見たかコウジ

 

「お前のそばに一番上手く立てるのは・・・俺だァ!!!!」

 

อยากเก็บคาซึกิด้วยจัง แต่จนแล้ว (T_T)

แน่จริงออกไทกะกับคาเครุมาด้วยสิ! ยูจังด้วย! อเล็กซานเดอร์ด้วย!

罪ナル螺旋ノ檻-Whispers of Iscariot-

ปกติเวลาเล่นเกม 18+ จะเล่นเงียบๆ ไม่ค่อยพูดถึงเท่าไหร่ แต่เกมล่าสุดที่เล่นนี่อยากกรี๊ดมาก ปู้จายเค้าดีเหลือเกิน ┌( ┌ ^ο^)┐

เกมนี้มีชื่อว่า「罪ナル螺旋ノ檻 (Tsumi naru Rasen no Ori) -Whispers of Iscariot-」เป็นเกมวายเรท 18+ จากค่าย Spray ค่ายเดียวกับที่ทำกักคุเอนเฮฟเว่น แต่คราวนี้จะไม่ใช่แนวรักสดใสในรั้วโรงเรียนชายล้วน แต่เป็นรักสามเส้าเราสามคนในคฤหาสน์ขุนนางปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งทางค่ายโปรโมทว่าคราวนี้จะเป็นแนวดาร์ค! เป็นโศกนาฎกรรม! ปวดตับแน่นอน!

อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้เราอยากเล่นหรอก เหตุผลของเราง่ายมาก คือชอบ Cielซังที่เป็นคาแรคเตอร์ดีไซน์ ที่ผ่านมาตามเก็บนิยายที่เค้าวาดภาพประกอบมาหลายเล่ม (ส่วนใหญ่ยังคงดองไว้ไม่ได้อ่าน) พอเห็นเค้าเป็นคาแรคเตอร์ดีไซน์เกมเลยตื่นเต้นมาก คอยติดตามข่าวมาตั้งแต่ยังไม่ประกาศนักพากย์ ใจก็ลุ้นว่า ให้มาเอโนะพากย์เถอะ ให้มาเอโนะพากย์เถอะ ให้มาเอโนะพากย์เถอะ ปรากฏว่าประกาศออกมาแล้วไม่มีมาเอโนะ ก็จ๋อยไปนิดนึง (´・ω・`) แต่ไม่เป็นไร ยังไงก็จะเล่นอยู่ดี

ฉากของเกมนี้คือราชอาณาจักรคลุสโตเนียซึ่งดัดแปลงมาจากอังกฤษในยุควิคตอเรียน ตอนแรกก็สงสัยว่าจะดัดแปลงทำไม ใช้อังกฤษเป็นฉากไปเลยง่ายกว่ามั้ย แต่เล่นไปสักพักก็เข้าใจว่าทำไมถึงต้องตั้งประเทศสมมติขึ้นมา

เรื่องย่อสั้นๆ ของเกมนี้คือ นายเอกเป็นชนชั้นล่างที่ทำงานรับใช้มาหลายแห่ง โดนกดขี่ข่มเหงใช้งานหนักมาตลอด มีชีวิตอยู่อย่างลำบากยากเข็ญ จนขุนนางหนุ่มสุดหล่อพ่อรวยจิตใจดีงามรับไปเป็นคนรับใช้ในบ้าน เรื่องราวรักสามเส้าระหว่างขุนนางหนุ่มหล่อ พ่อบ้านนิสัยเสีย และคนรับใช้หน้าใหม่จึงเปิดม่านขึ้น ผ่างผ่างงงงงงงงงงง

ในเมื่อเป็นรักสามเส้า ตัวละครหลักๆ ของเกมนี้จึงมีอยู่สามคน

คนแรก นายเอกของเรื่อง

หนุ่มน้อยหน้าใสคนนี้ชื่อ Nico ซึ่งถ้าจะเรียกให้ฝรั่งหน่อยก็ควรจะเป็น นิโค…? แต่ชินกับการเรียกว่านิโกะไปแล้ว ในที่นี้จึงขอเรียกว่านิโกะแล้วกัน

น้องนิโกะคนนี้เป็นตัวดำเนินเรื่อง มีอดีตอันเจ็บปวดรวดร้าวชนิดที่อีเย็นจากเรื่องนางทาสผ่านมาเห็นยังต้องร้องไห้ด้วยความเห็นอกเห็นใจ แต่ช่วงแรกๆ น้องความจำเสื่อมเลยจำอดีตที่ว่านั่นไม่ได้ จำได้แต่ตัวเองเป็นเด็กกำพร้าที่ปากกัดตีนถีบ ทำงานเป็นเบ๊คนโน้นคนนี้มาตลอดชีวิต จะว่าเคราะห์ดีหรือฟ้าลิขิตไม่รู้ น้องจึงได้มาอยู่ในคฤหาสน์ขุนนางหนุ่มผู้แสนใจดี (ความจริงคือคนเขียนบทลิขิต ไม่งั้นเรื่องไม่เดิน) ผู้เล่นจะได้รับบทเป็นนิโกะคอยกดเลือกตอบคำถามเพื่อเลือกว่า เอาล่ะ เราจะจับเจ้าของคฤหาสน์หรือพ่อบ้านมาดเข้มดีกันดีน้า

ด้วยความที่เราเป็นคนแพ้หนุ่มหล่อผมทอง เราเลยเลือกเจ้าของคฤหาสน์ดีกว่า ฮิๆๆๆๆ

เจ้าของคฤหาสน์คนนี้มีนามว่า เคลาส์ สเตราส์ เป็นขุนนาง ซึ่งปัจจุบันเล่นรูทนี้จบไปแล้วยังไม่รู้เลยว่ายศอะไร….. รู้แต่เป็นขุนนาง หล่อ รวย ก็พอแล้ว

ท่านเคลาส์เพิ่งขึ้นเป็นหัวหน้าตระกูลสเตราส์หมาดๆ เพราะพ่อเพิ่งเสียไปตอนเริ่มเรื่อง คือเรื่องเปิดฉากที่งานศพของพ่อท่านเคลาส์นี่แหละ แต่ถึงจะเรียกว่าหัวหน้าตระกูล ในบ้านก็มีแต่ท่านเคลาส์กับคนรับใช้อีกมากมาย ไม่มีญาติพี่น้องคนอื่นอีกเลย สรุปว่านอกจากจะเป็นหนุ่มหล่อที่เพิ่งได้รับมรดกมหาศาลมาจากพ่อแล้ว ยังไม่มีตัวแบ่งมรดกอีกต่างหาก!! โอ้โหวววว ผู้ชายในฝัน!!!

นอกจากโปรไฟล์จะหรูเลิศอลังการทรัพย์ศฤงคารกองพะเนินแล้ว จิตใจของท่านเคลาส์ก็ช่างงดงามเหลือเกิน ฮืออออออออ พูดได้เต็มปากเลยว่าเป็นคนดีมากกกกกกกกก อ่อนโยนใจดีกับนิโกะมากกกกกกกกกกกก แทบทุกคำพูดที่คุยกับนิโกะล้วนแสดงความเป็นห่วงเป็นใย เสียงก็ล้อหล่อ พากย์โดยซาโต้ ทาคุยะ ปกติเราไม่ได้ชอบซาโต้ทาคุเป็นพิเศษนะ แต่ท่านเคลาส์พูดจาอ่อนหวานทีไร หัวใจเจ้ากรรมมันหลอมละลายไม่เหลือชิ้นดีทุกที โอยยยยย ใครเล่าจะไม่เผลอใจให้ท่านเคลาสสสสสสสส์ ฮือออออออออ รักกกกกกกก (;___;)

ถ้าเรื่องมันมีแค่นิโกะกับเคลาส์ก็คงเป็นแค่เกมบอยเลิฟกุ๊กกิ๊กในคฤหาสน์ธรรมดา อย่ากระนั้นเลย ต้องมีคนคอยชงให้เรื่องมันวุ่นวายหน่อย และตัวชงที่ว่าก็คือพ่อบ้านหน้ามึนคนนี้

เกลนน์ มานาการ์ม (ทำไมนามสกุลกามๆ แต่ก็สมเป็นเกมฉิบแปดบวกดี /ใช่เหรอ) เป็นอดีตคนรับใช้ประจำตัวของท่านเคลาส์ซึ่งภายหลังได้เลื่อนขั้นมาเป็นพ่อบ้านหัวหน้าคนรับใช้ทั้งหมดในคฤหาสน์ นิสัยเย็นชา ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจา พูดทีไรเป็นต้องด่านิโกะด้วยน้ำเสียงราบเรียบตลอด แต่ก็เป็นคนตั้งใจทำงาน ช่วยสอนงานต่างๆ ให้นิโกะ บางทีก็เหมือนจะซึนเดเระอยู่บ้าง แต่เมื่อความลับทุกอย่างเปิดเผยแล้วก็พบว่าอีตานี่ไม่ใช่ซึนเดเระหรอก เป็นยันเดเระต่างหาก…….

เรื่องราวส่วนใหญ่จะดำเนินอยู่ในคฤหาสน์ของเคลาส์ ซึ่งระหว่างที่นิโกะทำงานอยู่ที่บ้านหลังนี้ ความลับต่างๆ ที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ไฟไหม้คฤหาสน์เมื่อสิบปีก่อน ความลับของตระกูลสเตราส์ และเรื่องราวเกี่ยวกับชาติกำเนิดของนิโกะจะค่อยๆ เปิดเผยออกมา กลายเป็นเรื่องราวโศกนาฎกรรมความรักอันสุดแสนเจ็บปวด ……ซึ่งเอาเข้าจริงก็ไม่ได้ปวดใจขนาดนั้นหรอก เราเตรียมใจว่ามันจะต้องมืดมนหดหู่ทำลายล้างตับ เล่นแล้วกินไม่ได้นอนไม่หลับ น้ำตาหยดติ๋งๆ ไปสามคืน แต่สงสัยเตรียมใจไว้ดีเกิน พอถึงฉากที่ควรจะเศร้าเลยไม่ค่อยเศร้าเท่าไหร่

ส่วนความดาร์ค พอดีเคยเล่นเกม 18+ ที่ดาร์คกว่านี้มาหลายเกม พอมาเจอเกมนี้เลยรู้สึกว่า นี่ดาร์คแล้วเหรอ? ถ้าเทียบกับเกมเรททั่วไปอาจจะเรียกได้ว่าดาร์คอยู่ แต่เกม 18+ มันยังดาร์คได้กว่านี้อีกเยอะ แต่ถ้าเล่นแบบไม่คาดหวังความดาร์คเราว่าเป็นเกมที่สนุกเกมนึงเลยนะ

อนึ่ง ทั้งหมดนี้พยายามเล่าแบบไม่สปอยล์ แต่หลังจากนี้จะสปอยล์แล้ว!

 

 

※ ※ ※ ※ SPOILER ALERT ※ ※ ※ ※ 

 

 

อย่างที่บอกไว้ว่า พอเล่นไปสักพักจะเข้าใจว่าทำไมถึงไม่ใช้ฉากเป็นอังกฤษ แต่เป็นประเทศที่สมมติขึ้นมา นั่นเป็นเพราะว่าเนื้อเรื่องของเกมนี้มีเรื่องของชาติพันธุ์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยนั่นเอง

เรื่องนี้ดำเนินอยู่ในอาณาจักรคลุสโตเนีย แน่นอนว่าต้องมีชนชาติคลุสโตเนียอยู่ ฝ่ายนี้เป็นฝ่ายเจ้าของประเทศ มีทั้งขุนนางแบบเคลาส์และประชาชนทั่วไปนั่นแหละ ส่วนอีกชนชาตินึงคือชาวยัฟ คนพวกนี้เป็นชนกลุ่มน้อยของประเทศ อพยพมาจากประเทศที่ล่มสลายไปแล้ว ก่อนหน้านั้นก็เป็นแค่ชนเผ่าเร่ร่อน ซึ่งเกลนน์เป็นคนฝ่ายนี้

ส่วนนิโกะมาแบบประนีประนอม เป็นลูกครึ่ง พ่อเป็นชาวคลุสโตเนีย แม่เป็นสาวชาวยัฟ

ในประเทศที่มีสองชนเผ่าอาศัยอยู่ด้วยกันในอดีตแบบนี้ เป็นเรื่องปกติที่จะเกิด racial discrimination ขึ้น ชาวยัฟอย่างเกลนน์และลูกครึ่งอย่างนิโกะใช้ชีวิตอยู่ในประเทศนี้โดยต้องเผชิญกับการดูถูกดูแคลนของชาวคลุสโตเนียตลอดเวลา ยังดีที่ท่านเคลาส์เป็นสุภาพบุรุษสุดหล่อแสนดี คฤหาสน์ของท่านเคลาส์จึงมีคนรับใช้สองเชื้อชาติอยู่ปะปนกันโดยไม่มีการแบ่งแยก เนี่ย เห็นมั้ย ท่านเคลาส์เป็นคนดีขนาดไหน ฮืออออออออออ

เกมนี้ดำเนินไปโดยพูดถึงเรื่องการแบ่งแยกชาติพันธุ์อยู่เนื่องๆ เป็นประเด็นที่น่าสนใจ ชวนขบคิด และดูเหมือนจะมีสาระดี บางทีก็คิดว่า เอ๊ะ นี่มันวรรณกรรมชายขอบในรูปแบบของเกมบีแอลรึไงกัน!? แต่สุดท้ายเกมก็ไม่ได้เสนอทางออกอะไรเกี่ยวกับการอยู่ร่วมกันระหว่างสองชาติพันธุ์หรอกนะ (แป่ววว)

ที่ต้องเล่าเรื่องสองชาติพันธุ์นี้ก่อนเพราะมันเกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องอย่างลึกซึ้งมาก

ตอนแรกๆ ประเด็นชาติพันธุ์นี่ก็ดูไม่ใช่เรื่องใหญ่เท่าไหร่นอกจากมีไว้ให้นิโกะดูน่าสงสารที่โดนเจ้านายคนก่อนกลั่นแกล้งเพราะเป็นลูกครึ่ง แต่พอนิโกะเข้าไปทำงานในคฤหาสน์สักพัก ความทรงจำที่ขาดหายไปก็เริ่มจะแว้บๆ กลับมาทีละนิดละหน่อย จนกระทั่งเกลนน์มาช่วยกระตุ้นความทรงจำ (ด้วยวิธีที่ไม่ควรเล่าตรงนี้////) ในที่สุดนิโกะจึงจำได้ว่าแท้ที่จริงแล้วตัวเองไม่ใช่เด็กกำพร้าข้างถนนธรรมดา ทว่าเป็นถึงลูกชายตระกูลเพรสตันที่เคยครอบครองคฤหาสน์หลังนี้มาก่อน โชคร้ายที่เมื่อสิบปีก่อนเกิดเหตุการณ์โจรบุกปล้นจนไฟไหม้คฤหาสน์ ตระกูลเพรสตันเลยตายกันเกือบหมดบ้าน เหลือแค่นิโกะที่หนีรอดมาได้

ส่วนสาเหตุที่เกลนน์เป็นคนกระตุ้นความทรงจำให้นิโกะนั้นเป็นเพราะว่า เกลนน์เคยเป็นคนรับใช้ตระกูลเพรสตันมาก่อน วันที่เกิดเหตุไฟไหม้บังเอิญรอดมาได้เพราะออกไปธุระนอกบ้านพอดี และแม้แต่ตอนนี้จิตใจของเกลนน์ก็ยังคงจงรักภักดีต่อตระกูลเพรสตันเสมอ พอเฉลยความจริงแล้วเกลนน์จึงคุกเข่าจูบมือนิโกะ สาบานว่าเจ้านายของผมมีแต่ท่านนิโกะเท่านั้น

จุดเริ่มต้นของความดราม่าทั้งหมดทั้งปวงมันอยู่ตรงเนี้ยแหละ

ถ้าเรื่องมันมีแค่ว่านิโกะเป็นลูกอดีตเจ้าของคฤหาสน์คงไม่ดราม่าเท่าไหร่หรอก ปัญหาคือคนที่ส่งโจรมาปล้นคฤหาสน์และฆ่าตระกูลเพรสตันตายเรียบคือใคร!?

คำตอบเดาไม่ยากเลยเพราะตัวละครมีกันอยู่แค่นี้ ตัวการที่ก่อคดีเมื่อสิบปีก่อนและยึดคฤหาสน์มาเป็นของตัวเองก็คือพ่อของเคลาส์นั่นเองงงงงงงงงง (น่าตกใจมากๆ /เสียงโมโนโทน)

อย่างไรก็ตาม คนที่รู้เรื่องนี้มีแค่เกลนน์กับนิโกะเท่านั้น สมัยที่ยังมีชีวิตอยู่พ่อของเคลาส์เคยได้รับยกย่องเป็นวีรบุรุษ เป็นคนใจกว้างที่เคลื่อนไหวเพื่อชนกลุ่มน้อย เคลาส์จึงเชื่อมั่นมาตลอดว่าพ่อตัวเองเป็นคนดีโดยไม่เคยรู้มาก่อนว่าพ่อที่ว่าเป็นคนชั่วช้าส่งโจรไปฆ่าล้างตระกูลคนอื่นแล้วแย่งคฤหาสน์เค้ามา และความจริงแล้วเหยียดชนกลุ่มน้อยมากถึงมากที่สุด

พอความทรงจำของนิโกะกลับมาแล้ว เกลนน์ก็จะคอยชักชวนว่ามาแก้แค้นตระกูลสเตราส์กันเถอะ ถึงตัวต้นเรื่องจะตายไปแล้ว แต่เคลาส์ที่ใช้ชีวิตสุขสบายมาตลอดโดยไม่เคยรับรู้บาปของพ่อก็ถือว่ามีความผิดเหมือนกัน ดังนั้นเราเอาความแค้นทั้งหมดของตระกูลเพรสตันไปลงที่เคลาส์กันดีกว่านะท่านนิโกะ!

การเสี้ยมให้นิโกะไปแก้แค้นเคลาส์นี่เป็นสิ่งที่เราหงุดหงิดที่สุดในเกม (#`皿´) ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเอาความแค้นไปลงกับคนที่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วย เคลาส์ไม่ใช่ผู้เกี่ยวข้องในเหตุการณ์โดยตรงด้วยซ้ำ เกลนน์พยายามโน้มน้าวให้เชื่อว่าเคลาส์เลวทรามชั่วช้ายังไงเราก็ไม่เคยคล้อยตามเลย ทุกครั้งที่เกลนน์พูดอะไรประมาณนี้จะโมโหจนอยากชกจอคอมรัวๆ แต่ชกไปก็เจ็บมือเปล่าๆ ดีไม่ดีคอมพังอีก เลยได้แต่สาปแช่งอย่างเดียว (อินมากบอกเลย)

และไม่ว่าจะเล่นรูทเกลนน์หรือเคลาส์ นิโกะก็จะร่วมมือกับเกลนน์เพื่อแก้แค้นเคลาส์อยู่ดี ไม่มีหนทางที่จะได้เลิฟๆ กับท่านเคลาส์อย่างสงบสุขตลอดเกมเลย ถ้าจะเศร้าก็เศร้าตรงนี้แหละ ท่านเคลาส์เป็นคนดีอะะะะะ ไม่อยากให้โดนแก้แค้นทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรผิดดดดดด ฮืออออออออ (T___T)

แต่เดี๋ยวก่อน! นี่ไม่ใช่การแก้แค้นส่วนตัวของตระกูลต่อตระกูลเท่านั้น เพราะเกลนน์ยังได้เฉลยอีกในภายหลังว่าครอบครัวของนิโกะสืบสายเลือดมาจากราชวงศ์ของชาวยัฟอีกที (ตรงนี้ลืมๆ รายละเอียดไปละว่าสรุปพ่อนิโกะก็เป็นชาวยัฟเหรอ เพราะถ้าแค่แม่คนเดียวไม่น่าเรียกได้ว่าเป็นครอบครัวเชื้อพระวงศ์) การฆ่าล้างตระกูลเพรสตันจึงเท่ากับการล้มล้างราชวงศ์ของชาวยัฟ (ซึ่งจริงๆ แล้วก็ล่มสลายไปแล้ว…..) ดังนั้นนี่จึงเป็นการแก้แค้นของชาวยัฟทั้งหมด โอววววว ยิ่งใหญ่มาก สรุปแล้วนี่มันเรื่องราวการลุกฮือต่อสู้ของคนชายขอบเหรอ….. แต่ชอบนะที่ใส่เรื่องชาติพันธุ์เข้ามาทำให้มันเป็นการแก้แค้นที่มีมิติมากขึ้น ไม่ใช่แค่การแก้แค้นดาดๆ ถึงจะไม่เห็นด้วยกับการเอาความแค้นทั้งหมดไปลงที่ท่านเคลาส์ผู้แสนดีของเราก็เถอะ (;____;)

ฉากเฉลยอดีตของนิโกะกับสาบานว่าจะแก้แค้นเคลาส์นี่อยู่ในบทแรกสุดของเกม หลังจากนั้นอีกสามบทที่เหลือจะเป็นเรื่องราวการแก้แค้นของสองคนนี้กับเคลาส์ที่ต้องตกเป็นเหยื่อโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เล่นไปก็สงสารเคลาส์ตลอดเวลา ทำไมท่านเคลาส์ของเราต้องมาเจออะไรแบบเน้ โฮวววววววว

ในรูทเคลาส์ แผนชั่วของเกลนน์จะทำให้ธุรกิจที่เคลาส์วางแผนอย่างดีพังไม่เป็นท่าจนสูญเสียทรัพย์สินแทบหมดตัว สาวคู่หมั้นที่เคยรักกันดีก็เข้าใจผิดคิดว่าเคลาส์เป็นชายชั่วจนขอถอนหมั้น (จริงๆ แล้วอันนี้ดี อะไรดีเราก็ชมว่าดี ทำดีมากเกลนน์ ขอบคุณที่ช่วยกำจัดคู่หมั้นท่านเคลาส์) จนสุดท้ายเรื่องราวความชั่วของพ่อเคลาส์ก็โดนเปิดโปงลงหนังสือพิมพ์จนคนรู้กันทั่วประเทศ ส่งผลให้เคลาส์สติแตกคลุ้มคลั่ง โดนจับไปขังคุกอยู่หลายเดือนจนเป็นบ้าไปเลย สิ่งเหล่านี้ถ้าไม่อินกับตัวละครคงไม่สะเทือนใจอะไรมาก แต่เราอินกับท่านเคลาส์มาก เค้าเป็นคนดี เค้าไม่ควรโดนกระทำแบบนี้อย่างไร้ทางสู้นะะะะะ (;_____;)

ส่วนรูทเกลนน์ยังเล่นไม่จบ ยังไม่รู้ว่าชะตากรรมท่านเคลาส์จะเป็นยังไงต่อไป……

ว่าแต่ย้ำว่าท่านเคลาส์เป็นคนดีมาหลายรอบแล้ว ยังไม่ได้อภิปรายโดยละเอียดเลยว่า “ดี” ที่ว่าเนี่ยดียังไง แต่จะเล่าละเอียดก็ยากอะะะ เพราะเค้าเป็นคนดี!!!!! คือเป็นตัวละครที่รู้สึกว่าดีจากเนื้อแท้จริงๆ ถึงพ่อเค้าจะเลวร้ายยังไง ลูกก็ไม่ได้ร้ายตามเลย กลับกันแล้วออกจะดีจนไม่รู้ว่าทำไมถึงดีขนาดนี้

หลักๆ แล้วความใจดีของเคลาส์เห็นได้ผ่านการปฏิบัติต่อนิโกะนี่แหละ เคลาส์ใจดีด้วยมาตั้งแต่แรกพบสบสายตา เห็นนิโกะโดนเจ้านายเก่าข่มเหงรังแกก็ช่วยรับตัวมาทำงานในคฤหาสน์ของตัวเองแทน ตรงนี้ถึงเกลนน์จะเป็นคนเสนอให้รับนิโกะมาอยู่บ้านเพราะคลับคล้ายคลับคลาว่าเป็นลูกบ้านเพรสตันก็เถอะ แต่ถ้าเคลาส์เลือกปฏิบัติ เป็นคน racist เหมือนพ่อ ก็คงไม่ยอมรับทั้งเกลนน์และนิโกะที่เป็นชนกลุ่มน้อยมาทำงานด้วยหรอก

พอนิโกะเข้ามาทำงานใหม่ๆ ยังเด๋อๆ ด๋าๆ ทำโน่นนี่นั่นไม่ค่อยเป็น เกลนน์จะคอยสอนไปด่าไป ขณะที่ท่านเคลาส์ช่วยเป็นกำลังใจให้ คอยปลอบว่าไม่เป็นไรนะ ค่อยๆ เรียนรู้ไปก็ได้ ฉันอยากให้เธอมีความสุขกับการอยู่ที่นี่ มีเรื่องกลุ้มใจอะไรก็มาปรึกษาฉันได้เสมอนะ คือบทพูดเคลาส์จะเป็นแนวนี้ตลอด คอยให้กำลังใจ คอยเป็นห่วงเป็นใย คอยบอกว่าไม่ต้องฝืนนะ สู้ๆ นะ มีฉันอยู่ตรงนี้เสมอนะ โอยยยยยย เค้าดี เค้าดีมากกกกกกกกกกกกกก

ฉากนึงที่ชอบคือตอนที่นิโกะเข้าไปทำงานใหม่ๆ แล้วไปเจอเปียโนตั้งอยู่ในบ้าน นิโกะรู้สึกคุ้นๆ เลยไปนั่งดีดแล้วพบว่าตัวเองดีดเปียโนเป็น แล้วอยู่ดีๆ ท่านเคลาส์ก็โผล่มานั่งด้วย เล่นเปียโนด้วยโดยไม่ดุซ้ากกกกคำ แถมขอให้นิโกะช่วยสอนเพลงที่เล่นเมื่อกี้อีกต่างหาก เนี่ยยยยยย เป็นเจ้าของบ้านแท้ๆ แต่ไม่มีการแบ่งแยก ไม่ถือตัวว่าเหนือว่าทั้งๆ ที่เป็นขุนน้ำขุนนาง น่ารักจังเลย (≧ω≦)

สักพักพอเกลนน์ได้เลื่อนขั้นเป็นพ่อบ้าน นิโกะก็ต้องรับหน้าที่คนรับใช้ประจำตัวท่านเคลาส์แทน (โอกาสทองงงงงง ^q^) ชอบฉากต่างๆ นานาในช่วงที่นิโกะไปรับใช้ท่านเคลาส์เป็นการส่วนตัวมาก น่ารักและไม่เครียด ท่านเคลาส์ล้อหล่อ จะใส่สูทหรือใส่ชุดนอนหรือไม่ใส่อะไรเลยก็หล่อไปหมดดดดดดดด (////ー////)

แต่ชอบชุดนอนสุดละ เซะซี่เหลือเกิน อยากสิงร่างนิโกะไปช่วยปลุกทุกเช้า (-.,-)

ความน่ารักของท่านเคลาส์ยังไม่หมดเพียงเท่านี้! วันดีคืนดียังมีการมาชวนนิโกะไปเดท(?)ในที่ดินรอบๆ คฤหาสน์ พาไปขี่ม้ากินลมชมวิวสองต่อสอง ช่างเป็นคนโรแม้นถีกกกกกกกกกกกก (ในขณะที่รูทอีตาเกลนน์ไปเดทกันในร้านเหล้าซอมซ่อ บู่วววววววว)

หลังจากนั้นพอนิโกะกับเกลนน์เริ่มลงมือแก้แค้นกันอย่างจริงจัง เกลนน์ก็บอกให้นิโกะแกล้งทำเป็นสนใจงานของเคลาส์แล้วเก็บข้อมูลมาซะ นิโกะเลยทำตามนั้น เคลาส์ก็ช่วยสอนงานให้ ช่วงแรกๆ นิโกะยังอ่านหนังสือไม่ออก เคลาส์ก็อาศัยเวลาว่างจากงานช่วยสอนนิโกะหัดอ่านหัดเขียน ดูสิดู!!! งานตัวเองก็เหนื่อยจะแย่แล้ว ยังมาสอนเด็กรับใช้อ่านหนังสืออีก ใจดีใจกว้างขนาดไหนนนนน เปรียบเทียบว่าใจกว้างเท่ามหาสมุทรแปซิฟิคยังน้อยไป ใจท่านเคลาส์กว้างกว่านั้นเยอะมาก!! แล้วคิดดู เค้าเป็นคนดีขนาดเนี้ย ทำไมนิโกะถึงยังจะอยากแก้แค้นเค้า หืมมมมมมมมม???????

จุดที่ชวนปวดใจที่สุดก็คือการที่เคลาส์เป็นคนดีเกินไปนี่แหละ ดีจนไว้ใจทั้งเกลนน์และนิโกะ เชื่อใจทั้งสองคนอย่างสนิทใจ ชั่วขณะที่เคลาส์รู้ว่าทั้งสองคนลงมือแก้แค้นตัวเองมาตลอดจึงเป็นฉากไฮไลท์ของรูทเคลาส์ก็ว่าได้ เล่นไปก็ลุ้นไปว่าวินาทีที่ท่านเคลาส์รู้ตัวว่าโดนหักหลังจะเป็นยังไง และพอถึงฉากที่ว่าจริงๆ ก็รู้สึกว่า โอย ไม่อยากเล่นต่อแล้ว (อ้าว 55555555555) คือไม่ใช่ว่าปวดตับจนทนเล่นต่อไม่ได้ แต่ไม่อยากเห็นท่านเคลาส์ที่แสนดีมีความสุขกับชีวิตมาตลอดต้องมาแปดเปื้อนด้วยบาปที่สองคนนี้โยนให้ (;___;)

เราชอบฉากที่เคลาส์รู้ความจริงในรูทเกลนน์มากกว่ารูทเคลาส์นะ ในรูทเคลาส์รู้เพราะข่าวหนังสือพิมพ์ แต่ในรูทเกลนน์ เคลาส์จะบังเอิญมาได้ยินเกลนน์กับนิโกะคุยกันเรื่องนี้พอดี ชอบแบบหลังมากกว่าเพราะสาเหตุที่เคลาส์มาได้ยินเนี่ย เป็นเพราะนิโกะบอกว่าจะชงชาให้แล้วหายไปซะนาน เคลาส์เลยทิ้งงานออกมาตามหาเพราะกลัวว่านิโกะจะไปเป็นลมเป็นแล้งอยู่ที่ไหนรึเปล่า โอ๊ยยยยยย เนี่ยยยยยยยย เป็นคนดีอะไรขนาดนี้คะท่านนนนนน ดีจนต้องมาเจอเรื่องร้ายๆ เพราะความเป็นคนดีของตัวเอง เศร้าจัง (T____T)

แต่ไอ้ความรู้สึกไม่อยากให้เคลาส์มารับรู้เรื่องพวกนี้เป็นมุมมองของคนที่เล่นแล้วกรี๊ดเคลาส์น่ะนะ ถ้ามองอย่างเป็นกลางแล้วเห็นด้วยกับเกลนน์ว่าเคลาส์ควรจะรับรู้ว่าพ่อตัวเองทำอะไรเอาไว้ แต่ไม่เห็นด้วยเรื่องแก้แค้นนะ! แค่อยากให้รู้ไว้เฉยๆ แล้วเคลาส์จะอยากชดใช้ด้วยวิธีไหนก็แล้วแต่เจ้าตัว ไม่ใช่ไปบีบบังคับให้ชดใช้กรรม (ที่คนอื่นก่อไว้) ด้วยการแย่งชิงทุกอย่างมาโดยที่เจ้าตัวยังไม่ทันรู้ว่าตัวเองทำผิดอะไร มันไม่ยุติธรรมเลยนะเกลนน์!!

อ้อ แต่ในรูทเกลนน์ เคลาส์รู้ความจริงในจุดที่ยังไม่น่าจะคิดอะไรกับนิโกะมากเท่าไหร่ ส่วนในรูทเคลาส์นี่เหมือนรักนิโกะจนหมดใจไปแล้วเพิ่งมารู้ว่าโดนหักหลังมาตลอด ในแง่นี้แล้วรูทเคลาส์ปวดใจกว่าเล็กน้อย

ในรูทเคลาส์ หลังจากเคลาส์รู้ความจริงจนสติแตก โดนจับไปขังคุกอยู่หลายเดือน (ซึ่งระหว่างนั้นนิโกะก็เสวยสุขอยู่ในคฤหาสน์กับเกลนน์ ฮึ่ยยยยย) ก็เกิดเหตุนักโทษแหกคุกเป็นหมู่คณะ หนึ่งในคนที่หนีออกไปได้มีเคลาส์รวมอยู่ด้วย และไม่นานเคลาส์ก็กลับมาแก้แค้นเกลนน์กับนิโกะ เอ้าาาา แก้แค้นกันไปมาไม่มีที่สิ้นสุดดดดด สนุกกันมากมั้ย!? (ประหนึ่งช่วงแรกเป็นภาค Revenge of นิโกะ&เกลนน์ แล้วตามด้วยภาคท่านเคลาส์ Strikes Back)

ท่านเคลาส์หลังออกจากคุกซูบผอมลงไปมาก โทรมเชียว (;___;) แต่ไม่เป็นไรนะคะ โทรมแค่ไหนก็ยังรักกกกก ฮืออออออ

ฉากนี้เคลาส์ทำร้ายเกลนน์จนบาดเจ็บ แต่นิโกะก็พยายามเรียกสติเคลาส์กลับคืนมาจนได้ ทั้งสองคนร้องไห้ปรับความเข้าใจกัน บรรยากาศเกือบจะแฮปปี้แล้ว แต่หันไปอีกที อีตาเกลนน์ที่บาดเจ็บเลือดโชกอยู่เมื่อกี้หายไปแล้วจ้า เอ้าาา ความวุ่นวายยังคงไม่จบสิ้นง่ายๆ

ถึงเคลาส์กับนิโกะจะเข้าใจกันแล้ว กลับมารักกันแล้ว แต่เคลาส์ในตอนนี้ก็มีสถานะเป็นแค่นักโทษแหกคุก จะกลับไปใช้ชีวิตรักชื่นมื่นด้วยกันในคฤหาสน์ก็ทำไม่ได้ ทั้งสองคนเลยตัดสินใจหนีตามกันไป ใช้ชีวิตเร่ร่อนไปเรื่อยๆ แต่ชีวิตแบบนี้มันก็ยากที่จะดำเนินไปได้ตลอดรอดฝั่ง ไม่ทันไรเคลาส์ซึ่งสุขภาพร่างกายทรุดโทรมมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้ก็อาการหนักจนแทบเคลื่อนไหวไปไหนไม่ได้ นิโกะพยายามช่วยอาหารมาให้ พยายามพาหนีพวกตำรวจ แต่ก็มาเจอมารผจญตัวฉกาจเจ้าเก่า อีตาเกลนน์กลับมาอีกแล้วเด้อ

คราวนี้เกลนน์กลับมาทวงนิโกะคืนพร้อมด้วยปืนหนึ่งกระบอก โอ้โห อย่างกับละครไทยที่นางอิจฉาจะต้องถือปืนโผล่มาในตอนจบ!

ตรงนี้เคลาส์กับนิโกะจะเป็นจะตายยังไงก็ขึ้นอยู่กับตัวเลือกที่เราเลือก ถ้าเลือกผิดเป็น Bad End เคลาส์กับนิโกะจะตายตกตามกันไปท่ามกลางหิมะโปรยปราย

ส่วน Good End จะจบแบบเคลาส์โดนเกลนน์ยิงแขน แล้วนิโกะก็เอามีดจ้วงแทงเกลนน์ตายคามือ (บทจะโหดน้องก็โหดไปไหน๊) สุดท้ายเคลาส์กับนิโกะก็รอดตายมาได้เพราะอดีตพ่อบ้านคนแรกที่ลาออกไปตอนต้นๆ เกมบังเอิญมาเจอและช่วยเอาไว้ (คำถามคือลุงบังเอิญมาทำอะไรกลางป่าในวันที่หิมะตกหนักคะ…..) พอสภาพร่างกายเคลาส์ฟื้นฟูเป็นปกติดีแล้ว เคลาส์กับนิโกะก็ขึ้นเรือหนีไปต่างประเทศด้วยกัน ใช้ชีวิตทำไร่ไถนาด้วยกันอย่างมีความสุขตลอดไป

เป็นตอนจบที่สงบสุขดี ละทิ้งทุกอย่างมาเริ่มต้นใหม่ แต่รู้สึกว่าอุตส่าห์วางปมเรื่องแก้แค้นกันไปมาตั้งเยอะแยะ สุดท้ายก็แก้ปัญหาด้วยการฆ่าคนคอยเสี้ยมทิ้งเนี่ยนะ…….. แต่เอาเถอะ เรื่องทั้งหมดมันจะไม่เกิดถ้าเกลนน์ไม่เสี้ยมแต่แรก จะว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นตอก็ได้อยู่หรอก 5555555555

ส่วนรูทเกลนน์จบยังไงไม่รู้ แต่มันมีแบดเอนด์อันนึงของรูทเคลาส์ที่เรารู้สึกว่า โอ้โห๊!!! เกลนน์!!!! เล่นงี้เลยเหรอ!!!??

อย่างที่บอกไว้ด้านบนว่าเล่นๆ ไปแล้วเราจะค้นพบว่าเกลนน์เป็นตัวละครยันเดเระ คือเกลนน์เนี่ยนอกจากจะมีบทบาทคอยเป่าหูนิโกะให้แก้แค้นตลอดเวลาแล้ว เกลนน์ยังมีความต้องการอยากครอบครองนิโกะเอาไว้สูงมากจนน่ากลัว หนึ่งในแบดเอนด์ของเคลาส์มีฉากนึงที่นิโกะหนีตามเคลาส์ไป แต่สุดท้ายก็แอบกลับมาขโมยอาหารในคฤหาสน์ตัวเอง โชคไม่ดีที่อีตาเกลนน์มาเจอเข้า นิโกะเลยโดนจับไปล่ามโซ่ขังไว้ในกรง กลายเป็นสัตว์เลี้ยงน่ารักของอีตาเกลนน์ตลอดไป

(จริงๆ ซีจีเต็มๆ มันอล่างฉ่างกว่านี้ อันนี้ผ่านการเซนเซอร์แล้วในระดับนึง 555555555)

ซึ่งฉากจับขังกรงนี่ไม่ได้มีฉากเดียว มีแบดเอนด์อีกฉากที่จับเคลาส์มาขังในกรง ส่วนนิโกะล่ามไว้นอกกรง วันดีคืนดีอีตาเกลนน์ก็มาทำมิดีมิร้ายนิโกะให้เคลาส์ดู โอ้ยยยยยยยยยย โรคจิ๊ตตตตตตตตตตตต แต่แบดเอนด์เกม 18+ มีอะไรประมาณนี้ก็ไม่น่าแปลกใจแหละนะ โรคจิตกว่านี้ก็เจอมาเยอะแล้ว 5555555555

และหลังจากสัมผัสกับความโรคจิตของเกลนน์ในรูทเคลาส์มามากมายทั้งในเนื้อเรื่องหลักและแบดเอนด์ พอมาเล่นรูทเกลนน์เลยสันหลังวาบเป็นระยะๆ เวลาเกลนน์ยิ้มมุมปากทีไรขนลุกขนพองทุกที ไม่มีอาการใจเต้นตึกตักใดๆ ไม่สามารถมองเป็นพ่อบ้านหนุ่มหล่อได้อีกแล้ว (.__.) แต่ถ้าเป็นคนที่ชอบตัวละครแนวยันเดเระอาจจะชอบเกลนน์มากก็ได้ …มั้ง

โดยสรุปแล้วเกมไม่ดาร์คเท่าที่คิดไว้แต่เนื้อหาก็หนักอยู่ เนื้อเรื่องซับซ้อนพอใช้ได้ รายละเอียดในเนื้อเรื่องเยอะดี มีประเด็นน่าคิด อย่าคาดหวังความฟินหรือความหวานกิ๊วก๊าวหัวใจเพราะไม่ค่อยมีหรอก มีแต่ดราม่าหาทางแก้แค้นกันไปวันๆ แทรกด้วยฉากเรทเป็นระยะๆ แต่ไม่ถึงกับเยอะจนน่ารำคาญ (เราเป็นคนที่เล่มเกม 18+ ที่มีฉากเยอะๆ ไม่ได้ รำคาญอะ 55555555) แต่ถ้าอินกับท่านเคลาส์ก็จะฟินทุกประโยคที่ท่านเคลาส์เอื้อนเอ่ยไปโดยอัตโนมัติเอง (〃ω〃)

ทั้งนี้ทั้งนั้น ท่านเคลาส์อร่อยมากกกกกกกกกกกกกกกกก (●´﹃`●)

から紅の恋歌

ไปดูโคนันมูฟวี่ภาค から紅の恋歌 (Crimson Love Letter หรือชื่อไทยอย่างเป็นทางการคือ ปริศนาเพลงกลอนซ่อนรัก) มาตั้งแต่ช่วงโกลเด้นวีค วันนี้มาฟังๆ เพลงแล้วนึกถึงหลายๆ ฉากเลยอยากเขียน 感想 เกี่ยวกับภาคนี้เอาไว้หน่อย

ออกตัวก่อนว่าดูโคนันมูฟวี่ไม่ครบทุกภาค เพราะกับโคนันเนี่ยเราเป็นสายอ่านมังงะมากกว่าดูอนิเมะ เคยดูมูฟวี่หลายๆ ภาคแล้วไม่ประทับใจเท่าไหร่ แต่มูฟวี่ภาคที่แล้วกอบกู้ศรัทธากลับมาได้เยอะมาก บวกกับภาคนี้เอาไพ่คารุตะมาเป็นจุดขาย ด้วยความที่เคยดูจิฮายะฟุรุ และเรียนวิชาวรรณคดีญี่ปุ่นมาบ้างก็เลยสนใจจนถ่อไปดูในโรง

แต่หลังจากดูจบแล้วพบว่า อืม การอยากดูเพราะสนใจคารุตะคงเป็นความคิดที่ผิดสินะ (´・ω・`)

 

★SPOILER ALERT

 

 

  • เกริ่นเหมือนจะผิดหวังกับภาคนี้ แต่จริงๆ ก็ไม่ได้ผิดหวังขนาดนั้น เป็นมูฟวี่ภาคที่สนุกใช้ได้ ไม่น่าเบื่อเหมือนบางภาคที่ดูจบแล้วรู้สึกเสียเวลาว่าจะดูทำไมเนี่ย
  • ภาคนี้ก็สไตล์เดียวกับมูฟวี่หลายๆ ภาคนะ เกิดคดีฆาตกรรม สืบสวนไปเรื่อยๆ เกิดเหตุระเบิดตูมตามให้ตื่นเต้นพอเป็นพิธีบ้าง โคนันใช้อุปกรณ์เวอร์ๆ ทำอะไรเวอร์ๆ เป็นระยะๆ บ้าง และแน่นอนว่ามีมุมทายปริศนาของด็อกเตอร์เช่นเคย
  • พิเศษหน่อยตรงที่ภาคนี้ดำเนินเรื่องที่ฝั่งคันไซ เฮย์จิกับคาซึฮะเลยมีบทบาทเด่น
  • ก่อนดูแอบคาดหวังว่าจะใช้โลเคชั่นแถวนี้เยอะๆ เผื่อจะหาเรื่องไปเที่ยวตามรอย เพราะเห็นไกด์บุ๊กเที่ยวตามรอยโคนันฝั่งคันไซเพิ่งออกวางขาย แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ค่อยมีสถานที่แปลกใหม่น่าสนใจเท่าไหร่
  • ขนาดศาลเจ้าโอมิที่ใช้เป็นฉากในโปสเตอร์ยังไม่มีในเรื่องเลยจ้าาา รู้สึกเหมือนโดนหลอก 555555555 แต่จริงๆ จะมีหรือไม่มีมันก็ไม่ได้สำคัญอะไรกับเนื้อเรื่องขนาดนั้น
  • คนที่ชอบคู่เฮย์จิกับคาซึฮะน่าจะเป็นกลุ่มคนที่ดูภาคนี้ได้สนุกที่สุด เพราะเป็นภาคที่พูดถึงความสัมพันธ์ของสองคนนี้ โดยมีปัจจัยหนึ่งมาขับเคลื่อน นั่นคือตัวละครที่ชื่อโอโอกะ โมมิจิ

  • สิ่งที่เราและฝ.ซังที่ไปดูด้วยกันสงสัยตรงกันเกี่ยวกับโมมิจิคนนี้คือ ทำไมเจ๊ต้องนมใหญ่ขนาดนั้นคะ???? (ฝ.ซังกล่าวว่า อาจอยากแสดงให้เห็นถึงความเป็นสาวเกียวโต)
  • ดูจากตัวอย่างหนังนึกว่าโมมิจิเป็นสาวคูลๆ เท่ๆ เล่นคารุตะเทพๆ แต่กลับพบว่าไม่ใช่อย่างที่คิด ยกเว้นเรื่องเล่นคารุตะเทพ
  • โมมิจิโผล่มาถึงก็มาเคลมว่าตัวเองเป็นว่าที่เจ้าสาวของเฮย์จิ แล้วไปๆ มาๆ ก็มาท้าคาซึฮะให้มาแข่งคารุตะแย่งเฮย์จิกัน โอเค สรุปคือภาคนี้ใช้คารุตะแย่งปู้จายกันนะคะ
  • ไพ่คารุตะในภาคนี้ จะว่ามีบทเยอะก็เยอะอยู่ แต่สำคัญมั้ย เอาจริงๆ ก็ไม่ได้สำคัญขนาดนั้น หรือเราคาดหวังมากเกินไปว่าอยากเห็นเรื่องนี้ใช้ประโยชน์จากคารุตะมากกว่านี้ก็ไม่รู้
  • คือสุดท้ายคารุตะก็เป็นแค่ ① เครื่องมือของคนร้ายในคดี ② เกมที่ผู้หญิงสองคนเอามาใช้ตบแย่งเฮย์จิกัน (หมายถึงตบไพ่)
  • ชอบตรงที่เลือกกลอนบทนึงในเฮียคุนินอิชชุ (ที่อยู่ในไพ่คารุตะนั่นแหละ) มาสื่อถึงความรู้สึกของคาซึฮะที่มีต่อเฮย์จิ ดูเป็นฉากที่ เอ้อออ แบบนี้ค่อยใช้คารุตะให้เป็นประโยชน์กับเนื้อเรื่องหน่อย แต่มันก็เป็นแค่ส่วนยิบย่อยนิดๆ หน่อยๆ พอให้ก๊าวใจเฉยๆ ซึ่งถ้าไม่อินกับคู่เฮย์คาซึหรืออินกับกลอนญี่ปุ่นก็คงรู้สึกว่า อืม แล้วไง
  • และคนที่ไม่รู้จักวิธีเล่นคารุตะต้องดูแล้วงงมากแน่นอน เพราะในเรื่องไม่มีการอธิบายใดๆ เลย (ดีนะเราดูจิฮายะมาก่อน ขอบคุณไทจิคุงมา ณ ที่นี้)
  • แต่ถึงจะไม่รู้วิธีเล่นก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เข้าใจเนื้อหาคดีนะ คือไม่ต้องรู้วิธีเล่นคารุตะก็เข้าใจเนื้อเรื่องได้แหละ
  • คดีคราวนี้ดูมีความพยายามที่จะสับขาหลอกคนดูอยู่เหมือนกัน ให้คะแนนความพยายามจุดนี้ แต่ก็ไม่ใช่คดีที่โอ้โหววววววอะไรขนาดนั้น แต่ก็ไม่ได้เรียบง่ายถึงขนาดว่า คนร้ายคนนี้เป็นคนฆ่าคนนั้นนะ จบ มันซับซ้อนกว่านั้นนิดหน่อย
  • เสียดายฉากแข่งคารุตะ คาดหวังไว้เยอะว่าต้องทำออกมาดุเดือด แต่เอาเข้าจริงฉากแข่งโดนตัดให้เห็นแค่ตอนเริ่มกับตอนแข่งเสร็จซะเยอะ มีแค่ฉากสุดท้ายที่รู้สึกว่าทำดีหน่อย
  • จุดนึงที่รู้สึกว่าเด็กๆ ชมรมคารุตะทั่วประเทศญี่ปุ่นมาดูอาจจะโมโหได้คือ คาซึฮะซ้อมคารุตะอยู่แค่วันสองวันแต่กลับเอาชนะนักเรียนทั่วประเทศจนเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศได้ ถึงจะเกริ่นมาก่อนว่าคาซึฮะเคยไปช่วยเป็นคู่ซ้อมให้เพื่อนอยู่บ่อยๆ กับงัดไม้ตาย ให้แม่เฮย์จิที่เป็นอดีตควีนแห่งวงการคารุตะ (ทำไมแม่ทุกคนต้องเป็นควีนของอะไรสักอย่าง…?) มาช่วยฝึกซ้อมให้ก็เถอะ แต่มือใหม่ที่เพิ่งมาฝึกซ้อมวันสองวันจะเอาชนะเด็กๆ ชมรมคารุตะทั่วประเทศที่ฝึกอย่างจริงจังเป็นปีๆ ได้ง่ายขนาดนั้นได้ยังไง…
  • แต่ก็นะ นี่มันไม่ใช่การ์ตูนไพ่คารุตะ ถ้าอยากดูอะไรที่จริงจังกับคารุตะขนาดนั้นควรกลับไปดูจิฮายะ 555555555 เราผิดเองที่คาดหวังตรงนี้มากไปหน่อย แต่หนังโปรโมทแล้วโปรโมทอีกว่ามีเฮียคุนินอิชชุกับคารุตะเป็นจุดขาย จะไม่ให้คาดหวังกับตรงนี้ได้ยังไง (TωT)
  • แอนี่เวย์ เฮย์จิน่ารักมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

  • ปกติไม่ได้ชอบเฮย์จิเป็นพิเศษ แต่มีฉากนึงในภาคนี้ที่ชอบมากคือตอนที่คาซึฮะฟิตซ้อมคารุตะอย่างตั้งอกตั้งใจ แล้วเฮย์จิจะไปช่วยฝึกแต่โดนไล่กลับมา เฮย์จิทำหน้าจ๋อยน่าเอ็นดูมาก (≧∀≦)
  • อ้อ ภาคนี้พูดสำเนียงคันไซกันเยอะมาก เยอะแบบดูจบแล้วต้องเผลอพูดเหน่อกันบ้าง
  • ฝ.ซังถามว่าปกติแล้วสำเนียงคันไซของเฮย์จิมันคันไซจัดจ้านขนาดนี้เชียวเหรอ เรื่องนี้เป็นประเด็นน่าสนใจอย่างนึงของโคนัน เป็นเรื่องที่อาจารย์เราเคยหยิบยกมาพูดถึงในคลาสอยู่บ่อยๆ ว่าสำเนียงคันไซของฮัตโตริ เฮย์จิเนี่ยจงใจให้คันไซเกินจริงมากจนไม่เป็นธรรมชาติ ยุคนี้ไม่มีวัยรุ่นโอซาก้าคนไหนพูดจาเหมือนเฮย์จิแน่ๆ ซึ่งการใช้สำเนียงคันไซเวอร์เกินความจริงนี่เป็น function อย่างนึงของภาษาที่แสดงอัตลักษณ์ของตัวละครใน fiction ออกมา (ใครสนใจลองไปศึกษาเรื่อง Role language ดูได้)
  • จริงๆ แล้วโคนันเวอร์ชั่นต้นฉบับดั้งเดิมในภาษาญี่ปุ่นเนี่ยมีการใช้ภาษาของตัวละครที่น่าสนใจหลายอย่างเลย ภาษาของด็อกเตอร์ก็ด้วย แต่พอแปลไทยแล้วมันเก็บสิ่งเหล่านี้เอาไว้ได้ยาก เป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างนึง
  • สิ่งที่ดีที่สุดในภาคนี้คือเพลง ชอบมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
  • หลังจากดูจบก็พบว่าเนื้อเพลงเขียนจากมุมมองของโอโอกะ โมมิจิชัดๆ แต่ลองอ่านๆ ความเห็นคนอื่นดู บางคนก็บอกว่าคิดในมุมของคาซึฮะหรือเฮย์จิได้เหมือนกัน สรุปว่าแล้วแต่คนคิด….. แต่สำหรับเรา นี่คือเพลงของโมมิจิอย่างไม่สามารถคิดเป็นอื่นได้
  • เสียดายที่เพลงเพราะและเขียนเนื้อเพลงมาดีขนาดนี้ แต่เนื้อเรื่องไม่ได้ทำให้เราอินกับความรู้สึกของโมมิจิเท่าไหร่เลย
  • รู้สึกจะบ่นเสียดายหลายอย่างจัง 55555555555 แต่อย่างที่บอกตอนแรกว่าภาคนี้สนุกใช้ได้ ดูแล้วไม่เสียดายตังค์ ไม่เสียดายเวลาที่ไปดู ชอบมากกว่ามูฟวี่หลายๆ ภาค มีฉากตลกๆ ให้ขำเยอะมาก และเฮย์จิน่ารักมาก (≧ω≦)
  • อยากดูมูฟวี่ 22 แล้ว!!

Kalafina “9+ONE” @Festival Hall Osaka

เมื่อวันที่สองไปดูไลฟ์ 9+ONE ของสามสาว Kalafina มาแหละ (≧∇≦)

ครั้งล่าสุดที่ไปหาสามสาวคืออคูสติกไลฟ์ที่เกียวโตเมื่อเดือนธันวา แต่ไลฟ์แบบปกติธรรมดานี่ห่างหายมาตั้งแต่อารีน่าไลฟ์เมื่อเดือนกันยาโน่น

รอบนี้มีฝ.ซังไปดูเป็นเพื่อน วันก่อนไลฟ์วันนึงเราหยิบตั๋วมาดูแล้วรำพึงว่า ทำไมถึงตั้งชื่อไลฟ์ว่า 9+one นะ ฝ.ซังก็ให้คำตอบอย่างรวดเร็วว่า “เก้าปีไง” ……แล้วเราก็ช็อกมากกับความเป็นจริงที่ว่า Kalafina เดบิวท์มาเก้าปีแล้ว ในความรู้สึกเรายังอยู่ที่ประมาณหกเจ็ดปีเอง /ลูบตีนกาเบาๆ

ไลฟ์ 9+ONE เป็นไลฟ์ทัวร์ จัดที่โอซาก้าสองรอบ รอบที่เราไปเป็นรอบแรกของโอซาก้า คราวนี้จัดที่ Festival Hall ซึ่งสามสาวเพิ่งเคยจัดไลฟ์ที่นี่เป็นครั้งแรก เราก็เพิ่งเคยไปฮอลล์นี้ครั้งแรกเหมือนกัน ไปถึงแล้วเพิ่งรู้ว่าเป็นฮอลล์ที่จะจัดแสดงมิวสิคัลเลอมิสในเดือนกันยายนนี้!! อยากดูมากกกกก แต่ช่วงนั้นเรากลับไทยพอดีเลยอดดู ลาก่อน (TωT)

Festival Hall มีที่นั่งสามชั้น คราวนี้สุ่มได้ที่นั่งแถวที่สามของชั้นสองมา ถึงจะไม่ได้ใกล้เป็นพิเศษแต่เป็นตำแหน่งที่เราค่อนข้างโอเค ความจริงแล้วตอนไปไลฟ์อารีน่าคราวที่แล้วยังแอบคิดอยู่เลยว่าที่นั่งมุมสูงอาจจะดีกว่าที่นั่งไกลๆ ชั้นล่างก็ได้ คราวนี้เลยได้ชั้นสองสมใจอยาก (แต่ถ้าได้ชั้นล่างแบบใกล้ๆ ก็ดีกว่าแหละนะ 555555555)

ตอนไปถึงฮอลล์ยังเหลือเวลาเยอะแยะก่อนเริ่มเลยไปโฉบๆ ดูของขายหน้าไลฟ์

คราวนี้มีป๊อปคอร์นที่จะเปลี่ยนรสไปตามแต่ละรอบด้วย รอบที่เราไปเป็นสตรอว์เบอร์รี่อะไรสักอย่าง พอเราหยิบกระเป๋าตังค์ออกมาพร้อมจ่าย บอกคนขายเสร็จสรรพว่าเอาป๊อปคอร์นที่นึงคะ คนขายก็ตอบกลับมาพร้อมยิ้มแห้งๆ ว่า ป๊อปคอร์นขายหลังไลฟ์จบค่ะ เอ้าาาา ทำไมล่ะะะะะะ

พอซื้อป๊อปคอร์นไม่สำเร็จเราก็ไม่เสียเงินให้สินค้าอย่างอื่นเลย ดูไลฟ์วงนี้แทบไม่เคยซื้อของหน้าไลฟ์ ซื้อแต่กระเป๋า แล้วกระเป๋ารอบนี้ไม่ถูกใจด้วย บัยยยยย

หลังจากนั้นก็วนไปวนมาอยู่หน้าฮอลล์ ระหว่างรอก็พยายามยับยั้งชั่งใจไม่ให้เปิดดูเซ็ทลิสท์รอบก่อนๆ คือวันก่อนหน้าไลฟ์ก็ไม่ได้นึกอยากเปิดดูนะ แต่พอใกล้ถึงเวลาไลฟ์แล้วดันเริ่มอยากรู้ขึ้นมาว่าจะเจอเซ็ทลิสท์ประมาณไหน แต่สุดท้ายความอยากไปลุ้นเอาเองก็เอาชนะความอยากรู้อยากเห็นได้ในที่สุด เย้!

เซ็ทลิสท์รอบที่เราไปดูมีตามนี้

overture
五月雨が過ぎた頃に
misterioso
Lacrimosa
明日の景色
光の旋律
未来
oblivious
storia
五月の魔法
consolation
to the beginning
春を待つ
君が光に変えて行く

O.S.T(クビキリサイクル)

メルヒェン
Magia
Kyrie
heavenly blue
One Light
into the world

(Encore)
音楽
blaze
sprinter

ตอนดูไลฟ์จบเราบอกฝ.ซังว่าเซ็ทลิสท์นี้ไม่ถือเป็นเซ็ทลิสท์เทพสำหรับเรา เพราะยังขาดเพลงที่เราชอบในระดับชอบมากกกกกกกไปเยอะมาก แต่พอมาตั้งสติดูอีกทีจริงๆ ก็พบว่ามีเพลงที่ชอบเยอะอยู่ดี แค่ขาดเพลงที่รู้สึกว่าอยากฟังมากๆ อย่าง 満天 กับ ひかりふる ไป ถ้ามีสองเพลงนี้ด้วยอาจพูดได้เต็มปากว่านี่คือเซ็ทลิสท์เทพ

เพลงที่ประทับใจสุดหลังดูจบรอบนี้คงเป็น Lacrimosa มั้ง เพลงนี้แค่อินโทรขึ้นก็ขนลุกไปหมด ชอบมาก เป็นเพลงที่เวลาได้ฟังในไลฟ์ทีไรจะอยากลุกขึ้นมากรี๊ดดดดดดดเสียงดังๆ อย่างเสียจริต แต่ไลฟ์วงนี้ต้องรับชมอย่างสุภาพเรียบร้อยเลยได้แต่กรี๊ดในใจ

อีกเพลงที่อยากกรี๊ดเยอะมากคือ oblivious ซึ่งเป็นเพลงที่เคยฟังในไลฟ์มาหลายรอบแล้ว (ก็เป็นเพลงเดบิวท์นี่นา) แต่คราวนี้ตอนเพลงแรกเราโดนบิลท์มาก่อนด้วยเอฟเฟคต์เวที คือเพลงแรกสามสาวจะยืนร้องเพลงโดยมีภาพหน้าปกซิงเกิ้ลและอัลบั้มทั้งหมดฉายอยู่ด้านหลัง ทำให้รู้สึกว่า อาาา เก้าปีที่ผ่านมามีอะไรเยอะแยะมากมายเลยเนอะ (ตกลงนี่ผ่านมาเก้าปีแล้วจริงๆ เหรอ….. /เหม่อ) แถมตอนก่อนร้องเพลงนี้ยังเป็นช่วง MC ด้วย ฮิคารุบอกว่าเพลงต่อไปที่จะร้องคือเพลงที่สำคัญที่สุดสำหรับ Kalafina ซึ่งแน่นอนว่าทุกเพลงเป็นเพลงสำคัญอยู่แล้ว แต่เพลงนี้เป็นจุดเริ่มต้นของวง พอบิลท์กันซะขนาดนี้เลยบังเกิดความปลื้มปีติที่ได้ฟัง oblivious ในวันนี้ขึ้นมา (T∇T)

อีกสองเพลงที่ช้อบชอบคือ One Light กับ blaze ซึ่งเคยฟังแบบไลฟ์มาแล้วในอารีน่าไลฟ์ คราวที่แล้วค่อนข้างประทับใจแบบไลฟ์ แต่คราวนี้อยู่ในระดับปลื้มมากกกกกกกกก สงสัยคราวที่แล้วที่นั่งอยู่ไกลไปเลยได้รับความมันส์จากบนเวทีไม่เต็มที่ แต่คราวนี้ที่นั่งเราเห็นเวทีชัดเจนดีมาก ก็เลยชอบสองเพลงนี้มากกกกกกกกก มันส์มากกกกกกกกกกกกก

ส่วนเพลงที่มันส์ตามมาตรฐานคือ 音楽 เพลงนี้ร้องในไลฟ์ยังไงก็สนุกอะะะ แต่สนุกแบบ เอ้อ สนุก จบ ไม่ค่อยมีรอบที่ประทับใจเป็นพิเศษเพราะเป็นเพลงที่ไม่มีลูกเล่นอะไรมากมาย มีไว้ระเบิดความมันส์ เพราะเหตุนี้เลยรู้สึกว่าเป็นเพลงที่ขาดไม่ได้เลยในไลฟ์ของสามสาว ตอนก่อนอังกอร์ยังคิดเลยว่าถ้าไม่มีเพลงนี้จะแปลกใจมาก แล้วก็มีจริงๆ ดีใจจัง! (แต่อันที่จริงเพลงนี้ก็ไม่ได้อยู่ในทุกไลฟ์หรอกนะ นานๆ ทีก็หายไปเหมือนกัน มี signal มาแทน)

เสียดายเพลงที่ควรจะมันส์มากแต่ไปไม่สุดเท่าไหร่คือ Magia รอบนี้สามสาวร้องเพลงนี้อยู่ด้านหลังฉากเวทีบางๆ แล้วบนเวทีจะฉายภาพสามสาวหลงวนเวียนในทางวงกต แทนที่เราจะได้เห็นสามสาวร้องเพลงนี้ชัดๆ เลยรู้สึกเหมือนนั่งดูมิวสิควิดีโอจอใหญ่ๆ อยู่มากกว่า ปกติไลฟ์ไหนก็ตามที่มีเพลงนี้เราจะชอบเพลงนี้มากๆ แต่คราวนี้ลูกเล่นเวทีขัดใจไปนิดนึง (ฝ.ซังกล่าวว่าเพลงนี้เหมือนเป็นเพลงที่เอาไว้ลองอะไรใหม่ๆ) 

ส่วนเพลงช้าๆ รอบนี้ปลื้ม 光の旋律 ที่สุด รอบนี้ไม่มีฟลุ๊ตมาเล่นสดๆ แต่เพลงนี้ก็ยังดีงามน้ำตาไหลอยู่ดี (TωT) รองลงมาชอบ 君が光に変えて行く ซึ่งเป็นเพลงที่ไม่ค่อยได้ฟังสดๆ เท่าไหร่ เป็นเพลงที่ฮีลลิ่งดี ฟังแล้วอยากดูรัคเคียวอีกจัง

แปลกใจที่รอบนี้ร้องเพลงจากซิงเกิ้ลแรกตั้งสองเพลง แต่เพลงที่เราชอบที่สุดในซิงเกิ้ลแรกคือ 傷跡 นะ ทำไมไม่ค่อยร้องในไลฟ์เลย ฮือออออ ถ้าร้องเพลงนี้เราร้องไห้แน่ๆ T__T

พอแอบไปส่องเซ็ทลิสท์รอบวันถัดมาก็พบว่าเพลง 君が光に変えて行く โดนเปลี่ยนเป็น believe ซึ่งเราอยากฟังมากกกกก แงงงงงงงง แต่อีกรอบเปลี่ยน sprinter เป็น symphonia แทน ถึงตอนก่อนเริ่มจะพูดกับฝ.ซังว่าอยากฟังเพลง symphonia แต่ถ้าเป็นเพลงปิดท้ายยังไงๆ เราก็อยากให้เป็น sprinter มากกว่านะ ดังนั้นเราเลือกไปถูกรอบแล้ว!

มาพูดถึงช่วงทอล์กบ้าง ทอล์กรอบนี้ฮิคารุกับวากานะพูดเยอะ ส่วนเคโกะไม่ค่อยได้พูดอะไรเพราะแค่สองคนนี้พูดก็หมดเวลาแล้ว 555555555

ฮิคารุเล่าว่าไปเที่ยววัดชิเทนโนจิในโอซาก้ามา เป็นวัดที่โชโตคุไทชิสร้างขึ้น บลาๆๆๆ (ทำไมดูได้ความรู้) ส่วนวากานะเล่าว่าตอนมาถึงสถานีชินโอซาก้าก็ไปซื้อทาโกยากิร้านนึง วากานะเล่าแบบโรลเพลย์เป็นคนซื้อคนขายให้ดูเลย ตลกมาก 555555555 ลุงคนขายถามว่าใส่สาหร่ายได้มั้ย ใส่คัตสึโอะได้มั้ย วากานะเล่าถึงตรงนี้ เคโกะก็เดินมากอดคอแล้วบอกว่า หมดเวลาแล้วนะ ต้องร้องเพลงกันต่อแล้ว โอ๊ย 555555555555555

จุดพีคคือหลังจากร้องเพลงกันต่ออีกหลายเพลง พอเข้าช่วงทอล์กรอบต่อมา เคโกะก็ถามว่าเมื่อกี้พูดเรื่องอะไรนะ แล้ววากานะก็เล่าต่อ 5555555555555 จริงๆ ที่วากานะเล่าก็ไม่มีอะไรมาก แค่บอกว่ามีคนต่างชาติมาต่อคิวซื้อทาโกยากิ แล้วลุงคนขายก็พูดอังกฤษอย่างคล่องแคล่ว เท่มาก จบ

นอกจากเมาท์มอยเรื่องท่องเที่ยวโอซาก้าแล้วก็มีพูดเรื่องเพลงด้วยนะ ใช่ว่าจะเน้นบันเทิงกันอย่างเดียว แต่เราจำส่วนที่พูดถึงเพลงไม่ค่อยได้แล้ว (´・ω・`) จำได้แต่ตอนที่พูดถึงเพลง 春を待つ กันว่าเพลงนี้เป็นเพลงแรกของ Kalafina ที่ไม่มีการร้องประสาน แต่เป็นท่อนโซโล่ต่อๆ กันทั้งเพลง เคโกะเล่าว่าตอนเห็นโน้ตเพลงนี้ก็ถามคาจิอุระซังกันหลายรอบว่าไม่มีร้องประสานจริงๆ เหรอคะ คาจิอุระซังก็บอกว่าไม่มี คือแม้แต่สามสาวเองยังแปลกใจมาก

ส่วนช่วงฮิคารุฮาร์ดเซลล์คราวนี้ฮิคารุมาขายกล่องดินสอ มีการสอดแทรกสำเนียงคันไซระหว่างแนะนำอีกแล้ว ขำที่ฮิคารุพูดไปพูดมา อยู่ดีๆ ก็ลืมว่าจะพูดอะไรต่อ 555555555 ใช้เวลานึกอยู่พักใหญ่ ฮิคารุก็บอกว่า อ๋อออ จะบอกว่ากล่องดินสอเนี่ยใช้ใส่แว่นได้ด้วยนะ! จบ

มุมฮาร์ดเซลล์มีเรื่องน่ารักเล็กน้อยตอนที่ฮิคารุบอกว่าหน้าฮอลล์มีตัวอย่างสินค้าให้ดู ลองไปต่อแถวรีบดูรีบบอกให้คนถัดมาแบ่งๆ กันดู ฮิคารุพูดไปก็ทำท่าต่อแถวกับเชิญคนต่อไป วากานะกับเคโกะที่อยู่เยื้องๆ ไปด้านหลังก็เลยทำท่าล้อเลียนฮิคารุกันสนุกสนาน คิวท์มาก (〃∇〃)

ทางด้านของคอสตูมวันนี้ ชุดแรกเป็นชุดกระโปรงพองๆ เราชอบชุดวากานะมากสุดเพราะเป็นสีอ่อนๆ ดูเหมือนชุดบัลเล่ต์ น่ารักดี (≧ω≦) ส่วนอีกชุดที่เปลี่ยนก่อนออกมาร้อง メルヒェン จะเป็นชุดที่….. ดูขาดๆ เหมือนเอาเศษผ้ามาต่อกัน……… ขาตั้งไมโครโฟนมีการประดับเศษผ้าให้เข้ากับชุดด้วย (ขาตั้งไมค์หน้าตาหางเครื่องเวทีไทมากๆ) ไม่ค่อยปลื้มชุดนี้เท่าไหร่ แต่ประทับใจฉากเวที บนเวทีจะทำเป็นรูปคนตัวใหญ่ๆ ใส่กระโปรงสามคน แล้วในนั้นก็เอาชุดทั้งหมดที่ผ่านมาของ Kalafina มาเรียงต่อๆ กัน กลายเป็นฉากสุดยิ่งใหญ่อลังการ ทำให้ช่วงที่ร้องเพลง メルヒェン กับ Magia บรรยากาศดูชนเผ่ากินคนมากๆ (อันนี้น่าจะไม่เกี่ยวกับฉากละ น่าจะเป็นเพราะตัวเพลงกับแสงสี)

จะว่าไปแล้วรอบนี้เราว่าฉากมีลูกเล่นเยอะนะ มีฉากซ้อนกันอยู่หลายๆ ชั้นแล้วเลื่อนขึ้นลงสลับไปเป็นช่วงๆ ความลูกเล่นเยอะนี่เห็นชัดสุดตอน Magia ที่เล่นกับฉากหลายอย่าง แต่อย่างที่บอกไปแล้วว่าไม่ค่อยปลื้มเท่าไหร่ (-ω-;)

นอกจากนั้นรอบนี้ยังมีของเล่นใหม่อีกอย่างนึงคือริงไลท์! ตอนตรวจตั๋วปกติจะมีแจกแบบสอบถามกับใบปลิว แต่คราวนี้มีแจกริงไลท์ให้ด้วย ตื่นเต้นมากเพราะไลฟ์สามสาวไม่เคยมีอะไรแบบนี้มาก่อน (*0*)

ริงไลท์นี่ใช้ตอนอังกอร์อย่างเดียว พอทั้งฮอลล์เปิดริงไลท์สีขาวๆ แล้วแปลกตาดี ถ้าเป็นไลฟ์วงอื่นคงเฉยๆ แต่ปกติแล้วไลฟ์สามสาวห้ามใช้อุปกรณ์ใดๆ ก็ตามที่มีแสง ถ้าไม่ใช่อีเวนท์ร่วมกับวงอื่นอย่าง Animelo ก็ไม่มีโอกาสได้เห็นแสงสว่างจากที่นั่งผู้ชมในไลฟ์ เพราะงั้นเลยตื่นตาตื่นใจเป็นพิเศษ

นอกจากผู้ชมแล้วสามสาวก็สวมริงไลท์ด้วย แต่อยู่ดีๆ ริงไลท์ของเคโกะก็ไฟดับ เคโกะเลยแลกริงไลท์กับผู้ชมคนนึงที่อยู่แถวหน้าสุด อิจฉามากกกกกกกกก (ถึงแม้ว่าทุกคนจะต้องคืนริงไลท์ตรงทางออกก็ตาม…….) คือเคโกะนั่งยองๆ เจรจาแลกริงไลท์กับคนนั้นอยู่นานมาก ฮือออออออ ดีจังเลย T____T

ถึงจะบอกว่านี่ไม่ใช่เซ็ทลิสท์เทพสำหรับเรา แต่ไลฟ์วันนี้ก็สนุกมากๆๆๆๆๆ สามสาวไฮเทนชั่นกันมากโดยเฉพาะฮิคารุ ขนาดเจ้าตัวยังพูดเองเลยว่าวันนี้ไฮเทนชั่นผิดปกติ 555555555

ขอบคุณสามสาว นักดนตรีทุกท่าน และคุณโปรดิวเซอร์ที่แต่งเพลงเพราะๆ ให้สามสาวอยู่เสมอนะคะ♥

อยากให้ถึงไลฟ์หน้าเร็วๆ จัง!

Gjallarhorn Eau de Toilette

เมื่อหลายวันก่อนโน้นนนนนกดสั่งน้ำหอมมาสองขวดทั้งๆ ที่ปกติเป็นคนไม่ค่อยใช้น้ำหอมเท่าไหร่ ใช้เฉพาะโอกาสพิเศษซึ่งก็ไม่ค่อยมี แต่สองขวดนี้พิเศษตรงที่เป็นน้ำหอมตามอิมเมจตัวละครสองตัวที่เราชอบมากจากกันดั้ม IBO ได้แก่ กาเอลิโอและแมกกิลิสนั่นเองงงงง (เราชอบน้องไอน์มากกว่าแมกกี้ แต่ไม่มีน้ำหอมน้องไอน์ขาย เศร้าจัง)

จริงๆ แล้วน้ำหอมอิมเมจตัวละครเนี่ยไม่ได้แปลกอะไรเลย เดี๋ยวนี้ผลิตออกมากันเยอะแยะ แต่ก่อนหน้านี้เราเคยซื้อแค่ขวดเดียวคือน้ำหอมยูมะคุงจาก Diabolik Lovers ซึ่งทุกวันนี้นานๆ ทีก็หยิบมาใช้บ้าง แต่ไม่ได้รู้สึกประทับใจอะไรมากมาย แค่ชอบที่เวลาใช้แล้วได้กลิ่นจางๆ จะรู้สึกว่าโอเค วันนี้เรามียูมะคุงอยู่เป็นเพื่อน

ทว่า! น้ำหอมกาเอลิโอกับแมกกี้คราวนี้กลิ่นถูกใจเราพอใช้ได้ก็เลยอยากมารีวิว(?)ซะหน่อย

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นการรีวิวน้ำหอมแบบคนไม่มีความรู้เรื่องน้ำหอม เป็นแค่ติ่งที่โดนชื่อผู้ชายบนขวดน้ำหอมล่อลวงจนหน้ามืดตามัว ซื้อมาตั้งแต่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากลิ่นมันจะออกมาเป็นยังไง หอมถูกใจหรือไม่ อย่างไร รู้แต่ไหนๆ ก็ลงหลุมกันดั้มมาขนาดนี้แล้ว เดี๋ยวอนิเมะจบไปสักพักก็ไม่เหลืออะไรให้ซื้อละ อยากซื้ออะไรตอนนี้ก็ซื้อๆ ไปเลย ว่าแล้วก็สติขาดผึง กดสั่งในเว็บมาทั้งสองขวด

ตอนแรกว่าจะสั่งของกาเอลิโอคนเดียว แต่สองสามวันต่อมาหลังจากกดสั่งกาเอลิโอไปแล้วดันเกิดรักพี่เสียดายน้องเขยขึ้นมา ก็เลยกดสั่งแมกกี้มาด้วยเพราะคิดว่าเวลาเอากล่องมาตั้งเรียงกันคงสวยดี (นี่มันใช่เหตุผลที่คนเราซื้อน้ำหอมเหรอ…?) เปลืองค่าส่งสองรอบไปอี๊กกกก

ซึ่งถึงแม้ว่าเราจะกดสั่งแมกกิลิสไปทีหลัง แต่พอถึงเวลาส่งของ แมกกิลิสดันมาถึงก่อนกาเอลิโอตั้งหลายวัน งั้นมาพูดถึงน้ำหอมแมกกี้กันก่อนละกัน

น้ำหอมแมกกี้มาในกล่องสีฟ้าสวยงาม บนกล่องมีตราประจำตระกูลฟารีดและชื่อแมกกิลิส ส่วนภาษาฝรั่งเศสด้านบนที่เขียนว่า “Azur ouvre l’avenir” นั้น เมื่อไปถามผู้รู้ทางด้านภาษาฝรั่งเศส ผู้รู้ได้แปลเป็นภาษาอังกฤษมาให้ว่า Blue opens the future ซึ่งดูจะงงๆ แต่ก็พอเข้าใจได้อยู่ คงอยากสื่อความหมายว่า สีฟ้าที่เปิดหนทางสู่อนาคต หรืออะไรประมาณนี้มั้ง?

ทางด้านขวดก็เล็กๆ น่ารัก จุ 30 มิลลิลิตร เหมือนจะน้อยแต่สำหรับเราคงใช้ได้เป็นปี (น้ำหอมยูมะคุงที่ว่าก็ซื้อมาตั้งนานแล้ว ยังใช้ไปไม่ถึง 1/4 ด้วยซ้ำ) และคงไม่กล้าใช้หมดขวดด้วย ต้องเหลือไว้รำลึกถึงแมกกี้บ้าง TωT

กลิ่นน้ำหอมแมกกี้คือกลิ่น Choco Rose ตอนเห็นชื่อกลิ่นก็รู้สึกว่าสมกับคนที่โดนเรียกว่านายช็อกโกแลตดีนะ แต่ไม่คิดเลยว่าพอเอามาฉีดจริงแล้วมันจะช็อกโกแลตขนาดนี้

กลิ่นแรกที่แตะจมูกหลังจากฉีดออกมาคือกลิ่นที่ราวกับมีคนทำช็อกโกแลตสามลิตรหกลงไปในถังน้ำอบ คือมีทั้งกลิ่นช็อกโกแลตกับดอกไม้ปนๆ กัน แต่กลิ่นช็อกโกแลตเข้มกว่ามาก ฉีดใส่มือเสร็จแล้วถึงขั้นแทบแทะมือตัวเอง ถ้าฉีดเยอะๆ จนฟุ้งไปทั้งตัวคงรู้สึกว่าตัวเองน่าอร่อยมาก (〃ω〃) พอคิดว่าเป็นกลิ่นน้ำหอมของแมกกี้แล้วก็เริ่มสงสัยว่าเป็นกลิ่นที่แมกกี้เอาไว้ใช้ล่อลวงให้เด็กผู้หญิงเข้าใกล้รึเปล่า อารมณ์แบบเด็กๆ ได้กลิ่นแล้วก็เอ๊ะ ลุงคนนั้นมีกลิ่นช็อกโกแลตด้วยอ้ะ! เดินตามไปดีกว่า! อะไรแบบนี้ (ทำไมอิมเมจแมกกี้ในหัวเราช่างเป็นภัยสังคม)

แต่พอทิ้งไว้สักพักกลิ่นช็อกโกแลตจะเริ่มเจือจาง คราวนี้กลิ่นดอกไม้จะเด่นขึ้นมาแทน เป็นกลิ่นหวานๆ แบบน้ำหอมผู้หญิงแหละ คือพอเป็นกลิ่นดอกไม้แล้วไม่รู้จะอธิบายยังไงดี 555555555 เอาเป็นว่ากลิ่นช็อกโกแลตไม่ได้อยู่ทนขนาดนั้น แต่เราชอบช่วงที่กลิ่นช็อกโกแลตเริ่มจางไปแล้วมากกว่ากลิ่นตอนเพิ่งฉีดนะ

ส่วนน้ำหอมกาเอลิโอมาในกล่องสีม่วงพร้อมตราประจำตระกูลอีกเช่นกัน

บนกล่องมีรอยแผลเป็นกิมมิคเก๋ๆ ให้รู้ว่านี่คือกาเอลิโอเวอร์ชั่นซีซั่นสองนะจ๊ะ ส่วนภาษาฝรั่งเศสบนกล่อง “Lilas de vengeance” หมายถึงดอกไลแลคแห่งการแก้แค้น ออฟฟิเชียลนี่ชอบเอาคำว่าแก้แค้นแปะใส่หน้ากาเอลิโอจังเลยนะ 555555555

โดยส่วนตัวชอบดีไซน์กล่องนี้มากกว่าแมกกี้นิดนึงแพราะชอบสีม่วง และชอบตราประจำตระกูลฝั่งนี้มากกว่า (ที่จริงก็ชอบตราประจำตระกูลของเซเว่นสตาร์ทั้งหมดเลยนะ ชอบที่อิงตำนานนอร์ส) แต่ชอบสโลแกน(?)ของแมกกี้กับฟอนท์คำว่าแมกกิลิสมากกว่านะ

ทางด้านกลิ่น ของกาเอลิโอเป็นกลิ่น Green Floral ซึ่งในเว็บอธิบายไว้ว่าใช้กลิ่นกรีนทีสุดแสนสดชื่นและกลิ่นจัสมินกับมูเกท์เป็นหลัก ผสมผสานกับกลิ่นลาเวนเดอร์ โอ้โห อันนี้กรี๊ดตั้งแต่อ่านคำอธิบายกลิ่นเพราะเราชอบกลิ่นลาเวนเดอร์! (อันนี้ชอบจากความติ่งคอร์ด้าอีกที เนี่ยดูสิ ขนาดจะชอบกลิ่นอะไรสักอย่างยังมาจากความติ่ง ทำไมชีวิตถึงเป็นไปได้ขนาดนี้)

อ่านคำอธิบายแล้วนึกว่าจะเป็นกลิ่นหวานๆ ปรากฎว่าพอลองฉีดปุ๊บ กลิ่นแรกที่ออกมาจะฉุนๆ หน่อย ไม่รู้สึกเลยว่าเป็นกลิ่นดอกไม้ และไหนเหรอกรีนที…..? แต่ชอบตรงที่สดชื่นมาก กลิ่นสะอาดและหล่อมากกกกกกกกกกก!! ยิ่งทิ้งไว้สักพักให้หายฉุนแล้วยิ่งหล่อมาก!! เรียบหรูดูดีมาก!!! (ยอมรับว่ามาจากความกรี๊ดตัวละครด้วยประมาณ 70%) คือกลิ่นกาเอลิโอเนี่ยเป็นกลิ่นน้ำหอมผู้ชายเลย (ย้ำว่านี่เป็นคำกล่าวของคนไม่มีความรู้เรื่องน้ำหอม กลิ่นน้ำหอมผู้ชายที่จำได้ก็มีแค่ Bleu de Chanel ที่ชอบไปลองดมเล่นฟรีๆ เท่านั้นแหละ นี่ก็เพราะแฟนเก่าเป็นพรีเซนเตอร์)

ของกาเอลิโอนี่เราชอบกลิ่นมากกกกกกกกกกก สาบานได้ว่าชอบอย่างบริสุทธิ์ใจโดยไม่ได้ลำเอียง 55555555 ของแมกกี้ชอบที่กิมมิคความเป็นหนุ่มช็อกโกแลตมากกว่าตัวกลิ่น แต่ของกาเอลิโอนี่ชอบที่ตัวกลิ่นเลย ถึงจะเป็นกลิ่นน้ำหอมผู้ชายแต่ก็ดูเป็นกลิ่นที่ใช้ได้ทั้งสองเพศ ดมๆ ไปแล้วก็คิดว่ากาเอลิโอสมัยเป็นคุณชายชอบเล่นปอยผมก็คงใช้น้ำหอมกลิ่นแบบนี้นี่แหละมั้ง (ถึงบนกล่องจะมีรอยแผลเป็นก็เถอะ แต่เราว่ากลิ่นนี้ดูเข้ากับกาเอลิโอสมัยซีซั่นแรกมากกว่า) แต่ถ้าใครชอบน้ำหอมผู้หญิงก็น่าจะถูกจริตกับกลิ่นหวานๆ แบบน้ำหอมแมกกี้มากกว่ามั้ง

สรุปว่าวันไหนอยากให้ตัวเองหวานอร่อยก็ฉีดแมกกี้ วันไหนอยากหล่อให้ฉีดกาเอลิโอ จบ

เสียดายนิดนึงที่ซื้อน้ำหอมวีดาร์ไม่ทัน มีคนบอกว่ากลิ่นวีดาร์เอโร่ยมาก อยากลองจัง (///ω///)

หลังจากนี้จะมีน้ำหอมของฝั่งเทกกะดันทยอยมาขายเรื่อยๆ ด้วย เริ่มจากชิโนะกับออร์ก้า ซึ่งสองคนนี้สั่นสะเทือนกระเป๋าตังค์เราไม่ได้หรอกนะ ฮึฝ์ รอลุ้นของยูจีนอีกทีแล้วกัน แต่ถ้าเป็นไปได้อยากให้ทำของกาเอลิโอออกมาขายอีกรอบด้วย ฮือ อยากซื้อเก็บไว้อีกขวด ชอบมากจริงๆ T_T

อนึ่ง เรื่องน้ำหอมคาแรคเตอร์นี่เราขำอยู่อย่างนึง ก่อนหน้านี้เมื่อนานมาแล้วเคยไปเดินดมๆ น้ำหอมแนวนี้กับเพื่อนซึ่งความสนใจในโลกโอตาคุเป็นศูนย์ เพื่อนจึงถามเราว่าน้ำหอมแบบนี้เนี่ยปกติแล้วซื้อไปใช้เหรอ? หรือว่าซื้อไปฉีดใส่เสื้อแล้วมโนว่าเสื้อตัวนั้นเป็นของผู้ชายเจ้าของกลิ่นน้ำหอม?

……หลังจากได้ยินคำพูดนี้ของเพื่อน เราก็เหมือนพบทางสว่างว่ามันมีวิธีใช้แบบนี้อยู่ด้วยแฮะ! แต่พอซื้อมาจริงๆ ก็ไม่เคยลองใช้แบบนั้นซะที เอามาฉีดตัวเองนี่แหละดีแล้ว แค่ประทับใจว่าบางทีเพื่อนที่ไม่ได้เป็นติ่งก็มีความคิดที่ล้ำยิ่งกว่าติ่งซะอีก 555555555

High School Star Musical ฉบับมิวสิคัล

ไปดูสตามิวเวอร์ชั่นมิวสิคัล หรือที่เรียกย่อกันอย่างเป็นทางการว่า สตามิวมิว มาแหละ! (≧∀≦)

คิดมานานแล้วว่าสตามิวเป็นอนิเมะที่เหมาะกับการทำละครเวที เพราะดำเนินเรื่องแบบมิวสิคัลอยู่แล้ว พอมีประกาศว่าจะทำเป็นละครเวทีขึ้นมาจริงๆ ก็เลยไม่อยากพลาด ถึงจะไม่ได้ติ่งบุไตญี่ปุ่นเป็นพิเศษก็เถอะ

เราสมัครตั๋ว FC ไปสองรอบ  คือรอบวันเสาร์เย็นกับวันอาทิตย์เย็นซึ่งเป็นรอบสุดท้าย ตอนนั้นไม่แน่ใจว่าจะแย่งตั๋วกันโหดเหี้ยมอำมหิตแค่ไหนเลยสมัครไว้เผื่อๆ ปรากฏว่าพอประกาศผลแล้วดันได้ทั้งสองรอบ แต่สถานการณ์การเงินไม่ค่อยเอื้ออำนวยให้ไปดูสองรอบเท่าไหร่ เราเลยเลือกไปจ่ายตังค์เฉพาะรอบสุดท้ายรอบเดียว

พอได้ตั๋วมาแล้วก็สบายใจ ระหว่างรอก็ไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตารออะไรขนาดนั้น เพราะเรามัวจดจ่อรอคอยอนิเมะมากกว่า เรียกได้ว่ารู้สึกเฉยๆ กับฝั่งมิวจนเพิ่งไปออกตั๋วมาเมื่อวันก่อนนี่เอง ไม่มีความกระตือรือร้นใดๆ ทั้งสิ้น 5555555555

ช่วงที่มิวจัดแสดงที่โตเกียว แม่ยกสตามิวที่เราฟอลไว้ในทวิตเตอร์ไปดูกันเยอะมาก แล้วทุกคนพากันกรีดร้องว่ามันดีงามเหลือเกิน เราก็อืมๆ อ๋อเหรอ ดีเหรอ งั้นก็ดีแล้วแหละ …คือคิดอย่างไม่ได้กระตือรือร้นมากขึ้น พยายามไม่คาดหวังอะไรกับมิวเพราะกลัวหวังไว้เยอะแล้วจะไม่เป็นอย่างที่คิด

ช่วงเวลาเหล่านี้ที่ส่องๆ ทวิตเตอร์ของเหล่าแคสท์ก็ยังไม่รู้สึกชื่นชอบใครเป็นพิเศษ แค่คิดว่าคนเล่นเป็นคุงะหล่อดีแฮะ จบ (一応 ฟอลโล่ทวิตเตอร์ของแคสท์เอเลแกนซ์ไว้ด้วย แต่เวลาเค้าถ่ายรูปเซอร์วิสเป็นคู่เราก็เฉยๆ อยู่ดี 555555555)

และแล้ววันนี้ก็มาถึง! เราไปดูมิวแบบไม่ได้เตรียมตัวอะไรเป็นพิเศษ แค่ใช้เคสมือถือสีทัตสึมินให้รู้สึกว่ามีไอเท็มสำหรับประกาศตัวว่าตัวเองเมนใคร

…ขอนอกเรื่องนิดนึง เราชอบไอเท็ม Samantha Thavasa คอลเลคชั่นนี้มาก มีทั้งเคสมือถือ กระเป๋าเหรียญ กระเป๋าตังค์ ทุกสิ่งอย่างเป็นสีทัตสึมิน ซึ่งสีน่ารักมากกกกกกกก (โฆษณาให้ประหนึ่งเป็นหุ้นส่วนร้าน ชอบมากจริงๆ) รู้จักคอลเลคชั่นนี้เพราะแม่ยกทัตสึมินในทีแอลแนะนำมา กราบขอบคุณมา ณ ที่นี้ค่ะ แม้จะจำไม่ได้แล้วว่าคนไหนแนะนำก็ตาม 5555555555 แต่ตอนนี้เพิ่งมีแค่เคสมือถือนี่แหละ แพงเหลือเกิน ฮือ TvT

กลับมาที่เรื่องมิว เตรียมไอเท็มและตั๋วพร้อมแล้วก็ออกเดินทาง พกพวกกุญแจเอเลแกนซ์ไปด้วยนิดหน่อยเผื่อใช้เป็นพร็อพถ่ายรูปหน้าฮอลล์ แต่พอไปถึงจริงๆ ก็ไม่ค่อยได้ควักออกมาหรอก แป่วววว

สถานที่แสดงคราวนี้คือ Morinomiya Piloti Hall ซึ่งเราไม่เคยไปมาก่อน ไปลงสถานีโมริโนะมิยะแล้วยืนเอ๋ออยู่พักใหญ่เพราะไม่รู้ว่าต้องเดินไปทางไหน ตอนแรกกะจะใช้วิธีเดินตามๆ คนที่น่าจะไปงานเดียวกัน เคยใช้วิธีนี้มาหลายครั้งและได้ผลเสมอ แต่คราวนี้หันซ้ายหันขวาแล้วไม่เจอพวกเดียวกันเลย สุดท้ายก็ต้องเปิดแผนที่ในมือถือและพบว่าฮอลล์ไม่ได้หายากขนาดนั้น เดินจากสถานีประมาณห้านาทีก็ถึงละ

เจอป้ายแล้วววว โฮวววว เด็กๆ จ๋าาาาา

เราไปถึงก่อนเริ่มประมาณชั่วโมงนึงก็เลยมีเวลาไปซื้อของหน้างาน ตอนแรกกะว่าถ้าของยังไม่หมดจะซื้อพวงกุญแจเล่นๆ สามอัน พอลองถามเพื่อนว่าจะฝากอะไรมั้ย เพื่อนก็ฝากซื้อพวงกุญแจอันนึง ซึ่งพวงกุญแจนี่ให้ซื้อได้ห้าชิ้นต่อหนึ่งใบเสร็จ ตอนไปซื้อเราเลยซื้อมาห้าอันทั้งๆ ที่ตอนแรกกะจะซื้อของตัวเองแค่สาม สรุปว่ามีของบานปลายเกินงบมาแล้วหนึ่งชิ้น OTL

พวงกุญแจที่ว่านี่เป็นแบบสุ่ม เราเลยให้เพื่อนเลือกก่อน ปรากฏอันที่เพื่อนเลือกคือโอโทริเซมไป ส่วนอีกสี่อันคือโฮชิทานิ  อาคาสึกิเซมไป และ… และ….. และะะะะะะ!!!!!!!!!! เอเลแกนซ์จ้าาาาาาาาาาาาาา HOORAYYYYYYYYYYYYY!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

ตอนแรกแกะออกมาเจอเอโงะก่อน พอเจอเอโงะก็เริ่มเครียดว่าต้องหาแลกทัตสึมินมาให้ได้สิเนี่ย (เราเก็บทัตสึมินโดยไม่มีเอโงะได้ แต่เก็บเอโงะโดยไม่มีทัตสึมินไม่ได้!! …..แต่ถึงจะพูดแบบนี้ ทุกเซ็ตก็เก็บเป็นคู่มาตลอด) แล้วพอแกะซองต่อมาก็เจอทัตสึมินเลย กรี๊ดดดดดดดดด ไม่ต้องลำบากไปหาแลกกะคนอื่น ฮือออออออ ดีใจมาก ขอบคุณเอเลแกนซ์ที่วันนี้รักเรา ปกติไปซื้อของสุ่มตามร้านไม่เคยเจอเลย 555555555

ซื้อของเสร็จหันไปเจอโต๊ะเขียนว่าแจกของแถมสำหรับคนถือตั๋วรอบ 先行 เราเลยเดินไปยื่นตั๋วให้เค้าแม้จะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าของแถมที่ว่าคืออะไร แล้วสต๊าฟก็ให้โปสการ์ดมาหนึ่งใบ ว้าว! ดีนะเนี่ยที่หันไปเห็นป้าย ไม่งั้นคงไม่รู้เรื่องว่ามีแจกด้วย

เห็นบนโต๊ะมีโบรไมด์แคสท์ทีมโอโทริแบบแยกคนกองๆ อยู่ด้วย แต่เค้าไม่ได้แจกมาให้เรา สงสัยอันนั้นเป็นของแถมสำหรับรอบ 先行 แฟนคลับแคสท์แต่ละคนมั้ง ของเราเป็นรอบแฟนคลับแอพ 星箱 ก็เลยได้ใบนี้มา ซึ่งดีแล้วแหละเพราะเราไม่ได้ติ่งแคสท์คนไหนเป็นพิเศษ (….ก่อนเข้าไปดูน่ะนะ)

จัดการกับข้าวของเสร็จเรียบร้อยก็กลับเข้าไปด้านใน ข้างหน้ามีป้ายบอกเวลาเริ่มกับเวลาเลิกด้วย

พอเค้าเปิดให้เข้าไปนั่งในฮอลล์ได้เราก็พุ่งเข้าไปเป็นคนแรกๆ เพราะอยู่ข้างนอกก็ไม่มีอะไรทำ ส่วนคนอื่นๆ ยังแลกของกันอยู่เลย

ที่นั่งเราอยู่แถว V ตอนไปออกตั๋วแล้วเห็นว่าเป็นแถว V ก็จ๋อยมากเพราะมันดูห่างไกลเหลือเกิน แต่พอเข้าไปนั่งจริงๆ กลับพบว่าไม่ได้ไกลขนาดนั้น ฮอลล์มันไม่ได้ใหญ่โตอลังการเหมือนพวกคอนเสิร์ตฮอลล์ ถึงจะอยู่แถวท้ายๆ ก็เห็นเวทีชัดเจนดี

ระหว่างรอก็ดูของที่รับได้แจกตอนเข้ามา พบว่าได้สตามิว Starter Book ที่มีแจกในงาน Anime Japan แต่เราไปรับไม่ทันอยู่ด้วย กรี๊ดมาก นึกว่าจะไม่ได้อ่านแล้ว ฮือออออออ นอกจากนั้นก็เป็นใบปลิวโฆษณาบุไตต่างๆ ซึ่งเราได้ยินคนข้างหน้าคุยกัน (โดยไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟังนะ เค้าคุยกันเสียงดังเองจริงจริ๊ง) ขณะดูใบปลิวแผ่นหนึ่งว่า “นี่มันโฮชิทานิคุงนี่!” “เอ๊ะ โฮชิทานิคุงหน้าตาอย่างงี้เหรอ ไม่เห็นเหมือนเลย” “แต่ชื่อใช่นะ!” …….โอเค เราไม่ใช่คนเดียวที่มีปัญหากับการจดจำหน้านักแสดงบุไตเวลาเค้าเปลี่ยนเมคอัพสินะ

และระหว่างที่เรากำลังเปิดเกมดูเอลลิงค์ดวลการ์ดยูกิอย่างดุเดือด (ในขณะที่คนข้างหน้าเล่นอันสตา และคนข้างๆ เล่น A3 #สังคมอุดมเกมเมอร์) จู่ๆ ก็มีเสียงดังผ่านไมค์ขึ้นมา จำเนื้อหาเป๊ะๆ ไม่ได้ แต่ก็ประมาณว่า ขอบคุณที่มาวันนี้ อีกไม่นานการแสดงจะเริ่มแล้วนะ บลาๆๆ ซึ่งเสียงประกาศรอบนี้เป็นของทีมฮีรางิจ้าาาา YEAHHHHH!!! มาถูกรอบจริงๆ! (ไม่ได้อ่านรีพอร์ทรอบอื่นหรอกนะ แต่เดาเอาว่าเสียงประกาศน่าจะสลับๆ กัน?)

ด้วยความที่มาแต่เสียง ตอนแรกเราเลยฟังเสียงทัตสึมินไม่ออก 55555555 คือเสียงอินุ โทระ กับอุกาวะนี่ฟังออกง่ายมาก คาแรคเตอร์ชัดมาก แต่ทัตสึมินมาด้วยประโยครูปสุภาพ ตอนแรกเราเลยไม่แน่ใจว่าเป็นทัตสึมินหรือเอโงะ แต่ฟังๆ ไปก็ อ้าว นี่ทัตสึมินนี่นา

จบเสียงประกาศก็มีสต๊าฟคอยเดินตะโกนอีกรอบนึงว่าให้ปิดมือถือ ห้ามถ่ายรูป ห้ามกินห้ามดื่ม ฯลฯ และหลังจากนั้นการแสดงก็เริ่มขึ้น

พอจะเข้าเรื่องเนื้อหามิวแล้วรู้สึกไม่มีสติที่จะเขียนอย่างเป็นระบบระเบียบ ขอกรี๊ดเป็นข้อๆ ตามที่นึกออกละกัน 555555555

  • พูดถึงภาพรวมก่อน คือมิวเนี่ยเป็นการเอาอนิเมะซีซั่นแรกมาสรุปๆ และอนิเมะซีซั่นแรกมันยาวตั้งสี่ชั่วโมงกว่า การนำมาทำมิวสิคัลความยาวสองชั่วโมงครึ่งเลยต้องตัดทอนรายละเอียดไปเยอะมาก
  • เพราะงั้นส่วนใหญ่เลยเล่าเรื่องพร้อมๆ กับร้องเพลงไปด้วยเลย ระหว่างที่ร้องเพลงก็มีตัวละครอื่นๆ มาคุยกันไปด้วย ในแง่เวลามันก็ประหยัดเวลาไปได้เยอะดี แต่บางทีเราก็ไม่รู้จะโฟกัสที่ฝั่งร้องเพลงหรือฝั่งพูดมากกว่ากันนะ T_T
  • เนื้อหาหลายๆ ส่วนรวบรัดมากจนเราไม่แน่ใจว่าคนที่มาดูมิวโดยไม่เคยดูอนิเมะจะงงๆ บ้างมั้ย อย่างเช่นทำไมอยู่ดีๆ ทีมโอโทริกับทีมฮีรางิก็ดูสนิ๊ททททสนิทกัน เพราะเนื้อเรื่องส่วนเข้าค่ายโดนตัดไปหมดเลย แต่คนดูอนิเมะมาแล้วน่าจะโอเคกับการดำเนินเรื่องเร็วติดจรวดแบบนี้เพราะรู้เรื่องมาหมดแล้วเลยไม่มีอะไรให้งง
  • ตอนแรกเปิดมาด้วยฉากโอโทริเซมไปเต้นแล้วมีโฮชิทานิพร่ำเพ้อถึงรุ่นพี่ที่ตัวเองจำหน้าไม่ได้ (ช่วยรู้ตัวซะทีเถอะ!!) แล้วโฮชิก็เจอนายุ แล้วคาโอไคก็ออกมาแดนซ์ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วไปหมด 55555555555 แต่ดูไปสักพักพอปรับตัวให้เข้ากับสปีดของเรื่องได้ก็ไม่ค่อยตกใจละ
  • ฉากคาโอไคแดนซ์เป็นฉากนึงที่เราอยากดูมากที่สุดในมิวเลย (สามฉากที่ตั้งตารอที่สุดคือคาโอไค อายานางิโชว์ไทม์ทั้งสองทีม และแคริบเบียนกรูฟ)
  • ช็อตที่ประทับใจมากในเพลงนี้คืออาคาสึกิเซมไปท่อน 最上の意味 คือพี่เค้าเต้นแรงเกินหน้าคนอื่นไปหลายเบอร์มาก 5555555555555555555 แล้วท่าก็ไม่เหมือนกันด้วยนะ มายเพซสุด ชอบมาก
  • ฉากคาโอไคแดนซ์นี่เราประทับใจการดีไซน์ท่าเต้นให้ดูเป็นผู้เป็นคน แต่ก็ไม่ถึงกับโอ้วว้าววววววววววอะไรขนาดนั้น อิมแพคต์ตอนดูเพลงนี้ครั้งแรกในอนิเมะมันแรงกว่าเยอะมาก แต่ไม่ใช่ในมิวไม่ดีนะ ดีแหละ ชอบ แค่มีเพลงอื่นที่ประทับใจมากกว่าอยู่หลายเพลง
  • ถัดมาเป็นเพลง Dreamer ซึ่งเพลงนี้จะใช้เล่าฉากออดิชั่นเข้าแผนกมิวสิคัล ทุกคนเลยออกมาหมดเลย ทุกคนนี่คือทุกคนจริงๆ ทั้งคาโอไค ทีมโอโทริ และทีมฮีรางิ ออกมาเต้นรวมๆ กันโดยมีโซโล่คนละนิดละหน่อย แต่คุงะจะมาสายกว่าเพื่อน
  • ทีมฮีรางิช่วงแรกๆ รู้สึกอินุเด่นมาก แต่เวลาเต้นรวมๆ กันอุกาวะดึงดูดสายตาเราได้มากกว่าเพื่อน เพราะสไตล์การเต้นน่ารักน่ามอง ส่วนทัตสึมินเต้นแข็งแรงมาก! สะบัดมือสะบัดแขนชึ้บชั้บ เฉียบคมทุกท่วงท่า จัดว่ามีความสตรองสมเป็นลีดเดอร์
  • เพลงโฮชิโนะสไตรด์ของโฮชิทานินี่สำหรับเราแล้วต้นฉบับของฮานาเอะจะแบ๊วๆ หน่อย แต่พอเป็นเวอร์ชั่นไทชิคุงแล้วมีความพระเอกโชเน็นมังงะเต็มเปี่ยมมาก ชอบไปอีกแบบ
  • เพลงโอเระโคโสะมิวสิคสุดยอดมาก!!!!!!!!!!! เพลงนี้ในอนิเมะเราขำอย่างเดียวเลย (ขอโทษทีมงานและสุวาเบะซังด้วยค่ะ แต่อดขำไม่ได้จริงๆ โฮ) แต่ในมิวนี่ทรงพลังมาก ท่าเต้นไม่ตลกเท่าในอนิเมะ และโอโทริเซมไปแฟบิวลัสมากกกกกกกกกกก สไตล์การร้องก็เป๊ะสุดๆ แทบไม่ผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับเลย
  • ถ้าถามว่าใครเป๊ะเหมือนกระโดดออกมาจากอนิเมะมากที่สุดก็จะตอบทันทีว่าโอโทริเซมไปนี่แหละ
  • เนื้อเรื่องช่วงที่ทีมโอโทริยังกัดกันเองในทีมนี่ดัดแปลงจากในอนิเมะเยอะอยู่เหมือนกัน คาดว่าคงเพราะต้องรีบๆ ทำให้เด็กๆ พวกนี้สนิทกันให้ได้ ฉากโฮชิทานิไปห้องเท็นเก็นจิจนแมวหนีไปกับฉากคุงะกินบะหมี่แล้วนายุเป็นห่วงเลยมาพร้อมๆ กัน คือแบ่งเวทีเป็นสองซีกแล้วเล่นสองฉากนี้พร้อมกันเลย ชอบการเขียนบทพูดช่วงนี้ รู้สึกว่าดัดแปลงออกมาได้ดี
  • เราเริ่มปิ๊งคุงะเวอร์ชั่นมิวเพราะอีฉากกินบะหมี่นี่แหละ 555555555555555
  • ตอนแรกรู้สึกว่า เอ๊ะ ทำไมคุงะเวอร์ชั่นมิวดุจังเลย นายุไปคุยด้วยก็ฮึ่มฮั่มใส่ตลอด พอลืมใส่เครื่องปรุงในบะหมี่ถ้วยก็ดุนายุว่าเพราะนายมาชวนคุยฉันเลยลืมใส่เครื่องปรุงเลยเห็นมั้ย!!!! ….เนี่ย ดูสิ ทำไมต้องดุขนาดนี้
  • ไม่ได้คาดหวังว่าคุงะต้องมีความเป็นปะป๊าแบบในอนิเมะ แต่ไม่ต้องดุขนาดนั้นก็ด้ายยยยย
  • ทีนี้คุงะเริ่มมาน่ารักตรงที่ได้ยินว่านายุจะไปช่วยโฮชิทานิตามหาแมว คุงะเลยยื่นซองเครื่องปรุงลืมใส่ในบะหมี่ให้นายุแล้วบอกว่า เนี่ย เอาไว้ใช้ล่อแมวสิ
  • อะ อะไรเนี่ย คุงะ ชู… นะ น่ารัก……..
  • จริงๆ แล้วคุงะเป็นเมนเราในทีมโอโทริอยู่แล้วนะ 55555555555 แต่ 70% เป็นเพราะมาเอโนะโทโมอากิ เราเลยคิดว่าคุงะมิวคงทำอะไรเราไม่ได้เท่าไหร่หร๊อก
  • ปรากฏว่าพอเข้าฉากเพลง Radiant Mind เท่านั้นแหละ เจ้าประคุณเอ๊ยยยยยยยยยยยย /สูดยาดมแรงมาก
  • คุงะหล่อมากกกกกกกกกกกก โอ๊ย ไม่ได้คาดหวังว่าจะหล่อขนาดนี้ เรานี่สลบไปสิบรอบในเพลงเดียว ชอบเวลาคุงะคนนี้ยิ้มมุมปากนิดๆ แดเมจหนักมาก ตายคาที่ นี่ขนาดอยู่แถว V อันสุดแสนไกล ถ้าอยู่แถวหน้าสุดคงมีสต๊าฟมาหามส่งโรงพยาบาลไปแล้ว
  • ถัดมาเป็นเพลง Angel Lost เพลงตามหาแมวในตำนานของเท็นเก็นจิ แปลกใจที่เพลงนี้มาก่อนเพลงเท็งกะโนะฮานะอีก ในมิวนี่เรียงเพลงไม่ค่อยเหมือนในอนิเมะเท่าไหร่ แต่เราว่าเค้าสลับเพลงได้เข้ากับการเล่าเรื่องฉบับมิวสิคัลดีนะ
  • Angel Lost เป็นเวอร์ชั่นยาวด้วยนะเออ! จริงๆ แล้วหลายเพลงเป็นเวอร์ชั่นยาวกว่าในอนิเมะทั้งนั้น ซึ่งนี่เป็นจุดนึงที่เราชอบมาก อยากให้ร้องเพลงกันเยอะๆ ก็ร้องเยอะสะใจเลย
  • เราว่า Angel Lost เวอร์ชั่นโฮโซยันเนี่ยเสียงอ้อนมากกกกกกก เวอร์ชั่นมิวจะไม่ละห้อยเท่าโฮโซยัน แต่ชอบ vibrato ของเท็นเก็นจิคนนี้มาก ตอนที่ฟังในคลิปโปรโมทมิวเราเฉยๆ กับเสียงร้องเค้านะ แต่พอมาฟังสดแล้วว้าวเกินคาด ยิ่งเวลาร้องเพลงทีมนี่เสียงเท็นเก็นจิกินขาดมาก
  • ส่วนเท็งกะโนะฮานะ เพลงนี้เราชอบแสงสีและพร็อพ! ใช้พร็อพเป็นพัดญี่ปุ่น ท่าเต้นก็เล่นกับพัดนี่แหละ เหมาะกับคาแรคเตอร์เท็นเก็นจิและตัวเพลงดีมาก เพลงนี้ก็ประทับใจเยอะกว่าในคลิปอีกเช่นกัน ละครเวทีเนี่ยเป็นสิ่งที่ควรดูสดมากกว่าจริงๆ นั่นแหละ
  • ชอบที่เท็นเก็นจิมิวดูมีความเป็นพี่ชาย อย่างตอนที่โฮชิทานิตื่นเต้นจนขาสั่น เท็นเก็นจิก็ไปช่วยตบๆ แขนให้หายตื่นเต้น คือมีอะไรเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้อยู่หลายจุดจนรู้สึกว่า อืม เท็นเก็นจิคนนี้ดูพึ่งพาได้ดีเนอะ (รู้สึกผิดต่อเท็นเก็นจิในอนิเมะจัง 555555555)
  • ถัดมาเป็น Star of Star ของทีมฮีรางิ คราวนี้ไม่ได้ไปเข้าค่ายกันละ ทีมฮีรางิเลยใช้เพลงนี้เปิดตัวทีม เสียดายที่ไม่ได้ใส่ชุดแบบในอนิเมะ เราชอบชุดเพลง Star of Star มากเลยนะ TvT แต่เข้าใจว่าคงเปลืองงบ…. ทีมฮีรางิเลยต้องใส่ชุดนักเรียนเต้นเพลงนี้แทน ท่าเต้นก็ไม่ตลกเท่าในอนิเมะอีกเช่นกัน โทราอิชิไม่ต้องไประบำขอฝนบนหลังคาแล้ว ก็ยินดีด้วยที่ชีวิตลำบากน้อยลง
  • ทีมฮีรางิคนที่เรารู้สึกว่าเสียงและสไตล์การร้องค่อนข้างใกล้เคียงกับต้นฉบับมากที่สุดคือเอโงะ ส่วนโทราอิชิอยากให้เพิ่มระดับความอ่อยในน้ำเสียงอีกสักนิดจะดีมาก เพราะโทราอิชิของเคนนุนี่ร้องเพลงได้อ้อนแม่ยกจนน่าเตะเหลือเกิน โทราอิชิในมิวยังไม่ค่อยน่าเตะเท่าไหร่
  • ถึงจะเมนทัตสึมิน แต่เราเฉยๆ กับทัตสึมินในมิวมากเลย ไม่รู้ทำไม (บางทีเสียงโนบุคุงอาจจะมีส่วนสำคัญมากกว่าที่คิดก็เป็นได้ มั้ง)
  • รู้แต่โยนหัวใจให้คุงะมิวไปหมดแล้ว♥♥♥
  • ฉากทีมโอโทริกับทีมฮีรางิทะเลาะกันเพราะอุกาวะกวนประสาทไคโตะดูซีเรียสกว่าในอนิเมะเยอะเลย ไคโตะในมิวดูเป็นคนอารมณ์เสียรุนแรงกว่าในอนิเมะ แต่เราบอกไม่ถูกเหมือนกันว่าลันส์ซังถือว่าเล่นดีหรือไม่ดี แยกไม่ออกแล้ว เพราะรู้สึกมาตลอดว่าลันส์ซังนี่แหละไคโตะ ถูกต้องแล้ว
  • ชอบที่ทัตสึมินในมิวดูมีปฏิสัมพันธ์กับไคโตะเยอะกว่าในอนิเมะ ถ้าดูแค่ในอนิเมะคงไม่รู้เลยว่าเมื่อก่อนสองคนนี้ค่อนข้างสนิทกัน (ต้องไปตามฟังดราม่าซีดีกับอ่านสตอรี่ตามนิตยสาร ตามแอพ ตามโน่นนี่นั่นมากมาย) แต่ในมิวดูจะเห็นได้แวบๆ ว่าทัตสึมินก็แคร์ความรู้สึกของไคโตะเยอะอยู่
  • ฉากนี้รึเปล่าไม่แน่ใจ ที่อยู่ดีๆ อินุมิเนะก็ร้องเพลงวังวังเคงขึ้นมา ตลกมากกกกกกกกกกกกกกก คืออินุร้องเพลงอยู่คนเดียวจนฮีรางิเซมไปมาปรามว่าอินุมิเนะ หยุดเถอะ แต่อินุมิเนะไม่ยอมหยุด จนสุดท้ายฮีรางิเซมไปก็เต้นเพลงวังวังเคงตามอินุมิเนะไปด้วย ขำหนักมาก คะแนนนิยมในตัวฮีรางิเซมไปพุ่งเยอะมาก 5555555555555555555555
  • เพลง Limited Sky คือแบบ…… ไม่มีอะไรจะพูดนอกจาก THIS IS TSUKIGAMI KAITO
  • ในมิวมีพี่ฮารุโตะด้วยนะ แต่พี่ฮารุโตะมาแบบตัวประกอบ คือไฟจะไม่ส่องให้เห็นหน้า มาเป็นเงาๆ เวลาพูดเสียงจะก้องๆ เหมือนลอยอยู่บนฟ้าแล้วเป็นเสียงจากสวรรค์ (นั่นสินะ เพราะพี่ฮารุโตะเป็นพระเจ้าสินะ!)
  • เพลงโกะจูโซควินเทตซึ้งมากกกกกกกกกก เป็นเพลงแรกที่ร้องในช่วงที่ทีมโอโทริเริ่มรักกันดีแล้ว เราชอบเพลงนี้มากๆ อยู่แล้ว ในมิวนี่ก็ซึ้งมากแบบเกือบร้องไห้ T____T ชอบที่ให้คุงะเล่นเปียโน (ปลอมๆ) แล้วทุกคนไปรุมๆ เฮฮากัน แล้วก็ร้องเพลง ดูเป็นทีมที่น่ารักแฮปปี้มีความสุขดีมาก รักทีมโอโทริจัง
  • จริงๆ แล้วเรารักทีมโอโทริกับทีมฮีรางิเท่าๆ กันนะ ถึงบางทีจะกรี๊ดทีมฮีรางิเยอะกว่าก็เถอะ 555555555555
  • คุงะมิวหล่อมากขอพูดอีกรอบ ฮือออออออออออออออ
  • ถัดมาเป็นเพลงที่ทุกคนรอคอย อายานางิโชว์ไทม์!!
  • รู้เลยว่าทุกคนรอคอยจริงๆ เพราะพอทีมฮีรางิแต่งตัวเต็มยศพร้อมเต้นเพลงนี้ แล้วรุ่นพี่ก็บอกว่าจะเต้น คนดูประมาณครึ่งฮอลล์ก็รีบนั่งหลังตรงเตรียมตัวตั้งใจดูอย่างดี เห็นบรรยากาศนี้แล้วแอบขำในใจเบาๆ ทุกคนชอบเพลงนี้มากสินะ!! เราก็ชอบ!!!!!!
  • อายานางิโชว์ไทม์ของทีมฮีรางิดีมากกกกกกกกก (;____;) มาเต็มเพลงเลยด้วย ชอบมากๆๆๆๆๆๆๆ ท่าเต้นดูเก็บท่าในอนิเมะเอาไว้เยอะอยู่ แต่ก็มีดัดแปลงบ้างแหละ เสียดายนิดเดียวตรงท่อน 幻の花園 อยากให้ท่าเต้นคนอื่นเสริมให้โทระเด่นกว่านี้จัง เราชอบท่อนนี้ในอนิเมะมากเลย คาดหวังว่ามิวจะทำให้ท่อนนี้ออกมาปังๆ แต่ท่อนนี้ออกมาธรรมดาเกินคาด (เป็น こだわり ส่วนตัวที่จริงๆ แล้วมิวก็ไม่ได้ผิดอะไรหรอกนะ 5555555555)
  • ชอบการเต้นของเอโงะในเพลงนี้มาก
  • และอายานางิโชว์ไทม์ของทีมโอโทริ โอ๊ยยยยยยยยยยย อันนี้ไม่รู้จะพูดยังไง ชอบบบบบบบบบบบบบบมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
  • ประทับใจในความ Badass!!!!
  • ชอบทั้งท่าเต้น การร้อง แสงสีของเวที ชอบทุกอย่างเลย พูดได้เต็มปากเลยว่าประทับใจเพลงนี้ที่สุดในมิว มันดีมากกกกกกกกกกกกกกกกกก ฮืออออออออออออออออออ กราบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ
  • คุงะคนนี้หล่อมากขอพูดอีกรอบ (รอบที่เท่าไหร่แล้วนะ)
  • จบอายานางิโชว์ไทม์รู้สึกจะร้องโกะจูโซควินเทตกันอีกรอบมั้งนะ แต่รอบนี้ไม่เต็มเพลง แล้วก็หมดองก์แรก มีพักสิบห้านาที ระหว่างพักก็ทวีตกรี๊ดรัวๆ เพราะไม่มีคนให้กรี๊ดด้วย มาดูคนเดียวเปล่าเปลี่ยวเอกา ความจริงแล้วอยากกรี๊ดออกมาเป็นเสียง อยากกรีดร้องใส่ใครก็ได้ว่า แกรรรรรรรรรรรรรรรรรร มันดีม๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
  • องก์หลังเริ่มด้วยเพลงมายเฟรนด์ฯ ของนายุ ตอนดูองก์แรกก็แปลกใจว่าทำไมนายุไม่ร้องโซโล่ซะที ที่แท้ก็เก็บไว้เป็นฉากเปิดองก์หลังนี่เอง
  • โซโล่นายุมาแบบอบอุ่น ร้องเพลงไปก็มีเพื่อนๆ ทีมโอโทริอยู่ในฉากไปด้วย สนุกสนานเฮฮาดี ทางซ้ายของเวทีก็มีทีมฮีรางิฝึกเต้นกันอยู่ โดยทัตสึมินเป็นคนสอนสเต็ปเต้นให้ทุกคน อยากเห็นฉากแบบนี้ในอนิเมะมั่งจัง
  • ฉากที่คุยกันว่าจะเล่นละครเรื่องอะไรดีตลกมากกกกกกก จูเลียตของเท็นเก็นจิก็มา 5555555555 และคุงะหล่อมาก♥♥♥ เสียดายนิดนึงที่ฉากนี้ตัดบทพูด 絵ならともかく ของคุงะออกไป เราชอบประโยคนี้มากเลยนะ!!!!!
  • ต่อด้วยเพลง Ready→Steady→Dream! เพลงนี้เราชอบมากอีกเช่นกัน โฮฮฮฮฮฮฮฮฮ เพลงนี้ทีมโอโทริน่ารักกันมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ชอบตอนที่มานั่งเรียงๆ กันตรงฉากแล้วเอาหน้าวางบนแขนยิ้มใส่คนดู น่าร้ากกกกกกกกกกกกกก
  • คุงะหล่อจัง ฮืออออออออออออออออออออออออออออออ
  • ช่วงนี้เนื้อเรื่องจะเริ่มดราม่าเรื่องโอโทริเซมไปออกจากคาโอไค ช่วงที่โฮชิทานิไปคุยกับเซมไปก่อนร้องเพลงโฮชิโนะสไตรด์เวอร์ชั่นดูเอทนี่เราได้ยินเสียงสะอื้นกับเสียงสูดน้ำมูกฟื้ดๆ มาจากผู้ชมรอบทิศทาง
  • อ้อ ถึงจะไม่มีฉากเข้าค่ายแล้ว แต่ช่วงที่โฮชิทานิซึมๆ เพราะเซมไปไม่อยู่ก็แทรกฉากทัตสึมินพูดเชียร์(?)เข้ามาด้วยนะ เพราะฉะนั้นคำพูดของโฮชิทานิที่ว่า ไม่รู้จักวิธีที่จะตัดใจจากความฝัน ก็ยังอยู่ครบถ้วนดี ดีใจที่ฉากนี้ไม่หายไป เพราะเป็นฉากที่เราชอบมากอีกฉากนึง
  • เพลงโฮชิคุซุมูฟเมนท์ก็ดี๊ดี โอ๊ย ฮือ สตามิวเต็มไปด้วยเพลงดีๆ เยอะแยะอยู่แล้ว พอมาทำเป็นมิวสิคัลก็ยังคงดี๊ดี ฮือ เริ่มไม่รู้จะชมอะไรนอกจากดี ดีจังเลย
  • ชอบฉากที่พายุเข้าจนทีมโอโทริไม่มีเวทีให้แสดง ทีมฮีรางิเลยมาคุยด้วย ฉากนี้ทีมโอโทริจะยืนคุยกันตรงเวทีด้านล่าง ส่วนทีมฮีรางิอยู่ด้านบน แล้วอินุที่ถือซอฟท์ครีมก็โดนโทระชกจนซอฟท์ครีมปลิว แล้วทัตสึมินก็รับไว้อย่างสวยงาม
  • ตอนที่ทัตสึมินรับซอฟท์ครีมเอาไว้ คนดูครางโอวววววววพร้อมกันทั้งฮอลล์
  • แล้วก็มาถึงเพลงแคริบเบียนกรูฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ โอ้ยยยยยยยยยยยยยย เพลงนี้ไปสุดมากกกกกกกกกกกกก ตายยยยยยยยยยยยยยยยยยย ตายของจริง ถึงเมื่อกี้จะบอกว่าชอบอายานางิโชว์ไทม์ของทีมโอโทริมากที่สุดก็เถอะ แต่เพลงนี้ก็ดีมากอีกเช่นกัน ประทับใจมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
  • แอบกรี๊ดเบาๆ ตอนทัตสึมินต้องปีนขึ้นไปร้องเพลงบนแท่นแล้วเอโงะเป็นคนจับมือให้ จย้าาาาาาาาา (ไหนบอกเฉยๆ กะคู่นี้ในมิว)
  • แคริบเบียนกรูฟนี่ไปสุดมากทุกสิ่งอย่าง คอสตูม พร็อพ เพลง ท่าเต้น ฉากธงโจรสลัดผืนเบ้อเริ่ม ทุกองค์ประกอบดีงามไปหมด ชอบมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ดีใจมากที่จบเพลงนี้แล้วปรบมือได้ คือมันจะมีบางเพลงที่ปรบมือได้ กับเพลงที่ปรบมือไม่ได้ ไม่รู้หลักการคืออะไร แต่เพลงไหนจบแล้วเค้าปรบมือกันเราก็ปรบด้วย เพลงนี้ตบแรงจนแสบมือไปหมด ดีงามเหลือเกินนนนนนนนนนน
  • อืม แต่อย่างที่บอก อยากให้เสียงโทราอิชิอ้อนแม่ยกมากกว่านี้อีกนิดจริงๆ นั่นแหละ 555555555 คือคนเล่นโทระก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีมากแล้วแหละ เสียงเวลาพูดจัดว่าเป๊ะอยู่ แต่เราชอบสไตล์การร้องเพลงของโทระเวอร์ชั่นเคนนุมากจริงๆ เวลาฟังเพลงทีมฮีรางิในอนิเมะนี่เราเป็นลมท่อนโทระตลอด (นี่ก็เวอร์ไป) เพราะงั้นถ้าโทระในมิวใส่ความออดอ้อนในน้ำเสียงเวลาร้องเพลงได้มากขนาดนั้นเราอาจจะกรี๊ดพอๆ กับคุงะเลย
  • แต่ตอนเพื่อนถามว่าที่กรี๊ดคุงะนี่กรี๊ดหน้าหรือบท ตอบทันทีเลยว่า “หน้า” 5555555555555555 คือบทหรือเสียงนี่ไม่เกี่ยวเลย กรี๊ดความหล่อล้วนๆ ก๊ากกกกกก แต่บทก็คงมีส่วนแหละมั้ง ถ้าเค้าไม่ได้มาในคาแรคเตอร์คุงะชูเราอาจจะเฉยๆ ก็ได้
  • เพลงสุดท้ายก่อนเอนดิ้ง แน่นอนว่าต้องเป็นเซชุนเคานท์ดาวน์ เพลงนี้ก็ดูจะเก็บท่าเต้นจากอนิเมะเอาไว้เยอะ แต่พอถึงจุดนี้ยอมรับว่าไม่ได้สังเกตรายละเอียดใดๆ แล้ว สิ่งที่ทำตลอดเพลงคือนั่งจ้องหน้าคุงะ บ้าจริง ทำไมเค้าหล่อมาก ช่วยด้วย
  • เพลงฉากจบคือเอย์เอนสเตจ เพลงนี้เราก็ชอบมากกกกกกกกกก ช่วงครึ่งแรกของเพลงจะให้แคสท์ออกมาโค้งขอบคุณทีละคน แล้วครึ่งหลังถึงจะร้องและเต้นเพลงนี้ด้วยกันทั้งหมด พอออกมากันครบทีมแล้วไม่รู้จะมองใครก่อนดี โอเค มองคุงะละกัน เค้าหล่อสุด 555555555555555
  • จบเพลงแล้วก็พูดขอบคุณทีละคน จำไม่ได้ว่ามีเข้าไปหลังเวทีก่อนรอบนึงแล้วค่อยออกมารึเปล่า คือช่วงท้ายเนี่ยเข้าๆ ออกๆกันหลายรอบมาก เพราะนี่เป็นการแสดงรอบสุดท้ายแล้วด้วยก็เลยต้องขอบคุณกันยาวนานหน่อย
  • ช่วงพูดขอบคุณทีละคนนี่ส่วนใหญ่ก็พูดขอบคุณคนดู ขอบคุณแคสท์ด้วยกัน ขอบคุณโน่นนี่นั่น ประทับใจของอุกาวะที่พูดว่า ดีจังที่ได้อยู่ทีมฮีรางิ! ฮืออออออ อุกาวะจังงงงงงงงงง แม้อุกาวะในมิวจะดูนิสัยเสียกว่าในอนิเมะเยอะมาก แต่พี่ก็เอ็นดูน้องเสมอนะะะะ
  • โทระทักทายด้วยคำว่า โคะเนโกะจัง (ลูกแมวน้อย) โอเค้ ตรงตามท่อน ファンサービスも抜かりなく ในเพลงเป๊ะ แฟนเซอร์วิสดีเยี่ยมเสมอไม่มีบกพร่อง 555555555555555
  • คุงะมิวน่ารักจริงๆ นั่นแหละ บ้าเอ๊ยยยยยยยยยยยยยยย
  • พอถึงตาเคนสุเกะคุง (เพิ่งมาจำชื่อได้ตอนซื้อแพมเฟลตติดมือกลับมา) เค้าก็ทักทายว่า “คุงะคุงเดส” โอ๊ยยยยยยยยยยย น่ารักกกกกกกกกกกกกกกกกก
  • ยัง ยังไม่พอ! มีการพูดต่ออีกว่า “โคะเนโกะจัง~” พอพูดจบ โทราอิชิที่ยืนอยู่ห่างออกไปหลายช่วงคนก็มองหน้าคุงะแรงมาก คุงะเลยบอกว่า “ฉันพูดอะไรแบบนี้ไม่ได้หรอก” แล้วค่อยพูดขอบคุณ คุงะคุงคนนี้ไม่พูดแบบมีพิธีรีตรองอะไรด้วยนะ คีพคาแรคเตอร์จนหยดสุดท้ายเลย
  • ส่วนเท็นเก็นจินี่พิธีรีตรองมาก 555555555555 เค้าน่ารักตรงที่บอกให้คนดูนั่งลง (คือตอนนั้นคนดูทั้งฮอลล์ยืนขึ้นปรบมือมาตั้งแต่ตอนเพลงจบแล้วก็ยังคงยืนค้างอยู่) แต่คนดูก็ไม่ยอมนั่งหรอกนะ! อยากยืนให้รู้ว่าประทับใจแค่ไหน!
  • ลันส์ซังบอกว่าถึงมิวจะจบแล้วแต่พรุ่งนี้เราก็จะได้เจอกันในอนิเมะ 55555555555555
  • คุงะเลยแซวว่า “จะว่าไปแล้ว เสียงเหมือนสึคิกามิเลยนะเนี่ย”
  • น่ารักเกินไปแล้วคุงะมิว!
  • ขอบคุณกันเสร็จแล้วก็มีออกมาโค้งขอบคุณพร้อมกันอีกสองสามรอบ ช่วงที่เดินเข้าออกนี่อยากมีสักสิบตาเอาไว้มองทุกคนพร้อมๆ กัน คือแต่ละคนก็เข้าออกเวทีคนละทิศกันไง ดูพร้อมกันได้ไม่หมดไง ฮือ
  • มีรอบนึงคุงะเกาะไหล่ไคโตะวิ่งออกมาด้วยกัน น่าร้ากกกกกกกกกกกกกกกก
  • ส่วนเอโงะอุ้มทัตสึมินท่าเจ้าหญิงออกมาจ้า โอ้โห เซอร์วิสอะไรขนาด
  • ทีมฮีรางิเวลาจะเข้าไปหลังเวทีนี่กอดคอกันกลมตลอดเลย ฮริ้ง (*´ェ`*)
  • มีตอนขอบคุณรอบไหนสักรอบที่แคสท์วิ่งลงมาตรงทางเดินด้วย ทีมที่วิ่งมาฝั่งเราคือทีมฮีรางิ! แต่ขอโทษนะ นาทีนี้หัวใจมันร่ำร้องหาคุงะคุงเหลือเกิน ทีมฮีรางิวิ่งมาหาก็ยังเอาแต่มองว่าคุงะไปไหนแล้ว บ้าจริงงงงงงงงงงงง
  • ตามกำหนดการเลิกทุ่มครึ่ง แต่กว่าจะเลิกจริงๆ ก็สองทุ่มกว่าแน่ะ เป็นสามชั่วโมงที่ให้ความรู้สึกเหมือนสิบห้านาที ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วไปหมด สนุกจนลืมเวลา
  • คุงะหล่อมากขอพูดอีกรอบ (พอเหอะ)

ดูจบแล้วอิ่มอกอิ่มใจมาก ประทับใจถึงขั้นออกมาซื้อแพมเฟลตทั้งๆ ที่ตอนแรกไม่คิดจะซื้อเลย มีของเกินงบออกมาอีกหนึ่งชิ้นจนได้ OTL แต่มาเปิดๆ แพมเฟลตแล้วคิดว่าถือเป็นของที่ระลึกที่ดี เอาไว้มาพลิกๆ ดูแล้วนึกถึงวันนี้ก็ดีเหมือนกัน

สรุปว่าประทับใจเกินคาดมากกกกกกกกกกกกกก มาดูแบบไม่ได้คาดหวังอะไรมากมายเลย จริงๆ แอบคิดว่าตัวเองจะเผลอเปรียบเทียบกับอนิเมะเยอะแยะจนขัดใจหลายๆ อย่างด้วยซ้ำ (ดูอนิเมะเกินสิบรอบจนแทบจะจำบทพูดได้หมดละเนี่ย) แต่พอดูแล้วเข้าใจเลยว่าทำไมทุกคนที่ดูถึงชื่นชมกันขนาดนั้น ดีใจที่ได้มาดูเพราะคิดว่าถ้าดูในแผ่นคงไม่ประทับใจขนาดนี้แน่ๆ

เจอกันอีกทีในบลูเรย์! ไม่เคยเก็บแผ่นบุไตมาก่อนเลย (แฟนท่อมกับเลมิสไม่นับ…) สตามิวมิวนี่แหละจะเป็นแผ่นแรก!

ป.ล. คุงะคุงเวอร์ชั่นมิวหล่อมากจริงๆ นะ

Gundam Front Tokyo

ตอนที่ไปโตเกียวรอบที่แล้วเผื่อเวลาสำหรับเที่ยวไว้วันนึง แต่จริงๆ ในใจก็ไม่มีที่เที่ยวที่อยากไปเป็นพิเศษ คาเฟ่พ่อบ้านก็จองไม่ทัน และไหนๆ ก็กำลังกันดั้มฟีเวอร์อยู่ เลยตัดสินใจว่างั้นไปกันดั้มฟรอนท์ที่โอไดบะละกัน เมื่อก่อนนี้เคยไปโอไดบะอยู่หลายครั้งแต่ไม่เคยเข้ากันดั้มฟรอนท์ซะที รอบนี้ได้ข่าวว่าจะปิดทำการเดือนเมษาก็เลยแวะๆ ไปหน่อย (ตอนนี้ปิดทำการไปละ ลาก่อน)

กันดั้มฟรอนท์ตั้งอยู่ในห้างไดเวอร์ซิตี้ ห้างเดียวกับที่เคยมีกันดั้มของอามุโร่อยู่หน้าหน้าห้างนั่นแหละ แต่กันดั้มฟรอนท์นี่จะไปซ่อนอยู่ในหลืบ ต้องขึ้นไปถึงชั้นเจ็ดแล้วเดินไปสุดหลืบนึงของห้างอีกทีนึง

ไปถึงด้านหน้าก็ตกใจในความร้าง….. คือมองเข้าไปแล้วไม่มีคนเลยนอกจากพนักงาน รู้สึกกดดันมาก เพราะพนักงานที่ถือป้ายอยู่ก็มองหน้าเราและตะโกนเรียกลูกค้าอย่างขยันขันแข็ง ช่างเป็นการตะโกนเรียกลูกค้าที่ระบุตัวชัดเจนมาก

และในเมื่อมาถึงแล้วจะไม่เข้าก็ไม่ได้! ว่าแล้วก็เดินเข้าไปซื้อตั๋ว พนักงานก็ยิ้มแย้มต้อนรับอย่างดี ค่าตั๋ว 1,200 เยน ซื้อแล้วก็ได้มาทั้งตั๋ว โมเดลพลาสติกที่เป็นชิ้นส่วนของอะไรสักอย่าง (ความรู้เรื่องพลาโมเป็นศูนย์) แผนที่ภายในกันดั้มฟรอนท์ และกระดาษสำหรับเขียนข้อความอะไรก็ได้ให้กันดั้ม

ตั๋วมีหลายลาย ไม่รู้ว่ามีลายอะไรบ้าง แต่เราได้คิระมาแหละ ดีใจที่อย่างน้อยก็เป็นตัวละครจากภาคที่ชอบ ถึงจะไม่ใช่คนที่ชอบที่สุดในเรื่องก็เถอะ

เข้าไปในโซนอะไรสักอย่างที่กว้างๆ แล้วก็เจอมิกะสึกิทันที สวัสดีมิกะะะะะ

ตรงนี้จะมีกล่องให้หย่อนกระดาษเขียนข้อความถึงกันดั้ม ตอนนั้นไม่รู้ว่าคนอื่นเค้าเขียนอะไรกันบ้าง เราเลยเขียนไปว่า “กาเอลิโออย่าตายนะ!” (วันที่ไปเป็นตอนที่ออร์แฟนส์ออกอากาศถึงตอนที่ 48 ซึ่งชะตากรรมของตัวละครทุกตัวในเรื่องกำลังชวนเสียวไส้)

หันมาอีกด้านจะเจอโมเดลโน่นนี่นั่นที่จำลองมาจากกันดั้มภาคต่างๆ เช่นยาน Core Fighter สุดอลังการ ไปยืนดูแล้วก็อืมๆ ไม่สนใจเท่าไหร่ ไม่ได้ชอบดูกันดั้มเพราะ Mechanics อยู่แล้ว (ชอบเพราะผู้ชายเค้าดี) ตรงส่วนนี้เลยแค่ไปยืนอ่านๆ ป้ายกับถ่ายรูปนิดหน่อยให้รู้สึกคุ้มค่าเข้า ก่อนจะเดินมายังจุดถัดมา ซึ่งก็คือ Character Photo Spot

ตรงนี้จะมีหน้าจอกับราวแขวนเครื่องแบบให้หยิบมาใส่ถ่ายรูปกับตัวละคร

บนหน้าจอจะมีให้เลือกภาค แล้วค่อยเลือกตัวละคร พอกดสตาร์ท ตัวละครที่เราเลือกก็จะโผล่ขึ้นมาบนจอ พอเราเดินมากดๆ หน้าจอ พนักงานก็รีบพุ่งเข้ามาแล้วถามว่าถ่ายรูปให้มั้ยคะ!! แต่เราบอกไปว่าไม่เป็นไรค่ะ แล้วก็กดๆ เลือกตัวละครที่อยากถ่ายรูปขึ้นมาถ่ายหน้าจออย่างเดียว ไม่กล้าถ่ายด้วยอะะะ เขิน (///ー///)

ตอนที่เราเข้าไปมีคนเดินอยู่ข้างในแค่สามสี่คน เราเลยจิ้มหน้าจอเล่นได้อย่างสนุกสนานเพราะไม่มีคนต่อคิว แต่จะเล่นเยอะก็เขินพนักงาน สุดท้ายเลยถ่ายรูปมาแค่กาเอลิโอกับไอน์คุง (ความจริงอยากถ่ายแมกกี้มาด้วย ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเขินพนักงานทำไม ฮือ) เสียดายจังที่ไม่มีวีดาร์กับกาเอลิโอในซีซั่นสอง TωT

เจอเรื่องน่ารักอย่างนึงคือมีคุณพ่อคนนึงมากับลูกชาย แล้วคุณพ่อก็จับลูกชายตัวเล็กๆ ใส่เครื่องแบบสีแดงของซาฟท์ น้องตัวเล็กนิดเดียวเครื่องแบบเลยยาวลากพื้น น่าร้ากกกกกกกกกกกก (≧∀≦) แต่คุณพ่อดันเลือกฟลิตจากภาค AGE มาถ่ายรูปกะน้องซะงั้น เอ้าาา ทำไมไม่เลือกซาฟท์มาสักคนล่ะคะะะะ 55555555555

นอกจากตรงนี้มีจุดถ่ายรูปอีกจุดนึงคือค็อกพิทของภาคไหนสักภาค

เดินเลยมาอีกมุมนึงจะเจอสไตรค์ฟรีด้อมขนาด 1/1 แต่มีแค่ครึ่งตัว

จริงๆ สไตรค์ฟรีด้อมเป็นกันดั้มไม่กี่ตัวที่เรารู้สึกสนิทสนมด้วยเพราะเราดูภาคซี้ดและซี้ดเดสทินี่บ่อยที่สุด (สมัยมัธยมแทบจะดูทุกปิดเทอม) แต่มาเห็นตอนนี้กลับไม่รู้สึกตื่นเต้นโอ้วว้าวอเมซิ่งอะไรเท่าไหร่ ตอนไปดูเอวาขนาดเท่าของจริงที่ฟูจิคิว (มีครึ่งตัวเหมือนกัน)  ยังตื่นเต้นกว่า ส่วนนึงอาจเพราะดิสเพลย์มันไม่เร้าใจด้วยมั้ง เดินเข้ามาในฮอลล์นี้ก็เจอเลย อย่างเอวานั่นเอาไปซ่อนไว้ท้ายๆ ต้องผ่านหลายด่านกว่าจะเจอก็เลยชวนกรี๊ดมากกว่า แล้วสไตรค์ฟรีด้อมนี่ก็ไม่มีโชว์อะไรให้ดูด้วย แต่เข้าไปนั่งในค็อกพิทได้นะ

ข้างๆ ฟรีด้อมมีคิระด้วย

ส่วนข้างๆ คิระเป็นป้ายบอกประวัติความเป็นมาของอนิเมะกันดั้มจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

ในส่วนฮอลล์ใหญ่จะมีแค่นี้แหละ จริงๆ มีโดมสำหรับฉายหนังสั้นๆ ให้ดูด้วย แต่เราไม่ได้เข้าไปดู รู้สึกทำตัวไม่ค่อยคุ้มค่าเข้าเลย 555555555555 แต่เราแค่อยากมาดูให้รู้ว่าเป็นไงก่อนมันปิด และไม่มีที่เที่ยวที่อื่นที่นึกออก (อยากไปดิสนีย์ซีอยู่หรอกนะ แต่ไปคนเดียวมันเศร้าเกิน ค่าเข้าก็โคตรแพง) ในแง่การมาดูให้รู้ว่าเป็นไงก็ถือว่าคุ้มแล้วแหละมั้ง

เดินออกจากโซนนี้จะเจอ Gunpla Labo กับ Gunpla Factory สำหรับให้ทดลองเล่นต่อกันพลาได้ ซึ่งเราเดินผ่านโซนนี้ไปอย่างเย็นชาจนไม่รู้ว่าพนักงานที่สบตาเราแวบหนึ่งจะรู้สึกเสียเซลฟ์หรือไม่ แต่ขอโทษจริงๆ วันนี้ไม่ได้ตั้งใจจะมาหัดต่อกันพลา บัยยยยย

ตรงทางออกที่เชื่อมกับร้านมีป้ายนึงน่าสนใจมาก!! ป้ายที่ว่าคือป้ายรวมลายเซ็นนักพากย์กันดั้มภาคต่างๆ เรายืนดูป้ายนี้อยู่นานมาก ไล่หาลายเซ็นนักพากย์ที่ชอบก็สนุกแล้ว (นี่คือหนึ่งในการพยายามทำตัวให้คุ้มค่าเข้า แต่จริงๆ แล้วโซนนี้เป็นโซนที่ไม่ต้องเสียตังค์ก็เข้าได้เพราะมันอยู่ในส่วนร้านค้า)

ขำที่ลายเซ็นมิโดรินน่ารักมาก ขัดกับชื่อฮีโร่ที่เขียนอยู่ข้างๆ เหลือเกิน 555555555555

โซนร้านค้ามีนิทรรศการเล็กๆ อยู่มุมนึง เป็นนิทรรศการเกมกันดั้ม รวบรวมเกมกันดั้มกับเครื่องเกมต่างๆ ในช่วงสามสิบปีที่ผ่านมาเอาไว้ ชอบมุมนี้มาก เดินดูเครื่องเกมก็สนุกแล้ว มีเครื่องเกมที่เคยอ่านเจอในนิยายแต่ไม่เคยเห็นของจริงอย่างเวอร์ชวลบอยด้วย!

ออกจากตรงนี้ก็เดินดูร้านค้า แน่นอนว่าสินค้าส่วนใหญ่เป็นกันพลา

ที่นี่มีกันพลาเยอะมาก และแพงมากเช่นกัน จากการเข้าร้านโมเดลอย่างบ้าคลั่งตลอดเดือนมีนาคม (ไม่ได้ตามหาโมเดลหรอกนะ หา Orphanchu ต่างหาก) ทำให้ตกใจกับราคากันพลาที่นี่มาก บางรุ่นร้านอื่นขายพันเยน ที่นี่ขายพันห้า เห็นนักท่องเที่ยวจีนหิ้วกันพลาสามสี่กล่องไปแคชเชียร์แล้วอยากวิ่งเข้าไปบอกว่า ม่ายยยยย ไปซื้อโยโดบาชิถูกกว่าาาาาาาา แต่กลัวพนักงานปรี่เข้ามาตบกะโหลก ก็เลยได้แต่ยืนมองนักท่องเที่ยวจีนจ่ายเงินอยู่เงียบๆ โดยไม่เอ่ยคำใด ได้แต่หวังว่านักท่องเที่ยวจีนคนนั้นจะไม่เดินเข้าร้านโมเดลร้านอื่นให้เจ็บช้ำใจก็แล้วกัน

นอกจากโมเดลก็มีสินค้าอื่นๆ ด้วย หลายๆ อย่างเหมือนที่ขายในกันดั้มคาเฟ่นั่นแหละ ของพวกนี้จะราคาเท่าๆ กับในกันดั้มคาเฟ่เพราะเป็นร้านออฟฟิเชียลเหมือนกัน แต่บางอย่างที่มีขายที่โยโดบาชิ (อย่างเช่นเพลทคาแรคเตอร์) โยโดบาชิจะถูกกว่าเยอะ

ที่จริงในร้านมีสินค้าของกันดั้มหลายภาค แต่ช่วงนี้ติ่งออร์แฟนส์เลยถ่ายรูปมาแต่ของออร์แฟนส์ 55555555555 ของภาคเก่าๆ สินค้าไม่เยอะเท่าภาคใหม่ด้วยแหละ สินค้ากันดั้มนี่หายากหาเย็นไม่เว้นแม้แต่ในร้านค้าออฟฟิเชียลเลย ฮือ (T_T)

ในร้านมีกันพลาที่ต่อเสร็จแล้วเป็นตัวอย่างให้ดูด้วย มีของออร์แฟนส์หลายตัวเลย!

เดินถัดออกมาจากโซนร้านโมเดลและของจุกจิกต่างๆ จะเจออีกร้านนึงชื่อร้าน STRICT-G ร้านนี้เน้นขายพวกเสื้อผ้า, แอคเซสเซอรี่ต่างๆ ซึ่งสินค้าจะหน้าตาดูดีมีระดับกว่าร้านเมื่อกี้นิดนึง และราคาแพงระยับกว่ากันมาก

สินค้าส่วนใหญ่ดูทำมาให้ผู้ชายใส่มากกว่า เราเลยไม่ได้ซื้ออะไรสักอย่าง แม้ว่าที่จริงก็นิยมชมชอบปาร์ก้ากาลาฮอร์นอยู่เหมือนกัน แต่เผอิญไม่มีตังค์แล้วอะ ฮือ (TωT)

ร้านนี้สาขากันดั้มฟรอนท์ปิดไปแล้ว แต่มีสาขาใหม่เพิ่งเปิดที่โตเกียวสกายทรี ตอนแรกกะว่าถ้ามีเวลาว่างเหลือๆ ก็อยากไปสาขาสกายทรีด้วย แต่พอมาสาขานี้แล้วก็ขี้เกียจ ไปสาขานั้นสินค้าคงไม่ต่างกันเท่าไหร่ แค่อยากไปสักการะป้ายวีดาร์ที่มีลายเซ็นมัตสึคาเสะซังเฉยๆ รู้สึกไม่คุ้มที่จะเสียเงินเสียเวลาถ่อไป (นี่ถ้าเป็นป้ายกาเอลิโอกับน้องไอน์คงพุ่งไปแล้ว มีความลำเอียงแบบงงๆ)

หน้าร้าน STRICT-G มีป้ายใหญ่เบ้อเริ่มติดข้อความที่แฟนๆ เขียนให้กันดั้ม ไปยืนดูแล้วเจออะไรตลกๆ เยอะมาก มีคนเขียนถึงออร์แฟนส์เยอะแยะเลยด้วย (^∀^)

เดินถัดมาอีกนิดก็ถึงทางออกซึ่งเป็นทางเดียวกับทางเข้า แต่ตรงทางออกยังมีอีกห้องให้ดู เป็นโซนที่ไม่ต้องเสียตังค์ก็ดูได้ คือห้องรวมกันพลาทุกรุ่นทุกแบบ (มั้ง คิดว่าน่าจะรวมไว้ครบนะ?) 

ตรงหน้าห้องมีป้ายออร์แฟนส์กับทีวีที่ฉายพีวีให้ดูอยู่ด้วย ไปยืนดูอยู่พักนึงรอให้บนจอฉายภาพกาเอลิโอ แต่ไม่เห็นฉายซะที ขี้เกียจรอเลยถ่ายๆ มิกะมาแทนก็ได้

ส่วนห้องโชว์กันพลานี่ถ้าใครชอบกันพลาต้องกรี๊ดเยอะมาก มันเยอะแยะไปหมด ขนาดเราซึ่งดูกันดั้มเพราะผู้ชายโดยไม่สนใจหุ่นยนต์ยังใช้เวลาอยู่ในห้องนี้นานมากๆ

อนึ่ง ประทับใจตัวนี้สุดแล้ว

คิมาริสสายย่อ 55555555555555555555 ใครจัดท่าให้คะะะะะะ เฟี้ยวมาก!! ตื๊ดมาก!!

เดินกันดั้มฟรอนท์จนพอใจแล้วก็ลงมากันดั้มคาเฟ่ด้านนอก กันดั้มคาเฟ่สาขานี้อยู่แถวๆ ตรงที่เคยมีกันดั้มของอามุโร่นั่นแหละ พอเดินออกประตูห้างมาก็เจอกันดั้มของอามุโร่เหลืออยู่ในสภาพนี้…….

หน้าตาเหมือนตัวอะไรสักอย่างที่ขายาวๆ ในสตาร์วอร์สมากกว่ากันดั้มนะเนี่ย….. แต่ไม่เป็นไรเพราะเมื่อก่อนเคยมาดูแล้วหลายรอบ ได้ข่าวว่าเดี๋ยวจะเอายูนิคอร์นมาตั้งแทน ไว้ถึงตอนนั้นจะมาสักการะใหม่นะ

ส่วนกันดั้มคาเฟ่สาขานี้ เล็กยังไงก็เล็กอย่างงั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลง 555555555 ข้างในมีเคาน์เตอร์ขายอาหารแต่ไม่มีโต๊ะให้นั่ง เป็นกันดั้มคาเฟ่สาขาที่เศร้าที่สุดเท่าที่เคยเข้ามา ข้อดีคือมีของขายเยอะกว่าสาขาอากิฮาบาระ แต่เทียบกับสาขาโอซาก้าแล้วจิ๊บจ๊อยมาก

ออกจากกันดั้มคาเฟ่แล้วก็ไปเข้ากันดั้มคาเฟ่ต่อ (เอ๊ะ?) คือออกจากโอไดบะแล้วรู้สึกเคว้งคว้างไม่มีอะไรทำ เหลือเวลาอีกมากมายกว่าจะถึงเวลานัดกับเพื่อนตอนค่ำๆ ก็เลยไปแวะเดินเล่นอากิฮาบาระซะหน่อย

กันดั้มคาเฟ่สาขาอากิฮาบาระนี่เป็นสาขาที่เราเข้าบ่อยสุดแล้ว เข้าไปแบบไม่ตื่นเต้นใดๆ ทั้งสิ้นทั้งปวง คราวนี้ก็ไปแวะนั่งกินข้าวอย่างปกติธรรมดา สั่งเมนูของกันดั้มวิงมากินกับกาแฟมิกะสึกิ

เมนูกันดั้มวิงที่สั่งมาอร่อยมากกกกกกกกกกกกกก แสงพุ่งออกจากปาก ชวิ้งงงงงงงงงง เมนูนี้ชื่อว่า Meteor Grill (เมนูร้านนี้ล้วนชื่อน่าอายจนเวลาสั่งต้องจิ้มๆ แล้วบอกว่าเอาอันนี้ค่ะ) ตอนแรกดูหน้าตานึกว่าเนื้อ ปรากฏว่าจริงๆ แล้วมันคือหมูอิเบริโกะซึ่งนุ่มมากกกกกกกกกก แทบละลายในปาก สุดยอดที่สุดตั้งแต่กินอาหารในกันดั้มคาเฟ่มา ไม่คิดว่ามันจะอร่อยขนาดนี้ แต่ปริมาณน้อยจนกินแค่นี้ไม่อิ่ม เราเลยสั่งขนมปังฝรั่งเศสมาเพิ่ม นี่ถ้ามีให้เลือกข้าวหรือขนมปังในเมนูด้วยเลยจะเพอร์เฟคต์มาก

ช่วงนั้นในร้านมีเทศกาล Orphanchu ด้วย ในร้านเลยวางแซมเปิ้ล Orphanchu เซ็ตแรกเอาไว้ กับแปะภาพร่างต่างๆ รอบร้าน อยากเดินดูให้ทั่วแต่ร้านมันแคบจนเกรงใจลูกค้าคนอื่นๆ สุดท้ายเลยได้แต่ดูดิสเพลย์หน้าร้านกับภาพร่างที่อยู่ใกล้ๆ โต๊ะตัวเอง ฮือ

  

ยิ่งดูก็ยิ่งอยากได้ ฮือออออออ ผลิตเซ็ตแรกมาเพิ่มทีเถอะได้โปรด ตอนนี้ได้เหมียวแมกกี้มาแล้ว แต่ยังขาดเหมียวกาเอลิโอกับหนูตะเภาไอน์คุง ถ้าผลิตเซ็ตแรกออกมาอีกยอมซื้อยกบ็อกซ์เลยเอ้า!!

สรุปแล้ววันนี้เป็นหนึ่งวันในโตเกียวที่สุดจะกันดั้ม 55555555555 จริงๆ แล้วไปแวะสถานีคกไซเทนจิโจเพื่อสักการะป้ายที่เรียงติดกันตรงบันไดมาด้วย คิดถูกมากที่แวะไปก่อนเพราะแทบไม่มีคนเลย ถ้าไปวันรุ่งขึ้นที่มีงาน Anime Japan คงเดินถ่ายรูปริมบันไดชิลๆ ไม่ได้แหงๆ

แอนี่เวย์ จุดประสงค์ที่แท้จริงของการแวะสถานีนี้ไม่ใช่กันดั้มหรอก

………แต่เป็นสตามิวต่างหาก 555555555555

เดินขึ้นๆ ลงๆ บันไดเลื่อนตรงนี้อยู่หลายรอบเพื่อถ่ายรูปเด็กๆ จนกว่าจะพอใจ ถ้ามีคนเห็นเราผ่านกล้องวงจรปิดต้องคิดว่าเป็นบุคคลน่าสงสัยแหงๆ เลย 555555555555

เป็นอันว่าทริปโตเกียวรอบนี้วนเวียนอยู่แต่แถวๆ โอไดบะ ได้แว้บไปช็อปแถวอากิบะกับอิเคะบุคุโระแค่แป๊บเดียว วันรุ่งขึ้นก็อยู่โตเกียวบิ๊กไซท์ทั้งวัน แต่เป็นทริปที่ได้ติ่งสนุกสนานสะใจดีมาก! เย้ \(^o^)/