KING OF PRISM Rose Party 2018

ไปดูไลฟ์วิวอีเวนท์ Rose Party ของคิงปุริมาแหละ!

อีเวนท์นี้จัดที่ Arena Tachikawa Tachihi ซึ่งเป็นโรงยิมเล็กๆ แถวโตเกียว เราสมัครไปดูที่นั่นด้วย แต่สุ่มไม่ได้ แป่ววว OTL สุดท้ายเลยได้แต่กดตั๋วรอบไลฟ์วิวโรงหนังแถวนี้มาทั้งน้ำตา เสียดายจัง อยากไปเจอทุกคนอีก ยิ่งอีเวนท์นี้มีอาโอยคุงมาด้วยยิ่งเสียดาย ฮืออออ (;__;) แต่สถานที่มันเล็กมากจริง ใครดวงไม่ดีก็ดูไลฟ์วิวไปจ้า

อีเวนท์มีรอบกลางวันกับรอบเย็น แต่ไลฟ์วิวมีแค่รอบกลางวันอย่างเดียว นี่ก็เสียดายอีก ทำไมไม่จัดทั้งสองรอบ!! ถ้ามีไลฟ์วิวสองรอบเรายอมไปดูทั้งสองรอบเลยนะ!!

อีเวนท์คราวนี้ต่างจากคราวก่อนนิดหน่อย คราวก่อนเป็นไลฟ์ล้วนๆ มาถึงก็ร้องเพลงกันโครมๆๆๆๆ แล้วก็จบ แต่คราวนี้นอกจากไลฟ์แล้วมีช่วงเล่นเกม+พากย์สดเพิ่มมาด้วย อีเวนท์จะเริ่มจากช่วงเล่นเกมกับพากย์สดนี่แหละ แล้วครึ่งหลังค่อยเข้าช่วงไลฟ์

ตอนนั่งอยู่ในโรงหนังแล้วบนจอฉายภาพเวทีให้ดูคืออิจฉาคนที่ได้ไปดูในสถานที่จริงมากกกกกกกกกกกกก เพราะสถานที่จัดงานมันเล็กแสนเล็ก มันคือโรงยิมธรรมดาทั่วไปเลยแหละ เล็กจนใกล้ชิดสุดๆ ถ้าเราได้ไปดูในสถานที่จริงคงเป็นลมตาย

พอบ่ายสองกว่าๆ อีเวนท์ก็เริ่ม ซึ่งเริ่มจากการที่ทั้งเก้าคนเดินออกมาจากประตูรอบๆ อารีน่า เดินผ่านคนดูมาขึ้นเวทีเลยจ้าาา อื้อหือ เซอร์วิสกันตั้งแต่เริ่มงาน อิจฉาอีกแล้ว ฮืออออออออ

มาขึ้นเวทีกันพร้อมหน้าแล้วก็แนะนำตัวกันทีละคน ทุกคนทักด้วยเสียงตัวละครแล้วค่อยกลับร่างตัวเอง จำคนแรกๆ ไม่ค่อยได้ จำได้แต่คนหลังๆ… ชอบตอนมาซาชิทักว่า ของกินที่ทุกคนเกลียดคืออะไร? แล้วคนดูช่วยกันตะโกนของกินที่เกลียด บรรยากาศแบบนี้แหละโคตรคิงปุริ รัก 55555555

อาโอยคุงทักทายว่าในที่สุดก็ได้มาอีเวนท์ของคิงปุริซะที คนอื่นๆ พากันชื่นชมว่าอาโอยคุงน่ารัก แล้วโซมะก็พูดขึ้นมาด้วยเสียงของยูกิซามะว่า “งดงาม!” พร้อมกับทำหน้าจริงจัง คนอื่นเลยแซวว่ายูกิซามะชอบทุกอย่างที่งดงามสินะ! ส่วนทาเคอุจิคุงที่ทักทายต่อจากอาโอยคุงบอกว่าวันนี้ในที่สุดชวาร์ซโรสก็ได้มาด้วยกันซะที ดังนั้นวันนี้จะทุ่มเทเต็มที่เลย!

ทักทายเสร็จแล้วก็แบ่งทีมเล่นเกมกัน ใช้วิธีจับฉลาก แบ่งทีมออกมาได้เป็น

ทีม A = ยูมะ+ทาเคะคุง+อาโอยคุง
ทีม B = ทาสุคุ+โซมะ+มาซาชิ
ทีม C = ทาคุจัง+จุนตะ+นากาเนี้ยง

หมั่นไส้ตอนจุนตะยิ้มน้อยยิ้มใหญ่บอกว่า ดีใจที่ได้อยู่ทีมเดียวกับเลโอคุง แหมมมมมม /มองแรงแทนอาโอยคุง

แต่ละทีมจะมีโต๊ะกลมประจำทีมอยู่คนละมุมเวที ตลกตอนมาซาชิจับได้ทีม B แล้วเดินไปที่โต๊ะทีม ทาสุคุกับโซมะรีบวิ่งหนีเลย ฮือ มาซาชิช่างเป็นที่รักของทุกคน 55555555555

โมเมนต์น่ารักช่วงนี้คือตอนที่จุนตะเดินไปที่โต๊ะทีมแล้วทักทาคุจังว่า คาซึโอะ ทาคุจังเลยบอกว่า คาเครุ! ฉันชื่อคาเครุต่างหาก! คนดูก็กรี๊ดกร๊าดกัน พอคนดูเงียบ ทาคุจังก็พูดอุบอิบว่า คาซึโอะต่างหากล่ะ ทีนี้คนดูเลยงงๆ แต่ก็กรี๊ดกันอยู่ดี ทาคุจังเหมือนรู้ตัวว่าพูดผิดเลยยกมือมาโบกไม้โบกมือบอกว่าไม่ใช่ ฮือออ ไม่รู้จงใจพูดผิดหรือพูดผิดจริง แต่น่ารักจังงงงง

เกมที่เล่นกันรอบนี้คือให้คิดเซตติ้งของเรื่องที่ยังไม่เคยมีบอกเอาไว้ ถ้าน่าสนใจเดี๋ยวผู้กำกับอาจจะเอาไปใช้จริงก็ได้ ทั้งโจทย์ทั้งตัวละครใช้วิธีจับฉลาก โจทย์ข้อแรกให้คิดว่า สิ่งแรกที่ไทกะทำหลังจากตื่นนอนคืออะไร ทุกทีมต้องช่วยกันคิดแล้วเขียนคำตอบลงบนสมุด

ทีม A ตอบว่า “แอบทำผมเลียนแบบคาซึกิซัง” อันนี้น่ารักกกกก พอเปิดป้ายคำตอบนี้มาคนดูพากันครางฮือว่าคาวาอี้ แต่ยูมะคุงเขียนชื่อคาซึกิผิดเป็น カズキ แป่ววววว 5555555

ทีม B ตอบว่า “ใส่เสื้อผ้า” คำตอบดูธรรมดา แต่คุยกันไปคุยกันมาแล้วตลกมาก ทาสุคุเปิดป้ายแล้วเก๊กหน้านิ่งๆ แบบไทกะ ทาคุจังเลยทักว่า เอ๊ะ แสดงว่าตอนนอนไม่ใส่เสื้อผ้าเหรอ? ทาสุคุเลยตอบว่า ไม่ นุ่งแต่ผ้าเตี่ยว โอ๊ย ไทก๊ะะะะะะะะ 555555555555 พอใครสักคนถามว่าหน้าหนาวก็นุ่งแต่ผ้าเตี่ยวนอนเหรอ? ทาสุคุก็บอกว่า ใช่ นุ่งผ้าเตี่ยวแล้วห่มผ้าหนาๆ มาซาชิเลยถามว่าผ้าเตี่ยวมีสีอะไรบ้าง คือทำไมยิ่งคุยยิ่งฟังดู….. แต่เอาเหอะ คิงปุริก็งี้เนอะ ควรชินได้แล้ว 555555555

ทีม C ตอบว่า “ใส่เสื้อผ้า” แต่จริงๆ แล้วนี่เป็นคำตอบที่เขียนหลังจากเห็นคำตอบของทีม B ส่วนคำตอบที่เขียนเอาไว้ก่อนหน้านั้นคือ “ฟังเสียงของคาซึกิซังที่แอบอัดเอาไว้” แล้วทีมนี้ก็อธิบายว่าไทกะอาจจะเคยไปขอให้คาซึกิพูดว่า อรุณสวัสดิ์ แล้วอัดเสียงมาเป็นเสียงตั้งปลุกก็ได้ ฮือ ทำไมไทกะดูโรคจิตขึ้นเรื่อยๆ 55555555555555

พอตอบกันครบสามทีมแล้วก็ไปสู่ข้อต่อไปโดยไม่มีการตัดสินแพ้ชนะใดๆ… โจทย์ข้อถัดมาคือ สิ่งที่ยูกิโนะโจต้องการมากที่สุดตอนนี้คืออะไร ฟังโจทย์ปุ๊บโซมะก็เขียนคำตอบโดยไม่ปรึกษาเพื่อนร่วมทีมใดๆ ทั้งสิ้น เขียนเสร็จอย่างรวดเร็วตั้งแต่ยังไม่เริ่มจับเวลาคิดคำตอบด้วยซ้ำ อีกสองทีมก็เขียนตอบอย่างรวดเร็วเหมือนกัน

ข้อนี้ทีม A กับ B ตอบเหมือนกันคือ “บทพูด (台詞)” ส่วนทีม C ตอบว่า “บท (出番)” สรุปว่าทุกทีมตอบไปในทางเดียวกันหมด พอเปิดคำตอบออกมาใกล้เคียงกัน ทุกคนเลยเดินมากอดคอกันเป็นวงกลมกลางเวที น่าร๊ากกกกกกก (≧ω≦)(≧ω≦)

ตอนเปิดคำตอบออกมาโซมะบอกว่า เมื่อกี้ตอนอยู่ในห้องแต่งตัวเพิ่งคุยกับทุกคนไปเองว่ายูกิโนะโจเนี่ยไม่ค่อยโดนคนอื่นเรียกชื่อเลยด้วยซ้ำ (โถๆๆ ยูกิซามะ 5555555555) สุดท้ายทุกคนเลยช่วยกันบอกผู้กำกับว่า ขอบทให้ยูกิโนะโจด้วย โอเนไงชิมัส!!

โจทย์ข้อสุดท้ายให้คิดว่ายูคุงทำอะไรก่อนนอน

ทีม A ตอบว่า “ปรึกษาเรื่องชีวิตกับพี่สาว” พอตอบแบบนี้ทีมอื่นเลยแซวกันว่ายูคุงยังเด็กแท้ๆ ม่ีเรื่องกลุ้มใจอะไรต้องปรึกษาพี่สาวด้วยเหรอ! ยูมะคุงเลยยกตัวอย่างว่า “จะเป็นซูสต่อไปดีมั้ยนะ หรือว่าจะเปลี่ยนเป็นราฟาเอลดี” โอ๊ย ติ๊งต๊องงงงง แต่น่ารักจัง ฮือออ น้องยูของปร้าาาาา (≧д≦)(≧д≦)(≧д≦)

ทีม B ตลกมาก ทีมนี้เพิ่งคิดได้ว่าสองข้อที่ผ่านมาไม่ได้ปรึกษากันดีๆ เลย คือข้อแรกทาสุคุคิด ข้อสองโซมะคิด ข้อนี้เลยพยายามจะปรึกษากันจริงจัง แต่ดันพูดออกไมค์จนได้ยินกันหมด 5555555555 แล้วสุดท้ายก็ได้คำตอบมาว่า “ฝึกรีดนมวัว” ยูมะคุงเห็นคำตอบแล้วก็เดินไปโวยวายใส่มาซาชิ มาซาชิเลยทำท่ารีดนมวัวใส่ จนยูมะคุงทำท่าร้องไห้จ้าวิ่งหนีกลับทีม ทาเคอุจิคุงเลยยกแขนมาปกป้องยูมะคุงเอาไว้ โอ๊ย ทั้งหมดนี้คือโคตรบ้าบอ แต่น่ารักมาก ฮือๆๆๆๆ /ทุบเบาะโรงหนัง ยิ่งถ้านึกภาพเป็นอเล็กกับน้องยูยิ่งโมเอะไปกันใหญ่ (≧д≦)(≧д≦)

ส่วนทีม C ตอบว่า “ใช้สกินแคร์ที่พี่สาวแนะนำ” น่าร๊ากกกกก สมเป็นคำตอบของทีมที่มีเลโอคุงอยู่!

หลังเปิดป้ายคำตอบข้อสุดท้ายก็ให้คนดูช่วยกันปรบมือว่าชอบคำตอบของทีมไหนมากสุด ซึ่งคนดูส่วนใหญ่ก็ปรบมือให้ทุกทีมแหละ เราก็ปรบมือให้ทั้งสามทีมเหมือนกัน แต่สุดท้ายแล้วคำตอบไหนจะถูกนำไปใช้จริงในเรื่องล้วนแล้วแต่ผู้กำกับทั้งสิ้น ขำการที่ยูมะคุงหวั่นใจว่าผู้กำกับอาจจะให้ยูคุงรีดนมวัวก่อนนอนจริงๆ เพราะผู้กำกับดูน่าจะชอบอะไรแบบนี้ จริงมาก 555555555555

จบช่วงเล่นเกมแล้วก็เป็นช่วงพากย์สด บทพากย์เป็นบทที่ผู้กำกับเขียนขึ้นมาใหม่เพื่องานนี้โดยเฉพาะ

สตอรี่พากย์สดคราวนี้เป็นเรื่องราวในวันปฐมนิเทศเข้าม.ปลายของชินคุง เริ่มจากชินคุงไปที่ห้องเรียนใหม่แล้วไปเจอไทกะ แต่ไทกะทำเย็นชาใส่แล้วถามว่านายเป็นใคร ชินคุงเลยงงๆ แต่ก็คิดว่าไทกะอาจจะแค่อารมณ์ไม่ดีเฉยๆ สักพักเลโอคุงก็โผล่มา ทีนี้ชินคุงเลยตกใจว่าทำไมเลโอคุงมาอยู่ห้องเดียวกันได้ ทั้งๆ ที่เลโอคุงน่าจะยังอยู่ม.ต้น เลโอคุงเลยบอกว่าตัวเองเป็นเด็กผู้หญิงที่เป็นเพื่อนสมัยเด็กของชินคุงไงล่ะ จำไม่ได้เหรอ!? ชินคุงเลยยิ่งสับสนไปกันใหญ่

รายต่อมาที่ปรากฏตัวในห้องเรียนคือยูกิโนะโจ คนนี้พีคมาก เวลาแต่ละคนเข้าห้องเรียนจะทำเสียง ガラガラ (เสียงเปิดประตู) ซึ่งยูกิซามะทำเสียงนี้ได้ตลกมาก เป็นเสียงแหลมๆ หน่อย โผล่มาแค่นี้ก็เรียกเสียงหัวเราะได้เยอะมาก 55555555 ชินคุงทักว่าทำไมยูกิโนะโจมาอยู่ที่นี่ ยูกิโนะโจต้องอยู่ปีสูงกว่าสิ ยูกิซามะเลยตบชิน ผัวะ! อย่ามาตีสนิทนะยะ! พอชินคุงงงๆ เลโอคุงก็อธิบายว่ายูกิซามะเป็นนักแสดงสาวสวยแห่งคณะละครเอเดลโรส สรุปว่าทั้งเลโอคุงทั้งยูกิซามะกลายเป็นผู้หญิงไปแล้ว ยูกิซามะเวอร์ชั่นสาวสวยตลกมาก โซมะใช้เสียงแหลมๆ สูงๆ ตลอด ท่าทางสนุกกับบทนี้มาก ตลกดี 555555555

อีกสองคนที่โผล่มาพร้อมกันคือคาเครุกับน้องยู พอชินคุงทักว่า คาเครุซัง! คาเครุก็บอกว่า คาซึโอะต่างหาก! (นี่อาจจะเป็นที่มาของการที่ทาคุจังพูดผิดตอนเล่นเกม…) ชินคุงหันไปทักน้องยูว่าซูส น้องยูก็ทำหน้าเอือมๆ บอกว่าฉันชื่อยู! คือทุกอย่างกลับตาลปัตรไปหมดจนชินคุงมึนงง (ส่วนคนดูนั่งขำทุกสิ่งอย่าง)

คาเครุกับน้องยูโผล่มาถึงก็คุยกันแบบมีเลศนัยว่า เมื่อคืนได้ดูอันนั้นรึเปล่า เซ็กซี่มากเลย ด้วยน้ำเสียงกรุ้มกริ่ม ก่อนจะเฉลยว่ารายการที่ว่าคือรายการสอนภาษาเกาหลี (ผกก.เขียนเนื้อเรื่องมาเอาใจแฟนๆ ฝั่งเกาหลีจัง อิจฉาาาา แต่แฟนคิงปุริฝั่งเกาหลีฮาร์ดคอร์มากจริง ยอม) แล้วทั้งสองคนก็พูดภาษาเกาหลีนิดหน่อย…แบบกรุ้มกริ่ม โอย ดูโรคจิตแปลกๆ 55555555 แต่ยูมะคุงเวลาพากย์บทน้องยูช่างน่ารักเหลือเกิน ฮรืออออออ เอ็นดู /ทำหน้ากรุ้มกริ่มยิ่งกว่า

หลังจากนั้นรุยคุงก็โผล่มา! เสียงตอนพูด ガラガラ หวานมากกกกกกก ละลาย ฮรืออออออ รุยคุงเวอร์ชั่นนี้กลายเป็นดาวเด่นแห่งคณะละครชวาร์ซโรสไปแล้ว ยูกิซามะเลยเชิดๆ ใส่รุยคุงเพราะเป็นคู่แข่งกัน ตลกดี 55555555 แถมรุยคุงโผล่มาถึงก็มาเกาะแกะชินคุงจนเลโอคุงหึงอีก (จุนตะต้องดีใจมากแน่นอน) สองคนนี้ยื้อแย่งชินคุงกันอยู่นาน ฉากนี้ทั้งอาโอยคุงทั้งนากาเนี้ยงน่ารักมากกกกกกกกก แงงงงงงงงง

และคนสุดท้ายที่โผล่มาก็คืออเล็กซานเดอร์! อเล็กโผล่มาก็ถามหาโคกามิไทกะ ไทกะดัดเสียงบอกว่าไม่อยู่ คาเครุกับน้องยูเลยหันไปมองหน้าแบบ หื้มมมม?? แล้วไทกะก็ส่ายหน้าประมาณว่าเงียบๆ ไว้ อเล็กหันไปหาชินคุงเพราะคิดว่าชินคุงคือไทกะ ชินคุงเลยชี้บอกว่าไทกะคุงอยู่ตรงนั้นต่างหาก!! ไทกะโมโหที่ชินคุงบอกความจริงอเล็กเลยหันไปกระทืบชินคุง (……คาดว่าผกก.คงมันส์กับการเขียนบทพากย์เหล่านี้มาก)

พออเล็กรู้ว่าไทกะอยู่ในห้องเรียน ทั้งสองคนก็ทำท่าเหมือนจะมีเรื่องกัน ระหว่างที่ฮึ่มฮั่มกันอยู่ มินาโตะที่เป็นครูประจำชั้นก็โผล่มาอย่างร่าเริง มาถึงก็ขอเสียงคนดูรอบอารีน่า ด้วยการให้คอลว่า ฮาโลปุริบังโกะ~ ซึ่งเป็นคำทักทายที่ใช้ในรายการวิทยุของคิงปุริ มินาโตะมันส์กับการทักทายมากจนชินคุงบ่นอุบอิบว่า นี่มันไม่ใช่มินาโตะแต่เป็นมาซาชิต่างหาก เออจริง 5555555555555

เข้าใจเหตุผลที่ให้มินาโตะออกมาคนสุดท้ายเลย พอมินาโตะออกมาปุ๊บก็เริ่มจะเล่นนอกบทกันสนุกสนาน อย่างเช่นอยู่ดีๆ มินาโตะก็หันไปหาคาเครุแล้วพูดว่า วันนี้ดีเจคูซัง (CV: โมริคุโบะซัง) มามั้ยนะ ทาคุจังก็เลยเลียนเสียงดีเจคูให้ฟัง แล้วมินาโตะก็ให้ยูกิซามะเลียนเสียงดีเจคูอีก สักพักคาเครุกับยูกิซามะก็คุยกันด้วยเสียงดีเจคู บ้ามาก 5555555555 ยัง ยังไม่พอ มินาโตะบอกว่าอเล็กก็เลียนเสียงดีเจคูได้ใช่มั้ย อเล็กเลยทำเสียงดีเจคูอีกคน แล้วดีเจคูสามคนก็คุยกันโขมงโฉงเฉง สักพักน้องยูก็ทำเสียงดีเจคูขึ้นมาอีกคน กลายเป็นดีเจคูสี่คน โอ๊ย โกลาหลอะไรขนาดนี้ แล้วทำไมทุกคนเลียนเสียงโมริคุโบะซังได้เหมือนมาก เก่งเวอร์

หลังจากล้อดีเจคูกันอยู่พักใหญ่ ทาคุจังก็พูดขึ้นมาว่า หยุดเถอะเพราะสุดท้ายคนที่จะโดนโกรธก็คือผมนี่แหละ (ทาคุจังอยู่เอเจนซี่เดียวกันกับโมริคุโบะซังเลยค่อนข้างสนิทกัน) ทาคุจังบอกว่าเจ้าตัวคงไม่ว่าอะไรหรอก แต่เวลาเลียนเสียงโมริคุโบะซังทีไร เมเนเจอร์อารมณ์เสียทุกที …สรุปคือกลัวโดนเมเนเจอร์ด่า 555555555

สุดท้ายเลโอคุงก็เป็นคนดึงกลับเข้าเรื่องตรงที่อเล็กกับไทกะกำลังทะเลาะกัน ไปๆ มาๆ ก็คุยกันว่าจะตัดสินด้วยการเล่นบาส แต่ชินคุงแย้งขึ้นมาว่าพวกเราต้องตัดสินกันด้วยพริซึ่มโชว์สิ! ทุกคนเลยเห็นดีเห็นงามด้วย แล้วก็ฟุ่บบบ ไฟดับไปพักนึง เปิดไฟมาอีกทีกลายเป็นชินคุงฟุบหลับอยู่ที่โต๊ะอาหารโดยมีคนอื่นพยายามปลุก สรุปว่าเรื่องทั้งหมดเป็นความฝันนั่นเอง (นั่นไง เดาได้ตั้งแต่จุดที่เลโอคุงกลายเป็นผู้หญิงละ 55555555)

จบช่วงพากย์สดก็เหลือแค่จุนตะกับทาสุคุอยู่บนเวทีเพื่อโฆษณาของที่ขายหน้างานกับประกาศข่าวต่างๆ จุนตะรับหน้าที่อ่านบทพูดไปเรื่อยๆ ส่วนทาสุคุคอยหยิบของมาโฆษณา ชอบตอนที่โฆษณากระเป๋าแล้วทาสุคุหยิบกระเป๋าขึ้นมาถือเดินไปรอบเวทีด้วยอินเนอร์ประมาณวิกตอเรียซีเครทแองเจิ้ล จริตจะก้านมาเต็มมาก ทั้งขำทั้งเอ็นดู///// ว่าแล้วก็อยากเจอทาสุคุอีกจัง แงงงงง

ข่าวที่ประกาศช่วงนี้เป็นข่าวทั่วๆ ไป ข่าวคอลลาโบะคาเฟ่ ข่าวเกี่ยวกับเกม ข่าวออกแผ่นอีเวนท์นี้ ฯลฯ แล้วหลังจากนั้นก็เข้าสู่ช่วงไลฟ์!

อีเวนท์นี้เน้นเพลงจากเกม Prism Rush! LIVE ที่เป็นเกมมือถือ ซึ่งดีมากเพราะเราชอบหลายเพลงเลย ฮือออออออออ กรี๊ดไล่ไปทีละเพลงตามเซ็ตลิสท์เลยละกัน

 

1. Red Night Vampire

โอ๊ยยยยยยย วันนี้ตั้งตารอฟังเพลงนี้สุดเลย มั่นใจว่ายังไงวันนี้ก็ต้องได้ฟังเพลงนี้แน่ๆ เพราะออฟฟิเชียลทวีตว่าให้ซื้ออัลบั้มมาฝึกซ้อมเพลงสำหรับอีเวนท์ เลยพอเดาทางได้ว่าเพลงวันนี้น่าจะเน้นอัลบั้มนี้ ซึ่งไม่มีทางที่จะขาดเพลงนี้ไปได้แน่นอน

เพลงนี้ร้องกันสามคนคืออเล็ก คาเครุ น้องยู เป็นยูนิตที่เข้าทางเรามาก ความจริงแล้วสามคนนี้นี่คนละแนวอย่างแรง แต่มาอยู่ด้วยกันแล้วลงตัวเกินคาด แม้เพลงจะเบียวๆ หน่อยแต่เราก็ชอบเพลงนี้มากกกกกกกก รู้เลยว่าถ้าเห็นเพลงนี้แบบไลฟ์เมื่อไหร่ตายคาที่แน่ แล้วก็ตายไปตั้งแต่อินโทรขึ้นมาเลยจ้าาา /ซับเลือด

ความที่เป็นเพลงเกี่ยวกับแวมไพร์ เพลงนี้ทั้งสามคนเลยสวมผ้าคลุมสีดำที่ด้านในเป็นสีแดง ร้องเพลงไปก็สะบัดผ้าคลุมไปด้วยสนุกสนาน จูนิเบียวดีมาก (ชม) แต่ทุกคนดีงามมากจริง ไม่รู้จะกรี๊ดใครก่อนดี ฮืออออออออ

ชอบท่าเต้นเพลงนี้ตรงที่ทาเคะคุงเป็นเซนเตอร์แล้วมันจะมีบางช่วงที่ทาเคะคุงใช้คทาโบกไปมาแล้วดูเหมือนกำลังชักใยอีกสองคนอยู่ นี่ก็จูนิเบียวดีมาก (ชมอีกเช่นกัน) สามคนนี้เต้นเก่งกันมากเลยฮือออออออ ทาเคะะะะะ ทาคุจังงงงง ยูม้าาาาาาา

ส่วนเรื่องเสียงร้องเพลงนี่ก็ โอ้โห โอ้โหหหหหหห อเล็กซานเดออออรรรรร์ ทาเคะคุงเสียงทรงพลังเหมือนเคย ขนลุกไปหมด ทาคุจังก็โคตรรรคาเครุ ทั้งเสียงร้องเพลง ทั้งการเล่นหูเล่นตาต่างๆ (แน่นอนว่าวันนี้ทาคุจังใส่แว่นมา!) ส่วนยูมะเวลาองค์น้องยูประทับนี่ก็สุดคิวท์ ชอบเสียงยูมะเวลาร้องเพลงน้องยูมากๆๆๆๆ น่าร๊ากกกกก พ่ายแพ้ (////ー////)

 

2. 約束のサジタリウス (Yakusoku no Sagittarius)

เพลงของชินคุง เลโอคุง และไทกะ!! เพลงนี้ก็เต้นกันเต็มที่ น่ารักกกกกก แต่รู้สึกไม่ค่อยมีอะไรจะกรี๊ดนอกจากทาสุคุเท่มากกกกก โอ๊ยยยยยยยยย ฮว้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

 

3. Starved For You

เพลงคู่รุยคุง&อเล็ก โอ้โห โอ้โหหหหหห เพลงนี้ตอนฟังก่อนหน้านี้เราแค่รู้สึกว่า อืมๆ ร้องเพลงกันเก่งจัง ดูเป็นเพลงที่แต่งมาโชว์ความเทพของสองคนนี้ คือให้ขึ้นคีย์สูงๆ เยอะๆ แต่ฟังแล้วไม่ค่อยกรีี๊ดเป็นพิเศษเท่าไหร่

….จนกระทั่งมาเจอแบบไลฟ์ในวันนี้ โอ้โหหหหหหหหหหห เป็นลมมมมมม ใครจับสองคนนี้มาร้องเพลงคู่กันคะะะะ กราบงามๆ ร้อยครั้งเลย สองคนนี้มาร้องไลฟ์ด้วยกันคือดีงามมาก พ่นไฟใส่กันรัวๆ เป็นเพลงคริสต์มาสแท้ๆ แต่เวทีไฟลุกท่วมไปหมด (อันนี้ภาพหลอนละ) เสียงร้องทรงพลังมากจนตอนท้ายๆ เพลงเราเลิกโบกเพนไลท์ไปเลย เหมือนโดนพลังเสียงสะกดจนขยับเขยื้อนไม่ได้ ประทับใจเพลงนี้มากๆๆๆๆ

ส่วนท่าเต้น ชอบเวลายกมือข้างนึงมาแปะกันกลางเวทีแล้วเดินวนเป็นวงกลม ดูมีปฏิสัมพันธ์กันดี ชอบตอนอาโอยคุงลงไปนั่งร้องเพลงที่พื้นแล้วทาเคะคุงยืนร้องด้วย เท่! กลอเรียสชวาร์ซ!

อ้อ ชอบการที่อาโอยคุงใส่ชุดขาวแล้วทาเคะคุงใส่ชุดดำด้วย ดี! โคตรรุย! โคตรอเล็ก!

 

4. 氷上白浪男 (Hyojo Shiranami no Otoko)

เพลงของยูกิโนะโจ มินาโตะ และยูคุง ในเมื่อมียูกิซามะก็ต้องใส่กิโมโน! เพลงนี้แต่งกิโมโนกันทั้งสามคนเลย ถือร่มออกมาด้วย บางช่วงก็จะระบำร่มกันเล็กน้อย เพลงนี้จำท่าเต้นไม่ค่อยได้เพราะมัวแต่มองชุด (ชอบชุดมาซาชิสุดเลย สีสวย!) และหวีดยูมะ 555555555 ยูมะชุดญี่ปุ่นก็น่ารักไปอีกแบบ แต่คนที่แต่งแล้วเหมาะสุดก็โซมะนี่แหละ ยูกิซามะะะะะะะะะะะะ

 

5. Surprise Decoration!

โซโล่เลโอคุง! เป็นหนึ่งในสองคนในวันนี้ที่ได้ร้องโซโล่ เพลงนี้ตัวเพลงน่ารักฟรุ้งฟริ้งอยู่แล้ว พอนากาเนี้ยงมาร้องและเต้นให้ดูก็ยิ่งซูเปอร์คิวท์ไปกันใหญ่ เพลงนี้มีแดนเซอร์ออกมาเต้นด้วยสี่คน ชอบตอนที่เอากล่องของขวัญมากองสูงๆ แล้วพอหยิบออกไปนากาเนี้ยงก็ไปยืนตั้งศอกบนกล่องแล้วร้องเพลง น่าร๊ากกกกกกกกกกกกก (≧∀≦)

รู้สึกว่านากาเนี้ยงเลเวลอัพจากไลฟ์ก่อนตรงที่ไม่ค่อยติดดูเนื้อเพลงแล้ว คราวก่อนเห็นเหลือบดูเนื้อเพลงบ่อยมาก แต่คราวนี้ดูร้องและเต้นอย่างมั่นใจมากขึ้น เก่งมาก! ปรบมืออออ แปะๆๆๆๆ

 

6. Sweet Sweet Replies!

เพลงคู่ไทกะกับคาเครุ อ๊ากกกกกกกกกกกก ไม่คิดว่าจะได้ฟังเพลงนี้ด้วย เซอร์ไพรส์มาก ดีใจจัง ฮือ

ตอนต้นเพลงมีเสียงไทกะพูดกับคาเครุนิดนึง ประมาณไทกะบ่นว่าคาซึโอะชะไร่ๆ อะไรสักอย่างจำไม่ได้ ตอนนั้นมัวแต่ลุ้นว่าไทกะจะมาร้องเพลงอะไร ปรากฏว่าพาคาเครุมาด้วยเฉยเลย นึกว่าจะมาร้องฟรีด้อมซะอีก (เพราะฟรีด้อมเวอร์ชั่นไทกะกับคาซึกิอยู่ในอัลบั้มเรดไนท์แวมไพร์ แต่เพลงนี้ไม่ได้รวมอยู่ด้วย)

ด้วยความเป็นเพลงคู่คาเคไท แค่เค้ามองตากันเราก็ตายคาที่แล้ว 55555555555 ชอบที่สไตล์การเต้นของทั้งสองคนคีพคาแรกเตอร์ชัดมากกกกกกก ทาคุจังกระโดดดึ๋งดั๋งร่าเริงสดใสสมเป็นคาเครุมากๆๆๆๆ ส่วนทาสุคุก็จะเก๊กๆ แบบเท่ๆ หน่อย พยายามทำตัวคูลๆ แบบไทกะ (ไม่ใช่ว่าไทกะเป็นคนคูลนะ แต่ไทกะเป็นคนที่พยายามจะคูล 555555555) แต่ตอนท้ายๆ พอมายืนร้องเพลงข้างกันแล้วทาสุคุยิ้มแย้มแจ่มใสมาก เหมือนดูดซับความชะไร่ของทาคุจังเข้าไป น่ารักจังงงงง ฮืออออออออออ ซาบซึ้งใจมากที่ร้องเพลงนี้ด้วย ขอบคุณค่ะะะ ทาสุคุเท่มากกกกกกกก ทาคุจังก็น่าร๊ากกกกกกก

 

7. Sing New Shine!

เพลงของชินจัง คาเครุ และเลโอคุง เพลงนี้เคยฟังไปรอบเดียวเอง เพราะมันเป็นเพลงอีเวนท์ที่ค่อนข้างใหม่ ซึ่งเป็นช่วงที่เราเลิกเล่นเกมพริซึ่มรัชไปแล้ว (เพราะอยู่ดีๆ เกมมันก็ไม่รองรับไอโฟน 6 เฮลโหลลลลล) เพลงนี้เลยไม่ใช่เพลงที่คุ้นเคยเท่าไหร่ แต่ก็เอนจอยกะความน่ารักของทุกคน เพลงนี้ใส่แว่นออกมากันสามคนเลย …..แล้วตอนท้ายก็ถอดแว่นทิ้ง อ้าววว ตอนทาคุจังถอดแว่นอยากวิ่งไปแปะจอแล้วบอกว่าอย่าถอดดดดดดดดดดด ชอบตอนใส่แว่นมากกว่าาาาาาา

เพลงนี้ชอบตอนสามคนกอดคอร้องเพลงโยกไปโยกมา ที่จริงนี่เป็นเพลงเกี่ยวกับพนักงานใหม่ที่เพิ่งเข้าบริษัท แต่สามคนนี้ร้องแล้วดูเด็กน้อยเหลือเกิน คาวาอี้ (*´ω`*)

ชอบที่เพลงนี้ใช้แจ็กเก็ตให้เกิดประโยชน์ด้วย คือนอกจากแว่นแล้วทั้งสามคนยังใส่แจ็กเก็ตสีดำแล้วเล่นกับแจ็กเก็ตกันตลอดเวลา เรียกเสียงกรี๊ดได้เยอะมาก มีแม่ยกคาเครุคนนึงที่นั่งใกล้ๆ เรากรีดร้องอย่างเสียสติทุกครั้งที่ทาคุจังเปิดเสื้อแจ็กเก็ต ฮือ เราเข้าใจความเสียสตินั้น ทาคุจ๊างงงงงงงงง♥♥♥

 

8. Lunatic DEStiNy

โอ๊ยยยยยยยยยยย เพลงนี้ที่รอคอย ฮืออออออออออ

ตอนก่อนขึ้นเพลงนี้บนจอฉายภาพฉากต่างๆ ของรุยคุงจากคิงปุริ&คิงปุระ ตบท้ายด้วยฉากที่รุยคุงพูดว่า「プリズムの煌めきをあなたに」(ขอมอบประกายแสงแห่งพริซึ่มแด่คุณ) แล้วอินโทรลูนาติกเดสทินี่ก็ดังขึ้นมา โอ้โหหหหหหหห วินาทีนั้นขนลุกทั้งตัว ดีใจมากที่ได้เห็นเพลงนี้แบบไลฟ์ซะที เฝ้ารอมานานแสนนาน (;____;)

เพลงนี้ช่วงแรกๆ อาโอยคุงเต้นท่าเหมือนรุยคุงเลย แต่พอถึงฉากรูดเสาก็ต้องมีการอแดปท์ท่าหน่อย จะให้อาโอยคุงมาตีลังการูดเสาร้องเพลงมันก็ดูจะแอดวานซ์ไป…. แต่ท่าที่ปรับใหม่ก็ดีงามมาก ท่าจะกรุยกรายๆ สไตล์เหมือนเต้นบัลเล่ต์ ชอบบบบบ ชอบที่อาโอยคุงถักเปียแบบรุยคุงด้วย ทั้งๆ ที่เพลงก่อนหน้านี้ที่ออกมาร้องกับทาเคะคุงยังไม่ถักนะ การถักเปียออกมาร้องเพลงนี้นอกจากจะเหมือนในอนิเมะแล้วยังช่วยแสดงความรู้สึกของรุยคุงต่อชินคุงได้ด้วย เพราะรุยคุงจะถักเปียเฉพาะตอนที่มาพบชินคุงเท่านั้น และถักโดยคิดถึงชินคุงไปด้วยเสมอ ไม่รู้ว่าอาโอยคุงจงใจแฝงความหมายนี้รึเปล่า แต่ชอบความใส่ใจเล็กน้อยตรงนี้มาก

ส่วนการร้องนี่ไม่รู้จะชมอะไรละ ไพเราะเพราะพริ้งยิ่งกว่าในซีดีอีก เรื่องการร้องสดนี่อาโอยคุงไม่เคยทำให้ผิดหวัง แถมยังมาเหนือกว่าที่หวังเสมอ เพลงนี้อาโอยคุงเปลี่ยนคีย์โน้ตตัวสุดท้ายให้ขึ้นเสียงสูงกว่าปกติด้วย โชว์เทพไปอี๊กกกก /พนมมือแรง

ที่สำคัญ อาโอยคุงเพลงนี้ช่างงามแสนงาม งามหยดย้อย ดูแล้วเคลิบเคลิ้ม งามปานโบยบินลงมาจากสวรรค์ งามเหมือนไม่ใช่สิ่งมีชีวิตบนโลกนี้ งามจนรู้สึกละอายใจที่เกิดมาเป็นมนุษย์เหมือนเขา โฮ รู้ซึ้งเลยว่าความงามน่าพิศวงเป็นอย่างนี้นี่เอง ไม่มีใครจะเหมาะกับบทคิซารางิรุยเท่ากับอาโอยโชตะอีกแล้ว บทนี้ต้องเป็นคนนี้จริงๆ แล้วการแสดงสีหน้าท่าทางต่างๆ ก็ดีมากกกก สื่อความรวดร้าวของรุยคุงออกมาได้ดีมาก เป็นเพลงที่ประทับใจที่สุดในอีเวนท์นี้เลย (ชนะ Starved For You ไปนิดเพราะอินกับสตอรี่ของเพลงนี้มากกว่า)

 

9. CRAZY GONNA CRAZY

เพลงนี้เคยมีเวอร์ชั่นไลฟ์แล้วในงาน Animelo ปีที่แล้ว แต่คราวนั้นร้องไม่เต็มเพลง เพิ่งมาร้องเต็มเพลงกันคราวนี้ ท่าเต้นอะไรต่างๆ ก็จัดเต็มกว่าคราวก่อน

การเอาเพลงนี้มาร้องต่อจากลูนาติกเดสทินี่เป็นเรื่องที่ขี้โกงมาก โอ๊ยยยยย ใครจัดเซ็ตลิสท์!! ขอตีแรงๆ หนึ่งที!! ตอนฟังลูนาติกเดสทินี่คือเกือบร้องไห้แล้ว มาต่อด้วยเพลงนี้ปุ๊บน้ำตาไหลแบบไม่อายคนข้างๆ เลย

ชอบตรงที่ลูนาติกเดสทินี่คือเพลงบอกความในใจของรุยคุง บอกว่าอยากเจอชินคุงแค่ไหน บอกว่ารักขนาดไหน เป็นเพลงที่ฟังแล้วกรีดหัวใจจนอยากให้รุยคุงสมหวัง แล้วเพลงต่อมาก็คือเพลงที่รุยคุงร้องกับชินคุง!!!! มันเลยเป็นความรู้สึกแบบ เหมือนโดนตบหัวแล้วลูบหลัง 5555555555

เพลงนี้ตอนต้นๆ เพลงอาโอยคุงไปเกี่ยวแขนจุนตะแล้วสองคนก็โยกหัวไปมาด้วยกัน น่ารักมากกกกกกกกกก พอกลางๆ เพลงมีการไปจิ้มแก้มจุนตะด้วย นี่ก็น่ารักกกกกก (≧ω≦)(≧ω≦) เพลงนี้อาโอยคุงดุ๊กดิ๊กมาก เปลี่ยนโหมดจากเพลงก่อนหน้าเร็วมาก (นะ นี่สินะ โปร…) บางช่วงเต้นดุ๊กดิ๊กๆ อยู่มีการหันมาเล่นกล้องด้วย โอยยยย คนดูตายเรียบ ส่วนตอนจบเพลงอาโอยคุงกอดจุนตะหมับเลย สุดคิววววททททททท์

อย่างไรก็ตาม เพลงนี้เป็นเพลงที่ร่าเริงมากก็จริง แต่สำหรับเรามันเป็นความร่าเริงที่หลอกลวง เพราะเนื้อเพลงเศร้าสุดๆ… ตอนดูไลฟ์เพลงนี้เลยเกิดความรู้สึกสลับซับซ้อนยังไงไม่รู้ ทั้งสองคนน่ารักมากๆๆๆๆๆ แต่ในความน่ารักมันจะมีความเศร้าหน่อยๆ …คิดไปคิดมาเราก็อินกับคู่ชินรุยมากนะเนี่ย………

อาโอยคุงบอกว่าพอได้มาเต้นมาร้องเพลงกับจุนตะแล้วสนุกมากจนน้ำตาซึม สงสัยจะเป็นเพราะพลังของรุย โอยยยย อาโอยโชตะะะะะะะะะะะ

ชอบมากเวลาเห็นคนพากย์อินไปกับตัวละครแบบนี้ อาโอยคุงคงอินกับรุยคุงมากจริงแหละ ขนาดไลฟ์ที่แล้วไม่ได้มายังทวีตให้กำลังใจชินคุงเลย และถ้าไม่อินขนาดนี้ก็คงไม่สามารถสื่อความคิซารางิรุยออกมาได้ดีขนาดนั้นแน่ๆ

พอจบเพลงนี้ปุ๊บ อยู่ดีๆ บนจอก็เปิด VTR ประกาศภาคใหม่เฉยเลยจ้าาาาา ประกาศโครมแบบไม่ทันได้ตั้งตัวอะไรทั้งสิ้น โอ๊ยตายว้ายกรี๊ดดดดดดด!!!! เชื่อมั่นมาตลอดว่ายังไงคิงปุริก็ต้องมีภาคต่อแน่ๆ เพราะยังมีเรื่องค้างคาอีกตั้งมากมาย แล้วผกก.ก็ชอบงุบงิบไม่ยอมเฉลยซะที วันนี้เลยแอบคาดหวังหน่อยๆ ว่าจะมีประกาศด้วย แต่ไม่นึกเลยว่าภาคใหม่จะเป็นทีวีซีรีส์!!!!

ภาคใหม่ใช้ชื่อว่า KING OF PRISM Shiny Seven Stars ตอนประกาศมาว่ามีหนังโรงกับทีวีซีรีส์เราแอบเศร้านิดนึงเพราะถ้าหนังโรงฉายใบไม้ผลิปีหน้าเราคงไม่ได้อยู่ดูละ กลับไทยแล้วจ้าบ๊ายบาย แต่จุนตะอธิบายว่าหนังโรงก็คือภาคทีวีที่เอามาตัดต่อใหม่สำหรับฉายในโรงนั่นแหละ เนื้อหาเดียวกันเลย แค่ฉายโรงเพราะแฟนๆ คิงปุริรักการโอเอนในโรงเป็นชีวิตจิตใจ โอ้โหหหห ออฟฟิเชียลคิงปุริช่างรู้ใจแฟนๆ ดีมากค่ะ!!

ประกาศข่าวดีเสร็จแล้วก็พูดอำลาทีละคน ทุกคนก็พูดถึงภาคใหม่ประมาณว่าขอโทษที่ให้รอมานาน และจากนี้ก็อยากให้ติดตามกันต่อไป นอกจากนั้นก็ทักทายแฟนๆ ชาวเกาหลีที่ดูไลฟ์วิวอยู่ที่โน่นด้วย มาซาชิถึงกับถือโพยภาษาเกาหลีมาเลย จุนตะก็ทำมินิฮาร์ทใส่กล้องด้วย อิจคนเกาหลีเยอะมาก ฮือ

ขำการที่ยูกิซามะก็แย่งคำว่า 「わんばんこ」(วังบังโกะ) ของคาเครุไปพูดอีกแล้ว ไลฟ์ก่อนก็แย่งไปพูด สงสัยโซมะคงชอบคำนี้มาก ส่วนทาคุจังที่โดนแย่งคำทักทายประจำตัวไปก็รีบพุ่งเข้ามาเกาะไหล่โซมะแล้วทักว่า ยูกิโนะโจดูแปลกไปตั้งแต่ตอนพากย์สดแล้วนะ!? น่ารัก 555555555

 

10. Dramatic LOVE

เพลงสุดท้าย! เป็นเวอร์ชั่นพิเศษที่เพิ่มรุยคุงกับอเล็กเข้ามาด้วย ตอนอาโอยคุงร้องท่อน 恋した แดเมจมากกกกก ฮือออออ /เป็นลมตายไปอีกรอบ ทาเคะคุงตอนร้องเพลงนี้ก็น่าร๊ากน่ารัก เป็นอเล็กซานเดอร์เวอร์ชั่นปรับตัวให้มุ้งมิ้งเข้ากับเด็กๆ เอเดลโรส 555555555

ไฮไลท์ของเพลงนี้คือ ทาคุจังกับทาสุคุยืนกอดคอกันอีกและะะ เบื่อจริงคู่นี้ เซอร์วิสตัลหลอด /เบะปากมองบนพร้อมพนมมือขอบคุณ

เสียดายที่จบเพลงสุดท้ายแล้วไม่มีอังกอร์ มีแค่ถ่ายรูปร่วมกันสองสามแชะ เดินบ๊ายบายแฟนๆ ทั่วเวที แล้วจบเลย ประหลาดใจมาก ทำไมไม่มีอังกอร์ เป็นไปได้ไง ฮืออออออ

ตอนเดินออกจากเวทีทาเคะคุงมัวแต่บ๊ายบายแฟนๆ จนอาโอยคุงต้องไปจิ้มๆ บอกว่าให้เดินออกไปได้แล้ว น่ารักมากกกกกก (≧ω≦)

ช่วงเครดิตตอนจบอีเวนท์ใช้เพลง Vivi℃ Heart Session! พอมาฟังเพลงนี้ในโรงหนังแล้วคิดถึงสมัยไปดูคิงปุระในโรงแทบจะวันเว้นวัน อยากดูในโรงอีกจัง T_T

เครดิตจะฉายรูปแต่ละคนถ่ายคู่กับดอกกุหลาบ น่าจะรูปเซ็ตเดียวกับในแพมเฟลตมั้ง (รอบนี้ไม่ได้ซื้อแพมเฟลตเพราะ ① คนเยอะ ขี้เกียจต่อคิว ② จุดนั้นเหลือเงินติดตัวห้าร้อยเยน) พร้อมด้วยคอมเมนต์ของแต่ละคนและลายเซ็น เห็นคนที่ไปรอบเย็นบอกว่าคอมเมนต์รอบกลางวันกับรอบเย็นไม่เหมือนกันด้วย โอววว เราจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าใครคอมเมนต์ว่าอะไรบ้าง จำได้แต่โซมะกับนากาเนี้ยงคอมเมนต์ยาวมาก และยูมะคุงคอมเมนต์ว่า ในที่สุดก็อาจจะได้จัมป์ซะที (โถ น้องยูของปร้า อย่างน้อยในเกมหนูก็ได้จัมป์ไปหลายท่าแล้วนะคะลูก 55555555)

พอจบงานบนจอก็ขึ้นข้อความบอกว่าขอให้คนดูนั่งที่กันก่อน เพราะเดี๋ยวเราจะฉายวิดีโอพิเศษที่จริงๆ แล้วควรจะฉายก่อนเริ่มงาน แต่เมื่อกี้ไม่ได้ฉายเพราะติดปัญหาทางเทคนิค วิดีโอพิเศษที่ว่าคือจุนตะกับอาโอยคุงโผล่มาทักทายด้วยกันสองคน อาโอยคุงน่ารักกกกกกกกกกกก (≧д≦)(≧д≦) ที่จริงงานนี้เราไปถึงในโรงตอนเกือบๆ บ่ายสอง นึกว่าพลาดวิดีโอนี้ไปแล้วนะเนี่ย โชคดีจังที่ได้ดู เย้!

แต่แอบเสียดายนิดนึงที่คราวนี้ไม่มีวิดีโอเลทเทอร์จากโอบาเระแล้ว แงงงง คิดถึงโอบาเระ ภาคใหม่ก็เน้นเด็กๆ เอเดลโรสกับชวาร์ซมากกว่า ไม่รู้โอบาเระจะมีบทอีกมั้ย แต่จริงๆ เราก็ทำใจมาตั้งแต่ตอนโอบาเระเรียนจบม.ปลายแล้วแหละ /เหม่อ

โดยสรุปแล้วโรสปาร์ตี้วันนี้สนุ๊กกกสนุก!! ทุกคนน่ารักกกก ขำและเอ็นดูทุกคนมาก ประทับใจการร้องเพลงและการเต้นของทุกคนด้วย นอกจากอาโอยคุงที่มาปล่อยพลังรัวๆ แล้ว คนอื่นๆ ก็ดีมากนะ รู้สึกว่าการตามคิงปุรินี่เหมือนได้ตามดูพัฒนาการของคนข้างในไปด้วย ทุกคนดูเลเวลอัพจากไลฟ์ก่อนและดูสนิทกันมากขึ้นเรื่อยๆ จากนี้ไปก็อยากเฝ้าดูเมมเบอร์เหล่านี้ไปเรื่อยๆ นะ ยินดีด้วยกับภาคใหม่ค่ะ! อีเวนท์หน้าพาโอบาเระมาด้วยก็ได้นะ!!

ปิดท้ายด้วยรูปจากออฟฟิเชียลและเหล่าเซย์ยู

ตอนถ่ายรูปรวมยูมะคุงเป็นคนให้สัญญาณอีกแล้ว หน้าที่นี้เป็นของยูมะคุงตลอดเลย (จริงๆ ควรจะบอกว่าเป็นของน้องยู) ยูมะคุงตอนพูดให้สัญญาณว่า ไฮ่ ชีสสสสึ! น่ารักมาก ฮรืออออออ

↑ ทาสุคุพอผ่านฟิลเตอร์ของอาโอยคุงแล้วฟรุ้งฟริ้งกว่าเดิมล้านเท่า 555555555

キンプリは!!

いいぞ!!!!!!!

Advertisements

SENDAI (2)

วันที่สามในเซนได! ฝนยังคงตกทั้งวันเหมือนเดิม เศร้าจัง

สถานที่เป้าหมายในวันนี้คือมัตสึชิมะซึ่งต้องนั่งรถไฟออกจากตัวเมืองเซนไดไปราวๆ ครึ่งชั่วโมง มัตสึชิมะเป็นอ่าวชื่อดังซึ่งถือเป็นหนึ่งใน 日本三景 หรือทิวทัศน์ที่สวยงามที่สุดสามแห่งในญี่ปุ่น โอ้ว้าว ฟังดูยิ่งใหญ่อลังการมาก!

ทว่าก่อนไปเราไม่ได้ทำการบ้านใดๆ เกี่ยวกับมัตสึชิมะก่อนเลย กะว่าไปถึงก็คงรู้เองว่าควรจะไปดูอะไรตรงไหนยังไง (เป็นการท่องเที่ยวแบบไปตายเอาดาบหน้าสุดๆ) ด้วยเหตุนี้พอไปถึงแล้วเจอป้ายชี้ไปสารพัดสถานที่ก็เลยมึนๆ ไปบ้าง แต่เห็นป้ายบอกว่าเกาะโอชิมะ (雄島) ใช้เวลาเดินไปถึงน้อยที่สุดก็โอเค ไปอันนี้ก่อนละกัน

ระหว่างทางไปเกาะโอชิมะก็เริ่มไม่ค่อยแน่ใจว่ามาถูกทางรึเปล่า เพราะแถวนั้นเงียบเชียบเป็นป่าช้า ไม่มีคนและรถผ่านเลย ฝนก็ซัดกระหน่ำเหลือเกิน แต่เราก็ยังคงเดินกันต่อไป มาถึงแล้วก็ต้องเที่ยวแม้อากาศจะไม่เป็นใจ

เมื่อเดินมาถึงเกาะโอชิมะก็พบสะพานสีแดงสดใสขนาดกะทัดรัด จบแล้ว ไฮไลท์ของเกาะโอชิมะมีแค่นี้


ข้อดีของการไปช่วงที่ฝนตกคือไม่มีคนเลยจ้าาา หรือเวลาอากาศดีก็ไม่มีคนเหมือนกันไม่รู้….. ถ่ายรูปออกมาแล้วดูสุดแสนวังเวง อีกนิดก็เหมือนเกาะแบทเทิลรอยัลแล้ว



เดินไปเดินมาก็มองหาว่ามุมไหนนะที่เป็น 日本三景 พอมาหาข้อมูลทีหลังถึงรู้ว่ามันไม่ได้มีมุมใดมุมนึงเป็น 日本三景 โดยเฉพาะ แต่หมายถึงอ่าวมัตสึชิมะโดยรวมเลยต่างหาก

เดินดูเกาะเสร็จก็เดินไปที่ท่าเรือเพื่อไปนั่งเรือเที่ยวชมรอบอ่าวหนึ่งรอบ สนนราคาคนละ 1,500 เยนถ้วน


(ตื่นเต้นมากกับการที่เรือชื่อนิโอมารุ!!!! นิโอ!!! นิโอมาซาฮารุ!!!! /อยู่ที่ไหนก็ติ่งได้ถ้าใจติ่ง)

เรือใช้เวลาวนรอบอ่าวประมาณห้าสิบนาที เรือออกทุกหนึ่งชั่วโมง รอบที่เรานั่งพอมีคนอยู่เหมือนกัน แต่ก็แค่ประมาณสิบกว่าคน

พอเรือออกแล้วบนเรือจะมีเสียงบรรยาย เป็นเสียงเทปที่อัดไว้ซึ่งพูดเนิบนาบมาก นั่งไปสักพักนักท่องเที่ยวบนเรือก็หลับไปหลายคน เป็นภาพที่ตลกดี 5555555555 แต่รอบที่เรานั่งนี่ทั้งฝนตกทั้งฟ้าครึ้ม บรรยากาศน่านอนมากจริง เราก็เกือบหลับเหมือนกัน…

ทิวทัศน์ที่เห็นจากบนเรือก็มีแต่ เกาะ ทะเล เกาะ ทะเล เกาะ เกาะ ทะเล แค่นี้แหละ เสียงบรรยายจะอธิบายไปเรื่อยๆ ว่าเกาะนี้ชื่ออะไร ทางซ้ายคือเกาะอะไร สำคัญยังไง ความตลกคือเสียงบรรยายมันมีสองภาษา ภาษาญี่ปุ่นอธิบายละเอียดมากกกกกกก เช่น เกาะนี้ชื่อเกาะบลาๆๆ ที่มาของชื่อคือบลาๆๆ เมื่อปีเท่านั้นเท่านี้ ท่านดาเตะมาซามุเนะได้เดินทางมาและบลาๆๆๆ เคยมีบทกวีกล่าวถึงเกาะนี้ไว้ว่าบลาๆๆๆๆ แต่พอเป็นภาษาอังกฤษจะพูดแค่ เกาะนี้ชื่อ〇〇 เป็นเกาะที่มีชื่อเสียงมาก จบ…. แบบนี้ไม่ต้องแปลก็ได้นะ 5555555555

ลงจากเรือก็ไปเดินหาข้าวกิน แถวท่าเรือมีร้านอาหารเยอะแยะมากมายจนเลือกไม่ถูก สุดท้ายลงเอยที่ร้านนึงแถวๆ ท่าเรือนั่นแหละ ชื่อร้านโกโร่ฮาจิ (五郎八) เป็นร้านอาหารญี่ปุ่น เข้าไปเห็นว่ามีเซ็ตข้าวลิ้นวัวก็สั่งมาซะเลย นี่แน่ะ! มาถึงมิยางิทั้งทีต้องกินลิ้นวัวให้เต็มที่!


ประทับใจตรงที่ให้เตาขนาดมินิมาย่างเนื้อเองเลย (แต่คิดว่าถ้าเข้าร้านมาตอนหิวๆ แล้วสั่งเมนูนี้คงโมโห เดือดร้อนต้องมานั่งน้ำลายสอรอเนื้อสุกอีก) อยากได้เตาแบบนี้ไว้ที่บ้านจัง เนื้อก็อร่อยมากกกกกกกกกกกกกก แสงพุ่งออกจากปาก ฮือ ไอเลิฟมิยางิ♥

กินข้าวเสร็จก็ออกไปเดินเล่นดูร้านแถวนั้น แวะกินเซนไซที่คาเฟ่ชื่อโชกะโด (松華堂菓子店) สักเล็กน้อย

คาเฟ่นี้อยู่ชั้นสองของตึก วิวสวยใช้ได้ และดูเหมือนคัสเทลล่าร้านนี้จะดังอยู่นะ ในร้านมีคนเข้ามานั่งกันเต็มทุกโต๊ะตลอดเวลา ฮิตระเบิดระเบ้อมากทั้งๆ ที่ร้านอื่นโคตรรรรโล่ง

ส่วนชั้นล่างของตึกนี้เป็นร้านขายของฝากแบบญี่ปุ่นๆ จำพวกผ้าหรือถ้วยโถโอชามอะไรเทือกๆ นั้น นอกจากนั้นยังเป็นร้านเซมเบ้ชื่อดังของที่นี่ด้วย แต่เราไม่ได้ลองหรอกนะ


↑ หน้าร้านแขวนตุ๊กตาไล่ฝนหลากสีเอาไว้ น่ารักกกกกกก (≧∀≦)

ฝั่งตรงข้ามของร้านนี้คือวัดโกะไดโด (五大堂) เป็นวัดดังของมัตสึชิมะ ที่นี่ค่อยมีคนพลุกพล่านสมเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของญี่ปุ่นหน่อย ตอนเดินอยู่แถวโอชิมะนั่นเปลี่ยวร้างจนตกใจนึกว่ามาผิดอ่าว

วัดโกะไดโดเป็นวัดเล็กๆ ที่มองออกไปจะเห็นทิวทัศน์ของอ่าวมัตสึชิมะกว้างขวาง และมีไฮไลท์คือสะพานสีแดงแปร๊ด… อีกแล้ว ทำไมคนเราต้องลำบากลำบนมาเที่ยวในวันฝนตกเพื่อดูสะพานด้วยนะ /เหม่อ


ออกจากวัดเราก็ไม่ได้ไปดูอย่างอื่นละ จริงๆ แล้วแถวมัตสึชิมะยังมีพวกเกาะเล็กเกาะน้อยและวัดวาอีกมากมายให้ไปดู แต่แค่ได้กินลิ้นวัวเราก็พอใจละ กลับดีกว่า (กินในเมืองเซนไดก็ได้มั้ยถ้างั้น??)

เป้าหมายต่อไปคือพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำเซ็นไดอุมิโนะโมริ (仙台うみの杜水族館) ซึ่งตั้งอยู่แถวๆ สถานีนากาโนะซากาเอะที่เป็นทางผ่านขากลับเข้าเมืองเซนไดพอดี ตอนแรกเช็กในเว็บแล้วมันบอกว่ามีชัตเติลบัสฟรีจากสถานีรถไฟไปถึงพิพิธภัณฑ์ด้วย แต่ตอนที่เราไปถึงมันเย็นมากจนรถหมดไปละ จะเดินก็งงๆ ดูแผนที่แล้วสับสนเส้นทาง เลยโบกแท็กซี่หน้าสถานีนั่นแหละ นั่งรถไม่ถึงสิบนาทีก็ถึงพิพิธภัณฑ์โดยสวัสดิภาพ

งานนี้เสียค่าเข้าพิพิธภัณฑ์ไปคนละ 2,100 เยนถ้วน เข้าไปถึงก็มีเสียงประกาศว่ากำลังจะมีโชว์โลมารอบสุดท้าย ใครอยากดูก็รีบๆ ไปที่บ่อโชว์โลมาซะ เราเลยรีบพุ่งไปตรงนั้นก่อน จ่ายค่าเข้าไปแล้วมีโชว์อะไรก็ต้องดู!!

บ่อโลมามีคนดูเยอะกว่าที่คิด แต่ก็ไม่ได้หนาแน่นอะไรขนาดนั้น และแน่นอนว่าเพราะเป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำจึงเต็มไปด้วยคู่รัก /เบะปาก

โชว์นี้มีทั้งโชว์สิงโตทะเลกับโลมา น้องๆ สิงโตทะเลกับโลมาน่ารักดี แต่เรามันส์สุดตรงรีแอคชั่นคนดูเนี่ย 5555555555 ญี่ปุ่นเป็นชนชาติที่รีแอคชั่นเล่นใหญ่อยู่แล้ว แค่โลมาขยับตัวนิดหน่อยก็ตื่นเต้นตกใจกันไปหมด ฮือฮากันจนบางทีก็อดฮือฮาตามไปด้วยไม่ได้

↑ ฮารุจังเต็มไปหมดเลยยยยยยยยยยยยย (≧ω≦)(≧ω≦)

ดูโชว์เสร็จแล้วก็ค่อยย้อนกลับไปเริ่มจากจุดสตาร์ทใหม่ ไม่รู้เป็นเพราะที่นี่อยู่ไกลออกมาจากตัวเมืองรึเปล่า ด้านในเลยแทบไม่มีคน ร้างพอๆ กับซีพาราไดซ์ที่โยโกฮาม่าเลย แต่ที่นี่เล็กกว่าซีพาราไดซ์เยอะ

เราออกจากพิพิธภัณฑ์ตอนที่เค้าปิดทำการแล้วประกาศไล่ให้ทุกคนรีบๆ ออกไปซะนั่นแหละ จริงๆ ยังไม่ทันเดินดูโซนเพนกวิ้นดีๆ เลย ได้แต่โฉบผ่านแล้วถ่ายรูปมาด้วยความเร็วแสง แงงงง นางิจังงงงงง (;__;)

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่นี่ก็เดินได้เพลินๆ ดีแต่ไม่ถึงกับเป็น a must อะไรขนาดนั้น เหมาะสำหรับคนที่ไม่รู้จะไปเที่ยวไหนแบบบ้านเรา 555555555 แต่แถวรอบๆ พิพิธภัณฑ์มีเอาท์เล็ทเยอะแยะเลย ทั้งเอาท์เล็ทเสื้อผ้า รองเท้า ของแต่งบ้าน ฯลฯ เห็นมีนักท่องเที่ยวจีนกับเกาหลีเดินถือของพะรุงพะรังกันอยู่ประปราย

ตอนกลับว่าจะแวะร้านเนื้อย่างหน้าสถานี ปรากฏว่าเข้าไปแล้วตกใจเพราะคนเยอะมากกกก ผู้คนต่อคิวกันล้นหลามราวกับคนทั้งตำบลพร้อมใจกันมากินเนื้อย่างโดยไม่ได้นัดหมาย เราเลยกลับเข้าไปหาของกินในตัวเมืองเซนไดแทน สุดท้ายก็ลงเอยที่ร้านอาหารในสถานีเซนไดนั่นเอง ไม่ต้องไปไหนไกล

มื้อนี้เปลี่ยนมากินหมูทอดมั่ง เริ่มคิดได้ว่ากินเนื้อเยอะเกินไปแล้ว…

ทริปโทโฮคุยังไม่จบ แต่การท่องเที่ยวในเซนไดจบลงแค่นี้แหละ

จริงๆ แล้วในเซนไดยังมีที่เที่ยวอีกเยอะมากกกก และช่วงที่เที่ยวโทโฮคุนี่เราก็ปักหลักอยู่เซนไดตลอด อยู่ที่นี่แค่ไม่กี่คืนแต่หลงรักเมืองนี้ขึ้นมาแล้ว (สาเหตุ 100% เป็นเพราะลิ้นวัว) ตอนเช้าๆ กับเย็นๆ ก็ได้เดินเที่ยวตามตรอกซอกซอยกับตลาดโลคอลอยู่บ้างเหมือนกัน แต่ยังมีอีกหลายที่ที่น่าสนใจแล้วไม่ได้ไป ตั้งใจไว้ว่าถ้ามีโอกาสจะไปจังหวัดมิยางิอีกให้ได้เลย หวังว่าคราวหน้าจะอากาศดีนะ

ST☆RISH Fan Meeting「Welcome to ST☆RISH world!!」Part 2

รีพอร์ทแฟนมีทสตาริชวันที่สอง! จริงๆ งานมันก็ผ่านมาจะเดือนนึงแล้ว เหลือรายละเอียดที่จำได้เพียงน้อยนิด เศร้า T_T

วันที่สองเราไม่ได้บ้าพลังตื่นแต่เช้าไปต่อแถวซื้อของหน้างานเพราะเรียนรู้แล้วว่าตื่นเช้าแค่ไหนก็ซื้อไม่ทันแน่ๆ วันที่สองเลยตัดสินใจว่านอนเยอะๆ แล้วไปคาราโอเกะเรียกความฮึกเหิมก่อนงานเริ่มดีกว่า!

ความตลกคือตอนไปคาราโอเกะ ขึ้นลิฟต์ไปเจอคนที่รอลงลิฟต์อยู่ถืออิตะแบ็กเร็นจ้า เอ๊า ไปงานเดียวกันเลยนะเนี่ย รู้เลยว่าวันนี้มาร้องเพลงอะไรบ้าง 555555555

คาราโอเกะพอหอมปากหอมคอเสร็จ (ความจริงคือเข้าไปนั่งทาเล็บกัน…) ก็พุ่งไปเซบุโดม รอบนี้กว่าจะไปถึงก็บ่ายสองกว่าๆ ยังพอมีเวลาก่อนเข้างานนิดหน่อยเลยไปเดินดูดอกไม้กันเพราะวันแรกมัวแต่ซื้อของเลยไม่ทันได้ตั้งใจดู วันที่สองนี่ดอกไม้เริ่มเหี่ยวๆ ละ แต่ก็ไม่แปลกเพราะตรงนั้นแดดแรงมากจริง เราตากมาแล้วเจ็ดชั่วโมง เรารู้ดี…

รวมรูปดอกไม้ที่ถ่ายมาทั้งสองวัน ↓

สแตนด์ดอกไม้นี่มีผลงานนักวาดคุ้นหน้าคุ้นตาเยอะแยะเลย พอเจอลายเส้นคุ้นๆ เต็มไปหมดแล้วรู้สึกอบอุ่นเหมือนเจอคนกันเอง แม้ว่านักวาดเหล่านั้นไม่ได้รู้จักเราเลยก็ตาม 5555555555

ดูดอกไม้เสร็จก็กลับไปหน้าโดมจะได้เข้าไปด้านใน แนวร่วมวันนี้มีมากมาย ประกอบด้วย บ.ซังและม.ซังเจ้าเก่า เพิ่มด้วยจ.ซัง บังบัง และซายากะ สองคนหลังเป็นเพื่อนม.ซังที่ซื้อตั๋วรอบอิปปังต่อจากเราอีกที ตอนเข้างานเลยต้องเข้าไปด้วยกันเผื่อโดนเช็กชื่อในตั๋ว แต่สุดท้ายก็ไม่โดนอยู่ดี

ก่อนเข้างานพามาซาโตะไปถ่ายรูปกับร้านเมล่อนปังที่โผล่มาในควิซวันแรกด้วย!

แน่นอนว่ามีแม่ยกมาซาโตะต่อคิวอยู่เต็มไปหมด เราไม่ได้ไปต่อคิวซื้อหรอกนะ เห็นคิวก็ขี้เกียจละ

พอเข้าด้านในโดมแล้วก็แยกย้ายกันไปตามที่นั่งของตัวเอง รอบนี้เราได้ที่นั่งอารีน่า!!! ขอบพระคุณบ.ซังสำหรับตั๋วสุดเทพมา ณ ที่นี้ วันแรกที่ได้ที่นั่งสแตนด์นั่งอิจฉาชาวอารีน่าตาปริบๆ พอวันที่สองได้ลงมาอยู่อารีน่าแล้วใจพองฟูมาก ตื่นเต้นมากแม้จะเป็นรอบสอง

ที่นั่งเราอยู่บล็อก H5 เป็นบล็อกที่อยู่ท้ายๆ อารีน่า อยู่ไกลเวทีใหญ่ลิบโลก แต่ใกล้เวทีเล็กด้านหน้าสุดนะ!

(เล็บสีม่วงนะ แต่ถ่ายรูปออกมาแล้วมันน้ำเงินจัง…)

นั่งประจำที่เรียบร้อยก็เมาท์มอยรอเวลา วันนี้นอกจากได้ที่นั่งอารีน่าแล้วยังมีบ.ซังนั่งข้างๆ อีก โอ้โห พอมีเพื่อนอยู่ด้วยแล้วยิ่งกระตือรือร้น บอกเลยว่าวันที่สองนี่ทั้งกรี๊ดทั้งคอลมันส์กว่าวันแรกแปดล้านตลบ

ระหว่างรอเราก็นั่งดูแฟชั่นและพร็อพปริ๊นเซสรอบข้างไปเรื่อยเปื่อย ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่า เอ๊ะ ที่นั่งวีไอพีอยู่ด้านหลังเรานี่ื!! ว่าแล้วก็คอยหันไปมองที่นั่งวีไอพีเป็นระยะๆ ซึ่งมันก็ไม่ได้ใกล้ขนาดเห็นหน้าทุกคนแถวนั้นชัดแจ๋วหรอก แต่พออาเกมัตสึซังเดินมาตรงนั้นปุ๊บ มองแต่ไกลยังรู้ทันทีเลยว่าเป็นอาเกมัตสึซัง อ๊ากกกกก ปลาบปลื้มใจมาก ได้เจออาเกมัตสึซังด้วยยยยยยย (;___;)

และแล้วพอสี่โมงครึ่งงานก็เริ่ม! วันที่สองนี่ก็ยังคงเริ่มด้วยช่วงทอล์ก&วาไรตี้เช่นเดียวกับวันแรก โดยเริ่มจากทั้งเจ็ดคนออกมาแนะนำตัวกันแบบสบายๆ เหมือนเดิม ความตลกในรอบนี้คือหลังจากแนะนำตัวกันครบเจ็ดคนแล้ว สึสึเคนก็บอกว่า ลืมแนะนำตัวว่าพากย์ใคร คือตะกี้แนะนำแต่ชื่อตัวเอง 5555555 สึสึเคนเลยแนะนำตัวซ้ำอีกรอบว่า สึสึมุระ เคนอิจิ รับบทฮิจิริคาวะ มาซาโตะ

แนะนำตัวเสร็จก็เล่นเกมกันเหมือนเดิม รอบนี้ก็มีเจ็ดเกมเหมือนเดิม แต่เนื้อหาเกมไม่ซ้ำกับวันแรก เพราะฉะนั้นถึงจะมาดูรอบสองก็ยังคงมีความสดใหม่!

เกมแรกในรอบนี้ให้ใช้กล้องส่องทางไกลส่องดูเค้กสองก้อนจากที่ไกลๆ แล้วทายว่าก้อนไหนเป็นเค้กจริง ก้อนไหนเค้กปลอม ชิโมโนะซังเป็น MC แต่ต้องร่วมทายด้วย

ความน่ารักของเกมนี้คือสตาริชทั้งเจ็ดคนจะถือกล้องส่องทางไกลคนละอันมาที่เวทีกลาง แล้วทุกคนก็ใช้กล้องส่องคนดูรอบๆ โดมกันอยู่นานมากกกกกกกก นอกจากส่องแล้วยังช่วยกันโบกไม้โบกมือเล่นกับคนดูกันสนุกสนาน เวลาใครส่องไปทางไหนคนดูก็จะช่วยกันโบกไม้โบกมือตอบ โอ๊ยยยย แฟนมีตติ้งนี่มันดีจัง รักความอบอุ่นใกล้ชิดเซอร์วิสมายด์เต็มเปี่ยมนี้!

เกลียดสุดตอนมิยาโนะมาโมรุส่องคนดูแล้วพูดขึ้นมาว่า “มีของหวานน่ากินเต็มไปหมด” ว้ายตายแร้ววววว คนแต่งงานแล้วอย่ามาพูดแบบนี้น๊ะะะะะะ!!!!!!!!

เล่นกับคนดูกันจนพอใจแล้วก็ถึงเวลาเลือกคำตอบ ซึ่งตอนแรกทุกคนเลือกคำตอบเดียวกันหมดเลย แต่ถ้าเลือกคำตอบเดียวกันหมดเดี๋ยวจะไม่สนุก มิยาโนะ+เทราชี่+ชิโมโนะก็เลยยอมเดินไปเลือกข้อที่น่าจะผิด ตอนเฉลยว่าก้อนไหนเป็นเค้กจริงใช้วิธีให้ทุกคนจิ้มลงไปบนเค้ก ฝ่ายที่ตอบถูกเลยตักเค้กขึ้นมากินกันอย่างเอร็ดอร่อย ส่วนฝั่งที่ผิดก็จ๋อยกันไป… มิยาโนะมาโมรุหยิบเค้กปลอมขึ้นมาทำท่ากัดแบบจริงจังมาก แล้วก็ทำหน้าขมๆ อี๋ๆ อยู่นานมากเช่นกัน ไม่รู้แอคติ้งหรือขมจริง แต่เห็นแล้วแอบสงสารนิดนึง 5555555

เกมต่อมาคล้ายๆ เกมปิโยะจังวันแรก คือมีลูกบอลสองลูกแล้วให้คนดูช่วยกันส่งไปให้ถึงเวทีใหญ่ มิยาโนะมาโมรุเป็น MC เหมือนเดิม แต่รอบนี้ลูกบอลเปลี่ยนมาเป็นรูปแตงโมแทน

เกมนี้เราเตรียมเล่นเต็มที่เลยเพราะวันนี้อยู่ตรงที่ลูกบอลมันน่าจะผ่าน ปรากฏว่าลูกบอลของทีมฝั่งเราโดนปัดไปอยู่อีกฝั่งนึงเฉยเลย คือโดมแบ่งฝั่งเป็น A กับ B แล้วเราอยู่ฝั่ง A แต่บอลทั้งสองลูกไปอยู่ฝั่ง B แทน อดเล่นเลยฮืออออออ แต่มิยาโนะมาโมรุกับคิโชซังมาบอกขอโทษฝั่ง A ที่อดเล่นกันใหญ่เลย โอเค ยอมค่ะ อภัยค่ะ

รอบนี้จำไม่ได้เลยว่าแบ่งทีมกันยังไง คุ้นๆ ว่าทีมแรกที่บอลไปถึงมีเทราชี่กับสึสึเคนอยู่มั้ง แล้วพอบอลไปถึง ทีมนี้ก็เอาบอลมาโยนให้คนดูฝั่ง A ที่อดเล่นได้เล่นกัน น่ารักมากกกกก ใส่ใจอะ!! แล้วพอบอลกลับขึ้นมาบนเวที เทราชี่ก็ทำท่าลากลูกแตงโมแบบเท่มากจนสึสึเคนแซว นี่ก็น่ารักกกกก

เออใช่ ช่วงที่ขึ้นเกมใหม่แล้วอธิบายกฎ มันจะมีเพลงที่เป็น bgm ของอนิเมะเปิดคลอไปด้วย มีช่วงนึงมิยาโนะมาโมรุกับชิโมโนะซังเต้นตางเพลงกันอย่างสนุกสนานมาก จนเพลงจบแล้วก็ยังไม่หยุดเต้น เทราชี่เลยถามว่า เด็กๆ ตรงนั้นเล่นอะไรกันอยู่ โอ๊ยน่ารักกกกกกกกกกก

เกมต่อมา เทราชี่เป็น MC เกมนี้คล้ายๆ เกมแต่งตัวไชนิ่งของวันแรกตรงที่ต้องแบ่งทีมแล้วขึ้นรถเลื่อนไปตามจุดต่างๆ ในอารีน่า แต่เกมนี้ไม่ได้แข่งกันแต่งตัวละ แต่ต้องเล่นมินิเกมตามด่านต่างๆ ให้ผ่านแทน มินิเกมก็อารมณ์แบบ โยนลูกบอล ตอบคำถามให้ตรงกัน อะไรประมาณนี้ พอรู้ว่าต้องแข่งกันทำเวลา คุณมิยาโนะก็ถอดเสื้ออวดชุดพละด้านในที่เขียนว่าโทคิยะอีกแล้วจ้าา ยังไม่ได้ซักใช่มั้ยคะ!!!

เกมนี้จำทีมได้แม่นเลย ทีมแรกคือสึสึมุระ+สุวาเบะ+ทานิยามะ อีกทีมคือมิยาโนะ+ชิโมโนะ+โทริอุมิ ตอนก่อนเริ่มเกมพอรู้ว่ามีมินิเกมโยนลูกบอล ทีมแรกก็พูดอวดว่า ทีมพวกเราเล่นบาสเก่งนะ! (คือเล่นมุกล้อตัวเองว่าพวกเราพากย์คุโรบาสด้วยกัน) อีกทีมเลยบอกว่า พวกเราก็ปั่นจักรยานเก่งนะ! แล้วก็ทำท่าปั่นจักรยานพร้อมกันสามคน (นี่ก็เล่นมุกล้อตัวเองว่าพากย์เพดัล) จนเทราชี่ที่เป็น MC ดุทั้งสองทีมว่า พวกเราคือสตาริชต่างหาก!! ตึ่งโป๊ะ

มินิเกมที่ชอบสุดในนี้คือเกมตอบคำถามให้ตรงกัน คือสามคนในทีมต้องตอบคำถามให้ตรงกันถึงจะผ่านด่านนี้ไปได้ อย่างเช่นถามว่าถ้าให้เลือกอาหารเช้าจากในชอยส์สามข้อนี้จะเลือกอะไร? ก็ต้องเลือกชอยส์ให้เหมือนกันถึงจะผ่าน

ข้ออาหารเช้านี่โมเอะมากตรงที่คิโชซังเลือกนัตโต แต่สึสึเคนกับสุวาเบะซังเลือกอีกข้อนึง แล้วสึสึเคนก็มาบอกหลังจบเกมว่า จริงๆ แล้วอยากเลือกนัตโตเหมือนกัน แต่เพราะสุวาเบะซังอยู่ก็เลยไม่เลือกเพราะรู้ว่าสุวาเบะซังไม่ชอบ โอ๊ยยยยยยย ทำไมรู้ใจกันดีจังคะ!! น่ารักอะะะะะะ สุดท้ายแล้วรู้สึกว่าทีมบาส(?)นี่แหละมั้งที่ชนะ แล้วทั้งสามคนก็บอกว่าชนะเพราะอายุไล่เลี่ยกัน เป็นรุ่นเดียวกันเลยตอบตรงกันได้เร็วกว่า แบบว่าอีกทีมอายุกระจายกันเลยตอบไม่ตรงกันซะที

ผ่านมาสามเกมแล้วก็มีช่วงประกาศคะแนนกันเล็กน้อย ซึ่งจนถึงตอนนี้มิยาโนะมาโมรุเป็นคนเดียวที่ยังไม่มีคะแนน เจ้าตัวเลยโอดครวญยกใหญ่ โถ 5555555555

แล้วหลังจากนี้ก็จำลำดับเกมไม่ได้อีกแล้ว แง เอาเป็นว่าไล่ไปตามลำดับ MC ที่เหมือนรีพอร์ทวันแรก (ซึ่งไม่รู้เรียงลำดับถูกรึเปล่า) ละกัน

เกมที่โทริซังเป็น MC ยังคงเป็นควิซเหมือนเดิม แข่งกันตัวต่อตัวเหมือนเดิม แต่คำถามเปลี่ยนไป รอบนี้รู้สึกโทริซังอารมณ์ดีมากกกกก หัวเราะตลอดเวลา ขยันแจกคะแนนเรี่ยราดมาก สองสามคะแนนก็แจก ใครเล่นมุกตลกหน่อยก็แจก บางข้อยากไปไม่มีใครตอบถูกสักคนก็แจกคะแนนให้ทุกคนเลย

ควิซรอบนี้เปลี่ยนจากกดปุ่มแล้วตอบเป็นสะบัดผ้าตอบ คือทุกคนจะมีผ้าคนละผืน แล้วต้องหมุนผ้าให้ครบสิบครั้งถึงจะมีสิทธิ์ตอบ เป็นกฎที่ดูสร้างความเหนื่อยล้าให้เหล่านักพากย์ยังไงไม่รู้ แล้วทุกคนก็ตั้งอกตั้งใจหมุนผ้ากันจริงจังมาก

ข้อที่ชอบมากคือคำถามที่ว่า ถ้าเอาชื่อสมาชิกสตาริชมาเขียนเป็นฮิรางานะ ตัวที่มีเยอะสุดคือตัวอะไร คือไม่ได้ชอบคำถามหรอก แต่ชอบคำตอบของมิยาโนะมาโมรุที่ตอบว่า 「お」と「や」โอโตยะจ้าาาาาา แหมมมมมม นี่เล่นมุกหรือแจกโมเมนต์คะะะะะะ แต่ตอบผิดนะ 55555555555 คำตอบที่ถูกคือ「じ」กับ「と」

อีกข้อนึงถามว่าแกงกะหรี่เมนูพิเศษที่นักกีฬาคนนึงของเซบุไลออนส์คิดขึ้นมาแล้วขายอยู่ที่โคโค่อิจิบังยะที่โดมคือเมนูอะไร ข้อนี้สึสึเคนตอบถูกอย่างรวดเร็ว แล้วสึสึเคนก็เล่าว่าเมื่อเช้านี้ตัวเองกับชิโมโนะซังไปเดินดูทั่วโดมก็เลยเจอเมนูนี้แล้วคิดว่าน่ากินดี ส่วนสาเหตุที่เดินทั่วโดมก็เพราะอยากรู้ว่าคนดูจะมองเห็นภาพแบบไหน มองเห็นจากมุมไหนกันบ้างนะ โอยยยยย น่ารักกกกกก ฟังแล้วปลาบปลื้มอย่างบอกไม่ถูก เค้าดูใส่ใจอะะะ

แล้วก็มีข้อที่ถามว่าส่วนสูงเฉลี่ยของสตาริชคือเท่าไหร่ ข้อนี้ยาก สักพักเลยมีคำใบ้ว่าเป็นส่วนสูงของสมาชิกคนนึงแล้วให้ตอบเป็นชื่อสมาชิกคนนั้นได้ คำตอบที่ถูกคือเซชชี่ พอเฉลยแล้วบนจอมีบอกส่วนสูงของสมาชิกสตาริชทุกคน ชิโมโนะซังก็พูดขึ้นมาว่า ทุกคนสูงจังเลยนะ ดีจัง… แล้วก็เงียบไป คนอื่นก็เงียบกริบ และแล้วคนดูก็ร้องคาวาอี้ขึ้นมาโดยไม่ได้นัดหมาย ชิโมโนะซังเลยพูดด้วยเสียงโชจังว่า “ห้ามพูดว่าน่ารักนะ!!!” โอ๊ยฮืออออ น่ารักกกกกกกกกกก แม่ยกโชจังตายเรียบทั้งโดม ขนาดเราไม่ได้โอชิโชจังยังตายไปเลยกับประโยคนี้ ชอบมากเวลาบทพูดในเรื่องมาเล่นกันแบบนี้ พ่ายแพ้

อีกข้อถามว่าคุกกี้กับบิสกิตต่างกันยังไงถ้าไม่นับเรื่องส่วนผสม ข้อนี้ทุกคนดูแบลงก์มากเลยเล่นมุกกันไปเรื่อยๆ อันนี้ชอบของเทราชี่ที่ตอบว่า อันที่ทุบแล้วแตกเป็นสองส่วนคือบิสกิต!! เป็นคำตอบที่ดูงงๆ แต่โคตรน่ารัก

อีกคนที่น่ารักมากคือคิโชซัง คิโชซังพูดขึ้นมาว่า อันที่เนยมัน…. แล้วก็เงียบไป คนอื่นเลยรีบบอกว่า นอกจากส่วนผสม!! คิโชซังเลยทำหน้าแบบ เวร พลาดแล้ว 555555555555

ส่วนมิยาโนะมาโมรุตอบว่าอันที่คุณป้าสเตลล่าทำก็คือคุกกี้! (เป็นมุกหมายถึงร้านคุกกี้ที่ชื่อ Aunt Stella) ซึ่งถือว่าผิด แล้วพอเฉลยออกมาปรากฏว่ามันต่างกันตรงที่ทำมือหรือไม่ทำมือ พอเฉลยแล้วมิยาโนะมาโมรุเลยชี้ตัวเองด้วยสีหน้าแบบ อ้าว ก็ตอบถูกนี่!! สุดท้ายโทริซังเลยให้คะแนนไปมั้งนะถ้าจำไม่ผิด

และข้อที่เด็ดที่สุดคือข้อที่ถามว่าเพนกวิ้นสายพันธุ์อะไรสักอย่าง (เค้าบอกชื่อสายพันธุ์ด้วยแต่เราจำไม่ได้) ขอแต่งงานโดยใช้สิ่งของใดต่อไปนี้ แล้วสต๊าฟก็เอาโต๊ะตัวนึงมาวางพร้อมพร็อพอีกมากมาย เวลาใครจะตอบต้องหยิบของชิ้นนั้นมาแล้วทำท่าขอแต่งงานใส่คนดู โอ้โหหหหหหหหห ใครคิดโจทย์ข้อนี้คะะะะะะ กราบเยอะมาก เทพมาก เป็นลม

อันนี้จำลำดับไม่ได้เลยว่าใครทำก่อนหลัง แต่จำได้ว่ามิยาโนะมาโมรุตอบเป็นคนแรกๆ น่าจะคนที่สองมั้ง? แล้วดันตอบถูก….. ตอนนั้นเซ็งมากเพราะอยากดูทุกคน 55555555 แต่หลังจากคุณมิยาโนะตอบถูกแล้วทุกคนก็ยังคงออกมาพูดขอแต่งงานด้วยเสียงของตัวละครที่ตัวเองพากย์กันทีละคนอยู่ดี โอ๊ยกรี๊ด ทำไมรู้งานกันดีมาก เซอร์วิสสุดอะไรสุด รักกกกกก♥

จำลำดับไม่ได้ก็ขอไล่จากเทราชี่ละกัน แต่จำได้แบบเบลอๆ คำพูดไม่เป๊ะเท่าไหร่นะ

เทราชี่เลือกเปลือกหอยมาเป็นไอเท็มขอแต่งงาน หยิบเปลือกหอยมาแล้วเทราชี่ก็ทำท่าเปิดเปลือกหอยด้วยฟีลลิ่งเหมือนเปิดกล่องแหวน แล้วพูดประมาณว่า “ถึงในเปลือกหอยนี้จะไม่มีไข่มุกอยู่ แต่จากนี้ไปเราก็มาบ่มเพาะความรักที่ราวกับไข่มุกด้วยกันสองคนเถอะนะ” โอ๊ยยยยยยย ตายเรียบทั้งโดม!!!!!!! พอเอาเปลือกหอยกลับไปวางที่เดิม เทราชี่ก็เขินจนลงไปมุดใต้โต๊ะเลย น่ารักกกกกกกกกกกกก

ส่วนคิโชซังตลกมาก 5555555555 คิโชซังหยิบตุ๊กตาปลากับเปลือกหอยมา บอกว่าปลาคือตัวฉัน ส่วนหอยคือเธอ (หือ 555555555555) แล้วก็ใช้เปลือกหอยงับปลา แล้วบอกว่า “จากนี้ไปก็อยากจะอยู่อย่างนี้ตลอดไป” โอ๊ย 55555555 แม้จะดูเสื่อมๆ นิดนึงแต่คิโชซังพูดไปขำไป เขินไปด้วย โคตรน่ารักกกกกกก

สึสึเคนเลือกสาหร่ายทะเลมาแล้วบอกว่า “อยากให้ใช้สาหร่ายนี่ทำซุปมิโสะให้ฉันกินตลอดไป” โอ้โหหหหหห มีความฮิจิริคาวะมาซาโตะหนักมากกกก ตีบทแตกเวอร์ ประทับใจอันนี้มากๆๆๆ

มิยาโนะมาโมรุผู้ตอบถูกในข้อนี้เลือกก้อนหิน (จริงๆ ก็ดีใจนะที่คนตอบถูกคือมยนมมร เพราะโจทย์เพนกวิ้นนี่เกี่ยวกับอิจิโนะเสะโทคิยะนี่แหละ) ตอนคุณมิยาโนะหยิบก้อนหินออกมาแล้วคุกเข่านี่เรากรี๊ดคอแหก (≧д≦)(≧д≦)(≧д≦) เผอิญก่อนหน้านั้นเพิ่งมีอีเวนท์ของโทคิยะในเกม Shining Live แล้วการ์ดในอีเวนท์นั้นเป็นโทคิยะคุกเข่าพอดี พอมาเจอมิยาโนะมาโมรุคุกเข่าขอแต่งงานสติเลยปลิวไปเลย

ประโยคขอแต่งงานของโทคิยะซัง(?)ในวันนี้คือ “ความตั้งใจของผมหนักแน่นยิ่งกว่าหินก้อนนี้ (私の意志はこの石より強い …ประมาณนี้มั้งนะ) จากนี้ไปก็อยู่ด้วยกันไปตลอดเถอะนะ” ถึงแม้จะคุกเข่าขอแต่งงานด้วยน้ำเสียงจริงจังแต่ก็ยังมีการเล่นคำว่า อิชิ ด้วย ทำไมต้องเป็นคนที่ตลกตลอดเวลาขนาดนี้ฮึ 5555555555

ส่วนสุวาเบะซังเลือกดอกไม้มา อันนี้น่ารักมากกกกกกกกกกกกกกกก สุวาเบะซังหยิบดอกไม้ออกมาแล้วทำท่าเด็ดทีละกลีบ ระหว่างเด็ดก็พูดว่า “ชอบ” “เกลียด” “ชอบ” “เกลียด” “ชอบมากนะ” …..อื้อหือออออออออ เรียบง่าย แต่ตายหมู่

ของชิโมโนะซังเราก็ชอบมาก เริ่มด้วยความตลกแล้วจบด้วยความก๊าว//// ชิโมโนะซังก็เลือกก้อนหินมาเหมือนกัน แล้วชิโมโนะซังก็ทำท่าทุบก้อนหินพร้อมกับร้อง おりゃあああ!! (=ย้ากกกก!!) ด้วยอินเนอร์โชจังเสียงดังมาก ก่อนจะบอกว่า “หินก้อนนี้ก็คือเพชรดิบ จากนี้ไปก็มาเจียระไนความรักของเราให้เจิดจรัสเหมือนเพชรก้อนนี้ด้วยกันเถอะ” โอ๊ยยยยยย โคตรโชจัง น่ารักด้วย เท่ด้วย ฮือออออออออออ

ส่วนโทริซังที่เป็น MC ออกมาขอเป็นคนสุดท้าย ตอนแรกโทริซังจะทำตีมึนไม่เล่นด้วยแล้ว แต่โดนทักท้วงเลยต้องยอมเล่น โทริซังเลือกใบไม้มา พร็อพใบไม้เป็นเชือกยาวๆ แล้วมีใบไม้ปลอมติดอยู่ โทริซังหยิบมาโยนแล้วบอกว่า “จับได้แล้ว” โอ๊ยยยยยยยย นี่ก็เรียบง่ายแต่น่ารัก เอาจริงทุกคนทำอะไรก็น่ารักไปหมด มืดบอดมาก 5555555555555

ประทับใจควิซวันที่สองมากกว่าวันแรกตรงข้อขอแต่งงานนี่แหละ พีคสุดอะไรสุด

ส่วนเกมที่คิโชซังเป็น MC รอบนี้ก็ใช้บาซูก้ากันอีกแล้ว แต่คราวนี้ไม่ได้ให้ยิงพร้อมกันละ แต่ละคนต้องจับฉลากเลขบล็อกในอารีน่า แล้วยิงบอลไปให้ถึงบล็อกนั้นให้ได้ ถ้าถึงก็จะได้คะแนนไป เกมนี้เลยนานหน่อยเพราะทุกคนต้องถือบาซูก้าไปยิงกันทีละคน

เกมนี้ตัดสินลำดับว่าใครจะยิงก่อนหลังจากเวลาที่ตื่นนอนเมื่อเช้า พอคิโชซังถามว่าใครมั่นใจว่าตัวเองตื่นเช้าสุด ชิโมโนะซังก็ยกมือบอกว่าเมื่อเช้าตื่นตีห้าครึ่ง คนอื่นก็ตกใจกันว่าทำไมตื่นเช้าจัง ชิโมโนะซังบอกว่าพอตื่นมาแล้วมันหลับต่อไม่ลง มิยาโนะมาโมรุเลยแซวว่าเป็นตาแก่ โถ่ 5555555555

พอไล่ลำดับมาเรื่อยๆ ปรากฏว่าสองคนที่ตื่นสายสุดคือมิยาโนะมาโมรุกับเทราชี่ สองคนนี้ยกมือพร้อมกันแล้วบอกว่าตื่นประมาณแปดโมงเหมือนกัน แหมมมมม โมเมนต์เยอะจริงคู่นี้!!

จังหวะที่แต่ละคนจับฉลากว่าต้องยิงใส่บล็อกไหนนี่ลุ้นมากว่าจะมีบล็อก H5 ของเรามั้ย แล้วก็ไม่มี… ตอนจับฉลากมิยาโนะมาโมรุเล่นมุกยื่นมือไปชนกล่องแล้วเจ็บ ส่วนสุวาเบะซังก็ทำเป็นยื่นมือลงกล่องแล้วร้องอ๊าก+รีบชักมือออกมา มุกห้าบาทสิบบาทก็ขอให้ได้เล่นเนอะ 55555555 แต่ช่วงวาไรตี้นี่คุณมิยาโนะเขาขยันเล่นมุกมากจริง มีอยู่รอบนึงเล่นอะไรแป้กๆ สักอย่าง สึสึเคนที่ยืนอยู่ห่างมากถึงกับเดินมาตีหัวเบาๆ ด้วยความรับไม่ได้ ฮื่อ 5555555555

คนที่มายิงบาซูก้าแถวๆ เวทีเล็กมีมิยาโนะมาโมรุกับสึสึเคน ประกบด้วยคิโชซังที่คอยเดินตามทุกคน ตอนคุณมิยาโนะถือบาซูก้าพาดบ่าแล้วเดินจากเวทีใหญ่มาเวทีเล็กนี่อีกหกคนชมกันใหญ่ว่าเท่มาก เพราะเป็นคนตัวสูงเลยดูเหมาะกับอะไรแบบนี้ แม้ว่าท่าเดินจะดูเก๊กๆ จนตลกก็ตาม 55555555

ส่วนสึสึเคนก็ตล๊กตลก ตอนยิงเสร็จจะเดินกลับเวทีใหญ่ สึสึเคนกับคิโชซังก็เดินกอดคอกันไป คิโชซังทำท่าหมดแรงเกาะคอสึสึเคนแล้วบอกว่าขอบคุณที่มาช่วย ส่วนสึสึเคนที่ถือบาซูก้าอยู่ก็บอกว่า ดีนะเนี่ยที่ฉันมาช่วยทัน …ลุงๆ เล่นอะไรกันคะ 5555555555 แต่เล่นกันแป๊บนึงสึสึเคนก็บ่นว่า เวทีใหญ่นี่มันไกลกว่าที่คิดนะ ก็เลยเลิกเล่นแต่กลับมาเดินตามปกติแทน โธ่ 555555555

เกมที่สึสึเคนเป็น MC รอบนี้ก็ให้วาดรูปอีกเหมือนกัน คราวนี้ไม่ได้ให้วาดใบ้คำ แต่ให้สามคนในทีมวาดออกมาให้ตรงกันถึงจะได้คะแนน เกมนี้จับฉลากออกมาเป็นทีมเทราชี่+ทานิยามะ+สุวาเบะ vs มิยาโนะ+ชิโมโนะ+โทริอุมิ

โจทย์ของทีมทีมเทราชี่+ทานิยามะ+สุวาเบะคือถ้าพูดถึงนิทานที่มีเจ้าชายออกมาจะพูดถึงเรื่องอะไร? คิโชซังวาดรูปคนแคระเจ็ดคน สุวาเบะซังวาดนางเงือก เทราชี่วาดรูปเท้าซินเดอเรลล่าใส่รองเท้าแก้ว ไม่ตรงกันเลยสักคน 555555555

พอเฉลยออกมาไม่ตรงกับ คิโชซังก็งึมงำว่า ก็มีเจ็ดคนนี่นา โอ๊ยยยยยย ฮืออออออ น่ารักอีกแล้วววววววว (;____;)

ส่วนโจทย์ของอีกทีมคือ เครื่องดนตรีประเภทเคาะ ชิโมโนะซังวาดแทมเบอรีน มิยาโนะมาโมรุวาดกลอง โทริซังวาดไทโกะ นี่ก็ไม่ตรงกันสักคน… แต่โทริซังวาดรูปเก่งจัง!

เกมสุดท้ายที่สุวาเบะซังเป็น MC คือแอร์ฮอกกี้ ทีมงานยกตู้เกมแอร์ฮอกกี้มาตั้งกลางเวทีเลย เกมนี้แบ่งเป็นทีมละสามคนเหมือนเดิม แต่มีกฎอยู่ว่าทั้งสามคนต้องเอาแขนมาผูกกันด้วย เวลาเล่นก็ต้องสามมัคคีกันนิดนึง

เกมนี้แบ่งทีมเป็นเทราชิมะ+ทานิยามะ+โทริอุมิ vs สึสึมุระ+มิยาโนะ+ชิโมโนะ ทีมหลังนี่พอเอาแขนผูกกันแล้วมิยาโนะมาโมรุทำท่าเหวี่ยงแขนไปมาเยอะมาก สร้างความลำบากให้สึสึเคนและชิโมโนะซังที่ประกบซ้ายขวาเป็นอย่างยิ่ง ทำไมนิสัยงี้คะ 5555555555555 สุดท้ายทีมเทราชิมะ+ทานิยามะ+โทริอุมิเป็นฝ่ายชนะไป ทีมนี้เล่นเก่งเวอร์มาก ทำแต้มรัวๆ ส่วนอีกทีมมัวแต่เหวี่ยงแขนกันอยู่นั่น……

และแล้วผู้ชนะในช่วงวาไรตี้วันที่สองก็ได้แก่ ทานิยามะ คิโชซังงงงงง!!!! เทราชี่เป็นคนมอบรางวัลให้เหมือนเดิม คิโชซังก็บอกว่าดีใจที่ได้รางวัล เกิดมาเพื่อวันนี้ บลาๆๆ เสร็จแล้วใครสักคน (น่าจะสึสึเคนมั้ง?) ก็ถามขึ้นมาว่า อยากจะแบ่งปันความรู้สึกดีใจนี้กับใคร คิโชซังก็พูดเสียงดังลั่นว่า โอก้าซังงงงงงงง!!!!!!!! (=แม่คร้าบบบบบบบ) โคตรน่ารัก 5555555555 ก่อนหน้านั้นเพิ่งคุยกับเพื่อนว่าคิโชซังเป็นคนที่เหมือนเด็กน้อยในร่างลุง มาเจอในแฟนมีทคราวนี้ก็ยังคงตอกย้ำความเด็กน้อยในร่างลุงอยู่ น่าร๊ากน่ารัก (〃∀〃)

จบช่วงวาไรตี้แล้วก็พักครึ่งชั่วโมงก่อนเข้าสู่ช่วงไลฟ์!! ระหว่างพักจะมีไดเจสท์จากไลฟ์ก่อนๆ มาให้ดู เป็นเพลงโซโล่ของทั้งเจ็ดคนจากทุกไลฟ์ ตัดมาเพลงละนิดละหน่อย ไล่จากโอโตยะไปจนถึงเซซิล ถึงจะเป็นช่วงพักและมีแค่ภาพบนจอให้ดู แต่คนดูก็ตั้งอกตั้งใจโบกเพนไลท์และคอลกันมันส์มาก!!! โดยเฉพาะเพลงเซย์เอนเบรฟฮาร์ทของมาซาโตะ ทุกคนตะโกน blaze! blaze! กันเต็มที่ประหนึ่งดูการแสดงสด สนุกสุดเหวี่ยงแม้เป็นช่วงพัก เป็นอีเวนท์ที่เทพอะไรขนาดนี้

หลังจากนั้นพอไฟดับ ภาพสตาริชเวอร์ชั่นสองมิติ ก็ขึ้นมาบนจอ แล้วแต่ละคนก็จะพูด Are you ready แล้วให้คนดูตอบ เย้! จนครบเจ็ดคน ตอนมาซาโตะพูดคือตลกมาก มาซาโตะพูดว่า พร้อมนะ แล้วเว้นช่วงนิดนึง คนดูเลยร้อง เย้!! แล้วมาซาโตะถึงพูด Are you ready ขึ้นมาอีก คนดูเลย เย้!! กันอีกรอบ แม้จะมีเงิบๆ กันบ้างแต่ก็สนุกสนานดี 55555555555

ช่วงไลฟ์ขอพูดถึงรวมๆ ทั้งสองวันเลยละกันนะ แต่เอาจริงๆ ช่วงไลฟ์นี่เป็นช่วงที่ความทรงจำปลิวหายไปเยอะสุดเลย เมาความสุขจนจำอะไรไม่ได้

เซ็ตลิสท์คราวนี้เทพมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

ファンタジック☆プレリュード  (Fantastic☆Prelude)
オリオンでSHOUT OUT (Orion de SHOUT OUT)
騎士のkissは雪より優しく (Knight no Kiss wa Yuki yori Yasashiku)
星のファンタジア (Hoshi no Fantasia)
虹色☆OVER DRIVE! (Niji iro☆OVER DRIVE!)
オレンジラプソディ (Orange Rhapsody)
Independence
男気全開Go! Fight!! (Otokogi Zenkai Go! Fight!!)
ADVENT ACE
Superb Sprits
一緒にHang in there♪ (Issho ni Hang in there♪)1
未来、夢、ありがとう…そして! (Mirai, Yume, Arigatou… Soshite!)
ウルトラブラスト (Ultrablast)

(Encore)
マジLOVE1000%-RAINBOW STAR ver.- (Maji LOVE1000%-RAINBOW STAR ver.-)
マジLOVE2000% (Maji LOVE2000%)
マジLOVEレボリューションズ (Maji LOVE Revolutions)
マジLOVEレジェンドスター (Maji LOVE Legend Star)
Welcome to UTA☆PRI RAINBOW world!!

เพลงเยอะเกินคาดมากกกกกกกกกก ตอนแรกนึกว่าเป็นแฟนมีทคงได้ฟังไม่กี่เพลง ไม่นึกว่าจะมีโซโล่ครบทุกคนเลย ถึงจะเป็นโซโล่แบบไม่เต็มเพลงก็เถอะ แต่ได้ฟังโซโล่ด้วยนี่ปลาบปลื้มเยอะมาก ฮือออออออออออออ ขอบคุณค่ะ ขอบคุณค่ะ ขอบคุณค่ะะะะะะะะ

พูดถึงไล่ไปทีละเพลงละกัน เริ่มจาก ファンタジック☆プレリュード (Fantastic☆Prelude) เพลงนี้ทั้งเจ็ดคนออกมายืนร้องตรงเวทีใหญ่ แต่เปลี่ยนจากชุดดำช่วงวาไรตี้มาเป็นชุดขาว ชอบมากที่เอาเพลงนี้มาเป็นเพลงเปิด เหมาะมากๆๆๆๆๆ ตอนวันแรกแค่อินโทรเพลงนี้ขึ้นมาเราก็จะร้องไห้แล้ว ขนลุกไปหมด ตรงช่วงท่อน Are you ready? ต้นเพลงที่ไล่มาทีละคนรู้สึกทุกคนจะพูดตัวเลขแล้วชูแขนขึ้นมั้งนะ หรือทำท่าอะไรสักอย่าง จำไม่ค่อยได้แต่รู้สึกว่าเป็น Are you ready? ที่ปลุกความฮึกเหิมได้ดี และน่ารักด้วย ฮืออออออ และการได้มาคอล 10! 9! 8! พร้อมกับทุกคนในโดมแบบนี้มันสนุกจังงงงง

จบเพลงนี้ก็เข้าช่วงโซโล่เมดเล่ย์ จริงๆ แอบลุ้นว่าวันที่สองเพลงจะต่างจากวันแรกมั้ย แม้จะคิดว่าคงไม่ต่างหรอกเพราะนักพากย์ไม่น่าจะว่างซ้อมหลายเพลงกันขนาดนั้น แล้วก็พบว่าไม่ต่างจริงๆ ด้วย 55555555

โซโล่เพลงแรกเปิดด้วย オリオンでSHOUT OUT มาถึงก็โยกกันหัวหลุดเลยจ้าาา เพลงนี้คิโชซังเท่มาก ฮือออออ หลังจากน่ารักมาตลอดช่วงวาไรตี้ มาจับไมค์ร้องเพลงนี้แล้วองค์ซัตจังประทับร่างทันที แค่ยืนร้องเพลงกับขาไมค์ทำไมเท่ขนาดนี้!! ตอนท้ายเพลงมีเตะขาไมค์ล้มด้วย คิโชร็อคคคคคคค!!!!!

ชอบที่มีปริ๊นเซสสักคนบอกว่า ไลฟ์ที่แล้วคิโชซังพูดว่าอยากพาซัตสึกิมาด้วย แล้วคราวนี้เขาก็เลือกเพลงของซัตสึกิมาร้องจริงๆ ฮืออออออ ฮื้อออออออออ ไม่รู้ว่าเลือกเพลงนี้มาด้วยเหตุผลนี้รึเปล่า (เดาว่าน่าจะเลือกเพลงเองทุกคนเพราะเทราชี่บอกว่าเลือกเอง) แต่ชอบแนวคิดนี้มาก (;____;)

ต่อมาคือโซโล่มาซาโตะ 騎士のkissは雪より優しく เพลงนี้สึสึเคนโผล่มาตรงเวทีกลาง พาแดนเซอร์มาด้วย แล้วแดนเซอร์ก็ทำท่าล้อมวงให้สึสึเคนร้องเพลงอยู่ข้างใน คล้ายๆ กับที่เคยทำในไลฟ์ก่อนโน้นนั่นแหละ เพลงนี้ฟังสดๆ แล้วเคลิ้มมากกกกกกกกกก อบอุ่นมากกกกก มีเอฟเฟคต์กลิตเตอร์โปรยปรายด้วย ทั้งภาพที่เห็นและเสียงที่ได้ยินมันดูดีงามจนรู้สึกเหมือนฝันไปเลย ฮือออออ ฮิจิริคาวะซังงงงงงงงงง

คนต่อมาคือเซชชี่ รู้สึกจะอยู่เวทีกลางอีกเหมือนกันมั้งนะ โทริซังร้อง 星のファンタジア ได้น่าร๊ากกกกกกกกกกน่ารักกกกกกกก โอยยย มีเต้นนิดหน่อยด้วย เพลงนี้เต็มไปด้วยความน่ารัก แล้วตามด้วย 虹色☆OVER DRIVE! ของโอโตยะที่น่ารักเต็มพิกัดอีกเหมือนกัน ปล่อยความน่ารักกันรัวๆ จนหัวใจจะรับไม่ไหว ไฮไลท์ของเพลง 虹色☆OVER DRIVE! คือท่าดีดแอร์กีต้าร์ของเทราชี่ น่า! รัก! มากกกกกกกกกกกกกกก!!!!!! ดีใจมากที่เทราชี่เลือกเพลงนี้มา ในบรรดาเพลงโอโตยะทั้งหมดเราชอบเพลงนี้รองจากแบรนด์นิวเมโลดี้เลย (≧ω≦)

จบเพลงโอโตยะแล้วมีเว้นช่วงเงียบไปพักใหญ่ ทั้งสองวันเว้นช่วงนานเหมือนกันจนคิดว่าน่าจะจงใจ พอคนดูเริ่มงงว่าเอ๊ะทำไมหายไปนานทั้งๆ ที่เพลงอื่นจบปุ๊บขึ้นเพลงต่อมาเลย เสียงเร็นร้อง Hey Lady! ก็ดังขึ้นมา โอยยยยย オレンジラプソディ จ้าาาาา ชอบมากที่เว้นช่วงทิ้งให้คนดูอยู่ในความมืด (จริงๆ ก็ไม่มืดเพราะทุกคนเปิดเพนไลท์) แล้วค่อยขึ้นเพลงมาตอนที่คนดูเริ่มงงๆ เพราะมันเหมือนในอนิเมะเลยอ้ะะะะะะะะ (…..ปรากฏทีมงานไม่ได้ตั้งใจ) เพลงนี้เอฟเฟคต์ไฟเยอะแยะอลังการ ไฟลุกทีคนดูก็กรี๊ดกันที สนุก!! สุวาเบะซังก็ร้องได้จินกูจิเร็นเหลือเกิน ฮือออออ รักกกกกกก ดีใจมากที่ได้ฟังเพลงนี้ เป็นเพลงของเร็นที่ชอบเป็นอันดับต้นๆ เลย ชอบที่มีปริ๊นเซสวิเคราะห์ว่าสุวาเบะซังอาจจะเลือกเพลงนี้มาเพราะเป็นเพลงที่เร็นร้องให้กับแฟนๆ โดยตรงก็ได้ ว้าว ชอบเหตุผลนี้จัง!

ต่อจากเร็นก็เป็นโทคิยะซัง โซโล่โทคิยะคราวนี้คือ Independence ซึ่ง…. เป็นเพลงของโทคิยะที่เราชอบน้อยสุดเลย แป่ว 555555555555 แต่ชอบน้อยสุดไม่ได้แปลว่าไม่ชอบนะ!! ยังไงก็เพลงโอชิ ชอบหมดแหละ (ความมืดบอดนี้) แค่ถ้าเลือกเพลงอื่นมาร้องอาจจะดีใจกว่านี้นิดนึง แต่ยังไงเราก็ไม่เคยฟังเพลงนี้แบบสดๆ มาก่อน พอมาเจอมิยาโนะมาโมรุเต้นเพลงนี้ต่อหน้าต่อตาแล้วเกือบขาดใจตายไปตรงนั้นเลย โอยยยยยยยย แล้วดันมาร้องตรงเวทีเล็กซึ่งใกล้เรามากด้วย ได้เห็นคุณมิยาโนะเปิดพุงโชว์ในระยะใกล้ วิญญาณไม่ออกจากร่างให้มันรู้ไป

พูดถึงเปิดพุง… เอาจริงๆ ในแฟนมีทสองวันนี้เห็นมิยาโนะมาโมรุเปิดพุงโชว์เยอะมากกกกกกกกก อารมณ์เหมือนไม่รู้จะเซอร์วิสอะไรก็เปิดพุงโชว์ไว้ก่อน 5555555555 เห็นจนจากที่กรี๊ดๆ ก็เริ่มจะหมั่นไส้ละ แต่พอมาเจอช็อตเปิดพุงในเพลงพร้อมๆ กับการเลียปากและโยกย้ายส่ายเอวต่างๆ ก็…. โอเค้ กรี๊ดก็ด้าย!!!

โซโล่คนสุดท้ายคือโชจังซึ่งมาในเพลง 男気全開Go! Fight!! โอ๊ยกรี๊ดดดดดดด รักเพลงนี้มากๆๆๆ เป็นเพลงของโชจังที่ชอบสุดเลย ดีใจมากที่ได้มาฟังสด (;____;) เพลงนี้ชิโมโนะซังเอาผ้าจากไลฟ์แรกสุดมาโบกด้วย น่ารักจัง! เพลงนี้โบกเพนไลท์มันส์มาก กระโดดก็มันส์มาก!

โซโล่กันครบแล้วก็เป็นเพลง ADVENT ACE เพลงของเอคลาส+เซชชี่ เพลงนี้ยืนร้องกันตรงเวทีใหญ่ แล้วสักพักเวทีจะยกสูงขึ้นด้วย รู้สึกขอบพระคุณมากๆ เพราะพอยกสูงแล้วเห็นทุกคนชัดขึ้นเยอะ เวลายืนอยู่เวทีปกติบางทีคนข้างหน้าบังแล้วต้องเอี้ยวตัวไปมากว่าจะเห็น ที่นั่งอารีน่าก็จะมีความเศร้าอะไรแบบนี้อยู่บ้าง

เพลง ADVENT ACE นี่ตอนก่อนไลฟ์เราฟังแล้วก็เฉยๆ นะ ไม่ได้ชอบเป็นพิเศษ แค่รู้สึกว่า ว้าวๆ เอคลาสมาแนวเท่!! แต่พอมาฟังแบบสดๆ พร้อมด้วยท่าเต้นต่างๆ แล้วตายไปเลย เท่มากกกกกกกกกกกกกกกกก ชอบมากกกกกกกกกกกกก ตอนที่บนจอฉายภาพโอโตยะ+มาซาโตะ+นัตจัง+เซชชี่ขึ้นมาเสียงกรี๊ดกระหึ่มถล่มทลายมาก เพลงนี้เท่มากจริง ฮือ

ส่วนเพลง Superb Sprits เอสคลาสมายืนร้องกันตรงเวทีกลาง เพลงนี้ออกแนวสดใสร่าเริง (เราเรียกว่าเพลงโฆษณาน้ำยาปรับผ้านุ่มเพราะภาพประกอบมันใช่มาก 555555555) แบบไลฟ์ก็น่าร๊ากน่ารักกกก เพลงนี้ทั้งสามคนยืนกระจายกันเป็นสามเหลี่ยม แล้วระหว่างเพลงก็เดินสลับมุมกันไปเรื่อยๆ ดังนั้นไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนของโดมก็จะได้เห็นเพอฟอมานซ์ของทุกคนอย่างทั่วถึง ชอบๆ

พอจบเพลงเอสคลาสแล้วชิโมโนะซังก็ใช้เสียงโชจังเรียกอีกสี่คนออกมาทีละคน วันที่สองพอเรียกนัตจังด้วยเสียงที่เริ่มจะแหบๆ นัตจังในร่างคิโชซังก็ออกมาถามว่า เสียงแหบเชียว ไหวรึเปล่าโชจัง? โอยยยยย น่ารักกกกก ฮือออออ แฟนมีทนี่คิโชซังปล่อยความน่ารักรัวมากๆๆๆ ทำคะแนนเยอะมาก เอ็นดู//////

พอออกมากันครบเจ็ดคนแล้วก็ร้อง 一緒に Hang in there♪ กัน เพลงนี้ทุกคนจะขึ้นรถเลื่อนกันคนละคันแล้วกระจายตัวไปทั่วอารีน่า แต่ละคันมีเขียนชื่อเหล่าปรินซ์เอาไว้ด้วย และด้วยความที่วันที่สองเราอยู่ด้านหลังสุดของบล็อกก็เลยลุ้นว่าแถวๆ เราจะมีรถใครผ่านมามั่งมั้ย ปรากฏว่าคนที่ผ่านมาคือสุวาเบะซังจ้าาาา ผ่านหน้าเราไปเลย แบบไม่มีอะไรขวางกันทั้งสิ้นทั้งปวง โอยยยยยยยยยยย การนั่งที่อารีน่าแล้วมีรถเลื่อนผ่านนี่เป็นอะไรที่ใฝ่ฝันมาเนิ่นนานมาก ในที่สุดก็ได้ลิ้มรสความรู้สึกนี้บ้างซะที ประทับใจมากกกกก วินาทีที่เห็นรถเลื่อนเลี้ยวเขามาทางช่องด้านหลังเรานี่คือแบบ โอ๊ย ตายๆๆๆๆๆ ตายแน่ๆๆ แล้วพอมองไปบล็อกตรงข้ามก็พบแม่ยกเร็นร้องไห้น้ำตาท่วมตั้งแต่รถเลื่อนยังอยู่ห่างไปประมาณสิบเมตร นี่ลุ้นมากว่าเค้าจะเป็นลมมั้ย….. นอกจากจะปลาบปลื้มกับการที่รถเลื่อนจินกูจิเร็นผ่านหน้าไปในระยะประชิดแล้วยังประทับใจสีหน้าดื่มด่ำกับความสุขของแฟนๆ บริเวณนั้นด้วย

พูดถึงรถเลื่อนของสุวาเบะซัง อ่านเจอคนเล่าในทวิตเตอร์ว่าตอนที่รถเลื่อนสุวาเบะซังผ่านแอเรียคนนั่งรถเข็น สุวาเบะซังย่อตัวลงแล้วพยายามมองหน้าทุกคนแถวนั้นด้วย น่ารักมากกกกกกกกก ใส่ใจจัง ทำไมเป็นคนจิตใจดีขนาดนี้ ฮือๆๆๆๆๆๆ

กลับมาที่เพลง เพลง 一緒に Hang in there♪  นี่เราดีใจมากๆๆๆที่ได้มาฟังสด เพลงนี้เราชอบฟังเวลาออกไปวิ่งเพราะเนื้อเพลงมันออกแนวให้กำลังใจ ให้ฮึดสู้เข้าไว้อย่าได้ท้อถอย แล้วดนตรีกับวิธีการร้องก็มันส์กันเหลือเกิน เหมาะสำหรับเวลาฟังตอนออกกำลังกายสุดๆ พอได้มาฟังแบบไลฟ์ก็ยิ่งมันส์ไปกันใหญ่ เพลงนี้คอลสนุกมากกกกกกกกก โดยเฉพาะช่วง โซเระ! โซโระ! วันแรกว่าคอลสนุกแล้ว พอวันที่สองลงมาอยู่อารีน่าทั้งตะโกนทั้งกระโดดเป็นกอริลล่า โอ๊ยยยยย สนุก!!!!!!!!!

ส่วน 未来、夢、ありがとう…そして! กลับมายืนร้องกันบนเวทีกลาง เพลงนี้ปกติเราไม่ได้ชอบเป็นพิเศษ ออกแนวฟังได้เรื่อยๆ แต่ไม่ได้ปลาบปลื้มอะไรมาก ปรากฏว่าพอมาฟังแบบไลฟ์ปุ๊บ ร้องไห้ 555555555555555 วันแรกคือร้องไห้แบบพรากกกกกกเลย เพลงนี้ใช้สูตรโกงอะ!! คือช่วงท้ายๆ เพลงบนจอเปิดรูปรอยยิ้มของโอโตยะจากภาคเลเจนด์สตาร์ขึ้นมา

พอรูปนี้ขึ้นจอเท่านั้นแหละ โอ้โห บ่อน้ำตาทะลัก โอโตยันนนนนนนนน (;______;) แต่วันที่สองไม่ร้องไห้แล้วนะเพราะรู้ทันว่าจะเจอรูปนี้ 55555555555

และเพลงสุดท้ายก่อนอังกอร์คือ ウルトラブラスト  เพลงนี้เป็นเพลงเดียวที่มั่นใจว่ายังไงงานนี้ก็ต้องได้ฟังแน่ๆ เพราะซิงเกิ้ลที่ใช้สมัครแฟนมีทก็คือซิงเกิ้ลนี้นี่แหละ ถ้าไม่ร้องคงช็อกมาก แล้วก็ร้องจริงๆ ด้วย เพลงนี้ก็เป็นอีกเพลงที่มันส์มากกกกกกกกกกกก แต่มันส์คนละแบบกับอิชโชนิแฮงก์อินแดร์นะ ในขณะที่อิชโชนิแฮงก์อินแดร์มันส์เหมือนสนุกกันในงานเทศกาล อุลตร้าบลาสท์นี่มันส์แบบจิตวิญญาณลุกมอดไหม้ เป็นเพลงที่ดุเดือดเลือดพล่านผิดวิสัยสตาริชมาก แต่เราชอบ!! ชอบการคอล โวะโอ! โวะโอ! ในเพลงนี้มากกกกกกกก แต่เอาจริงๆ จำอะไรในเพลงนี้ไม่ได้เลยนอกจากตะโกนมันส์มาก……….

จบอุลตร้าบลาสท์แล้วคนดูก็ช่วยกันตะโกน สตาริช! สตาริช! บางคนตะโกนดังมากกกก แต่หลายคนก็นั่งเงียบๆ นะ จบวันแรกเห็นหลายคนทวีตบ่นอยู่ว่าทำไมนั่งกันเงียบๆ ไม่ยอมช่วยกันตะโกน ทั้งๆ ที่อังกอร์มันไม่ใช่สิ่งที่จะมีแน่นอนซะหน่อย แสดงว่าคนนั่งเงียบเยอะจริงแหละ

การตะโกน สตาริช! สตาริช! นี่แอบสับสนนิดนึงตรงที่มันสามารถตะโกนได้ว่า สตาริช! สตาริช! สตาริช! และ สุตาริชฉุ! สุตาริชฉุ! สุตาริชฉุ! ซึ่งเราก็ตะโกนสลับๆ ไปทั้งสองแบบขึ้นอยู่กับว่าคนใกล้ๆ ตะโกนแบบไหนกัน ปรับตัวตามสภาพแวดล้อมเอา 55555555555 แต่โดยส่วนตัวชอบ สุตาริชฉุ! สุตาริชฉุ! สุตาริชฉุ! มากกว่าหน่อย เพราะแบบนี้มันเหมือนในอนิเมะ

เพลงอังกอร์เพลงแรกเป็นมาจิเลิฟ 1000% ตอนเพลงนี้ขึ้นมาก็กรี๊ดนะ แต่ไม่ค่อยเซอร์ไพรส์เท่าไหร่เพราะรู้สึกว่าถ้าอังกอร์ยังไงก็คงเพลงนี้แหละ พอเป็นเพลงนี้จริงๆ เลยรู้สึกว่า อืม ว่าและ

จนกระทั่ง 1000% จบแล้วต่อด้วย 2000% เท่านั้นแหละ โอ้โหหหหหหหห กรี๊ดสนั่นนนนนนนน ดีใจมากกกกกกกกก อันนี้เซอร์ไพรส์มาก คือไม่ได้ดีใจเพราะได้ฟัง 2000% อย่างเดียว แต่การต่อด้วย 2000% มันหมายความว่าอาจจะมีมาจิเลิฟอื่นๆ ตามมาอีก ซึ่งก็ไม่ผิดคาดเลย สรุปว่าอังกอร์คือเมดเล่ย์มาจิเลิฟสี่ภาครวดจ้าาาาา โอ๊ยยยย ทำไมเทพมาก กราบเยอะมาก ดีใจมากๆๆๆๆๆ และสนุกมากกกกกกกกก ได้คอลมาจิเลิฟติดกันรัวๆ สนุกกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

ชอบตอนคอลมาจิเลิฟเรโวลูชั่นส์มาก จริงๆ แล้วในมาจิเลิฟทั้งสี่นี่เราไม่เคยฟังสดแค่เลเจนด์สตาร์ แต่ไม่รู้ทำไมเพลงที่คอลแล้วรู้สึกเหมือนได้กลับไปที่ไซตามะซูเปอร์อารีน่าอีกครั้งมากที่สุดกลับไม่ใช่ 1000% หรือ 2000% แต่เป็นเรโวลูชั่นส์นี่แหละ ในสี่เพลงนี้เราว่าเรโวลูชั่นส์คอลสนุกสุดแล้วด้วยมั้ง แต่เพลงอื่นก็คอลสนุกมากๆๆๆๆเหมือนกันนะ!! เลเจนด์สตาร์ตอนที่คอล เลเจนด์สตาร์! เลเจนด์สตาร์! ตรงท่อนฮุคก็มันส์มากๆๆ ดีใจได้มาคอลเพลงนี้ซะที หลังจากพลาดไลฟ์ที่แล้วเพราะไม่ได้ตั๋ว พูดแล้วน้ำตาจะไหล โฮ

ช่วงเมดเล่ย์มาจิเลิฟนี่แบ่งกันไปขึ้นรถเลื่อนสองคัน ประกอบด้วยรถเลื่อนโอโตยัน+โทคิยะ+เซชชี่ กับรถมาสะ+นัตจัง+เร็น+โชจัง รถเลื่อนสองคันจะมาสวนกันด้านหลังอารีน่าใกล้ๆ เราพอดี (จริงๆ ก็ไม่ใกล้ขนาดนั้น ห่างไปประมาณสองบล็อก) ช่วงเมดเล่ย์มาจิเลิฟนี่เซอร์วิสกันเยอะมากกกกกกกกกกกก ช่วงที่มิยาโนะมาโมรุผ่านมาใกล้ๆ เค้าทำท่ายิงปืนใส่มาแถวๆ เราด้วย โอย ตายยยยยยยยย ส่วนชิโมโนะซังก็ส่งจูบมาแถวๆ เราพอดีอีกเหมือนกัน บ.ซังที่อยู่ข้างๆ ล้มตาย เราก็ตายด้วย ใครเซอร์วิสอะไรเราตายหมด รักทุกคน ฮือออออออออออ

เราประทับใจตอนสึสึเคนผ่านมาใกล้ๆ แล้วเห็นเค้าชัดๆ คือการโบกมือและการยิ้มต่างๆ นานาของสึสึเคนดูผู้ดีและนางงามมาก ปกติเคยดูสึสึเคนออกอีเวนท์และรายการมาเยอะแยะไม่เคยรู้สึกว่าเค้าผู้ดี๊ผู้ดีเลยนะ แม้แต่ในไลฟ์ของอุตะปุริเองก็ไม่เคยรู้สึก (เพราะปกติดูแผ่น ไลฟ์ที่ไปดูสดก็นั่งไกล ผ่าม!!) แต่ในแฟนมีทนี่ออร่าผู้ดีเปล่งปลั่งมากๆๆๆๆ ฮิจิริคาวะซังเข้าสิงชัดๆ

จบเมดเล่ย์มาจิเลิฟก็เป็นช่วงทอล์กกับประกาศข่าว ข่าวที่ประกาศคือแฟนมีทจะออกแผ่น พอประกาศแล้วสึสึเคนก็ถามว่า ไหนใครคิดว่ายังไงก็ต้องออกอยู่แล้วมั่ง? คนดูก็ยกมือกันเยอะแยะ สึสึเคนเลยบอกว่า ถึงจะคิดอยู่แล้วแต่ก็ช่วยเฮกันหน่อยนะ คนดูก็เลยช่วยกันเฮ ว่าง่ายดี 55555555555

ข่าวอีกอย่างคือความคืบหน้าภาคมูฟวี่ สึสึเคนบอกว่ามีข่าวมาอัพเดท คนดูก็ตื่นเต้นกันเยอะมาก ปรากฏว่าข่าวที่ว่าคือ มีรูปปราสาทมาให้ดูหนึ่งรูป จบ ไม่ช่วยอะไรเลย 5555555555 สึสึเคนบอกว่าขอโทษที่มีมาบอกได้แค่นี้ แต่ตอนนี้ทีมงานกำลังตั้งอกตั้งใจทำมูฟวี่กันอยู่จริงๆ โอเคค่ะ เชื่อค่ะ

ช่วงประกาศข่าววันแรกคุยกันว่าเนื้อเรื่องมูฟวี่จะเป็นยังไง แล้วอยู่ดีๆ สุวาเบะซังก็เล่นละครเป็นเร็นพูดกับมาซาโตะว่า ฮิจิริคาวะ ล่วงหน้าไปก่อนเลย ฉันจัดการทางนี้เอง! โทริซังที่อยู่ใกล้ๆ เลยเล่นเป็นเซซิลมาช่วยเร็นอีกแรง สึสึเคนก็เล่นเป็นมาซาโตะบอกว่า ถึงจะมีเงินของพวกเราแต่ก็มาได้แค่นี้งั้นหรือนี่!!!! ….เห็นลุงๆ สนุกกันหนูก็ดีใจค่ะ /มองด้วยสายตาเอ็นดู

ส่วนวันที่สองหลังจากโชว์รูปปราสาทแล้ว มิยาโนะมาโมรุก็เล่นเป็นโทคิยะพูดกับทุกคนว่า ผมคงต่อสู้ร่วมกับทุกคนไม่ได้อีกแล้ว เทราชี่เลยทำเสียงโอโตยะร้องเรียก โทคิย้าาาา เนี่ย ขยันแจกโมเมนต์!!

หลังช่วงประกาศข่าวก็เป็นพูดส่งท้ายทีละคน ไล่จากโทริซังไปเทราชี่ ทอล์กนี่มีอะไรเยอะแยะอยู่ แต่จำไม่ค่อยได้แล้ว แง เล่าเท่าที่จำได้ละกัน

โทริซังพูดประมาณว่าไลฟ์แรกสุดตัวเองเป็นซีเคร็ทเกสท์ งานนี้จึงเป็นงานแรกเลยที่ได้มาในฐานะสมาชิกของสตาริชคนนึงแบบเต็มตัวโดยที่มีกันแค่สตาริชจริงๆ แล้วโทริซังก็ทำเสียงเซชชี่พูดกับคนดู จำไม่ได้ว่าพูดอะไรบ้าง ฮือ ที่แน่ๆ คือมีคำว่า มายปริ๊นเซส และร้องเมี้ยววว ทั้งสองวันเลย น่ารักกกกกกกกกกก (≧д≦)(≧д≦)

ชิโมโนะซังบอกว่าอุตะปุริมีผลต่อชีวิตเยอะเหมือนกัน อย่างที่ทำงานเพลงทุกวันนี้ส่วนนึงก็เป็นเพราะอุตะปุรินี่แหละ แล้วก็พูดถึงไลฟ์แรก กับเล่าเรื่องที่เจอผ้าที่ใช้ในไลฟ์แรกก็เลยเอามาโบกคราวนี้ด้วย ส่วนเมสเสจจากโชจัง วันแรกจำได้ว่ามีบอกรัก (愛してる) ส่วนวันที่สองบอกว่า ไว้มาเล่นกันใหม่นะ แง โชจังงงงงงงงงง นั่ลลั๊กกกกกกกกกก

ส่วนสุวาเบะซัง จำได้แค่เค้าขอเสียงเลดี้กับเจนเทิลเมน นอกนั้นจำไม่ได้เลย ทำไมมมม เร็นพูดอะไรเราก็จำไม่ได้ ความทรงจำส่วนนี้ปลิวไปเลย แง้ สงสัยมัวแต่เคลิบเคลิ้มกับเสียงเบะซามะ OTL

ทางด้านคุณมิยาโนะ ตอนวันแรกก็พูดถึงไลฟ์แรกสุดเหมือนกัน พูดไปพูดมาก็บอกว่า ไหนๆ ก็ไหนๆ จะฝากข้อความจากเขาด้วยแล้วกัน แล้วก็พูดขึ้นมาว่า โอฮายะโฮ~~ แอร๊มมมมมมมม ฮายาโตะซามะะะะะะะะะะะะ ฮายาโตะซามะพูดอะไรสองสามประโยค โทคิยะก็โผล่มาบอกว่า เงียบซะเถอะครับ! ทั้งหมดนี้มิยาโนะมาโมรุเล่นเองตบเอง 55555555555 วันที่สองก็พามาทั้งฮายาโตะซามะทั้งโทคิยะเหมือนกัน ชอบที่โทคิยะพูดว่า ที่ผ่านมาเคยมีช่วงเวลาที่ทุกข์ใจเพราะไม่สามารถแสดงความเป็นตัวเองออกมา เคยมีช่วงเวลาที่รู้สึกโดดเดี่ยวอยู่บ้างเหมือนกัน แต่เพราะมีสตาริชทุกคนถึงได้มีวันนี้ โอ๊ยยยยยยยย ชอบมาก พูดดีมาก เป็นคำพูดที่เข้าถึงตัวละครดีมากๆๆๆๆ สมเป็นคนข้างในที่อยู่กับอิจิโนะเสะโทคิยะมานานหลายปี กราบบบบบบบบ

คนถัดมาคือคิโชซัง ตลกที่วันแรกคิโชซังบ่นว่าบรรยากาศกดดันให้ต้องพาตัวละครมาด้วย เพราะทุกคนพามากันหมดเลย 555555555 ของคิโชซังจำไม่ได้ว่าอันไหนพูดวันไหน แต่พูดดีมากๆๆๆๆ ทั้งสองวันเลย คิโชซังบอกว่าตัวเองเกลียดการเต้นมากเพราะไม่เก่งเรื่องพวกนี้เลย ตอนซ้อมเต้นยังหงุดหงิดด้วยซ้ำ แต่เพราะเป็นเมมเบอร์นี้ก็เลยรู้สึกอยากจะพยายามทำแม้เป็นสิ่งที่ไม่ชอบ แล้วก็อยากทำออกมาให้ดีที่สุดด้วย ฮืออออออ คิโชซังงงงงง (;__;) ส่วนเมสเสจจากนัตจังซัตจังก็ดีมาก นัตจังบอกว่าจากนี้ไปก็อยากจะพยายามไปกับซัตจัง ส่วนซัตจังบอกว่า จากนี้ไปก็ฝากนัตสึกิกับสตาริชด้วย ฮือออออออ ซัตจังงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง

แต่มีวันแรกหรือวันที่สองนี่แหละที่คิโชซังทำเสียงจะพูดแบบซัตจังเต็มที่ ปรากฏว่าพูดคำว่า เมทไลฟ์โดม ยังไม่ทันจบก็ลิ้นพันกันจนหัวเราะก๊ากกกก ออกมาซะเอง หมดกันบรรยากาศซึ้ง 5555555555

สึสึเคนก็พูดดีเหมือนกัน สึสึเคนบอกว่าช่วงไลฟ์วันนี้ได้ใกล้ชิดกับแฟนๆ ได้เห็นหน้าทุกคนชัดมากๆ บางคนก็ยิ้มแย้มเต็มที่ บางคนก็ร้องไห้ พอเห็นแบบนี้แล้วก็เข้าใจว่า อา ในชีวิตของทุกคนมีสตาริชอยู่จริงๆ สินะ ฟังแล้วซึ้งจัง ฮืออออ อยากบอกว่าไม่ใช่แค่มีอยู่นะ แต่เป็นส่วนนึงของชีวิตที่ขาดไม่ได้ไปแล้วค่ะ (T____T) วันที่สองสึสึเคนเล่าว่าก่อนหน้านี้เจอมิโดรินตอนไปทำงาน มิโดรินก็มาให้กำลังใจเรื่องแฟนมีทด้วย เล่าแล้วก็ทำท่าทางกับเสียงเลียนแบบมิโดรินแบบเหมือนมาก น่ารัก 55555555 ส่วนเมสเสจจากมาสะก็ประมาณว่า จากนี้ไปก็ฝากด้วย กับ จากนี้ไปก็อยากให้ติดตามกันต่อไป มั้งนะ

ส่วนคนสุดท้าย เทราชี่!! เทราชี่เล่าว่าเลือกเพลงนิจิอิโระโอเวอร์ไดรฟ์เอง แล้วคนคิดท่าเต้นยังเก็บท่า เลิฟยู ที่เทราชี่คิดเองเอาไว้ด้วยก็เลยดีใจมาก แล้วเทราชี่ก็กระโดดหมุนตัวเปลี่ยนร่างเป็นโอโตยะ วันแรกโอโตยะบอกว่า ควอเต็ทไนท์กับเฮฟเว่นส์ก็สุดยอดกันทั้งนั้น แต่สุดท้ายแล้วคนที่จะเจิดจ้าที่สุดก็คือพวกเรานี่แหละ! พอวันที่สองโอโตยะก็บอกว่า ที่พูดเมื่อวานนี้ ฉันพูดจริงนะ!! โอ๊ยตายแล้ว อิตโตกิคุงงงงง โชเน็นมากกกกกกกก รัก!!!

จุดพีคสุดของทอล์กวันที่สองคือตอนโอโตยะหันไปหาสมาชิกคนอื่นๆ แล้วเรียกชื่อทีละคน จังหวะนั้นขนลุกมากกกกกกก โอย โอโตยะยังเรียกไม่ครบทุกคนน้ำตาเราก็ทะลักแล้ว พอเรียกจนครบก็บอกว่า ดีใจจริงๆ ที่ได้มาเป็นสตาริชกับทุกคน เพราะมีทุกคนถึงมาถึงที่นี่ได้ในวันนี้ ขอบคุณนะ!! ฮืออออออ โอโตยะะะะะะะะะ ตอนพูดจบเราตบมือแรงมาก ประทับใจมากๆๆๆๆ นี่พิมพ์ไปนึกถึงตอนนั้นไปก็น้ำตารื้นขึ้นมาอีก มันซึ้งมากจริงๆ โฮ (T____T)

นอกจากนี้วันที่สองยังมีช่วงร้องเพลงด้นสดของชิโมโนะซังที่ห่างหายไปนานด้วย!! โจทย์คราวนี้คือ「今日だけのキングダム (คิงด้อมที่มีแค่ในวันนี้)」เนื้อเพลงที่ชิโมโนะซังคิดสดๆ ดีมากกกกก ประมาณว่าสถานที่นี้คืออาณาจักรของพวกเรา ถ้าเราไม่ได้มาเจอกันที่อาณาจักรแห่งนี้ก็คงไม่ได้เติบโตมาถึงขนาดนี้ และจะไม่ยอมให้เป็นแค่อาณาจักรที่มีแค่ในตอนนี้เด็ดขาด จะต้องไปสู่ระดับโลกให้ได้! โอ้โหหห จริงๆ แล้วยาวกว่านี้อีก และนี่คือคิดสดๆ เดี๋ยวนั้นเลยนะ!! ฟังแล้วสตาริชคนอื่นๆ ก็ชมว่าชิโมโนะซังนี่สุดยอดจริงๆ อัจฉริยะชัดๆ!!

ชอบตอนที่ชิโมโนะซังวิ่งขึ้นบันไดไปยืนร้องเพลงบนเวทีที่สูงกว่า แล้วคนอื่นๆ ที่เหลือนอนดูอยู่ด้านล่าง ชิโมโนะซังก็บอกว่าภาพนี้มันเดจาวูแปลกๆ นะ คือบรรยากาศมันเหมือนกลับไปไลฟ์แรกๆ เลยอะะะ แล้วเวทีคราวนี้ดีไซน์ออกมาใกล้เคียงกับไลฟ์แรกสุดด้วย ชอบฟีลลิ่ง กลับไปสู่จุดเริ่มต้น แบบนี้จังเลย

จบช่วงอำลาอาลัยแล้วก็เข้าสู่เพลงสุดท้าย Welcome to UTA☆PRI RAINBOW world!! ชอบที่สุวาเบะซังบอกก่อนเริ่มเพลงว่า ถึงจะเป็นเพลงสุดท้ายแต่นี่ไม่ใช่จุดจบหรอกนะ เป็น Prelude สู่บทต่อไปต่างหาก เพลงนี้รู้สึกจะเดินมาร้องกันที่เวทีกลางมั้ง เป็นเพลงที่จำอะไรแทบไม่ได้…. มันมีเพลงนึงที่ทุกคนมายืนล้อมวงตรงเวทีกลางแล้วหันหน้าหาคนดู ไม่แน่ใจว่าคือเพลงนี้หรือ 未来、夢、ありがとう…そして! กันแน่ แต่ชอบช็อตนั้นนะ

พอจบเพลงสุดท้ายก็เป็นช่วงแฟนเซอร์วิส ทุกคนจะวิ่งไปวิ่งมารอบเวที โบกไม้โบกมือให้แฟนๆ สลับกับเล่นกล้อง ทั้งส่งจูบเอย ขยิบตาเอย เซอร์วิสกันสนุกสนาน แน่นอนว่ามิยาโนะมาโมรุเปิดพุงโชว์ประมาณล้านรอบ

เราชอบวันที่สองที่เทราชี่กระโดดเข้าไปกอดคิโชซัง แล้วคิโชซังก็จับเทราชี่หมุนๆๆๆๆ น่ารักมากกกกกกกกกกกกกกก

คิโชซังมาทวีตเล่าทีหลังว่า ดูเหมือนจับเทราชี่หมุนได้ง่ายๆ ก็จริง แต่จริงๆ แล้วความรู้สึกที่เทราชี่กอดเอาไว้มาตลอดหลายปีหนักยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น

ฮืออออออออออออออออออออออออออออ (;__________;)

ความน่ารักอีกอย่างของคิโชซังคืออยู่ดีๆ เขาก็วิ่งไปกินน้ำ กินเสร็จก็โยนขวดน้ำให้คนดู แล้วชิโมโนะซังก็ทำตาม อื้อหือออออ จริงๆ ตอนเห็นคิโชซังกินน้ำเราแอบลุ้นว่าเค้าจะพ่นน้ำใส่คนดูมั้ย 5555555555555555555 ถ้าทำแบบนั้นจริงคงจะร็อคเกินไปหน่อย ดีแล้วที่ไม่ทำ เพราะขนาดปาขวดน้ำนี่ยังมีคนไม่เห็นด้วยเลยเพราะมันอันตราย แต่เห็นคนที่อยู่แถวนั้นบอกว่าน้ำในขวดเหลือนิดเดียวเลยไม่อันตราย ไม่รู้ว่าเท็จจริงยังไงเพราะเขาปาอยู่แถวๆ เวทีใหญ่ซึ่งไกลจากเราลิบลิ่ว

รู้สึกช่วงแฟนเซอร์วิสนี่มีอะไรเกิดขึ้นเยอะแยะมากมายเหลือเกิน ทุกคนมีปฏิสัมพันธ์กันเองและมีปฏิสัมพันธ์กับคนดูด้วย ขำมากตอนที่มิยาโนะมาโมรุกับสึสึเคนอยู่ด้วยกันแล้วหันมาพูดว่า original resonance ใส่กล้อง ตล๊กกกกก สองคนนี้ดูชอบการละเล่น(?) original resonance มากจริง 5555555555

สิ่งที่ชอบที่สุดในช่วงแฟนเซอร์วิสตอนสุดท้ายนี้อย่างนึงคือมันมีเพลง WE ARE ST☆RISH!! แบบดนตรีเปล่าๆ คลอไปเรื่อยๆ แล้วพอถึงช่วงที่ควรจะมีเสียงคอล คนดูทั้งโดมก็ช่วยกันคอลเสียงดังมาก และทุกครั้งที่ถึงท่อน We are… and You are ST☆RISH ทุกคนก็ช่วยกันตะโกนโดยพร้อมเพรียงเสียงกระหึ่ม ประทับใจความพร้อมใจกันคอลโดยไม่ได้นัดหมายนี้มากๆๆๆๆ ทุกวันนี้เวลาฟังเพลงนี้ทีไรจะนึกถึงเสียงคอลวันนั้นขึ้นมาทุกทีเลย มีอยู่รอบนึงตอนที่คนดูช่วยกันร้องว่า We are… and You are ST☆RISH มิยาโนะมาโมรุยกมือมาทำท่าตั้งใจฟังเสียงแล้วก็ทำหน้าดีใจตอนที่ได้ยินเสียงคอลของทุกคนด้วย น่ารักกกกกกกกก

ตอนจบงานแล้วนั่งรอสต๊าฟปล่อยออก บ.ซังวิ่งไปเก็บสายรุ้งมาให้ด้วยแหละ ขอบพระคุณค่าา

อื่นๆ นอกจากนี้ที่ประทับใจคือ มีแม่ยกมาซาโตะขับเฮลิคอปเตอร์ไปเซบุโดมด้วยค่าาาา โคตรบียอนด์ แฟนด้อมนี้บ้าดี ชอบ 555555555555555555

อีกอย่างที่ประทับใจหลังเลิกงานคือวันแรกตอนขึ้นรถไฟออกจากเซบุโดม เสียงประกาศบนรถไฟพูดว่า “ปริ๊นเซสทุกท่าน” ด้วย น่ารักมากกกกกก บนรถคือกรี๊ดกันเยอะมาก ทุกคนดูปลาบปลื้ม 555555555 วันที่สองก็ตั้งอกตั้งใจรอฟังแต่ขบวนที่ขึ้นวันที่สองไม่มีเรียกปริ๊นเซสอะ สงสัยเป็นระบบแรนด้อม หรืออาจจะมีแค่คนขับขบวนนั้นที่รู้ใจปริ๊นเซส แค่เซอร์วิสเล็กน้อยแบบนี้ก็ได้ใจไปเต็มๆ

ปิดท้ายด้วยการแปะทวีตที่ลงรูปกันสักนิด

โดยสรุปแล้วเป็นสองวันที่มีความสุขและอิ่มอกอิ่มใจมาก รู้สึกคิดถูกที่ตัดสินใจกดตั๋วทั้งสองวัน รักสตาริชมากๆๆๆๆๆๆๆ จากที่รักมากอยู่แล้วก็ยิ่งรักมากขึ้นไปอีก ขอบคุณที่ได้มารู้จักกัน ขอบคุณสำหรับแฟนมีท ขอบคุณสำหรับบทเพลงดีๆ ที่ร้องให้ฟังเสมอมา ดีใจที่ได้เกิดมาบนโลกและยุคสมัยที่มีสตาริชอยู่ จากนี้ก็อยู่ด้วยกันไปนานๆ นะ

รัก

ST☆RISH Fan Meeting「Welcome to ST☆RISH world!!」Part 1

ไปงานแฟนมีทสตาริชมาแหละ!

เนื่องจากงานนี้เป็นงานที่เราอยากจะจดจำไปตลอดชีวิต เพราะฉะนั้นในนี้จะพยายามเขียนทุกสิ่งอย่างเท่าที่จำได้ แต่เอาเข้าจริงก็ลืมรายละเอียดไปเยอะแล้วเพราะงานนี้จัดตั้งแต่วันที่ 5-6 พฤษภาที่ผ่านมา นี่ก็ล่วงเลยมาถึงสองอาทิตย์ เพิ่งจะว่างเขียน ฮือ

ขอเริ่มเล่าตั้งแต่กระบวนการหาตั๋วก่อน ปกติแล้วไลฟ์หรืออีเวนท์ในญี่ปุ่นเนี่ยชอบใช้วิธีแถมซีเรียลโค้ดสำหรับสมัครชิงตั๋วมาในแผ่นเพื่อเป็นการกระตุ้นยอดขาย ซึ่งแฟนมีทรอบนี้ก็เล่นมุกนี้เช่นกัน ซีเรียลสำหรับสมัครแฟนมีทแถมมากับซิงเกิ้ลอุลตร้าบลาสท์ เราลังเลอยู่นานว่าจะซื้อกี่แผ่นดี เพราะเราวืดมาแล้วทั้งไลฟ์ 6th และไลฟ์ของควอเต็ทไนท์ ปวดใจมาแล้วสองครั้งกับการซื้อแผ่นมาเยอะแยะแต่ไม่ได้ตั๋ว รอบนี้เลยหนักใจว่าจะซื้อเยอะกว่าเดิมดีมั้ย ใจนึงก็คิดว่าสงสัยที่ผ่านมาเราพยายามไม่พอ อีกใจก็กลัวว่าถ้าซื้อเยอะกว่าเดิมแล้วไม่ได้อีกคงเป็นแผลลึกไปอีกนาน

หลังจากคิดอยู่หลายตลบก็ตัดสินใจว่าจะซื้อ 11 แผ่นเท่ากับตอนที่ซื้อมาสมัครไลฟ์ควอเต็ทไนท์ แฟนมีทคราวนี้จัดสองวัน ก็ซื้อมาแบ่งๆ สมัครทั้งสองวันเลยละกัน

จำนวน 11 แผ่นนี่เป็นจำนวนที่คิดว่าถึงจะวืดตั๋วแฟนมีทก็ไม่เสียดายเงินที่ทุ่มเทไป (ตอนวืดไลฟ์รุ่นพี่ก็ไม่เสียดายเงินค่าแผ่นเลยนะ เพราะเรารักซิงเกิ้ลนั้นมากๆๆๆ) ถึงจะรู้สึกหมดหวังแต่ก็ยังซื้อแผ่นมาเยอะแยะเพราะอยากให้สตาริชได้ Gold Disc เหมือนที่ควอเต็ทไนท์ได้มาแล้ว ตอนสมัครได้แต่บอกตัวเองให้ปลง ปลง และปลง

พอถึงวันประกาศผลก็เปิดเว็บอีพลัสดูแบบปลงๆ (แต่ก็ปลงได้ไม่สุดเท่าไหร่ เพราะงานจัดที่เซบุโดม หรือชื่อทางการคือเมทไลฟ์โดม ซึ่งมันก็ใหญ่อยู่นะ)

ปรากฏว่า…

ได้ตั๋วรอบวันเสาร์มาจ้าาาา กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

จริงๆ แล้วสมัครไปเยอะกว่าในรูปอีก มีคนใจดีให้โค้ดสำหรับสมัครเพิ่มมา ขอกราบขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ค่ะ m(_ _)m

ซีเรียลโค้ดอันนึงสมัครได้มากสุดสองใบ เราสมัครไปทั้งแบบใบเดียวและสองใบ เพราะคุยกับเพื่อน (=บ.ซัง นามสมมติ) ไว้ว่าถ้าได้สองใบจะไปด้วยกัน แต่ขอสมัครใบเดียวไปด้วยแบบเผื่อๆ ปรากฏว่าเราได้มาใบเดียว แต่บ.ซังได้ตั๋วรอบวันอาทิตย์มาสองใบ!!!!!! ตอนบ.ซังบอกได้สองใบเรารู้สึกผิดมาก OTL

แต่หลังจากนั้นพอลองไปถามเพื่อนรอบตัวพบว่ามีเพื่อนที่ยังไม่ได้ตั๋ว เราเลยยกโควต้าตั๋ววันอาทิตย์ให้เพื่อนคนนั้นไป กะว่าถ้ามันเปิดให้สมัครอีกรอบค่อยไปลองสมัครขำๆ เผื่อฟลุกได้สองรอบ

และพอมีเปิดรับสมัครอีกรอบแบบไม่ใช้ซีเรียลโค้ดเราก็กดสมัครอย่างว่องไว ซึ่งสุดท้ายก็ไม่ได้เลยสักใบ…….

อย่างไรก็ตาม!! ยังมีรอบอิปปังเหลืออยู่!!! รอบอิปปังไม่ใช้ระบบสุ่ม แต่เป็นระบบใครเร็วใครได้ ปกติเราเป็นมนุษย์จำพวกที่กดตั๋วอิปปังไม่เคยทันเลย แต่คราวนี้กดได้ของวันเสาร์มาใบนึง ได้วันอาทิตย์มาสองใบราวกับปาฏิหาริย์ สรุปแล้วทั้งเราและบ.ซัง เลยได้ไปแฟนมีททั้งสองวัน ฮูเร่ยยยยยยยยยยยยย์!!!!!

อันที่จริงตั๋วอิปปังรอบนี้ไม่ได้กดยากขนาดนั้น ปกติตั๋วไลฟ์ของอุตะปุริเนี่ยหมดต่อหน้าต่อตาภายในเวลาไม่กี่นาที แต่คราวนี้กดได้แบบไม่ต้องฟาดฟันเท่าไหร่ ขนาดเจอระบบล่มจนเสียเวลารีเฟรชอยู่พักนึงยังกดได้ทั้งสองวันมาแบบชิลๆ เรากับเพื่อนกดได้เกินมาจนต้องไปตามหาคนรับตั๋วต่อด้วยซ้ำ

หลังจากได้ตั๋วเรียบร้อย ภารกิจต่อมาคือ ซื้อของ

อีเวนท์นี้เปิดขายของหลายรอบ รอบแรกเปิดขายทางอินเตอร์เน็ตและส่งของถึงบ้านก่อนวันจริง ตอนเห็นว่ามีเปิดขายในเน็ตเราก็ชะล่าใจ ไม่รีบไปกดเอาไว้ พอเพื่อนทักว่ามันจะหมดเวลาแล้วเราถึงไปเปิดดู เพื่อพบว่าของทุกอย่างล้วนขายหมดไปแล้ว เอ๊าาาา เปิดขายทางเน็ตมีขายหมดด้วยเรอะะะะ

พลาดรอบแรกไปแล้วก็ช่างมัน รอบต่อมาเปิดขายที่โตเกียวริวซือเซนเตอร์ ขายก่อนวันจริงสามวันรวด รอบนี้ใช้ระบบสมัครผ่านเว็บ ต้องเสี่ยงดวงว่าใครจะได้วันไหน เวลาไหน เราสมัครได้รอบบ่ายวันที่ 3 กับเย็นวันที่ 4 มา พอเห็นว่าได้ซื้อของแน่ๆ แล้วก็สบายใจละ นึกว่าวันจริงคงได้ตื่นสายไปงานแบบชิลๆ ไม่ต้องแหกขี้ตาตื่นไปซื้อของหน้างานแต่เช้า ……ทว่าเราคิดผิดมหันต์

พอถึงวันที่ 3 เราก็ไปริวซือเซนเตอร์แบบชิลๆ จดลิสท์ไปว่าจะซื้ออะไรบ้าง ปรากฏว่าตอนที่เราได้ซื้อมีของเหลือไม่ถึงครึ่งของในลิสท์แล้วจ้าาาา เอ๊าาาาาาาาา ใช้ระบบสุ่มเพื่อกระจายคนซื้อไปตามเวลาต่างๆ แต่ดันเตรียมของมาไม่พอสำหรับคนที่มาหลังๆ เนี่ยนะ จะบ้าเหรอ!!!!?????

วันแรกเราเลยได้ซื้อมาไม่กี่อย่าง ได้มาแค่เพนไลท์ แบงเกิล แหวน ส่วนเสื้อกับกระเป๋าที่อยากได้มากขายหมดไปแล้ว ลาก่อน

รู้สึกแย่กับการที่ของในสต๊อกมีน้อย ทั้งๆ ที่หลายอย่างจำกัดให้ซื้อได้แค่คนละชิ้น มันควรมีของพอสำหรับคนที่มารอบหลังๆ ด้วย ไม่ใช่ว่าใครดวงซวยสุ่มได้รอบบ่ายก็ซื้อไม่ทันสักอย่าง แต่นอกจากเรื่องซื้อไม่ทันแล้ว การจัดการที่ริวซือเซนเตอร์ถือว่าดีเลยนะ ทั้งการรันคิว การเตรียมจำนวนแคชเชียร์ การเตรียมพื้นที่สำหรับเทรดของ ทุกอย่างดีมาก ยกเว้นเรื่องที่เราซื้อของไม่ทัน OTL

เนื่องจากวันที่ 3 ขนาดได้รอบบ่ายยังซื้ออะไรไม่ทัน วันที่ 4 เราเลยไม่ไปละ ได้รอบสี่โมงไม่เหลืออะไรให้ซื้อแหงๆ เราเลยฝากเพื่อน (ม.ซัง นามสมมติ) ที่ไปอีกรอบซื้อเพนไลท์อีกอันกับเข็มกลัดมา ตอนแรกไม่ได้จะซื้อเข็มกลัดเล้ย แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ ลองสุ่มเล่นหน่อยก็ได้ ม.ซังสุ่มได้โชจังมาเลยอุตส่าห์ไปหาแลกโทคิยะให้ด้วย ขอบคุณค่ะะะ

ได้ออกมาเป็นทีมหนูน้อยหมวกแดงโดยไม่ได้ตั้งใจ 55555555555

และเนื่องจากวันที่ 4 ไม่ได้ไปซื้อของแล้ว เรากับม.ซังเลยไปคาราโอเกะอุตะปุริแทน ถือเป็นการซ้อมคอลไปในตัว แม้จุดนั้นจะไม่รู้เลยว่าในแฟนมีทเค้าจะร้องเพลงอะไรกันบ้าง และร้องเพลงเยอะแค่ไหน

ไหนๆ ก็ไปร้องเกะที่ชิบุยะเลยแวะถ่ายรูปฉากในอนิเมะซะหน่อย ตรงนี้เป็นฉากที่นางเอกรู้จักฮายาโตะซามะครั้งแรก และเป็นฉากที่โทคิยะร้องเพลง Crystal Time ด้วย

เย็นวันนั้นคุยกับม.ซังว่าวันรุ่งขึ้นที่เป็นวันอีเวนท์จริงเนี่ย เราควรไปซื้อของหน้างานกันมั้ย มันอาจจะไม่โหดมากเพราะเปิดขายมาแล้วตั้งสองรอบ ถ้าเราไปแต่เช้าอาจจะพอซื้อเสื้อทันก็ได้ และสุดท้ายก็ตกลงกันว่าเจอกันที่เซบุโดมตอนหกโมงสี่สิบ

เช้าวันต่อมา หลังจากได้นอนไปแค่สี่ชั่วโมง เราก็แหกขี้ตาตื่นมาตอนตีห้ากว่าๆ เพื่อไปซื้อของหน้างาน โชคดีที่บ้านเพื่อนอยู่ใกล้รถไฟสายเซบุซึ่งเดินทางไปเซบุโดมง่ายมาก ถ้าอยู่ไกลกว่านั้นอาจจะต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่…

เราเดินไปสถานีรถไฟในสภาพร่างว่างเปล่าไร้วิญญาณ แต่พอถึงสถานีก็เริ่มเจอเหล่าปริ๊นเซสยืนรอรถไฟกันอยู่ประปราย พอเจอพวกเดียวกันแล้วก็เริ่มตาสว่าง การต่อสู้คราวนี้อาจจะโหดร้ายกว่าที่คิด /เปลวเพลิงแห่งการต่อสู้ลุกโชน

ระหว่างเดินทางไปเซบุโดม ม.ซังที่ไปถึงก่อนก็ส่งรูปปริมาณปริ๊นเซสจำนวนมหาศาลที่สถานีเซบุคิวโจมาเอะตอนหกโมงเช้ามาให้……

/เปลวเพลิงแห่งการต่อสู้ดับวูบ

แต่ไหนๆ ก็มาถึงขั้นนี้แล้ว จะถอยก็ไม่ได้ เราเลยมุ่งหน้าไปเซบุโดมอย่างท้อแท้ ในใจคาดหวังว่าขอให้ของที่ขายหน้างานมีสต๊อกไว้เยอะๆ หน่อยก็แล้วกัน

พอไปถึงสถานีหน้าเซบุโดมเราก็เดินตามฝูงชนไปเรื่อยๆ ปรากฏว่าโดนต้อนไปเข้าป่าแบบงงๆ

พอโดนต้อนมาอยู่ตรงนี้ก็คุยกับม.ซังว่าเราควรเอาไงกับชีวิตกันดี จะถอยดีมั้ยเพราะเท่าที่มองไปเนี่ยยังไม่เห็นหัวแถวด้วยซ้ำ แต่ถอยก็ไม่รู้จะไปไหน กลับไปนอนก็กระไรอยู่ อุตส่าห์ตื่นเช้ามาแล้วก็ต่อๆ ไปเถอะ

รอต่อไปสักพักแถวก็เริ่มเคลื่อนที่จนเริ่มมองเห็นโดมและปริมาณผู้คนที่ต่ออยู่ข้างหน้า

ที่เห็นอยู่ลิบๆ นั่นไม่ใช่หัวแถวด้วยนะ… เป็นกึ่งกลางแถวอีกทีนึง ยิ่งเห็นยิ่งสิ้นหวัง แต่มาถึงนี่แล้วก็ต้องกัดฟันสู้กันต่อไป กรอดดดด

แถวยังคงเลื่อนต่อไปเรื่อยๆ จุดนั้นรู้สึกว่าโดนต้อนอย่างไร้อนาคตมาก เพราะไม่รู้เลยว่ากำลังโดนไล่ต้อนไปที่ไหนกันแน่ จะโดนจับไปเชือดมั้ย นี่เป็นส่วนหนึ่งของแผนการค้ามนุษย์อะไรรึเปล่า จินตนาการไปต่างๆ นานาก่อนจะพบว่าโดนไล่ตอนมายังลานจอดรถข้างๆ โดมซึ่งเป็นสถานที่ขายสินค้านั่นเอง

ตรงทางเข้าลานจอดรถจะมีสต๊าฟคอยตรวจตั๋วอีเวนท์ ใครไม่มีตั๋วห้ามเข้าไปซื้อของ นี่ขนาดจำกัดให้ซื้อเฉพาะคนมีตั๋ว คลื่นปริ๊นเซสยังแห่แหนกันมาขนาดนี้ ไม่อยากนึกสภาพเลยว่าถ้าไม่มีข้อจำกัดนี้จะเกิดอะไรขึ้น

โดนต้อนมาถึงลานจอดรถก็ต้องมายืนตากแดดรอเวลาเปิดขายอีก เป็นการรอคอยที่ทรมานมากกกกกกกกกกกกกกกก ตอนแรกก็สนุกดีเพราะมีพวกสแตนด์ดอกไม้ให้ดู ปริ๊นเซสแต่ละคนก็พกพร็อพติดตัวมากันเต็มที่ ทั้งกระเป๋าเอย ตุ๊กตาหมีเอย ตุ๊กตาแมวเอย ไหนจะการสร้างสรรค์ชุดอีกมากมาย ดูปริ๊นเซสไปเรื่อยเปื่อยก็สนุกแล้ว แต่รอไปสักพักแดดมันจะเริ่มแรงขึ้น แรงขึ้น อากาศแถวนั้นร้อนอบอ้าวแทบไม่มีลมพัดผ่าน ไหนจะผู้คนหลายพันมายืนเบียดเสียดกันอยู่ในบริเวณเดียว โอย แค่นึกถึงเหตุการณ์ตอนนั้นขึ้นมาก็อยากเป็นลมละ บอกเลยว่าเกิดมาไม่เคยทรมานกับการต่อคิวซื้อของหน้างานไหนมากเท่างานนี้อีกแล้ว

สักพักพอเริ่มเปิดขาย รู้สึกจะประมาณเก้าโมงครึ่งมั้ง? สต๊าฟก็จะคอยตะโกนบอกว่าของชิ้นไหนขายหมดไปแล้วบ้าง แต่เสียงสต๊าฟนั้นช่างเบาแสนเบา เราจะรู้ว่ามีของหมดก็ต่อเมื่อฝูงชนครางฮือขึ้นมาพร้อมกัน ยังดีที่ออฟฟิเชียลทำเว็บสำหรับเช็กสต๊อกของแบบเรียลไทม์ไว้ให้ พอครางฮือกันทีเราก็เปิดเว็บที เวลาเปิดก็ได้แต่ภาวนาว่าขอให้ของที่เราจะซื้อยังอยู่ด้วยเถอะได้โปรด

มีอยู่ครั้งหนึ่งทุกคนครางฮือออออเสียงดังมาก ดังกว่ารอบอื่นอย่างเห็นได้ชัด คนรอบข้างเริ่มโวยวายว่า โกหกน่า! ล้อเล่นรึเปล่า! ตอนนั้นคิดเลยว่าสิ่งที่หมดต้องเป็นเพนไลท์แน่ๆ และพอเช็กเว็บก็พบว่าเป็นเพนไลท์จริงๆ พอเพนไลท์หมดมีคนเดินออกจากแถวเพียบเลย โอยยย สะเทือนใจแทนทุกคนที่แหกขี้ตาตื่นมาเพื่อเพนไลท์แต่ซื้อไม่ทัน ไม่มีอะไรสะเทือนใจเท่าเพนไลท์หมดอีกแล้ว T_T

นอกจากอากาศอันโหดร้ายและสินค้าทยอยหมดไปเรื่อยๆ แล้ว ความเลวร้ายอีกประการคือเวลาที่แถวขยับ มันจะมีปริ๊นเซสบางคนพยายามแทรกแถว โดยเฉพาะช่วงหลังๆ ที่ของเริ่มหมดไปเกินครึ่ง บางคนแทรกแบบน่าเกลียดมากกกกกก ทั้งๆ ที่แทรกไปก็ไม่น่าช่วยอะไรเท่าไหร่ ใครบอกคนญี่ปุ่นมีวินัยในการต่อแถว อยากให้ลองมาต่อคิวซื้อของหน้าอีเวนท์โหดๆ แบบนี้ดูแล้วจะรู้ซึ้งไปอีกนาน (ตอนไป Anime Japan เราก็โดนแทรกแถว แต่งานนั้นไม่โมโหเท่านี้ เพราะงานนี้ร้อน หิวด้วย คอแห้งด้วย แทบแกะเข็มกลัดจากกระเป๋าออกมาจิ้มๆๆๆใส่คนที่แทรก)

รอไปรอมาของที่เราจะซื้อก็เริ่มหมดไปทีละอย่างเช่นกัน ทั้งเสื้อ กระเป๋า และหมวก สุดท้ายเลยต่อคิวแบบเหลืออะไรก็ซื้ออันนั้นแหละ จะเดินออกทั้งๆ ที่ต่อมาหลายชั่วโมงก็เศร้าไปหน่อย อุตส่าห์ต่อสู้กับอากาศร้อนมานานแสนนาน ร้อนจนเริ่มเพ้อ เริ่มคุยกับอิตะแบ็กตัวเอง อิจิโนะเสะซังร้อนมั้ยคะ? ทนแดดหน่อยนะ มาๆ เดี๋ยวเราบังให้ ไม่ต้องกลัวดำน้า …..ยังดีที่รอบข้างมีแต่คนญี่ปุ่นเลยไม่มีใครมองด้วยสายตาประหลาดๆ ส่วนม.ซังที่ไปด้วยกันน่าจะปลงแล้ว

และแล้ว หลังจากต่อคิวอยู่เจ็ดชั่วโมงกว่า ใช่ค่ะ เจ็ด-ชั่ว-โมง-กว่า!!!! ทุบทุกสถิติการต่อคิวตลอดชีวิตที่ผ่านมา สิ่งที่เราได้มาก็คือแพมเฟลต แบงเกิลโชจัง แบงเกิลเร็น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ตอนแรกไม่คิดจะซื้อเลย และอันที่จริงถ้าอยากซื้อก็ซื้อได้ตั้งแต่ที่ริวซือเซนเตอร์แล้ว การต่อคิวเจ็ดชั่วโมงกว่าท่ามกลางแสงแดดอันร้อนระอุนี่มันเพื่ออะไรกันนะ…….. /เหม่อลอย

ที่จริงตอนของที่อยากซื้อหมดไปแล้วเนี่ย เราเปลี่ยนแผนมาคิดว่างั้นซื้อแบงเกิลสตาริชให้ครบเจ็ดคนไปเลยแล้วกัน แต่ไม่ทันไรแบงเกิลนัตจังก็หมดไป เหลืออยู่แค่หกคนให้ซื้อ ซึ่งมันไม่ครบวงแล้วไง มันจบแล้ว ดังนั้นเลยซื้อมาแค่เอสคลาสอีกสองคนละกัน

ซื้อของเสร็จตอนเกือบบ่ายสองแล้วก็รีบพุ่งไปหาบ.ซังที่เพิ่งตามมาสมทบพร้อมโค้กเย็นๆ หนึ่งขวด บอกเลยว่าเป็นโค้กที่อร่อยที่สุดในชีวิต กินแล้วเหมือนได้จิตวิญญาณกลับเข้าร่าง พร้อมลุยอีเวนท์หลังจากจบสงครามแล้ว!

ช่วงที่เรากลับออกมาด้านหน้าโดมสต๊าฟเริ่มเปิดให้เข้าไปในโดมได้ละ งานเริ่มประมาณสี่โมงครึ่งแต่เปิดให้เข้าตั้งแต่บ่ายครึ่ง เราไม่มีกิจกรรมอื่นแล้วก็เลยตัดสินใจว่าเข้าไปกันเลยดีกว่า

การเข้างานรอบนี้ใช้ระบบสุ่มตรวจบัตรประจำตัว คือบนตั๋วทุกใบจะมีชื่อคนกดตั๋วหมด แล้วหน้างานจะมีคนตรวจตั๋ว กับคนตรวจบัตรแยกกันอยู่ คนตรวจบัตรจะคอยสุ่มเรียกแค่บางคน ซึ่งเราไม่โดนเลยทั้งสองวัน เสียใจมาก อุตส่าห์ถือบัตรประจำตัวไว้คามือเลยนะ ตรวจเราสิ ตรวจเรา!!! (เค้าอาจจะคิดแบบ ถือมาขนาดนี้ไม่ตรวจก็ได้มั้ง…..)

ตรวจตั๋วเสร็จแล้วทุกคนจะได้ริสท์แบนด์กระดาษมาคนละอัน เอาไว้คาดตลอดอีเวนท์ ถ้าจะเดินออกแล้วเข้าใหม่ก็ไม่ต้องตรวจตั๋วซ้ำ แค่โชว์ริสท์แบนด์พอ

เข้าไปด้านในแล้วก็ไปเดินหาที่นั่งกัน ถึงวันนี้จะมากันสามคนแต่ก็ไม่มีใครได้นั่งด้วยกันเลย ที่นั่งม.ซังวันนี้เทพมากกกกกกก เป็นที่นั่งตรงกึ่งกลางพอดี มองไปจะเห็นเวทีตรงๆ เลย แถมใกล้กับที่นั่งวีไอพีด้วย เทพจนอิจฉาริษยา ฮือ

ส่วนที่นั่งเราวันแรกเป็นที่นั่งสแตนด์ฝั่งที่ถ้าหันหน้าเข้าเวทีจะอยู่ทางขวา แต่ได้บล็อก A ที่เป็นบล็อกล่างเลยไม่ห่างไกลเท่าไหร่ (แต่ก็ไม่เรียกว่าใกล้หรอกนะ) ที่นั่งถือว่าโอเคเลย เห็นเวทีโดยรวมชัดถนัดตา อย่างน้อยก็ดีกว่าที่นั่งในปุริไลฟ์ที่ซูเปอร์อารีน่าเยอะะะะ

ระหว่างรองานเริ่ม บ.ซังก็มานั่งเมาท์มอยอยู่กะเราก่อน ต่างคนเลยต่างงัดพร็อพออกมาถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

เสียดายที่ได้แบงเกิลมาไม่ครบเจ็ดคน ฮือออออ นัตจังงงงงงงง ทำไมรีบหมดดดดดดดดดด

รอไปรอมาไม่มีอะไรทำก็สังเกตรอบตัวไปเรื่อยเปื่อย ชอบเซบุโดมอย่างนึงตรงที่มีร้านอาหารเยอะมากกกกทั้งด้านนอกและด้านใน เพราะเดิมทีแล้วที่นี่เป็นสนามเบสบอล ปกติเวลาไปอีเวนท์หรือคอนเสิร์ตจะเจอกฎห้ามกินอาหารในงาน บางงานห้ามดื่มน้ำด้วยซ้ำ แต่ที่นี่นอกจากไม่ห้ามแล้วยังมีคนถืออาหารมาเดินขายตามที่นั่งด้วย ชิลสุดๆ แต่ทุกร้านคิวยาวมากเราเลยไม่ได้ซื้ออะไรเลย บายยย

และแล้วพอสี่โมงครึ่งก็ถึงเวลาเริ่มแฟนมีท (โอวววว หลังจากพร่ำพรรณนาอะไรไม่รู้มาตั้งนาน ในที่สุดก็จะเข้าสู่ช่วงรีพอร์ตซะที!)

แฟนมีทครั้งนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของอุตะปุริ ที่ผ่านมาเวลาจัดอีเวนท์จะเป็นไลฟ์ตลอด แต่คราวนี้เป็นแฟนมีท ทุกคนเลยไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ในเว็บก็เขียนไว้แค่ว่ามีทอล์กกับไลฟ์ อย่างน้อยก็แน่ใจว่ามีเพลงให้ฟังแน่ๆ แหละ แต่ไม่รู้ว่าจะกี่เพลง แล้วทอล์กนี่ทอล์กอะไรกันก็เดาไม่ได้ ความคาดเดาไม่ได้นี้ทำให้เราตื่นเต้นกับอีเวนท์นี้มากกกกกก

และช่วงแรกของแฟนมีทก็คือช่วงงงงง ทอล์ก&วาไรตี้นั่นเองงงงงงง

ช่วงแรกนี่เหล่าคนพากย์สตาริชทั้งเจ็ดคนจะออกมาเล่นเกมกันเจ็ดเกมโดยผลัดๆ กันเป็น MC กันจนครบ บางเกม MC ต้องเล่นด้วย บางเกม MC ก็ต้องคอยทายว่าทีมไหนจะชนะ เกมของสองวันมีบางเกมไม่เหมือนกันด้วย คราวนี้ขอเล่าของวันแรกก่อนละกัน

ด้วยความที่เปิดด้วยช่วงทอล์ก&วาไรตี้ ทั้งเจ็ดคนเลยเปิดตัวมาแบบสบายๆ คือออกมาพร้อมกันเจ็ดคนแล้วแนะนำตัวกันไปทีละคน แต่ลำดับแนะนำตัวคราวนี้แปลกหน่อย ปกติแล้วการเรียงลำดับสตาริชจะเรียงจาก โอโตยะ → มาซาโตะ → นัตสึกิ → โทคิยะ → เร็น → โช → เซซิล แต่รอบนี้ย้ายเซซิลมาอยู่หลังนัตสึกิ ตอนแนะนำตัววันที่สองโทริซังเลยบอกว่าไม่ชินกับลำดับนี้เลย (เพราะปกติโทริซังจะแนะนำตัวเป็นคนสุดท้าย)

แนะนำตัวกันเรียบร้อยแล้วก็เข้าช่วงเล่นเกม ช่วงนี้จะมีเสียงสวรรค์(?)คอยสั่งให้ทำโน่นทำนี่ คอยอธิบายกฎต่างๆ และสั่งว่าเกมไหนให้ใครเป็นพิธีกร เสียงที่พูดคือเสียงเดียวกับเสียงพิธีกรในอนิเมะ ซึ่งบ.ซังกล่าวว่าน่าจะใช้เสียงไชนิ่งมากกว่า

เรื่องลำดับเกมไม่แน่ใจว่าเกมไหนมาก่อนมาหลังอะไรยังไง อาจจะมีเรียงลำดับผิดไปบ้างเด้อ

เกมแรกสุดคือเกมทายเสียงวิโอล่า เกมนี้ชิโมโนะซังเป็น MC สต๊าฟจะเอาวิโอล่าสองคันออกมาตั้ง คันนึงราคาหลักแสน อีกคันราคาหลักล้าน ให้ฟังแล้วทายว่าคันไหนถูกคันไหนแพง

เกมนี้มีการเชิญซากุไรซังที่เคยมาเล่นวิโอล่าในปุริไลฟ์ครั้งก่อนๆ มาบรรเลงด้วย เพลงที่เขาเลือกมาเล่นคือมาจิเลิฟ 1000% ซึ่งในเมื่อมีวิโอล่าสองคันก็ต้องเล่นสองรอบ ตอนเล่นรอบแรกสตาริชทั้งเจ็ดคนก็เต้นตามไปด้วยกันแบบงงๆ เพราะไม่ได้นัดกันมา แต่พอเล่นรอบสองปุ๊บทุกคนทำท่า Check it out! ได้พร้อมกันแบบเป๊ะมากจนคนดูขำก๊ากกันทั้งโดม น่ารักกกกก (≧ω≦)

พอเล่นจบสองรอบแล้วทุกคนก็คุยกันว่าเอาไงดี เลือกอันไหนดี ขณะที่ทุกคนกำลังครุ่นคิด ซากุไรซังก็พูดขึ้นมาว่า โดยส่วนตัวแล้วผมอยากให้คิโชซังทายถูกนะครับ โอ้โห กดดันไปอีก 55555555555555555 แต่ตอนฟังเพลงนี่คิโชซังทำหน้าตั้งใจฟังสุดเลย แบบสีหน้าจริงจังมาก แต่สุดท้ายแล้วคิโชซังทายผิดจ้า ตึงงงงงงงง 555555555555

ความน่ารักคือพอทายผิดแล้วคิโชซังขอโทษซากุไรซังใหญ่เลย พูดโกเมนเนะๆๆ แล้วยกมือขอโทษด้วย เอ็นดู (≧ω≦)

ขำที่พอเฉลยแล้วสุวาเบะซังอยู่ทีมตอบผิด สุวาเบะซังเลยบอกประมาณว่าสิ่งที่สำคัญกว่าคือฝีมือต่างหาก ถ้าคนฝีมือดีจะเล่นเครื่องดนตรีชิ้นไหนก็ไพเราะ (จำคำพูดไม่ได้แต่ใจความประมาณนี้แหละ) ประทับใจในความแก้สถานการณ์เก่ง ตอบผิดยังพูดจาเท่ได้ สมเป็นคนที่คาจิคุงชมว่าจะทำอะไรก็เท่ไปหมด

ซากุไรซังที่มาเล่นวิโอล่าบอกในทวิตเตอร์ว่าวันนี้จงใจเลือกชุดขาวมาเพราะเป็นสีที่สายรุ้งของสตาริชมาผสมกัน ที่แขนซ้ายก็ซื้อยางเจ็ดสีมารัดไว้ด้วย เรียงลำดับสีเป๊ะด้วยนะ น่ารักมาก ใส่ใจมาก

เกมต่อมาน่าจะเป็นเกมปิโยะจังมั้ง เกมนี้จะมีลูกบอลปิโยะจังไซส์ใหญ่เบิ้มโผล่มาจากท้ายโดมสองลูก ลูกบอลผ่านทางไหนคนดูก็ต้องช่วยกันดันไปให้ถึงหน้าเวทีให้ได้ ส่วนคนบนเวทีแบ่งทีมเป็นสองทีมแล้วคอยเชียร์ การแบ่งทีมใช้วิธีจับฉลาก เกมนี้มิยาโนะมาโมรุเป็น MC พอเสียงสวรรค์อธิบายกฎเสร็จแล้วก็ให้ MC เลือกทีมที่ชนะ ซึ่งมิยาโนะมาโมรุตอบอย่างมั่นอกมั่นใจว่า ไม่รู้!! แต่สุดท้ายคุณมิยาโนะก็เลือกทีม A โดยให้เหตุผลว่าเพราะทีมนี้มีเทราชี่อยู่ ส่วนอีกทีมมีชิโมโนะซังอยู่ (สงสารชิโมโนะซัง 555555555555) แล้วตอนบอกว่าทีมไหนมีใครบ้าง คุณมิยาโนะก็แกล้งทำเป็นนึกชื่อชิโมโนะซังไม่ออกด้วย ขยันแกล้งจั๊ง!

เกมนี้จำได้ว่านอกจาก MC แล้วทุกคนวิ่งมาเวทีกลางกันหมดเลย มาคอยเชียร์คนดูให้ช่วยกันปัดลูกบอลไปเร็วๆ ฟีลลิ่งกีฬาสีสุดๆ 555555555 มีรอบนึงลูกบอลปิโยะจังลูกนึงลอยเข้าไปใกล้เวที แต่มันยังไม่ถึงที่หมายปลายทาง คิโชซังเลยยื่นขาออกมาเตะปิโยะจังใส่คนดู!!! เราประทับใจช็อตนั้นมาก ฮือ คิโชซังเตะปิโยะจัง ถือเป็นเป็นภาพกีฬามันส์ๆ อันล้ำค่า 555555555555

เกมต่อมาสนุกมากกกก เป็นเกมแข่งกันแต่งตัวเป็นไชนิ่งซาโอโตเมะ เกมนี้ MC คือเทราชี่ ส่วนคนอื่นๆ จับฉลากแบ่งทีมกันเหมือนเดิม ได้ออกมาเป็นทีมมิยาโนะ+โทริอุมิ+สุวาเบะ vs ทีมชิโมโนะ+ทานิยามะ+สึสึมุระ (ไม่แน่ใจว่าจำสึสึเคนกับสุวาเบะซังสลับกันรึเปล่านะ) พอแบ่งทีมกันเรียบร้อยเทราชี่ก็ให้แต่ละทีมเลือกคนที่จะมารับบทแต่งตัวเป็นไชนิ่ง ซึ่งมิยาโนะมาโมรุก็รีบยกมืออาสาเร็วมาก ส่วนอีกทีมชิโมโนะซังก็ยกมืออาสาเหมือนกัน

ยกมืออาสาเรียบร้อย จู่ๆ มิยาโนะมาโมรุก็รูดซิปถอดเสื้อกลางเวที ปรากฏว่าเสื้อข้างในเป็นเสื้อพละสีขาวขอบแดง ตรงกลางเขียนชื่อตัวเบ้อเริ่มว่า โทคิยะ เกลียดความเตรียมพร้อมนี้จัง 555555555555555 แล้วตอนโชว์เสื้อก็ทำหน้าภูมิอกภูมิใจมากด้วยนะแหม 5555555555555555 เจ้าตัวมาอธิบายในบล็อกหลังจบงานว่า นึกว่าจะอารมณ์เหมือนงานกีฬาเลยเตรียมชุดพละมาด้วย จริงๆ เราว่านี่ก็ใกล้เคียงงานกีฬาแล้วแหละ….

เกมแต่งตัวเป็นไชนิ่งมีวิธีเล่นคือแต่ละทีมต้องยกทีมกันไปตามจุดต่างๆ ที่กำหนดแล้วเลือกไอเท็มมาแต่งตัวเป็นไชนิ่งให้เหมือนที่สุด จุดต่างๆ ที่ว่าจะกระจายไปรอบๆ ที่นั่งอารีน่า เวลาเคลื่อนที่เลยต้องแห่กันไปบนรถเลื่อน เป็นเกมที่สนุกและได้ใกล้ชิดแฟนๆ ไปในตัว ดูคิดมาดีนะ ชอบ

ระหว่างเคลื่อนที่ไปตามจุดต่างๆ จะมีกล้องตามถ่ายขึ้นจอบนเวทีด้วย เกมนี้มิยาโนะมาโมรุเล่นกล้องเยอะมากกกกกกกกกกก ด้วยความที่เป็นคนโดนคนอื่นจับแต่งตัว กล้องเลยตามถ่ายหน้าตลอด แล้วก็หันมาเล่นหูเล่นตาใส่ตลอด เป็นลมมมมมมมม ชิโมโนะซังก็เล่นกล้องเยอะเหมือนกัน คือคนที่โดนจับแต่งตัวเนี่ยดูสนุกกันมาก ส่วนคนคอยแต่งตัวให้ก็ตั้งอกตั้งใจกันสุดๆ

พอทั้งสองทีมแต่งตัวกันครบชุดแล้วก็กลับมาที่เวทีกลาง ไชนิ่งทั้งสองคนก็มายืนเก๊กท่ากันยกใหญ่ จนเทราชี่แซวว่าเนคไทสั้นกันจัง ซึ่งก็สั้นจริงๆ 555555555 แล้วคนอื่นๆ ก็ชมว่ามิยาโนะมาโมรุดูดีมาก ส่วนชิโมโนะซังดูเหมือนวัยกำลังโต ฮือ สงสาร 555555555 งานนี้ชิโมโนะซังโดนแกล้งเยอะมากจากทั้งเพื่อนร่วมวงและทีมงาน สัมผัสได้ว่าเป็นที่รักของทุกคนจริงๆ /ขำ

ความน่ารักคือคิโชซังไปหยิบโบอันเบ้อเริ่มมาตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ แล้วเขาก็เอามาผูกหัวตัวเองไว้ คุณลุงวัยสี่สิบกว่ากับโบสีเหลืองบนหัว ฮือ ทำไมน่ารักจังอะะะะะะะะ

เกมต่อมาเป็นควิซ โทริซังเป็น MC เกมนี้ต้องเล่นกันทุกคนไม่เว้นแม้แต่ MC คราวนี้ไม่แบ่งทีมละ ใครตอบได้ก็ได้คะแนนไป มีสิทธิ์ตอบกันคนละครั้งเท่านั้น คำถามในควิซหลากหลายมาก ประทับใจอยู่หลายข้อเลย

มีข้อนึงถามว่าโลโก้แฟนมีทมีดาวกี่ดวง (ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นคำถามของวันแรกนี่แหละ มั้ง ควิซนี่วันที่สองก็มีเหมือนกัน อาจจะจำปนๆ กันมา…) ทุกคนทายกันไปเรื่อยๆ แต่ไม่มีใครถูกซะที สุดท้ายสุวาเบะซังเป็นคนตอบถูกว่าแปดดวง สุวาเบะซังบอกว่าสตาริชเจ็ดคนกับคนดูเลยรวมกันเป็นแปดดวง ทุกคนเลยฮือฮา แล้วคิโชซังก็พูดขึ้นมาว่า นึกว่าสามหมื่นกว่าดวงซะอีก โอ๊ยคำตอบนี้ดี‼ สามหมื่นกว่าๆ ที่ว่าคือจำนวนคนดูในเซบุโดมนั่นเอง ชอบที่ตอบผิดไปแล้วยังอุตส่าห์พยายามพูดให้ซึ้ง ฮือออออ

ตลกตอนที่เฉลยแล้วโทริซังสารภาพว่า เมื่อกี้แอบดูโลโก้แล้วนึกว่ามีดวงเดียวซะอีก คือดวงที่อยู่ในคำว่า ST☆RISH ฟังแล้วขำมากเพราะเราก็แอบดูโลโก้ที่แบงเกิลแล้วคิดเหมือนโทริซังนั่นแหละ 555555555555555

ตลกเวลาขึ้นคำถามใหม่ด้วย พอโทริซังพูดว่า คำถามต่อไป เขาจะพูดว่า デデン! (อารมณ์แบบ แต่นแต๊น!) ขึ้นมาทุกครั้ง แล้วคนดูก็ขำกันทุกครั้ง เมาความสุขจนเส้นตื้นกันไปหมด 5555555555

คำถามอื่นๆ ที่พอจำได้ก็มีถามว่า ร้านแฮปปี้แฮปปี้หน้าโดมขายของกินที่เป็นของโปรดของสมาชิกสตาริชด้วย ของกินชนิดนั้นคืออะไร? เทราชี่รีบกดตอบว่าแกงกะหรี่ แต่ผิด แป่วววว สึสึเคนเลยกดตอบว่าเมล่อนปัง ซึ่งเป็นคำตอบที่ถูกต้อง! ชอบการที่ทุกคนตอบของโปรดของลูก(?)ตัวเอง สุดคิวท์ (≧ω≦) พอเฉลยแล้วจู่ๆ เทราชี่ก็พูดด้วยเสียงโอโตยะว่า อยากกินแกงกะหรี่ด้วยอ้ะ! โอย น่ารักกกกกกกกกกกกกกก วันนั้นหลังงานเลิกเรารีบพุ่งไปกินแกงกะหรี่เลย อินแค่ไหนคิดดู 555555555555555

อีกข้อที่เด็ดมากคือถามว่า คำว่า sweet ในภาษาอิตาเลียนคืออะไร ข้อนี้สุวาเบะซังกดตอบเสียงเข้มๆ แบบเท่ๆ ว่า dolce คนอื่นเลยประทับใจในความเท่กันเยอะมาก โทริซังถึงกับบอกว่า เท่มาก เพิ่มคะแนนให้ไปเลย 555555555 คือโทริซังขยันแจกคะแนนมาก มีช่วงนึงทุกคนคุยกันว่าถ้าใครตอบไม่ได้ขอให้เล่นมุกตลกๆ ถ้าชอบใจเดี๋ยวโทริซังจะแจกคะแนนให้เอง แล้วบางทีเขาก็แจกให้จริงๆ ใจดีจัง!!

อ้อ ความเท่อีกอย่างนึงของสุวาเบะซังคือ เวลาเขาตอบถูกแล้วได้คะแนน เขาจะพูดด้วยเสียงแบบเร็นว่า サンキュ โอยยยย ตายๆๆๆๆ ตายคาที่ทุกครั้งที่ได้ยิน

แต่ข้อที่เด็ดสุดคือข้อที่ถามว่า เซซิลชอบเล่นเคงดามะ แล้วเคงดามะท่าเทียนทำยังไง ต้องทำท่าให้ดูด้วย ข้อนี้ทุกคนงงมาก ไม่มีใครทำเป็นเลย ทุกคนเลยถือเคงดามะออกมาเล่นตลกแข่งกันแทน ประทับใจคิโชซังที่หยิบเคงดามะวางอย่างตั้งอกตั้งใจมาก เสร็จแล้วก็ย่อตัวลงเป่า เหมือนเป่าเทียนวันเกิด ฮือ น่ารักอีกแล้ว 55555555555555555

คนต่อจากคิโชซังคือสุวาเบะซัง รายนี้พีคกว่า หยิบเคงดามะขึ้นมาถามโทริซังด้วยสีหน้าจริงจังว่า ท่าเทียนใช่มั้ย? เสร็จแล้วก็ทำท่าเหมือนหยดน้ำตาเทียนใส่ตัวเองแล้วคราง อ๊า! ขึ้นมา โธ่ 55555555555 เราอุตส่าห์คาดหวังว่าสุวาเบะซังจะเป็นคนที่จริงจังสุด 5555555555555 สุดท้ายโทริซังเลยหักคะแนนสุวาเบะซังเพราะเล่นมุกเสื่อมไปไม่เข้ากับอุตะปุริ ก๊าก

คนสุดท้ายคือโทริซัง ซึ่งพยายามเล่นท่าเทียนที่ถูกต้อง แต่พลาดอยู่สองสามรอบ จนสุดท้ายก็ทำสำเร็จ เย้!

อีกสามเกมจำลำดับไม่ได้ละ มีเกมนึงเป็นเกมสั้นๆ คือเกมยิงลูกบอล คิโชซังเป็น MC เกมนี้ทุกคนต้องไปเลือกบาซูก้ามาคนละกระบอกแล้วยิงใส่คนดู บอลในบาซูก้าเป็นสีขาว ยกเว้นกระบอกนึงเป็นสีดำ ใครยิงลูกบอลสีดำออกมาก็แพ้ไป

ทุกคนเดินไปเลือกบาซูก้ากันเสร็จแล้วก็กระจายตัวไปตามจุดต่างๆ ของเวที มิยาโนะมาโมรุมายืนมุมที่หันมาทางเราพอดีเลย♥ พอทุกคนประจำที่แล้วก็นับถอยหลังพร้อมกันก่อนจะยิง ปั้งงงงงงงง

แล้วมิยาโนะมาโมรุที่ยิงลูกบอลสีดำออกมาก็ล้มตึงงงงงลงไปตรงนั้นเลย แบบทำท่าแกล้งตายอยู่นานมาก แต่อีกหกคนคุยโน่นนี่กันไม่มีใครสนใจเลย จนสุดท้ายมิยาโนะมาโมรุเลยลุกขึ้นมาเอง น่าสงสารเค้านะคะ 555555555555555 ขำตอนกล้องไปถ่ายหน้าใกล้ๆ มิยาโนะมาโมรุทำหน้าดราม่าใส่กล้องแล้วบอกว่า ของชั้นดำสนิท!! เล่นใหญ่มากกกกกกก

อีกเกมเป็นเกมวาดรูปใบ้คำ เกมนี้ต้องจับฉลากแบ่งทีมกันอีกแล้ว เกมนี้สึสึเคนเป็น MC ทีมแบ่งเป็นทีมมิยาโนะ+เทราชิมะ+โทริอุมิ vs ชิโมโนะ+ทานิยามะ+สุวาเบะ

นอกเรื่องนิด คิโชซังจับได้ทีม B บ่อยมากจนบ่นว่าทีม B อีกแล้ว แล้วมีอยู่รอบนึงจำไม่ได้ว่าเกมไหน เขาบ่นว่ามาโมจัง (ที่อยู่อีกทีม) ท่าทางสนุกจังเลยน้า พอจับฉลากทีมครั้งต่อมาเขาเลยงอแงว่า วันนี้ยังไม่ได้อยู่ทีมเดียวกับมาโมจังเลย!!!!! น่ารักกกกกกกกกก เอาจริงๆ วันแรกนี่เอ็นดูคิโชซังสุดเลย มีโมเมนต์คิวท์ๆ เยอะมากกกกกกกกกก (≧д≦)(≧д≦)(≧д≦)

แต่ในขณะที่คิโชซังงอแง มาโมจังที่ว่าก็ไปอี๋อ๋อกับเทราชี่แทบจะตลอดเวลา ฮือ ความรักสามเส้านี้ 5555555555 สองคนนี้ตัวติดกันตลอดดดด กล้องก็สุดจะรู้งาน พอสองคนนี้เริ่มเกาะแกะกันปุ๊บ กล้องรีบซูมทันทีจ้าาาาา เพราะงั้นวันแรกนี่เราจะได้เห็นฉากสวีทของสองคนนี้บ่อยมาก แบบหันไปมองจออีกทีก็เห็นมิยาโนะมาโมรุเกาะไหล่เทราชี่อยู่ไรงี้ แล้วชอบกระซิบกระซาบอะไรกันสองคนก็ไม่รู้ ฮึ เหม็นฟามรักกกกกกกก!!!

กลับมาที่เกมวาดรูป โจทย์ของทีมแรกคือปราสาทนาโกย่า โทริซังเป็นคนวาดแล้วให้อีกสองคนทาย ระหว่างโทริซังวาด อีกสองคนก็ยืนทำท่าเล่นโน่นนี่เรียกเสียงกรี๊ดไปเรื่อยเปื่อยมาก เข้าขากันดีเหลือเกิ๊นนนนนน ทีมนี้โชคดีที่โทริซังวาดรูปได้เทพมาก ทั้งสองคนเลยตอบถูกอย่างง่ายดาย พอถึงตาอีกทีม ชิโมโนะซังรับหน้าที่วาดรูป ทุกคนเลยแซวกันว่าขอโจทย์ยากๆ เป็นของที่ชิโมโนะซังไม่รู้จัก ซึ่งโจทย์ของทีมนี้คือ บองโก พอเห็นโจทย์ปุ๊บ ชิโมโนะซังทำหน้าเหวอค้างอยู่นานมากกกก กล้องก็แช่หน้าเหวอๆ ของชิโมโนะซังอยู่อย่างงั้นแหละ สงสาร 55555555555555

สุดท้ายชิโมโนะซังเลยวาดเป็นรูปกระดูก (bone=ボーン=ボン) กับลูกเต๋าห้าแต้ม (5=ゴ) เป็นวิธีแก้สถานการณ์ที่…. ก็อุตส่าห์คิดได้นะคะ 555555555555 แต่สุดท้ายคิโชซังกับสุวาเบะซังทายว่า บอนไซ ซึ่งผิด แป่ววววววว

ประทับใจที่สุวาเบะซังพูดขึ้นมาว่า บองโกเป็นเครื่องดนตรีที่ไชนิ่งถนัด โอ้โหหหห ข้อนี้ถ้าไม่เล่นเกมไม่น่าจำได้ (เพราะมันเป็นควิซในเกม คนเคยเล่นน่าจะจำกันขึ้นใจ) แต่สุวาเบะซังก็ยังอุตส่าห์จำได้ด้วย แฟนพันธุ์แท้อุตะปุริจริงๆ นะคนนี้ เล่นเกมจบไปกี่รอบคะะะะ

เกมสุดท้ายคือเกมทำท่าใบ้คำ สุวาเบะซังเป็น MC เกมนี้ก็แบ่งทีมกันอีกแล้ว จับฉลากได้ออกมาเป็นทีมมิยาโนะ+เทราชิมะ+สึสึมุระ vs ชิโมโนะ+ทานิยามะ+โทริอุมิ คือไม่เข้าใจว่าทำไมมิยาโนะกับเทราชิมะอยู่ด้วยกันตลอด ชิโมโนะและทานิยามะก็อยู่ด้วยกันตลอดเช่นกัน ส่วนสึสึมุระกับสุวาเบะนี่ก็ไม่เคยจะโคจรมาเจอกันเลย ทำไมเหมือนความสัมพันธ์ตัวละครในเรื่องได้ขนาดนี้

ตอนเสียงสวรรค์บอกให้ MC เลือกว่าทีมไหนจะชนะ ตอนแรกสุวาเบะซังบอกว่า ขอปฏิเสธ เพราะไม่สามารถเลือกทีมใดทีมหนึ่งได้ (เนี่ย เท่อีกแล้ว!!) แต่สักพักสุวาเบะซังก็ทำท่าจะเลือกทีมมิยาโนะ+เทราชิมะ+สึสึมุระ มิยาโนะมาโมรุรีบออกตัวเลยว่า แต่พวกเรา (ชี้ตัวเองกับเทราชี่) เป็นเด็กมีปัญหานะ คือสองคนนี้ไม่ค่อยชนะเลย สุวาเบะซังเลยหันไปเลือกอีกทีมแทนอย่างง่ายดาย

เกมใบ้คำนี่จะให้สามคนในทีมกระจายตัวกันไปตามเวที คือเวทีมันมีเวทีเล็กด้านหน้าสุด เวทีกลาง และเวทีใหญ่ด้านหลังสุด สามคนในทีมก็ต้องกระจายไปยืนตามสามจุดนี้ ทีมแรกส่งเทราชี่มายืนเวทีเล็ก มิยาโนะมาโมรุยืนเวทีกลาง ส่วนสึสึเคนยืนเวทีใหญ่ โจทย์ของทีมนี้คือปิโยะจัง เทราชี่เลยทำท่าวาดหัวกับตัวปิโยะจังกลมๆ แล้วทำมือกระพือๆ แบบปิโยะจัง น่ารักมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก (≧д≦)(≧д≦)(≧д≦)(≧д≦) คนดูกรี๊ดว่าคาวาอี้ๆๆๆๆ กันรัวๆ พอมิยาโนะมาโมรุที่ยืนดูอยู่ห่างๆ แกล้งถามว่า ทำอะไรอยู่น่ะ?? เทราชี่ก็ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า ทำงาน …เออก็จริงของเขานะ 5555555555555

พอหมดเวลาของเทราชี่แล้วมิยาโนะมาโมรุก็หันไปเก๊กหน้าจริงจังพร้อมกับตะเบ๊ะใส่สึสึเคนที่อยู่เวทีใหญ่ สึสึเคนเลยยืนตะเบ๊ะตอบ (ไม่รู้สองคนนี้ไปอินมาจากกิงกะเอยูเด็นเซทสึหรือยังไง…..) เสร็จแล้วมิยาโนะมาโมรุก็ทำท่าตามที่เทราชี่ทำ แต่เทราชี่ทำแล้วน่ารักกว่าเยอะมาก!!! ด้วยความที่โจทย์ข้อนี้ง่ายและเทราชี่คิดท่าได้ดี สึสึเคนจึงตอบถูกไปอย่างงดงามมมมม

ความตลกคือตอนเทราชี่วิ่งจากเวทีเล็กไปหามิยาโนะมาโมรุที่เวทีกลาง เทราชี่ทำท่าจะแปะมือ แต่มิยาโนะมาโมรุวิ่งหนี เลยกลายสภาพเป็นเหมือนวิ่งผลัดกันอยู่แล้วกำลังจะส่งไม้ เล่นอะไรกันเนี่ยยยย

ส่วนโจทย์ของอีกทีมคือบอลลูน พอรู้โจทย์ชิโมโนะซังก็ทำหน้าเหวอแบบตอนเล่นเกมวาดรูปเป๊ะๆ โดนสต๊าฟแกล้งชัดๆ 555555555555

ท่าบอลลูนของชิโมโนะซังคือทำท่าเป็นรูปทรงบอลลูนเสร็จแล้วก็โบกมือทักทายรอบๆ น่ารัก 555555555 ถัดมาก็เป็นตาคิโชซังทำท่าบ้าง โทริซังบอกว่าแสงจ้ามากจนมองไม่เห็น คิโชซังเลยถอดโบที่ย้ายจากหัวลงมาที่คอออก ใครสักคนเลยตบมุกขึ้นมาว่า สว่างจ้าเพราะโบหรอกเรอะ!

ตอนแรกคิโชซังตั้งใจทำท่าตามชิโมโนะซังดิบดี แต่ทำไปสักพักก็เริ่มยอมแพ้ เปลี่ยนมาทำท่าปิโยะจังแทนหน้าตาเฉย ชิโมโนะซังเลยโวยวายว่า อย่าเพิ่งยอมแพ้สิ!! เมื่อกี้ฉันไม่ได้ทำท่านั้นนะ!! ส่วนโทริซังได้แต่งุนงงว่านี่เล่นอะไรกันอยู่ โจทย์มันเกี่ยวกับอุตะปุริแน่เหรอ แล้วสักพักโทริซังก็ทำท่าปิโยะจังตามคิโชซังไปอีกคน โอ๊ย ทีมนี้ chaos สุดๆ ตลกมาก 555555555555555 และแน่นอนว่าสุดท้ายก็ทายไม่ถูก เพราะมันพังมาตั้งแต่ตอนคิโชซังเปลี่ยนท่าละ แต่น่ารักมาก ให้อภัย ยิ่งนึกภาพเป็นโชจัง นัตจัง เซชชี่ ยิ่งน่ารักไปกันใหญ่เลยฮือออออออออออ

และแล้วเมื่อครบทั้งเจ็ดเกมก็ได้ผู้ชนะในวันนี้ ซึ่งก็คือ สึสึมุระซังนั่นเองงงงงงง เทราชี่เป็นคนหยิบถ้วยรางวัลมามอบให้ ตอนมอบเทราชี่ก็ทำเป็นเก๊กเสียงเข้มๆ บอกว่ายินดีด้วยนะสึสึมุระคุง สึสึเคนรับถ้วยไปแล้วก็ทำท่าดีใจเล่นใหญ่ ประมาณว่าเกิดมาเพื่อวันนี้นี่แหละ

สิ่งที่ไม่น่าเชื่อคือสุวาเบะซังได้คะแนนน้อยสุด แปลกใหม่ดี ปกติเล่นเกมกันทีไรชนะตลอด แต่เกมรอบนี้มันไม่ได้มีแค่ควิซด้วย แล้วคะแนนส่วนใหญ่ของสุวาเบะซังมาจากควิซแทบทั้งหมดเลย ก็สมเป็นสุวาเบะซังดีนะ

พอจบช่วงวาไรตี้ก็จะมีพักครึ่งก่อนเข้าสู่ช่วงไลฟ์ พอบอกว่าต่อไปจะเป็นไลฟ์ ทุกคนก็พูดกันว่าขอโทษนะที่ตั้งแต่เริ่มงานวันนี้มายังไม่ได้ร้องเพลงเลย ขอโทษที่วาไรตี้นานมาก ทุกคนคงอยากฟังเพลงเร็วๆ ใช่มั้ยล่ะ โอยฮือออออออ ไม่ต้องขอโทษเลยค่ะะะ วาไรตี้เราก็ชอบ ขำกระจุยกระจาย สนุกมากๆๆๆๆ ทุกคนน่ารักมากกกกกกกกกก ไม่เห็นมีอะไรที่ต้องขอโทษซะหน่อย!!!

ช่วงไลฟ์เอาไว้เล่ารวมกับของวันที่สองละกัน ขอสรุปเกี่ยวกับวาไรตี้วันแรกก่อน เราชอบช่วงวาไรตี้มากกกกกกกกกกก ชอบที่คิดเกมต่างๆ มาแบบพยายามให้แฟนๆ มีส่วนร่วม พยายามให้ทุกคนได้ใกล้ชิดแฟนๆ อย่างทั่วถึง ให้ความรู้สึกสมเป็นแฟนมีทมากๆๆๆๆ บรรยากาศมันอบอุ่นมาก เป็นงานสตาริชพบประชาชนอย่างแท้จริง คนบนเวทีก็รีแลกซ์กว่าเวลาจัดไลฟ์อีเวนท์เพียวๆ ด้วย รู้สึกว่าทุกคนดูเป็นธรรมชาติและใส่ใจแฟนๆ ทุกคนเล่นกล้องกันเยอะมาก เซอร์วิสกระจุยกระจายตลอดเวลา เป็นบรรยากาศแบบที่ไลฟ์มอบให้ไม่ได้ ถึงแฟนๆ หลายคนจะบอกว่าอยากให้จัดไลฟ์มากกว่า แต่เรารู้สึกขอบคุณมากๆๆๆๆที่คราวนี้เป็นแฟนมีท ไปอีเวนท์นักพากย์มาก็หลายงาน แต่ไม่เคยมีงานไหนรู้สึกอบอุ่นได้ขนาดนี้มาก่อน♥♥♥

อย่างไรก็ตาม ที่เล่าๆ มานี่รายละเอียดตกหล่นไปเยอะมาก ทั้งลืมเองด้วย เก็บรายละเอียดไม่ครบตั้งแต่ตอนอยู่ในงานด้วย ฮือออออ ตอนอยู่ในงานรู้สึกอยากมีสักแปดตา เวลาแต่ละทีมแยกกันไปขึ้นรถเลื่อนหรือแต่ละคนแยกไปคนละเวทีนี่ไม่รู้จะมองตรงไหนเลย ;__; ยังดีที่งานนี้ประกาศออกแผ่น แต่ในแผ่นก็คงมีตกหล่นไปเยอะเหมือนกันเพราะกล้องไม่ได้ถ่ายครบทุกคนตลอดเวลา เสียใจจจจ

ไว้เดี๋ยวไปรวบรวมสติและเวลาว่างแล้วมาเล่าช่วงไลฟ์กับวาไรตี้วันที่สองต่อ วาไรตี้วันที่สองก็เด็ดมากกกก ส่วนไลฟ์ไม่ต้องบรรยายสรรพคุณ ฟังจบเพลงแรกนิพพานได้เลย ดีงามเลอค่าที่สุด รัก

BRA★BRA FINAL FANTASY VII @ORIX THEATER

ปีนี้ก็ไปดูคอนเสิร์ต BRA★BRA FINAL FANTASY มาอีกแล้ว!

งานนี้ซื้อตั๋วไว้ตั้งแต่เดือนกุมภา แล้วเดือนกุมภามีนามีโน่นนี่นั่นให้ทำเยอะมากจนลืมงานนี้ไปเลย เพิ่งมานึกถึงอีกทีเมื่อต้นเดือนเมษานี่แหละว่า เฮ้ย งานมันจัดไปรึยังนะ!!!??? ก่อนจะตาลีตาเหลือกหยิบตั๋วมาดูวันที่แล้วพบว่าจัดปลายเดือน ค่อยยังชั่ว ถ้ามานึกได้หลังจากจัดไปแล้วคงร้องไห้…..

และนอกจากจะลืมวันที่จัดแล้ว เรายังลืมด้วยว่างานนี้เล่นเฉพาะเพลงภาค 7 อย่างเดียว ตอนหยิบตั๋วมาเช็กก็ดูแค่วันที่กับที่นั่ง ไม่ได้สนใจดูบรรทัดบนสุดซึ่งเขียนอยู่ทนโท่ว่า BRA★BRA FINAL FANTASY VII เพิ่งมานึกได้อีกทีว่าวันนี้มีแต่เพลงภาค 7 ก็ตอนที่มาถึงหน้างานแล้วเจอแต่พาเนลตัวละครภาค 7 และเขียนเอาไว้ตัวเบ้อเริ่มว่า FINAL FANTASY VII นี่แหละ

หมั่นไส้เซฟิรอธ! ป้ายยิ่งใหญ่เชียว งานนี้เซฟี่เป็นโลโก้ของงานด้วย แล้วดูคลาวด์ผู้เป็นพระเอกของเกมสิ โถๆๆๆๆๆๆ

งานนี้เราไปถึงก่อนงานเริ่มเป็นชั่วโมง ตอนตรวจตั๋วเสร็จแล้วเข้าไปตรงโถงนอกฮอลล์มีคนต่อคิวรอซื้อกู๊ดส์กับซีดีเยอะมากกกกกกกกก ส่วนเราเดินตัวปลิวผ่านไปเลยเพราะไม่มีตังค์ ไม่รู้จะรีบมาทำไม (พูดแล้วน้ำตาจะไหล)

ปีนี้ได้ที่นั่งชั้นสามอันสุดแสนไกล เดินขึ้นบันไดยาวนานประหนึ่งปีนเขาเหลียงซาน กว่าจะเจอทางเข้าที่นั่งชั้นสาม ในหัวนึกภาพว่ามันคงไกลจนน่าเศร้า แต่พอไปนั่งที่จริงๆ ก็ไม่เศร้าเท่าไหร่นะ ที่นั่งโอเคเลย ถึงจะอยู่ชั้นบนสุดแต่ก็อยู่ตรงกลางพอดี มองเห็นทั่วทั้งเวที คือคอนเสิร์ตแบบนี้รู้สึกว่าความใกล้ไม่จำเป็นอยู่แล้ว เน้นฟังมากกว่า ไม่ได้มีจอสำหรับฉายภาพแบบ Distant Worlds ด้วย

พอบ่ายสองนิดๆ ลุงโนบุโอะก็โผล่มาพูดเปิดงานเหมือนเดิม ลุงบอกให้ทุกคนเฮฮาเต็มที่เหมือนเดิม มีแจกของให้คนที่ตะโกนเสียงดังถูกใจลุงอีกแล้ว ลุงเล่นกะคนดูจนพอใจแล้วถึงยกเวทีให้นักดนตรีและคอนดักเตอร์

เซ็ตลิสท์วันนี้มีดังนี้

Opening~Bombing Mission
Final Fantasy VII Main Theme
Cosmo Canyon
Cait Sith’s Theme
Final Fantasy Main Theme
Final Fantasy VII Battle Medley
Aerith’s Theme

(Intermission)

Rufus’ Welcoming Ceremony
常に闘う者達 (เพลงนี้เหมือนจะไม่มีชื่อภาษาอังกฤษแบบออฟฟิเชียลนะ?)
Farm Boy
Interrupted by Fireworks
Descendant of Shinobi
Jenova Absolute
Birth of a God
One-Winged Angel

(Encore)
Tifa’s Theme
Mambo de Chocobo

ด้วยความที่ไม่ได้หาข้อมูลใดๆ ก่อนมา อย่างที่บอกว่าลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าวันนี้มีแค่เพลงภาค 7 ดังนั้นเราจึงไม่รู้เซ็ตลิสท์มาก่อนเลย มาลุ้นเอาเพลงต่อเพลงนี่แหละ ระทึกใจดี

ชอบการใช้เพลง Opening~Bombing Mission เป็นเพลงเปิดมากกกกกก ตอนก่อนเริ่มเดาว่าอาจจะเปิดด้วย Main Theme รึเปล่า? แต่พอฟังเพลงนี้แล้วรู้สึกว่า เออ เพลงเปิดมันต้องเป็นเพลงนี้แหละ เพลงขึ้นมาไม่กี่วินาที ภาพตอนเริ่มเกมก็ลอยมาเป็นฉากๆ เป็นเพลงที่เหมาะจะใช้ดึงคนดูเข้าไปในโลกของ FF7 มากที่สุดแล้ว พอเริ่มด้วยเพลงนี้แล้วก็อินกับเพลงอื่นๆ ไปหมด รู้สึกเหมือนเข้าไปนั่งอยู่ในเกมเลยอะะะะ ฮืออออออออ มันดีมากกกกกกก /ตบมือแรงมากตั้งแต่เพลงแรก

สองเพลงต่อมา Final Fantasy VII Main Theme กับ Cosmo Canyon ก็ดีงามมากๆๆๆ โดยเฉพาะ Main Theme นี่น้ำตาจะไหลลลลล ส่วนเพลง Cosmo Canyon เราชอบเวอร์ชั่นออร์เคสตร้าแบบใน Distant Worlds มากกว่าหน่อย แต่เวอร์ชั่นนี้ก็กุ๊งกิ๊งดี

เพลง Cait Sith’s Theme เป็นเพลงบอดี้เพอร์คัสชั่นของปีนี้ คือคนบนเวทีจะชวนให้คนดูมาตบไม้ตบมือเข้ากับเพลงไปด้วยกัน ตอนก่อนเริ่มเพลงมีคุณลุงที่เป็นเพอร์คัสชั่นของวงมาสอนให้อย่างสนุกสนานเฮฮา เค้าบอกว่าปีนี้ท่าจะยากหน่อย แล้วก็ชวนคนดูมาทำตามไปทีละท่า ไม่รู้เพราะโดนบอกว่าท่ายากรึเปล่า เราเลยรู้สึกว่าท่าปีนี้มันยากกว่าปีที่แล้ว ปีที่แล้วยังพอทำตามได้ แต่ปีนี้สเต็ปการตบมือค่อนข้างแอดวานซ์และจำยาก อารมณ์ประมาณ ตบมือสองที ตบตักซ้ายสอง ขวาสาม กระทืบเท้าซ้ายขวาซ้าย กลับมาตบมืออีกสามที อะไรแบบเนี้ย…… แต่มีอะไรแบบนี้ให้เล่นแล้วเราว่าครึกครื้นดี! คุณลุงที่สอนท่าก็ตล๊กกกกกกกตลก ลีลาเยอะมาก ขำมาก แค่เดินออกมาคนดูก็ขำกันสนั่นแล้ว

ตอนท้ายๆ เพลงคุณลุงที่สอนท่ามีการเต้นแท็ปให้ดูด้วยนะ แล้วสักพักลุงโนบุโอะกับพิธีกรสาวก็ไปเต้นข้างๆ เต้นกันจริงจังมากจนสงสัยว่าพิธีกรเค้าจะคิดในใจมั้ยว่าทำไมฉันต้องมาทำอะไรแบบนี้ เกินหน้าที่พิธีกรไปมาก สเต็ปก็ไม่ใช่ง่าย

ส่วนเพลง Final Fantasy Main Theme ปีนี้ก็ให้ผู้ชมมีส่วนร่วมด้วยการเป่ารีคอร์เดอร์อีกแล้ว ลุงโนบุโอะก็เป่า พิธีกรสาวก็เป่า ใครเตรียมมาก็เป่าไปพร้อมๆ กันตรงที่นั่งตัวเองนั่นแหละ

จำไม่ได้ว่าช่วงระหว่างเพลงไหนที่มีการเชิญเกสต์ออกมา ซึ่งเกสต์วันนี้คือคิตาเสะ โยชิโนริซัง!!!! ผู้กำกับ FF7!!!!!! ตอนเชิญออกมาเซอร์ไพรส์มากเพราะไม่นึกว่าจะพาผู้กำกับมาถึงโอซาก้าเลย ถ้าเป็นที่โตเกียวอาจจะไม่แปลกใจ แล้วพอถึงช่วง FF Main Theme คิตาเสะซังก็มาร่วมเป่ารีคอร์เดอร์ด้วย คิตาเสะซังบอกว่าแอบจิ๊กของลูกชายมา 5555555555

นอกเรื่อง ชอบที่ลุงโนบุโอะเรียกคิตาเสะซังว่า คิตะจัง ตลอดเลย โคตรคิวท์!!!

ตอนก่อนเริ่มเพลงพิธีกรสาวบอกให้เทสท์เสียงรีคอร์เดอร์พร้อมกันด้วยเสียง โด ปรากฏว่ามีคนดูหลายคนเล่นผิดเสียง ลุงโนบุโอะก็ทำท่าตึ่งโป๊ะแบบซิทคอมแล้วตะโกนบอกคนดูแบบไม่ใช้ไมค์ว่า ด๊อนมาย! โอ๊ย ลุงน่ารักอะ อารมณ์แบบคุณลุงใจดีข้างบ้านสุดๆ

พอจบ FF Main Theme ก็มีช่วงขายของกันเล็กน้อย มีสต๊าฟเข็นสินค้าที่ขายหน้างานออกมา ลุงโนบุโอะและพิธีกรสาวก็ช่วยกันขาย ส่วนคิตาเสะซังเป็นลูกมือคอยยืนถือของ (เฮลโหลลล เชิญผู้กำกับเกมมาถึงโอซาก้าเพื่อมายืนถือของเหรอ 55555555555) ลุงบอกว่าเนี่ย เดี๋ยวพักครึ่งมีเวลาตั้งยี่สิบนาที ใครว่างๆ ก็ไปต่อคิวซื้อกันนะ เวลาตั้งเยอะแยะ ซื้อทันถมถืด ….อยากให้ลุงไปเห็นสภาพแถวหน้างานที่ยาวไปถึงชั้นสาม แล้วลุงจะไม่พูดแบบนี้

นอกจากขายของแล้วยังมีการขายตั๋วคอนเสิร์ตรอบโกเบด้วย ตั๋วรอบโกเบยังเหลือเลยเอามาขายกันหน้างานนี้นี่แหละ ลุงโนบุโอะโฆษณาว่ารอบโกเบลุงจะเต้นเก่งขึ้นกว่ารอบนี้อีกนะ! อย่าลืมซื้อตั๋วกันด้วย! ฮาร์ดเซลล์สุดดดดด

จบช่วงโฆษณาแล้วพิธีกรสาวก็บอกว่าต่อไปเป็น Battle Medley ค่ะ พูดจบคนดูก็ฮือฮากันเยอะมาก สัมผัสได้ว่าทุกคนล้วนอยากฟังเพลงฉากต่อสู้!! แต่พอเอาเพลงแบทเทิลมาทำเป็นเมดเลย์แบบนี้รู้สึกไม่สะใจเลยง่ะะะ เราอยากฟังทุกเพลงแบบเต็มๆ เพลงมากกว่า ฮือ

เพลงสุดท้ายของครึ่งแรกคือเพลงของแอริธ เพลงนี้ก็สวยงามชำระล้างจิตใจเหมือนเคย ช่วงท้ายเพลงได้ยินเสียงสะอื้นมาจากรอบทิศ แม้จะไม่มีภาพบนจอคนดูก็อินกันมาก

เพลงแรกของครึ่งหลังคือ Rufus’ Welcoming Ceremony เพลงนี้พอถึงช่วงกลางเพลงอยู่ดีๆ นักดนตรีทุกคนก็วางเครื่องดนตรีลง แล้วลุกขึ้นมาร้องแบบอะแคปเปลล่าแทน ตลกมาก 555555555555 ตอนวางเครื่องดนตรี คนดูก็ เอ๊ะ?? อ๊ะ?? งุนงงกันใหญ่ แล้วพอนักดนตรีร้องเพลงปุ๊บ คนดูฮาครืนลั่นฮอลล์เลย คือเค้าไม่ได้ร้องกันแบบไพเราะเพราะพริ้งอะ แต่ร้องแบบเอาฮา 55555555555 ตอนจบเพลงคนดูตบมือแล้วขำกันเยอะมาก คอนเสิร์ตนี้สนุกมากจริง 5555555555 เห็นความตลกในเพลงนี้แล้วอยากรู้ว่าตอนประชุมงานเค้าคุยกันยังไง เค้าจะปรึกษากันจริงจังแค่ไหนว่าคอนเสิร์ตคราวนี้เราจะมาเล่นตลกอะไรใส่คนดูกันดี?

เพลงต่อมา 常に闘う者達 ที่เราหาชื่อเพลงภาษาอังกฤษไม่เจอ เพราะมันเป็นเพลงที่อะเรนจ์ขึ้นมาใหม่สำหรับคราวนี้โดยเอาเพลง The Shinra Corporation, Shinra’s Full-Scale Assault และ Attack of the Weapon มามิกซ์รวมกันเป็นเมดเล่ย์

ช่วงแถวๆ นี้แหละมั้งที่ลุงโนบุโอะพูดว่า ไม่นึกเลยว่าจะเกิดเรื่องแบบนั้นกับรูฟัส ด้วยน้ำเสียงเวทนา คิตาเสะซังก็เออออว่านั่นสินะ แล้วก็ช่วยกันสงสารรูฟัสกันใหญ่ ฮือ ท่านประธานของหนู 55555555555 อย่างน้อยท่านประธานก็ไม่ตายในฉากนั้นนะะะะะะ อุตส่าห์รอดมานะะะะ อย่าคุยกันเหมือนท่านรูฟัสตายไปแล้วสิคะ!!

ถัดมาอีกสามเพลงคือ Farm Boy, Interrupted by Fireworks และ Descendant of Shinobi เพลงเหล่านี้เป็นเพลงที่ลุงบอกว่าค่อนข้างไมเนอร์ ถ้าไม่ใช่คอนเสิร์ตที่เน้นเฉพาะภาค 7 แบบนี้ก็จะไม่โดนเลือกมาเล่น แต่ลุงก็คิดว่าเพลงพวกนี้ดีจริงๆ ซึ่งเพลงดีเนี่ยมันมีหลายแบบ มีทั้งแบบฟังแล้วอิมแพคต์ กับแบบที่ฟังไปเรื่อยๆ จะค่อยๆ รู้สึกซาบซึ้งในความดีงามของมัน ซึ่งเพลงเซ็ตนี้เป็นแบบหลัง แล้วลุงก็บอกว่า ตัวเองมาชมเพลงที่แต่งเองแบบนี้มันแปลกๆ ยังไงไม่รู้ แต่เพลงมันดีจริงๆ นะ โอ๊ยลุง 5555555555555

ลุงบอกว่า Farm Boy เวอร์ชั่นนี้อะเรนจ์แบบแปลกใหม่เพราะใช้เครื่องดนตรีไม่กี่ชิ้นแล้วเอาเครื่องดนตรีที่เสียงสูงสุดกับเสียงต่ำสุดมาบรรเลงด้วยกัน (จำไม่ได้แล้วว่ามันคืออะไรกับอะไร แง) สิ่งนึงที่เราชอบในคอนเสิร์ตนี้คือไม่ได้เล่นเต็มวงทุกเพลงแต่มีแบบวงเล็กวงน้อยด้วยนี่แหละ ถึงจะไม่รู้ว่าการอะเรนจ์แบบไหนมันเจ๋งยังไงบ้าง แต่ก็คิดว่ารูปแบบการบรรเลงในงานนี้มันมีหลากหลายดีนะ

ขำตอนคุยกันถึงเพลง Interrupted by Fireworks มาก ลุงโนบุโอะบอกว่าเพลงนี้คนเคยเล่นเกมมาฟังแล้วน่าจะนึกถึงความทรงจำดีๆ ในเกม เพราะมันเป็นเพลงในฉากเดทที่สวนสนุก แล้วคิตาเสะซังก็พูดขึ้นมาว่า ยกเว้นคนที่ได้ไปเดทกับบาร์เรต คงไม่อยากคิดถึงช่วงเวลานั้นเท่าไหร่ โอ๊ย 55555555555555555

ความตลกยิ่งกว่านั้นคืองานวันนี้จะมีรูปถ่ายจากช่างภาพของออฟฟิเชียลด้วย ซึ่งวิธีได้รูปมาเนี่ยเราต้องไปแอดลุงโนบุโอะในไลน์แล้วพิมพ์พาสเวิร์ดใส่ลุง ลุงบอกว่าพาสเวิร์ดวันนี้เอาเป็น เดทกับบาร์เรต ละกัน ขยี้ไปอีก 5555555555555555

สามเพลงสุดท้ายเป็นเซ็ตลาสท์บอส เซ็ตนี้มันส์มากกกกกกกกกกกก ชอบการเรียงเพลงที่ให้อารมณ์เหมือนเล่นเกมอยู่ อย่างเอาเพลงแอริธไว้ตรงกลางทั้งๆ ที่ปกติจะเก็บไว้อังกอร์เงี้ย ปลาบปลื้มมากๆๆ พิธีกรสาวบอกว่าปกติเพลงแอริธกับ One-Winged Angel มักจะเป็นเพลงอังกอร์ แต่รอบนี้อยู่ในโปรแกรมอยู่แล้ว คุณผู้ชมก็รอลุ้นกันนะคะว่าอังกอร์จะเป็นเพลงอะไร ส่วนลุงโนบุโอะบอกว่าถ้าไม่ตบมือดังๆ ก็ไม่มีอังกอร์นะ แน๊!! มีการขู่ด้วย!!

One-Winged Angel รอบนี้ก็อีปิคเหมือนเดิม แต่ไม่ตื่นเต้นแล้วอะ รู้อยู่แล้วว่ายังไงก็ต้องมีเพลงนี้ 555555555 จำได้ว่าตอนฟังครั้งแรกขนลุกเกรียว ปลื้มปริ่มมากกกกกกก แต่รอบนี้ถ้าพูดถึงเพลงแนวอีปิคแล้วประทับใจแบทเทิลเมดเล่ย์มากกว่า

อย่างไรก็ตาม ตอนจบ One-Winged Angel เราตบมืออังกอร์ด้วยความอึนๆ มึนๆ อยู่พักนึง ในหัวคิดวนไปวนมาว่า ทำไมไม่มีเพลงทีฟ่า??? ทำไม???? ตอนนึกได้ว่าวันนี้มีแต่เพลง FF7 เราคิดแค่อย่างเดียวเลยว่าวันนี้ต้องได้ฟังเพลงทีฟ่า ถ้าเน้นภาคเดียวแบบนี้เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีเพลงทีฟ่า แต่ฟังจนถึงเพลงสุดท้ายของโปรแกรมแล้วก็ยังไม่ได้ฟัง ได้แต่ฝากความหวังไว้กับช่วงอังกอร์

ตอนอังกอร์คุณคอนดักเตอร์เดินออกมาบนเวทีสองสามก้าวแล้วทำท่าเหมือนจะถอยกลับไป คนดูเลยช่วยกันตบมือดังขึ้น เค้าก็เดินอีกสองสามก้าวแล้วทำท่าชะงักอีก คนดูก็ต้องตบมือดังขึ้นอีก ตล๊กกกกก คอนเสิร์ตนี้มีแต่คนขี้เล่น ตั้งแต่คอนดักเตอร์ นักดนตรี พิธีกร เกสต์ ลุง เหมือนทุกคนมาแข่งกันตลก เป็นคอนเสิร์ตที่มีอะไรให้หัวเราะตลอดเวลา

และเมื่อคุณคอนดักเตอร์เลิกเล่นตัวแล้ว เพลงอังกอร์ก็เริ่มขึ้น ซึ่งเพลงแรกของอังกอร์ก็คือเพลงทีฟ่าที่เราเฝ้ารอคอยยยยย ฮืออออออออออ ในที่สุดดดดดดดดดดดดดด ตอนอินโทรขึ้นมาขนลุกมาก แล้วฟังไปสักพักก็น้ำตาไหล (;__;) ดีใจจังที่ได้ฟังเพลงนี้ ขอบคุณค่ะ ขอบคุณค่ะะะะะะะ (;______;)

เรามารู้ทีหลังว่าเพลงทีฟ่ามีอยู่ในอัลบั้ม BRASS de BRAVO ของปีนี้ด้วย……. คือถ้าเช็กเพลงในอัลบั้มก่อนก็ไม่ต้องลุ้นขนาดนี้มั้ย ความห่อเหี่ยวก่อนอังกอร์นั่นเพื่ออะไร 5555555555555 แต่การไม่รู้เซ็ตลิสท์มาก่อนมันก็ตื่นเต้นดีนะ!! ถ้าเรารู้มาก่อนว่ายังไงก็มีเพลงทีฟ่าแน่ๆ คงไม่ร้องไห้ตอนได้ฟัง จะไม่ได้อารมณ์ ในที่สุดดดดดดดด!!! แบบนี้แน่ๆ

เพลงสุดท้าย Mambo de Chocobo เป็นเพลงที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมที่พกเครื่องดนตรีมาขึ้นเวทีไปบรรเลงด้วยกันอีกเช่นเคย และเป็นช่วงที่อนุญาตให้ถ่ายรูปตามอัธยาศัยเช่นเคย

↑ ถ่ายมาแค่ตอนก่อนคนดูขึ้นไปแจม หลังจากนี้สักพักคนขึ้นไปกันจนล้นเวที บรรยากาศสนุกสนานเฮฮาดีมาก ถ้าเราได้ที่นั่งใกล้ๆ คงอยากไปแจมด้วยอยู่หรอก ถึงไม่มีเครื่องดนตรีก็ไปยืนตบมือเฉยๆ ได้ แอบอยากไปสักการะลุงใกล้ๆ บ้าง แต่ชั้นสามมันไกลอะะะะ ขี้เกียจลากสังขารลงไป

ตอนก่อนเริ่มเพลง Mambo de Chocobo มีช่วง call&response เล็กน้อย พิธีกรสาวพูดอะไรสักอย่างจำไม่ได้ละ แล้วให้คนดูคอลว่า ไฟนอลแฟนตาซี! พร้อมกับชูมือขวาขึ้นพร้อมกัน ดูเป็นคอนเสิร์ตเพลงเพื่อชีวิตอย่างบอกไม่ถูก แต่ก็สนุกดี 555555555 ชอบที่บนเวทีมีปฏิสัมพันธ์กับคนดูตลอดเวลา เป็นคอนเสิร์ตที่อบอุ่นใกล้ชิดมากๆๆๆ (แม้เราจะนั่งอยู่บนยอดดอย…..)

นอกจากที่เล่าไปแล้วยังมีช่วงพูดคุยของลุงโนบุโอะอีกมากมาย ลุงพูดเยอะแยะจนจำได้ไม่หมดว่าพูดอะไรบ้าง…. ตอนท้ายมีพูดถึง FF7 ด้วย พิธีกรถามลุงกับคิตาเสะซังว่าสำหรับคุณแล้ว  FF7 คืออะไร? ลุงบอกว่าภาคนี้เป็น turning point ในการทำงานของลุงเลย ส่วนคิตาเสะซังตอบว่าอะไรจำไม่ได้ ฮือ ขอโทษค่ะ TωT

แล้วก็มีช่วงนึงเป็นช่วงอ่านแบบสอบถามจากผู้ชม คือตอนเข้างานเค้าจะมีแจกกระดาษมาปึ๊งนึง เป็นพวกใบปลิวคอนเสิร์ตอื่นๆ แบบสอบถามหลังจบงาน ไรงี้ แล้วในนั้นมีแบบสอบถามที่ให้ส่งก่อนเริ่มงานอยู่ด้วย ปีที่แล้วก็มี เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ชวนให้คนดูมามีส่วนร่วมกัน คือทำไมเป็นคอนเสิร์ตที่มีกิจกรรมให้ทำเยอะแยะมาก… ของปีนี้จะมีคีย์เวิร์ดมาให้เจ็ดคำ คือคำว่า ดวงดาว/คัมพานี/ดอกไม้/พิซซ่าเน่า/ลูกหลาน/ดอกไม้ไฟ/เทวดา ทั้งหมดเป็นคำที่เกี่ยวข้องกับ FF7 แบบสอบถามจะให้เลือกคำไหนมาก็ได้แล้วเล่าเรื่องของตัวเองหนึ่งเรื่อง

มีคนที่ส่งแบบสอบถามคนนึงชื่อคาเอเดะซัง เค้าเลือกคำว่าดอกไม้ไฟมาแล้วเขียนว่า วันนี้เป็นวันเกิดของฉัน ฉันเลยถือว่าคอนเสิร์ตวันนี้เป็นดอกไม้ไฟที่จุดเฉลิมฉลองให้ฉันค่ะ! พออ่านอันนี้แล้วลุงโนบุโอะเลยบอกว่า เอางี้ ทุกคนมาร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์ให้คาเอเดะซังกันเถอะ แล้วทั้งฮอลล์ก็ร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์ร่วมกัน ร้องจบก็มีเสียงคาเอเดะซังที่ชั้นหนึ่งตะโกนดังมากว่า อาริกาโตโกไซมัสสสสส!!! บนเวทีเลยโบกไม้โบกมือให้คาเอเดะซังกันใหญ่ เนี่ย! เป็นกันเองมากๆๆๆ น่ารักกกกกกก (*´∀`*)

อีกช่วงที่พอจำได้คือมีเพลงนึงนักดนตรีมีปัญหากับโน้ตเพลงนิดหน่อยเลยเริ่มเพลงไม่ได้ พิธีกรเลยต้องชวนลุงกับคิตาเสะซังคุยไปเรื่อยๆ พิธีกรถามว่าสำหรับลุงแล้วเพลงแบบไหนแต่งง่ายสุด? แนวแอคชั่นหรือแนวช้าๆ ลุงบอกว่าแนวช้าๆ แต่งง่ายกว่า แล้วก็ทำท่าเหมือนจะเล่าต่อ แต่นักดนตรีเกิดพร้อมขึ้นมาพอดีลุงเลยรีบตัดบทตัวเองกลางประโยคเลย ตลกดี 5555555555

มีช่วงที่คุยกันเรื่องภาค 7 รีเมคด้วย แต่ไม่ได้คุยอะไรละเอียดมากมาย แล้วลุงก็พูดขึ้นมาว่า เผลอๆ เวอร์ชั่นรีเมคอาจจะออกปีนี้ก็ได้นา แล้วก็หันไปมองหน้าคิตาเสะซัง กดดันไปอี๊กกกกกกกกก

โดยรวมแล้วปีนี้ไม่ได้รู้สึกตื่นตาตื่นใจเท่าปีก่อน เพราะรูปแบบมันก็คล้ายๆ เดิมแหละ เป็นคอนเสิร์ตแนวสนุกสนานเฮฮา ใกล้ชิดประชาชน บรรยากาศอบอุ่นน่ารักเหมือนเดิม และลุงตลกมากเหมือนเดิม 55555555 ไม่ค่อยแน่ใจว่ามาดูคอนเสิร์ตหรือมาดูลุงเล่นตลก แต่ปีนี้เราชอบมากๆๆๆๆๆๆๆๆตรงที่เน้นเฉพาะเพลงภาค 7 รู้สึกอินไปหมดทุกเพลง ไม่รู้ปีต่อๆ ไปจะมีแบบเน้นเพลงภาคอื่นๆ อีกบ้างมั้ย ถ้ามีของภาคที่ชอบก็อยากดูจัง ฮืออออออออออ (;___;)

SENDAI (1)

ไปเที่ยวแถบโทโฮคุมาตั้งแต่ต้นเดือนมีนาที่ผ่านมา ค่อนข้างชอบภูมิภาคนี้แม้จะได้ไปแค่ไม่กี่เมืองและฟ้าฝนไม่ค่อยเป็นใจเท่าไหร่ เลยมาจดบันทึกการเดินทางแบบคร่าวๆ เอาไว้ซะหน่อย

การเดินทางไปเซนไดคราวนี้เรานั่งเครื่องบินไปจากโอซาก้า ใช้เวลาชั่วโมงนิดๆ ก็ถึงละ สุดสะดวกสบาย ขึ้นเครื่องปุ๊บหลับปั๊บ ตื่นมาอีกทีถึงเซนไดแล้ว แม่เราซึ่งนั่งเครื่องคนละลำกันบอกว่าเครื่องบินผ่านภูเขาฟูจิด้วย แต่เราหลับไม่รู้เรื่องเลย แป่ว

พอถึงสนามบินเราก็เดินสำรวจสนามบินอยู่พักใหญ่เพราะต้องรอพ่อแม่บินตามมา นอกจากค้นพบว่าร้านอาหารในสนามบินแทบทุกร้านมีลิ้นวัวซึ่งเป็นของขึ้นชื่อของเซนไดขายแล้ว สิ่งที่ค้นพบอีกอย่างคือที่สนามบินมีเส้นขีดบอกระดับน้ำตอนที่โดนคลื่นสึนามิซัดเมื่อปี 2011 ด้วย ตอนนั้นสนามบินเซนไดโดนน้ำท่วมจนเสียหายไปเยอะมาก แต่ปัจจุบันซ่อมแซมจนเอี่ยมอ่อง ร่องรอยที่ยังเหลือมีแต่รอบนอกสนามบิน ตอนมองลงมาจากเครื่องแล้วเห็นพื้นที่ริมทะเลเต็มไปด้วยร่องรอยที่เคยเป็นบ้านคนแล้วแอบหดหู่แปลกๆ (._.)

หลังจากพ่อแม่ตามมาสมทบแล้วก็นั่งรถไฟเข้าเมืองกัน นั่งรวดเดียวถึงสถานีเซนได จากสถานีเซนไดก็เดินหาที่พักต่อ แม่เราจอง Airbnb ใกล้ๆ สถานีเซนไดเอาไว้ ตอนแรกเจ้าของที่พักบอกว่าจะส่งคนมารับ ปรากฏว่ารออยู่นานเค้าไม่มาซะที เราเลยดูตามแผนที่ไปจนถึงที่พักเอง ซึ่งจริงๆ ที่พักอยู่ใกล้สถานีเซนไดมาก หาไม่ยากและสุดแสนสะดวก เพราะแถวสถานีเซนไดเป็นย่านความเจริญ เดินออกไปหาข้าวกินได้อย่างสะดวกสบาย ที่สำคัญคือมีร้านข้าวหน้าลิ้นวัวอยู่ใกล้ๆ ที่พักด้วย (≧ڡ≦)

ความประทับใจคือหลังจากนั้นคนที่จะมารับเค้าตามมาขอโทษถึงห้องและซื้อขนมมาไถ่โทษ! ไม่ได้ประทับใจที่มาขอโทษ แต่ประทับใจที่ซื้อขนมมาฝาก (ใช่ค่ะ ดิฉันเป็นคนที่ซื้อได้ด้วยของกิน)

วันแรกในเซนไดเราไม่ได้ทำอะไรมาก ตอนเย็นนัดเจอรุ่นน้องที่เรียนอยู่เซนได ไปกินเนื้อย่างด้วยกัน หลังจากกินเนื้อและลิ้นวัวหมดไปประมาณครึ่งเมืองเซนไดแล้วก็เดินสำรวจแถวๆ สถานี วันต่อมาค่อยเริ่มเที่ยวจริงจัง แม้ว่าฝนจะตกทั้งวันเลยก็ตาม ฮือ T_T

การเที่ยวเซนไดในวันต่อมาเราใช้วิธีนั่งรถ るーぷる仙台 (Loople Sendai) เป็นรถบัสคันเล็กๆ ที่วิ่งวนรอบเซนไดและวิ่งผ่านสถานที่ท่องเที่ยวฮิตๆ ในเมืองเซนไดแบบค่อนข้างครอบคลุม ถ้าซื้อตั๋วแบบ one-day pass แล้วจะขึ้นลงกี่รอบก็ได้ บ้านเราเลยซื้อมากันคนละใบ สนนราคา 620 เยน

ตัวรถหน้าตาแบบนี้ สไตล์วินเทจเกร๋ๆ มีคนขับรถคอยเลคเชอร์ให้ฟังตลอดทาง ขับผ่านตรงไหนอะไรยังไงคนขับอธิบายละเอียดยิบ แต่เป็นภาษาญี่ปุ่นหมดเลยนะ

ระหว่างยืนรอรถ คุณลุงที่คอยตะโกนบอกว่าซื้อตั๋วตรงไหนยังไงก็เลิกตะโกนและหันมาถามเราว่ามาจากไหนกัน พอบอกไปว่ามาจากไทย คุณลุงก็พูดสวัสดีครับด้วยสำเนียงญี่ปุ่น ว้าว เป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวดีนะ!

ขึ้นรถแล้วเราก็ไปลงที่ป้าย 瑞鳳殿前 (Zuihoden Mausoleum) เป็นอันดับแรก จากป้ายนี้เดินไปอีกนิดจะเป็นที่ตั้งของซุยโฮเดง สุสานของท่านดาเตะ มาซามุเนะ!!!! มังกรตาเดียวผู้ก่อตั้งเมืองเซนได!!!!! ตอนแรกไม่แน่ใจว่าจะพาพ่อแม่มาที่นี่ดีมั้ยเพราะกลัวพ่อแม่ไม่อินกับท่านมาซามุเนะ แต่เห็นไกด์บุ๊กที่แม่พกมาจากไทยก็เขียนถึงที่นี่ไว้ เลยลากพ่อแม่มาแวะคารวะท่านมาซามุเนะกันสักนิด

ตอนลงจากบัสแล้วมองไปยังทางขึ้นซุยโฮเดงรู้สึกท้อแท้นิดนึงเพราะมันเป็นเนินสูง…

ปีนขึ้นเนินไปเรื่อยๆ เจอป้ายซุยโฮเดงแล้วยังมีบันไดให้ปีนต่อ กว่าจะฝ่าฟันไปหาท่านมาซามุเนะได้แอบเหนื่อยอยู่เหมือนกัน

ในที่สุดก็ขึ้นมาถึงทางเข้าซุยโฮเดงงงงงง

จ่ายค่าเข้าคนละ 550 เยนก็จะได้ตั๋วเข้าชมมาคนละใบ

ที่ล้างมือตรงทางเข้ามีมังกรคอยต้อนรับด้วย สมเป็นสถานที่พักผ่อนของท่านมาซามุเนะ!

เดินเข้าไปอีกนิดนึงก็จะเจอตัวอาคารซุยโฮเดงซึ่งเป็นสุสานของท่านมาซามุเนะ ตัวสุสานเดิมโดนเผาไปตั้งแต่สมัยสงครามโลก อาคารที่เห็นในปัจจุบันเป็นของที่สร้างขึ้นมาใหม่หลังสงคราม หน้าตาเลยดูสวยสดงดงาม ไม่เก่าไม่โทรมเลย

นอกจากที่นี่จะเป็นสุสานของท่านมาซามุเนะแล้ว รอบๆ ตัวอาคารซุยโฮเดงยังเป็นที่ฝังศพของข้ารับใช้ที่ฆ่าตัวตายตามตอนที่ท่านมาซามุเนะเสียชีวิตด้วย

ถัดจากซุยโฮเดงเดินต่อมาอีกจะเจอคันเซนเดง (感仙殿) กับเซนโนเดง (善応殿) สองหลังนี้เป็นสุสานของลูกหลานท่านมาซามุเนะที่ปกครองเซนไดต่อๆ กันมา ตรงนี้เราไม่ได้เดินเข้าไปดูใกล้ๆ เพราะฝนตกหนักและเราไม่มีร่ม ฮือ ;_;

เดินดูรอบๆ จนพอใจแล้วก็กลับไปยืนรอรถ るーぷる เพื่อไปยังสถานที่ถัดไป ซึ่งก็คือซากปราสาทเซนไดซึ่งอยู่ถัดไปสองป้าย

ปราสาทเซนไดเรียกอีกชื่อว่าปราสาทอาโอบะ (เราชอบชื่อปราสาทอาโอบะมากกว่า!) สาเหตุที่เรียกว่า ซากปราสาท นั่นก็เพราะที่นี่ไม่มีตัวปราสาทเหลืออยู่ ตัวปราสาทโดนทำลายไปตั้งแต่ตอนสงครามโลกแล้วไม่ได้สร้างขึ้นมาใหม่ ที่นี่เลยเหลือแต่ฐานกับกำแพงอีกเล็กน้อย มีป้ายอธิบายอยู่ที่พื้นว่าตรงไหนเคยเป็นห้องอะไร ต้องใช้พลังจินตนาการกันเอาเอง

อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่เหลือตัวปราสาทให้ชม ที่นี่ก็ยังมีไฮไลท์ของเมืองเซนไดอยู่อีกอย่าง นั่นก็คือรูปปั้นท่านดาเตะ มาซามุเนะนั่นเอง

บริเวณนี้นอกจากจะเป็นซากปราสาทแล้วยังเป็นสวนสาธารณะด้วย มองลงไปจะเห็นวิวเมืองเซนไดกว้างใหญ่ไพศาล ถ้าอากาศดีๆ คงสวยงามมาก แต่ตอนเราไปทั้งหนาว ทั้งฟ้าหม่น บรรยากาศเลยเศร้าๆ หน่อย

และสิ่งที่ข้าพเจ้าทำเมื่อพบท่านมาซามุเนะก็คือ……

ใช่ค่ะ…. แม้จะมากับพ่อแม่ก็ติ่งได้ค่ะ……

กรี๊ดที่นี่มากเพราะมันเป็นฉากในคอร์ด้าภาคชิเซย์คัง แค่นั้นแหละ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับท่านมาซามุเนะเลย แป่ว 5555555555

เดินเลยเข้าไปด้านในอีกนิดจะเจอศาลเจ้าตั้งอยู่ ที่ศาลเจ้ามีเครื่องรางท่านมาซามุเนะขายด้วย ใครติ่งท่านมาซามุเนะแล้วมาเที่ยวเซนไดจะต้องฟินมาก

ตอนแรกเกือบซื้อเครื่องรางที่เขียนว่าเครื่องรางดาเตะ แต่แล้วก็นึกได้ว่า เอ๊ะ เราไม่ได้ติ่งท่านมาซามุเนะนี่ เราแค่ชอบดาบของท่านมาซามุเนะเฉยๆ…. ด้วยเหตุนี้จึงไม่ได้ซื้อกลับมา (จะว่าไปแล้วตอนแรกว่าจะพาด๋อยมิตจังมาเที่ยวเซนไดด้วยแต่สุดท้ายก็ไม่ได้พามาเพราะกระเป๋าเต็ม แง เสียดาย ;_;)

ถัดจากศาลเจ้าไปจะเป็นพิพิธภัณฑ์ ซึ่งเราไม่ได้เข้าเพราะมันเก็บตังค์ งก 555555555 เดินเลยไปอีกจะเจอโซนร้านอาหาร ตอนนั้นกำลังหิวพอดีเลยแวะซื้อลิ้นวัวเสียบไม้กินกัน รักเซนไดตรงที่หันไปทางไหนก็เจอลิ้นวัวอร่อยๆ นี่แหละ (≧∇≦)

ออกจากแถวซากปราสาทเซนไดแล้วก็นั่งรถต่อไปอย่างไร้จุดหมาย คือเราเที่ยวกันแบบไม่ได้วางแผนใดๆ กะว่าเจออะไรน่าสนใจก็แวะ และสถานที่ต่อไปที่แวะก็คือพิพิธภัณฑ์ศิลปะจังหวัดมิยางิ ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่ได้สนใจงานศิลปะหรอก แค่อยากหาที่หลบฝนเพราะฝนตกจริงจังมากแต่ไม่มีร่ม ฮือ

ตัวอาคารพิพิธภัณฑ์กว้างใหญ่ไพศาลมาก ซื้อตั๋วเสร็จแล้วยืนงงไม่รู้จะไปทางไหนต่อ เห็นบันไดขนาดมหึมาเลยเดินขึ้นไป ปรากฏว่าโดนเจ้าหน้าที่ไล่กลับลงมาเพราะชั้นบนเป็นที่ตั้งของคอลเลคชั่นพิเศษที่ต้องซื้อตั๋วเพิ่ม ส่วนตั๋วที่เราซื้อมาเป็นของคอลเลคชั่นปกติ ตัวคอลเลคชั่นปกติมีอยู่ไม่กี่ห้อง เดินดูแป๊บเดียวก็หมดละ ส่วนใหญ่เป็นภาพวาด มีประติมากรรมบ้างเล็กน้อย คำอธิบายผลงานทั้งหมดเป็นภาษาญี่ปุ่น

ออกจากพิพิธภัณฑ์ก็นั่งรถไปลงป้าย 大崎八幡宮前 (Osaki Hachimangu Shrine) ต่อ ป้ายนี้ตั้งอยู่หน้าศาลเจ้าโอซากิฮะจิมังงู เป็นศาลเจ้าดังของเซนไดซึ่งสร้างขึ้นตามคำสั่งของท่านมาซามุเนะ บอกแล้วว่าถ้าติ่งท่านมาซามุเนะจะแฮปปี้กับเมืองนี้มาก ไปทางไหนก็เจออะไรเกี่ยวกับท่านมาซามุเนะเต็มไปหมด






ศาลเจ้าที่นี่เงียบมากกกกกกกก ส่วนนึงคงเพราะฝนตกด้วยเลยไม่มีใครมา และอันที่จริงสถานที่ท่องเที่ยวในเซนไดมันไม่ได้พลุกพล่านอยู่แล้ว เที่ยวสบายไม่เหมือนเมืองฮิตๆ อย่างเกียวโตหรือโอซาก้า

ไฮไลท์ของที่นี่คือป้ายขอพร เนื่องจากเซนไดเป็นเมืองบ้านเกิดฮะนิว ยูซึรุคุง ป้ายขอพรที่นี่เลยเต็มไปด้วยป้ายขอให้ฮะนิวชนะการแข่งที่โอลิมปิก ไปยืนอ่านแล้วพบว่าป้าย 80% ล้วนขอพรให้น้องฮะนิว

ประทับใจป้ายนี้มาก ↓↓↓ เอารูปฮะนิวมาแปะเลย สงสัยกลัวเทพเจ้าให้เหรียญทองผิดคน

ถัดจากศาลเจ้าก็นั่งรถไปลงที่ป้าย 定禅寺通市役所前 (Jozenji-dori Ave./ Sendai City Hall) แถวนี้เป็นย่านช็อปปิ้ง มีร้านรวงมากมาย ในที่สุดเราจึงได้แวะซื้อร่มที่แฟมิลี่มาร์ทซะที ก่อนหน้านี้เดินตากฝนประหนึ่งเล่นเอ็มวีมาทั้งวัน โฮ

และเมื่อมาถึงถนนโจเซนจิก็ได้เวลา…

ใช่ค่ะ ที่นี่ก็เป็นฉากของคอร์ด้าอีกเช่นกันค่ะ……..

จริงๆ แล้วเราไม่ได้ลิสท์ไว้เลยว่าตรงไหนของเซนไดเป็นฉากในคอร์ด้าบ้าง ด้วยความที่พาพ่อแม่เที่ยวเลยเกรงใจไม่กล้าติ่ง แต่พอเจอสถานที่ที่คุ้นๆ ว่าเคยเห็นในเกมก็อดประกอบพิธีกรรมติ่งไม่ได้อยู่ดี 5555555555 เอาไว้จะไปเล่นภาคชิเซย์คังทบทวนแล้วกลับมาติ่งอย่างจริงจังอีกรอบ! (ทริปญี่ปุ่นในฝันของเราคือตามรอยคอร์ด้าจากฮอกไกโดจรดโอกินาวะ แต่ก่อนอื่นต้องไปเล่นทบทวนทุกภาค เพราะจำสถานที่ไม่ได้เลย ฮ่วย)

จากแถวๆ ถนนโจเซนจิมันมีทางเชื่อมไปถนนช็อปปิ้งสายเล็กสายน้อยเยอะมาก เราเดินเล่นไปเรื่อยๆ สักพักก็วนกลับมาถึงแถวๆ หน้าสถานีเซนไดเองโดยไม่ได้ตั้งใจ

↑ เจอโตโตโร่ด้วย!

หลังจากเที่ยวชมเซนไดจนพอใจแล้วก็เข้าสู่ช่วงช็อปปิ้งตามอัธยาศัย ใจจริงอยากแว้บไปอนิเมทที่อยู่แถวๆ หน้าสถานีเซนได แต่จะทิ้งพ่อแม่ไปอนิเมทก็ดูเลวไป 555555555

ความโชคดีคือแม่อยากไปลอฟท์ เราเลยพาพ่อแม่ไปเดินลอฟท์ ก่อนจะพบว่าในตึกเดียวกับลอฟท์มีอนิเมก้าด้วย  พอจะแทนๆ อนิเมทได้อยู่ เห็นป้ายปุ๊บรีบพุ่งไปทันที อนิเมก้าสาขาเซนไดใหญ่มากกกกกก ของเยอะมากกกกก มีของที่สาขาโตเกียวกับโอซาก้าขายหมดวางอยู่กองพะเนิน ประทับใจมาก เสียดายไม่ได้ซื้ออะไรเลยเพราะไม่มีตังค์และขี้เกียจขนกลับ (TωT) แต่แค่ได้สำรวจก็ตื่นตาตื่นใจมากพอละ

และวันที่สองในเซนไดก็ปิดท้ายที่ร้านราเม็งชั้นบนสุดของลอฟท์ ร้านโล่งมากกกกก เป็นร้านแบบยืนกดตั๋วหน้าร้านแล้วค่อยเข้าไปกิน พนักงานมายืนเฝ้าตั้งแต่ตอนกดตั๋วเลย สุดจะกดดัน

เมนูที่เราสั่งมาเป็นข้าวหมูอะไรสักอย่าง ลืมชื่อไปแล้ว แต่อร่อยดี ให้เยอะมากจนตกใจ

และแล้วก็เป็นอันปิดท้ายวันที่สองในเซนไดอย่างอิ่มอร่อย สารภาพกันตามตรงว่าอยู่แค่สองวันก็รักเซนไดแล้ว เพราะอาหารอร่อยมาก 555555555555

ว่าแล้วก็คิดถึงลิ้นวัวเซนไดจังเลย ฮือ กินลิ้นวัวที่ไหนก็ไม่อร่อยเท่ากินที่เซนไดจริงๆ นะ

Fortissimo – Tsukishiro Sota

เล่นรูทสึกิชิโระซังใน Fortissimo จบแล้ว มีอะไรอยากกรี๊ดเยอะแยะเต็มไปหมด ไม่ได้เล่นโอโตเมะเกมแล้วเขินตัวระเบิดปุ้งปั้งขนาดนี้มานานแล้ว เล่นแล้วต้องเอาหน้ามุดหมอนเป็นระยะๆ ด้วยความเขิลลลลลลล ฮว้ากกกกกกกกกก (≧д≦)(≧д≦)(≧д≦)

แม้เกมนี้จะออกแนวไอดอล แต่สึกิชิโระซังผู้ไม่ใช่ไอดอลคนนี้จะเรียกว่าเป็นพระเอกลับๆ อีกคนของเรื่องนี้ก็ว่าได้ เพราะเวอร์ชั่นนิยายแยกเล่มจบเป็นสองเล่มสองรูท อยากจบกับคนไหนก็เลือกอ่านเฉพาะรูทนั้นได้ และหนึ่งในสองรูทนั้นก็คือรูทสึกิชิโระซังคนนี้นี่แหละ

เราจำเนื้อหานิยายเล่มแรกๆ ไม่ค่อยได้แล้ว สิ่งเดียวที่จำได้คือสึกิชิโระซังเป็นคนดีมาก ดีงามน้ำตาไหล อ่านไปก็ซาบซึ้งไปว่าทำไมดีขนาดนี้ เป็นโอเอซิสหัวใจท่ามกลางสมรภูมิเด็กผีที่มีชื่อว่าฟอร์เต้ 55555555555 เป็นตัวละครที่ชอบมากๆๆๆมาตั้งแต่เวอร์ชั่นนิยาย ตอนรู้ว่าเวอร์ชั่นเกมมีรูทสึกิชิโระซังด้วยแทบตีลังกาด้วยความดีใจ ฮืออออ ขอบคุณค่ะะะะะ /กราบโอโตเมทงามๆ จากใจ

และหลังจากจีบไอดอลมาห้าคนรวดแล้วเนี่ย พอมาเจอรูทสึกิชิโระซัง ฟีลของเกมจะเปลี่ยนไปทันที รูทหนุ่มๆ ฟอร์เต้จะเป็นแนวรักกุ๊กกิ๊ก แต่รูทสึกิชิโระซังเป็นแบบผู้ใหญ่วัยทำงาน ระหว่างเล่นก็จะรู้สึกว่า อาห์ ผู้ใหญ่นี่ดีจังเลย (〃ω〃)♥ อยู่ตลอดเวลา

สารภาพก่อนว่าจริงๆ ตอนยังไม่ประกาศคนพากย์ เราแอบลุ้นให้เป็นซากุไรซัง พอประกาศออกมาเป็นทานิยามะ คิโชแล้วรู้สึกอิมเมจไม่ค่อยตรงกับตอนอ่านนิยายแล้วจินตนาการเสียงเองเท่าไหร่ แต่พอได้เล่นเกมเท่านั้นแหละ โอ๊ยยยยยยยยยย กราบบบบบบ คิโชซังพากย์ดีมากกกกกกกกกกกกก การแสดงอารมณ์ต่างๆ คือใช่มาก ใจสั่นเยอะมาก ยกให้เป็นตัวละครของทานิยามะ คิโชที่ทำให้เราเขินได้มากเป็นอันดับสองเลย (อันดับหนึ่งคือสึกิโมริคุงจากคอร์ด้า …ซึ่งจริงๆ เราอาจจะเขินสึกิชิโระซังหนักกว่าก็ได้ แต่สึกิโมริคุงได้คะแนนความสนิทกันมานานเลยเฉือนชนะไป)

 

 

*SPOILER ALERT*

 

 

รูทสึกิชิโระซังในเกมจะคู่ขนานไปกับรูทเออิจิโร่ มีอีเวนท์ร่วมกันเยอะหน่อย สตอรี่ไลน์จะคล้ายๆ ในนิยาย คือในนิยายรูทสึกิชิโระซังเนี่ยนางเอกจะอกหักจากเอจิแล้วได้สึกิชิโระซังมาช่วยดามหัวใจ ในเกมก็เล่นมุกเดียวกันแหละ (แต่ตอนเล่นรูทสึกิชิโระซังเรากดข้ามอีเวนท์เอจิไปหมดเลยไม่ค่อยรู้สึกว่านางเอกชอบเอจิเท่าไหร่ แป่ว 555555555)

สึกิชิโระซังคนนี้เป็นหัวหน้าแผนกเมเนจเมนต์ของเจมส์เอนเตอร์เทนเมนต์ มีสถานะเป็นเจ้านายของนางเอกและเป็นคนรับหน้าที่สอนพนักงานใหม่ที่เพิ่งเข้ามาทำงานด้วย ช่วงแรกๆ ในรูทรวมสึกิชิโระซังเลยมีบทเยอะหน่อยเพราะเป็นช่วงที่นางเอกเพิ่งเรียนรู้งาน

ช่วงแรกๆ ของเกมนางเอกยังทำงานไม่ค่อยได้เรื่องได้ราว สึกิชิโระซังเลยดูเฮี้ยบๆ หน่อย คอยดุนางเอกตลอด เป็นเจ้านายจอมเข้มงวดที่ทำหน้าถมึงทึงใส่นางเอกบ่อยๆ จนนางเอกกลัว เวลานางเอกคุยกับสึกิชิโระซังจะดูหวาดผวามาก

ขนาดทำหน้าบูดยังโมเอะเลย (≧д≦) บ้าเอ๊ยยยยยยยย หาเจ้านายแบบนี้ได้ที่ไหนบ้างคะะะะะะะ /ปาเรซูเม่ใส่

ทว่าภายใต้ความเข้มงวดเหล่านั้น โดยเนื้อแท้แล้วสึกิชิโระซังเป็นเจ้านายที่น่ารักมากกกกกกก ที่ดุด่าล้วนเป็นเพราะอยากให้นางเอกทำงานได้ดีขึ้นทั้งสิ้น ตอนที่นางเอกเรียนรู้งานครบหนึ่งเดือนแล้ว สึกิชิโระซังที่เห็นนางเอกตั้งอกตั้งใจทำงานดีก็บอกว่า พยายามได้ดีมาก

โอ๊ยยยย ได้ยินแค่นี้หัวใจก็อบอุ่นเหลือหลาย ความเหนื่อยล้าปลิวไปหมดเลยค่ะหัวหน้าขราาาาาา (///ω///)

ยัง ยังไม่พอ สึกิชิโระซังยังบอกอีกว่า ตอนกลับบ้านถ้าบ้านอยู่ไกลสถานีก็นั่งแท็กซี่ซะ ด้วยนะ ว้ายยยย ห่วงใย! ใส่ใจ! ….แต่ไม่ได้บอกนะว่าบริษัทจะออกค่าแท็กซี่ให้ ตึ่งโป๊ะ!

พอนางเอกฝึกงานครบทุกแผนกแล้ว ประธานบริษัทก็แต่งตั้งให้นางเอกเป็นผู้จัดการของฟอร์เต้ สึกิชิโระซังเลยต้องคอยสอนงานต่อเพราะสึกิชิโระซังเคยเป็นผู้จัดการของฟอร์เต้มาก่อน อยู่มาวันนึงสึกิชิโระซังจับได้ว่านางเอกกับเรียวคุงไปซื้อเสื้อผ้าด้วยกัน สึกิชิโระซังเลยชวนนางเอกไปกินข้าวหลังเลิกงานเพราะมีเรื่องจะเทศนา

ความกร๊าวของฉากกินข้าวคือสึกิชิโระซังพานางเอกไปที่ร้านบนตึกสูงแล้วพนักงานพาไปนั่งริมหน้าต่าง นางเอกเลยทำท่ากลัวๆ เพราะเป็นคนกลัวความสูง สึกิชิโระซังเลยรีบบอกพนักงานว่าขอนั่งโต๊ะริมสวนดีกว่า โอ๊ยยยยย ห่วงใจ! ใส่ใจ!

คุยไปคุยมาสึกิชิโระซังก็เตือนนางเอกว่า “ห้ามแตะต้องสินค้า” หมายความว่าห้ามยุ่งกับฟอร์เต้นั่นแหละ สึกิชิโระซังบอกว่าต่อให้อีกฝ่ายเข้าหาก่อนก็ต้องปฏิเสธให้ชัดเจน เวลาอยู่ในที่สาธารณะด้วยกันต้องระวังตัวดีๆ (เตือนช้าไปหลายรูทเลยค่ะหัวหน้าขา) นางเอกฟังแล้วก็บอกว่า สาบานได้เลยค่ะว่าฉันไม่คิดจะมีความรักกับไอดอลเลยจริงจริ๊ง ไม่มีทางเลยค่ะ ความร้งความรักอะไรเป็นไปไม่ได้! (หยั่มมาาาา หล่อนฟาดไปแล้วห้าคน ชั้นรู้ชั้นเห็น) สึกิชิโระซังเลยบอกว่าถ้าเป็นเธอคงไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ถ้าเธอทำงานผิดพลาดอะไรฉันจะรับผิดชอบเอง เพราะฉันเป็นคนสอนงานเธอ ว้าวววววววว เจ้านายดีเด่นนนนนน

หลังจากนั้นนางเองก็ตั้งอกตั้งใจทำงานพร้อมๆ กับพยายามเปลี่ยนแนวทางแฟชั่นตัวเองหลังจากโดนสมาชิกฟอร์เต้ด่ารัวๆ (แต่สึกิชิโระซังไม่เคยว่าอะไรเรื่องความเฉิ่มเชยเลย น่ารักที่สุด♥) จะว่าไปแล้วพล็อตสาวเฉิ่มจับพลัดจับผลูมาทำงานในบริษัทที่ตัวเองไม่คาดฝัน มาเจอเจ้านายโหดๆ และพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นสาวชิคนี่มันแอบชวนนึกถึง The Devil Wears Prada นิดนึงนะ คิดมาตั้งแต่ตอนอ่านนิยายละ แต่สึกิชิโระซังเป็นเจ้านายที่น่ารักกว่ามิแรนด้ามากกกกก หล่อด้วย!

อยู่มาวันหนึ่ง พี่ชายนางเอกก็บุกมาถึงบริษัทเพราะนางเอกไม่กลับไปบ้านเลย เวลาพี่ชายโทรหาก็บอกว่างานยุ่งแล้วไม่ยอมคุยด้วย พอคุณพี่ชายบุกมาแล้วสึกิชิโระซังมาเจอเข้า สึกิชิโระซังเลยชวนคุณพี่ชายไปนั่งคุยเรื่องนางเอกกัน เพราะคุณพี่ชายอยากรู้ว่านางเอกทำงานเป็นยังไงบ้าง สึกิชิโระซังชมว่านางเอกทำงานดีมาก ตั้งอกตั้งใจมาก แม้แต่ประธานบริษัทยังชื่นชม

คุณพี่ชายเห็นสึกิชิโระซังท่าทางใจดีก็โล่งใจ เพราะก่อนหน้านี้นางเอกเคยไปเมาท์ให้ฟังว่าสึกิชิโระซังเป็นเจ้านายใจยักษ์ คุณพี่ชายบอกว่าเข้าใจสึกิชิโระซังผิดไป ไม่นึกเลยว่าจะเป็นคนดีขนาดนี้ แบบนี้พี่เชียร์ให้แต่งงานกับน้องสาวเต็มที่เลย หลังจากนี้ก็ขอฝากน้องสาวไปชั่วชีวิตเลยนะ!

อยู่ดีๆ คุณพี่ก็เปิดไฟเขียวให้สึกิชิโระซังเฉ๊ยยยย ตลก 5555555555 คุณพี่ชายเป็นตัวละครที่ผ่านมาห้ารูทยังไม่เคยโผล่มาเลยสักครั้ง มีแค่ส่งข้อความโต้ตอบกับนางเอกเฉยๆ เพิ่งมาโผล่เป็นตัวเป็นตนในรูทสึกิชิโระซังนี่แหละ มาถึงก็ฮาร์ดเซลล์น้องสาวใส่สึกิชิโระซังหนักมาก น่ารักดี สงสัยกลัวน้องสาวขายไม่ออก เจอหนุ่มหล่อแสนดีเลยต้องรีบขายไว้ก่อน 55555555555

พอพี่ชายกลับไปแล้วนางเอกก็แก้ตัวกับสึกิชิโระซังว่า ที่แอบเมาท์ว่าเป็นเจ้านายใจยักษ์เป็นเพราะตอนแรกไม่เข้าใจความเข้มงวดของสึกิชิโระซังเฉยๆ ค่ะ! ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าสึกิชิโระซังเข้มงวดเพราะหวังดี อยากให้ฉันได้ดีสินะคะ! จากนี้ไปฉันก็จะพยายามค่ะ! สึกิชิโระซังฟังแล้วไม่ได้ว่าอะไรแถมยังยิ้มแย้มแจ่มใสบอกว่า ฉันคาดหวังในตัวเธอ อีกต่างหาก โอยยยยยยยยย มีเจ้านายแบบนี้รักหมดใจเลย ฮรืออออออออ

หลายวันต่อมา ขณะที่นางเอกทำงานอยู่ที่บริษัทจนดึกดื่น เอจิก็บอกว่าอยากช่วยงานแก้เนื้อหานิตยสาร ระหว่างทำงาน เอจิทั้งนั่งจ้องนางเอก ทั้งหยอกโน่นนี่จนนางเอกเขิน สึกิชิโระซังทนดูไม่ได้เลยหนีออกไปสูดอากาศข้างนอก ไม่ทันไรนางเอกก็บังเอิญทำของหล่นจนไปเจอกล่องปริศนาจากมัตสึนางะซังอยู่ใต้โต๊ะสึกิชิโระซัง เอจิเห็นแล้วอยากรู้อยากเห็นเลยแกะกล่องดู ปรากฏว่าในนั้นเป็นนิตยสารเก่าๆ ที่สึกิชิโระซังเคยลงสมัยเป็นไอดอลจ้าาาา

นางเอกไม่รู้มาก่อนว่าสึกิชิโระซังเคยเป็นไอดอล เอจิเลยเล่าให้ฟังว่าสึกิชิโระซังเคยสังกัดเจมส์เอนเตอร์เทนเมนต์นี่แหละ แต่พอวงแตกก็ออกจากบริษัทไป หันไปทำวงพังค์แทน และนี่คือสาเหตุที่มัตสึนางะซังเรียกสึกิชิโระซังว่า “วิเชียส” อยู่เสมอ

และนี่คือโฉมหน้าสึกิชิโระซังสมัยอยู่วงพังค์

ฮือ 555555555555555555 จะใส่ซีจีมาในเกมทั้งทีทำไมไม่ใส่รูปสมัยเป็นไอดอลใสๆ เกลียดดดดดด 555555555555555 แต่เพราะเคยทำวงพังค์นี่แหละ สึกิชิโระซังเลยมีรอยเจาะหูสองรูสุดโมเอะอยู่ที่หูซ้าย (≧∀≦)

ขณะที่นางเอกกับเอจิกำลังสนุกสนานกับการขุดคุ้ยประวัติสึกิชิโระซัง เจ้าตัวก็กลับมาเห็นเข้าพอดี สึกิชิโระซังผู้ขรึมๆ คูลๆ ตลอดเวลาถึงกับโวยวายบอกให้คืนกล่องมาซะ ท่าทางตกใจจนพูดอึกอักไปหมด เอ็นดู๊เอ็นดู (≧ω≦)

ความตลกคือสึกิชิโระซังแก้เขินด้วยการทำหน้าถมึงทึงถามว่างานเสร็จรึยัง? นางเอกกับเอจิก็จ๋อยๆ บอกว่าไม่เสร็จ สึกิชิโระซังไล่ให้เอจิกลับบ้านไปพักผ่อนแล้วสั่งให้นางเอกไปส่ง นางเอกเลยตอบว่า รับทราบค่ะ วิเชียสซัง ทำเอาสึกิชิโระซังอึ้งจนพูดไม่ออก 55555555555

หลังจากนั้นก็จะเกิดเหตุการณ์เดียวกับรูทเอจิ คือเรียวคุงเรียกนางเอกไปคุยกันนอกงานปาร์ตี้เพราะรู้ว่านางเอกชอบเอจิ ฉากนี้สึกิชิโระซังจะมาได้ยินเรียวคุงกับนางเอกคุยกันจนรู้ว่านางเอกหลงรักเอจิ นางเอกเห็นสึกิชิโระซังก็ตกใจ แต่สึกิชิโระซังบอกว่าจะทำเป็นไม่ได้ยินก็แล้วกัน พูดแล้วก็ไล่นางเอกกลับบ้านไปเพราะนางเอกสีหน้าไม่ค่อยดี แถมบอกว่าพรุ่งนี้อนุญาตให้ไปทำงานสายได้ด้วย โอยยยยยย ห่วงใย! ใส่ใจ! ความหัวหน้าดีเด่นนี้คืออออออออออออออ

ประทับใจที่ถึงแม้สึกิชิโระซังจะกำชับหนักแน่นว่าอย่ามีความรักกับไอดอล แต่พอรู้ความรู้สึกของนางเอกแล้วไม่ยักต่อว่าอะไรเลยซ้ากกกกคำ ในรูทอื่นๆ ก็เหมือนกัน ทำไมแสนดีขนาดนี้คะะะะะ (;___;)

และแล้วนางเอกก็หลุดปากสารภาพรักกับเอจิไปแบบไม่ตั้งใจ ก่อนจะเข้าสู่ช่วงสติแตกจนทำงานพลาด โดนเรียวคุงไล่ไปลาออก โดนเอจิเว้นระยะห่าง สึกิชิโระซังเห็นนางเอกทำงานพลาดบ่อยๆ เลยเรียกไปคุย สึกิชิโระซังถามว่าสาเหตุที่ทำงานพลาดบ่อยเป็นเพราะคิดมากเรื่องเออิจิโร่สินะ? แล้วก็เสนอว่าจะทำเรื่องย้ายแผนกให้ นางเอกเลยแอบซาบซึ้งในใจว่าทำไมสึกิชิโระซังช่างอ่อนโยนใจดีเหลือเกิน เขาใส่ใจฉันนนนนน (คิดบวกสมเป็นนางเอกดี เรานึกว่าสึกิชิโระซังทนเก็บคนทำงานกากไว้ในแผนกไม่ได้เลยอยากไล่ไปให้พ้นๆ ซะอีก 555555555555)

นางเอกยืนกรานว่าจะไม่ย้ายแผนก เพราะยังอยากเป็นผู้จัดการให้ฟอร์เต้อยู่ สึกิชิโระซังเลยยอมให้ทำงานตามเดิม แต่มีเงื่อนไขหนึ่งข้อคือ อย่าแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียว มีเรื่องอะไรให้มาปรึกษากัน

โอยยยยยยยยย ตายๆๆๆ เจอประโยคนี้แล้วยกมืออุดปากตัวเองเยอะมาก อยากหวีดร้อง ทำไมพ่อพระขนาดนี้คะะะะะะะะ (≧д≦)(≧д≦)(≧д≦) นอกจากไม่ต่อว่าที่ผิดสัญญาว่าจะไม่รักไอดอลแล้ว ยังอาสารับปรึกษาปัญหาหัวใจให้อีก คนอะไรแสนดีเหลือเกิน ใจดีใจกว้างยิ่งกว่ามหาสมุทรแปซิฟิกกกกก ฮืออออออออออออออออ

จากนั้นนางเอกก็โดนประธานบริษัทหนีบขึ้นรถไปแปลงโฉม ทั้งตัดผม ทั้งเปลี่ยนสไตล์เสื้อผ้า พอมาเจอกันในวันต่อมา สึกิชิโระซังถึงกับตกตะลึงอึ้งกิมกี่ มือถือหลุดร่วงจากมือกันเลยทีเดียว

ในวันคอนเสิร์ตของฟอร์เต้ นางเอกสารภาพรักกับเอจิและโดนเอจิปฏิเสธ พอเอจิกลับไปขึ้นเวที สึกิชิโระซังที่ซุ่มดูเหตุการณ์อยู่ก็ออกมาถามว่าพอใจรึยังและบอกให้นางเอกตัดใจจากเอจิ นางเอกบอกว่าจะตัดใจจากเอจิและจะตั้งใจทำงาน ฉากนี้เหมือนกันทั้งรูทเอจิและรูทสึกิชิโระซัง เป็นฉากที่ทำให้ตอนอยู่ในรูทเอจิรู้สึกผิดยังไงไม่รู้ ผิดสัญญากับสึกิชิโระซังหลายรอบเลย แง ขอโทษค่ะะะ (T__T)

ครั้นพอถึงช่วงที่เอจิผีเข้าไม่ยอมทำงานทำการ นางเอกก็ตัดสินใจจะไปจิกหัวฟูโตะกลับมาจากแอลเอเหมือนเดิม ปกติไม่ว่าจะรูทไหนก็ตาม สึกิชิโระซังจะเป็นคนมารับนางเอกไปส่งที่สนามบินเสมอ แต่รูทนี้ต่างออกไป สึกิชิโระซังมารับหน้าบ้านเหมือนเดิมแหละ แต่พอนางเอกถามว่า จะไปส่งฉันที่สนามบินเหรอคะ? สึกิชิโระซังกลับตอบว่า เปล่า ไปส่งถึงลอสแองเจลิสต่างหาก อุ๊ยตายว้ายกรี๊ด!!!!!!

สึกิชิโระซังบอกว่าจะปล่อยให้พนักงานใหม่ไปต่างประเทศคนเดียวทั้งๆ ที่ไม่ทันได้เตรียมการอะไรได้ยังไง (ได้สิคะ พี่ปล่อยหนูไปคนเดียวห้ารูทแล้ว) พอนางเอกถามว่าสึกิชิโระซังพูดภาษาอังกฤษได้เหรอคะ? สึกิชิโระซังตอบว่า พูดไม่ได้หรอก ไว้ค่อยใช้มือถือเสิร์ชประโยคตัวอย่างเอาละกัน …โอ้โห สู้ตายมากค่ะ ประทับใจในความรู้จักใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์! /อวยมืดบอด

ด้วยเหตุนี้ ภารกิจลากตัวฟูโตะกลับญี่ปุ่นคราวนี้จึงมีสึกิชิโระซังมาด้วย (โอย พอสึกิชิโระซังมาด้วยแล้วรู้สึกผิดต่อฟูโตะยังไงไม่รู้…….) ตอนฟูโตะพูดไม่ดีใส่นางเอกกับพูดถึงฟอร์เต้แบบปากเสีย สึกิชิโระซังตวาดฟูโตะเป็นชุดจนฟูโตะอึ้งไปเลย แม้จะรู้สึกอยากทะลุจอเข้าไปช่วยเถียงแทนฟูโตะ แต่ก็รู้สึกว่าฟูโตะปากไม่ดีจริงๆ แหละ ยกนี้เราอยู่ทีมสึกิชิโระซังละกัน

และแล้วนางเอกก็คุกเข่าก้มหัวขอร้องให้ฟูโตะยอมฟัง ฟูโตะจึงยอมคุยด้วยในที่สุด ฉากนี้สึกิชิโระซังดึงนางเอกให้ลุกขึ้น แต่ดึงแรงไปหน่อยจนนางเอกเสียการทรงตัว โผเข้าซบอกสึกิชิโระซังอย่างจัง แหมมมมมมมมมมมมมมมม

ช่วงที่นางเอกมาคุกเข่าขอร้องฟูโตะนี่เป็นช่วงที่สึกิชิโระซังเริ่มแสดงอาการว่าชอบนางเอกละ ตอนที่นางเอกคุกเข่า สึกิชิโระซังทำหน้าเศร้าๆ พูดขึ้นมาว่า ที่เธอทำขนาดนั้นเป็นเพราะ…..

โอ๊ยยยยยยยยยยยย ชอบสึกิชิโระซังโหมดแอบรักมาก ฮือออออออออ ชอบเวลาสึกิชิโระซังทำหน้าเศร้าๆ หงอยๆ เพราะคิดว่านางเอกยังรักเอจิอยู่ ดูน่าสงสารมาก แพ้ทางมากๆๆ เป็นลมมมมมมมมมม

หลังจากเกลี้ยกล่อมฟูโตะจนยอมกลับญี่ปุ่นด้วยกันแล้ว คืนนั้นสึกิชิโระซังก็ชวนนางเอกไปดื่มเหล้าเคล้าวิวยามค่ำคืนของแอลเอด้วยกันที่บาร์ของโรงแรม บทสนทนาในฉากนี้คือนินทาฟูโตะกัน (แน่ะ! แอบเมาท์น้องชายเราเหรอ!)

ดื่มไปดื่มมานางเอกเริ่มจะเมา ลุกขึ้นยืนปุ๊บเซถลาทันที สึกิชิโระซังเลยรีบพุ่งเข้าประคอง แหมมมมมมมมมมมมมมมมม

มีการรียูสซีจี ซบท่าเดิมเลยนะะะะะะะะะะ

นางเอกไม่ได้ซบอย่างเดียว ซบแล้วยังบอกว่า อ้อมแขนของสึกิชิโระซังเนี่ยชวนให้สบายใจดีจังเลยนะคะ ทั้งแข็งแรง ทั้งอบอุ่น (นี่หล่อน! คิดว่าเมาแล้วจะอ่อยสึกิชิโระซังยังไงก็ได้เหรอ!!) สึกิชิโระซังได้ยินแล้วพูดไม่ออก แต่ก็แอบกอดนางเอกแว้บนึงก่อนปล่อยกลับไปนั่งที่ (ว้าย หัวหน้าคะ!! หัวหน้าจะตกหลุมพรางง่ายๆ แบบนี้ไม่ได้!!!!!)

พอลากฟูโตะกลับญี่ปุ่นได้แล้ว ดึงสติเอจิกลับมาทำงานได้แล้ว นางเอกก็กลับเข้าโหมดผู้จัดการของฟอร์เต้ตามปกติ

วันหนึ่ง หลังจากเสร็จงานอัดรายการเพลงของฟอร์เต้ สึกิชิโระซังก็ชวนนางเอกไปดื่มกับพวกคนเบื้องหลังในวงการ ทั้งสปอนเซอร์ ทั้งโปรดิวเซอร์ต่างๆ สึกิชิโระซังปล่อยให้นางเอกคุยกับสปอนเซอร์ ส่วนตัวเองก็ไปพูดคุยกับคนในวงการคนอื่นๆ นางเอกโดนตาลุงสปอนเซอร์คะยั้นคะยอให้ดื่มเหล้า สุดท้ายก็ดื่มหนักไปจนเมาหมดสติ เดือดร้อนสึกิชิโระซังต้องมาอุ้มออกจากร้าน อุ้มแบบฮิเมะซามะดักโกะด้วย พระเอกตัวจริงกระทิงแดงเว่ออออออออออออ (เสียดายฉากนี้ไม่มีซีจี ฮือ ฉากอุ้มมันควรจะมีซีจีหน่อยมั้ยอ้ะะะะ)

ความกร๊าววววในฉากนี้คือ ตาลุงสปอนเซอร์ถามว่าทำไมต้องดูแลกันขนาดนั้น ไม่ได้เป็นอะไรกันซะหน่อย สึกิชิโระซังบอกว่า ผมไม่รู้นะครับว่าเธอพูดอะไร แต่สำหรับผมแล้ว เธอคือ….. แล้วภาพก็ตัดไป ปล่อยให้จินตนาการเองว่าสึกิชิโระซังพูดว่าอะไร แป่ว 55555555555 แต่เพราะได้ยินไม่หมดนี่แหละมันถึงสุดแสนก๊าวใจ ฮรืออออออออ (////-////)

สึกิชิโระซังอุ้มนางเอกออกมาจากร้านเหล้าแล้วก็พาไปพักที่โรงแรมใกล้ๆ นางเอกตื่นมาแล้วก็ขอโทษสึกิชิโระซังที่ทำให้เดือดร้อนอยู่เรื่อย ขอโทษเสร็จก็บ่นว่าตัวเองช่างไร้ประโยชน์สิ้นดี เอาแต่ถ่วงแข้งถ่วงขาสึกิชิโระซังอยู่เรื่อย สึกิชิโระซังถอนหายใจแต่ไม่ต่อว่าอะไรสักคำอีกแล้ว (โอยยยยย อย่าเป็นคนดีไปมากกว่านี้ได้มั้ยยยยยยย ฮรืออออออออ /ตีอกชกหัว) มิหนำซ้ำสึกิชิโระซังยังบอกว่านางเอกประเมินตัวเองต่ำเกินไปแล้ว ทั้งๆ ที่นางเอกเป็นคนพาฟูโตะกลับมา เป็นคนทำให้เออิจิโร่กลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง ถ้าไม่มีนางเอกก็คงไม่ได้เห็นฟอร์เต้ครบหกคนในวันนี้หรอก แล้วสึกิชิโระซังก็บอกว่า ถ้าฉันจะโกรธเธอ ก็คงโกรธเพราะเธอฝืนตัวเองมากไป โกรธที่ไม่ยอมพึ่งพาฉัน (โอ๊ยยยยยยยยยยยยย ดี ดีเหลือเกิน หัวใจจะระเบิดดดดดดด////////) 

นางเอกฟังสึกิชิโระซังพูดแล้วถึงกับบ่อน้ำตาแตก สึกิชิโระซังเลยบอกให้นางเอกนอนพักจนถึงเช้า ไว้เช้าแล้วจะไปส่ง นางเอกก็ถามว่า ทำไมสึกิชิโระซังใจดีจังเลยคะ? ถามเสร็จก็บ่นๆๆ ว่าเพราะสึกิชิโระซังใจดีนั่นแหละฉันเลยเผลอสร้างความเดือดร้อนให้อยู่เรื่อย แบบนี้สักวันสึกิชิโระซังคงเอือมระอาจนเมินฉันแหงๆ

สึกิชิโระซังเห็นนางเอกร้องไห้บ่นโน่นนี่นั่นเลยบอกให้ใจเย็นๆ พร้อมกับ….

กดนางเอกลงบนเตียงจ้าาา เฮลโล้ววววว หัวหน้าคะะะะ หัวหน้านั่นแหละค่ะใจเย็นก๊อนนนน

สึกิชิโระซังบอกว่า ไม่ว่าเธอจะทำผิดพลาดกี่ครั้ง ไม่ว่าจะสร้างความเดือดร้อนสักแค่ไหน ฉันก็จะไม่มีวันทอดทิ้งเธอเด็ดขาด นางเอกเลยถามอย่างใสซื่อว่า ทำไมล่ะคะ?

สึกิชิโระซังตอบว่า ถ้าอยากรู้เหตุผล ฉันจะบอกให้เอง

พูดเสร็จก็… จูบนางเอก

ว้ายกรี๊ด หัวหน้าคะะะะะะะะ หัวหน้าใจเย๊นนนนนนนนนนนน ฮว๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

/ทึ้งหัวตัวเองแล้วสูดหายใจลึกๆ

สึกิชิโระซังสารภาพว่าหลงรักนางเอกที่ทุ่มเททำงานเพื่อฟอร์เต้อยู่เสมอ นางเอกก็งงๆ ว่าว้อทแฮพเพ่น??? นี่ฉันฝันอยู่รึเปล่า??? สึกิชิโระซังจะมาชอบคนอย่างฉันได้ยังไงกัน!!!!???? พอตื่นเช้าวันต่อมา สึกิชิโระซังก็ทำตัวเหมือนปกติ พาไปส่งถึงหน้าบ้านอย่างสงบเยือกเย็น ปล่อยให้นางเอกสับสนว่าเรื่องเมื่อคืนมันเป็นความฝันรึเปล่านะ??

หลังจากวันนั้นนางเอกก็ได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจว่าสรุปจูบนั้นเป็นเรื่องจริงหรือความฝัน สงสัยจนผ่านมาครึ่งปีก็ยังสงสัยอยู่ (ทำไมเป็นคนเก็บงำความสงสัยเอาไว้กับตัวเองได้นานมาก……)

พอไทม์สคิปมาครึ่งปี นางเอกกับสึกิชิโระซังต่างก็งานยุ่งจนแทบไม่ได้เจอหน้ากัน หนุ่มๆ ฟอร์เต้ทักว่าหมู่นี้ไม่ค่อยเจอสึกิชิโระซังเลย นางเอกฟังแล้วก็หงอยออกนอกหน้าจนหนุ่มๆ เริ่มระแคะระคาย เราว่ารูทสึกิชิโระซังเนี่ยฟอร์เต้ทุกคนน่ารักมากกกกกกกกกก พอรู้ว่านางเอกชอบสึกิชิโระซังก็ช่วยเชียร์กันเต็มที่ ชอบฟอร์เต้โหมดเฮฮาเพื่อนกันพันเก้าแบบนี้มากกว่าแบบมะรุมมะตุ้มรุมรักนางเอกเยอะเลย (แต่จริงๆ ในเกมก็ไม่ได้รุมรักนางเอกกันขนาดนั้น รูทใครรูทมัน มีแต่ในนิยายแหละที่รุมแย่งกัน)

ด้วยความคาใจข้างในลึกๆ ว่าสรุปแล้วเรื่องในวันนั้นมันเป็นความจริงหรือฝันไป นางเอกเลยรอเจอสึกิชิโระซังที่บริษัทจนมืดค่ำ พอเจอก็บอกว่ามีเรื่องจะคุยด้วย สึกิชิโระซังเลยชวนไปคุยที่อื่นเพราะรู้ว่าจะคุยเรื่องส่วนตัว ซึ่งเรื่องส่วนตัวไม่ควรมาคุยกันที่บริษัท โห! จริงจังดีมาก!

สึกิชิโระซังขับรถสปอร์ตพานางเอกไปหาที่คุยกัน ตอนอยู่บนรถนางเอกก็ทักว่าชอบรถเหรอคะ? สึกิชิโระซังตอบว่าเป็นงานอดิเรกอย่างนึง โอ้โหหหห งานอดิเรกคือขับรถสปอร์ต ไม่ธรรมดาเด้ออออ

สึกิชิโระซังขับรถพานางเอกมาถึงสวนสาธารณะริมทะเล บรรยากาศสุดแสนจะโรแม้นถีคคคค พอนางเอกเกริ่นว่าอยากถามเรื่องก่อนหน้านี้ สึกิชิโระซังก็รู้ทันทีว่านางเอกจะถามเรื่องที่โรงแรมในคืนนั้น

สึกิชิโระซังบอกว่าอยากให้นางเอกจำเรื่องในคืนนั้นไม่ได้ จะได้ถือว่ามันไม่เคยเกิดขึ้น (อ้าววววว หัวหน้าคะะะะะ หัวหน้าจะจูบสาวแล้วบอกให้เขาลืมไม่ด้ายยยยยยยย)

สาเหตุที่สึกิชิโระซังอยากให้นางเอกลืมไปซะเป็นเพราะสึกิชิโระซังนึกว่านางเอกยังตัดใจจากเออิจิโร่ไม่ขาด (ว้าย ตัดขาดไม่เหลือเยื่อใยใดๆ แล้วค่ะหัวหน้าขาาาาาาา) ที่ผ่านมาสึกิชิโระซังไม่เคยคิดจะสารภาพรักเลยเพราะนึกว่าคำสารภาพรักของตัวเองจะเป็นภาระของนางเอก แต่ตอนนั้นหลุดปากสารภาพไปเพราะห้ามตัวเองไม่ได้ โอ๊ยฮือออออออออ พ่อคนดี (;_____;)

บทพูดสึกิชิโระซังฉากนี้ทำใจสั่นสะเทือนไปหลายริกเตอร์ ฟังแล้วต้องหันไปจิกหมอนบ้าง ทุบพื้นบ้าง ฟังติดต่อกันทั้งฉากไม่ได้ เดี๋ยวหัวใจระเบิดตายก่อน เขินไปหมด ข่นบ้าาาาาาาาา (///////-///////)

ประโยคที่ชอบมากคือ “ถ้าหัวใจของเธอไม่มีช่องว่างให้ฉันแทรกเข้าไปแม้แต่เศษเสี้ยว ได้โปรดบอกมาตรงนี้ ตอนนี้เลยเถอะ”

โอยยยยยย พูดจาเว้าวอนมากอะะะะะะะะ ฮืออออ อยากได้ช่องว่างในใจเหรอคะะะ ว่างรอหัวหน้าทั้งสี่ห้องหัวใจเลยค่ะ เชิญซิ่งรถสปอร์ตเข้ามาเลย คัมม่อน ยินดีต้อนรับบบบบบบ

ระหว่างที่นางเอกอ้ำอึ้งไม่รู้จะตอบยังไง สึกิชิโระซังยังพูดต่ออีกว่า แต่ถ้าคำพูดของฉันทำให้หัวใจของเธอหวั่นไหวได้บ้างล่ะก็ ฉันจะไม่ตัดใจจากเธอเด็ดขาด โอ้โหหหหหหห ประโยคนี้ก็ชวนล้มตายเหลือเกินนนนนน (ณ จุดนี้ต่อให้สึกิชิโระซังพูดว่าจะไปเข้าส้วมเราก็คงเป็นลมอยู่ดีอะ มืดบอดสุด)

นางเอกโดนสารภาพรักแล้วก็ยังไม่ค่อยเข้าใจความรู้สึกตัวเองเท่าไหร่ สึกิชิโระซังบอกว่าไม่ต้องรีบก็ได้ รอได้ แต่ก็งัดไม้ตายออกมาบอกว่าตัวเองกำลังจะได้เลื่อนขั้นไปเป็นกรรมการบริษัท จะไม่ได้อยู่ในแผนกเมเนจเมนต์อีกแล้ว อีกไม่นานจะไม่ใช่หัวหน้าของนางเอกโดยตรงอีกแล้ว (ม่ายยยยยยย หัวหน้าขราาาาาาาา อย่าปัยยยยยยยยยย /พุ่งเข้าเกาะขา)

นางเอกฟังแล้วก็ช็อกอย่างแรง เดินเหม่อลอยจนสะดุดล้ม เดือดร้อนสึกิชิโระซังต้องช่วยประคองอีก สึกิชิโระซังบอกว่า เพราะอย่างนี้ไงถึงปล่อยเธอเอาไว้ไม่ได้ แอร่กกกกกกกกกกก ประโยคนี้คิโชซังพากย์ดีมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ รู้สึกเลยว่าสึกิชิโระซังรักนางเอกมากจริงๆ เรากดฟังซ้ำเป็นสิบรอบ ใจพองแล้วพองอีกจนระเบิดตูมตามเป็นโกโก้ครันช์ ทั้งที่เป็นแค่ประโยคธรรมด๊าธรรมดาแต่พอออกมาจากปากสึกิชิโระซังแล้วพลังทำลายล้างสูงเหลือเกิน (≧д≦)(≧д≦)(≧д≦)

และแล้ววิกฤติก็มาเยือนในรูปแบบของมัตสึนางะซังอีกครั้ง มัตสึนางะซังเอารูปถ่ายโอซามุกับครูสอนเปียโนที่คบชู้กันมาขู่ให้นางเอกย้ายไปทำงานกับตัวเองซะ รอบนี้มัตสึนางะซังก็ยังคงมาแบบตัวร้ายมากกกกก แต่ร้ายแบบหล่อจังเลยอ้ะฮืออออออ คนนี้เราก็สุดจะแพ้ทาง แค่เห็นหน้าหัวใจก็ฟูฟ่อง/////// ชอบที่บอกว่า ฉันอยากได้เธอขึ้นมาซะแล้ว ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีไหนก็ตาม โอ๊ย ชั่วจังเลยค่ะะะะ พ่ายแพ้♥♥♥

นางเอกที่อยากปกป้องฟอร์เต้คล้อยตามคำข่มขู่ บอกว่าจะยอมลาออกก็ได้ แต่สึกิชิโระซังที่โดนมัตสึนางะซังเรียกมาด้วยบอกว่าไม่ยอมให้ลาออกเด็ดขาด ก่อนจะยื่นข้อเสนอให้มัตสึนางะซังว่า จะยอมให้สัมภาษณ์ “สึกิชิโระ โซตะ” ก็ได้ จะยอมให้ขุดอดีตของตัวเองขึ้นมาเขียนบทความสักเท่าไหร่ก็ได้ มัตสึนางะซังเลยขำก๊ากแต่ก็ยอมรับข้อเสนอนี้เพราะอยากจับสึกิชิโระซังลงหนังสือมานานแล้ว

ตรงนี้ถ้าอ่านนิยายเล่มจบของสึกิชิโระซังจะเข้าใจความรู้สึกมัตสึนางะซังได้ดีกว่าในเกมเยอะเลย ในเกมดูยอมรามือจากนางเอกง๊ายง่าย ในนิยายจะแสดงความรู้สึกที่มัตสึนางะซังมีต่อสึกิชิโระซังได้ละเอียดกว่า คือรู้เลยว่ามัตสึนางะซังอยากดึงสึกิชิโระซังกลับเข้าวงการมากขนาดไหน ฉากในนิยายที่มัตสึนางะซังยืนดูสึกิชิโระซังถ่ายแบบก็ดูเปี่ยมสุขเหลือเกิน ไม่แปลกใจว่าทำไมมัตสึนางะซังถึงยอมตกลงทันทีที่สึกิชิโระซังเอาตัวเข้าแลก (สรุปว่าที่จีบคนนี้ไม่ได้เพราะนางเอกไม่มีทางเอาชนะสึกิชิโระซังได้สินะ ปวดใจเบาๆ…)

พอมัตสึนางะซังไปแล้ว นางเอกก็ขอโทษสึกิชิโระซังที่สร้างความเดือดร้อนอีกแล้ว เพราะตัวเองปกป้องฟอร์เต้ไม่ได้ แต่สึกิชิโระซังบอกว่า เธอนั่นแหละที่เป็นคนปกป้องฟอร์เต้เอาไว้ เพราะเธอพยายามปกป้องฟอร์เต้ ฉันถึงยื่นข้อเสนอแบบนั้นไป สิ่งที่ฉันอยากปกป้องก็คือเธอที่พยายามปกป้องฟอร์เต้ เธอคือผู้จัดการของฟอร์เต้ เธอปกป้องฟอร์เต้ไปเถอะ ส่วนเธอ ให้ฉันเป็นคนปกป้องเถอะนะ

โอ้โหหหหหห หัวหน้าค๊ะะะะะะะะะะะะะะะ!!!!!!! อย่าพูดจาแบบนั้นด้วยสีหน้าอันสุดแสนอ่อนโยนอย่างงั้นนนนนน ฮือออออออ หัวใจมันทนไม่ไหวววววว /นอนกุมใจตายอย่างสงบศพสีชมพูระยิบระยับ

นางเอกได้ฟังคำพูดเหล่านั้นแล้วก็ปวดแปลบในอก ความรู้สึกท่วมท้นจนตระหนักได้ว่า เออ จริงๆ แล้วเราชอบสึกิชิโระซังนี่หว่า (ยัยฟุตาบะะะ รู้ตัวช้ามากกกกกกกก ชั้นรู้ตัวมาตั้งแต่ยังไม่เริ่มเกมเลยนะยะว่าชั้นรักเค้าาาาาา) 

หลายวันต่อมา หนุ่มๆ ฟอร์เต้ช่วยกันเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงให้สึกิชิโระซัง ตอนอยู่ในงานเลี้ยงสึกิชิโระซังโดนคนนู้นคนนี้ห้อมล้อมจนนางเอกไม่ได้คุย ได้แต่ยืนคุยกับฟอร์เต้แบบจ๋อยๆ พองานเลี้ยงเลิกทาคุมะเลยเรียกสึกิชิโระซังมาหานางเอกแล้วบอกว่านางเอกเมาแล้ว นางเอกก็งงๆ ว่าเมาอะไร ไม่ได้เมาซะหน่อย โอซามุเลยบอกให้นางเอกเงียบไว้ ส่วนทาคุมะก็ยุให้สึกิชิโระซังไปส่งนางเอก เนี่ยยยยย ฟอร์เต้พอทำตัวแบบนี้แล้วน่ารักเชียว (〃ω〃)

ทว่าขณะที่ทาคุมะกับโอซามุช่วยกันวางแผนให้สึกิชิโระซังไปส่งนางเอก เอจิกลับถามขึ้นมาแบบไม่รู้เรื่องรู้ราวว่า เป็นอะไรรึเปล่า?? คือดูเป็นห่วงจริงจังมาก ส่วนฟูโตะก็บ่นว่านี่เล่นละครอะไรกันอยู่ ดูยังไงนางเอกก็ไม่ได้เมาซะหน่อย

ปกติเอจิกับฟูโตะจะมีความเซนส์ไวกับเรื่องพวกนี้ แต่ฉากนี้เด๋อทั้งคู่เลย น่ารักดี 5555555555 (เราว่าเอจิคงไม่รู้เรื่องจริงๆ ส่วนฟูโตะบางทีอาจจะแค่ไม่อยากให้ความร่วมมือ……)

ด้วยเหตุนี้สึกิชิโระซังเลยเดินไปส่งนางเอกสองต่อสอง สึกิชิโระซังขอบคุณนางเอกที่ช่วยจัดงานให้ นางเอกเลยขอโทษเพราะตัวเองไม่สามารถยินดีกับการเลื่อนตำแหน่งของสึกิชิโระซังได้จากใจจริง พอคิดว่าสึกิชิโระซังไม่ใช่หัวหน้าแล้วก็เหงาขึ้นมา สึกิชิโระซังได้ยินดังนั้นจึงคว้าตัวนางเอกเข้าไปกอดหมับบบบบบบ

สึกิชิโระซังบอกว่าถึงจะเคยบอกว่ารอได้ แต่ตอนนี้รอไม่ไหวแล้ว ตอบมาเถอะว่ารู้สึกยังไง นางเอกก็ตอบว่า ฉันก็ชอบสึกิชิโระซังค่ะ ชอบแต่ไม่รู้จะบอกยังไง เพราะสึกิชิโระซังรู้ว่าฉันเคยชอบเออิจิโร่คุงมาก่อน กลัวบอกไปแล้วสึกิชิโระซังจะไม่เชื่อ

แต่สึกิชิโระซังก็เชื่อและบอกว่า ดีจริงๆ ที่ฉันไม่ได้ตัดใจจากเธอ โอ๊ยฮรืออออออออออ หัวหน้าขราาาาาาาาาาาา (≧д≦)(≧д≦)(≧д≦)

พอใจตรงกันแล้วเนื้อเรื่องก็จะแยกเป็นสองทาง ทางนึงแยกไปฉากจบธรรมดากับแบดเอนด์ อีกทางแยกไปฉากจบกินเนื้อ มีสามฉากจบเท่ากับคนอื่นๆ

ทางที่แยกไปฉากจบธรรมดาจะเกิดอีเวนท์นางเอกสรวลเสเฮฮากับฟอร์เต้ในห้องแต่งตัว แล้วจู่ๆ สึกิชิโระซังก็โทรมาพอดี คุยงานกันเสร็จสึกิชิโระซังก็บอกว่าคืนนี้เลิกงานแล้วจะไปรับ นางเอกเลยระริกระรี้ยิ้มแป้นไม่หุบจนฟูโตะแซะว่า ดีอกดีใจเชียวนะ ดีใจอย่างกับหมา ได้ยินแล้วอายแทน (โอ้โหววววว ปาก!!!!! แค่ดีใจที่แฟนโทรมา จำเป็นต้องด่ากันเจ็บแสบขนาดนี้มั้ยคะน้องงงง)

แต่หนุ่มๆ ฟอร์เต้เห็นนางเอกกับสึกิชิโระซังท่าทางไปได้สวยก็ยินดีกันแหละ ฉากนี้ชอบตรงที่เอจิถามนางเอกว่า ตอนนี้มีความสุขหรือเปล่า? พอนางเอกตอบว่ามีความสุข เอจิก็ยิ้มให้และบอกว่า งั้นก็ดีแล้ว

รูทนี้เรามองว่าเอจิไม่ได้ชอบนางเอกในเชิงชู้สาวแต่เห็นนางเอกเป็นเพื่อนคนนึง เป็นคนที่ช่วยดึงสติให้ตัวเอง เป็นผู้จัดการที่พึ่งพาได้ แต่เอจิคงยังติดค้างในใจเรื่องที่ตัวเองเคยปฏิเสธนางเอก พอรู้ว่านางเอกมีความสุขกับสึกิชิโระซังก็สบายใจ คือเอจิฉากนี้ดูใส่ใจและหวังดีจริงๆ เป็นฉากของเอจิที่พูดแค่ไม่กี่คำแต่เราชอบมากเลย (*´ェ`*)

ส่วนฟูโตะที่ออกแนวเอือมๆ กับนางเอกมากกว่าจะยินดีก็พึมพำอยู่คนเดียวว่า ถ้าไม่ยอมแพ้ก็จะสมหวังในสักวัน มีความรักแบบนั้นอยู่ด้วยสินะ โอ้โหหหหหห เล่นมาทั้งเกมเพิ่งเจอฟูโตะพูดถึงความรักออกมาก็ประโยคนี้ ฟังแล้วสงสารเบาๆ น้องยังไม่ตัดใจจากพี่สาวอีกเหรอคะลูก พี่เขาเลือกแล้ว น้องยอมแพ้เถอะ มาทางนี้มา /กวักมือยิกๆ

หลังจากนั้นพอเลิกงานแล้วสึกิชิโระซังก็มารับนางเอกไปสวนสาธารณะริมทะเลที่เก่าเจ้าเดิม พอเดินจับมือกันกุ๊งกิ๊งนางเอกก็ถามว่าสึกิชิโระซังใจเต้นมั้ยคะ? สึกิชิโระซังเลยจับมือนางเอกไปแนบอกให้ฟังเสียงหัวใจ แหมมมมมมมมมมมมมมมมมม

พอสึกิชิโระซังบอกว่ากลับกันเถอะ นางเอกที่ยังไม่อยากกลับเลยหาเรื่องคุย ว่าแล้วก็ชวนคุยเรื่องนาฬิกาข้อมือที่สึกิชิโระซังใส่อยู่เสมอ สึกิชิโระซังเลยเล่าให้ฟังว่าซื้อนาฬิกาเรือนนี้มาสมัยเข้าทำงานใหม่ๆ เป็นเครื่องรางในการทำงานเอาไว้ให้ตัวเองรู้สึกฮึดขึ้นมา นางเอกก็บอกว่า นาฬิกาเรือนนี้เป็นสมบัติของสึกิชิโระซังสินะคะ! สึกิชิโระซังตอบว่า ใช่ มันเคยเป็นสมบัติของฉัน แต่ตอนนี้ฉันมีของสำคัญยิ่งกว่า นั่นก็คือเธอไงล่ะ (….หัวหน้าคะ พูดจาเลี่ยนๆ แบบนี้ก็เป็นเหรอคะ /หรี่ตามอง)

ฉากนี้ประทับใจตรงที่…… ในที่สุดสึกิชิโระซังก็เปลี่ยนเสื้อ 55555555555555 ใส่สูทมาทั้งเกมจนนึกว่าจะไม่ได้เห็นชุดอื่นละ

หลังฉากนี้จะแยกเป็นฉากจบสองแบบ ในฉากจบแบบธรรมดา มัตสึนางะซังจะส่งนิตยสารที่เขียนบทความเรื่องสึกิชิโระซังมาให้นางเอก นางเอกได้พัสดุมาก็แกะดู เอจิที่อยู่ตรงนั้นพอดีเลยร่วมด้วยช่วยกันดู พอเอจิบอกว่ามีรูปเปลือยท่อนบนด้วย นางเอกก็ตื่นเต้นตกใจรีบจ้องไม่วางตา จ้องจนเอจิเบะปากใส่บอกว่าจ้องมากเกินไปแล้ว (อุ๊ย โทษๆ บับแว่หัวหน้าเผ็ชมากค่ะ ช่วยไม่ได้)

ทันใดนั้นสึกิชิโระซังก็โผล่มาเห็นและพยายามจะยึดนิตยสารไป จังหวะที่สึกิชิโระซังกำลังบ่นๆๆ พี่ชายนางเอกก็โทรเข้ามาที่บริษัท คุยไปคุยมาคุณพี่ชายก็ขอคุยกับสึกิชิโระซัง แล้วสองหนุ่มก็คุยกันงุบงิบ นางเอกได้ยินสึกิชิโระซังบอกว่า งั้นผมขอนะครับ นางเอกเลยนึกว่าสงสัยพี่ชายบอกว่าจะส่งผักที่บ้านไปให้สึกิชิโระซังมั้ง?

ทว่าสึกิชิโระซังมาเฉลยตอนไปกินข้าวเที่ยงด้วยกันว่าแท้ที่จริงแล้วพี่ชายบอกว่าจะยกน้องสาวให้ สึกิชิโระซังเลยบอกว่าขอนะครับ (โอเค้ ลงมือฉับไวมากค่ะหัวหน้า คบกันไม่ทันไรสู่ขอกะครอบครัวเรียบร้อย แหมมมมมมมมมม) เล่าแล้วสึกิชิโระซังก็ให้นาฬิกาข้อมือนางเอกเป็นของขวัญแล้วบอกว่าเอาไว้สักวันพอถึงเวลาที่เหมาะสมค่อยให้แหวนนะ ว่าแล้วก็จุ๊บมือหนึ่งที จบ เป็นฉากจบที่น่ารักชวนอมยิ้มดี (*´∀`*)

ส่วนแบดเอนด์ค่อนข้างถูกใจเรา ถูกใจพอๆ กับแบดเอนด์รูทเอจิเลย แม้จะเล่นมุกคล้ายๆ กัน 55555555555 ในแบดเอนด์รูทนี้นางเอกกับสึกิชิโระซังจะทะเลาะกันจนนางเอกร้องไห้วิ่งหนีเข้าร้านเหล้า มัตสึนางะซังผ่านมาเห็นเลยตามเข้ามาในร้านและช่วยพูดปลอบ ช่วยเช็ดน้ำตาให้อย่างอ่อนโยนด้วย (อ๊ากกกกกกก คนจีบไม่ได้อย่าทำตัวอย่างงี้สิคะะะะะะะะ)

นางเอกเจอหนุ่มหล่อปลอบใจเลยร้องไห้โผเข้าซบ ปรากฏว่าสึกิชิโระซังวิ่งตามนางเอกมาเจอฉากอิงแอบแนบชิดเข้าพอดิบพอดี แล้วฉากนี้ก็จบแบบค้างๆ คาๆ อย่างงี้แหละ แต่แค่มีมัตสึนางะซังมาปลอบใจก็ถือเป็นแบดเอนด์สุดเทพแล้ว ช่วยออกแฟนดิสก์ที่มีรูทมัตสึนางะซังหน่อยเถอะะะะ ได้โปรดดดดดดดดดดด

ในส่วนของเนื้อเรื่องที่แยกไปฉากจบแบบกินเนื้อ นางเอกจะได้ติดสอยห้อยตามสึกิชิโระซังไปทำงานที่โอซาก้าแบบไปเช้าเย็นกลับ แต่ขากลับเกิดอากาศแปรปรวนจนชินคังเซนหยุดวิ่ง นางเอกกับสึกิชิโระซังเลยต้องค้างคืนด้วยกันที่โรงแรมในโอซาก้าหนึ่งคืน

โรงแรมที่ทั้งสองคนไปค้างเป็นโรงแรมที่นางเอกเคยค้างกับเอจิด้วยกันเมื่อครั้งกระโน้นนนนน พอกลับมาค้างที่เดิมนางเอกเลยรำลึกความหลัง พูดถึงเอจิให้สึกิชิโระซังฟัง สึกิชิโระซังเห็นนางเอกพูดถึงเอจิไม่หยุดก็งอนตุ๊บป่องนอนหันหน้าหนีไปอีกทาง นางเอกเลยเข้าไปกอดจากด้านหลังเป็นการง้อ

นางเอกบอกสึกิชิโระซังว่าไม่ต้องหึงหรอกค่ะ เพราะไอดอลไม่มาสนใจคนอย่างฉันหรอก (แน๊! ยัยฟุตาบะะะ หล่อนไม่ควรพูดแบบนี้หลังจากงาบไอดอลไปห้าคนรวดนะ!) สึกิชิโระซังดึงนางเอกเข้าไปกอดและบอกว่าเธอไม่รู้ตัวสินะว่ามีเสน่ห์ขนาดไหน เธอทำให้ฟอร์เต้เปิดใจแล้ว ตอนนี้ยังมาขโมยหัวใจของฉันไปอีก พูดเสร็จก็จูบหนึ่งที แหมมมมมมมมมมมมม

สึกิชิโระซังสารภาพว่าเคยคิดหลายครั้งแล้วว่าไม่อยากปล่อยให้นางเอกอยู่กับฟอร์เต้ ไม่นึกว่าตัวเองจะเป็นคนขี้หึงขนาดนี้ (วี้ดดดดดดดดดดดดดด///////) ส่วนนางเอกบอกว่าดีใจที่สึกิชิโระซังไม่ได้เป็นไอดอลแล้ว จะได้เป็นของฉันคนเดียวไงคะ แล้วทั้งสองก็จูบกันไปจูบกันมา ก่อนจะกลายเป็นของกันและกันอย่างลึกซึ้งในที่สุดดดดด ว้ายยยยยย /ปิดตา (*/ω\*)

หลังจากนั้นก็เป็นฉากจบละ ในฉากจบแบบกินเนื้อ สึกิชิโระซังกับนางเอกไปคุยงานกันในห้องประชุมของบริษัทสองต่อสอง นางเอกทำงานทุกอย่างคล่องแคล่วมากจนสึกิชิโระซังชม นางเอกเลยบอกว่าฉันตั้งใจทำงานเพื่อให้เรามีเวลาว่างเจอกันไงคะ! ว่าแล้วนางเอกก็บอกสึกิชิโระซังว่า ฉันตั้งใจทำงานขนาดนี้ ขอรางวัลหน่อยสิคะ! พูดจบก็จุ๊บสึกิชิโระซังแบบไม่ทันให้ตั้งตัวหนึ่งที สึกิชิโระซังเลยคว้าตัวเองนางไปแปะติดผนังแล้วถามว่าแค่จูบจะพอเหรอ? แหมมมมมมมมมมมมมมมมมมม

พอนางเอกบอกว่า ที่นี่มันห้องประชุมนะคะ….. สึกิชิโระซังก็ตอบแบบขรึมๆ ว่า ฉันจองไว้ชั่วโมงนึง ไม่มีใครมาหรอก (เอ๊าาาาาาา หัวหน้าคะะะะะะ นี่ใช่หัวหน้าคนเดิมที่เคยบอกว่าเรื่องส่วนตัวไม่ควรคุยกันในที่ทำงานแน่เหรอค๊ะะะะะะ) แล้วสึกิชิโระซังก็ถามซ้ำอีกรอบว่า แค่จูบพอแล้วจริงเหรอ? นางเอกก็รีบตอบอย่างว่องไวว่า ไม่ค่ะ ไม่พอเลยค่ะ (ยัยเด็กใหม่นี่มันร้ายนะคะหัวหน้า!!!!! /กัดผ้าเช็ดหน้าด้วยความริษยา) 

นางเอกบอกว่าอยากให้สึกิชิโระซังกอด เพราะอยู่ในอ้อมแขนสึกิชิโระซังแล้วรู้สึกอบอุ่นสบายใจ สึกิชิโระซังก็กอดหมับแล้วถามว่าอยากให้ทำอะไรต่อ? (เห่นโล้ววววววว นี่ห้องประชุมบริษัททททททททททท เข้าใจนะว่าเป็นฉากจบกินเนื้อ แต่จะมากินกันตรงนี้ไม่ด้ายยยยยยยย)

แล้วนางเอกก็ขอให้สึกิชิโระซังจูบอีก จากนั้นต่างฝ่ายต่างก็บอกรักกัน จบ กิจกรรมในห้องประชุมจะไปสิ้นสุดตรงไหนต้องไปจินตนาการต่อกันเอาเอง 55555555555555

และแล้วรูทสึกิชิโระซังที่เก็บไว้หลังสุดก็จบลงอย่างอิ่มอกอิ่มใจด้วยประการฉะนี้ ฮือออออออออ ชอบรูทนี้มากๆๆๆๆๆ ตอนเล่นรูทฟอร์เต้แต่ละคนมันจะมีความปวดประสาทบางอย่างแฝงอยู่ อารมณ์แบบ เฮ้! พวกนายเป็นไอดอลนะ!!?? แต่รูทสึกิชิโระซังไม่มีอะไรแบบนั้นเลยเพราะเป็นตาลุงซาลารี่มังธรรมดา 555555555

จริงๆ ในแง่ความสนุกแล้วเราว่ารูทฟอร์เต้ดำเนินเรื่องสนุกหวือหวากว่ารูทสึกิชิโระซังเยอะเลยนะ อีเวนท์สึกิชิโระซังไม่หวือหวาอะไรเลย ออกแนวทำงานด้วยกันไปเรื่อยๆ ก็รักกันไปตามธรรมชาติ แม้จะร้อนแรงสู้เหล่าไอดอลไม่ได้ แต่ก็เต็มไปด้วยความอบอุ่นและความห่วงใยใส่ใจกัน ซึ่งสิ่งนี้แหละที่ดีงามมากกกกกกกกก (///ω///)

โดยรวมแล้วเราว่าเกมทำออกมาสนุกกว่าที่คาดหวังไว้นะ เพราะเราไม่ได้คาดหวังอะไรเลย 5555555555 ไม่นึกว่าสตอรี่มันจะชวนให้อยากรู้อยากเห็นถึงขั้นวางไม่ลงได้ทุกรูท แม้ว่าไคลแมกซ์แต่ละรูทจะมาแพทเทิร์นเดียวกันก็ตาม แต่อันที่จริงเนื้อเรื่องหลักๆ มันก็เหมือนในนิยายแหละ (ไปทบทวนเนื้อเรื่องนิยายด้วยการอ่านปกหลังทุกเล่มที่อนิเมทมา…) ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงเลื่อนวันวางขายเกมมาเนิ่นนานขนาดนี้ คงเพราะรอให้นิยายออกเล่มจบก่อนนั่นเอง

หลังจากเล่นจบครบทุกรูทแล้วเราไปอ่านนิยายเล่มจบทั้งสองเล่มมาและพบว่าอ่านนิยายได้สนุกขึ้นเยอะมากกกก เมื่อก่อนอ่านแล้วค่อนข้างอิดหนาระอาใจกับฟอร์เต้ แต่ตอนนี้สามารถอ่านแล้วเอ็นดูทุกคนได้อย่างจริงใจ ชอบที่อ่านแล้วเข้าใจความรู้สึกตัวละครได้มากขึ้นด้วย เราชอบโทวะในนิยายมากกว่าในเกมด้วยซ้ำ ไว้กลับบ้านจะไปขุดมาอ่านใหม่ตั้งแต่เล่มหนึ่งเลย ฮึ่ม!

 

ป.ล. ตั้งแต่เริ่มเล่นเกมนี้ก็ติดเพลง フォリラ ที่เป็นเพลงเปิดเกมหนึบหนับเลย ฟังทู้กกกกวัน เพลงสดใสสมเป็นไอดอลดี ชอบทุกท่อนที่ฟูโตะร้อง ฮืออออ น้องชายของพรี่ยยยยยย์

แต่ประเด็นคืออยากบอกว่า ชอบทาคุมะลุคนี้ หล่อดี แฮ่ (//∇//)