You can’t ask why about love

Anna Karenina เป็นหนังที่รอดูมานานแสนนาน

บ่นอยู่ตลอดว่าอยากให้ผู้กำกับในดวงใจอย่างโจ ไรท์กลับมาทำหนังพีเรียด หลังจากไม่ค่อยปลื้มผลงานสองเรื่องล่าสุดอย่าง The Soloist และ Hanna เท่าไหร่ ในที่สุดพี่โจแกก็กลับมาพร้อมวรรณกรรมขึ้นหิ้งของตอลสตอย ว่าด้วยความรักและความสัมพันธ์ของเหล่าชนชั้นสูงในสังคมรัสเซียปลายศตวรรษที่ 19

Anna Karenina

ไปดูเรื่องนี้โดยไม่คาดหวังกับตัวเนื้อเรื่องเท่าไหร่ เพราะเท่าที่อ่านเรื่องย่อมันดูเป็นแนวชิงรักหักสวาทที่มีอยู่ดาดดื่น เรื่องของผู้หญิงที่แต่งงานกับผู้ชายที่ตัวเองไม่ได้รัก จนวันหนึ่งได้พบกับคนที่ตัวเองรักและรักตัวเองอย่างสุดหัวใจ เธอและเขาจะทำเช่นไรเมื่อต้องเลือกหน้าที่กับความรัก ติดตามได้ใน แอนนา คาเรนีน่าาาา ผ่างงงงงง!!! *รัวกลอง*

เมื่อไม่คาดหวังกับเนื้อเรื่อง ความคาดหวังเลยไปตกอยู่กับงานภาพและดนตรีของดาริโอ้แทน

ปรากฏว่า… หลงรักหนังเรื่องนี้ตั้งแต่ยังไม่พ้นสิบนาทีแรก

โจไรท์งัดสารพัดลูกเล่นมาเล่าเรื่องได้แพรวพราวมาก อย่างนึงที่ชอบคือการใช้เวที หลายๆซีนดำเนินไปบนเวทีชวนให้รู้สึกเหมือนอยู่ในโรงละคร คอยเฝ้าดูชีวิตดราม่าของเหล่าชนชั้นสูง เวทีนี่มันชวนให้รู้สึกว่าชีวิตคือละครจริงๆหนอ ทุกคนก็เล่นกันไปตามบทบาท เวทีเป็นสัญลักษณ์สำคัญในหลายๆฉากเลยล่ะ

เราว่าเวทีในเรื่องนี้หมายถึงโลกของชนชั้นสูง ชอบตอนที่เลวิน (ผู้ที่ถูกคนอื่นหัวเราะขบขันว่าเป็น idealist) ตัดสินใจกลับไปอยู่บ้านนอก เขาก็หลุดพ้นไปจากเวทีนี้ ไปอยู่บ้านไร่ชายทุ่งอย่างเป็นสุขดี ในขณะที่คนอื่นๆยังคงติดอยู่ในเวทีกันต่อไป

นอกจากเวทีแล้ว ยังมีลูกเล่นการเปลี่ยนฉากที่ดูตอนแรกอาจจะงงๆหน่อย เพราะไม่คิดว่าจะมาไม้นี้ คือเปลี่ยนฉากกันเหมือนละครเวทีเลย มีคนคอยยกฉากเปลี่ยนอยู่ด้านหลัง หรือเปิดประตูแล้วมาโผล่อีกฉากนึงราวกับประตูของโดราเอมอน แต่พอดูไปซักพักถึงได้หายงงและเปลี่ยนเป็นความทึ่งแทน

ความทึ่งยังไม่หมดแค่นี้ พี่โจไรท์แกปล่อยของซะเต็มที่ เราก็ไม่รู้หรอกว่าศัพท์เทคนิคทางภาพยนตร์เขาเรียกลูกเล่นต่างๆว่ายังไง รู้แต่มันเลิศเลอและงดงามมาก โปรดัคชั่นอลังการ งานละเอียดทุกองค์ประกอบ ดูแล้วไม่อยากกะพริบตาซักฉาก มันน่าชื่นชมทุกอณูบนจอจริงๆ

ฉากที่ชอบที่สุดคือฉากที่แอนนา(เคียร่า) เต้นรำกับวรองสกี้ ว่าที่ชายชู้ (รับบทโดยพ่อหนุ่มคิกแอส แอรอน จอห์นสัน) ชอบทั้งท่าเต้นที่ดูแปลกตา คอสตูมสีขาวดำตัดกัน ชอบการที่ทุกคนรอบๆ freezing ชอบที่ตัวละครแสดงความรู้สึกของตัวเองออกมาชัดเจนโดยไม่ต้องพูดอะไรเลย ชอบดนตรีที่ค่อยๆเร่งเร้าเพิ่มความกดดัน เป็นฉากที่ spectacular มาก

อีกฉากที่ชอบมากคือฉากแข่งม้า เป็นอีกฉากที่สื่อความรู้สึกของตัวละครได้อย่างทรงพลัง ชอบตอนที่สามีของแอนนา (อาเฮียจู๊ดลอว์) พยายามช่วยรักษาหน้าแอนนา ทั้งๆที่เมียตัวเองระเบิดความรักต่อชายชู้ออกมาอย่างรุนแรงท่ามกลางฝูงชน อเล็กเซย์กลับต้องมาช่วยแถมยังตักเตือนอย่างสงบนิ่ง เป็นคนดีเหลือเกิน โฮวววว

นอกจากสองฉากนี้ ยังมีอีกหลายฉากที่ประณีตและชวนตื่นตาตื่นใจ หนังสอดแทรกสัญลักษณ์เอาไว้เยอะมาก คอสตูมก็อลังการสมรางวัลออสการ์ ดนตรีของดาริโอ้ก็แสนบรรเจิดสมความคาดหวัง ดูจบแล้วถึงกับอยากดูอีกรอบเพื่อเก็บรายละเอียด อยากค่อยๆดู ค่อยๆคิด ค่อยๆตีความ แต่คงต้องรอกลับไปดูดีวีดีล่ะนะ (หนังพีเรียดของโจไรท์ดูรอบเดียวไม่เคยพอ แย่จริง!)

แต่ ด้วยลูกเล่นที่แพรวพราว บางครั้งก็เป็นเหมือนกำแพงกันเราออกมาจากตัวเรื่องได้เหมือนกัน หลายๆฉากแทนที่ลูกเล่นจะส่งเสริมสารัตถะของหนัง กลับดึงความสนใจไปที่งานภาพมากกว่าซะอย่างงั้น (หรือผู้กำกับจงใจกันคนดูออกจากเรื่อง? ก็คงไม่ใช่)

ดูแล้วไม่ค่อยมีอารมณ์ร่วมไปกับความรักของแอนนากับวรองสกี้เท่าไหร่ จริงๆแล้วไม่อยากเรียกว่าเป็นความรักด้วยซ้ำ

Anna & Vronsky

พอเปิดดูสัมภาษณ์พี่โจไรท์ พี่แกพูดถึงแอนนากับวรองสกี้ว่า maybe love, maybe lust คือมันอาจเป็นความรัก หรืออาจเป็นแค่ตัณหาก็เท่านั้น (แอนนาตอนอยู่กับสามียังดูมีความสุขกว่าตอนไปอยู่กับชายชู้ซะอีก เฮ้อ นี่น่ะหรือความรัก)

พูดถึงวรองสกี้ ไม่ค่อยชอบบุคลิกของตัวละครนี้เลย (แม้ว่าจะชอบแอรอน จอห์นสันก็ตาม) ดูไม่เหมือนหนุ่มหล่อผู้น่าหลงใหลซักเท่าไหร่ เห็นแล้วนึกถึงดันเทสในเรื่องนางฟ้าสีบรอนซ์ ฉากหลังเป็นรัสเซียเหมือนกันซะด้วยสิ

สงสารอาเฮียจู๊ดลอว์ในบทอเล็กเซย์ อเล็กซานโดรวิช คาเรนิน (ชอบชื่อนี้จริงๆ เวลาเรียกชื่อต้นกับชื่อกลางติดกันแล้วดูมีพาวเวอร์) เป็นตัวละครที่อาภัพแต่ก็ประเสริฐมาก โฮววว พี่จู๊ดดดดด T_T

ที่จริงเราชอบคู่ของเลวินกับคิตตี้มากกว่าคู่หลักอีก เป็นคู่ที่ดูเพ้อฝันมาก แต่ก็เป็นคู่ที่แสดงด้านดีของความรักให้เห็น ขัดแย้งกับแอนนา-วรองสกี้-อเล็กเซย์โดยสิ้นเชิง

Levin & Kitty

ชอบฉากที่สองคนนี้สื่อความในใจถึงกันด้วยตัวต่อบนโต๊ะอย่างเงียบๆ จากที่ไม่ชอบยัยหนูคิตตี้มาตลอด ดูฉากนี้แล้วชอบเลย เป็นตัวละครที่เติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัดที่สุด

ตอนแรกนึกว่าคุณหนูผู้ดีแต่งงานไปอยู่บ้านนอกแล้วจะทนชีวิตบ้านนอกไม่ได้เพราะคิดถึงสังคมเมืองอันหรูหรา ไม่เลย ไม่ได้ใกล้เคียงเลยสักนิด คุณหนูคิตตี้นอกจากจะปรับตัวแล้วยังกลายเป็นแม่พระของเรื่องอีกต่างหาก โอ้วมาย จากคุณหนูเอาแต่ใจตอนต้นเรื่อง เติบโตมาเป็นคุณนายบ้านไร่จิตใจงาม นี่เป็นส่วนที่ฟีลกู้ดที่สุดของหนังเลยนะ!

ชอบตรงที่ ถึงเลวินจะรักคิตตี้มาตั้งแต่แรก แต่ความรักของเลวินเองก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย ในขณะที่คู่นี้มีความสุขขึ้นเรื่อยๆ คู่หลักก็ชีวิตบัดซบกันมากขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกันดีนะ

หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่พูดถึงความรักของผู้คน ความรักที่หลากหลาย ทั้งรักด้วยหน้าที่ รักด้วยความลุ่มหลง รักจนให้อภัย รักแบบไม่มีเงื่อนไข รักด้วยความดีงาม รักอย่างทรหดอดทน มีทั้งแง่งามของความรัก และความขมขื่นจากรัก วนเวียนอยู่กับความรักนี่แล

แต่ ทั้งๆที่บทสรุปของหนังเป็นโศกนาฏกรรม กลับดูแล้วไม่รู้สึกเศร้าเลย อย่างที่บอกว่าไม่มีอารมณ์ร่วมกับความรักของตัวเอก ดูแล้วแทนที่จะเศร้าเลยเครียดซะมากกว่า (หนังสร้างอารมณ์กดดันได้มากกว่าอารมณ์หดหู่) ส่วนนี้เป็นจุดด้อยของหนัง ที่ยังสู้ผลงานเก่าของพี่โจไรท์อย่าง Pride & Prejudice และ Atonement ที่เราปลื้มสุดๆไม่ได้

ด้วยความประทับใจงานภาพอันแสนมหัศจรรย์ของคุณพี่โจไรท์ จึงเกิดนึกอยากเห็นคุณพี่ทำหนังมิวสิคัลซักเรื่อง มันคงบรรเจิดมากแน่ๆ แต่… ก็ได้แค่นึกล่ะนะ TvT

สรุป ประทับใจ Anna Karenina มากกกกก โจไรท์กอบกู้ศรัทธาเรากลับคืนมาได้อีกครั้ง พี่แกเกิดมาเพื่อทำหนังพีเรียดจริงๆ

แต่ งานที่ดีที่สุดของพี่โจไรท์ยังเป็น Atonement อยู่นะ

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s