ดอกบ๊วย & เทศกาลโคม ณ เกียวโต

ช่วงนี้ที่ญี่ปุ่นเข้าฤดูใบไม้ผลิแล้ว เมื่อพูดถึงฤดูใบไม้ผลิของญี่ปุ่น สิ่งแรกๆ ที่นึกถึงย่อมเป็นซากุระ แต่! ก่อนซากุระบานยังมีดอกไม้ชนิดนึงที่บานก่อน แถมบานนานกว่าด้วย ซึ่งก็คือ ดอกบ๊วยนั่นเอง!

ช่วงต้นเดือนเราไปดูดอกบ๊วยที่ปราสาทโอซาก้ามาแล้วรอบนึง เป็นจุดชมบ๊วยยอดฮิตของแถบคันไซเลย แต่เมื่อวันก่อนพ่อแม่มาเที่ยวเลยอยากพาไปสถานที่แปลกใหม่หน่อย มีคนแนะนำมาว่าให้ไปดูที่ศาลเจ้าคิตาโนะเท็นมังงู (北野天満宮) หรือไม่ก็ศาลเจ้าโจนันงู (城南宮) เราเลยตัดสินใจว่างั้นไปโจนันงูก็แล้วกันเพราะไม่เคยไป

การเดินทางไปโจนันงูไปได้ทั้งบัสและรถไฟ เรานั่งรถไฟไปลงสถานีทาเคดะ พอลงจากสถานีก็เจอป้ายชี้ทางบอกว่าจากตรงนั้นเดินไปโจนันงูใช้เวลา 19 นาที ฟังดูเหมือนจะไม่เยอะแต่ 19 นาทีของคนญี่ปุ่นนี่มันก็แอบไกลอยู่เหมือนกัน OTL

พอเดินพ้นจากสถานีมาสักพักก็ไม่มีป้ายบอกทางใดๆ อีก หลังจากเดินมึนๆ งงๆ อยู่พักนึง ในที่สุดก็ถึงศาลเจ้าโจนันงูโดยสวัสดิภาพ

แถวๆ ทางเดินมาศาลเจ้าแทบไม่มีคนเลย แต่พอมาถึงหน้าศาลเจ้าแล้วตกใจมาก คนมาจากไหนกันเยอะแยะไม่รู้ คนอื่นเขาคงนั่งรถบัสมากัน ไม่มีใครบ้าพลังเดินมาจากสถานีเพราะมันไกล จริงๆ มันมีบัสจากสถานีมาถึงแถวๆ หน้าศาลเจ้าเลยด้วย แต่เดินเล่นแถวนั้นก็มีวัดวาอื่นๆ ให้ชมเล่นๆ ถือซะว่าเดินเพลินๆ ดีเหมือนกัน

เดินเข้าโจนันงูไปนิดนึงก็เจอดอกบานบ๊วยสะพรั่งสวยงาม พร้อมด้วยผู้คนมากมายรุมถ่ายรูปดอกบ๊วยอยู่ นอกจากจะได้สนุกกับการดูดอกบ๊วยแล้วยังได้สนุกกับการดูกล้องรุ่นต่างๆ ด้วย 55555555

แต่ดอกบ๊วยตรงนี้เป็นเพียงออเดิร์ฟเท่านั้น ไฮไลท์ของที่นี่อยู่ที่ดอกบ๊วยในสวน ซึ่งการจะเข้าไปชมนั้นต้องเสียค่าเข้าชมคนละหกร้อยเยน

ความพิเศษของสวนบ๊วยที่นี่คือเป็นบ๊วยพันธุ์กิ่งย้อยที่เรียกว่า 枝垂れ梅 ลักษณะของกิ่งก็ตามชื่อเลย คือเป็นกิ่งแบบห้อยย้อยลงมา ต่างจากบ๊วยพันธุ์อื่นๆ ที่เป็นแบบกิ่งชี้ขึ้นฟ้า

ว่าแล้วก็เดินตามป้ายเข้าศาลเจ้าไปเลย เย้!

ตรงด้านหน้าทางเข้าสวนมีต้นบ๊วยกิ่งย้อยสีชมพูบานสะพรั่งอยู่หนึ่งต้น เสมือนเป็นแซมเปิ้ลให้ตัดสินใจก่อนจ่ายเงินเข้าสวน

พอจ่ายเงินกับคุณมิโกะก็จะได้ตั๋วมาหนึ่งใบ หลังจากนั้นก็มีใบปลิวคำอธิบายเกี่ยวกับศาลเจ้าและสวนให้หยิบตามอัธยาศัย ใบปลิวมีแต่ภาษาญี่ปุ่น ไม่มีภาษาอื่นให้หยิบเด้อ

และเมื่อเข้ามาในสวนก็จะพบกับ…… ผู้คนมหาศาลอีกเช่นกัน สมเป็นสถานที่ชมดอกบ๊วยยอดฮิตของเกียวโต

แต่ถึงจะมีผู้คนมากมายก็ไม่ต้องท้อแท้ ในสวนมีมุมที่กั้นไว้ไม่ให้คนเข้าเยอะแยะ ใช่ว่าทุกคนจะแตกฮือเข้าไปรุมดอกบ๊วยได้ตามใจชอบ และคนก็ไม่ได้เยอะถึงขั้นเบียดเสียดอะไรนักหนา ดังนั้นการเดินเล่นชมดอกบ๊วยและถ่ายรูปในสวนก็สนุกสนานดีอยู่ แม้จะคับคั่งไปด้วยผู้คนก็ตาม

ระหว่างเดินชมดอกบ๊วยก็จะได้กลิ่นหอมของบ๊วยด้วย เดินไปเดินมาก็จะเริ่มอยากกินเหล้าบ๊วยขึ้นมา 555555555555

นอกจากดอกบ๊วยแล้วที่นี่ยังมีดอกสึบากิบานช่วงนี้ด้วย มุมถ่ายรูปยอดฮิตคือมุมที่มองเห็นดอกสึบากิสีแดงร่วงอยู่บนพื้นที่ปกคลุมด้วยมอสส์สีเขียว โดยมีแบ็กกราวด์เป็นต้นบ๊วยออกดอกสะพรั่งเรียงราย แต่มุมนั้นคนรุมถ่ายกันเยอะมากกกกก เราขี้เกียจเบียดเสียดเข้าไป เลยถ่ายมาแต่รูปดอกสึบากิบนพื้นมอสส์อย่างเดียวพอเป็นพิธี

เดินเลยโซนสวนบ๊วยมายังมีพื้นที่สวนอีกกว้างใหญ่ไพศาลให้เดินต่อ สวนที่นี่แบ่งเป็นยุคๆ มีทั้งสวนเฮอัน สวนโมโมยามะ สวนมุโรมาจิ แต่ละโซนก็จะจัดวางคนละสไตล์ เดินทีเดียวได้ดูสวนหลากหลายสไตล์เลย ก็คุ้มหกร้อยเยนดีนะ

นอกโซนสวนบ๊วยก็ยังมีต้นบ๊วยอีกประปราย แต่ไม่ใช่พันธุ์กิ่งย้อยละ

ชมสวนที่นี่เสร็จก็นั่งรถบัสไปสถานีเกียวโต หาข้าวกินนิดหน่อย แล้วค่อยนั่งรถบัสไปแถวๆ ทางขึ้นวัดคิโยมิสุต่อ เป้าหมายต่อจากดอกบ๊วยคือเทศกาลโคมที่มีชื่อว่า ฮิกาชิยามะฮานะโทโระ (東山花灯路) เป็นเทศกาลที่ทางเกียวโตจะเอาโคมมาตั้งวางเรียงรายริมถนนย่านเมืองเก่า มีการเปิดไฟไลท์อัพวัดวาและสวนต่างๆ ในย่านที่จัดงานด้วย

ตอนไปถึงวัดคิโยมิสุฟ้ายังสว่างจ้าอยู่เลย

ระหว่างรอฟ้ามืดเลยเดินเล่นไปตามเส้นทางที่จัดเทศกาลนั่นแหละ เทศกาลนี้กินพื้นที่กว้างมากกกกกกก ไม่ต้องกลัวเลยว่าเดินแป๊บเดียวจะหมด เราเดินอยู่สองชั่วโมงกว่าๆ ยังเดินได้ประมาณ 2/3 ของเส้นทางทั้งหมดเอง (สปีดในการเดินประมาณหอยทากโดนเหยียบ คือแวะถ่ายรูปทุกหนึ่งเมตร)

ตอนเดินลงมาตามเนินคิโยมิสุที่เป็นทางขึ้นวัดเจอคนแต่งกิโมโนเยอะมากกกกกก เกียวโตเป็นเมืองที่มีคนเช่ากิโมโนมาใส่เดินกันเป็นปกติอยู่แล้ว แต่วันนี้รู้สึกว่าเจอเยอะกว่าปกติ แทบจะเรียกได้ว่ามีคนแต่งกิโมโนเยอะกว่าคนไม่แต่งด้วยซ้ำ เจอทั้งญี่ปุ่นไทยจีนแขกฝรั่งแต่งกิโมโน คงเพราะเป็นช่วงเทศกาลด้วยแหละคนเลยแต่งกิโมโนกันหนาตา

พอเดินไปตามเส้นทางที่จัดเทศกาลก็จะเจอโคมแบบต่างๆ ตั้งเรียงรายไปตลอดทาง

ย่านที่จัดเทศกาลนี่เป็นโซนที่เราไม่เคยมาเดินเลยทั้งๆ ที่มาเกียวโตตั้งไม่รู้กี่หนแล้ว (ปกติเดินแต่อนิเมท และอนิเมทคาเฟ่ 55555555555) นอกจากดูโคมแล้วยังตื่นตาตื่นใจกับร้านค้ามากมาย ชอบที่ไม่ว่าจะเป็นร้านอะไรใดๆ ก็ตาม การตกแต่งจะเป็นสไตล์ญี่ปุ่นหมดเลย ไม่เว้นแม้แต่ร้านเฮลโหลคิตตี้หรือร้านจิบลิ

ยิ่งฟ้าเริ่มมืดบรรยากาศจะยิ่งสวยขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งถ้าเป็นมุมที่มีแต่คนแต่งกิโมโนเดินนะ โอ๊ย เหมือนทะลุมิติไปอยู่ยุคไหนสักยุคนึง บรรยากาศขลังมากกกกกกกกกกก







อันที่จริงในเทศกาลนี้มีงานแห่เจ้าสาวจิ้งจอก (狐の嫁入り) ด้วย มีวันละสองรอบคือตอนทุ่มนึงกับสองทุ่ม แต่เราขี้เกียจรอเวลาเลยไม่ได้ดู แป่วววว

เราเดินไปถึงแค่ตรงศาลเจ้ายาซากะ ซึ่งจริงๆ มันมีทางให้ไปต่อได้อีกหน่อย แต่เดินแค่นี้ก็เหนื่อยละ คือเหนื่อยมาตั้งแต่ตอนปีนขึ้นไปวัดคิโยมิสุละ 55555555

พอได้มาเดินเทศกาลนี้แล้วประทับใจเกียวโตมากขึ้นอีกมากกกกก เหมือนได้เห็นเสน่ห์ของเกียวโตในมุมที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ปกติเราเฉยๆ กับเทศกาลแนวไลท์อัพสไตล์นี้ ไม่กระตือรือร้นที่จะไปดูเพราะรู้สึกว่า ก็แค่เปิดไฟป้ะ… รอบนี้ที่ไปดูเพราะแม่อยากดู แต่พอได้ไปเห็นของจริงแล้วพบว่ามันสวยมาก ฮือออออออ เข้าใจแล้วว่าทำไมเกียวโตมีเทศกาลแนวเปิดไฟใส่สถานที่ต่างๆ เยอะมาก ถ้ามีโอกาสจะลองไปอีเวนท์ไลท์อัพแบบอื่นๆ บ้าง!

และแล้วการชมดอกบ๊วยและเทศกาลโคมในเกียวโตก็จบลงด้วยความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า เดินทั้งวันแถมยังเดินขึ้นลงเนินอีกเยอะแยะมากมาย คร่อกกกกก แต่ในแง่ความประทับใจถือว่าคุ้มนะ

หลังจากนั้นวันต่อมาก็พาพ่อแม่ไปชมดอกบ๊วยที่ปราสาทโอซาก้าอีก ที่นี่ดีตรงที่ชมฟรีไม่มีการเก็บตังค์ใดๆ รอบที่แล้วเราไปตอนเที่ยง แต่รอบนี้ไปตอนเย็นๆ พระอาทิตย์จวนเจียนจะตกดิน เป็นช่วงที่แสงสีส้มส่องกระทบกลีบดอกบ๊วย สวยไปอีกแบบ (≧ω≦)


ปีนี้รู้สึกว่าได้ดูดอกบ๊วยจนอิ่มไปอีกนาน 555555555 แต่เดี๋ยวซากุระบานก็ต้องไปหาที่ดูอีกอยู่ดี….

Advertisements

Shining Masterpiece Show「The Forest of Lycoris」

โปรเจคต์ Shining Masterpiece Show ของอุตะปุริออกมาครบสามแผ่นแล้ว! ขอลัดคิวมากรี๊ดแผ่นสุดท้ายก่อน เพราะแผ่นนี้พีคมากจริง ต้องรีบเขียนตอนที่ยังอินอยู่ 5555555

แผ่นสุดท้ายในโปรเจคต์นี้ใช้ชื่อว่า リコリスの森 (The Forest of Lycoris) เป็นการหยิบเอานิทานเรื่องหนูน้อยหมวกแดงมาดัดแปลงใหม่จนแทบไม่เหลือเค้าเดิม ชื่อเรื่องก็ไม่มีอะไรบ่งบอกเลยว่าเป็นเรื่องราวของหนูน้อยหมวกแดง

แม้ว่าจะไม่ได้ชื่นชอบหนูน้อยหมวกแดงเป็นพิเศษ แต่แผ่นนี้ก็เป็นแผ่นที่เราตั้งตารอมากที่สุด เพราะโทคิยะ&โอโตยะอยู่แผ่นนี้ด้วยกันจ้าาา *จุดพลุปุ้งปั้ง*

นักแสดงหลักในแผ่นนี้ประกอบด้วย

อิตโตกิ โอโตยะ รับบทเป็น บลัด (หนูน้อยหมวกแดง)
อิจิโนะเสะ โทคิยะ รับบทเป็น แรนดอล์ฟ (หมาป่า)
จินกูจิ เร็น รับบทเป็น วิคเตอร์ (นายพราน)
ไอจิมะ เซซิล รับบทเป็น แบล็กฮู้ด

ส่วนนักแสดงสมทบต่างๆ ได้แก่

โคโตบุกิ เรย์จิ รับบท เกรแฮม (พี่ชายของบลัด)
ฮิจิริคาวะ มาซาโตะ รับบท อัลวิน (ญาติของบลัด)
คุโรซากิ รันมารุ รับบท ท็อดด์ (นักทวงหนี้)
มิคาเสะ ไอ รับบท เมอร์ลิน (เพื่อนแรนดอล์ฟ)
ชิโนมิยะ นัตสึกิ รับบท เบอร์นาร์ด (พรรคพวกของท็อดด์)
คุรุสุ โช รับบท เด็กหนุ่มในหมู่บ้าน
คามิว รับบท ผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน

เห็นรายชื่อตัวละครถึงกับมึนงงว่าทำไมมีตัวละครเยอะแยะ หนูน้อยหมวกแดงมันไม่ได้มีแค่หนูน้อย คุณยาย หมาป่า แล้วก็นายพรานหรอกเรอะ!? ครั้นเมื่อออฟฟิเชียลเปิดเผยเรื่องย่อและคำโปรยก็ยิ่ง หืมมมมมม?? นี่มันใช่หนูน้อยหมวกแดงแน่เหรออออ??? เห็นคีย์เวิร์ดแต่ละคำแล้วจะเป็นลม ทั้ง “บาป” “ความฝันต้องห้าม” “โศกนาฏกรรมอันโหดร้าย” อื้อหืออออออออ ไม่เคยเห็นอุตะปุริดาร์คขนาดนี้มาก่อน เล่นปาคำว่าโศกนาฏกรรมใส่หน้าขนาดนี้ ก่อนฟังเลยคาดหวังไว้เยอะมากว่ามันต้องดาร์คสุดๆ แถมเจอคำโปรยที่ว่า “เหตุใดมนุษย์ยิ่งถูกห้ามกลับยิ่งโหยหา” “ทั้งสองไม่ควรพบพานกันเด็ดขาด” ยิ่งได้กลิ่นบีแอลหึ่งไปหมด ก่อนแผ่นนี้ออกเราเลยเรียกเล่นๆ ว่าเป็นฟิควายจากออฟฟิเชียล ฮาาาาา

แต่ก่อนจะกรีดร้องสตอรี่ มาขายของรีวิวแพคเกจกันก่อน เวอร์ชั่นลิมิเต็ดประกอบด้วยกล่องด้านนอก กล่องซีดี และหนังสือ เช่นเดียวกันกับ Lost Alice



อาร์ตเวิร์กฝีมือคุราฮานะเซนเซก็งามล้ำอีกแล้ว ฮือออออออ ตอนออฟฟิเชียลลงรูปครั้งแรกแทบสลบ อิจิโนะเสะซังเปลี่ยนลุค! ติดหูหมา! ตาสองสี! มีแผลเป็น! โอโตยะในลุคหนูน้อยหมวกแดงก็สุดคิวท์ (≧д≦)(≧д≦)(≧д≦)

ด้านในกล่องซีดีประกอบด้วยแผ่นซีดี ที่คั่นหนังสือ แผ่นเนื้อเพลง และแผ่นโฆษณานิทรรศการ

ชอบซีดีแผ่นนี้ สวยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก

แทร็คในซีดีแผ่นนี้ประกอบด้วย

● เพลง リコリスの森
● แทร็ดดราม่า Shining Masterpiece Show「リコリスの森」 chapter 01
● แทร็ดดราม่า Shining Masterpiece Show「リコリスの森」 chapter 02
● เพลง リコリスの森 (off vocal)

แทร็คดราม่ารวมกันยาวประมาณ 64 นาที แต่เวลาฟังจริงๆ รู้สึกยาวนานเหมือนแปดชั่วโมง เป็นซีดีที่ฟังแล้วเหนื่อยมาก…. /เหม่อ

ส่วนที่คั่นหนังสือ ด้านหน้าเป็นหน้าตัวละคร ด้านหลังเป็นคำพูดของแต่ละคนอีกเช่นเคย

ทางด้านหนังสือก็ยังคงมาในรูปแบบหนังสือปกแข็งพิมพ์สี่สีสวยสดงดงาม เต็มไปด้วยภาพประกอบมากมาย

ความที่แผ่นนี้ออกมาเป็นแผ่นสุดท้ายเลยไม่ค่อยตื่นเต้นตกใจกับหนังสือละ 55555555 ตอนลอสท์อลิสกรี๊ดหนังสือมากกกกกกก พอมาถึงแผ่นนี้รู้สึกจดจ่อกับสตอรี่มากกว่าจะสนใจความอลังการของหนังสือ เป็นแผ่นที่เราคาดหวังกับสตอรี่ไว้มากที่สุดเลย

ว่าแล้วก็มาเมาท์สตอรี่ดีกว่า!

*มีสปอยล์*

อย่างที่บอกไปแล้วว่าหนูน้อยหมวกแดงฉบับนี้โดนดัดแปลงและแต่งเติมจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม จุดร่วมกับต้นฉบับที่พอนึกออกคือตัวเอกสวมฮู้ดแดง มีหมาป่า มีนายพราน เหมือนกันแค่นี้แหละ

เรื่องราวของหนูน้อยหมวกแดงฉบับไชนิ่งเอนเตอร์เทนเมนต์เกิดขึ้นในหมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งห้อมล้อมด้วยผืนป่าอันสวยงาม ตัวเอกของเรื่องมีชื่อว่า บลัด (=โอโตยะ) ซึ่งก็คือตัวละครหนูน้อยหมวกแดงนั่นแหละ แต่เวอร์ชั่นนี้กลายมาเป็นหนุ่มน้อยหมวกแดงแทน

บลัดเป็นเด็กร่าเริงสดใส เป็นที่รักของทุกคนในหมู่บ้าน ไม่เว้นแม้แต่วิคเตอร์ (=เร็น) นายพรานคนเก่งของหมู่บ้าน วิคเตอร์คนนี้เอ็นดูบลัดมากกกกกกก มากจนหมั่นไส้!! คำก็บลัด สองคำก็บลัด ไปล่าสัตว์ได้หนังจิ้งจอกเงินมาก็ยกให้บลัดเพราะกลัวน้องบลัดหนาว พอน้องบลัดบอกว่าไม่เอาแล้วยกให้คนอื่น วิคเตอร์ก็บอกว่าบลัดทำตัวไม่ตรงกับใจ แถมบอกให้น้องบลัดเรียกตัวเองว่า พี่วิคเตอร์ อีกต่างหาก โอ๊ยยยยยย พี่ไปเอาความมั่นใจนั้นมาจากไหนคะ!!!??? ขนาดน้องบลัดปฏิเสธทุกสิ่งอย่างยังกล้าอาสาออกตัวไปส่งน้องถึงบ้าน แหมมมมมมม ช่างเป็นบทที่เหมาะกับจินกูจิเร็นอะไรอย่างงี้!!!

สาเหตุที่น้องบลัดไม่ชอบวิคเตอร์นั้นเป็นเพราะวิคเตอร์ชอบพูดถึงเกรแฮม พี่ชายของบลัด (=เรย์จัง) ในทางที่ไม่ดี ทั้งๆ ที่บลัดรักพี่ชายมาก แต่วิคเตอร์ดันคุยโวว่า ฉันจะต้องเป็นพี่ชายที่ดีกว่าพี่แท้ๆ ของนายแน่นอน! ช่างกล้าาาาา แบบนี้จะไม่ให้น้องบลัดเหม็นขี้หน้าได้ไง

เราว่าความสัมพันธ์ของวิคเตอร์กับบลัดเหมือนแกสตองกับเบลล์จาก Beauty and the Beast เป๊ะเลย คนนึงเป็นลูกอีช่างตื๊อแถมมั่นหน้าแบบผิดๆ อีกคนก็ไม่สนใจไม่แยแสใดๆ แถมตอนหลังยังไปตกหลุมรักอสูรอีกต่างหาก แอร๊มมมม/////

ตัดภาพมาทางบ้านของบลัดตอนที่บลัดออกไปข้างนอกบ้าง ขณะที่เกรแฮมอยู่บ้านคนเดียว ท็อดด์ นักทวงหนี้ (=รันรัน) ก็บุกมาทวงหนี้ถึงบ้าน เราฟังฉากนี้แล้วหวีดเยอะมากกกกกก จะเป็นลมมมมมม คือท็อดด์เนี่ย ด้วยความที่เป็นนักทวงหนี้ก็เลยจะโหดๆ หน่อย ออกแนวยากูซ่า ส่วนเกรแฮมผู้ขี้โรคก็สุดจะอ่อนแอไร้ทางสู้ พอท็อดด์มาทวงหนี้เกรแฮมแบบใช้กำลังหน่อยๆ (ทั้งด่ารัวๆ ทั้งดึงเสื้อ ทั้งเตะแจกัน จะว่าไปแล้วก็ไม่หน่อย….) มันเลยออกแนวฟิฟตี้เฉดออฟท็อดด์เบาๆ ซึ่งด้วยความที่ชิปเรย์รันเลยตื่นเต้นกับฉากนี้มาก 5555555555

ในฉากทวงหนี้เราจะได้รู้ว่าพ่อของเกรแฮมกับบลัดออกจากบ้านไปเพื่อหาเงินมาใช้หนี้ แต่ท็อดด์บอกว่าพ่อไม่เห็นกลับมา สงสัยพ่อคงทิ้งสองพี่น้องไปแล้ว เกรแฮมพยายามอ้อนวอนขอให้ท็อดด์ช่วยรอจนกว่าพ่อจะกลับมา แต่ท็อดด์ไม่ยอมและบอกว่า ยังมีสิ่งที่ขายได้อยู่ไม่ใช่รึไง สิ่งที่ท็อดด์หมายถึงก็คือน้องบลัดนั่นเอง ตอนแรกเกรแฮมไม่ยอม เกรแฮมบอกว่าจะยอมทำทุกอย่าง แต่เกรแฮมสุขภาพไม่ดีเลยขายไม่ได้ ส่วนบลัดทั้งมีผมสีแดงสวย ทั้งแข็งแรงสมบูรณ์ดี ท็อดด์รับประกันว่าขายได้ราคางามแน่ๆ

เกรแฮมเว้าวอนว่าได้โปรดละเว้นน้องชายเพียงคนเดียวด้วยเถอะ ท็อดด์จึงช่วยเสริมว่า น้องชายที่เหลืออยู่คนเดียว ต่างหาก เพราะที่ผ่านมาน้องชายของเกรแฮมโดนขายใช้หนี้ไปหลายคนแล้วจนกระทั่งเหลือบลัดแค่คนเดียว แต่ที่ผ่านมาพ่อเป็นคนขาย เกรแฮมไม่เกี่ยว (…..แค่ฟังถึงตรงนี้ก็กุมขมับละ ทำไมเรื่องราวมันช่างมืดมนเหลือเกิน)

ท็อดด์กับเกรแฮมคุยกันไปคุยกันมา บลัดก็กลับมาบ้านพอดี ท็อดด์เลยทิ้งท้ายก่อนกลับไปว่าเกรแฮมไม่มีทางเลือก ส่วนน้องบลัดกลับมาถึงบ้านก็อวดพี่ชายว่าเก็บดอกลิโคริสมาฝากและทำแก้มป่องฟ้องว่าเมื่อกี้วิคเตอร์บอกว่าจะให้หนังสัตว์เพราะพี่ไม่มีปัญหาซื้อ (งุ้ยยย มีการกลับบ้านมาฟ้องพี่ด้วย นั่ลลั๊กกกกกกก) บลัดบอกว่าไม่ได้เกลียดวิคเตอร์หรอกนะ แต่เพราะวิคเตอร์ชอบพูดว่าพี่ก็เลยไม่ถูกโรคด้วยเท่าไหร่

คืนนั้นพอน้องบลัดเข้านอนแล้ว พี่เกรแฮมก็พึมพำกับตัวเองว่า นี่ฉันจะต้องทำบาปอีกแล้วหรือนี่ ระหว่างที่พี่เกรแฮมกำลังกลุ้ม เสียงลึกลับ (=เซชชี่) ก็ดังขึ้นในใจ บอกว่าการมีชีวิตคือการทำบาปซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดังนั้นไม่จำเป็นต้องกลุ้มใจหรอก พอพี่เกรแฮมบอกว่า นี่ฉันอยากปกป้องตัวเองถึงขนาดยอมแลกด้วยน้องชายคนสำคัญเชียวรึ!? เสียงลึกลับก็ตอบกลับมาอีกว่า ใครๆ ก็ให้ความสำคัญกับชีวิตตัวเองมากที่สุดทั้งนั้นแหละ พี่เกรแฮมโต้ตอบกับเสียงลึกลับในใจอีกหลายประโยคจนในที่สุดก็ได้ข้อสรุปว่า โอเค ขายน้องชายใช้หนี้ดีกว่า

ทางด้านท็อดด์ เสร็จงานแล้วก็กลับไปหาพรรคพวกซึ่งประกอบด้วยแรนดอล์ฟ (=อิจจี้) เมอร์ลิน (=ไอไอ) และเบอร์นาร์ด (=นัตจัง) แก๊งนี้เป็นสัตว์ที่อยู่ในร่างมนุษย์กันหมด แต่รู้แค่ท็อดด์เป็นครึ่งจิ้งจอก แรนดอล์ฟเป็นครึ่งหมาป่า ส่วนเมอร์ลินกับเบอร์นาร์ดเป็นตัวอะไรไม่มีบอกในเรื่อง ถ้าเดาจากชื่อ เบอร์นาร์ดคงเป็นหมี ส่วนเมอร์ลินเป็นเหยี่ยว มั้ง

ท็อดด์บอกพรรคพวกว่ามีงานใหญ่มาให้ทำ คือให้ลักพาตัวเด็กไปขาย แต่เมอร์ลินบอกว่าไม่ชอบงานแบบนี้เพราะทำแล้วรู้สึกแย่ เบอร์นาร์ดก็ไม่อยากทำเพราะงานลักพาตัวเด็กอ่อนแอมันน่าเบื่อเกินไป มีแค่แรนดอล์ฟที่ตอบนิ่งๆ หล่อๆ ว่าจะทำงานนี้

พอแรนดอล์ฟตกปากรับคำ ท็อดด์ก็อธิบายว่าให้ไปลักพาตัวเด็กที่สวมผ้าคลุมสีแดงนี่มาซะ ว่าแล้วก็ชูผ้าคลุมสีแดงสดราวกับสีของเลือดให้ดู และกำชับว่าห้ามให้เหยื่อเป็นแผลแม้แต่รอยเดียว

รับงานจากท็อดด์แล้ว แรนดอล์ฟ เมอร์ลิน เบอร์นาร์ดก็เดินกลับบ้าน แต่บ้านแรนดอล์ฟอยู่ห่างออกไปจากคนอื่น แรนดอล์ฟเลยปลีกตัวไปแบบหล่อๆ คูลๆ เมอร์ลินเลยไล่เบอร์นาร์ดกลับไปคนเดียวแล้ววิ่งตามแรนดอล์ฟไป เมอร์ลินถามแรนดอล์ฟว่าสติดีรึเปล่าที่รับงานนี้มา อีกฝ่ายเป็นแค่เด็กนะ? แรนดอล์ฟจึงตอบว่าตัวเองไม่คิดจะขัดขืนท็อดด์อยู่แล้ว เพราะขัดขืนไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา เมอร์ลินเห็นด้วย แต่ก็เป็นห่วงเพราะกลัวว่างานนี้จะไปสะกิดแผลใจในอดีตของแรนดอล์ฟเข้า เมอร์ลินบอกว่า ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์นั้นในอดีต แรนดอล์ฟเหมือนปล่อยตัวไปตามกระแสเวลาเฉยๆ …คือเมอร์ลินเป็นคนเดียวที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในอดีตของแรนดอล์ฟ แต่ไม่ยอมเล่า……. เล่ามาเถ๊อะะะะะะะะะะ

เราชอบบทพูดที่เมอร์ลินกับแรนดอล์ฟคุยกันตรงนี้มากเลยเพราะอธิบายคาแรกเตอร์แรนดอล์ฟได้ดีมาก แรนดอล์ฟบอกว่าตัวเองไม่ได้มีชีวิตอยู่เพราะอยากมีชีวิตอยู่ซะหน่อย ก็แค่มีคนช่วยชีวิตเอาไว้ นรกมันเลยยืดยาวต่อมาก็เท่านั้น เมอร์ลินเลยถามว่าถ้าอย่างนั้นชีวิตที่โดนทรมานเป็นทาสคนอื่นมันดีกว่างั้นเหรอ? ต้องโดนเฆี่ยนตีอยู่ในกรง เป็นมนุษย์หมาป่าตั้งโชว์ให้ใครต่อใครดูมันดีกว่าตอนนี้เหรอ? ซึ่งแรนดอล์ฟตอบแบบคูลๆ ว่า ตอนนี้แค่เปลี่ยนมาอยู่ในกรงที่มองไม่เห็น ต้องทำงานชั่วๆ ใช้หนี้ไปจนตายแบบนี้มันก็ไม่ต่างจากอยู่ในนรกหรอก

ตอนฟังแทร็คดราม่ารอบแรกเราไม่ได้คิดอะไรกับแรนดอล์ฟเมอร์ลินเป็นพิเศษ จนกระทั่งไอไอมาทวีตถึงสองคนนี้

ไอไอบอกว่าความสัมพันธ์ของเมอร์ลินกับแรนดอล์ฟลึกซึ้งเป็นพิเศษ เมอร์ลินเป็นคนที่รู้อดีตของแรนดอล์ฟ เป็นเพื่อนของแรนดอล์ฟ แต่ความรู้สึกของเมอร์ลินกลับสื่อไปไม่ถึงแรนดอล์ฟ

โอ้โหหหหหหหหหหหหห นี่มันรักข้างเดียวชัดๆ!!!!!

แต่เมอร์ลินดูหวังดีและอยากให้แรนดอล์ฟมีความสุขจริงๆ นะ เมอร์ลินบอกแรนดอล์ฟว่าให้หาความสุขของตัวเองบ้าง แต่แรนดอล์ฟบอกว่าตัวเองทำบาปมามากเกินไป เกินกว่าสมควรจะได้รับการช่วยเหลือใดๆ และความสุขมันก็เหมือนกับการคว้าดวงดาวบนฟ้านั่นแหละ

ตัดภาพกลับมาฝั่งบลัดอีกที พี่เกรแฮมจัดตะกร้าของกินเอาไว้และสั่งให้น้องบลัดเอาไปส่งให้กับอัลวิน (=มาสะ) ญาติที่อยู่ในป่าลึก เป็นตัวละครที่มาแทนที่คุณยายในต้นฉบับ อัลวินเป็นญาติทางฝั่งแม่ซึ่งเกรแฮมไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ เพราะอัลวินเป็นคนแปลกๆ คนในหมู่บ้านก็ไม่ชอบ ไม่มีใครดีกับอัลวินนอกจากน้องบลัด (คือน้องบลัดดีกับทุกคนยกเว้นวิคเตอร์ น่าสงสารเค้านะคะ 5555555555555555)

ก่อนส่งน้องบลัดออกจากบ้าน เกรแฮมขอดูหน้าน้องชัดๆ แล้วก็ร้องไห้ ท่าทางอาลัยอาวรณ์น้อง แต่ก็ยื่นผ้าคลุมสีแดงที่เตี๊ยมกับท็อดด์เอาไว้ให้น้องอยู่ดีและกำชับว่าห้ามถอดผ้าคลุมออกเป็นอันขาด สรุปว่าถึงจะรักน้องแค่ไหน เกรแฮมก็รักตัวเองมากกว่านะจ๊ะ

ตอนฟังรอบแรกเราไม่ชอบเกรแฮมเลย อารมณ์แบบ อ้าวอีพี่ ทำไมทำงี้!!?? แต่เกรแฮมดูเสียใจกับการตัดสินใจของตัวเองมากจริงๆ ไม่ใช่เสียใจภายหลังที่ทำลงไปนะ แต่เกรแฮมคือรู้ทั้งรู้ว่าถ้าขายน้องไปแล้วตัวเองจะรู้สึกแย่ รู้สึกผิดบาปไปตลอดชีวิต แต่เกรแฮมก็ยังทำเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอด มีฉากนึงเกรแฮมบอกว่าไม่ว่าจะต้องสังเวยด้วยอะไรก็ไม่อยากตาย ต่อให้ไม่มีใครเห็นความจำเป็นก็อยากมีชีวิตอยู่ แม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมถึงอยากทำขนาดนั้นเพื่อมีชีวิตอยู่ แต่ก็คิดว่าเป็นตัวละครที่น่าสนใจดี และนอกจากนั้น เราคิดว่าบทตัวละครที่เห็นแก่ตัวจนถึงขั้นสละคนอื่นเพื่อตัวเองนี่มันโหดร้ายกับเรย์จังมาก คิดไปคิดมาแล้วก็เริ่มสงสาร ฮืออออ ;___;

บลัดออกจากบ้านแล้วก็เดินกินลมชมวิวไปบ้านอัลวิน ระหว่างทางก็เจอกับบุคคลปริศนาสวมผ้าคลุมสีดำที่คล้ายกับผ้าคลุมแดงของตัวเองมาก ตัวละครนี้คือแบล็กฮู้ด (=เซชชี่) เป็นตัวละครที่ก่อให้เกิดการตีความหลายทฤษฎีมากที่สุดในเรื่องละ

แบล็กฮู้ดมาชวนบลัดไปเที่ยวเล่นตรงที่ดอกลิโคริสบานสะพรั่งในป่า บลัดไม่กล้าไปด้วยเพราะพี่ชายบอกว่าห้ามแวะไปไหน ต้องไปส่งของให้อัลวิน แบล็กฮู้ดเลยบอกว่าถ้าเด็ดดอกลิโคริสไปฝาก อัลวินต้องดีใจแน่ๆ น้องบลัดจึงยอมให้แบล็กฮู้ดจูงมือเข้าไปในป่า

น้องบลัดชอบดอกลิโคริสอยู่แล้ว พอไปเจอทุ่งดอกลิโคริสในป่าก็เลยเก็บดอกไม้เพลินจนฟ้ามืด แถมยังหลงทางอีกต่างหาก พอฝนซัดกระหน่ำลงมา แบล็กฮู้ดบอกให้น้องบลัดไปหลบฝนในถ้ำและให้ถอดผ้าคลุมออกเพราะเดี๋ยวจะเป็นหวัด น้องบลัดก็ถอดผ้าคลุมอย่างง่ายดาย ไม่ได้สนใจที่พี่ชายสั่งมาว่าห้ามถอดเล้ย 55555555555

เข้าไปในถ้ำแล้วจู่ๆ แบล็กฮู้ดก็หายไป ส่วนน้องบลัดเจอกองฟางปูอยู่ก็พุ่งเข้าไปนอนหน้าตาเฉย สักพักเจ้าของถ้ำก็กลับมา ซึ่งเจ้าของถ้ำจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก แรนดอล์ฟนั่นเองงงงงงง!! ลุ้นตั้งนานว่าเมื่อไหร่สองคนนี้จะเจอกันซะที ผ่านมาเกือบครึ่งเรื่องถึงจะได้เจอ

แรนดอล์ฟกลับมาเจอเด็กน้อยนอนหลับปุ๋ยอยู่บนที่นอนตัวเองก็ง้างเล็บเตรียมฆ่าทิ้งเพราะยอมให้ใครมารู้ที่อยู่ของตัวเองไม่ได้ แต่จังหวะนั้น บลัดละเมอออกมาว่า ขนมปังลูกเกดอร่อยจัง! ชอบน้ำราสเบอร์รี่ที่สุดเลย! ด้วยหน้าตามีความสุข แรนดอล์ฟเห็นเข้าก็เกิดเอ็นดูขึ้นมา ฆ่าน้องไม่ลง แหมมมมมมมมมมมมมมมมม

หลังจากนั้นพอตื่นมาเจอเจ้าของถ้ำ บลัดก็ขอโทษขอโพย บอกว่าหลงทางมา แรนดอล์ฟไม่ได้ว่าอะไร บลัดเลยขอบคุณและบอกว่าแรนดอล์ฟใจดีจัง

แรนดอล์ฟถามบลัดว่าเห็นแผลเป็นบนหน้าแล้วไม่กลัวบ้างรึไง น้องบลัดก็ตอบว่าไม่กลัวหรอก มองตาก็รู้แล้วว่าไม่น่ากลัว (แหนะะะะ มีมองตงมองตาาาา) ว่าแล้วน้องบลัดก็เขยิบเข้าใกล้แรนดอล์ฟยิ่งขึ้น (จย้าาาาาาาาา) ฝ่ายแรนดอล์ฟเห็นน้องบลัดฮัดชิ้วออกมาก็รีบหยิบผ้าห่มมาคลุมไหล่ให้เบาๆ (โอ๊ยยยยย อะไรยะ เมื่อกี้ยังจะฆ่าเค้าอยู่เลย เปลี่ยนใจว่องไวอะไรขนาดดดดดด)

บลัดรับผ้าห่มมาแล้วก็เป็นห่วง กลัวแรนดอล์ฟจะหนาว น้องเลยชวนแรนดอล์ฟมาอิงแอบแนบชิดแบ่งผ้าห่มกัน …….พาร์ทนี้คือบีแอลมากจริง เราไม่ได้ใส่ฟิลเตอร์ใดๆ 555555555555 แค่ฟังในซีดีก็บีแอลจะแย่แล้ว เจอบทบรรยายในหนังสืออีกแทบเลือดพุ่ง ฉากที่พิงกันนี่ในหนังสือบรรยายว่า “ความอบอุ่นของกันและกันส่งผ่านส่วนที่สัมผัสกันอยู่” อื้มมมม จย้าาาาาา สมเป็นฟิควายจากออฟฟิเชียล ส่วนไหนสัมผัสกันอยู่หราาาาาาา /ขวยเขิน

ขณะที่อิงแอบกันอยู่ น้องบลัดก็นึกขึ้นได้ว่ามีอาหารที่พี่ชายฝากไปให้อัลวินติดตัวมา ก็เลยบอกแรนดอล์ฟว่ามีขนมปังกับน้ำผลไม้อร่อยๆ แหละ! (เจอผู้ชายหล่อเข้าหน่อย ลืมญาติโกโหติกาเลยนะน้องบลัดคะะะะะะ) แรนดอล์ฟถามว่าขนมปังลูกเกดกับน้ำราสเบอร์รี่สินะ น้องบลัดก็ตกใจว่าทำไมรู้!? แรนดอล์ฟเลยหัวเราะ น้องบลัดเห็นแล้วก็บอกว่า ชอบหน้าแรนดอล์ฟตอนยิ้มจัง ยิ้มแล้วหน้าตาอ่อนโยนมากเลย (น้องบลัดทำไมขยันอ่อยเบอร์นี้!!!???)

แรนดอล์ฟบอกว่าบลัดเป็นคนที่สองที่พูดแบบนั้น แต่นั่นเป็นเรื่องในอดีตเมื่อนานมาแล้ว นานจนแทบลืม (อยู่ต่อหน้าน้องบลัดทำเป็นบอกว่าเกือบลืมอดีต แต่คุยกับเมอร์ลินบอกว่าไม่มีวันลืมลงหรอก แหมะะะะะะ เลือกปฏิบัติ!) ในเรื่องไม่ได้เล่าเรื่องอดีตแรนดอล์ฟละเอียดเท่าไหร่ รู้แต่ว่าเกี่ยวข้องกับคนสำคัญคนนึงของแรนดอล์ฟและแผลเป็นบนหน้าแรนดอล์ฟ สงสัยเขียนเนื้อเรื่องมาแบบเว้นช่องว่างให้แฟนๆ ไปมโนเอาเอง…

ฝ่ายน้องบลัดเห็นแรนดอล์ฟพูดถึงอดีตก็บ่นให้ฟังบ้างว่าพ่อออกจากบ้านไปแล้วไม่กลับมาอีกเลย สงสัยจะทิ้งพวกเราไปแล้วรึเปล่าก็ไม่รู้ จะพูดกับพี่เรื่องนี้ก็ไม่กล้า เพราะงั้นเรื่องนี้เป็นความลับของเราสองคนนะ โอ๊ยยยยย เนี่ยยยย มีความล้งความลับระหว่างเราสองไปอี๊กกกกกก

ยัง ยังไม่พอ อิงแอบกันแล้ว แชร์ความลับกันแล้ว พอฝนหยุด สองคนนี้ยังนั่งดูดาวด้วยกันต่อจ้าาาาา แหมมมม โรแม้นถีคคคคค แรนดอล์ฟบอกว่า พอดูดาวแล้วรู้สึกเหมือนตัวเองโดนโอบล้อมด้วยดวงดาวเลย เพราะตัวเองก็ชื่อโอไรออนเหมือนกลุ่มดาว น้องบลัดเลยชมว่า หูย ชื่อเท่จัง! พอแรนดอล์ฟบอกว่าแต่นั่นเป็นชื่อเก่าที่ทิ้งไปนานละ ตอนนี้ชื่อแรนดอล์ฟ น้องบลัดก็ชมอีกว่า ชื่อนี้ก็ดี!!! อื้มมมมมมมม เวลาคนตกหลุมรักก็จะมืดบอดประมาณนี้อะเนอะะะะะะะะ

ว่าแล้วน้องบลัดก็นึกได้ว่ายังไม่ได้แนะนำตัวเพราะมัวแต่คุยเพลิน น้องบลัดเลยขวยเขิน หันไปดูดาวต่อ แถมยังบอกว่าถ้าโตขึ้นจะคว้าดวงดาวมาให้แรนดอล์ฟด้วย เราชอบบทพูดตรงนี้ของบลัดเพราะมันเชื่อมโยงกับบทพูดของแรนดอล์ฟก่อนหน้านี้ที่บอกว่าความสุขมันเหมือนการคว้าดาวบนฟ้า ซึ่งแรนดอล์ฟมองว่าเป็นไปไม่ได้ พอน้องบลัดพูดขึ้นมาว่าจะคว้าดวงดาวมาให้แรนดอล์ฟมันเลยดีต่อใจเหลือเกินนนนนนน ฮือออออออ (;___;)

คุยไปคุยมาน้องบลัดก็ง่วงจนหลับไป แต่ก่อนหลับยังพูดงัวเงียสัญญาว่าถ้าคราวหน้าได้เจอกันอีกจะคุยกันอีกเยอะๆ เลย แล้วก็อยากออกไปดูโลกกว้างด้วยกันสองคน พูดจบก็นอนพิงแรนดอล์ฟแล้วหลับไป แต่แรนดอล์ฟบอกว่า เราคงไม่ได้เจอกันอีกแล้วแหละ (เอ๊าาาา น้องเค้าทอดสะพานซะไหม้เกรียมขนาดนี้แล้ว ทำไมล่ะแรนดอล์ฟ!!!!!)

หลังจากนั้น พอท็อดด์รู้ว่าแรนดอล์ฟลักพาตัวเหยื่อที่สวมผ้าคลุมสีแดงไม่สำเร็จ ท็อดด์ก็ด่าๆๆๆ แล้วก็อธิบายรายละเอียดของเหยื่อเพิ่มเติมให้ว่า มีผมสีแดงราวกับเปลวเพลิง ดวงตาสีแดงเป็นประกายดุจอัญมณี อยู่ที่ไหนก็ทำให้ที่นั่นสว่างไสวขึ้นมา เป็นเด็กที่ราวกับดวงตะวัน เด็กคนนั้นมีชื่อว่า บลัด!!!

เมื่อได้ยินชื่อบลัด แรนดอล์ฟถึงกับตกตะลึง!!! ผ่ามผ่าม!!!!! บลัดคนนั้นน่ะหรือ คนที่ซื่อบริสุทธิ์ อ่อนโยน และบอกว่าจะคว้าดวงดาวมาให้คนนั้น!!!!!

แรนดอล์ฟไม่อยากทำร้ายบลัด เพราะบลัดคือคนที่ช่วยมอบความอบอุ่นที่ตัวเองเกือบจะลืมไปแล้วมาให้ บทบรรยายบอกว่าตอนเปิดประตูออกจากบ้านท็อดด์ แรนดอล์ฟถึงกับมือไม้สั่นไปหมด โดนจู่โจมความหวั่นไหวที่ไม่อาจสะกดกลั้น ได้แต่กุมศีรษะด้วยความอึ้งงัน คือแรนดอล์ฟเนี่ยคูลๆ มาตลอดทุกฉาก เพิ่งมีฉากนี้ที่สติแตกจริงจัง แสดงให้เห็นว่าน้องบลัดสำคัญกะแรนดอล์ฟขนาดไหนนะคระะะะะ

ทางฝั่งหมู่บ้าน ชาวบ้านเริ่มลือกันว่ามีคนเจอหมาป่า เด็กหนุ่มในหมู่บ้าน (=โชจัง) บอกว่าหมาป่านั่นมีแผลที่หน้าด้วย พอน้องบลัดซึ่งกลับมาบ้านได้โดยปลอดภัยได้ยินเข้าก็ตกใจ บอกว่าอาจจะเป็นเรื่องเข้าใจผิดอะไรก็ได้นะ ชาวบ้านหนุ่มบอกว่าไม่ผิดหรอก นั่นต้องเป็นหมาป่าชั่วแน่นอน น้องบลัดเลยรีบพูดปกป้อง บอกว่าไม่เคยเจอแท้ๆ อย่ามาว่าสิ! เขาใจดีมากเลยนะ! ผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน (=คามิว ชอบบทนี้ของมิวจังมาก ตลกมาก 5555555555) เลยตกใจว่าทำไมบลัดเคยเจอหมาป่าแล้วยังปลอดภัยดี หรือว่าบลัดจะเป็นพวกเดียวกับหมาป่า!! ชาวบ้านเลยฮือฮาไปกันใหญ่

ทันใดนั้นเอง วิคเตอร์ก็บอกให้ทุกคนใจเย็นและขอให้บลัดเล่าให้ฟังว่าไปเจอหมาป่าได้ไง บลัดก็เล่าให้ฟังไปตามความจริงและบอกว่าหมาป่าใจดีมากนะ! วิคเตอร์บอกว่าบลัดโดนหลอกแล้ว พวกหมาป่าถึงจะทำหน้าใจดียังไง พวกมันก็แค่หลอกลวงเท่านั้นแหละ ไปๆ มาๆ วิคเตอร์กับบลัดเลยขึ้นเสียงใส่กัน บลัดโวยวายว่าวิคเตอร์ชอบคิดว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามที่ตัวเองคิดเสมอ ซึ่งบลัดไม่ชอบวิคเตอร์ที่เป็นแบบนั้น วิคเตอร์เลยสวนว่า บลัดนั่นแหละไม่เคยรู้อะไรเลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพี่น้องตัวเองหายไปเพราะอะไรกันแน่ แม้แต่เกรแฮมยังไม่รู้เลยว่าเชื่อใจได้จริงรึเปล่า คนที่เชื่อใจได้คือวิคเตอร์คนนี้ต่างหาก

แอบขำฉากนี้ตรงที่ชาวบ้านดูอวยวิคเตอร์มาก 555555555 วิคเตอร์พูดอะไรชาวบ้านเออออห่อหมกกันหมด พอพูดว่าจะปกป้องน้องบลัด ชาวบ้านก็ส่งเสียงเฮ นี่มันแกสตองชัดๆ!!! บอกว่าดัดแปลงมาจาก Beauty and the Beast ยังมีเค้ามากกว่าหนูน้อยหมวกแดงอีก แต่จริงๆ ฉากชาวบ้านอวยวิคเตอร์นี่ไม่น่าจะมีไว้ให้ขำหรอกนะ (ผิดที่มิวจังนั่นแหละ แอคติ้งเนียนเกินจนตลก!) มิวจังบอกว่าเรื่องนี้แสดงถึงความน่ากลัวของอุปาทานหมู่ด้วย ส่วนที่ชัดที่สุดก็คือชาวบ้านนี่แหละ ทั้งเรื่องอวยวิคเตอร์เอย เรื่องพากันเกลียดอัลวินเอย

หลังจากนั้นวิคเตอร์ก็ปลุกระดมชาวบ้านให้ลุกฮือหยิบอาวุธมาขับไล่หมาป่าเพื่อปกป้องหมู่บ้าน น้องบลัดเลยตะโกนว่า เกลียดวิคเตอร์ที่สุด! ก่อนจะวิ่งหายไปในป่า

ฝ่ายวิคเตอร์ไปเตรียมอุปกรณ์เสร็จเรียบร้อยก็พูดกับตัวเองว่าการปกป้องสันติสุขของหมู่บ้านและทำให้ทุกคนอาศัยอยู่ได้อย่างสบายใจคือหน้าที่ของฉัน ฉันนี่แหละวีรบุรุษของหมู่บ้าน! ฉันนี่แหละถูกต้อง ทันใดนั้นแบล็กฮู้ดก็โผล่มาคุยกับวิคเตอร์ วิคเตอร์บอกว่าไม่เคยเห็นหน้าแบล็กฮู้ดมาก่อน แต่แบล็กฮู้ดบอกว่าตัวเองคือคนที่เข้าใจวิคเตอร์มากที่สุด

แบล็กฮู้ดบอกว่าวิคเตอร์แค่อยากช่วยบลัดผู้น่าสงสารเพื่อที่ตัวเองจะได้เป็นฮีโร่ วิคเตอร์ยึดติดกับบลัดเพื่อเติมเต็มความทะนงของตัวเอง แค่ใช้ประโยชน์จากบลัดเพื่อเกียรติยศของตัวเอง แน่นอนว่าวิคเตอร์ฟังแล้วโกรธ แต่กลับหลบสายตาเพราะแบล็กฮู้ดมองออกทะลุปรุโปร่งทุกอย่าง แบล็กฮู้ดเลยเข้ามาจับแก้มวิคเตอร์เอาไว้ไม่ให้หลบสายตาและบอกว่า หมาป่าไม่ควรมีอยู่บนโลกนี้ ความชั่วร้ายนั่นจะทำลายระบบระเบียบ ฮีโร่ต้องกำจัดมันซะ และฮีโร่คนนั้นก็คือวิคเตอร์นั่นแหละ! คราวนี้วิคเตอร์เลยตัดสินใจว่าฉันจะต้องเป็นผู้นำบลัดกลับมาในทางที่ถูกต้องเอง!

ตัดภาพมาทางบลัด แม้จะรอดมาจากคราวก่อนได้ อีพี่เกรแฮมก็ไม่ได้เปลี่ยนใจ สั่งให้น้องบลัดเอาของไปส่งให้อัลวินอีกแล้ว น้องบลัดก็เดินชมดอกลิโคริสไปเรื่อยเปื่อย โดยไม่รู้ว่าแรนดอล์ฟแอบซุ่มดูอยู่ข้างทาง แรนดอล์ฟเห็นบลัดสวมผ้าคลุมแดงมาก็ยังคงอึ้งอยู่ คราวนี้แบล็กฮู้ดเลยโผล่มาคุยกับแรนดอล์ฟบ้าง แบล็กฮู้ดบอกว่าที่ผ่านมาคมเขี้ยวของแรนดอล์ฟเล่นงานคนมาแล้วตั้งมากมาย จะเด็กหรือผู้หญิงก็ไม่เว้น แล้วเด็กคนนี้ต่างจากคนอื่นตรงไหนกัน?? แค่เรื่องคืนเดียวไม่เห็นต้องอาลัยอาวรณ์บลัดขนาดนั้นซะหน่อย??

แรนดอล์ฟตอบด้วยเสียงชวนสะเทือนใจว่า ไม่มีใครเข้าใจหรอก เพราะความรู้สึกนี้มันไม่มีเหตุผล นี่เป็นครั้งแรกที่อยากจะพบใครอีกครั้งมากขนาดนี้ บทบรรยายตรงนี้บอกว่าบลัดคือความสงบสุขและแสงแห่งความหวังเพียงหนึ่งเดียวที่ปรากฏขึ้นท่ามกลางวันเวลาที่เกือบจะโดนความอ้างว้างที่ไม่อาจทานทนถาโถมเข้าใส่ (ความเหงาเป็นขั้วบวกขั้วลบ หนุ่มๆ ได้มาพบกันในคืนร้าวรานนนนนนนน) ตอนแรกเรารู้สึกว่าความสัมพันธ์ของบลัดกับแรนดอล์ฟโอเวอร์เกินไปหน่อย แค่นั่งซบกัน ดูดาวด้วยกันคืนเดียว มันจะขนาดนี้เลยเหรอออ แต่พอแรนดอล์ฟบอกว่าเป็นความรู้สึกที่ไม่มีเหตุผลก็เข้าใจได้ว่าความรักมันก็อย่างงี้แหละเนอะ

แบล็กฮู้ดบอกแรนดอล์ฟว่า ถ้าไม่อยากให้บลัดตกไปอยู่ในมือคนอื่น ก็ใช้มือตัวเองจัดการให้จบไปซะสิ แรนดอล์ฟตอบว่า เพราะบลัดเป็นคนสำคัญเลยไม่มีทางฆ่าด้วยมือตัวเองได้หรอก แต่ถ้าปล่อยไป สุดท้ายบลัดก็ต้องเผชิญนรกทั้งเป็นอยู่ดี ในที่สุดแรนดอล์ฟก็ตัดสินใจได้และมุ่งหน้าไปหาอัลวินก่อนที่บลัดจะไปถึง

อัลวินเป็นหมอดูเลยรู้อยู่แล้วว่าแรนดอล์ฟจะมาหา แรนดอล์ฟไม่ค่อยชอบอัลวินเท่าไหร่เพราะไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ แต่อัลวินก็ต้อนรับขับสู้อย่างดี อัลวินรู้ด้วยว่าแรนดอล์ฟมาที่นี่เพราะอะไร รู้ว่าบลัดกำลังตกที่นั่งลำบาก อัลวินเลยเสนอว่า เอางี้ละกัน เอาหัวใจของฉันไปแทนบลัดสิ หัวใจของพ่อมดขายได้ราคาดีอยู่แล้ว พูดจบอัลวินก็แหวกเสื้อท้าให้กรีดหัวใจไปเลย โอ๊ยยยยย อัลวินนนนนน คนดีมากกกกกกกก ฮืออออออออออออ บทน้อยแต่ได้ใจไปเต็มๆ (;____;)

อย่างไรก็ตาม แรนดอล์ฟลังเลที่จะฆ่าอัลวิน แบล็กฮู้ดเลยกระซิบว่ามัวลังเลอะไรอีก ได้ฆ่าอัลวิน ได้ตัวบลัดมาด้วย เหยื่อเพิ่มแบบนี้ดีจะตาย

อัลวินบอกแรนดอล์ฟว่ารู้ชะตาของตัวเองอยู่แล้วเพราะดูดวงแม่นไม่เคยพลาด แต่ถ้าตายไปคงค้างคาใจเพราะทำให้บลัดต้องตกใจ เด็กคนนั้นต้องเศร้าแน่ๆ เลย ส่วนแบล็กฮู้ดก็เชียร์ว่า พุ่งเข้าไปกัดมันให้ตายไปเลย!! จากนั้นก็มีเสียง ปังงงง ตามด้วยเสียงเลือดหยด แล้วตัดภาพไปอีกฉาก……. เป็นการตัดฉากที่กวนประสาทมาก……..

ตัดมาที่วิคเตอร์อีกครั้ง วิคเตอร์เห็นบลัดทำตัวแปลกไปเลยไปเค้นถามจากเกรแฮม เกรแฮมเลยสารภาพว่าตัวเองขายบลัดใช้หนี้ วิคเตอร์เลยรีบพุ่งไปบ้านอัลวิน แต่พอไปถึงกลับเจอร่างอัลวินจมกองเลือดในสภาพอันโหดร้ายเกินกว่าจะทนดูได้ วิคเตอร์เชื่อว่าวิธีสังหารโหดเหี้ยมแบบนี้ต้องเป็นฝีมือหมาป่าแน่นอน ฉากนี้แบล็กฮู้ดออกมาคุยกับวิคเตอร์นิดหน่อยด้วย หลังจากนั้นวิคเตอร์ก็รีบพุ่งไปตามหาบลัดต่อ

ฝ่ายน้องบลัดกับแรนดอล์ฟก็ได้โคจรมาพบกันอีกครั้งในที่สุด ทั้งสองคุยกันอยู่ในทุ่งลิโคริสยามเย็น น้องบลัดบอกว่า รู้มั้ยว่าดอกกับใบลิโคริสจะไม่มีวันพบกัน เพราะยามที่ดอกผลิบาน ใบจะหายไป และยามที่ดอกร่วงโรย ใบจึงจะแตกขึ้นมาใหม่ เหมือนกับเราสองคนไม่มีผิด

และะะะะะ บทสนทนาที่ตามมามันพลังทำลายล้างสูงมากค่ะคุณเอ๊ยยยยยยยย

บลัด: “ทำไมดวงตาของคุณถึงอ่อนโยนขนาดนั้น?”
แรนดอล์ฟ: “เพราะกำลังจ้องมองนายอยู่”
บลัด: “แล้วทำไมคุณถึงยิ้มอย่างโศกเศร้าขนาดนั้น?”
แรนดอล์ฟ: “เพราะพออยู่กับนายแล้ว ในอกมันเจ็บปวด”
บลัด: “บอกหน่อยสิ หัวใจของคุณอยู่ที่ไหน”
แรนดอล์ฟ: “อยู่กับนาย”

โอ๊ยยยยยยยยยยยย มันต้องขนาดนี้เลยเหรอออออออออออออ หื้มมมมมมมมมมมมมม

แต่หลังจากนั้นน้องบลัดก็วีนแตกใส่แรนดอล์ฟ หาว่าโกหก แป่วววว 555555555 สาเหตุเป็นเพราะน้องบลัดรู้ความจริงแล้วว่าแรนดอล์ฟเป็นหมาป่าที่มาล่าตัวเองไปขาย น้องบลัดเลยเสียใจเพราะอุตส่าห์เชื่อใจ อุตส่าห์เข้าใจกันแท้ๆ แต่กลับมีแต่ตัวเองที่คิดแบบนั้น แรนดอล์ฟเลยปฏิเสธว่าไม่ใช่นะ!! ฉันก็รู้สึกเหมือนกัน พออยู่ด้วยกันแล้วมีความสุข ไม่เคยรู้มาก่อนด้วยซ้ำว่ามีความรู้สึกแบบนี้อยู่ด้วย

น้องบลัดสะอึกสะอื้นพูดว่า “ทั้งๆ ที่ชอบจริงๆ แท้ๆ…” แล้วก็….

 

ฉึกกกกกกกก!!!!!!!

 

อีน้องบลัดเอามีดแทงหน้าอกแรนดอล์ฟค่ะะะะะะะะ ว้อททททททททททททททท

บลัดบอกว่าที่ทำแบบนี้ก็เพื่อทำให้ช่วงเวลานั้นกลายเป็นนิรันดร์ ถ้าแรนดอล์ฟจะต้องตายด้วยมือใครสักคน บลัดขอเป็นคนส่งแรนดอล์ฟไปสวรรค์เองดีกว่า และการทำแบบนี้ยังทำให้บลัดได้แบกรับบาปเหมือนกับแรนดอล์ฟ ทำให้เข้าใจแรนดอล์ฟยิ่งขึ้น

ฝ่ายแรนดอล์ฟที่โดนแทงจนนอนพะงาบๆ ก็พูดด้วยน้ำเสียงรวยรินว่า แบบนี้แหละดีแล้ว บลัดช่างเป็นเด็กอ่อนโยนจริงๆ ความเจ็บปวดบนแผลที่บลัดสร้างให้คือหลักฐานของความสุข พูดแล้วก็ยิ้มให้น้องบลัด คือฉากนี้แรนดอล์ฟเพ้อพร่ำรำพันเป็นหนังจีนอยู่ยืดยาวมาก แต่ให้อภัยในความยืดยาว เพราะเราชอบทุกคำพูดเลย ฮือออออออ แรนดอล์ฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ ม่ายยยยยยยยย (;___;)

แรนดอล์ฟขอให้บลัดสัญญาว่าจะลืมตัวเองแล้วไปเริ่มชีวิตใหม่ที่ไหนสักแห่ง ไปเห็นโลกกว้างแทนส่วนของแรนดอล์ฟซะ เพราะนั่นคือความฝันของแรนดอล์ฟที่ไม่มีวันเป็นจริง แล้วแรนดอล์ฟก็อวยพรให้บลัดมีความสุข

บลัดบอกว่าไม่มีทางลืมได้หรอก และตอนนี้ก็มีความสุขที่สุดแล้วด้วย ว่าแล้วบลัดก็กอดแรนดอล์ฟเอาไว้แน่นๆ แรนดอล์ฟเลยพูดด้วยเสียงแหบแห้งว่า การหมดลมหายใจในอ้อมแขนของบลัดช่างเป็นเรื่องที่มีความสุขเหลือเกิน ขอบคุณ ฉันรักนาย

หือออออออออออออออออออ อะไรนะ ฉันรักนาย ไอชิเตะรุ หืออออออออออออออออ ไม่เพียงเท่านั้น!!!!! น้องบลัดยังตอบด้วยคำพูดเดียวกัน ไอชิเตะรุโยะ หืออออออออออออออ

แต่โทนเรื่องช่วงนี้มืดมนหดหู่มากจนไม่มีอารมณ์จะกรี๊ดกร๊าดคำบอกรักใดๆ ทั้งสิ้น บลัดบอกรักแรนดอล์ฟเสร็จแล้วก็หัวเราะหึหึหึหึหึ เสียงหัวเราะของบลัดซ้อนกับเสียงของแบล็กฮู้ด จากนั้นเสียงของแบล็กฮู้ดก็พูดว่า เท่านี้หัวใจของคุณก็เป็นของฉันแล้ว พร้อมด้วยคำบรรยายว่า บลัดกอดร่างไร้วิญญาณของแรนดอล์ฟอย่างแสนรัก อื้มมมมมมม จ้าาาาาาา

หลังจากน้องบลัดส่งแรนดอล์ฟไปสวรรค์แล้ว วิคเตอร์ก็เพิ่งโผล่มา (มาช้าเป็นตำรวจในละครไทยเลยนะคะะะะ ช่วยใครทันมั่งมั้ยคุณวีรบุรุษของหมู่บ้าน 5555555555) วิคเตอร์มาเจอศพแรนดอล์ฟและมีดที่ร่วงหลุดจากมือของบลัดก็ตกใจ บลัดสารภาพว่าเป็นคนฆ่าแรนดอล์ฟเอง วิคเตอร์เลยบอกว่าไม่เป็นไรนะ ถือเป็นการป้องกันตัว ไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น หมาป่าก็ต้องตายอยู่แล้ว

น้องบลัดได้ยินวิคเตอร์พูดแบบนั้นเลยโมโหอีก เพราะวิคเตอร์ไม่มีสิทธิ์มาพูดว่าร้ายแรนดอล์ฟ! วิคเตอร์บอกว่าแต่หมาป่ามันฆ่าอัลวินนะ น้องบลัดเลยบอกว่า อ๋อ คนที่ฆ่าอัลวินน่ะ ฉันเองแหละ

ย้อนกลับมาที่ฉากอัลวินกับแรนดอล์ฟอีกรอบ เสียงปังงงง ที่ดังขึ้นในตอนนั้นคือเสียงแรนดอล์ฟเปิดประตูวิ่งหนีไปข้างนอกเพราะไม่อยากฆ่าอัลวิน หลังจากนั้นบลัดก็มาถึง อัลวินเลยเล่าความจริงให้ฟังว่าบลัดโดนเกรแฮมขายใช้หนี้ และแรนดอล์ฟคือคนที่จะมาลักพาตัวบลัดไปนั่นเอง ดังนั้นถ้าบลัดเผลอใจให้แรนดอล์ฟก็มีแต่ต้องเจ็บปวด (อัลวินพูดแบบนี้จริงๆ นะ ไม่ได้ใส่ฟิลเตอร์เพิ่มใดๆ) แล้วอัลวินก็เสนอกับบลัดว่าให้กรีดหัวใจไปขายเถอะ พูดเสร็จก็เงื้อมีดจะแทงหน้าอกตัวเอง น้องบลัดเข้าไปห้าม ยื้อแย่งมีดกัน แล้วก็ ฉัวะะะะะ มีดแทงอัลวินล้มลง หัวกระแทกพื้นอย่างแรง ตายคาที่

วิคเตอร์ฟังแล้วยังไม่อยากเชื่อ ขอให้บลัดบอกว่ามันเป็นอุบัติเหตุ น้องบลัดซึ่งตอนนี้กลายเป็นเสียงแบล็กฮู้ดไปแล้ว ก็บอกว่าถึงจะเป็นอุบัติเหตุก็เหมือนบลัดเป็นคนฆ่านั่นแหละ ถึงจะกลัวแต่ตอนนั้นก็โล่งใจ เพราะคิดว่าเท่านี้ตัวเองอาจจะรอดแล้วก็ได้

คำบรรยายบอกว่า นั่นคือเสียงในใจของบลัด คือใจจริงของบลัดที่พยายามสะกดกลั้นเอาไว้มาตลอด เราว่าตรงนี้อธิบายตัวละครแบล็กฮู้ดค่อนข้างชัดเจนแล้วนะ คือเราเชื่อว่าแบล็กฮู้ดไม่ใช่คนที่มีตัวตน แต่เป็นสิ่งที่อยู่ในจิตใต้สำนึกของแต่ละคนมากกว่า ตัวละครนี้ชอบผลุบๆ โผล่ๆ มาคุยกับทุกคน และเป็นคนที่มองเห็นจิตใจของแต่ละคนทะลุปรุโปร่ง อย่างฉากที่มาคุยกับวิคเตอร์ตอนเจอศพอัลวิน แบล็กฮู้ดดูออกหมดเลยว่าวิคเตอร์รังเกียจอัลวินขนาดไหนทั้งๆ ที่วิคเตอร์ไม่ได้แสดงออก ดังนั้นฉากที่ตัวละครแต่ละตัวคุยกับแบล็กฮู้ดจึงน่าจะเป็นจิตสำนึก vs จิตใต้สำนึก ซึ่งจิตใต้สำนึกในที่นี้อาจเป็นทั้งใจจริงที่ซุกซ่อนไว้ เป็นความปรารถนาลึกๆ ในใจ เป็นความมืดในใจ แต่เห็นบางคนก็ตีความต่างออกไป อ่านที่คนอื่นตีความก็สนุกดี ชอบๆ มีคนตีความว่าแบล็กฮู้ดอาจจะเป็นวิญญาณของพี่น้องของบลัดด้วย อีกอันที่น่าสนใจคือตีความว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้เกิดขึ้นแบบลูป และแบล็กฮู้ดก็เกิดขึ้นมาระหว่างลูปนั้น ไซไฟไปอีก!

กลับมาที่น้องบลัดกับวิคเตอร์ บลัดบอกวิคเตอร์ว่าถ้ายังไม่ยอมเชื่อจะแสดงให้ดูก็ได้ พูดจบก็หยิบมีดขึ้นมา หันไปหาวิคเตอร์ วิคเตอร์ก็ตื่นตระหนกบอกให้วางมีด แต่น้องบลัดไม่ยอมวาง แถมบอกว่าจะฆ่าคนนึงหรือสองคนก็ไม่ต่างกันหรอก อุ๊ยไม่สิ สามคนต่างหาก รวมวิคเตอร์ด้วย ว่าแล้วก็ยิ้มเย็นชาย่างสามขุมเข้าหาวิคเตอร์ วิคเตอร์บอกว่าอย่าเข้ามา น้องบลัดก็ยังคงไม่หยุด สุดท้ายก็เลย ปังงงงงงงงงงงงงงงงง วิคเตอร์ยิงน้องบลัดจ้าาาาาาา

แต่น้องบลัดหลังฆ่าแรนดอล์ฟน่ากลัวมากจริง เราเป็นวิคเตอร์คงเผลอยิงเหมือนกัน ฟังจบแล้วหลอนเสียงน้องบลัดไปอีกพักนึงเลย…..

ฉากสุดท้ายหลังจากน้องบลัดโดนยิงเป็นฉากในสวรรค์ ภาพประกอบเป็นภาพเมฆบนท้องฟ้าแล้วมีแสงสว่างสาดส่อง น้องบลัดตามหาตัวแรนดอล์ฟจนเจอ บอกว่ามาทำตามสัญญา แรนดอล์ฟตอบว่านี่มันไม่เหมือนที่สัญญากันไว้นี่ บอกให้ลืมไง น้องบลัดเลยบอกว่า จะลืมได้ยังไง นอกจากนั้น ความสุขของฉันน่ะ ไม่มีแรนดอล์ฟอยู่ด้วยไม่ได้หรอก พูดจบก็ยื่นมือไปหาแรนดอล์ฟ แรนดอล์ฟเลยบอกว่า มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยกันเถอะ ก่อนจะยิ้มอย่างมีความสุขแล้วยื่นมือไปจับมือบลัด จบบริบูรณ์!!!

เป็นสตอรี่ที่ฟังแล้วเหนื่อยมาก ฮืออออออ ฟังรอบแรกปวดใจกับแรนดอล์ฟมากสุด ชีวิตดูเศร้ามากแล้วยังโดนน้องบลัดสุดที่รักฆ่าเองกับมืออีก หลังจากนั้นก็ทิ้งไว้หลายวันเพราะไม่กล้าฟังรอบสอง พอฟังรอบสองแล้วตั้งใจอ่านหนังสือดีๆ รู้สึกทำใจได้มากขึ้น สำหรับเราแล้วจบแบบนี้คือแฮปปี้เอนดิ้งนะ ถึงจะตายตามกันไปทั้งคู่ แต่สุดท้ายก็ได้ไปอยู่ด้วยกันในสถานที่ที่ไม่มีใครมาทำร้ายทั้งสองคนได้อีกแล้ว

ทว่าเมื่อคิดถึงชะตากรรมของตัวละครอื่นๆ ที่เหลือแล้วมันเศร้ายังไงไม่รู้ ก่อนอื่นเลยไม่รู้พี่เกรแฮมจะเป็นยังไงต่อไป แผนขายน้องพังพินาศไม่เป็นท่า ไม่รู้คุณท็อดด์จะมายื่นข้อเสนออะไรให้พี่เกรแฮมหาทางใช้หนี้อีก

อีกคนที่อาภัพพอๆ กันคือวิคเตอร์ ตอนฟังครั้งแรกไม่ชอบตัวละครนี้เท่าไหร่ เย่อหยิ่ง จองหอง ทะนงตัว เราคิดว่าวิคเตอร์ไม่ได้รักบลัดจริงๆ ด้วยซ้ำ ตอนนี้ก็ยังคิดอยู่เพราะเราค่อนข้างเชื่อคำพูดแบล็กฮู้ด แต่หลายครั้งวิคเตอร์ก็แสดงความเป็นห่วงบลัดอยู่เหมือนกัน ดังนั้นเลยคิดว่าถึงจะไม่ได้รักเท่าที่แสดงออก วิคเตอร์ก็ยังมีความห่วงในบลัดในฐานะเพื่อนร่วมหมู่บ้านและเพื่อนมนุษย์อยู่บ้าง ไม่ใช่ตัวละครที่เลวร้ายซะทีเดียว ดังนั้นตอนนี้เลยไม่ได้รู้สึกไม่ชอบแล้ว กลายเป็นว่าสงสารวิคเตอร์มากกว่าแรนดอล์ฟด้วยซ้ำ แรนดอล์ฟไปสบายแล้ว แต่วิคเตอร์ยังมีชีวิตอยู่โดยที่ต้องแบกรับความผิดบาปที่ฆ่าบลัดด้วยน้ำมือของตัวเอง สุดท้ายแล้วคนที่ตายไปอาจจะไม่น่าสงสารเท่าคนที่มีชีวิตอยู่ก็ได้

ถึงจะบอกว่าฟังแล้วเหนื่อย แต่เราชอบสตอรี่แผ่นนี้มากกกกกกกกกกกก ชอบที่สุดในโปรเจคต์ Shining Masterpiece Show โดยไม่เกี่ยวกับคู่ชิปหรือโมเมนต์ใดๆ เลยนะ (ยอมรับว่ากรี๊ดทุกโมเมนต์ แต่ต่อให้ตัดคะแนนส่วนนั้นออกไปก็ชอบมากอยู่ดี) ชอบบรรยากาศ ชอบความลึกลับ ชอบที่ทำให้คาดหวังในความดาร์คแล้วก็ดาร์คสาแก่ใจจริงๆ เราเดาฉากจบไว้เยอะมาก ทั้งตายคนเดียว ตายตามกันไป (ตอนฟังเพลงเดาว่าน่าจะจบแบบนี้เพราะเพลงมันแอบบอกใบ้ แล้วก็ถูกเผง) ตายทั้งหมู่บ้าน แต่ไม่ได้เดาเลยว่าบลัดจะเป็นคนฆ่าแรนดอล์ฟ แล้ววิคเตอร์มาฆ่าบลัดอีกทีนึง ชอบในความคาดไม่ถึงนี้ ชอบที่เขียนบทตัวละครแต่ละตัวมาดีมากไม่เว้นแม้แต่บทรองๆ อย่างเกรแฮมหรืออัลวิน

ตอนฟังรอบแรกรู้สึกว่าถึงจะหดหู่มากแต่มันก็ไม่หนักหัวเท่าลอสท์อลิส เพราะแผ่นนั้นมีสัญลักษณ์ให้ตีความเยอะ แต่เอาจริงๆ แผ่นนี้ก็มีอะไรให้คิดเยอะไม่แพ้กันเลย ต่างกันตรงที่แผ่นนี้มันสนุกเวลาคิดตามมุมมองตัวละครแต่ละตัว เพราะทุกคนมีเหตุผลของตัวเอง เวลาฟังแล้วคิดในมุมแรนดอล์ฟจะรู้สึกแบบนึง พอคิดในมุมวิคเตอร์ก็จะรู้สึกอีกแบบ แล้วในตัวละครแต่ละตัวยังมีอะไรให้คิดอีกมากมาย เช่น เกิดอะไรขึ้นในอดีตของแรนดอล์ฟ? (ประเด็นนี้มีคนตีความกันเยอะเหมือนกัน เจอคนโยงเข้ากับตำนานกรีกเพราะชื่อโอไรออนหลายคนเลย บางคนบอกว่าคนในอดีตที่แรนดอล์ฟพูดถึงอาจจะเป็นเทพอาร์เทมิสตามตำนานก็ได้) ความสัมพันธ์ของแก๊งหมาป่าเป็นยังไงกันแน่? คำทำนายของอัลวินละเอียดขนาดไหน? สรุปแล้วอะไรคือแรงผลักดันให้บลัดฆ่าแรนดอล์ฟ? บลัดจงใจให้วิคเตอร์ฆ่าตัวเองหรือแค่เสียสติไปแล้ว? ฯลฯ

และพอฟังสตอรี่จบแล้วมาฟังเพลงอีกรอบ ความรู้สึกมันไม่เหมือนตอนฟังครั้งแรกโดยที่ยังไม่รู้เรื่องราวใดๆ เลยแม้แต่นิดเดียว…..

เราชอบท่อนที่ร้องว่า “ทั้งการเกิดและการเฝ้ารอความตายต่างก็เป็นสิ่งที่ต้องเผชิญตามลำพัง ถึงกระนั้นก็ยังอยากไปด้วยกัน จบชีวิตลง แล้วไปสวรรค์กันเถอะ” เป็นท่อนที่รู้สึกว่าทำไมเรื่องนี้มันหดหู่ขนาดนี้ สำหรับบลัดกับแรนดอล์ฟ การมีชีวิตอยู่คือการติดอยู่ในกรง ถึงจะมีชีวิตแต่ก็ไม่มีอิสระ ทางออกเดียวที่คิดได้คือความตาย และการตายกลับกลายเป็นความสุขยิ่งกว่าการคงอยู่ เศร้าจัง (;___;)

แอนี่เวย์ ขอบคุณอุตะปุริสำหรับ….. สำหรับอะไรดี ความหดหู่เหรอ 55555555555 เอาเป็นว่าขอบคุณสำหรับทุกอย่างในแผ่นนี้ ชอบมากๆๆๆๆๆๆๆ (แต่ชอบเพลงลอสท์อลิสมากกว่าหน่อย แฮ่) อยากให้มีโปรเจคต์แบบนี้อีกจัง ไม่รู้ต้องรออีกนานแค่ไหน แต่จะรอเสมอนะคะะะ รัก♥

Walküre 3rd Live『ワルキューレは裏切らない』at Yokohama Arena

เมื่อวันเสาร์ที่แล้วไปดูไลฟ์ของสาวๆ วัลคิวเร่ที่โยโกฮาม่าอารีน่ามา!

ตอนแรกเกือบไม่สมัครตั๋วไลฟ์นี้แล้วเพราะไม่มีเพื่อนไป จริงๆ แล้วเป็นคนลุยคอนเสิร์ตคนเดียวได้สบายมาก แต่ไลฟ์สาวๆ แนวที่คนดู 90%+ เป็นผู้ชายนี่เราไม่เคยดูมาก่อน กลัวไปแล้วทำตัวไม่ถูก ไม่แน่ใจว่า เอ๊ะ เราต้องคอลจังหวะไหนยังไง? ต้องมิกซ์มั้ย? ต้องโบกเพนไลท์เป๊ะแค่ไหน? กลัวไปต่างๆ นานา แต่สุดท้ายมีเพื่อนบอกถ้าได้ตั๋วก็จะไปด้วย เราเลยสมัครไปทั้งสองรอบ รอบละสองใบ ก่อนจะได้ตั๋วรอบวันเสาร์มาในที่สุด เย้!

พอรู้ว่าจะได้ไปก็ตื่นเต้นมากกกกก เพราะใฝ่ฝันอยากดูคอนเสิร์ตที่โยโกฮาม่าอารีน่ามานานแล้ว (ตึงงงง!) เคยเห็นผ่านจอมานาน ไม่เคยมีโอกาสได้ไปสถานที่จริงซะที พอรู้ว่าในที่สุดก็จะได้ไปเลยรู้สึกเหมือนมิชชั่นคอมพลีตไปอีกอย่าง

แต่แน่นอนว่าเรายังตื่นเต้นกับการจะได้ไปดูไลฟ์ของสาวๆ วัลคิวเร่ด้วย!! คือถึงจะอยากไปดูคอนเสิร์ตที่โยโกอาริมากแค่ไหนก็ใช่ว่าจะเป็นคอนของใครก็ได้ ถ้าไม่ใช่คอนที่อยากดูมากจริงเราไม่ลงทุนซิ่งชินคังเซนไปถึงโตเกียวอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ตอนที่ได้ตั๋วไลฟ์มา เรายังดูมาครอสเดลต้าไม่จบ แม้แต่ ณ ขณะนี้ก็ยังดูภาคทีวีไม่จบ 55555555555555 เราดูถึงประมาณตอน 14-15 มั้ง แล้วข้ามไปดูตอนจบเลย ดร็อปไปเพราะเริ่มรู้สึกว่ามันไม่ค่อยสนุกแล้วหลังจากตัวละครตัวนึงได้ตายจากเราไป แต่เราก็ตามเพลงสาวๆ วัลคิวเร่อยู่เรื่อยๆ พอดูไลฟ์ที่แล้วผ่านแผ่นบลูเรย์ (ที่ยืมเพื่อนคนที่ไปด้วยกันคราวนี้มาอีกที) ก็เลยคิดว่า ถ้ามีไลฟ์อีกอยากลองไปดูสดๆ บ้าง ไม่นึกเลยว่าจะมีไลฟ์อีกหลังจากอนิเมะจบไปนานแล้ว ฮูเร่!

เคราะห์ดีที่ช่วงนี้มาครอสเดลต้าเอาภาคทีวีมาทำใหม่เป็นมูฟวี่ บีบจากภาคทีวีจำนวน 26 ตอนให้เหลือแค่สองชั่วโมง เราเลยตีตั๋วไปดูก่อนถึงวันคอนเสิร์ตหนึ่งวัน พอดูแล้วความกระตือรือร้นในการดูคอนพุ่งปรี๊ดดดดดดด เพราะภาคมูฟวี่นี่โฟกัสสาวๆ วัลคิวเร่เป็นหลักเลย สาวๆ เท่มากกกกกกกกกกกก ส่วนพระเอกก็จืดจางมาก แทบไม่มีความสลักสำคัญใดๆ กับเนื้อเรื่องนอกจากเป็นคนสเกาท์เฟรย่ามาเข้าวง….. แต่เอาเป็นว่า ดูมูฟวี่แล้วค้นพบว่าจริงๆ แล้วเราก็ชอบภาคเดลต้านะเนี่ย! (แต่ดูไม่จบ เอ๊ะ สรุปชอบจริงมั้ยนะ 555555555)

และแล้วพอถึงวันคอนเสิร์ต เราไปถึงแถวๆ โยโกอาริตั้งแต่บ่ายสามกว่าๆ ยังมีเวลาอีกมากมายก็เลยแวะกินข้าวที่โอโตยะ เดินเข้าโอโตยะไปเจอคนใส่เสื้อยืดวัลคิวเร่นั่งกินข้าวกันอยู่ค่อนร้าน ชอบบรรยากาศหน้าคอนแบบนี้จัง แค่เห็นพวกเดียวกันเยอะๆ ก็สนุกแล้ว …แต่ตัวเราเองไม่มีอะไรบ่งบอกว่ามาดูคอนนี้เลย แต่งตัวปกติและไม่มีอิตะแบ็กใดๆ พกแค่เพนไลท์อย่างเดียว (สงบเสงี่ยมเจียมตัวมากเพราะมากับเพื่อน กลัวจัดเต็มเดี๋ยวเพื่อนช็อก)

กินข้าวเสร็จก็เดินไปหน้าโยโกอาริ ว้าววววววว โยโกฮาม่าอารีน่าาา ในที่สุดก็ได้มาเหยียบแล้ววววววว

ไปถึงก็เดินหาจุดขายกู๊ดส์หน้างานก่อน เจอจุดขายกู๊ดส์ก็ยืนดูป้ายว่าเหลือของอะไรให้ซื้อบ้าง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เข้าไปซื้อ ตึงงงง มาดูแบบยาจก ไม่มีเงินซื้อกู๊ดส์แล้วจ้า จ่ายค่าตั๋วรถไฟไปหมดแล้ว T_T ที่จริงแอบอยากได้ริสท์แบนด์นิดนึง แต่ถ้าจะซื้อก็ไม่รู้จะซื้อของใครดี ไม่ค่อยแน่ใจว่าสรุปตัวเองโอชิใครในวัลคิวเร่กันแน่ 55555555 ถ้าดูแค่คาแรกเตอร์แล้วชอบมิคุโมะซังสุด (หมายถึงคาร์แนวสวยเท่สุดคูลนะ ไม่ใช่แนวยืนแก้ผ้าท้าลมทะเล…..) แต่ชอบสตอรี่ของคานาเมะซัง และแพ้ความคิวท์ของนาโอะโบ ในเมื่อเลือกโอชิไม่ได้ก็ไม่ต้องซื้อกู๊ดส์เลย ง่ายดี! (ถ้ามีกู๊ดส์ท่านคีธนะ โอ๊ย เชื่อเถอะ ถ่อไปต่อคิวตั้งแต่ตีห้า)

หลังจากนั้นก็เดินวกกลับมาด้านหน้าอารีน่า ตรงที่จอดรถหน้าอารีน่ามีคนเอาอิตะฉะลายสาวๆ วัลคิวเร่มาจอดเรียงกันอยู่สามสี่คัน คนรุมถ่ายรูปกันใหญ่ ตลกตรงที่บนกระจกด้านหน้ารถคันนึงมีรูปเมซเซอร์สีขาวดำใส่กรอบอย่างดีวางอยู่ด้วย ฮือ ขำทั้งน้ำตา 5555555555

ไปมุงดูอิตะฉะพอเป็นพิธีแล้วก็ไปต่อคิวรอเข้างาน ระหว่างต่อคิวได้ยินคนญี่ปุ่นข้างหลังคุยกันว่า “คนต่างชาติเยอะกว่าที่คิดนะเนี่ย” หื้มมมม นินทาระยะเผาขนอะไรปานนี้! แต่นอกจากเราแล้วยังมีฝรั่งต่อคิวรอเข้างานกันอยู่หลายคน จะว่าเยอะกว่าคอนเสิร์ตอื่นๆ ก็อาจจะจริงมั้ง

ระหว่างต่อคิวเจอพาเนลมิคุโมะซังกับเฟรย่ายืนต้อนรับอยู่หน้างานด้วย

ให้เพื่อนช่วยถ่ายรูปคู่กับมิคุโมะซังมาหนึ่งแชะด้วย เขินมากเพราะคนอื่นที่ต่อคิวอยู่ไม่มีใครเข้าไปถ่ายคู่เลย 555555555555

ต่อแถวกันจนถึงห้าโมงก็ได้เวลาเปิดให้เข้างาน พอพุ่งเข้าไปด้านในฮอลล์ สิ่งแรกที่เจอคือดอกไม้แสดงความยินดี แล้วพอดูชื่อปุ๊บ แทบจะร้องแหมมมมมมมมม ให้ดังไปถึงเพดานอารีน่า ดอกไม้จากสามีภรรยาสึสึมุระนี่เอง ต้องวางคู่กันดั้วววววววววว

ถัดจากดอกไม้สองช่อนี้ ด้านในยังมีดอกไม้อีกมากมายก่ายกอง คนรุมถ่ายรูปดอกไม้กันเยอะมากกกกก มีพวกโมเดลยานรบตั้งโชว์ด้วย แต่เราไม่อินกับโมเดลพวกนี้เลยไม่ได้เข้าไปมุงแต่อย่างใด ดูดอกไม้ดีกว่า

ดอกไม้ช่อที่เราประทับใจมากคือช่อที่แฟนๆ ส่งให้คานาเมะ&คิโยะจัง

ประทับใจช่อนี้ตรงที่ลงชื่อว่า “จากเมซเซอร์ทั่วประเทศ” ชอบการเรียกชื่อกลุ่มแฟนๆ ของคานาเมะว่าเมซเซอร์ ตลกดี 55555555555

สิ่งอื่นๆ ที่ชื่นชอบหน้างานนี้คือ

● มีมุมร้องคาราโอเกะให้ไปร้องกันสนุกๆ ด้วย ไม่เคยพบเจอในคอนไหนมาก่อน

● ห้องน้ำหญิงไม่ต้องต่อคิว!! เริ่ดที่สุด ปกติไปคอนใดๆ ก็ตามไม่เคยได้เข้าห้องน้ำหน้าคอนเพราะคิวยาวตลอด เพิ่งเจอคอนนี้ที่ห้องน้ำชายต่อคิวกัน ขณะที่ห้องน้ำหญิงเดินเข้าแบบชิลๆ แต่งานนี้ก็มีผู้หญิงมาดูกันเยอะกว่าที่คิดนะ

● มีกล้องส่องทางไกลขาย อันนี้ประทับใจมาก ขายกันตรงนี้เลย 55555555 ตอนต่อคิวเราบ่นกับเพื่อนว่าเสียดายไม่มีกล้องส่องทางไกล พอมาเจอขายหน้างานเลยรู้สึกว้าว! แต่ไม่ได้ซื้อหรอกนะ เรามองจอเอาก็ได้…..

เดินดูหน้างานจนพอใจแล้วก็เข้าไปด้านในอารีน่า ที่นั่งเราอยู่ค่อนไปทางด้านหลังอารีน่า ไกลเวทีพอสมควร แต่ไลฟ์นี้มีความเทพอย่างนึงที่ทำให้ทุกที่นั่งกลายเป็นที่นั่งสุดประเสริฐอยู่ ดังนั้นความไกลไม่ใช่ปัญหา!

พอประมาณหกโมงไลฟ์ก็เริ่ม สารภาพก่อนเลยว่าจำรายละเอียดในไลฟ์ไม่ค่อยได้ OTL นึกภาพออกเป็นฉากๆ แต่นึกไม่ออกว่าภาพไหนเป็นของเพลงอะไร ดังนั้นจะเน้นกรีดร้องสาวๆ มากกว่าพูดถึงรายละเอียดละกัน

แปะเซ็ตลิสท์ก่อน

恋!ハレイション THE WAR (Koi! Halation THE WAR)
ようこそ! ワルキューレ・ワールドへ (Youkoso! Walküre World e)
チェンジ!!!!! (Change!!!!!)
Absolute 5
風は予告なく吹く (Kaze wa Yokoku naku Fuku)
いけないボーダーライン (Ikenai Borderline)
おにゃの子☆girl (Onya no Ko☆girl)
Silent Hacker
涙目爆発音 (Namidame Bakuhatsuon)
God Bless You
Walküre Attack!
AXIA~ダイスキでダイキライ~ (AXIA~Daisuki de Daikirai~)
GIRAFFE BLUES
ワルキューレがとまらない (Walküre ga Tomaranai)
Hear The Universe
一度だけの恋なら (Ichido Dake no Koi Nara)
絶対零度θノヴァティック (Zettai Reido θ Novatic)
破滅の純情 (Hametsu no Junjou)
ワルキューレは裏切らない (Walküre wa Uragiranai)
Dancing in the Moonlight

Encore 1:
ダイヤモンド クレバス (Diamond Crevasse)
射手座☆午後九時Don’t be late (Iteza☆Gogo Kuji Don’t be late)
僕らの戦場 (Bokura no Senjou)

Encore 2:
ルンがピカッと光ったら (Rune ga Pika tto Hikattara)

ตอนจบไลฟ์เพื่อนบ่นว่าเพลงหายไปหลายเพลงเลย ปรากฏว่าพอจบไลฟ์วันที่สองไปเช็กเซ็ตลิสท์แล้วพบว่าเพลงที่หายๆ ไปล้วนไปอยู่ในวันที่สองทั้งนั้น ตึงงงง แต่เกสท์อีกวันเป็นมาเมงุ แม้จะอยากลองฟังมาเมงุร้องเซคังฮิโคสดๆ บ้าง แต่ถ้าเทียบสองเซ็ตลิสท์และเกสท์แล้ว สำหรับเราต้องดูรอบนี้แหละ ได้ตั๋วมาถูกรอบแล้ว!

เพลงที่เราประทับใจที่สุดถ้าไม่นับอังกอร์คือ AXIA กับ GIRAFFE BLUES เพลงที่เราอยากฟังสดมากที่สุดในบรรดาเพลงมาครอสเดลต้าทั้งหมดก็คือ AXIA นี่แหละ คิโยะจังร้องดีมากกกกกกกกกกกกก บีบหัวใจ จะร้องไห้ ฮืออออออออออ บนจอเปิดภาพฉากที่เมซเซอร์สู้กับท่านคีธด้วย ชอบตรงที่พอถึงช่วงดนตรีบรรเลงยาวๆ คิโยะจังจะหันไปเงยหน้ามองจอ เหมือนกับคานาเมะที่กำลังมองการต่อสู้ของเมซเซอร์อยู่ โอยยยยย อินมาก (;_____;)

แล้วการร้อง AXIA ต่อด้วย GIRAFFE BLUES เวอร์ชั่นคานาเมะนี่จัดว่าขี้โกงสุดๆ เรียกน้ำตามากกกกกกกกก ตอนร้องเพลงนี้คิโยะจังทรุดลงไปทำหน้าเศร้าร้องเพลงกับพื้น โอย ปวดใจไปอีก คานาเมะะะะะะะะ เมซเซอออออออออร์ T____T

ชอบตรงที่ทั้งสองเพลงนี้คนดูเปิดเพนไลท์สีเหลืองของคานาเมะปนกับสีน้ำเงินของเมซเซอร์ พอเพลงจบก็ตะโกนเมซเซอร์กันเยอะมาก สัมผัสได้ว่าเมซเซอร์เป็นตัวละครที่คนดูชอบกันมากจริงๆ (คงเพราะเป็นติ่งไอดอลเหมือนกันเลยเข้าอกเข้าใจกันเป็นอย่างดี)

อีกเพลงที่ตั้งใจมาดูในวันนี้คือ Ikenai Borderline แอบลุ้นว่าท่าเต้นจะเปลี่ยนจากไลฟ์ก่อนมั้ย รู้สึกไลฟ์ก่อนเต้นไม่ค่อยมันส์เลย อยากให้ท่ามีความโจ๊ะพรึมๆ เข้ากับเพลงมากกว่าเดิม ตอนอินโทรเพลงนี้ขึ้นเลยกรี๊ดเยอะมากกกกกก แต่ปรากฏว่าเพลงนี้สาวๆ ร้องกันบนรถเลื่อนเลยไม่ได้เต้น แป่วววว 5555555555 และด้วยเหตุนี้เราเลยประทับใจพวกเพลงเต้นๆ เพลงอื่นมากกว่าเพลงนี้เยอะ เพราะรู้สึกว่าเพลงนี้สาวๆ ไม่ค่อยได้โชว์พาวเลย ในขณะที่เพลงมันส์ๆ เพลงอื่นสาวๆ เต้นกันจัดเต็มมาก สะบัดกันแรงจนเราเสียวไส้ กลัวสาวๆ ตกเวที

เซ็ตเพลงมันส์ๆ ที่เราชอบมากคือตั้งแต่เพลง Walküre ga Tomaranai จนถึง Hametsu no Junjou ความพีคของเพลงเซ็ตนี้คือสาวๆ ยืนร้องบนเวทีอยู่ดีๆ สักพักเวทีมันก็เลื่อนได้!! โอวววววว เวทีลอยฟ้าของโยโกฮาม่าอารีน่าในตำนาน เคยเห็นแต่ในจอโดยเฉพาะในคอนเสิร์ตจอห์นนี่ส์ทั้งหลาย ไม่นึกว่าสาวๆ จะงัดมุกนี้มาใช้ด้วย ตอนเห็นเวทีค่อยๆ ลอยมาใกล้โซนด้านหลังอารีน่าคือปลาบปลื้มมากกกกกก จากที่อยู่ไกลๆ ก็กลายเป็นสุดแสนใกล้ชิดขึ้นมาทันที!!! แล้วสาวๆ ก็เล่นกับเวทีเยอะมากกก พื้นเวทีมันเป็นพื้นกระจกใส เห็นมิโนริงโกะนั่งลงโบกมือให้คนดูใต้เวทีหลายรอบเลย น่ารักมากกกกกกกกกกก (≧д≦)(≧д≦)

ช่วงทอล์กตอนท้ายสาวๆ คุยกันว่าแอบกลัวตกเวทีเหมือนกัน แต่เพราะมีคนดูอยู่ข้างล่างเลยอุ่นใจ ถ้าตกลงไปคนดูคงช่วยกันยกมือขึ้นมาช่วยดันส่งต่อไปเรื่อยๆ เหมือนร็อกสตาร์ ตล๊กกกกก 55555555555

เพลงที่ชอบที่สุดในเซ็ตมันส์ๆ คือ Hametsu no Junjou น้องจุนนะสุดยอดมากกกกกกกกกกกก วันนี้ตะลึงพลังเสียงน้องที่สุดแล้ว ตอนท่อน จุนโจ๊! จุนโจ๊! จุนโจ๊ววว!! จุนนะปล่อยพลังเต็มที่อารีน่าสะเทือนเลือนลั่นไปหมด เสียงดีไม่มีตกแม้จะโชว์พาวมาแล้วหลายเพลง ขนลุกกกกกก มิคุโมะซังงงงงงงง!!!!!!!

เพลง Walküre wa Uragiranai ที่อยู่ถัดมาเราก็ชอบมากกกกกกกกก เพลงนี้ตอนฟังครั้งแรกเฉยมาก พอฟังในมูฟวี่ก็ชอบมากขึ้นนิดนึง จนกระทั่งพอเจอเวอร์ชั่นไลฟ์ โอ๊ยยยยย ชอบบบบบบบมากกกกกกกก นี่ไลฟ์จบมาหลายวันแล้วยังฟังเพลงนี้ทุกวันเลย นอกจากเพลงนี้แล้วมีอีกหลายเพลงเลยที่ชอบมากกว่าเดิมมากๆๆๆ พลังของคอนเสิร์ตนี่มันน่าสะพรึงกลัวจริงๆ…..

ไลฟ์นี้เรารู้สึกว่าสาวๆ วัลคิวเร่เลเวลอัพจากไลฟ์ก่อนมากกกก ไม่รู้ว่าเพราะมาดูสดด้วยรึเปล่านะ ตอนดูในแผ่นมันไม่ค่อยเห็นภาพรวมเพราะแผ่นจะชอบซูมหน้าเป็นรายคนไปมากกว่า พอมาดูสดได้เห็นภาพรวมแล้วรู้สึกว่าสาวๆ ทั้งร้องทั้งเต้นจัดเต็มมากจริงๆ เต้นกันแบบไม่กลัวร่วงจากเวที ขยันมายืนริมขอบเวทีแล้วโบกไม้โบกมือกันหลายรอบมาก เต้นไปร้องไปทั้งคอนแต่ดูไม่เหนื่อยกันเลย สุดยอด ขนาดเรายืนเฉยๆ ทั้งคอนเรายังเมื่อยเลย 55555555555

นอกจากสาวๆ เลเวลอัพแล้ว ตัวไลฟ์เองก็เลเวลอัพด้วย ทั้งลูกเล่นเวทีเลื่อนได้ ทั้งเสื้อผ้าที่ดูดีขึ้น ทั้งกราฟฟิกบนจอสุดอลังการ เป็นไลฟ์ที่สนุกยิ่งกว่าที่คาดหวังไปเยอะมากกกกกกกกกกก (ความคาดหวังของเราคือมาฟังสาวๆ ร้องเพลง ไม่ได้คาดหวังความสนุกอะไรขนาดนั้น)

และสิ่งที่เราประทับใจที่สุดในไลฟ์นี้ แม้จะรู้สึกเสียมารยาทต่อสาวๆ วัลคิวเร่อยู่บ้าง แต่พูดเต็มปากเลยว่าเราประทับใจเกสท์มากที่สุด

เกสท์รอบที่เราไปดูคือ May’n แม้ว่าจะเคยเจอ May’n ที่ไทยมาแล้วบ่อยครั้ง แต่คราวนี้น่าปลาบปลื้มยิ่งกว่ากันมากกกกกกกกกกก เรารู้จัก May’n เพราะบทเชอริลโนม และเชอริลโนมก็เป็นตัวละครที่เรารักมากที่สุดในซีรีส์มาครอสแล้ว การได้มาเจอเชอริลบนเวทีคอนเสิร์ตมาครอสจึงเป็นอะไรที่เซอร์ไพรส์และน่าประทับใจมากมากมากมากมากมากสำหรับเรา ฮืออออออออ เชอริลลลลลลลล ยัยนางฟ้ากาแล็กซี่ของฉันนนนนนน เวลคั่มแบ็คคคคคค ดีใจที่ได้เจอเธอนะ (;____;)

อันที่จริงเรื่องเกสท์นี่เราเงิบๆ นิดนึงตรงที่ช่วงอังกอร์มีเสียงน้องโบ๊กพูดขึ้นมา เราเลยเผลอกรี๊ดไปแล้วเพราะนึกว่าเคนนุจะมาเป็นเกสท์อีก ปรากฏว่าน้องโบ๊กมาพูดในจอเฉยๆ แป่ว 555555555555 แต่แม้จะมาแค่ในจอ น้องโบ๊กก็น่ารักมากกกก น้องโบ๊กมาพร้อมลอยด์และท่านคีธ น้องโบ๊กมาบ่นว่าทำไมวัลคิวเร่ไปจัดคอนที่โลก มันไกลนะ ทำไมไม่มาจัดที่วินเดอเมียร์ ส่วนลอยด์กับท่านคีธออกมาบอกเซ็ตลิสท์ ทั้งสองคนบอกว่าไม่ได้ไปคอนแต่คาดเดาลำดับเพลงเอาเอง ลอยด์กับท่านคีธมีการเถียงกันเรื่องลำดับเพลงด้วย น่ารักกกกกกกก

แต่คิดอยู่แล้วแหละว่างานนี้ไม่มีหนุ่มๆ มาเป็นเกสท์ก็ไม่เสียดายใดๆ เพราะเรามาเพื่อสาวๆ ต่างหาก ดังนั้นแม้จะเงิบหน่อยตอนได้ยินเสียงน้องโบ๊กก็ช่างเถอะ!

ทว่าหลังจากนั้นยังเงิบอีกรอบคือพอสามหนุ่มวินเดอร์เมียร์คุยกันจบ อินโทร Diamond Crevasse ก็ดังขึ้น จุดนั้นเรากรี๊ดเยอะมกกกกกกากกกกกก คนรอบๆ ก็ฮือฮากันว่า เอ๊ะ!!?? May’n มาเหรอ!!???  ปรากฏว่าจุนนะออกมาร้องคนเดียว เลยรู้สึก อ้าว เงิบอีกละ 555555555 แต่จุดนั้นก็ตื่นเต้นตกใจที่ได้ฟังจุนนะร้องเพลงนี้เพราะเป็นเพลงที่เราชอบมากๆๆๆๆอยู่แล้ว จนกระทั่งถึงท่อน 忘れないよ 貴方の温もりも นั่นแหละ May’n ถึงออกมาร้องด้วย โอ๊ยยยยยย คราวนี้ไม่เงิบแล้ววววววววว เชอริลลลลลลลลลล

พอ May’n ออกมาปุ๊บ เรากดเปลี่ยนสีเพนไลท์จากสีม่วงของมิคุโมะเป็นสีชมพูของเชอริลทันที 5555555555 ขอโทษนะมิคุโมะะะ ฉันเปิดให้เธอมาหลายเพลงแล้ว เพลงเชอริลเราขอเปิดให้เชอริลเถอะะะ

ตอนจบ Diamond Crevasse นึกว่า May’n จะร้องแค่นั้น ที่ไหนได้ ร้อง Iteza☆Gogo Kuji Don’t be late ต่ออีก!! แถมเพลงนี้ร้องโซโล่ด้วย ไม่ได้ร้องกับจุนนะเหมือนเพลงแรก อ๊ากกกกกกก มาดูวัลคิวเร่ได้แต่ฟังเชอริลร้องเดี่ยวเฉยเลย นี่มันคุ้มค่าตั๋วเกินไปแล้วววววววว

เพลงถัดมาหลังจากเชอริลยึดเวทีไปครองคือเพลง Bokura no Senjou เป็นเพลงที่ถ้าวันนี้ไม่ได้ฟังจะโกรธมาก! เพราะในบรรดาเพลงเร็วๆ ของวัลคิวเร่ เราชอบเพลงนี้มากที่สุดแล้ว พอไปดูเซ็ตลิสท์วันที่สองเห็นว่าไม่มีเพลงนี้แล้วตกใจมาก เพลงนี้ควรจะมีทั้งสองวันสิ!! (ตัดสินเอาจากความชอบของตัวเองทั้งสิ้น) Bokura no Senjou เวอร์ชั่นนี้พิเศษตรงที่เป็นเวอร์ชั่นวัลคิวเร่ feat. เชอริลโนม!!! อ๊ากกกกกกก ไม่นึกไม่ฝันว่าจะได้ฟังเชอริลร้องเพลงนี้ ช่วงอังกอร์นี่เรากรี๊ดจนเจ็บคอไปหมด มันพีคไปหมดทุกอย่าง โอ๊ยยยยย กรี๊ดดดดดด กรี๊ดดดดดดดดดด

ส่วนเพลงอังกอร์รอบสองเป็นเพลงรูนปิกะของเฟรย่า เพลงนี้ May’n ไม่ได้ร้องด้วยแล้ว เหลือแต่สาวๆ วัลคิวเร่ห้าคน เป็นเพลงที่เหมาะสำหรับปิดท้ายสุดละ

ความน่ารักของอังกอร์รอบสองคือสาวๆ ใส่ชุดแยงกี้สีดำแบบในเพลง Walküre wa Uragiranai ออกมา มีพร็อพด้วย สนุกกันใหญ่!!

พูดถึงเพลงไปแล้วมาพูดถึงทอล์กบ้าง ทอล์กช่วงแรกๆ จะเป็นตัวละครคุยกัน จุนนะที่ไม่ได้พากย์เสียงพูดของมิคุโมะเลยไม่ได้พูด ได้แต่ยืนเงียบๆ เหมือนไลฟ์คราวก่อนเป๊ะ เวลาสาวๆ คนอื่นหันไปพูดด้วยจุนนะก็ได้แต่ใช้ภาษาใบ้คุยด้วย ฮาก๊ากกันทั้งอารีน่า แล้วสาวๆ คนอื่นก็ชอบแซวว่า นิ่งแบบนี้สมเป็นมิสทีเรียสวีนัสจริงๆ โอ๊ย 555555555555 ต้องรอจนช่วงอังกอร์นู่น จุนนะถึงจะได้พูดบ้าง (นอกจากนั้นก็คุ้นๆ ว่าตรงเพลง Dancing in the Moonlight จุนนะพูดท่อนที่มิคุโมะพูดด้วย …มั้งนะ)

เซ็ตติ้งของไลฟ์คราวนี้คือสาวๆ วัลคิวเร่มาจัดไลฟ์ที่โลก แต่ในสถานที่จัดงานมีเปอร์เซนต์การเกิดวาร์ซินโดรมสูงมาก สาวๆ เลยต้องร้องเพลงเพื่อให้อัตราเกิดโรคลดลงไปเรื่อยๆ พอเข้าช่วงทอล์ก นาโอะโบในบทเรนะจะคอยทำท่าเหมือนเปิดหน้าจอขึ้นมา แล้วบนจอด้านหลังเวทีก็จะขึ้นกราฟฟิกบอกเปอร์เซนต์ให้ดู ชอบความพยายามในการใส่ลูกเล่นและสตอรี่ให้กับไลฟ์นะ น่ารักดี

นึกไปนึกมาจำเนื้อหาที่ตัวละครคุยกันไม่ได้เลย 55555555555 พอจำได้แต่ทอล์กตอนท้าย แต่ละคนพูดยาวใช้ได้อยู่ ตอนท้ายทุกคนพูดคล้ายๆ กันตรงที่บอกว่า ตอนไลฟ์ครั้งที่แล้วจบไปนึกว่าจะไม่มีโอกาสได้มาร้องเพลงในฐานะวัลคิวเร่แบบนี้อีกแล้ว ตอนจบไลฟ์คราวก่อนเลยร้องไห้กันเยอะมาก แต่สุดท้ายก็ได้กลับมายืนตรงนี้อีกจนได้ เป็นเพราะการสนับสนุนของแฟนๆ ทุกคน ถ้าแฟนๆ ยังสนับสนุนต่อไป วัลคิวเร่ก็จะไม่หยุดยั้ง!

ตลกตอนที่มิโนริงโกะพูดว่าอยากร้องเพลงกับวัลคิวเร่ไปเรื่อยๆ (หรืออะไรทำนองนี้ จำไม่ค่อยได้แล้ว) เสร็จแล้วก็บอกว่า ฟังอยู่รึเปล่าคะ คาวาโมริซัง? โอ้โห มีการกดดันผู้กำกับด้วย 5555555555555

ช่วงทอล์กรู้สึกจะจำของนาโอะโบได้เยอะสุดเลย (ไม่ค่อยลำเอียง…..) นาโอะโบบอกว่าไลฟ์วันนี้เห็นหน้าทุกคนชัดมาก ใกล้ชิดมากจริงๆ โดยเฉพาะตอนขึ้นไปบนรถเลื่อน นาโอะโบเห็นคนดูชูมือเป็นตัว W ของวัลคิวเร่ชัดเจนแจ่มแจ้ง แต่ท่า W ของวัลคิวเร่มันมีทั้งแบบมือเดียวและสองมือ เวลานาโอะโบทำมือเดียวแล้วเจอคนดูทำสองมือก็เปลี่ยนตาม ปรากฏว่าคนดูเปลี่ยนเป็นแบบมือเดียว นาโอะโบเลยเปลี่ยนตามอีก น่ารักกกกกกกกกกกกกก (≧д≦)

ของคิโยะจังจำได้แค่ตอนพูดถึงเมซเซอร์ คิโยะจังบอกว่าพูดมากไม่ได้เพราะไม่อยากสปอยล์ ก็เลยต้องพูดแบบอ้อมๆ ถึงฉากเมซเซอร์ ตลกมาก 5555555555 คือคิโยะจังเล่าด้วยสีหน้าและเสียงประกอบ แบบ ฮืออออออออ เอ๊ะ!!!??? ซึ่งคนดูมูฟวี่มาแล้วจะเก็ททันทีเพราะทุกคนดูแล้วรู้สึกเหมือนกัน 555555555555

ส่วนโนโซมิรุจำได้แค่ที่เล่าว่า  VTR เปิดไลฟ์สุดเท่ที่ฉายบนจอ โนโซมิรุเป็นคนรับบททุกคนเองแหละ VTR นั่นใช้เทคนิคโมชั่นแคปเจอร์ แล้วโนโซมิรุก็ทำท่าเดินแบบเฟียร์ซๆ ให้ดูนิดนึง นี่ก็ตลกมาก #วัลคิวเร่เป็นวงตลก

และน้องจุนนะ!!! จุนนะพูดถึง MV เพลง Walküre wa Uragiranai ซึ่งมีฉากนึงที่จุนนะพึมพำอะไรบางอย่าง จุนนะเลยถามว่าในที่นี้มีใครรู้มั้ยว่าพึมพำเป็นคำว่าอะไร เป็นสิ่งที่จุนนะชอบ สาวๆ ก็ทายกันนิดหน่อย สุดท้ายจุนนะเฉลยว่า “วัลคิวเร่” โอยยยยย น้องจุนนะะะะะะะะะ ;___;

นอกจากนี้ที่นึกออกก็มีตอนที่สาวๆ คุยกันเรื่องท่าเต้น จุนนะบอกว่าเพลง Change!!!!! ถอดแบบท่ามาจากในมูฟวี่เป๊ะ แต่เราดูไม่ออกเพราะจำท่าไม่ได้ 55555555555 ส่วนเพลง Dancing in the Moonlight ก็ทำท่าตัวอักษร Walküre ด้วย นี่ก็ดูไม่ออกอีกเช่นกัน พอสาวๆ ทำท่าให้ดูอีกรอบค่อยอ๋ออออออ

และนอกจากทอล์กแล้วยังมีช่วง Call & Response อันสุดแสนสนุกด้วย! มีช่วงนึงที่สาวๆ ผลัดกันพูดว่า อุตะวะ! แล้วให้คนดูตอบให้ตรงกับตัวละครของคนพูด อย่างเช่นถ้ามิโนริงโกะพูด ก็ต้องตอบว่า เก็งขิ!! อันนี้ของเรนะกับมากินะตลกมากกกกกกกกก โนโซมิรุบอกว่าอยากให้ทุกคนทำเสียงน่ารักๆ แบบมากินะ คนดู (ซึ่งอย่าลืมว่า 90%+ เป็นผู้ชาย) เลยช่วยกันตอบด้วยเสียงที่คิวท์ที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขำไม่ไหวแล้ว 555555555555 พอถึงคิวเรนะ นาโอะโบก็บอกว่าให้ทำเสียงเนือยๆ แบบเรนะ ทุกคนเลยพูดด้วยเสียงเนือยๆ แผ่วๆ โอ๊ยยยย ว่าง่ายกันจริงๆ 555555555555

จะว่าไปแล้วงานนี้เราประทับใจคนดูหลายอย่างเลยนะ สงสัยเพราะปกติไปแต่ไลฟ์/อีเวนท์ที่มีแต่สาวๆ (ส่วนไลฟ์ Kalafina เป็นข้อยกเว้นเพราะคนดูเรียบร้อยมาก บรรยากาศเหมือนไปฟังธรรม) พอมางานที่คนดูส่วนใหญ่เป็นผู้ชายเลยแปลกใหม่ ได้ค้นพบว่าผู้ชายโบกเพนไลท์กันในเรนจ์ที่กว้างมากแต่ไม่ถึงขั้นระรานคนข้างๆ และเวลาคอลก็คอลกันเต็มเสียง บางเพลงมีกระโดดด้วย มันส์กันสุดๆ

คนดูที่เราประทับใจมากสุดคือใครสักคนที่ตะโกนขึ้นมาในจังหวะที่จบเพลงและคนดูเงียบว่า “โอโนเระ วัลคิวเร่!!!!!!!!” (เป็นบทพูดของน้องโบ๊ก แปลไทยก็ประมาณ หนอยยยย วัลคิวเร่!!!!) คือเค้าตะโกนเสียงดังมาก ตะโกนปุ๊บคนอื่นในอารีน่าขำก๊ากกกกกกขึ้นมาพร้อมกันหมด จังหวะซิทคอมสุด 5555555555

สิ่งที่ชอบอีกอย่างเกี่ยวกับคนดูคือเวลารถเลื่อนของคนใดคนนึงผ่านโซนไหน โซนนั้นจะเปลี่ยนเพนไลท์เป็นสีประจำตัวคนนั้นกันโดยพร้อมเพรียง เป็นธรรมเนียมที่เราไม่เคยเจอในไลฟ์ไหนมาก่อน (แต่จะว่าไปแล้วนอกจากปุริไลฟ์แล้วเราไม่เคยไปไลฟ์ที่ใช้รถเลื่อนแล้วมีกันหลายๆ คนเลยนี่หว่า…….. เอาเป็นว่าตอนปุริไลฟ์ไม่มีธรรมเนียมนี้ละกัน)

โดยสรุปแล้วเป็นไลฟ์ที่ประทับใจไปหมดทุกอย่าง 555555555 ทั้งประทับใจความน่ารักของสาวๆ วัลคิวเร่ ชอบทุกคนมากขึ้นเยอะมากกกกก ปกติเราชอบเพลงของวงนี้ ชอบตัวละคร แต่ไม่ได้ชอบคนข้างในเป็นพิเศษ แต่ไลฟ์คราวนี้ทุกคนทำคะแนนกันรัวๆ ฮืออออออ ประทับใจพลังเสียงของจุนนะ ความคิวท์ของนาโอะโบ ความตลกของโนโซมิรุ ความเก็งขิของมิโนริงโกะประหนึ่งเฟรย่ากระโดดออกมาจากจอ ความบีบหัวใจของคิโยะจัง ประทับใจเกสท์สุดเซอร์ไพรส์ เชอริลลลลลลลลลลล ประทับใจเวทีลอยได้ของโยโกอาริ ประทับใจผู้ชมด้วย เป็นไลฟ์ที่คุ้มค่ามากกกกกกกกกกกกกกกก

หลังจากจบไลฟ์มาหลายวัน เราก็ไปดูมูฟวี่มาอีกรอบ พอดูรอบสองหลังจากดูไลฟ์แล้วพีคกว่าเดิมอีก ชอบฉากร้องเพลงทุกฉากเลย ฮืออออออ โอโนเระวัลคิวเร่!!!!!!!!!!!!

ขอบคุณนะคะสาวๆ♥ ถ้าพวกเธอยังไม่หยุด เราก็จะตามฟังเพลงของพวกเธอต่อไปเรื่อยๆ นะ

FINAL FANTASY 30th ANNIVERSARY EXHIBITION —別れの物語—

ไปงานนิทรรศการครบรอบ 30 ปี FF ที่โตเกียวมาแหละ! งานนี้ภาษาญี่ปุ่นใช้ชื่อว่า 別れの物語 แปลว่าเรื่องราวแห่งการจากลา ส่วนภาษาอังกฤษใช้ชื่อ Memories of You ชอบชื่อภาษาญี่ปุ่นมากกว่านิดหน่อย เพราะมันดูเศร้าๆ ดี 55555555 งานจัดแค่เดือนเดียวเอง ตั้งแต่ปลายเดือนมกราถึงปลายเดือนกุมภา ตอนแรกคิดว่าคงไม่ได้ไปละ แต่เผอิญว่าได้ตั๋วคอนเสิร์ตวัลคิวเร่ที่โยโกฮาม่าพอดี ไหนๆ ก็ไหนๆ เลยถือโอกาสไปเดินงานนี้ด้วยซะเลย

นิทรรศการนี้จัดที่ Mori Arts Center Gallery ซึ่งตั้งอยู่ในรปปงงิฮิลส์ พอไปถึงรปปงงิฮิลส์ก็จะเจอป้ายนิทรรศการอยู่ประปราย

ระบบการซื้อตั๋วมีทั้งแบบซื้อล่วงหน้าและซื้อหน้างาน ด้วยความขี้เกียจกดตั๋วล่วงหน้า เราเลยไปซื้อหน้างานนี่แหละ ไปถึงก็ไปซื้อตรงเคาน์เตอร์ขายตั๋ว หน้าทางขึ้นลิฟต์ไปโมริอาร์ตมิวเซียม

ปกติตั๋วผู้ใหญ่ราคาใบละสองพันห้าร้อยเยน แต่มันมีขายแบบสองใบสี่พันเยน เราไปกับเพื่อนเลยได้มาในราคาคนละสองพันเยน เย้! เสียดายตั๋วหน้าตาธรรมดา ไม่มีลาย FF เป็นพิเศษ

ซื้อตั๋วเสร็จก็ขึ้นลิฟต์ไปชั้น 52 แล้วพุ่งไปเข้างานได้เลย!

พอเดินเข้าไปหน้างาน สต๊าฟจะแจกไอโฟนกับเฮดโฟนให้คนละเซ็ต เอาไว้สำหรับฟังเพลงและคำบรรยายประกอบนิทรรศการ มีทั้งภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษให้เลือก ชอบในความใจป้ำที่ให้ทุกคนโดยไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

ได้รับอุปกรณ์กันแล้วก็จะโดนต้อนเข้าไปในห้องแรกทีละเซ็ต ห้องแรกเป็นบทนำ มีคำบรรยายบอกว่าพวกเราทุกคนคือนักรบแห่งแสง หลังจากนี้จะต้องไปผจญภัย บลาๆๆ แต่ละคนจะใช้พลังธาตุต่างๆ ได้ด้วย หน้าจอไอโฟนมันจะขึ้นมาเป็นรูปคริสตัลสีประจำธาตุที่เราได้ อย่างของเราได้ธาตุไฟ บนหน้าจอก็จะขึ้นเป็นคริสตัลสีแดง อะไรแบบนี้ ก็ดูมีความพยายามในการสร้างเรื่องราวดี

ห้องต่อมาเป็นห้องโล่งๆ มืดๆ พอเข้ามาห้องนี้ เสียงบรรยายจะบอกให้เราไปยืนตามแสงไฟประจำธาตุของตัวเอง เราได้ธาตุไฟเลยไปยืนตรงสีแดง พอแต่ละคนยืนประจำที่กันครบแล้ว บนผนังก็จะฉายภาพสามมิติให้ดู ภายในห้องนี้เราจะได้ต่อสู้กับบาฮามุตด้วยการจิ้มไอโฟนรัวๆ ตามที่เสียงบรรยายบอก อย่างเช่นพอบาฮามุตมาโจมตีใส่หน้าเรา เสียงบรรยายก็จะบอกว่า ธาตุไฟ ตอนนี้แหละ! คนที่สังกัดธาตุไฟก็ต้องรวมพลังกันจิ้มหน้าจอไอโฟนเพื่อยิงไฟใส่บาฮามุต ติ๊งต๊องดี 555555555

พอสู้ชนะบาฮามุตก็จะได้พบกับฉากยิงพลุปุ้งปั้งสวยงาม เป็นอันจบกิจกรรมติ๊งต๊อง หลังจากนั้นถึงจะเข้าสู่ส่วนของนิทรรศการจริงๆ ละ

ส่วนแรกสุดเลยเป็นของภาค 1-6 เวลาเราไปยืนหน้าป้ายของแต่ละภาค ไอโฟนที่ได้รับแจกมามันจะเล่นเพลงของภาคนั้นๆ พร้อมเล่นเสียงบรรยายให้โดยอัตโนมัติ ไฮเทคดีมาก แต่บางทีไอโฟนมันก็จะเอ๋อๆ เผลอเล่นเพลงผิดภาคไปบ้าง เพลงไม่ขึ้นบ้าง ตัดคำบรรยายกลางคันแล้วเริ่มเล่นใหม่เองบ้าง…

พ้นโซนนี้ไปจะเป็นโซนของภาค 7 เป็นต้นไป โซนนี้อลังการกว่าอย่างเห็นได้ชัด อย่างของภาค 7 นี่มีทั้งพาเนลตอนแอริธตาย พาแนลแซ็ค มีดาบบัสเตอร์ซอร์ด เป็นต้น

ฮืออออออออออออออออ แซ็คคคคคคคคคคคคค T_____T

ถัดมาจากโซนภาค 7 ก็จะเจอบูธของภาค 8 9 12 และ 13 อ้าวววววว ภาค 10 หายไปหนายยยยยย

คำบรรยายที่แปะตามบูธกับเสียงบรรยายจะสรุปคอนเซปท์ของแต่ละภาคให้ฟังคร่าวๆ หรือไม่ก็พูดถึงจุดเด่นของภาคนั้นๆ อย่างของภาค 7 บรรยายว่าผู้เล่นรับไม่ได้ที่แอริธตายก็เลยลือกันว่ามีวิธีชุบด้วย ฟังแล้วแอบขำนิดนึง 55555555

และเมื่อเดินต่อมาอีกถึงจะเจอกับภาค 10!!!! ทำไมมาซ่อนอยู่หลังภาค 12 กับ 13 ซะงั้น!!

คนเลือกรูปมาทำพาเนลของภาคนี้นี่…….. จะเลือกรูปหล่อๆ ให้ทีดัสหน่อยก็ไม่ได้เนอะ……. แต่เป็นรูปนี้ก็เมคเซนส์แหละ เพราะของภาค 10 เน้นพูดถึงคู่พ่อลูก ฉากที่เปิดให้ดูก็เป็นฉากเจคต์ตาย รูปบนพาเนลเลยเป็นรูปทีดัสร้องไห้ในฉากนั้น

โซนภาค 10 มีความพิเศษอย่างนึงคือมีห้องรวมความทรงจำของทีดัสกับยูน่าด้วย ในห้องจะมีจอทีวีหลายๆ จอเปิดฉากเด็ดๆ ของทีดัสกับยูน่า พอเดินเข้าไปปุ๊บ เสียงบทพูดของทีดัสกับยูน่าก็จะเล่นวนๆ ในเฮดโฟน ชอบมากกกกกกก คิดถึงภาคนี้จัง อยากเล่นนนนนนน

ความพีคคือในห้องนี้มีคนร้องไห้ด้วย……. /ตบไหล่ เราเข้าใจเธอนะ ตอนยืนดูป้ายแซ็คเราก็เกือบร้องไห้แล้ว ฮืออออออ ;____;

ความพิเศษอีกอย่างของภาค 10 คือมีรูปทีดัสกับยูน่าที่โนมุระซังวาดให้เป็นพิเศษด้วย ทำไมภาคนี้มีอะไรพิเศษเยอะแยะ!

เลยภาค 10 มาจะถึงโซนภาค 15 ซึ่งโซนนี้ก็สุดจะอลังการ อลังกว่าโซนของทุกภาคที่ผ่านมา มีป้ายโน่นนี่นั่นเยอะแยะไปหมด และสปอยล์เยอะแยะไปหมด 55555555555 จนถึงตอนนี้เรายังไม่ได้เล่นภาคนี้เพราะไม่มีเครื่อง ตอนเดินดูโซนภาคนี้เลยไม่ค่อยอินเท่าภาคอื่นๆ แม้จะดูคิงส์เกลฟกับบราเธอร์ฮูดมาแล้วก็ตาม

ไม่เพียงเท่านั้น!! โซนนี้ยังมีห้องพิเศษอีกเช่นกัน!! เป็นห้องจัดพิธีอภิเษกระหว่างน็อคติสกับลูน่า ในห้องก็จะมีแก๊งเพื่อนน็อคกับเสด็จพ่อพูดแสดงความยินดีกัน พอถึงคิวคนใดคนนึงพูด รูปในกรอบก็จะขยับ พอพูดเสร็จก็หยุดนิ่ง ได้ฟีลแฮร์รี่พอตเตอร์หน่อยๆ เรายืนฟังวนไปวนมาอยู่ประมาณสามรอบ แม้ไม่อินกับคำอวยพรแต่งงาน แต่เราก็มีความสุขกับการฟังเสียงคักกี้และมิยาโนะมาโมรุมาก (〃ω〃)

ตรงมุมห้องมีบอร์ดให้แฟนๆ เขียนคำอวยพรด้วยนะ! อยากเขียนแต่รู้สึกว่า เอ๊ะ เรายังไม่ได้เล่นเลย จะเขียนอวยพรก็ยังไงๆ นะ จะเป็นการตีสนิทเสด็จน็อคเกินไปมั้ย? สุดท้ายเลยไม่ได้เขียนอะไร

ร่วมพิธีอภิเษกเสร็จก็ออกมาเจอโซนภาค 14 ต่อ จริงๆ มันมีของภาค 11 ด้วยนิดนึงมั้งนะ แต่ไม่แน่ใจว่าอยู่ตรงไหนของงาน น่าจะแถวๆ นี้รึเปล่า นึกไม่ออก รูปก็ไม่ได้ถ่ายมา…..

และห้องสุดท้ายของนิทรรศการคือโบสถ์ของแอริธ วกกลับมาที่ภาค 7 กันอีกรอบ ในโบสถ์จะมีดอกไม้ มีอาร์ตเวิร์กของภาค 7 ทั้งของเดิมและรีเมค (ของรีเมคห้ามถ่ายรูปมา แง) มีเสียงพูดของแอริธตามจุดต่างๆ ต้องเดินวนไปวนมาถึงจะได้ฟังครบ แต่เราก็ฟังไม่ครบอยู่ดีเพราะขี้เกียจเดินหา ถ้าเป็นสียงเซฟิรอธก็ว่าไปอย่าง!

พ้นโบสถ์มาก็เป็นทางออกละ ตรงทางออกจะมีข้อความจากทีมงานผู้สร้าง FF ทั้งสองภาษาแปะอยู่ด้วย

ตรงทางออกจะมีสต๊าฟดักอยู่ ให้เราใช้ QR code ในไอโฟนที่ได้รับแจกมาไปแปะกับเครื่องอ่าน แล้วบนจอจะขึ้นเป็นชื่อเราที่ใส่ลงไปตอนแรกสุด กับฉากจากภาคใดภาคนึงแบบสุ่ม เราได้ฉากทีดัสกับยูน่าแหละ! หลังจากนั้นก็เอาไอโฟนกับเฮดโฟนไปคืน สต๊าฟจะให้กระดาษมาแผ่นนึง เป็นเพลย์ลิสท์เพลงที่เราได้ฟังในงานวันนี้

และแน่นอนว่าเมื่อออกจากงานมาแล้วเราก็จะพบกับ ร้านขายของ!!! ของขายที่นี่มีเยอะกว่าที่แสควร์อีนิกซ์คาเฟ่อีก เพราะขายของ FF แบบเน้นๆ เลย

แม้จะมีของน่ารักน่าซื้อมากมายแต่เราก็ซื้อมาแค่แพมเฟลตงานกับกระดาษโน้ตโจโคโบะหนึ่งเล่มพอเป็นที่ระลึก แพมเฟลตมีรายละเอียดเสียงบรรยายครบถ้วนดีมาก เอามาอ่านเล่นหลังจบงานก็ทบทวนความทรงจำได้ดี

ออกจากร้านขายของเราก็ไปต่อคิวเข้าคาเฟ่ ตอนแรกว่าจะไม่เข้าเพราะเกรงใจเพื่อน แต่พอเห็นหน้าร้านแล้วอดใจไม่ได้จริงๆ เลยไล่เพื่อนไปก่อนแล้วต่อคิวคนเดียว 55555555555 ต่อคิวอยู่ประมาณสิบนาทีก็ได้เข้า

อาหารคาเฟ่นี้น่ากินมากกกกกกก อยากกินหลายอย่างเลย แต่เราสั่งมาแค่มองบลังน้องม็อกกับโพชั่นสีฟ้าหน้าตาสวยสดงดงาม มองบลังอร่อยดี ส่วนโพชั่นนั้น….. อย่าไปพูดถึงรสชาติจะดีกว่า

ดีนะคาเฟ่นี้ไม่แถมที่รองแก้วแบบสุ่ม ถ้าแถมเราคงเผลอสั่งน้ำหลายอย่างแหง แม้มันจะไม่อร่อยเลยก็ตาม 555555555

โดยสรุปแล้วเป็นนิทรรศการที่คุ้มค่าคุ้มราคาสองพันเยนมากๆ ดีใจที่ได้มา♥

Shining Masterpiece Show「Lost Alice」

อุตะปุริมีโปรเจคต์ซีดีออกมาใหม่อีกแล้วจ้าาา

คราวนี้มาในชื่อโปรเจคต์ว่า Shining Masterpiece Show ซึ่งออฟฟิเชียลอธิบายว่าเป็นดรามาติกซาวด์โชว์ มันคืออะไรก็ไม่รู้แหละ รู้แต่เป็นการแสดงสด ก็คงอารมณ์คล้ายๆ ละครเวที แต่อาจจะแสงสีเสียงอลังหน่อย?

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ถ้าจะพูดอย่างไม่หลอกตัวเองแล้ว โชว์ที่ว่ามันไม่มีอยู่จริงหรอกนะ… จริงๆ แล้วมันคือซีดีที่บรรจุเพลง+แทร็คดราม่าเล่าเรื่องราวที่แสดงในโชว์อีกที เหมือนตอนเกคิดันไชน์นิ่งและเธียเตอร์ไชน์นิ่งนั่นเอง

ซีดีรอบนี้แบ่งเป็นสามแผ่น แผ่นแรกใช้ชื่อว่า Lost Alice ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากอลิสในแดนมหัศจรรย์ที่คนญี่ปุ่นสุดแสนจะคลั่งไคล้ รอบนี้คุราฮานะเซนเซก็ยังวาดปกให้เช่นเคย สวยงามเลอค่ายิ่งนักกกกกกกก ฮืออออออออ

นักแสดงหลักในแผ่นนี้ประกอบด้วย

ชิโนมิยะ นัตสึกิ รับบทเป็น ชาร์ลส์ ลิดเดลล์ (อลิส)
โคโตบุกิ เรย์จิ รับบทเป็น กระต่ายขาว
ฮิจิริคาวะ มาซาโตะ รับบทเป็น ช่างทำหมวก
คุโรซากิ รันมารุ รับบทเป็น แมวเชสเชอร์

โปรเจคต์นี้เปิดตัวมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ไม่มีสัญญาณล่วงหน้าใดๆ อยู่ดีๆ ออฟฟิเชียลก็หย่อนระเบิดด้วยการทวีตหน้าเว็บของโปรเจคต์พร้อมภาพหน้าปกแผ่นนี้มากลางดึก เล่นเอาปริ๊นเซส (=แฟนๆ อุตะปุริ) ตื่นเต้นตกใจกันไม่เป็นอันเข้านอน ตอนนั้นดีใจแทบกรี๊ดลั่นห้อง ชอบเวลาอุตะปุริทำโปรเจคต์ซีดีแบบนี้มากเลย อยากให้ทำอีกเยอะๆ (≧∀≦)

หลังจากประกาศโปรเจคต์เมื่อต้นเดือนพฤศจิกาปีที่แล้ว ไม่ทันไรแผ่นแรกก็วางขายกลางเดือนมกรา รอแค่สองเดือนกว่าๆ เอง รวดเร็วมาก!! ทำไมเวลาออกเกมไม่ออกเร็วๆ แบบนี้บ้าง นี่เรารอเกมภาค Dolce Vita มาปีครึ่งแล้วยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ จะได้เล่นจริงมั้ยก็ไม่รู้ เข้าใจนะว่าเกมต้องใช้เวลาทำนานกว่าซีดีมาก แต่เงียบเกินไปก็ใจไม่ดีเหมือนกัน…. /เหม่อ

ความพิเศษของซีดีรอบนี้ที่ไม่เหมือนคราวเกคิดันกับเธียเตอร์คือ คราวนี้ไอดอลสังกัดไชนิ่งเอนเตอร์เทนเมนต์ทั้ง 11 คนจะมีบทบาทในแทร็คดราม่ากันทุกแผ่น! แต่เพลงยังร้องกันแค่ตัวละครหลักเหมือนเดิมนะ

ใน Lost Alice นี่นอกจากสี่คนที่พูดถึงไปแล้ว คนอื่นๆ มีบทบาทกันตามนี้

อิจิโนะเสะ โทคิยะ รับบทเป็น หนอนผีเสื้อ
จินกูจิ เร็น รับบทเป็น กระต่ายเดือนสาม
ไอจิมะ เซซิล รับบทเป็น หนูขี้เซา
อิตโตกิ โอโตยะ รับบทเป็น ไพ่เอซโพแดง
คุรุสุ โช รับบทเป็น ไพ่เจ็ดโพแดง
มิคาเสะ ไอ รับบทเป็น ไพ่แจ็คโพแดง
คามิว รับบทเป็น อัลเบิร์ต ลิดเดลล์

……….ใช่ค่ะ อิจิโนะเสะซัง เมนของดิฉันรับบทเป็นหนอน ฮือ 55555555555555 ตอนประกาศว่าใครเล่นเป็นอะไร โทคิยะโดนแฟนๆ ล้อเลียนเยอะมากจนคำว่า イモムシ =หนอนผีเสื้อ ติดเทรนด์ทวิตเตอร์ญี่ปุ่นเลย โอ๊ยยยย หนอน55555ผี5555555เสื้อ555555555555555 แต่หลังจากได้ฟังแทร็คดราม่าแล้วเราพบว่าบทนี้เหมาะกับโทคิยะสุดๆ คนอะไรขนาดเป็นหนอนยังหล่อเลย ขี้โกงชะมัด

ก่อนเมาท์เนื้อเรื่องแผ่นนี้ขอซูเนโอะรีวิวแพคเกจจิ้งซีดีเวอร์ชั่นลิมิเต็ดรอบนี้ก่อน

คราวนี้แพคเกจไม่เหมือนคราวก่อนอีกละ ค่ายบรอคโคลี่เป็นโรคทำแพคเกจเหมือนเดิมไม่เป็น ออกซีดีทีไรต้องหาลูกเล่นใหม่ทู้กที รอบนี้แบบลิมิเต็ดจะมีกล่องแข็งด้านนอกกล่องนึง ก็คือกล่องในรูปด้านบนนั่นแหละ ส่วนด้านหลังกล่องหน้าตาแบบนี้

กล่องเวอร์ชั่นลิมิเต็ดหนากว่าที่คิดเอาไว้ ตอนหยิบออกมาจากชั้นวางของในร้านถึงกับตกใจในความหนาเล็กน้อย ในกล่องบรรจุกล่องใส่ซีดีกับหนังสือหนึ่งเล่ม

พูดถึงกล่องซีดีก่อน รอบนี้เป็นกล่องสีดำซึ่งเบสิคมากจนน่าตกใจ เพราะตั้งแต่ซื้อซีดีอุตะปุริมายังไม่เคยเจอกล่องแบบนี้มาก่อน เคยเจอแต่กล่องใสหรือไม่ก็กล่องประหลาดๆ ที่ไม่รู้จะเรียกว่ากล่องซีดีได้มั้ย บางทีก็ไม่มีกล่องแต่มาเป็นกระดานทำนาย (อย่างเช่นตอน Shining Dream ซึ่งแพคเกจสุดอลัง) ด้วยเหตุนี้ พอรอบนี้พอใช้กล่องสีดำธรรมดาๆ เลยรู้สึกแปลกใหม่ซะงั้น

พอเปิดกล่องมาจะเจอสิ่งเหล่านี้

ของในกล่องนี้ได้แก่ ซีดี, ที่คั่นหนังสือ, กระดาษเนื้อเพลงหนึ่งแผ่น และแผ่นโฆษณานิทรรศการคราวนี้

ซีดีมีสี่แทร็ค ประกอบด้วย
– เพลง Lost Alice
– แทร็คดราม่า Shining Masterpiece Show「Lost Alice」 chapter 01
– แทร็คดราม่า Shining Masterpiece Show「Lost Alice」 chapter 02
– เพลง Lost Alice (off vocal)

แทร็คดราม่าสองแทร็ครวมกันยาวประมาณ 52 นาที แทร็คละยี่สิบกว่านาที พอๆ กับตอนเธียเตอร์ เห็นรอบนี้มากันครบ 11 คนนึกว่าจะเพิ่มความยาวหน่อย บู่ววว (=3=)

ส่วนแผ่นเนื้อเพลงน่ารักดี แต่มาใบเดียวโดดเดี่ยวเดียวดายแบบนี้มันแห้งแล้งไปหน่อย ถ้าทำบุ๊กเล็ตบางๆ แทรกบทสัมภาษณ์ของนักแสดงนำสักเล็กน้อยแบบที่แผ่นก่อนๆ ทำจะเริ่ดมาก

ส่วนที่คั่นหนังสือมีสี่ลายตามจำนวนนักแสดงนำ ด้านหน้าเป็นรูปนักแสดงนำแต่ละคน ส่วนด้านหลังเป็นประโยคคำพูดของตัวละครนั้นๆ

มาดูหนังสือกันบ้าง หนังสือเป็นไฮไลท์ของรอบนี้เลย เราว่าที่รอบนี้ไม่มีบุ๊กเล็ตคงเป็นเพราะทีมงานทุ่มเทให้กับหนังสือจนหมดแรงจะทำบุ๊กเล็ตละ 5555555555 คราวนี้ไม่ใช่หนังสือบทละครพร้อมด้วยลายมือของแต่ละคนแบบคราวก่อน สงสัยเล่นมุกเดิมซ้ำสามรอบจะน่าเบื่อเกินไป รอบนี้เลยมาในรูปแบบหนังสือภาพปกแข็ง พิมพ์สี่สีทั้งเล่มสวยสดงดงาม จำนวนหน้า 100 หน้า เรียกได้เต็มปากว่าเป็นหนังสือนิทานเล่มนึง

เราชอบหนังสือรอบนี้มากกกกกกกกกกกกกก ปกสวยยยยยย ข้างในก็สวย!! ข้างในมีภาพวาดประกอบเนื้อหาสวยสดงดงาม เนื้อหาด้านในก็คือเนื้อหาในแทร็คดราม่านั่นแหละ เป็นหนังสือที่เอาไว้เปิดดูประกอบแทร็คดราม่าเช่นเคย แต่จะอ่านในฐานะหนังสือนิทานเล่มนึงโดยไม่ฟังแทร็คดราม่าก็ได้ ดีงามเลอค่าคู่ควรแก่การสะสมเป็นที่สุด

พอฟังแทร็คดราม่าพร้อมเปิดหนังสือไปด้วยแล้วให้อารมณ์เหมือนสมัยเด็กๆ ที่ฟังเทปประกอบหนังสือนิทานไม่มีผิด นี่ทีมงานอุตะปุริคิดว่าเหล่าปริ๊นเซสอายุเท่าไหร่นะ 55555555555 แต่จังหวะของหนังสือกับแทร็คดราม่ามันผสมกลมกลืนกันลงตัวดีมาก ฟังเพลิน อ่านก็เพลิน ประทับใจมากๆๆ

โดยรวมแล้วแพคเกจคราวนี้ก็ทำดีอีกแล้ว! แต่ในแง่ความตื่นตาตื่นใจเราชอบตอนแกะกล่องเธียเตอร์มากกว่า อันนั้นตื่นตาตื่นใจกับทั้งบุ๊กเล็ต ทั้งข้อความของแต่ละคนในหนังสือบทหนัง ทั้งโปสเตอร์แผ่นเบ้อเริ่ม ทั้งตั๋วหนังปลอมๆ คือตอนเธียเตอร์มันชวนให้รู้สึกถึงตัวตนของนักแสดงนำได้มากกว่ารอบนี้ด้วยแหละ แต่รอบนี้หนังสือทำดีมากจริง พอชดเชยเรื่องไม่มีบทสัมภาษณ์ได้อยู่

ต่อไปเป็นช่วงเมาท์เนื้อเรื่องยืดยาวน้ำท่วมทุ่ง

*มีสปอยล์*

ขอพูดถึงคอนเซปท์อลิสก่อน ว่ากันตามตรงแล้ว ตอนเห็นว่าแผ่นนี้ใช้คอนเซปท์อลิส สิ่งแรกที่เราคิดคือ “อีกและ!?”

อย่างที่บอกว่าคนญี่ปุ่นสุดแสนจะคลั่งไคล้อลิส อลิสในแดนมหัศจรรย์เป็นวรรณกรรมที่ถูกคนญี่ปุ่นหยิบยืมมาผลิตซ้ำในสื่อแขนงต่างๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า บางทีคนญี่ปุ่นอาจจะเป็นชนชาติที่คลั่งไคล้อลิสมากที่สุดในโลกแล้ว เวลาเห็นอะไรที่ใช้อลิสเป็น motif เราจึงค่อนข้างเฉยเมยเพราะมันมีให้เห็นอยู่เรื่อยๆ ในแวดวงป๊อปคัลเจอร์ญี่ปุ่น ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร

แต่ถึงจะรู้สึกจำเจ ข้อดีอย่างนึงของคอนเซปท์อลิสคือความน่ารัก ขึ้นชื่อว่าอลิสยังไงก็น่ารัก เพราะงั้นแม้จะไม่ตื่นเต้นตกใจกับคอนเซปท์ แต่พอเห็นเรย์จังหูกระต่ายกับรันมารุหูแมว เราก็พ่ายแพ้ให้กับความน่ารักอยู่ดี บ้าจริง!!

เป็นอันว่าถึงจะรู้สึกว่า อลิสอีกแล้วเหรอ? แต่พอเป็นอุตะปุริก็ดีงาม ให้ผ่าน กำเงินพร้อมซื้อตั้งแต่เปิดตัวโปรเจคต์สู่สายตาสาธารณชน (ความจริงคืออุตะปุริทำอะไรมาเราก็ว่าดีหมด เป็นทาสผู้มืดบอด)

เนื้อเรื่องของอลิสเวอร์ชั่นอุตะปุรินี่คล้ายๆ ของเดิมนะ เล่าแบบย่อคืออลิสหลุดเข้าไปในแดนมหัศจรรย์ ไปเจอตัวละครพิลึกพิลั่นต่างๆ แล้วสุดท้ายก็ตื่นจากฝัน กลับมาที่โลกของตัวเอง จบ แต่รายละเอียดต่างจากต้นฉบับเยอะอยู่ เวอร์ชั่นนี้ลดทอนตัวละครไปเยอะ นิสัยตัวละครก็ต่างกันไปบ้าง มีการเพิ่มประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ของพี่น้องที่ไม่มีในต้นฉบับเข้ามาด้วย

ที่สำคัญ! จุดนึงที่โปรเจคต์นี้ต่างจากเกคิดันและเธียเตอร์คือ รอบนี้ไม่มีตัวละครที่เป็นนางเอกในแต่ละเรื่องแล้ว ส่วนตัวละครที่เดิมทีเป็นผู้หญิงก็กลายเป็นผู้ชายกันหมด เป็นอลิสในแดนหนุ่มหล่อไปโดยปริยาย (^q^)

ความรู้สึกตอนฟังแผ่นนี้ครั้งแรกคือ… ละ ลึกซึ้ง สตอรี่คราวนี้เต็มไปด้วยบทพูดคมคายเชิงนามธรรมและใช้สัญลักษณ์อย่างแยบคาย ซึ่งจุดนี้เรารู้สึกว่าเป็นสิ่งที่แปลกใหม่สำหรับอุตะปุริที่ชอบเล่าเรื่องราวออกมาตรงๆ แต่ความลึกซึ้งเหล่านี้ส่วนใหญ่มันเป็นผลมาจากต้นฉบับนั่นแหละ ความที่ต้นฉบับเล่นกับสัญลักษณ์เยอะเป็นทุนเดิม พอยืมเรื่องมาดัดแปลงก็เลยพลอยมีอะไรให้ตีความได้เยอะไปด้วย

ฟังจบไปสองรอบแล้วมีอะไรอยากพูดถึงเยอะมากจนไม่รู้จะพูดถึงตรงไหนก่อน 5555555 เล่าไปตามเนื้อเรื่องละกัน

เรื่องราวของอลิสเวอร์ชั่นนี้เริ่มต้นจากสองพี่น้องลิดเดลล์เช่นเดียวกับต้นฉบับ ตัวเอกของเรื่องคือชาร์ลส์ผู้เป็นน้อง (=นัตจัง) ชาร์ลส์นั่งอ่านนิทานอยู่ดีๆ อัลเบิร์ตผู้เป็นพี่ (=คามิว) ก็สั่งให้ไปทักทายญาติคนอื่นๆ ที่กำลังปิกนิกกันอยู่ แต่ชาร์ลส์ไม่ชอบงานเลี้ยงน้ำชาไร้สาระก็เลยโวยวายใส่พี่ชายว่าไม่เอาด้วยหรอก คนพี่เลยดุว่าโตแล้วหัดทำตัวดีๆ หน่อยสิ จะเอาแต่ใจตัวเองไม่ได้นะ ทะเลาะกันไปๆ มาๆ ชาร์ลส์ก็วิ่งหนีเข้าป่าจนตกลงไปในหลุม ฟิ้ววววววว วาร์ปไปสู่แดนมหัศจรรย์!

สิ่งที่เห็นในฉากแรกสุดนี้คือนิสัยของพี่น้องที่ต่างกันสุดขั้ว อัลเบิร์ตคนพี่เป็นคนเข้มงวด เก่งกาจ เป็นที่รักของคนอื่น ส่วนชาร์ลส์เป็นพวกชอบปลีกวิเวกไม่ยุ่งกับใครจนโดนคนอื่นๆ ค่อนขอดว่าแปลก ซึ่งคำว่าแปลกเป็นคำที่ชาร์ลส์เกลียดชังที่สุด ชาร์ลส์ตะโกนใส่อัลเบิร์ตว่าตัวเองเป็นคนแปลก ไม่ใช่คนเก่งกาจเหมือนพี่ ซึ่งความสัมพันธ์ของพี่น้องและความรู้สึกอ่อนด้อยกว่าพี่ชายที่เห็นในฉากนี้แหละที่มีผลกับการทำความเข้าใจเนื้อเรื่องทั้งหมดอย่างใหญ่หลวง

ขอพูดถึงชื่อของสองพี่น้องนิดนึง ด้วยความสงสัยว่าชื่อของชาร์ลส์กับอัลเบิร์ตนี่มีความหมายอะไรรึเปล่าก็เลยลองไปค้นมา ได้ข้อสรุปที่เป็นไปได้ว่าชื่อชาร์ลส์น่าจะมาจากชื่อจริงของลูอิส แคร์รอล ผู้แต่งอลิสในแดนมหัศจรรย์ ซึ่งลูอิส แคร์รอลเนี่ยเป็นนามปากกา ชื่อจริงของเจ้าตัวคือ Charles Lutwidge Dodgson

ส่วนชื่ออัลเบิร์ตนี่ไม่รู้ว่าคนแต่งเรื่องตั้งใจรึเปล่า ชื่ออัลเบิร์ตมาจากภาษาเยอรมันสองคำคือ adal ที่แปลว่า noble กับ beraht ที่แปลว่า bright ดังนั้นความหมายของชื่อนี้คือ สูงส่งและสว่างไสว ซึ่งมันเข้ากับคาแรกเตอร์ของคุณพี่อัลเบิร์ตในเรื่องนี้มาก! พอรู้ความหมายของชื่อแล้วถึงกับตื่นเต้นตกใจ ทำไมคิดมาดีขนาดนี้! หรือถ้าบังเอิญเลือกชื่อฝรั่งมาแบบสุ่มๆ แล้วได้ความหมายนี้ออกมาพอดีนี่มันจะน่ากลัวเกินไปแล้ว

กลับมาที่เนื้อเรื่อง หลังจากตกลงหลุมจนมาโผล่ในแดนมหัศจรรย์แล้ว คนแรกที่ชาร์ลส์เจอคือกระต่ายขาว (=เรย์จัง) กระต่ายขาวเวอร์ชั่นนี้ก็ยังถือนาฬิกาทำตัวเร่งรีบเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือความคิวท์เพราะเป็นเรย์จัง (≧ω≦)

กระต่ายเห็นชาร์ลส์ก็ทักว่าเธอคืออลิสสินะ? ชาร์ลส์ก็งงว่าอลิสอะไรกัน ผมชื่อชาร์ลส์ กระต่ายก็ยังยืนยันคำเดิมว่าเธอคืออลิส เพราะเธอมาจากข้างนอก นอกจากกระต่ายขาวแล้ว ตัวละครในแดนมหัศจรรย์ก็เรียกชาร์ลส์ว่าอลิสกันหมด แฟนๆ วิเคราะห์กันว่าแดนมหัศจรรย์เวอร์ชั่นนี้อาจจะเรียกคนนอกทุกคนว่าอลิสก็เป็นได้ เพราะมันมีหลายประโยคเลยที่บ่งบอกเป็นนัยๆ ว่าอลิสไม่ได้มีแค่คนเดียว

กระต่ายขาวบอกชาร์ลส์ว่าตอนนี้ไม่มีเวลาแล้ว คือกระต่ายมาถึงก็พ่นคำคมใส่ชาร์ลส์รัวๆ ตัวอย่างเช่น

“เวลาเป็นสิ่งสำคัญ ว่ากันว่าเวลาเป็นเงินทองใช่มั้ยล่ะ? ไม่สิ สำคัญยิ่งกว่าเงินทองซะอีก ของบางอย่างก็ซื้อด้วยเงินทองไม่ได้ แม้แต่ตอนนี้มันก็กำลังหมดไปเรื่อยๆ ในโลกนี้ล้วนเต็มไปด้วยการสูญเสีย” 

“เมื่อพลาดพลั้งมันก็สายไปแล้ว หลังจากสูญเสีย ชีวิตย่อมไม่สามารถแก้ไขได้อีก”

“เพราะฉะนั้นถึงต้องเร่งรีบอยู่อย่างนี้เพื่อไม่ให้เป็นเช่นนั้น ต่อให้เปล่าประโยชน์ก็ตาม”

“แทนที่จะเสียใจที่ไม่ได้ทำอะไร สู้เสียใจหลังจากลงมือทำไปแล้วยังดีซะกว่า…”

“ความเศร้าจากการสูญเสีย แม้จะลิ้มรสกี่ครั้งก็ไม่มีวันเคยชิน”

“แต่พวกเราไม่มีทางเตรียมพร้อมสำหรับโศกนาฏกรรมที่มาเยือนกะทันหันหรอก ได้แต่ยอมรับมันก็เท่านั้น”

โอ้โหหหหหหหหห คำคมเหล่านี้มองเผินๆ ก็เป็นคำคมทั่วๆ ไปแหละ ถ้าคนอื่นพูดเราคงไม่ติดใจอะไรมากมาย แต่การยัดบทพูดเหล่านี้ให้เรย์จิพูดนี่ ฟังครั้งแรกเราโกรธเลย 5555555555 ทำไมออฟฟิเชียลต้องหยิบเรื่อง “ความสูญเสีย” มายัดเยียดใส่เรย์จังอีกแล้ว!! สำหรับคนที่อินเรื่องเรย์จิกับไอเนะมากๆ อย่างเรา ประโยคเหล่านี้มันบีบหัวใจมากนะรู้รึเปล่า!!?? (ออฟฟิเชียล: รู้ไงถึงได้ใส่มา)

ตอนเธียเตอร์เคยบ่นไปแล้วว่าออฟฟิเชียลชอบสะกิดแผลใจเรย์จังบ่อยๆ พอมาถึงลอสท์อลิส ออฟฟิเชียลก็ยังคงเอาเกลือสาดแผลเก่าเรย์จังเหมือนเดิมไม่มีผิด เมื่อไหร่ออฟฟิเชียลจะปล่อยเรย์จังเป็นอิสระจากการสูญเสียซะทีคะ!? รู้มั้ยว่าเรย์จังตอนพูดประโยคเหล่านี้จะเจ็บปวดขนาดไหน!!!??

อย่างไรก็ตาม แม้จะเคืองความใจร้ายของออฟฟิเชียล แต่พอฟังจบแล้วรู้สึกว่าบทนี้ต้องเป็นเรย์จังแหละ ถูกต้อง เมคเซนส์ (เอาจริงๆ ก็ชอบแหละเวลาเรย์จังพูดอะไรแบบนี้ 555555555555 แต่อีกใจก็ไม่อยากให้เรย์จังเศร้าไง ฮือ)

หลังจากพ่นคำคมรัวๆ กระต่ายขาวก็วิ่งหน้าตั้งหายไป ชาร์ลส์พยายามวิ่งตามแต่วิ่งไม่ทัน พอสะดุดล้มก็โดนดอกไม้ยักษ์ทั้งหลายหัวเราะเยาะว่าเป็นอลิสที่เงอะงะงุ่มง่าม ไร้มารยาทซะเหลือเกิน

เราชอบฉากนี้มากกกกก เพราะดอกไม้ทั้งสี่รับบทโดยโทคิยะ โอโตยะ โช และไอ เป็นฉากที่เราขำที่สุดในเรื่องแล้วเพราะโทคิยะหัวเราะเยาะชาร์ลส์ด้วยเสียงแบบท่านฮายาโตะเป๊ะเลย ลงท้ายประโยคด้วย “เนี้ย” แบบท่านฮายาโตะด้วย ฮือออออ ไม่นึกไม่ฝันว่าจะได้มาเจอท่านฮายาโตะที่วันเดอร์แลนด์ คิดถึงจังเลยค่ะะะะ (;____;)

ฉากดอกไม้ส่วนใหญ่แฟนๆ วิเคราะห์ไปในทางตรงกันว่าเป็นภาพสะท้อนพวกคนที่เคยซุบซิบนินทาชาร์ลส์ในงานปาร์ตี้ อันนี้คือในกรณีที่มองว่า แดนมหัศจรรย์=ความฝัน=โลกในจิตใจของชาร์ลส์ แต่มีบางคนเสนอว่าแดนมหัศจรรย์อาจเป็นโลกคู่ขนานก็ได้ เทียบกันแล้วเราชอบทฤษฎีแรกมากกว่าเพราะการตีความตัวละครมันลงตัวกว่าหน่อย แต่ก็ยังมีบางจุดที่คิดไม่ตกอยู่เหมือนกัน อย่างเช่นเรื่องกระต่ายขาว ซึ่งจะกล่าวถึงอีกทีในภายหลัง

พอวิ่งหนีจากดอกไม้มาแล้ว ชาร์ลส์ก็พบกับ หนอนผีเสื้อออออ ก๊ากกกกกกกก ไฮไลท์ที่เฝ้ารอคอย หนอนผีเสื้อที่รับบทโดยอิจิโนะเสะ โทคิยะ!!!!!

แม้จะเป็นหนอนผีเสื้อซึ่งฟังดูชวนขบขัน แต่เอาจริงๆ ตัวละครหนอนผีเสื้อนี่ไม่มีความตลกเลยนะ เป็นหนอนคูลๆ ที่เปิดตัวด้วยการอ่านหนังสือสามเล่มพร้อมกัน ช่างเป็นบทที่เหมาะกับหนอนหนังสืออย่างอิจิโนะเสะซังจริงๆ! พอชาร์ลส์ทักว่าทำไมไม่อ่านทีละเล่ม คุณหนอนก็ตอบแบบคูลๆ โดยไม่ปรายตามองว่าไม่จำเป็น อ่านสามเล่มก็รู้เรื่อง

หนังสือหนึ่งในสามเล่มของคุณหนอนผีเสื้อพูดถึงจิตใต้สำนึกด้วย ตรงนี้คงบ่งบอกเป็นนัยๆ เรื่องที่แดนมหัศจรรย์=โลกในจิตใจของชาร์ลส์นั่นแหละ

คุณหนอนผีเสื้อนี่ก็โผล่มาพ่นคำคมรัวๆ ไม่ต่างจากกระต่ายขาว (คือตัวละครเรื่องนี้เหมือนเป็นเครื่องผลิตคำคมอะ) คำคมส่วนใหญ่ของคุณหนอนผีเสื้อจะเกี่ยวข้องกับ การรู้จักตัวเอง การทำความเข้าใจตัวเองและคนอื่น อาทิ “ฉันรู้ว่าตัวเองไม่รู้อะไร”โอ้โห โสเครตีสไปอีกกกกกกก

เราไม่รู้ว่าบทพูดของหนอนผีเสื้อในต้นฉบับเป็นยังไงเพราะไม่ได้อ่าน เคยดูหนังมาหลายเวอร์ชั่นแต่ลืมไปหมดแล้วด้วย แต่ประเด็นเรื่อง identity นี่เป็นหนึ่งใน theme ของวรรณกรรมเรื่องอลิสในแดนมหัศจรรย์อยู่แล้ว พอคุณหนอนผีเสื้อพูดเรื่องนี้เลยรู้สึกว่าคนเขียนเวอร์ชั่นนี้ทำการบ้านมาดีนะเนี่ย เก็บประเด็นหลักๆ ของต้นฉบับมาด้วย

คุณหนอนผีเสื้อสั่งสอนชาร์ลส์ว่าไม่ควรเอาค่านิยมของตัวเองไปตัดสินคนอื่น แล้วก็บ่นว่าชาร์ลส์เป็นคนเอาแต่ใจ ไม่รู้จักนึกถึงคนอื่นบ้างเลย ชาร์ลส์เลยโวยวายว่าพูดจาน่ารำคาญ ใจร้ายเหมือนพี่ชายไม่มีผิด! คุณหนอนเลยตั้งคำถามว่า พี่ชายที่ว่านั่นเป็นคนใจร้ายจริงเหรอ? คิดไปเองรึเปล่า?

ถ้ามองว่าแดนมหัศจรรย์เป็นภาพสะท้อนจิตใจของชาร์ลส์ หนอนผีเสื้อก็คงเป็นด้านเยือกเย็นของชาร์ลส์ เป็นมุมหนึ่งของชาร์ลส์ที่รู้ตัวดีว่าตัวเองเอาแต่ใจ แต่เห็นมีคนตีความว่าหนอนผีเสื้ออาจจะสะท้อนจิตใจของชาร์ลส์ที่รักและอยากจะเชื่อในตัวพี่ชายก็ได้

ผละจากหนอนผีเสื้อมาแล้ว ชาร์ลส์ก็เข้ามาในป่าลึกและพบกับ แมวเชสเชอออออออร์ร์ร์ร์ร์ร์ร์ อ๊ากกกกกก รันรันหูแมววววววววววววว (//////ー//////)

เราว่าเสียงแมวเชสเชอร์ให้ความรู้สึกเป็นทัตสึฮิสะมากกว่ารันมารุนะ 55555555 คงเพราะเสียงไม่แหบต่ำเท่ารันมารุปกติด้วยแหละ แต่พอคิดว่าเป็นรันมารุแล้วก๊าวใจเลื้ออออเกิน แค่ออกมาหัวเราะฮิๆๆๆก็อยากลงไปดิ้นที่พื้นแล้วค่าาาา เซมปัยยยยย (≧д≦)(≧д≦)

ถึงเสียงจะคนละโทนกับที่เคย แต่บทนี้เหมาะกับรันรันมาก ตรงนิสัยรักอิสระของเชสเชอร์เนี่ยเหมือนรันรันเป๊ะ ทำอะไรตามใจชอบและเป็นตัวของตัวเอง เราว่าทุกบทในเรื่องนี้มันเข้ากับแต่ละคนที่รับบทมากเลย แบบเข้าใจเลยว่าทำไมถึงให้คนนี้เล่นบทนี้ ชอบๆ

บทพูดแมวเชสเชอร์จะว่ามาแนวคำคมก็ไม่เชิง ออกแนว เอ๊ะ พูดอะไรไม่รู้ แต่ดูๆ ไปก็คมนะ อย่างเช่น “ฉันจะเป็นใครก็ได้ และไม่ใช่ใครก็ได้ คนที่จะตัดสินก็คือตัวเอง จะเป็นใครไม่ใช่เรื่องสำคัญ” อะไรแบบนี้

ประโยคนึงของแมวเชสเชอร์ที่สนับสนุนทฤษฎีแดนมหัศจรรย์=จิตใจของชาร์ลส์คือ “เรื่องที่ฉันรู้มีแต่เรื่องที่พ่อหนุ่มรู้เท่านั้น แปลว่า… ฉันรู้ทุกเรื่องที่พ่อหนุ่มรู้ไงล่ะ” (เชสเชอร์เรียกชาร์ลส์ว่า ぼうや จริงๆ มันเป็นคำเอาไว้ใช้เรียกเด็กผู้ชาย อารมณ์ ไอ้หนู ไอ้เด็กน้อย อะไรแบบนี้มากกว่า แต่ชาร์ลส์ตัวบะเอ้กขนาดนี้ ขอเรียกพ่อหนุ่มเถอะ) การที่แมวเชสเชอร์รู้เท่ากับที่ชาร์ลส์รู้แสดงว่าน่าจะเป็นตัวตนที่อยู่ในใจของชาร์ลส์ บางคนบอกว่าเชสเชอร์เป็นภาพสะท้อนแง่มุมอ่อนแอของชาร์ลส์ บางคนก็บอกว่าเป็นด้าน negative ของชาร์ลส์ เอาเป็นว่าไม่มีใครมองว่าเป็นด้านดีเลย 555555555 ถ้ามองว่าเป็นความอ่อนแอหรือความคิดลบแล้วก็อาจจะคิดได้ว่าความอ่อนแอในใจหรือความคิดลบของคนเรามันอาจจะแวบขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้โดยที่เราไม่อาจควบคุม เหมือนแมวเชสเชอร์ที่ชอบผลุบๆ โผล่ๆ อย่างอิสระโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า ล่ะมั้ง?

แมวเชสเชอร์บอกให้ชาร์ลส์เดินไปทางแสงสว่างที่มองเห็นอยู่ลิบๆ พอไปถึงชาร์ลส์ก็เจอช่างทำหมวก (=มาซาโตะ) กระต่ายเดือนสาม (=เร็น) และหนูขี้เซา (=เซซิล) กำลังจัดปาร์ตี้น้ำชากันอยู่ บทช่างทำหมวกนี่พลิกบทบาทของมาซาโตะไปไกลมากกกกกกกกกกก ไม่เคยเห็นมาซาโตะได้บทฉูดฉาดขนาดนี้มาก่อน แปลกใหม่สุดๆ

นอกเรื่องนิดนึง เมื่อหลายวันก่อนเห็นทวีตคนญี่ปุ่นบอกว่า “พอเล่าให้เพื่อนฟังว่า มาซาโตะเคยรับบทแวมไพร์ แล้วตอนนี้มารับบทเป็นช่างทำหมวกในอลิส เพื่อนก็ตอบว่า นี่มันจอห์นนี่เดปป์แห่งโลกอุตะปุริ!!“…..เราประทับใจมาก เป็นการเปรียบเทียบที่โคตรเท่ 555555555555

แก๊งปาร์ตี้น้ำชาเห็นชาร์ลส์โผล่มาก็ต้อนรับขับสู้อย่างดี ชวนมานั่งดื่มชากินขนมด้วยกันอย่างสนุกสนานเฮฮา แต่ที่นี่มีความแปลกประหลาดอย่างนึงคืออยู่ภายใต้กฎพิลึกพิลั่น อย่างเช่น พอนาฬิกาดังขึ้นมาเมื่อไหร่ต้องหยุดพักจากปาร์ตี้ทันทีแม้นาฬิกาจะเสียจนดังไม่เป็นเวลาก็ตาม ชาร์ลส์บ่นว่ากฎบ้าบออะไรไม่รู้ อีกสามคนเลยบอกว่า แต่กฏต้องเป็นกฎนะ

พอชาร์ลส์เริ่มหงุดหงิดกับอีกสามคนจนทุบโต๊ะโวยวายว่า “ไม่สนุก” (=面白くない จริงๆ มันแปลได้ทั้งไม่สนุก ไม่น่าสนใจ น่าเบื่อ) ทั้งสามคนก็ตกใจเพราะนึกว่าชาร์ลส์คือราชาโพแดง ฉากนี้ก็มีผลต่อการตีความเรื่องราชาโพแดงที่จะออกมาตอนหลัง ชอบการที่แต่ละฉากมันเชื่อมโยงและมีผลต่อการตีความไปหมดเลย เป็นเรื่องที่ยิ่งตั้งใจฟังตั้งใจอ่านแล้วยิ่งเก็บมาคิดได้เรื่อยๆ คิดไปคิดมาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคิดแล้วได้อะไร…. แต่มันสนุกตอนคิดไปเรื่อยนี่แหละ

ชาร์ลส์ปฏิเสธว่าไม่ใช่ราชาโพแดง ไม่ใช่คนของราชาด้วย แก๊งปาร์ตี้น้ำชาเลยเล่าให้ฟังว่าก่อนหน้านี้พระราชาเคยโผล่มาตอนที่กำลังจัดปาร์ตี้น้ำชากัน ราชาบอกว่า ไม่สนุก!! และสั่งให้จัดปาร์ตี้น้ำชาที่อิสระและรื่นเริงกว่านี้ ไม่งั้นจะตัดหัวทิ้ง ช่างทำหมวกเลยกลัวคำว่า ไม่สนุก มาตลอด และพยายามทำให้งานเลี้ยงน้ำชารื่นเริงมากที่สุด คือทั้งสามคนนี้ไม่ได้ชอบจัดปาร์ตี้น้ำชาหรอก แค่ทำไปเพราะกลัวพระราชาเท่านั้นเอง

ชาร์ลส์บอกว่าตัวเองเข้าใจความรู้สึกของช่างทำหมวกดี เพราะตัวเองก็โดนพี่ชายต่อว่าอยู่บ่อยๆ หลังจากนั้นแก๊งปาร์ตี้น้ำชาก็จะดื่มชาอย่างสนุกสนานกันต่อ แต่ชาร์ลส์บอกว่าไม่เห็นจำเป็นต้องเชื่อฟังคำสั่งไร้เหตุผลเลย ไปหาพระราชากันดีกว่า! ห้ามยอมแพ้นะ! ถ้าอยากเปลี่ยนแปลงก็ต้องเค้นความกล้าออกมาแล้วก้าวไปข้างหน้า! ตอนแรกกระต่ายกับหนูไม่ยอมไปด้วยเพราะอยู่อย่างนี้ก็ดีแล้ว แต่ช่างทำหมวกตัดสินใจจะไปกับชาร์ลส์ ทั้งสองเลยออกเดินทางไปด้วยกัน เป็นอันจบแทร็คที่หนึ่ง (เขียนมาตั้งนานเพิ่งจบแทร็คแรก……..)

ชาร์ลส์พูดกับช่างทำหมวกว่า “ถึงจะไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรได้ แต่ผมรู้สึกว่าถ้าไปกับคุณแล้วน่าจะพบเส้นทางที่ควรก้าวเดินไป” เพราะงั้นช่างทำหมวกก็น่าจะเป็นจิตใจด้าน positive ของชาร์ลส์ ช่วงแรกช่างทำหมวกติดอยู่ภายใต้กฎ ไม่ต่างจากชาร์ลส์ที่ติดอยู่ในกรอบที่พี่ชายเขียนไว้ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจที่จะก้าวออกมาจากกรอบ ในแง่นี้จะมองว่าเป็น ความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง ของชาร์ลส์ก็คงได้

เท่าที่ไปอ่านวิเคราะห์ต้นฉบับมา เห็นหลายๆ ที่บอกว่างานเลี้ยงน้ำชาของช่างทำหมวกเป็นภาพสะท้อนสังคมในยุควิกตอเรียน จุดนี้เราว่าเอามาใช้กับเวอร์ชั่นนี้คงไม่เวิร์ก อุตะปุริไม่น่าอยากวิพากษ์สังคมอังกฤษในศตวรรษที่ 19 หรอกมั้ง…. แต่ถ้ามองสตอรี่โดยรวมว่าเป็นภาพสะท้อนสังคมก็อาจจะคิดได้เหมือนกัน แม้โดยส่วนตัวแล้วเราจะให้น้ำหนักกับการสะท้อนจิตใจชาร์ลส์มากกว่าก็ตาม

แทร็คสองเริ่มต้นด้วยฉากที่ชาร์ลส์มาเจอกระต่ายขาวอีกครั้ง กระต่ายขาวยังคงเร่งรีบเหมือนเดิม และยังคงพูดประโยคที่ชวนให้โมโหคนเขียนบทอีกเช่นเคยว่า “สิ่งที่พังไปแล้วครั้งหนึ่งย่อมไม่มีทางกลับเป็นเหมือนเดิม ต่อให้มีพลังของราชาก็ตาม…” พูดจบก็วิ่งหายไป ปล่อยให้ชาร์ลส์กับช่างทำหมวกวิ่งไล่ตาม แต่ก็ตามไม่ทันอีกเหมือนเดิม

พอกระต่ายขาวหายไป คราวนี้แมวเชสเชอร์ก็โผล่มาอีกครั้ง เชสเชอร์บอกชาร์ลส์ว่าไม่เห็นจำเป็นต้องหาทางกลับไปโลกเดิมเลย อยู่ที่นี่ก็ดีแล้วนี่นา อุตส่าห์เป็นเพื่อนกับช่างทำหมวกแล้วทั้งที จัดงานเลี้ยงน้ำชากันไปเรื่อยๆ ก็พอแล้วไม่ใช่รึไง? ในโลกโน้นไม่มีใครรักชาร์ลส์เลยแท้ๆ แล้วจะกลับไปทำไมอีก ชาร์ลส์เลยนึกถึงตัวเองในโลกโน้นที่มักจะโดนพ่อดุด่า โดนพี่เข้มงวดใส่ เชสเชอร์เลยเป่าหูต่อไปว่า “คนที่ผิดคือพวกผู้ใหญ่ต่างหาก”

ความก๊าวของบทบรรยายในหนังสือฉากนี้คือ “แมวเชสเชอร์ลูบศีรษะของชาร์ลส์อย่างอ่อนโยน” หว่อยยยยยยยยยยย รันรั๊นนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน (≧д≦)(≧д≦)(≧д≦)

แมวเชสเชอร์เป่าหูอลิสให้อยู่ที่นี่จนชาร์ลส์เริ่มสับสน ช่างทำหมวกเลยเตือนว่า ตัดสินใจว่าจะก้าวไปข้างหน้าแล้วไม่ใช่รึไง? ฉากนี้เห็นความเป็นขั้วตรงข้ามของแมวเชสเชอร์กับช่างทำหมวกชัดเลย คนนึงเป็นด้านคิดลบที่ไม่กล้าเผชิญความจริง ไม่กล้าเผชิญกับโลก อยากจะหลบซ่อนตัวอยู่ในแดนมหัศจรรย์ ส่วนอีกคนเป็นด้านคิดบวก กล้าที่จะมุ่งไปข้างหน้า กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง เป็นฉากที่แสดงถึงการต่อสู้ภายในจิตใจของชาร์ลส์ (จะว่าไปแล้วก็ให้อารมณ์เหมือนเวลากอลลั่มคุยกับตัวเองนิดนึง……)

สุดท้ายชาร์ลส์ก็เลือกที่จะก้าวไปข้างหน้า จะหาทางกลับบ้านไปเผชิญหน้ากับพี่ แมวเชสเชอร์ก็อุตส่าห์ใจดีช่วยบอกทางให้ก่อนจะหายตัวไป

ชาร์ลส์กับช่างทำหมวกเดินมาจนถึงสวนกุหลาบของราชาโพแดง มาถึงก็เจอไพ่เอซโพแดง (=โอโตยะ) กับไพ่เจ็ดโพแดง (=โชจัง) ทะเลาะกันอยู่ สองคนนี้น่ารักมากกกกกกกกก โอ๊ยยยยยยยย ฮือออออออ โอโตยันนนนนนน โชจั๊งงงงงงงงงงงงง (≧д≦)(≧д≦)

ไพ่สุดคิวท์ทั้งสองกำลังช่วยกันทาสีดอกกุหลาบสีขาวให้กลายเป็นสีแดงอยู่ เพราะพระราชาชอบสีแดง ถ้าโดนจับได้ว่าปลูกผิดสีจะโดนประหาร ชาร์ลส์เลยโวยวายว่านี่มันไร้เหตุผลเกินไปแล้ว เข้มงวดเหมือนพี่ชายไม่มีผิด

ไพ่เอซโพแดงบอกชาร์ลส์ว่า “ต่อให้ไร้เหตุผล แต่ถ้าพระราชาบอกว่าถูกก็คือถูก เพราะคำสั่งของพระราชาถือเป็นเด็ดขาด” ……คมกริบ

ขณะที่กำลังเมาท์พระราชากันอยู่ แมวเชสเชอร์ก็โผล่มาแกล้งบอกว่า “กุดหัวเจ้าพวกนี้ซะ!” ไพ่สุดน่ารักทั้งสองเลยสะดุ้งโหยงขอให้พระราชายกโทษให้ ชอบฉากนี้ น่าร๊ากกกกกกกกกกก (≧ω≦)(≧ω≦)

แมวเชสเชอร์โผล่มาปั่นหัวให้ชาร์ลส์กลัวการเผชิญหน้ากับพระราชา ชาร์ลส์เลยเริ่มใจแป้วขึ้นมาอีก จังหวะนั้นอยู่ดีๆ กระต่ายขาวก็โผล่มาบอกว่า การพิจารณาคดีกำลังจะเริ่ม และถ้าขาดอลิสไปก็เริ่มไม่ได้ ชาร์ลส์เลยต้องไปกับกระต่ายขาว

พอมาถึงศาล ชาร์ลส์ก็พบว่านั่นคือการพิจารณาคดีของไพ่แจ็คโพแดง (=ไอไอ) ซึ่งคนที่ทำหน้าที่ผู้พิพากษาคือกระต่ายขาว ความผิดของแจ็คโพแดงคือปลูกดอกกุหลาบผิดสีแล้วยังพยายามกลบเกลื่อนจึงต้องโดนโทษประหาร

แจ็คโพแดงบอกว่า คำสั่งของพระราชามีแต่เรื่องไม่สมเหตุสมผลทั้งนั้น จะไม่ทนอีกต่อไปแล้ว! จู่ๆ แมวเชสเชอร์ก็โผล่มาอีกรอบและบอกว่าแจ็คมักจะค้านคำพูดของพระราชาเสมอ ถ้ามองว่าแจ็คโพแดงสะท้อนอะไรสักอย่างในใจชาร์ลส์ก็คงเป็นจิตใจต่อต้าน แต่จะต่อต้านอะไรนี่ยังคิดไม่ตก จะว่าต่อต้านพี่ชายก็ไม่เชิง อาจเป็นการต่อต้านสังคมที่ชาร์ลส์เคยบอกว่าไร้สาระก็ได้

ฉากพิจารณาคดีนี่ตอนก่อนฟังเห็นคนกรี๊ดว่ามันเรย์ไอมาก พอมาฟังจริงๆ แล้วเราไม่ค่อยรู้สึกถึงพลังงานเรย์ไอเท่าไหร่แฮะ หรือฟิลเตอร์เราไม่หนาพอ…? แต่เราว่าเราสัมผัสพลังงานเรย์ไอจากออฟฟิเชียลได้บ่อยมากเลยนะ ยกเว้นรอบนี้ 55555555555

ระหว่างการพิจารณาคดี ช่างทำหมวกท้วงขึ้นมาว่าตัวเองอยู่ในเหตุการณ์ที่สวนกุหลาบ ซึ่งแจ็คไม่ได้อยู่ที่นั่น ช่างทำหมวกเห็นด้วยกับแจ็คว่าดอกกุหลาบจะเป็นสีอะไรไม่สำคัญ ที่สำคัญคือกฎของพระราชามันแปลกประหลาดสิ้นดี!

พอช่างทำหมวกระบายความในใจจบ เสียงพระราชาก็ดังขึ้นว่า “เรียกข้างั้นรึ ช่างทำหมวก? หึ ปากเก่งขึ้นไม่เบานี่นา!”

อ๊ากกกกกกกกกกกกกก อ๊ากกกกกกกกกกกกกก อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกก แม้จะแอบเดาตัวพระราชาไว้ก่อนฟัง แต่พอฟังแล้วออกมาตรงตามที่เดาไว้จริงๆ นี่มัน อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก พระราชารับบทโดยคามิวจ้าาาาาา กรี๊ดดดดดดดด มิวจังงงงงงงงงง (≧д≦)(≧д≦)(≧д≦) *ระบำฟลามิงโก้รอบศาล*

จริงๆ เดาไว้สองทาง ไม่คามิวก็ซัตสึกิ แต่เป็นคามิวแล้วดูเข้าท่ามากกว่า เพราะอยู่ดีๆ ซัตสึกิจะโผล่มาในโชว์คงพิลึกไปหน่อยมั้ง?

ชอบการเขียนบทบรรยายในหนังสือฉากที่พระราชาปรากฏตัวว่า บรรยากาศภายในศาลเยือกแข็งไปในพริบตา เหมาะกับคามิวดี 55555555

พระราชาข่มขู่ช่างทำหมวกว่าเดี๋ยวก็ไม่ได้ดื่มชาอีกหรอก ช่างทำหมวกเลยตอบอย่างกล้าหาญชาญชัยว่า “ถ้าต้องอยู่เหมือนตายทั้งเป็น ถ้าต้องแสร้งเล่นละครไร้สาระซ้ำไปมา สู้จบกันตรงนี้ยังดีซะกว่า!” แจ็คโพแดงขอบคุณช่างทำหมวกที่ช่วยเป็นพยาน พระราชาเห็นแล้วรำคาญเลยสั่งประหารทั้งคู่ซะเลย

คราวนี้ชาร์ลส์ทนไม่ไหวประท้วงขึ้นมาว่า ความคิดของพระราชาต่างหากที่ผิด! คราวนี้พระราชากับชาร์ลส์เลยถกเถียงกันว่าด้วยกฎเกณฑ์ ความถูกต้อง ความรับผิดชอบ และอิสรภาพ คนฟังกรี๊ดความหล่อของพระราชาได้แป๊บเดียวก็มานั่งปวดขมับกับบทสนทนาอันแยบคายของตัวละครต่อ…

พระราชาบอกว่าชาร์ลส์แค่ใช้คำว่าอิสระมาอ้างเพื่อหนีจากความจริงอันเจ็บปวด ชาร์ลส์ตอบว่าที่ผ่านมาเคยหนีเพราะความกลัว แต่ยิ่งหนีกลับยิ่งกลัวมากขึ้น เพราะฉะนั้นถึงได้ไม่ยอมเผชิญหน้า แต่จากนี้ไปจะไม่หนีอีกแล้ว จะเชื่อมั่นในตัวเองและก้าวไปข้างหน้า เราว่าบทพูดที่ชาร์ลส์ตอบพระราชาตรงนี้อธิบายแก่นของ Lost Alice ได้ชัดเจนที่สุดแล้ว พอไปฟังเพลงจะยิ่งเห็นชัดเลยว่าสิ่งที่เรื่องนี้อยากบอกคือ จงเชื่อในตัวเองและก้าวไปข้างหน้า จงมีความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง

หลังจากนั้นแมวเชสเชอร์ก็บอกว่า ชาร์ลส์เจ็บปวดที่โดนเปรียบเทียบกับพี่ชายผู้เก่งกาจมาตลอด และพี่ชายก็ปฏิเสธชาร์ลส์มาตลอดด้วย แต่แจ็คโพแดงถามว่า พี่ชายปฏิเสธชาร์ลส์จริงๆ งั้นเหรอ? ประโยคนี้ของแจ็คโพแดงนี่แหละที่ทำให้เราไม่ค่อยเห็นด้วยกับการวิเคราะห์ว่าแจ็คโพแดง=จิตใจต่อต้านพี่ชายเท่าไหร่

ชาร์ลส์บอกว่า พี่ชายไม่ได้ปฏิเสธหรอก แค่เป็นห่วงเท่านั้นเอง ถึงจะเข้มงวดแต่พี่ก็มีความอ่อนโยน พี่เองก็คงทรมานใจเหมือนกันที่พี่น้องเข้าใจกันไม่ได้

ชาร์ลส์ค่อยๆ เดินเข้าไปหาพระราชาและบอกว่า ที่ผ่านมาคงเหงาสินะ เพราะโดนใครๆ เกลียดจนไม่มีใครเข้าใกล้ ไม่มั่นใจในตัวเอง เอาแต่อิจฉาคนอื่นจนมองไม่เห็นสิ่งที่ถูกต้อง พระราชาฟังคำพูดเหล่านั้นก็ได้แต่ปฏิเสธเสียงหลงว่า ไม่ใช่! ไม่ใช่! ไม่ใช่! บทบรรยายตรงนี้เขียนว่า ทุกครั้งที่ชาร์ลส์เอ่ยคำพูด พระราชาก็ยิ่งเปลี่ยนรูปร่างไปกลายเป็นชาร์ลส์

ฉากแรกที่พระราชาออกมาด้วยเสียงของอัลเบิร์ต เรานึกว่าพระราชาคือภาพแทนของพี่ชายภายในใจชาร์ลส์ แต่พอเจอฉากนี้ก็เปลี่ยนความคิด พระราชาคือตัวชาร์ลส์เองนั่นแหละ เพราะคำพูดที่ชาร์ลส์พูดกับพระราชานั่นหมายถึงตัวเองชัดๆ เรามองว่าพระราชาคือปมในใจของชาร์ลส์ที่กลายเป็นรูปธรรม เป็นอุปสรรคในใจที่ชาร์ลส์ไม่กล้าเผชิญหน้า เป็นโจทย์ที่ชาร์ลส์ต้องข้ามผ่านเพื่อก้าวไปสู่การเติบโต การที่พระราชาปรากฏตัวในรูปแบบของอัลเบิร์ตก่อนจะกลายเป็นชาร์ลส์อาจมองได้ว่าช่วงแรกชาร์ลส์ยังคิดว่าตัวเองต้องกลับไปเผชิญหน้ากับพี่ชายอยู่ แต่พอมาถึงตรงนี้ชาร์ลส์ตระหนักแล้วว่าสิ่งที่ควรทำคือการเผชิญหน้ากับตัวเองต่างหาก

พระราชาที่ไม่อยากฟังคำพูดของชาร์ลส์ยกมือปิดหู (นึกภาพมิวจังกลัวจนยกมือปิดหูแล้วอยากเป็นลม ต้องน่ารักมากแน่เลย แอร๊////) ชาร์ลส์คว้ามือของพระราชาแล้วประกาศว่า “ต่อให้ต้องเสียใจภายหลัง ความเจ็บปวดนั้นก็จะไม่สูญเปล่า ผมจะก้าวไปข้างหน้า!” พริบตานั้นแดนมหัศจรรย์ก็ค่อยๆ พังทลายลงในที่สุด

กระต่ายขาวบอกว่าชาร์ลส์ค้นพบเส้นทางที่จะก้าวไปข้าวหน้าด้วยพลังของตัวเองแล้ว ช่างทำหมวกก็บอกลาชาร์ลส์ว่า ขอให้จำไว้ว่าไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน พวกเราก็อยู่เคียงข้างเสมอ เป็นอีกประโยคที่ตอกย้ำว่าพวกนี้อยู่ภายในจิตใต้สำนึกของชาร์ลส์อยู่แล้ว (จะว่าไปแล้วก็เริ่มนึกถึงอินไซด์เอาท์ขึ้นมาเบาๆ)

ชาร์ลส์บอกลาทุกคนและบอกว่าจะไปพบพี่ชายเพื่อบอกความรู้สึกของตัวเอง ตรงนี้ในแทร็คดราม่าจะเป็นเสียงทุกคนร้องเรียกอลิส แต่ในหนังสือจะเขียนว่า “ลาก่อน… อลิส” ประโยคนี้มันสำคัญอยู่นะ ทำไมในแทร็คดราม่าไม่มี! เราว่าหนังสือนี่สำคัญสำหรับการตีความมากเลยนะ เพราะบทบรรยายต่างๆ จะไม่มีในแทร็คดราม่า ฟังอย่างเดียวจะพลาดรายละเอียดไปเยอะ แต่ถ้าอยากฟังเพื่อเสพความน่ารักของตัวละครและเสียงหล่อๆ ของคนพากย์เฉยๆ ก็โอเค ฟังแบบไม่คิดอะไรมากก็สนุกใช้ได้เหมือนกัน

หลังจากนั้นชาร์ลส์ก็ลืมตาตื่นขึ้นมาพบคนที่หน้าตาเหมือนกระต่ายขาว อีกฝ่ายบอกว่าตัวเองเป็นหมอที่ดูแลชาร์ลส์ ก่อนหน้านี้ชาร์ลส์ตกลงไปในหลุมจนหมดสติไป โชคดีที่ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร แค่ช็อกจนหมดสติไปเฉยๆ

ทว่า! คนที่อาการสาหัสกว่าชาร์ลส์คือคุณพี่อัลเบิร์ตที่ช่วยชาร์ลส์เอาไว้จนตัวเองบาดเจ็บสาหัส อ๊ากกกกกกกก คุณพี่ขราาาาาาาาาาา (;____;)

ก่อนพูดถึงคุณพี่ขอพูดถึงคุณหมอก่อน พอตอนท้ายเฉลยว่าเรย์จังเล่นเป็นหมอแล้วเข้าใจความเร่งรีบของกระต่ายขาวเลย ทั้งเรื่องที่บอกว่าต้องแข่งกับเวลา ทั้งเรื่องความสูญเสีย ทั้งหมดนั้นมันโยงมาถึงฉากสุดท้ายของเรื่องนี่แหละ เห็นมีคนวิเคราะห์ว่าบางทีคุณหมอเรย์จังอาจจะเคยเป็นอลิสเหมือนกัน แต่เป็นอลิสที่ช่วยคนสำคัญไว้ไม่ได้ก็เลยมาเป็นหมอเพื่อช่วยคนอื่น ก็ฟังดูเป็นไปได้

กลับมาที่อาการพี่อัลเบิร์ต คุณหมอเรย์จังบอกว่าตอนโดนหามมาโรงพยาบาล อัลเบิร์ตละเมอเรียกชื่อน้องชายตลอด แต่หลังจากนั้นก็หมดสติไปยังไม่ฟื้น คุณหมอพาชาร์ลส์ไปดูอาการพี่ชาย พอเจอพี่นอนหน้าซีดชาร์ลส์เลยวิ่งเข้าไปกอดแล้วขอโทษที่เคยบอกว่าเกลียดพี่ ผมยังมีเรื่องอยากบอกพี่อีกมากมาย จะโกรธจะเกลียดผมก็ได้ ลืมตาตื่นเถอะนะพี่นะะะะะ

ชาร์ลส์พร่ำพูดความในใจที่มีต่อพี่เสร็จก็ร้องไห้ พอน้ำตาหยดปุ๊บ พี่อัลเบิร์ตก็พูดขึ้นมาว่า ชาร์ลส์ไม่ได้ทำอะไรผิดหรอก โอ้โหวววววว อุตส่าห์เขียนบทล้ำลึกชวนขบคิดมาทั้งเรื่อง มาเจอหยดน้ำตาแล้วฟื้นขึ้นมานี่ถึงกับขำในความคลีเช่ 55555555555 แต่คุณพี่ไม่ตายก็ดีแล้วค่ะฮือออออออออออออออ

และแล้วพี่น้องก็ปรับความเข้าใจกัน อัลเบิร์ตบอกว่าที่ผ่านมาทำไปเพื่อชาร์ลส์ทั้งนั้น แต่นั่นกลับทำให้ชาร์ลส์ทุกทรมานสินะ ทั้งๆ ที่ชาร์ลส์เป็นคนสำคัญยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น แต่กลับทำให้ชาร์ลส์โศกเศร้าซะได้ ขอโทษด้วย ว่าแล้วก็ใช้นิ้วเช็ดน้ำตาน้องชายแบบหล่อๆ

ชาร์ลส์ได้ฟังความในใจของพี่ก็ตัดสินใจบอกสิ่งที่ตัวเองอยากบอกบ้าง

“ผมรักพี่ชาย!”

“อา… พี่ก็เหมือนกัน ชาร์ลส์ที่รัก”

แล้วสองพี่น้องก็กอดกัน โอ้ยยยยยยยยยยยยยย อะไรนะะะะะะะะะะะะ นี่พี่น้องแน่เหรอออออ ใช่เหรอออออออออออออ เห่นโลววววววววววววว สรุปแผ่นนี้นัตจังเป็นพระเอก มิวจังเป็นนางเอกจ้าาาา หรือจะสลับกันก็ได้ แล้วแต่ฟิลเตอร์ส่วนบุคคล 55555555555

โดยสรุปแล้ว Lost Alice เป็นเรื่องราวของ “การเติบโต” ไม่ต่างจากประเด็น coming of age ของต้นฉบับเลย เหตุการณ์ในแดนมหัศจรรย์คือภาพสะท้อนจิตใจอันสลับซับซ้อนของชาร์ลส์ในวัยเปลี่ยนผ่าน ถ้าชาร์ลส์เป็นวัยรุ่น แดนมหัศจรรย์ก็คงเป็นความสับสนของวัยรุ่น ประโยคที่บอกว่าทุกคนคืออลิส อาจตีความว่าทุกคนล้วนเคยผ่านวัยเยาว์มาแล้วทั้งนั้นก็ได้

ประโยคสุดท้ายของเรื่องนี้บอกว่า ต่อให้สูญเสียไป ก็แค่ใช้มือนั้นคว้าความสุขใหม่ๆ ก็พอ ตอนแรกเราไม่เก็ทว่าความสูญเสียในที่นี้คืออะไร พี่อัลเบิร์ตก็ไม่ตายซะหน่อย แต่พอคิดจากคีย์เวิร์ด “การเติบโต” แล้ว สิ่งที่สูญเสียไปในที่นี้อาจจะไม่ได้หมายถึงอะไรที่เป็นรูปธรรมชัดเจน แต่หมายถึง “วัยเยาว์” ที่ผ่านพ้นก็ได้ หรือถ้าคิดจากเนื้อเรื่องอาจมองว่าสูญเสีย “ตัวเองคนเก่า” ไปก็ได้มั้ง

พอฟังจบอ่านจบแล้วมาพินิจดูชื่อ Lost Alice อีกทีเราก็ว้าววววกับชื่อนี้ขึ้นมาเลย เพราะ Lost Alice หมายความได้ทั้ง อลิสที่หลงทาง และ อลิสที่สูญหายไป ดูเป็นชื่อที่คิดมาดีอะ!! (ปรากฏออฟฟิเชียลบอก อ๋อ จริงๆ แล้วไม่ได้คิดไรมากหรอก)

เป็นอันว่าจากที่ตอนแรกไม่ได้คาดหวังอะไรจากแผ่นนี้เท่าไหร่เพราะเบื่อความจำเจของอลิส พอได้ฟังจริงดันประทับใจมากจนหยุดคิดไม่ได้ ยิ่งโยงเรื่องราวเข้ากับพื้นเพของนักแสดงที่มารับบทบาทแล้วก็ยิ่งสนุก แถมพอรู้สตอรี่แล้วยิ่งอินกับเพลงมากกว่าเดิมด้วย

ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งต่างๆ ที่เขียนมาเป็นแค่มุมมองส่วนตัวของเรา ปนๆ กับบทวิเคราะห์ของแฟนๆ ที่ไปอ่านมาอีกที อาจจะมีการตีความที่แตกต่างออกไปอีกมากมายก็ได้

และทั้งหมดทั้งมวลนี้คือส่วนหนึ่งของอุตะปุริ! อุ ตะ ปุ ริ! Uta no Prince sama!!!! ตั้งแต่ติ่งอุตะปุริมาเคยเห็นคนบอกว่าอุตะปุริติ๊งต๊องไร้สาระกี่ครั้งแล้วไม่รู้ ซึ่งไอ้ความติ๊งต๊องไร้สาระนั่นมันก็มีอยู่จริงแหละ ยอมรับ มีเยอะด้วย 5555555555555 แต่นอกจากมุมติ๊งต๊องเหล่านั้นแล้ว บางทีอุตะปุริก็มีแง่มุมอื่นๆ อีกเยอะเหมือนกัน และลอสท์อลิสนี่ก็เป็นมุมใหม่ของอุตะปุริที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ชอบที่ถึงจะอยู่ด้วยกันมานานก็ยังมีอะไรใหม่ๆ มาให้เห็นเสมอ ไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่เลย

หลังจากนี้ก็อยู่ด้วยกันไปอีกนานๆ นะ♥

เมื่อฉันไปซื้อถุงโชคดีที่อนิเมท

หนึ่งในกิจกรรมยอดฮิตวันปีใหม่ของชาวญี่ปุ่นคือ การซื้อถุงโชคดี!!

ปีที่แล้วเราไปซื้อถุงโชคดีที่อนิเมทมาแล้วติดใจ ปีนี้อยากไปอีก แต่นึกไม่ออกเลยว่าปีที่แล้วทำตัวยังไงบ้าง ปีนี้เลยขอจดบันทึกประสบการณ์เอาไว้ซะหน่อย

พูดถึงถุงโชคดีก่อน ถุงโชคดีโดยทั่วไปเท่าที่เราเคยเห็นมีอยู่สองแบบคือแบบที่รู้ว่าข้างในมีอะไร กับแบบที่ไม่รู้ว่าข้างในมีอะไร ซึ่งที่อนิเมทมีขายทั้งสองแบบ

แบบที่รู้ว่าข้างในมีอะไรจะเจาะจงเฉพาะเรื่องไปเลย เช่นถุงโชคดีของโอโซมัตสึซังก็จะมีแต่สินค้าโอโซมัตสึ ของพวกนี้มันเป็นสินค้าลายพิเศษที่ทำขายเฉพาะช่วงปีใหม่ บางถุงก็เปิดให้จองล่วงหน้าหรือสั่งออนไลน์ได้ด้วย แบบนี้ต้องคอยติดตามข้อมูลดีๆ เพราะบางถุงก็เปิดจองและปิดจองกันตั้งแต่เดือนกันยาหรือตุลา รีบจั๊ง!! ข้อดีของแบบนี้คือไม่ต้องลุ้น จองอย่างไหนได้อย่างนั้น แต่ข้อเสียของมันก็คือการไม่ต้องลุ้นอีกเช่นกัน ถุงโชคดีมันต้องลุ้นสิถึงจะสนุก ถ้าไม่ต้องลุ้นโชคจะเรียกว่าถุงโชคดีได้ยังไงกัน!

เพราะฉะนั้น เพื่อความสนุกในการซื้อ แบบที่เราไปซื้อทั้งปีที่แล้วและปีนี้จึงเป็นแบบที่ไม่รู้ว่าข้างในมีอะไร แบบนี้น่าจะฮิตกว่านะ เท่าที่เดินสำรวจมาปีที่แล้วก็ขายแบบนี้กันแทบทุกร้าน หรือถ้าเป็นร้านเสื้อผ้าอาจจะมีบอกว่าในถุงจะมีเสื้อกี่ตัว กระโปรงกี่ตัว กระเป๋ากี่ใบ แล้วให้ไปลุ้นเอาเองอีกทีว่าจะได้ของหน้าตาแบบไหนมา อันนี้เป็นเวอร์ชั่นกึ่งกลางระหว่างแบบแรกกับแบบสอง ส่วนของอนิเมทที่เราไปซื้อนี่เป็นแบบไม่มีบอกอะไรทั้งสิ้นว่าเราจะประสบพบเจอสิ่งใดบ้าง เป็นการลุ้นโชครับปีใหม่อย่างแท้จริง

เนื่องจากจำไม่ได้ว่าคราวที่แล้วตื่นกี่โมง คราวนี้เรากับเพื่อนจึงนัดกันแปดโมงที่สถานีนิปปงบาชิ ความจริงมีอนิเมทสาขาที่ใกล้เรามากกว่าคือสาขาอุเมดะ แต่ไม่รู้ทำไมรู้สึกว่าที่นิปปงบาชิมันน่าจะพิเศษกว่าเพราะเป็นย่านคุโดยตรง

การเลือกสาขานี่ต้องเช็กดีๆ ด้วยว่าสาขาที่จะไปเปิดวันปีใหม่รึเปล่า บางสาขาก็ปิดวันที่หนึ่งแล้วเริ่มขายวันที่สอง ถ้าฟิตๆ หน่อยจะตื่นแต่เช้าไปซื้อถุงโชคดีติดกันสองวันเลยก็ได้ แต่วันเดียวเราก็เหนื่อยละ บาย

ไปถึงแถวๆ นิปปงบาชิแปดโมงกว่าๆ หลายร้านเริ่มมีคนมาต่อแถวประปราย แถวนั้นร้านติ่งเยอะมาก แต่ละคนก็มาต่อกันตามความสนใจส่วนบุคคล ใครชอบเล่นการ์ดก็ไปต่อแถวหน้าร้านการ์ด ใครอยากลุ้นพวกเครื่องใช้ไฟฟ้าก็ไปต่อหน้าซอฟแมป เน้นของเล่นก็ไปโคโตบุกิยะ ส่วนเราตรงดิ่งไปอนิเมทซึ่งออกแนวติ่งแบบรวมฮิต ไม่รู้จะต่อร้านไหนก็ต่ออนิเมทไว้ก่อน ง่ายดี

รอบนี้เราไปถึงหน้าอนิเมทแล้วเจอคนต่อแถวอยู่ประมาณสิบกว่าคน ยังได้ต่อแถวอยู่ตรงใกล้ๆ ประตูร้านอยู่ รอบที่แล้วจำได้ว่ากว่าจะไปถึงก็ต่อกันหลายสิบคนจนต้องเบี่ยงแถวไปข้างๆ ตึกละ

ไปถึงแล้วก็ต่อแถวไปเรื่อยๆ จนกว่าร้านจะเปิดตอนสิบโมง อากาศหนาวพอใช้ได้ ยืนไปเรื่อยๆ มือไม้ก็เริ่มเย็น ทางที่ดีควรเตรียมอุปกรณ์กันหนาวไปให้พร้อม (จริงๆ ไปกันสองคนแบบนี้จะแวบไปซื้อไคโระคนนึงก็ได้ เพราะข้างอนิเมทมีเซเว่น แต่ขี้เกียจ 5555555555)

พอใกล้ๆ สิบโมงก็มีพนักงานออกมาตะโกนว่า ใครที่จะซื้อถุงโชคดีราคาสองพันเยนของอนิเมทให้เข้าไปต่อแถวในร้าน คราวนี้ผู้คนเกิดอาการสับสนขึ้นมาละ บางคนได้ยินปุ๊บก็พุ่งออกจากแถวเข้าร้านไปเลย แต่หลายๆ คนยังงงอยู่ เราก็งงด้วย เพราะปีที่แล้วถุงโชคดีมันราคาพันเยน เราเลยนึกว่าปีนี้จะราคาเท่าเดิม จุดนั้นคือไม่รู้ว่ามีถุงโชคดีหลายแบบรึเปล่า? สองพันเยนอาจจะได้ซื้อก่อนพันเยนมั้ย? หรือยังไง? หลังจากยืนงงกันอยู่พักนึง ในที่สุดเพื่อนก็พุ่งเข้าไปถามพนักงานและได้คำตอบมาว่าปีนี้ไม่มีถุงโชคดีแบบพันเยนแล้ว มีแต่สองพันเยนนะจ๊ะ

พอรู้ว่ามีแบบเดียวพวกเราเลยเดินเข้าร้านตามคนอื่นไป ถึงตอนนั้นคือโดนแซงคิวไปเยอะมาก เซ็งมาก ไม่โอเคกับการจัดการของพนักงานเท่าไหร่ น่าจะประกาศให้เคลียร์กว่านี้และประกาศตั้งแต่ก่อนเปิดประตูร้านมั้ยยยยย แถวที่ต่อๆ กันอยู่นี่ก็มาซื้อถุงสองพันเยนนี่กันทั้งนั้นแหละ ถ้าประกาศก่อนเปิดจะได้เรียงแถวเข้าร้านกันไปตามลำดับ ไม่ใช่ฟังประกาศแล้วเฮโลกันเข้าไปแบบนี้

ตอนเดินเข้าไปต่อคิวในร้านก็บ่นอุบอิบกับเพื่อนอย่างเซ็งๆ ทั้งเซ็งที่ขึ้นราคาจากพันเยนเป็นสองพันเยน และเซ็งกับการจัดการของพนักงาน ยังดีที่ตอนไปต่อคิวในร้านได้ไปยืนตรงโซนโอโตเมะเกม ระหว่างรอเลยได้ยืนดูจอฉายโฆษณาเกมตรงนั้นไปเรื่อยๆ รู้สึกเหมือนมีหนุ่มหล่อมาปลอบใจ อาาาาาา ฟูโตะคุงงงงงง สวัสดีปีใหม่นะ ม๊วฟ♥♥♥

ยืนรอในร้านอีกสักพักคิวก็ค่อยๆ ขยับ คือถึงจะให้มายืนต่อคิวกันในร้าน แต่จุดขายถุงโชคดีมันอยู่หน้าร้านตรงที่เราต่อคิวมาสองชั่วโมงนั่นแหละ 55555555 คงให้วนเข้ามาต่อในร้านจะได้ไม่ไปเกะกะทางเดินนอกร้าน พอคิวขยับมาถึงหน้าร้านก็จะเจอโต๊ะขายถุงโชคดีตั้งอยู่ มีพนักงานประจำอยู่สามสี่คน เจอคนไหนว่างๆ เราก็พุ่งเข้าไปหาได้เลย เข้าไปแล้วก็บอกว่าจะซื้อกี่ถุง

ปีนี้ตอนแรกเราตั้งใจจะมาซื้อสามถุงเท่ากับปีที่แล้ว แต่พอรู้ว่าขึ้นราคาเป็นสองพันเยนก็ลดจำนวนลงมาเหลือสองถุงพอ รู้สึกว่าสี่พันเยนนี่มันแพงจังเลย ฮือ สามพันเยนยังดูเป็นราคาขำๆ ที่ได้อะไรก็โอเค แต่สี่พันเยนเริ่มไม่ขำละ เริ่มรู้สึกว่าวันนี้ต้องได้ของดีๆ ละ

และแล้วก็ได้ถุงโชคดีมาในที่สุดดดดดดดดด

แต่ ช้าก่อน!! เราจะพอใจเพียงเท่านี้ไม่ได้ ความสนุกมันเริ่มต้นหลังจากได้ถุงมาแล้วต่างหาก!!

หลังจากได้ถุงโชคดีมาแล้วเรากับเพื่อนก็ไปตั้งหลักกันที่ลานจอดรถข้างร้าน แน่นอนว่าสิ่งแรกที่ทำคือสำรวจของในถุง รอบนี้ได้ถุงไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ไม่มีของที่หยิบออกมาแล้วกรี๊ดลั่นแบบปีที่แล้ว (ปีก่อนเราได้เน็นปุจิของอุตะปุริมาทั้งกล่อง! แม้จะซ้ำกับที่เคยซื้อมาก็ยังกรี๊ดอยู่ดี 555555555) สำรวจไปก็แลกกันเองไปก่อน เราเจออะไรที่เพื่อนชอบก็ยัดใส่ถุงเพื่อน เพื่อนเจออะไรที่เราชอบก็ยัดมาให้ แลกกันเองเสร็จแล้วก็ได้เวลามองหาคนที่จะแลกด้วย ขั้นตอนนี้นี่แหละที่สนุกสุดในกิจกรรมซื้อถุงโชคดี

ตอนแรกยืนรีๆ รอๆ กันอยู่สองคนเพราะมองไปรอบข้างไม่เห็นคนแลกของกันเลย แต่พอเริ่มมีคนแลกกัน เราก็เริ่มพุ่งเข้าชาร์จคนอื่นบ้าง

การแลกของในที่นี้จะไม่แลกกันชิ้นต่อชิ้น น่าจะเรียกว่าเป็นมหกรรมแจกของด้วยซ้ำ คือใครไม่เอาชิ้นไหนก็ถามคนที่มุงๆ กันอยู่นั่นแหละว่าใครอยากได้ชิ้นนี้มั้ย แล้ววงแลกของนี่จะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ด้วยนะ บางทีสลายตัวแล้วไปสร้างวงใหม่ก็วงใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ อีก แต่คนที่มามุงแลกของกันก็หน้าเดิมๆ สักพักก็จะ อ้าว เมื่อกี้เราแลกกันอยู่ตรงโน้นนี่ 5555555555

เทคนิคในการแลกคือเราควรไปแลกกับกลุ่มผู้ชาย เพราะกลุ่มผู้ชายจะไม่ต้องการสินค้าหนุ่มหล่อ ส่วนเราก็ไม่ได้อยากเก็บสินค้าแนวสาวน้อยทั้งหลาย แต่เทคนิคนี้ไม่ใช่ว่าจะใช้ได้กับทุกคน บางชิ้นในถุงเราเป็นสินค้าหนุ่มๆ แนวกีฬาที่เราไม่ได้ดู เอาไปแลกกับกลุ่มผู้ชายเค้าก็รับไปนะ ส่วนกลุ่มผู้หญิงบางกลุ่มก็อาจจะชอบแนวสาวๆ มากกว่า มีกลุ่มนึงที่แกะถุงอยู่ใกล้ๆ เราหยิบของออกมาแล้วบ่นกันว่า “ไม่ต้องการยูริออนไอซ์เยอะขนาดนี้!” สักพักพอเค้ามาแลกกับเรา เค้าก็บอกว่าเค้าชอบแนวสาวน้อยน่ารักมากกว่า ถ้ามียกให้เค้าได้เลย

สรุปสิ่งที่ควรทำเวลาแลกของ

  • แยกถุงสำหรับแลกไว้ต่างหากถุงนึงเลย วิธีนี้สะดวกมาก เดินเข้าไปขอแลกก็บอกเค้าไปเลยว่า หยิบของในถุงนี้ไปได้เลยค่ะ บางกลุ่มก็จะแยกถุงไว้ให้เราหยิบเหมือนกัน ต่างคนต่างคุ้ยถุงกันสนุกสนาน เราเจอคนนึงมาถึงก็โยนถุงนึงไว้กลางวงแล้วหายไปเลย คือพี่ขี้เกียจทิ้งสินะคะ……. บางวงที่แลกกันนานๆ จะมีถุงกลางสำหรับใส่ของที่ไม่มีใครต้องการโผล่ขึ้นมาโดยอัตโนมัติ แต่แยกถุงไว้แต่เนิ่นๆ เลยสะดวกสุดแล้วแหละ
  • เตรียมถุงสำรองไปด้วย เพราะถุงของอนิเมทเป็นถุงกระดาษซึ่งฉีกขาดง่ายมาก และบางทีเราอาจได้ของเพิ่มเติมมาเยอะเกินกว่าจะใส่ถุงที่มีอยู่ เคสนี้เกิดขึ้นกับเพื่อนเราเอง ได้หมอนหรืออะไรไม่รู้ของโอโซมัตสึมา ชิ้นเบ้อเริ่มจนใส่ถุงไม่ได้ ก็ต้องเดินหอบหิ้วพะรุงพะรังกันไป
  • ใจต้องกล้า ไม่ต้องรีรอใดๆ พุ่งเข้าไปแลกเลย คนที่วนเวียนอยู่แถวๆ นั้นยินดีแลกกันอยู่แล้ว พวกไม่แลกซื้อเสร็จก็กลับกันไปแล้ว
  • จำถุงตัวเองให้ดีๆ ไม่งั้นพอเข้าไปอยู่ในวงแลกของที่คนเยอะๆ อาจจะเริ่มงงว่าถุงไหนเป็นถุงไหน ของที่ไม่ได้อยากแลกก็ต้องคอยเก็บดีๆ

เราชอบกิจกรรมแลกของตรงที่ของบางอย่างที่เราได้มาเนี่ย เราไม่ซาบซึ้งถึงคุณค่าของมันเพราะไม่ได้ติ่ง พอยกให้คนที่ติ่งรับไปดูแลต่อมันดูไปอยู่ถูกที่ถูกทางมากกว่า ของบางอย่างเราให้ไปโดยไม่เสียดายเลยสักนิด แต่อีกฝ่ายถามแล้วถามอีกว่ายกให้จริงๆ เหรอ จะดีเหรอ ชิ้นนี้มันเลอค่ามากเลยนะ โอ๊ยยยย เอาไปเลยค่ะะะ เต็มที่!!

ส่วนของที่เราอยากได้แต่ดันไปอยู่ในมือคนอื่นก็อาจจะวกมาถึงมือเราเช่นกัน เวลาแบบนั้นเราจะเกิดความรู้สึกว่า ให้เราจะดีเหรอ??? เหมือนกันไม่มีผิด 555555555 เราชอบรีแอคชั่นของคนในวงแลกของเวลาเจอของที่ตัวเองติ่งมาก ทุกคนมันส์กันมาก หลังจากแลกของนี่ถุงเราแทบไม่เหลือเค้าเดิมเลย

เป็นอันว่าถึงจะบอกว่าความสนุกของการซื้อถุงโชคดีคือการลุ้นโชค แต่ไปๆ มาๆ ก็ไม่เห็นลุ้นเลยเนี่ย ไปแลกเอาทีหลังอยู่ดี ก๊ากกกก แต่โมเมนต์สำรวจถุงก่อนแลกก็สนุกเหมือนกันนะ!

ของที่รู้สึกว้าวสุดรอบนี้คือนาฬิกายูริออนไอซ์ เป็นนาฬิกาตั้งโต๊ะรูปยูริโอะ มันดูยิ่งใหญ่ดี ไม่ได้เจอในถุงตัวเองหรอก ไปคุ้ยเจอในถุงคนอื่น แต่ยกให้เพื่อนไปแล้วเพราะไม่ได้ติ่งเรื่องนี้ขนาดนั้น แค่ว้าวเฉยๆ 555555555

ส่วนของที่ได้มาทั้งหมดก็ตามนี้

จริงๆ ก็มีหลายอย่างที่ไม่ได้ติ่งเป็นพิเศษ แต่เห็นไม่มีใครต้องการก็หยิบๆ มา 55555555555

อนึ่ง ชิ้นแรกที่เราเจอในถุงตัวเองคือมาสก์โอโซมัตสึ หยิบออกมาแล้วขำก๊ากเลย นึกสภาพเวลาใช้จริงน่าจะตลกมาก แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่ได้ใช้นะ เสียดาย

ส่วนชิ้นที่กรี๊ดสุดในรอบนี้คือทาเปส Amnesia อันนี้หยิบมาจากคนอื่นอีกที ตอนหยิบมาก็ไม่รู้หรอกว่าทาเปสหน้าตาเป็นไง เห็นเป็นทาเปสก็หยิบไว้ก่อน พอกลับมาถึงห้องตัวเองแล้วคลี่ออกมาแทบกรี๊ดลั่น น่ารักมากกกกกกกกกก ชินคู้งงงงงงงงงง (≧д≦)(≧д≦)(≧д≦)

โดยรวมแล้วของปีนี้ก็ไม่เห็นต่างจากตอนขายถุงละพันเยนเท่าไหร่ ตอนถุงละพันเยนนั่นถูกไปด้วยซ้ำ อนิเมทคงรู้แล้วว่าพันเยนมันถูกเกิน แต่พันเยนเป็นราคาที่ซื้อง่ายจ่ายคล่องจะตาย ฮือ

เสียดายรอบนี้ไม่ค่อยเจอของอุตะปุริเลย เจอเน็นปุจิแต่ยกให้เพื่อนไปหมดแล้วเพราะเรามีซ้ำละ ไม่รู้จะเก็บซ้ำทำไมเยอะแยะ แต่การไม่ค่อยเจออุตะปุริแสดงว่ากู๊ดส์ขายดีจนไม่เหลือมาถึงถุงโชคดีสินะ! น่ายินดี!

ส่วนคิงปุรินี่เยอะแยะเหมือนปีที่แล้ว อันนี้เริ่มน่าเป็นห่วง ขายไม่ออกขนาดนี้เลยเหรอ 55555555555

ปีใหม่ปีหน้าถ้าเป็นไปได้ก็อยากไปอีก สนุกดี ชอบ แต่ไม่ต้องขึ้นราคาแล้วนะอนิเมทจ๋า

2017

เผลอแป๊บๆ สิ้นปีอีกแล้ว ปีนี้เป็นปีที่รู้สึกว่าเวลาผ่านไปรวดเร็วมาก ทั้งที่แพทเทิร์นการใช้ชีวิตแต่ละวันแต่ละเดือนค่อนข้างซ้ำซากจำเจ แต่โดยภาพรวมแล้วก็เป็นปีที่สนุกอีกปีนึงแหละ

ในด้านการเรียน ปีนี้เริ่มเรียนปริญญาโทปีแรก นึกว่าจะต้องเผชิญวิกฤติทางการศึกษาซะแล้ว แต่เอาเข้าจริงปีแรกยังไม่ค่อยต่างจากสมัยเป็นนักศึกษาวิจัยเท่าไหร่ แค่มีพรีเซนท์บ่อยขึ้น ต้องเผชิญกับโมเมนต์โดนอาจารย์สับเละบ่อยขึ้น ต้องเขียนรายงานส่งเยอะขึ้น เนื้อหาวิชาที่เรียนยากขึ้น …อืม มาคิดดูแล้วมันก็หนักขึ้นเหมือนกัน แต่ยังไม่ถึงขั้นทรมานทรกรรมอะไรมากมาย คิดว่าช่วงปีสองน่าจะหนักกว่านี้เยอะเพราะต้องทำงานวิจัยจริงๆ จังๆ

ด้านการงาน รู้สึกขอบคุณที่ยังมีงานให้ทำ ถึงจะชอบบ่นว่าขี้เกียจ แต่เราก็ชอบงานของเรานะ ถึงยังไงก็เป็นงานที่เคยใฝ่ฝันตอนเด็กๆ ว่าอยากทำ พอมาทำจริงๆ มันก็มีท้อแท้บ้าง รู้สึกว่าทำได้ไม่ดีบ้าง เจออะไรบั่นทอนกำลังใจบ้าง แต่มันคงเหมาะกับเราที่สุดแล้วแหละ คิดไปคิดมาก็ทำงานนี้มาตั้งห้าปีกว่าแล้ว หวังว่าจะมีให้ทำต่อไปเรื่อยๆ

ด้านสุขภาพ ปีนี้กลับมาวิ่งบ่อยขึ้น จริงๆ แล้วตอนอยู่บ้านที่ไทยเราวิ่งแทบทุกวันเพราะที่บ้านมีลู่วิ่ง แต่พออยู่ญี่ปุ่นไม่ได้วิ่งเลย ช่วงที่กลับไทยเลยซื้อรองเท้าวิ่งมาคู่นึง กลับมาที่นี่อีกทีก็ไปวิ่งแถวๆ บ้านนี่แหละ ช่วงปลายฤดูร้อนจนถึงฤดูใบไม้ร่วงเราชอบออกไปวิ่งตอนดึกๆ เพราะทางเท้าโล่งดี อากาศเย็นสบาย พอเข้าหน้าหนาววิ่งตอนกลางคืนไม่ไหวละ ต้องหันมาวิ่งก่อนพระอาทิตย์ตกแทน ซึ่งพระอาทิตย์ตกตอนห้าโมง เร็วไปอี๊ก แต่ชอบการวิ่งนอกบ้านนะ สนุกกว่าวิ่งบนลู่วิ่งเยอะเลย ไว้ปีหน้าจะหาเส้นทางวิ่งใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ

ด้านสังคม ปีนี้มีเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ แวะเวียนมาเที่ยวโอซาก้าอยู่เรื่อยๆ ขอบคุณทุกคนที่แวะเวียนมาแล้วอุตส่าห์เจียดเวลาเที่ยวมากินข้าวเมาท์มอยกับเรา เพื่อนบางคนอยู่ไทยไม่ได้เจอกันหลายปี ก็ได้มาเจอกันอีกทีที่โอซาก้านี่แหละ ขอบคุณเพื่อนๆ ที่นี่ที่คอยชักชวนฮิคิโคโมริอย่างเราออกจากบ้านด้วย ส่วนช่วงกลับไทยก็เดินสายพบปะเพื่อนๆ อย่างสนุกสนาน เป็นการกลับไทยที่คุ้มค่าต่อจิตใจมาก สนุกมาก ดีใจที่ได้เจอทุกคน ได้ไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อนอย่างที่ไม่ได้ไปซะนานด้วย จริงๆ เราก็ไม่ใช่คนเพื่อนเยอะอะไร แต่เพื่อนที่มีอยู่ก็น่ารักกันทุกคน ขอบคุณที่ทุกคนยังอยู่ในชีวิตเรา♥

เมื่อไม่นานมานี้นางสาวศรย. (ผู้ซึ่งกำลังจะเปลี่ยนยศเป็นนางในปีหน้า) บอกว่า เดี๋ยวนี้ appreciate อะไรๆ ง่ายขึ้นเยอะ เรารู้สึกเห็นด้วยมาก ปีนี้เป็นปีที่รู้สึกซาบซึ้งกับหลายๆ อย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิต รู้สึกขอบคุณทั้งคนที่ดีและไม่ดีกับเรา เราว่าการที่รู้สึกซาบซึ้งกับหลายๆ อย่างได้แปลว่าเราแฮปปี้กับชีวิตตัวเองในตอนนี้นะ ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี ถ้าเป็นไปได้ก็อยากแฮปปี้ไปเรื่อยๆ

ด้านติ่ง อันนี้สำคัญเพราะมันคือพลังในการดำเนินชีวิตของเรา 55555555 ปีนี้เป็นอีกปีที่ติ่งเต็มที่มาก! ช่วงต้นปีสมัครอีเวนท์แล้ววืดรัวๆ เลยคิดว่าดวงติ่งปีนี้คงไม่ดีเท่าไหร่ แต่ช่วงปลายปีนี่ไปอีเวนท์ถี่มาก เงินปลิวรัวๆ

ลองนับๆ ดูว่าปีนี้ไปอีเวนท์อะไรยังไงเท่าไหร่ สรุปออกมาได้ตามนี้

คอนเสิร์ตมิวสิคัล 1 (4Stars)
คอนเสิร์ตเพลงบรรเลง 2 (BRA★BRA, Distant worlds)
คอนเสิร์ต Kalafina 1 (9+ONE)
เซย์ยูอีเวนท์ 6 (有頂天家族, Anime Japan ไม่รู้ควรนับเป็นเซย์ยูอีเวนท์มั้ย แต่เป็นงานที่เจอเซย์ยูเยอะมาก นับๆ ไปละกัน, 星奏学院祭6, MBS Anime Fes, สตามิวเฟส, ไลฟ์คิงปุริ)
บุไตไอซัทสึ 3 (MBS応援, คุโรโกะลาสท์เกม, คิงปุริ)
ไลฟ์วิว 4 (มาโมไลฟ์รอบไต้หวัน, คิงปุริ, ไลฟ์ควอเต็ทไนท์, ปุริไลฟ์)
รีลีสอีเวนท์ 1 (百火撩乱)
ละครเวที 3 (สตามิวมิว, เทนิมิว, Masquerade Mirage)

ปีที่แล้วไม่ได้นับจำนวนอีเวนท์เอาไว้ แต่ปีนี้น่าจะเยอะกว่านะ ปีหน้าไม่รู้จะว่างไปอีเวนท์ได้เยอะแบบนี้อีกมั้ย แต่ก็อยากติ่งให้เต็มที่เท่าที่จะทำได้เหมือนเดิม เพราะเรียนจบกลับไทยก็คงไม่ได้ไปอีเวนท์บ่อยๆ แบบนี้อีกแล้ว

เรื่องที่เสียดายที่สุดคือการไม่ได้ไปปุริไลฟ์ ไม่รู้พระเจ้าแห่งอุตะปุริชิงชังรังเกียจอะไรเรานักหนา หวังมากก็เจ็บมาก แต่อย่างน้อยก็ได้ไปดูในโรงมารอบนึง อีกอย่างที่เสียดายคือปีนี้ไม่ได้ไปหาคุณมิยาโนะมาโมรุเลย ขอโทษค่ะ (;__;)

ส่วน Achievement unlocked ในปีนี้ ที่พีคที่สุดสำหรับเราเองคือการไปดูคิงปุริเกินยี่สิบรอบ ชีวิตนี้ไม่เคยคิดว่าจะกระเหี้ยนกระหือรืออยากไปดูหนังเรื่องเดิมมากขนาดนี้ พอดูเกินยี่สิบรอบเราก็เลิกนับจำนวนรอบไปแล้ว แต่คิดว่าไม่น่าถึงสามสิบรอบนะ …มั้ง หลังจากนี้ไม่รู้ว่าจะมีหนังเรื่องไหนดึงดูดให้ไปดูได้เยอะขนาดนี้อีกมั้ย บางทีเรื่องนี้อาจจะเป็นหนังที่ดูในโรงเยอะสุดในชีวิตนี้แล้ว

เออใช่ New Year’s resolution ที่ตั้งไว้ขำๆ ตอนต้นปีคือ ไปเจอเคนนุให้ได้ ซึ่งสรุปแล้วปีนี้ได้เจอเคนนุทั้งหมดสามครั้ง ได้คิดไปเองว่าสบตากันในงาน Anime Japan ด้วย! มิชชั่นคอมพลีตละ ได้รู้แน่ชัดแล้วว่าเคนนุมีตัวตนจริงๆ

แต่นักพากย์ที่เราได้เจอบ่อยสุดในปีนี้โดยไม่ได้ตั้งใจคือทาเคอุจิคุงซะงั้น 55555555 ปีนี้มีผลงานน้องให้ติดตามเยอะแยะ ก็สนิทกัน (ข้างเดียว) มากขึ้นนิดหน่อย ปีนี้ไม่มีนักพากย์ที่ชอบเพิ่มมาใหม่ แต่รู้สึกชอบคนเดิมๆ ที่ชอบอยู่แล้วมากขึ้นอีก อยากจะชอบกันไปอีกนานๆ♥

 

ว่าแล้วก็ขอจัดอันดับที่สุดแห่งปี 2017 ของตัวเองนิด

 

● ทีวีอนิเมะแห่งปี

Mobile Suit Gundam: Iron-Blooded Orphans

ถึงจะพูดได้ไม่เต็มปากว่ากันดั้มภาคนี้เป็นอนิเมะที่ดี แต่เราสนุกกับการดูภาคนี้มาก ไม่ได้ดูอนิเมะมาราธอนแบบนี้มานานแล้ว การดูอนิเมะสี่สิบกว่าตอนภายในสามวันนี่ถ้าไม่ใช่เรื่องที่คลิกกันจริงๆ เราทำไม่ได้เด็ดขาด ภาคนี้เป็นภาคที่พาเรากลับมาสนิทกับกันดั้มอีกครั้งหลังจากห่างหายกันไปหลายปี ช่วงที่ติดงอมแงมเดินเข้าร้านของเล่นบ่อยมาก ไปกันดั้มคาเฟ่รัวๆ เข้าพิกซีฟคุ้ยแฟนอาร์ทอย่างเอาเป็นเอาตาย อ่านดิสคัสชั่นตามเว็บบอร์ดตาเหลือก ดูพวกคลิปล้อเลียนก็เยอะ 5555555 ยังเสียดายอยู่เลยที่มาตามดูช้าไปหน่อย ถ้าได้ไฮป์เรียลไทม์ตั้งแต่เนิ่นๆ น่าจะสนุกกว่านี้อีก

※ runner-up: Starmyu 2nd Season

 

● อนิเมะในโรงแห่งปี

KING OF PRISM -PRIDE the HERO-

ปีนี้มีอนิเมะฉายในโรงให้ดูเยอะแยะ ชอบหลายเรื่องเลย แต่อย่างที่บอกไปแล้วว่าดูคิงปุริเกินยี่สิบรอบ จะยกให้เรื่องอื่นก็คงไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่

※ runner-up: Free! -Take Your Marks-

 

● เกมแห่งปี

Omega Vampire

เกมออกมาตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่เราเพิ่งมาเล่นปีนี้ ไม่เคยเขียนถึงเกมนี้เลย แต่ชอบมากแม้จะยังเล่นไม่ครบทุกรูท เป็นแนวแวมไพร์+โอเมก้าเวิร์ส เนื้อเรื่องสนุกน่าติดตาม ตัวละครก็น่ารัก นุ้งหมาฮาคุโร่คุงน่ารักมากๆๆๆๆ ปกติเราเข้าไม่ถึงแนวโอเมก้าเวิร์สเท่าไหร่ พอมาลองเล่นเกมนี้ก็ทำความเข้าใจแนวนี้ได้มากขึ้น

※ runner-up: Code:Realize Hakugin no Kiseki

 

● เกมมือถือแห่งปี

Shining Live

อยากแยกประเภทจากเกมด้านบน เพราะปีนี้เล่นเกมมือถือเยอะมากอย่างผิดวิสัย ปกติเราเป็นคนเล่นเกมมือถือไม่ค่อยยืดเท่าไหร่ แต่ปีนี้ติด Duel Links ตั้งแต่ต้นปี หลังจากนั้นก็เล่นเกมนั้นเกมนี้มาเรื่อยๆ บางเกมเล่นสองสามวันก็เลิก บางเกมก็เล่นยืดหน่อย แต่ถ้าให้เลือกเกมที่รู้สึกว่าใช่ที่สุด ยังไงก็ต้องเป็นอุตะปุริแหละ เพราะอุตะปุริเป็นชีวิตของเราไปแล้ว 5555555

※ runner-up: Duel Links จริงๆ อยากให้เกมนี้ชนะ เพราะเราชอบระบบเกมมาก ติดงอมแงม เป็นเกมที่ได้คิดเยอะดี แต่ท่านไคบะยังสู้ความอุตะปุริไม่ได้ไง สำหรับเราแล้วพอมีคำว่าอุตะปุริปุ๊บ ทุกอย่างแพ้หมด

 

● เพลงแห่งปี

Shining☆Romance

เป็นเพลงที่ฟังแล้วมีความสุขมาก ยิ่งกว่านั้นยังมี MV ด้วย! สารภาพตามตรงว่าตอนฟังครั้งแรกไม่ได้รู้สึกกรี๊ดอะไรมากมาย อิมแพคต์ไม่แรงเท่าตอนฟัง WE ARE ST☆RISH!! ครั้งแรก แต่เป็นเพลงที่ยิ่งฟังยิ่งชอบ ทำให้โลกสดใสและน่าอยู่ รักสตาริชจัง♥

※ runner-up: Freesia by Uru, Hana no Uta by Aimer

 

● หนังแห่งปี

It’s Only the End of the World

เป็นหนังฝรั่งเศสแนวดราม่าครอบครัวเครียดๆ ที่เราดูแล้วแฮปปี้มาก วันนั้นไปยูเอสเจแล้วเย็นๆ ไม่รู้จะทำไรเลยชวนกันไปดูหนังต่อ ตอนแรกนึกว่าเที่ยวมาเหนื่อยๆ ดูหนังแนวนี้แล้วจะง่วง ปรากฏว่าไม่ง่วงเลย เอาจริงๆ ไม่ได้ชอบหนังหรอก แต่กัสปาร์หล่อมากกกกก แค่นี้ก็พอแล้ว (เหตุผลบับ….)  คือปีนี้ดูหนังไม่เยอะ ไม่มีเรื่องที่รู้สึก ว้าวววว! เลย บางทีก็คิดถึงตัวเองคนเดิมที่เข้าโรงหนังแทบทุกอาทิตย์เหมือนกัน แต่ตัวเราคนนั้นเรียนใกล้สยามไง เลิกเรียนก็แวะลิโด้ชิลๆ ไง พอมาอยู่นี่ตั๋วหนังแพง จะดูแต่ละเรื่องเลยคิดหนักนิดนึง

ตอนแรกคิดว่าปีนี้ยังไงสตาร์วอร์สก็นอนมาแน่ๆ แต่พอดูแล้วกลับรู้สึกคลุมเครือกับภาคนี้ชอบกล อาจเพราะคาดหวังมากไปหน่อย ไม่ได้จะบอกว่าภาคนี้ไม่ดีนะ มันมีอะไรดีๆ เยอะด้วยซ้ำ ให้หยิบยกฉากที่ชอบก็น่าจะยกขึ้นมาได้หลายฉาก แต่โดยรวมแล้วภาคนี้คงไม่ใช่ my cup of tea เพราะงั้นหนังปีนี้เรายกให้หนังกัสปาร์ละกัน อยากให้มงนามูร์เล่นหนังอีกเยอะๆ จังเลยค่ะ♥

※ runner-up: Thor: Ragnarok คนส่วนใหญ่ชอบภาคนี้มากกว่าสองภาคแรก แต่เรากลับกัน คือชอบภาคนี้น้อยสุด แต่เลือกมาเป็น runner-up ด้วยเหตุผลเดียวกับข้างบนคือ ผู้ชาย….. ถ้าภาคนี้ธอร์ไม่ตัดผมก็อาจจะชนะกัสปาร์ไปแล้ว ไม่น่าเลยพี่คริส

 

ปีหน้ายังไม่มีเป้าหมายชัดเจนอะไรสักอย่าง แค่อยากตั้งใจเรียนให้มากขึ้นเพราะคงเป็นปีสุดท้ายที่จะศึกษาเล่าเรียนละ จบโทเราก็ขอบายแล้วจ้า นอกจากนั้นก็อยากใช้เวลาในญี่ปุ่นให้คุ้มๆ ซึ่งการใช้ให้คุ้มของเราคงเป็นการติ่งเหมือนเดิม 5555555 บางทีก็อยากไปเที่ยวแบบปกติทั่วไปเหมือนคนอื่นเยอะๆ แต่เราชอบคิดว่าถ้าจะเที่ยว เรากลับมาเที่ยวเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ถ้าจะติ่ง มันไม่มีทางเต็มที่ได้มากเท่ากับตอนอยู่ที่นี่อีกแล้ว

เพราะงั้นเอาเป็นว่า ปีหน้าก็เต็มที่กับสิ่งที่อยากทำเหมือนเคย แค่นั้นพอ (^^)