Dialogue in the Dark

ไปเยี่ยมนิทรรศการ Dialogue in the Dark ที่จามสแควร์มาล่ะ!

ได้ยินเรื่องนิทรรศการนี้ครั้งแรกจากพี่แก้ว
แล้วกกก็ไปเซอร์เวย์ก่อนมาบอกต่อว่าประทับใจมาก

วันนี้เลยฟอร์มทีมกับเยนลี่และแพร แวะเวียนไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆบ้าง
นิทรรศการนี้ซ่อนอยู่ในซอกหลืบของจามสแควร์
คือต้องขึ้นไปถึงศูนย์หนังสือถึงจะเจอ ตอนแรกเกือบหาไม่เจอแล้วด้วยซ้ำ

ก่อนเข้าไปในนิทรรศการมีการแจกแจงกฎกติกากันเล็กน้อย
แล้วก็แจกไม้เท้าประจำตัวคนละอัน เพราะนิทรรศการนี้เป็นนิทรรศการที่มองไม่เห็น!

ดังนั้นเราสามารถเสพนิทรรศการนี้ได้โดยการฟังเสียง กวาดไม้เท้า เกาะผนัง ดมกลิ่น
คือใช้ประสาททั้งหมดยกเว้นตานั่นแหละ

เวลาเข้าไปด้านในจะเข้าไปเป็นกลุ่ม
เราสามคนเลยต้องไปรวมกลุ่มกับพี่ๆถาปัตย์อีกห้าคน
แล้วก็จะมีไกด์คนนึง เป็นคนตาบอดที่จะเป็นที่พึ่งพิงสำคัญในความมืด
ไกด์รอบเราชื่อพี่หนึ่ง คอยบอกให้เดินตามเสียงไป

แล้วชอบย้ายที่อยู่เรื่อย ให้เดินสะเปะสะปะไปหมด
เหมือนแกล้งกันนะ แต่ก็สนุกดี

นิทรรศการนี้เหมือนทดลองให้เราเป็นคนตาบอดดูชั่วโมงนึงนั่นล่ะ
พี่สาวผมสั้นด้านหน้าบอกตอนออกมาแล้วว่า
จุดประสงค์หลักของนิทรรศการนี้คือลดช่องว่างระหว่างคนทั่วไปกับคนพิการ
แล้วก็เป็นการช่วยให้คนตาบอดมีงานทำ

ตอนก่อนออกมา ในห้องสุดท้ายที่เป็นคาเฟ่ พี่หนึ่งก็เปิดโอกาสให้ถามคำถาม
แต่เราก็ไม่กล้าถามเรื่องละเอียดอ่อนเท่าไหร่
เลยถามทำนองว่า ทำงานสนุกมั้ย ก่อนมาทำงานนี้ทำอะไร

โดยรวมแล้วเป็นนิทรรศการที่สนุกดี
แต่ถ้าให้ตาบอดจริงๆล่ะก็ไม่สนุกแน่ๆ
โลกทั้งใบมืดสนิทขนาดนั้น ไม่รู้เหมือนกันว่าจะรู้สึกยังไง
ยากที่จะจินตนาการนะ ถ้าไม่เกิดขึ้นกับตัวเองจริงๆ

ในนั้นมีห้องนึงเป็นห้องดนตรี ให้ฟังเสียงดนตรีในความมืด
พวกพี่ถาปัตย์บอกว่าพอฟังในความมืดแล้วรู้สึกเสียงเพลงมันเพราะขึ้น

การฟังเพลงในความมืดนี่เราชอบมากเลยนะ ตอนไปเยอรมันฟังก่อนนอนทุกวันเลย
อยู่บ้านไม่ค่อยได้ทำหรอกเพราะมันไม่เงียบเท่าไหร่
แต่ที่เยอรมันในโรงแรมเงียบมาก ไม่มีเสียงรบกวนอะไรเลยจริงๆ
พอปิดไฟ หลับตา แล้วฟังเพลง จะดื่มด่ำกับเสียงดนตรีได้มากกว่าปกติ

ดังนั้นบางทีเราเลยสงสัยว่าระหว่างหูหนวกกับตาบอด อะไรแย่กว่ากัน
หูหนวกน่าเศร้าตรงที่ไม่ได้ฟังเพลงอีกต่อไปนี่แหละ
ส่วนตาบอดก็มองไม่เห็นโลกทั้งใบอีกต่อไป

เยนลี่บอกว่าตาบอดดูน่าเศร้าสุดแล้วในบรรดาความพิการทั้งหมด
เราว่าตาบอดดูใช้ชีวิตลำบากกว่า แต่ไม่ว่าจะพิการแบบไหนก็เศร้าพอกันหมดล่ะ
ขึ้นอยู่กับว่าจะทำใจยอมรับมันได้รึเปล่า

นิทรรศการ Dialogue in the Dark นี่มีคำโปรยด้านหน้าว่า
“Your senses will never be the same”

เราว่าออกมาจากนิทรรศการแล้วก็ไม่ได้รู้สึกเปลี่ยนแปลงไปขนาดนั้น
แต่ก็รู้สึกดีที่ได้ไปเยี่ยมเยียนนิทรรศการนี้ เป็นนิทรรศการที่ดี
เสียดายที่ดูไม่ค่อยมีการโปรโมทเท่าไหร่ แถมไปซ่อนซะหลืบจามสแควร์ขนาดนั้นอีก
ต่อให้เป็นคนที่ไปกินข้าวแถวนั้นบ่อยๆก็อาจยังไม่รู้เลยก็ได้ว่ามีนิทรรศการนี้อยู่

วันนี้ได้ตระหนักว่า “ยอมรับ” เป็นคีย์เวิร์ดสำคัญในการใช้ชีวิต
หมายถึง ไม่ใช่ก้มหน้ายอมรับชะตากรรมอย่างสิ้นหวัง
แต่ยอมรับเพื่อที่จะไม่ดันทุรังจนเกินตัว
หรือยอมรับเพื่อให้ตัวเองหลุดพ้นจากความสิ้นหวังนั่นล่ะ
: )

4 comments on “Dialogue in the Dark

  1. burinku says:

    มีถึงเมื่อไหร่วะ?
    อยากไปบ้างอะ

    Like

    • chutipuk says:

      มีถึงปีหน้าโน้นเลย ไปกับเพื่อนหลายๆคนสนุกดีนะ :D

      Like

      • 山ぺあ❤ says:

        สนุกที่ได้ลวนลามกันในความมืดใช่ไหมล่ะ? 555

        Like

      • chutipuk says:

        จะสนุกแบบนั้นได้ ต้องไปกับอ๊ปไปกุมิเท่านั้น!

        Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s