うたの☆プリンスさまっ♪ マジLOVEレジェンドスター x animate cafe Tennoji

ทานาบาตะปีนี้ไปฉลองที่อนิเมทคาเฟ่มาแหละ☆

จริงๆ แล้วปีที่แล้วก็ฉลองที่อนิเมทคาเฟ่เหมือนกัน สาขาเดิมเลยด้วย แต่คอลลาโบะคนละเรื่อง ชีวิตนี้ไม่คิดจะฉลองทานาบาตะแบบมนุษย์ปกติเลยใช่มั้ย

ปีที่แล้วเป็นคาเฟ่คุโรบาส ส่วนปีนี้ไปฉลองกับเหล่าปรินซ์ ซึ่งอันที่จริงเมื่อเดือนพฤษภาเราก็ไปมาแล้วรอบนึง ขอพูดถึงรอบที่แล้วก่อนละกัน

รอบแรกเราไปคนเดียวเลยไม่ค่อยกล้าขนพร็อพไปเยอะเท่าไหร่ เวลาหยิบออกมาวางน่าจะเขินๆ เราเลยหยิบไปแค่เนนปุจิอิจจี้กับโอโตยัน กะว่ารอบแรกจะไปในคอนเซปท์สตาริชก่อนละกัน ทว่า…

ได้นั่งโต๊ะรันรัน ตึงงงงงงงงง ไม่ได้เตรียมพร็อพคารุไนมาเลย TvT

คาเฟ่รอบนี้แจกที่รองแก้วแบบไม่สุ่มลาย สั่งเครื่องดื่มคนไหนก็ได้คนนั้นมาครอบครอง ดังนั้นเราจึงสั่งเครื่องดื่มโทคิโอโตะมาก่อนเป็นอันดับแรก สองคนนี้ต้องมาก่อนเสมอ อยากเก็บคนอื่นเพิ่มค่อยว่ากันทีหลัง

เครื่องดื่มอิจจี้เป็นน้ำแครนเบอร์รี่+โซดา+บลูไซรัป โปะด้วยวิปครีมเล็กๆ และไวท์ช็อกโกแลตรูปปีกสีขาว ส่วนของโอโตยันเป็นน้ำแครนเบอร์รี่+โซดาอีกเหมือนกัน แต่ไซรัปจะเป็นบลัดออร์เรนจ์ไซรัป โปะวิปครีมจิ๋วและเมอแรงก์รูปดอกทานตะวัน รสชาติเป็นยังไงลืมไปแล้วทั้งสองแก้ว แต่ไม่น่าจะเลวร้ายอะไรเพราะถ้าไม่อร่อยน่าจะจำได้

ส่วนอาหารเราสั่งออมไรซ์มากิน เป็นออมไรซ์ที่ชื่อว่า 「未来、夢、ありがとう…そして!」 ST☆RISHのオムライス ว่าง่ายๆ ก็คือเอาเพลงมาตั้งชื่ออาหารนั่นแหละ

ออมไรซ์รสชาติไม่น่าประทับใจเท่าไหร่ จำได้ว่ากินไม่หมดด้วย…. ดูๆ แล้วสตูว์ดูน่าจะอร่อยกว่า แต่เราชอบกินออมไรซ์เลยสั่งมา แล้วก็นึกได้ว่าออมไรซ์ตามคอลลาโบะคาเฟ่ต่างๆ นานาที่เคยกินมาเนี่ย ไม่มีเจ้าไหนน่าพอใจเลยสักเจ้า

ดีนะที่มีเด็กๆ คอยให้กำลังใจระหว่างกิน \(^o^)/

พอกินน้ำสองแก้วแรกหมดอย่างรวดเร็วก็เกิดหน้ามืดอะไรก็ไม่รู้ อยากสั่งน้ำมากินเพิ่มอีก (สงสัยโดนวางยาในสองแก้วเมื่อกี้) รู้ตัวอีกทีเครื่องดื่มเร็นกับโชจังก็มาวางอยู่บนโต๊ะแล้ว พอดีช่วงนั้นเล่นภาครีพีทเลิฟเลยกลับมาอินกับเอสคลาสอีกครั้งเหมือนวันเก่าๆ(〃▽〃)

ของเร็นเป็นชาแคสซิสใส่ส้ม รสชาติก็จะออกเปรี้ยวๆ เรากินจนหมดแล้วเพิ่งหันไปเห็นว่าเค้ามีไซรัปวางไว้ให้หยิบมาใส่ในเครื่องดื่มได้ด้วย….. ส่วนของโชจังเป็นนมสตรอว์เบอร์รี่ร้อนราดซอสซากุระ ถ้วยนี้เราประทับใจมากกกกกกกกกกกกกกกกก ชอบมากกกกกกกกกกกกกกก อร่อย หวาน เป็นมิตร รสชาติน่ารักมากๆๆๆ คิวท์สมเป็นโชจัง♥

สรุปว่ารอบแรกไปคนเดียว สั่งอาหารหนึ่งอย่าง น้ำสี่อย่าง……

ส่วนรอบสองในวันทานาบาตะนี่มีเพื่อนไปด้วยหนึ่งรายคือม.ซัง (นามสมมติ) พอมีเพื่อนไปด้วยก็เริ่มได้ใจ ขนพร็อพไปหนึ่งกระเป๋า แต่ไปถึงที่ร้านจริงๆ ก็ควักพร็อพออกมาวางไม่หมดเพราะพร็อพชิ้นใหญ่แต่โต๊ะเล็กเกิน ไม่มีที่วาง 55555555555

รอบนี้ไปในคอนเซปท์คารุไน ซะเมื่อไหร่…. กะว่าจะไปกินอาหารกับน้ำคารุไน แต่ก็พกโทคิโอโตะไปด้วยอยู่ดี

อ้อ รอบนี้ได้โต๊ะเร็นแหละ กินไปก็เล่นกับเจ้าของโต๊ะไปด้วย สนุกดี (・∀・*)

ไม่รักไม่แกล้งนะคะจินกูจิเร็น 5555555555555555

แต่ไม่ได้รังแกเร็นเร็นอย่างเดียวนะ! ตอนท่าทางเหนื่อยๆ เราก็ช่วยซับเหงื่อให้

ส่วนม.ซังก็ช่วยเช็ดปากให้!

อืม อาการหนัก……………….

ส่วนเครื่องดื่มรอบนี้เราสั่งเรย์จังกับรันรัน ที่จริงอยากลองชิมคามิวมากกว่ารันรัน แต่ดันชิปเรย์รันไง ยอมสั่งรันรันทั้งๆ ที่อ่านส่วนผสมแล้วไม่มั่นใจเลยว่าจะอร่อย

น้ำเรย์จังเป็นสีเขียว แต่เป็นน้ำส้มนะ (แบบนี้ก็ได้เหรอ??) เบสเป็นน้ำส้ม ผสมด้วยโทนิกวอเตอร์+บลูไซรัป+วิปครีม โปะด้วยหมวกหนึ่งใบ หมวกนี่กินได้ด้วย แต่เราไม่ได้กิน จากประสบการณ์ลองกินอะไรพวกนี้ที่แปะตามอาหารเครื่องดื่มแล้วมันไม่เห็นอร่อยเลย ส่วนน้ำรสชาติเปรี้ยวๆ หวานๆ พอกินได้ ไม่ประทับใจเป็นพิเศษ

ทางด้านของรันรันนั้น……… อันตรายตั้งแต่หน้าตา จะว่าไปแล้วก็ร็อคสมเป็นรันรัน กลิ่นก็สุดจะร็อค ดมแล้วผงะไปนิดนึง น้ำรันรันทำจากน้ำองุ่น+บานาน่าไซรัป+มิกซ์เบอร์รี่+ผงซินาม่อน โอ้โห ส่วนผสมนี้ ใครคิดสูตรคะะะะะะะ

ความรู้สึกหลังลองชิมคำแรก

ตอนแรกๆ จะรสเหมือนยาอะไรสักอย่างที่ได้กลิ่นเบอร์รี่ผสมกล้วยจางๆ แต่กินไปเรื่อยๆ จะได้รสเบอร์รี่ล้วนๆ ไม่รู้ความเป็นน้ำองุ่นซุกซ่อนอยู่ตรงไหน รู้แต่จิบทีนึงต้องกรอกน้ำเปล่าตามหลายที รสชาติเจ้มจ้นเหลือเกิน

เครื่องดื่มที่ม.ซังสั่งมาได้แก่มาซาโตะและคามิว ตอนแรกพนักงานเสิร์ฟผิดเป็นไอไอด้วย พอทักว่าไม่ใช่ค่ะ สั่งคามิวไป เค้าก็ดูตื่นตกใจมากจนเรารู้สึกผิดที่ท้วง แล้วเค้าก็ไปหยิบคามิวมาให้อย่างรวดเร็ว

สองแก้วนี้รสชาติเป็นยังไงไม่รู้ ไม่ได้ลองชิม แต่เรียงกันแล้วสีสวยดีนะ (*´ω`*)

ส่วนอาหารที่สั่งรอบนี้คือพิซซ่าชื่อว่า「KIZUNA」QUARTET NIGHTのピザ เป็นพิซซ่าหน้าซีฟู้ดที่มีรถปลอมๆ แปะอยู่หนึ่งคัน เป็นรถที่คารุไนนั่งในฉากร้องเพลง KIZUNA นั่นเอง

ดูจากหน้าตาที่ราวกับพิซซ่าสำเร็จรูปอุ่นไมโครเวฟตามเซเว่นก็พอรู้ว่าไม่น่าสู้พิซซ่าตามร้านพิซซ่าจริงจังหรือร้านอาหารอิตาเลียนได้ ซึ่งก็สู้ไม่ได้จริงๆ ดีแล้วที่ไม่คาดหวังอะไร 55555555555 แต่ถือว่าดีกว่าออมไรซ์มากๆๆ

ของม.ซังเป็นเมนูคารุไนเหมือนกัน แต่เป็นพาสต้าชื่อ「God’s S.T.A.R.」QUARTET NIGHTのパスタ

โดยรวมแล้วเราว่าอาหารกับเครื่องดื่มรอบนี้สู้คาเฟ่คราวที่แล้วไม่ได้แฮะ แต่รอบนี้ยังไม่ได้กินของหวานเลย ว่าจะไปอีกรอบเพื่อไปกินเฮฟเว่นส์ จะได้กินเมนูครบสามวง เค้กของเฮฟเว่นส์ดูน่ากินดี เครื่องดื่มเอจิก็น่าลอง ไม่อยากพลาด ( ̄∇ ̄)

ทิ้งท้ายด้วยรูปบรรยากาศในร้านและดิสเพลย์สินค้าต่างๆ

เสียดายช่วงนี้จนเลยซื้อมาแค่สแตนดี้อิจิโนะเสะ (; v ;) สแตนดี้มันราคาเกินพันเยนด้วยแหละ พอเกินพันเยนแล้วควักกระเป๋ายากขึ้นนิดนึง ถ้าขายสักอันละเจ็ดแปดร้อยเยน ป่านนี้ซื้อรัวๆ ไปแล้ว อนิเมทตั้งราคาพลาดละ

นี่ถ้าทานาบาตะปีหน้าไปฉลองที่อนิเมทคาเฟ่อีกคงตลกมาก 555555555555

Advertisements

บอกเล่าเก้าสิบ ประสบการณ์สอบเข้าปริญญาโทที่ญี่ปุ่น

หลังจากเขียนแต่เรื่องติ่งๆ อย่างเดียวมานาน จู่ๆ ก็เกิดอยากมีสาระขึ้นมาเฉยๆ!

เรื่องของเรื่องคือตอนนี้เราเป็นนักศึกษาปริญญาโทอยู่ที่มหาลัยรัฐแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น ซึ่งเราเพิ่งสอบเข้าเมื่อเดือนกุมภาปีนี้นี่เอง ตอนนี้ยังพอจำเรื่องการสอบได้ บวกกับหลายๆ คนใกล้ตัวเคยถามว่าการสอบปริญญาโทของเรามันเป็นยังไงมั่ง ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วมาเขียนไว้ซะเลย เผื่อใครถามอีกจะได้แปะบล็อกเอา ง่ายดี 5555555555

เรามาอยู่ญี่ปุ่นตั้งแต่เมษาปีที่แล้ว แต่เพิ่งมาสอบเข้าป.โทตอนเดือนกุมภา อ้าวววว งั้นที่ผ่านมาเราคืออะไร? ปีที่แล้วเวลาเล่าให้เพื่อนๆ ฟังว่าเรามาเรียนป.โทแต่ยังไม่ได้เข้าโท เพื่อนจะงงกันมาก

ช่วงเวลาหนึ่งปีก่อนเข้าป.โทของเราคือการใช้ชีวิตในฐานะนักศึกษาวิจัยหรือเคงคิวเซ (research student) โอ้โห ฟังดูคูลมาก วิชาการจ๋ามาก แต่ความจริงแล้วนักศึกษาวิจัยเนี่ยเป็นช่วงเวลาที่ชิลสุดในการมาเรียนต่อ เพราะนักศึกษาวิจัยในที่นี้เหมือนคนมาทดลองเรียน หน่วยกิตไม่ต้องเก็บ งานไม่ต้องส่ง (หรือใครอยากส่งให้อาจารย์ตรวจเล่นๆ ก็แล้วแต่จิตศรัทธา) ไม่ต้องสอบใดๆ ทั้งสิ้น ซิทอินอย่างเดียว อยากเรียนอะไรก็ได้ตามใจชอบ แต่ส่วนใหญ่เราก็เลือกเรียนตามที่อาจารย์ที่ปรึกษาแนะนำมา ซึ่งอาจารย์ก็จะแนะนำวิชาที่เป็นประโยชน์ต่อหัวข้อวิจัยของเราและการสอบเข้าปริญญาโท

การเป็นนักศึกษาวิจัยก่อนเข้าป.โทนี่ไม่ใช่ว่าทุกคนต้องเป็น ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของคณะและทุนที่ได้ด้วย ทุนที่ส่งเรามาบังคับว่าทุกคนต้องเป็นนักศึกษาวิจัยก่อน แล้วค่อยมาสอบเข้าปริญญาโทกันอีกรอบ สรุปคือเราต้องสอบสองรอบ คือตอนสอบขอทุน กับสอบเข้าปริญญาโท ไม่ใช่ว่าได้ทุนแล้วจะได้เข้าโทโดยอัตโนมัติ

ระบบนักศึกษาวิจัยนี่ดีอย่างนึงคือ ถ้ามาเรียนแล้วเกิดเปลี่ยนใจไม่อยากต่อโทก็ซิทอินเล่นๆ ให้ครบสองปีที่ได้ทุนแล้วกลับบ้านก็ได้ เรามีเพื่อนอเมริกันคนนึงที่ได้ทุนเดียวกันปีที่แล้วมาเป็นนักศึกษาวิจัยปีนึงพอให้ได้โปรไฟล์เก๋ๆ ตอนนี้กลับไปทำงานบริษัทเกมที่อเมริกาละ มาเรียนแบบนี้จะได้อารมณ์เหมือนมาแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมขำๆ กับหาสกิลภาษาติดตัวเพิ่มเติม แต่ปกติจะไม่ค่อยทำแบบนี้กันหรอก

สรุปแล้วนักศึกษาวิจัยในที่นี้ก็คือคนทดลองเรียน+เตรียมสอบเข้าป.โทนั่นเอง

ถึงจะฟังดูสบ๊ายสบาย แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีอะไรให้ทำซะทีเดียว เพราะเดี๋ยวอาจารย์ที่ปรึกษาก็หาอะไรมาให้เราทำเองแหละ ช่วงที่เป็นนักศึกษาวิจัยนี่เราต้องไปร่วม 研究会 ของอาจารย์ที่ปรึกษาเดือนละครั้ง อารมณ์ประมาณงานสัมมนาวิจัยเล็กๆ ซึ่งคนที่สนใจเรื่องเดียวกันจะหาประเด็นมาดิสคัส/พรีเซนท์กันทุกเดือน บางเดือนอยู่ดีๆ อาจารย์ก็โยนให้เราพรีเซนท์หน้าตาเฉย ก็ต้องมานั่งคิดว่าจะพรีเซนท์อะไรดีแล้วเตรียมเนื้อหา เตรียมเอกสารไปแจก

อย่างไรก็ตาม ชีวิตนักศึกษาวิจัยของแต่ละคน แต่ละคณะ แต่ละมหาลัยก็ไม่เหมือนกันอยู่ดี เพื่อนเราที่อยู่คณะอื่นเคยบ่นว่าว่างมากกกกกกกกกกกกกกกจนต้องไปร่วมกิจกรรมของนักเรียนต่างชาติบ่อยๆ ส่วนรุ่นน้องที่อยู่คนละมหาลัยบ่นว่าเรียนหนักมากกกกกกกกกก งานเยอะมากกกกกกกกกกกกกก

กรณีของเราค่อนข้างชิลเพราะสอบต้นเดือนกุมภา (จริงๆ แล้วไม่ควรชิลเลย สำนึกผิดเยอะมาก) บางคนมาถึงเดือนเมษา แต่ต้องสอบเข้าตั้งแต่เดือนมิถุนาก็มี ช่วงเวลาสอบเข้าของแต่ละที่ไม่เท่ากันเลย บางมหาลัยมีสอบปีละสองครั้ง แต่คณะเราเปิดให้นักเรียนต่างชาติสอบได้แค่ปีละครั้ง ช่วงเทอมแรกเราเลยใช้ชีวิตค่อนข้างเหลวแหลกหน่อย (เอ๊ะ) ส่วนเทอมสอง ตอนแรกก็ตั้งใจว่าจะฟิตอ่านหนังสือสอบแต่เนิ่นๆ อยู่หรอก แต่เอาเข้าจริงเราเพิ่งมาเริ่มอ่านอย่างจริงจังตอนเดือนมกรา รวมช่วงเวลาที่ตั้งใจอ่านหนังสือสอบแค่สามอาทิตย์กว่าๆ เอง (แถมกลางเดือนมกรายังไปอีเวนท์นักพากย์อยู่เลยจ้าาา พยายามเนิร์ดแค่ไหนก็หยุดความติ่งไม่ได้)

พอช่วงใกล้สอบก็เริ่มเป็นบ้า เพิ่งมาเสียดายเวลาเกือบหนึ่งปีที่มัวแต่ไปติ่งจนแทบไม่ได้อ่านหนังสือสอบ …ในที่นี้ใช้คำว่า แทบ เพราะจริงๆ แล้วเราก็ติวอยู่เรื่อยๆ นะ ที่นี่จะมีระบบติวเตอร์ให้นักศึกษาชาวญี่ปุ่นช่วยติวสอบ เราก็ต้องไปนัดเวลาติวกันเอง ติวเตอร์เราเป็นนักศึกษาปริญญาเอกที่เป็นครูโรงเรียนมัธยมก็เลยค่อนข้างไฟแรง นัดติวกันแทบทุกอาทิตย์ แต่บอกตรงๆ ว่าเนื้อหามันยากมากกกกกกกกกก บางทีไม่รู้เรื่องเลย ติวเสร็จก็ลืม TvT แต่อย่างน้อยก็ยังดีกว่าไม่ได้อ่านอะไรเลย

ช่วงที่ติวกับติวเตอร์ส่วนใหญ่เราจะใช้ข้อสอบเก่าเป็นหลัก เอาข้อสอบเก่าหลายๆ ปีมาไล่ทำไปเรื่อยๆ ถ้ามีเรื่องไหนอยากรู้ค่อยไปหาข้อมูลเพิ่มเติมอีกที ติวเตอร์นี่ช่วยเราได้เยอะมาก เพราะคณะเราไม่มีคนไทยเลยนอกจากเรา ไม่มีรุ่นพี่ร่วมชาติให้ถามหรือปรึกษาใดๆ เพราะงั้นก็ต้องเกาะติวเตอร์ไว้นี่แหละ

คณะที่เราเรียนคือ Graduate School of Letters (文学研究科) ซึ่งก็คือคณะอักษรศาสตร์นั่นแหละ ส่วนสาขาที่สอบคือ Japanese Historical Linguistics (国語学) เนื้อหาที่สอบเป็นสิ่งที่เราไม่เคยเรียนมาก่อนในสมัยปริญญาตรี คือที่ผ่านมาก็เรียนวิชาภาษาศาสตร์มาบ้างนะ แต่ภาษาศาสตร์ที่เราเรียนมาจะเป็น Japanese Linguistics (日本語学) ต่างกับสาขานี้ที่เป็นการเรียนภาษาศาสตร์ในแง่ประวัติของภาษา ศึกษาความเป็นมาต่างๆ นานาของภาษาญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยยามาโตะ-นารานู่นเลย เท่ากับว่าเราต้องอ่านวรรณคดีญี่ปุ่นและภาษาศาสตร์ไปพร้อมๆ กัน

…ฟังดูแล้วช่วงเวลาสามอาทิตย์ก่อนสอบมันไม่น่าจะพอสำหรับการอ่านหนังสือเลยเนอะ แล้วมันก็ไม่พอจริงๆ นั่นแหละ 5555555555555555555 /น้ำตาไหล

เนื้อหาที่เราอ่านเตรียมสอบคือ หัดอ่านตัวอักษรญี่ปุ่นโบราณ (崩し字) ท่องจำไวยากรณ์และการผันเวิร์บแบบโบราณ (ฟังดูแอดวานซ์ แต่นี่คือสิ่งที่นักเรียนมัธยมญี่ปุ่นทุกคนต้องเผชิญ อ่านสิ่งเหล่านี้แล้วนับถือนักเรียนญี่ปุ่นมากขึ้น) ท่องศัพท์โบราณ อ่านประวัติวรรณคดีคร่าวๆ อ่านหนังสือเกี่ยวกับประวัติภาษาญี่ปุ่นยุคต่างๆ ฯลฯ

ช่วงเดือนมกราเราแทบจะกลายเป็นวิญญาณสิงห้องสมุดมหาลัย บางวันไม่มีเรียนก็ไปอยู่ห้องสมุดเช้ายันค่ำ เพราะถ้าไม่บังคับตัวเองให้ไปห้องสมุดก็จะไม่ได้อ่านหนังสือ อยู่ห้องตัวเองทีไรใจแตกตลอด อ่านหนังสือจนง่วงก็หลับในห้องสมุดนั่นแหละ ตื่นมาก็อ่านต่อ ไม่ได้ทำตัวเนิร์ดขนาดนี้มานานมากกกกกกกก สมัยเรียนปริญญาตรียังไม่เคยเนิร์ดขนาดนี้เลยมั้ง

แต่กระนั้น ความเนิร์ดดังกล่าวไม่ช่วยอะไรเลย เพราะเราก็ทำข้อสอบไม่ได้อยู่ดี 55555555555555

พอถึงวันสอบก็ไปสอบแบบสมองกลวงๆ ไปถึงหน้าห้องสอบแล้วเริ่มตื่นตระหนกเพราะทุกคนดูตั้งอกตั้งใจมาก แต่เราคิดแบบง่ายๆ ว่าทุนให้เวลาตั้งสองปีในการสอบ รอบนี้ยังไงก็คงไม่ผ่าน คิดซะว่ามาลองสนามแล้วปีหน้าค่อยสอบใหม่ก็ได้ เป็นนักศึกษาวิจัยชิลๆ อีกปีก็ดีเหมือนกัน (เป็นความคิดที่คนให้ทุนน่าจะอยากตบกะโหลก…….)

การสอบจะมีข้อเขียนกับสัมภาษณ์ ข้อเขียนมีสองวิชาคือวิชาเฉพาะทางกับวิชาภาษาญี่ปุ่น วิชาเฉพาะทางนี่ใครจะเข้าสาขาไหนก็สอบวิชานั้น ของเราคือวิชา 国語 ซึ่งเรามารู้ทีหลังว่าข้อสอบเป็นชุดเดียวกับสาขา Japanese Literature (日本文学) จย้าาาาาา โอ้ยยยยยย ทำไมใช้ข้อสอบเดียวกั๊นนนนนนน ไม่ได้ติววรรณคดีมาละเอียดขนาดนั้น ฮือ เอาจริงๆ ที่ติวและอ่านมานี่แทบไม่ตรงกับข้อสอบเลย แนวข้อสอบแหวกจากปีก่อนๆ ไปไกลมาก /น้ามตาาาาา

ข้อสอบวิชาเฉพาะทางของเรามีสามแผ่น แผ่นแรกยกเรื่องสั้นจากสมัยเอโดะที่อิงแนวคิดของจวงจื๊อมาหนึ่งเรื่อง มีคำถามให้ตอบห้าข้อ แค่ข้อแรกเราก็อยากเป็นลมแล้ว มาถึงก็ถามว่า “จงอธิบายแนวคิดของจวงจื๊อมาเท่าที่รู้” …….เฮลโหล นี่วิชาปรัชญาจีนเหรอออออออ????? จวงจื๊อมาจากไหน??? ดิฉันอ่านเก็นจิโมโนกาตาริมาเพื่ออะไรรรรร????

ส่วนข้ออื่นๆ ก็มีให้แปลประโยคที่ใช้ไวยากรณ์โบราณเป็นภาษาปัจจุบันบ้าง อธิบายความหมายของประโยคที่ขีดเส้นใต้บ้าง อธิบายความคิดของตัวละครในเรื่องบ้าง คือถ้าอ่านไม่เข้าใจจะทำไม่ได้เลย

และแน่นอนว่า เราอ่านไม่เข้าใจ 555555555555555 ศัพท์ยากมากกกกกกกกก ไวยากรณ์ยังพอเข้าใจและแปลได้บ้างเพราะท่องมา แต่พอไม่รู้คำศัพท์ก็จบเห่ (แน่นอนว่าการสอบไม่ให้เอาดิกชันนารีใดๆ เข้าไปด้วยนะ ใช้สมองกับสองมือล้วนๆ) เราก็พยายามเขียนแถๆ ไปเท่าที่จะนึกออกตอนนั้น ซึ่งพอให้ติวเตอร์เฉลยทีหลังแล้วพบว่าตอบผิดไปไกลมาก นึกแล้วยังรู้สึกอายอาจารย์คนที่ตรวจไม่หาย OTL

ส่วนข้อสอบแผ่นที่สองก็เลวร้ายไม่ต่างกัน แผ่นนี้ดีขึ้นมาหน่อยตรงที่เป็นบทความสมัยโชวะ ภาษาก็เลยไม่ยากเท่าไหร่ แต่มันยากตรงที่ต้องอธิบายแนวคิดที่เรารู้เพิ่มเติมลงไปจากบทความอีก ในที่นี้เป็นเรื่องของประวัติภาษาถิ่น ซึ่งเราแทบไม่ได้แตะเรื่องภาษาถิ่นเลยจ้าาาา สรุปว่าถึงจะอ่านเข้าใจก็ไม่มีอะไรมาเขียนอยู่ดี /ล้องห้าย

แผ่นที่สามจะมีข้อนึงยกคำศัพท์ขึ้นมาสี่คำ ให้เราเขียนอะไรก็ได้เกี่ยวกับคำพวกนี้เท่าที่อ่านมา พาร์ทนี้พอทำได้มากสุดละ อ่านอะไรมาก็เขียนๆ ลงไป เป็นพาร์ทเดียวที่รู้สึกว่าอ่านมาตรง

พาร์ทสุดท้ายเป็นเรื่องสั้นจากสมัยเอโดะ อันนี้ถึงจะมีไวยากรณ์ที่ไม่เก็ทอยู่บ้างแต่ก็พอเข้าใจเนื้อหา ถือว่าง่ายกว่าแผ่นแรกเยอะมากกกกกก (แต่ก็ยากอยู่ดี) แผ่นที่สามนี่เป็นมิตรสุดละ สองแผ่นแรกคือเอามีดมาแทงแล้วซ้ำด้วยกิโยตินเลยเถอะ ออกข้อสอบโหดร้ายเกินไปมั้ย ขนาดเป็นข้อสอบสำหรับนักศึกษาต่างชาตินะ T_T

และทั้งหมดนี้ให้เวลาทำข้อสอบแค่ 150 นาทีเท่านั้น จะบ้าเหรอออออ ให้เวลาทั้งเดือนยังทำไม่ได้เลย แต่การให้เวลาน้อยก็มีข้อดีอย่างนึงซึ่งจะกล่าวถึงในช่วงการสอบสัมภาษณ์

ถัดจากข้อสอบวิชาเฉพาะทางก็เป็นวิชาภาษาญี่ปุ่น เราไม่ได้อ่านวิชานี้มาเลยเพราะไม่รู้จะอ่านอะไร ใช้ชีวิตอยู่กับเท็กซ์บุ๊กภาษาญี่ปุ่นเกือบเดือน ยังจะต้องอ่านวิชาภาษาญี่ปุ่นอีกเหรอ ไม่อ่งไม่อ่านแล้ววววว ซึ่งเราว่าความคิดนี้ถูกต้องละ วิชานี้มันอาศัยบุญเก่าล้วนๆ ติวอะไรไม่ได้ทั้งนั้น เพราะติวไปก็ไม่มีทางตรง 5555555555

ข้อสอบวิชาภาษาญี่ปุ่นมีบทความมาให้บทความนึง อันนี้อ่านง่ายสบายบรื๋อเพราะเป็นภาษาญี่ปุ่นยุคปัจจุบัน (เห็นแล้วดีใจน้ำตาแทบไหล โฮ ภาษาญี่ปุ่นที่ฉันรู้จักมันต้องอย่างนี้สิ!) ในข้อสอบก็จะมีให้เลือกคำมาเติมในช่องว่าง/เขียนคำอ่านคันจิ/เขียนคำอธิบายประโยคที่ขีดเส้นใต้ และสุดท้ายคือเขียนเรียงความภายใน 800 ตัวอักษรตามหัวข้อที่กำหนด

บทความในข้อสอบวิชานี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับจุดจบของวิทยาศาสตร์ เรียงความเลยให้หัวข้อมาว่า ศาสตร์สาขาที่คุณเรียนจะถึงจุดจบหรือไม่? อันนี้สำหรับเราถือว่าค่อนข้างง่าย เพราะเราเรียนภาษาศาสตร์ไง ก็เขียนๆ ไปว่าตราบใดที่มนุษย์ยังใช้ภาษา มันก็ไม่จบหรอกค่ะ

วิชาภาษาญี่ปุ่นให้เวลาแค่ 60 นาที ซึ่งเอาจริงๆ ถือว่าน้อยมากนะ กว่าจะอ่านบทความจบ กว่าจะตอบคำถามอื่นๆ เสร็จ กว่าจะคิดโครงเรียงความและลงมือเขียน สุดท้ายเราก็ตอบครบทุกข้อแหละ แต่เขียนเรียงความไปประมาณ 600 ตัวอักษร แถมเขียนวกไปวนมาอีกต่างหาก รู้สึกว่าเขียนได้ไม่ดีเลยทั้งๆ ที่วิชานี้ควรจะทำให้ได้ดีๆ เพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีที่ป่นปี้เป็นผุยผงไปในวิชาเฉพาะทาง อย่างน้อยอาจารย์ที่ปรึกษาจะได้ไม่สิ้นหวังกับเรามาก แต่สุดท้ายก็ทำออกมาห่วยแตกทุกอย่าง OTL

สอบข้อเขียนเสร็จมีเวลาพักสองชั่วโมงก่อนสอบสัมภาษณ์ต่อ เราคิดตั้งแต่วินาทีที่เห็นข้อสอบแผ่นแรกสุดแล้วว่า โอเค ปีหน้าสอบใหม่…….. แต่จะชิ่งหนีไม่สอบสัมภาษณ์ก็ไม่ได้ ระหว่างรอเราเลยเข้าห้องคอมไปนั่งหาศัพท์ในข้อสอบข้อเขียน อ่านบทความที่ไม่เข้าใจเหล่านั้นจนเริ่มเข้าใจขึ้นมา แล้วก็อ่านทบทวนแผนวิจัยของตัวเองที่ส่งไปพร้อมกับใบสมัครสอบ

เราไม่ค่อยกลัวการสอบสัมภาษณ์เท่าไหร่เพราะคิดว่าคงเน้นถามเรื่องแผนวิจัย ซึ่งในเมื่อมันเป็นแผนวิจัยของเรา เราย่อมรู้ดีที่สุดว่าเขียนอะไรลงไป มีจุดอ่อนตรงไหนยังไง ซึ่งถ้าถามเรื่องนี้เราก็ควรจะตอบได้อยู่แล้ว

ทว่า การสอบสัมภาษณ์นั้น……. เลวร้ายยิ่งกว่าการสอบข้อเขียนเป็นพันเท่า

รอบสัมภาษณ์จะแยกนักเรียนแต่ละสาขาให้ไปนั่งรวมในห้องเดียวกัน ของเราสาขา 国語学 กับ 日本文学 จะมารอสัมภาษณ์พร้อมกัน คือที่คณะเราเนี่ย สองสาขานี้แทบจะกลายเป็นสาขาเดียวกันอยู่แล้ว ห้องวิจัยก็ใช้ห้องเดียวกัน เพราะตำราต่างๆ นานามักจะต้องใช้เหมือนๆ กัน งานวิจัยก็ค่อนข้างใกล้เคียงกัน

ความเศร้าคือพอสัมภาษณ์สองสาขาพร้อมกัน ก็แปลว่าอาจารย์จากทั้งสองสาขาจะมากันพร้อมหน้าพร้อมตา รวมๆ แล้วในห้องสัมภาษณ์มีอาจารย์อยู่ราวๆ สิบคน

เราโดนสัมภาษณ์เป็นคนสุดท้าย ระหว่างรอก็ไม่คิดจะเครียดนะ แต่พอคนอื่นๆ เครียดกันเราก็เริ่มเครียดตามกระแส และความที่คนอื่นๆ เป็นชาวตะวันตก เค้าจึงสปีคอิงลิชกันไฟแล่บทั้งๆ ที่ทุกคนก็พูดภาษาญี่ปุ่นคล่องปรื๋อ เพื่อนสวีเดนที่สอบสาขาเดียวกันพูดว่า “I wanna die” “I wanna jump out the window” แล้วพอคุยกันว่าอาจารย์จะถามคำถามแบบไหน เพื่อนสวีเดนคนดังกล่าวก็เก็งคำถามว่า “Why are you so stupid? We don’t wanna waste money on you anymore” เป็นการเก็งคำถามที่ทำร้ายตัวเองมาก แต่อาจารย์อาจจะคิดแบบนั้นกับเราจริงๆ ก็ได้ 555555555555

ข้อดีของการโดนสัมภาษณ์เป็นคนสุดท้ายคือเราจะได้ฟังคนที่สัมภาษณ์เสร็จแล้วมาเล่าว่าเจออะไรมาบ้าง อย่างน้อยก็พอเตรียมใจได้นิดนึง

พอถึงคิวเราก็เดินไปเคาะประตูห้องสัมภาษณ์แล้วเข้าไปเผชิญหน้ากับอาจารย์สองสาขาวิชารวมกัน แต่เอาเข้าจริงอาจารย์ที่สัมภาษณ์เราก็มีแค่อาจารย์ที่ปรึกษากับอาจารย์คนที่ออกข้อสอบแหละ อาจารย์สามสี่คนที่นั่งด้านในๆ นั่งหลับอ้าปากหวอกันด้วยซ้ำ….

พอเข้าไปถึงอาจารย์ที่ปรึกษาเราก็เป็นคนเชิญให้นั่ง และถามคำถามแรกว่า “บอกความรู้สึกตอนทำข้อสอบข้อเขียนเมื่อเช้ามาซิ”

เป็นคำถามที่เปิดกว้างมาก แม้ในใจจะตอบว่าอยากกัดลิ้นตายตั้งแต่อ่านคำถามแรกแล้วค่ะ แต่ก็ประดิดประดอยคำตอบไปสวยๆ ว่า รู้สึกผิดและเจ็บใจที่ไม่สามารถทำข้อสอบทั้งหมดให้ทันเวลาได้ ไม่สามารถเรียบเรียงความคิดมากมายได้ในเวลาอันสั้น เสียใจที่ยังบริหารจัดการเวลาในการทำข้อสอบไม่ดีพอค่ะ (สร้างภาพสุดๆ จริงๆ แล้วที่กระดาษคำตอบสุดแสนโล่งนั้นเป็นเพราะทำไม่ได้ 555555555555555) 

หลังจากนั้นอาจารย์ที่ปรึกษาก็ให้อาจารย์แต่ละคนที่ออกข้อสอบมาสับเราทีละคน ตรงนี้แหละที่รู้สึกอยากพุ่งไปกระโดดหน้าต่างอย่างที่เพื่อนสวีเดนคร่ำครวญ เป็นการสัมภาษณ์ที่โหดร้ายที่สุดในชีวิต คือเอาแต่ละข้อที่เราตอบผิดมาจี้ถามทีละข้อว่าทำไมตรงนี้ตอบอย่างงี้? ทำไมตรงนี้ทำไม่ได้? ทำไมเว้นว่าง? ที่ไม่ตอบนี่เป็นเพราะไม่มีความรู้เรื่องนี้รึเปล่า? โอยยยยยยยยย พอแล้วววววววว กลัวแล้วค่ะะะะะะ /ตัวสั่นงันงก

ใจจริงอยากจะตอบว่าถ้าทำได้ก็ตอบถูกแล้วมั้ยคะ?? แต่ถ้าตอบแบบนั้นคงไม่มีวันได้เรียนที่มหาลัยนี้ไปตลอดกาล เพราะงั้นเลยเอาเรื่องเวลาอันน้อยนิดมาอ้างอีกเช่นกัน นี่แหละข้อดีของการที่ให้เวลาสอบน้อย ข้อไหนตอบไม่ได้ก็บอกว่า อ๋อ เวลาไม่พอค่ะ 55555555555

เราโชคดีอย่างนึงที่ตอนพักไปนั่งหาศัพท์อ่านจนเข้าใจ พอโดนจี้ถามตรงที่ตอบผิดก็เลยพอแก้ตัวทันว่าจริงๆ แล้วอ่านรู้เรื่องนะคะ! เรื่องนี้หมายความว่างั้นงี้ๆๆ ค่ะ (ขอบคุณที่มหาลัยให้เอาข้อสอบกลับบ้านได้ ไม่ได้เก็บกลับไป) ตรงนี้ก็เลยพอกู้หน้ามาได้นิดนึง แต่การที่อาจารย์เอาข้อที่เราตอบผิดมาไล่ถามทีละข้อนี่มัน…. โหดร้ายเกินบรรยายจริงๆ มีอาจารย์คนนึงพูดกับเราว่า “อยากให้ไปหาความรู้ติดตัวให้มากกว่านี้ก่อนนะ” เป็นประโยคที่ได้ยินแล้วแบบ ฮือ หนูผิดไปแล้วค่ะ หนูมันโง่ หนูมันไม่มีค่าพอที่จะอยู่ตรงนี้ T______T

การสัมภาษณ์ส่วนใหญ่จะเน้นถามจากคำตอบที่เราตอบไปในข้อเขียนนี่แหละ ไม่โดนถามเรื่องแผนวิจัยเลยแม้แต่นิดเดียว ส่วนข้อสุดท้ายรู้สึกว่าทุกคนจะโดนถามเหมือนกันหมดคือ ถ้าสอบไม่ผ่านจะทำยังไง? เราตอบว่าจะเป็นนักศึกษาวิจัยแล้วลองสอบใหม่อีกรอบ เพราะพอรู้แนวทางแล้วว่าตัวเองยังอ่อนเรื่องไหน ต้องอ่านหนังสืออะไรบ้าง (ความจริงคืออ่อนไปหมดทุกเรื่อง สอบอีกกี่รอบก็คงทำไม่ได้เหมือนเดิม……) 

พอสัมภาษณ์เสร็จเราทำใจเลยว่าปีนี้ไม่ผ่านแน่ๆ 10000% เพราะข้อเขียนทำได้แย่มาก สัมภาษณ์ก็เละเทะสิ้นดี แล้วคณะเราเนี่ยเป็นคณะที่นักเรียนต่างชาติส่วนมากเป็นนักศึกษาวิจัยกันสองปี เราเลยคิดว่าสอบสองรอบคงเป็นเรื่องธรรมดาแหละ ไม่ต้องนั่งมากลุ้มใจในความโง่ถ้ารอบนี้ไม่ผ่าน แถมได้อยู่ที่นี่นานขึ้นอีกปีนึงด้วย (แต่ถ้าสอบรอบสองไม่ผ่านก็กลับบ้านเลยนะ 5555555555)

เราปลงกับการสอบครั้งนี้มากจนพูดกับพ่อแม่ทุกครั้งที่คุยกันหลังจากนั้นว่าไม่ผ่านหรอก ไม่มีทางผ่านแน่นอน ผ่านก็บ้าแล้ว

หลังสอบสิบวันก็เป็นวันประกาศผล ถือว่าค่อนข้างเร็วเพราะบางคณะใช้เวลาหลายอาทิตย์กว่าจะประกาศ ผลสอบจะแปะอยู่บนบอร์ดที่มหาลัย ซึ่งพอถึงวันประกาศผลเราไม่ได้ไปดูผลด้วยซ้ำ…. จำได้ว่าวันนั้นฝนตก และเราก็ขี้เกียจ ไม่รู้จะกระตือรือร้นไปดูผลสอบที่รู้อยู่แล้วว่าไม่ผ่านไปทำไม

วันนั้นทั้งพ่อแม่และเพื่อนที่มาทุนรุ่นเดียวกันแต่อยู่มหาลัยอื่นต่างก็มาถามไถ่ว่าเป็นไงบ้าง แล้วทุกคนก็ได้คำตอบจากเราว่า “ขี้เกียจไปดูผล” ….เนี่ย เป็นคนขี้เกียจขนาดเนี้ย ทำข้อสอบไม่ได้ก็สมควรแล้วปะ 5555555555

พอวันรุ่งขึ้นไปรษณีย์ก็เอาจดหมายมาส่งหนึ่งฉบับ เป็นซองจากมหาลัยนั่นเอง พอส่งมาถึงห้องแบบนี้จะไม่ดูก็ไม่ได้ เราเลยแกะดูทันทีที่ได้มาและพบว่า

. . . . . . .

. . . . .

. . .

.

ผ่านแล้วจ้าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา

หืมมมมมมมมมมม ผ่านมาได้ยังไง???? ตอนเห็นผลสอบนี่ขยี้ตาซ้ำแล้วซ้ำอีกเพราะเพิ่งตื่น นึกว่า เอ๊ะ ฝันอยู่รึเปล่า??? แต่ดูยังไงก็เป็นคำว่า 合格 นะ??? จุดนั้นข้องใจมากกว่าดีใจ ระแวงสงสัยไปหมด หรือว่าส่งผลสอบผิดคน แต่ชื่อในใบประกาศผลนี่มันก็ชื่อเรานะ?? หรืออาจารย์ให้คะแนนผิด หรือยังไง???

ด้วยความข้องใจเลยไปที่คณะเพื่อไปดูชื่อที่ติดบอร์ดอีกทีให้แน่ใจ แต่วันนั้นรู้สึกจะเป็นวันเสาร์หรืออาทิตย์นี่แหละ ตึกมหาลัยเลยไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่ ไปเดินหาบอร์ดก็หาไม่เจอ จะถามใครก็ไม่ได้ สรุปแล้วจนถึงทุกวันนี้ยังไม่เคยเห็นชื่อตัวเองบนบอร์ดประกาศผล เอาเป็นว่าเค้าให้เราผ่าน เราก็ถือว่าผ่านแล้วละกัน

ทุกวันนี้ก็ยังไม่เข้าใจว่าผ่านมาได้ยังไง เวลาบอกคนอื่นว่าทำไม่ได้แต่ก็ผ่าน ทุกคนจะเข้าใจว่าเราถ่อมตัวหรือพูดเวอร์เกิน แต่ทำไม่ได้ของเราคือทำไม่ได้จริงๆ มั่นใจว่าคะแนนข้อเขียนได้ไม่ถึง 50% แน่ๆ เหตุผลนึงที่เราเดาว่าอาจารย์ให้เราผ่านปีนี้คืออาจารย์คงอยากรีบเกษียณแล้วเลยต้องให้เรารีบๆ เรียน รีบๆ จบ 55555555555555

การสอบครั้งนี้ทำให้เราได้ข้อสรุปว่าการจะผ่านหรือไม่ผ่านอาจจะขึ้นอยู่กับความเมตตาของอาจารย์ที่ปรึกษาด้วย หลายๆ คนเคยบอกเราว่าให้ตีซี้อาจารย์ที่ปรึกษาเอาไว้ ทำตัวเป็นเด็กขยันให้อาจารย์เห็นว่าเรามีไฟอยากเรียนที่นี่จริงๆ เดี๋ยวอาจารย์ก็ให้ผ่านเอง ซึ่งที่ผ่านมาเราไม่ค่อยเชื่อคำพูดเหล่านี้เท่าไหร่ เพราะต่อให้อาจารย์อยากให้เราผ่าน แต่ถ้าเราทำข้อสอบไม่ได้ เราก็ไม่น่าจะผ่านนะ???

แต่ก็นั่นแหละ เราทำข้อสอบไม่ได้ แต่อาจารย์ก็ให้เราผ่าน…… สรุปว่าอาจารย์ที่ปรึกษาสำคัญจริงๆ

โชคดีที่อาจารย์ที่ปรึกษาเราเป็นคณบดีของ Graduate School of Letters ด้วย อาจารย์เราที่ไทยเคยแนะนำว่าการเลือกอาจารย์ที่ปรึกษาเนี่ยต้องคิดเยอะมาก ก่อนอื่นเลยคือต้องดูว่าตรงกับสาขาวิจัยของเรามั้ย อาจารย์อายุเท่าไหร่ ใกล้เกษียณรึยัง (เพราะบางคนใกล้เกษียณแล้วจะไม่ค่อยอยากรับลูกศิษย์เพิ่ม) มีนักศึกษาในปกครองเยอะมั้ย ถ้าเยอะก็อาจจะดูแลได้ไม่ทั่วถึง และที่สำคัญคืออาจารย์มี power มากน้อยแค่ไหน ข้อสุดท้ายจะมีผลตรงการสอบเข้ากับการเรียนจบของเรานี่แหละ เพราะเวลาสอบเข้ากับเรียนจบ อาจารย์ในสาขาจะต้องมาประชุมกันว่าจะให้ใครผ่านไม่ผ่าน ถ้าอาจารย์เรามี power มากพอ เค้าก็จะผลักดันให้เราผ่านฉลุยได้

ในเมื่ออาจารย์ที่ปรึกษาสำคัญขนาดนี้ หลายคนที่เคยมาแลกเปลี่ยนที่ญี่ปุ่นปีนึงจึงมักเลือกมหาลัยเดิมเพราะรู้จักกับอาจารย์อยู่แล้ว แต่ตอนมาแลกเปลี่ยนเราเลือกมหาลัยแบบไม่ได้คิดเผื่ออนาคต แค่อยากอยู่เมืองใกล้ๆ โตเกียว (ไม่อยากอยู่ในโตเกียวเพราะค่าที่อยู่แพง คนเยอะ ประชากรแยะ แต่ก็ยังอยากอยู่ใกล้ความเจริญ) พอจะมาเรียนต่อโทก็เลยต้องมานั่งหามหาลัยใหม่เพราะหัวข้อวิจัยที่อยากทำไม่ตรงกับอาจารย์ในมหาลัยที่มาแลกเปลี่ยนเลยสักคน

ตอนเลือกอาจารย์ที่ปรึกษารอบนี้เราก็ไม่ได้คิดอะไรมากนะ แค่เลือกคนที่ตรงกับหัวข้อวิจัยมากที่สุด แบบที่ทั้งประเทศญี่ปุ่นไม่มีใครตรงไปมากกว่านี้อีกแล้ว เท่านั้นเอง

และแล้วตอนนี้ก็เลยได้เป็นนักศึกษาปริญญาโทในสาขาที่อยากเรียนในที่สุด เย้! พอเริ่มเรียนปริญญาโทแล้วยุ่งกว่าเป็นนักศึกษาวิจัยเยอะเลย แต่เรียนๆ ไปแล้วก็รู้สึกว่าช่วงหนึ่งปีที่เป็นนักศึกษาวิจัยก็ได้เรียนรู้อะไรเยอะแยะพอที่จะเอามาต่อยอดในการเรียนโทได้เหมือนกัน

ทั้งนี้ทั้งนั้น ทั้งหมดที่เล่ามานี่เป็นแค่ประสบการณ์ของเรา เท่าที่ลองคุยกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ คณะอื่น มหาลัยอื่น พบว่าการสอบเข้าปริญญาโทนี่มันมีล้านแปดรูปแบบ บางคนมีแค่สอบสัมภาษณ์อย่างเดียวด้วยซ้ำ ใครจะพบเจอแบบไหนก็สุดแท้แต่เวรกรรม แล้วแต่คณะที่เลือก

หลังจากนี้ชีวิตการเรียนปริญญาโทอาจจะมีเรื่องหนักหนาสาหัสอีกเยอะแยะ แต่พอนึกถึงบรรยากาศในห้องสัมภาษณ์วันนั้นที่ทำให้รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นสิ่งมีชีวิตโง่ๆ ไร้สมองที่พลัดหลงมาอยู่ท่ามกลางเหล่านักวิชาการผู้ปราดเปรื่องแล้วก็คิดว่า มันคงไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่านั้นแล้วแหละ 55555555555

『KING OF PRISM -PRIDE the HERO-』 舞台挨拶@TOHO CINEMAS Namba

เมื่อวานไปดู KING OF PRISM -PRIDE the HERO- หรือเรียกย่อๆ ว่าคิงปุระ แบบมีบุไตไอซัทสึมาแหละ!

เราไปดูที่โรงโตโฮนัมบะ ความจริงแล้วเมื่อวานนี้มีบุไตไอซัทสึที่โอซาก้าทั้งหมดสี่รอบ แต่เรากดมารอบเดียว วิธีซื้อตั๋วก็ง่ายดายมาก เหมือนกดซื้อตั๋วหนังทั่วไปเลย ไม่ต้องใช้ดวงสุ่มตั๋วแต่อย่างใด เรากดได้รอบนี้ได้แถวหน้าๆ มาแบบชิลๆ

เสียดายที่หลังจากกดตั๋วรอบนี้ไว้แล้วเกิดนึกครึ้มอกครึ้มใจอยากกดเพิ่มอีกรอบก็กดไม่ทันแล้ว ตั๋วหมดเกลี้ยงเลย ถึงจะดูเหมือนกดได้ง่ายๆ แต่ถ้าไม่รีบๆ กดตั้งแต่วันแรกก็หมดสิทธิ์อยู่ดี T-T

เราไปถึงหน้าโรงก่อนเวลาฉายนิดหน่อย มองไปรอบๆ ก็รู้แล้วว่าใครมาดูรอบเดียวกันบ้าง ทุกคนถือกระเป๋าถือพร็อพกันจัดเต็มมาก มีคนคอสเพลย์มาด้วย แต่เราว่าบรรยากาศยังไม่ฮาร์ดคอร์เท่าโรงที่อุเมดะ อาจเป็นเพราะโรงนั้นฉายอนิเมะเยอะอยู่แล้ว หลายๆ คนเลยกล้าจัดเต็มกันมากกว่า โรงโตโฮมันมีความเป็นโรงหนังมนุษย์ปกติมากเกินไปหน่อยเลยต้องเจียมตัวกันนิดนึง

และตามปกติของหนังญี่ปุ่น ช่วงแรกๆ จะชอบมีของแถมแจกให้ผู้ชมด้วย รอบนี้ได้ของแถมเป็นพัดหน้าโคจิ ประทับใจความสร้างสรรค์นี้มาก สมเป็นคิงปุริ 5555555555555

ตอนเข้าไปนั่งในโรงแล้วทุกคนถือพัดอันนี้เดินเข้ามารู้สึกคัลท์มาก เซอร์เรียลมาก…….

บุไตไอซัทสึรอบที่เราไปดูเป็นรอบที่จะมาพูดคุยกันก่อนหนังฉาย (เหตุผลที่อยากกดตั๋วเพิ่มอีกรอบเพราะอยากกดรอบหลังหนังฉายด้วย น่าจะคุยกันเจาะลึกกว่า แต่ก็กดไม่ทัน ได้แต่อ่านรีพอร์ทตาปริบๆ TvT) คนที่มารอบนี้ประกอบด้วยผู้กำกับ=ฮิชิดะซัง กับนักพากย์สองคนคือฮาตานากะ ทาสุคุ=ไทกะ กับยาชิโระ ทาคุ=คาเครุ แหมะะะะ มาเป็นคู่ซะด้วย ออฟฟิเชียลนี่เข้าใจขาย!

ก่อนหน้านี้เคยเจอทาสุคุกับทาคุจังมาแล้ว ใกล้ชิดระดับสัมผัสมือกันมาแล้วทีนึง รอบนี้เลยตื่นเต้นดีใจที่จะได้เจอผู้กำกับมากกว่า คือฮิชิดะซังเนี่ยเป็นผู้กำกับที่ตลกมากกกกกกกกก ดูจากผลงานก็น่าจะพอเดาได้ว่าคนคนนี้ไม่ธรรมดา พอมาอ่านบทสัมภาษณ์ อ่านทวีต หรือดูอีเวนท์ที่เจ้าตัวไปออกก็ยิ่งค้นพบความตลกและความน่ารัก และหลังจากไปดูคิงปุระมาสองรอบก็ยิ่งประทับใจในตัวฮิชิดะซังเยอะมาก คราวนี้เลยตั้งใจไปเจอผู้กำกับนี่แหละ

รอบนี้เป็นรอบสุดท้ายของวัน เห็นว่ารอบเช้าที่อุเมดะมีคนเป็น MC ให้ด้วย แต่รอบที่เราไปนี่ MC หายไปไหนไม่รู้ ทาคุจังเลยต้องรับหน้าที่ MC และออกมาทักทายคนแรกสุด ตอนแรกทักทายว่า คนนิจิวะ ตามปกติธรรมดาก่อน พอมีแฟนๆ ตะโกนว่า わんばんこ แบบคาเครุ ทาคุจังถึงพูด わんばんこ ด้วยเสียงคาเครุให้ฟัง น่าร๊ากกกกกกกกกกกกกกกก /ล้มตาย

ทักทายเสร็จแล้วทาคุจังก็บอกว่าวันนี้มีเรื่องอยากขอร้องทุกคน ห้ามอัดเสียง ห้ามถ่ายรูป บลาๆๆ แฟนๆ ก็คอยตอบ ไฮ่!! ไฮ่!! กันอย่างขยันขันแข็ง คึกคักกันเต็มที่สมเป็นพริซึ่มเอลีท (ชื่อเรียกแฟนคิงปุริ)

หลังจากนั้นทาคุจังก็บอกว่า งั้นมาพบกับแขกรับเชิญในวันนี้กันดีกว่า แฟนๆ ก็ตะโกนถามอีกว่า ใครเหรอออ?? ทาคุจังเลยทำเสียงกรุ้มกริ่มว่า 誰かにゃ?誰だと思う? (ใครเหยอ? คิดว่าใครล่ะ?) ช็อตนี้ก็น่ารักแบบเราตายไป (///ω///) จุดนั้นลืมผู้กำกับไปแล้ว เพนไลท์ที่ตอนแรกเปิดสีเขียวของไทกะเอาไว้ก็กลายมาเป็นสีส้มของคาเครุอย่างรวดเร็ว เราเปลี่ยนใจกันง่ายๆ แบบนี้เลย

พอเชิญทาสุคุกับฮิชิดะซังออกมา ฮิชิดะซังก็มายืนฝั่งเรา!!! ส่วนทาสุคุยืนตรงกลาง ทาคุจังเป็น MC เลยอยู่ริมสุดอีกฝั่งนึง

ช่วงแรกเริ่มจากคุยสัพเพเหระว่ามาโอซาก้าเป็นยังไงบ้าง ทาสุคุเล่าว่าเมื่อตอนเที่ยงไปกินโอโคโนมิยากิกันมา อร่อยมาก ร้อนมากเพราะกินจากเตาสดๆ ร้อนๆ เลย ทาสุคุเล่าด้วยท่าทางตื่นเต้นเสมือนเพิ่งเคยมาโอซาก้าครั้งแรก แต่ถ้าติดตามทวิตเตอร์ทาสุคุจะพบว่าจริงๆ แล้วมาออกอีเวนท์แถวนี้บ่อยมาก… น้องจะตื่นเต้นไปทำไมคะ……

จากนั้นก็คุยกันว่ารอบนี้เป็นบุไตไอซัทสึรอบที่สี่ของวันนี้แล้ว รอบก่อนหน้านี้ทาสุคุเป็น MC รอบนี้ทาคุจังเลยสลับมาเป็น MC บ้าง แล้วก็คุยกันว่าเดี๋ยวคืนนี้จะมีอีเวนท์ エリートの二次会 แถวๆ นี้อีก เป็นอีเวนท์ที่ให้แฟนๆ ไปนั่งก๊งเหล้าเมาท์มอยกับผู้กำกับและนักพากย์ทั้งสอง น่าไปมากกกกกกก แต่เราไม่ได้สมัครไปเพราะอีเวนท์เลิกตีสอง ไม่รู้จะกลับยังไงเพราะรถไฟหมด เสียดายจัง T_T

พอพูดถึงอีเวนท์ก๊งเหล้า ฮิชิดะซังเลยบอกว่าคืนนี้จะไม่ดื่ม! เพราะอีเวนท์รอบที่แล้วดื่มเยอะจนจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่คุยไปคุยมาฮิชิดะซังก็บอกว่า ไม่ดื่มไม่ได้หรอก ยังไงก็จะดื่ม!

ส่วนทาคุจังกับทาสุคุคุยกันว่าถ้าสมาชิกเอเดลโรสเจ็ดคนก๊งเหล้าด้วยกันจนเมาคงน่าสนุกดี ฮิชิดะซังบอกว่า แต่ทุกคนยังไม่บรรลุนิติภาวะนะ! แล้วก็ อ๋ออออ หมายถึงคนพากย์เหรอ! งั้นก็น่าสนุกดี

ฮิชิดะซังบอกว่าอยากพาเอเดลโรสทั้งเจ็ดคนมาบุไตไอซัทสึที่โอซาก้าจังเลย ถ้ามีโอกาสจะพามาให้ได้ ฮือออออออ อย่ามาพูดให้ความหวังสิคะะะะะะะ พามาให้จริงเถอะะะะะะะะะ แปดคนเลยก็ได้ พาทาเคอุจิคุงมาด้วยยยยยยยยยยยย (;___;)

หลังจากนั้นพอจะเข้าเรื่องเนื้อหาคิงปุระ ทั้งสามคนคุยกันว่าสปอยล์ไม่ได้สินะ ฮิชิดะซังถามว่าในที่นี้ยังมีใครไม่เคยดูมาก่อนมั้ย ทั้งโรงมีคนยกมืออยู่ประปราย น่าจะไม่ถึงสิบคน ฮิชิดะซังเลยถามว่า วันนี้มาเพราะโดนคนข้างๆ บีบบังคับให้มาดูด้วยรึเปล่า?? โอ๊ย 55555555555555

แต่เอาเป็นว่าเพราะยังมีคนที่ไม่ได้ดูก็เลยต้องคุยกันแบบไม่สปอยล์นั่นแหละ ทั้งสามคนคุยกันเรื่องซีนที่ชอบ ประมาณว่าอยากให้ตั้งใจดูฉากนี้กัน

ทาสุคุบอกว่าชอบฉากพัดของไทกะ

ฉากนี้ ↓

พัดที่ว่านี่มีขายหน้าโรงหนังด้วย ทาสุคุถามว่าไหนใครถือพัดของไทกะอยู่บ้าง คนที่พกมาด้วยก็หยิบขึ้นมาโบกกันใหญ่ ทาสุคุเลยบอกว่า งั้นพอถึงฉากนี้ช่วยกันพัดใส่คนข้างหน้าให้เต็มที่ไปเลยนะ! (จะดีเหรอ……….)

ส่วนทาคุจังบอกว่าอยากให้ตั้งใจดูฉากที่คาเครุทำตัวเป็นลูกชายตระกูลจูโออิน โดยเฉพาะฉากที่คุยกับพ่อ ความตลกคือทาคุจังเรียกชื่อพ่อคาเครุผิด ตอนแรกเรียกว่าโมโมจิโร่ พอเรียกอยู่สองสามรอบ ฮิชิดะซังคงทนไม่ไหวเลยพูดแทรกขึ้นมาว่า เฮียคุจิโร่ต่างหาก ทาสุคุเลยช่วยตบมุกว่า นี่นายเรียกชื่อพ่อตัวเองผิดได้ยังไง!! ตรงนี้ทาคุจังก้มหน้าหัวเราะอยู่นานมาก โถ น่าเอ็นดู (*´∀`*)

ที่ตลกกว่านั้นคือตอนที่หนังฉายแล้วถึงฉากพ่อคาเครุ คนดูช่วยกันตะโกนว่าโมโมจิโร่ใหญ่เลย ขำก๊ากกันทั้งโรง 55555555555555 (รอบที่เราไปดูเป็นรอบโอเอนเลยตะโกนได้ กรี๊ดได้ ตบมือได้ มันส์มากๆๆๆๆๆ)

อีกฉากที่ทาคุจังชอบคือฉากฮิโระกับรุย รอบนี้ทาคุจังไม่ได้พูดถึงละเอียดเท่าไหร่ แต่ใน 二次会 อธิบายไว้ละเอียดมากว่าชอบเพราะอะไร (เราจะไม่เล่า ณ ทีนี้เพราะสปอยล์) ส่วนฉากที่ฮิชิดะซังชอบคือฉากเครดิตที่มีสาวๆ จากพริตตี้ริทึ่มเรนโบว์ไลฟ์ออกมา

นอกจากนั้นก็คุยกันเรื่องการดูรอบโอเอน ทาสุคุพูดถึงตอนที่ไปดูคิงปุริรอบโอเอนครั้งแรกให้ฟัง บอกว่าตอนนั้นไปกับลันส์เบอร์รี่ อาเธอร์ซัง (กรี๊ด ไม่นึกว่าจะได้ยินชื่อลันส์นี่ยันในบุไตไอซัทสึของคิงปุริ 555555555555) ทั้งสองคนนั่งแถวหลังสุดแล้วเชียร์กันมันส์มาก ลันส์ซังคอยยุให้ทาสุคุพูดบทพูดแบบในหนังบ้าง ร้องเพลงบ้าง ทาสุคุก็บ้าจี้ทำตามอย่างจริงจังจนนึกว่าต้องโดนคนที่นั่งใกล้ๆ จับได้แน่ๆ เลย แต่สุดท้ายก็ไม่เห็นมีใครทักสักคน เสียใจมาก โอย ฟังแล้วสงสารแปลกๆ 5555555555555555

เมื่อปีที่แล้วตอนไปดูกับลันส์ซัง ทาสุคุลงรูปไว้ในทวิตเตอร์ด้วยนะ!

ส่วนคิงปุระนี่ทาสุคุยังไม่ว่างไปดูเลย เจ้าตัวบอกว่าไว้ว่างๆ จะหาโอกาสไปดูให้ได้ และคราวนี้อยากให้แฟนๆ สังเกตเห็นให้ได้เลย!

นอกเรื่องนิดนึง อ่านรีพอร์ทของบุไตไอซัทสึรอบเช้าเห็นทาสุคุพูดถึงเรื่องที่ไปโอเอโดะอนเซนซึ่งตอนนี้มีคอลลาโบะกับคิงปุริอยู่ ทาสุคุก็พูดแบบนี้ว่าตั้งใจไม่ใส่แมสก์และคุยกันโหวกเหวกเพื่อให้แฟนๆ จับได้ แต่ก็ไม่มีใครเข้ามาทักสักคน …..จริงๆ แล้วทาสุคุเป็นพวกชอบให้แฟนๆ เข้าไปทักเหรอ!!?? เราว่าแฟนๆ ญี่ปุ่นถึงจะสังเกตเห็นก็คงไม่กล้าเข้าไปทักอยู่ดีแหละ เสียใจด้วยนะทาสุคุ 5555555555555

คุยเรื่องหนังเสร็จแล้วก็มีมุมแอดลิบนิดหน่อย คือให้ทั้งสามคนเล่นละครกันสดๆ โจทย์คือให้คาเครุกับไทกะสลับคาแรคเตอร์กัน เป็นคาเครุที่เอาจริงเอาจัง กับไทกะที่ชะไร่ ส่วนฮิชิดะซังเป็น ผู้กำกับเอโร่ย (ใครคิดโจทย์คะ……….)

จำบทสนทนาไม่ได้เป๊ะๆ เพราะแอบยาวใช้ได้ แต่อารมณ์ประมาณนี้

ไทกะ: อยากไปนัดบอดอะ (เสียงนิ่งๆ ไม่ได้ชะไร่เล้ยยยยย)
คาเครุ: นัดบอด? ที่มีสาวๆ เยอะๆ น่ะนะ? ไม่เอาหรอก พวกเรายังไม่บรรลุนิติภาวะด้วยนะ (เสียงจริงจังมาก)
ไทกะ: มีเบียร์แบบไม่มีแอลกอฮอล์อยู่ไม่ใช่รึไง ดื่มอันนั้นก็ได้
คาเครุ: ไม่ได้นะ
ผู้กำกับ: (ยืนขำ)
คาเครุ: ไทกะคุง ให้ความสำคัญกับตัวเองหน่อยสิ (เสียงยังคงจริงจังมาก)
ไทกะ: เออนี่… อยากนั่งเฮลิคอปเตอร์อะ
คาเครุ: เอ๊ะ
(คุยอะไรกันอีกนิดหน่อย จำไม่ได้)
ไทกะ: เอางี้ สักวันนึงถ้าฉันจะสารภาพรักกับผู้หญิง ฉันขอยืมเฮลิคอปเตอร์บ้านนายหน่อยสิ
ผู้ชม: ฮิ้ววววววววววววววววววววววววว
คาเครุ: เฮลิคอปเตอร์ไม่ได้มีไว้ใช้แบบนั้นซะหน่อย! ทำตัวให้มันติดดินหน่อยสิ!
ไทกะ: ไม่อยากโดนนายว่าแบบนั้นหรอกนะ!
ผู้กำกับ: ไม่มีช่องว่างให้แทรกเลยแฮะ……… แล้วทำไมฉันต้องเป็นผู้กำกับเอโร่ยด้วยเนี่ย

ทั้งหมดนี้คือคิดกันสดๆ เล่นกันสดๆ ตลกมาก 55555555555555555 ทาคุจังกับทาสุคุเซอร์วิสคาเคไทเยอะมากกกกกกกกกกกกกกก แม่ยกคู่นี้ฟังแล้วสลบไปตามๆ กัน (เราก็ชอบคู่นี้แต่เป็นรองโคฮิโระอีกทีนึงเลยฟังแล้วยังรอดชีวิตอยู่) ได้ข่าวว่ารอบอื่นก็กะหนุงกะหนิงกันจนฮิชิดะซังบอกว่า สวีทกันอยู่ได้!!

ตอนสุดท้ายหลังจากพูดขอบคุณแฟนๆ กันทีละคนแล้ว ทาคุจังก็บอกว่า งั้นเรามาพูดว่า มิวสิค เรดี้ สปาร์กกิ้ง เย้! ด้วยกันทุกคนเถอะ ทีนี้ฮิชิดะซังก็พูดขึ้นมาว่า อ้าว! วันนี้โมริคุโบะซังมาด้วยเหรอครับเนี่ย! ….คุณผู้กำกับเนี่ยเห็นอยู่นิ่งๆ ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจาแต่จริงๆ แล้วเป็นคนร้ายกาจคนนึง คือทาคุจังชอบเลียนเสียงโมริคุโบะซัง ฮิชิดะซังเลยแกล้งให้ทาคุจังพูดว่า มิวสิค เรดี้ สปาร์กกิ้ง ด้วยเสียงโมริคุโบะซัง

พอโดนทักแบบนั้นทาคุจังก็เปลี่ยนโหมดมาเป็นโมริคุโบะซังทันที ฮิชิดะซังกับทาสุคุก็หันไปโค้งให้แล้วพูดว่าขอบคุณโมริคุโบะซังที่ให้เกียรติมาด้วยกันในวันนี้ (จุดนั้นเราขำแบบหมดแรงถือเพนไลท์) 

ทาคุจังหันไปบอกทาสุคุว่าตัวเองจะพูดว่ามิวสิค แล้วให้ทาสุคุพูดว่าเรดี้ ทาสุคุเลยถามว่า รุ่นพี่ครับ ผมต้องพูดว่าเรดี้ด้วยเสียงแบบรุ่นพี่มั้ยครับ?? (กวนประสาท 555555555555) ทาคุจังในโหมดโมริคุโบะซังตอบว่า ไม่ต้องหรอก พูดเรดี้ในแบบที่ตายอยากพูดเถอะ ทาสุคุเลยบอกว่า รุ่นพี่ใจดีจังเลยครับ!

พอประกอบพิธีกรรมมิวสิค เรดี้ สปาร์กกิ้ง เย้! เสร็จเรียบร้อยแล้วทาสุคุกับฮิชิดะซังก็กลับเข้าไปก่อน ทาคุจังเป็น MC เลยพูดส่งท้ายกับคนดูอีกนิดนึง ขอบคุณที่มา ขอให้ทุกคนเอนจอย บลาๆๆ แล้วก็บ๊ายบาย

ทาคุจังกับทาสุคุลงรูปไว้ในทวิตเตอร์ด้วย

คนที่สองจากซ้ายในรูปทาสุคุคือ MC ที่หายไป……..

ขำชุดทาคุจังนิดนึง คือตอนเห็นครั้งแรกเราคิดว่าเหมือนชุดนอน ปรากฏว่าพอดูถ่ายทอดสดอีเวนท์ 二次会 ทาคุจังโดนโปรดิวเซอร์กับทาสุคุแซวว่าเป็นชุดนอนอยู่หลายรอบ จนทาคุจังต้องบอกว่า ไม่ใช่ชุดนอนซะหน่อย! ชุดนี้เพิ่งซื้อมาเมื่อวานเองนะ! …โอเค้ ไม่ใช่ชุดนอนก็ได้ค่ะ ขอโต้ดดดดด

ส่วนตัวหนังเราจะไม่พูดถึง เป็นหนังที่ไม่อยากสปอยล์ใครเลย เพราะการดูครั้งแรกมันอิมแพคต์มากๆๆๆ มีอะไรน่าฮือฮาเต็มไปหมด มีฉากชวนร้องไห้ด้วย และระดับความเสพติดสาหัสกว่าคิงปุริ  20,000 เท่า!! (ไปดูมาแล้วสามรอบ และคงมีอีกหลายรอบ)

หลังดูหนังจบแล้วเราก็ไปเดินเล่นรอเพื่อนมากินข้าวด้วยกัน ด้วยความที่ไม่รู้จะไปไหนเลยไปเดินเล่นแถวๆ โดตงโบริ และเนื่องจากรู้ว่าเดี๋ยวทาสุคุกับทาคุจังมีอีเวนท์แถวนั้นต่อ เราเลยคอยมองซ้ายมองขวาเผื่อโชคดีเดินสวนกันแถวๆ นั้น อีเวนท์ต่อไปเริ่มตั้งเที่ยงคืน ตอนนั้นเพิ่งสองทุ่มเอง เค้าอาจจะออกมาเดินเล่นหาของกินก็ได้น่า!! แต่หวังไว้น้อยนิดเพราะแถวนั้นเป็นย่านนักท่องเที่ยวซึ่งคนเป็นล้านนนนนนน แถมยังมีร้านรวงเยอะแยะมากมาย ตรอกซอกซอยก็เต็มไปหมด ถ้าเจอก็ปาฏิหาริย์แล้ว

หลังจากเดินเล่นอยู่แถวนั้นพักใหญ่ก็เลิกมองฝูงชนไปละ หันมามองหาร้านโอโคโนมิยากิแทนเพราะเพื่อนบอกว่าอยากกินโอโคโนมิยากิ เราอยู่ว่างๆ เลยเดินเล็งๆ ร้านเอาไว้ดีกว่า

ปรากฏว่า!!!

หลังจากเงยหน้ามองป้ายร้านอาหารติดๆ กันหลายร้าน พอเลื่อนสายตากลับมาที่ทางเดินอีกที…

 

ปาฏิหาริย์ก็บังเกิดค่ะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะ

 

หันมาอีกที ทาสุคุกับทาคุจังและทีมสต๊าฟคิงปุริอยู่ทางซ้ายของข้าพเจ้าแบบห่างกันประมาณหนึ่งเมตร!!!!!!!!!!!!!! โอ้โหหหหหหหหหหหหหหหหหหห พรหมลิขิตบันดาลชักพาาาาาาาาา จากที่เดินๆ อยู่เรานี่หยุดชะงัก ฟรีซไปเลย กะพริบตารัวๆ ว่านั่นทาสุคุกับทาคุจังจริงๆ เหรอ แล้วก็โอ้วววว นั่นนนนนน ฮิชิดะซังงงงงงงงงงง!!!!!!!!!!!

จะไม่ตกใจขนาดนี้ถ้าไม่ได้มาเจอในจุดที่เลิกมองหาไปแล้ว ฮื่อออออออออออ

จุดที่เจอทีมคิงปุริอยู่ใกล้ๆ กับสะพานกูลิโกะ พอเค้าเดินไปสะพานกัน เราก็แอบมองอยู่ห่างๆ …..จริงๆ ก็ไม่ห่างมาก แบบเค้าถ่ายรูปกับป้ายกัน เราก็ยืนกดมือถือกรี๊ดใส่เพื่อนอยู่ตรงราวสะพาน ซึ่งสะพานก็ไม่ได้ใหญ่ขนาดนั้น

โชคดีได้เห็นทาสุคุกับทาคุจังทำท่าเลียนแบบป้ายกูลิโกะด้วย น่ารักกกก แอออออออออออออ แต่สุดท้ายก็ปล่อยทีมนี้ไปตามทางของเค้านะ ถ้าตามต่อไปเรื่อยๆ จะดูโรคจิตเกินไป ทำแบบนั้นเราคงกลัวตัวเองเหมือนกัน 555555555555

เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังก็มีแต่คนถามว่าทำไมไม่เข้าไปทัก โอ้ยยยยยย เค้ามากันทีมใหญ่เป็นสิบคน เราตัวคนเดียว จะให้เข้าไปทักยังไง เขินตายชัก TvT ถึงทาสุคุจะออกตัวว่าเป็นพวกอยากให้แฟนๆ เข้าไปทักขนาดนั้นก็เถอะ ไม่กล้าอะะะ ถ้าทาสุคุมากับทาคุจังแค่สองคนยังว่าไปอย่าง

เสียดายที่ยังไม่เห็นทาสุคุกับทาคุจังลงรูปหน้าป้ายกูลิโกะ ส่วนออฟฟิเชียลคิงปุริลงรูปฮิชิดะซังให้ดู

ฮิชิดะซังทวีตว่าป้ายกูลิโกะคือต้นแบบท่าเต้นของจอร์จ (ตัวละครใหม่ที่สุงิตะพากย์) ด้วย ไม่รู้เรื่องจริงหรือเล่นมุก บางทีฮิชิดะซังเหมือนจะพูดเล่นมุกแต่ดันกลายเป็นเรื่องจริง บางทีก็เหมือนจะพูดจริงแต่เฉลยทีหลังว่ามุก แยกไม่ออกแล้ว 55555555555

ตกดึกเรากลับมาดูถ่ายทอดสดอีเวนท์ 二次会 ต่อ อีเวนท์คุยเกี่ยวกับเนื้อเรื่องกันจริงจังมาก สปอยล์หนักมาก แต่สนุกดี ทาสุคุกับทาคุจังสวีทกันตลอดเวลาจนหมั่นไส้ 55555555555 ตอนหลังๆ ทาสุคุเมาแอ๋เลย น่าร้ากกกกกกกก♥♥♥ ทาคุจังก็น่ารักมากๆๆๆๆ ส่วนฮิชิดะซังยังคงตลกเหมือนเดิม

ถึงจะเสียดายที่ไม่ได้ไปอีเวนท์รอบดึกและไม่มีความกล้ามากพอที่จะพุ่งเข้าชาร์จทุกคนตรงสะพานกูลิโกะ แต่ก็พอใจแล้วที่ได้ตะโกนอาริกาโต้วววว!!!! ในโรงหนัง ขอบคุณทุกคนนะคะ♥ โดยเฉพาะคุณผู้กำกับ ขอบคุณมากค่ะ!!

อยากดูคิงปุระอีกจัง

KILLER KISS&ハルハナ

วันนี้มีปุริไลฟ์ แต่เราไม่ได้ไปเพราะไม่ได้ตั๋ว ก็เลยจะมาย้อมใจด้วยการเห่อเพลงใหม่เซมไป (ที่ร้องในไลฟ์วันนี้ อ้าว ทำไมย้อมใจด้วยการทำร้ายตัวเอง) 

ขอย้อนกลับไปช่วงที่มาจิเลิฟเลเจนด์สตาร์ฉายสักนิด ตอนนั้นเซ็งนิดนึงที่ควอเต็ทไนท์บทน้อยแถมไม่มีเพลงโซโล่เพลงใหม่ ถึงเราจะเป็นสตาริชโอชิแต่เราก็รักเซมไปมาก อยากให้เซมไปออกเพลงใหม่บ้าง นึกว่าต้องรอจนกว่าจะมีเกมภาคใหม่หรืออนิเมะภาคใหม่ถึงจะได้ฟังเพลงใหม่ซะแล้ว ยังดีที่ออฟฟิเชียลไม่ปล่อยให้รอนาน ส่งเพลงใหม่ออกมาให้ฟังกันช่วงก่อนไลฟ์ไม่กี่วันนี่เอง!

เพลงเซมไปคราวนี้มีสองแผ่น แผ่นแรกใช้ชื่อว่า Uta no☆Prince-sama♪ IDOL SONG REIJI & CAMUS และอีกแผ่นคือ IDOL SONG RANMARU & AI ซึ่งถึงแม้ว่าเราจะอยากให้เรย์จิกับไอไอมีเพลงคู่กันมานานแสนนาน ตอนประกาศออกมาเป็นคู่นี้เราก็กรี๊ดมากอยู่ดี สรุปว่าจะทำเพลงคู่ไหนก็กรี๊ดหมด #ทาสก็คือทาส

ชอบการจับคู่แบบนี้ตรงที่ชวนให้นึกถึงภาค All Star After Secret ทั้งสองคู่น่ารักมากกกกก (≧д≦)

สิ่งที่กรี๊ดประการถัดมาคือคุราฮานะเซนเซวาดปกให้ ปกคราวนี้สวยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก เท่มากกกกกกกกกกกกกกกกก

อนึ่ง เนื่องจากอุตะปุริเป็นลัทธิหลอกตัวเอง เราจึงไม่ควรใช้คำว่า “วาด” แต่ควรเป็นคำว่า “ถ่ายภาพ” ซึ่งคุราฮานะเซนเซได้กล่าวไว้ทางทวิตเตอร์ว่า นี่เป็นการถ่ายภาพขาวดำครั้งแรก หวังว่าจะได้บรรยากาศที่แตกต่างไปจากปกตินะคะ

เนี่ย ก็หลอกตัวเองกันประมาณเนี้ย 55555555555555555

นอกจากชอบหน้าปกมากแล้ว เรายังชอบแพคเกจจิ้งของล็อตแรกคราวนี้มากด้วย! ถึงจะมาแนวเรียบง่ายไม่อลังการเท่าตอนเธียเตอร์ไชน์นิ่งหรือไชน์นิ่งดรีมเฟสต้า แต่แพคเกจและคอนเทนต์ก็ดีงามน่ากราบไหว้บูชาเหลือเกิน

เริ่มจากขนาดกล่อง ตอนแรกนึกว่าจะไซส์ประมาณกล่องดีวีดีทั่วไป ปรากฏว่าใหญ่กว่ากล่องดีวีดีพอสมควรเลย

อันนี้ลองเทียบกับกล่องเกคิดันไชน์นิ่งซึ่งขนาดเท่ากล่องดีวีดีทั่วไป ↓

ชอบกล่องคราวนี้ตรงที่เวลาสะท้อนกับแสงแล้วสีจะเปลี่ยนไปตามองศาต่างๆ หยิบมาพลิกๆ เปลี่ยนสีตาให้ทุกคนไปเรื่อยๆ ก็สนุกแบบไร้สาระดี 5555555555

ว่าแล้วก็ซูมทั้งสองกล่องสักนิด

กราบคุราฮานะเซนเซ ฮือออออออ ถ่ายภาพทุกคนออกมาได้หล่อมากค่ะะะะะะะ โดยเฉพาะคามิวนี่รู้สึกจะลูกรักเหลือเกิน ถึงมือคุราฮานะเซนเซทีไรหล่อกว่าเพื่อนตล๊อดดดดดด (90% เป็นความมืดบอดของเรานี่แหละ)

ส่วนด้านในกล่องประกอบด้วยกล่องซีดี เข็มกลัด และวิชวลการ์ดขนาด 19×14 ซม. ภาพเดียวกับหน้าปกแต่แยกเป็นรายคน ซึ่งคราวนี้เป็นภาพสี อ้าวววว ไหนคุราฮานะเซนเซบอกถ่ายภาพขาวดำไงคะ??? (ขอแซวหน่อยเถอะ 55555555)

ในกล่องซีดีหน้าตาแบบนี้ ประกอบด้วยตัวแผ่นกับบุ๊กเลท

ในบุ๊กเลทก็จะมีเนื้อเพลง มีคอมเมนต์สั้นๆ ของศิลปินแต่ละคน (ในที่นี้คือของเรย์จัง รันรัน ไอไอ และมิวจัง ไม่มีคอมเมนต์ของนักพากย์) แล้วก็มีสัมภาษณ์คู่แยกตามแผ่นด้วย

ส่วนของแถมร้าน ตอนแรกลังเลอยู่นานว่าจะสั่งร้านไหนดีเพราะอยากได้แคสท์คอมเมนต์ทุกแผ่นเลย ไปๆ มาๆ เลือกไม่ได้ซะทีเลยหลับหูหลับตากดสั่งกับบรอคโคลี่ออฟฟิเชียลสโตร์ ….ซึ่งไม่แถมแคสท์คอมเมนต์แต่แถมเข็มกลัด ไว้ถ้าเจอคนปล่อยแผ่นแคสท์คอมเมนต์ตามร้านมือสองแบบราคาไม่โหดร้ายมากค่อยไปสอยมาฟังละกัน TvT

ทีนี้มากรี๊ดเพลงบ้าง!

  • KILLER KISS

ตอนประกาศว่าจะมีเพลงคู่นี้ก็นึกภาพไม่ออกนะว่าจับสองคนนี้มาร้องเพลงด้วยกันแล้วจะเป็นยังไง พอได้ฟังก็ อืม คามิวโดนเรย์จังล้างสมองไปแล้วจ้า สไตล์เพลงไปทางเรย์จังมากกว่าคามิว แต่เพราะอย่างงั้นแหละเลยน่ารักมาก ฮือออออ ชอบมากๆๆๆๆ เนื้อเพลงก็แอบแฝงความลามกสมเป็นเพลงอุตะปุริดี

  • On Your Mark!

ชอบ! เป็นเพลงเรย์จังที่รู้สึกว่าเท่ ชอบดนตรีมากกกกกก ไม่ค่อยได้กลิ่นโชวะจ๋าเหมือนเพลงก่อนๆ เพราะความโชวะไปอยู่ในคิลเลอร์คิสหมดแล้ว 5555555555 (แต่ไอ้ความโชวะในเพลงก่อนๆ เราก็ชอบนะ ฟังแล้วรู้สึกว่า เออ นี่แหละเรย์จัง) เพลงนี้ชอบช่วงท่อน 「ぼくにすべて身を任せて 花になればいいんだ 君を守り尽くすよずっと」เป็นพิเศษ ฟังครั้งแรกรู้สึกว่าเพลงนี้ในไลฟ์ต้องเท่มากแน่นอน อยากดูจัง โฮฮฮฮฮ

  • Melting of snow

ตื่นเต้นตกใจตั้งแต่เห็นชื่อเพลง นึกว่าจะเป็นบัลลาดหวานๆ เพราะๆ แบบออโรร่า ปรากฏว่าพอฟังแซมเปิ้ลครั้งแรกแล้ว หืมมมมมมมมม????? ในหัวเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม เกิดอะไรขึ้นกับท่านเคานต์เหรอคะ?????? พอมาฟังเพลงเต็มก็ หืมมมมมมมมมมมมม?????? อีกเช่นกัน เพลงน่ารักมากกกกกกกกก น่ารักจนไม่อยากเชื่อว่าจะเป็นเพลงคามิว ไม่รู้ไปกินอะไรผิดสำแดงมา ไม่ทราบว่าท่านเคานต์บริโภคน้ำตาลเกินขนาดรึเปล่า? ฟังแล้วใจพองฟูมาก ละลายตามหิมะไปเลย มิวจังคิวท์มากๆๆๆๆ เมลตี้! เมลตี้!

และที่สำคัญ เพลงนี้กลับมามีเชลโล่แล้วววววว โฮ ดีใจมาก ชอบให้เพลงมิวจังมีเสียงเชลโล่ TωT

  • Haruhana

กิงกิคิดส์……….. โคตรกิงกิคิดส์ แบบไม่สามารถจะกิงกิคิดส์ไปกว่านี้ได้แล้ว ไม่นึกว่าสองคนนี้ร้องเพลงด้วยกันแล้วจะมาแนวนี้

ชอบดนตรีเพลงนี้มากเลย ฟังแบบออฟโวคัลไปหลายรอบแล้ว ไม่ใช่ว่าแบบมีเสียงร้องไม่ดีนะ แต่เพลงนี้ดนตรีงานละเอียดดีมากกกก ฟังสลับไปมาทั้งสองเวอร์ชั่นแล้วยิ่งซาบซึ้งในความดีงาม ชอบเพลงคู่นี้มากกว่าคู่เรย์จังคามิวนิดหน่อย

  • BE PROUD

ชอบมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ชอบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ ไม่คิดว่าจะมีวันที่ได้ฟังรันมารุร้องบัลลาด โฮวววววววววววว น้ำตาจะไหล เนื้อเพลงก็ดี๊ดี ซึ้งมาก ชอบเนื้อเพลงมาก สมแล้วที่อาเกมัตสึซังเขียนเนื้อเพลงเอง (;___;) ปกติแล้วโซโล่เซมไปนี่เรามักแพ้ทางเพลงคามิวมากสุด แต่เซ็ตนี้รันรันชนะเลิศ ยอม

  • Synchronism

ชอบซาวด์แปดบิต น่ารักกกกก ตัวเพลงก็น่ารักทั้งเพลงเลย เพลงสมเป็นไอไอมาก เพลงนี้ก็ดนตรีละเอี๊ยดละเอียด แต่ยังไม่ได้ลองฟังแบบออฟโวคัลเลย เพลงนี้มั่นใจว่าในไลฟ์ต้องน่ารักแบบดูแล้วเป็นลมตายไป คาดหวังไว้เยอะมาก อยากเห็นอาโอยคุงเต้นเพลงนี้แล้ววววววว ฮือออออออ แผ่นรีบออกเร้ววววววววววววววว

ขอกราบขอบพระคุณบรอคโคลี่ที่ออกเพลงใหม่เซมไปมาให้รวดเร็วทันใจไม่ต้องรอนาน เพลงดีคุ้มค่าคุ้มราคา คุ้มแก่การรอคอยมาก

เมื่อวานในไลฟ์มีประกาศว่าจะสร้างภาคหนังโรงด้วยนะ ตื่นเต้น! อยากดูแล้ว!

FINAL FANTASY BRASS de BRAVO 2017 @ORIX THEATER

ไปดูคอนเสิร์ต BRA★BRA FINAL FANTASY BRASS de BRAVO 2017 มาแหละ!

เล่นไฟนอลแฟนตาซีมาตั้งแต่สมัยประถม เพิ่งจะมีโอกาสมาคอนเสิร์ตไฟนอลแฟนตาซีแบบออฟฟิเชียลเป็นครั้งแรกในชีวิตก็วันนี้ ตื่นเต้นมากกกกกกก ( * v * )

คอนเสิร์ตนี้เป็นคอนเสิร์ตที่เน้นเครื่องเป่าเป็นหลัก มีเพอร์คัสชั่น มีเปียโน ไม่มีคอรัส ซึ่งทำให้เพลงต่างๆ ที่เอามาเล่นนี่ต้องอะเรนจ์ใหม่กันยกใหญ่ ถือว่าแปลกใหม่สำหรับเราที่ไม่เคยฟังเพลงไฟนอลแบบอะเรนจ์ใหม่เหล่านี้เลย ทั้งๆ ที่เค้าจัดมาสามปีและออกอัลบั้มมาหลายรอบแล้ว ฮืออออออ นี่เราไปอยู่ไหนมาาาา

คอนเริ่มเล่นตอนบ่ายสอง ตอนก่อนเริ่มลุงโนบุโอะก็ออกมาทักทายคนดูกันก่อน ตอนลุงเดินออกมานี่เราแบบ โฮ้ววววววว ลุงงงงงงงง ปลาบปลื้มตื่นเต้นดีใจที่ได้เจอลุงโนบุโอะ (;___;) แต่พอลุงเริ่มพูด เราก็ออกจากโหมดปลาบปลื้มปีติอย่างรวดเร็วเพราะลุงตลกมาก 555555555555

ลุงมาถึงก็ถามว่าไหนใครเคยดูมาคอนเสิร์ตนี้แล้วยกมือซิ /ยกมือกันค่อนฮอลล์
ไหนใครยังไม่เคยมาดู ยกมือซิ /ยกกันอีกค่อนฮอลล์ บางคนที่ยกแล้วเมื่อกี้ก็ยกอีก……

แล้วลุงก็บอกว่า ใครเคยมาดูแล้วคงรู้สินะว่าคอนเสิร์ตนี้ไม่ปล่อยให้นั่งดูอย่างสงบเรียบร้อยหรอกนะ! เรามีกิจกรรมให้ทำด้วย! ลุงพูดเสร็จก็มีเสียงตะโกนบราโว่ๆๆๆๆดังมาจากที่นั่งชั่นล่าง (เราอยู่ชั้นสอง) แล้วลุงก็เดินไปแจกอะไรสักอย่างให้คนที่ตะโกนเสียงดังๆ …จนบัดนี้ยังไม่รู้เลยว่าลุงเดินแจกอะไร รู้แต่คอนเสิร์ตยังไม่เริ่มทุกคนก็คึกคักกันมาก 5555555555

ลุงมาทักทายเสร็จแล้วก็หลบเข้าไปหลังเวที แล้วนักดนตรีกับคอนดักเตอร์ถึงจะออกมา งานนี้ลุงไม่ได้คอนดักท์เองนะ ลุงมาเมาท์มอยอย่างเดียว 5555555555

เซ็ตลิสท์ในวันนี้เหมือนๆ กะรอบอื่น ต่างกันแค่เพลงอังกอร์เพลงเดียว

ครึ่งแรก
FINAL FANTASY V Main Theme【FINAL FANTASY V】
Tina’s Theme【FINAL FANTASY VI】
Ami【FINAL FANTASY VIII】
Moogles’ Theme【FINAL FANTASY V】
FINAL FANTASY Main Theme【FINAL FANTASY】
A Place to Call Home (The Place I’ll Return to Someday)【FINAL FANTASY IX】
Crazy Motorcycle【FINAL FANTASY VII】
The Rebel Army【FINAL FANTASY II】

ครึ่งหลัง
Force Your Way【FINAL FANTASY VIII】
Mount Gulug【FINAL FANTASY IX】
Dear Friends【FINAL FANTASY V】
Elia, the Maiden of Water【FINAL FANTASY III】
Vamo’alla Flamenco【FINAL FANTASY IX】
Aerith’s Theme【FINAL FANTASY VII】
One-Winged Angel【FINAL FANTASY VII】

อังกอร์
Seymour Battle【FINAL FANTASY X】
Mambo De Chocobo【FINAL FANTASY V】

ด้วยความที่เล่นไฟนอลตั้งแต่ภาค 7 เป็นต้นมา ในเซ็ตลิสท์เลยมีเพลงของภาคที่ไม่ได้เล่นอยู่หลายเพลง คือส่วนใหญ่ก็เคยฟังมาหมดแล้วแหละ แต่ค้นพบว่าพอเป็นเพลงของภาคที่เราเล่นอย่างจริงจังแล้วจะอินกว่าเยอะมากกกกกกกกกกกก

เพราะฉะนั้น จะพูดถึงแค่เพลงที่ประทับใจละกัน…….

เพลงที่ประทับใจที่สุดคือ One-Winged Angel อันนี้แน่นอนเลย ของตาย ที่สุดแห่งเพลงที่ชอบ อันดับหนึ่งในดวงใจ เพลงประจำตัวของตัวละครที่ชอบที่สุดในซีรีส์ไฟนอลแฟนตาซีทั้งหมด (แม้จะชอบอวยแซ็คและด่าเซฟิรอธก็ตาม จริงๆ เราทีมเซฟี่นะ) แต่เวอร์ชั่นนี้แปลกหูหน่อยเพราะไม่มีคอรัส พอขาดคอรัสแล้วรู้สึกความอลังการลดน้อยลงนิดหน่อย ดูน่ารักมากขึ้นอย่างบอกไม่ถูก เป็นเซฟิรอธที่งุงิมากขึ้น แต่ฟังไปเรื่อยๆ ก็จะหลอนๆ เหมือนได้ยินเสียงคอรัสอยู่ในสมองเองโดยอัตโนมัติ….

เพลงนี้มาติดกับเพลง Aerith’s Theme ซึ่งเป็นเพลงที่เราชอบมากอีกเช่นกัน เวอร์ชั่นนี้ก็ดีงามมมม เสียงฟลุ๊ตคือดีมากกกก โฮววววววว เพลงโฮลี่มาก ชอบมาก TvT เสียดายพอจบเพลงนี้แล้วขึ้นเพลงเซฟิรอธต่อเลย ไม่มีจังหวะให้ตบมือแรงๆ แสดงความประทับใจ แต่ชอบการที่เอาสองเพลงนี้มาอยู่ติดกันเป็นเพลงปิดท้ายนะ

ตอนก่อนเล่นเพลง Aerith’s Theme พิธีกรสาวบอกก่อนว่าต่อไปจะเป็นสองเพลงนี้นะ พอพิธีกรพูดว่า 片翼の天使 ผู้ชมก็ส่งเสียงฮือฮากันดังมากราวกับทุกคนมาเพื่อฟังเพลงนี้ พิธีกรเลยชวนลุงโนบุโอะคุยว่าเพลงนี้เนี่ยฮิตจริงๆ นะคะ ลุงก็บอกว่าใช่ ฮิตมาก เวลาไปเล่นที่เมืองนอกเมืองนาผู้ชมก็ชอบกันมากเลย เพราะงั้นเพลงนี้เลยอยู่ในอัลบั้มรวมเพลงของ FF แทบจะทุกแผ่น แต่ไม่ได้ใส่เพลงนี้เอาไว้ในอัลบั้ม BRASS de BRAVO หรอกนะ พูดจบแล้วลุงก็หัวเราะแบบสะใจมาก……. พิธีกรสาวบอกว่า แต่ก็ถือเป็นเรื่องดีนะคะที่มีเพลงที่จะได้ฟังในคอนเสิร์ตอย่างเดียวเท่านั้นด้วย ลุงเลยบอกว่า ถ้าวันนึงใส่เพลงนี้เอาไว้ในอัลบั้ม BRASS de BRAVO ก็คิดซะว่าลุงหมดมุกแล้วละกันนะ

อีกเพลงที่ของตายรองลงมาจาก One-Winged Angel คือ FINAL FANTASY Main Theme ซึ่งเพราะมากกกกกกกกกกก ฮือออออออออออออออออ เพลงนี้เป็นเพลงที่ปกติแค่ขึ้นโน้ตห้าตัวแรกมาก็แทบน้ำตาซึมแล้ว (เวอร์!) คือเมื่อก่อนมันเป็นเพลงที่จะได้ฟังเวลาเล่นเกมจบไง กว่าจะเล่นจบแต่ละภาคก็เลือดตาแทบกระเด็น (เป็นเด็กเล่นเกมกากๆ ไหนจะต้องแย่งเครื่องเพลย์กับพี่อีก) เพลงนี้เลยเป็นอีกเพลงที่สุดจะซึ้งตรึงใจมาตั้งแต่วัยประถม ว่าแล้วก็อยากฟังเวอร์ชั่น Distant Worlds บ้างจัง (´・ω・`)

FF Main Theme เวอร์ชั่นคอนเสิร์ตนี้ให้ผู้ชมพกรีคอร์เดอร์ไปนั่งเป่าอยู่กับที่นั่งตัวเองได้ด้วย ตอนก่อนเริ่มลุงโนบุโอะกับพิธีกรถือรีคอร์เดอร์ออกมาคนละอัน แล้วลุงก็หันมาถามคนดูว่าใครพกรีคอร์เดอร์มาด้วยยกมือขึ้น! มีคนยกมือกันอยู่นิดหน่อย แต่แค่นั้นลุงก็ปลื้มใจมากแล้ว ลุงบอกว่าครั้งแรกที่จัดกิจกรรมแบบนี้มีลุงเป่ารีคอร์เดอร์อยู่คนเดียว พอเห็นแบบนี้ค่อยดีใจหน่อย โธ่ลุงคะ 555555555555

และเพลงสุดซาบซึ้งอีกเพลงที่ประทับใจมากคือ いつか帰るところ หรือ A Place to Call Home (ทำไมเราเพิ่งรู้ว่าชื่อภาษาอังกฤษออฟฟิเชียลคือชื่อนี้ เข้าใจว่าชื่อออฟฟิเชียลคือ The Place I’ll Return to Someday มาตลอดชีวิต………) เพลงนี้ไม่ได้บรรเลงกันแบบเต็มวงแต่เหลือกันอยู่ไม่กี่คน ใช้เครื่องดนตรีแค่ไม่กี่ชิ้น ฟังแล้วรู้สึกว่า อาาาาา อาาาาาา เราชอบภาค 9 มากที่สุดจริงๆ นั่นแหละ TvT ฟังแล้วภาพไตเติลภาค 9 ลอยขึ้นมาในหัวเป็นฉากๆ คิดถึงมากกกกกกกกก ฮืออออออออ อยากเล่นจัง

ตอนแรกคิดว่าถ้ามีจอฉายภาพจากในเกมอยู่ด้านหลังนักดนตรีด้วยคงชวนให้อินมากขึ้น แต่พอเจอเพลงที่ชอบระดับท็อปๆ ของตัวเองก็พบว่าจอเจออะไรไม่จำเป็นเลย เดี๋ยวภาพมันลอยมาในหัวเอง

ตอนจบเพลง いつか帰るところ นี่ลุงโนบุโอะคอมเมนต์ว่า พอคนเก่งๆ เล่นรีคอร์เดอร์แล้วเสียงออกมาคนละเรื่องกับที่ลุงเป่าเลยแฮะ 555555555555

เพลง Vamo’alla Flamenco จากภาค 9 ก็เป็นอีกเพลงที่ชอบ เพลงนี้ก็ใช้เครื่องดนตรีไม่กี่ชิ้นเหมือนกัน เพอร์คัสชั่นเด่นมาก มีบอดี้เพอร์คัสชั่นด้วย! ตลกที่เพลงนี้นักดนตรีจะเหน็บกุหลาบเอาไว้ที่เสื้อ แล้วเล่นๆ ไปสักพักก็หยิบกุหลาบขึ้นมาคาบ คนดูขำก๊ากทั้งฮอลล์ 555555555555 จบเพลงนี้ลุงโนบุโอะกับพิธีกรก็คุยกันว่าบอดี้เพอร์คัสชั่นเนี่ยดูเหมือนจะง่ายแต่ไม่ง่ายเลยเนอะ แบบดูๆ แล้วอาจจะเผลอคิดไปว่า เอ๊ะ ง่ายจัง เราก็น่าจะทำได้ แต่พอลองทำจริงๆ แล้วพบว่ายากเกินคาด

พูดถึงบอดี้เพอร์คัสชั่น ในเพลง Moogles’ Theme ก็มีการชวนคนดูมาตบไม้ตบมือให้เข้ากับจังหวะเพลงด้วย ตอนก่อนเริ่มเพลงจะมีผู้ชายคนนึงแต่งตัวสไตล์เม็กซิกัน+ใส่หน้ากากเดินออกมาสอนแพทเทิร์นตบมือสามแบบ แต่ละแบบจะแอดวานซ์ขึ้นเรื่อยๆ นี่สินะที่ลุงโนบุโอะบอกว่าจะไม่ปล่อยให้นั่งเฉยๆ…….. แต่มีกิจกรรมอะไรแบบนี้ก็น่ารักดี ชอบ สนุก ( ̄∇ ̄)

เพลงเพอร์คัสชั่นเด่นมีอีกเพลงคือ Crazy Motorcycle เพลงนี้เป็นเพลงมินิเกมเลยไม่ได้ซาบซึ้งตรึงใจมาตั้งแต่วัยเยาว์เหมือนเพลงอื่นๆ แต่ก็เป็นเพลงของภาคที่ชอบ ฟังแล้วเห็นภาพคลาวด์ขี่มอเตอร์ไซค์อยู่เลือนราง เวอร์ชั่นนี้ชอบเพอร์คัสชั่นช่วงกลางๆ เพลงมากกกกกกก คือเราก็ไม่รู้ว่าเครื่องดนตรีอันไหนเรียกว่าอะไร……  OTL แต่มันมีอันนึงที่เสียงใสๆ กุ๊งกิ๊งมาก ช้อบชอบบบบบบ

เพลงที่ฟังแล้วอินมากอีกเพลงนึงคือ Ami จากภาค 8 ฮื่ออออออออออ สควอลลลลลลลลลลลลลลล์ จริงๆ แล้วภาคนี้เราค่อนข้างเฉยกะเนื้อเรื่องนะ (แต่ชอบปู้จาย ไซเฟอร์งี้ ป๊ะป๋าลากูน่างี้ แผล่บ) พอมาฟังเพลงนี้แล้วไม่ได้รู้สึก nostalgic เท่ากับ いつか帰るところ หรือ FF Main Theme แต่ก็คิดถึงบรรยากาศหลายๆ อย่างในเรื่อง คิดถึงฉากบาลัมบ์การ์เด้น คือโลกของภาคนี้เป็นโลกที่เราชอบเซตติ้งที่สุดแล้ว มีโรงเรียนสนุกๆ มีผู้ชายหล่อๆ เยอะแยะ ดูน่าเข้าไปอยู่อาศัยดี (สุดท้ายเหตุผลก็แค่นี้) 

ไปๆ มาๆ พูดถึงแต่เพลงของภาคที่เคยเล่น 55555555555 แต่ช่วยไม่ได้ พอรู้เนื้อเรื่องแล้วมันอินกว่าจริงๆ นี่นา (TωT)

ถ้าเป็นเพลงของภาคที่ไม่ได้เล่น ชอบ Dear Friends สุดแล้วมั้ง เพลงนี้อะเรนจ์ออกมาแจ๊สมากกกกกกกก ฟังแล้วอยากโยกหัวตาม เป็นเพลงที่สนุกมากๆๆๆ จบเพลงนี้แล้วลุงโนบุโอะบอกว่าถ้าเกิดตอนเด็กๆ ได้ฟังเพลงแจ๊สแบบนี้ ชีวิตอาจจะเปลี่ยนไปเลยก็ได้นะ คือสมัยเด็กลุงไม่เจอเพลงแจ๊สแบบนี้ เจอแต่เพลงร็อค………

ลุงพูดถึงเพลง Elia, the Maiden of Water ด้วยว่าลุงแต่งเพลงนี้ตอนอายุสามสิบพอดี พอมาฟังตอนอายุเท่านี้แล้วก็รู้สึกว่า โอ้ สมัยนั้นตัวเองไม่มีความโลภเลยแฮะ (ลุงใช้คำว่า 欲がない) คือเพราะแต่งเพลงนี้ตอนอายุสามสิบเพลงเลยออกมาเรียบๆ สวยๆ แบบนี้ ถ้าให้แต่งตอนนี้ลุงจะรู้สึกว่า ต้องทำให้คนฟังประทับใจยิ่งกว่านี้! เล่นใหญ่ยิ่งกว่านี้อีก! คงไม่สามารถแต่งเพลงเรียบๆ แบบนี้ได้อีกแล้ว

ช่วงอังกอร์มีสองเพลง เพลงแรกแต่ละรอบจะไม่เหมือนกันมั้งนะ รอบนี้เป็นเพลงซีมัวร์ ซึ่งซีมัวร์เป็นตัวละครที่เราเกลียดมาก (จะว่าไปแล้วก็สงสัยว่ามีใครชอบมั้ยนะ……) ตอนเพลงขึ้นมาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นเพลงซีมัวร์ 55555555555 ต้องฟังไปสักพักถึงจะ อ้อ นี่มันเพลงซีมัวร์นี่นา ดีใจที่มีเพลงภาค 10 ด้วย ถึงจะยี้ซีมัวร์เราก็ไม่ได้เกลียดเพลงนี้นะ! เพลงนี้คนดูก็ร่วมตบมือไปด้วยอย่างสนุกสนานเฮฮาอีกแล้ว

แต่เพลงที่สนุกสุดคือเพลงสุดท้าย Mambo De Chocobo เพลงนี้ให้คนดูที่พกเครื่องดนตรีไปด้วยหิ้วเครื่องดนตรีขึ้นไปเล่นบนเวทีได้ งานนี้มีคนหิ้วเครื่องดนตรีมากันหลากหลายมาก กีตาร์ก็มี ไวโอลินก็มา แต่ส่วนใหญ่จะเป็นพวกเครื่องเคาะง่ายๆ แบบมาราคัสอะไรทำนองนั้น

ช่วงนี้อนุญาตให้ถ่ายรูปได้ด้วยนะ มีคนไปชูสองนิ้วหน้าเวทีให้ลุงโนบุโอะเป็นฉากหลังกันหลายคนเลย ระหว่างนั้นลุงกับพิธีกรก็คุยกันไปเรื่อยๆ แต่เหมือนจะไม่มีใครฟัง จนลุงต้องถามว่า นี่ฟังกันอยู่รึเปล่าเนี่ย…. โธ่ลุง อยากบอกว่าหนูไม่ได้ฟังเลยค่ะ มัวแต่สนใจคนดู 555555555

อันนี้รูปบีฟอร์ ก่อนให้คนดูขึ้นไป นักดนตรีบางคนแอบเปลี่ยนเสื้อมาเป็นเสื้อยืดของคอนเสิร์ต มีสายรุ้งพาดคอกันทุกคนเลยด้วย festive ไปอี๊กกกกกก

ส่วนนี่คืออาฟเตอร์ หลังจากเชิญคนดูขึ้นเวที

ล้นเวทีจนบางคนต้องมายืนข้างๆ…….. ประทับใจในความกระตือรือร้นอยากร่วมงานของทุกคน บางคนไม่มีเครื่องดนตรีแต่อยากมีส่วนร่วมก็ขึ้นไปยืนตบมือเฉยๆ เป็นที่สนุกสนานกันไป

ส่วนพี่ตากล้องที่ยืนอยู่ในรูปเป็นตากล้องออฟฟิเชียล พอบนเวทีจัดที่ยืนกันเรียบร้อยแล้วก็ถ่ายรูปหมู่กันหนึ่งรูปก่อนจะเล่นเพลงสุดท้าย พี่ตากล้องถ่ายรัวหลายรูปมาก ถ่ายนานมากจนลุงโนบุโอะดุว่า รีบๆ ถ่ายได้แล้ว! ด้วยสำเนียงคันไซ 555555555555 งานนี้ขำลุงเยอะมาก จากที่เคยมองอุเอมัตสึ โนบุโอะเป็นนักประพันธ์เพลงผู้ยิ่งใหญ่ บัดนี้ลุงได้กลายมาเป็นคุณลุงอารมณ์ดีขี้เล่นที่ชอบยิงมุกให้พิธีกรลำบากใจไปแล้ว

นอกจากเรื่องเพลงแล้วลุงยังเมาท์มอยอีกเยอะแยะมากมายมหาศาล คือมันมีคอร์เนอร์นึงที่ลุงกับพิธีกรจะอ่านแบบสอบถามที่ให้คนดูเขียนก่อนงานเริ่มว่า คิดว่าตัวเองตอนอายุสามสิบเป็นยังไง? เป็นคำถามที่ตั้งมาเพื่อให้เข้ากับการครบรอบสามสิบปีไฟนอลแฟนตาซี

จำไม่ได้แล้วว่าข้อความที่โดนหยิบมาอ่านมีอะไรบ้าง แต่จำได้แม่นมากว่านามปากกาของคนแรกที่โดนอ่านคือ ไดน์สเลฟ……… ไม่รู้เจ้าของนามปากกาเพิ่งดูกันดั้มมาหรือยังไง หรือเอาชื่อนี้มาจากเรื่องอื่น หรือเราฟังผิดไปเองเพราะกันดั้มขึ้นสมองกันแน่นะ

คุ้นๆ ว่ามีคนนึงเขียนไปบ่นๆ ประมาณว่าไม่มีความสุขกับการทำงาน (ทำไมคนเราถึงจะมาปรับทุกข์กันในคอนเสิร์ตเหรออออ???) ลุงโนบุโอะเลยบอกว่าลุงเข้าใจนะ เป็นเรื่องปกติแหละ ไม่มีใครที่พอใจกับงานของตัวเอง 100% หรอก แม้แต่ลุงยังเคยคิดเลยว่าตัวเองเหมาะกับงานนี้จริงๆ รึเปล่าน้า เพราะฉะนั้นก็ขอให้ทุกคนพยายามทำงานกันต่อไป! อะไรประมาณนี้ คือทำไมกลายมาเป็นคอร์เนอร์ให้คำปรึกษาปัญหาชีวิตไปได้ไม่รู้ 555555555

แล้วไปๆ มาๆ โยงมาเรื่อง モテ期 ได้ไงจำไม่ได้ละ โยงมาจากเนื้อหาของข้อความสักอันนึงเนี่ยแหละ ลุงถามพิธีกรสาวว่าช่วงไหนของชีวิตที่รู้สึกว่าตัวเองป๊อปที่สุด พิธีกรตอบว่าสมัยม.ปลายได้ช็อกโกแลตจากรุ่นพี่ผู้หญิงเพียบเลยทั้งๆ ที่อยู่โรงเรียนสห ตอบเสร็จก็ถามลุงบ้าง ลุงเลยบอกว่า ช่วงป๊อปของลุงอยู่หลังจากนี้ไปต่างหาก! เนี่ย ดู๊ดู ตลกอีกละลุงคะะะะะ

นอกจากนั้นลุงก็เล่าว่าได้ไปเที่ยวศาลเจ้าซามุฮาระมา ในที่นี้มีใครรู้จักบ้างมั้ย ……ไม่มีใครยกมือเลย ลุงเลยบอกว่ามันเป็นศาลเจ้าที่แม้แต่คนโอซาก้ายังไม่รู้จักเลย แต่ลุงประทับใจมากเพราะชื่อเขียนด้วยคันจิที่ไม่มีในภาษาญี่ปุ่น เวลาพิมพ์ในคอมจะกดเปลี่ยนเป็นคันจิไม่ได้ พูดไปพูดมาลุงก็บอกว่า ถ้าจะเล่าเรื่องศาลเจ้าคงต้องใช้เวลาอีกยี่สิบนาที พิธีกรเลยพูดขึ้นมาว่า งั้นเราไปฟังเพลงต่อไปกันเถอะค่ะ!! คือพิธีกรนี่รับมือลุงได้เก่งมาก ประทับใจ

ที่ตลกคือลุงโนบุโอะดูชอบศาลเจ้านี่มากจริงๆ ตอนที่ถ่ายรูปหมู่ก่อนเริ่มเพลงสุดท้ายพิธีกรบอกว่าถ้าแอดลุงโนบุโอะเป็นเฟรนด์ในไลน์แล้วพิมพ์พาสเวิร์ดลงไปจะได้เมสเสจตอบกลับมาเป็นรูปนี้ ลุงเลยบอกว่า งั้นใช้คำว่า ศาลเจ้าซามุฮาระ เป็นพาสเวิร์ดก็แล้วกัน

และที่ตลกกว่าคือหลังจากคอนเสิร์ตจบแล้วมีคนไปศาลเจ้านี้กันเพียบเลย 5555555555555 (รู้เพราะเอาชื่อศาลเจ้าไปเสิร์ชในทวิตเตอร์มา ก๊าก)

ทอปิคเมาท์มอยของลุงโนบุโอะกับพิธีกรนี่หลากหลายเหลือเกิน จำได้ไม่หมด มีเรื่องโอลิมปิกด้วย จัดว่าไปไกลมาก……… ขำสุดตอนพิธีกรบอกว่าวันนี้จะมาแนะนำสินค้าที่ขายหน้างานนะคะ ว่าแล้วก็แนะนำโน่นนี่สองสามอย่าง ก่อนจะบอกว่า แต่ชิ้นที่แนะนำที่สุดคือนี่ค่ะ!! ว่าแล้วก็ผายมือไปทางลุง แล้วลุงก็เปิดเสื้อนอกให้เห็นเสื้อยืดด้านในที่เป็นเสื้อคอนเสิร์ตพร้อมกับโพสท่าอวดเสื้ออย่างภาคภูมิใจ ตลกมาก 5555555555555555

เอาเป็นว่าวันนี้ประทับใจทั้งเพลงและลุง แค่ One-Winged Angel ก็คุ้มจนไม่รู้จะคุ้มยังไงแล้ว ฮืออออออออ อยากไปคอนเสิร์ตไฟนอลอีกเยอะๆ เลย หวังว่าปลายปีนี้จะได้ไป Distant Worlds นะ (TωT)

อ้อ อีกอย่างที่ประทับใจคือคนดู ทุกครั้งที่จบแต่ละเพลงจะมีหลายคนตะโกน บราโว่!!!!!!! เสียงดังมาก เวลาลุงกับคอนดักเตอร์ชวนเล่นอะไรก็เล่นตามอย่างกระตือรือร้น ช่วงบอดี้เพอร์คัสชั่นก็ตั้งอกตั้งใจตบไม้ตบมือกันอย่างพร้อมเพรียง หลายๆ คนมีพร็อพเป็นม็อก โจโคโบะ หรือซาโบเทนเดอร์ด้วย เป็นคอนเสิร์ตที่บรรยากาศอบอุ่นดีจัง (〃・ω・〃)

見たかコウジ

 

「お前のそばに一番上手く立てるのは・・・俺だァ!!!!」

 

อยากเก็บคาซึกิด้วยจัง แต่จนแล้ว (T_T)

แน่จริงออกไทกะกับคาเครุมาด้วยสิ! ยูจังด้วย! อเล็กซานเดอร์ด้วย!

罪ナル螺旋ノ檻-Whispers of Iscariot-

ปกติเวลาเล่นเกม 18+ จะเล่นเงียบๆ ไม่ค่อยพูดถึงเท่าไหร่ แต่เกมล่าสุดที่เล่นนี่อยากกรี๊ดมาก ปู้จายเค้าดีเหลือเกิน ┌( ┌ ^ο^)┐

เกมนี้มีชื่อว่า「罪ナル螺旋ノ檻 (Tsumi naru Rasen no Ori) -Whispers of Iscariot-」เป็นเกมวายเรท 18+ จากค่าย Spray ค่ายเดียวกับที่ทำกักคุเอนเฮฟเว่น แต่คราวนี้จะไม่ใช่แนวรักสดใสในรั้วโรงเรียนชายล้วน แต่เป็นรักสามเส้าเราสามคนในคฤหาสน์ขุนนางปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งทางค่ายโปรโมทว่าคราวนี้จะเป็นแนวดาร์ค! เป็นโศกนาฎกรรม! ปวดตับแน่นอน!

อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้เราอยากเล่นหรอก เหตุผลของเราง่ายมาก คือชอบ Cielซังที่เป็นคาแรคเตอร์ดีไซน์ ที่ผ่านมาตามเก็บนิยายที่เค้าวาดภาพประกอบมาหลายเล่ม (ส่วนใหญ่ยังคงดองไว้ไม่ได้อ่าน) พอเห็นเค้าเป็นคาแรคเตอร์ดีไซน์เกมเลยตื่นเต้นมาก คอยติดตามข่าวมาตั้งแต่ยังไม่ประกาศนักพากย์ ใจก็ลุ้นว่า ให้มาเอโนะพากย์เถอะ ให้มาเอโนะพากย์เถอะ ให้มาเอโนะพากย์เถอะ ปรากฏว่าประกาศออกมาแล้วไม่มีมาเอโนะ ก็จ๋อยไปนิดนึง (´・ω・`) แต่ไม่เป็นไร ยังไงก็จะเล่นอยู่ดี

ฉากของเกมนี้คือราชอาณาจักรคลุสโตเนียซึ่งดัดแปลงมาจากอังกฤษในยุควิคตอเรียน ตอนแรกก็สงสัยว่าจะดัดแปลงทำไม ใช้อังกฤษเป็นฉากไปเลยง่ายกว่ามั้ย แต่เล่นไปสักพักก็เข้าใจว่าทำไมถึงต้องตั้งประเทศสมมติขึ้นมา

เรื่องย่อสั้นๆ ของเกมนี้คือ นายเอกเป็นชนชั้นล่างที่ทำงานรับใช้มาหลายแห่ง โดนกดขี่ข่มเหงใช้งานหนักมาตลอด มีชีวิตอยู่อย่างลำบากยากเข็ญ จนขุนนางหนุ่มสุดหล่อพ่อรวยจิตใจดีงามรับไปเป็นคนรับใช้ในบ้าน เรื่องราวรักสามเส้าระหว่างขุนนางหนุ่มหล่อ พ่อบ้านนิสัยเสีย และคนรับใช้หน้าใหม่จึงเปิดม่านขึ้น ผ่างผ่างงงงงงงงงงง

ในเมื่อเป็นรักสามเส้า ตัวละครหลักๆ ของเกมนี้จึงมีอยู่สามคน

คนแรก นายเอกของเรื่อง

หนุ่มน้อยหน้าใสคนนี้ชื่อ Nico ซึ่งถ้าจะเรียกให้ฝรั่งหน่อยก็ควรจะเป็น นิโค…? แต่ชินกับการเรียกว่านิโกะไปแล้ว ในที่นี้จึงขอเรียกว่านิโกะแล้วกัน

น้องนิโกะคนนี้เป็นตัวดำเนินเรื่อง มีอดีตอันเจ็บปวดรวดร้าวชนิดที่อีเย็นจากเรื่องนางทาสผ่านมาเห็นยังต้องร้องไห้ด้วยความเห็นอกเห็นใจ แต่ช่วงแรกๆ น้องความจำเสื่อมเลยจำอดีตที่ว่านั่นไม่ได้ จำได้แต่ตัวเองเป็นเด็กกำพร้าที่ปากกัดตีนถีบ ทำงานเป็นเบ๊คนโน้นคนนี้มาตลอดชีวิต จะว่าเคราะห์ดีหรือฟ้าลิขิตไม่รู้ น้องจึงได้มาอยู่ในคฤหาสน์ขุนนางหนุ่มผู้แสนใจดี (ความจริงคือคนเขียนบทลิขิต ไม่งั้นเรื่องไม่เดิน) ผู้เล่นจะได้รับบทเป็นนิโกะคอยกดเลือกตอบคำถามเพื่อเลือกว่า เอาล่ะ เราจะจับเจ้าของคฤหาสน์หรือพ่อบ้านมาดเข้มดีกันดีน้า

ด้วยความที่เราเป็นคนแพ้หนุ่มหล่อผมทอง เราเลยเลือกเจ้าของคฤหาสน์ดีกว่า ฮิๆๆๆๆ

เจ้าของคฤหาสน์คนนี้มีนามว่า เคลาส์ สเตราส์ เป็นขุนนาง ซึ่งปัจจุบันเล่นรูทนี้จบไปแล้วยังไม่รู้เลยว่ายศอะไร….. รู้แต่เป็นขุนนาง หล่อ รวย ก็พอแล้ว

ท่านเคลาส์เพิ่งขึ้นเป็นหัวหน้าตระกูลสเตราส์หมาดๆ เพราะพ่อเพิ่งเสียไปตอนเริ่มเรื่อง คือเรื่องเปิดฉากที่งานศพของพ่อท่านเคลาส์นี่แหละ แต่ถึงจะเรียกว่าหัวหน้าตระกูล ในบ้านก็มีแต่ท่านเคลาส์กับคนรับใช้อีกมากมาย ไม่มีญาติพี่น้องคนอื่นอีกเลย สรุปว่านอกจากจะเป็นหนุ่มหล่อที่เพิ่งได้รับมรดกมหาศาลมาจากพ่อแล้ว ยังไม่มีตัวแบ่งมรดกอีกต่างหาก!! โอ้โหวววว ผู้ชายในฝัน!!!

นอกจากโปรไฟล์จะหรูเลิศอลังการทรัพย์ศฤงคารกองพะเนินแล้ว จิตใจของท่านเคลาส์ก็ช่างงดงามเหลือเกิน ฮืออออออออ พูดได้เต็มปากเลยว่าเป็นคนดีมากกกกกกกกก อ่อนโยนใจดีกับนิโกะมากกกกกกกกกกกก แทบทุกคำพูดที่คุยกับนิโกะล้วนแสดงความเป็นห่วงเป็นใย เสียงก็ล้อหล่อ พากย์โดยซาโต้ ทาคุยะ ปกติเราไม่ได้ชอบซาโต้ทาคุเป็นพิเศษนะ แต่ท่านเคลาส์พูดจาอ่อนหวานทีไร หัวใจเจ้ากรรมมันหลอมละลายไม่เหลือชิ้นดีทุกที โอยยยยย ใครเล่าจะไม่เผลอใจให้ท่านเคลาสสสสสสสส์ ฮือออออออออ รักกกกกกกก (;___;)

ถ้าเรื่องมันมีแค่นิโกะกับเคลาส์ก็คงเป็นแค่เกมบอยเลิฟกุ๊กกิ๊กในคฤหาสน์ธรรมดา อย่ากระนั้นเลย ต้องมีคนคอยชงให้เรื่องมันวุ่นวายหน่อย และตัวชงที่ว่าก็คือพ่อบ้านหน้ามึนคนนี้

เกลนน์ มานาการ์ม (ทำไมนามสกุลกามๆ แต่ก็สมเป็นเกมฉิบแปดบวกดี /ใช่เหรอ) เป็นอดีตคนรับใช้ประจำตัวของท่านเคลาส์ซึ่งภายหลังได้เลื่อนขั้นมาเป็นพ่อบ้านหัวหน้าคนรับใช้ทั้งหมดในคฤหาสน์ นิสัยเย็นชา ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจา พูดทีไรเป็นต้องด่านิโกะด้วยน้ำเสียงราบเรียบตลอด แต่ก็เป็นคนตั้งใจทำงาน ช่วยสอนงานต่างๆ ให้นิโกะ บางทีก็เหมือนจะซึนเดเระอยู่บ้าง แต่เมื่อความลับทุกอย่างเปิดเผยแล้วก็พบว่าอีตานี่ไม่ใช่ซึนเดเระหรอก เป็นยันเดเระต่างหาก…….

เรื่องราวส่วนใหญ่จะดำเนินอยู่ในคฤหาสน์ของเคลาส์ ซึ่งระหว่างที่นิโกะทำงานอยู่ที่บ้านหลังนี้ ความลับต่างๆ ที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ไฟไหม้คฤหาสน์เมื่อสิบปีก่อน ความลับของตระกูลสเตราส์ และเรื่องราวเกี่ยวกับชาติกำเนิดของนิโกะจะค่อยๆ เปิดเผยออกมา กลายเป็นเรื่องราวโศกนาฎกรรมความรักอันสุดแสนเจ็บปวด ……ซึ่งเอาเข้าจริงก็ไม่ได้ปวดใจขนาดนั้นหรอก เราเตรียมใจว่ามันจะต้องมืดมนหดหู่ทำลายล้างตับ เล่นแล้วกินไม่ได้นอนไม่หลับ น้ำตาหยดติ๋งๆ ไปสามคืน แต่สงสัยเตรียมใจไว้ดีเกิน พอถึงฉากที่ควรจะเศร้าเลยไม่ค่อยเศร้าเท่าไหร่

ส่วนความดาร์ค พอดีเคยเล่นเกม 18+ ที่ดาร์คกว่านี้มาหลายเกม พอมาเจอเกมนี้เลยรู้สึกว่า นี่ดาร์คแล้วเหรอ? ถ้าเทียบกับเกมเรททั่วไปอาจจะเรียกได้ว่าดาร์คอยู่ แต่เกม 18+ มันยังดาร์คได้กว่านี้อีกเยอะ แต่ถ้าเล่นแบบไม่คาดหวังความดาร์คเราว่าเป็นเกมที่สนุกเกมนึงเลยนะ

อนึ่ง ทั้งหมดนี้พยายามเล่าแบบไม่สปอยล์ แต่หลังจากนี้จะสปอยล์แล้ว!

 

 

※ ※ ※ ※ SPOILER ALERT ※ ※ ※ ※ 

 

 

อย่างที่บอกไว้ว่า พอเล่นไปสักพักจะเข้าใจว่าทำไมถึงไม่ใช้ฉากเป็นอังกฤษ แต่เป็นประเทศที่สมมติขึ้นมา นั่นเป็นเพราะว่าเนื้อเรื่องของเกมนี้มีเรื่องของชาติพันธุ์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยนั่นเอง

เรื่องนี้ดำเนินอยู่ในอาณาจักรคลุสโตเนีย แน่นอนว่าต้องมีชนชาติคลุสโตเนียอยู่ ฝ่ายนี้เป็นฝ่ายเจ้าของประเทศ มีทั้งขุนนางแบบเคลาส์และประชาชนทั่วไปนั่นแหละ ส่วนอีกชนชาตินึงคือชาวยัฟ คนพวกนี้เป็นชนกลุ่มน้อยของประเทศ อพยพมาจากประเทศที่ล่มสลายไปแล้ว ก่อนหน้านั้นก็เป็นแค่ชนเผ่าเร่ร่อน ซึ่งเกลนน์เป็นคนฝ่ายนี้

ส่วนนิโกะมาแบบประนีประนอม เป็นลูกครึ่ง พ่อเป็นชาวคลุสโตเนีย แม่เป็นสาวชาวยัฟ

ในประเทศที่มีสองชนเผ่าอาศัยอยู่ด้วยกันในอดีตแบบนี้ เป็นเรื่องปกติที่จะเกิด racial discrimination ขึ้น ชาวยัฟอย่างเกลนน์และลูกครึ่งอย่างนิโกะใช้ชีวิตอยู่ในประเทศนี้โดยต้องเผชิญกับการดูถูกดูแคลนของชาวคลุสโตเนียตลอดเวลา ยังดีที่ท่านเคลาส์เป็นสุภาพบุรุษสุดหล่อแสนดี คฤหาสน์ของท่านเคลาส์จึงมีคนรับใช้สองเชื้อชาติอยู่ปะปนกันโดยไม่มีการแบ่งแยก เนี่ย เห็นมั้ย ท่านเคลาส์เป็นคนดีขนาดไหน ฮืออออออออออ

เกมนี้ดำเนินไปโดยพูดถึงเรื่องการแบ่งแยกชาติพันธุ์อยู่เนื่องๆ เป็นประเด็นที่น่าสนใจ ชวนขบคิด และดูเหมือนจะมีสาระดี บางทีก็คิดว่า เอ๊ะ นี่มันวรรณกรรมชายขอบในรูปแบบของเกมบีแอลรึไงกัน!? แต่สุดท้ายเกมก็ไม่ได้เสนอทางออกอะไรเกี่ยวกับการอยู่ร่วมกันระหว่างสองชาติพันธุ์หรอกนะ (แป่ววว)

ที่ต้องเล่าเรื่องสองชาติพันธุ์นี้ก่อนเพราะมันเกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องอย่างลึกซึ้งมาก

ตอนแรกๆ ประเด็นชาติพันธุ์นี่ก็ดูไม่ใช่เรื่องใหญ่เท่าไหร่นอกจากมีไว้ให้นิโกะดูน่าสงสารที่โดนเจ้านายคนก่อนกลั่นแกล้งเพราะเป็นลูกครึ่ง แต่พอนิโกะเข้าไปทำงานในคฤหาสน์สักพัก ความทรงจำที่ขาดหายไปก็เริ่มจะแว้บๆ กลับมาทีละนิดละหน่อย จนกระทั่งเกลนน์มาช่วยกระตุ้นความทรงจำ (ด้วยวิธีที่ไม่ควรเล่าตรงนี้////) ในที่สุดนิโกะจึงจำได้ว่าแท้ที่จริงแล้วตัวเองไม่ใช่เด็กกำพร้าข้างถนนธรรมดา ทว่าเป็นถึงลูกชายตระกูลเพรสตันที่เคยครอบครองคฤหาสน์หลังนี้มาก่อน โชคร้ายที่เมื่อสิบปีก่อนเกิดเหตุการณ์โจรบุกปล้นจนไฟไหม้คฤหาสน์ ตระกูลเพรสตันเลยตายกันเกือบหมดบ้าน เหลือแค่นิโกะที่หนีรอดมาได้

ส่วนสาเหตุที่เกลนน์เป็นคนกระตุ้นความทรงจำให้นิโกะนั้นเป็นเพราะว่า เกลนน์เคยเป็นคนรับใช้ตระกูลเพรสตันมาก่อน วันที่เกิดเหตุไฟไหม้บังเอิญรอดมาได้เพราะออกไปธุระนอกบ้านพอดี และแม้แต่ตอนนี้จิตใจของเกลนน์ก็ยังคงจงรักภักดีต่อตระกูลเพรสตันเสมอ พอเฉลยความจริงแล้วเกลนน์จึงคุกเข่าจูบมือนิโกะ สาบานว่าเจ้านายของผมมีแต่ท่านนิโกะเท่านั้น

จุดเริ่มต้นของความดราม่าทั้งหมดทั้งปวงมันอยู่ตรงเนี้ยแหละ

ถ้าเรื่องมันมีแค่ว่านิโกะเป็นลูกอดีตเจ้าของคฤหาสน์คงไม่ดราม่าเท่าไหร่หรอก ปัญหาคือคนที่ส่งโจรมาปล้นคฤหาสน์และฆ่าตระกูลเพรสตันตายเรียบคือใคร!?

คำตอบเดาไม่ยากเลยเพราะตัวละครมีกันอยู่แค่นี้ ตัวการที่ก่อคดีเมื่อสิบปีก่อนและยึดคฤหาสน์มาเป็นของตัวเองก็คือพ่อของเคลาส์นั่นเองงงงงงงงงง (น่าตกใจมากๆ /เสียงโมโนโทน)

อย่างไรก็ตาม คนที่รู้เรื่องนี้มีแค่เกลนน์กับนิโกะเท่านั้น สมัยที่ยังมีชีวิตอยู่พ่อของเคลาส์เคยได้รับยกย่องเป็นวีรบุรุษ เป็นคนใจกว้างที่เคลื่อนไหวเพื่อชนกลุ่มน้อย เคลาส์จึงเชื่อมั่นมาตลอดว่าพ่อตัวเองเป็นคนดีโดยไม่เคยรู้มาก่อนว่าพ่อที่ว่าเป็นคนชั่วช้าส่งโจรไปฆ่าล้างตระกูลคนอื่นแล้วแย่งคฤหาสน์เค้ามา และความจริงแล้วเหยียดชนกลุ่มน้อยมากถึงมากที่สุด

พอความทรงจำของนิโกะกลับมาแล้ว เกลนน์ก็จะคอยชักชวนว่ามาแก้แค้นตระกูลสเตราส์กันเถอะ ถึงตัวต้นเรื่องจะตายไปแล้ว แต่เคลาส์ที่ใช้ชีวิตสุขสบายมาตลอดโดยไม่เคยรับรู้บาปของพ่อก็ถือว่ามีความผิดเหมือนกัน ดังนั้นเราเอาความแค้นทั้งหมดของตระกูลเพรสตันไปลงที่เคลาส์กันดีกว่านะท่านนิโกะ!

การเสี้ยมให้นิโกะไปแก้แค้นเคลาส์นี่เป็นสิ่งที่เราหงุดหงิดที่สุดในเกม (#`皿´) ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเอาความแค้นไปลงกับคนที่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วย เคลาส์ไม่ใช่ผู้เกี่ยวข้องในเหตุการณ์โดยตรงด้วยซ้ำ เกลนน์พยายามโน้มน้าวให้เชื่อว่าเคลาส์เลวทรามชั่วช้ายังไงเราก็ไม่เคยคล้อยตามเลย ทุกครั้งที่เกลนน์พูดอะไรประมาณนี้จะโมโหจนอยากชกจอคอมรัวๆ แต่ชกไปก็เจ็บมือเปล่าๆ ดีไม่ดีคอมพังอีก เลยได้แต่สาปแช่งอย่างเดียว (อินมากบอกเลย)

และไม่ว่าจะเล่นรูทเกลนน์หรือเคลาส์ นิโกะก็จะร่วมมือกับเกลนน์เพื่อแก้แค้นเคลาส์อยู่ดี ไม่มีหนทางที่จะได้เลิฟๆ กับท่านเคลาส์อย่างสงบสุขตลอดเกมเลย ถ้าจะเศร้าก็เศร้าตรงนี้แหละ ท่านเคลาส์เป็นคนดีอะะะะะ ไม่อยากให้โดนแก้แค้นทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรผิดดดดดด ฮืออออออออ (T___T)

แต่เดี๋ยวก่อน! นี่ไม่ใช่การแก้แค้นส่วนตัวของตระกูลต่อตระกูลเท่านั้น เพราะเกลนน์ยังได้เฉลยอีกในภายหลังว่าครอบครัวของนิโกะสืบสายเลือดมาจากราชวงศ์ของชาวยัฟอีกที (ตรงนี้ลืมๆ รายละเอียดไปละว่าสรุปพ่อนิโกะก็เป็นชาวยัฟเหรอ เพราะถ้าแค่แม่คนเดียวไม่น่าเรียกได้ว่าเป็นครอบครัวเชื้อพระวงศ์) การฆ่าล้างตระกูลเพรสตันจึงเท่ากับการล้มล้างราชวงศ์ของชาวยัฟ (ซึ่งจริงๆ แล้วก็ล่มสลายไปแล้ว…..) ดังนั้นนี่จึงเป็นการแก้แค้นของชาวยัฟทั้งหมด โอววววว ยิ่งใหญ่มาก สรุปแล้วนี่มันเรื่องราวการลุกฮือต่อสู้ของคนชายขอบเหรอ….. แต่ชอบนะที่ใส่เรื่องชาติพันธุ์เข้ามาทำให้มันเป็นการแก้แค้นที่มีมิติมากขึ้น ไม่ใช่แค่การแก้แค้นดาดๆ ถึงจะไม่เห็นด้วยกับการเอาความแค้นทั้งหมดไปลงที่ท่านเคลาส์ผู้แสนดีของเราก็เถอะ (;____;)

ฉากเฉลยอดีตของนิโกะกับสาบานว่าจะแก้แค้นเคลาส์นี่อยู่ในบทแรกสุดของเกม หลังจากนั้นอีกสามบทที่เหลือจะเป็นเรื่องราวการแก้แค้นของสองคนนี้กับเคลาส์ที่ต้องตกเป็นเหยื่อโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เล่นไปก็สงสารเคลาส์ตลอดเวลา ทำไมท่านเคลาส์ของเราต้องมาเจออะไรแบบเน้ โฮวววววววว

ในรูทเคลาส์ แผนชั่วของเกลนน์จะทำให้ธุรกิจที่เคลาส์วางแผนอย่างดีพังไม่เป็นท่าจนสูญเสียทรัพย์สินแทบหมดตัว สาวคู่หมั้นที่เคยรักกันดีก็เข้าใจผิดคิดว่าเคลาส์เป็นชายชั่วจนขอถอนหมั้น (จริงๆ แล้วอันนี้ดี อะไรดีเราก็ชมว่าดี ทำดีมากเกลนน์ ขอบคุณที่ช่วยกำจัดคู่หมั้นท่านเคลาส์) จนสุดท้ายเรื่องราวความชั่วของพ่อเคลาส์ก็โดนเปิดโปงลงหนังสือพิมพ์จนคนรู้กันทั่วประเทศ ส่งผลให้เคลาส์สติแตกคลุ้มคลั่ง โดนจับไปขังคุกอยู่หลายเดือนจนเป็นบ้าไปเลย สิ่งเหล่านี้ถ้าไม่อินกับตัวละครคงไม่สะเทือนใจอะไรมาก แต่เราอินกับท่านเคลาส์มาก เค้าเป็นคนดี เค้าไม่ควรโดนกระทำแบบนี้อย่างไร้ทางสู้นะะะะะ (;_____;)

ส่วนรูทเกลนน์ยังเล่นไม่จบ ยังไม่รู้ว่าชะตากรรมท่านเคลาส์จะเป็นยังไงต่อไป……

ว่าแต่ย้ำว่าท่านเคลาส์เป็นคนดีมาหลายรอบแล้ว ยังไม่ได้อภิปรายโดยละเอียดเลยว่า “ดี” ที่ว่าเนี่ยดียังไง แต่จะเล่าละเอียดก็ยากอะะะ เพราะเค้าเป็นคนดี!!!!! คือเป็นตัวละครที่รู้สึกว่าดีจากเนื้อแท้จริงๆ ถึงพ่อเค้าจะเลวร้ายยังไง ลูกก็ไม่ได้ร้ายตามเลย กลับกันแล้วออกจะดีจนไม่รู้ว่าทำไมถึงดีขนาดนี้

หลักๆ แล้วความใจดีของเคลาส์เห็นได้ผ่านการปฏิบัติต่อนิโกะนี่แหละ เคลาส์ใจดีด้วยมาตั้งแต่แรกพบสบสายตา เห็นนิโกะโดนเจ้านายเก่าข่มเหงรังแกก็ช่วยรับตัวมาทำงานในคฤหาสน์ของตัวเองแทน ตรงนี้ถึงเกลนน์จะเป็นคนเสนอให้รับนิโกะมาอยู่บ้านเพราะคลับคล้ายคลับคลาว่าเป็นลูกบ้านเพรสตันก็เถอะ แต่ถ้าเคลาส์เลือกปฏิบัติ เป็นคน racist เหมือนพ่อ ก็คงไม่ยอมรับทั้งเกลนน์และนิโกะที่เป็นชนกลุ่มน้อยมาทำงานด้วยหรอก

พอนิโกะเข้ามาทำงานใหม่ๆ ยังเด๋อๆ ด๋าๆ ทำโน่นนี่นั่นไม่ค่อยเป็น เกลนน์จะคอยสอนไปด่าไป ขณะที่ท่านเคลาส์ช่วยเป็นกำลังใจให้ คอยปลอบว่าไม่เป็นไรนะ ค่อยๆ เรียนรู้ไปก็ได้ ฉันอยากให้เธอมีความสุขกับการอยู่ที่นี่ มีเรื่องกลุ้มใจอะไรก็มาปรึกษาฉันได้เสมอนะ คือบทพูดเคลาส์จะเป็นแนวนี้ตลอด คอยให้กำลังใจ คอยเป็นห่วงเป็นใย คอยบอกว่าไม่ต้องฝืนนะ สู้ๆ นะ มีฉันอยู่ตรงนี้เสมอนะ โอยยยยยย เค้าดี เค้าดีมากกกกกกกกกกกกกก

ฉากนึงที่ชอบคือตอนที่นิโกะเข้าไปทำงานใหม่ๆ แล้วไปเจอเปียโนตั้งอยู่ในบ้าน นิโกะรู้สึกคุ้นๆ เลยไปนั่งดีดแล้วพบว่าตัวเองดีดเปียโนเป็น แล้วอยู่ดีๆ ท่านเคลาส์ก็โผล่มานั่งด้วย เล่นเปียโนด้วยโดยไม่ดุซ้ากกกกคำ แถมขอให้นิโกะช่วยสอนเพลงที่เล่นเมื่อกี้อีกต่างหาก เนี่ยยยยยย เป็นเจ้าของบ้านแท้ๆ แต่ไม่มีการแบ่งแยก ไม่ถือตัวว่าเหนือว่าทั้งๆ ที่เป็นขุนน้ำขุนนาง น่ารักจังเลย (≧ω≦)

สักพักพอเกลนน์ได้เลื่อนขั้นเป็นพ่อบ้าน นิโกะก็ต้องรับหน้าที่คนรับใช้ประจำตัวท่านเคลาส์แทน (โอกาสทองงงงงง ^q^) ชอบฉากต่างๆ นานาในช่วงที่นิโกะไปรับใช้ท่านเคลาส์เป็นการส่วนตัวมาก น่ารักและไม่เครียด ท่านเคลาส์ล้อหล่อ จะใส่สูทหรือใส่ชุดนอนหรือไม่ใส่อะไรเลยก็หล่อไปหมดดดดดดดด (////ー////)

แต่ชอบชุดนอนสุดละ เซะซี่เหลือเกิน อยากสิงร่างนิโกะไปช่วยปลุกทุกเช้า (-.,-)

ความน่ารักของท่านเคลาส์ยังไม่หมดเพียงเท่านี้! วันดีคืนดียังมีการมาชวนนิโกะไปเดท(?)ในที่ดินรอบๆ คฤหาสน์ พาไปขี่ม้ากินลมชมวิวสองต่อสอง ช่างเป็นคนโรแม้นถีกกกกกกกกกกกก (ในขณะที่รูทอีตาเกลนน์ไปเดทกันในร้านเหล้าซอมซ่อ บู่วววววววว)

หลังจากนั้นพอนิโกะกับเกลนน์เริ่มลงมือแก้แค้นกันอย่างจริงจัง เกลนน์ก็บอกให้นิโกะแกล้งทำเป็นสนใจงานของเคลาส์แล้วเก็บข้อมูลมาซะ นิโกะเลยทำตามนั้น เคลาส์ก็ช่วยสอนงานให้ ช่วงแรกๆ นิโกะยังอ่านหนังสือไม่ออก เคลาส์ก็อาศัยเวลาว่างจากงานช่วยสอนนิโกะหัดอ่านหัดเขียน ดูสิดู!!! งานตัวเองก็เหนื่อยจะแย่แล้ว ยังมาสอนเด็กรับใช้อ่านหนังสืออีก ใจดีใจกว้างขนาดไหนนนนน เปรียบเทียบว่าใจกว้างเท่ามหาสมุทรแปซิฟิคยังน้อยไป ใจท่านเคลาส์กว้างกว่านั้นเยอะมาก!! แล้วคิดดู เค้าเป็นคนดีขนาดเนี้ย ทำไมนิโกะถึงยังจะอยากแก้แค้นเค้า หืมมมมมมมมม???????

จุดที่ชวนปวดใจที่สุดก็คือการที่เคลาส์เป็นคนดีเกินไปนี่แหละ ดีจนไว้ใจทั้งเกลนน์และนิโกะ เชื่อใจทั้งสองคนอย่างสนิทใจ ชั่วขณะที่เคลาส์รู้ว่าทั้งสองคนลงมือแก้แค้นตัวเองมาตลอดจึงเป็นฉากไฮไลท์ของรูทเคลาส์ก็ว่าได้ เล่นไปก็ลุ้นไปว่าวินาทีที่ท่านเคลาส์รู้ตัวว่าโดนหักหลังจะเป็นยังไง และพอถึงฉากที่ว่าจริงๆ ก็รู้สึกว่า โอย ไม่อยากเล่นต่อแล้ว (อ้าว 55555555555) คือไม่ใช่ว่าปวดตับจนทนเล่นต่อไม่ได้ แต่ไม่อยากเห็นท่านเคลาส์ที่แสนดีมีความสุขกับชีวิตมาตลอดต้องมาแปดเปื้อนด้วยบาปที่สองคนนี้โยนให้ (;___;)

เราชอบฉากที่เคลาส์รู้ความจริงในรูทเกลนน์มากกว่ารูทเคลาส์นะ ในรูทเคลาส์รู้เพราะข่าวหนังสือพิมพ์ แต่ในรูทเกลนน์ เคลาส์จะบังเอิญมาได้ยินเกลนน์กับนิโกะคุยกันเรื่องนี้พอดี ชอบแบบหลังมากกว่าเพราะสาเหตุที่เคลาส์มาได้ยินเนี่ย เป็นเพราะนิโกะบอกว่าจะชงชาให้แล้วหายไปซะนาน เคลาส์เลยทิ้งงานออกมาตามหาเพราะกลัวว่านิโกะจะไปเป็นลมเป็นแล้งอยู่ที่ไหนรึเปล่า โอ๊ยยยยยย เนี่ยยยยยยยย เป็นคนดีอะไรขนาดนี้คะท่านนนนนน ดีจนต้องมาเจอเรื่องร้ายๆ เพราะความเป็นคนดีของตัวเอง เศร้าจัง (T____T)

แต่ไอ้ความรู้สึกไม่อยากให้เคลาส์มารับรู้เรื่องพวกนี้เป็นมุมมองของคนที่เล่นแล้วกรี๊ดเคลาส์น่ะนะ ถ้ามองอย่างเป็นกลางแล้วเห็นด้วยกับเกลนน์ว่าเคลาส์ควรจะรับรู้ว่าพ่อตัวเองทำอะไรเอาไว้ แต่ไม่เห็นด้วยเรื่องแก้แค้นนะ! แค่อยากให้รู้ไว้เฉยๆ แล้วเคลาส์จะอยากชดใช้ด้วยวิธีไหนก็แล้วแต่เจ้าตัว ไม่ใช่ไปบีบบังคับให้ชดใช้กรรม (ที่คนอื่นก่อไว้) ด้วยการแย่งชิงทุกอย่างมาโดยที่เจ้าตัวยังไม่ทันรู้ว่าตัวเองทำผิดอะไร มันไม่ยุติธรรมเลยนะเกลนน์!!

อ้อ แต่ในรูทเกลนน์ เคลาส์รู้ความจริงในจุดที่ยังไม่น่าจะคิดอะไรกับนิโกะมากเท่าไหร่ ส่วนในรูทเคลาส์นี่เหมือนรักนิโกะจนหมดใจไปแล้วเพิ่งมารู้ว่าโดนหักหลังมาตลอด ในแง่นี้แล้วรูทเคลาส์ปวดใจกว่าเล็กน้อย

ในรูทเคลาส์ หลังจากเคลาส์รู้ความจริงจนสติแตก โดนจับไปขังคุกอยู่หลายเดือน (ซึ่งระหว่างนั้นนิโกะก็เสวยสุขอยู่ในคฤหาสน์กับเกลนน์ ฮึ่ยยยยย) ก็เกิดเหตุนักโทษแหกคุกเป็นหมู่คณะ หนึ่งในคนที่หนีออกไปได้มีเคลาส์รวมอยู่ด้วย และไม่นานเคลาส์ก็กลับมาแก้แค้นเกลนน์กับนิโกะ เอ้าาาา แก้แค้นกันไปมาไม่มีที่สิ้นสุดดดดด สนุกกันมากมั้ย!? (ประหนึ่งช่วงแรกเป็นภาค Revenge of นิโกะ&เกลนน์ แล้วตามด้วยภาคท่านเคลาส์ Strikes Back)

ท่านเคลาส์หลังออกจากคุกซูบผอมลงไปมาก โทรมเชียว (;___;) แต่ไม่เป็นไรนะคะ โทรมแค่ไหนก็ยังรักกกกก ฮืออออออ

ฉากนี้เคลาส์ทำร้ายเกลนน์จนบาดเจ็บ แต่นิโกะก็พยายามเรียกสติเคลาส์กลับคืนมาจนได้ ทั้งสองคนร้องไห้ปรับความเข้าใจกัน บรรยากาศเกือบจะแฮปปี้แล้ว แต่หันไปอีกที อีตาเกลนน์ที่บาดเจ็บเลือดโชกอยู่เมื่อกี้หายไปแล้วจ้า เอ้าาา ความวุ่นวายยังคงไม่จบสิ้นง่ายๆ

ถึงเคลาส์กับนิโกะจะเข้าใจกันแล้ว กลับมารักกันแล้ว แต่เคลาส์ในตอนนี้ก็มีสถานะเป็นแค่นักโทษแหกคุก จะกลับไปใช้ชีวิตรักชื่นมื่นด้วยกันในคฤหาสน์ก็ทำไม่ได้ ทั้งสองคนเลยตัดสินใจหนีตามกันไป ใช้ชีวิตเร่ร่อนไปเรื่อยๆ แต่ชีวิตแบบนี้มันก็ยากที่จะดำเนินไปได้ตลอดรอดฝั่ง ไม่ทันไรเคลาส์ซึ่งสุขภาพร่างกายทรุดโทรมมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้ก็อาการหนักจนแทบเคลื่อนไหวไปไหนไม่ได้ นิโกะพยายามช่วยอาหารมาให้ พยายามพาหนีพวกตำรวจ แต่ก็มาเจอมารผจญตัวฉกาจเจ้าเก่า อีตาเกลนน์กลับมาอีกแล้วเด้อ

คราวนี้เกลนน์กลับมาทวงนิโกะคืนพร้อมด้วยปืนหนึ่งกระบอก โอ้โห อย่างกับละครไทยที่นางอิจฉาจะต้องถือปืนโผล่มาในตอนจบ!

ตรงนี้เคลาส์กับนิโกะจะเป็นจะตายยังไงก็ขึ้นอยู่กับตัวเลือกที่เราเลือก ถ้าเลือกผิดเป็น Bad End เคลาส์กับนิโกะจะตายตกตามกันไปท่ามกลางหิมะโปรยปราย

ส่วน Good End จะจบแบบเคลาส์โดนเกลนน์ยิงแขน แล้วนิโกะก็เอามีดจ้วงแทงเกลนน์ตายคามือ (บทจะโหดน้องก็โหดไปไหน๊) สุดท้ายเคลาส์กับนิโกะก็รอดตายมาได้เพราะอดีตพ่อบ้านคนแรกที่ลาออกไปตอนต้นๆ เกมบังเอิญมาเจอและช่วยเอาไว้ (คำถามคือลุงบังเอิญมาทำอะไรกลางป่าในวันที่หิมะตกหนักคะ…..) พอสภาพร่างกายเคลาส์ฟื้นฟูเป็นปกติดีแล้ว เคลาส์กับนิโกะก็ขึ้นเรือหนีไปต่างประเทศด้วยกัน ใช้ชีวิตทำไร่ไถนาด้วยกันอย่างมีความสุขตลอดไป

เป็นตอนจบที่สงบสุขดี ละทิ้งทุกอย่างมาเริ่มต้นใหม่ แต่รู้สึกว่าอุตส่าห์วางปมเรื่องแก้แค้นกันไปมาตั้งเยอะแยะ สุดท้ายก็แก้ปัญหาด้วยการฆ่าคนคอยเสี้ยมทิ้งเนี่ยนะ…….. แต่เอาเถอะ เรื่องทั้งหมดมันจะไม่เกิดถ้าเกลนน์ไม่เสี้ยมแต่แรก จะว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นตอก็ได้อยู่หรอก 5555555555

ส่วนรูทเกลนน์จบยังไงไม่รู้ แต่มันมีแบดเอนด์อันนึงของรูทเคลาส์ที่เรารู้สึกว่า โอ้โห๊!!! เกลนน์!!!! เล่นงี้เลยเหรอ!!!??

อย่างที่บอกไว้ด้านบนว่าเล่นๆ ไปแล้วเราจะค้นพบว่าเกลนน์เป็นตัวละครยันเดเระ คือเกลนน์เนี่ยนอกจากจะมีบทบาทคอยเป่าหูนิโกะให้แก้แค้นตลอดเวลาแล้ว เกลนน์ยังมีความต้องการอยากครอบครองนิโกะเอาไว้สูงมากจนน่ากลัว หนึ่งในแบดเอนด์ของเคลาส์มีฉากนึงที่นิโกะหนีตามเคลาส์ไป แต่สุดท้ายก็แอบกลับมาขโมยอาหารในคฤหาสน์ตัวเอง โชคไม่ดีที่อีตาเกลนน์มาเจอเข้า นิโกะเลยโดนจับไปล่ามโซ่ขังไว้ในกรง กลายเป็นสัตว์เลี้ยงน่ารักของอีตาเกลนน์ตลอดไป

(จริงๆ ซีจีเต็มๆ มันอล่างฉ่างกว่านี้ อันนี้ผ่านการเซนเซอร์แล้วในระดับนึง 555555555)

ซึ่งฉากจับขังกรงนี่ไม่ได้มีฉากเดียว มีแบดเอนด์อีกฉากที่จับเคลาส์มาขังในกรง ส่วนนิโกะล่ามไว้นอกกรง วันดีคืนดีอีตาเกลนน์ก็มาทำมิดีมิร้ายนิโกะให้เคลาส์ดู โอ้ยยยยยยยยยย โรคจิ๊ตตตตตตตตตตตต แต่แบดเอนด์เกม 18+ มีอะไรประมาณนี้ก็ไม่น่าแปลกใจแหละนะ โรคจิตกว่านี้ก็เจอมาเยอะแล้ว 5555555555

และหลังจากสัมผัสกับความโรคจิตของเกลนน์ในรูทเคลาส์มามากมายทั้งในเนื้อเรื่องหลักและแบดเอนด์ พอมาเล่นรูทเกลนน์เลยสันหลังวาบเป็นระยะๆ เวลาเกลนน์ยิ้มมุมปากทีไรขนลุกขนพองทุกที ไม่มีอาการใจเต้นตึกตักใดๆ ไม่สามารถมองเป็นพ่อบ้านหนุ่มหล่อได้อีกแล้ว (.__.) แต่ถ้าเป็นคนที่ชอบตัวละครแนวยันเดเระอาจจะชอบเกลนน์มากก็ได้ …มั้ง

โดยสรุปแล้วเกมไม่ดาร์คเท่าที่คิดไว้แต่เนื้อหาก็หนักอยู่ เนื้อเรื่องซับซ้อนพอใช้ได้ รายละเอียดในเนื้อเรื่องเยอะดี มีประเด็นน่าคิด อย่าคาดหวังความฟินหรือความหวานกิ๊วก๊าวหัวใจเพราะไม่ค่อยมีหรอก มีแต่ดราม่าหาทางแก้แค้นกันไปวันๆ แทรกด้วยฉากเรทเป็นระยะๆ แต่ไม่ถึงกับเยอะจนน่ารำคาญ (เราเป็นคนที่เล่มเกม 18+ ที่มีฉากเยอะๆ ไม่ได้ รำคาญอะ 55555555) แต่ถ้าอินกับท่านเคลาส์ก็จะฟินทุกประโยคที่ท่านเคลาส์เอื้อนเอ่ยไปโดยอัตโนมัติเอง (〃ω〃)

ทั้งนี้ทั้งนั้น ท่านเคลาส์อร่อยมากกกกกกกกกกกกกกกกก (●´﹃`●)