STAR-MYU Fes.2017

หลังจากเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาไปกรีดร้องจนคอแหบแห้งใน MBS ANIME FES มาแล้ว วันอาทิตย์ยังลากสังขารไปอีเวนท์ของ High School Star Musical หรือสตามิวซึ่งครั้งนี้ใช้ชื่อว่า “สตามิวเฟส” มาด้วยแหละ!

อีเวนท์สตามิวคราวนี้จัดที่ Makuhari Messe ซึ่งอยู่ที่จิบะนู่นนนน เนื่องจากวันเสาร์ติดอีเวนท์ MBS ที่โอซาก้า คราวนี้เลยได้ลองไปคันโตแบบไปเช้าเย็นกลับเป็นครั้งแรก เหนื่อยสุดๆ OTL

น่าเสียดายที่อีเวนท์นี้ไม่ได้ไปไฟท์ซื้อของหน้างานกับคนอื่นเค้า หลังๆ นี่กลายเป็นทีมออกรถไฟเที่ยวเช้าสุดไปแล้ว แต่อีเวนท์นี้ต่อให้นั่งชินคังเซนเที่ยวเช้าสุดไปก็คงไม่ช่วยอะไร ดูจากการที่เปิดขายของตอนวันเสาร์แล้วทุกอย่างหมดรัวเร็วเหลือเกิน เราเลยไปแบบชิลๆ กว่าจะถึงมาคุฮาริก็เกือบเที่ยงละ ไปถึงตรงที่ขายของก็พบว่าคนไม่ค่อยเยอะแล้ว ต่อแถวแป๊บเดียวก็ได้ซื้อ แต่ไม่ค่อยเหลืออะไรให้ซื้อเท่าไหร่ สุดท้ายเลยได้มาแค่แพมเฟลตกับกู๊ดส์เล็กๆ น้อยๆ ได้แต่ภาวนาว่าของที่อยากได้จะมีเปิดขายในเว็บทีหลัง T_T

อีเวนท์รอบที่เราได้ตั๋วมาคือรอบเย็น จริงๆ แล้ววันนี้มันมีสี่รอบในวันเดียว คืออีเวนท์ของมิวสิคัลสองรอบ และของอนิเมะสองรอบ จัดที่ฮอลล์ 7-8 แล้วสลับเวลากัน ตอนที่เราไปเป็นช่วงที่อีเวนท์ฝั่งอนิเมะรอบกลางวันเริ่มแล้ว ตอนไปต่อคิวซื้อของที่ฮอลล์ 7 ซึ่งเป็นฮอลล์ที่ใช้จัดอีเวนท์ฝั่งมิวสิคัลเลยได้ยินเสียงจากฮอลล์ 8 ที่อยู่ติดกันชัดแจ๋ว คงเพราะเดิมทีมันไม่ใช่ฮอลล์สำหรับจัดอีเวนท์แนวๆ นี้ก็เลยไม่เก็บเสียง เราจึงได้ฟังเสียงช่วงพากย์สดนิดนึงด้วย ลัคกี้♥

พอซื้อของที่ต้องการเสร็จก็ไปเดินเล่นแถวๆ สถานีไคฮินมาคุฮาริ แถวสถานีมีห้างเพียบ คนก็เพียบ เพราะวันนั้นที่มาคุฮาริมีอีเวนท์ชนกันระเนระนาดไปหมด จะเข้าร้านไหนก็ต้องต่อคิวยาวเหยียด สุดท้ายเรากับม.ซังที่ไปด้วยกันจึงไปจบลงที่ร้านข้าวหน้าเนื้อแล้วต่อด้วยนั่งแช่ในร้านกาแฟอีกพักใหญ่ ระหว่างนั่งในร้านกาแฟ ม.ซังก็ทำการบ้านโดยการดูสตามิวซีซั่นสองที่ดองไว้ไปเรื่อยๆ (วันนี้เหมือนเป็นการพาม.ซังมาล้างสมอง 5555555555)

และแล้วพอประมาณสี่โมงเราก็เดินกลับไปที่ฮอลล์ 7-8 กัน ตอนเดินกลับไปหน้าฮอลล์คนเยอะมากกกกกกกก แต่ตอนเดินเข้างานไม่ต้องต่อคิวอะไรเลย ตอนแรกเห็นแถวยาวเหยียดคนเยอะแยะแล้วตกใจ ปรากฏว่าแถวที่ยาวๆ นั่นคือคิวเข้าห้องน้ำ ตอนเข้างานสามารถถือตั๋วเดินเข้าไปให้สต๊าฟเช็กในฮอลล์ได้เลย สต๊าฟเช็กตั๋วมีหลายคนจนไม่ต้องต่อแถว รวดเร็วฉับไวดีมาก ตรวจตั๋วเสร็จก็มีด่านตรวจกระเป๋าอีกด่านนึง เป็นอันเสร็จพิธี

เข้าไปในฮอลล์แล้วเราก็เอาของไปหย่อนตรงกล่องสำหรับใส่ของฝากให้นักพากย์ คราวนี้เอาเบียร์ไปเซ่นมาเอโนะหนึ่งกระป๋องด้วยความหวังว่าอีเวนท์หน้าที่มีมาเอโนะเราจะได้ตั๋วง่ายขึ้น (คิดว่าคงไม่ช่วยอะไร แต่อยากให้คุณมาเอโนะได้ลองเบียร์ไทย เผื่อติดใจแล้วมาไทยบ้างอะไรบ้าง) ตอนเอาของหย่อนในกล่องเห็นของที่คนอื่นเอามาฝากเคนนุแล้วรู้สึกฮึ้ยยยยยยยยยยย ทำไมเราไม่หาอะไรมาให้เคนนุมั่งนะะะะะะะ แต่จะว่าไปแล้วก็ไม่รู้จะหาอะไรให้ จดหมายก็ไม่รู้จะเขียนอะไร และการให้มาเอโนะก็เหมือนให้เคนนุนั่นแหละ

ฝากของเสร็จเรียบร้อยก็ไปนั่งที่ ที่นั่งในฮอลล์จะแบ่งเป็นบล็อกๆ มีบล็อก A-F ที่นั่งเราอยู่บล็อก D จะว่าใกล้ก็ไม่ใกล้เท่าไหร่ แต่มันก็ไม่ไกลมาก อยู่แถวกลางๆ ฮอลล์ (หลังจากผ่านปุริไลฟ์มาแล้วก็ไม่มีที่นั่งในอีเวนท์ไหนชวนให้รู้สึกว่าไกลอีกเลย…….) ตอนแรกที่นั่งเรามีคนนั่งอยู่ เอ้าาาา มายังไง! ตื่นตระหนกเลยทีนี้ แต่พอถามแล้วเค้าเช็กตั๋วอีกที ปรากฏว่าเค้านั่งผิดไปที่นึง ฮ่วยยยยย เค้าก็ตกใจ เราก็ตกใจ ขำ 555555555555

ได้ที่นั่งโดยสวัสดิภาพแล้วก็รอเวลา เราเข้าไปตอนเปิดให้เข้าหมาดๆ ต้องนั่งรอกันเป็นชั่วโมง ระหว่างรอ ม.ซังก็ยังคงนั่งดูสตามิวซีซั่นสองต่อไป ส่วนเราก็ปั่นอีเวนท์ไชนิ่งไลฟ์สลับกับพริซึ่มรัชบ้าง ฟังคนข้างๆ คุยกันบ้าง คนข้างๆ ก็เปิดไชนิ่งไลฟ์เล่นเหมือนกัน เค้าเมาท์อุตะปุริกันเยอะมาก แต่ไม่มีการเมคเฟรนด์กันหรอกนะ…

และพอประมาณห้าโมงครึ่งงานก็เริ่ม!

หลังจากนี้จะเป็นการพูดถึงอีเวนท์เท่าที่นึกออก

*หมายเหตุ* อาจจะมีงงๆ เบลอๆ หรือผิดเพี้ยนไปบ้างเพราะเขียนจากความทรงจำล้วนๆ

ขอพูดถึงเวทีก่อน เวทีสวยงามอลังการประหนึ่งวิหารพาร์ธีนอน ตกแต่งเป็นสไตล์กรีกโรมัน มีเสาตั้งเรียงราย ทำเป็นบริเวณสำหรับยืนสองสเต็ปคือชั้นบนกับชั้นล่าง ตรงกลางมีบันไดสำหรับเดินลงมา เห็นแล้วก็ อืม สตามิวนี่มันสตามิวจริงๆ 555555555

อีเวนท์เริ่มด้วยการเปิด OP ของซีซั่นสองให้ดู ตอนแรกนึกว่า Fourpe จะมาเซอร์ไพรส์ซะอีก (เพิ่งผ่านอีเวนท์ของ MBS ที่มีเซอร์ไพรส์เยอะแยะมาเลยอดคาดหวังไม่ได้ 555555555) แต่ก็ไม่มีนะ แค่เปิด OP ให้ดูเฉยๆ

พอ OP จบก็มีหน้าริทสึ ฟุตาบะ โอโทริ ยูสุริฮะขึ้นมาบนจอ ให้สี่คนนี้มาพูดคุยทักทายเปิดงาน จำไม่ได้ว่าคุยอะไรกันบ้าง แต่คำได้ว่าโอโทริขอเสียง “บอยส์!” แล้วมีเสียงคนดูผู้ชายร้อง “โอ้วววววว” กันหลายคน ริทสึเลยบอกว่า “มีด้วยเนอะ” ตลกดี 555555555555

แล้วหลังจากนั้นก็ตามด้วยอินโทรเพลงคาโอไคเวอร์ชั่นแอนเชียนท์ พร้อมกับที่โอคิอายุซังกับโฮชิซังเดินออกมา คือตอนเดินออกมานี่จะออกมากันทีละเซ็ต หลังเซ็ตแอนเชียนท์ก็เป็นเซ็ตคาโอไคเก่าที่มากันสองคนได้แก่สุวาเบะซังกับโทริอุมิซัง เซ็ตนี้มาพร้อมอินโทรเพลง WONDERFUL WONDER! (ทำไมทีมรุ่นพี่เปิดตัวได้แฟบิวลัสกันมาก) ส่วนเซ็ตอาเกฮะ ฮาจิยะ คิตาฮาระ นันโจ ออกมาพร้อมอินโทรเพลง Storytellers ตามด้วยทีมฮีรางิกับเพลงคาเมเลียนสตาร์ ปิดท้ายด้วยทีมโอโทริที่ใช้เพลง Gift

ตอนได้ยินอินโทรเพลงคาโอไคเรากรี๊ดเยอะมากกกกกกกกกกกกกก นึกว่าจะมาร้องให้ฟัง ปรากฏเค้าใช้เพลงประกอบตอนเดินออกมาเฉยๆ 555555555555 เอาเถอะ ไม่เป็นไร ยังไงวันนี้แอนเชียนท์ก็มากันไม่ครบทีมอยู่ดี ขาดฮารุโตะกับอุโอสึมิ เสียใจ (;__;)

ออกมากันครบแล้วก็มายืนเรียงแถวหน้ากระดาน ฮานาเอะทักทายคนแรก จากนั้นก็ให้ทักทายกันทีละคน เนื่องจากงานนี้มีนักพากย์มากันตั้ง 18 คน เราเลยจำไม่ค่อยได้แล้วว่าใครทักทายว่าอะไรกันบ้าง (เพราะเนื้อหาหลังจากนั้นในอีเวนท์ทำเราสติหลุดไปไกลละ) จำได้ไม่กี่คน เท่าที่จำได้ก็

★ เคนโชพูดด้วยเสียงนายุว่า “วันนี้ขอโทษนะที่ไม่ได้ทำข้าวกล่องมาให้ทุกคน!”
☆ ลันส์ซังบอกว่าวันนี้ขึ้นเวทีรอบที่สี่แล้ว แต่ยังไม่เหนื่อยเลย ให้ขึ้นรอบที่ห้ายังไหวเลยนะ
★ โฮชิซังน่าร๊ากกกกกกกกก มาถึงก็ทักทายว่า ปั๊บปี้~~ แล้วยื่นไมค์ให้คนดูตอบว่า ปั๊บปี้~~
☆ โอคิอายุซังตลก แค่พูดว่า อา~ ฮ้ารุโตะะะ~ ด้วยเสียงริทสึก็ตลกมากแล้ว 555555555 แล้วโอคิอายุซังทักทายเป็นคนสุดท้ายต่อจากโฮชิซัง หลังจากโฮชิซังพูดว่า ปั๊บปี้~~ ไปเยอะมาก โอคิอายุซังเลยทักทายว่า โอ๊กกี้~~ บ้าง แหมะะะ น่ารักเชียวนะ!
★ เหมือนโนบุนากะคุงจะพูดว่า โบคุโนะคามิซามะ (=พระเจ้าของผม) ด้วยมั้ง
☆ เคนนุทักทายว่าอะไรบ้างจำไม่ได้ แต่มีพูดว่า โคะเนโกะจัง (=ลูกแมวน้อย) แน่ๆ
★ มาเอโนะโค้งให้คนดูด้วย โค้งทุกงานเป็นปกติอยู่แล้วคนนี้ แต่เห็นทีไรใจสั่นตล๊อด
☆ ยูมะคุงพูดด้วยเสียงซาวาตาริคุงว่า “วันนี้มีเจ้าหญิงที่ต้องปกป้องอยู่มากมายเลยนะครับ”
★ ส่วนโนบุที่พูดต่อจากยูมะคุงบอกด้วยเสียงทัตสึมินว่า “ถึงฉันจะโดนเรียกว่าเจ้าหญิง แต่ก็สู้ทุกคนไม่ได้หรอก”
☆ มัตสึโอกะคุงทักทายด้วยเสียงอุกาวะน่ารักมากกกกกก น่ารักจนเคนนุที่ยืนข้างๆ หันไปบอกว่า น่ารักชะมัด!
★ ทาเคอุจิคุงทักทายด้วยเสียงแบบนันโจ พอสลับโหมดมาใช้เสียงต่ำๆ ตามปกติแล้วคนดูขำก๊ากกันทั้งฮอลล์

ทักทายกันเสร็จแล้วทุกคนก็กลับไปหลังเวทีแล้วเข้าสู่ช่วงพากย์สด เนื้อหาที่พากย์ไม่เหมือนรอบกลางวันด้วย (รู้ตั้งแต่จุดนั้นเพราะได้ฟังของรอบกลางวันไปนิดนึงตอนต่อคิวซื้อของ)

บทพากย์สดรอบนี้เป็นตอนพิเศษที่เขียนขึ้นมาใหม่ เริ่มจากทีมโอโทริมาคุยกันตอนเช้า ไคโตะมาบ่นๆ ว่าโดนรุ่นน้องมาขอให้ไปร่วมการแข่งขันตอบคำถามในงานโรงเรียนของแผนกม.ต้นในฐานะรุ่นพี่ที่จบไปแล้ว โฮชิทานิทำท่าสนอกสนใจและบอกว่า ไคโตะเนี่ยป๊อปมากในหมู่รุ่นน้องม.ต้นสินะ โฮชิทานิเคยพูดกับเด็กม.ต้นว่าเป็นเพื่อนสึคิกามิ ไคโตะ สาวๆ ก็ร้องกรี๊ดกร๊าดกันใหญ่ (ฮานาเอะตอนทำท่าสาวกรี๊ดตลกมากกกกกกกก เหมือนโดนเหยียบตาปลามากกว่ากรี๊ดผู้ชาย 55555555555555) พอได้ยินแบบนั้นเท็นเก็นจิเลยแซวว่า แหม เห็นชอบบ่นเรื่องที่ฉันมีแฟนๆ คอยกรี๊ด ตัวเองก็มีสาวกรี๊ดเหมือนกันนี่นา ไคโตะจัง~ (โอ้ยตายยยยยยย เราตายยยยยยยย 生海斗ちゃんいただきましたー!)

คุยไปคุยมาไคโตะก็บอกว่า รุ่นน้องขอให้ฟอร์มทีมเมมเบอร์ที่เป็นศิษย์เก่าให้ได้สี่คน จริงๆ ก็มีศิษย์เก่าสุดป๊อปอยู่อีกสองคน แต่ตอนนี้อีกคนนึงคงยังไม่ตื่น (แหมะ น้องไคโตะ ทำไมมีการแซะ นี่ขนาดจะไปขอความรวมมือจากเค้า 5555555555)

หลังจากนั้นโนบุคุงกับยูมะคุงก็ออกมายืนที่ชั้นบนของเวที อ๊ากกกกกกกกก ทัตสึมินนนนนนน เอโงะะะะะะะะะะ แค่สองคนนี้ออกมายืนเราก็กรี๊ดปางตายแล้ว แต่ยังตายไม่ได้!! เพราะฉากต่อมามันสุดทนมาก เอื้ออออออออออออออ

สถานการณ์ในฉากนี้คือซาวาคาริคุงปลุกทัตสึมินยามเช้า! สีหน้าและน้ำเสียงยูมะคุงตอนพูดว่า “ทัตสึมิ ตื่นเถอะครับ” นี่มันนนนนนนนนนนนนน (≧д≦)(≧д≦)(≧д≦) แต่ฉากนี้ทั้งก๊าวทั้งขำ ถ้าเป็นแม่ยกคู่นี้จะกรี๊ดหนักมาก แต่ถ้าไม่กรี๊ดน่าจะขำมากกว่า 555555555 คำพูดที่พอจำได้จะอารมณ์ประมาณนี้ (น่าจะตรงกับของจริงประมาณ 30% ไม่ไว้ใจความทรงจำตัวเองเลยเนี่ย TωT)

ซาวาตาริ: ทัตสึมิ ตื่นเถอะครับ เช้าแล้วนะ
ทัตสึมิ: ขออีกห้าชั่วโมงนะ
ซาวาตาริ: แค่ห้านาทีก็พอมั้งครับ (เปิดหน้าต่าง) ดูสิ ยามเช้าออกจะสวยงามขนาดนี้
ทัตสึมิ: สิ่งที่สวยงามจริงๆ น่ะ แค่หลับตาก็สัมผัสได้แล้ว เหมือนกับท่วงทำนองอันงดงามที่หลั่งไหลออกมาไงล่ะ
ซาวาตาริ: (พูดท่อนไหนสักท่อนที่มาจากเนื้อเพลง The Elegance)

ตอนสองคนนี้หยิบเนื้อเพลงมาคุยกันเราแอบขำ 5555555555 แต่หลังจากนั้นทั้งสองคนก็วางบทที่ถืออยู่ลง หืมมมม…..!!!!!???? ตอนนั้นคนดูรอบข้างพากันร้อง เอ๊ะ?? เอ๊ะ???? จนกระทั่งทำนองเพลง The Elegance ดังขึ้นมาเท่านั้นแหละ กรี๊ดดดดดดดดดดดด โอ๊ยยยยยยยยยยย ดีใจมากที่ได้ฟังเพลงนี้แบบสดๆ (;___;) ไม่ได้คาดหวังเลยว่าจะได้ฟัง นึกว่าอย่างมากก็อาจจะได้ฟัง Gift แค่เพลงเดียว หรือเพลงทีมโอโทริอีกสักเพลง เพราะอีเวนท์ที่แล้วก็ร้องเพลงทีมกันเพลงนึงมั้งนะถ้าจำไม่ผิด (คราวก่อนไม่ได้ไป อ่านรีพอร์ตน้ำตาไหลรินอยู่บ้าน โฮว) ปรากฏว่าเพลงคู่ชิปเรามาเฉ๊ยยยยยยยย อ๊ากกกกกกกกกกกก *กราบคนเขียนบทพากย์สด*

ตอนโนบุคุงกับยูมะคุงร้อง The Elegance นี่หวานมั่กกกกกกก (สองคนนี้รู้หน้าที่ตัวเองดีมาก 55555555) ทั้งมองตากันปิ๊งๆ ยื่นมือยื่นไม้หากันตลอดเวลา งุ้ยยยย สวีทเกินไปมั้ย ดูเฉยๆ ยังเขิลลลลลล////////

พอร้องเพลงจบทั้งสองคนก็เดินมาหาทีมโอโทริ บทพูดตรงนี้ก็ตลก

ใครสักคนในทีมโอโทริ น่าจะเป็นโฮชิทานิ?: ทำแบบนั้นกันทุกเช้าเลยเหรอ
คุงะ: ให้ความรู้สึก The Elegance สุดๆ เลย (น้ำเสียงอึ้งงันแบบหล่อๆ)
ทัตสึมิ: โดนเห็นตอนตื่นนอนจนได้ น่าอายจัง
ซาวาตาริ: ทัตสึมิไม่มีตรงไหนน่าอายหรอกครับ
ไคโตะ: อายหน่อยเถอะ!

หลังจากนั้นไคโตะก็ชักชวนสองคนนี้มาร่วมทีมด้วย ซึ่งทัตสึมินกับซาวาตาริคุงก็บอกว่าน่าสนุกดีเลยตกลงร่วมทีม พอได้สองคนนี้มาร่วมทีมแล้ว นายุก็บอกว่างั้นต้องหาอีกคนนึงสินะ! ทีมโอโทริคนอื่นๆ รวมทั้งสองหนุ่มเอเลแกนซ์ฟังแล้วก็ตกใจ เพราะนายุก็เป็นศิษย์เก่าแผนกม.ต้นอายานางิเหมือนกัน แต่นายุบอกว่าตัวเองเป็นคนธรรมดาๆ ไม่ได้เป็นรุ่นพี่สุดเก่งสุดเทพอะไร กลับไปเป็นแขกรับเชิญพิเศษแบบนั้นคงไม่ดี คนอื่นๆ เลยช่วยกันพูดให้กำลังใจนายุ ตรงนี้ชอบที่เท็นเก็นจิบอกว่า คงไม่ได้ดูถูกตัวเองอีกแล้วใช่มั้ย? ดูเป็นวิธีการให้กำลังใจที่สมเป็นเท็นเก็นจิดี และสัมผัสได้ว่าเท็นเก็นจิก็เชื่อมั่นในตัวนายุเหมือนกัน

สุดท้ายนายุก็ยอมร่วมทีมด้วย แล้วไคโตะ นายุ ทัตสึมิน และซาวาตาริคุงก็ร้องเพลง 青空SEASON ด้วยกันสี่คน อ๊ากกกกกกก โอ๊ยยยยยยย ได้ฟังโนบุกับยูมะคุงร้องเพลงตั้งสองเพลง อีเวนท์นี้คืนกำไรให้เราเยอะมาก เป็นลม ฮือออออออออ

ทางด้านโฮชิทานิ เท็นเก็นจิ และคุงะคุงไม่ได้เป็นศิษย์เก่าแผนกม.ต้นโรงเรียนนี้เลยร่วมแข่งตอบคำถามไม่ได้ แต่ไปเป็นกองเชียร์ได้ โฮชิทานิบอกว่าเท็นเก็นจิกับคุงะคงไปด้วยกันอยู่แล้วสินะ! เท็นเก็นจิก็ทำเป็นพูดอ้อมค้อม บอกว่าวันนั้นก็ว่างๆ ไม่มีธุระอะไรซะด้วยสิ คุงะเลยบอกว่า พูดมาให้ชัดๆ เลยดีกว่าว่าจะไปหรือไม่ไป เท็นเก็นจิก็ตอบชัดมากว่า ไป!!! น่ารักกกกกกกกกกกก (≧ω≦)(≧ω≦)

หลังจากนั้นเรื่องก็ตัดไปที่ฝั่งอาเกฮะ, ฮาจิยะ, คิตาฮาระ, นันโจ สี่คนนี้ได้ยินเรื่องทั้งหมดแล้ว นันโจเลยเล่าว่าตัวเองก็โดนรุ่นน้องไหว้วานมาเหมือนกัน แต่นันโจขี้เกียจแข่งเองเลยไปขอร้องรุ่นพี่ฟุตาบะอีกทีนึง ตรงนี้จำไม่ค่อยได้ว่าสี่คนนี้คุยอะไรกันบ้าง แต่จำได้แม่นมากว่า นันโจเป็นคนพูดคนสุดท้าย ประโยคที่พูดคือ “ติดตามต่อในครึ่งหลัง~~” แล้วช่วงพากย์สดครึ่งแรกก็จบลงตรงนี้

ต่อจากพากย์สดเป็นช่วงวาไรตี้ ช่วงนี้สุวาเบะซังกับโทริซังรับหน้าที่พิธีกร (พอโทริซังเป็นพิธีกรก็ได้ฟีลโอโตเมทปาร์ตี้ขึ้นมาบอกไม่ถูก 55555555) ส่วนอีก 16 คนที่เหลือต้องแบ่งทีมเล่นเกมด้วยกัน เกมที่ว่านี้คือ เกมทายคนข้างหลังโดยใช้ผ้าปิดตาเท็นเก็นจิ

กติกาของเกมมีอยู่ว่า ทั้ง 16 คนต้องจับฉลากแบ่งเป็นสองทีม ทีมแรกต้องไปนั่งเก้าอี้แล้วใช้ผ้าปิดตาเท็นเก็นจิปิดตาตัวเองกันทุกคน ส่วนทีมที่สองจะมีป้ายชื่อของตัวเองคนละป้าย พอทีมแรกปิดตาเสร็จแล้ว ทีมที่สองก็ต้องเลือกว่าจะเอาป้ายชื่อตัวเองไปตั้งไว้ด้านหลังใคร (พิธีกรสักคนบอกว่าให้เลือกวางป้ายด้านหลังคนที่ชอบ) หลังจากนั้นทีมที่ปิดตาต้องถามคำถามคนละหนึ่งคำถามกับคนที่วางป้าย เพื่อทายว่าคนที่วางป้ายด้านหลังตัวเองคือใคร (ไมค์สำหรับคนตอบจะมีฟังค์ชั่นแปลงเสียงด้วยทำให้ไม่รู้ว่าเสียงใครเป็นเสียงใคร) พอทีมแรกเล่นเสร็จก็กลับกัน ให้ทีมที่สองมาทายบ้าง

วิธีจับฉลากคือสต๊าฟจะถือกล่องออกมากล่องนึง ให้จับลูกบอลสีเพื่อแบ่งทีม ตอนยูมะคุงกับโนบุคุงจับได้สีเดียวกันแล้วหันมาโบกลูกบอลมองตากันปิ๊งๆ นี่มันนนนน อ๊ากกกกกกกกกกก The Elegance!!!!!!!

เสียดายที่ตรงนี้จำรายละเอียดได้แค่บางคน แถมจำไม่ค่อยได้ด้วยว่าใครถามใครบ้าง OTL คู่ที่จำได้แม่นมากที่สุดคือคู่เคนนุกับมาเอโนะ รอบแรกมาเอโนะอยู่ทีมปิดตา แล้วเคนนุเอาป้ายชื่อตัวเองไปวางหลังมาเอโนะ (ย้ำอีกครั้ง พิธีกรบอกว่าให้เลือกวางป้ายด้านหลังคนที่ชอบ) พอถึงตามาเอโนะ มาเอโนะที่ปิดตาอยู่ก็ถามว่า “คิดยังไงกับมาเอโนะ โทโมอากิ?”

แค่มาเอโนะถามคำถามนี้ขึ้นมาคนดูก็กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดเสียงดังสนั่นลั่นฮอลล์ เราว่ามาเอโนะน่าจะรู้คำตอบตั้งแต่จุดนี้ละ เพราะถ้าเป็นคนอื่นคนดูคงไม่กรี๊ดขนาดนี้มั้ย 555555555555555

ส่วนเคนนุพอเจอคำถามนี้เข้าไปก็หัวเราะ (สงสัยกลบเกลื่อนความเขิน) สักพักค่อยตอบยิ้มๆ ว่า “ปกติชอบเผลอทำตัวไม่ดีใส่บ่อยๆ แล้วก็พูดแบบนี้ต่อหน้าไม่ได้ แต่ว่า… ชอบมาก” เคนนุตอบเสร็จมาเอโนะก็เขียนกระดานสำหรับเขียนคำตอบอย่างรวดเร็วจนสุวาเบะซังกับโทริซังแซวว่าทำไมเขียนเร็วมาก!

พอทีมแรกเล่นเสร็จแล้ว ทีมที่สองมานั่งเก้าอี้แทน ทีมแรกก็หลบมุมไปยืนปรึกษากันริมๆ ส่วนเคนนุที่เดินมานั่งเก้าอี้ตรงแถวกลางๆ เวทีก็หันไปมองมาเอโนะอยู่พักใหญ่ (ไม่รู้มองด้วยสายตาที่สื่อความว่าอะไรกันแน่ อันนี้แล้วแต่จินตนาการ 555555555) แล้วพอทีมที่สองปิดตาตัวเองเสร็จเรียบร้อย ทีมแรกก็ถือป้ายชื่อตัวเองมาเลือกเหยื่อของตัวเองกันบ้าง ตรงนี้ตลกมากที่สมาชิกทีมแรกคนอื่นๆ พากันผายมือให้มาเอโนะเดินตรงไปปักป้ายเคนนุอย่างรู้งาน ทำไมทุกคนชงมาก มาเอโนะส่วนก็โค้งให้ทุกคนแล้วเดินไปปักป้ายด้านหลังเคนนุอย่างรู้งานอีกเช่นกัน ส่วนคนดูก็ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

รอบนี้พอถึงตาเคนนุ เคนนุก็ถามว่าคิดยังไงกับตัวเอง ซึ่งมาเอโนะตอบว่า “ไอ้หล่อเอ๊ย! แต่ว่า… ชอบมาก” เอ้า กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด มาสารภาพรักอะไรกันตรงนี้คะะะะะะะะ แถมทำเป็นซึนเดเระทั้งคู่ด้วย แหมมมมมมมมมมมมมม

ส่วนของคนอื่นๆ ที่พอจำได้

★ คำถามแรกโอคิทสึซังเป็นคนตอบ คนถามเหมือนจะเป็นฮานาเอะมั้งนะ ไม่แน่ใจ ถามว่า “เวลาอาบน้ำเริ่มอาบจากส่วนไหนก่อน?” คำถามส่วนใหญ่ก็ไร้สาระประมาณนี้ 555555555

☆ ของยูมะคุงตลกมาก ชอบความบ้าของคำถาม 555555555 ยูมะคุงถามว่า ถ้าให้เลือกระหว่างอุ้มยูมะคุงท่าเจ้าหญิงกับให้ยูมะคุงขี่หลัง จะเลือกอะไร? คนโดนตอบข้อนี้คืออุเมะฮาระคุง ซึ่งอุเมะฮาระคุงตอบว่า “อุ้มท่าเจ้าหญิงคงไม่ดีต่อเอวเท่าไหร่ ขอเลือกขี่หลังดีกว่า ไปลดน้ำหนักซะด้วย!”

★ โนบุคุงถามว่า “ชอบกันดั้มตัวไหน” (มายังไงนะคำถามนี้ 5555555555) โนบุบอกว่าตัวเองชอบฟรีด้อมที่สุด คนตอบข้อนี้คือโฮโซยัน พอโนบุถามเสร็จคนดูก็ฮือฮากันมากเพราะโฮโซยันพากย์กันดั้มแถมเป็นตัวเด่นด้วย เราก็ลุ้นมากว่าโฮโซยันจะตอบบาร์บาทอสมั้ย สุดท้ายโฮโซยันก็ตอบว่าบาร์บาทอสลูปัส (โฮโซยันอาจจะสัมผัสได้ถึงแรงกดดันจากผู้ชมจนไม่กล้าตอบของภาคอื่น ก๊าก) 

☆ ตอนถึงตาโนบุถาม โทริซังเรียกโนบุว่า “โอคามาโตะคุง” อีกแล้ว โนบุก็รีบตอบทันทีว่า “โมโตะเดส” สองคนนี้ออกงานเดียวกันทีไรต้องเล่นมุกนี้ตลอดสินะ

★ คนโดนถามต่อจากโฮโซยันคือโฮชิซัง อันนี้จำไม่ได้ว่าใครเป็นคนถาม สุวาเบะซังบอกว่า ถ้าถามคำถามเดียวกันกับเมื่อกี้อาจจะน่าสนใจก็ได้นะ! คนถามก็เลยถามคำถามเดียวกันกับโนบุ ซึ่งโฮชิซังตอบว่า สไตรค์ฟรีด้อม

☆ ใครถามยูมะคุงเราจำไม่ได้ แต่คำถามคือ รักแรกชื่ออะไร? ยูมะคุงขึ้นไปยืนหน้าไมค์แล้วตะโกนดังมากว่า อาจารย์มัตสึดะคร้าบบบบบบ (ถ้าไม่สมัยอนุบาลก็คงประถมสินะ 55555555555555) แอบสงสัยนิดนึงว่าถ้ายูมะคุงโดนข้อกันดั้มจะตอบคิมาริสมั้ย แต่โดนข้อนี้แล้วตอบได้น่ารักดี ข้อนี้แหละดีแล้ว

★ ใครถามทาเคอุจิคุงเราก็จำไม่ได้อีกเช่นกัน แต่คำถามคือ ปกติกินข้าวเช้ารึเปล่า? ทาเคอุจิคุงตอบว่าถ้าตื่นหลังสิบโมงจะไม่กิน

☆ คำถามอุเมะฮาระคุงทะลึ่ง! ถามว่า ส่วนที่อ่อนไหวที่สุดในร่างกายคือส่วนไหน? แล้วคนตอบคือโนบุนากะคุงไง…. ธรรมดาซะที่ไหนคนนี้ โนบุนากะคุงทำท่าอิดออดไม่ยอมตอบอยู่นานมาก มีการเรียกโทริซังเข้าไปปรึกษาหารือกันด้วย สุดท้ายโนบุนากะคุงก็ชี้ไปที่จิคุบิข้างซ้าย ส่วนโทริซังก็ทำท่าจิ้มๆ 5555555555 แล้วสุวาเบะซังก็พูดออกไมค์อย่างชัดถ้อยชัดคำว่า จิคุบิครับ!! จิคุบิซ้ายนี่เอง!! (ย้ำคำว่าจิคุบิหลายรอบมาก สนุกใหญ่เลยนะคะแหม)

★ คู่โฮชิซังกับฮานาเอะก็ตลก โฮชิซังที่โดนปิดตาอยู่ถามว่า คนตอบมีความสัมพันธ์กับโฮชิโซอิจิโร่ยังไง? ฮานาเอะก็ตอบว่า “แอบ….ข้างเดียว ฮุๆๆๆๆๆๆ” สีหน้าและน้ำเสียงตอนหัวเราะ ฮุๆๆๆๆๆๆ ตลกมาก กรุ้มกริ่มมาก

☆ คู่สุดท้ายคือโอคิทสึซังกับมัตสึโอกะคุง คู่นี้ก็พีค โอคิทสึซังบอกว่า ปกติแล้วอินุมิเนะที่โอคิทสึซังพากย์เนี่ยชอบฮัมเพลงอยู่บ่อยๆ แล้วคนตอบชอบฮัมเพลงอะไรเวลาอาบน้ำ? มัตสึโอกะคุงเรียกโทริซังไปปรึกษาอยู่นานอีกเช่นกัน พอปรึกษากันเสร็จ มัตสึโอกะคุงก็ฮัมเพลงออกมา เป็นทำนองเพลงที่ไม่มีใคร ณ ที่นั้นรู้ว่ามันคือเพลงอะไร แต่สีหน้าและทำนองเศร้ามาก…… พอถึงเวลาเปิดป้ายคำตอบของแต่ละคน โอคิทสึซังเขียนคำตอบว่า “อยากกอดคนคนนี้” เพลงมันเศร้าจนโอคิทสึซังฟังแล้วสงสารสินะ 55555555555

ตอนเฉลยคำตอบทีมที่สอง อุเมะฮาระคุงเขียนคำตอบว่าอุจิดะยูมะ ยูมะคุงเห็นแล้วเลยถามว่า ทำไมได้คำตอบว่าจิคุบิซ้ายอ่อนไหวแล้วตอบชื่อผมล่ะ!!!??? นั่นสินะ อุเมะฮาระคุง ทำไมล่ะคะะะะะะ /หรี่ตา

และแล้วทีมแรกก็ชนะไป แต่เราว่าทีมแรกทายง่ายกว่าเยอะเลย แค่ข้อกันดั้มสองข้อนี่ก็ไม่ต้องคิดละ ฟังแล้วตอบได้ทันที 555555555

เล่นเกมกันเสร็จแล้วก็กลับเข้าสู่ช่วงพากย์สดอีกครั้ง ครึ่งหลังจะเริ่มที่งานโรงเรียนของแผนกม.ต้น ริทสึ, ฟุตาบะ, โอโทริ และยูสุริฮะมางานนี้ด้วยกันสี่คนเพื่อร่วมแข่งตอบคำถาม ริทจังน่ารักมว๊ากกกกกกกกกกกกกกก (≧д≦) เวลายูสุริฮะพูด เด~สสส ม้า~สสส ริทสึชอบพูดเลียนแบบตลอด (จริงๆ ก็ไม่ดีนะ เป็นรุ่นพี่มาล้อเลียนรุ่นน้อง 5555555 แต่น่ารักไง ให้อภัย) พอสี่คนนี้มาอยู่ด้วยกันแล้วโอโทริดูเป็นผู้เป็นคนสุดเลย เพราะอีกสามคนติ๊งต๊องมาก ขำเยอะมาก

ครึ่งหลังนี่เราจำไม่ค่อยได้ว่าฉากไหนมาก่อนมาหลัง แต่มีอยู่ฉากนึงที่อยู่ดีๆ ทัตสึมินก็โทรหาไคโตะ บอกว่าตอนนี้กลับมาอยู่ที่บ้านตัวเอง เพราะมีญาติกำลังจะแต่งงานกะทันหัน ทำให้ทั้งทัตสึมินและซาวาตาริคุงมาร่วมการแข่งขันไม่ได้แล้ว (วั้ยยยยยย หนีไปแต่งงาน เอ้ยยย!! ไปงานแต่งกันสองคน อะไรเนี่ยยยยยยย//////) เท็นเก็นจิเลยโวยวายว่า เกิดมาเพิ่งเคยพบเจองานแต่งกะทันหันนี่แหละ! (เออก็จริง 5555555555) ทีนี้ไคโตะกับนายุเลยเดือดร้อนเพราะสมาชิกหายไปสองคน ต้องรีบหาสมาชิกอย่างเร่งด่วนที่สุด ฉากนี้ขำตอนโฮชิทานิบอกว่า เอ๋!!?? ทั้งสี่คนอุตส่าห์รวมใจเป็นหนึ่งเดียวกันแล้วไม่ใช่เหรอ!!?? เมื่อกี้ยังร้อง อาโอโซร้าซี้~ซั่นนนน~~ (ร้องเป็นทำนอง) ด้วยกันอยู่เลยนี่นา!!! …ปกติเราไม่รู้สึกว่าโฮชิทานิเป็นคนตลกนะ แต่พากย์สดงานนี้โฮชิทานิตลกมาก ขอบคุณนะฮานาเอะ 555555555

ตัดมาที่เวทีการแข่งขันตอบคำถามในวันต่อมา งานนี้โทราอิชิกับอินุมิเนะเป็นพิธีกร เคนนุเวอร์ชั่นโทราอิชิเข้าสิงนี่ขยันเซอร์วิสมากกกกกกกก เล่นหูเล่นตา ขยิบตาตลอดเวลา ส่วนอินุมิเนะตลกมากกกกกกกก พูดอะไรก็ตลกไปหมด น่ารักด้วย โทราอิชิพูดเชิญทีมรุ่นพี่ในตำนานออกมา ทีมนี้คือทีมของไคโตะนี่แหละ ปรากฏว่าพอเรียกแล้วไคโตะกับนายุก็ออกมา พร้อมกับอุกาวะและเท็นเก็นจิที่ปลอมตัวเป็นทัตสึมินกับซาวาตาริคุง………..

แต่เพราะเป็นการพากย์สดเลยไม่ต้องปลอมตัวกันจริงๆ มัตสึโอกะคุงกับโฮโซยันก็ออกมาพูดตามปกติธรรมดานี่แหละ เพราะงั้นคุงะคุงเลยทักว่า “ถึงจะไม่มีภาพอนิเมะประกอบก็เถอะ แต่นี่มันเกินไปนะ” ตล๊กกกกกก 555555555

ตอนทีมรุ่นพี่ในตำนานออกมา ไคโตะกับนายุก็แนะนำตัวกันตามปกติ พอถึงคิวอุกาวะ อุกาวะก็พูดติดอ่าง บอกว่า ทะทะทะ ทัตสึมิ รุยครับ! ส่วนเท็นเก็นจิแนะนำตัวว่าชื่อซาวาตาริ เอโงะ แล้วสองคนนี้ก็พยายามหัวเราะคิกคักเลียนแบบทัตสึมินกับซาวาตาริคุง แค่นี้ก็ขำเยอะมากแล้ว 555555555555

หลังจากนั้นอุกาวะกับเท็นเก็นจิก็ตลกกันมาก ท็อปฟอร์มมาก ปกติเท็นเก็นจิเป็นคนพูดจากระโชกโฮกฮากไม่มีการใช้ภาษาสุภาพใดๆ แล้วนี่ต้องมาปลอมตัวเป็นซาวาตาริคุงที่พูดสุภ๊าพสุภาพกับทุกคน เท็นเก็นจิเลยหลุดปากพูดภาษาปกติแล้วค่อยแก้เป็นภาษาสุภาพตลอด ทำไมต้องฝืนใจตัวเองขนาดนั้นคะลูกกกกกกกก บางทีพอมีอะไรน่าโมโห เท็นเก็นจิก็จะหลุดปากโวยวายเหมือนลืมไปว่ากำลังปลอมตัวอยู่ ถึงตอนนั้นอุกาวะที่ปลอมตัวเป็นทัตสึมินจะดุอย่างเกรี้ยวกราดว่า “เอโงะ คำพูด!!” แล้วดุอยู่อย่างนี้ประมาณสามสี่รอบได้ เห็นแล้วขำจนเมื่อยหน้าไปหมด 5555555555

ส่วนทีมคู่แข่งคือทีมอดีตคาโอไค สมาชิกคือฟุตาบะ ริทสึ โอโทริ ยูสุริฮะ พอสองทีมนี้ออกมาเผชิญหน้ากันแล้ว โทราอิชิที่เป็นพิธีกรก็ทำท่าจะเริ่มการแข่งขัน แต่ทว่ากลับมีเสียงคิตาฮาระตะโกนขึ้นมาว่า “เดี๋ยวก่อน!!” แล้วคิตาฮาระ นันโจ อาเกฮะ และฮาจิยะก็ออกมาร้องเพลง Storytellers ด้วยกันจ้าาาาาา อ๊ากกกกกกกกก กำไรกับสองเพลงเมื่อกี้ไปแล้วยังไม่พอ ได้ฟังเพลงนี้อีกกกกกกกก ทาเคอุจิคุ้งงงงงงงงงงง♥♥♥

ทีมนี้ร้องเพลงเสร็จก็บอกว่าจะมาร่วมแข่งด้วย ทีมอดีตคาโอไคกับทีมของไคโตะไม่มีปัญหาอะไร โทราอิชิก็บอกว่าน่าจะสนุกดี สรุปว่าการแข่งขันนี้มีทีมร่วมแข่งทั้งหมดสามทีม

คำถามที่ใช้ในการแข่งขันคือคำถามเกี่ยวกับรุ่นพี่ชื่อดังทั้งสองคนได้แก่ สึคิกามิ ฮารุโตะ และอุโอสึมิ อาซากิ อื้อหือ ไม่รู้ทีมไหนได้เปรียบสุดนะเนี่ย 5555555555 ทีมนึงก็น้องชายพี่ฮารุโตะ อีกทีมก็เพื่อนซี้กับรุ่นน้องในทีม อีกทีมก็มีสาวกที่บูชาพี่ฮารุโตะเป็นพระเจ้า (คนเขียนบทก็เข้าใจเขียนจริงๆ นับถือ)

ส่วนรางวัลในการแข่งขันคือลายเซ็นของฮารุโตะกับอุโอสึมิ พอได้ยินว่ารางวัลคืออะไร อาเกฮะก็ตาลุกวาว แสดงอาการอยากได้ลายเซ็นอย่างเห็นได้ชัด (โนบุนากะคุงตอนพากย์อาเกฮะน่ารักมากกกกกกกกกก) ฉากนี้ขำตรงที่ฟุตาบะกับริทสึไม่สนใจรางวัลแต่กระหายอยากชนะมาก เวลาตอบถูกก็กระดี๊กระด๊าอย่างไม่รักษามาดรุ่นพี่ ถึงขั้นที่โอโทริบ่นว่าทำตัวไม่สมเป็นผู้ใหญ่เอาซะเลย (นั่น โดนรุ่นน้องแซะไปอีก 5555555555)

คำถามที่ใช้มีทั้งหมดสามคำถาม คำถามแรกถามว่า กีฬาที่สึคิกามิ ฮารุโตะชอบคืออะไร? ข้อนี้ขนาดไคโตะที่เป็นน้องแท้ๆ ยังไม่รู้ (ไคโตะคงไม่สนใจจำเรื่องพี่ชายสินะ น่าสงสารพี่เค้านะคะ) อาเกฮะที่เป็นสาวกก็ไม่รู้ สุดท้ายฟุตาบะเป็นคนตอบว่า กีฬาประเภททีมทุกชนิด! ซึ่งเป็นคำตอบที่ถูกต้อง ทีมอดีตคาโอไคจึงได้ไปก่อนหนึ่งคะแนน พอรู้ว่าไม่ได้คะแนน อาเกฮะก็ทำเสียงหงอยๆ จนฮาจิยะต้องช่วยปลอบว่าข้อต่อไปเรามาพยายามกันใหม่นะ!

ข้อต่อมาถามว่า อาหารที่อุโอสึมิชอบคืออะไร? ข้อนี้อาเกฮะพูดขึ้นมาทันทีว่า “ไม่รู้” คิตาฮาระเลยบ่นว่าไม่ได้เรื่องเลย โอ๊ย 555555555 แหม ก็น้องอาเกฮะเค้าสาวกพี่ฮารุโตะนี่คะะะะ ช่วยไม่ได้จีๆ ข้อนี้ขนาดเพื่อนซี้อย่างฟุตาบะกับริทสึยังไม่รู้เลย ฟุตาบะหันไปถามโอโทริบอกว่า อุโอสึมิชอบโอโทริมาก โอโทริน่าจะรู้คำตอบนะ? โอโทริเลยบอกว่า เคยแต่โดนถามว่าชอบกินอะไร…. ความอุโอสึมินี้มันอะไร 555555555555

และแล้วนายุก็เป็นคนนึกขึ้นมาได้ว่าตอนไปเข้าค่ายเห็นอุโอสึมิกินอาหารเย็นๆ เยอะ ทีมนี้เลยตอบพร้อมกันว่า อาหารเย็นๆ ซึ่งเป็นคำตอบที่ถูกต้อง ได้คะแนนไปหนึ่งคะแนน อาเกฮะที่ทำคะแนนไม่ได้ก็ทำเสียงหงอยๆ อีกแล้ว ฮือออออ สงสารรรร (;__;) ไปๆ มาๆ เราเชียร์ทีมอาเกฮะเยอะมากเพราะนุ้งอาเกฮะเป็นคนเดียวที่เห็นคุณค่าของรางวัล เราเข้าใจความติ่งของน้อง อยากให้น้องได้ครอบครองลายเซ็นพี่ฮารุโตะสมความตั้งใจ!

พอถึงข้อสุดท้าย คิตาฮาระก็โวยขึ้นมาว่า ถึงจะตอบข้อนี้ไปพวกฉันก็ไม่มีทางชนะอยู่ดีน่ะสิ! แบบนี้ที่พวกฉันออกมาเต้นเมื่อกี้มันจะมีความหมายอะไรเล่า!!! ข้อสุดท้ายต้องได้หนึ่งหมื่นคะแนนไปเลย!!!! คิตาฮาระพูดเสร็จก็พูดว่า หนึ่งหมื่นคะแนน! หนึ่งหมื่นคะแนน! แล้วอาเกฮะกับฮาจิยะก็ช่วยกันพูด หนึ่งหมื่นคะแนน! หนึ่งหมื่นคะแนน! ด้วย โอ้ยยยยยยย น่าร๊ากกกกกกกกกกกกก (≧д≦) และในเมื่ออีกสองทีมไม่มีปัญหาอะไรกับเงื่อนไขนี้ ข้อสุดท้ายจึงมีหนึ่งหมื่นคะแนน

ข้อสุดท้ายถามว่า รูมเมทของฮารุโตะกับอุโอสึมิชื่ออะไร? แน่นอนว่าทีมที่มีรูมเมทของสองคนนี้อยู่ย่อมชนะไปอย่างง่ายดาย สรุปว่าทีมอดีตคาโอไคเป็นผู้ชนะ ฟุตาบะเลยบอกว่าจะยกลายเซ็นที่เป็นรางวัลให้โอโทริกับยูสุริฮะก็แล้วกัน (สองคนนี้ท่าทางไม่อยากได้รางวัลแม้แต่น้อย 5555555555) พอได้ทีมที่ชนะแล้วอาเกฮะก็จ๋อยมากกกกกกกกกก ฮาจิยะเลยบอกว่าไว้ค่อยไปขอรุ่นพี่ดูลายเซ็นแล้วกันเนอะ

ทว่า! อยู่ดีๆ อินุมิเนะที่เป็นพิธีกรอีกคนก็ทักขึ้นมาว่า เอ๊ะ รุ่นพี่ยูสุริฮะไม่ได้จบม.ต้นที่นี่ซะหน่อย ไหนบอกจบจากฝรั่งเศสไง ฟุตาบะกับริทสึเลยตกใจมากเพราะเข้าใจผิดมาตลอดว่าเด็กๆ ทีมฮารุโตะทุกคนจบม.ต้นโรงเรียนอายานางิ และแล้วทีมอดีตคาโอไคจึงหมดสิทธิ์เพราะทำผิดกฎ ผู้ชนะจึงกลายเป็นทีมของไคโตะแทน ซึ่ง! นันโจทักขึ้นมาว่า อ้าว ทีมนั้นหมดสิทธิ์ไปเพราะผิดกฎแท้ๆ นะ จะให้ทีมที่มีคนปลอมตัวมาชนะมันจะดีเร้อ? ทีมไคโตะจึงหมดสิทธิ์ไปอีกทีม ด้วยเหตุนี้ ลายเซ็นของฮารุโตะจึงตกเป็นของน้องอาเกฮะโดยปริยาย เย้!!! ยินดีด้วยยยยยยยยยย!!!!!

บทพากย์สดจบลงแถวๆ นี้แหละ ประทับใจในความตลกของทุกคน โดยส่วนตัวแล้วยกให้เท็นเก็นจิกับอุกาวะตลกสุด ชอบมาก ขำมาก ชอบการเขียนบทสไตล์มิวสิคัลแล้วเอาเพลงที่ไม่ได้ใช้ในอนิเมะมาใช้ด้วย สมเป็นสตามิวดี

พากย์สดจบก็คั่นด้วยเปิดคลิปประกาศมิวสิคัลภาคต่อกับ OVA และซีซั่น 3 ซึ่งคนดูก็กรี๊ดกันนะ แต่ไม่ค่อยตื่นเต้นตกใจกันเท่าไหร่เพราะประกาศกันมาตั้งแต่รอบกลางวันละ รู้นานละ 555555555

เออใช่ เวลาคั่นระหว่างช่วงต่างๆ จะมีฟรีทอล์กของตัวละครให้ดูด้วย บนจอจะฉายภาพตัวละครเวอร์ชั่นจิบิ แล้วตัวละครก็จะพูดคุยกันไปเรื่อยเปื่อย เซ็ตแรกเป็นเท็นเก็นจิ อินุมิเนะ ฮาจิยะ เซ็ตที่สองเป็นนายูกิ อุกาวะ อาเกฮะ เซ็ตสุดท้ายเป็นโฮชิทานิ ไคโตะ คุงะคุง โทราอิชิ เราชอบทั้งสามเซ็ตเลย น่ารักมากกกกกกกกกกกกกก ขำตอนที่โทราอิชิพูดอย่างภูมิใจว่าสมัยปีหนึ่ง ตัวเองที่อยู่ห้อง C ไปขลุกอยู่ห้อง B บ่อยจนกลายเป็นเหมือนเด็กห้อง B ไปแล้ว อืม จย้าาาาาาาา

หลังจากประกาศข่าวสารเรียบร้อยก็เป็นช่วงอำลาอาลัยทีละคน ช่วงนี้ซึ้งมากกกกกกกกกกก เพราะทุกคนจะพูดถึงสตามิว แสดงความรู้สึกต่อสตามิวและต่อตัวละครที่ตัวเองพากย์ออกมา ฮืออออออ (;___;)

ตอนพูดอำลานี่เรากรี๊ดมากช่วงทีมฮีรางิ ทีมนี้มัตสึโอกะคุงพูดคนแรก มัตสึโอกะคุงบอกว่า ในคลิปประกาศซีซั่น 3 เมื่อกี้บอกว่าจะมีคาโอไคใหม่ออกมาสินะ ผมจะขยี้พวกนั้นเอง! (ทำไมรุนแรงมาก ขำ 5555555555555) คนถัดมาคือเคนนุ เคนนุพูดด้วยเสียงโทราอิชิว่า “สตาร์อยู่ที่นี่แล้ว (スターならここにいる)” คำพูดนี้มาจากเนื้อเพลงคาเมเลี่ยนสตาร์ของทีมฮีรางิ (เคนนุพูดเสร็จมีการส่งจุ๊บให้คนดูด้วยนะ อ๊อยยยยยยย เมื่อกี้เพิ่งสารภาพรักชายอื่นอยู่หยกๆ ทีงี้ทำมาส่งจุ๊บ หมั่นสั้ยยยยยยยย) โอคิทสึซังที่พูดต่อจากเคนนุก็พูดประโยคเดียวกันด้วยเสียงอินุมิเนะ หลังจากนั้นก็เป็นตายูมะคุง ยูมะคุงพูดด้วยเสียงซาวาตาริคุงว่า スターならここにいます พูดจบก็โค้งแล้วผายมือไปทางโนบุคุงที่ยืนข้างๆ โอ๊ยยยยยยยยยยยย รู้หน้าที่อีกแล้ว!!!!!

ตลกที่พอยูมะคุงพูดจบแล้วถึงตาโนบุพูด สุวาเบะซังที่คอยเรียกให้แต่ละคนพูดก็เรียกโนบุว่า “สตาร์!” โนบุเลยพูดขึ้นมาว่า “สตาร์เดส!!” น่าร๊ากกกกกกกกกกกกกก (≧ω≦)(≧ω≦)

เราชอบที่ยูมะคุงกับโนบุคุงพูดอำลามากเลย ยูมะคุงพูดประมาณว่าจากนี้ไปก็จะคอยสนับสนุนทัตสึมิในฐานะอัศวินต่อไป ส่วนโนบุคุงบอกว่าสักวันอยากร้องเพลงในฐานะทีมฮีรางิในอีเวนท์บ้าง ถ้าได้ร้องแคริบเบียนกรูฟก็ดีสิ แล้วสองคนนี้เวลาคุยกันก็หันมองหน้ากันเป็นระยะๆ โอ้ยยยยยยย ความ The Elegance นี้ ฮรือออออออออ ขอบคุณค่ะะะะ ดีใจจังที่คนข้างในทัตสึมินกับซาวาตาริคุงเป็นสองคนนี้ (T__T)

ส่วนทีมโอโทริจำได้ว่ามาเอโนะพูดอะไรสักอย่างด้วยเสียงคุงะคุงนิดนึง แล้วก็ทำท่าดีดหน้าผากด้วย ส่วนเนื้อหาเราจำได้แค่ที่โฮโซยันพูด…… คือคนอื่นพูดกันยาวมาก แต่โฮโซยันพูดประมาณว่าจะรักษาสุขภาพครับ แค่นี้ ฮานาเอะเลยท้วงว่าทำไมสั้นจัง!! แล้วฮานาเอะก็ถามว่า คนที่ไม่รักษาสุขภาพนี่เรียกว่าอะไรสุเกะๆ นะ? โฮโซยันเลยตอบว่า ยาโบสุเกะ …..เล่นอะไรกันเนี่ย 5555555555555555

นอกนั้นที่พอจำได้ก็มีที่สุวาเบะซังบอกว่า ถ้ามีอีเวนท์อีกก็อยากมาแบบฟูลแคสต์ อยากร้องเพลงคาโอไค เพราะตอนนี้ยังไม่ได้สอนความหมายของการเป็นสุดยอดให้ทุกคนรู้เลย ตรงนี้มาจากเนื้อเพลงคาโอไค สุวาเบะซังร้องเป็นทำนองอย่างตั้งอกตั้งใจว่า 最上の意味~~ ว้าวววววๆๆ ถึงจะไม่ได้ฟังเต็มเพลง แต่ได้ฟังเวอร์ชั่นอะแคปเปลล่าท่อนนึงก็เป็นบุญหูแล้วค่ะ!

โอคิอายุซังกับโฮชิซังบอกว่าซีซั่นสามก็อยากให้แอนเชียนท์มีบทอีกจัง ถ้ามีอีเวนท์ก็อยากมาอีก อยากให้มีเพลงคู่กันด้วย (ดีค่ะดี สนับสนุน ขอเพลงคู่ฮารุโตะกับอุโอสึมิด้วย)

ส่วนอุเมะฮาระคุง เราลืมนับว่าวันนี้เค้าพูดคำว่ายูไซไปกี่ครั้งทั้งๆ ที่ตอนแรกทาเคอุจิคุงบอกให้ช่วยกันนับ 555555555 แต่ตอนสุดท้ายเค้าออกมาบอกว่า 今日は無罪だな! เอาเป็นว่าวันนี้ได้ฟังอุเมะฮาระคุงพูดคำว่ายูไซและมุไซไปหลายรอบมาก

อำลากันเสร็จครบทุกคนแล้วก็มีการฉลองวันเกิดให้โฮชิทานิคุงเล็กน้อย มีสต๊าฟเข็นเค้กหน้าโฮชิทานิคุงออกมา แล้วทุกคนก็คุยกันว่า วันนี้ยังไม่ใช่วันที่สิบซะหน่อย พอถึงวันที่สิบแล้วช่วยฉลองให้โฮชิทานิกันด้วยนะ!

ฮานาเอะลงรูปเค้ก+รูปถ่ายรวมทุกคน+รูปทีมโอโทริเอาไว้ในทวิตเตอร์ด้วย

หลังจากนั้นก็ร้องเพลง Gift ด้วยกันทุกคนเป็นการปิดงาน พอท่อนแรกขึ้นมาปุ๊บ สุวาเบะซังที่ตอนแรกยืนอยู่ริมๆ เวทีรีบวิ่งฉิ้ววววววววมากอดคอฮานาเอะร้องเพลงด้วยกันปั๊บ โอ้ยยยยยยย กรี๊ดหนักมาก โอโทริเซมไปปปปปปปปป (;____;)

หลังจากนั้นทุกคนก็เดินไปเดินมาตามมุมต่างๆ ของเวทีโดยทั่วกัน ละลานตาไปหมดจนไม่รู้จะมองใครก่อนดี เห็นโนบุนากะคุงกับมัตสึโอกะคุงกอดคอร้องเพลงกันอย่างสนิทสนมกลมเกลียวด้วย เอ็นดู๊เอ็นดู (〃▽〃)

พอจบเพลงนี้ก็จบงานละ บ๊ายบายยยยยยย T___T เป็นอีเวนท์ที่อิ่มอกอิ่มใจมากกกกกกก ประทับใจทุกคนมากๆๆๆๆๆๆ ดีใจที่ประกาศ OVA และซีซั่นสามในงานนี้ ถ้าจบอีเวนท์โดยไม่มีประกาศอะไรเลยเราคงจ๋อยยิ่งกว่าตอนน้องอาเกฮะไม่ได้ลายเซ็นพี่ฮารุโตะซะอีก (´・_・`)

สุดท้าย แปะรูปต่างๆ นานาที่พอเก็บได้ในทวิตเตอร์ เอามาแปะรวมๆ กันไว้จะได้คุ้ยหาทีหลังง่ายๆ งานนี้มีอีเวนท์ทั้งฝั่งอนิเมะและฝั่งมิวสิคัลพร้อมกันเลยมีรูปเยอะมากกกกกกกกกก โดยเฉพาะฝั่งมิวนี่ลงรูปกันเยอะแยะไปหมด เห็นแล้วเสียดายที่ไม่ได้ไปอีเวนท์ฝั่งมิวด้วย (;__;)

เสียดายไม่มีรูปคู่มาเอโนะกับเคนสุเกะคุง เห็นทวีตเคนสุเกะคุงแล้วก็นึกได้ว่าตอนพูดอำลา มาเอโนะบอกว่าฝากคุงะชูในอนิเมะและคุงะชูของเคนสุเกะคุงด้วย แหม น่ารักจังเลยคนเนี้ย♥

แล้วเจอกันใหม่ปีหน้านะคะหนุ่มๆ โรงเรียนอายานางิ! また来年!再来年も!

Advertisements

MBS ANIME FES 2017

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีอีเวนท์สามวันรวด วันศุกร์ดูบุไต วันเสาร์อีเวนท์ของ MBS วันอาทิตย์สตามิวเฟส เหนื่อยมากกกกก มีอะไรอยากเขียนเยอะมากจนไม่รู้จะเขียนถึงอันไหนก่อนหลังดี ตอนแรกว่าจะเขียนไล่ไปตามวัน แต่บุไตรู้สึกยังอยากใช้เวลาขบคิดให้ตกตะกอนก่อน งั้นเขียนถึง MBS ANIME FES ก่อนละกัน

อีเวนท์นี้ประกาศมาตั้งแต่ตอนกลางๆ ปี แต่ตอนประกาศยังไม่บอกเลยว่าจะมีนักพากย์หรือศิลปินคนไหนมาบ้าง บอกแค่ว่าเป็นอนิเมะเฟสที่มีเรื่องโอฟุริ, นานะสึโนะไทไซ, คุโรบาส, อาโอเอ็ก, ชินเกคิโนะเคียวจิน

พอเห็นเราก็รีบพุ่งไปชวนเพื่อนว่าสนใจมั้ย แม้จะยังไม่บอกว่ามีใครมาบ้าง แต่คิดว่ายังไงมันก็ต้องมีคนที่เรารู้จักมาบ้างแหละ (เป็นการจองตั๋วที่พิสูจน์จิตศรัทธาเยอะมาก) แถมจัดที่โอซาก้าด้วย นานๆ ทีจะมีอีเวนท์ใหญ่ๆ แบบนี้ที่โอซาก้าสักที สมัครไปแบบไม่คิดมากเลย แต่มันเปิดสมัครแบบสุ่มกี่รอบก็วืดหมด ฮิตมาก แย่งกันโหดมากแม้จะไม่ประกาศซะทีว่าใครมา จนสุดท้ายกว่าจะได้ตั๋วก็รอบอิปปังที่ต้องแข่งกันกด ซึ่งเรากดไม่ได้ แต่ม.ซังกดตั๋วยืนได้มา ในที่สุดดดดดดด ฮืออออออ

หลังจากนั้นชื่อนักพากย์ที่ประกาศมามีแค่แปดคนคือ โยนากะ สึบาสะ, นากามุระ ยูอิจิ, คาจิ ยูกิ, อามามิยะ โซระ, โอโนะ เคนโช, โอคาโมโตะ โนบุฮิโกะ, ฟุคุยามะ จุน และอิชิคาวะ ยุย จุดนั้นเห็นชื่อโนบุคุงแล้วกรี๊ดหนักมากกกกกก ฮือออออ มีโนบุมาก็ดีใจมากๆๆๆๆแล้ว ไม่คาดหวังอะไรมากไปกว่านี้แล้ว

อย่างไรก็ตาม หลังรายชื่อนักพากย์มันยังมีคำว่า and more ด้วย ซึ่งอีเวนท์นี้ปีก่อนๆ มักจะมีเซอร์ไพรส์เกสท์และมีศิลปินมาร้องเพลงเสมอ แต่รอบนี้ไม่บอกชื่อศิลปินมาเลยแม้แต่คนเดียว ดังนั้นก็ต้องไปลุ้นกันในงานอีกที

ตอนแรกเราไม่คาดหวังอะไรกับงานนี้เลยเพราะไม่รู้ว่างานมันจะเป็นยังไง ในห้าเรื่องนี้เคยดูอยู่แค่สามเรื่องเองด้วย ตั้งใจว่าวันนี้ได้ไปหาโนบุคุงก็พอใจละ ส่วนเกสท์นึกว่าอย่างมากก็คงมีแค่สองสามคน ศิลปินที่มาอาจจะเป็นคนที่เราไม่รู้จักเลยก็ได้เพราะเอาเข้าจริงก็ไม่ค่อยรู้จักศิลปินอนิซองเท่าไหร่หรอก ปรากฏว่างานออกมาเหนือความคาดหวังไปไกลมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก

งานจัดที่โอซาก้าโจฮอลล์ ตั๋วยืนจะต้องไปยืนกันอยู่แถวหลังสุดของชั้นสอง ฟังดูสุดแสนไกลโพ้น แต่เราเข้าไปยืนตรงมุมที่มองเห็นเวทีใกล้พอสมควร ถือว่าได้ที่ดีกว่าที่คิด ตรงกลางเวทีกับข้างเวทีสองข้างมีจอใหญ่ๆ เอาไว้ให้ดูด้วย ระหว่างรองานเริ่มก็มีฉายโฆษณาอนิเมะต่างๆ นานา มีเทรลเลอร์ FMA เวอร์ชั่นหนังด้วย ฉายวนไปวนมาจนจำคำพูดในเทรลเลอร์หนังได้แล้วเนี่ย

ตอนยืนรอเรากับม.ซังก็ทายเกสท์วันนี้กันไปเรื่อยเปื่อย เราบ่นๆ ว่าอยากให้ FLOW มาเพราะคลาดกับลุงๆ วงนี้มาหลายรอบแล้ว ตอนเค้าไปไทยเราก็อดดู เสียดาย T_T หรือถ้า FLOW ไม่มาขอเป็น GRANRODEO ก็ได้ เคยเจอคิโชซังมาหลายหนแล้ว แต่ยังไม่เคยดูไลฟ์ของ GRANRODEO ซะที อยากลองดูสดๆ สักครั้ง (เคยสมัครตั๋วไลฟ์ไปนะ แต่วืดหมด……OTL) ส่วนนักพากย์ทายกันไว้เยอะมาก ยกเว้นมิยาโนะมาโมรุที่รู้ว่ายังไงก็ไม่มีทางมาเพราะไปจัดคอนเสิร์ตอยู่ที่ไอจิ ลาก่อน

พอใกล้งานเริ่มไฟในฮอลล์ก็ดับพรึ่บ! มีเสียงอุจจี้ดังขึ้นมา ตามด้วยภาพสึกกี้จากไฮคิว ตอนนั้นตื่นเต้นนึกว่าอุจจี้จะมาเป็นเกสท์ แต่ดูจนจบงานแล้วก็ไร้เงาอุจจี้ 555555555 คือเค้าแค่เอาไฮคิวมาตัดต่อทำเป็นวีดิโอเตือนเรื่องมารยาทในการรับชมงานเฉยๆ ขนาดเราดูไฮคิวไปไม่กี่ตอนยังขำมากกกกกกก แบบเอาฉากซีเรียสๆ ในเรื่องมาพากย์ใหม่ เตือนว่าห้ามลุกขึ้นยืนเกะกะ ห้ามถ่ายรูป ห้ามอัดเสียง ฯลฯ พอเตือนเสร็จสึกกี้กับอีกคนในไฮคิวที่เราจำชื่อไม่ได้ก็คุยกันว่า ต้องทำยังไงถึงจะทำให้อีเวนท์วันนี้เริ่มต้นแบบมันส์ๆ อุจจี้เลยไปตามตาลุงคนนึง แล้วภาพค่อยตัดมาเป็นไทบัน ตาลุงก็ชวนคนดูคอลอะไรสักอย่าง ลืมไปแล้ว แต่เป็นคำคันไซเบ็ง ตลกดี คนดูก็ช่วยๆ กันคอล มันส์ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม

คอลเสร็จก็มีให้นับถอยหลังด้วยกัน แล้วจอก็ดับพรึ่บ ตามด้วยเสียงอินโทรเพลงกุเร็นโนะยูมิยะ โอ้ยยยยยยยยย กรี๊ดดดดดดดดดดดด Linked Horizon จ้าาาาา เซอร์ไพรส์ตั้งแต่คนแรกเลยเด้ออออออ ….จริงๆ ก็เดาไม่ยากมั้ยว่าวงนี้จะมา 555555555 แต่พอมาจริงก็ตื่นเต้นอยู่ดี ตอนเพลงท่อน Sie sind das Essen und Wie sind die Jäger!!!!! ดังขึ้นมานี่เรากรี๊ดหูดับตับไหม้ เพลงนี้เป็นเพลงที่เราชอบมากเวลาไปร้องเกะ (ทั้งๆ ที่มันชอบไม่มีเนื้อเพลงให้ ดำน้ำรัวๆ 555555555) ไม่นึกว่าจะได้มาตะโกน เย้กาาาาา!!! กับ Revo ตัวจริงเสียงจริง แค่เพลงเปิดงานก็สนุกมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก

พอเพลงจบก็เข้าช่วงพากย์สด นักพากย์ช่วงชินเกคิที่ในเว็บบอกไว้มีคาจิคุงในบทเอเร็นกับอิชิคาวะยุยในบทมิคาสะ ส่วนฉากที่พากย์จะตัดๆ มาจากในซีซั่นสอง (ซึ่งเรายังดูไม่จบเลยโดนสปอยล์ไปเต็มๆ……) มีทั้งบทบรรยายความรู้สึกของเอเร็นกับมิคาสะต่อเหตุการณ์ต่างๆ ในเรื่อง และบทพูดฉากนั้นๆ ในเรื่อง

สองคนนี้พากย์ด้วยกันสักพักก็มีบทพูดของไรเนอร์ขึ้นมาพร้อมภาพไรเนอร์บนจอ และ และ และะะะ โฮโซยันก็เดินออกมาจ้า โอ้ยยยยยยยยยยย กรี๊ซซซซซซซซซซ อ๊ากกกกกกกก โฮโซยั๊นนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน คนนี้เดินออกมาเรากรี๊ดเสียสติยิ่งกว่าตอน Linked Horizon โผล่มาประมาณแปดสิบเท่า ตอนแรกนึกว่าถ้ามีเกสท์เรื่องนี้มาคงเป็นคามิยันมั้ง ไม่นึกไม่ฝันว่าโฮโซยันจะมาด้วย เพิ่งเคยเจอโฮโซยันครั้งแรกเลยเนี่ย อุตส่าห์ถ่อมาเซอร์ไพรส์กันถึงโอซาก้า ขอบคุณค่ะ ขอบคุณค่ะะะะ (;___;)

แต่ด้วยความที่วันนี้โฮโซยันมาในบทไรเนอร์ โฮโซยันเลยต้องพากย์บทตะโกนๆ เยอะมาก ฟังแล้วใจไม่ค่อยดี เพิ่งกลับมาจากพักงาน ไม่รู้คอหายดีรึยัง อย่าฝืนนะคะะะะ เป็นห่วง (T___T)

ถึงจะยังดูซีซั่นสองไม่จบแต่ฉากที่ตัดมากับบทพากย์ก็เขียนมาชวนขนลุกนะ เราชอบ! พากย์สดจบแล้วทั้งสามคนก็โค้งให้คนดูอย่างสวยงาม แล้ว Linked Horizon ก็โผล่มาร้องเพลง 心臓を捧げよ อีกเพลง เพลงนี้ก็มันส์มากกกกกกกก ปกติก็ไม่ได้ชอบเพลงนี้เป็นพิเศษนะ ไม่เคยฟังแบบเต็มด้วยซ้ำ แต่แบบไลฟ์สนุกมาก!!!! มีแดนเซอร์คอยถือแท่งอะไรสักอย่างที่ดูเหมือนไลท์เซเบอร์สีขาวรำกระบี่กระบองอยู่ข้างหลัง ส่วน Revo ร้องไปร้องมามีการตีลังกาด้วย เต็มที่ไปอี๊กกกกก สนุก!!!!!!!!!

เรื่องแรกจบไปแล้วก็เข้าสู่ช่วงของอาโอเอ็ก เรื่องนี้โนบุกับฟุคุจุนมากันสองคน ไม่มีเซอร์ไพรส์เกสท์

หลังจากขนลุกกับเรื่องแรกกันไปแล้วสองคนนี้ก็โผล่มาคิลมู้ด 5555555555 เรื่องนี้โนบุพากย์เป็นพี่ ฟุคุจุนพากย์เป็นน้อง สองคนนี้ออกมาเล่นตลกกันแบบพี่น้อง สถานการณ์คือพี่น้องโอคุมุระเดินทางมาซื้อของหน้าอีเวนท์นี้ที่โอซาก้า แต่เดินทางมาไม่ถึงโอซาก้าโจฮอลล์กันซะที เพราะคนพี่ชอบแว้บไปหาของกินหรือแอบไปเที่ยวที่โน่นที่นี่ในโอซาก้า ลำบากคนน้องต้องคอยไปลากตัวพี่กลับมา

ถึงจะไม่เคยดูอาโอเอ็กมาก่อนแต่เราชอบช่วงนี้มากกกกกกก น่ารักมากกกกกกกก ตลกด้วย มีการเล่นมุกข้ามเรื่องเยอะมาก ล้อเลียนนักพากย์คนอื่นๆ เยอะแยะไปหมด ล้อตัวเองก็มี อย่างเช่นอยู่ดีๆ โนบุคุงก็พูดประโยคจากไฮคิวออกมาหน้าตาเฉย 55555555 แถมเล่นมุกเกี่ยวกับโอซาก้าเต็มไปหมด ถ้าอยู่โอซาก้าจะขำมาก ประทับใจมุกอุเมดะดันเจี้ยนมาก 555555555 ที่สำคัญ โนบุคุงนั่ลลั๊กกกกกกกกกก มายฮาร์ททททททททททท♥♥♥ จุนจุนก็ตัลโหลกกกกก ตีบทแตกกระจุยทั้งคู่ ชอบคอมบินี้มากจนอยากดูอาโอเอ็กเลยเนี่ย

หลังจากเล่นตลกกันเสร็จก็มีพากย์จริงจังกันต่ออีกหน่อย อารมณ์คล้ายๆ ของชินเกคิคือตัดฉากในเรื่องมาเรียงๆ แล้วให้ตัวละครบรรยายความรู้สึก คนพี่จะพูดถึงน้อง ส่วนคนน้องพูดถึงพี่ เวลาตะโกนจะมีเอฟเฟคต์ไฟสีฟ้าๆ พุ่งขึ้นมาหน้าเวทีด้วย อลังการงานสร้างดีแท้

จบสองเรื่องนี้ก็มีช่วงทอล์กนิดหน่อย ให้นักพากย์ทั้งห้าคนออกมายืน มีพิธีกรคอยถามคำถามว่าวันนี้รู้สึกยังไงบ้าง ทีมชินเกคิจะมาแนวจริงจังนิดนึง ส่วนทีมอาโอเอ็กจะบ้าๆ บอๆ หน่อย บ้าตั้งแต่ท่าเดินเข้ามาละ 555555555 ตรงนี้จำไม่ค่อยได้ว่าใครพูดอะไรบ้าง จำได้แต่โฮโซยันใช้คำว่า 大阪に上陸 เลยโดนจุนจุนตบมุกว่า โอซาก้ากับโตเกียวไม่ได้เป็นคนละแผ่นดินซะหน่อย! ใช้คำผิดแล้ว! คือจุนจุนจะเป็นคนคอยตบมุกให้คนอื่นตลอด ตลกดี อีเวนท์ไหนมีจุนจุนรับประกันความตลกได้เลย

ทอล์กจบก็เข้าช่วงโอฟุริ โยนากะซังกับนากามุระซังมากันสองคน

โอฟุรินี่เราไม่เคยดูเลยแม้แต่ตอนเดียว แต่เคยได้ยินมาว่ามันแอบวาย พอได้ดูพากย์สดงานนี้ก็ อืม แบบนี้มันไม่แอบแล้วแหละ 555555555

ฉากที่ใช้พากย์สดของโอฟุริทำดีนะ ไม่ต้องรู้เรื่องมาก่อนก็ดูรู้เรื่อง เหมือนสรุปช่วงแรกๆ ให้ดู จากที่ไม่เคยสนใจก็อยากดูขึ้นมาแล้วเนี่ย (จริงๆ ฉากพากย์สดเขียนมาดีทุกเรื่องเลย อยากดูทุกเรื่องที่ไม่เคยดู)

โอฟุริพากย์จบมีการให้คนดูลุกขึ้นยืนร้องเพลงในเรื่องด้วย แต่เราร้องไม่เป็นเลยได้แต่ยืนโบกเพนไลท์….. ระหว่างร้องเพลงก็มียิงปืน(?)แจกไซน์บอล นากามุระซังบอกทีหลังว่าในนั้นมีลายเซ็นโนบุกับฟุคุจุนด้วย อ๊ากกกกกก ดีจังงงงงงง อิจฉาคนได้ไปครอบครอง (;___;)

จบช่วงโอฟุริก็มีศิลปินโผล่มาอีก และศิลปินรายต่อมาก็คือ FLOW จ้าาาาาาาา อ๊ากกกกกกกกกกก FINALLYYYYYYYYYYY ในที่สุดก็ได้ฟัง FLOW เล่นสดซะที ฮรือออออออออออออออออ

ยิ่งไปกว่านั้น!!! เพลงที่ลุงๆ FLOW มาร้องในวันนี้คือ COLORS จาก Code Geass จ้าาาาาาาาา โอ๊ยยยยยยยยยย ไม่นึกไม่ฝันนนนนนนนนน วงนี้ร้องเพลงอนิเมะเยอะแยะตาแป๊ะไก่ แต่เพลงที่เค้าเลือกมาร้องคือเพลงของเค้าที่เราชอบที่สุดอะะะะะะะ กราบบบบบบบบบบบบบ ส่วนอีกเพลงคือเพลง DAYS ของยูเรก้าเซเว่น อันนี้ไม่อินกับเพลงเพราะจำเนื้อเรื่องยูเรก้าเซเว่นไม่ได้เลย…. แต่ลุงๆ FLOW เล่นมันส์มากจริงสมคำร่ำลือ อยากไปไลฟ์ลุงๆ เลยเนี่ย ลุงๆ โฆษณาว่าปลายปีจะมีไลฟ์ที่คัดเฉพาะอนิซองด้วย น่าไปจังงงงงง

ลุงๆ FLOW เล่นจบแล้วตามด้วยเรื่องเซอร์ไพรส์ที่ไม่ได้บอกมาก่อน คือ Fullmetal Alchemist พอฉายภาพเรื่องนี้ขึ้นจอนี่คนดูกรี๊ดกันฮอลล์แตก เรื่องนี้มีปาคุโรมิซังที่พากย์เอ็ดมากับคุกิมิยะริเอะซัง (aka คุกิ๊ว) ที่พากย์อัล

เราไม่ได้ดูเรื่องนี้ (เคยอ่านแต่โดจิน…..) แต่ฉากที่ตัดมาพากย์ก็ดีมากอีกแล้ว ขนาดไม่เคยดูยังเกือบร้องไห้ ชอบมาก อารมณ์คล้ายๆ ของอาโอเอ็กแหละ คือพี่น้องต่างบรรยายความรู้สึกถึงกัน ดราม่ามาก ทั้งสองคนพากย์ดีมากจนขนลุก และเหนือสิ่งอื่นใดคือปาคุซังหล่อมากกกกกกกกกกกกกกกก หลุดมาจากทาคาระสึกะรึเปล่าคะ ทำไมหล่อขนาดนี้!! พอพากย์จบแล้วปาคุซังก็เดินไปจับมือคุกิ๊วเข้าไปหลังเวทีด้วยกัน น่าร๊ากกกกกกกกก (≧д≦)(≧д≦)

จบช่วง FMA ก็เข้าช่วงทอล์กอีกรอบ คราวนี้มีทีมโอฟุริกับทีม FMA ออกมาคุยกัน โยนากะซังพูดถึงความรู้สึกที่ได้กลับมาพากย์โอฟุริอีกครั้งหลังจากไม่ได้พากย์มานานมาก บอกว่าพออายุเท่านี้แล้วกลับมาพากย์ฉากที่เคยพากย์สมัยก่อนก็รู้สึกเข้าใจความรู้สึกตัวละครมากขึ้น (หรืออะไรประมาณนี้ จำได้แบบเบลอๆ) แถมยังพากย์ไปร้องไห้ไปอีกต่างหาก ปาคุซังก็บอกว่าเนี่ย ตัวเองก็พากย์ไปร้องไห้ไปเหมือนกัน นากามุระซังเลยบอกว่า เมื่อกี้เอามือเลอะน้ำมูกมาเช็ดเสื้อผมใช่มั้ย 555555555555555 พีคกว่านั้นคือปาคุซังหันมาถามคนดูว่ามีใครอยากได้น้ำมูกของตัวเองมั้ยแล้วคนดูกรี๊ดกันเยอะมาก พวกหร่อนนนนนนนน 5555555555555

ช่วงทอล์กรอบนี้คุกิ๊วน่ารักมว๊ากกกกกกกกกกกกก (≧ω≦) ทุกครั้งที่เค้าพูดอะไรขึ้นมาด้วยเสียงสุดมุ้งมิ้ง ทั้งคนบนเวทีและผู้ชมจะพากันครางฮือด้วยความเคลิบเคลิ้ม ปาคุซังก็ชอบชมว่าริเอะคาวาอี้ ริเอะไดสุกิ โอ้ยยยยยย เลิฟๆ กันเหลือเกิน

นอกจากนั้นปาคุซังก็เล่าว่าวันก่อนเพิ่งไปนิทรรศการของ FMA มากับคุกิ๊ว แล้วเมื่อวานก็เพิ่งได้ดูฉบับหนังเวอร์ชั่นทดลองฉายด้วย เป็นหนังที่ดีมาก เอ็ดและอัลอยู่ในหนังเรื่องนี้จริงๆ ขนาดปาคุซังดูแล้วยังสะเทือนใจจนไม่รู้ว่านี่ตัวเองดูในฐานะปาคุโรมิหรือเอ็ดเวิร์ดกันแน่ อยากให้ทุกคนไปดูกันเยอะๆ นะ โอ้โห ปาคุซังเชียร์ซะเราอยากไปดู (เป็นอีเวนท์ที่ทำให้อยากดูไปหมดทุกสิ่งอย่าง น่ากลัวที่สุด)

เรื่องต่อมาคือคุโรบาส เรื่องนี้คนดูกรี๊ดดังมากกกกกกกกก สังเกตมาตั้งแต่ก่อนเข้างานแล้วว่ารอบตัวมีคนถือกระเป๋าคุโรบาสเดินกันเต็มไปหมด พอถึงคิวเรื่องนี้ก็กรี๊ดกันถล่มทลายตามคาด

คุโรบาสเป็นเรื่องที่คิดว่ายังไงก็ต้องมีเกสท์สักคนแหละ เพราะในรายชื่อที่บอกไว้มีเคนโชคนเดียวเอง แต่เดาว่าอาจจะเป็นคามิยัน (ทำไมเดาคามิยันทุกเรื่อง นี่เราเห็นคามิยันว่างมากเหรอ…..) ปรากฏว่าเกสท์เรื่องนี้คือเรียวเฮนี่ซังกับสุวาเบะซัง โอ้ยยยยยยยยยยยยยย อ๊ากกกกกกกกกกกก กรี๊ซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซ ว๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

ตอนเรียวเฮโผล่มากรี๊ดเป็นบ้าเป็นบอเพราะเรื่องนี้เราชอบคีจังสุดแล้ว และเรียวเฮก็มาพากย์คีจังให้ฟังสดๆ!!!!! เรียวเฮออกมาพากย์กับเคนโชสักพัก สุวาเบะซังก็ออกมาอีกคน!!!!!!!!! ตอนนั้นม.ซังเพนไลท์ถ่านจะหมดเราเลยให้ยืมของเราไปโบก พอสุวาเบะซังโผล่มาเรากรี๊ดหนักมากจนม.ซังถามว่าจะเอาเพนไลท์ไปโบกสีน้ำเงินมั้ย เราจึงตอบไปอย่างสงบนิ่งว่า อ๋อ เราไม่ได้ชอบอาโอมิเนะ จบ ขอโทษค่ะสุวาเบะซัง……

ฉากพากย์สดของคุโรบาสตอนแรกๆ เป็นช่วงที่คีจังมาชวนคุโรโกะย้ายโรงเรียน ตอนพูดว่า やっぱ黒子っち下さい สาวๆ กรี๊ดกันโอซาก้าโจฮอลล์สั่นสะเทือนไปหมด ตลกมาก 555555555555555 ส่วนตอนหลังๆ ตัดแมทช์ที่คีจังกับอาโอมิเนะแข่งกันมาให้เรียวเฮกับสุวาเบะซังพากย์สด แอบแปลกใจที่ตอนคีจังพูดว่า 憧れるのはもうやめる ไม่มีใครกรี๊ดเลย เรานึกว่าคนจะชอบประโยคนี้กันเยอะซะอีก

พอพากย์สดจบก็เห็นในเงาเวทีมืดๆ ว่ามีเครื่องดนตรีวางๆ ม.ซังที่ยืนข้างเราก็ตื่นเต้นว่า คิโชเหรอ!!?? คิโชรึเปล่า!!!! เราก็ลุ้นไปด้วย นี่คุโรบาสนะ มีหวัง!!! และแล้วก็เป็น GRANRODEO จริงด้วยยยยยยย อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

GRANRODEO ร้องสองเพลงคือ Can Do กับ Glorious days ชอบทั้งสองเพลงเลยฮือออออออออออออออออ จริงๆ เพลงคุโรบาสที่เราชอบที่สุดคือ The Other Self แต่ได้ฟังสองเพลงนี้ก็ดี โอเค ดีงามมาก ในที่สุดก็ได้ฟัง GRANRODEO เล่นสดซะที ฮือ ฮื้ออออออออออออออ ฮื๊อออออออออออออออออออออ

ตอนเล่นจบเพลงแรกคิโชซังบอกว่าขอพูดอะไรส่วนตัวหน่อยได้มั้ย อนิเมะในงานวันนี้เนี่ยผมก็พากย์หลายเรื่องนะ ชินเกคิเอย โอฟุริเอย คุโรบาสนี่ก็ใช่ แต่ทำไมถึงได้รับเชิญมาร้องเพลงอย่างเดียวล่ะ นอกจากผมเป็นนักร้องที่ชื่อคิโชแล้วยังเป็นนักพากย์ชื่อทานิยามะคิโชด้วยนะ! คุณมือกีตาร์เลยบอกว่า ปัญหาคือค่าจ้างไงล่ะ

แต่ฟังคิโชซังบ่นแล้วเสียดายไปด้วยเหมือนกัน ในชินเกคิเราชอบแจนสุดแล้ว อยากฟังเค้าพากย์แจนสดๆ มั่งอ้ะะะ แต่ไม่เป็นไร ชินเกคิพาโฮโซยันมาพากย์ให้ฟังนี่ก็ซาบซึ้งมาแล้ว T__T

ส่วนเรื่องสุดท้ายคือนานะสึโนะไทไซ ตามรายชื่อแล้วเรื่องนี้มีคาจิคุงกับอามามิยะ โซระ (aka เท็นจัง) มากันสองคน แต่ไปๆ มาๆ มีเกสท์มาเพิ่มอีกคนคือยูกิอาโออิ ดีใจที่เป็นคนนี้เพราะเค้าตลก เราชอบ 5555555555555 นอกจากนั้นฟุคุจุนก็โผล่มาพากย์แจมด้วย ฉากพากย์สดของเรื่องนี้ช่วงแรกเน้นพระเอกนางเอก ช่วงหลังเน้นดิอันเน่กับคิง (เสียดายกิลธันเดอร์อปป้ามัวแต่ไปจัดไลฟ์ ไม่ยอมมาแจมมั่ง ฮือออออออออออ)

เราว่าคาจิคุงเวลาพากย์เรื่องนี้น่าเอ็นดูกว่าตอนเป็นเอเร็นเยอะเลย ตอนเป็นเอเร็นจะทำหน้าเครียดๆ ตลอดเวลา แต่พอเป็นเมลิโอดัสแล้วร่าเริงแจ่มใสมากๆ ส่วนเท็นจังก็น่ารักมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ยูกิอาโออิตลกเหมือนเดิม ส่วนฟุคุจุนก็ ฟุคุจุน…….

หลังจากนั้นมีช่วงทอล์กของคุโรบาสกับนานะสึโนะไทไซด้วย สุวาเบะซังบอกว่าตั้งแต่อัดเสียงลาสท์เกมก็ไม่ได้พากย์เป็นอาโอมิเนะอีกเลยจนกระทั่งวันนี้ เรียวเฮเลยตบไหล่บอกว่าอย่าพูดเรื่องเศร้าสิ ตลก 5555555555 ส่วนเคนโชบอกว่าวันนี้ตื่นเต้นมากกกกกก เรียวเฮก็แซวอีกว่าเคนโชตื่นเต้นมากจริง มือสั่นเลย (รายนี้นี่ก็คอยพูดตบทุกคน 555555555)

เออใช่ ช่วงทอล์กแต่ละรอบจะเริ่มด้วยการขอเสียงคนดู คนแรกขอเสียงอารีน่า คนสองขอเสียงชั้นสอง คนที่สามขอเสียงไลฟ์วิว ส่วนคนต่อๆ มาต้องสร้างสรรค์กันเองว่าจะขอเสียงใคร แล้วฟุคุจุนเป็นคนสุดท้ายทั้งสองรอบ ตอนรอบแรกฟุคุจุนขอเสียงชาวโลก ส่วนรอบสองบอกว่า นี่มันเดจาวู…. แล้วก็ขอเสียง 第三銀河 แอร๊ยกรี๊ดดดดดดดดด อาดรายขาาาาาาาาาาาาา (≧д≦)(≧д≦)

ตอนท้าย FLOW กับ GRANRODEO ออกมาร้องเพลง SEVEN ด้วยกัน สองวงนี้เล่นมันส์ทั้งคู่ พอมาเล่นด้วยกันก็ยิ่งสุดเหวี่ยง คิโชซังดีดมากเหมือนเดิม เตะขาแรงจนเราต้องคอยลุ้นว่าจะเผลอเตะไปโดนลุงๆ FLOW รึเปล่า ฝั่ง FLOW ก็มันส์จัดเต็มกันมาก เดี๋ยวสองวงนี้จะจัดไลฟ์ด้วยกันด้วย น่าไปมากกกกกกกกก

หลังจากนั้นบนจอก็ฉายภาพเครดิตจบงาน เป็นรายชื่อว่าวันนี้มีเรื่องอะไรและมีใครมาบ้าง แต่เครดิตเล่นไปสักพักภาพก็เริ่มแตกๆ เหมือนโดนคลื่นแทรก สักพักก็ขึ้นตัวแดงกะพริบว่า EMERGENCY ก่อนจะขึ้นข้อความว่ามีศิลปินในตำนานบุกมา!

จุดนั้นไม่ทันคิดว่าใครมา ได้แต่คิดว่าโอ้โห กล้าใช้คำว่า legend นี่ขอให้เป็นระดับตำนานจริงๆ นะ

ปรากฏว่าคนที่มาคือทาคาฮาชิ โยโกะซัง!!!!!! โอ้ยยยยยยยยยยยย โอ้โห๊วววววววววววววว แน่นอนว่าเพลงที่ร้องคือ 残酷な天使のテーゼ จ้าาาาาาาา ว้ายกรี๊ดดดดดดดดดดด โอ้มายก้อดดดดดดดดด บ้าไปแล้ววววววววว นี่มันหรูหรามากกกกกกกกกก เพลงนี้คือเพลงชาติของเราเวลาร้องเกะเลยนะ!!!! วินาทีนั้นเราแทบเป็นลมแล้ว อีเวนท์นี้มันจะคุ้มค่าตั๋วเกินไปมั้ย ค่าตั๋วแปดพันเยนได้คอนเทนต์มูลค่าประมาณแปดหมื่น คุ้มมากกกกกกกกกกก ชีวิตนี้ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีโอกาสได้ฟัง 残酷な天使のテーゼ แบบสดๆ จากศิลปินที่เป็นเจ้าของเพลง แล้วเพลงนี้ก็ระดับตำนานจริงๆ สมควรใช้คำว่า legend แล้ว ถูกต้องเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง

ส่วนอีกเพลงคือเพลง TENSIONS – welcome to the stage เป็นเพลงที่เอา BGM ในเอวามาใส่เนื้อร้องลงไป เราเพิ่งรู้ว่ามีเพลงนี้อยู่บนโลกด้วย……… ระหว่างที่ทาคาฮาชิซังร้อง บนจอก็จะเปิดภาพจากเอวาตลอด ขำมากตอนที่ภาพหน้าคาโอรุแบบโคลสอัพโผล่มาบนจอแล้วเสียงกรี๊ดดังสนั่นขึ้นมาทันที (ในบรรดาเสียงกรี๊ดนั้นรวมเสียงเราอยู่ด้วย)

พอทาคาฮาชิซังร้องจบเครดิตก็ฉายต่อจนจบ ระหว่างนั้นเราก็หันไปบ่นกับเพื่อนว่า ขอกันดั้มสักภาคไม่ได้เหรอ (´・_・`)

เครดิตจบแล้วบนจอก็ขึ้นข้อความว่าตั้งแต่ MBS เริ่มฉายอนิเมะเรื่องแรกคือกันดั้มซี้ดก็ผ่านมาแล้วหลายร้อยเรื่อง ขอบคุณที่สนับสนุนกันมาตลอด วันนี้ขอบคุณทุกคนที่มา ฯลฯ สักพักก็มีเสียงผู้ชายพึมพำแทรกเข้ามา ก่อนจะตะโกนว่า ยังไม่จบหรอก!!!!!!!

และ และ และะะะ T.M.Revolution ก็โผล่มาร้อง INVOKE อ๊ากกกกกกกกก อ๊ากกกกกกกกกกกก กันดั้มมมมมมมมมมมมมมมมม ถามหาปุ๊บก็มาเลย บ้าไปแล้ว บ้าไปแล้วววววววววววววววววววว นอกจากจะมีกันดั้มโผล่มาสมใจอยากแล้วยังเป็นภาคที่เราชอบที่สุดด้วย ฮรือออออออออออ จริงๆ นึกว่าถ้าจะมีกันดั้มสักภาคคงเป็นออร์แฟนส์หรือไม่ก็ 00 ไม่นึกเลยว่าจะมี SEED โผล่มา ดีใจมากกกกกกกกกกกก T______T

ส่วนอีกเพลงเป็นเพลง SWORD SUMMIT จากบาซาร่า เพลงนี้แม้ไม่เคยดูบาซาร่าก็มันส์มากๆๆ เช่นกัน!

ตอนสุดท้ายมีทอล์กรวมนักพากย์ทุกคนในวันนี้ แต่โฮโซยันกลับไปโตเกียวแล้วเพราะติดงานอื่น โฮโซยันเลยฝากจดหมายเอาไว้ ให้คาจิคุงเป็นตัวแทนอ่าน ตอนก่อนอ่านคาจิคุงทำท่าเหม่อลอยเงยหน้ามองฟ้า จุนจุนเลยต้องตบมุกว่า “ยังไม่ตาย!”

เนื้อหาจดหมายของโฮโซยันก็มีขอบคุณคนดู แล้วก็บอกคาจิคุงกับอิชิคาวะยุยซังว่าอาหารเช้าเนี่ยดีนะ กินอาหารเช้ากันเถอะ และขอบคุณเคนโชว่าข้าวเย็นเมื่อวานอร่อยมาก

อ่านจดหมายโฮโซยันเสร็จแล้วทุกคนก็บอกลากันทีละคน เริ่มจากทีมนานะสึไล่ย้อนกลับมาที่ทีมชินเกคิ ช่วงบอกลานี่จะเฮฮากว่าช่วงทอล์กระหว่างเรื่องหน่อยเพราะอยู่กันหลายคน

ขำตอนเท็นจังพูดว่า ตอนออกมาพากย์คนเดียวตื่นเต้นมากจนคิดในใจว่าคาจิซังรีบๆ ออกมาทีเถอะ เคนโชเลยพูดอย่างเห็นอกเห็นใจว่า พากย์คนเดียวเนี่ยเหงาเนอะ คือตอนแรกเคนโชก็ต้องออกมาพากย์คนเดียวเหมือนกัน โธ่ น่าสงสาร 55555555555

ตอนเรียวเฮพูดเรื่องไอจีก็ตลกมาก เค้าบอกว่าเมื่อวานลงรูปที่โอซาก้าในไอจีเลยโดนคาจิคุงโกรธ คาจิคุงดุว่าเป็นซีเครตเกสท์แท้ๆ ทำแบบนั้นได้ยังไงกัน! แต่พอเราไปเปิดดูรูปในไอจีเค้าแล้วพบว่าเป็นรูปแก้วเหล้าซึ่งไม่ได้มีอะไรบ่งบอกเลยว่าอยู่โอซาก้า คาจิคุงจะโกรธทำไมคะะะะะะ

จริงๆ มีอะไรตลกเยอะมาก สุวาเบะซังก็ตลก ตอนแรกบอกว่าวันนี้ตัวเองแก่ที่สุดในเวทีนี้ แล้วก็บอกว่า อุ๊ย! ไม่ใช่สิ ขอโทษนะปาคุซัง (จงใจพูดแกล้งชัดๆ 55555555) ปาคุซังเลยบอกว่า ชั้นแก่กว่าแค่สองเดือนเองย่ะ!! คือปาคุซังตลกมากเวลาคุยกับลุงๆ 5555555 นากามุระซังก็แอบเผาว่าหลังเวทีจะแบ่งเป็นห้องแต่งตัวชายหญิง แต่ปาคุซังเป็นคนเดียวที่เข้าๆ ออกๆ ทั้งสองห้องหน้าตาเฉย ปาคุซังเลยแก้ตัวว่ามันช่วยไม่ได้นี่นา พอเข้าไปห้องสาวๆ แล้วไม่มีใครอยู่มันเหงานะ! ฝั่งห้องแต่งตัวชายออกจะส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวน่าสนุกออก!

แล้วทีม FMA นี่ก็จู๋จี๋กันจนเราเขินแทน (////ー////) ยกตัวอย่างเช่นพอคุกิ๊วพูดความรู้สึกในวันนี้เสร็จ ปาคุซังก็หันไปมองหน้าคุกิ๊วแล้วบอกว่า ริเอะ รักนะ♥ แล้วก็เข้าสู่โลกของสองคน จนพิธีกรถามอะไรสักอย่าง ปาคุซังเลยบอกว่า ขอโทษที เผลอเลิฟๆ เกินไปหน่อย แหมมมมมมมมมมมมม

พอพูดปิดท้ายจนครบทุกคน คราวนี้งานก็จบจริงๆ ละ เป็นงานที่คุ้มค่ามากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก กรี๊ดคอแตก โบกเพนไลท์มือจะหัก เซอร์ไพรส์เยอะแยะไปหมด นี่ถ้าเค้าบอกมาตั้งแต่แรกว่าจะมีใครมาบ้าง เผลอๆ เราอาจจะไม่ได้ตั๋วเลยก็ได้นะ หรูหราอลังการเหลือเกิน งานเริ่มสี่โมงแต่เลิกตั้งสองทุ่ม ตั้งสี่ชั่วโมง!!! นี่เรายืนดูตลอดสี่ชั่วโมง!!!!! แต่ตั๋วยืนที่กว้างดี ชอบมาก พื้นที่ในการเคลื่อนไหวเยอะมาก พอเมื่อยๆ ก็สามารถยืดเส้นยืดสายได้สบาย ช่วงเพลงมันส์ๆ ก็โยกกันมันส์มาก สนุกมากๆๆๆๆๆๆๆ

ขอบคุณนักพากย์และศิลปินทุกท่านที่ถ่อมาถึงโอซาก้าในงานนี้ค่ะ

นานๆ ทีโอซาก้าจะมีอีเวนท์อะไรยิ่งใหญ่แบบนี้บ้าง ดีจังเลย จัดบ่อยๆ ได้มั้ย อย่างน้อยปีหน้าก็จัดอีกเถอะ ได้โปรดดดดดดด (;____;)

สุดท้าย

โนบุคุงในรูปที่โยนากะซังลงน่ารักแม่กกกกกกกกกกกกกก♥♥

KING OF PRISM -PRIDE the HERO- Song&Soundtrack

ตั้งแต่ได้อัลบั้มซาวด์แทรค KING OF PRISM -PRIDE the HERO- มาเมื่อวานจนถึงบัดนี้ยังหยุดฟังไม่ได้เลย ฟังรัวๆ ฟังทั้งอัลบั้มวนไปวนมาทั้งวัน ทำงานก็ฟัง อู้งานก็ฟัง กินข้าวก็ฟัง อาบน้ำยังฟัง ยิ่งฟังยิ่งอยากกรีดร้องจนรู้สึกว่าไม่ได้การแล้วแหละ ความรู้สึกที่สั่งสมในใจนี้มันต้องได้รับการระบาย เพราะฉะนั้นวันนี้จะมาเขียน 感想 ของแต่ละเพลงในอัลบั้มนี้ซะหน่อย!

 

 

※※ คำเตือน: สปอยล์ PRIDE the HERO หนักมาก ※※ 

 

 

ก่อนอื่นขอกรี๊ดปกอัลบั้มก่อนเลย ตอนเห็นปกครั้งแรกแทบยกมือปิดปากน้ำตาไหล ฮิโระซามะะะะะะะ โอเวอร์เดอะเรนโบวววววววววว์ ฮืออออออออ

ปลาบปลื้มมากที่เลือกฮิโระในชุดนี้มาวาดปก เป็นหน้าปกที่สมกับชื่อภาค PRIDE the HERO มากจริงๆ ชอบตรงกลีบกุหลาบสีเหลืองที่ปลิวว่อนด้วย เคยอ่านสัมภาษณ์ผู้กำกับ สต๊าฟ และนักพากย์เรื่องนี้มาเยอะแยะ หลายๆ คนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าภาคนี้เป็นภาคของฮิโระ เป็นเรื่องราวของฮิโระ เพื่อฮิโระ ซึ่งพอได้ดูแล้วก็พบว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะฉะนั้นเลยดีใจมากที่ปกซาวด์แทรคทำออกมาเพื่อฮิโระเช่นเดียวกับตัวหนัง ชอบปกนี้มากที่สุดในบรรดาทุกแผ่นที่ผ่านมาของคิงปุริ&โอเวอร์เดอะเรนโบว์เลย

ข้อเสียเพียงอย่างเดียวของปกนี้คือมันแอบสปอยล์นิดนึง (-_-;)

และในส่วนของเพลงนั้น บอกเลยว่าชอบมากกกกกกกกทุกเพลง!! รอบนี้ไม่เน้นรีวิวแพคเกจ มาเพื่อกรี๊ดเพลงล้วนๆ

 

1. Vivi℃ Heart Session!

เพลงของเด็กๆ เอเดลโรสเจ็ดคน เป็นแทรคแรกในอัลบั้มแต่อันที่จริงแล้วเป็นเพลงจบของหนัง ตอนฟังตัวอย่างครั้งแรกในเว็บรู้สึกเฉยๆ ยิ่งเอาไปเทียบกับดรามาติกเลิฟที่เป็นเพลงจบภาคที่แล้วยิ่งรู้สึกว่า เพลงจบภาคนี้ไม่ค่อยโดนเลย ว้า (´・ω・`)

แต่! หลังจากไปดูหนังมาสิบกว่ารอบก็ชอบเพลงนี้ขึ้นมาเองโดยไม่รู้ตัว สามารถฟังเพลงนี้ติดกับดรามาติกเลิฟได้โดยไม่เกิดการเปรียบเทียบแล้วว่าเพลงไหนดีกว่า ในขณะที่ดรามาติกเลิฟเป็นเพลงสดใสกุ๊กกิ๊ก เพลงนี้จะออกแนวสนุกๆ เนื้อเพลงสนุก ซาวด์ก็สนุก เสียงเด็กๆ สดใสมากกกกกก ชอบการคอลต่างๆ ในเพลงนี้ด้วย เป็นเพลงที่มั่นใจว่าในไลฟ์ต้องสนุกมากแน่นอน!!

พอได้มาฟังเวอร์ชั่นซีดีแล้วคิดถึงบรรยากาศในโรงหนังมากกกกกก ช่วงเพลงจบเป็นช่วงที่สนุกมากๆ ไม่แพ้ระหว่างหนังฉายเลย เพราะนอกจากเพลงจะสนุกแล้วบนจอยังมีภาพเรื่องราวหลังจากหนังจบให้ดูด้วย คนดูจะช่วยกันโบกเพนไลท์ไปตามจังหวะเพลงพร้อมส่งเสียงกรี๊ดตัวละครที่ชอบไปด้วย

ท่อนที่ชอบเป็นพิเศษคือช่วงที่แต่ละคนออกมาบอกชื่อตัวเอง+พูดประโยคสั้นๆ+Ready Sparking! ช่วงนี้ในโรงจะสนุกมาก รีบกดเปลี่ยนสีเพนไลท์แล้วตะโกน Ready Sparking! Yeah! กันอย่างดุเดือด ชอบมาก

โดยส่วนตัว MVP เพลงนี้ยกให้ยูกิซามะ แม้จะมีท่อนโซโล่เพียงเล็กน้อยแต่เสียงดีเหลือเกิน♥

 

2. 恋のロイヤルストレートフラッシュ (Koi no Royal Straight Flush)

เพลงของวงเดอะชัฟเฟิล ซึ่งในเรื่องมีบทน้อยมาก 55555555555 แม้จะตั้งวงขึ้นมาอย่างจริงจังและมีเพลงเป็นของตัวเอง แต่ในเรื่องเพลงนี้ได้ออกมาประมาณห้าวินาที….. ประทับใจที่แม้จะเป็นเพลงที่ได้แอร์ไทม์น้อยแต่ก็มีเวอร์ชั่นเต็มออกมาให้ฟังด้วย

และด้วยเหตุที่แอร์ไทม์ในหนังน้อยมากนี่แหละ ตอนฟังเพลงนี้แบบเต็มๆ ในซีดีครั้งแรกจึงรู้สึกเหมือนเป็นเพลงแปลกหน้าที่ไม่เคยฟังมาก่อน แต่ด้วยความที่เพลงมันสดใสไอดอลคิระคิระมากๆ ก็เลยฟังเพลงนี้ได้อย่างสนุกสนาน ตอนนี้ฟังจนร้องท่อนฮุคได้แล้ว ถ้ามีภาคหน้าก็อยากเห็นวงนี้โชว์เพลงนี้แบบเต็มๆ บ้างนะ

 

3. CRAZY GONNA CRAZY

จุดเริ่มต้นของความพีคในหนัง ตั้งแต่จุดที่อินโทรเพลงนี้ขึ้นมา หนังเรื่องนี้ก็หาความสงบสุขไม่ได้อีกเลย 5555555555

เพลงนี้ฉบับดั้งเดิมเป็นของวง TRF ซึ่งซีรีส์พริตตี้ริทึ่มและคิงปุริชอบหยิบยืมมาใช้ และอันที่จริงในภาคเรนโบว์ไลฟ์ก็เคยใช้เพลงนี้เป็นเพลงเปิดด้วย เพราะฉะนั้นคนที่เคยดูเรนโบว์ไลฟ์มาก่อนจะเซอร์ไพรส์กับเพลงนี้มากกกกกกกกกกกก ฟีดแบคหลังหนังฉายใหม่ๆ เห็นคนกรี๊ดเพลงนี้กันเยอะมาก แต่เราไม่ได้เซอร์ไพรส์อะไรขนาดนั้นเพราะจนปัจจุบันก็ยังดูเรนโบว์ไลฟ์ไม่ครบทุกตอน ไปสคิปๆ ดูมาแค่บางตอน (-_-;)

first impression ของเพลงนี้ คือ น่ารัก!! เพลงนี้เวอร์ชั่นคิงปุระร้องโดยชินคุงกับรุยคุง สองคนนี้เวลาอยู่ด้วยกันจะน่ารักมากกกก ท่าเต้นก็น่ารัก ทั้งโยกหัวไปด้วยกัน เกี่ยวแขนกัน มุ้งมิ้งน่าเอ็นดู

แต่ แต่…… นั่นก็แค่ first impression ในท่อนแรกๆ 5555555555 คือเพลงนี้ฟังเฉยๆ ตามปกติธรรมดาแล้วน่ารักมากนะ เสียงทั้งสองคนคิวท์มากกกกกกก (≧д≦)(≧д≦) แต่ในหนังทำออกมาซะดุเดือด ดุเดือดมากจนรู้สึกว่า เออ เครซี่จริงๆ……….. เป็นฉากเพลงที่มีอะไรตื่นเต้นและตื่นตาตื่นใจเยอะมาก ขัดกับตัวเพลงสุดแสนร่าเริงบันเทิงใจ แถมตอนจบเพลงมีฉากที่คนดูทั้งโรงต้องร้อง เฮือกกกกกกกกกกกก!!! ในการดูรอบแรกอีกต่างหาก (แต่ก็ตกตะลึงกันแค่รอบแรกเท่านั้นแหละ พอดูบ่อยๆ ก็ชินชาไปเอง)

เพลงนี้ติดหูตั้งแต่ฟังในโรงรอบแรกเลย ดูหนังจบแล้วกลับมาฟังเพลงนี้เวอร์ชั่นสาวๆ Prizmmy วนไปวนมาอยู่หลายรอบ ระหว่างรออัลบั้มนี้ออกก็ได้แต่ฟังเวอร์ชั่นสาวๆ นี่แหละ ฟังจนชินกับเวอร์ชั่นสาวๆ มากกว่าไปแล้ว

 

4. Reboot -Hiro ver.-

โอ๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย ก่อนพูดถึงเพลงนี้ขอร้องไห้ก่อนหนึ่งรอบ ฮืออออออออออออออ ;______;

เพลงนี้ฉบับดั้งเดิมเป็นของโคจิ แต่ภาคนี้ฮิโระเอามาร้องใหม่ ซึ่งด้วยความที่เป็นแม่ยกฮิโระทำให้เราชอบเวอร์ชั่นนี้มากกว่าเวอร์ชั่นดั้งเดิมอีก (โคจิเราขอโทษษษษษ)

เพลงนี้เป็นเพลงที่ทำเรานั่งน้ำตาไหลเกือบทุกครั้งที่ไปดูในโรง ทั้งตัวเพลงและสถานการณ์มันเจ็บปวดมากเกินไปสำหรับแม่ยกฮิโระ T____T ….แต่ถ้าไม่ใช่แม่ยกฮิโระอาจจะไม่รู้สึกอะไรเลยก็ได้นะ บางครั้งเราก็มานั่งทบทวนตัวเองว่าจะอินอะไรขนาดนั้น จริงๆ มันไม่ได้บีบหัวใจขนาดนั้นมั้ย? ไม่มีใครตายซะหน่อย ชีวิตนี้ดูอนิเมะที่มีอะไรเศร้ากว่านี้มาเยอะมาก จะมาร้องไห้ทำไมกับเรื่องแค่นี้ฮะ??? คือมันไม่มีอะไรเลยจริงๆ แค่ฮิโระเศร้า เราเลยเศร้าด้วย แค่นั้นเอง แต่พอเข้าไปดูรอบต่อมาก็ร้องไห้อีกอยู่ดี จะบ้าตาย ผกก.วางยาอะไรไว้ไม่รู้ 555555555555

เดิมทีเพลงนี้ก็เป็นเพลงเศร้าอยู่แล้ว เป็นเพลงที่เข้ากับชีวิตรันทดของโคจิในเรนโบว์ไลฟ์มากๆ คือมันเป็นเพลงของโคจิมาตลอดจนเราไม่นึกไม่ฝันมาก่อนว่าจะมีคนอื่นมาร้องเพลงนี้ และแล้วหวยก็มาออกที่ฮิโระ!! ผ่างผ่างงงงงงง!!! ฟังครั้งแรกในโรงเซอร์ไพรส์มากกกกกกกกกก ดีใจมากกกกกกกกกก

เราว่าเวอร์ชั่นเดิมโคจิร้องไว้ดีมากๆ อยู่แล้ว มันรวดร้าว อาภัพ เต็มไปด้วยความรู้สึกเซ็งโลกเซ็งชีวิต แต่ไม่น่าเชื่อว่าพอฮิโระเอาเพลงนี้มาร้องแล้วมันดันเข้ากับฮิโระมาก!!! อันนี้พูดแบบเป็นกลางไม่มีแรงอวยใดๆ (แน่ใจเหรอ…?) เนื้อเพลงก็เข้ากับสถานการณ์มากด้วย (หรือจริงๆ แล้วควรบอกว่าเค้าเขียนบทมาให้เข้ากับเนื้อเพลง??) ถ้าพินิจพิจารณาเนื้อเพลงแล้วจะพบว่าเพลงนี้มันกลายเป็นเพลงที่สื่อความรู้สึกของฮิโระในคิงปุระได้อย่างสมบูรณ์แบบเลย ขอบคุณใครก็ตามที่เป็นคนจับฮิโระมาร้องเพลงนี้ กราบบบบบบ

จะว่าไปแล้วเพลงนี้น่าจะร้องยากพอสมควรนะ เพราะดนตรีไม่ได้มีดีเทลเยอะแยะเหมือนเพลงอื่นๆ เสียงร้องเลยเด่นชัดมาก แต่ทั้งโคจิและฮิโระต่างก็สื่ออารมณ์ปวดร้าวผ่านเสียงของตัวเองออกมาได้ดีมากจริงๆ โดยเฉพาะของฮิโระนี่บีบหัวใจแม่ยกตายคาโรงเป็นเบือ ขอปรบมือให้ทั้งคักกี้และมาเอโนะซังแรงๆ เลยค่าาา เปาะแปะๆๆๆ

 

5. LOVE♥MIX

เพลงของทาคาดะโนะบาบะ จอร์จคุง! ตัวละครนี้ให้เสียงโดยสุงิตะซัง แต่พอร้องเพลงกลับเป็นเสียงของโคบายาชิ ทัตสึยูกิซังซะงั้น

ตอนก่อนไปดูหนังเรานึกว่าใช้วิธีแบบมาครอส คือถึงคนพากย์กับคนร้องเพลงจะเป็นคนละคน แต่ตามเซ็ตติ้งเรื่องถือเป็นคนเดียวกัน ซึ่งเรามาค้นพบทีหลังว่าเราเข้าใจผิด 555555555 ผกก.ฮิชิดะเค้าจงใจแยกคนพากย์กับคนร้องเพลงเพราะตามเนื้อเรื่องแล้วจอร์จคุงร้องเพลงห่วยมาก ดังนั้นเวลาขึ้นโชว์จึงต้องมี ghost singer มาแอบร้องเพลงอยู่หลังเวที ส่วนจอร์จคุงก็รับหน้าที่ขึ้นไปเล่นสเก็ตกระโดดโลดเต้นบนเวที

อันที่จริงแล้วเพลงนี้ก็เป็นเพลงเก่าในซีรีส์พริตตี้ริทึ่มอีกเหมือนกัน เพลงนี้มาจากภาค Dear My Future ซึ่งเป็นภาคที่เราไม่เคยดู เราเพิ่งมารู้ว่ามันเป็นเพลงเก่าหลังจากไปดูหนังแล้วกลับมาเห็นแฟนซีรีส์นี้เค้ากรี๊ดกร๊าดกัน พอรู้แล้วก็หาไปเวอร์ชั่นออริจินอลฟัง ซึ่งเวอร์ชั่นออริจินอลขับร้องโดยคุไม โมโตโกะซัง และทาคายามะ มินามิซัง!!!!!! เหยยยย ทาคายามะ มินามิเลยนะะะะ ทูมิกซ์เลยนะะะะะะะ!!!! ธรรมดาซะที่ไหน!!!!!!!

ฟังเสร็จแล้วอ่านคอมเมนต์ใน youtube พบว่ามีแต่คนแซวว่าโคนันคุงร้องเพลง พอนึกภาพเป็นโคนันเท่านั้นแหละ ขำไม่หยุดทันที เพราะใน Dear My Future ฉากร้องเพลงนี้มันตลกมาก 55555555555

กลับมาที่จอร์จคุง สำหรับเราแล้วเพลงนี้เป็นอีกเพลงที่ค่อนข้างติดหู มีรอบไหนสักรอบที่ไปดูแล้วไม่สามารถเอาเพลงนี้ออกไปจากหัวได้เป็นเวลาหลายวัน รู้ตัวทีไรก็เผลอร้องขึ้นมาว่า Baby 手と手を~瞳と瞳を~~ ร้องท่อนแรกของเพลงซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างงั้นแหละ เป็นเพลงที่น่ากลัวมาก แต่เพราะเหตุนี้จึงตั้งตารอเวอร์ชั่นเต็มของจอร์จคุงมานานมาก ในที่สุดก็ได้ฟังซะที โฮววววว

สิ่งที่ชอบในเพลงนี้คือความสดใสซาบซ่านเลิฟฟูลเวิร์ล เพลงร่าเริงดีมาก เสียดายในเรื่องตัดฉากโชว์ของจอร์จคุงออกไป ให้ดูแค่นิดเดียวเอง (; v ;)

 

6. EZ DO DANCE -THUNDER STORM ver.-

เพลงสุดดุเดือด เหมาะสำหรับฟังแก้ง่วง ฟังปุ๊บสมองเต้นตุบๆๆ ดวงตาเบิกโพลง ไฟในตัวลุกโชน ด้วยเหตุนี้จึงถูกใช้เป็นเพลงบู๊ประจำเรื่อง ภาคที่แล้วเป็นเวอร์ชั่นอเล็กซานเดอร์ vs คาซึกิซัง แต่ภาคนี้จะเปลี่ยนมาเป็นอเล็กซานเดอร์ vs ไทกะคุงแทน

ฝั่งอเล็กไม่มีอะไรจะกรี๊ด เพราะก่อนหน้านี้เคยฟังเวอร์ชั่นอเล็กโซโล่มาเป็นร้อยรอบแล้ว มาฟังเวอร์ชั่นนี้ก็ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นไปกว่าเดิมเท่าไหร่ ทาเคอุจิคุงร้องเพราะยังไงก็เพราะอย่างงั้น กรี๊ดไทกะคุงดีกว่า!

เราชอบสไตล์การร้องของไทกะในเพลงนี้มากกกกกกกกกก!! นี่แหละความสตรีท!!!! ไม่รู้ว่าจงใจร้องให้สไตล์คล้ายๆ คาซึกิซังรึเปล่า แต่เราฟังแล้วรู้สึกอย่างงั้น ยกเว้นตรงที่ไทกะร้องออกมาฟังดูน่ารักกว่าคาซึกิซัง (ตรงนี้น่าจะเป็นเพราะคาแรคเตอร์ด้วย) ว่าจะไปคุ้ยๆ หาบทสัมภาษณ์ทาสุคุมาย้อนอ่านเผื่อมีพูดถึงเพลงนี้แล้วก็ลืมทุกที จำได้แต่ช่วงก่อนหนังฉายทาสุคุย้ำแล้วย้ำอีกว่าภาคนี้เร่าร้อนมากๆ พอได้ดูก็ อืม เร่าร้อนจริงๆ เชื่อแล้ว อีกนิดก็จะ Mad Max Fury Road แล้ว

ฉากเพลงนี้ในโรงหนังมันส์กว่าภาคที่แล้วเยอะมากกกกกก ฉากนี้คือหนังบู๊ของจริง ไมเคิลเบย์มาดูยังต้องร้องว้อทเดอะฟัค อาหลองมาเห็นเป็นต้องหลั่งน้ำตาพนมมือไหว้ เป็นฉากที่ดุเดือดเลือดพล่านที่สุดในเรื่อง สมกับความมันส์ระเบิดเถิดเทิงของเพลง ชอบมาก

 

7. FREEDOM -THUNDER STORM ver.-

เพลงเก่าจากเรนโบว์ไลฟ์ ภาคที่แล้วก็มีให้ฟังนิดหน่อยในฉากย้อนความ สารภาพกันตรงนี้ว่าในบรรดาเพลงโซโล่ของโอบาเระ ก่อนหน้านี้เราชอบเพลงนี้น้อยที่สุด แต่หลังจากดูคิงปุระแล้วเราชอบมากกกกกกกกกกกกกก กลายเป็นว่าช่วงหลังๆ ฟังเพลงนี้บ่อยกว่ารีบูทของโคจิอีก ยิ่งฟังก็ยิ่งชอบเนื้อเพลง เนื้อเพลงโคตรรรรรคาซึกิซัง

ทว่า พอได้ฟังเวอร์ชั่นซีดีคราวนี้เราตกใจมาก เพราะอินโทรมันไม่เหมือนกับในหนัง!! เราชอบอินโทรแบบในหนังมาก อินโทรจะเป็นอะแคปเปลล่าแบบร้องช้าๆ ซึ่งมันเริ่ดมากกกกกกกกก ฮือออออออ ไม่ใช่ว่าเวอร์ชั่นซีดีอันนี้ไม่ดี แต่เราชอบสไตล์เพลงเพื่อชีวิต(?)แบบในหนังมากกว่า ฉากที่ร้องเพลงนี้ขึ้นมามันน่าประทับใจมากจริงๆ (;__;)

เห็นแฟนๆ ชาวญี่ปุ่นตีความว่าเวอร์ชั่นนี้อาจจะเป็นเวอร์ชั่นที่คาซึกิซังตั้งใจจะใช้ในพริซึ่มโชว์ตอนแรก แต่เนื่องจากในเรื่องเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้น คาซึกิซังเลยต้องร้องอะแคปเปลล่าแทนเพื่อกอบกู้สถานการณ์ อ่านการตีความนี้แล้วรู้สึกยอมรับได้ เราจะคิดแบบนี้ด้วยละกัน

ชอบเวอร์ชั่นนี้ตรงที่คาซึกิซังท่าทางเอนจอยกับการร้องเหลือเกิน โดยเฉพาะท่อน Yeah! Yeah! Oh! Yeah! Ha! Ha! ทั้งหลายแหล่ และท่อนแร็พอีกมากมายที่เพิ่มเข้ามา เวอร์ชั่นก่อนไม่มันส์ขนาดนี้ ฟังแล้วเอ็นดู (〃ω〃) พอฟังเทียบสองเวอร์ชั่นแล้วรู้สึกว่าเวอร์ชั่นใหม่มีความเป็นผู้ใหญ่กว่าของเดิมอยู่หน่อยๆ คนข้างในเลิกแอ๊บร้องเพลงไม่เก่งแล้วด้วย (เท่าที่เคยอ่านบทสัมภาษณ์มา เจ้าตัวพูดเองว่าจงใจร้องให้ฟังดูร้องไม่ค่อยเก่งเพราะคาซึกิน่าจะร้องเพลงไม่เก่งเท่าไหร่) รอบนี้ปล่อยของเต็มที่เลย ดีมาก

ที่สำคัญ เพลงนี้ในหนังคาซึกิซังหล่อมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ไม่ได้หมายถึงหน้าตา แต่หมายถึงทุกอย่างในความเป็นนิชินะ คาซึกิ มันหล่อไปหมดเลย ตอนดูรอบแรกมัวแต่ขำคอสตูมจนไม่ค่อยเห็นความหล่อ แต่ยิ่งดูยิ่งหล่อขึ้นเรื่อยๆ เข้าใจแล้วว่าทำไมคาซึกิซังถึงมีทั้งหนุ่มๆ สาวๆ มาติดพันเต็มไปหมด (///∇///)

 

8. Over the Sunshine!

เวอร์ชั่นชินคุงโซโล่ คราวก่อนมีโอบาเระแจมด้วย แต่คราวนี้ชินคุงร้องเดี่ยวเลย เดิมทีเพลงนี้เป็นเพลงของโอบาเระ แต่ตอนนี้เหมือนจะโดนชินคุงยึดไปแล้ว 555555555 แต่เราชอบการที่ให้ชินคุงร้องเพลงนี้มากกว่าจะแต่งเพลงอื่นมาใหม่นะ เพราะมันเป็นเพลงที่โคจิยกให้ชินคุงเพื่อทำให้ทุกคนกลับมาสดใสซาบซ่านได้อีกครั้ง เราว่าเพลงนี้สื่อความเป็น “Shine” ของชินคุงได้มากกว่าเพลงโซโล่ของเจ้าตัวเองซะอีก

เวอร์ชั่นนี้ดนตรีใช้ของเดิมเป๊ะๆ ไม่มีการอะเรนจ์ใหม่ใดๆ แต่คอรัสจะเปลี่ยนไปเพราะโอบาเระหายไปแล้ว คราวนี้เสียงคอรัสและเสียงคอลจะเป็นเสียงชินคุงหมด เพลงนี้รู้สึกไม่มีอะไรให้กรี๊ดเป็นพิเศษเพราะต่างจากของเดิมแค่คอรัส แต่ฉากโชว์ในเรื่องทำดีมากๆๆๆๆๆๆ อีกเช่นกัน ชอบ monologue ของชินคุงตอนขึ้นโชว์เพลงนี้มาก ซึ้ง ฮือ เป็นฉากโชว์ที่ดูแล้วนึกถึงโชว์ในเรนโบว์ไลฟ์มากที่สุดแล้ว

 

9. ルナティックDEStiNy (Lunatic DEStiNy)

เพลงใหม่เอี่ยมอ่องที่แต่งขึ้นมาเพื่อรุยคุงโดยเฉพาะ ชอบมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก เพลงนี้เป็นเพลงพริซึ่มโชว์ของรุยคุงในภาคนี้ ตามเนื้อเรื่องแล้วรุยคุงควรจะร้องเพลง pride ที่ฉกมาจากฮิโระ แต่สุดท้ายรุยคุงก็เลือกที่จะร้องเพลงนี้ และเราชอบมากที่รุยคุงเลือกเพลงนี้แล้วบอกว่า อยากแสดงโชว์ที่ดีที่สุดที่ตัวเองทำได้

เพลงนี้ไม่มีอะไรใกล้เคียงกับ pride เลย เป็นแนวบัลลาดสวยๆ เหมาะกับคนสวยอย่างรุยคุง แต่เนื้อเพลงกรีดหัวใจมากกกกกกกก

อันที่จริงตอนฟังรอบแรกยังไม่ซาบซึ้งกับเนื้อเพลงเท่าไหร่ ตอนดูรอบแรกเราไม่เข้าใจเรื่องความสัมพันธ์ของชินคุงกับรุยคุงเลย (คนที่จะเก็ทตั้งแต่รอบแรกต้องแตกฉานเนื้อเรื่องเรนโบว์ไลฟ์พอสมควร) แต่หลังจากกลับมาอ่านที่แฟนๆ ช่วยกันวิเคราะห์อย่างละเอียดยิบจนพอเข้าใจเรื่องสองคนนี้มากขึ้นแล้ว กลับไปฟังในโรงหนังอีกทีคือร้องไห้เลย นี่ขนาดไม่ได้ชอบคู่นี้เป็นพิเศษนะ

เพลงนี้เป็นเพลงที่เศร้ามาก แต่เศร้าคนละแบบกับ Reboot ในขณะที่ Reboot เป็นความเศร้าของคนหลงทาง หมดหวังกับชีวิต ไม่รู้จะทำยังไงต่อไป เพลงนี้จะเป็นเพลงที่พูดถึงความเศร้าเพราะรัก (อันนี้ไม่ใช่ฟิลเตอร์ของเราด้วยเพราะชินรุยเป็นคู่ออฟฟิเชียลไปแล้ว) เนื้อเพลงมันดีมากกกกกกกกกกกกกกกกก จากที่งงๆ ไม่ค่อยเข้าใจว่ารุยรุยคิดอะไร เนื้อเพลงเพลงนี้จะสื่อทั้งความรักและความปวดร้าวทั้งหมดที่ซุกซ่อนไว้ออกมาตรงๆ เลย

ส่วนดนตรี เราชอบเปียโนเพลงนี้มากกกกกกกก ปกติเป็นคนนิยมชมชอบเครื่องสาย แต่เพลงนี้ยกให้เปียโนชนะเลิศ งดงามมาก

 

10. pride -KING OF PRISM ver.-

เพลงที่ชอบที่สุดในอัลบั้มนี้ แม้จะเป็นของเก่าเล่าใหม่ก็ตาม

เวอร์ชั่นนี้อะเรนจ์ดนตรีใหม่ อัดเสียงร้องใหม่ด้วย แต่เสียงไม่ได้เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนเหมือนคาซึกิซัง ฟังในโรงหลายรอบยังไม่แน่ใจว่าอัดใหม่รึเปล่า แต่ถ้ามาฟังในซีดีจะฟังออกชัดเลยว่าอัดใหม่แน่นอน

เราชอบดนตรีเวอร์ชั่นนี้มากกกกกกกกกกกกกกก อีปิคมากกกกกกกกกกกก ประโคมเครื่องดนตรีซะยิ่งใหญ่อลังการงานสร้าง ตอนฟังในโรงขนลุกเกรียวทุกครั้งที่อินโทรดังขึ้นมา ยิ่งฟังกับลำโพงโรงหนังยิ่งกระหึ่มสะใจ เพลงนี้แหละคือหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เราไปโรงหนังซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อดูหนังเรื่องเดิม ฉาก pride ของฮิโระรอบนี้ทรงพลังมากจริงๆ (และตลกด้วย!)

เวอร์ชั่นนี้เราปลาบปลื้มเสียงไวโอลินมาก♥ ชอบที่ผกก.ฮิชิดะให้เบลซามะเวอร์ชั่นภูตจิ๋วมาสีไวโอลินให้ฮิโระ ชอบคู่นี้! แม้จะชอบน้อยกว่าโคฮิโระก็ตาม ( ̄∇ ̄)

ตอนแรกรู้สึกว่าเพลงนี้มีอะไรอยากกรี๊ดเยอะแยะ แต่เขียนมาถึงเพลงนี้จริงๆ ดันไม่รู้จะกรี๊ดอะไร 55555555 ทุกครั้งที่ฟังเพลงนี้จะได้แต่ตะโกนว่า ฮิโระซามะะะะะะะ!!!! อยู่ในหัวซ้ำไปมา หมดสิ้นคำพูดใดๆ จะหยิบยกมาบรรยายความรู้สึก เป็นเพลงที่ยิ่งฟังยิ่งคิดถึงฮิโระ อยากไปหาที่โรงหนัง อยากดูโชว์ของฮิโระบนจอใหญ่ๆ อีก ฮืออออออออ ฮิโระะะะะะะะะะะ

เออใช่ ชอบการที่นี่เป็นเพลงเดียวในอัลบั้มที่ได้สิทธิ์ใช้ชื่อว่า -KING OF PRISM ver.- ด้วย ถูกต้องเหมาะสมแล้ว

 

11. 虹色CROWN (Nijiiro CROWN)

เพลงใหม่ของโอบาเระ ดีใจที่โอบาเระมีเพลงใหม่ด้วย (≧▽≦)

สำหรับเราแล้วเพลงนี้ตอนแรกๆ ไม่ค่อยติดหูเท่าไหร่ ต้องฟังหลายรอบกว่าจะจดจำทำนองได้ พอจำเนื้อร้องและทำนองได้แล้วจะเผลอร้องออกมาบ่อยๆ เอง

เพลงนี้ทั้งดนตรีและเนื้อเพลงไอดอลมากกกกกก สดใสมากกกกกกกกกกก แต่ฉากที่ร้องเพลงนี้ในเรื่องมันชวนใจหายอยู่หน่อยๆ เวลาฟังเพลงนี้เลยรู้สึกโหวงเหวงอย่างประหลาดทั้งๆ ที่ตัวเพลงมันสุดจะสดใสกุ๊งกิ๊ง เพลงนี้จะว่าเป็นเพลงอังกอร์ก็ได้ เพราะเป็นเพลงที่อยู่หลังเครดิตอีกทีนึง พอจบเพลงนี้ก็จบเรื่อง ได้เวลาลุกออกจากโรง แล้วฉากจบเรื่องทำซะน่าใจหายเลย (ไม่รู้เราคิดมากไปเองรึเปล่า คนอื่นอาจจะไม่ใจหายเหมือนเราก็ได้ 55555555)

ชอบการใช้เพลงนี้เป็นเพลงอังกอร์ เพราะหลังจากดูมาตลอดทั้งเรื่องเนี่ย สิ่งที่เราอยากเห็นที่สุดคือการได้เห็นโอบาเระสามคนกลับมาร้องเพลงด้วยกันอีก เพราะเวทีที่ฮิโระมีความสุขมากที่สุดคือเวทีที่มีโคจิกับคาซึกิอยู่ด้วย และเราก็ได้เห็นภาพนั้นแล้วในที่สุดโดยไม่ต้องรอภาคหน้าจนเหงือกแห้ง ดีงามเหลือเกิน รอยยิ้มที่สดใสที่สุดของฮิโระคือรอยยิ้มตอนที่อยู่ในโอบาเระนี่แหละ ยิ่งมาตั้งใจอ่านเนื้อเพลงแล้วยิ่งรักเพลงนี้มากๆๆๆ เป็นเพลงของโอเวอร์เดอะเรนโบว์จริงๆ ชอบเนื้อเพลงเพลงนี้มากที่สุดในบรรดาเพลงของวงนี้ทั้งหมดไปแล้ว เพราะฉะนั้นโคจิอย่าหายไปไหนอีกนะ!

 

โดยรวมแล้วอัลบั้มนี้มีหลากหลายอารมณ์ให้เลือกสรร ทั้งสดใสสไตล์ไอดอล บู๊ล้างผลาญ สตรีทกอบกู้โลก และเศร้าบาดอารมณ์ ฟังวนไปวนมายิ่งรู้สึกเหมือนจะเป็นบ้า ปรับอารมณ์ตามเพลงไม่ค่อยทัน อินไปหมดทุกเพลง

เอาเป็นว่า キンプリはいいぞ!

 

Diabolik Lovers LOST EDEN: Ayato’s route

เพิ่งซื้อ Diabolik Lovers Lost Eden มาเล่น หลังจากเกมออกมาประมาณชาตินึงเห็นจะได้

เลือกรูทอายาโตะเป็นรูทแรกเหมือนเดิม เพิ่งเล่นจบไปรูทเดียวนี่แหละ ตอนแรกนึกว่าภาคนี้คงไม่มีอะไรให้กรี๊ดแล้ว เพราะอ่านรีวิวในอเมซอนแล้วคนบ่นกันเยอะมากกกกกกกกกกเลยคิดว่าเนื้อเรื่องคงไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ ตอนเล่น Lunatic Parade เราก็เล่นแบบไม่รู้สึกอยากกรี๊ดเป็นพิเศษ (แม้ยูมะจะน่ารักมากๆๆๆๆๆๆๆก็ตาม) แต่ปรากฏว่าเล่นรูทอายาโตะจบแล้วก็มีส่วนที่รู้สึก เฮ้ย!!! จนอยากเขียนถึงอยู่บ้างเหมือนกัน มาจดบันทึกไว้หน่อย เผื่อตอนเล่นภาคหน้าจะอยากกลับมาย้อนอ่าน (ว่าแต่มันยังจะมีภาคหน้าอีกมั้ย….)

 

**SPOILER ALERT**

 

● ภาคนี้เนื้อเรื่องต่อจากตอนจบของภาค Dark Fate คือคาร์ลไฮนซ์มอบพลังทั้งหมดของตัวเองให้คนใดคนนึงแล้วตายไป

● ในเมื่อเลือกรูทอายาโตะ คนที่ได้รับพลังจากคาร์ลไฮนซ์จึงเป็นอายาโตะ แต่อายาโตะยังคงอยู่บ้านซากามากิเหมือนเดิม ไม่ได้ย้ายไปอยู่ในปราสาทของคาร์ลแบบในแวมไพร์เอนด์ของ Dark Fate

● เราชอบรูทอายาโตะในภาค Dark Fate มากกกกกกกก เพราะเป็นรูทที่รู้สึกว่าอายาโตะเติบโตขึ้นเยอะ ไม่ค่อยงี่เง่าเหมือนภาคแรกๆ แต่ภาคนี้อายาโตะจะกลับมางี่เง่าน่าถีบ กลายเป็นเด็กนรกอายาโตะจอมเอาแต่ใจคนเดิมอีกครั้ง

● ความงี่เง่าของอายาโตะในภาคนี้คือ หลังจากได้รับพลังมหาศาลจากคาร์ลมาแล้วก็ชอบใช้พลังตามอำเภอใจทั้งๆ ที่ยังควบคุมพลังไม่ค่อยได้ กลายเป็นเด็กจูนิเบียวที่มั่นอกมั่นใจว่าตัวเองมีพลังมากมายเหนือกว่าคนอื่น ไม่มีความสำนึกเลยว่าตัวเองจะต้องเป็นราชาคนใหม่ ใครสั่งใครสอนอะไรก็ไม่ฟัง ขนาดท่านอาริคเตอร์ (ซึ่งรูทนี้เป็นคนดีมากจนน่าตกใจ) อาสามาช่วยสั่งสอนวิชาให้ก็ยังทำตัวขบถใส่ท่านอา จนพี่น้องบ้านซากามากิเอือมกันไปหมด แม้แต่นางเอกยังเอือมๆ

● ตอนเล่นช่วงแรกๆ เซ็งไปเลยที่อายาโตะกลับมาเป็นเด็กงี่เง่าแบบนี้ (แม้แต่ฉากป้อนทาโกยากิสุดน่ารักยังชดเชยความงี่เง่าไม่ค่อยได้ แถมทำเราหิวตอนดึกอีก โกรธ) เสียดายพัฒนาการดีๆ ใน Dark Fate มากกกกกก แต่สุดท้ายแล้วช่วงท้ายๆ เค้าก็เขียนสตอรี่มาให้เรารู้สึกยอมรับความงี่เง่าช่วงแรกได้พอสมควร ถือว่าโอเค ไม่เลวร้ายเท่าไหร่ แค่ต้องทนหงุดหงิดนิดหน่อยช่วงแรกๆ คือถ้ารู้มาก่อนว่าจะจบยังไงอาจไม่ค่อยหงุดหงิดมาก

● ในที่สุดแล้วรูทอายาโตะในภาคนี้มันก็เป็นเรื่องราวการเติบโตของอายาโตะอีกเหมือนกัน ถ้าเริ่มจากจุดที่นิสัยดีๆ แบบใน Dark Fate แล้วอาจจะเขียนเนื้อเรื่องยากแหละมั้ง?? พอเริ่มด้วยความงี่เง่าแล้ว ตอนหลังๆ จะเห็นการเติบโตของอายาโตะได้ชัดเจนกว่า

● พอเล่นไปเรื่อยๆ สถานการณ์ต่างๆ มันจะยิ่งไล่ต้อนอายาโตะให้จนมุม ชอบตรงที่เนื้อเรื่องแบบนี้มันไม่เคยมีในรูทอายาโตะภาคก่อนๆ (หรือเราอาจจะแค่ลืมไป) ไม่เคยเห็นอายาโตะโดนบีบคั้นจากทุกทิศทางจนหาทางออกไม่เจอขนาดนี้ ปกติรูทอายาโตะไม่ค่อยหน่วงนะ คนอื่นหน่วงกว่าเยอะมาก แต่รูทนี้เครียดมาก หน่วงมาก เป็นรูทอายาโตะที่มีรสขมทั้งที่ปกติจะค่อนไปทางเผ็ดปนหวาน ทำเอาเราเริ่มกลัวรูทคนอื่นแล้วเนี่ย

● สรุปเนื้อเรื่องแบบสั้นๆ คือหลายๆ คนรับไม่ได้ที่อายาโตะซึ่งจะขึ้นเป็นราชาปีศาจคนใหม่เป็นแบบนี้เลยแอบไปปรึกษากันลับหลังว่าเราต้องย้ายพลังของคาร์ลในตัวอายาโตะไปให้คนอื่นแล้วแหละ หาตัวราชาปีศาจคนใหม่กันเถอะ ไปๆ มาๆ สุดท้ายเกือบทุกคนเลยกลายมาเป็นศัตรูของอายาโตะ ทั้งพี่น้องบ้านซากามากิ ทั้งรุกิคุง ทั้งคิโนะที่เป็นตัวละครใหม่เอี่ยม ไหนจะตัวละครประกอบอื่นๆ อีกมากมายที่พร้อมจะไฝว้กับอายาโตะทุกเมื่ออีก

● อย่างไรก็ตาม!! ยังมีสามคนที่คอยช่วยอายาโตะอย่างไม่น่าเชื่อ และสามคนนี้คือคนที่ทำให้รูทอายาโตะชวนหวีดมาก!!!! ซึ่งก็คือ

● เด็กๆ บ้านมุคามิของเราาาาาาา โฮรววววววววววว สามคนนี้ดีมาก น่ารักมาก ไม่อยากเชื่อว่าจะได้เห็นสามคนนี้คอยช่วยอายาโตะอย่างเอาเป็นเอาตาย ปลาบปลื้มมาก (;____;)

● สาเหตุที่สามคนนี้กลายมาเป็นพรรคพวกของอายาโตะคือ อายาโตะพานางเอกหนีคนอื่นๆ ไปอยู่อีเด็น ปราสาทของคาร์ล แต่ไปถึงแล้วดันเจอสามคนนี้อาศัยอยู่ที่นี่ (ภาคนี้บ้านมุคามิยึดปราสาทคาร์ลเป็นบ้านใหม่หน้าตาเฉย ในขณะที่ฝั่งซากามากิอยู่บ้านหลังเล็กน่ารักกันต่อไป) ทั้งสามคนก็ให้อายาโตะกับนางเอกอยู่ด้วยแต่โดยดีเพราะปราสาทนี้เป็นของอายาโตะอยู่แล้ว

● ส่วนรุกิคุงไปจับมือกับซากามากิเตรียมเชือดอายาโตะแล้วจ้า 555555555 หม่าม้าบ้านมุคามินี่แหละหัวเรี่ยวหัวแรงในการโค่นบัลลังก์อายาโตะ แต่รุกิคุงทำไปเพราะหวังดีกับแวมไพร์และโลกปีศาจนะ เราเข้าจัยยยยย ฮรืออออออ

● เราชอบการชัฟเฟิล(?)บ้านกันแบบนี้นะ ที่ผ่านมาจะอยู่กันแบบบ้านไหนบ้านนั้น แต่รอบนี้มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างบ้านเกิดขึ้น ทำให้ได้เห็นปฏิสัมพันธ์แบบใหม่ๆ ไปด้วย รูทนี้เรย์จิกับรุกิคุยกันดีมาก ดูเป็นพวกเดียวกันจริงๆ ไม่มีแซะกันเลย เราชอบสองคนนี้เวลาเจอกันในแฟนดิสก์เพราะตลกมากกกกก แต่นี่ภาคหลักอะนะ จะมาคอเมดี้เหมือนแฟนดิสก์ก็คงแปลกๆ…

● ระหว่างอายาโตะกับนางเอกอยู่ที่ปราสาท สามหนุ่มมุคามิที่เหลือก็คอยช่วยดูแล พอได้ข่าวว่าคนอื่นจะบุกมาก็บอกว่าจะร่วมต่อสู้ด้วยเพราะอยากปกป้องปราสาทอีเด็นที่พวกตัวเองเติบโตมา ถึงจะต้องเป็นศัตรูกับรุกิคุงก็ตาม (อันนี้ตกใจนิดนึง ไม่อยากเชื่อว่าสามคนนี้จะเลือกปกป้องสถานที่ถึงขั้นยอมสู้กับรุกิ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้สู้กันนะ)

● ขำมากตอนที่สามหนุ่มมุคามิคุยกับว่าจะแก้ปัญหายังไงดีถึงจะไม่ต้องสู้กับรุกิคุง แล้วก็ปกป้องอีเด็นเอาไว้ได้ด้วย

● สุดท้ายทางแก้ที่ทั้งสามคนคิดได้คือ ไล่อายาโตะออกไปซะ 555555555555555 ประทับใจในความเด็ดขาดนี้มาก ไม่ปรานีแม้แต่เจ้าของบ้าน 555555555555555

● ทั้งสามคนก็ไม่ถึงขั้นขับไล่ไสส่งอายาโตะหรอก แค่คุยกันดีๆ บอกว่าวิธีนี้ดีที่สุดแล้วสำหรับทุกคน อายาโตะเลยยอมออกไปจากปราสาทแต่โดยดี แล้วก็กลายเป็นคนไม่มีที่ไป จะกลับไปหาพี่น้องก็ไม่ได้

● ถึงจะไล่อายาโตะออกไปแล้ว ตอนท้ายสามหนุ่มมุคามิก็ยังคอยช่วยอายาโตะกับนางเอกอยู่ดี ตอนใกล้ๆ จบนางเอกโดนคนอื่นจับไปขัง ทั้งสามคนก็ไปช่วยเอาไว้เพราะคิดว่านางเอกควรจะอยู่เคียงข้างอายาโตะ เพื่อให้สภาพจิตใจของอายาโตะมั่นคง ไม่งั้นปราสาทอีเด็นที่เป็นของอายาโตะจะพังทลายไปเรื่อยๆ ตามสภาพจิตใจของเจ้าของ ตอนที่จู่ๆ สามคนนี้โผล่มาช่วยนางเอกคือกรี๊ดเยอะมาก กรี๊ซซซซซซซซซซซซซซซซซซซ

● ฮรืออออออออ นี่เราเล่นรูทอายาโตะอยู่นะ อย่ามาทำคะแนนรัวๆ สิบ้านมุคามี้ยยยยยยยยย์

● ตอนสุดท้ายก็อย่างที่บอก อายาโตะโดนไล่ต้อนจากทุกทาง พี่น้องก็รังเกียจ พ่อนางเอกที่โผล่มาจากไหนไม่รู้ก็จ้องจะฆ่า ซึ่งทางเลือกที่อายาโตะเลือกในฉากจบแบบ Vampire End กับ Brute End จะเหมือนกัน คือส่งมีดให้นางเอก แล้วขอให้นางเอกช่วยฆ่าตัวเองซะ เพราะอายาโตะเบื่อเต็มทนที่จะต้องแบกรับพลังของคาร์ลไฮนซ์ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่ต้องการแล้ว พอแล้ว ไม่เอาแล้ว ตายดีกว่า

● นางเอกบรรยายว่าตอนที่อายาโตะขอร้องให้ฆ่า อายาโตะทำหน้าทุกข์ทรมานมาก เหมือนร้องไห้อยู่ทั้งที่ไม่มีน้ำตา ดูเหงา อ้างว้าง คือจุดนั้นนอกจากนางเอกแล้วอายาโตะไม่เหลือใครเลยจริงๆ อายาโตะเลยขอให้นางเอกซึ่งเป็นมิตรคนสุดท้ายที่เหลืออยู่เป็นคนลงมือจบทุกอย่างไปซะ นางเอกทนไม่ได้ที่อายาโตะทรมานแบบนี้ก็เลยช่วยสงเคราะห์ให้

● ดูๆ ไปแล้วเหมือนกับเป็นการหนีปัญหา แต่เราว่าอายาโตะคงคิดว่าการที่ตัวเองหายไปคือวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน ในเมื่อทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าพลังนี้มันไม่ควรอยู่ในร่างอายาโตะ อายาโตะก็เลือกที่จะเป็นฝ่ายไปเอง เราคิดอย่างงั้นนะ แต่ถ้าไม่ใช่เพราะโดนบีบจนถึงที่สุดแล้วอายาโตะก็คงไม่เลือกทางนี้หรอก เด็กคนนี้รักตัวเองจะตาย ไม่ใช่คนที่จะแก้ปัญหาด้วยความตายหรอก ถ้าไม่โดนไล่ต้อนจนมุมแล้วจริงๆ คือมันเป็นทางเลือกที่คำนึงถึงตัวเองและคนอื่นด้วย ไม่ใช่เพื่อหนีปัญหาไปคนเดียว

● บอกตามตรงแล้วเราเกลียด Vampire End มาก…….. เล่นจบแล้วแทบโยนเครื่องทิ้ง ในฉากจบอันนี้หลังจากนางเอกใช้มีดแทงอายาโตะแล้ว แผ่นดินก็สั่นสะเทือนเลือนลั่นเพราะสูญเสียราชาแวมไพร์ไป ระหว่างที่ทุกคนกำลังงุนงง และคิโนะเตรียมจะยึดพลังของคาร์ลมาจากร่างอายาโตะอยู่นั้น!! จู่ๆ ก็เกิดแสงสว่าง แว้บบบบบบบบบบบ!!!!! แล้วอายาโตะก็ตื่นมาในห้องของตัวเอง พออายาโตะคุยกับนางเอกก็เลยรู้ว่าตัวเองย้อนเวลากลับมาช่วงต้นๆ เกมหลังจากได้พลังมาใหม่ๆ และกำลังเกรียนได้ที่นั่นเอง

● เท่ากับว่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่ผ่านมานั้นเป็นโมฆะจ้าาาาาา โอ้ยยยยยยย บ๊ายบายยยยยยยย สามสี่ชั่วโมงที่เล่นมานั้นเพื่ออะไรรรรรรรรรร ไม่นึกว่าจะเล่นมุกย้อนเวลา ไม่มีทางออกที่ดีกว่านี้แล้วหรือ เพื่อจะเขียนเนื้อเรื่องให้จบแฮปปี้นี่ต้องดิ้นรนกันขนาดนี้เลยหรือ

● ย้อนเวลาเสร็จแล้วอายาโตะก็ดีอกดีใจที่ตัวเองได้รับโอกาสอีกครั้ง หลังจากนั้นอายาโตะเลยกลับใจเป็นเด็กดี ตั้งอกตั้งใจร่ำเรียนวิชากับท่านอาให้สมเป็นราชาปีศาจจนแม้แต่พี่น้องบ้านซากามากิยังตกใจว่าทำไมจู่ๆ อายาโตะก็กลายเป็นคนขยันขันแข็งแบบนี้ แล้วก็จบแฮปปี้ไม่มีใครตาย ขนาดท่านอาที่ตายไปตอนต้นๆ เรื่องยังฟื้นกลับมาเลยเนี่ย ทุกอย่างโดนรีเซ็ตหมด

● ไม่ชอบฉากจบนี้เพราะรู้สึกเหมือนโดนหักหลัง อารมณ์แบบ อ้าว อ้าวววววว เล่นงี้เลยเหรอ!!?? แต่คิดในแง่ดีแล้วมันก็ไม่ใช่ว่าเรื่องทั้งหมดที่เล่นมาไร้ความหมายหรอก เพราะอายาโตะยังจำเรื่องราวเหล่านั้นได้ อายาโตะได้เผชิญสิ่งเหล่านั้นมาแล้ว ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่ทำให้อายาโตะได้เติบโต ……..แต่ก็นะ ถึงจะคิดแบบนี้อารมณ์โดนหักหลังมันก็ไม่หายไปอยู่ดี เซ็งพอๆ กับดูหนังอย่างลุ้นระทึกมาทั้งเรื่องแล้วจบตรงที่พระเอกตื่นจากฝัน อะไรประมาณนั้น

● เราไม่ได้เกลียดมุกย้อนเวลานะ ถ้าย้อนเวลาดีๆ มันก็ออกมาดีได้ แต่อันนี้บอกเลยว่ามันไม่ช่ายยยย

● อย่างไรก็ตาม ถึงเราจะไม่ปลื้ม Vampire End แต่เราชอบ Brute End นะ!

● Brute End เป็นอีกฉากจบที่อายาโตะโดนนางเอกแทงเหมือนกัน แต่อันนี้ตายจริงไม่ติงนัง ตายแล้วตายลับไม่กลับมา ไม่มีการใช้สูตรโกงย้อนเวลาใดๆ แต่ฉากจบนี้อายาโตะจะยกพลังของคาร์ลให้นางเอกก่อนตาย นางเอกที่สูญเสียอายาโตะไป (ทั้งๆ ที่ฆ่าเองกับมือ) ก็เกิดอาการเสียใจจนสติแตก ระเบิดพลังทำลายล้างทุกอย่างพินาศหมด ทุกคนตายเรียบ เหลือแค่นางเอกคนเดียว (ความเอวานเกเลี่ยนนี้คืออะไร….) นางเอกเลยใช้พลังสร้างอายาโตะตัวปลอมขึ้นมา แต่นางเอกก็รู้อยู่แก่ใจว่านี่เป็นแค่ตัวปลอม สุดท้ายนางเอกเลยสั่งให้อายาโตะตัวปลอมฆ่าตัวเองทิ้งซะ ลาก่อน

● นางเอกตายเป็นรอบที่สิบล้าน ตายบ่อยมาก ตายมาแล้วทุกภาค ภาคละหลายรอบ ตายจนคนเล่นชินไปแล้ว แต่อันนี้ตายได้น่าจดจำอยู่นะ เราชอบ หรืออาจเป็นเพราะผ่าน Vampire End มาก่อนก็ไม่รู้ พอมาเจอฉากจบนี้เลยชอบเป็นพิเศษ เทียบสองฉากแล้วอันนี้ดูดีกว่าเยอะมากกกกกกก

● ส่วน Manservant End จะจบแบบฝ่ายมนุษย์ที่นำโดยพ่อนางเอกกับฝ่ายแวมไพร์สู้กัน (นี่ก็แหวกจากฉากจบอีกสองอันเกิ๊นนนนน) ฝั่งแวมไพร์โดนฆ่ากันหมด เหลือแค่อายาโตะกับคิโนะ คิโนะเลยชวนอายาโตะมาร่วมมือกัน ฉากนี้จบที่คิโนะพูดคนเดียวว่า สุดท้ายแล้วคนที่จะชนะก็คือฉัน สรุปว่าจบแบบคิโนะรอเลื่อยขาเก้าอี้อายาโตะอยู่นั่นเอง ปกติฉากจบ Manservant End มันมักจะงงๆ หรือมาแนวครึ่งๆ กลางๆ แบบนี้อยู่แล้วอันนี้เราเลยไม่มีปัญหา

● เป็นอันว่าชอบ Brute End ซึ่งเป็นแบ๊ดเอนด์มากที่สุด แต่จะว่าไปแล้วเกมนี้ชอบทำแบ๊ดเอนด์ออกมาน่าประทับใจกว่ากู๊ดเอนด์อยู่บ่อยครั้ง จริงๆ ก็ไม่แปลกนะ 5555555555

โดยรวมแล้วก็ประมาณนี้ มีรายละเอียดที่ข้ามไปเยอะมาก แต่ตอนแรกแค่อยากมาบ่นฉากจบเฉยๆ นะ 555555555555

ตอนนี้เล่นรูทคาร์ล่าอยู่ รูทนี้ก็ดราม่าเหลือเกิน ห่างหายจากภาคหลักมานานจนลืมไปแล้วว่าเกมนี้มันหน่วง มันนัวร์ขนาดนี้ แฟนดิสก์/ดราม่าซีดีแถมต่างๆ/ทวิตเตอร์ชอบหลอกให้เราเผลอคิดว่าทุกคนติ๊งต๊องอยู่เรื่อย (โดยเฉพาะทวีตแต่ละคนนี่เหมือนทำมาเพื่อแข่งกันตลก รั่วบ้าฮากลิ้งมากกกกกกกก) แต่พอกลับมาภาคหลักจริงๆ ทุกคนก็เครียดเหมือนเดิม ฮืออออ เผลอติดภาพทุกคนตอนติ๊งต๊องมากไปสินะ TωT

ก่อนหน้านี้ลังเลจนเกือบจะไม่เล่นภาคนี้แล้วเพราะรีวิวมันแย่มากจริงๆ บวกกับเราค่อนข้างผิดหวังกับภาค Lunatic Parade ด้วย แต่หลังจากเล่นไปหนึ่งรูทครึ่งก็รู้สึกว่าดีแล้วที่ซื้อมา คิดถึงหนุ่มๆ โดยเฉพาะบ้านมุคามิ♥ ดีใจที่ได้เจอกันอีก ทุกคนน่ารักไม่เปลี่ยนเลยจริงๆ (〃ω〃)

Code:Realize ~祝福の未来~

เพิ่งขุดแฟนดิสก์เกม Code: Realize มาเล่นต่อจนจบแหละ!

**SPOILER ALERT**

 

ความจริงเล่นใกล้จบมานานแล้ว แต่ดองสองรูทสุดท้ายไว้เพราะยังไม่อยากเล่นจบ กลัวจบแล้วใจหาย TvT แต่เดี๋ยวเดือนธันวาปีนี้จะมีแฟนดิสก์ออกมาอีกแผ่น งั้นก็ขุดๆ มาเล่นให้จบก่อนดีกว่า

สองรูทที่ดองไว้คือรูทรวมของแก๊งลูแปง และรูทเดี่ยวของลูแปง ปกติเราชอบเล่นรูทที่อยากเล่นมากที่สุดก่อน แต่เกมนี้ภาคแรกบังคับให้เล่นรูทลูแปงเป็นคนสุดท้ายแล้วเรารู้สึกว่ามันเวิร์ค คราวนี้เราเลยลองเก็บลูแปงไว้เล่นทีหลังสุดแม้เกมจะไม่ได้บังคับก็ตาม

พูดถึงตัวเกมโดยรวมก่อนแล้วกัน ความที่ภาค 祝福の未来 (Shukufuku no Mirai) นี่เป็นแฟนดิสก์ เนื้อหาในรูทหนุ่มๆ แต่ละคนเลยไม่เข้มข้นเท่าภาคหลัก ออกแนวเรื่องราวสวีทหวานแหววต่อจากภาคหลักอีกที เป็นอาฟเตอร์สตอรี่มีไว้ให้ก๊าวใจเล่นๆ

แต่เพราะเหตุนี้แหละมั้ง ตัวเกมเลยใช้วิธีเพิ่มเนื้อเรื่องส่วนอื่นๆ ขึ้นมาเพื่อให้เกมมันดูมีอะไรมากกว่าแฟนดิสก์ธรรมดา คือนอกจากจะมีอาฟเตอร์สตอรี่ของนางเอกกับหนุ่มๆ ห้าคนที่จีบได้ในภาคแรกแล้ว เกมยังเพิ่มรูทคุณโฮล์มส์กับรูทฟินนิสมาให้ด้วย!!!! กรี๊ดดดดดดดดด!!!! เราชอบคุณโฮล์มส์เกมนี้มว๊ากกกกกกกกกกกกก ตอนรู้ว่าจีบได้นี่ดีใจมาก กราบออฟฟิเชียลเยอะมากที่ยังไม่ลืมคุณโฮล์มส์ของเรา ได้ขึ้นปกลิมิเต็ดด้วย ลงของแถมร้านคู่กะลูแปงด้วย ดีงาม ฮรืออออออออออออออ

เนื้อเรื่องในรูทคุณโฮล์มส์กับรูทฟินนิสจะค่อนข้างเป็นเรื่องเป็นราว มีสตอรี่จริงจัง มีตัวละครใหม่ และยาวกว่าของหนุ่มๆ ตัวละครหลักห้าคนอีก นอกจากนั้นยังมีรูทรวมของแก๊งลูแปงกับไซด์สตอรี่ของโดระจังมาให้ด้วย (อันหลังสุดนี่ก็ดีงาม แวมไพร์เดะน้อยโชตะ ซีจีเด็ดทุกรูป แผล่บๆๆ ^q^) ถึงจะเนื้อหาไม่เข้มข้นซับซ้อนซ่อนเงื่อนเท่าภาคหลัก แต่ก็เป็นแฟนดิสก์ที่มีอะไรมาให้เสพเยอะดี

โดยส่วนตัวถ้าไม่นับรูทลูแปงที่แค่ลูแปงออกมาพูดว่าโอโจ้ซามะเราก็จะเป็นลมแล้ว เราชอบรูทคุณโฮล์มส์สุดเลย ทั้งดราม่าทั้งเขิลลลลลล (〃ω〃) อีคุณโฮล์มส์เวลามีความรักโคตรรรรรรนั่ลลั๊กกกกกกกกก ตอนแรกเซ็งนิดนึงที่รูทนี้ลูแปงไม่ค่อยมีบท แต่เล่นไปเล่นมา เวลาคุณโฮล์มส์อยู่กะนางเอกก็โคตรดีอะะะะะ โฮววววววววว แม่คะหนูรักพี่เค้าาาาาาาาาาา (≧д≦)(≧д≦)(≧д≦)

แอนี่เวย์ วันนี้ไม่ได้จะมากรี๊ดคุณโฮล์มส์ (เพราะเล่นจบนานแล้ว ลืมไปเยอะ 555555555) ตั้งใจจะมากรี๊ดลูแปง ว่าแล้วก็มากรี๊ดลูแปงดีกว่า

รูทลูแปงในแฟนดิสก์นี่จะเป็นเนื้อเรื่องต่อจากตอนจบภาคหลัก คือภาคหลักจบที่แต่งงานกัน พอมาภาคนี้จะเริ่มจาก….. บนเตียง……..

โอ้โห เริ่มมาก็กัดผ้าเช็ดหน้าอิจฉานางเอกเยอะมาก กรี๊ดดดดด หร่อนเป็นใคร มีสิทธิ์อะไรมานอนเตียงเดียวกับลูแปงของชั้นยะะะะ (เป็นนางเอกไง เป็นเมียลูแปงด้วยไง)

ฉากกะหนุงกะหนิงบนเตียงยามเช้านี่เป็นช่วงไม่กี่วันต่อมาหลังจากแต่งงานกันแล้ว นางเอกบ่นๆ ว่าถ้าอยากนอนด้วยกันทำไมไม่ย้ายมานอนห้องเดียวกันแต่แรก คือแต่งงานกันแล้วก็ยังแยกห้องนอนกันอยู่ ลูแปงเลยบอกว่า จอมโจรอย่างฉันชอบย่องมาหาตอนดึกๆ ทีหลังมากกว่านะ (…อย่างงี้ก็มีด้วย เทคนิคเพิ่มความเร้าใจในชีวิตคู่เหรอ!!??)

หลังจากนั้นนางเอกก็มาครุ่นคิดตามลำพังว่า เอ๊ะ ทำไมลูแปงชอบทำให้เราใจเต้นโครมครามอยู่ฝ่ายเดียวนะ แต่ลูแปงดูไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย เวลาสวีทกันก็ดูชิลๆ เฉยๆ ไม่เคยมีทีท่าเขินอาย อยากแก้แค้นให้ลูแปงเขินหน้าแดงมั่งจัง! ฉันจะต้องขโมยหัวใจของลูแปงมาให้ได้เล้ย!! โอ๊ยยยยยย ฟีลลิ่งเด็กประถม จิบิมารุโกะจังสุดดดดด แต่นางเอกเกมนี้มีความเด็กน้อยอยู่แล้ว จะว่ารับได้ก็รับได้ ตลกดี 555555555

ด้วยความที่นางเอกเป็นคนซื่อๆ ก็เลยเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาเพื่อนๆ ตามตรง พอไปปรึกษาคุณหมอฟราน ฟรานก็เอาไปปรึกษาเฮียแวนเฮลซิ่งกับโดระจังต่อ ไปๆ มาๆ ก็ได้ข้อสรุปว่า ต้องทำให้ลูแปงกับนางเอกตกอยู่ในสถานการณ์คับขันเพื่อให้รักกันมากขึ้น!!

ว่าแล้วคืนนั้นเฮียแวนก็พาหมอฟรานใส่หน้ากากแต่งตัวเป็นคนร้ายบุกมาทำร้ายลูแปงที่คฤหาสน์โดยมีโดระจังตามมาแอบดูด้วย แต่สู้กันไปแป๊บเดียวลูแปงก็จับได้ทันทีว่าเป็นเฮียแวนกับหมอฟราน (แหงสิ เฮียพูดคำเดียวก็โคตรรรรสุวาเบะซังแล้ว ใครได้ยินก็จับได้หมดแหละ ……ยกเว้นนางเอกนะ)

ชอบตอนลูแปงแซวเฮียแวนก่อนถอดหน้ากากว่าวันนี้ช็อตกันคู่ใจไปไหนล่ะ เฮียเลยตกใจว่า อ้าว!! ความแตกแล้วเรอะ!! แต่พอแผนแตกแล้วเฮียก็ยังกระหยิ่มยิ้มย่อง ภูมิใจว่าแผนของตัวเองทำให้สามีภรรยาเค้ารักกันมากขึ้น สุดท้ายเลยโดนลูแปงเทศนาชุดใหญ่ ตล๊กกกกก รูทนี้เฮียแวนน่ารักมากกกกกกกกกกก (แต่เฮียในรูทตัวเองโคตรงี่เง่า เล่นแล้วโมโห 555555555555)

สรุปว่าแผนการของเฮียแวน หมอฟราน และโดระจังก็ไม่สำเร็จ นางเอกเลยไปบ่นๆ ให้อิมเปย์กับแซงต์ฟังต่อ สองคนนี้เลยคิดแผนชวนนางเอกไปเดทเพื่อให้ลูแปงหึงขึ้นมา พอได้แผนแล้วนางเอกก็กลับเข้าบ้านไปหยิบกระเป๋า ทำท่าจะออกไปข้างนอก ลูแปงเห็นแล้วก็ยิ้มร่าบอกว่าจะออกไปข้างนอกเหรอ ไปด้วย แต่โดนนางเอกปฏิเสธแล้วบอกว่าจะไปเดท! ลูแปงเลยช็อกมาก แต่ก็สะกดรอยตามมาตามแผนของนางเอก

นางเอกมาเดทกับอิมเปย์กับแซงต์ข้างนอกทั้งๆ ที่ยังไม่แน่ใจว่าแผนนี้มันจะได้ผลจริงๆ เหรอ จะทำให้ลูแปงหึงได้จริงๆ เหรอ …ตัดภาพมาทางลูแปงที่แอบดูอยู่ห่างๆ โอ้ยยย หึงหน้ามืด หัวร้อนไปหมด เห็นอิมเปย์แตะไหล่นางเอกก็บ่น เห็นแซงต์คุยกับนางเอกแล้วหน้าใกล้เกินก็บ่น น่ารักกกกกกกกกกกกกกก (≧ω≦)(≧ω≦)

อิมเปย์กับแซงต์บอกว่าแผนเดทนี่ทำไปเพื่อช่วยนางเอก แต่เราว่าสองคนนี้คงสนุกกับการแกล้งลูแปงมากกว่า ไม่ได้อยากช่วยนางเอกอะไรขนาดนั้นหรอก 5555555555

ฉากเดทน่ารักตรงที่คอยตัดภาพให้เห็นปฏิกิริยาลูแปงตลอด ชอบตอนที่ลูแปงเห็นนางเอกไปนั่งหัวเราะคิกคักกับอีกสองหนุ่มในคาเฟ่ สองหนุ่มก็สุดจะรู้งาน ทำตัวอี๋อ๋อกับนางเอกเป็นพิเศษ ยกตัวอย่างเช่น แซงต์เห็นครีมเลอะแก้มนางเอกก็ช่วยปาดออกให้ ร้ายกาจมาก 555555555 ลูแปงเลยได้แต่นั่งกอดหมาจ๋อยๆ หงอยๆ คอยพูดตัดพ้อต่อว่าให้หมาฟัง พอเห็นภาพทิ่มแทงตาก็เผลอโมโหจนหมาร้องเอ๋งขึ้นมา


สักพักนางเอกก็บอกว่าคราวหน้าอยากมาคาเฟ่นี้กับลูแปงจังเลย ถ้ามากับลูแปงต้องสนุกมาก ฉันรักลูแปงจังเลย ชมลูแปงสารพัดสารพัน อวดสามีให้สองหนุ่มฟังเป็นวรรคเป็นเวร คราวนี้ลูแปงที่แอบฟังอยู่เลยเขิลลลลลลลลจนต้องซุกหน้ากับหมา โอ๊ยยยยย พ่อคุ๊ณณณณณณณณ น่ารักไปไหน๊ ฮรือออออออออออออออ

สุดท้ายพอได้ยินนางเอกบอกว่าอยากแก้แค้นให้ลูแปงใจเต้นกับตัวเอง อยากขโมยหัวใจลูแปง! ลูแปงเลยทนฟังเฉยๆ ไม่ได้ อยากโผล่ไปหาเดี๋ยวนี้ ว่าแล้วก็โผล่ไปทักนางเอก อีกสองหนุ่มผู้สุดแสนรู้งานเลยปล่อยให้ลูแปงกับนางเอกไปเดินเล่นกันต่อสองต่อสอง (อยากให้เฮียแวนมาเรียนรู้จากสองคนนี้มั่ง ไม่ใช่จู่ๆ ก็ไปบุกทำร้ายเค้าแบบเด๋อๆ แถมความแตกทันทีทันใดอีก)

ลูแปงกับนางเอกเดินเล่นด้วยกันจนเย็น แล้วลูแปงก็ช่วยแก้ความเข้าใจผิดให้นางเอกว่าที่เธอเห็นฉันท่าทางเฉยๆ เวลาอยู่ด้วยกันเป็นเพราะฉันพยายามเก๊กนะ ที่จริงฉันใจเต้นตึกตักตลอดนั่นแหละ

หว่ายยยยย หมดกันมาดสุภาพบุรุษจอมโจร กลายเป็นหนุ่มน้อยคิวท์ๆ เขินผู้หญิงจนหน้าแดง งุ้ยยยยยยยยยย สุดคิวททททททททททท์ (////ー////)

และลูแปงก็ได้กล่าวว่า เธอจะขโมยหัวใจของฉันได้ยังไง ในเมื่อหัวใจของฉันเป็นของเธอไปตั้งนานแล้ว โอ้ย จย้าาาาาาาา

นอกเรื่อง ก่อนหน้านี้ไปโฆษณาใส่เพื่อนเยอะมากว่าเกมนี้บทดี เนื้อเรื่องดี เพลงเพราะ ภาพสวย ผู้ชายอร่อย แต่เพื่อนบอกว่าบทพูดลูแปงมันเชยๆ เลี่ยนๆ ยังไงไม่รู้ ตอนนั้นเราปกป้องลูแปงเยอะมาก แต่เจอประโยคขโมยหัวใจเข้าไปนี่ไม่รู้จะช่วยแก้ตัวให้ยังไงเหมือนกัน สงสัยคราวหน้าต้องใช้คุณโฮล์มส์เป็นจุดขายแทน…….

หลังจากปรับความเข้าใจได้แล้วก็ยังมีเนื้อเรื่องต่ออีกหน่อย คราวนี้คนละฟีลกับครึ่งแรก เปลี่ยนมาเป็นดราม่าเรื่องพ่อนางเอกแทน เนื้อเรื่องตรงนี้จะเชื่อมต่อมาจากภาคหลักอีกที คือนางเอกฝันเห็นพ่อแล้วไม่แน่ใจว่าสรุปพ่อที่ตายไปแล้วเนี่ยรักลูก รักครอบครัวจริงๆ รึเปล่า ลูแปงเลยอาสาช่วยไปติดต่อควีนวิคตอเรีย ขอเข้าห้องสมุดในวังที่เก็บบันทึกของพ่อนางเอกเอาไว้ นางเอกเลยได้เข้าไปอ่านบันทึกและเจอส่วนที่พ่อเขียนถึงครอบครัวเอาไว้เยอะแยะมากมาย จึงได้รู้ว่าพ่อรักครอบครัวและลูกจริงๆ นะ จบ

เนี่ย จบแล้ว รูทลูแปงในแฟนดิสก์มีแค่นี้แหละ สั้นมากกกกกกกก เล่นแป๊บๆ ประมาณสองชั่วโมงกว่าก็จบแล้ว รูทอีกสี่หนุ่มตัวละครหลักก็สั้นประมาณนี้ ส่วนรูทคุณโฮล์มส์กับฟินนิสจะยาวหน่อย แต่รู้สึกว่าคิดถูกแล้วที่เก็บลูแปงไว้หลังสุด เพราะตอนจบของรูทนี้จะพูดถึงแต่ละคนสั้นๆ ด้วย เราว่าเป็นรูทที่จบสวยสุดละ

ถึงรูทแต่ละคนจะสั้นนิดเดียว แต่เราชอบแฟนดิสก์แผ่นนี้มากเลย (≧д≦)(≧д≦) ทุกคนน่ารักมากกกกกกกกกกก จากที่ภาคหลักมัวแต่ดราม่าจนไม่มีเวลาหวาน ภาคนี้หวานหยดย้อยกันทุกคน ….ยกเว้นเฮียแวน 55555555555 คือเฮียแวนก็หวานฉ่ำน้ำตาลพุ่งปรี๊ดแหละ แต่เฮียแอบงี่เง่าอะะะะะ ไม่คิดว่าจะเป็นคนซื่อบื้อเรื่องความรักขนาดนี้ แต่ถามว่าชอบเฮียมั้ย ตอบเลยว่า ชอบ!!!

ก็เฮียแวนเค้าหล่อขนาดนี้ ไม่ชอบได้ไงอ้ะะะะะะะะะะะะ

อันนี้เป็นซีจีจากรูทรวมแก๊งลูแปง เป็นตอนที่ทุกคนใส่ชุดมาเฟียไปร่วมงานปาร์ตี้กับเหล่ามาเฟีย (มาเฟียสตีมพังค์เค้าใส่ชุดเท่กันดีจัง!!!) แม้เรื่องนี้เราจะชอบลูแปงเป็นอันดับหนึ่งอย่างไม่มีวันสั่นคลอน (โอเค ยอมรับว่าบางทีคุณโฮล์มส์ก็แอบมาเลื่อยขาเก้าอี้เบาๆ) แต่ชุดมาเฟียนี่เฮียแวนใส่ขึ้นสุดเลย กรีดร้องหนักมากกกกกกกก♥♥

ไหนๆ ก็ไหนๆ ขอกรี๊ดอีกคน โดระจัง!! ชอบไซด์สตอรี่ของโดระจังมาก น่าร๊ากกกกกกก ตอนสุดท้ายมีโดระจังตอนโตให้ดูด้วย กลายเป็นหนุ่มผมทองสุดแซ่บไปอีกคน

อย่างไรก็ตาม…….

ป้าชอบตอนเด็กมากกว่านะลูก ไม่ต้องโตก็ได้นะ (^q^)

สุดท้าย ตอนนี้ลุ้นอยู่ว่าแฟนดิสก์อีกแผ่นที่จะออกช่วงคริสต์มาสมีอาฟเตอร์สตอรี่ของคุณโฮล์มส์มั้ย มีของฟินนิสก็ต้องมีของคุณโฮล์มส์ด้วยสิใช่มั้ย!! ใช่มั้ยยยยยย!!! ขอของแถมร้านแบบลูแปงคู่คุณโฮล์มส์อีกจะเป็นพระคุณ กราบบบบบบบ

Kyoto: Arashiyama & Ryoanji & Ninnaji and so on

เนื่องจากวันนี้ไปเที่ยวเกียวโตมา แล้วเพิ่งคิดได้ว่า เออ ไม่ได้เขียนเรื่องเที่ยวแบบไม่ติ่งมานานแล้วนะ ไหนๆ วันนี้ก็ค่อนข้างชอบสถานที่ที่ไป ขอเขียนเก็บไว้เป็นไดอารี่หน่อยแล้วกัน

เหตุที่จู่ๆ ไปเกียวโตโดยที่ไม่ใช่การไปติ่งคือเพื่อน (ประวัติเพื่อนคือ: ติ่งอาราชิ) บอกว่าอยากไปอาราชิยามะ ก็โอเค ไปอาราชิยามะกัน แต่ถ่อไปถึงเกียวโตทั้งที ไปอาราชิยามะอย่างเดียวก็เศร้าไป เลยลองเสิร์ชหาที่เที่ยวในเกียวโตที่อื่นๆ ที่ไม่เคยไป แล้วก็พบว่าเกียวโตนั้นมีแต่… วัดและศาลเจ้า…. อ่านรายละเอียดแต่ละวัดแล้วก็ไม่รู้ว่าควรไปวัดไหนเพราะไม่ได้สนใจที่ไหนเป็นพิเศษ (จริงๆ อยากไปคัตสึระริคิว แต่มันปิด โฮ) สุดท้ายเลยเล็งเรียวอันจิเอาไว้เพราะมันนั่งรถรางจากอาราชิยามะไปได้แบบไม่ไกลมาก กะว่าออกจากวัดแล้วก็นั่งบัสกลับเข้าเมืองมาเดินเล่นอีกนิดหน่อย จบ วางแผนเที่ยวได้คร่าวๆ แล้วก็มุ่งหน้าไปอาราชิยามะกันโลด!

การนั่งรถไฟไปอาราชิยามะนั้นไปได้หลายทาง ความที่เราใช้ชีวิตอยู่แถวสายฮันคิวก็เลยนั่งฮันคิวไป ถ้าลงสถานีฮันคิวอาราชิยามะจะต้องเดินนิดนึงกว่าจะถึงแหล่งท่องเที่ยว เดินไปสักพักก็จะเจอสะพานโทเก็ตสึ (渡月橋) เป็นสะพานข้ามแม่น้ำคัตสึระ

ความสำคัญของสะพานนี้คือ ปรากฏอยู่ในเพลง 渡月橋 〜君想ふ〜 ของคุรากิไม ซึ่งเป็นเพลงประกอบโคนันมูฟวี่ภาคที่ 21!! (ไหนบอกวันนี้มาเที่ยวแบบไม่ติ่ง…)

แต่เอาจริงๆ มันเป็นสะพานที่หน้าตาธรรมดามาก… เรามาอาราชิยามะหลายรอบแล้วไม่เคยซาบซึ้งกับสะพานนี้เลยทั้งๆ ที่เป็นสะพานที่ดังมาก มีรอบนี้ที่มาหลังจากดูโคนันและฟังเพลงของคุรากิไมไปเป็นร้อยรอบแล้วค่อยเริ่มอินกับสะพานมากขึ้นนิดนึง แม้ว่าสะพานมันก็หน้าตาเหมือนเดิมแหละ

อย่างไรก็ตาม ถึงจะเฉยๆ กับตัวสะพาน แต่เราชอบบรรยากาศริมฝั่งแถวๆ สะพานนะ มีคนมาเดินเล่นทำกิจกรรมโน่นนี่กันเยอะแยะดี บรรยากาศชิลๆ เหมาะกับการหาน้ำหาขนมมานั่งกินเล่น

เลยสะพานไปจะเจอด่านอรหันต์ซึ่งก็คือร้านค้า ร้านอาหารและร้านขนมจำนวนมากที่ตั้งเรียงรายตลอดทาง ถ้าหิวๆ มาคือหน้ามืดเดินเข้าทุกร้านแน่นอน เดินๆ ไปอีกสักพักจะเจอวัดเท็นริวจิ เป็นวัดมรดกโลกที่เก็บค่าเข้าชม ซึ่งเราไม่ได้เข้า ไปเดินดูด้านหน้าวัดอย่างเดียวก็พอใจแล้ว (จริงๆ คืองก)

เดินผ่านวัดมาอีกไม่ไกลก็ถึงไฮไลท์ของอาราชิยามะ ซึ่งก็คือป่าไผ่นั่นเอง!!

มาที่นี่กี่รอบก็คนเยอะมากกกกกกทุกรอบ นี่ขนาดตอนนี้เป็นปลายๆ หน้าร้อนซึ่งไม่ใช่ฤดูที่คนมาเที่ยวเกียวโตกันเยอะๆ นะ ไม่อยากจินตนาการว่าถ้ามาช่วงใบไม้ร่วงที่เป็นช่วงพีคจะหนาแน่นขนาดไหน แต่ป่าไผ่ที่นี่ก็สวยจริงๆ ชอบบบบบบ (≧ω≦)

ตอนก่อนเข้าป่าไผ่เห็นนักท่องเที่ยวยืนทายากันยุงด้วย แต่เดินเข้าไปจริงๆ ไม่มียุงเลยสักตัว…

ลัดเลาะป่าไผ่ไปเรื่อยๆ จะเจอทางแยก ทางนึงไปขึ้นรถไฟสายซากาโนะสำหรับนั่งชมวิวเลียบภูเขาและแม่น้ำ ส่วนอีกทางเป็นเส้นทางตัดผ่านภูเขากลับไปที่แม่น้ำแถวๆ สะพานโทเก็ตสึ ซึ่งการจะนั่งรถไฟนั้นต้องเสียตังค์ และฤดูนี้มันก็ไม่มีวิวอะไรให้ชมนอกจากใบไม้เขียวๆ (ปกติทางรถไฟสายนี้ฮิตมากช่วงใบไม้ร่วง) เราเลยไปเดินเล่นบนภูเขาดีกว่า

แต่ทางบนภูเขาก็ไม่มีอะไร (สรุปจะไม่มีที่ไหนมีอะไรเลยใช่มั้ย) คือเป็นทางชมธรรมชาติ มีต้นไม้เขียวๆ ร่มรื่นตลอดทาง ไม่มีไฮไลท์อะไรเป็นพิเศษ (จริงๆ มีจุดชมวิวที่มองลงไปเห็นแม่น้ำโฮซึ แต่วิวหน้าร้อนก็ธรรมดานะ) ถ้าอยากมาดูป่าไผ่แต่ขี้เกียจเดินเยอะควรเดินย้อนกลับไปทางเดิม แต่ถ้าอยากออกกำลังกายและสูดความเขียวชอุ่มให้เต็มปอดก็มาทางนี้แหละ ถูกต้องแล้ว

เดินไปจนสุดเส้นทางเดินเขาแล้วจะกลับมาแถวริมแม่น้ำซึ่งเดินตรงไปเรื่อยๆ จะกลับไปที่สะพานโทเก็ตสึ ริมแม่น้ำแถวนี้จะสงบเงียบกว่าแถวริมสะพานหน่อย มีร้านค้าให้ซื้อขนมและกาแฟกินได้ มีร้านกาแฟที่ดูชิคๆ หนึ่งร้านซึ่งมีคนต่อแถวเยอะมาก คาดว่าคงเป็นร้านดังเพราะทุกคนซื้อเสร็จแล้วตั้งอกตั้งใจถ่ายรูปแก้วกันใหญ่โต

ตอนแรกเห็นร้านกาแฟคิวยาวก็สนอกสนใจอยากลองมั่ง แต่จุดนั้นต้องการกินของคาวมากกว่าเพราะเดินเขามาเป็นชั่วโมง เหนื่อย หมดแรง สุดท้ายเลยไปฟาดอุด้งในร้านโลคอลร้านนึงแล้วตบด้วยเจลาโต้ร้านหน้าสะพาน ชื่อร้านชิมปาจิ เป็นร้านที่เพื่อนเสิร์ชกูเกิ้ลเจอตอนนั่งรถไฟมาอาราชิยามะ ซึ่งในเว็บของร้านบอกว่าเคยได้ที่สามในการประกวดเจลาโต้ที่อิตาลีด้วย ว้าววว ฟังดูดี มีเครดิต!!

เจลาโต้ร้านนี้มีทั้งรสเบสิกๆ จำพวกรสนม ช็อกโกแลต ไปจนถึงรสชื่อประหลาดๆ อย่าง รสท้องฟ้า (จริงๆ คือรสโซดาป๊อป) รสอาราชิยามะ (จริงๆ คือชาเขียวผสมอะไรสักอย่าง) รสที่เราซื้อมาคือรสท้องฟ้า ผสมรสซากุระโมจิ

รสท้องฟ้าอร่อยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก (≧д≦)(≧д≦) ตอนแรกไม่ค่อยศรัทธาเพราะนึกว่าเค้าตั้งชื่อรสแปลกๆ ให้คนสนใจจะได้ขายออก แบบเป็นกลยุทธ์ทางการตลาด ปรากฏว่าอร่อยเกินคาด ชอบมาก!! ส่วนรสซากุระโมจิรู้สึกไม่ค่อยน่าจดจำเท่าไหร่

กินเจลาโต้เสร็จก็เดินไปขึ้นรันเด็น (嵐電) เป็นรถรางเล็กๆ น่ารัก ค่ารถเที่ยวละ 220 เยนตลอดสายไม่ว่าจะลงที่ไหนก็ตาม

ที่สถานีรถรางมีป้ายรีลัคคุมะคอลลาโบะอะไรสักอย่างกับเกียวโตด้วย รีลัคคุมะใส่ชุดชินเซ็น นั่ลลั๊กกกกกกกกกกก♥♥

เรานั่งรถรางไปลงสถานีเรียวอันจิ สถานีเล็กมากกกกกก แทบไม่มีคนลงเลยทั้งๆ ที่บนรถรางก็มีคนเต็มไปหมด ประหลาดใจมากเพราะนึกว่าเรียวอันจิเป็นวัดสุดฮิตชื่อดังที่คนมาเที่ยวกันเยอะแยะ แต่ตอนเดินไปวัดนี่แทบไม่มีคนบนถนนเลยด้วยซ้ำ สงสัยเพราะวิธีเดินทางยุ่งยากกว่าวัดอื่นคนเลยไม่ค่อยมากันมั้ง

วัดเรียวอันจิเก็บค่าเข้าคนละห้าร้อยเยน ไฮไลท์ของวัดนี้คือสวนหินนิกายเซน เป็นสวนที่มีหิน 15 ก้อน แต่เท่าที่เปิดอ่านเว็บตอนนั่งอยู่หน้าสวน (ไม่มีการหาข้อมูลล่วงหน้าใดๆ…) ในเว็บบอกว่าไม่ว่ายังไงก็จะนับหินได้ 14 ก้อนเท่านั้น ต้องเป็นคนที่บรรลุอะไรสักอย่างถึงจะนับได้ 15 ก้อน ซึ่งเรานับได้ 14 เลยสงสัยว่าคนแรกที่รู้ว่าจริงๆ แล้วมันมี 15 ก้อนนี่เป็นใคร รู้ได้ไง ก้อนที่ 15 มีจริงมั้ย แต่ก็สงสัยแบบไม่จริงจังมาก ไม่ได้คิดจะหาคำตอบต่อ คาดว่าชั่วชีวิตนี้คงไม่มีวันบรรลุสัจธรรมจนมองเห็นก้อนที่ 15 แน่นอน

ความจริงแล้วสิ่งที่คิดระหว่างนั่งมองสวนหินไปสักพักคือ เอ๊ะ!! ที่นี่ใช่ฉากสวนหินในคัตสึเกคิโทเค็นรัมบุรึเปล่านะ!!!!!???? แต่เสิร์ชหาแล้วพบว่าไม่ใช่ จบเลย ความกระตือรือร้นหล่นวูบ

นอกจากสวนหินแล้ววัดนี้ยังมีมุมโน้นมุมนี้ให้เดินเล่นชมนกชมไม้มากมาย คนไม่พลุกพล่านเหมือนวัดฮิตๆ ในเมืองด้วย ดื่มด่ำกับความร่มรื่นได้อย่างสบายใจ เป็นอีกสถานที่ที่คิดว่าฤดูใบไม้ร่วงคงสวยมาก แต่มาหน้าร้อนก็เขียวชอุ่ม เดินสบาย ไม่ได้รู้สึกว่ามาผิดฤดูแต่อย่างใด

ออกจากวัดนี้ก็เดินไปดูแผนที่ตรงป้ายรถเมล์ตรงข้ามวัดว่าในละแวกใกล้เคียงมีวัดอะไรให้เราเดินไปดูอีก (เป็นการท่องเที่ยวที่แรนด้อมสุดๆ) พอเพื่อนเห็นคำว่าวัดนินนาจิอยู่ในป้ายก็กรี๊ดขึ้นมาแล้วบอกว่า เฮ้ย!! อยากไปวัดนี้!! เพราะเป็นวัดที่ถ่ายหนังเรื่องโอโอคุ (大奥) ที่นิโนะเล่น!! เอ้าาาาา งั้นก็ไปสิคะจะรออะไร

วัดนินนาจิอยู่ห่างจากเรียวอันจิไม่ไกลมาก เดินประมาณสิบกว่านาทีมั้ง เราเดินตามป้ายไปแบบงงๆ ไปโผล่ตรงประตูทิศตะวันออกของวัด ซึ่งมองผ่านประตูเข้าไปแล้วไม่เห็นอะไรเลย มีเพียงต้นไม้และความเวิ้งว้าง

ยืนลังเลกันอยู่พักใหญ่ว่าจะจ่ายห้าร้อยเยนเป็นค่าเข้าวัดดีมั้ย กูเกิ้ลกันหน้าประตูวัดเพื่อหาว่าวัดนี้มีอะไรน่าสนใจบ้าง หาไปหามาก็คุยกันว่านี่เรามายืนถึงหน้าประตูวัดแล้วนะ เข้าๆ ไปเถอะ ว่าแล้วก็จ่ายคนละห้าร้อยกันแบบงงๆ (สาเหตุหนึ่งที่ช่วยให้ตัดสินใจง่ายคงเป็นเพราะนิโนะเคยมาถ่ายหนังที่นี่)

เข้าไปในวัดแล้วก็ยังคงเดินดูกันแบบงงๆ คือเราเพิ่งรู้จักวัดนี้จากบนแผนที่เมื่อสิบกว่านาทีก่อนเลยไม่รู้จะไปทางไหนยังไงก่อนดี ไฮไลท์คืออะไรไม่รู้เลย พอเดินไปเจอประตูใหญ่ๆ ก็ไปสำรวจประตูกันก่อน และพบว่ามันคือทางออก ตึงงงงง เอ้า ถอยกลับเข้าวัดมาก่อนนนนน

ฝั่งตรงข้ามกับประตูใหญ่แบบไกลลิบๆ (วัดนี้อาณาบริเวณกว้างขวางมากกกกกก) มีประตูสีชมพูอีกบาน

เห็นแล้วก็เดินมาทะลุประตูนี้แทน เข้ามาเจอเจดีย์ห้าชั้นสุดอลังการ และอาคารอะไรสักอย่างที่ปิดซ่อมอยู่ และสิ่งก่อสร้างสีแดงสวยสดงดงามที่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร (สรุปไม่รู้อะไรเลยนอกจากนิโนะเคยมาที่นี่)

ทัศนาโซนหลังประตูสีชมพูเสร็จแล้วก็วกกลับมาตรงประตูใหญ่อีกครั้ง ด้านข้างประตูใหญ่จะมีทางเข้าเล็กๆ อยู่ เป็นทางเข้าไปโกะเท็น (御殿) เป็นอาคารญี่ปุ่นโบราณสุดกว้างขวาง มีสวนญี่ปุ่น มีทางเดินไม้ เราชอบที่นี่มาก!! (ชอบแบบไม่เกี่ยวกับการติ่งนิโนะแต่อย่างใด เพราะถึงจะเคยดูหนังเรื่องนี้แต่เราก็จำอะไรไม่ได้เลยนอกจากคอสตูมกรุยกรายและตอนจบ) เป็นวัดที่รู้สึกว่าห้าร้อยเยนคุ้มค่าคุ้มราคา และตรงนี้แหละที่เป็นฉากถ่ายหนังเรื่องโอโอคุ!!

วัดนี้คนบางตายิ่งกว่าเรียวอันจิ แต่อาจเป็นเพราะเราไปตอนวัดใกล้ปิดแล้วก็ได้ วัดปิดห้าโมง กว่าเราจะเข้าไปตรงโกะเท็นก็สี่โมงกว่าๆ แล้ว เดินวนไปวนมาอยู่ในนั้นกันพักใหญ่ (เพื่อนเราดื่มด่ำกับที่นี่มาก พูดด้วยดวงตาเป็นประกายวิบวับว่านิโนะเคยมายืนตรงนี้) เป็นวัดที่เพิ่งรู้จักกันเมื่อกี้แต่ชื่นชอบมาก รู้สึกมีอะไรให้ดูเยอะดี

ออกจากวัดนี้ก็นั่งรถบัสหน้าวัดกลับเข้าไปลงที่คาวาระมาจิ แล้วเดินไปกินชาเขียวร้านสึจิริ (辻利) ตรงแถวๆ เกือบถึงกิอง ร้านนี้ก็เหมือนร้านชาเขียวอื่นๆ คือมีเมนูชาเขียวมากมายหลายอย่างให้เลือกสรร ทั้งขนมไส้ชาเขียว น้ำชาเขียว ไอศกรีมชาเขียว ฯลฯ เราสั่งชาเขียวปั่นมากินแล้วพบว่าวิปครีมอร่อยมาก (*´ω`*)

กินเสร็จก็ไปเดินย่อยอาหารที่กิอง กิองตอนกลางคืนสวยนะ แต่คนก็เยอะมาก…. อันที่จริงในเมืองเกียวโตนี่เดินไปทางไหนก็คนเยอะแหละ ทำใจ 5555555

เดินไปเดินมา เพื่อนเจอร้านขนมร้านนึงแล้วกรี๊ดมาก ชื่อร้านอุชิวากะมารุ เพื่อนบอกว่าเป็นร้านที่โอจัง (=โอโนะซาโตชิ วงอาราชิ) เคยมาถ่ายรายการ!!! ว่าแล้วเพื่อนก็พุ่งเข้าไปซื้อชูครีมมาสองชิ้นอย่างรวดเร็ว

แม้วันนี้จะมาเที่ยวแบบไม่ติ่ง แต่ถ้าใจจะติ่ง คนเราก็ติ่งได้ตลอดเวลาจริงๆ 555555555

และแล้ววันเดย์ทริปคราวนี้ก็จบลงที่ร้านเนื้อย่าง เพราะตอนเดินผ่านกิองมีร้านสเต็กร้านนึงส่งกลิ่นเย้ายวนใจมากกกกกกกกกกก แต่สเต็กแถวกิองราคาเกินเอื้อมไปหน่อย (มีร้านนึงจานละเป็นหมื่นเยน เอื๊อกกกกก กินแล้วคงไม่กล้าขับถ่ายของเสียไปอีกเจ็ดวัน) ติ่งผู้ยากไร้อย่างพวกเราจึงซมซานเดินหากิวคาคุซึ่งเป็นร้านเนื้อย่างที่ราคาเอื้อมถึงและมีบุฟเฟ่ต์ให้กิน ก่อนจะเจอกิวคาคุสาขานึงอยู่ใกล้ๆ สถานีฮันคิวคาวาระมาจิเลยจ้าาา สวรรค์มาโปรดดดดด

ข้อสรุปที่ได้จากทริปวันนี้คือ

  • เกียวโตช่วงปลายหน้าร้อนก็ดีนะ
  • ไว้จะลองมาช่วงใบไม้ร่วงบ้าง
  • เนื้อย่างเยียวยาได้ทุกความเหนื่อยล้า

金色のコルダ 星奏学院祭 6

เมื่อวันก่อนไปเซย์โซกักคุอินไซ 6 มาแหละ!

ปีนี้จัดที่ Pacifico Yokohama เหมือนเดิม สมัครตั๋วเกรด SS เหมือนเดิม ได้ไปแค่รอบเดียวเหมือนเดิม จริงๆ แล้วสมัครไปสามรอบจากทั้งหมดสี่รอบ แต่ได้มาแค่รอบเย็นวันเสาร์ซึ่งเป็นรอบที่อยากได้มากที่สุด ก็ถือว่าโอเคแหละ แม้จะเสียดายรอบสุดท้ายก็ตาม T_T

สิ่งที่เสียดายมากๆ คือปีนี้คุณมิยาโนะมาโมรุไม่มาเลยสักรอบ ฮืออออ เมนอันดับหนึ่งในคอร์ด้าของเราคือคาจิคุง แต่ในเมื่อคนพากย์เมนอันดับหนึ่งไม่มา งานนี้เราไปกรี๊ดคนที่ชอบมากที่สุดในคอร์ด้า 3 แทนก็ได้ พี่โทโนะะะะ♥

ตอนแรกตั้งใจจะเขียนจดหมายไปให้มาเอโนะด้วย แต่พอใกล้ๆ วันก็ขี้เกียจ… สุดท้ายเลยเตรียมของขวัญกับจดหมายไปให้ทาเคอุจิคุงคนเดียว (อีกแล้ว) แต่คราวนี้ไม่ได้ให้ของกินแล้วนะ 5555555 งานนี้เลือกให้น้องก่อนเพราะใกล้วันเกิดน้องเลยอยากเขียนจดหมายแฮปปี้เบิร์ธเดย์ ส่วนของให้มาเอโนะเอาไว้งานหน้านะคะ

อีเวนท์นี้ไม่เหมือนอีเวนท์อื่นๆ อย่างนึงคือปกติอีเวนท์ส่วนใหญ่เค้าจะมีกล่องเขียนชื่อนักพากย์วางตรงทางเข้า ใครเอาของอะไรมาให้ก็แค่ไปหย่อนไว้ แต่อีเวนท์นี้จะมีสต๊าฟคอยเฝ้าโต๊ะรับของขวัญ เวลาจะฝากต้องบอกสต๊าฟว่าจะฝากให้ใคร ตอนยื่นของให้สต๊าฟแล้วบอกว่า ฝากให้ทาเคอุจิซังหน่อยค่ะ ก็เขินนิดๆ บอกไม่ถูก//// (ไม่รู้จะเขินทำไม ไม่ได้ยื่นให้เจ้าตัวโดยตรงซะหน่อย…….)

ฝากของให้ทาเคอุจิคุงเสร็จก็เดินเสพบรรยากาศหน้างาน ถ่ายรูปโน่นนี่นั่น เดินดูดอกม้งดอกไม้ไปเรื่อยเปื่อย ดอกไม้หน้างานเยอะมาก หลากหลายขนาดหลายสไตล์ เดินดูไปเรื่อยๆ ก็เพลินดี (*´∀`*)

พอเข้าไปด้านในก็จะเจอโซนขายของ ตอนแรกว่าจะมาแบบยากไร้ ไม่ซื้ออะไรติดมือกลับไปด้วย แต่พอไปเดินวนดูของเล่นๆ แล้วเห็นหน้าเคนนุในแพมเฟลตก็หน้ามืดตามัวหยิบแพมเฟลตมาพร้อมกับพวงกุญแจคาจิคุงสองอัน… ซึ่งมีอันนึงซื้อซ้ำกับปีที่แล้ว ฮ่วยยย 555555555 แต่ไปอีเวนท์คอร์ด้าทีไรต้องซื้อกู๊ดส์คาจิคุงติดมาด้วยทุกที กลายเป็นธรรมเนียมส่วนบุคคลไปแล้ว

ซื้อของเสร็จแล้วยังมีเวลาเหลืออีกเยอะแยะก่อนงานเริ่มก็เลยไปเดินเล่นรอบๆ แปซิฟิโค่หนึ่งรอบ ชอบบรรยากาศแถวนั้นจังเลย ชอบมินาโตะมิไรจังเลยยย (≧∀≦) เสียดายคราวนี้มีเวลาไม่มากเลยไม่ได้แวะไปที่อื่นๆ แถวนั้น ฮืออออ

เดินเล่นเสร็จกลับมาหน้างานอีกทีตอนห้าโมงครึ่ง คราวนี้ในฮอลล์มีคนมารอเข้างานเต็มไปหมด แต่เพราะมีทางเข้าหลายทางแบ่งไปตามโซนที่นั่งก็เลยใช้เวลารอเข้าฮอลล์ไม่นาน ปีนี้ที่นั่งเราอยู่แถว 28 ซึ่งจะว่าใกล้ก็ใกล้ จะว่าไกลก็ไกล คือมันไม่ถึงขั้นใกล้จนน่าตื่นตาตื่นใจเหมือนที่นั่งปีที่แล้ว แต่ก็ไม่ถึงขั้นไกลจนต้องมองแต่จอบนเวทีอย่างเดียว และไม่รู้ทำไมได้ที่นั่งติดทางเดินอีกแล้ว เป็นคนมีดวงนั่งติดทางเดินตลอด แทบจะทุกอีเวนท์เลยมั้งเนี่ย 55555555

รอบที่เราไปนี่เป็นรอบที่ feat. คอร์ด้า 3 ซึ่งขอสารภาพว่าเราจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ารอบนี้มีใครมามั่ง รู้แต่เคนนุมา มาเอโนะมา ทาเคอุจิคุงมา มิยาโนะมาโมรุไม่มา จำได้แค่นี้…… แต่พอเข้าไปนั่งแล้วเสียงทักทายก่อนเริ่มเป็นเสียงอามามิยะคุงกับอาราตะคุงจากคอร์ด้า 4 ตอนนั้นเลยตกใจว่า อ้าวววว อ้าววววววววว หรือว่ามิยาโนะมาโมรุมาด้วยยยย!!!??? ตกใจแล้วก็รีบเปิดเว็บเนโอโรมานซ์เช็กด่วนจี๋ ก่อนจะพบชื่อมิยาโนะมาโมรุอยู่ตรง 映像出演 ….คือจะมาแค่วีดิโอนั่นเอง เห็นแล้วก็เก็บมือถือลงกระเป๋าเงียบๆ อย่างเศร้าๆ ฮืออออออ อยากเจอคาจิอาโออิบ้างอะไรบ้าง ฮืออออออออออ (;__;)

เสียงทักทายตอนเริ่มจบแล้วไฟในฮอลล์ก็ดับลง แล้วฮิราบายาชิ ริวซังซึ่งเป็นนักดนตรีเจ้าประจำของคอร์ด้าก็ออกมาร้องอะแคปเปลล่าเพลง Salut d’Amour จุดนั้นรู้สึกว่าคอร์ด้าชักจะใช้ฮิราบายาชิซังคุ้มเกินไปละ ใช้เล่นเปียโน คอนดัคท์ พากย์เสียงเป็นอาจารย์ในเกม แล้วนี่ยังจะจับมาร้องเพลงเปิดงานอีกเรอะะะะ!!?? ฮิราบายาชิซังก็อเนกประสงค์เกิ๊น อะไรจะทำได้ทุกอย่างขนาดนี้คะะะะ

เพลงจบแล้วแคสท์ก็ออกมาโชว์ตัวพร้อมกันหนึ่งรอบ ตอนออกมานี่ไม่มีการพูดทักทายนะ แค่ออกมาทีละคน แล้วพอกล้องซูมหน้าขึ้นจอ ทุกคนก็จะทำหน้าตลกๆ หรือโพสท่าอะไรสักอย่าง พวกคนแรกๆ ตลกกันมาก 555555555 คือฟุคุจุนออกมาคนแรกแล้วทำหน้าตลกก่อน คนอื่นๆ เลยตลกตาม ขำมากตอนทาเคอุจิคุงทำหน้าเลียนแบบมิยาโนะมาโมรุ แบบนี้ ↓

น้องออกมาไม่ทันพูดอะไรก็ตลกเยอะมาก เลเวลอัพขึ้นมาก เลียนแบบเหมือนมาก 5555555555555 ส่วนเคนนุกับมาเอโนะไม่ได้ทำหน้าตลกเหมือนคนอื่น แต่ออกมายิ้มและโบกมือ คือแบบบบบ ตายยยยยยยย เราตาย แค่นั้นเราก็ตายแล้ว โอ๊ยยยยยยยย (///ー///)

แนะนำตัวเสร็จก็เป็นช่วงพากย์สด เริ่มจากเมนดราม่า เนื้อเรื่องคราวนี้คือหนุ่มๆ จากคอร์ด้า 3 ไปได้เครื่องดื่มที่จะช่วยเพิ่มโชคด้านความรักมา แล้วทุกคนก็ดื่มเข้าไป พอดื่มแล้วแต่ละคนจะกลายเป็นคนซื่อตรงกับใจตัวเอง สารภาพรักกับนางเอกอย่างไม่สามารถห้ามใจตัวเองได้ …ช่างคิดมาได้นะพลอตนี้ 555555555 ฉากที่แต่ละคนสารภาพรักกับนางเอกตลกมากกกกกกกกกกกก คือทุกคนจะพูดความในใจออกมาคนละประโยค แต่นางเอกภาคนี้เป็นคนบื้อๆ เลยไม่เก็ทว่าโดนสารภาพรัก แล้วก็จะตอบทุกคนแบบตลกๆ อย่างเช่น เคียวยะบอกว่าไม่อยากให้นางเอกทำข้าวกล่องให้คนอื่นนอกจากตัวเอง นางเอกก็จะตอบว่า อ๋อ เคียวยะอยากได้กับข้าวมากกว่าคนอื่นใช่มั้ย! อะไรแบบนี้

สงสารสุดตอนที่จิอากิพูดชัดเจนว่ามาเป็นคู่หมั้นของฉันซะ (ใช้คำว่า ฟิอันเซ่ ด้วยนะเออ แฟบิวลัสสมเป็นหนุ่มจินนัน) แต่ตอนนั้นนางเอกจามออกมาพอดีเลยไม่ได้ยิน จิอากิเงิบแรงมาก น่าสงสารกว่าคนอื่นอีก 555555555

ทีนี้พอทุกคนดื่มเสร็จ สารภาพรักเสร็จ จิอากิก็บอกว่าขวดสุดท้ายที่เหลือต้องใช้ให้คุ้มค่า แล้วก็ให้นางเอกเอาไปให้เมียวงะบุโจดื่ม ปรากฏว่าเมียวงะบุโจดื่มแล้วก็ทำตัวเหมือนเดิม พูดจาเย็นชาใส่นางเอกเหมือนเดิม ทุกคนเลยได้ข้อสรุปว่าความในใจของเมียวงะก็เป็นแบบนั้นแหละ นั่นก็เป็นวิธีการแสดงความรักแบบนึง

ขำตรงที่จิอากิบอกว่าขวดสุดท้ายต้องใช้ให้คุ้ม แต่ไหงเอาไปให้เมียวงะบุโจเฉยเลย ทำไมไม่ให้ฮินะจังดื่ม บื้อหรือบื้อเนี่ยยยยย

จบเมนดราม่าแล้วสามหนุ่มหน้าใส Infini ก็ออกมาขายกู๊ดส์หน้างานนิดหน่อย ต่อด้วยมินิดราม่าของสึจิอุระ คานายัน โอซากิเซมไป อันนี้เนื้อเรื่องมาแนวโลกคู่ขนาน เป็นโลกที่หนุ่มๆ ในคอร์ด้าประกอบอาชีพไอดอล สึจิอุระกลุ้มใจที่ต้องจับคู่ดูโอ้กับสึกิโมริคุงแต่มีแนวคิดเรื่องแฟนเซอร์วิสไม่ตรงกัน สึจิอุระอยากเซอร์วิสให้เต็มที่ แต่สึกิโมริมองว่าแค่โบกมือให้นิดหน่อยก็พอแล้ว สึจิอุระเลยมาปรึกษาคานายันกับโอซากิเซมไปว่าควรทำยังไงดี อันนี้ตลกคานายันมาก ชอบมาก อยากเห็นคานายันเป็นไอดอลจริงๆ ขึ้นมาเลย 555555555

จบมินิดราม่าก็เป็นช่วงไลฟ์ ซึ่งเพลงแรกในวันนี้ได้แก่ VERY BERRY เพลงใหม่ของทาคุมิคุงงงง อ๊ากกกกกกกกกกกก กรี๊ดดดดดดดดด ได้ฟังทาเคอุจิคุงร้องโซโล่สดๆ แล้วววววววว น้ำตาจะไหลลลลล ก่อนงานเริ่มเราลุ้นเยอะมากว่าจะได้ฟังมั้ยเพราะปีที่แล้วน้องไม่ได้ร้องโซโล่รอบที่เราไป ปีนี้ได้ฟังซะที ในที่สุดดดดดดดด (;___;)

ส่วนสไตล์การร้องเพลงของน้องก็ยังคงชะไร่เหมือนเดิม แหม่ เอ็นดู๊เอ็นดู 55555555555555 เสียดายนิดนึงตรงที่รอบนี้ทาเคะคุงไม่ได้พากย์สดเลย เพราะมันเป็นรอบคอร์ด้า 3 ส่วนเซนเซที่น้องพากย์เป็นตัวละครจากภาค 4 แต่ไม่เป็นไร ได้ฟังน้องโซโล่ก็อิ่มอกอิ่มใจแล้ว (〃ω〃)

อีกสองเพลงเป็นเพลง SKYWALKER ของคิระซังกับ BELIEVE ของสึจิอุระคุง ตอนอุจิดะซังร้องเพลง SKYWALKER มีการคุกเข่าให้คนดูด้วย ฮรือออออ ผอ.ขราาาาาา

ช่วงถัดมาเป็น Situation Message รอบแรก ช่วงนี้จะให้นักพากย์แต่ละคนออกมาพากย์สถานการณ์ที่หนุ่มๆ ไปเดทกับนางเอกในเทศกาลหน้าร้อน อันนี้ต้องลุ้นกันนิดนึงว่าจะได้ฟังใครมั่ง เพราะนักพากย์มากันเยอะมาก จะพูดทุกคนคงเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว

ช่วงนี้รอบแรกมีริทสึคุง ฮารุโตะ เคียวยะ ยูกิฮิโระ เซ็ตนี้ประทับใจเคียวยะสุด น่ารักมากกกกกกกกกกก อันของเคียวยะคือเคียวยะกับนางเอกไปเดทในงานเทศกาลด้วยกันแล้วมีคนมาจีบนางเอก เคียวยะเลยช่วยปกป้อง ……ทำไมพิมพ์ออกมาแล้วมันฟังดูธรรมดาจัง แต่ตอนฟังมันก๊าวมากเลยนะ 5555555555 ของคนอื่นก็ดีมาก เขินมาก เสียดายตรงที่ไม่มีของพี่ไดจิกับจิอากิ อยู่รอบอื่นกันสินะะะะ ฮืออออ

หลังจากนั้นเป็นช่วงวาไรตี้ คราวนี้เป็นทอล์กเรื่อยเปื่อยแบบกำหนดหัวข้อมาให้แล้วให้นักพากย์คุยกันเองตามหัวข้อ มีฟุคุจุนเป็นผู้ดำเนินรายการ คราวนี้แปลกอย่างนึงคือให้นักพากย์ออกมาไม่กี่คน ไม่เหมือนปีก่อนๆ ที่ช่วงวาไรตี้จะให้ออกมากันครบทุกคน คราวนี้มีแค่ฟุคุจุน อิโต้เคนซัง โคนิชิซัง ทาเคอุจิคุง เรโกะซัง อาเคมิซัง ทานิยามะซัง ฮินจจิ และเคนนุ (ทำไมมาเอโนะไม่ออกมาาาา ทำไมมมมมมมมม)

การให้ฟุคุจุนเป็นพิธีกรนี่เราว่าเหมาะมาก เค้าเป็นคนมีสกิลพิธีกรสูง รู้จังหวะเล่นมุก รู้จักโยนคำถามอย่างทั่วถึง เอนเตอร์เทนเก่ง เหมาะสุดละคนเนี้ย

หัวข้อแรกช่วงวาไรตี้จำได้แบบพร่าเลือนว่าเป็น เรื่องที่ใจเต้นในช่วงนี้ อะไรประมาณนี้มั้ง ทานิยามะซังเล่าเรื่องที่ได้เจอนักร้องที่ชอบมากที่ร้านสแน็กแถวบ้านและได้ขอลายเซ็น ทาเคอุจิคุงฟังแล้วประทับใจจนลุกขึ้นจ้องหน้าทานิยามะซังตาโตเลย น่าร้ากกกกกก////

หัวข้อที่สองคือ ให้เล่นงานผู้ชมจน KO ในครั้งเดียว อันนี้ทาเคอุจิคุงโดนคนแรก ตอนที่ทุกคนเงียบแล้วรอให้น้องพูดนี่เราลุ้นมาก ปรากฏว่าน้องเงียบไปแป๊บนึงแล้วพูดว่า 「家族になろうよ」 ด้วยเสียงแบบป๋าฟุคุยามะ ขำเยอะมาก ขำแบบแทบไหลไปกองบนพื้น มุกนี้เด็ดจริง 55555555555555 แล้วใครสักคน น่าจะทานิยามะซังมั้ง? ก็บอกให้น้องพูดคำว่า “อันจัง” อีกแล้ว โอ้ย ลุงๆ พวกนี้นี่ก็ชอบให้น้องเลียนแบบป๋าฟุคุยามะจริงจริ๊ง 555555555555555555

ถัดจากทาเคอุจิคุงเคนนุก็โดนต่อ เคนนุมายืนหน้าทาเคอุจิคุงแล้วพูดว่า「家族になりたくないか」หรืออะไรประมาณนี้ จำได้ไม่แม่นแต่มีคำว่า「家族に」แน่ๆ พอเคนนุพูดเสร็จทาเคอุจิคุงลุกขึ้นมาทำหน้าเหวอเลย ลุงๆ เลยแซวกันว่าทาเคอุจิคุงทำเหมือนเป็นเจ้าของมุกนี้ไปแล้ว ไปๆ มาๆ ทาเคอุจิคุงกับเคนนุก็กอดคอกันโค้งให้คนดูหนึ่งที น่าร้ากกกกกกกกกกกก (≧ω≦)

คนสุดท้ายในหัวข้อนี้คือฮินจจิ ฮินจจิยกมือบอกว่าอยากพูด แล้วก็ออกมาพูดว่า อีเวนท์คอร์ด้าคราวหน้าค่าตั๋วจะลดลงครึ่งนึง!! เป็นไงล่ะ KO กันใช่มั้ยล่ะ!!! พอฮินจจิกลับไปนั่งที่ ทานิยามะซังเลยแซวว่า งั้นค่าตัวนายก็ลดลงครึ่งนึงด้วยนะ เอามั้ยล่ะ 55555555555555

หัวข้อสุดท้ายคือ ของที่ซื้อมาเพราะใจเต้นในช่วงนี้ อันนี้ฟุคุจุนให้สาวๆ พูด เรย์โกะซังบอกว่าตัวเองชอบแมวมาก คอยเก็บหนวดแมวที่ร่วงในบ้านใส่กล่อง เมื่อไม่นานมานี้ก็เพิ่งซื้อกล่องเก็บหนวดแมวมาแหละ! ฟังแล้วรู้สึกว่าน่ารักดี เพิ่งรู้ว่ามีกล่องสำหรับเก็บหนวดแมวโดยเฉพาะขายด้วย ความรู้ใหม่

จบช่วงวาไรตี้แล้วมีมินิดราม่าอีกอันนึง อันนี้เป็นเรื่องทานาบาตะของฮาโกดาเตะอามาเนะ โอ๊ยยยยยยยยยย แค่ขึ้นจอมาว่าเป็นดราม่าของโรงเรียนนี้เราก็จะเป็นลมแล้ว ฮือออออออ ดีใจจังที่ได้ตั๋วรอบนี้ (;____;)

มินิดราม่าอันนี้เป็นเรื่องคำขอในวันทานาบาตะ สตอรี่คือเนียกลับบ้านมาเจอโทโนะกับโซระกำลังตั้งหน้าตั้งตาเขียนคำขอในวันทานาบาตะ ซึ่งคำขอมีแต่เรื่องของกินทั้งสิ้น เด็กพวกนี้นี่ 55555555555 แล้วจู่ๆ เนียก็พูดขึ้นมาว่า ยิ่งแขวนคำอธิษฐานไว้สูงเท่าไหร่ก็จะยิ่งมีโอกาสเป็นจริงมากเท่านั้น โทโนะเลยจะปีนขึ้นไปแขวนไว้บนสุด ปรากฏว่ามีป้ายขอพรแขวนอยู่ก่อนแล้วคือของนางเอก โซระกับเนียเลยยุให้แอบอ่าน โทโนะก็อ่านออกเสียงว่า “ขอให้ได้อยู่ด้วยกันสี่คนแบบนี้ตลอดไป” จบ โอยยยยยยยยยยย โอ๊ยยยยยยยยยยยยยยย ฟังจบแล้วร้องไห้เลย ร้องไห้ระดับที่ต้องหยิบทิชชู่ขึ้นมาเช็ดหน้า ฟังแล้วเนื้อเรื่องในเกมลอยมาเป็นฉากๆ คิดถึงภาคฮาโกดาเตะอามาเนะมากกกกก อยากเล่นขึ้นมาเลย ฮือออออออ ภาคนี้เป็นภาคที่เราชอบที่สุดในภาคต่างๆ นานาของภาค 3 แล้ว ชอบทั้งเนื้อเรื่อง ตัวละคร บรรยากาศ ความลึกลับ ความร้าวราน เพลงที่ใช้บรรเลง ชอบทุกอย่างเลย มันดีมากจริงๆ โฮววววว T__T

จบมินิดราม่าของฮาโกดาเตะอามาเนะแล้วมีบรรเลงเพลง 庭の千草 ต่ออีก เพลงนี้เป็นเพลงที่ใช้ในเกม ฟังแล้วก็ร้องไห้วนไปค่ะะะะ ได้ยินเสียงสูดน้ำมูกฟึดๆ มาจากรอบด้าน รู้สึกอบอุ่น ทุกคนคงเข้าใจความรู้สึกของกันและกันใช่มั้ย ฮือออออออ

เพลงจบแล้วตามด้วย Situation Message รอบสอง หัวข้อยังเป็นเทศกาลในฤดูร้อนเหมือนเดิม รอบนี้มีของเมียวงะบุโจ เนีย โซระ และโทโนะ โอยยยยยย อามาเนะะะะะะะ เลิฟยูออลลลลลลลลลลลลลล

ขอสารภาพว่าจำไม่ได้ว่าเมียวงะบุโจพูดอะไร นึกไม่ออกเลย นี่ขนาดชอบเมียวงะบุโจมาก 5555555555 แต่จำของฮาโกดาเตะอามาเนะทั้งสามได้แม่นมาก!! สถานการณ์ของเนียคือไปดูดอกไม้ไฟด้วยกันที่สวนสาธาณะ แล้วเนียก็บอกว่าดีจังที่สำรวจสถานที่ดีๆ มา คราวหน้าก็ต้องตั้งใจหาข้อมูลแล้ว จะได้ครอบครองรอยยิ้มของเพื่อนสนิทอย่างเธอเอาไว้คนเดียวไงล่ะ (โอยยยยย ท่านเนียสุดหล่ออออออออ)

ส่วนของโซระก็ไปดูดอกไม้ไฟด้วยกันอีกนั่นแหละ แต่โซระจะซึนเดเระใส่นางเอกหน่อยๆ เคนนุแอคติ้งโคตรดี โคตรอินกับบทบาท เสียงตอนพากย์สดก็ดี๊ดี ดีใจจังได้ฟังเคนนุพากย์สดซะที (เพิ่งตระหนักได้ตอนที่เขียนอยู่นี่แหละว่าเราไม่เคยฟังเค้าพากย์แบบสดๆ ด้วยหูตัวเองมาก่อนเลย…….)

ของโทโนะก็ดี น่ารักกกกก มีการให้นางเอกขี่หลังด้วย มาเอโนะพูดว่าจะให้ขี่หลังแล้วก็ย่อตัวลงทำท่ารอรับนางเอก สุดคิววววววททท์!! อันของโทโนะเราชอบตรงที่พูดประมาณว่า มีความทรงจำร่วมกับเธอมากขึ้นอีกอย่าง กับ ฉันจะทำให้ความปรารถนาของเธอเป็นจริงไม่ว่ากี่ครั้งก็ตาม โอยยย สิ่งเหล่านี้คือดีอะะะะ ดีมากกกกกก ฮืออออ คิดถึงเกมภาคนี้มากๆๆๆๆ โอ๊ยยยยย ใครเขียนบทดราม่าในอีเวนท์นี้คะะะะ เอามีดมาแทงกันเลยดีกว่า ร้าวรานมาก บีบหัวใจมาก แต่ก็มีความสุขที่ได้เจอทั้งสามคนจากฮาโกดาเตะอามาเนะอีก ฮืออออออออ ขอบคุณค่ะะะะ (;___;)

หลังจากนั้นเป็นช่วงไลฟ์อีกรอบ คราวนี้มีเพลง Waterside Harmony ของฮารุโตะกับโซสุเกะคุง, 夜空のナイル ของโซระ, 恋い蛍 ของโฮเซ และปิดด้วย WINGS TO FLY ของ Maestro Fields

ตอนอินโทรเพลง 夜空のナイル ขึ้นมานี่กรี๊ดหนักมากกกกกกกกก คิดอยู่แล้วแหละว่าเคนนุคงได้ร้องสักเพลงเพราะเซย์โซไซรอบนี้เคนนุมาแค่รอบเดียว แต่พออินโทรเพลงขึ้นมาจริงๆ ก็ดีใจแทบสิ้นสติ นอกจากได้ฟังพากย์สดแล้วยังได้ฟังเพลงอีก รอบนี้ช่างดีงามเหลือล้นพ้นประมาณ แล้วเคนนุก็ร้องสดเทพมากกกกกกก โฮวววววววววว แต่หลังจากนั้นพอ WINGS TO FLY ขึ้นเราแอบใจแป้วนิดนึงเพราะจริงๆ แล้วเราโลภ อยากฟังมาเอโนะร้องเพลงด้วย 555555555 พอเพลง WINGS TO FLY ขึ้นเลยคิดว่าคงไม่มีเพลงแล้วแหละมั้ง แล้วพอจบเพลงนี้ทุกคนก็ออกมาพูดอำลาสั้นๆ เป็นอันเกือบจบงาน (แอนี่เวย์ เพลง WINGS TO FLY นี่ทานิยามะซังแดนซ์ได้กรีดกรายมากและดีดมากเหมือนเคย มองเพลินสุดละ)

ทว่า!!!!! หลังจากนักพากย์ออกมาร่ำลาแล้ว เพลงแรกของอังกอร์คือเพลงโฮชิยูเมะเมกุริของโซระกับโทโนะจ้าาาาาา โอ้ยยยยยยยยยย กราบบบบบบบ แค่อินโทรขึ้นก็ขนลุกเกรียวไปหมด ชอบอะ ชอบ ชอบบบบบบ ชอบเพลงนี้ ชอบฮาโกดาเตะอามาเนะ ชอบเคนนุ ชอบมาเอโนะ ชอบไปหมด ฮืออออออออออออ แล้วสองคนนี้ร้องคู่กันคือดีมาก ทั้งสองคนสุดจะคีพคาแรคเตอร์ เคนนุทำหน้าปวดร้าวหัวใจตลอดเวลาสมเป็นโซระ ส่วนมาเอโนะก็ทำหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสขี้เล่นหน่อยๆ สมเป็นโทโนะ ดีจังที่โซระกับโทโนะได้สองคนนี้มาพากย์

จริงๆ เราแอบอยากฟัง LILA LAVANDULA LILA เวอร์ชั่นฮาโกดาเตะอามาเนะมากกว่าโฮชิยูเมะเมกุรินิดหน่อย เพราะเราชอบเนียเวลาอยู่โรงเรียนนี้มากๆๆๆ เลยอยากเห็นทั้งสามคนร้องเพลงด้วยกัน แต่เดาไว้แล้วแหละว่าคงไม่ร้องเพลงโรงเรียนหรอก เพราะถ้าจะร้องคงต้องร้องกันทุกโรงเรียนเพื่อความเสมอภาค เพราะงั้นได้ฟังโฮชิยูเมะเมกุริก็รู้สึกขอบคุณและปลาบปลื้มใจมากๆ แล้ว เพลงไหนก็ดีหมดอะ ฮือออออออ รักกกกกก

ส่วนเพลงสุดท้ายเป็นเพลง BLUE SKY BLUE ซึ่งทุกคนออกมาร้องด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา พอออกมากันหมดแล้วไม่รู้จะมองใครก่อนดี ตาลายไปหมด ที่เขียนๆ มานี่ดูเหมือนกรี๊ดอยู่ไม่กี่คนแต่เอาจริงๆ เรารักคอร์ด้าแฟมิลี่ทุกคนเลย ชอบเวลาเมมเบอร์นี้อยู่ด้วยกัน บรรยากาศมันอบอุ่นมาก ฮือออออ อีเวนท์คราวนี้ก็กรี๊ดทุกคนเยอะมาก อยากเก็บรายละเอียดจ้องมองทุกคนให้มากที่สุดแต่ทำไม่ได้ สุดท้ายเลยใช้วิธีใครเดินมาฝั่งเราก็มองคนนั้นแหละ 55555555555

ตอนร่ำลาจำไม่ค่อยได้ว่าใครพูดอะไรมั่ง สมองมัวแต่อ้อยอิ่งอยู่กับสตอรี่ต่างๆ ของฮาโกดาเตะอามาเนะ แต่จำของฮินจจิได้แม่นสุดเลย ฮินจจิบอกว่าเห็นฮาโกดาเตะอามาเนะวันนี้แล้วอยากให้มีอีเวนท์อามาเนะอีกจังเลย กรี๊ด พูดได้ดีมากค่ะฮินจจิ!!!! จัดเลย!!!!! จัดเมื่อไหร่ไปแน่!!!!!!

นอกจากนั้นตอนอังกอร์ก็มีการฉลองออกอีเวนท์เนโอโรมานซ์ครบร้อยครั้งให้อุจิดะซังด้วย มีเค้กฉลองให้ด้วยนะ ตอนสต๊าฟเข็นเค้กออกมาทุกคนดูตื่นตาตื่นใจมาก ทาเคะคุงท่าทางสนอกสนใจตื่นเต้นจนตาโตอีกแล้ว เคนนุกับมาเอโนะที่ยืนอยู่ไกลๆ ก็ชะเง้อชะแง้แลดูเค้กกันใหญ่ น่าร้ากกกกกกกก (≧ω≦) ส่วนฟุคุจุนกับโคนิชิซังก็จ้องจะจกเค้กมากินก่อนคนอื่นตลอดเวลา โอ๊ยขำ ทำไมเป็นคนแบบนี้!!!

พออีเวนท์จบกลับมาอ่านรีพอร์ทรอบอื่นๆ แล้วก็เสียดายที่ไม่ได้ไปรอบอื่นด้วย โฮววว อยากฟังมาเอโนะร้อง It’s Magical แบบสดๆ มั่งอะะะะ พี่โทโนะะะะะะะะะ (;____;) แต่ไม่เป็นไร ไว้แก้ตัวในอีเวนท์อามาเนะ ถ้าจัดจริงต้องไปให้ได้!!

อยากเล่นภาคฮาโกดาเตะอามาเนะอีกจัง ฮือ