雪は白く大地を染めて♪

หลังจากไปเที่ยวโตเกียวแทบทุกสัปดาห์มาตลอดสามเดือนกว่าๆที่ผ่านมา ในที่สุดก็เพิ่งคิดได้ว่าบางทีเราก็ควรจะไปเที่ยวในจังหวัดจิบะบ้าง

ตอนแรกว่าจะไปเอาท์เลทซักที่ แต่เรามีปณิธานว่าจะไม่ทุ่มทุนสร้างกับเสื้อผ้าหน้าหนาวอีกต่อไป ดังนั้นเมื่อวันอาทิตย์เลยตัดสินใจไปนาริตะซัง (成田山) เปลี่ยนจากช็อปปิ้งเป็นเข้าวัด ใกล้เคียงกันม๊ากมาก

นั่งรถไฟไปสถานีนาริตะประมาณครึ่งชั่วโมง ใช้เวลาพอๆกับไปสถานีโตเกียว ออกจากสถานีเดินอีกประมาณสิบนาทีก็ถึงวัด วัดนี้ชื่อเต็มๆว่านาริตะซังชินโชจิ (成田山新勝寺) เท่าที่อ่านข้อมูลมานิดหน่อยบอกว่าเป็นวัดที่ฮิตมากกก ในภูมิภาคคันโตมีคนไปเยือนเยอะรองจากศาลเจ้าเมจิเลย

ระหว่างทางเดินจากสถานีไปวัดจะผ่านถนนช็อปปิ้ง ขายของฝาก ส่วนใหญ่เป็นอาหาร/ขนม เดินผ่านแล้วตื่นตาตื่นใจอยากจะแวะเข้าไปทุกร้าน สุดท้ายก็ได้แต่ชะโงก เพราะสู้คนไม่ไหว คนเยอะสมคำร่ำลือจริงๆ เต็มไปด้วยปู่ย่าตายายญี่ปุ่นเดินทางมาแสวงบุญจำนวนมาก มิหนำซ้ำยังเป็นช่วงหยุดยาว 3 วันด้วย ผู้คนก็แห่แหนกันมาจากทุกภูมิภาค ดูทะเบียนรถแต่ละคันไม่ซ้ำจังหวัดเลย

ตอนแรกก็ตั้งใจจะไปไหว้พระอยู่หรอก นานๆจะได้เข้าวัดพุทธซักที แต่เห็นคนต่อคิวเข้าไปไหว้พระแล้วลาก่อน เดินถ่ายรูปอย่างเดียวก็ได้

อาณาบริเวณวัดค่อนข้างกว้าง กว้างกว่าวัดและศาลเจ้าในโตเกียวเยอะ มีจุดขายเครื่องรางกับเซียมซีแทบทุกสามก้าว มีตู้กดเซียมซีแบบหยอดเหรียญด้วย เห็นแล้วตื่นตะลึงมาก นี่มันนวัตกรรมที่ผสมผสานเทคโนโลยีกับเครื่องรางของขลังได้อย่างลงตัว! (แต่เราว่ามันดูไม่ได้ฟีลเท่าเขย่าๆเอาเองนะ)

เดินทะลุเข้าไปด้านในจะมีสวนสาธารณะที่เต็มไปด้วยแท่งหินสลักตัวอักษรจำนวนมาก บรรยากาศเหมือนจะมีจอมยุทธ์กระโดดออกมาปล่อยวิชาสิบแปดฝ่ามือพิชิตมังกรใส่กัน ในสวนค่อนข้างเงียบ เดินเล่นดูต้นไม้ใบหญ้าแล้วหายใจสะดวกกว่าไปยืนเบียดเสียดในวัดเยอะเลย

รู้สึกเฉยๆกับสวนที่นี่ สวนค่อนข้างธรรมดา หรืออาจเพราะเป็นหน้าหนาวเลยดูแล้งๆจืดๆ (แต่ตอนเราไป 六義園 ก็ต้นหน้าหนาว แห้งแล้งพอกัน เรายังชอบเลย)

เดินวนรอบสวนหนึ่งรอบ ไปโผล่ตรงเจดีย์ใหญ่ ด้านหน้าเจดีย์มีสวนและลานน้ำพุที่ดูไม่ค่อยเข้ากัน สวนแบบนี้ออกจะยุโร๊ปยุโรป ส่วนด้านในก็มีนิทรรศการเกี่ยวกับวัด/เทพเจ้าต่างๆ เข้าไปเดินดูผ่านๆ ขี้เกียจอ่าน เพราะมีแต่ชื่อเทพที่ไม่รู้จัก (-_-) เท่าที่เดินดูรู้จักองค์เดียวคือฟุโดเมียวโอ นอกนั้นรู้สึกชื่อคุ้นๆ แต่พอจะกลับมาเสิร์ชหาก็ลืมชื่อไปแล้ว ฮ่วย

เดินเลยเจดีย์ออกมาข้างๆจะเจอกับแผงลอยจำนวนมาก โอ้ เข้าวัดไม่ทันไรมาถึงสวรรค์แล้ว ของกินละลานตามาก! แล้วเป็นของกินแบบญี่ปุ่นแต๊ๆ ทั้งพวกเมนูยากิๆทั้งหลาย ไก่ทอด ลูกอม ลูกกวาด สายไหม ฯลฯ

เป็นอันว่าไฮไลท์ของการเที่ยวนาริตะซังคือของกิน นอกจากถนนด้านหน้าที่มีร้านของกินของฝากยาวเป็นกิโลๆแล้วยังมีแผงลอยมหาศาลอยู่รายรอบวัด นี่มันเจ๋งกว่าอาซากุสะอีกนะ! ทุกทัวร์ควรมาลง ถูกจริตคนไทยสุดๆ

เดินซื้อของกินนิดหน่อยแล้วก็กลับไปที่สถานีรถไฟ ตอนแรกว่าจะนั่งรถเมล์ไป Aeon Mall แต่ด้วยความงกอยากเดินเล่นชมบ้านเมือง ก็เลยเปิดแผนที่ในมือถือแล้วลุย! ลุยไปลุยมา โอ้ ที่นี่มันทุ่งนาตำบลใดรึ? มองไปเห็นแต่ต้นหญ้าแห้งๆไกลสุดลูกหูลูกตา ไหนวะห้าง?

เพราะเปิดแผนที่แล้วไม่ได้แหกตาดูเลยว่าแผนที่มันหาโลเคชั่นผิด เดินหลงไปโผล่ริมทุ่งนาอันแสนเงียบเหงาไร้เงาผู้คน มีบ้านเรือนประปราย นาทีนั้นรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแม่มด ณ ลานรกร้างที่กำลังรอพบแมคเบธ ถ้าฝนตกฟ้าร้องด้วยนี่ใช่เลย

เดินหลงเป็นชั่วโมงๆกว่าจะเจออีออน ตอนแรกนึกว่าต้องหนาวตายในทุ่งนาละ ทั้งเหนื่อยทั้งหิว เห็นห้างแล้ววิ่งเข้าไปนั่งก่อนเลย ไม่เคยเดินจนปวดเท้าขนาดนี้มาก่อน

จริงๆแล้วเดินหลงไปเจอสถานที่แปลกๆก็แปลกใหม่ดีนะ ตอนเลี้ยวออกมาเจอทุ่งนาเหลืองๆตัดกับท้องฟ้าสีสดๆถึงกับลืมหายใจไปสามวินาที แต่เพราะกำลังท้อแท้หมดกำลังใจ ไม่รู้ชาตินี้จะเจออีออนมั้ย ก็เลยเอนจอยทิวทัศน์ไม่ค่อยลง

อีออนมอลล์ก็เป็นห้างธรรมดา ไม่คุ้มกับการหลงทางเท่าไหร่ เดินวนหนึ่งรอบแล้วขึ้นรถเมล์กลับสถานีเลย (หลังจากนี้ชุติภัคจะไม่กล้าเดินสำรวจเมืองอันห่างไกลอีกต่อไป) สุดท้ายก็กลับหอได้โดยสวัสดิภาพ

ส่วนเมื่อวาน ตื่นมาตอนเที่ยง เปิดม่าน พรึ่บ! เมืองกลายเป็นสีขาว โอ้มายก๊อด หิมะตกแล้วจ้าาา

จู่ๆก็ตกมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย เมื่อวันก่อนอากาศอุ่นกว่าปกติด้วยซ้ำ วันถัดมาหิมะตกหนักทันที (พยากรณ์อากาศบอกว่าจะมีฝน ดันกลายเป็นหิมะเฉยเลย) ว่ากันว่าตกหนักสุดในรอบ 17 ปีด้วยนะ ชาวหอทั้งไทยจีนแขกฝรั่งต่างตื่นเต้นตกใจกันยกใหญ่ แห่แหนกันออกไปเล่นหิมะ ปั้นสโนว์แมน ปาหิมะใส่กันอย่างเมามันส์ (ส่วนเราไปเดินถ่ายรูปอย่างเดียว ไม่ขอร่วมสงคราม)

เคยเห็นหิมะมาหลายครั้งก็จริง แต่ครั้งสุดท้ายที่ได้เห็นหิมะตกต่อหน้าต่อตาคือตอนแปดขวบ มันช่างเนิ่นนานซะจนจำอะไรไม่ได้เลย (-__-) ดังนั้นพอเห็นหิมะตกเลยรีบคว้ากล้องออกไปชักภาพรัวๆ และแล้วก็สังเวยฝากล้องให้กับพายุหิมะไปในที่สุด อาห์ ลาก่อน

เมืองกลายเป็นสีขาวทั้งเมืองเลย (≧ω≦) ระหว่างหิมะตกก็เปิดเพลง 雪の音 ของ GReeeeN ฟังทั้งวี่ทั้งวัน ได้บรรยากาศสุดๆ

ชอบบรรยากาศตอนหิมะตก ดูสวย เศร้า เหงา กึ่งจริงกึ่งฝัน แต่ตอนมันหยุดแล้วนี่สิ ชีวิตโคตรลำบากขึ้นมาทันที อย่างวันนี้กว่าจะเดินไปถึงมหาลัยก็เกือบลื่นล้มฟันเฉาะหิมะไปหลายรอบ ต้องใช้กำลังขาลงน้ำหนักแต่ละก้าวอย่างหนักแน่น มั่นคง ทรงพลัง เดินจนเกร็งไปทั้งตัว ยิ่งถ้ามีคนเดินตามยิ่งกดดันไปกันใหญ่

ตอนเดินกลับจากมหาลัยค่อยสบายขึ้นหน่อยเพราะมีคนเก็บกวาดหิมะตรงทางเดินเกือบหมดแล้ว สภาพหลังเก็บกวาดไม่ค่อยน่าดูเท่าไหร่ หิมะกองๆเละๆแถมมีรอยเหยียบเต็มไปหมด

ออกไปเดินเล่นตอนเย็น หลายๆบ้านช่วยกันโกยหิมะหน้าบ้านกันใหญ่ อืม นี่คือกิจกรรมกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวของคนเมืองหนาวสินะ…

ตอนนี้กลัวอย่างเดียว กลัวหิมะตกวันที่จะไปดูไลฟ์แล้วรถไฟหยุดวิ่ง จะโดดเรียนไปแต่เช้าก็ไม่ได้เพราะมีสอบ ฮือ หิมะอย่าเพิ่งตกอีกนะ ใจเย็นๆนะ ขอไปดู Kalafina ก่อน แล้วหลังจากนั้นซัดหนักๆไปสามวันเจ็ดวันเลยก็ได้นะ จะได้ไม่ต้องไปเรียน ฮ่าาา

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s