KING OF PRISM -PRIDE the HERO- Song&Soundtrack

ตั้งแต่ได้อัลบั้มซาวด์แทรค KING OF PRISM -PRIDE the HERO- มาเมื่อวานจนถึงบัดนี้ยังหยุดฟังไม่ได้เลย ฟังรัวๆ ฟังทั้งอัลบั้มวนไปวนมาทั้งวัน ทำงานก็ฟัง อู้งานก็ฟัง กินข้าวก็ฟัง อาบน้ำยังฟัง ยิ่งฟังยิ่งอยากกรีดร้องจนรู้สึกว่าไม่ได้การแล้วแหละ ความรู้สึกที่สั่งสมในใจนี้มันต้องได้รับการระบาย เพราะฉะนั้นวันนี้จะมาเขียน 感想 ของแต่ละเพลงในอัลบั้มนี้ซะหน่อย!

 

 

※※ คำเตือน: สปอยล์ PRIDE the HERO หนักมาก ※※ 

 

 

ก่อนอื่นขอกรี๊ดปกอัลบั้มก่อนเลย ตอนเห็นปกครั้งแรกแทบยกมือปิดปากน้ำตาไหล ฮิโระซามะะะะะะะ โอเวอร์เดอะเรนโบวววววววววว์ ฮืออออออออ

ปลาบปลื้มมากที่เลือกฮิโระในชุดนี้มาวาดปก เป็นหน้าปกที่สมกับชื่อภาค PRIDE the HERO มากจริงๆ ชอบตรงกลีบกุหลาบสีเหลืองที่ปลิวว่อนด้วย เคยอ่านสัมภาษณ์ผู้กำกับ สต๊าฟ และนักพากย์เรื่องนี้มาเยอะแยะ หลายๆ คนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าภาคนี้เป็นภาคของฮิโระ เป็นเรื่องราวของฮิโระ เพื่อฮิโระ ซึ่งพอได้ดูแล้วก็พบว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะฉะนั้นเลยดีใจมากที่ปกซาวด์แทรคทำออกมาเพื่อฮิโระเช่นเดียวกับตัวหนัง ชอบปกนี้มากที่สุดในบรรดาทุกแผ่นที่ผ่านมาของคิงปุริ&โอเวอร์เดอะเรนโบว์เลย

ข้อเสียเพียงอย่างเดียวของปกนี้คือมันแอบสปอยล์นิดนึง (-_-;)

และในส่วนของเพลงนั้น บอกเลยว่าชอบมากกกกกกกกทุกเพลง!! รอบนี้ไม่เน้นรีวิวแพคเกจ มาเพื่อกรี๊ดเพลงล้วนๆ

 

1. Vivi℃ Heart Session!

เพลงของเด็กๆ เอเดลโรสเจ็ดคน เป็นแทรคแรกในอัลบั้มแต่อันที่จริงแล้วเป็นเพลงจบของหนัง ตอนฟังตัวอย่างครั้งแรกในเว็บรู้สึกเฉยๆ ยิ่งเอาไปเทียบกับดรามาติกเลิฟที่เป็นเพลงจบภาคที่แล้วยิ่งรู้สึกว่า เพลงจบภาคนี้ไม่ค่อยโดนเลย ว้า (´・ω・`)

แต่! หลังจากไปดูหนังมาสิบกว่ารอบก็ชอบเพลงนี้ขึ้นมาเองโดยไม่รู้ตัว สามารถฟังเพลงนี้ติดกับดรามาติกเลิฟได้โดยไม่เกิดการเปรียบเทียบแล้วว่าเพลงไหนดีกว่า ในขณะที่ดรามาติกเลิฟเป็นเพลงสดใสกุ๊กกิ๊ก เพลงนี้จะออกแนวสนุกๆ เนื้อเพลงสนุก ซาวด์ก็สนุก เสียงเด็กๆ สดใสมากกกกกก ชอบการคอลต่างๆ ในเพลงนี้ด้วย เป็นเพลงที่มั่นใจว่าในไลฟ์ต้องสนุกมากแน่นอน!!

พอได้มาฟังเวอร์ชั่นซีดีแล้วคิดถึงบรรยากาศในโรงหนังมากกกกกก ช่วงเพลงจบเป็นช่วงที่สนุกมากๆ ไม่แพ้ระหว่างหนังฉายเลย เพราะนอกจากเพลงจะสนุกแล้วบนจอยังมีภาพเรื่องราวหลังจากหนังจบให้ดูด้วย คนดูจะช่วยกันโบกเพนไลท์ไปตามจังหวะเพลงพร้อมส่งเสียงกรี๊ดตัวละครที่ชอบไปด้วย

ท่อนที่ชอบเป็นพิเศษคือช่วงที่แต่ละคนออกมาบอกชื่อตัวเอง+พูดประโยคสั้นๆ+Ready Sparking! ช่วงนี้ในโรงจะสนุกมาก รีบกดเปลี่ยนสีเพนไลท์แล้วตะโกน Ready Sparking! Yeah! กันอย่างดุเดือด ชอบมาก

โดยส่วนตัว MVP เพลงนี้ยกให้ยูกิซามะ แม้จะมีท่อนโซโล่เพียงเล็กน้อยแต่เสียงดีเหลือเกิน♥

 

2. 恋のロイヤルストレートフラッシュ (Koi no Royal Straight Flush)

เพลงของวงเดอะชัฟเฟิล ซึ่งในเรื่องมีบทน้อยมาก 55555555555 แม้จะตั้งวงขึ้นมาอย่างจริงจังและมีเพลงเป็นของตัวเอง แต่ในเรื่องเพลงนี้ได้ออกมาประมาณห้าวินาที….. ประทับใจที่แม้จะเป็นเพลงที่ได้แอร์ไทม์น้อยแต่ก็มีเวอร์ชั่นเต็มออกมาให้ฟังด้วย

และด้วยเหตุที่แอร์ไทม์ในหนังน้อยมากนี่แหละ ตอนฟังเพลงนี้แบบเต็มๆ ในซีดีครั้งแรกจึงรู้สึกเหมือนเป็นเพลงแปลกหน้าที่ไม่เคยฟังมาก่อน แต่ด้วยความที่เพลงมันสดใสไอดอลคิระคิระมากๆ ก็เลยฟังเพลงนี้ได้อย่างสนุกสนาน ตอนนี้ฟังจนร้องท่อนฮุคได้แล้ว ถ้ามีภาคหน้าก็อยากเห็นวงนี้โชว์เพลงนี้แบบเต็มๆ บ้างนะ

 

3. CRAZY GONNA CRAZY

จุดเริ่มต้นของความพีคในหนัง ตั้งแต่จุดที่อินโทรเพลงนี้ขึ้นมา หนังเรื่องนี้ก็หาความสงบสุขไม่ได้อีกเลย 5555555555

เพลงนี้ฉบับดั้งเดิมเป็นของวง TRF ซึ่งซีรีส์พริตตี้ริทึ่มและคิงปุริชอบหยิบยืมมาใช้ และอันที่จริงในภาคเรนโบว์ไลฟ์ก็เคยใช้เพลงนี้เป็นเพลงเปิดด้วย เพราะฉะนั้นคนที่เคยดูเรนโบว์ไลฟ์มาก่อนจะเซอร์ไพรส์กับเพลงนี้มากกกกกกกกกกกก ฟีดแบคหลังหนังฉายใหม่ๆ เห็นคนกรี๊ดเพลงนี้กันเยอะมาก แต่เราไม่ได้เซอร์ไพรส์อะไรขนาดนั้นเพราะจนปัจจุบันก็ยังดูเรนโบว์ไลฟ์ไม่ครบทุกตอน ไปสคิปๆ ดูมาแค่บางตอน (-_-;)

first impression ของเพลงนี้ คือ น่ารัก!! เพลงนี้เวอร์ชั่นคิงปุระร้องโดยชินคุงกับรุยคุง สองคนนี้เวลาอยู่ด้วยกันจะน่ารักมากกกก ท่าเต้นก็น่ารัก ทั้งโยกหัวไปด้วยกัน เกี่ยวแขนกัน มุ้งมิ้งน่าเอ็นดู

แต่ แต่…… นั่นก็แค่ first impression ในท่อนแรกๆ 5555555555 คือเพลงนี้ฟังเฉยๆ ตามปกติธรรมดาแล้วน่ารักมากนะ เสียงทั้งสองคนคิวท์มากกกกกกก (≧д≦)(≧д≦) แต่ในหนังทำออกมาซะดุเดือด ดุเดือดมากจนรู้สึกว่า เออ เครซี่จริงๆ……….. เป็นฉากเพลงที่มีอะไรตื่นเต้นและตื่นตาตื่นใจเยอะมาก ขัดกับตัวเพลงสุดแสนร่าเริงบันเทิงใจ แถมตอนจบเพลงมีฉากที่คนดูทั้งโรงต้องร้อง เฮือกกกกกกกกกกกก!!! ในการดูรอบแรกอีกต่างหาก (แต่ก็ตกตะลึงกันแค่รอบแรกเท่านั้นแหละ พอดูบ่อยๆ ก็ชินชาไปเอง)

เพลงนี้ติดหูตั้งแต่ฟังในโรงรอบแรกเลย ดูหนังจบแล้วกลับมาฟังเพลงนี้เวอร์ชั่นสาวๆ Prizmmy วนไปวนมาอยู่หลายรอบ ระหว่างรออัลบั้มนี้ออกก็ได้แต่ฟังเวอร์ชั่นสาวๆ นี่แหละ ฟังจนชินกับเวอร์ชั่นสาวๆ มากกว่าไปแล้ว

 

4. Reboot -Hiro ver.-

โอ๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย ก่อนพูดถึงเพลงนี้ขอร้องไห้ก่อนหนึ่งรอบ ฮืออออออออออออออ ;______;

เพลงนี้ฉบับดั้งเดิมเป็นของโคจิ แต่ภาคนี้ฮิโระเอามาร้องใหม่ ซึ่งด้วยความที่เป็นแม่ยกฮิโระทำให้เราชอบเวอร์ชั่นนี้มากกว่าเวอร์ชั่นดั้งเดิมอีก (โคจิเราขอโทษษษษษ)

เพลงนี้เป็นเพลงที่ทำเรานั่งน้ำตาไหลเกือบทุกครั้งที่ไปดูในโรง ทั้งตัวเพลงและสถานการณ์มันเจ็บปวดมากเกินไปสำหรับแม่ยกฮิโระ T____T ….แต่ถ้าไม่ใช่แม่ยกฮิโระอาจจะไม่รู้สึกอะไรเลยก็ได้นะ บางครั้งเราก็มานั่งทบทวนตัวเองว่าจะอินอะไรขนาดนั้น จริงๆ มันไม่ได้บีบหัวใจขนาดนั้นมั้ย? ไม่มีใครตายซะหน่อย ชีวิตนี้ดูอนิเมะที่มีอะไรเศร้ากว่านี้มาเยอะมาก จะมาร้องไห้ทำไมกับเรื่องแค่นี้ฮะ??? คือมันไม่มีอะไรเลยจริงๆ แค่ฮิโระเศร้า เราเลยเศร้าด้วย แค่นั้นเอง แต่พอเข้าไปดูรอบต่อมาก็ร้องไห้อีกอยู่ดี จะบ้าตาย ผกก.วางยาอะไรไว้ไม่รู้ 555555555555

เดิมทีเพลงนี้ก็เป็นเพลงเศร้าอยู่แล้ว เป็นเพลงที่เข้ากับชีวิตรันทดของโคจิในเรนโบว์ไลฟ์มากๆ คือมันเป็นเพลงของโคจิมาตลอดจนเราไม่นึกไม่ฝันมาก่อนว่าจะมีคนอื่นมาร้องเพลงนี้ และแล้วหวยก็มาออกที่ฮิโระ!! ผ่างผ่างงงงงงง!!! ฟังครั้งแรกในโรงเซอร์ไพรส์มากกกกกกกกกก ดีใจมากกกกกกกกกก

เราว่าเวอร์ชั่นเดิมโคจิร้องไว้ดีมากๆ อยู่แล้ว มันรวดร้าว อาภัพ เต็มไปด้วยความรู้สึกเซ็งโลกเซ็งชีวิต แต่ไม่น่าเชื่อว่าพอฮิโระเอาเพลงนี้มาร้องแล้วมันดันเข้ากับฮิโระมาก!!! อันนี้พูดแบบเป็นกลางไม่มีแรงอวยใดๆ (แน่ใจเหรอ…?) เนื้อเพลงก็เข้ากับสถานการณ์มากด้วย (หรือจริงๆ แล้วควรบอกว่าเค้าเขียนบทมาให้เข้ากับเนื้อเพลง??) ถ้าพินิจพิจารณาเนื้อเพลงแล้วจะพบว่าเพลงนี้มันกลายเป็นเพลงที่สื่อความรู้สึกของฮิโระในคิงปุระได้อย่างสมบูรณ์แบบเลย ขอบคุณใครก็ตามที่เป็นคนจับฮิโระมาร้องเพลงนี้ กราบบบบบบ

จะว่าไปแล้วเพลงนี้น่าจะร้องยากพอสมควรนะ เพราะดนตรีไม่ได้มีดีเทลเยอะแยะเหมือนเพลงอื่นๆ เสียงร้องเลยเด่นชัดมาก แต่ทั้งโคจิและฮิโระต่างก็สื่ออารมณ์ปวดร้าวผ่านเสียงของตัวเองออกมาได้ดีมากจริงๆ โดยเฉพาะของฮิโระนี่บีบหัวใจแม่ยกตายคาโรงเป็นเบือ ขอปรบมือให้ทั้งคักกี้และมาเอโนะซังแรงๆ เลยค่าาา เปาะแปะๆๆๆ

 

5. LOVE♥MIX

เพลงของทาคาดะโนะบาบะ จอร์จคุง! ตัวละครนี้ให้เสียงโดยสุงิตะซัง แต่พอร้องเพลงกลับเป็นเสียงของโคบายาชิ ทัตสึยูกิซังซะงั้น

ตอนก่อนไปดูหนังเรานึกว่าใช้วิธีแบบมาครอส คือถึงคนพากย์กับคนร้องเพลงจะเป็นคนละคน แต่ตามเซ็ตติ้งเรื่องถือเป็นคนเดียวกัน ซึ่งเรามาค้นพบทีหลังว่าเราเข้าใจผิด 555555555 ผกก.ฮิชิดะเค้าจงใจแยกคนพากย์กับคนร้องเพลงเพราะตามเนื้อเรื่องแล้วจอร์จคุงร้องเพลงห่วยมาก ดังนั้นเวลาขึ้นโชว์จึงต้องมี ghost singer มาแอบร้องเพลงอยู่หลังเวที ส่วนจอร์จคุงก็รับหน้าที่ขึ้นไปเล่นสเก็ตกระโดดโลดเต้นบนเวที

อันที่จริงแล้วเพลงนี้ก็เป็นเพลงเก่าในซีรีส์พริตตี้ริทึ่มอีกเหมือนกัน เพลงนี้มาจากภาค Dear My Future ซึ่งเป็นภาคที่เราไม่เคยดู เราเพิ่งมารู้ว่ามันเป็นเพลงเก่าหลังจากไปดูหนังแล้วกลับมาเห็นแฟนซีรีส์นี้เค้ากรี๊ดกร๊าดกัน พอรู้แล้วก็หาไปเวอร์ชั่นออริจินอลฟัง ซึ่งเวอร์ชั่นออริจินอลขับร้องโดยคุไม โมโตโกะซัง และทาคายามะ มินามิซัง!!!!!! เหยยยย ทาคายามะ มินามิเลยนะะะะ ทูมิกซ์เลยนะะะะะะะ!!!! ธรรมดาซะที่ไหน!!!!!!!

ฟังเสร็จแล้วอ่านคอมเมนต์ใน youtube พบว่ามีแต่คนแซวว่าโคนันคุงร้องเพลง พอนึกภาพเป็นโคนันเท่านั้นแหละ ขำไม่หยุดทันที เพราะใน Dear My Future ฉากร้องเพลงนี้มันตลกมาก 55555555555

กลับมาที่จอร์จคุง สำหรับเราแล้วเพลงนี้เป็นอีกเพลงที่ค่อนข้างติดหู มีรอบไหนสักรอบที่ไปดูแล้วไม่สามารถเอาเพลงนี้ออกไปจากหัวได้เป็นเวลาหลายวัน รู้ตัวทีไรก็เผลอร้องขึ้นมาว่า Baby 手と手を~瞳と瞳を~~ ร้องท่อนแรกของเพลงซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างงั้นแหละ เป็นเพลงที่น่ากลัวมาก แต่เพราะเหตุนี้จึงตั้งตารอเวอร์ชั่นเต็มของจอร์จคุงมานานมาก ในที่สุดก็ได้ฟังซะที โฮววววว

สิ่งที่ชอบในเพลงนี้คือความสดใสซาบซ่านเลิฟฟูลเวิร์ล เพลงร่าเริงดีมาก เสียดายในเรื่องตัดฉากโชว์ของจอร์จคุงออกไป ให้ดูแค่นิดเดียวเอง (; v ;)

 

6. EZ DO DANCE -THUNDER STORM ver.-

เพลงสุดดุเดือด เหมาะสำหรับฟังแก้ง่วง ฟังปุ๊บสมองเต้นตุบๆๆ ดวงตาเบิกโพลง ไฟในตัวลุกโชน ด้วยเหตุนี้จึงถูกใช้เป็นเพลงบู๊ประจำเรื่อง ภาคที่แล้วเป็นเวอร์ชั่นอเล็กซานเดอร์ vs คาซึกิซัง แต่ภาคนี้จะเปลี่ยนมาเป็นอเล็กซานเดอร์ vs ไทกะคุงแทน

ฝั่งอเล็กไม่มีอะไรจะกรี๊ด เพราะก่อนหน้านี้เคยฟังเวอร์ชั่นอเล็กโซโล่มาเป็นร้อยรอบแล้ว มาฟังเวอร์ชั่นนี้ก็ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นไปกว่าเดิมเท่าไหร่ ทาเคอุจิคุงร้องเพราะยังไงก็เพราะอย่างงั้น กรี๊ดไทกะคุงดีกว่า!

เราชอบสไตล์การร้องของไทกะในเพลงนี้มากกกกกกกกกก!! นี่แหละความสตรีท!!!! ไม่รู้ว่าจงใจร้องให้สไตล์คล้ายๆ คาซึกิซังรึเปล่า แต่เราฟังแล้วรู้สึกอย่างงั้น ยกเว้นตรงที่ไทกะร้องออกมาฟังดูน่ารักกว่าคาซึกิซัง (ตรงนี้น่าจะเป็นเพราะคาแรคเตอร์ด้วย) ว่าจะไปคุ้ยๆ หาบทสัมภาษณ์ทาสุคุมาย้อนอ่านเผื่อมีพูดถึงเพลงนี้แล้วก็ลืมทุกที จำได้แต่ช่วงก่อนหนังฉายทาสุคุย้ำแล้วย้ำอีกว่าภาคนี้เร่าร้อนมากๆ พอได้ดูก็ อืม เร่าร้อนจริงๆ เชื่อแล้ว อีกนิดก็จะ Mad Max Fury Road แล้ว

ฉากเพลงนี้ในโรงหนังมันส์กว่าภาคที่แล้วเยอะมากกกกกก ฉากนี้คือหนังบู๊ของจริง ไมเคิลเบย์มาดูยังต้องร้องว้อทเดอะฟัค อาหลองมาเห็นเป็นต้องหลั่งน้ำตาพนมมือไหว้ เป็นฉากที่ดุเดือดเลือดพล่านที่สุดในเรื่อง สมกับความมันส์ระเบิดเถิดเทิงของเพลง ชอบมาก

 

7. FREEDOM -THUNDER STORM ver.-

เพลงเก่าจากเรนโบว์ไลฟ์ ภาคที่แล้วก็มีให้ฟังนิดหน่อยในฉากย้อนความ สารภาพกันตรงนี้ว่าในบรรดาเพลงโซโล่ของโอบาเระ ก่อนหน้านี้เราชอบเพลงนี้น้อยที่สุด แต่หลังจากดูคิงปุระแล้วเราชอบมากกกกกกกกกกกกกก กลายเป็นว่าช่วงหลังๆ ฟังเพลงนี้บ่อยกว่ารีบูทของโคจิอีก ยิ่งฟังก็ยิ่งชอบเนื้อเพลง เนื้อเพลงโคตรรรรรคาซึกิซัง

ทว่า พอได้ฟังเวอร์ชั่นซีดีคราวนี้เราตกใจมาก เพราะอินโทรมันไม่เหมือนกับในหนัง!! เราชอบอินโทรแบบในหนังมาก อินโทรจะเป็นอะแคปเปลล่าแบบร้องช้าๆ ซึ่งมันเริ่ดมากกกกกกกกก ฮือออออออ ไม่ใช่ว่าเวอร์ชั่นซีดีอันนี้ไม่ดี แต่เราชอบสไตล์เพลงเพื่อชีวิต(?)แบบในหนังมากกว่า ฉากที่ร้องเพลงนี้ขึ้นมามันน่าประทับใจมากจริงๆ (;__;)

เห็นแฟนๆ ชาวญี่ปุ่นตีความว่าเวอร์ชั่นนี้อาจจะเป็นเวอร์ชั่นที่คาซึกิซังตั้งใจจะใช้ในพริซึ่มโชว์ตอนแรก แต่เนื่องจากในเรื่องเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้น คาซึกิซังเลยต้องร้องอะแคปเปลล่าแทนเพื่อกอบกู้สถานการณ์ อ่านการตีความนี้แล้วรู้สึกยอมรับได้ เราจะคิดแบบนี้ด้วยละกัน

ชอบเวอร์ชั่นนี้ตรงที่คาซึกิซังท่าทางเอนจอยกับการร้องเหลือเกิน โดยเฉพาะท่อน Yeah! Yeah! Oh! Yeah! Ha! Ha! ทั้งหลายแหล่ และท่อนแร็พอีกมากมายที่เพิ่มเข้ามา เวอร์ชั่นก่อนไม่มันส์ขนาดนี้ ฟังแล้วเอ็นดู (〃ω〃) พอฟังเทียบสองเวอร์ชั่นแล้วรู้สึกว่าเวอร์ชั่นใหม่มีความเป็นผู้ใหญ่กว่าของเดิมอยู่หน่อยๆ คนข้างในเลิกแอ๊บร้องเพลงไม่เก่งแล้วด้วย (เท่าที่เคยอ่านบทสัมภาษณ์มา เจ้าตัวพูดเองว่าจงใจร้องให้ฟังดูร้องไม่ค่อยเก่งเพราะคาซึกิน่าจะร้องเพลงไม่เก่งเท่าไหร่) รอบนี้ปล่อยของเต็มที่เลย ดีมาก

ที่สำคัญ เพลงนี้ในหนังคาซึกิซังหล่อมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ไม่ได้หมายถึงหน้าตา แต่หมายถึงทุกอย่างในความเป็นนิชินะ คาซึกิ มันหล่อไปหมดเลย ตอนดูรอบแรกมัวแต่ขำคอสตูมจนไม่ค่อยเห็นความหล่อ แต่ยิ่งดูยิ่งหล่อขึ้นเรื่อยๆ เข้าใจแล้วว่าทำไมคาซึกิซังถึงมีทั้งหนุ่มๆ สาวๆ มาติดพันเต็มไปหมด (///∇///)

 

8. Over the Sunshine!

เวอร์ชั่นชินคุงโซโล่ คราวก่อนมีโอบาเระแจมด้วย แต่คราวนี้ชินคุงร้องเดี่ยวเลย เดิมทีเพลงนี้เป็นเพลงของโอบาเระ แต่ตอนนี้เหมือนจะโดนชินคุงยึดไปแล้ว 555555555 แต่เราชอบการที่ให้ชินคุงร้องเพลงนี้มากกว่าจะแต่งเพลงอื่นมาใหม่นะ เพราะมันเป็นเพลงที่โคจิยกให้ชินคุงเพื่อทำให้ทุกคนกลับมาสดใสซาบซ่านได้อีกครั้ง เราว่าเพลงนี้สื่อความเป็น “Shine” ของชินคุงได้มากกว่าเพลงโซโล่ของเจ้าตัวเองซะอีก

เวอร์ชั่นนี้ดนตรีใช้ของเดิมเป๊ะๆ ไม่มีการอะเรนจ์ใหม่ใดๆ แต่คอรัสจะเปลี่ยนไปเพราะโอบาเระหายไปแล้ว คราวนี้เสียงคอรัสและเสียงคอลจะเป็นเสียงชินคุงหมด เพลงนี้รู้สึกไม่มีอะไรให้กรี๊ดเป็นพิเศษเพราะต่างจากของเดิมแค่คอรัส แต่ฉากโชว์ในเรื่องทำดีมากๆๆๆๆๆๆ อีกเช่นกัน ชอบ monologue ของชินคุงตอนขึ้นโชว์เพลงนี้มาก ซึ้ง ฮือ เป็นฉากโชว์ที่ดูแล้วนึกถึงโชว์ในเรนโบว์ไลฟ์มากที่สุดแล้ว

 

9. ルナティックDEStiNy (Lunatic DEStiNy)

เพลงใหม่เอี่ยมอ่องที่แต่งขึ้นมาเพื่อรุยคุงโดยเฉพาะ ชอบมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก เพลงนี้เป็นเพลงพริซึ่มโชว์ของรุยคุงในภาคนี้ ตามเนื้อเรื่องแล้วรุยคุงควรจะร้องเพลง pride ที่ฉกมาจากฮิโระ แต่สุดท้ายรุยคุงก็เลือกที่จะร้องเพลงนี้ และเราชอบมากที่รุยคุงเลือกเพลงนี้แล้วบอกว่า อยากแสดงโชว์ที่ดีที่สุดที่ตัวเองทำได้

เพลงนี้ไม่มีอะไรใกล้เคียงกับ pride เลย เป็นแนวบัลลาดสวยๆ เหมาะกับคนสวยอย่างรุยคุง แต่เนื้อเพลงกรีดหัวใจมากกกกกกกก

อันที่จริงตอนฟังรอบแรกยังไม่ซาบซึ้งกับเนื้อเพลงเท่าไหร่ ตอนดูรอบแรกเราไม่เข้าใจเรื่องความสัมพันธ์ของชินคุงกับรุยคุงเลย (คนที่จะเก็ทตั้งแต่รอบแรกต้องแตกฉานเนื้อเรื่องเรนโบว์ไลฟ์พอสมควร) แต่หลังจากกลับมาอ่านที่แฟนๆ ช่วยกันวิเคราะห์อย่างละเอียดยิบจนพอเข้าใจเรื่องสองคนนี้มากขึ้นแล้ว กลับไปฟังในโรงหนังอีกทีคือร้องไห้เลย นี่ขนาดไม่ได้ชอบคู่นี้เป็นพิเศษนะ

เพลงนี้เป็นเพลงที่เศร้ามาก แต่เศร้าคนละแบบกับ Reboot ในขณะที่ Reboot เป็นความเศร้าของคนหลงทาง หมดหวังกับชีวิต ไม่รู้จะทำยังไงต่อไป เพลงนี้จะเป็นเพลงที่พูดถึงความเศร้าเพราะรัก (อันนี้ไม่ใช่ฟิลเตอร์ของเราด้วยเพราะชินรุยเป็นคู่ออฟฟิเชียลไปแล้ว) เนื้อเพลงมันดีมากกกกกกกกกกกกกกกกก จากที่งงๆ ไม่ค่อยเข้าใจว่ารุยรุยคิดอะไร เนื้อเพลงเพลงนี้จะสื่อทั้งความรักและความปวดร้าวทั้งหมดที่ซุกซ่อนไว้ออกมาตรงๆ เลย

ส่วนดนตรี เราชอบเปียโนเพลงนี้มากกกกกกกก ปกติเป็นคนนิยมชมชอบเครื่องสาย แต่เพลงนี้ยกให้เปียโนชนะเลิศ งดงามมาก

 

10. pride -KING OF PRISM ver.-

เพลงที่ชอบที่สุดในอัลบั้มนี้ แม้จะเป็นของเก่าเล่าใหม่ก็ตาม

เวอร์ชั่นนี้อะเรนจ์ดนตรีใหม่ อัดเสียงร้องใหม่ด้วย แต่เสียงไม่ได้เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนเหมือนคาซึกิซัง ฟังในโรงหลายรอบยังไม่แน่ใจว่าอัดใหม่รึเปล่า แต่ถ้ามาฟังในซีดีจะฟังออกชัดเลยว่าอัดใหม่แน่นอน

เราชอบดนตรีเวอร์ชั่นนี้มากกกกกกกกกกกกกกก อีปิคมากกกกกกกกกกกก ประโคมเครื่องดนตรีซะยิ่งใหญ่อลังการงานสร้าง ตอนฟังในโรงขนลุกเกรียวทุกครั้งที่อินโทรดังขึ้นมา ยิ่งฟังกับลำโพงโรงหนังยิ่งกระหึ่มสะใจ เพลงนี้แหละคือหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เราไปโรงหนังซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อดูหนังเรื่องเดิม ฉาก pride ของฮิโระรอบนี้ทรงพลังมากจริงๆ (และตลกด้วย!)

เวอร์ชั่นนี้เราปลาบปลื้มเสียงไวโอลินมาก♥ ชอบที่ผกก.ฮิชิดะให้เบลซามะเวอร์ชั่นภูตจิ๋วมาสีไวโอลินให้ฮิโระ ชอบคู่นี้! แม้จะชอบน้อยกว่าโคฮิโระก็ตาม ( ̄∇ ̄)

ตอนแรกรู้สึกว่าเพลงนี้มีอะไรอยากกรี๊ดเยอะแยะ แต่เขียนมาถึงเพลงนี้จริงๆ ดันไม่รู้จะกรี๊ดอะไร 55555555 ทุกครั้งที่ฟังเพลงนี้จะได้แต่ตะโกนว่า ฮิโระซามะะะะะะะ!!!! อยู่ในหัวซ้ำไปมา หมดสิ้นคำพูดใดๆ จะหยิบยกมาบรรยายความรู้สึก เป็นเพลงที่ยิ่งฟังยิ่งคิดถึงฮิโระ อยากไปหาที่โรงหนัง อยากดูโชว์ของฮิโระบนจอใหญ่ๆ อีก ฮืออออออออ ฮิโระะะะะะะะะะะ

เออใช่ ชอบการที่นี่เป็นเพลงเดียวในอัลบั้มที่ได้สิทธิ์ใช้ชื่อว่า -KING OF PRISM ver.- ด้วย ถูกต้องเหมาะสมแล้ว

 

11. 虹色CROWN (Nijiiro CROWN)

เพลงใหม่ของโอบาเระ ดีใจที่โอบาเระมีเพลงใหม่ด้วย (≧▽≦)

สำหรับเราแล้วเพลงนี้ตอนแรกๆ ไม่ค่อยติดหูเท่าไหร่ ต้องฟังหลายรอบกว่าจะจดจำทำนองได้ พอจำเนื้อร้องและทำนองได้แล้วจะเผลอร้องออกมาบ่อยๆ เอง

เพลงนี้ทั้งดนตรีและเนื้อเพลงไอดอลมากกกกกก สดใสมากกกกกกกกกกก แต่ฉากที่ร้องเพลงนี้ในเรื่องมันชวนใจหายอยู่หน่อยๆ เวลาฟังเพลงนี้เลยรู้สึกโหวงเหวงอย่างประหลาดทั้งๆ ที่ตัวเพลงมันสุดจะสดใสกุ๊งกิ๊ง เพลงนี้จะว่าเป็นเพลงอังกอร์ก็ได้ เพราะเป็นเพลงที่อยู่หลังเครดิตอีกทีนึง พอจบเพลงนี้ก็จบเรื่อง ได้เวลาลุกออกจากโรง แล้วฉากจบเรื่องทำซะน่าใจหายเลย (ไม่รู้เราคิดมากไปเองรึเปล่า คนอื่นอาจจะไม่ใจหายเหมือนเราก็ได้ 55555555)

ชอบการใช้เพลงนี้เป็นเพลงอังกอร์ เพราะหลังจากดูมาตลอดทั้งเรื่องเนี่ย สิ่งที่เราอยากเห็นที่สุดคือการได้เห็นโอบาเระสามคนกลับมาร้องเพลงด้วยกันอีก เพราะเวทีที่ฮิโระมีความสุขมากที่สุดคือเวทีที่มีโคจิกับคาซึกิอยู่ด้วย และเราก็ได้เห็นภาพนั้นแล้วในที่สุดโดยไม่ต้องรอภาคหน้าจนเหงือกแห้ง ดีงามเหลือเกิน รอยยิ้มที่สดใสที่สุดของฮิโระคือรอยยิ้มตอนที่อยู่ในโอบาเระนี่แหละ ยิ่งมาตั้งใจอ่านเนื้อเพลงแล้วยิ่งรักเพลงนี้มากๆๆๆ เป็นเพลงของโอเวอร์เดอะเรนโบว์จริงๆ ชอบเนื้อเพลงเพลงนี้มากที่สุดในบรรดาเพลงของวงนี้ทั้งหมดไปแล้ว เพราะฉะนั้นโคจิอย่าหายไปไหนอีกนะ!

 

โดยรวมแล้วอัลบั้มนี้มีหลากหลายอารมณ์ให้เลือกสรร ทั้งสดใสสไตล์ไอดอล บู๊ล้างผลาญ สตรีทกอบกู้โลก และเศร้าบาดอารมณ์ ฟังวนไปวนมายิ่งรู้สึกเหมือนจะเป็นบ้า ปรับอารมณ์ตามเพลงไม่ค่อยทัน อินไปหมดทุกเพลง

เอาเป็นว่า キンプリはいいぞ!

 

Advertisements

Diabolik Lovers LOST EDEN: Ayato’s route

เพิ่งซื้อ Diabolik Lovers Lost Eden มาเล่น หลังจากเกมออกมาประมาณชาตินึงเห็นจะได้

เลือกรูทอายาโตะเป็นรูทแรกเหมือนเดิม เพิ่งเล่นจบไปรูทเดียวนี่แหละ ตอนแรกนึกว่าภาคนี้คงไม่มีอะไรให้กรี๊ดแล้ว เพราะอ่านรีวิวในอเมซอนแล้วคนบ่นกันเยอะมากกกกกกกกกกเลยคิดว่าเนื้อเรื่องคงไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ ตอนเล่น Lunatic Parade เราก็เล่นแบบไม่รู้สึกอยากกรี๊ดเป็นพิเศษ (แม้ยูมะจะน่ารักมากๆๆๆๆๆๆๆก็ตาม) แต่ปรากฏว่าเล่นรูทอายาโตะจบแล้วก็มีส่วนที่รู้สึก เฮ้ย!!! จนอยากเขียนถึงอยู่บ้างเหมือนกัน มาจดบันทึกไว้หน่อย เผื่อตอนเล่นภาคหน้าจะอยากกลับมาย้อนอ่าน (ว่าแต่มันยังจะมีภาคหน้าอีกมั้ย….)

 

**SPOILER ALERT**

 

● ภาคนี้เนื้อเรื่องต่อจากตอนจบของภาค Dark Fate คือคาร์ลไฮนซ์มอบพลังทั้งหมดของตัวเองให้คนใดคนนึงแล้วตายไป

● ในเมื่อเลือกรูทอายาโตะ คนที่ได้รับพลังจากคาร์ลไฮนซ์จึงเป็นอายาโตะ แต่อายาโตะยังคงอยู่บ้านซากามากิเหมือนเดิม ไม่ได้ย้ายไปอยู่ในปราสาทของคาร์ลแบบในแวมไพร์เอนด์ของ Dark Fate

● เราชอบรูทอายาโตะในภาค Dark Fate มากกกกกกกก เพราะเป็นรูทที่รู้สึกว่าอายาโตะเติบโตขึ้นเยอะ ไม่ค่อยงี่เง่าเหมือนภาคแรกๆ แต่ภาคนี้อายาโตะจะกลับมางี่เง่าน่าถีบ กลายเป็นเด็กนรกอายาโตะจอมเอาแต่ใจคนเดิมอีกครั้ง

● ความงี่เง่าของอายาโตะในภาคนี้คือ หลังจากได้รับพลังมหาศาลจากคาร์ลมาแล้วก็ชอบใช้พลังตามอำเภอใจทั้งๆ ที่ยังควบคุมพลังไม่ค่อยได้ กลายเป็นเด็กจูนิเบียวที่มั่นอกมั่นใจว่าตัวเองมีพลังมากมายเหนือกว่าคนอื่น ไม่มีความสำนึกเลยว่าตัวเองจะต้องเป็นราชาคนใหม่ ใครสั่งใครสอนอะไรก็ไม่ฟัง ขนาดท่านอาริคเตอร์ (ซึ่งรูทนี้เป็นคนดีมากจนน่าตกใจ) อาสามาช่วยสั่งสอนวิชาให้ก็ยังทำตัวขบถใส่ท่านอา จนพี่น้องบ้านซากามากิเอือมกันไปหมด แม้แต่นางเอกยังเอือมๆ

● ตอนเล่นช่วงแรกๆ เซ็งไปเลยที่อายาโตะกลับมาเป็นเด็กงี่เง่าแบบนี้ (แม้แต่ฉากป้อนทาโกยากิสุดน่ารักยังชดเชยความงี่เง่าไม่ค่อยได้ แถมทำเราหิวตอนดึกอีก โกรธ) เสียดายพัฒนาการดีๆ ใน Dark Fate มากกกกกก แต่สุดท้ายแล้วช่วงท้ายๆ เค้าก็เขียนสตอรี่มาให้เรารู้สึกยอมรับความงี่เง่าช่วงแรกได้พอสมควร ถือว่าโอเค ไม่เลวร้ายเท่าไหร่ แค่ต้องทนหงุดหงิดนิดหน่อยช่วงแรกๆ คือถ้ารู้มาก่อนว่าจะจบยังไงอาจไม่ค่อยหงุดหงิดมาก

● ในที่สุดแล้วรูทอายาโตะในภาคนี้มันก็เป็นเรื่องราวการเติบโตของอายาโตะอีกเหมือนกัน ถ้าเริ่มจากจุดที่นิสัยดีๆ แบบใน Dark Fate แล้วอาจจะเขียนเนื้อเรื่องยากแหละมั้ง?? พอเริ่มด้วยความงี่เง่าแล้ว ตอนหลังๆ จะเห็นการเติบโตของอายาโตะได้ชัดเจนกว่า

● พอเล่นไปเรื่อยๆ สถานการณ์ต่างๆ มันจะยิ่งไล่ต้อนอายาโตะให้จนมุม ชอบตรงที่เนื้อเรื่องแบบนี้มันไม่เคยมีในรูทอายาโตะภาคก่อนๆ (หรือเราอาจจะแค่ลืมไป) ไม่เคยเห็นอายาโตะโดนบีบคั้นจากทุกทิศทางจนหาทางออกไม่เจอขนาดนี้ ปกติรูทอายาโตะไม่ค่อยหน่วงนะ คนอื่นหน่วงกว่าเยอะมาก แต่รูทนี้เครียดมาก หน่วงมาก เป็นรูทอายาโตะที่มีรสขมทั้งที่ปกติจะค่อนไปทางเผ็ดปนหวาน ทำเอาเราเริ่มกลัวรูทคนอื่นแล้วเนี่ย

● สรุปเนื้อเรื่องแบบสั้นๆ คือหลายๆ คนรับไม่ได้ที่อายาโตะซึ่งจะขึ้นเป็นราชาปีศาจคนใหม่เป็นแบบนี้เลยแอบไปปรึกษากันลับหลังว่าเราต้องย้ายพลังของคาร์ลในตัวอายาโตะไปให้คนอื่นแล้วแหละ หาตัวราชาปีศาจคนใหม่กันเถอะ ไปๆ มาๆ สุดท้ายเกือบทุกคนเลยกลายมาเป็นศัตรูของอายาโตะ ทั้งพี่น้องบ้านซากามากิ ทั้งรุกิคุง ทั้งคิโนะที่เป็นตัวละครใหม่เอี่ยม ไหนจะตัวละครประกอบอื่นๆ อีกมากมายที่พร้อมจะไฝว้กับอายาโตะทุกเมื่ออีก

● อย่างไรก็ตาม!! ยังมีสามคนที่คอยช่วยอายาโตะอย่างไม่น่าเชื่อ และสามคนนี้คือคนที่ทำให้รูทอายาโตะชวนหวีดมาก!!!! ซึ่งก็คือ

● เด็กๆ บ้านมุคามิของเราาาาาาา โฮรววววววววววว สามคนนี้ดีมาก น่ารักมาก ไม่อยากเชื่อว่าจะได้เห็นสามคนนี้คอยช่วยอายาโตะอย่างเอาเป็นเอาตาย ปลาบปลื้มมาก (;____;)

● สาเหตุที่สามคนนี้กลายมาเป็นพรรคพวกของอายาโตะคือ อายาโตะพานางเอกหนีคนอื่นๆ ไปอยู่อีเด็น ปราสาทของคาร์ล แต่ไปถึงแล้วดันเจอสามคนนี้อาศัยอยู่ที่นี่ (ภาคนี้บ้านมุคามิยึดปราสาทคาร์ลเป็นบ้านใหม่หน้าตาเฉย ในขณะที่ฝั่งซากามากิอยู่บ้านหลังเล็กน่ารักกันต่อไป) ทั้งสามคนก็ให้อายาโตะกับนางเอกอยู่ด้วยแต่โดยดีเพราะปราสาทนี้เป็นของอายาโตะอยู่แล้ว

● ส่วนรุกิคุงไปจับมือกับซากามากิเตรียมเชือดอายาโตะแล้วจ้า 555555555 หม่าม้าบ้านมุคามินี่แหละหัวเรี่ยวหัวแรงในการโค่นบัลลังก์อายาโตะ แต่รุกิคุงทำไปเพราะหวังดีกับแวมไพร์และโลกปีศาจนะ เราเข้าจัยยยยย ฮรืออออออ

● เราชอบการชัฟเฟิล(?)บ้านกันแบบนี้นะ ที่ผ่านมาจะอยู่กันแบบบ้านไหนบ้านนั้น แต่รอบนี้มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างบ้านเกิดขึ้น ทำให้ได้เห็นปฏิสัมพันธ์แบบใหม่ๆ ไปด้วย รูทนี้เรย์จิกับรุกิคุยกันดีมาก ดูเป็นพวกเดียวกันจริงๆ ไม่มีแซะกันเลย เราชอบสองคนนี้เวลาเจอกันในแฟนดิสก์เพราะตลกมากกกกก แต่นี่ภาคหลักอะนะ จะมาคอเมดี้เหมือนแฟนดิสก์ก็คงแปลกๆ…

● ระหว่างอายาโตะกับนางเอกอยู่ที่ปราสาท สามหนุ่มมุคามิที่เหลือก็คอยช่วยดูแล พอได้ข่าวว่าคนอื่นจะบุกมาก็บอกว่าจะร่วมต่อสู้ด้วยเพราะอยากปกป้องปราสาทอีเด็นที่พวกตัวเองเติบโตมา ถึงจะต้องเป็นศัตรูกับรุกิคุงก็ตาม (อันนี้ตกใจนิดนึง ไม่อยากเชื่อว่าสามคนนี้จะเลือกปกป้องสถานที่ถึงขั้นยอมสู้กับรุกิ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้สู้กันนะ)

● ขำมากตอนที่สามหนุ่มมุคามิคุยกับว่าจะแก้ปัญหายังไงดีถึงจะไม่ต้องสู้กับรุกิคุง แล้วก็ปกป้องอีเด็นเอาไว้ได้ด้วย

● สุดท้ายทางแก้ที่ทั้งสามคนคิดได้คือ ไล่อายาโตะออกไปซะ 555555555555555 ประทับใจในความเด็ดขาดนี้มาก ไม่ปรานีแม้แต่เจ้าของบ้าน 555555555555555

● ทั้งสามคนก็ไม่ถึงขั้นขับไล่ไสส่งอายาโตะหรอก แค่คุยกันดีๆ บอกว่าวิธีนี้ดีที่สุดแล้วสำหรับทุกคน อายาโตะเลยยอมออกไปจากปราสาทแต่โดยดี แล้วก็กลายเป็นคนไม่มีที่ไป จะกลับไปหาพี่น้องก็ไม่ได้

● ถึงจะไล่อายาโตะออกไปแล้ว ตอนท้ายสามหนุ่มมุคามิก็ยังคอยช่วยอายาโตะกับนางเอกอยู่ดี ตอนใกล้ๆ จบนางเอกโดนคนอื่นจับไปขัง ทั้งสามคนก็ไปช่วยเอาไว้เพราะคิดว่านางเอกควรจะอยู่เคียงข้างอายาโตะ เพื่อให้สภาพจิตใจของอายาโตะมั่นคง ไม่งั้นปราสาทอีเด็นที่เป็นของอายาโตะจะพังทลายไปเรื่อยๆ ตามสภาพจิตใจของเจ้าของ ตอนที่จู่ๆ สามคนนี้โผล่มาช่วยนางเอกคือกรี๊ดเยอะมาก กรี๊ซซซซซซซซซซซซซซซซซซซ

● ฮรืออออออออ นี่เราเล่นรูทอายาโตะอยู่นะ อย่ามาทำคะแนนรัวๆ สิบ้านมุคามี้ยยยยยยยยย์

● ตอนสุดท้ายก็อย่างที่บอก อายาโตะโดนไล่ต้อนจากทุกทาง พี่น้องก็รังเกียจ พ่อนางเอกที่โผล่มาจากไหนไม่รู้ก็จ้องจะฆ่า ซึ่งทางเลือกที่อายาโตะเลือกในฉากจบแบบ Vampire End กับ Brute End จะเหมือนกัน คือส่งมีดให้นางเอก แล้วขอให้นางเอกช่วยฆ่าตัวเองซะ เพราะอายาโตะเบื่อเต็มทนที่จะต้องแบกรับพลังของคาร์ลไฮนซ์ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่ต้องการแล้ว พอแล้ว ไม่เอาแล้ว ตายดีกว่า

● นางเอกบรรยายว่าตอนที่อายาโตะขอร้องให้ฆ่า อายาโตะทำหน้าทุกข์ทรมานมาก เหมือนร้องไห้อยู่ทั้งที่ไม่มีน้ำตา ดูเหงา อ้างว้าง คือจุดนั้นนอกจากนางเอกแล้วอายาโตะไม่เหลือใครเลยจริงๆ อายาโตะเลยขอให้นางเอกซึ่งเป็นมิตรคนสุดท้ายที่เหลืออยู่เป็นคนลงมือจบทุกอย่างไปซะ นางเอกทนไม่ได้ที่อายาโตะทรมานแบบนี้ก็เลยช่วยสงเคราะห์ให้

● ดูๆ ไปแล้วเหมือนกับเป็นการหนีปัญหา แต่เราว่าอายาโตะคงคิดว่าการที่ตัวเองหายไปคือวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน ในเมื่อทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าพลังนี้มันไม่ควรอยู่ในร่างอายาโตะ อายาโตะก็เลือกที่จะเป็นฝ่ายไปเอง เราคิดอย่างงั้นนะ แต่ถ้าไม่ใช่เพราะโดนบีบจนถึงที่สุดแล้วอายาโตะก็คงไม่เลือกทางนี้หรอก เด็กคนนี้รักตัวเองจะตาย ไม่ใช่คนที่จะแก้ปัญหาด้วยความตายหรอก ถ้าไม่โดนไล่ต้อนจนมุมแล้วจริงๆ คือมันเป็นทางเลือกที่คำนึงถึงตัวเองและคนอื่นด้วย ไม่ใช่เพื่อหนีปัญหาไปคนเดียว

● บอกตามตรงแล้วเราเกลียด Vampire End มาก…….. เล่นจบแล้วแทบโยนเครื่องทิ้ง ในฉากจบอันนี้หลังจากนางเอกใช้มีดแทงอายาโตะแล้ว แผ่นดินก็สั่นสะเทือนเลือนลั่นเพราะสูญเสียราชาแวมไพร์ไป ระหว่างที่ทุกคนกำลังงุนงง และคิโนะเตรียมจะยึดพลังของคาร์ลมาจากร่างอายาโตะอยู่นั้น!! จู่ๆ ก็เกิดแสงสว่าง แว้บบบบบบบบบบบ!!!!! แล้วอายาโตะก็ตื่นมาในห้องของตัวเอง พออายาโตะคุยกับนางเอกก็เลยรู้ว่าตัวเองย้อนเวลากลับมาช่วงต้นๆ เกมหลังจากได้พลังมาใหม่ๆ และกำลังเกรียนได้ที่นั่นเอง

● เท่ากับว่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่ผ่านมานั้นเป็นโมฆะจ้าาาาาา โอ้ยยยยยยย บ๊ายบายยยยยยยย สามสี่ชั่วโมงที่เล่นมานั้นเพื่ออะไรรรรรรรรรร ไม่นึกว่าจะเล่นมุกย้อนเวลา ไม่มีทางออกที่ดีกว่านี้แล้วหรือ เพื่อจะเขียนเนื้อเรื่องให้จบแฮปปี้นี่ต้องดิ้นรนกันขนาดนี้เลยหรือ

● ย้อนเวลาเสร็จแล้วอายาโตะก็ดีอกดีใจที่ตัวเองได้รับโอกาสอีกครั้ง หลังจากนั้นอายาโตะเลยกลับใจเป็นเด็กดี ตั้งอกตั้งใจร่ำเรียนวิชากับท่านอาให้สมเป็นราชาปีศาจจนแม้แต่พี่น้องบ้านซากามากิยังตกใจว่าทำไมจู่ๆ อายาโตะก็กลายเป็นคนขยันขันแข็งแบบนี้ แล้วก็จบแฮปปี้ไม่มีใครตาย ขนาดท่านอาที่ตายไปตอนต้นๆ เรื่องยังฟื้นกลับมาเลยเนี่ย ทุกอย่างโดนรีเซ็ตหมด

● ไม่ชอบฉากจบนี้เพราะรู้สึกเหมือนโดนหักหลัง อารมณ์แบบ อ้าว อ้าวววววว เล่นงี้เลยเหรอ!!?? แต่คิดในแง่ดีแล้วมันก็ไม่ใช่ว่าเรื่องทั้งหมดที่เล่นมาไร้ความหมายหรอก เพราะอายาโตะยังจำเรื่องราวเหล่านั้นได้ อายาโตะได้เผชิญสิ่งเหล่านั้นมาแล้ว ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่ทำให้อายาโตะได้เติบโต ……..แต่ก็นะ ถึงจะคิดแบบนี้อารมณ์โดนหักหลังมันก็ไม่หายไปอยู่ดี เซ็งพอๆ กับดูหนังอย่างลุ้นระทึกมาทั้งเรื่องแล้วจบตรงที่พระเอกตื่นจากฝัน อะไรประมาณนั้น

● เราไม่ได้เกลียดมุกย้อนเวลานะ ถ้าย้อนเวลาดีๆ มันก็ออกมาดีได้ แต่อันนี้บอกเลยว่ามันไม่ช่ายยยย

● อย่างไรก็ตาม ถึงเราจะไม่ปลื้ม Vampire End แต่เราชอบ Brute End นะ!

● Brute End เป็นอีกฉากจบที่อายาโตะโดนนางเอกแทงเหมือนกัน แต่อันนี้ตายจริงไม่ติงนัง ตายแล้วตายลับไม่กลับมา ไม่มีการใช้สูตรโกงย้อนเวลาใดๆ แต่ฉากจบนี้อายาโตะจะยกพลังของคาร์ลให้นางเอกก่อนตาย นางเอกที่สูญเสียอายาโตะไป (ทั้งๆ ที่ฆ่าเองกับมือ) ก็เกิดอาการเสียใจจนสติแตก ระเบิดพลังทำลายล้างทุกอย่างพินาศหมด ทุกคนตายเรียบ เหลือแค่นางเอกคนเดียว (ความเอวานเกเลี่ยนนี้คืออะไร….) นางเอกเลยใช้พลังสร้างอายาโตะตัวปลอมขึ้นมา แต่นางเอกก็รู้อยู่แก่ใจว่านี่เป็นแค่ตัวปลอม สุดท้ายนางเอกเลยสั่งให้อายาโตะตัวปลอมฆ่าตัวเองทิ้งซะ ลาก่อน

● นางเอกตายเป็นรอบที่สิบล้าน ตายบ่อยมาก ตายมาแล้วทุกภาค ภาคละหลายรอบ ตายจนคนเล่นชินไปแล้ว แต่อันนี้ตายได้น่าจดจำอยู่นะ เราชอบ หรืออาจเป็นเพราะผ่าน Vampire End มาก่อนก็ไม่รู้ พอมาเจอฉากจบนี้เลยชอบเป็นพิเศษ เทียบสองฉากแล้วอันนี้ดูดีกว่าเยอะมากกกกกกก

● ส่วน Manservant End จะจบแบบฝ่ายมนุษย์ที่นำโดยพ่อนางเอกกับฝ่ายแวมไพร์สู้กัน (นี่ก็แหวกจากฉากจบอีกสองอันเกิ๊นนนนน) ฝั่งแวมไพร์โดนฆ่ากันหมด เหลือแค่อายาโตะกับคิโนะ คิโนะเลยชวนอายาโตะมาร่วมมือกัน ฉากนี้จบที่คิโนะพูดคนเดียวว่า สุดท้ายแล้วคนที่จะชนะก็คือฉัน สรุปว่าจบแบบคิโนะรอเลื่อยขาเก้าอี้อายาโตะอยู่นั่นเอง ปกติฉากจบ Manservant End มันมักจะงงๆ หรือมาแนวครึ่งๆ กลางๆ แบบนี้อยู่แล้วอันนี้เราเลยไม่มีปัญหา

● เป็นอันว่าชอบ Brute End ซึ่งเป็นแบ๊ดเอนด์มากที่สุด แต่จะว่าไปแล้วเกมนี้ชอบทำแบ๊ดเอนด์ออกมาน่าประทับใจกว่ากู๊ดเอนด์อยู่บ่อยครั้ง จริงๆ ก็ไม่แปลกนะ 5555555555

โดยรวมแล้วก็ประมาณนี้ มีรายละเอียดที่ข้ามไปเยอะมาก แต่ตอนแรกแค่อยากมาบ่นฉากจบเฉยๆ นะ 555555555555

ตอนนี้เล่นรูทคาร์ล่าอยู่ รูทนี้ก็ดราม่าเหลือเกิน ห่างหายจากภาคหลักมานานจนลืมไปแล้วว่าเกมนี้มันหน่วง มันนัวร์ขนาดนี้ แฟนดิสก์/ดราม่าซีดีแถมต่างๆ/ทวิตเตอร์ชอบหลอกให้เราเผลอคิดว่าทุกคนติ๊งต๊องอยู่เรื่อย (โดยเฉพาะทวีตแต่ละคนนี่เหมือนทำมาเพื่อแข่งกันตลก รั่วบ้าฮากลิ้งมากกกกกกกก) แต่พอกลับมาภาคหลักจริงๆ ทุกคนก็เครียดเหมือนเดิม ฮืออออ เผลอติดภาพทุกคนตอนติ๊งต๊องมากไปสินะ TωT

ก่อนหน้านี้ลังเลจนเกือบจะไม่เล่นภาคนี้แล้วเพราะรีวิวมันแย่มากจริงๆ บวกกับเราค่อนข้างผิดหวังกับภาค Lunatic Parade ด้วย แต่หลังจากเล่นไปหนึ่งรูทครึ่งก็รู้สึกว่าดีแล้วที่ซื้อมา คิดถึงหนุ่มๆ โดยเฉพาะบ้านมุคามิ♥ ดีใจที่ได้เจอกันอีก ทุกคนน่ารักไม่เปลี่ยนเลยจริงๆ (〃ω〃)

Code:Realize ~祝福の未来~

เพิ่งขุดแฟนดิสก์เกม Code: Realize มาเล่นต่อจนจบแหละ!

**SPOILER ALERT**

 

ความจริงเล่นใกล้จบมานานแล้ว แต่ดองสองรูทสุดท้ายไว้เพราะยังไม่อยากเล่นจบ กลัวจบแล้วใจหาย TvT แต่เดี๋ยวเดือนธันวาปีนี้จะมีแฟนดิสก์ออกมาอีกแผ่น งั้นก็ขุดๆ มาเล่นให้จบก่อนดีกว่า

สองรูทที่ดองไว้คือรูทรวมของแก๊งลูแปง และรูทเดี่ยวของลูแปง ปกติเราชอบเล่นรูทที่อยากเล่นมากที่สุดก่อน แต่เกมนี้ภาคแรกบังคับให้เล่นรูทลูแปงเป็นคนสุดท้ายแล้วเรารู้สึกว่ามันเวิร์ค คราวนี้เราเลยลองเก็บลูแปงไว้เล่นทีหลังสุดแม้เกมจะไม่ได้บังคับก็ตาม

พูดถึงตัวเกมโดยรวมก่อนแล้วกัน ความที่ภาค 祝福の未来 (Shukufuku no Mirai) นี่เป็นแฟนดิสก์ เนื้อหาในรูทหนุ่มๆ แต่ละคนเลยไม่เข้มข้นเท่าภาคหลัก ออกแนวเรื่องราวสวีทหวานแหววต่อจากภาคหลักอีกที เป็นอาฟเตอร์สตอรี่มีไว้ให้ก๊าวใจเล่นๆ

แต่เพราะเหตุนี้แหละมั้ง ตัวเกมเลยใช้วิธีเพิ่มเนื้อเรื่องส่วนอื่นๆ ขึ้นมาเพื่อให้เกมมันดูมีอะไรมากกว่าแฟนดิสก์ธรรมดา คือนอกจากจะมีอาฟเตอร์สตอรี่ของนางเอกกับหนุ่มๆ ห้าคนที่จีบได้ในภาคแรกแล้ว เกมยังเพิ่มรูทคุณโฮล์มส์กับรูทฟินนิสมาให้ด้วย!!!! กรี๊ดดดดดดดดด!!!! เราชอบคุณโฮล์มส์เกมนี้มว๊ากกกกกกกกกกกกก ตอนรู้ว่าจีบได้นี่ดีใจมาก กราบออฟฟิเชียลเยอะมากที่ยังไม่ลืมคุณโฮล์มส์ของเรา ได้ขึ้นปกลิมิเต็ดด้วย ลงของแถมร้านคู่กะลูแปงด้วย ดีงาม ฮรืออออออออออออออ

เนื้อเรื่องในรูทคุณโฮล์มส์กับรูทฟินนิสจะค่อนข้างเป็นเรื่องเป็นราว มีสตอรี่จริงจัง มีตัวละครใหม่ และยาวกว่าของหนุ่มๆ ตัวละครหลักห้าคนอีก นอกจากนั้นยังมีรูทรวมของแก๊งลูแปงกับไซด์สตอรี่ของโดระจังมาให้ด้วย (อันหลังสุดนี่ก็ดีงาม แวมไพร์เดะน้อยโชตะ ซีจีเด็ดทุกรูป แผล่บๆๆ ^q^) ถึงจะเนื้อหาไม่เข้มข้นซับซ้อนซ่อนเงื่อนเท่าภาคหลัก แต่ก็เป็นแฟนดิสก์ที่มีอะไรมาให้เสพเยอะดี

โดยส่วนตัวถ้าไม่นับรูทลูแปงที่แค่ลูแปงออกมาพูดว่าโอโจ้ซามะเราก็จะเป็นลมแล้ว เราชอบรูทคุณโฮล์มส์สุดเลย ทั้งดราม่าทั้งเขิลลลลลล (〃ω〃) อีคุณโฮล์มส์เวลามีความรักโคตรรรรรรนั่ลลั๊กกกกกกกกก ตอนแรกเซ็งนิดนึงที่รูทนี้ลูแปงไม่ค่อยมีบท แต่เล่นไปเล่นมา เวลาคุณโฮล์มส์อยู่กะนางเอกก็โคตรดีอะะะะะ โฮววววววววว แม่คะหนูรักพี่เค้าาาาาาาาาาา (≧д≦)(≧д≦)(≧д≦)

แอนี่เวย์ วันนี้ไม่ได้จะมากรี๊ดคุณโฮล์มส์ (เพราะเล่นจบนานแล้ว ลืมไปเยอะ 555555555) ตั้งใจจะมากรี๊ดลูแปง ว่าแล้วก็มากรี๊ดลูแปงดีกว่า

รูทลูแปงในแฟนดิสก์นี่จะเป็นเนื้อเรื่องต่อจากตอนจบภาคหลัก คือภาคหลักจบที่แต่งงานกัน พอมาภาคนี้จะเริ่มจาก….. บนเตียง……..

โอ้โห เริ่มมาก็กัดผ้าเช็ดหน้าอิจฉานางเอกเยอะมาก กรี๊ดดดดด หร่อนเป็นใคร มีสิทธิ์อะไรมานอนเตียงเดียวกับลูแปงของชั้นยะะะะ (เป็นนางเอกไง เป็นเมียลูแปงด้วยไง)

ฉากกะหนุงกะหนิงบนเตียงยามเช้านี่เป็นช่วงไม่กี่วันต่อมาหลังจากแต่งงานกันแล้ว นางเอกบ่นๆ ว่าถ้าอยากนอนด้วยกันทำไมไม่ย้ายมานอนห้องเดียวกันแต่แรก คือแต่งงานกันแล้วก็ยังแยกห้องนอนกันอยู่ ลูแปงเลยบอกว่า จอมโจรอย่างฉันชอบย่องมาหาตอนดึกๆ ทีหลังมากกว่านะ (…อย่างงี้ก็มีด้วย เทคนิคเพิ่มความเร้าใจในชีวิตคู่เหรอ!!??)

หลังจากนั้นนางเอกก็มาครุ่นคิดตามลำพังว่า เอ๊ะ ทำไมลูแปงชอบทำให้เราใจเต้นโครมครามอยู่ฝ่ายเดียวนะ แต่ลูแปงดูไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย เวลาสวีทกันก็ดูชิลๆ เฉยๆ ไม่เคยมีทีท่าเขินอาย อยากแก้แค้นให้ลูแปงเขินหน้าแดงมั่งจัง! ฉันจะต้องขโมยหัวใจของลูแปงมาให้ได้เล้ย!! โอ๊ยยยยยย ฟีลลิ่งเด็กประถม จิบิมารุโกะจังสุดดดดด แต่นางเอกเกมนี้มีความเด็กน้อยอยู่แล้ว จะว่ารับได้ก็รับได้ ตลกดี 555555555

ด้วยความที่นางเอกเป็นคนซื่อๆ ก็เลยเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาเพื่อนๆ ตามตรง พอไปปรึกษาคุณหมอฟราน ฟรานก็เอาไปปรึกษาเฮียแวนเฮลซิ่งกับโดระจังต่อ ไปๆ มาๆ ก็ได้ข้อสรุปว่า ต้องทำให้ลูแปงกับนางเอกตกอยู่ในสถานการณ์คับขันเพื่อให้รักกันมากขึ้น!!

ว่าแล้วคืนนั้นเฮียแวนก็พาหมอฟรานใส่หน้ากากแต่งตัวเป็นคนร้ายบุกมาทำร้ายลูแปงที่คฤหาสน์โดยมีโดระจังตามมาแอบดูด้วย แต่สู้กันไปแป๊บเดียวลูแปงก็จับได้ทันทีว่าเป็นเฮียแวนกับหมอฟราน (แหงสิ เฮียพูดคำเดียวก็โคตรรรรสุวาเบะซังแล้ว ใครได้ยินก็จับได้หมดแหละ ……ยกเว้นนางเอกนะ)

ชอบตอนลูแปงแซวเฮียแวนก่อนถอดหน้ากากว่าวันนี้ช็อตกันคู่ใจไปไหนล่ะ เฮียเลยตกใจว่า อ้าว!! ความแตกแล้วเรอะ!! แต่พอแผนแตกแล้วเฮียก็ยังกระหยิ่มยิ้มย่อง ภูมิใจว่าแผนของตัวเองทำให้สามีภรรยาเค้ารักกันมากขึ้น สุดท้ายเลยโดนลูแปงเทศนาชุดใหญ่ ตล๊กกกกก รูทนี้เฮียแวนน่ารักมากกกกกกกกกกก (แต่เฮียในรูทตัวเองโคตรงี่เง่า เล่นแล้วโมโห 555555555555)

สรุปว่าแผนการของเฮียแวน หมอฟราน และโดระจังก็ไม่สำเร็จ นางเอกเลยไปบ่นๆ ให้อิมเปย์กับแซงต์ฟังต่อ สองคนนี้เลยคิดแผนชวนนางเอกไปเดทเพื่อให้ลูแปงหึงขึ้นมา พอได้แผนแล้วนางเอกก็กลับเข้าบ้านไปหยิบกระเป๋า ทำท่าจะออกไปข้างนอก ลูแปงเห็นแล้วก็ยิ้มร่าบอกว่าจะออกไปข้างนอกเหรอ ไปด้วย แต่โดนนางเอกปฏิเสธแล้วบอกว่าจะไปเดท! ลูแปงเลยช็อกมาก แต่ก็สะกดรอยตามมาตามแผนของนางเอก

นางเอกมาเดทกับอิมเปย์กับแซงต์ข้างนอกทั้งๆ ที่ยังไม่แน่ใจว่าแผนนี้มันจะได้ผลจริงๆ เหรอ จะทำให้ลูแปงหึงได้จริงๆ เหรอ …ตัดภาพมาทางลูแปงที่แอบดูอยู่ห่างๆ โอ้ยยย หึงหน้ามืด หัวร้อนไปหมด เห็นอิมเปย์แตะไหล่นางเอกก็บ่น เห็นแซงต์คุยกับนางเอกแล้วหน้าใกล้เกินก็บ่น น่ารักกกกกกกกกกกกกกก (≧ω≦)(≧ω≦)

อิมเปย์กับแซงต์บอกว่าแผนเดทนี่ทำไปเพื่อช่วยนางเอก แต่เราว่าสองคนนี้คงสนุกกับการแกล้งลูแปงมากกว่า ไม่ได้อยากช่วยนางเอกอะไรขนาดนั้นหรอก 5555555555

ฉากเดทน่ารักตรงที่คอยตัดภาพให้เห็นปฏิกิริยาลูแปงตลอด ชอบตอนที่ลูแปงเห็นนางเอกไปนั่งหัวเราะคิกคักกับอีกสองหนุ่มในคาเฟ่ สองหนุ่มก็สุดจะรู้งาน ทำตัวอี๋อ๋อกับนางเอกเป็นพิเศษ ยกตัวอย่างเช่น แซงต์เห็นครีมเลอะแก้มนางเอกก็ช่วยปาดออกให้ ร้ายกาจมาก 555555555 ลูแปงเลยได้แต่นั่งกอดหมาจ๋อยๆ หงอยๆ คอยพูดตัดพ้อต่อว่าให้หมาฟัง พอเห็นภาพทิ่มแทงตาก็เผลอโมโหจนหมาร้องเอ๋งขึ้นมา


สักพักนางเอกก็บอกว่าคราวหน้าอยากมาคาเฟ่นี้กับลูแปงจังเลย ถ้ามากับลูแปงต้องสนุกมาก ฉันรักลูแปงจังเลย ชมลูแปงสารพัดสารพัน อวดสามีให้สองหนุ่มฟังเป็นวรรคเป็นเวร คราวนี้ลูแปงที่แอบฟังอยู่เลยเขิลลลลลลลลจนต้องซุกหน้ากับหมา โอ๊ยยยยย พ่อคุ๊ณณณณณณณณ น่ารักไปไหน๊ ฮรือออออออออออออออ

สุดท้ายพอได้ยินนางเอกบอกว่าอยากแก้แค้นให้ลูแปงใจเต้นกับตัวเอง อยากขโมยหัวใจลูแปง! ลูแปงเลยทนฟังเฉยๆ ไม่ได้ อยากโผล่ไปหาเดี๋ยวนี้ ว่าแล้วก็โผล่ไปทักนางเอก อีกสองหนุ่มผู้สุดแสนรู้งานเลยปล่อยให้ลูแปงกับนางเอกไปเดินเล่นกันต่อสองต่อสอง (อยากให้เฮียแวนมาเรียนรู้จากสองคนนี้มั่ง ไม่ใช่จู่ๆ ก็ไปบุกทำร้ายเค้าแบบเด๋อๆ แถมความแตกทันทีทันใดอีก)

ลูแปงกับนางเอกเดินเล่นด้วยกันจนเย็น แล้วลูแปงก็ช่วยแก้ความเข้าใจผิดให้นางเอกว่าที่เธอเห็นฉันท่าทางเฉยๆ เวลาอยู่ด้วยกันเป็นเพราะฉันพยายามเก๊กนะ ที่จริงฉันใจเต้นตึกตักตลอดนั่นแหละ

หว่ายยยยย หมดกันมาดสุภาพบุรุษจอมโจร กลายเป็นหนุ่มน้อยคิวท์ๆ เขินผู้หญิงจนหน้าแดง งุ้ยยยยยยยยยย สุดคิวททททททททททท์ (////ー////)

และลูแปงก็ได้กล่าวว่า เธอจะขโมยหัวใจของฉันได้ยังไง ในเมื่อหัวใจของฉันเป็นของเธอไปตั้งนานแล้ว โอ้ย จย้าาาาาาาา

นอกเรื่อง ก่อนหน้านี้ไปโฆษณาใส่เพื่อนเยอะมากว่าเกมนี้บทดี เนื้อเรื่องดี เพลงเพราะ ภาพสวย ผู้ชายอร่อย แต่เพื่อนบอกว่าบทพูดลูแปงมันเชยๆ เลี่ยนๆ ยังไงไม่รู้ ตอนนั้นเราปกป้องลูแปงเยอะมาก แต่เจอประโยคขโมยหัวใจเข้าไปนี่ไม่รู้จะช่วยแก้ตัวให้ยังไงเหมือนกัน สงสัยคราวหน้าต้องใช้คุณโฮล์มส์เป็นจุดขายแทน…….

หลังจากปรับความเข้าใจได้แล้วก็ยังมีเนื้อเรื่องต่ออีกหน่อย คราวนี้คนละฟีลกับครึ่งแรก เปลี่ยนมาเป็นดราม่าเรื่องพ่อนางเอกแทน เนื้อเรื่องตรงนี้จะเชื่อมต่อมาจากภาคหลักอีกที คือนางเอกฝันเห็นพ่อแล้วไม่แน่ใจว่าสรุปพ่อที่ตายไปแล้วเนี่ยรักลูก รักครอบครัวจริงๆ รึเปล่า ลูแปงเลยอาสาช่วยไปติดต่อควีนวิคตอเรีย ขอเข้าห้องสมุดในวังที่เก็บบันทึกของพ่อนางเอกเอาไว้ นางเอกเลยได้เข้าไปอ่านบันทึกและเจอส่วนที่พ่อเขียนถึงครอบครัวเอาไว้เยอะแยะมากมาย จึงได้รู้ว่าพ่อรักครอบครัวและลูกจริงๆ นะ จบ

เนี่ย จบแล้ว รูทลูแปงในแฟนดิสก์มีแค่นี้แหละ สั้นมากกกกกกกก เล่นแป๊บๆ ประมาณสองชั่วโมงกว่าก็จบแล้ว รูทอีกสี่หนุ่มตัวละครหลักก็สั้นประมาณนี้ ส่วนรูทคุณโฮล์มส์กับฟินนิสจะยาวหน่อย แต่รู้สึกว่าคิดถูกแล้วที่เก็บลูแปงไว้หลังสุด เพราะตอนจบของรูทนี้จะพูดถึงแต่ละคนสั้นๆ ด้วย เราว่าเป็นรูทที่จบสวยสุดละ

ถึงรูทแต่ละคนจะสั้นนิดเดียว แต่เราชอบแฟนดิสก์แผ่นนี้มากเลย (≧д≦)(≧д≦) ทุกคนน่ารักมากกกกกกกกกกก จากที่ภาคหลักมัวแต่ดราม่าจนไม่มีเวลาหวาน ภาคนี้หวานหยดย้อยกันทุกคน ….ยกเว้นเฮียแวน 55555555555 คือเฮียแวนก็หวานฉ่ำน้ำตาลพุ่งปรี๊ดแหละ แต่เฮียแอบงี่เง่าอะะะะะ ไม่คิดว่าจะเป็นคนซื่อบื้อเรื่องความรักขนาดนี้ แต่ถามว่าชอบเฮียมั้ย ตอบเลยว่า ชอบ!!!

ก็เฮียแวนเค้าหล่อขนาดนี้ ไม่ชอบได้ไงอ้ะะะะะะะะะะะะ

อันนี้เป็นซีจีจากรูทรวมแก๊งลูแปง เป็นตอนที่ทุกคนใส่ชุดมาเฟียไปร่วมงานปาร์ตี้กับเหล่ามาเฟีย (มาเฟียสตีมพังค์เค้าใส่ชุดเท่กันดีจัง!!!) แม้เรื่องนี้เราจะชอบลูแปงเป็นอันดับหนึ่งอย่างไม่มีวันสั่นคลอน (โอเค ยอมรับว่าบางทีคุณโฮล์มส์ก็แอบมาเลื่อยขาเก้าอี้เบาๆ) แต่ชุดมาเฟียนี่เฮียแวนใส่ขึ้นสุดเลย กรีดร้องหนักมากกกกกกกก♥♥

ไหนๆ ก็ไหนๆ ขอกรี๊ดอีกคน โดระจัง!! ชอบไซด์สตอรี่ของโดระจังมาก น่าร๊ากกกกกกก ตอนสุดท้ายมีโดระจังตอนโตให้ดูด้วย กลายเป็นหนุ่มผมทองสุดแซ่บไปอีกคน

อย่างไรก็ตาม…….

ป้าชอบตอนเด็กมากกว่านะลูก ไม่ต้องโตก็ได้นะ (^q^)

สุดท้าย ตอนนี้ลุ้นอยู่ว่าแฟนดิสก์อีกแผ่นที่จะออกช่วงคริสต์มาสมีอาฟเตอร์สตอรี่ของคุณโฮล์มส์มั้ย มีของฟินนิสก็ต้องมีของคุณโฮล์มส์ด้วยสิใช่มั้ย!! ใช่มั้ยยยยยย!!! ขอของแถมร้านแบบลูแปงคู่คุณโฮล์มส์อีกจะเป็นพระคุณ กราบบบบบบบ

Kyoto: Arashiyama & Ryoanji & Ninnaji and so on

เนื่องจากวันนี้ไปเที่ยวเกียวโตมา แล้วเพิ่งคิดได้ว่า เออ ไม่ได้เขียนเรื่องเที่ยวแบบไม่ติ่งมานานแล้วนะ ไหนๆ วันนี้ก็ค่อนข้างชอบสถานที่ที่ไป ขอเขียนเก็บไว้เป็นไดอารี่หน่อยแล้วกัน

เหตุที่จู่ๆ ไปเกียวโตโดยที่ไม่ใช่การไปติ่งคือเพื่อน (ประวัติเพื่อนคือ: ติ่งอาราชิ) บอกว่าอยากไปอาราชิยามะ ก็โอเค ไปอาราชิยามะกัน แต่ถ่อไปถึงเกียวโตทั้งที ไปอาราชิยามะอย่างเดียวก็เศร้าไป เลยลองเสิร์ชหาที่เที่ยวในเกียวโตที่อื่นๆ ที่ไม่เคยไป แล้วก็พบว่าเกียวโตนั้นมีแต่… วัดและศาลเจ้า…. อ่านรายละเอียดแต่ละวัดแล้วก็ไม่รู้ว่าควรไปวัดไหนเพราะไม่ได้สนใจที่ไหนเป็นพิเศษ (จริงๆ อยากไปคัตสึระริคิว แต่มันปิด โฮ) สุดท้ายเลยเล็งเรียวอันจิเอาไว้เพราะมันนั่งรถรางจากอาราชิยามะไปได้แบบไม่ไกลมาก กะว่าออกจากวัดแล้วก็นั่งบัสกลับเข้าเมืองมาเดินเล่นอีกนิดหน่อย จบ วางแผนเที่ยวได้คร่าวๆ แล้วก็มุ่งหน้าไปอาราชิยามะกันโลด!

การนั่งรถไฟไปอาราชิยามะนั้นไปได้หลายทาง ความที่เราใช้ชีวิตอยู่แถวสายฮันคิวก็เลยนั่งฮันคิวไป ถ้าลงสถานีฮันคิวอาราชิยามะจะต้องเดินนิดนึงกว่าจะถึงแหล่งท่องเที่ยว เดินไปสักพักก็จะเจอสะพานโทเก็ตสึ (渡月橋) เป็นสะพานข้ามแม่น้ำคัตสึระ

ความสำคัญของสะพานนี้คือ ปรากฏอยู่ในเพลง 渡月橋 〜君想ふ〜 ของคุรากิไม ซึ่งเป็นเพลงประกอบโคนันมูฟวี่ภาคที่ 21!! (ไหนบอกวันนี้มาเที่ยวแบบไม่ติ่ง…)

แต่เอาจริงๆ มันเป็นสะพานที่หน้าตาธรรมดามาก… เรามาอาราชิยามะหลายรอบแล้วไม่เคยซาบซึ้งกับสะพานนี้เลยทั้งๆ ที่เป็นสะพานที่ดังมาก มีรอบนี้ที่มาหลังจากดูโคนันและฟังเพลงของคุรากิไมไปเป็นร้อยรอบแล้วค่อยเริ่มอินกับสะพานมากขึ้นนิดนึง แม้ว่าสะพานมันก็หน้าตาเหมือนเดิมแหละ

อย่างไรก็ตาม ถึงจะเฉยๆ กับตัวสะพาน แต่เราชอบบรรยากาศริมฝั่งแถวๆ สะพานนะ มีคนมาเดินเล่นทำกิจกรรมโน่นนี่กันเยอะแยะดี บรรยากาศชิลๆ เหมาะกับการหาน้ำหาขนมมานั่งกินเล่น

เลยสะพานไปจะเจอด่านอรหันต์ซึ่งก็คือร้านค้า ร้านอาหารและร้านขนมจำนวนมากที่ตั้งเรียงรายตลอดทาง ถ้าหิวๆ มาคือหน้ามืดเดินเข้าทุกร้านแน่นอน เดินๆ ไปอีกสักพักจะเจอวัดเท็นริวจิ เป็นวัดมรดกโลกที่เก็บค่าเข้าชม ซึ่งเราไม่ได้เข้า ไปเดินดูด้านหน้าวัดอย่างเดียวก็พอใจแล้ว (จริงๆ คืองก)

เดินผ่านวัดมาอีกไม่ไกลก็ถึงไฮไลท์ของอาราชิยามะ ซึ่งก็คือป่าไผ่นั่นเอง!!

มาที่นี่กี่รอบก็คนเยอะมากกกกกกทุกรอบ นี่ขนาดตอนนี้เป็นปลายๆ หน้าร้อนซึ่งไม่ใช่ฤดูที่คนมาเที่ยวเกียวโตกันเยอะๆ นะ ไม่อยากจินตนาการว่าถ้ามาช่วงใบไม้ร่วงที่เป็นช่วงพีคจะหนาแน่นขนาดไหน แต่ป่าไผ่ที่นี่ก็สวยจริงๆ ชอบบบบบบ (≧ω≦)

ตอนก่อนเข้าป่าไผ่เห็นนักท่องเที่ยวยืนทายากันยุงด้วย แต่เดินเข้าไปจริงๆ ไม่มียุงเลยสักตัว…

ลัดเลาะป่าไผ่ไปเรื่อยๆ จะเจอทางแยก ทางนึงไปขึ้นรถไฟสายซากาโนะสำหรับนั่งชมวิวเลียบภูเขาและแม่น้ำ ส่วนอีกทางเป็นเส้นทางตัดผ่านภูเขากลับไปที่แม่น้ำแถวๆ สะพานโทเก็ตสึ ซึ่งการจะนั่งรถไฟนั้นต้องเสียตังค์ และฤดูนี้มันก็ไม่มีวิวอะไรให้ชมนอกจากใบไม้เขียวๆ (ปกติทางรถไฟสายนี้ฮิตมากช่วงใบไม้ร่วง) เราเลยไปเดินเล่นบนภูเขาดีกว่า

แต่ทางบนภูเขาก็ไม่มีอะไร (สรุปจะไม่มีที่ไหนมีอะไรเลยใช่มั้ย) คือเป็นทางชมธรรมชาติ มีต้นไม้เขียวๆ ร่มรื่นตลอดทาง ไม่มีไฮไลท์อะไรเป็นพิเศษ (จริงๆ มีจุดชมวิวที่มองลงไปเห็นแม่น้ำโฮซึ แต่วิวหน้าร้อนก็ธรรมดานะ) ถ้าอยากมาดูป่าไผ่แต่ขี้เกียจเดินเยอะควรเดินย้อนกลับไปทางเดิม แต่ถ้าอยากออกกำลังกายและสูดความเขียวชอุ่มให้เต็มปอดก็มาทางนี้แหละ ถูกต้องแล้ว

เดินไปจนสุดเส้นทางเดินเขาแล้วจะกลับมาแถวริมแม่น้ำซึ่งเดินตรงไปเรื่อยๆ จะกลับไปที่สะพานโทเก็ตสึ ริมแม่น้ำแถวนี้จะสงบเงียบกว่าแถวริมสะพานหน่อย มีร้านค้าให้ซื้อขนมและกาแฟกินได้ มีร้านกาแฟที่ดูชิคๆ หนึ่งร้านซึ่งมีคนต่อแถวเยอะมาก คาดว่าคงเป็นร้านดังเพราะทุกคนซื้อเสร็จแล้วตั้งอกตั้งใจถ่ายรูปแก้วกันใหญ่โต

ตอนแรกเห็นร้านกาแฟคิวยาวก็สนอกสนใจอยากลองมั่ง แต่จุดนั้นต้องการกินของคาวมากกว่าเพราะเดินเขามาเป็นชั่วโมง เหนื่อย หมดแรง สุดท้ายเลยไปฟาดอุด้งในร้านโลคอลร้านนึงแล้วตบด้วยเจลาโต้ร้านหน้าสะพาน ชื่อร้านชิมปาจิ เป็นร้านที่เพื่อนเสิร์ชกูเกิ้ลเจอตอนนั่งรถไฟมาอาราชิยามะ ซึ่งในเว็บของร้านบอกว่าเคยได้ที่สามในการประกวดเจลาโต้ที่อิตาลีด้วย ว้าววว ฟังดูดี มีเครดิต!!

เจลาโต้ร้านนี้มีทั้งรสเบสิกๆ จำพวกรสนม ช็อกโกแลต ไปจนถึงรสชื่อประหลาดๆ อย่าง รสท้องฟ้า (จริงๆ คือรสโซดาป๊อป) รสอาราชิยามะ (จริงๆ คือชาเขียวผสมอะไรสักอย่าง) รสที่เราซื้อมาคือรสท้องฟ้า ผสมรสซากุระโมจิ

รสท้องฟ้าอร่อยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก (≧д≦)(≧д≦) ตอนแรกไม่ค่อยศรัทธาเพราะนึกว่าเค้าตั้งชื่อรสแปลกๆ ให้คนสนใจจะได้ขายออก แบบเป็นกลยุทธ์ทางการตลาด ปรากฏว่าอร่อยเกินคาด ชอบมาก!! ส่วนรสซากุระโมจิรู้สึกไม่ค่อยน่าจดจำเท่าไหร่

กินเจลาโต้เสร็จก็เดินไปขึ้นรันเด็น (嵐電) เป็นรถรางเล็กๆ น่ารัก ค่ารถเที่ยวละ 220 เยนตลอดสายไม่ว่าจะลงที่ไหนก็ตาม

ที่สถานีรถรางมีป้ายรีลัคคุมะคอลลาโบะอะไรสักอย่างกับเกียวโตด้วย รีลัคคุมะใส่ชุดชินเซ็น นั่ลลั๊กกกกกกกกกกก♥♥

เรานั่งรถรางไปลงสถานีเรียวอันจิ สถานีเล็กมากกกกกก แทบไม่มีคนลงเลยทั้งๆ ที่บนรถรางก็มีคนเต็มไปหมด ประหลาดใจมากเพราะนึกว่าเรียวอันจิเป็นวัดสุดฮิตชื่อดังที่คนมาเที่ยวกันเยอะแยะ แต่ตอนเดินไปวัดนี่แทบไม่มีคนบนถนนเลยด้วยซ้ำ สงสัยเพราะวิธีเดินทางยุ่งยากกว่าวัดอื่นคนเลยไม่ค่อยมากันมั้ง

วัดเรียวอันจิเก็บค่าเข้าคนละห้าร้อยเยน ไฮไลท์ของวัดนี้คือสวนหินนิกายเซน เป็นสวนที่มีหิน 15 ก้อน แต่เท่าที่เปิดอ่านเว็บตอนนั่งอยู่หน้าสวน (ไม่มีการหาข้อมูลล่วงหน้าใดๆ…) ในเว็บบอกว่าไม่ว่ายังไงก็จะนับหินได้ 14 ก้อนเท่านั้น ต้องเป็นคนที่บรรลุอะไรสักอย่างถึงจะนับได้ 15 ก้อน ซึ่งเรานับได้ 14 เลยสงสัยว่าคนแรกที่รู้ว่าจริงๆ แล้วมันมี 15 ก้อนนี่เป็นใคร รู้ได้ไง ก้อนที่ 15 มีจริงมั้ย แต่ก็สงสัยแบบไม่จริงจังมาก ไม่ได้คิดจะหาคำตอบต่อ คาดว่าชั่วชีวิตนี้คงไม่มีวันบรรลุสัจธรรมจนมองเห็นก้อนที่ 15 แน่นอน

ความจริงแล้วสิ่งที่คิดระหว่างนั่งมองสวนหินไปสักพักคือ เอ๊ะ!! ที่นี่ใช่ฉากสวนหินในคัตสึเกคิโทเค็นรัมบุรึเปล่านะ!!!!!???? แต่เสิร์ชหาแล้วพบว่าไม่ใช่ จบเลย ความกระตือรือร้นหล่นวูบ

นอกจากสวนหินแล้ววัดนี้ยังมีมุมโน้นมุมนี้ให้เดินเล่นชมนกชมไม้มากมาย คนไม่พลุกพล่านเหมือนวัดฮิตๆ ในเมืองด้วย ดื่มด่ำกับความร่มรื่นได้อย่างสบายใจ เป็นอีกสถานที่ที่คิดว่าฤดูใบไม้ร่วงคงสวยมาก แต่มาหน้าร้อนก็เขียวชอุ่ม เดินสบาย ไม่ได้รู้สึกว่ามาผิดฤดูแต่อย่างใด

ออกจากวัดนี้ก็เดินไปดูแผนที่ตรงป้ายรถเมล์ตรงข้ามวัดว่าในละแวกใกล้เคียงมีวัดอะไรให้เราเดินไปดูอีก (เป็นการท่องเที่ยวที่แรนด้อมสุดๆ) พอเพื่อนเห็นคำว่าวัดนินนาจิอยู่ในป้ายก็กรี๊ดขึ้นมาแล้วบอกว่า เฮ้ย!! อยากไปวัดนี้!! เพราะเป็นวัดที่ถ่ายหนังเรื่องโอโอคุ (大奥) ที่นิโนะเล่น!! เอ้าาาาา งั้นก็ไปสิคะจะรออะไร

วัดนินนาจิอยู่ห่างจากเรียวอันจิไม่ไกลมาก เดินประมาณสิบกว่านาทีมั้ง เราเดินตามป้ายไปแบบงงๆ ไปโผล่ตรงประตูทิศตะวันออกของวัด ซึ่งมองผ่านประตูเข้าไปแล้วไม่เห็นอะไรเลย มีเพียงต้นไม้และความเวิ้งว้าง

ยืนลังเลกันอยู่พักใหญ่ว่าจะจ่ายห้าร้อยเยนเป็นค่าเข้าวัดดีมั้ย กูเกิ้ลกันหน้าประตูวัดเพื่อหาว่าวัดนี้มีอะไรน่าสนใจบ้าง หาไปหามาก็คุยกันว่านี่เรามายืนถึงหน้าประตูวัดแล้วนะ เข้าๆ ไปเถอะ ว่าแล้วก็จ่ายคนละห้าร้อยกันแบบงงๆ (สาเหตุหนึ่งที่ช่วยให้ตัดสินใจง่ายคงเป็นเพราะนิโนะเคยมาถ่ายหนังที่นี่)

เข้าไปในวัดแล้วก็ยังคงเดินดูกันแบบงงๆ คือเราเพิ่งรู้จักวัดนี้จากบนแผนที่เมื่อสิบกว่านาทีก่อนเลยไม่รู้จะไปทางไหนยังไงก่อนดี ไฮไลท์คืออะไรไม่รู้เลย พอเดินไปเจอประตูใหญ่ๆ ก็ไปสำรวจประตูกันก่อน และพบว่ามันคือทางออก ตึงงงงง เอ้า ถอยกลับเข้าวัดมาก่อนนนนน

ฝั่งตรงข้ามกับประตูใหญ่แบบไกลลิบๆ (วัดนี้อาณาบริเวณกว้างขวางมากกกกกก) มีประตูสีชมพูอีกบาน

เห็นแล้วก็เดินมาทะลุประตูนี้แทน เข้ามาเจอเจดีย์ห้าชั้นสุดอลังการ และอาคารอะไรสักอย่างที่ปิดซ่อมอยู่ และสิ่งก่อสร้างสีแดงสวยสดงดงามที่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร (สรุปไม่รู้อะไรเลยนอกจากนิโนะเคยมาที่นี่)

ทัศนาโซนหลังประตูสีชมพูเสร็จแล้วก็วกกลับมาตรงประตูใหญ่อีกครั้ง ด้านข้างประตูใหญ่จะมีทางเข้าเล็กๆ อยู่ เป็นทางเข้าไปโกะเท็น (御殿) เป็นอาคารญี่ปุ่นโบราณสุดกว้างขวาง มีสวนญี่ปุ่น มีทางเดินไม้ เราชอบที่นี่มาก!! (ชอบแบบไม่เกี่ยวกับการติ่งนิโนะแต่อย่างใด เพราะถึงจะเคยดูหนังเรื่องนี้แต่เราก็จำอะไรไม่ได้เลยนอกจากคอสตูมกรุยกรายและตอนจบ) เป็นวัดที่รู้สึกว่าห้าร้อยเยนคุ้มค่าคุ้มราคา และตรงนี้แหละที่เป็นฉากถ่ายหนังเรื่องโอโอคุ!!

วัดนี้คนบางตายิ่งกว่าเรียวอันจิ แต่อาจเป็นเพราะเราไปตอนวัดใกล้ปิดแล้วก็ได้ วัดปิดห้าโมง กว่าเราจะเข้าไปตรงโกะเท็นก็สี่โมงกว่าๆ แล้ว เดินวนไปวนมาอยู่ในนั้นกันพักใหญ่ (เพื่อนเราดื่มด่ำกับที่นี่มาก พูดด้วยดวงตาเป็นประกายวิบวับว่านิโนะเคยมายืนตรงนี้) เป็นวัดที่เพิ่งรู้จักกันเมื่อกี้แต่ชื่นชอบมาก รู้สึกมีอะไรให้ดูเยอะดี

ออกจากวัดนี้ก็นั่งรถบัสหน้าวัดกลับเข้าไปลงที่คาวาระมาจิ แล้วเดินไปกินชาเขียวร้านสึจิริ (辻利) ตรงแถวๆ เกือบถึงกิอง ร้านนี้ก็เหมือนร้านชาเขียวอื่นๆ คือมีเมนูชาเขียวมากมายหลายอย่างให้เลือกสรร ทั้งขนมไส้ชาเขียว น้ำชาเขียว ไอศกรีมชาเขียว ฯลฯ เราสั่งชาเขียวปั่นมากินแล้วพบว่าวิปครีมอร่อยมาก (*´ω`*)

กินเสร็จก็ไปเดินย่อยอาหารที่กิอง กิองตอนกลางคืนสวยนะ แต่คนก็เยอะมาก…. อันที่จริงในเมืองเกียวโตนี่เดินไปทางไหนก็คนเยอะแหละ ทำใจ 5555555

เดินไปเดินมา เพื่อนเจอร้านขนมร้านนึงแล้วกรี๊ดมาก ชื่อร้านอุชิวากะมารุ เพื่อนบอกว่าเป็นร้านที่โอจัง (=โอโนะซาโตชิ วงอาราชิ) เคยมาถ่ายรายการ!!! ว่าแล้วเพื่อนก็พุ่งเข้าไปซื้อชูครีมมาสองชิ้นอย่างรวดเร็ว

แม้วันนี้จะมาเที่ยวแบบไม่ติ่ง แต่ถ้าใจจะติ่ง คนเราก็ติ่งได้ตลอดเวลาจริงๆ 555555555

และแล้ววันเดย์ทริปคราวนี้ก็จบลงที่ร้านเนื้อย่าง เพราะตอนเดินผ่านกิองมีร้านสเต็กร้านนึงส่งกลิ่นเย้ายวนใจมากกกกกกกกกกก แต่สเต็กแถวกิองราคาเกินเอื้อมไปหน่อย (มีร้านนึงจานละเป็นหมื่นเยน เอื๊อกกกกก กินแล้วคงไม่กล้าขับถ่ายของเสียไปอีกเจ็ดวัน) ติ่งผู้ยากไร้อย่างพวกเราจึงซมซานเดินหากิวคาคุซึ่งเป็นร้านเนื้อย่างที่ราคาเอื้อมถึงและมีบุฟเฟ่ต์ให้กิน ก่อนจะเจอกิวคาคุสาขานึงอยู่ใกล้ๆ สถานีฮันคิวคาวาระมาจิเลยจ้าาา สวรรค์มาโปรดดดดด

ข้อสรุปที่ได้จากทริปวันนี้คือ

  • เกียวโตช่วงปลายหน้าร้อนก็ดีนะ
  • ไว้จะลองมาช่วงใบไม้ร่วงบ้าง
  • เนื้อย่างเยียวยาได้ทุกความเหนื่อยล้า

金色のコルダ 星奏学院祭 6

เมื่อวันก่อนไปเซย์โซกักคุอินไซ 6 มาแหละ!

ปีนี้จัดที่ Pacifico Yokohama เหมือนเดิม สมัครตั๋วเกรด SS เหมือนเดิม ได้ไปแค่รอบเดียวเหมือนเดิม จริงๆ แล้วสมัครไปสามรอบจากทั้งหมดสี่รอบ แต่ได้มาแค่รอบเย็นวันเสาร์ซึ่งเป็นรอบที่อยากได้มากที่สุด ก็ถือว่าโอเคแหละ แม้จะเสียดายรอบสุดท้ายก็ตาม T_T

สิ่งที่เสียดายมากๆ คือปีนี้คุณมิยาโนะมาโมรุไม่มาเลยสักรอบ ฮืออออ เมนอันดับหนึ่งในคอร์ด้าของเราคือคาจิคุง แต่ในเมื่อคนพากย์เมนอันดับหนึ่งไม่มา งานนี้เราไปกรี๊ดคนที่ชอบมากที่สุดในคอร์ด้า 3 แทนก็ได้ พี่โทโนะะะะ♥

ตอนแรกตั้งใจจะเขียนจดหมายไปให้มาเอโนะด้วย แต่พอใกล้ๆ วันก็ขี้เกียจ… สุดท้ายเลยเตรียมของขวัญกับจดหมายไปให้ทาเคอุจิคุงคนเดียว (อีกแล้ว) แต่คราวนี้ไม่ได้ให้ของกินแล้วนะ 5555555 งานนี้เลือกให้น้องก่อนเพราะใกล้วันเกิดน้องเลยอยากเขียนจดหมายแฮปปี้เบิร์ธเดย์ ส่วนของให้มาเอโนะเอาไว้งานหน้านะคะ

อีเวนท์นี้ไม่เหมือนอีเวนท์อื่นๆ อย่างนึงคือปกติอีเวนท์ส่วนใหญ่เค้าจะมีกล่องเขียนชื่อนักพากย์วางตรงทางเข้า ใครเอาของอะไรมาให้ก็แค่ไปหย่อนไว้ แต่อีเวนท์นี้จะมีสต๊าฟคอยเฝ้าโต๊ะรับของขวัญ เวลาจะฝากต้องบอกสต๊าฟว่าจะฝากให้ใคร ตอนยื่นของให้สต๊าฟแล้วบอกว่า ฝากให้ทาเคอุจิซังหน่อยค่ะ ก็เขินนิดๆ บอกไม่ถูก//// (ไม่รู้จะเขินทำไม ไม่ได้ยื่นให้เจ้าตัวโดยตรงซะหน่อย…….)

ฝากของให้ทาเคอุจิคุงเสร็จก็เดินเสพบรรยากาศหน้างาน ถ่ายรูปโน่นนี่นั่น เดินดูดอกม้งดอกไม้ไปเรื่อยเปื่อย ดอกไม้หน้างานเยอะมาก หลากหลายขนาดหลายสไตล์ เดินดูไปเรื่อยๆ ก็เพลินดี (*´∀`*)

พอเข้าไปด้านในก็จะเจอโซนขายของ ตอนแรกว่าจะมาแบบยากไร้ ไม่ซื้ออะไรติดมือกลับไปด้วย แต่พอไปเดินวนดูของเล่นๆ แล้วเห็นหน้าเคนนุในแพมเฟลตก็หน้ามืดตามัวหยิบแพมเฟลตมาพร้อมกับพวงกุญแจคาจิคุงสองอัน… ซึ่งมีอันนึงซื้อซ้ำกับปีที่แล้ว ฮ่วยยย 555555555 แต่ไปอีเวนท์คอร์ด้าทีไรต้องซื้อกู๊ดส์คาจิคุงติดมาด้วยทุกที กลายเป็นธรรมเนียมส่วนบุคคลไปแล้ว

ซื้อของเสร็จแล้วยังมีเวลาเหลืออีกเยอะแยะก่อนงานเริ่มก็เลยไปเดินเล่นรอบๆ แปซิฟิโค่หนึ่งรอบ ชอบบรรยากาศแถวนั้นจังเลย ชอบมินาโตะมิไรจังเลยยย (≧∀≦) เสียดายคราวนี้มีเวลาไม่มากเลยไม่ได้แวะไปที่อื่นๆ แถวนั้น ฮืออออ

เดินเล่นเสร็จกลับมาหน้างานอีกทีตอนห้าโมงครึ่ง คราวนี้ในฮอลล์มีคนมารอเข้างานเต็มไปหมด แต่เพราะมีทางเข้าหลายทางแบ่งไปตามโซนที่นั่งก็เลยใช้เวลารอเข้าฮอลล์ไม่นาน ปีนี้ที่นั่งเราอยู่แถว 28 ซึ่งจะว่าใกล้ก็ใกล้ จะว่าไกลก็ไกล คือมันไม่ถึงขั้นใกล้จนน่าตื่นตาตื่นใจเหมือนที่นั่งปีที่แล้ว แต่ก็ไม่ถึงขั้นไกลจนต้องมองแต่จอบนเวทีอย่างเดียว และไม่รู้ทำไมได้ที่นั่งติดทางเดินอีกแล้ว เป็นคนมีดวงนั่งติดทางเดินตลอด แทบจะทุกอีเวนท์เลยมั้งเนี่ย 55555555

รอบที่เราไปนี่เป็นรอบที่ feat. คอร์ด้า 3 ซึ่งขอสารภาพว่าเราจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ารอบนี้มีใครมามั่ง รู้แต่เคนนุมา มาเอโนะมา ทาเคอุจิคุงมา มิยาโนะมาโมรุไม่มา จำได้แค่นี้…… แต่พอเข้าไปนั่งแล้วเสียงทักทายก่อนเริ่มเป็นเสียงอามามิยะคุงกับอาราตะคุงจากคอร์ด้า 4 ตอนนั้นเลยตกใจว่า อ้าวววว อ้าววววววววว หรือว่ามิยาโนะมาโมรุมาด้วยยยย!!!??? ตกใจแล้วก็รีบเปิดเว็บเนโอโรมานซ์เช็กด่วนจี๋ ก่อนจะพบชื่อมิยาโนะมาโมรุอยู่ตรง 映像出演 ….คือจะมาแค่วีดิโอนั่นเอง เห็นแล้วก็เก็บมือถือลงกระเป๋าเงียบๆ อย่างเศร้าๆ ฮืออออออ อยากเจอคาจิอาโออิบ้างอะไรบ้าง ฮืออออออออออ (;__;)

เสียงทักทายตอนเริ่มจบแล้วไฟในฮอลล์ก็ดับลง แล้วฮิราบายาชิ ริวซังซึ่งเป็นนักดนตรีเจ้าประจำของคอร์ด้าก็ออกมาร้องอะแคปเปลล่าเพลง Salut d’Amour จุดนั้นรู้สึกว่าคอร์ด้าชักจะใช้ฮิราบายาชิซังคุ้มเกินไปละ ใช้เล่นเปียโน คอนดัคท์ พากย์เสียงเป็นอาจารย์ในเกม แล้วนี่ยังจะจับมาร้องเพลงเปิดงานอีกเรอะะะะ!!?? ฮิราบายาชิซังก็อเนกประสงค์เกิ๊น อะไรจะทำได้ทุกอย่างขนาดนี้คะะะะ

เพลงจบแล้วแคสท์ก็ออกมาโชว์ตัวพร้อมกันหนึ่งรอบ ตอนออกมานี่ไม่มีการพูดทักทายนะ แค่ออกมาทีละคน แล้วพอกล้องซูมหน้าขึ้นจอ ทุกคนก็จะทำหน้าตลกๆ หรือโพสท่าอะไรสักอย่าง พวกคนแรกๆ ตลกกันมาก 555555555 คือฟุคุจุนออกมาคนแรกแล้วทำหน้าตลกก่อน คนอื่นๆ เลยตลกตาม ขำมากตอนทาเคอุจิคุงทำหน้าเลียนแบบมิยาโนะมาโมรุ แบบนี้ ↓

น้องออกมาไม่ทันพูดอะไรก็ตลกเยอะมาก เลเวลอัพขึ้นมาก เลียนแบบเหมือนมาก 5555555555555 ส่วนเคนนุกับมาเอโนะไม่ได้ทำหน้าตลกเหมือนคนอื่น แต่ออกมายิ้มและโบกมือ คือแบบบบบ ตายยยยยยยย เราตาย แค่นั้นเราก็ตายแล้ว โอ๊ยยยยยยยย (///ー///)

แนะนำตัวเสร็จก็เป็นช่วงพากย์สด เริ่มจากเมนดราม่า เนื้อเรื่องคราวนี้คือหนุ่มๆ จากคอร์ด้า 3 ไปได้เครื่องดื่มที่จะช่วยเพิ่มโชคด้านความรักมา แล้วทุกคนก็ดื่มเข้าไป พอดื่มแล้วแต่ละคนจะกลายเป็นคนซื่อตรงกับใจตัวเอง สารภาพรักกับนางเอกอย่างไม่สามารถห้ามใจตัวเองได้ …ช่างคิดมาได้นะพลอตนี้ 555555555 ฉากที่แต่ละคนสารภาพรักกับนางเอกตลกมากกกกกกกกกกกก คือทุกคนจะพูดความในใจออกมาคนละประโยค แต่นางเอกภาคนี้เป็นคนบื้อๆ เลยไม่เก็ทว่าโดนสารภาพรัก แล้วก็จะตอบทุกคนแบบตลกๆ อย่างเช่น เคียวยะบอกว่าไม่อยากให้นางเอกทำข้าวกล่องให้คนอื่นนอกจากตัวเอง นางเอกก็จะตอบว่า อ๋อ เคียวยะอยากได้กับข้าวมากกว่าคนอื่นใช่มั้ย! อะไรแบบนี้

สงสารสุดตอนที่จิอากิพูดชัดเจนว่ามาเป็นคู่หมั้นของฉันซะ (ใช้คำว่า ฟิอันเซ่ ด้วยนะเออ แฟบิวลัสสมเป็นหนุ่มจินนัน) แต่ตอนนั้นนางเอกจามออกมาพอดีเลยไม่ได้ยิน จิอากิเงิบแรงมาก น่าสงสารกว่าคนอื่นอีก 555555555

ทีนี้พอทุกคนดื่มเสร็จ สารภาพรักเสร็จ จิอากิก็บอกว่าขวดสุดท้ายที่เหลือต้องใช้ให้คุ้มค่า แล้วก็ให้นางเอกเอาไปให้เมียวงะบุโจดื่ม ปรากฏว่าเมียวงะบุโจดื่มแล้วก็ทำตัวเหมือนเดิม พูดจาเย็นชาใส่นางเอกเหมือนเดิม ทุกคนเลยได้ข้อสรุปว่าความในใจของเมียวงะก็เป็นแบบนั้นแหละ นั่นก็เป็นวิธีการแสดงความรักแบบนึง

ขำตรงที่จิอากิบอกว่าขวดสุดท้ายต้องใช้ให้คุ้ม แต่ไหงเอาไปให้เมียวงะบุโจเฉยเลย ทำไมไม่ให้ฮินะจังดื่ม บื้อหรือบื้อเนี่ยยยยย

จบเมนดราม่าแล้วสามหนุ่มหน้าใส Infini ก็ออกมาขายกู๊ดส์หน้างานนิดหน่อย ต่อด้วยมินิดราม่าของสึจิอุระ คานายัน โอซากิเซมไป อันนี้เนื้อเรื่องมาแนวโลกคู่ขนาน เป็นโลกที่หนุ่มๆ ในคอร์ด้าประกอบอาชีพไอดอล สึจิอุระกลุ้มใจที่ต้องจับคู่ดูโอ้กับสึกิโมริคุงแต่มีแนวคิดเรื่องแฟนเซอร์วิสไม่ตรงกัน สึจิอุระอยากเซอร์วิสให้เต็มที่ แต่สึกิโมริมองว่าแค่โบกมือให้นิดหน่อยก็พอแล้ว สึจิอุระเลยมาปรึกษาคานายันกับโอซากิเซมไปว่าควรทำยังไงดี อันนี้ตลกคานายันมาก ชอบมาก อยากเห็นคานายันเป็นไอดอลจริงๆ ขึ้นมาเลย 555555555

จบมินิดราม่าก็เป็นช่วงไลฟ์ ซึ่งเพลงแรกในวันนี้ได้แก่ VERY BERRY เพลงใหม่ของทาคุมิคุงงงง อ๊ากกกกกกกกกกกก กรี๊ดดดดดดดดด ได้ฟังทาเคอุจิคุงร้องโซโล่สดๆ แล้วววววววว น้ำตาจะไหลลลลล ก่อนงานเริ่มเราลุ้นเยอะมากว่าจะได้ฟังมั้ยเพราะปีที่แล้วน้องไม่ได้ร้องโซโล่รอบที่เราไป ปีนี้ได้ฟังซะที ในที่สุดดดดดดดด (;___;)

ส่วนสไตล์การร้องเพลงของน้องก็ยังคงชะไร่เหมือนเดิม แหม่ เอ็นดู๊เอ็นดู 55555555555555 เสียดายนิดนึงตรงที่รอบนี้ทาเคะคุงไม่ได้พากย์สดเลย เพราะมันเป็นรอบคอร์ด้า 3 ส่วนเซนเซที่น้องพากย์เป็นตัวละครจากภาค 4 แต่ไม่เป็นไร ได้ฟังน้องโซโล่ก็อิ่มอกอิ่มใจแล้ว (〃ω〃)

อีกสองเพลงเป็นเพลง SKYWALKER ของคิระซังกับ BELIEVE ของสึจิอุระคุง ตอนอุจิดะซังร้องเพลง SKYWALKER มีการคุกเข่าให้คนดูด้วย ฮรือออออ ผอ.ขราาาาาา

ช่วงถัดมาเป็น Situation Message รอบแรก ช่วงนี้จะให้นักพากย์แต่ละคนออกมาพากย์สถานการณ์ที่หนุ่มๆ ไปเดทกับนางเอกในเทศกาลหน้าร้อน อันนี้ต้องลุ้นกันนิดนึงว่าจะได้ฟังใครมั่ง เพราะนักพากย์มากันเยอะมาก จะพูดทุกคนคงเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว

ช่วงนี้รอบแรกมีริทสึคุง ฮารุโตะ เคียวยะ ยูกิฮิโระ เซ็ตนี้ประทับใจเคียวยะสุด น่ารักมากกกกกกกกกกก อันของเคียวยะคือเคียวยะกับนางเอกไปเดทในงานเทศกาลด้วยกันแล้วมีคนมาจีบนางเอก เคียวยะเลยช่วยปกป้อง ……ทำไมพิมพ์ออกมาแล้วมันฟังดูธรรมดาจัง แต่ตอนฟังมันก๊าวมากเลยนะ 5555555555 ของคนอื่นก็ดีมาก เขินมาก เสียดายตรงที่ไม่มีของพี่ไดจิกับจิอากิ อยู่รอบอื่นกันสินะะะะ ฮืออออ

หลังจากนั้นเป็นช่วงวาไรตี้ คราวนี้เป็นทอล์กเรื่อยเปื่อยแบบกำหนดหัวข้อมาให้แล้วให้นักพากย์คุยกันเองตามหัวข้อ มีฟุคุจุนเป็นผู้ดำเนินรายการ คราวนี้แปลกอย่างนึงคือให้นักพากย์ออกมาไม่กี่คน ไม่เหมือนปีก่อนๆ ที่ช่วงวาไรตี้จะให้ออกมากันครบทุกคน คราวนี้มีแค่ฟุคุจุน อิโต้เคนซัง โคนิชิซัง ทาเคอุจิคุง เรโกะซัง อาเคมิซัง ทานิยามะซัง ฮินจจิ และเคนนุ (ทำไมมาเอโนะไม่ออกมาาาา ทำไมมมมมมมมม)

การให้ฟุคุจุนเป็นพิธีกรนี่เราว่าเหมาะมาก เค้าเป็นคนมีสกิลพิธีกรสูง รู้จังหวะเล่นมุก รู้จักโยนคำถามอย่างทั่วถึง เอนเตอร์เทนเก่ง เหมาะสุดละคนเนี้ย

หัวข้อแรกช่วงวาไรตี้จำได้แบบพร่าเลือนว่าเป็น เรื่องที่ใจเต้นในช่วงนี้ อะไรประมาณนี้มั้ง ทานิยามะซังเล่าเรื่องที่ได้เจอนักร้องที่ชอบมากที่ร้านสแน็กแถวบ้านและได้ขอลายเซ็น ทาเคอุจิคุงฟังแล้วประทับใจจนลุกขึ้นจ้องหน้าทานิยามะซังตาโตเลย น่าร้ากกกกกก////

หัวข้อที่สองคือ ให้เล่นงานผู้ชมจน KO ในครั้งเดียว อันนี้ทาเคอุจิคุงโดนคนแรก ตอนที่ทุกคนเงียบแล้วรอให้น้องพูดนี่เราลุ้นมาก ปรากฏว่าน้องเงียบไปแป๊บนึงแล้วพูดว่า 「家族になろうよ」 ด้วยเสียงแบบป๋าฟุคุยามะ ขำเยอะมาก ขำแบบแทบไหลไปกองบนพื้น มุกนี้เด็ดจริง 55555555555555 แล้วใครสักคน น่าจะทานิยามะซังมั้ง? ก็บอกให้น้องพูดคำว่า “อันจัง” อีกแล้ว โอ้ย ลุงๆ พวกนี้นี่ก็ชอบให้น้องเลียนแบบป๋าฟุคุยามะจริงจริ๊ง 555555555555555555

ถัดจากทาเคอุจิคุงเคนนุก็โดนต่อ เคนนุมายืนหน้าทาเคอุจิคุงแล้วพูดว่า「家族になりたくないか」หรืออะไรประมาณนี้ จำได้ไม่แม่นแต่มีคำว่า「家族に」แน่ๆ พอเคนนุพูดเสร็จทาเคอุจิคุงลุกขึ้นมาทำหน้าเหวอเลย ลุงๆ เลยแซวกันว่าทาเคอุจิคุงทำเหมือนเป็นเจ้าของมุกนี้ไปแล้ว ไปๆ มาๆ ทาเคอุจิคุงกับเคนนุก็กอดคอกันโค้งให้คนดูหนึ่งที น่าร้ากกกกกกกกกกกก (≧ω≦)

คนสุดท้ายในหัวข้อนี้คือฮินจจิ ฮินจจิยกมือบอกว่าอยากพูด แล้วก็ออกมาพูดว่า อีเวนท์คอร์ด้าคราวหน้าค่าตั๋วจะลดลงครึ่งนึง!! เป็นไงล่ะ KO กันใช่มั้ยล่ะ!!! พอฮินจจิกลับไปนั่งที่ ทานิยามะซังเลยแซวว่า งั้นค่าตัวนายก็ลดลงครึ่งนึงด้วยนะ เอามั้ยล่ะ 55555555555555

หัวข้อสุดท้ายคือ ของที่ซื้อมาเพราะใจเต้นในช่วงนี้ อันนี้ฟุคุจุนให้สาวๆ พูด เรย์โกะซังบอกว่าตัวเองชอบแมวมาก คอยเก็บหนวดแมวที่ร่วงในบ้านใส่กล่อง เมื่อไม่นานมานี้ก็เพิ่งซื้อกล่องเก็บหนวดแมวมาแหละ! ฟังแล้วรู้สึกว่าน่ารักดี เพิ่งรู้ว่ามีกล่องสำหรับเก็บหนวดแมวโดยเฉพาะขายด้วย ความรู้ใหม่

จบช่วงวาไรตี้แล้วมีมินิดราม่าอีกอันนึง อันนี้เป็นเรื่องทานาบาตะของฮาโกดาเตะอามาเนะ โอ๊ยยยยยยยยยย แค่ขึ้นจอมาว่าเป็นดราม่าของโรงเรียนนี้เราก็จะเป็นลมแล้ว ฮือออออออ ดีใจจังที่ได้ตั๋วรอบนี้ (;____;)

มินิดราม่าอันนี้เป็นเรื่องคำขอในวันทานาบาตะ สตอรี่คือเนียกลับบ้านมาเจอโทโนะกับโซระกำลังตั้งหน้าตั้งตาเขียนคำขอในวันทานาบาตะ ซึ่งคำขอมีแต่เรื่องของกินทั้งสิ้น เด็กพวกนี้นี่ 55555555555 แล้วจู่ๆ เนียก็พูดขึ้นมาว่า ยิ่งแขวนคำอธิษฐานไว้สูงเท่าไหร่ก็จะยิ่งมีโอกาสเป็นจริงมากเท่านั้น โทโนะเลยจะปีนขึ้นไปแขวนไว้บนสุด ปรากฏว่ามีป้ายขอพรแขวนอยู่ก่อนแล้วคือของนางเอก โซระกับเนียเลยยุให้แอบอ่าน โทโนะก็อ่านออกเสียงว่า “ขอให้ได้อยู่ด้วยกันสี่คนแบบนี้ตลอดไป” จบ โอยยยยยยยยยยย โอ๊ยยยยยยยยยยยยยยย ฟังจบแล้วร้องไห้เลย ร้องไห้ระดับที่ต้องหยิบทิชชู่ขึ้นมาเช็ดหน้า ฟังแล้วเนื้อเรื่องในเกมลอยมาเป็นฉากๆ คิดถึงภาคฮาโกดาเตะอามาเนะมากกกกก อยากเล่นขึ้นมาเลย ฮือออออออ ภาคนี้เป็นภาคที่เราชอบที่สุดในภาคต่างๆ นานาของภาค 3 แล้ว ชอบทั้งเนื้อเรื่อง ตัวละคร บรรยากาศ ความลึกลับ ความร้าวราน เพลงที่ใช้บรรเลง ชอบทุกอย่างเลย มันดีมากจริงๆ โฮววววว T__T

จบมินิดราม่าของฮาโกดาเตะอามาเนะแล้วมีบรรเลงเพลง 庭の千草 ต่ออีก เพลงนี้เป็นเพลงที่ใช้ในเกม ฟังแล้วก็ร้องไห้วนไปค่ะะะะ ได้ยินเสียงสูดน้ำมูกฟึดๆ มาจากรอบด้าน รู้สึกอบอุ่น ทุกคนคงเข้าใจความรู้สึกของกันและกันใช่มั้ย ฮือออออออ

เพลงจบแล้วตามด้วย Situation Message รอบสอง หัวข้อยังเป็นเทศกาลในฤดูร้อนเหมือนเดิม รอบนี้มีของเมียวงะบุโจ เนีย โซระ และโทโนะ โอยยยยยย อามาเนะะะะะะะ เลิฟยูออลลลลลลลลลลลลลล

ขอสารภาพว่าจำไม่ได้ว่าเมียวงะบุโจพูดอะไร นึกไม่ออกเลย นี่ขนาดชอบเมียวงะบุโจมาก 5555555555 แต่จำของฮาโกดาเตะอามาเนะทั้งสามได้แม่นมาก!! สถานการณ์ของเนียคือไปดูดอกไม้ไฟด้วยกันที่สวนสาธาณะ แล้วเนียก็บอกว่าดีจังที่สำรวจสถานที่ดีๆ มา คราวหน้าก็ต้องตั้งใจหาข้อมูลแล้ว จะได้ครอบครองรอยยิ้มของเพื่อนสนิทอย่างเธอเอาไว้คนเดียวไงล่ะ (โอยยยยย ท่านเนียสุดหล่ออออออออ)

ส่วนของโซระก็ไปดูดอกไม้ไฟด้วยกันอีกนั่นแหละ แต่โซระจะซึนเดเระใส่นางเอกหน่อยๆ เคนนุแอคติ้งโคตรดี โคตรอินกับบทบาท เสียงตอนพากย์สดก็ดี๊ดี ดีใจจังได้ฟังเคนนุพากย์สดซะที (เพิ่งตระหนักได้ตอนที่เขียนอยู่นี่แหละว่าเราไม่เคยฟังเค้าพากย์แบบสดๆ ด้วยหูตัวเองมาก่อนเลย…….)

ของโทโนะก็ดี น่ารักกกกก มีการให้นางเอกขี่หลังด้วย มาเอโนะพูดว่าจะให้ขี่หลังแล้วก็ย่อตัวลงทำท่ารอรับนางเอก สุดคิววววววททท์!! อันของโทโนะเราชอบตรงที่พูดประมาณว่า มีความทรงจำร่วมกับเธอมากขึ้นอีกอย่าง กับ ฉันจะทำให้ความปรารถนาของเธอเป็นจริงไม่ว่ากี่ครั้งก็ตาม โอยยย สิ่งเหล่านี้คือดีอะะะะ ดีมากกกกกก ฮืออออ คิดถึงเกมภาคนี้มากๆๆๆๆ โอ๊ยยยยย ใครเขียนบทดราม่าในอีเวนท์นี้คะะะะ เอามีดมาแทงกันเลยดีกว่า ร้าวรานมาก บีบหัวใจมาก แต่ก็มีความสุขที่ได้เจอทั้งสามคนจากฮาโกดาเตะอามาเนะอีก ฮืออออออออ ขอบคุณค่ะะะะ (;___;)

หลังจากนั้นเป็นช่วงไลฟ์อีกรอบ คราวนี้มีเพลง Waterside Harmony ของฮารุโตะกับโซสุเกะคุง, 夜空のナイル ของโซระ, 恋い蛍 ของโฮเซ และปิดด้วย WINGS TO FLY ของ Maestro Fields

ตอนอินโทรเพลง 夜空のナイル ขึ้นมานี่กรี๊ดหนักมากกกกกกกกก คิดอยู่แล้วแหละว่าเคนนุคงได้ร้องสักเพลงเพราะเซย์โซไซรอบนี้เคนนุมาแค่รอบเดียว แต่พออินโทรเพลงขึ้นมาจริงๆ ก็ดีใจแทบสิ้นสติ นอกจากได้ฟังพากย์สดแล้วยังได้ฟังเพลงอีก รอบนี้ช่างดีงามเหลือล้นพ้นประมาณ แล้วเคนนุก็ร้องสดเทพมากกกกกกก โฮวววววววววว แต่หลังจากนั้นพอ WINGS TO FLY ขึ้นเราแอบใจแป้วนิดนึงเพราะจริงๆ แล้วเราโลภ อยากฟังมาเอโนะร้องเพลงด้วย 555555555 พอเพลง WINGS TO FLY ขึ้นเลยคิดว่าคงไม่มีเพลงแล้วแหละมั้ง แล้วพอจบเพลงนี้ทุกคนก็ออกมาพูดอำลาสั้นๆ เป็นอันเกือบจบงาน (แอนี่เวย์ เพลง WINGS TO FLY นี่ทานิยามะซังแดนซ์ได้กรีดกรายมากและดีดมากเหมือนเคย มองเพลินสุดละ)

ทว่า!!!!! หลังจากนักพากย์ออกมาร่ำลาแล้ว เพลงแรกของอังกอร์คือเพลงโฮชิยูเมะเมกุริของโซระกับโทโนะจ้าาาาาา โอ้ยยยยยยยยยย กราบบบบบบบ แค่อินโทรขึ้นก็ขนลุกเกรียวไปหมด ชอบอะ ชอบ ชอบบบบบบ ชอบเพลงนี้ ชอบฮาโกดาเตะอามาเนะ ชอบเคนนุ ชอบมาเอโนะ ชอบไปหมด ฮืออออออออออออ แล้วสองคนนี้ร้องคู่กันคือดีมาก ทั้งสองคนสุดจะคีพคาแรคเตอร์ เคนนุทำหน้าปวดร้าวหัวใจตลอดเวลาสมเป็นโซระ ส่วนมาเอโนะก็ทำหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสขี้เล่นหน่อยๆ สมเป็นโทโนะ ดีจังที่โซระกับโทโนะได้สองคนนี้มาพากย์

จริงๆ เราแอบอยากฟัง LILA LAVANDULA LILA เวอร์ชั่นฮาโกดาเตะอามาเนะมากกว่าโฮชิยูเมะเมกุรินิดหน่อย เพราะเราชอบเนียเวลาอยู่โรงเรียนนี้มากๆๆๆ เลยอยากเห็นทั้งสามคนร้องเพลงด้วยกัน แต่เดาไว้แล้วแหละว่าคงไม่ร้องเพลงโรงเรียนหรอก เพราะถ้าจะร้องคงต้องร้องกันทุกโรงเรียนเพื่อความเสมอภาค เพราะงั้นได้ฟังโฮชิยูเมะเมกุริก็รู้สึกขอบคุณและปลาบปลื้มใจมากๆ แล้ว เพลงไหนก็ดีหมดอะ ฮือออออออ รักกกกกก

ส่วนเพลงสุดท้ายเป็นเพลง BLUE SKY BLUE ซึ่งทุกคนออกมาร้องด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา พอออกมากันหมดแล้วไม่รู้จะมองใครก่อนดี ตาลายไปหมด ที่เขียนๆ มานี่ดูเหมือนกรี๊ดอยู่ไม่กี่คนแต่เอาจริงๆ เรารักคอร์ด้าแฟมิลี่ทุกคนเลย ชอบเวลาเมมเบอร์นี้อยู่ด้วยกัน บรรยากาศมันอบอุ่นมาก ฮือออออ อีเวนท์คราวนี้ก็กรี๊ดทุกคนเยอะมาก อยากเก็บรายละเอียดจ้องมองทุกคนให้มากที่สุดแต่ทำไม่ได้ สุดท้ายเลยใช้วิธีใครเดินมาฝั่งเราก็มองคนนั้นแหละ 55555555555

ตอนร่ำลาจำไม่ค่อยได้ว่าใครพูดอะไรมั่ง สมองมัวแต่อ้อยอิ่งอยู่กับสตอรี่ต่างๆ ของฮาโกดาเตะอามาเนะ แต่จำของฮินจจิได้แม่นสุดเลย ฮินจจิบอกว่าเห็นฮาโกดาเตะอามาเนะวันนี้แล้วอยากให้มีอีเวนท์อามาเนะอีกจังเลย กรี๊ด พูดได้ดีมากค่ะฮินจจิ!!!! จัดเลย!!!!! จัดเมื่อไหร่ไปแน่!!!!!!

นอกจากนั้นตอนอังกอร์ก็มีการฉลองออกอีเวนท์เนโอโรมานซ์ครบร้อยครั้งให้อุจิดะซังด้วย มีเค้กฉลองให้ด้วยนะ ตอนสต๊าฟเข็นเค้กออกมาทุกคนดูตื่นตาตื่นใจมาก ทาเคะคุงท่าทางสนอกสนใจตื่นเต้นจนตาโตอีกแล้ว เคนนุกับมาเอโนะที่ยืนอยู่ไกลๆ ก็ชะเง้อชะแง้แลดูเค้กกันใหญ่ น่าร้ากกกกกกกก (≧ω≦) ส่วนฟุคุจุนกับโคนิชิซังก็จ้องจะจกเค้กมากินก่อนคนอื่นตลอดเวลา โอ๊ยขำ ทำไมเป็นคนแบบนี้!!!

พออีเวนท์จบกลับมาอ่านรีพอร์ทรอบอื่นๆ แล้วก็เสียดายที่ไม่ได้ไปรอบอื่นด้วย โฮววว อยากฟังมาเอโนะร้อง It’s Magical แบบสดๆ มั่งอะะะะ พี่โทโนะะะะะะะะะ (;____;) แต่ไม่เป็นไร ไว้แก้ตัวในอีเวนท์อามาเนะ ถ้าจัดจริงต้องไปให้ได้!!

อยากเล่นภาคฮาโกดาเตะอามาเนะอีกจัง ฮือ

「百火撩乱」

ไปรีลีสอีเวนท์ซิงเกิ้ลใหม่ของสามสาว Kalafina มาแหละ!

ซิงเกิ้ลใหม่ที่ว่านี้คือซิงเกิ้ล 百火撩乱 (Hyakka Ryouran) ที่เป็นเพลง ending ของคัตสึเกคิโทเคนรัมบุ ตอนที่ประกาศว่าสามสาวจะร้องเพลงจบเรื่องนี้ก็เป็นกระแสฮือฮากันว่าเดี๋ยวได้มีดาบหักแหงๆ ในฐานะแฟนเพลงวงนี้แล้วรู้สึกขอโทษซานิวะทุกคน 5555555555

รีลีสอีเวนท์ที่ไปวันนี้จัดที่ห้างฮันคิวนิชิโนะมิยะการ์เด้น ดูเหมือนที่นี่จะกลายเป็นห้างประจำเวลาสามสาวมาจัดรีลีสอีเวนท์ไปแล้ว ปีที่แล้วเราก็เคยไปหาสามสาวที่นี่มาแล้วหนนึงตอนออกอัลบั้มรวมเพลงอคูสติก รู้สึกว่าซิงเกิ้ลก่อนหน้าก็จัดที่นี่อีกเหมือนกันมั้ง แต่ตอนนั้นไม่ว่างเลยไม่ได้ไป T_T

พอเรียกว่ารีลีสอีเวนท์แล้วฟังดูยิ่งใหญ่ แต่อันที่จริงงานนี้เป็นมินิไลฟ์บนดาดฟ้าห้างที่ใครๆ ก็ไปยืนดูได้ฟรีๆ แต่ถ้าใครซื้อซิงเกิ้ลในร้านสาขาที่กำหนดหรือไปซื้อหน้างานก็จะได้บัตรสำหรับเข้าไปนั่งดูหน้าเวทีด้วย ส่วนคนยืนดูฟรีต้องไปยืนด้านหลัง

ตอนแรกเราตั้งใจจะตื่นแต่เช้าพุ่งไปซื้อแผ่นเพื่อให้ได้สิทธิ์นั่งหน้าเวที แต่กว่าจะตื่นมาก็เกือบเที่ยงละ อนาถเหลือเกิน 55555555 เค้าเริ่มแจกบัตรเข้าชมตอนสิบโมง แต่เราไปถึงบ่ายโมง พอไปถามสต๊าฟที่นั่งขายแผ่นอยู่ เค้าก็บอกว่าบัตรเข้าชมหมดแล้วนะ แต่ยังมีบัตรสำหรับรับโปสเตอร์ลายพิเศษอยู่ พอไลฟ์จบแล้วให้เอาบัตรนี้ไปรับโปสเตอร์จากสต๊าฟได้ จุดนั้นรู้สึกว่าไหนๆ สามสาวก็อุตส่าห์มาร้องเพลงให้ฟังถึงที่นี่ทั้งที ถึงจะไม่ได้ไปนั่งดูด้านหน้าก็ซื้อหน่อยละกัน สรุปแล้วก็ซื้อแผ่นมาจนได้ แฮ่ (//∇//)

ปกติไม่ค่อยเก็บซิงเกิ้ลสามสาวเพราะชอบรอซื้ออัลบั้มทีเดียวให้ได้เพลงครบๆ แต่รอบนี้ถือว่าเป็นที่ระลึกในอีเวนท์ ฮิๆๆ (≧ω≦)

ได้แผ่นมาแล้วก็ไปจับจองที่ยืนดูหลังเวที ตอนเราไปคนยังไม่เยอะเท่าไหร่เลยได้ไปยืนแถวที่สามถัดจากรั้ว เวทีที่นี่เป็นเวทีโล่งๆ มองจากมุมไหนก็เห็นคนบนเวทีชัดเจน ดังนั้นถึงจะยืนหลังเวทีก็ได้ยลโฉมสามสาวชัดถนัดตา ….แต่เป็นโฉมด้านหลังนะ 555555555 เพราะเวลาร้องเพลงสามสาวจะมองไปหน้าเวทีมากกว่า นานๆ ทีถึงจะหันมาทักทายด้านหลังบ้าง ฮือ เสียดายจังที่ตื่นสาย (TωT)

ยังดีที่จุดที่เราไปยืนจับจองเป็นมุมใกล้ๆ ทางขึ้นลงเวทีพอดี เวลาสามสาวจะขึ้นมาร้องเพลงก็เลยต้องเดินผ่านแบบใกล้มาก เห็นสามสาวยิ้มให้แบบใกล้ชิดก็ชื่นใจ ฮืออออออ นางฟ้าของฉันนนนน♥♥♥

พอยืนรอจนถึงบ่ายโมงครึ่ง สามสาวก็จะออกมาซ้อมให้ดูก่อน รีลีสอีเวนท์คราวก่อนก็ออกมาซ้อมให้ดูแบบนี้เหมือนกัน สิ่งที่เหมือนเดิมเลยคือตอนที่ซ้อมเนี่ย วากานะกับฮิคารุจะร้องไปเรื่อยๆ ส่วนเคโกะจะทำหน้าที่ซาวด์เช็ก คอยส่งสัญญาณกับสต๊าฟ คอยเดินไปฟังเสียงอีกสองคนจากด้านล่างเวที พอถึงช่วงที่เพลงหยุด วากานะกับฮิคารุก็จะพูดคุยกับคนดูนิดหน่อย ขณะที่เคโกะยังตั้งหน้าตั้งตาคุยกับสต๊าฟต่อไป

ซ้อมเสร็จแล้วสามสาวก็ลงจากเวทีไปก่อนรอบนึง แล้วพอถึงบ่ายสองค่อยกลับมาขึ้นเวทีอีกรอบ คราวนี้เป็นมินิไลฟ์ของจริงละ

เซ็ตลิสท์วันนี้ได้แก่

百火撩乱
とんぼ
sprinter

ข้อเสียของการยืนหลังเวทีนอกจากจะไม่ค่อยได้เห็นหน้าสามสาวแล้วคือเสียงจากลำโพงมันมาไม่ค่อยถึง TvT แต่อาจเพราะเป็นเวทีในห้างด้วยมั้ง จะให้ระบบเสียงอลังการเท่าสถานที่จัดคอนเสิร์ตก็คงไม่ไหว วันนี้เลยรู้สึกว่าสามสาวร้องดีมากๆๆๆๆ (อันนี้ไม่ต้องมีข้อสงสัยใดๆ ไม่เคยมีครั้งไหนที่ Kalafina ร้องไม่ดี!!!) แต่เสียงดนตรีแผ่วไปหน่อย ถ้าได้เสียงดนตรีปังๆ หน่อยคงประทับใจ 百火撩乱 วันนี้มากกว่านี้เยอะเลย

ส่วน とんぼ นี่เพิ่งเคยฟังครั้งแรก (เพราะเพิ่งซื้อแผ่นเมื่อกี้เลยไม่ได้ฟังมาก่อน OTL) ชอบเสียงเคโกะเพลงนี้จัง ฮืออออออออออ

เพลงสุดท้าย sprinter นี่ไม่คิดว่าจะได้ฟังเลยนะ ตอนเคโกะพูดว่าเพลงต่อไปคือ sprinter นี่เราแทบพุ่งไปเขย่ารั้ว อ๊ากกกกกกก ถึงจะได้ฟังเพลงนี้ในไลฟ์มาแล้วไม่รู้กี่ครั้ง แต่ก็ยังเป็นเพลงที่อยากฟังสดๆ เสมอ ดีใจมากกกกก (≧д≦) ตอนก่อนร้องเพลงสามสาวพูดประมาณว่าอยากร้องเพลงนี้ที่นี่ในวันนี้เพราะอยากให้ทุกคนมาสนุกสนานด้วยกัน ตอนแรกเราเลยนึกว่าจะร้อง 音楽 ซะอีก 5555555

ส่วนเรื่องที่สามสาวพูดในวันนี้ ตอนซ้อมฮิคารุกับวากานะคุยกันว่าเมื่อเช้ากินอะไรมา ดูเป็นบทสนทนาที่เรื่อยเปื่อยมากๆ 555555555 สรุปว่าวากานะกินกาแฟดำมา ส่วนฮิคารุกินน้ำพีชปั่น แล้ววากานะก็ถามคนดูว่าวันนี้ร้อนกันมากมั้ยคะ เห็นทุกคนถือพัดแล้วพัดกันใหญ่เลย ตลกดีนะคะ (ทำไมมีการหัวเราะคนดู 55555555555) แต่อันนี้เป็นทอล์กช่วงซ้อมเลยออกแนวเล่นๆ ขำๆ พอเป็นทอล์กในมินิไลฟ์ของจริงจะมีสาระขึ้นมานิดนึง วากานะเล่าเรื่องรีลีสอีเวนท์ที่โตเกียวเมื่อวานว่าฝนตกก็เลยโดนบอกว่าสมเป็น Kalafina เลยนะ! (คือวงนี้จัดไลฟ์ทีไรฝนตกตลอด ตกจนต้องทำเสื้อกันฝนมาขายแฟนๆ ให้รู้แล้วรู้รอด)

นอกจากนั้นก็มีเล่าเกี่ยวกับเพลง วากานะบอกว่าเพลงนี้ไม่ได้ใช้เสียงสูงๆ เหมือนเพลงอื่นแต่วากานะต้องร้องด้วยเสียงสม่ำเสมอตลอดก็เลยร้องยากเกินคาด เคโกะบอกว่าดีใจที่ได้ร้องเพลงที่แสดงความสวยงามของญี่ปุ่นแบบนี้ ส่วนฮิคารุบอกว่าตัวเองเล่นโทเคนรัมบุมาตลอด พอเห็นเนื้อเพลงครั้งแรกก็เลยรู้สึกว่า “นี่มัน…” ประมาณว่าเพราะเล่นเกมมาก็เลยเกิดความรู้สึกต่างๆ นานา ดังนั้นเวลาร้องเพลงนี้ฮิคารุเลยต้องระวังไม่ให้เผลอใส่ความรู้สึกส่วนตัวปะปนเข้าไป

พอพูดเรื่องเกมขึ้นมาแล้ว วากานะกับเคโกะก็บอกว่าฮิคารุเนี่ยเล่นเกมเยอะมาก ฮิคารุก็กระตือรือร้นบอกว่าใช่ๆ อย่างตอนนี้ก็ยุ่งมากเลยเพราะต้องปั่นอีเวนท์ชุดว่ายน้ำของเฟทแกรนด์ออเดอร์ อีกสองสาวเลยตื่นเต้นตกใจไปด้วยว่า ชุดว่ายน้ำเหรอ!!? แคปรูปส่งมาให้ดูหน่อย!! แต่ฮิคารุอิดออดเพราะคิดว่าการได้เห็นสาวๆ ในชุดว่ายน้ำเป็นสิทธิ์ของคนที่เล่นเกมนี้มากกว่า (เกมเมอร์อย่างแท้จริง 55555555555555555) เคโกะที่ยืนอยู่กลางเวทีเลยไปยืนข้างๆ วากานะแล้วทั้งสองคนก็ก้มหัวให้ฮิคารุ บอกว่าแคปมาให้ดูหน่อยเถอะ ขอร้อง 55555555555

พอไลฟ์จบแล้วสามสาวก็ถ่ายรูปกับผู้ชมทั่วทุกมุมแล้วลงรูปไว้ในบล็อก ตอนสามสาวเดินถ่ายรูปน่ารักมากเลย ทักทายคนดูตลอด พอเจอคุณแม่อุ้มลูกมาดูก็เข้าไปเล่นกับเด็ก เด็กพูดว่าเคจังด้วยนะ! (คุณแม่เสี้ยมสอนมาดีมากค่ะ 55555555555)

ถ่ายรูปเสร็จสามสาวก็โบกมือบ๊ายบายรอบทิศแล้วกลับไป ปล่อยให้คนดูที่เหลือต่อคิวรอรับโปสเตอร์จากสต๊าฟ เราไม่มีบัตรเข้าชมแต่มีบัตรแลกโปสเตอร์เลยต้องยืนรอให้คนหน้าเวทีรับโปสเตอร์ให้เสร็จก่อน กว่าจะรับของเสร็จก็บ่ายสามกว่าๆ สรุปว่าเป็นมินิไลฟ์ที่ใช้เวลายืนอยู่ตรงนั้นสองชั่วโมงกว่า อากาศก็สุดแสนจะร้อนอบอ้าว ยังดีที่ฟ้ามีเมฆฝนครึ้มตลอดแต่ไม่มีฝนสักหยด จนกระทั่งสามสาวไปแล้วฟ้าถึงได้ใสกิ๊ง สมแล้วที่ว่ากันว่า Kalafina มากับฝน 55555555555

ถึงจะบ่นเรื่องระบบเสียงแต่เอาเข้าจริงเราชอบรีลีสอีเวนท์แบบนี้จัง ใกล้ชิดมากกกกกกกกกก ได้ฟังแค่สามเพลงก็ไม่เป็นไร แค่ได้มาเจอ มาฟังสามสาวร้องเพลงสดๆ แบบนี้ก็ดีใจแล้ว ขอบคุณนะคะที่อุตส่าห์มาถึงคันไซ (TωT)

ว่าแล้วก็อยากไปไลฟ์จัง

The Prince of Tennis Musical 3rd Season SEIGAKU vs RIKKAI

ไปดูเทนิมิวมาแหละ!

การดูเทนิมิวสดๆ เป็นอะไรที่เราหลงใหลใฝ่ฝันมานานมาก ถึงเราจะไม่ได้ติ่งเทนิมิวมากมายอะไร เคยดูไม่ครบทุกแมทช์ด้วยซ้ำ ปกติดูแต่เฮียวเทกับริคไคสลับๆ กันไป ซีซั่นสองก็เคยดูแค่ริคไคอย่างเดียว แถมดูแบบข้ามๆ อีก แต่เราชอบริคไครุ่นสอง (รุ่นที่มาสุดะโทชิกิเป็นท่านยูคิมุระ) มากกกกกกกกกกกกกกกก ชอบมากจนดูซ้ำไปซ้ำมาไม่รู้จักเบื่อ แม้จะไม่มีโอกาสได้ดูริคไครุ่นนั้นสดๆ และไม่มีวันเป็นไปได้อีกต่อไป แต่เราก็หมายมั่นปั้นมือมาตลอดว่า ถ้าเทนิมิววนมาถึงแมทช์ริคไคในช่วงที่ยังอยู่ญี่ปุ่นก็จะไปดูให้ได้! (ถ้าอยู่ไทยคงไม่ลงทุนบินมา บอกแล้วว่าไม่ได้ติ่งมากมายอะไร……)

และแล้วก็โชคดีที่แมทช์ริคไคเล่นช่วงที่อยู่ญี่ปุ่นพอดี แถมวนมาโอซาก้าก่อนเรากลับไทยช่วงปิดเทอมเฉียดฉิวอีกต่างหาก!

รอบนี้โชคดีอีกอย่างตรงที่ได้ตั๋วผ่านอีพลัส สมัครเอง สุ่มเอง ได้มาเอง ไม่ต้องลำบากไปวิ่งหาคนอื่นปล่อยต่อ ขอบพระคุณอีพลัสมา ณ ทีนี้ (แม้ว่าปีนี้จะสาปแช่งอีพลัสไปเยอะมาก นอกจากเทนิมิวแล้ววืดตั๋วอีเวนท์มาเป็นสิบ)

และแล้วก็ได้ตั๋วมาโดยสวัสดิภาพ \(^o^)/

ตอนรับตั๋วมาจากพนักงานแฟมิลี่มาร์ทเห็นคำว่าแถวห้าแล้วตื่นเต้นตกใจตาโต ….ก่อนจะเห็นคำว่าชั้นสองในวินาทีถัดมา แป่ววววว แต่คำว่าแถวที่ห้ามันก็ยังฟังดูไม่เศร้ามาก จนกระทั่งวันนี้ไปถึงในฮอลล์แล้วพบว่าที่นั่งเรา….. อยู่แถวหลังสุด OTL

แต่เอาจริงๆ ฮอลล์มันไม่ได้ใหญ่โตอลังการมากนัก ถึงจะอยู่แถวหลังสุดก็ไม่ได้ไกลโพ้นขนาดเห็นนักแสดงตัวเท่ามดตะนอย กลับกันแล้วสำหรับคนที่ไม่ได้ติ่งแคสท์แถมไปดูแค่รอบเดียวอย่างเราเนี่ย นั่งไกลๆ น่าจะเหมาะกว่าด้วยซ้ำเพราะมันเห็นภาพรวมทั้งเวที เวลามองไปแค่จุดใดจุดนึงก็ยังมองเห็นส่วนอื่นๆ ของเวทีอยู่ ดังนั้นถึงจะนั่งหลังสุดก็ไม่ใช่เรื่องน่าเศร้าแต่อย่างใด

สถานที่จัดแสดงรอบโอซาก้าคือ Mielparque Hall อยู่แถวๆ สถานีชินโอซาก้า เราไปถึงหน้าฮอลล์ตอนที่เค้าเปิดให้เข้าด้านในได้แล้ว พอไปถึงก็พบว่ารอบๆ เต็มไปด้วยสาวๆ ที่แต่งตัวด้วย theme สีเหลือง บางคนเสื้อเหลือง บางคนกระโปรงเหลือง บางคนกระเป๋าเหลือง สมเป็นแมทช์ริคไคจริงๆ ตอนแรกเราก็ว่าจะหาเสื้อเหลืองมาใส่เหมือนกัน แต่สำนึกได้ว่าจนแล้วเลยไม่ได้ไปหาซื้อ ถึงจะไม่มีสีเหลืองติดตัว แต่หัวใจเราเป็นของท่านยูคิมุระนะ! (เฉพาะวันนี้)

เข้าไปด้านในล็อบบี้จะเจอกับมุมขายของจำนวนมาก มีทั้งมุมขายกู๊ดส์สำหรับแมทช์นี้ มุมขายแผ่นแมทช์ที่ผ่านๆมา และมุมสมัครแฟนคลับ ซึ่งสิ่งที่เราเดินไปซื้อคือ …….คาลพิสที่ตู้กดน้ำอัตโนมัติ หนุ่มๆ เราขอโทษ แต่เราหิวน้ำ 555555555

นอกจากมุมขายของแล้วก็มีมุมถ่ายรูป มุมนี้มีพร็อพให้หยิบมาถ่ายรูปเล่นได้ด้วย


อย่างไรก็ตาม ทำไมมุมถ่ายรูปไม่มีท่านยูคิมุระล่ะ……..? เพราะแมทช์นี้ยุกกี้ไม่ได้แข่งเหรอ ฮือออออ เสียใจ ถึงจะไม่ได้แข่งกะเค้าแต่ก็มีบทบาทนะะะ (;__;)

สำรวจแถวล็อบบี้จนพอใจแล้วก็เข้าฮอลล์ไปนั่งที่ ที่นั่งเราหาง่ายมากเพราะอยู่แถวหลังสุดแถมติดทางเดินอีก ระหว่างรอก็นั่งเล่นดูเอลลิงค์ไปเรื่อยๆ จนคนข้างๆ หันมาถามว่ามีนาฬิกาข้อมือมั้ย เค้าลืมเอานาฬิกามา แต่อาจจะต้องออกก่อนเวลาเพราะเดี๋ยวไม่ทันรถชินคังเซนเที่ยวสุดท้าย …แต่เราก็ไม่มีนาฬิกาข้อมือเหมือนกันค่ะ แง TvT สุดท้ายเค้าเลยบอกว่าอาจจะแง้มๆ ดูเวลาในมือถือหน่อยนะ ขอโทษที่รบกวน หูย ความญี่ปุ่นนี้

พอถึงหกโมงครึ่งก็มีเสียง แอดดดดดด บอกเวลาเริ่ม ตามด้วยเสียงอินุอิกล่าวทักทายและบอกมารยาทในการรับชมให้ฟัง และหลังจากนั้นก็ได้เวลาเปิดม่าน!

จากนี้ไปจะเขียนเป็นข้อๆ ตามที่นึกออก *เน้นริคไค

● จำตอนเริ่มไม่ได้แล้ว….. คุ้นๆ ว่าเอจิเซนออกมาคนแรก มีเสียงคอล 常勝立海大 ซ้ำไปซ้ำมา แล้วจากนั้นริคไคก็ออกมาร้องเพลงกันครบทีมตั้งแต่แรกเลย ไม่ต้องรอนาน

● บอกก่อนว่าไม่ได้คาดหวังอะไรเลยกับการมาดูครั้งนี้ คือแค่อยากมาสัมผัสประสบการณ์ดูเทนิมิวสดๆ เท่านั้นจริงๆ แต่มาถึงเจอริคไคเพลงแรกเข้าไปแล้วแทบน้ำตาไหล โอ๊ย ดีงามมากกกกกกกกกกกกกกกก

● ความที่ไม่ได้ซื้อแพมเฟลตเลยไม่รู้ชื่อเพลงใหม่ๆ เพลงแรกของริคไคนี่เนื้อเพลงจะคล้ายๆ เพลง 非情のテニス ตรงที่ร้องว่า 何のために俺たちはテニスをするそれは勝つために他ならない แต่ทำนองไม่เหมือนกันเลย แล้วหลังจากนั้นเมมเบอร์ก็จะผลัดๆ กันร้องเพลงแนะนำตัว ชอบตรงที่ยังคงคีพคอนเซปท์ให้อาคายะร้องเพลงแนะนำตัวเอง ในขณะที่คนอื่นเค้าร้องแนะนำอีกคน

● ว่าแต่มันถือเป็นเพลงใหม่รึเปล่า… หรือถือเป็นการเอาเพลงเก่ามาอะเรนจ์?? แต่เนื้อเพลง/ดนตรี/ทำนองมันต่างกันเยอะอยู่นะ

● ริคไครุ่นนี้ร้องประสานเสียงแล้วทรงพลังมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก เอาจริงๆ ริคไคทุกรุ่นดีงามหมดแหละ ดูมาทุกซีซั่นก็ชอบทุกซีซั่น ไม่เคยผิดหวังเลย แต่เพิ่งเคยมีโอกาสได้มาฟังสดๆ เลยเพิ่งค้นพบว่าการดูสดฟังสดนี่มันเปี่ยมไปด้วยพลังท่วมท้นยิ่งกว่าดูผ่านจอมากมายหลายเท่าตัวนัก ประทับใจฮาร์โมนี่ของริคไคมากจริง ขนลุกเกรียวไปหมดทั้งสรรพางค์ ฮืออออออ สมเป็นคิงออฟเทนนิส!!!!!!! (ที่แพ้ทีมพระเอกตลอด โคตรเศร้า น่าสงสารเค้านะคะ)

● เพลงที่สองเป็นทีมเซกาคุออกมาร้องครบทีมเช่นกัน อืม ก็โชเน็นดีนะ สมเป็นทีมพระเอก

● ช่วงต้นๆ เรื่องจะเน้นฝั่งเซกาคุ (แหงสิ ก็ทีมพระเอก) มีเล่าว่าเอจิเซนไปฝึกวิ่ง มีทีมรคคาคุมาเล่นเย้วๆ ด้วยไรงี้

● รคคาคุตลกมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก ขอสารภาพว่าจำชื่อตัวละครทีมนี้ไม่ได้เลย 555555555 แต่เวลาทีมนี้ออกมาคือตลกมากจริง แต่ละคนจะช่วยกันชงมุกต่อกันเป็นทอดๆ แล้วค่อยให้คนใดคนนึงขยี้ตอนท้าย ขำเยอะมาก

● ขำตอนใครสักคนในรคคาคุเล่นมุกว่า 試合がなくても励ましあい แล้วโออิชิเข้าไปตบไหล่บอกว่า 俺は嫌いじゃないよ คือแบบบบบบ มุกห้าเยนสิบเยนก็ยังจะเล่น แล้วมันจะไม่ตลกเลยถ้าโออิชิไม่ได้เข้าไปปลอบ 55555555555555

● เกมแรกของแมทช์นี้คือเอจิเซน vs อาคายะ

● อาคายะที่เราชอบที่สุดคืออาคายะของเก็งคิคุง เราว่าอาคายะของเก็งคิเป็นอาคายะที่น่ากลัวมากในเวลาที่ควรน่ากลัว และน่ารักมากในเวลาปกติทั่วไป ส่วนอาคายะคนนี้เราว่าเค้าก็เป็นอาคายะอีกแบบนึงที่ยังคงคีพความเป็นอาคายะได้อยู่ มีความกวน ความซุกซน แต่ยังไม่รู้สึกถึงความน่ากลัวเท่าไหร่ ส่วนนึงอาจเป็นเพราะเรานั่งไกลเลยมองไม่เห็นสีหน้า……..

● ส่วนเอจิเซนคนนี้ก็กวนประสาทได้แบบพอดีๆ ไม่ค่อยน่าเตะเท่าไหร่ เป็นเอจิเซนที่ดูสมเป็นเด็กม.ต้นดี (มาเสิร์ชหาอายุคนเล่นทีหลังและพบว่าน้องเกิดปี 2000 โอ้ย เด็กเหลือเกินนนนน /ลูบตีนกาแพรพ)

● ตลกตอนเอจิเซนพูดภาษาอังกฤษอะไรสักอย่างแล้วบุนตะกับแจ๊กกัลคุยกันว่าอาคายะฟังไม่ออกแหงๆ 5555555555 ไม่เป็นไรนะอาคายะ เราก็ฟังไม่ออก 555555555 อารมณ์แบบเอ๊ะ นั่นภาษาอังกฤษเหรอ ภาษาอังกฤษสินะ…

● มานึกๆ ดูแล้วรู้สึกจะนึกเนื้อเรื่องก่อนแข่งไม่ค่อยออกเลย จำได้ว่าเอจิเซนแข่งกับอาคายะ แล้วก็มีฉากที่โรงพยาบาลของยุกกี้ แค่นี้ แต่ที่จริงก่อนแข่งมันก็มีอะไรเยอะแยะอยู่นะ

● ฉากที่ริคไคไปเยี่ยมยุกกี้ที่โรงพยาบาลน่าร๊ากกกกกกกก ซานาดะสะพายเป้แล้วดูเด็กลงเยอะเลย 555555555 ส่วนคู่ D1 ก็ไปนั่งบนเตียงกะยุกกี้แล้วหยิบดอกไม้ให้ยุกกี้ถือ งุงินั่ลลั๊กมั่กๆ

● 友情のテニス ของยุกกี้ดีมากกกกกกกก โอ๊ย ฮือออออออออ ยุกกี้เสียงดีมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก แล้วเป็นโทนเสียงและน้ำเสียงที่แบบ เออ นี่แหละยุกกี้ ไพเราะเหลือเกินนนนนนนนน ตระหนักอีกครั้งว่าชอบยุกกี้ทุกรุ่นเลย แงงงงงงง (นี่ขนาดไม่ได้ชอบมาตั้งแต่แรกนะ สมัยอ่านมังงะเราชอบชิราอิชินะ!!)

● หลังจากนั้นอีกหลายๆ ซีนต่อมา (หรือมันคือซีนติดกันนะ จำไม่ได้…) ก็มีซีนที่ริคไคร้อง 非情のテニス แบบสั้นๆ กันอีก แล้วก็มีอีกซีนที่ริคไคร้องเพลงนี้แล้วมีเตียงของยุกกี้อยู่ข้างหลัง ทำไมร้องเพลงนี้กันหลายรอบมาก 5555555555 แต่ดีแล้วเพราะเราชอบเพลงนี้มากกกกกก ฮือออออออ ดีใจมากๆๆๆ ที่ได้ฟังหลายรอบหลายแบบขนาดนี้ ปลาบปลื้ม

● ตอนร้อง 負けることの許されない王者~非情のテニス (ที่มีเตียงยุกกี้ด้านหลังนั่นแหละ) เป็นช่วงก่อนปิดองก์แรก เป็นการปิดองก์แรกที่ทรงพลังมาก ฮือออออ

● แอบขำเบาๆ ตอนยุกกี้นอนอยู่บนเตียงที่ตั้งฉาก 90 องศา…. คือไม่ควรเรียกว่านอน แต่มันคือการยืนพิงเตียง 5555555555 แล้วยุกกี้ก็ร้องเพลงทั้งๆ ที่แปะอยู่กับเตียงอย่างงั้นแหละ ตลกไปมั้ยยยยย คิลมู้ดสุดๆ 55555555555

● พอเข้าช่วงแข่งจะเริ่มอยากมีสักแปดตา ไม่รู้จะมองใครดี เพราะทุกคนออกมาอยู่บนเวทีกันหมด

● เริ่มจากคู่โมโมชิโระ&ไคโด vs แจ็กกัล&บุนตะคุง

● ตอนโมโมชิโระร้องเพลง 這い上がれ海堂 เรานั่งกลั้นหัวเราะเยอะมากเพราะดันไปนึกถึงซับนรกในนิโกะ ฮือ 5555555555555 คือเราติดดูเทนิมิวในนิโกะมาก แล้วคอมเมนต์จะชอบแปลงเนื้อให้มันตลกๆ พอไปนึกถึงเนื้อพวกนั้นเลยอยากขำแต่ก็ขำไม่ได้ TvT

● บุนตะนั่ลลั๊กกกกกกกกก

● ตอนแรกเราก็ตั้งใจดูคนที่แข่งนะ แต่หันไปดูสแตนด์อีกที เฮ้ย นิโอหายไปไหน!? แล้วก็นึกได้ว่าต่อไปจะเป็นช่วงที่เราชอบมากนี่นา (ชอบแต่ดันลืมนึกถึงไปเลยจนกระทั่งนิโอหายไป 555555555) พอนิโอหายไปแล้วเราเลยคอยมองยางิวเป็นระยะๆ สักพักยางิวก็หายตามไปอีกคน

● แล้วนิโอก็กลับมา!!! ถึงตรงนี้ตั้งใจดูนิโอเยอะมาก พอยางิวกลับมาอีกก็จ้องยางิวรัวๆ เลิกสนใจสี่คนที่แข่งอยู่ไปละ 555555555555

● ที่หันมาจ้องสองคนนี้แทนเพราะมันเป็นตอนที่นิโอกับยางิวสลับตัวกัน

● สมัยบาชอนกับมาสะรับบท D1 แล้วเล่นบทสลับตัวกันนี่เราชอบนิโอตัวปลอมของบาชอนมากกกกกกก น่ารักกกกกกกก

● แต่รอบนี้เราชอบยางิวตัวปลอมมาก

● ถ้าจะพูดให้ถูกต้องคือเราชอบนิโอคนนี้มากเลย ถึงจะไม่รู้จักแคสท์มาก่อนแต่เราสัมผัสได้ว่าเค้าเป็นนิโอที่โคตตตตตตรรรรรรรรรนิโอ นิโอแบบไม่รู้จะนิโอยังไงไปมากกว่านี้ นิโอทุกจริตกิริยา ทุกการเคลื่อนไหว แม้แต่ตอนปลอมตัวเป็นยางิวก็ยังแอบแฝงด้วยความแรดเบาๆ (?) แบบนิโอ ชอบมากกกกกกกกกกกกก ชอบระดับที่ตอนหลังๆ พอริคไคออกมาครบทีมเรามองนิโอก่อนยูคิมุระอีก 5555555555555

● จริงๆ แล้วปกติสมาชิกริคไคที่เราชอบรองจากยุกกี้ก็นิโอนี่แหละ แต่วันนี้นิโอทำคะแนนพุ่งถล่มทลายมาก ชอบมากๆๆๆ ยุกกี้บทน้อยไปหน่อยเลยทำคะแนนได้ไม่เยอะเท่า เราให้โอกาสอีกทีในแมทช์ทั่วประเทศนะยุกกี้!

● ชอบท่าขยับแว่นของนิโอตอนปลอมตัวเป็นยางิวมาก แร๊ดดดดแรด! (เป็นคำชม)

● พอจบเกมของโมโมชิโระ&ไคโด vs แจ็กกัล&บุนตะคุง ก็มาถึงเกมของโกลเด้นแพร์ VS ริคไคD1

● บอกเลยว่าจ้องยางิวตัวปลอมตลอดเกม 555555555 แอบคิดมาตั้งแต่เพลงแรกแล้วว่านิโอคนนี้ขาเล้กกกกเล็ก พอถึงตาเค้าลงสนามมาหวดแร็กเก็ตเลยนั่งจ้องขาเค้าเยอะมาก (ทำไมดูโรคจิต TvT) 

● ส่วนนิโอตัวปลอมก็ดี๊ดี เป็นยางิวที่ปลอมเป็นนิโอได้เนียนมาก คือจับยางิวคนนี้เล่นเป็นนิโอได้เลย

● เราว่านิโอเป็นตัวละครที่คาแรคเตอร์แข็งแรงด้วยมั้ง มันมีลักษณะการเคลื่อนไหวต่างๆ นานาแบบนิโออยู่อะ สำหรับนักแสดงแล้วอาจจะเลียนแบบได้ไม่ยาก รึเปล่า… แต่ก็ชื่นชมทั้งนิโอและยางิวที่ปลอมเป็นนิโอจริงๆ นะ

● ในขณะที่นิโอปลอมเป็นยางิวแล้วมีความแรดเพิ่มมาอย่างบอกไม่ถูก ยางิวไม่แรดขนาดนี้ป้ะะะะะ 55555555 แต่ไม่ใช่ไม่ดีนะ ดีซะอีก ชอบที่นิโอปลอมเป็นคนอื่นก็ยังปิดความนิโอไม่มิดแบบนี้แหละ ดีแล้ว ดีมาก!

● ตอนที่เฉลยว่าสลับตัวกันแล้วร้องเพลงก็ดี๊ดี มีลูกเล่นเยอะแยะเลย เหมือนมาเล่นมายากลให้ดู มีการสลับตัวกะคนอื่นด้วย แบบอยู่ดีๆ ยางิวก็กลายเป็นบุนตะไปเฉย เป็นเพลงที่แสดงออกมาได้สนุกมากๆๆ

● เพลง D1 นี่อาคายะที่อยู่ข้างสนามน่ารักมากกกกกกกก ลุกมาเต้นตามด้วย เต้นจนบุนตะที่อยู่ข้างๆ เต้นตามไปด้วยอีกคน แล้วแจ๊กกัลก็เต้นด้วย ไปๆ มาๆ เต้นกันอยู่ข้างสนามสามคน น่าร๊ากกกกกกก

● ตอนก่อนเริ่มคนข้างๆ เราที่ชวนคุยบ่นให้ฟังว่าเวลาดูเทนิมิวนี่ไม่รู้จะมองตรงไหนดี พอดูสักพักเราก็รู้สึกเข้าอกเข้าใจเค้ามาก 555555555 ถ้ามองคนที่แข่งอยู่ก็จะไม่เห็นสแตนด์ ซึ่งสแตนด์นี่ก็มีปฏิสัมพันธ์กันเองตลอดเวลาจนไม่อยากละสายตา แต่ถ้ามัวแต่มองแสตนด์ก็จะพลาดคนในสนามที่กำลังดำเนินเรื่องอยู่

● ดูสแตนด์นี่สนุกพอๆ กับดูสนามเลยนะ รีแอคชั่นทุกคนจะเป็นไปตามความดุเดือดของเกมอะ แบบพอเกมเริ่มดุเดือดเลือดพล่านขึ้นเรื่อยๆ อาคายะที่นั่งอยู่ก็จะลุกมายืนดู หรือนิโอที่นั่งเหยียดขาชิลๆ ก็จะลุกมานั่งคุกเข่าตั้งใจดูไรงี้ ดูตั้งอกตั้งใจกันดี ชอบๆ

● เข้าใจแล้วว่าทำไมหลายๆ คนถึงดูกันหลายๆ รอบ ถ้ามีตังค์ก็อยากดูหลายรอบเหมือนกัน ฮือ

● เราใช้วิธีดูทั้งในสนามและสแตนด์สลับกันไป สายตาพุ่งไปหานิโอบ่อยมาก 555555555 เห็นนิโองุบงิบซุบซิบกับบุนตะตลอดเวลา แหนะะะะะ คุยอะไรกันอะะะะ

● อาคายะบนสแตนด์ก็น่ารัก เป็นเด็กซุกซนที่อยู่ไม่สุขเลย ยุกยิกตลอดเวลา ในขณะที่ซานาดะ ยานางิ ยางิวนี่จะนิ่งกันมาก

● เกมต่อมาเป็นอินุอิ vs ยานางิ

● คู่นี้ขำตอนที่แข่งกันไปเรื่อยๆ แล้วพอถึงไคลแมกซ์อินุอิจะตีเทนนิสอยู่คนเดียว ส่วนยานางิร้องเพลงไปเรื่อยๆ แบบไม่สนใจอินุอิเลย ฮือ ตีเทนนิสด้วยสิแกรรรรร 555555555555

● ตอนเหลือบๆ มองสแตนด์เห็นอาคายะรูดซิปเสื้อขึ้นมาปิดคอแล้วชี้ๆ ยานางิด้วย สงสัยดูเทนนิสเฉยๆ มันเบื่อเลยทำท่าเลียนแบบเค้า โถ เด็กหนอเด็ก น่ารักเกินไปมั้ยยยยยย

● ต่อมาเป็นเกมของรุ่นพี่ฟูจิ vs อาคายะ

● เพลงที่ทำให้เราชอบอาคายะมากคือเพลง 赤いデビル ซึ่งไม่มีในรอบนี้ แป่ววววว (เพลงริคไคที่เราชอบส่วนใหญ่อยู่แมทช์ทั่วประเทศทั้งนั้นเลย) เพลงของอาคายะรอบนี้คือเพลงที่ร้องว่า เฮ้! จีเนียส! (จำชื่อเพลงไม่ได้) เพลงนี้จะสนุกๆ ไม่ได้ออกแนวคัลท์เหมือน 赤いデビル ได้ดูอาคายะร้องเพลงนี้ก็ดีเหมือนกัน น่ารักดี (>///<)

● ส่วนรุ่นพี่ฟูจิคนนี้ …อืม ผมพลิ้วสวยดีนะ

● เกมสุดท้ายคือเอจิเซน vs ซานาดะ

● เราชอบเพลงฟูรินคะซังของซานาดะมากกกกกกกกกกกกก แต่ชอบเวอร์ชั่นซีซั่นแรก ซึ่งรอบนี้ใช้เวอร์ชั่นซีซั่นสองที่ในนิโกะล้อกันว่าเหมือนเพลงเปิดละครย้อนยุคของ NHK (ฟีลลิ่งมันได้จริง แล้วซานาดะถือดาบไม้ไปอี๊ก แร็กเก็ตอยู่ไหนเห่นโลวววววว) เวอร์ชั่นนี้ก็โอเคแหละ แต่เราชอบเวอร์ชั่นซีซั่นแรกมากเกินไป TvT พอมาดูอันนี้เลยแบบ อืมๆ ฟูรินคะซัง เท่ดีนะ จบ

● เพลงฟูรินคะซังนี่ใช้จอด้านหลังให้เป็นประโยชน์ดีมาก ฉายเอฟเฟคต์เวลาซานาดะตีเทนนิสทำให้ดูอลังการขึ้นมาพอสมควร ของคนอื่นก็มีใช้ฉากหลังแบบนี้บ้าง แต่ของซานาดะดูใช้เยอะสุดและเข้าท่าสุดละ

● แล้วสุดท้ายริคไคก็แพ้ไป บายยยยยยยยย

● รู้อยู่แล้วว่าริคไคจะแพ้ แต่ระหว่างดูก็อดนึกอยู่ตลอดไม่ได้ว่าอยากให้ริคไคชนะบ้างจังเลย

● ตอนจบมีเพลงร้องรวมกันทุกคนเพลงนึง แล้วมีอังกอร์(?)อีกเพลงนึงด้วย

● พอทุกคนออกมากันครบ หัวใจเราเริ่มสับสนว่าจะมองยุกกี้หรือนิโอก่อนดี ลำบากใจจัง

● สุดท้ายก็เน้นมองยุกกี้เป็นหลักนะ วันนี้มาเพื่อยุกกี้นี่นา! (และยุกกี้ก็บทน้อยจนเรามองขานิโอติดตามากกว่าหน้ายุกกี้อีกเนี่ย)

● ช่วงก่อนจบมันจะมี 日替わりネタ ด้วย เป็นช่วงสั้นๆ ที่เนื้อหาจะเปลี่ยนไปทุกวัน รอบที่เราไปดูนี่เป็นนิโอถือถ้วยรางวัลออกมาแล้วนั่งคุยกับถ้วย คุยไปสักพักก็เอาถ้วยวางบนพื้นแล้วทำเป็นดึงไม่ออก แล้วซานาดะก็เดินออกมา นิโอเลยบอกให้ลองดึง ซานาดะก็หยิบขึ้นมาอย่างง่ายดายก่อนจะเดินออกไป นิโอเลยบ่นๆ ว่าซานาดะนี่ไม่รับมุกเอาซะเลยน้า น่าจะเอาอย่างบุนตะมั่ง ถ้าซานาดะทำผมแดงจะเป็นไงน้าาา ต้องไม่เข้าแหงๆ เลย บลาๆๆ บ่นไปบ่นมาซานาดะก็เดินออกมาอีกรอบแล้ววิ่งไล่นิโอ ตลกดี 55555555

● ตอนอังกอร์แต่ละทีมจะให้ตัวแทนคนนึงมาพูดกะผู้ชม บอกผู้ชมว่าให้คอลว่าอะไร ริคไคส่งนิโอออกมา (อีกแล้ว!) นิโอบอกให้ผู้ชมคอลว่า よう見てみんしゃい ซึ่งเป็นคำพูดติดปากของนิโอนั่นเอง

● สรุปว่าวันนี้นิโอมาแรงม๊ากกกกกก

● แต่ยุกกี้ก็ดีนะ ฮือ ถึงจะพูดถึงนิโอเยอะแยะแต่ยุกกี้ดีมากจริง ทุกฉากที่ออกมาคือออร่าแรงมาก เสียงร้องเพลงดีมาก ทุกพยางค์ทุกโน้ตที่เปล่งออกมาเปี่ยมด้วยพลัง ลีลาการเต้นก็ดี การหมุนตัวต่างๆ นานาก็ดี อะไรก็ดี ดีหมด สมเป็นบุตรแห่งพระเจ้า

● ยุกกี้คนนี้ตอนเปิดตัวแรกๆ โดนแซวว่าชื่อโทชิกิเหมือนยุกกี้รุ่นสอง แต่หน้าเหมือนคามินากะคุงที่เป็นยุกกี้รุ่นสาม ตอนดูภาพนิ่งกับคลิปเราก็ว่ามีความคามินากะคุงพอสมควรนะ แต่พอมาดูจริงๆ แล้วไม่รู้สึกเลย (เพราะที่นั่งไกลเลยมองไม่เห็นหน้า………)

● อยากเห็นแมทช์ทั่วประเทศที่เล่นโดยแคสท์ริคไคชุดนี้ไวๆ ไม่รู้ถึงตอนนั้นจะมีการเปลี่ยนคนมั้ยนะ แต่เราว่าแคสท์ชุดนี้ดีมากๆๆๆๆทุกคนเลย

● วันนี้เหมือนไปดูริคไคอย่างเดียว เซกาคุคือใครเหรอ 555555555555 สายตาแทบไม่ได้มองเซกาคุเลยจริงๆ นอกจากคนในสนาม คือแสตนด์เซกาคุเกิดอะไรขึ้นมั่งไม่รู้เลย นี่ขนาดนั่งไกลสุดละนะ

● แต่จริงๆ เซกาคุร้องเพลงเยอะมากเลย แค่ไม่ได้พูดถึง เพราะไม่รู้จะพูดถึงยังไง…. ไม่ได้กรี๊ดใครในทีมนี้เป็นพิเศษอะ สมัยอ่านแรกๆ ก็ชอบเท็ตสึกะบุโจอยู่หรอก แต่พอพบรักกับชิราอิชิก็ลืมเลือนบุโจไป แล้วนี่ยิ่งเปลี่ยนใจมาหายุกกี้อีก เท็ตสึกะบุโจเลยกลายเป็นอดีตอันสุดแสนไกลโพ้น

● อ้อ เวลาเซกาคุออกมาเต้นรวมๆ กันหลายคน เราว่าไคโดน่ามองสุดละ ไม่รู้ทำไม ปกติเราก็ไม่ได้ชอบไคโดเป็นพิเศษนะ แต่การเต้นของเค้าดูมีบางอย่างดึงดูดสายตาบอกไม่ถูก

● ตอนเพลงอังกอร์นี่มีแคสท์ขึ้นมาวิ่งทักทายบนชั้นสองด้วยนะ คนที่วิ่งมาแถวเราคือรุ่นพี่ฟูจิ แล้วเรานั่งริมทางเดิน เลยได้แปะมือกับรุ่นพี่ฟูจิด้วย แต่แปะด้วยอารมณ์แบบ เย้! รุ่นพี่ฟูจิแหละ!

● สักพักเหลือบสายตาไปแถวข้างๆ เห้ยยยยย อาคายะะะะะะะ ทำไมไม่วิ่งมาทางนี้มั่งงงงงง โฮวววววววว อยากแปะมือกับอาคายะมั่งอ้ะะะะะะะะะะ

● คำกล่าวลาหลังม่านปิดเป็นของอาคายะ ก่อนลาจะมีสตอรี่เล็กน้อยคืออาคายะบอกว่าพวกรุ่นพี่จะเลี้ยงเนื้อย่าง แต่มารอนานแล้วไม่เห็นมีใครโผล่มาซะที สักพักบุนตะก็โทรมาแล้วบอกว่าอยู่บ้าน คืออาคายะโดนหลอก 555555555 แต่แล้ว! อาคายะก็สะดุ้งตื่นแล้วพบว่าตัวเองหลับอยู่ในห้องเรียน ก่อนที่บุนตะจะโทรมาชวนไปกินเนื้อย่างจริงๆ จบ

ดูจบแล้วปลื้มปริ่มตื้นตันใจเยอะมาก ไม่เสียแรงที่รักริคไคเพราะเทนิมิว ริคไคกี่รุ่นๆ ก็ไม่เคยทำให้ผิดหวังเลยจริงๆ ดีใจมากที่สุ่มตั๋วได้มา ไม่งั้นอาจจะไม่ดิ้นรนหาตั๋วแล้วไม่ได้มาดู ขอบพระคุณอีพลัสแรงๆ อีกครั้ง

อยากดูแมทช์ทั่วประเทศแล้ว ถ้าเล่นในช่วงที่เรายังอยู่ญี่ปุ่นก็ดีสิ ฮือ