บอกเล่าเก้าสิบ ประสบการณ์สอบเข้าปริญญาโทที่ญี่ปุ่น

หลังจากเขียนแต่เรื่องติ่งๆ อย่างเดียวมานาน จู่ๆ ก็เกิดอยากมีสาระขึ้นมาเฉยๆ!

เรื่องของเรื่องคือตอนนี้เราเป็นนักศึกษาปริญญาโทอยู่ที่มหาลัยรัฐแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น ซึ่งเราเพิ่งสอบเข้าเมื่อเดือนกุมภาปีนี้นี่เอง ตอนนี้ยังพอจำเรื่องการสอบได้ บวกกับหลายๆ คนใกล้ตัวเคยถามว่าการสอบปริญญาโทของเรามันเป็นยังไงมั่ง ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วมาเขียนไว้ซะเลย เผื่อใครถามอีกจะได้แปะบล็อกเอา ง่ายดี 5555555555

เรามาอยู่ญี่ปุ่นตั้งแต่เมษาปีที่แล้ว แต่เพิ่งมาสอบเข้าป.โทตอนเดือนกุมภา อ้าวววว งั้นที่ผ่านมาเราคืออะไร? ปีที่แล้วเวลาเล่าให้เพื่อนๆ ฟังว่าเรามาเรียนป.โทแต่ยังไม่ได้เข้าโท เพื่อนจะงงกันมาก

ช่วงเวลาหนึ่งปีก่อนเข้าป.โทของเราคือการใช้ชีวิตในฐานะนักศึกษาวิจัยหรือเคงคิวเซ (research student) โอ้โห ฟังดูคูลมาก วิชาการจ๋ามาก แต่ความจริงแล้วนักศึกษาวิจัยเนี่ยเป็นช่วงเวลาที่ชิลสุดในการมาเรียนต่อ เพราะนักศึกษาวิจัยในที่นี้เหมือนคนมาทดลองเรียน หน่วยกิตไม่ต้องเก็บ งานไม่ต้องส่ง (หรือใครอยากส่งให้อาจารย์ตรวจเล่นๆ ก็แล้วแต่จิตศรัทธา) ไม่ต้องสอบใดๆ ทั้งสิ้น ซิทอินอย่างเดียว อยากเรียนอะไรก็ได้ตามใจชอบ แต่ส่วนใหญ่เราก็เลือกเรียนตามที่อาจารย์ที่ปรึกษาแนะนำมา ซึ่งอาจารย์ก็จะแนะนำวิชาที่เป็นประโยชน์ต่อหัวข้อวิจัยของเราและการสอบเข้าปริญญาโท

การเป็นนักศึกษาวิจัยก่อนเข้าป.โทนี่ไม่ใช่ว่าทุกคนต้องเป็น ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของคณะและทุนที่ได้ด้วย ทุนที่ส่งเรามาบังคับว่าทุกคนต้องเป็นนักศึกษาวิจัยก่อน แล้วค่อยมาสอบเข้าปริญญาโทกันอีกรอบ สรุปคือเราต้องสอบสองรอบ คือตอนสอบขอทุน กับสอบเข้าปริญญาโท ไม่ใช่ว่าได้ทุนแล้วจะได้เข้าโทโดยอัตโนมัติ

ระบบนักศึกษาวิจัยนี่ดีอย่างนึงคือ ถ้ามาเรียนแล้วเกิดเปลี่ยนใจไม่อยากต่อโทก็ซิทอินเล่นๆ ให้ครบสองปีที่ได้ทุนแล้วกลับบ้านก็ได้ เรามีเพื่อนอเมริกันคนนึงที่ได้ทุนเดียวกันปีที่แล้วมาเป็นนักศึกษาวิจัยปีนึงพอให้ได้โปรไฟล์เก๋ๆ ตอนนี้กลับไปทำงานบริษัทเกมที่อเมริกาละ มาเรียนแบบนี้จะได้อารมณ์เหมือนมาแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมขำๆ กับหาสกิลภาษาติดตัวเพิ่มเติม แต่ปกติจะไม่ค่อยทำแบบนี้กันหรอก

สรุปแล้วนักศึกษาวิจัยในที่นี้ก็คือคนทดลองเรียน+เตรียมสอบเข้าป.โทนั่นเอง

ถึงจะฟังดูสบ๊ายสบาย แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีอะไรให้ทำซะทีเดียว เพราะเดี๋ยวอาจารย์ที่ปรึกษาก็หาอะไรมาให้เราทำเองแหละ ช่วงที่เป็นนักศึกษาวิจัยนี่เราต้องไปร่วม 研究会 ของอาจารย์ที่ปรึกษาเดือนละครั้ง อารมณ์ประมาณงานสัมมนาวิจัยเล็กๆ ซึ่งคนที่สนใจเรื่องเดียวกันจะหาประเด็นมาดิสคัส/พรีเซนท์กันทุกเดือน บางเดือนอยู่ดีๆ อาจารย์ก็โยนให้เราพรีเซนท์หน้าตาเฉย ก็ต้องมานั่งคิดว่าจะพรีเซนท์อะไรดีแล้วเตรียมเนื้อหา เตรียมเอกสารไปแจก

อย่างไรก็ตาม ชีวิตนักศึกษาวิจัยของแต่ละคน แต่ละคณะ แต่ละมหาลัยก็ไม่เหมือนกันอยู่ดี เพื่อนเราที่อยู่คณะอื่นเคยบ่นว่าว่างมากกกกกกกกกกกกกกกจนต้องไปร่วมกิจกรรมของนักเรียนต่างชาติบ่อยๆ ส่วนรุ่นน้องที่อยู่คนละมหาลัยบ่นว่าเรียนหนักมากกกกกกกกกก งานเยอะมากกกกกกกกกกกกกก

กรณีของเราค่อนข้างชิลเพราะสอบต้นเดือนกุมภา (จริงๆ แล้วไม่ควรชิลเลย สำนึกผิดเยอะมาก) บางคนมาถึงเดือนเมษา แต่ต้องสอบเข้าตั้งแต่เดือนมิถุนาก็มี ช่วงเวลาสอบเข้าของแต่ละที่ไม่เท่ากันเลย บางมหาลัยมีสอบปีละสองครั้ง แต่คณะเราเปิดให้นักเรียนต่างชาติสอบได้แค่ปีละครั้ง ช่วงเทอมแรกเราเลยใช้ชีวิตค่อนข้างเหลวแหลกหน่อย (เอ๊ะ) ส่วนเทอมสอง ตอนแรกก็ตั้งใจว่าจะฟิตอ่านหนังสือสอบแต่เนิ่นๆ อยู่หรอก แต่เอาเข้าจริงเราเพิ่งมาเริ่มอ่านอย่างจริงจังตอนเดือนมกรา รวมช่วงเวลาที่ตั้งใจอ่านหนังสือสอบแค่สามอาทิตย์กว่าๆ เอง (แถมกลางเดือนมกรายังไปอีเวนท์นักพากย์อยู่เลยจ้าาา พยายามเนิร์ดแค่ไหนก็หยุดความติ่งไม่ได้)

พอช่วงใกล้สอบก็เริ่มเป็นบ้า เพิ่งมาเสียดายเวลาเกือบหนึ่งปีที่มัวแต่ไปติ่งจนแทบไม่ได้อ่านหนังสือสอบ …ในที่นี้ใช้คำว่า แทบ เพราะจริงๆ แล้วเราก็ติวอยู่เรื่อยๆ นะ ที่นี่จะมีระบบติวเตอร์ให้นักศึกษาชาวญี่ปุ่นช่วยติวสอบ เราก็ต้องไปนัดเวลาติวกันเอง ติวเตอร์เราเป็นนักศึกษาปริญญาเอกที่เป็นครูโรงเรียนมัธยมก็เลยค่อนข้างไฟแรง นัดติวกันแทบทุกอาทิตย์ แต่บอกตรงๆ ว่าเนื้อหามันยากมากกกกกกกกกก บางทีไม่รู้เรื่องเลย ติวเสร็จก็ลืม TvT แต่อย่างน้อยก็ยังดีกว่าไม่ได้อ่านอะไรเลย

ช่วงที่ติวกับติวเตอร์ส่วนใหญ่เราจะใช้ข้อสอบเก่าเป็นหลัก เอาข้อสอบเก่าหลายๆ ปีมาไล่ทำไปเรื่อยๆ ถ้ามีเรื่องไหนอยากรู้ค่อยไปหาข้อมูลเพิ่มเติมอีกที ติวเตอร์นี่ช่วยเราได้เยอะมาก เพราะคณะเราไม่มีคนไทยเลยนอกจากเรา ไม่มีรุ่นพี่ร่วมชาติให้ถามหรือปรึกษาใดๆ เพราะงั้นก็ต้องเกาะติวเตอร์ไว้นี่แหละ

คณะที่เราเรียนคือ Graduate School of Letters (文学研究科) ซึ่งก็คือคณะอักษรศาสตร์นั่นแหละ ส่วนสาขาที่สอบคือ Japanese Historical Linguistics (国語学) เนื้อหาที่สอบเป็นสิ่งที่เราไม่เคยเรียนมาก่อนในสมัยปริญญาตรี คือที่ผ่านมาก็เรียนวิชาภาษาศาสตร์มาบ้างนะ แต่ภาษาศาสตร์ที่เราเรียนมาจะเป็น Japanese Linguistics (日本語学) ต่างกับสาขานี้ที่เป็นการเรียนภาษาศาสตร์ในแง่ประวัติของภาษา ศึกษาความเป็นมาต่างๆ นานาของภาษาญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยยามาโตะ-นารานู่นเลย เท่ากับว่าเราต้องอ่านวรรณคดีญี่ปุ่นและภาษาศาสตร์ไปพร้อมๆ กัน

…ฟังดูแล้วช่วงเวลาสามอาทิตย์ก่อนสอบมันไม่น่าจะพอสำหรับการอ่านหนังสือเลยเนอะ แล้วมันก็ไม่พอจริงๆ นั่นแหละ 5555555555555555555 /น้ำตาไหล

เนื้อหาที่เราอ่านเตรียมสอบคือ หัดอ่านตัวอักษรญี่ปุ่นโบราณ (崩し字) ท่องจำไวยากรณ์และการผันเวิร์บแบบโบราณ (ฟังดูแอดวานซ์ แต่นี่คือสิ่งที่นักเรียนมัธยมญี่ปุ่นทุกคนต้องเผชิญ อ่านสิ่งเหล่านี้แล้วนับถือนักเรียนญี่ปุ่นมากขึ้น) ท่องศัพท์โบราณ อ่านประวัติวรรณคดีคร่าวๆ อ่านหนังสือเกี่ยวกับประวัติภาษาญี่ปุ่นยุคต่างๆ ฯลฯ

ช่วงเดือนมกราเราแทบจะกลายเป็นวิญญาณสิงห้องสมุดมหาลัย บางวันไม่มีเรียนก็ไปอยู่ห้องสมุดเช้ายันค่ำ เพราะถ้าไม่บังคับตัวเองให้ไปห้องสมุดก็จะไม่ได้อ่านหนังสือ อยู่ห้องตัวเองทีไรใจแตกตลอด อ่านหนังสือจนง่วงก็หลับในห้องสมุดนั่นแหละ ตื่นมาก็อ่านต่อ ไม่ได้ทำตัวเนิร์ดขนาดนี้มานานมากกกกกกกก สมัยเรียนปริญญาตรียังไม่เคยเนิร์ดขนาดนี้เลยมั้ง

แต่กระนั้น ความเนิร์ดดังกล่าวไม่ช่วยอะไรเลย เพราะเราก็ทำข้อสอบไม่ได้อยู่ดี 55555555555555

พอถึงวันสอบก็ไปสอบแบบสมองกลวงๆ ไปถึงหน้าห้องสอบแล้วเริ่มตื่นตระหนกเพราะทุกคนดูตั้งอกตั้งใจมาก แต่เราคิดแบบง่ายๆ ว่าทุนให้เวลาตั้งสองปีในการสอบ รอบนี้ยังไงก็คงไม่ผ่าน คิดซะว่ามาลองสนามแล้วปีหน้าค่อยสอบใหม่ก็ได้ เป็นนักศึกษาวิจัยชิลๆ อีกปีก็ดีเหมือนกัน (เป็นความคิดที่คนให้ทุนน่าจะอยากตบกะโหลก…….)

การสอบจะมีข้อเขียนกับสัมภาษณ์ ข้อเขียนมีสองวิชาคือวิชาเฉพาะทางกับวิชาภาษาญี่ปุ่น วิชาเฉพาะทางนี่ใครจะเข้าสาขาไหนก็สอบวิชานั้น ของเราคือวิชา 国語 ซึ่งเรามารู้ทีหลังว่าข้อสอบเป็นชุดเดียวกับสาขา Japanese Literature (日本文学) จย้าาาาาา โอ้ยยยยยย ทำไมใช้ข้อสอบเดียวกั๊นนนนนนน ไม่ได้ติววรรณคดีมาละเอียดขนาดนั้น ฮือ เอาจริงๆ ที่ติวและอ่านมานี่แทบไม่ตรงกับข้อสอบเลย แนวข้อสอบแหวกจากปีก่อนๆ ไปไกลมาก /น้ามตาาาาา

ข้อสอบวิชาเฉพาะทางของเรามีสามแผ่น แผ่นแรกยกเรื่องสั้นจากสมัยเอโดะที่อิงแนวคิดของจวงจื๊อมาหนึ่งเรื่อง มีคำถามให้ตอบห้าข้อ แค่ข้อแรกเราก็อยากเป็นลมแล้ว มาถึงก็ถามว่า “จงอธิบายแนวคิดของจวงจื๊อมาเท่าที่รู้” …….เฮลโหล นี่วิชาปรัชญาจีนเหรอออออออ????? จวงจื๊อมาจากไหน??? ดิฉันอ่านเก็นจิโมโนกาตาริมาเพื่ออะไรรรรร????

ส่วนข้ออื่นๆ ก็มีให้แปลประโยคที่ใช้ไวยากรณ์โบราณเป็นภาษาปัจจุบันบ้าง อธิบายความหมายของประโยคที่ขีดเส้นใต้บ้าง อธิบายความคิดของตัวละครในเรื่องบ้าง คือถ้าอ่านไม่เข้าใจจะทำไม่ได้เลย

และแน่นอนว่า เราอ่านไม่เข้าใจ 555555555555555 ศัพท์ยากมากกกกกกกกก ไวยากรณ์ยังพอเข้าใจและแปลได้บ้างเพราะท่องมา แต่พอไม่รู้คำศัพท์ก็จบเห่ (แน่นอนว่าการสอบไม่ให้เอาดิกชันนารีใดๆ เข้าไปด้วยนะ ใช้สมองกับสองมือล้วนๆ) เราก็พยายามเขียนแถๆ ไปเท่าที่จะนึกออกตอนนั้น ซึ่งพอให้ติวเตอร์เฉลยทีหลังแล้วพบว่าตอบผิดไปไกลมาก นึกแล้วยังรู้สึกอายอาจารย์คนที่ตรวจไม่หาย OTL

ส่วนข้อสอบแผ่นที่สองก็เลวร้ายไม่ต่างกัน แผ่นนี้ดีขึ้นมาหน่อยตรงที่เป็นบทความสมัยโชวะ ภาษาก็เลยไม่ยากเท่าไหร่ แต่มันยากตรงที่ต้องอธิบายแนวคิดที่เรารู้เพิ่มเติมลงไปจากบทความอีก ในที่นี้เป็นเรื่องของประวัติภาษาถิ่น ซึ่งเราแทบไม่ได้แตะเรื่องภาษาถิ่นเลยจ้าาาา สรุปว่าถึงจะอ่านเข้าใจก็ไม่มีอะไรมาเขียนอยู่ดี /ล้องห้าย

แผ่นที่สามจะมีข้อนึงยกคำศัพท์ขึ้นมาสี่คำ ให้เราเขียนอะไรก็ได้เกี่ยวกับคำพวกนี้เท่าที่อ่านมา พาร์ทนี้พอทำได้มากสุดละ อ่านอะไรมาก็เขียนๆ ลงไป เป็นพาร์ทเดียวที่รู้สึกว่าอ่านมาตรง

พาร์ทสุดท้ายเป็นเรื่องสั้นจากสมัยเอโดะ อันนี้ถึงจะมีไวยากรณ์ที่ไม่เก็ทอยู่บ้างแต่ก็พอเข้าใจเนื้อหา ถือว่าง่ายกว่าแผ่นแรกเยอะมากกกกกก (แต่ก็ยากอยู่ดี) แผ่นที่สามนี่เป็นมิตรสุดละ สองแผ่นแรกคือเอามีดมาแทงแล้วซ้ำด้วยกิโยตินเลยเถอะ ออกข้อสอบโหดร้ายเกินไปมั้ย ขนาดเป็นข้อสอบสำหรับนักศึกษาต่างชาตินะ T_T

และทั้งหมดนี้ให้เวลาทำข้อสอบแค่ 150 นาทีเท่านั้น จะบ้าเหรอออออ ให้เวลาทั้งเดือนยังทำไม่ได้เลย แต่การให้เวลาน้อยก็มีข้อดีอย่างนึงซึ่งจะกล่าวถึงในช่วงการสอบสัมภาษณ์

ถัดจากข้อสอบวิชาเฉพาะทางก็เป็นวิชาภาษาญี่ปุ่น เราไม่ได้อ่านวิชานี้มาเลยเพราะไม่รู้จะอ่านอะไร ใช้ชีวิตอยู่กับเท็กซ์บุ๊กภาษาญี่ปุ่นเกือบเดือน ยังจะต้องอ่านวิชาภาษาญี่ปุ่นอีกเหรอ ไม่อ่งไม่อ่านแล้ววววว ซึ่งเราว่าความคิดนี้ถูกต้องละ วิชานี้มันอาศัยบุญเก่าล้วนๆ ติวอะไรไม่ได้ทั้งนั้น เพราะติวไปก็ไม่มีทางตรง 5555555555

ข้อสอบวิชาภาษาญี่ปุ่นมีบทความมาให้บทความนึง อันนี้อ่านง่ายสบายบรื๋อเพราะเป็นภาษาญี่ปุ่นยุคปัจจุบัน (เห็นแล้วดีใจน้ำตาแทบไหล โฮ ภาษาญี่ปุ่นที่ฉันรู้จักมันต้องอย่างนี้สิ!) ในข้อสอบก็จะมีให้เลือกคำมาเติมในช่องว่าง/เขียนคำอ่านคันจิ/เขียนคำอธิบายประโยคที่ขีดเส้นใต้ และสุดท้ายคือเขียนเรียงความภายใน 800 ตัวอักษรตามหัวข้อที่กำหนด

บทความในข้อสอบวิชานี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับจุดจบของวิทยาศาสตร์ เรียงความเลยให้หัวข้อมาว่า ศาสตร์สาขาที่คุณเรียนจะถึงจุดจบหรือไม่? อันนี้สำหรับเราถือว่าค่อนข้างง่าย เพราะเราเรียนภาษาศาสตร์ไง ก็เขียนๆ ไปว่าตราบใดที่มนุษย์ยังใช้ภาษา มันก็ไม่จบหรอกค่ะ

วิชาภาษาญี่ปุ่นให้เวลาแค่ 60 นาที ซึ่งเอาจริงๆ ถือว่าน้อยมากนะ กว่าจะอ่านบทความจบ กว่าจะตอบคำถามอื่นๆ เสร็จ กว่าจะคิดโครงเรียงความและลงมือเขียน สุดท้ายเราก็ตอบครบทุกข้อแหละ แต่เขียนเรียงความไปประมาณ 600 ตัวอักษร แถมเขียนวกไปวนมาอีกต่างหาก รู้สึกว่าเขียนได้ไม่ดีเลยทั้งๆ ที่วิชานี้ควรจะทำให้ได้ดีๆ เพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีที่ป่นปี้เป็นผุยผงไปในวิชาเฉพาะทาง อย่างน้อยอาจารย์ที่ปรึกษาจะได้ไม่สิ้นหวังกับเรามาก แต่สุดท้ายก็ทำออกมาห่วยแตกทุกอย่าง OTL

สอบข้อเขียนเสร็จมีเวลาพักสองชั่วโมงก่อนสอบสัมภาษณ์ต่อ เราคิดตั้งแต่วินาทีที่เห็นข้อสอบแผ่นแรกสุดแล้วว่า โอเค ปีหน้าสอบใหม่…….. แต่จะชิ่งหนีไม่สอบสัมภาษณ์ก็ไม่ได้ ระหว่างรอเราเลยเข้าห้องคอมไปนั่งหาศัพท์ในข้อสอบข้อเขียน อ่านบทความที่ไม่เข้าใจเหล่านั้นจนเริ่มเข้าใจขึ้นมา แล้วก็อ่านทบทวนแผนวิจัยของตัวเองที่ส่งไปพร้อมกับใบสมัครสอบ

เราไม่ค่อยกลัวการสอบสัมภาษณ์เท่าไหร่เพราะคิดว่าคงเน้นถามเรื่องแผนวิจัย ซึ่งในเมื่อมันเป็นแผนวิจัยของเรา เราย่อมรู้ดีที่สุดว่าเขียนอะไรลงไป มีจุดอ่อนตรงไหนยังไง ซึ่งถ้าถามเรื่องนี้เราก็ควรจะตอบได้อยู่แล้ว

ทว่า การสอบสัมภาษณ์นั้น……. เลวร้ายยิ่งกว่าการสอบข้อเขียนเป็นพันเท่า

รอบสัมภาษณ์จะแยกนักเรียนแต่ละสาขาให้ไปนั่งรวมในห้องเดียวกัน ของเราสาขา 国語学 กับ 日本文学 จะมารอสัมภาษณ์พร้อมกัน คือที่คณะเราเนี่ย สองสาขานี้แทบจะกลายเป็นสาขาเดียวกันอยู่แล้ว ห้องวิจัยก็ใช้ห้องเดียวกัน เพราะตำราต่างๆ นานามักจะต้องใช้เหมือนๆ กัน งานวิจัยก็ค่อนข้างใกล้เคียงกัน

ความเศร้าคือพอสัมภาษณ์สองสาขาพร้อมกัน ก็แปลว่าอาจารย์จากทั้งสองสาขาจะมากันพร้อมหน้าพร้อมตา รวมๆ แล้วในห้องสัมภาษณ์มีอาจารย์อยู่ราวๆ สิบคน

เราโดนสัมภาษณ์เป็นคนสุดท้าย ระหว่างรอก็ไม่คิดจะเครียดนะ แต่พอคนอื่นๆ เครียดกันเราก็เริ่มเครียดตามกระแส และความที่คนอื่นๆ เป็นชาวตะวันตก เค้าจึงสปีคอิงลิชกันไฟแล่บทั้งๆ ที่ทุกคนก็พูดภาษาญี่ปุ่นคล่องปรื๋อ เพื่อนสวีเดนที่สอบสาขาเดียวกันพูดว่า “I wanna die” “I wanna jump out the window” แล้วพอคุยกันว่าอาจารย์จะถามคำถามแบบไหน เพื่อนสวีเดนคนดังกล่าวก็เก็งคำถามว่า “Why are you so stupid? We don’t wanna waste money on you anymore” เป็นการเก็งคำถามที่ทำร้ายตัวเองมาก แต่อาจารย์อาจจะคิดแบบนั้นกับเราจริงๆ ก็ได้ 555555555555

ข้อดีของการโดนสัมภาษณ์เป็นคนสุดท้ายคือเราจะได้ฟังคนที่สัมภาษณ์เสร็จแล้วมาเล่าว่าเจออะไรมาบ้าง อย่างน้อยก็พอเตรียมใจได้นิดนึง

พอถึงคิวเราก็เดินไปเคาะประตูห้องสัมภาษณ์แล้วเข้าไปเผชิญหน้ากับอาจารย์สองสาขาวิชารวมกัน แต่เอาเข้าจริงอาจารย์ที่สัมภาษณ์เราก็มีแค่อาจารย์ที่ปรึกษากับอาจารย์คนที่ออกข้อสอบแหละ อาจารย์สามสี่คนที่นั่งด้านในๆ นั่งหลับอ้าปากหวอกันด้วยซ้ำ….

พอเข้าไปถึงอาจารย์ที่ปรึกษาเราก็เป็นคนเชิญให้นั่ง และถามคำถามแรกว่า “บอกความรู้สึกตอนทำข้อสอบข้อเขียนเมื่อเช้ามาซิ”

เป็นคำถามที่เปิดกว้างมาก แม้ในใจจะตอบว่าอยากกัดลิ้นตายตั้งแต่อ่านคำถามแรกแล้วค่ะ แต่ก็ประดิดประดอยคำตอบไปสวยๆ ว่า รู้สึกผิดและเจ็บใจที่ไม่สามารถทำข้อสอบทั้งหมดให้ทันเวลาได้ ไม่สามารถเรียบเรียงความคิดมากมายได้ในเวลาอันสั้น เสียใจที่ยังบริหารจัดการเวลาในการทำข้อสอบไม่ดีพอค่ะ (สร้างภาพสุดๆ จริงๆ แล้วที่กระดาษคำตอบสุดแสนโล่งนั้นเป็นเพราะทำไม่ได้ 555555555555555) 

หลังจากนั้นอาจารย์ที่ปรึกษาก็ให้อาจารย์แต่ละคนที่ออกข้อสอบมาสับเราทีละคน ตรงนี้แหละที่รู้สึกอยากพุ่งไปกระโดดหน้าต่างอย่างที่เพื่อนสวีเดนคร่ำครวญ เป็นการสัมภาษณ์ที่โหดร้ายที่สุดในชีวิต คือเอาแต่ละข้อที่เราตอบผิดมาจี้ถามทีละข้อว่าทำไมตรงนี้ตอบอย่างงี้? ทำไมตรงนี้ทำไม่ได้? ทำไมเว้นว่าง? ที่ไม่ตอบนี่เป็นเพราะไม่มีความรู้เรื่องนี้รึเปล่า? โอยยยยยยยยย พอแล้วววววววว กลัวแล้วค่ะะะะะะ /ตัวสั่นงันงก

ใจจริงอยากจะตอบว่าถ้าทำได้ก็ตอบถูกแล้วมั้ยคะ?? แต่ถ้าตอบแบบนั้นคงไม่มีวันได้เรียนที่มหาลัยนี้ไปตลอดกาล เพราะงั้นเลยเอาเรื่องเวลาอันน้อยนิดมาอ้างอีกเช่นกัน นี่แหละข้อดีของการที่ให้เวลาสอบน้อย ข้อไหนตอบไม่ได้ก็บอกว่า อ๋อ เวลาไม่พอค่ะ 55555555555

เราโชคดีอย่างนึงที่ตอนพักไปนั่งหาศัพท์อ่านจนเข้าใจ พอโดนจี้ถามตรงที่ตอบผิดก็เลยพอแก้ตัวทันว่าจริงๆ แล้วอ่านรู้เรื่องนะคะ! เรื่องนี้หมายความว่างั้นงี้ๆๆ ค่ะ (ขอบคุณที่มหาลัยให้เอาข้อสอบกลับบ้านได้ ไม่ได้เก็บกลับไป) ตรงนี้ก็เลยพอกู้หน้ามาได้นิดนึง แต่การที่อาจารย์เอาข้อที่เราตอบผิดมาไล่ถามทีละข้อนี่มัน…. โหดร้ายเกินบรรยายจริงๆ มีอาจารย์คนนึงพูดกับเราว่า “อยากให้ไปหาความรู้ติดตัวให้มากกว่านี้ก่อนนะ” เป็นประโยคที่ได้ยินแล้วแบบ ฮือ หนูผิดไปแล้วค่ะ หนูมันโง่ หนูมันไม่มีค่าพอที่จะอยู่ตรงนี้ T______T

การสัมภาษณ์ส่วนใหญ่จะเน้นถามจากคำตอบที่เราตอบไปในข้อเขียนนี่แหละ ไม่โดนถามเรื่องแผนวิจัยเลยแม้แต่นิดเดียว ส่วนข้อสุดท้ายรู้สึกว่าทุกคนจะโดนถามเหมือนกันหมดคือ ถ้าสอบไม่ผ่านจะทำยังไง? เราตอบว่าจะเป็นนักศึกษาวิจัยแล้วลองสอบใหม่อีกรอบ เพราะพอรู้แนวทางแล้วว่าตัวเองยังอ่อนเรื่องไหน ต้องอ่านหนังสืออะไรบ้าง (ความจริงคืออ่อนไปหมดทุกเรื่อง สอบอีกกี่รอบก็คงทำไม่ได้เหมือนเดิม……) 

พอสัมภาษณ์เสร็จเราทำใจเลยว่าปีนี้ไม่ผ่านแน่ๆ 10000% เพราะข้อเขียนทำได้แย่มาก สัมภาษณ์ก็เละเทะสิ้นดี แล้วคณะเราเนี่ยเป็นคณะที่นักเรียนต่างชาติส่วนมากเป็นนักศึกษาวิจัยกันสองปี เราเลยคิดว่าสอบสองรอบคงเป็นเรื่องธรรมดาแหละ ไม่ต้องนั่งมากลุ้มใจในความโง่ถ้ารอบนี้ไม่ผ่าน แถมได้อยู่ที่นี่นานขึ้นอีกปีนึงด้วย (แต่ถ้าสอบรอบสองไม่ผ่านก็กลับบ้านเลยนะ 5555555555)

เราปลงกับการสอบครั้งนี้มากจนพูดกับพ่อแม่ทุกครั้งที่คุยกันหลังจากนั้นว่าไม่ผ่านหรอก ไม่มีทางผ่านแน่นอน ผ่านก็บ้าแล้ว

หลังสอบสิบวันก็เป็นวันประกาศผล ถือว่าค่อนข้างเร็วเพราะบางคณะใช้เวลาหลายอาทิตย์กว่าจะประกาศ ผลสอบจะแปะอยู่บนบอร์ดที่มหาลัย ซึ่งพอถึงวันประกาศผลเราไม่ได้ไปดูผลด้วยซ้ำ…. จำได้ว่าวันนั้นฝนตก และเราก็ขี้เกียจ ไม่รู้จะกระตือรือร้นไปดูผลสอบที่รู้อยู่แล้วว่าไม่ผ่านไปทำไม

วันนั้นทั้งพ่อแม่และเพื่อนที่มาทุนรุ่นเดียวกันแต่อยู่มหาลัยอื่นต่างก็มาถามไถ่ว่าเป็นไงบ้าง แล้วทุกคนก็ได้คำตอบจากเราว่า “ขี้เกียจไปดูผล” ….เนี่ย เป็นคนขี้เกียจขนาดเนี้ย ทำข้อสอบไม่ได้ก็สมควรแล้วปะ 5555555555

พอวันรุ่งขึ้นไปรษณีย์ก็เอาจดหมายมาส่งหนึ่งฉบับ เป็นซองจากมหาลัยนั่นเอง พอส่งมาถึงห้องแบบนี้จะไม่ดูก็ไม่ได้ เราเลยแกะดูทันทีที่ได้มาและพบว่า

. . . . . . .

. . . . .

. . .

.

ผ่านแล้วจ้าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา

หืมมมมมมมมมมม ผ่านมาได้ยังไง???? ตอนเห็นผลสอบนี่ขยี้ตาซ้ำแล้วซ้ำอีกเพราะเพิ่งตื่น นึกว่า เอ๊ะ ฝันอยู่รึเปล่า??? แต่ดูยังไงก็เป็นคำว่า 合格 นะ??? จุดนั้นข้องใจมากกว่าดีใจ ระแวงสงสัยไปหมด หรือว่าส่งผลสอบผิดคน แต่ชื่อในใบประกาศผลนี่มันก็ชื่อเรานะ?? หรืออาจารย์ให้คะแนนผิด หรือยังไง???

ด้วยความข้องใจเลยไปที่คณะเพื่อไปดูชื่อที่ติดบอร์ดอีกทีให้แน่ใจ แต่วันนั้นรู้สึกจะเป็นวันเสาร์หรืออาทิตย์นี่แหละ ตึกมหาลัยเลยไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่ ไปเดินหาบอร์ดก็หาไม่เจอ จะถามใครก็ไม่ได้ สรุปแล้วจนถึงทุกวันนี้ยังไม่เคยเห็นชื่อตัวเองบนบอร์ดประกาศผล เอาเป็นว่าเค้าให้เราผ่าน เราก็ถือว่าผ่านแล้วละกัน

ทุกวันนี้ก็ยังไม่เข้าใจว่าผ่านมาได้ยังไง เวลาบอกคนอื่นว่าทำไม่ได้แต่ก็ผ่าน ทุกคนจะเข้าใจว่าเราถ่อมตัวหรือพูดเวอร์เกิน แต่ทำไม่ได้ของเราคือทำไม่ได้จริงๆ มั่นใจว่าคะแนนข้อเขียนได้ไม่ถึง 50% แน่ๆ เหตุผลนึงที่เราเดาว่าอาจารย์ให้เราผ่านปีนี้คืออาจารย์คงอยากรีบเกษียณแล้วเลยต้องให้เรารีบๆ เรียน รีบๆ จบ 55555555555555

การสอบครั้งนี้ทำให้เราได้ข้อสรุปว่าการจะผ่านหรือไม่ผ่านอาจจะขึ้นอยู่กับความเมตตาของอาจารย์ที่ปรึกษาด้วย หลายๆ คนเคยบอกเราว่าให้ตีซี้อาจารย์ที่ปรึกษาเอาไว้ ทำตัวเป็นเด็กขยันให้อาจารย์เห็นว่าเรามีไฟอยากเรียนที่นี่จริงๆ เดี๋ยวอาจารย์ก็ให้ผ่านเอง ซึ่งที่ผ่านมาเราไม่ค่อยเชื่อคำพูดเหล่านี้เท่าไหร่ เพราะต่อให้อาจารย์อยากให้เราผ่าน แต่ถ้าเราทำข้อสอบไม่ได้ เราก็ไม่น่าจะผ่านนะ???

แต่ก็นั่นแหละ เราทำข้อสอบไม่ได้ แต่อาจารย์ก็ให้เราผ่าน…… สรุปว่าอาจารย์ที่ปรึกษาสำคัญจริงๆ

โชคดีที่อาจารย์ที่ปรึกษาเราเป็นคณบดีของ Graduate School of Letters ด้วย อาจารย์เราที่ไทยเคยแนะนำว่าการเลือกอาจารย์ที่ปรึกษาเนี่ยต้องคิดเยอะมาก ก่อนอื่นเลยคือต้องดูว่าตรงกับสาขาวิจัยของเรามั้ย อาจารย์อายุเท่าไหร่ ใกล้เกษียณรึยัง (เพราะบางคนใกล้เกษียณแล้วจะไม่ค่อยอยากรับลูกศิษย์เพิ่ม) มีนักศึกษาในปกครองเยอะมั้ย ถ้าเยอะก็อาจจะดูแลได้ไม่ทั่วถึง และที่สำคัญคืออาจารย์มี power มากน้อยแค่ไหน ข้อสุดท้ายจะมีผลตรงการสอบเข้ากับการเรียนจบของเรานี่แหละ เพราะเวลาสอบเข้ากับเรียนจบ อาจารย์ในสาขาจะต้องมาประชุมกันว่าจะให้ใครผ่านไม่ผ่าน ถ้าอาจารย์เรามี power มากพอ เค้าก็จะผลักดันให้เราผ่านฉลุยได้

ในเมื่ออาจารย์ที่ปรึกษาสำคัญขนาดนี้ หลายคนที่เคยมาแลกเปลี่ยนที่ญี่ปุ่นปีนึงจึงมักเลือกมหาลัยเดิมเพราะรู้จักกับอาจารย์อยู่แล้ว แต่ตอนมาแลกเปลี่ยนเราเลือกมหาลัยแบบไม่ได้คิดเผื่ออนาคต แค่อยากอยู่เมืองใกล้ๆ โตเกียว (ไม่อยากอยู่ในโตเกียวเพราะค่าที่อยู่แพง คนเยอะ ประชากรแยะ แต่ก็ยังอยากอยู่ใกล้ความเจริญ) พอจะมาเรียนต่อโทก็เลยต้องมานั่งหามหาลัยใหม่เพราะหัวข้อวิจัยที่อยากทำไม่ตรงกับอาจารย์ในมหาลัยที่มาแลกเปลี่ยนเลยสักคน

ตอนเลือกอาจารย์ที่ปรึกษารอบนี้เราก็ไม่ได้คิดอะไรมากนะ แค่เลือกคนที่ตรงกับหัวข้อวิจัยมากที่สุด แบบที่ทั้งประเทศญี่ปุ่นไม่มีใครตรงไปมากกว่านี้อีกแล้ว เท่านั้นเอง

และแล้วตอนนี้ก็เลยได้เป็นนักศึกษาปริญญาโทในสาขาที่อยากเรียนในที่สุด เย้! พอเริ่มเรียนปริญญาโทแล้วยุ่งกว่าเป็นนักศึกษาวิจัยเยอะเลย แต่เรียนๆ ไปแล้วก็รู้สึกว่าช่วงหนึ่งปีที่เป็นนักศึกษาวิจัยก็ได้เรียนรู้อะไรเยอะแยะพอที่จะเอามาต่อยอดในการเรียนโทได้เหมือนกัน

ทั้งนี้ทั้งนั้น ทั้งหมดที่เล่ามานี่เป็นแค่ประสบการณ์ของเรา เท่าที่ลองคุยกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ คณะอื่น มหาลัยอื่น พบว่าการสอบเข้าปริญญาโทนี่มันมีล้านแปดรูปแบบ บางคนมีแค่สอบสัมภาษณ์อย่างเดียวด้วยซ้ำ ใครจะพบเจอแบบไหนก็สุดแท้แต่เวรกรรม แล้วแต่คณะที่เลือก

หลังจากนี้ชีวิตการเรียนปริญญาโทอาจจะมีเรื่องหนักหนาสาหัสอีกเยอะแยะ แต่พอนึกถึงบรรยากาศในห้องสัมภาษณ์วันนั้นที่ทำให้รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นสิ่งมีชีวิตโง่ๆ ไร้สมองที่พลัดหลงมาอยู่ท่ามกลางเหล่านักวิชาการผู้ปราดเปรื่องแล้วก็คิดว่า มันคงไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่านั้นแล้วแหละ 55555555555

Advertisements

2 comments on “บอกเล่าเก้าสิบ ประสบการณ์สอบเข้าปริญญาโทที่ญี่ปุ่น

  1. katekaew says:

    ดีใจจจจ ได้อ่านบล๊อกแบบที่หนูรู้เรื่องบ้างงงงง 55555555

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s