนรอบเวทีจึงไม่ได้ง่ายดายสบายบรื๋อเหมือนตอนเช้า ต้องค่อยๆ เดินไหลไปตามฝูงชนเรื่อยๆ จนถึงขอบเวทีด้านนึงแล้วค่อยเดินกลับ สบตากับสต๊าฟหน้าเดิมๆ อยู่หลายรอบ แต่ตราบใดที่เราไม่ได้หยุดยืนอยู่ตรงที่เค้าห้ามยืน เค้าก็ไม่มีสิทธิ์มาห้ามเรา เพราะเราไม่ได้ทำผิดกฎอะไรเลย กรั่กๆๆๆๆ

สเตจสตามิววันนี้ประกอบด้วยมาเอโนะ โทโมอากิ (คุงะ) เคนนุ (โทราอิชิ) ทาเคอุจิ ชุนสุเกะ (นันโจ) และอุเมฮาระอีกแล้ว (คิตาฮาระ) ซึ่งจริงๆ แล้วนี่เป็นสเตจที่เราอยากดูมากที่สุด แต่ดันได้ดูอยู่ไกลที่สุด ด้วยวิธีที่ลำบากที่สุด และแทบไม่ได้ยินเสียงอะไรจากบูธเลยจ้าาา ตึงงงงงง 5555555555 โชคดีที่บ.ซังเข้าไปในบูธได้ ก็เลยให้บ.ซังช่วยสรุปให้ฟังทีหลัง แต่บ.ซังไม่เคยดูสตามิวมาก่อนเลยจำชื่อตัวละครไม่ค่อยได้ แป่ว

ถึงจะต้องดูแบบไกลๆ แต่ก็ไม่ไกลเกินไปจนน่าเศร้านะ แค่ไม่ค่อยได้ยินเสียง แต่ยังเห็นหน้าทุกคนชัดแจ๋วอยู่

สเตจนี้ไม่มีพิธีกรโดยเฉพาะ มาเอโนะเลยรับบทพิธีกรและเดินออกมาเป็นคนแรกสุด หลังจากนั้นค่อยเชิญคนอื่นๆ ออกมา ตอนเคนนุเดินออกมานี่เราแทบล้มทั้งยืน ฮือออออออ เคนนุขาาาาาาาา ในที่สุดก็ได้เจอกันซะที คลาดกันมาหลายงานเหลือเกิน (;____;)

เคนนุทักทายด้วยเสียงโทราอิชิด้วยนะ แต่จำไม่ได้ว่าพูดว่า 子猫ちゃん หรือ お姉さん รู้แต่ฟังแล้วหมั่นไส้มาก ฮึ้ยยยยยย /กัดผ้าเช็ดหน้าพลางทำตาเป็นรูปหัวใจ

และหลังจากนั้นเราก็เดินไปเดินมา จ้องหน้าเคนนุสลับกับทาเคอุจิคุง ทาเคอุจิคุงออร่าแรงมาก ฮือ นั่งข้างอุเมะแต่ทำเอาเราไม่สนใจอุเมะเลย จ้องทาเคะคุงเยอะสุด ทั้งๆ ที่ในสี่คนนี้เราชอบเคนนุมากที่สุด และเคนนุเป็นคนเดียวที่ไม่เคยเจอ ทำไมสายตาเอาแต่มองน้องก็ไม่รู้ ขอโทษนะคะเคนนุ #รักแท้แพ้ความสดใสของวัยรุ่น

เนื้อหาเท่าที่พอได้ยินจากที่ไกลๆ คือพูดคุยกันถึงซีซั่นสองและตัวละครใหม่ แต่เก็บรายละเอียดไม่ได้เลยเพราะได้ยินเป็นคำๆ ยังดีที่บนเวทีมีจอใหญ่ๆ ฉายภาพให้ดู เลยเห็นว่าเค้าเปิดภาพแผนผังความสัมพันธ์ตัวละครที่ลงในเว็บแล้วคุยกันเรื่องนั้น

คุยเรื่องสตามิวแล้วก็มีคุยสัพเพเหระนิดหน่อย ได้ยินชัดๆ แค่ตอนมาเอโนะถามเรื่องงานอดิเรกแล้วทาเคอุจิคุงตอบว่าใช้คอมพิวเตอร์ทำเพลง มาเอโนะเลยบอกว่าสักวันอยากร้องเพลงที่ทาเคอุจิคุงแต่งบ้างจังเลย

บ.ซังเล่าว่าช่วงคุยสัพเพเหระแอบมีโมเมนต์เคนนุกับมาเอโนะสวีทกันเล็กน้อย คือเคนนุพูดว่าห้องตัวเองไม่ค่อยเรียบร้อยเท่าไหร่ มาเอโนะเลยบอกว่า ไม่จริงหรอก ห้องเคนนุน่ะเรียบร้อยมาก เคนนุก็แก้เขินว่าเป็นเพราะนายจะมา ฉันถึงต้องจัดห้องให้เรียบร้อยไงเล่า! คนดูฟังแล้วก็ฮิ้วววววกันไป

บ.ซังมาถามทีหลังว่าคนที่ในชื่อมีคันจิตัวดอกไม้เป็นใคร ทำไมทุกคนพูดถึงบ่อยมาก โอ๊ย ขำ 55555555555555 เท็นเก็นจิเป็นที่รักของทุกคนจริงๆ 5555555555555 ไม่รู้ว่าเท็นเก็นจิโดนแซวอะไรไปมั่ง แต่เราฮาร์ดเซลล์ใส่บ.ซังไปเยอะมากว่าถ้าอยากรู้ว่าทำไมทุกคนถึงรักเท็นเก็นจิต้องไปดูสตามิวซะ!

นอกจากนั้นก็มีช่วงเล่นเกมด้วย เป็นเกมให้ตอบคำถาม คำถามเหล่านี้จะให้ตอบเป็นชื่อตัวละคร ซึ่งคำตอบเนี่ยเค้าให้แฟนๆ โหวตกันมาก่อนแล้ว (ไปโหวตกันตอนไหน ทำไมเราพลาด พอไปติดกันดั้มอยู่ดาวอังคารแล้วพลาดหมดทุกสิ่งอย่าง) เช่น ถามว่าคนที่สาวๆ อยากคบด้วยมากที่สุดคือใคร โดยการให้คะแนนจะซับซ้อนนิดหน่อย คือถ้าตอบตัวละครที่ได้อันดับ 1 จะได้ 1 คะแนน ไล่ไปถึงอันดับ 5 จะได้ 5 คะแนน เพราะอันดับแรกสุดเดาง่ายเลยได้คะแนนน้อย

เกมนี้สุดท้ายอุเมะฮาระคุงชนะก็เลยได้ซีดีไปเป็นรางวัลแผ่นนึง บ.ซังบอกว่าเป็นซีดีที่ยังไม่วางขาย แต่ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าซีดีอะไร ส่วนเรามองอยู่ไกลๆ และได้ยินเสียงแว่วๆ จึงไม่รู้เช่นกัน OTL

สรุปแล้วเก็บเนื้อหาสเตจมาได้ประมาณ 10% ของทั้งหมด อนาถมาก (T_T) แต่ไม่เป็นไรเพราะเราแค่อยากมาเจอสี่คนนี้ ถึงจะได้ดูอยู่ห่างๆ แต่ก็ได้เจอแล้ว (〃ω〃)

เรื่องตลกคือตอนเดินวนไปวนมา คนที่เดินผ่านบูธนี้โดยบังเอิญก็จะตื่นเต้นตกใจแล้วกรี๊ดๆ กันว่า หล่อมาก! หล่อจัง! เท่จัง! บางทีก็อยากรู้เหมือนกันว่าเค้ากรี๊ดคนไหน แต่จะหันไปถามก็ไม่ใช่เรื่อง…… จุดพีคคือมีผู้ชายคนนึงพูดด้วยเสียงตื่นเต้นว่า อุเมะฮาระ ยูอิจิโร่โคตรหล่อ ฮือ เราเข้าใจคุณนะคะ 555555555555

ช่วงท้ายๆ สเตจพอเค้าเริ่มกล่าวอำลากันทีละคน เราก็เลิกดูแล้วไปยืนตรงทางออกด้านหลังเวทีแทน ไม่ได้ดูสเตจใกล้ๆ ก็ขอดักตรงทางออกเผื่อได้เจอแบบใกล้ๆ หน่อยเถอะ (เล่าให้เพื่อนฟังแล้วโดนถามว่า ทำไมมาเหนือ) ความที่บูธ NBC อยู่กลางฮอลล์ ด้านหลังเวทีเลยมีคนเดินไปเดินมากันเรื่อยๆ ตอนแรกที่เราไปยืนรอมีแต่คนเดินผ่านไปผ่านมา แต่สักพักก็เริ่มมีคนมาดักรอเหมือนกัน

ระหว่างดักรอหลังเวทีก็ยืนดูทัตสึมินไปพลางๆ เป็นหลังเวทีที่อลังการมาก กรี๊ดเยอะมาก

และแล้ว! ยืนกรี๊ดทัตสึมินได้ไม่นาน มาเอโนะก็เดินนำออกมาคนแรก ตามด้วยอุเมะฮาระที่ใส่แมสก์บังไปครึ่งหน้า และตามด้วยเคนนุ!!!! โอ๊ยยยยย การพุ่งมาดักรอนี่มันคุ้มค่ามากกกกกกกก ได้เจอสามคนนี้แบบใกล้มากกกกกกกกก ถึงจะไม่ได้อยู่แถวหน้าสุดของคนที่มารอ แต่ก็ห่างไม่เกินสองเมตรอะะะ ฮือออออออออออ

มาเอโนะกับอุเมะฮาระเดินออกมาด้วยสีหน้านิ่งๆ ไม่หือไม่อือแล้วเดินผ่านไปเลย ในขณะที่เคนนุยิ้มแย้มทักทาย โบกไม้โบกมือให้แฟนๆ รอบทิศ จุดนั้นคือเราแทบเป็นลม ทรุดลงล้มตาย ตายไปเลย ตายแล้วตายอีก ตายไม่ฟื้น โอ๊ยยยยย เคนนุระยะประชิด ฮืออออออออ คิดไปเองว่าได้สบตากันแว้บนึงด้วย อ๊าก เค้ายิ้มให้เรา!! เค้า ยิ้ม ให้ เรา!!!!! แอ๊กกกกกกกกก ทำไมน่ารักเงี้ยยยยยยยยยย♥♥♥

ส่วนทาเคอุจิคุง ไม่รู้น้องหายไปไหน กลัวป้าๆ ที่มุงอยู่ข้างนอกจนไม่กล้าเดินออกมาหรือยังไงคะ 555555555555555 เสียดายนิดนึงที่อดเจอทาเคอุจิคุงระยะประชิด แต่แค่เคนนุหันมายิ้มให้ทีเดียวก็คุ้มแสนคุ้มแล้ว ดีจังที่อุตส่าห์ถ่อมา ฮืออออออออ ได้เจอเคนนุตัวจริงเสียงจริงซะที เค้ามีตัวตนอยู่จริงๆ ด้วย T___T

จริงๆ แล้วการเจอเคนนุเป็น new year’s resolution ของเราในปีนี้เลยนะ (เป็นเป้าหมายที่ไร้สาระมาก…….) ไม่นึกว่าจะได้เจอเร็วขนาดนี้ ขอบคุณสตามิวที่จัดสเตจนี้ขึ้นมาให้ดูได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องซื้อซีดีมาเสี่ยงดวง /กราบแรง

ดีใจที่ได้เจอทั้งสี่คนนะคะ ถึงจะแบบห่างๆ ก็เถอะ (〃▽〃)

หมดสเตจสตามิวเราก็หมดธุระแล้ว ที่เหลือก็ปล่อบให้บ.ซังลากเราไปมาตามใจชอบ บ.ซังเลยพาเราพุ่งไปหาอิชิคาวะ ไคโตะที่สเตจยูเมะ100 ต่อ

ตอนเดินหาสเตจยูเมะ100 แอบงงๆ หลงทางหาเวทีไม่เจอกันเล็กน้อย หันไปหันมา อ้าว เวทีก็อยู่ข้างๆ ตรงที่ยืนงงกันอยู่นั่นแหละ 555555555 คือเวทีของบูธนี้มันเตี้ยมาก มองเห็นแต่คนมุงๆ กันอยู่ หาเวทีไม่เจอเลย ต้องเข้าไปยืนมุงด้วยถึงจะเห็นไคโตะนั่งอยู่กับฟุคุคุงโอซากะ เรียวตะ

ตอนเราไปฟังเป็นช่วงที่เค้าพูดกันใกล้ๆ จบแล้ว ได้ยืนแบบใกล้มาก น่าจะใกล้ที่สุดเท่าที่ดูในวันนั้นเลยมั้ง แต่มุมที่เราไปยืนดูเป็นมุมที่โอซากะคุงหันข้างเกือบๆ จะหันหลังให้ เราเลยเห็นแต่หน้าไคโตะคนเดียว ส่วนเนื้อหาที่คุยกันก็มีเรื่องเกมกับเรื่องอนิเมะ และแนะนำวิธีดูอนิเมะผ่านแอพ ซึ่ง… เราไม่ได้เล่นเกมนี้เลยจำไม่ได้ว่าเค้าคุยรายละเอียดอะไรยังไงกันบ้าง ได้แต่ไปยืนตื่นเต้นที่ได้เจอโอซากะคุงเพราะดูรายการที่เค้าจัดอยู่ทุกเดือนแต่เพิ่งเคยเจอตัวจริงครั้งแรก *0*

สเตจนี้ไคโตะดูค่อนข้างเรียบร้อย ไม่รู้เพราะนั่งคุยรึเปล่า (เกี่ยวเหรอ…) หรืออาจจะเพราะเราไปตอนท้ายๆ แล้ว ไคโตะแผลงฤทธิ์ไปก่อนหน้านั้นแล้วรึเปล่าก็ไม่อาจทราบได้

จบสเตจนี้ก็พุ่งไปสแตนด์บายที่บูธคาโดคาวะกันอีกรอบนึง คราวนี้ก็มารอดูไคโตะอีกนั่นแหละ แต่คราวนี้ไคโตะมาโปรโมทอนิเมะเรื่อง Sagrada Reset กับยูกิ อาโออิ

รอบนี้เราไปยืนรอก่อนเริ่มพักใหญ่เลยได้ที่หน้าๆ ด้านนอกบูธ เห็นเวทีชัดเจนแจ่มแจ้งดีมาก เห็นชัดกว่าเวทียูเมะ100 อีก เพราะเวทีนี้ให้ยืนพูด ตอนแรกไคโตะกับอาโอจังก็พูดแบบเรียบร้อยๆ ดี แต่คุยกันไปสักพักจะเริ่มเล่นตลกบ้าบอกันมากขึ้นเรื่อยๆ จนตอนหลังอาโอจังบอกว่า เชิญคนจากโปรฟิต (ต้นสังกัดของทั้งสองคน) มาด้วยกัน ผลก็ออกมาเป็นแบบนี้แหละ โอ๊ย ทำไมชาวโปรฟิตตลกกันมาก 55555555555555

เนื้อหาที่คุยกันก็แพทเทิร์นคล้ายๆ สเตจอื่นนะ มีแนะนำเรื่องที่มาโปรโมท พูดถึงตัวละครของตัวเอง เล่าบรรยากาศตอนอัดเสียง แต่พอพิธีกรชวนคุยเกี่ยวกับเนื้อเรื่องแล้วไคโตะกับอาโอจังไม่ค่อยอยากพูดเท่าไหร่เพราะกลัวสปอยล์ แล้วทั้งสองคนก็บอกว่าถ้าดูไปเรื่อยๆ เดี๋ยวจะเข้าใจเองว่าทำไมทั้งสองคนถึงมาโปรโมทด้วยกัน ตัวละครของอาโอจังมีความสำคัญยังไง ต้องติดตามกันต่อไป (เค้าก็โฆษณากันเก่งนะ พูดซะเราอยากดูเลย)

ขำมากตอนที่เค้าคุยกันว่าตัวละครที่อาโอจังพากย์ตายตั้งแต่แรก ซึ่งแม้แต่อาโอจังที่ผ่านการพากย์ตัวละครที่ต้องตายมาเยอะแยะก็ยังไม่เคยพากย์ตัวละครที่ตายแบบนี้มาก่อน คือตอนอาโอจังเล่าว่าตัวละครของตัวเองตายบ่อยดูน่าสงสารมาก 555555555555

หมดสเตจไคโตะที่บูธคาโดคาวะเราก็ไม่ได้ไปวิ่งตามดูใครต่อละ ที่จริงมีสเตจทาสุคุตอนห้าโมงเย็น แต่เป็นเรื่องที่ไม่สนใจ และได้เจอทาสุคุในสเตจคิงปุริไปแล้ว เรากับบ.ซังเลยไปนั่งแหมะหมดแรง รอเพื่อนอีกคนมาสมทบ ซึ่งตอนนั้นก็เย็นแล้วแหละ มาสมทบก็ไม่ได้ไปดูอะไรด้วยกันเท่าไหร่ละ 555555555 แค่ไปหาข้าวกินด้วยกันหนึ่งมื้อ ซึ่งโซนฟู้ดปาร์คที่มีอาหารคอลลาโบะขายคนเยอะมากกกกกกก พวกเราเลยไปจบลงที่แมคโดนัลด์หน้าสถานีแทน

สุดท้ายยยย แปะรูปที่ถ่ายมาบางส่วน

จริงๆ ในงานมีโน่นนี่นั่นเยอะแยะมาก แต่เรามัวแต่วิ่งดูสเตจจนไม่ทันเก็บรายละเอียดเท่าไหร่ มีตั้งหลายบูธที่เล็งไว้ กะว่าดูสเตจครบหมดแล้วค่อยกลับมาไล่ดู แต่สุดท้ายก็เหนื่อยจนหมดแรงจะเดินวนรอบงานอีกรอบ เพราะงานจัดในฮอลล์ใหญ่ๆ ตั้งสองฮอลล์ วิ่งข้ามฮอลล์ไปมาทั้งวันก็ขาจะหลุดแล้ว T_T

สิ่งที่เสียดายที่สุดคือไม่ได้ไปต่อคิวทดลองเล่นเกมไชน์นิ่งไลฟ์ที่บูธอุตะปุริ (;__;) แต่บูธนั้นคนเยอะมากกกกกกกกกกก ถ้าไปต่อก็จะอดเจอนักพากย์หลายคนเลย เรายอมรอเล่นทีหลังก็ได้ ยังไงสักวันก็ได้เล่น แต่นักพากย์ใช่ว่าจะได้เจอกันบ่อยๆ

คิดว่าถ้าไปสองวันน่าจะได้ดูงานละเอียดๆ กว่านี้ แต่อีกวันก็มีสเตจน่าดูเยอะอยู่ดีนั่นแหละ ถ้าอยากดูบูธให้ทั่วถึงคงต้องตัดใจจากสเตจไปบ้าง แต่สำหรับเรายังไงๆ นักพากย์ตัวเป็นๆ ก็สำคัญกว่าบูธเปล่าๆ นะ 5555555555

ข้อสรุปและสิ่งที่เรียนรู้จากครั้งนี้

  • ลงที่สถานีอาริอาเกะเดินไปต่อคิวได้ใกล้กว่า
  • ควรวางแผนไปงานแต่เนิ่นๆ จะได้สมัครสเตจแบบสุ่มทัน
  • ซื้อตั๋วที่แฟมิลี่มาร์ทถูกกว่าซื้อผ่านเว็บเพราะไม่ต้องเสียค่าออกตั๋วเพิ่ม
  • ควรไปแต่เช้าเพราะช่วงแรกๆ คนยังโล่ง เดินเช็กตารางแต่ละบูธง่ายกว่ามากๆ
  • และของแจกฟรีบางบูธหมดเร็วมาก
  • เตรียมอุปกรณ์กันหนาวระหว่างนั่งรอไปให้ดีๆ
  • เตรียมเสบียงไปด้วยก็ดี
  • ถ้าเป็นไปได้ควรซื้อ Fast ticket
  • บูธไหนมีถุงใหญ่ๆ แจกฟรีให้รับๆ มาก่อน เพราะมันเอามาใส่ของแจกได้ทุกสิ่งอย่าง
  • งานนี้ของแจกฟรีเยอะมาก ส่วนใหญ่เป็นใบปลิวโฆษณา แต่บางบูธจะให้มาเป็นเล่มๆ เลย
  • การดักตรงทางออกบูธหลังจบทอล์กนั้นได้ผลคุ้มค่า
  • เคนนุมีตัวตนอยู่จริง

ขอบคุณถุงใบใหญ่จากบูธ Marvelous ที่ช่วยให้เรารับของแจกฟรีจากบูธต่างๆ ได้อย่างสบายใจ

ได้อะไรมาก็ยัดลงถุงใบนี้หมด ใบมันใหญ่จนเรายัดถุงผ้าของตัวเองลงใบทั้งใบแล้วยังใส่ของได้อีกเยอะมาก แต่ตอนนี้เราทิ้งถุงไปแล้วเพราะมันเยินสุดๆ หลังจากฟาดฟันกับฝูงชนในงานมาทั้งวัน และเราขี้เกียจขนข้ามจังหวัดกลับมาด้วย (แค่ถือขึ้นรถไฟไปเจอเพื่อนไม่ติ่งเราก็เขินจะแย่ละ 5555555555)

ขอบคุณสตามิวที่มาจัดสเตจในงานนี้ เพราะเรื่องอื่นคงไม่ดึงดูดให้เราถ่อไปได้ง่ายๆ ดีใจจังที่ได้เจอเคนนุซะที♥ และอีเวนท์สนุกเกินคาดมากกกกกกกกกกกกกกก ค่าตั๋ว 1800 เยนคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม เหมือนได้เจอนักพากย์แบบบุฟเฟ่ต์ วันนั้นวันเดียวพูดกับเพื่อนว่า “เป็นโอตาคุเนี่ยสนุกจัง” ไปประมาณล้านรอบ 555555555555

ปีหน้าก็อยากไปอีกนะ! ถ้าว่างจะไปให้ได้เลย

ตามรอย Chihayafuru, Tamako Market และโน่นนี่นั่นอีกมากมาย

ในที่สุดก็ได้ไปศาลเจ้าโอมิมาแล้วแหละ (≧▽≦)

เราหมายมั่นปั้นมืออยากไปศาลเจ้าโอมิหรือโอมิจิงงูมานานมากกกกกกกกก ตั้งแต่ตอนที่ดูจิฮายะฟุรุ นับๆ ดูแล้วก็น่าจะประมาณห้าปี ก่อนหน้านี้เวลามาเที่ยวคันไซก็คลาดกับโอมิจิงงูแบบเกือบจะได้ไปแต่ก็ไม่ได้ไปมาหลายรอบแล้ว ตอนนี้หลังจากเคลียร์โน่นนี่นั่นหลายอย่างเสร็จเรียบร้อยเลยถือโอกาสหาวันอากาศดีๆ ไปหาไทจิคุงซะที!

การเตรียมตัวก่อนเดินทางไปโอมิจิงงูคราวนี้คือ เช็กรอบรถไฟลายจิฮายะ แต่หาในเว็บเท่าไหร่ก็ไม่เจอ จ.ซังเลยเสนอว่าจะโทรไปถามที่สถานี พอโทรไปล่วงหน้าหลายวันก็ได้ความว่าเค้าจัดตารางรถกันวันต่อวัน ถ้าจะไปวันเสาร์ต้องโทรไปถามตารางรถตอนเย็นวันศุกร์ พอถึงเย็นวันศุกร์เลยโทรไปใหม่อีกรอบ ซึ่งคราวนี้ได้เวลารถมาเป็นตัวเลขเป๊ะๆ ว่ารถไฟลายจิฮายะจะวิ่งออกจากสถานีโอจิยามะเวลา 11 โมง 57 นาที (เค้าบอกมาหลายเที่ยวเลย แต่เล็งเที่ยวนี้ไว้เพราะเวลาโอเคสุด)

เช้าวันเสาร์ เราออกเดินทางกันตอนเก้าโมงกว่าๆ เพราะต้องเดินทางข้ามจังหวัด คือโอมิจิงงูเนี่ยอยู่จังหวัดชิกะซึ่งในความรู้สึกเราแล้วช่างไกลแสนไกล แต่พอเดินทางจริงๆ แล้วก็ไม่ถึงสองชั่วโมงนะ แค่ต้องเปลี่ยนรถไฟหลายรอบหน่อย

เราไปถึงสถานีโอสึเคียวตอนเกือบๆ สิบเอ็ดโมง ยังมีเวลาเหลือเฟือกว่ารถจิฮายะจะมา ว่าแล้วก็เริ่มต้นทำกิจกรรมติ่งกันที่สถานีนี้นี่แหละ

dsc05047

↑ แคปรูปจากในอนิเมะมาเสร็จสรรพ พร้อมมั้ยล่ะ!

สถานีนี้เป็นสถานีที่อาราตะมาเปลี่ยนรถไฟ ไม่รู้มีฉากอื่นอีกรึเปล่าเพราะเราเปิดจิฮายะทบทวนดูแค่ตอน 13 ของซีซั่นแรกที่มีฉากโอมิจิงงู

พอเดินลงมาตรงหน้าที่ตรวจตั๋วก็จะเจอป้ายจิฮายะใหญ่เบ้อเริ่ม

dsc05050

ยังไม่ทันไปถึงไหนก็ได้เจอไทจิแล้ว ดีจัง เรารักเมืองโอสึ (〃∇〃)

ออกมาหน้าสถานีก็เล็งๆ หามุมที่อาราตะมายืนโพสท่ายกมือบังแดด แต่ดูทรงแล้วจะถ่ายให้มุมเป๊ะน่าจะยาก ต้องลงไปยืนกลางถนน เลยถ่ายรูปมาแบบองศาไม่เป๊ะแทน (ถ้าคนในรูปเป็นไทจิเราอาจจะยอมเสี่ยงตายไปยืนกลางถนนแล้ว /สองมาตรฐานสุดๆ)

dsc05052

มุมนี้ถ่ายรูปยากมากเพราะแสงจ้าเหลือเกิน ถ่ายมากี่รูปๆ ก็เห็นจอไม่ชัดเลย (TωT)

ถ่ายรูปกันเสร็จแล้วยังเหลือเวลาอีกมากมายก็เลยเดินหาข้าวกินกัน แถวๆ หน้าสถานีมีคาเฟ่เล็กๆ ติดป้ายว่ามีอาหารกลางวันอยู่ พอเห็นป้ายก็เดินเข้าไปแบบไม่คิดจะหาร้านอื่นแล้ว ขี้เกียจ 55555555 คาเฟ่นี้เป็นคาเฟ่โลคอลที่มีคุณป้าเฝ้าร้านอยู่หนึ่งคน ในร้านเปิดรายการวิทยุที่คาดว่าน่าจะเป็นรายการวิทยุท้องถิ่น เป็นการกินข้าวที่ได้ฟีลออกมาเที่ยวต่างเมืองดีนะ

พอใกล้ๆ ได้เวลารถมาก็ไปสแตนด์บายที่สถานีโอจิยามะที่อยู่ใกล้ๆ กับสถานีโอสึเคียว สถานีโอจิยามะเป็นสถานีรถไฟสายเคฮัง ซึ่งรถไฟสายนี้เป็นรถไฟเล็กๆ หน้าตากระเดียดไปทางรถรางมากกว่า

dsc05056 dsc05058

ระหว่างรอรถไฟท่ามกลางสายลมเหน็บหนาวก็คุยกันเล่นๆ ว่าเดี๋ยวไม่ใช่รถที่วิ่งมาเป็นลายจิฮายะเวอร์ชั่นหนังนะ! พอคิดแบบนั้นแล้วก็เริ่มลุ้นกันว่ามันจะเป็นลายอะไร (ตอนนั้นยังไม่รู้ว่ามันมีขบวนเดียว ลายเดียว)

แล้วพอถึงเวลา 11.57 ก็ได้ยินเสียงรถวิ่งมา!! ไหนชะโงกดูรถหน่อยซิ!!!!!!!

………..อ้าว

ทำไมเป็นสีเขียวธรรมดา

รถจิฮายะอยู่ไหน!!!??? ヾ(。`Д´。)ノ彡

จุดนั้นยืนเงิบๆ งงๆ กันอยู่สักพัก ไม่รู้ว่าควรทำยังไงต่อ แล้วจ.ซังก็พุ่งไปถามนายสถานี ให้เค้าเช็กเที่ยวรถให้ เค้าก็หยิบกระดาษตารางรถขึ้นมาแล้วบอกว่า “อืม ดูเหมือนว่าวันนี้จะหยุดวิ่งนะ”

ห๊ะ…….. อะไรนะ…………………….

ได้ยินแบบนั้นแล้วก็เงิบกว่าเดิม แต่นายสถานีบอกว่าให้ลองไปถามที่สถานีโอมิจิงงูมาเอะที่อยู่ถัดไปสถานีนึงจะชัวร์สุด เราเลยเดินไปสถานีนั้นกัน เดินประมาณสิบนาที ระหว่างทางก็เดินบ่นว่า เคฮังเรลเวย์จะทำแบบนี้กับเราไม่ได้นะ! ไปตลอดทาง

ถึงสถานีโอมิจิงงูมาเอะก็เจอป้ายจิฮายะตั้งอยู่ ถ่ายรูปมาหนึ่งแชะแต่ไม่มีอารมณ์จะตื่นเต้นแล้ว มัวแต่กลัวไม่ได้เจอไทจิบนรถไฟ

dsc05059

สถานีโอมิจิงงูมาเอะไม่มีนายสถานีอยู่ตรงชานชาลา แต่เค้ามีออฟฟิศของรถไฟเคฮังซ่อนอยู่ด้านหลัง พอเจอออฟฟิศก็เลยบุกเข้าไปถามว่า รถไฟจิฮายะอยู่ไหนคะ ทำไมเมื่อกี้มันไม่มา (ตอนก่อนบุกเข้าไปมีการปรึกษากันว่าจะเข้าไปด้วยท่าทีหัดฟัดหัวเหวี่ยงระดับไหนดี แต่สุดท้ายพอเข้าไปจริงๆ ก็ทำตัวจ๋อยมาก)

พอถามหารถไฟจิฮายะ ลุงคนนึงก็หยิบตารางรถไฟขึ้นมาไล่ๆ ดูแล้วก็บอกว่า วันนี้ไม่วิ่งนะ รถเข้าอู่อยู่

ทว่า แม้จะได้ยินดังนั้น จ.ซังกลับยังไม่ยอมแพ้! บอกลุงไปว่าเมื่อวานนี้อุตส่าห์โทรมาเช็กแล้วดิบดีนะคะ ทำไมวันนี้อยู่ดีๆ ก็ไม่วิ่งซะงั้น!? ลุงตอบว่า ก็เมื่อวานนี้ยังไม่รู้นี่นาว่าวันนี้รถจะเข้าอู่ แล้วพอจ.ซังถามลุงว่า ขอแค่ไปดูรถเฉยๆ ก็ไม่ได้เหรอ ลุงก็ตอบทันทีทันใดว่า ไม่ได้ ….เรายืนฟังเฉยๆ โดยไม่พูดอะไร ในใจรู้สึกปวดร้าวบอกไม่ถูก ทำไมซวยขนาดนี้หนอ (T∇T)

เราและจ.ซังยืนบ่นอุบอิบกันเองว่าอุตส่าห์มาแล้วแท้ๆ เมื่อวานก็โทรมาแล้วแท้ๆ ทำไมถึงอดนั่งนะ ฮือๆๆ บ่นกันนานมากไม่ยอมเดินออกมาซะที (เราจะไม่เงิบกันฝ่ายเดียว ลุงต้องเงิบเพราะพวกเราบ้าง) สักพักก็ควักใบปลิวสถานที่ท่องเที่ยวจิฮายะที่หยิบมาจากทัวริสท์อินฟอร์เมชั่นแถวๆ สถานีฮามะโอสึเมื่อนานมาแล้วออกมา แสดงความมุ่งมั่นให้ลุงเห็นเต็มที่ว่าวันนี้มาเพื่อจิฮายะจริงๆ (ที่ถูกต้องคือมาเพื่อไทจิ) สุดท้ายลุงเลยใจอ่อน ยอมพาไปดูรถจิฮายะที่จอดอยู่ในอู่ด้านหลัง อ๊ากกกกกกกกกก กราบลุงเยอะมากกกกกก ขอบคุณค่ะ ขอบคุณค่ะ ขอบคุณค่ะ T____T

ระหว่างพาเดินไปที่รถไฟ ลุงก็บอกว่าเคสที่รถเกิดเสียจนต้องเข้าอู่ขึ้นมาแบบนี้ไม่ได้มีบ่อยๆ และเคสที่ลุงพาเข้ามาดูในอู่แบบนี้ก็ไม่ได้มีบ่อยๆ ด้วย โชคดีที่ตอนนั้นเป็นช่วงพักเที่ยงของคนในอู่เค้าเลยยอมให้เราเข้าไปดูได้ เป็นความโชคดีในความโชคร้ายจริงๆ ฮืออออออออ

และแล้วก็ได้เจอรถไฟจิฮายะ ยะฮู้ววววววววววว \(^o^)/

dsc05061

ลุงยืนเฝ้าอยู่หน้ารถแล้วบอกว่าถ่ายรูปให้เต็มที่เลยนะ แถมช่วยถ่ายรูปเรากับรถไฟให้ด้วย! ลุงน่ารักมากๆๆๆๆ ประทับใจมากกกกกกกกกก จากที่ตอนแรกบ่นเคฮังเรลเวย์กันมาตลอดทาง ตอนนี้ประทับใจไม่รู้ลืม เลิฟยูเคฮัง♥

รอบๆ รถเน้นลายจิฮายะมากกว่าคนอื่น (แหงสิ ก็นางเอก)

SONY DSC

ที่สำคัญ มีไทจิกับอาราตะด้วยนะ!

dsc05068 dsc05075

ไทจี่ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย์!!!!!!!

ได้เจอไทจิแล้ว ฮืออออออออออออออ /หันไปไหว้ลุงงามๆ

ตอนเดินออกจากสถานีโอมิจิงงูมาเอะรู้สึกมิชชั่นคอมพลีทแล้ว นี่ขนาดยังไปไม่ถึงศาลเจ้าเลย 55555555555 แต่เรามารู้ทีหลังจากบล็อกคนญี่ปุ่นที่ลงรูปรีวิวรถอย่างละเอียดยิบว่าบนรถไฟมันมีลวดลายตามประตูหน้าต่างมากมาย เช่น มีหน้าไทจิแปะอยู่ตรงหน้าต่างและเขียนด้วยคำพูดสไตล์ไทจิว่าห้ามยื่นมือออกนอกหน้าต่างนะ และมีเสียงประกาศของจิฮายะ อาราตะ และไทจิด้วย นั่งฟังคลิปเสียงประกาศที่เค้าอัดมาแล้วน้ำตาจะไหล เราควรจะได้ฟังบนรถไฟสิ ไม่ใช่ฟังผ่าน youtube ฮืออออออออ (T__T)

แต่อันที่จริงวันนั้นได้ไปสักการะด้านนอกรถไฟก็ดีใจมากแล้วแหละ 555555555 เรายังจำความรู้สึกในวินาทีที่นายสถานีคนแรกบอกว่า “วันนี้หยุดวิ่ง” ได้ดีมาก ดังนั้นแค่ได้เจอไทจินอกรถก็อิ่มอกอิ่มใจแล้ว

รถไฟจิฮายะจะวิ่งถึงสิ้นเดือนมีนาปีนี้ ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้ไปอีกมั้ย แต่มันไกลและเปลืองตังค์ อาจจะไม่ไปแล้วมั้ง บ๊ายบายไทจิ (;ω;)

หลังจากถ่ายรูปจนหนำใจและขอบคุณลุงซ้ำแล้วซ้ำอีกก็เดินไปโอมิจิงงูกันต่อ เดินจากสถานีแป๊บเดียวก็ถึงละ

ทางเข้าโอมิจิงงูเขียวชอุ่มสงบร่มเย็นดีมาก เหลียวซ้ายแลขวาไม่เจอใครเลยจ้า

dsc05080

พอเดินเลยตรงนี้ไปอีกหน่อยถึงจะเจอจุดที่หลงใหลใฝ่ฝันมานาน บันไดทางขึ้นศาลเจ้าที่คุ้นหน้าคุ้นตาในอนิเมะนั่นเองงงงง

dsc05083

dsc05081

ความรู้สึกในตอนนั้นคือ บันไดเตี้ยเกินคาด ไม่รู้ทำไมถึงคิดว่ามันสูงมาตลอด (-ω-;)

พอเดินเข้าไปด้านในแล้วก็ไปถ่ายรูปมุมโน้นมุมนี้กันตามอัธยาศัย ที่นี่คนไม่เยอะเท่าไหร่ แต่ก็มีคนมาไหว้ศาลเจ้าเรื่อยๆ

พาไทจิมาไหว้ศาลเจ้าด้วยแหละ ↓

dsc05090

ตรงนี้เป็นจุดที่ไทจิและเพื่อนๆ มาไหว้ขอพรกันในตอนที่ 13 ซีซั่นแรกอีกเช่นกัน

dsc05098 dsc05100

dsc05101 dsc05102

ตรงใกล้ๆ กับจุดไหว้เทพเจ้าจะมีที่แขวนป้ายขอพรด้วย ไปยืนอ่านๆ ดูแล้วมีคนมาขอพรเรื่องคารุตะกันเยอะอยู่ สมแล้วที่เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของคารุตะ

dsc05091

บันไดทางลงจากตรงนี้เป็นจุดที่จิฮายะเดินสวนกับชิโนบุจังด้วยนะ!

dsc05118

ถ่ายรูปตรงนี้จนพอใจแล้วก็ลงไปเดินวนเวียนตรงลานศาลเจ้ากัน ลานค่อนข้างกว้าง เดินสบายเพราะคนบางตา รอบๆ ศาลเจ้ามีบทกลอนเฮียคุนินอิชชุแปะอยู่ ใครอินกับคารุตะและกลอนญี่ปุ่นน่าจะชอบที่นี่มาก แต่เราชอบเพราะอินกับไทจิ ไม่เกี่ยวกับกลอนแต่อย่างใด

dsc05119 dsc05110

และแน่นอนว่าในเมื่อที่นี่เป็นศาลเจ้าก็ต้องมีสถานที่ขายเครื่องรางและโอมิคุจิ เราซื้อเครื่องรางการเรียนมาหนึ่งอัน จับโอมิคุจิของจิฮายะอีกหนึ่งใบ ได้โอมิคุจิลายคานะจังมาแหละ

dsc05114

dsc05112

วนเวียนตรงนี้จนพอใจแล้วก็เดินไปดูตึกที่ใช้แข่งคารุตะกันต่อ ตึกก็อยู่ติดๆ กับศาลเจ้านั่นแหละ พอได้เห็นของจริงก็รู้สึกว่าเล็กเกินคาดอีกแล้ว (ทำไมทุกอย่างเล็กเกินคาด) แต่ตึกนี้เล็กแบบนึกภาพเวลามีนักเรียนหลายๆ โรงเรียนมารวมตัวกันเพื่อแข่งคารุตะไม่ออกเลย มันน่าจะแออัดพอสมควรนะ

dsc05122 dsc05124

↑ ไทจิดีใจ ได้มาเล่นคารุตะ! วันนี้เหมือนมีไทจิมาด้วยตลอดเวลา บางทีก็หันไปคุยกับไทจิในจินตนาการที่อยู่ข้างๆ ถ้ามาคนเดียวคงโดนมองว่าบ้า 555555555555

แอนี่เวย์ บรรยากาศหน้าตึกเงียบสงัดจนไม่แน่ใจว่าเดินเข้าไปได้มั้ย สักพักก็เห็นน้องคนนึงใส่ชุดคาราเต้ (มั้ง?) วิ่งเข้าไปในตึก เราก็โอเค คงเข้าได้แหละ ว่าแล้วก็เดินตามน้องเข้าไป

ตรงทางเข้ามีไพ่คารุตะกับสินค้าเกี่ยวกับจิฮายะขายนิดหน่อย

SONY DSC

และมีป้ายโน่นนี่นั่นเกี่ยวกับจิฮายะมากมาย

SONY DSC

สำรวจชั้นล่างเสร็จอย่างรวดเร็วแล้วก็ย่องขึ้นไปชั้นสองกัน

ชั้นสองมีข้าวของวางอยู่มากมาย เหมือนมีกิจกรรมอะไรสักอย่างอยู่ในห้อง ซึ่งพอเงี่ยหูฟังดีๆ ก็ได้ยินเสียงอ่านกล่อนและเสียงดังปึงปัง!!! ออกมาจากในห้อง ว้าวววววววว มีคนเล่นคารุตะอยู่แหละ!! อยากเข้าไปมีส่วนร่วมแต่จะเดินดุ่มๆ ไปเปิดประตูคงไม่งาม สุดท้ายเลยได้แต่ยืนฟังเสียงแล้วจินตนาการว่าในห้องนั้นอาจจะมีเด็กชายมาชิมะไทจิอยู่ก็เป็นได้ (คือดูจากรองเท้าและกระเป๋าหน้าห้องแล้วคนในห้องส่วนใหญ่น่าจะเป็นวัยไม่เกินมัธยมต้น)

↓ บรรยากาศในตึกที่ใช้แข่งคารุตะ

SONY DSC

ออกมาจากตึกนี้แล้วก็ยืนงงๆ กันอยู่พักนึงว่าจะไปไหนต่อดี อุตส่าห์ถ่อมาตั้งไกลแล้ว จะกลับตั้งแต่บ่ายๆ ก็เศร้าไป แล้วอยู่ดีๆ ก็นึกกันขึ้นมาได้ว่า เอ๊ะ ไปเกียวโตกันมั้ย ไปหาโมจิโซ! แล้วก็พุ่งออกจากศาลเจ้าไปหาโมจิโซเฉยเลย ไทจ่งไทจิคือใครไม่รู้จักแล้ว

สถานที่ที่เราไปหาโมจิโซคือแม่น้ำคาโมะตรงแถวๆ สถานีเดมาจิยานางิ ซึ่งตรงนี้เป็นจุดที่โมจิโซกับทามาโกะมายืนคุยเรื่องสำคัญกันในทามาโกะเลิฟสตอรี่

dsc05143 dsc05146

แถวนี้น้ำตื้นนะ แต่ช่วงกลางๆ แม่น้ำจะเชี่ยวนิดนึง ทางระหว่างหินก็มีช่องว่างเยอะอยู่ บางช่วงต้องกระโดดกันอย่างจริงจัง แล้วมือก็ถือทั้งกล้องทั้งมือถือ โอ้โห เป็นการข้ามแม่น้ำที่เกร็งไปหมด แต่เพื่อโมจิโซ เราทำได้!

dsc05150

เดินเลยตรงนี้ไปอีกไม่ไกลมากก็จะเจอย่านการค้าเดมาจิที่เป็นฉากหลักๆ ของทามาโกะมาร์เก็ต

dsc05151

SONY DSC

ย่านการค้าที่นี่เล็กนิดเดียว เดินแป๊บๆ ก็สุดทางแล้ว ตอนเดินผ่านร้านดอกไม้อดชะโงกดูคนขายไม่ได้ว่าเป็นโอเน่สุดน่ารัก (CV.โอโนะดี แอร๊มมมมมม) เหมือนในอนิเมะรึเปล่า

↓ เดินๆ อยู่ดีๆ บังเอิญถ่ายติดโมจิโซคุงด้วยนะ! (จำเป็นต้องหลอกตัวเองขนาดนี้มั้ย)

dsc05152 dsc05153

↑ พยายามหาตึกที่ดูคล้ายๆ ในรูปแล้วนะ แต่หาไม่เจอ เลยถ่ายๆ มาแบบแรนด้อม ไม่ค่อยมีความตั้งใจจะให้ตรงฉากเป๊ะเท่ากับตอนไปโอมิจิงงู ป้าขอโทษนะโมจิโซ (;ω;)

ตรงเกือบๆ สุดทางเจอร้านร้อยเยนที่มีโปสเตอร์ทามาโกะใส่กรอบพร้อมลายเซ็นนักพากย์ก็เลยเดินเข้าไปดูกัน พอยืนดูด้วยท่าทางสนอกสนใจ ลุงที่เฝ้าร้านอยู่ก็บอกว่า ตรงม้านั่งข้างร้านขายปลามีสมุดโน้ตกับพวกรูปถ่ายนักพากย์ด้วยนะ ไหนๆ ลุงก็บอกแล้วเลยลองเดินไปดูกัน ตรงนั้นมีสมุดให้แฟนๆ อนิเมะเขียนโน้ต กับอัลบั้มรูปตอนที่นักพากย์มาแถวนี้กัน (มีลุงร้านร้อยเยนอยู่แทบทุกรูป ลุงเป็นใครคะ…)

เราเขียนโน้ตไว้ด้วยนะ แต่เกลียดโน้ตที่ตัวเองเขียนจัง 5555555555

dsc05163

โมจิโซคงอยากบอกว่า แหม เมื่อเช้านี้ยังกรี๊ดแต่ไทจิอยู่เลยนะฮะ เพิ่งจะมานึกถึงผมตอนบ่ายแก่ๆ ไม่ใช่เหรอออออ

อันที่จริงเราเจอร้านโมจิร้านนึงแหละ คนต่อคิวกันเยอะมาก เยอะมากนี่คือเยอะจริงๆ แบบเรียงซ้อนกันสามสี่แถว ดูเหมือนจะเป็นร้านดังของที่นี่เพราะตอนเดินไปที่อื่นก็เห็นคนถือถุงร้านนี้กันเยอะมาก แต่มันไม่ใช่บ้านโมจิโซ เราจึงเดินผ่านมาเลยโดยไม่คิดจะต่อคิว ถ้ามีคอลลาโบะแบบซื้อโมจิแล้วแถมรูปอะไรก็ได้ของโมจิโซอาจจะต่อไปแล้ว

ออกจากย่านการค้าก็กลับมาแถวหินกระโดดกันอีกรอบ (จริงๆ แล้วมันควรเรียกว่าอะไร??) รอบนี้แดดกำลังสวยงาม ถ้าฟ้าเป็นสีส้มอมชมพูอีกนิดคงได้บรรยากาศเหมือนในอนิเมะเป๊ะเลย

dsc05173

dsc05168 dsc05171

จากริมแม่น้ำตรงนี้ก็เดินไปศาลเจ้าชิโมะกาโมะที่อยู่ใกล้ๆ กันต่อ ตอนแรกไม่คิดจะไปเพราะเดือนที่แล้วเพิ่งไปมา แต่พอคิดว่า เอ๊ะ หรือเราควรไปขอพรเรื่องตั๋วปุริไลฟ์!? ขาก็พาพวกเราเดินไปที่นั่นโดยอัตโนมัติ

dsc05177

ศาลเจ้าชิโมะกาโมะเป็นฉากในเรื่องอุโจเต็นคาโซคุ (有頂天家族) ด้วย เดือนที่แล้วที่มาที่นี่ก็มาอีเวนท์ของเรื่องนี้นี่แหละ เป็นเซย์ยูอีเวนท์ที่เราประทับใจมาก เนื้อหาอีเวนท์คือ สวดมนต์ร่วมกับเซย์ยู……. ไม่เคยนึกฝันมาก่อนว่าชีวิตนี้จะได้มานั่งสวดมนต์ในศาลเจ้าร่วมกับซากุไรซัง ขอบพระคุณหัตถ์เทวะของจ.ซังที่กดตั๋วรอบอิปปังมาได้

ศาลเจ้าชิโมะกาโมะคนพลุกพล่านกว่าโอมิจิงงู แต่ก็ไม่ถึงขั้นแน่นขนัดเท่าศาลเจ้าฮิตๆ ที่อื่นของเกียวโต ยังอยู่ในระดับเดินสบายๆ ไม่ต้องเบียดเสียด

พอเข้าไปก็เจอป้ายยาซาบุโร่จากอุโจเต็นคาโซคุตั้งอยู่ แล้วพวกเราก็เดินไปหายาซาบุโร่ราวกับมีแรงดึงดูดโดยไม่ต้องพูดอะไรกันทั้งสิ้น

dsc05183

ร้านขายของในศาลเจ้ามีสินค้าเกี่ยวกับเรื่องนี้และรูปถ่ายจากอีเวนท์เมื่อเดือนที่แล้วด้วย!

dsc05185

จริงๆ แล้วเรายังไม่เคยดูอนิเมะเรื่องนี้เลย 55555555555555 ตอนนั้นอยากไปเจอซากุไรซังก็เลยไป พอเค้าคุยเรื่องอนิเมะกันก็ไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราว ยังดีที่จ.ซังคอยสรุปๆ ให้ฟังว่าเรื่องมันเป็นไงมาไง ใครเป็นใครบ้าง แต่เดี๋ยวซีซั่นสองจะฉายละ ต้องไปดูซีซั่นแรกก่อน

กิจกรรมในศาลเจ้าชิโมะกาโมะของเราคือไปขอพรเรื่องตั๋วคอนเสิร์ต (ซึ่งประกาศผลแล้วว่าไม่ได้ บายยยยยยยย) แล้วก็ไปสักการะมุม 申辰 ซึ่งแม่ยกคู่เอเลแกนซ์จากสตามิวชอบมาสักการะกัน

img_2927

เป็นวันที่ติ่งทุกอย่างเท่าที่จะติ่งได้ อุตส่าห์นั่งรถข้ามจังหวัดมาแล้วต้องติ่งให้คุ้ม 55555555555

ก่อนออกมาก็เดินเล่นรำลึกความหลังถึงซากุไรซังกันนิดหน่อย เช่น ตรงนั้นไงที่ซากุไรซังเคยส่งยิ้มมาให้พวกเรา (ทำไมดูกลายเป็นสถานที่แห่งความทรงจำอันสวยงาม จริงๆ แล้วอีเวนท์ตลกมาก คัลท์มาก)

SONY DSC

ตอนอยู่ในชิโมะกาโมะยังเป็นช่วงแดดกำลังสวยอยู่ เสียดายตอนไปโอมิจิงงูไม่ค่อยมีแดดเท่าไหร่ อุตส่าห์เล็งวันที่อากาศดีไม่มีสัญลักษณ์เมฆในพยากรณ์อากาศแล้วนะ (T_T)

ออกจากชิโมะกาโมะก็ไปฟุชิมิอินาริกันต่อ อันนี้ไม่ได้จะมาติ่ง แต่หมายมั่นปั้นมือกันมานานแบบงงๆ ว่าอยากมาที่นี่ตอนกลางคืน คุ้นๆ ว่าเป็นเพราะไปเห็นรูปช่วงเทศกาลแล้วมันสวยดีมั้ง

แต่ตอนที่มาถึงมันยังไม่มืดก็เดินเล่นซื้อของกินกันก่อน ร้านแผงลอยเพียบบบบบบ เราชอบมาก!!! ขำตอนจ.ซังไปซื้อเนื้อย่างเสียบไม้ พ่อค้าที่เป็นคนญี่ปุ่นรัวภาษาจีนใส่ก่อนเลย พูดเสร็จก็หันไปคุยกับลูกค้าญี่ปุ่นอีกคนว่าเนี่ยๆ  เค้าพูดได้หลายภาษาเลยนะ! แต่คือบับ พวกเราไม่ใช่คนจีน 555555555555 จ.ซังเกรงว่าพ่อค้าจะหน้าแตกเลยพูดอังกฤษใส่เค้า แล้วตอนรับเนื้อมาก็เซี่ยเซี่ยไปหนึ่งที โอเค เป็นคนจีนชั่วคราวก็ได้ 555555555555555

ตอนเดินเข้าไปในศาลเจ้า มีแต่คนเดินสวนออกมา แต่คนก็ยังเยอะกว่าที่โอมิจิงงูอยู่ดีนะ แถวนี้นักท่องเที่ยวเยอะมากกกกกกกกกกก ได้บรรยากาศสถานที่ท่องเที่ยวดี

dsc05201

กิจกรรมในฟุชิมิอินาริตอนกลางคืนไม่มีอะไรมาก เดินดูป้ายขอพร เดินถ่ายรูปมุมโน้นมุมนี้ เดินตามเสาโทริอิไปเรื่อยๆ จนพอใจแล้วก็เดินกลับ จบ ไม่ได้ขึ้นไปถึงยอดหรอกนะ ขี้เกียจ แก่แล้ว เหนื่อย 555555555

SONY DSC

ตอนขากลับเดินอ่านชื่อบนเสาแต่ละต้นแล้วก็คิดว่าจะมีกลุ่มติ่งลงขันกันมาสลักชื่อบนเสาให้คนที่ตัวเองติ่งบ้างมั้ยนะ (คือเห็นเสานึงลงชื่อว่าอะไรสักอย่าง一同 ดูเป็นการลงขันกันมาบริจาค) พอคิดแบบนี้แล้วกลุ่มคนที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดคือกลุ่มแฟนอาโตเบะ (อิมเมจของแฟนอาโตเบะในหัวเรานี่ชักจะเหนือมนุษย์ขึ้นเรื่อยๆ คือทุกคนดูรวยล้นฟ้ามากเหมือนมีพ่อชื่อบิลเกตส์) แล้วก็เพ้อเจ้อกันไปว่าถ้าสักวันได้แต่งงานกับเศรษฐีน้ำมันก็อยากจะสลักชื่อโอชิตัวเองไว้บนเสาบ้างจัง (นี่พวกเธอเห็นเสาโทริอิเป็นอะไร……)

หลังจากนั้นก็ไปเสิร์ชหาว่าต้องบริจาคเท่าไหร่ถึงจะได้สลักชื่อ พบว่าขั้นต่ำคือ 175,000 เยน เฮ้ย ฟังดูเป็นสิ่งที่แฟนอาโตเบะทำได้นะเนี่ย 5555555555

ฟุชิมิอินาริตอนกลางคืนสวยนะ เราชอบมากกกกกกกกกกก เคยมาตอนกลางวันก็ชอบเหมือนกัน แต่กลางคืนก็สวยไปอีกแบบ คนน้อยด้วย มีแต่คนถามว่าไม่น่ากลัวเหรอ เราว่าถ้าไปกับเพื่อนก็ไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น แต่ถ้าไปคนเดียวคงสยองนิดนึงเพราะบางช่วงมันมืดมากแบบไม่มีแสงไฟเลย มีช่วงนึงอยู่ดีๆ เรากับจ.ซังก็สังเกตว่าไม่มีคนอื่นอยู่ใกล้ๆ แล้ว ไม่มีเสียงอะไรเลยด้วย เงียบมาก มืดมาก แต่อยู่กันสองคนเลยไม่กลัว แถมชอบพูดเล่นให้หลอนกันเองอีก แบบเราจะแน่ใจได้ยังไงว่าคนที่เดินสวนมาเป็นคน อะไรแบบนี้ มีการบ่นว่าอยากให้มันมืดกว่านี้ด้วยนะ 5555555555

ความเศร้าคือการจะถ่ายรูปที่นี่ต้องมือนิ่งนิดนึง หรือไม่ก็ต้องมีขาตั้งกล้อง เราเอารูปมาเปิดดูพบว่าเบลอเกือบหมด

dsc05210

SONY DSC

ปกติที่นี่จะมีงานเทศกาลที่แขวนโคมประดับแล้วเปิดไฟสว่างๆ ตอนกลางคืนช่วงเดือนกรกฎา ถ้ามาช่วงนั้นน่าจะสวยมากกกกกกกกกก อยากลองมาอีกจัง

ตอนออกจากฟุชิมิอินาริว่าจะแวะหาข้าวกินในเกียวโตกัน ระหว่างอยู่บนรถไฟก็คุยกันว่า เรายังไม่เคยไปสะพานโกะโจเลย มันมีรูปปั้นโยชิสึเนะกับเบ็งเคเลยอยากไปดู จ.ซังเลยถามว่างั้นลงโกะโจมั้ย ว่าแล้วก็ลงไปหาโยชิสึเนะกันเลย คือวันเดย์ทริปคราวนี้ชอบนึกอะไรได้ปุบปับแล้วก็ไปมันตอนนั้น ไร้การวางแผนใดๆ ทั้งสิ้น 55555555555

อย่างไรก็ตาม รูปปั้นโยชิสึเนะกับเบ็งเคที่สะพานโกะโจเล็กมากกกกกกกกและอยู่ตรงเกาะกลางถนน เข้าไปถ่ายรูปไม่ได้ เราเลยได้แต่ยืนดูอยู่ห่างๆ อย่างเงิบๆ แล้วก็เดินไปหาข้าวกินที่ชิโจกันต่อ

ไปถึงชิโจก็ไม่รู้จะกินอะไร ร้านรวงมันเยอะแยะเกิน แล้วก็นึกได้ว่า เฮ้ย มีอิเคดะยะอยู่!! ว่าแล้วก็เปิดดูในเว็บว่ามันยังมีคอลลาโบะกับฮาคุโอคิอยู่มั้ย คราวที่แล้วประทับใจมาก พอมันดูเหมือนจะยังคอลลาโบะเลยเดินต่อไปจนถึงแถวๆ สะพานซังโจ ปรากฏว่าพอไปถึงเจอคนมุงๆ หน้าร้านเยอะแยะก็เริ่มใจแป้ว แต่พอเข้าไปใกล้ๆ จึงเห็นว่าเค้ายืนรอรถกันเฉยๆ ก็เลยโอเค เดินเข้าร้านไป แล้วพนักงานก็บอกอย่างรวดเร็วว่าร้านเต็มแล้วค่ะ รอสามชั่วโมง โอ้ยยยยยย บายยยยยยยย ลาก่อนโอคิตะซัง สามชั่วโมงก็ไม่ไหวนะคะะะะ

สุดท้ายเลยเดินกลับมากินเบอร์เกอร์ร้านทั่วไปแบบไม่ติ่งกันอย่างเศร้าๆ แม้เบอร์เกอร์จะอร่อยดีก็เถอะ นี่ถ้าวันนี้ได้ปิดท้ายด้วยการกินโอคิตะซัง(?)จะเป็นวันที่เพอร์เฟคต์มาก! แต่ไม่เป็นไร วันนี้เรามิชชั่นคอมพลีทตั้งแต่จุดที่เจอรถไฟจิฮายะแล้ว สถานที่อื่นๆ ต่อมานี่เกินเลยมามาก ตอนแรกไม่อยู่ในแผนด้วยซ้ำ 5555555555555

สรุปแล้วจากที่ตั้งใจจะไปหาไทจิคนเดียว ไปๆ มาๆ เราได้ติ่งหลายสิ่งหลายอย่างมากในวันเดียว ได้ไปฟุชิมิอินาริตอนกลางคืนอย่างที่อยากไปมานานด้วย เป็นวันที่เดินเยอะมากแต่ไม่เหนื่อยเลย เป็นสิ่งมีชีวิตที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานติ่ง ทำกิจกรรมติ่งตลอดเวลาแล้วจะลืมเหนื่อย สนุกจัง! \(^o^)/