SENDAI (1)

ไปเที่ยวแถบโทโฮคุมาตั้งแต่ต้นเดือนมีนาที่ผ่านมา ค่อนข้างชอบภูมิภาคนี้แม้จะได้ไปแค่ไม่กี่เมืองและฟ้าฝนไม่ค่อยเป็นใจเท่าไหร่ เลยมาจดบันทึกการเดินทางแบบคร่าวๆ เอาไว้ซะหน่อย

การเดินทางไปเซนไดคราวนี้เรานั่งเครื่องบินไปจากโอซาก้า ใช้เวลาชั่วโมงนิดๆ ก็ถึงละ สุดสะดวกสบาย ขึ้นเครื่องปุ๊บหลับปั๊บ ตื่นมาอีกทีถึงเซนไดแล้ว แม่เราซึ่งนั่งเครื่องคนละลำกันบอกว่าเครื่องบินผ่านภูเขาฟูจิด้วย แต่เราหลับไม่รู้เรื่องเลย แป่ว

พอถึงสนามบินเราก็เดินสำรวจสนามบินอยู่พักใหญ่เพราะต้องรอพ่อแม่บินตามมา นอกจากค้นพบว่าร้านอาหารในสนามบินแทบทุกร้านมีลิ้นวัวซึ่งเป็นของขึ้นชื่อของเซนไดขายแล้ว สิ่งที่ค้นพบอีกอย่างคือที่สนามบินมีเส้นขีดบอกระดับน้ำตอนที่โดนคลื่นสึนามิซัดเมื่อปี 2011 ด้วย ตอนนั้นสนามบินเซนไดโดนน้ำท่วมจนเสียหายไปเยอะมาก แต่ปัจจุบันซ่อมแซมจนเอี่ยมอ่อง ร่องรอยที่ยังเหลือมีแต่รอบนอกสนามบิน ตอนมองลงมาจากเครื่องแล้วเห็นพื้นที่ริมทะเลเต็มไปด้วยร่องรอยที่เคยเป็นบ้านคนแล้วแอบหดหู่แปลกๆ (._.)

หลังจากพ่อแม่ตามมาสมทบแล้วก็นั่งรถไฟเข้าเมืองกัน นั่งรวดเดียวถึงสถานีเซนได จากสถานีเซนไดก็เดินหาที่พักต่อ แม่เราจอง Airbnb ใกล้ๆ สถานีเซนไดเอาไว้ ตอนแรกเจ้าของที่พักบอกว่าจะส่งคนมารับ ปรากฏว่ารออยู่นานเค้าไม่มาซะที เราเลยดูตามแผนที่ไปจนถึงที่พักเอง ซึ่งจริงๆ ที่พักอยู่ใกล้สถานีเซนไดมาก หาไม่ยากและสุดแสนสะดวก เพราะแถวสถานีเซนไดเป็นย่านความเจริญ เดินออกไปหาข้าวกินได้อย่างสะดวกสบาย ที่สำคัญคือมีร้านข้าวหน้าลิ้นวัวอยู่ใกล้ๆ ที่พักด้วย (≧ڡ≦)

ความประทับใจคือหลังจากนั้นคนที่จะมารับเค้าตามมาขอโทษถึงห้องและซื้อขนมมาไถ่โทษ! ไม่ได้ประทับใจที่มาขอโทษ แต่ประทับใจที่ซื้อขนมมาฝาก (ใช่ค่ะ ดิฉันเป็นคนที่ซื้อได้ด้วยของกิน)

วันแรกในเซนไดเราไม่ได้ทำอะไรมาก ตอนเย็นนัดเจอรุ่นน้องที่เรียนอยู่เซนได ไปกินเนื้อย่างด้วยกัน หลังจากกินเนื้อและลิ้นวัวหมดไปประมาณครึ่งเมืองเซนไดแล้วก็เดินสำรวจแถวๆ สถานี วันต่อมาค่อยเริ่มเที่ยวจริงจัง แม้ว่าฝนจะตกทั้งวันเลยก็ตาม ฮือ T_T

การเที่ยวเซนไดในวันต่อมาเราใช้วิธีนั่งรถ るーぷる仙台 (Loople Sendai) เป็นรถบัสคันเล็กๆ ที่วิ่งวนรอบเซนไดและวิ่งผ่านสถานที่ท่องเที่ยวฮิตๆ ในเมืองเซนไดแบบค่อนข้างครอบคลุม ถ้าซื้อตั๋วแบบ one-day pass แล้วจะขึ้นลงกี่รอบก็ได้ บ้านเราเลยซื้อมากันคนละใบ สนนราคา 620 เยน

ตัวรถหน้าตาแบบนี้ สไตล์วินเทจเกร๋ๆ มีคนขับรถคอยเลคเชอร์ให้ฟังตลอดทาง ขับผ่านตรงไหนอะไรยังไงคนขับอธิบายละเอียดยิบ แต่เป็นภาษาญี่ปุ่นหมดเลยนะ

ระหว่างยืนรอรถ คุณลุงที่คอยตะโกนบอกว่าซื้อตั๋วตรงไหนยังไงก็เลิกตะโกนและหันมาถามเราว่ามาจากไหนกัน พอบอกไปว่ามาจากไทย คุณลุงก็พูดสวัสดีครับด้วยสำเนียงญี่ปุ่น ว้าว เป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวดีนะ!

ขึ้นรถแล้วเราก็ไปลงที่ป้าย 瑞鳳殿前 (Zuihoden Mausoleum) เป็นอันดับแรก จากป้ายนี้เดินไปอีกนิดจะเป็นที่ตั้งของซุยโฮเดง สุสานของท่านดาเตะ มาซามุเนะ!!!! มังกรตาเดียวผู้ก่อตั้งเมืองเซนได!!!!! ตอนแรกไม่แน่ใจว่าจะพาพ่อแม่มาที่นี่ดีมั้ยเพราะกลัวพ่อแม่ไม่อินกับท่านมาซามุเนะ แต่เห็นไกด์บุ๊กที่แม่พกมาจากไทยก็เขียนถึงที่นี่ไว้ เลยลากพ่อแม่มาแวะคารวะท่านมาซามุเนะกันสักนิด

ตอนลงจากบัสแล้วมองไปยังทางขึ้นซุยโฮเดงรู้สึกท้อแท้นิดนึงเพราะมันเป็นเนินสูง…

ปีนขึ้นเนินไปเรื่อยๆ เจอป้ายซุยโฮเดงแล้วยังมีบันไดให้ปีนต่อ กว่าจะฝ่าฟันไปหาท่านมาซามุเนะได้แอบเหนื่อยอยู่เหมือนกัน

ในที่สุดก็ขึ้นมาถึงทางเข้าซุยโฮเดงงงงงง

จ่ายค่าเข้าคนละ 550 เยนก็จะได้ตั๋วเข้าชมมาคนละใบ

ที่ล้างมือตรงทางเข้ามีมังกรคอยต้อนรับด้วย สมเป็นสถานที่พักผ่อนของท่านมาซามุเนะ!

เดินเข้าไปอีกนิดนึงก็จะเจอตัวอาคารซุยโฮเดงซึ่งเป็นสุสานของท่านมาซามุเนะ ตัวสุสานเดิมโดนเผาไปตั้งแต่สมัยสงครามโลก อาคารที่เห็นในปัจจุบันเป็นของที่สร้างขึ้นมาใหม่หลังสงคราม หน้าตาเลยดูสวยสดงดงาม ไม่เก่าไม่โทรมเลย

นอกจากที่นี่จะเป็นสุสานของท่านมาซามุเนะแล้ว รอบๆ ตัวอาคารซุยโฮเดงยังเป็นที่ฝังศพของข้ารับใช้ที่ฆ่าตัวตายตามตอนที่ท่านมาซามุเนะเสียชีวิตด้วย

ถัดจากซุยโฮเดงเดินต่อมาอีกจะเจอคันเซนเดง (感仙殿) กับเซนโนเดง (善応殿) สองหลังนี้เป็นสุสานของลูกหลานท่านมาซามุเนะที่ปกครองเซนไดต่อๆ กันมา ตรงนี้เราไม่ได้เดินเข้าไปดูใกล้ๆ เพราะฝนตกหนักและเราไม่มีร่ม ฮือ ;_;

เดินดูรอบๆ จนพอใจแล้วก็กลับไปยืนรอรถ るーぷる เพื่อไปยังสถานที่ถัดไป ซึ่งก็คือซากปราสาทเซนไดซึ่งอยู่ถัดไปสองป้าย

ปราสาทเซนไดเรียกอีกชื่อว่าปราสาทอาโอบะ (เราชอบชื่อปราสาทอาโอบะมากกว่า!) สาเหตุที่เรียกว่า ซากปราสาท นั่นก็เพราะที่นี่ไม่มีตัวปราสาทเหลืออยู่ ตัวปราสาทโดนทำลายไปตั้งแต่ตอนสงครามโลกแล้วไม่ได้สร้างขึ้นมาใหม่ ที่นี่เลยเหลือแต่ฐานกับกำแพงอีกเล็กน้อย มีป้ายอธิบายอยู่ที่พื้นว่าตรงไหนเคยเป็นห้องอะไร ต้องใช้พลังจินตนาการกันเอาเอง

อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่เหลือตัวปราสาทให้ชม ที่นี่ก็ยังมีไฮไลท์ของเมืองเซนไดอยู่อีกอย่าง นั่นก็คือรูปปั้นท่านดาเตะ มาซามุเนะนั่นเอง

บริเวณนี้นอกจากจะเป็นซากปราสาทแล้วยังเป็นสวนสาธารณะด้วย มองลงไปจะเห็นวิวเมืองเซนไดกว้างใหญ่ไพศาล ถ้าอากาศดีๆ คงสวยงามมาก แต่ตอนเราไปทั้งหนาว ทั้งฟ้าหม่น บรรยากาศเลยเศร้าๆ หน่อย

และสิ่งที่ข้าพเจ้าทำเมื่อพบท่านมาซามุเนะก็คือ……

ใช่ค่ะ…. แม้จะมากับพ่อแม่ก็ติ่งได้ค่ะ……

กรี๊ดที่นี่มากเพราะมันเป็นฉากในคอร์ด้าภาคชิเซย์คัง แค่นั้นแหละ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับท่านมาซามุเนะเลย แป่ว 5555555555

เดินเลยเข้าไปด้านในอีกนิดจะเจอศาลเจ้าตั้งอยู่ ที่ศาลเจ้ามีเครื่องรางท่านมาซามุเนะขายด้วย ใครติ่งท่านมาซามุเนะแล้วมาเที่ยวเซนไดจะต้องฟินมาก

ตอนแรกเกือบซื้อเครื่องรางที่เขียนว่าเครื่องรางดาเตะ แต่แล้วก็นึกได้ว่า เอ๊ะ เราไม่ได้ติ่งท่านมาซามุเนะนี่ เราแค่ชอบดาบของท่านมาซามุเนะเฉยๆ…. ด้วยเหตุนี้จึงไม่ได้ซื้อกลับมา (จะว่าไปแล้วตอนแรกว่าจะพาด๋อยมิตจังมาเที่ยวเซนไดด้วยแต่สุดท้ายก็ไม่ได้พามาเพราะกระเป๋าเต็ม แง เสียดาย ;_;)

ถัดจากศาลเจ้าไปจะเป็นพิพิธภัณฑ์ ซึ่งเราไม่ได้เข้าเพราะมันเก็บตังค์ งก 555555555 เดินเลยไปอีกจะเจอโซนร้านอาหาร ตอนนั้นกำลังหิวพอดีเลยแวะซื้อลิ้นวัวเสียบไม้กินกัน รักเซนไดตรงที่หันไปทางไหนก็เจอลิ้นวัวอร่อยๆ นี่แหละ (≧∇≦)

ออกจากแถวซากปราสาทเซนไดแล้วก็นั่งรถต่อไปอย่างไร้จุดหมาย คือเราเที่ยวกันแบบไม่ได้วางแผนใดๆ กะว่าเจออะไรน่าสนใจก็แวะ และสถานที่ต่อไปที่แวะก็คือพิพิธภัณฑ์ศิลปะจังหวัดมิยางิ ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่ได้สนใจงานศิลปะหรอก แค่อยากหาที่หลบฝนเพราะฝนตกจริงจังมากแต่ไม่มีร่ม ฮือ

ตัวอาคารพิพิธภัณฑ์กว้างใหญ่ไพศาลมาก ซื้อตั๋วเสร็จแล้วยืนงงไม่รู้จะไปทางไหนต่อ เห็นบันไดขนาดมหึมาเลยเดินขึ้นไป ปรากฏว่าโดนเจ้าหน้าที่ไล่กลับลงมาเพราะชั้นบนเป็นที่ตั้งของคอลเลคชั่นพิเศษที่ต้องซื้อตั๋วเพิ่ม ส่วนตั๋วที่เราซื้อมาเป็นของคอลเลคชั่นปกติ ตัวคอลเลคชั่นปกติมีอยู่ไม่กี่ห้อง เดินดูแป๊บเดียวก็หมดละ ส่วนใหญ่เป็นภาพวาด มีประติมากรรมบ้างเล็กน้อย คำอธิบายผลงานทั้งหมดเป็นภาษาญี่ปุ่น

ออกจากพิพิธภัณฑ์ก็นั่งรถไปลงป้าย 大崎八幡宮前 (Osaki Hachimangu Shrine) ต่อ ป้ายนี้ตั้งอยู่หน้าศาลเจ้าโอซากิฮะจิมังงู เป็นศาลเจ้าดังของเซนไดซึ่งสร้างขึ้นตามคำสั่งของท่านมาซามุเนะ บอกแล้วว่าถ้าติ่งท่านมาซามุเนะจะแฮปปี้กับเมืองนี้มาก ไปทางไหนก็เจออะไรเกี่ยวกับท่านมาซามุเนะเต็มไปหมด






ศาลเจ้าที่นี่เงียบมากกกกกกกก ส่วนนึงคงเพราะฝนตกด้วยเลยไม่มีใครมา และอันที่จริงสถานที่ท่องเที่ยวในเซนไดมันไม่ได้พลุกพล่านอยู่แล้ว เที่ยวสบายไม่เหมือนเมืองฮิตๆ อย่างเกียวโตหรือโอซาก้า

ไฮไลท์ของที่นี่คือป้ายขอพร เนื่องจากเซนไดเป็นเมืองบ้านเกิดฮะนิว ยูซึรุคุง ป้ายขอพรที่นี่เลยเต็มไปด้วยป้ายขอให้ฮะนิวชนะการแข่งที่โอลิมปิก ไปยืนอ่านแล้วพบว่าป้าย 80% ล้วนขอพรให้น้องฮะนิว

ประทับใจป้ายนี้มาก ↓↓↓ เอารูปฮะนิวมาแปะเลย สงสัยกลัวเทพเจ้าให้เหรียญทองผิดคน

ถัดจากศาลเจ้าก็นั่งรถไปลงที่ป้าย 定禅寺通市役所前 (Jozenji-dori Ave./ Sendai City Hall) แถวนี้เป็นย่านช็อปปิ้ง มีร้านรวงมากมาย ในที่สุดเราจึงได้แวะซื้อร่มที่แฟมิลี่มาร์ทซะที ก่อนหน้านี้เดินตากฝนประหนึ่งเล่นเอ็มวีมาทั้งวัน โฮ

และเมื่อมาถึงถนนโจเซนจิก็ได้เวลา…

ใช่ค่ะ ที่นี่ก็เป็นฉากของคอร์ด้าอีกเช่นกันค่ะ……..

จริงๆ แล้วเราไม่ได้ลิสท์ไว้เลยว่าตรงไหนของเซนไดเป็นฉากในคอร์ด้าบ้าง ด้วยความที่พาพ่อแม่เที่ยวเลยเกรงใจไม่กล้าติ่ง แต่พอเจอสถานที่ที่คุ้นๆ ว่าเคยเห็นในเกมก็อดประกอบพิธีกรรมติ่งไม่ได้อยู่ดี 5555555555 เอาไว้จะไปเล่นภาคชิเซย์คังทบทวนแล้วกลับมาติ่งอย่างจริงจังอีกรอบ! (ทริปญี่ปุ่นในฝันของเราคือตามรอยคอร์ด้าจากฮอกไกโดจรดโอกินาวะ แต่ก่อนอื่นต้องไปเล่นทบทวนทุกภาค เพราะจำสถานที่ไม่ได้เลย ฮ่วย)

จากแถวๆ ถนนโจเซนจิมันมีทางเชื่อมไปถนนช็อปปิ้งสายเล็กสายน้อยเยอะมาก เราเดินเล่นไปเรื่อยๆ สักพักก็วนกลับมาถึงแถวๆ หน้าสถานีเซนไดเองโดยไม่ได้ตั้งใจ

↑ เจอโตโตโร่ด้วย!

หลังจากเที่ยวชมเซนไดจนพอใจแล้วก็เข้าสู่ช่วงช็อปปิ้งตามอัธยาศัย ใจจริงอยากแว้บไปอนิเมทที่อยู่แถวๆ หน้าสถานีเซนได แต่จะทิ้งพ่อแม่ไปอนิเมทก็ดูเลวไป 555555555

ความโชคดีคือแม่อยากไปลอฟท์ เราเลยพาพ่อแม่ไปเดินลอฟท์ ก่อนจะพบว่าในตึกเดียวกับลอฟท์มีอนิเมก้าด้วย  พอจะแทนๆ อนิเมทได้อยู่ เห็นป้ายปุ๊บรีบพุ่งไปทันที อนิเมก้าสาขาเซนไดใหญ่มากกกกกก ของเยอะมากกกกก มีของที่สาขาโตเกียวกับโอซาก้าขายหมดวางอยู่กองพะเนิน ประทับใจมาก เสียดายไม่ได้ซื้ออะไรเลยเพราะไม่มีตังค์และขี้เกียจขนกลับ (TωT) แต่แค่ได้สำรวจก็ตื่นตาตื่นใจมากพอละ

และวันที่สองในเซนไดก็ปิดท้ายที่ร้านราเม็งชั้นบนสุดของลอฟท์ ร้านโล่งมากกกกก เป็นร้านแบบยืนกดตั๋วหน้าร้านแล้วค่อยเข้าไปกิน พนักงานมายืนเฝ้าตั้งแต่ตอนกดตั๋วเลย สุดจะกดดัน

เมนูที่เราสั่งมาเป็นข้าวหมูอะไรสักอย่าง ลืมชื่อไปแล้ว แต่อร่อยดี ให้เยอะมากจนตกใจ

และแล้วก็เป็นอันปิดท้ายวันที่สองในเซนไดอย่างอิ่มอร่อย สารภาพกันตามตรงว่าอยู่แค่สองวันก็รักเซนไดแล้ว เพราะอาหารอร่อยมาก 555555555555

ว่าแล้วก็คิดถึงลิ้นวัวเซนไดจังเลย ฮือ กินลิ้นวัวที่ไหนก็ไม่อร่อยเท่ากินที่เซนไดจริงๆ นะ

Advertisements

Fortissimo – Tsukishiro Sota

เล่นรูทสึกิชิโระซังใน Fortissimo จบแล้ว มีอะไรอยากกรี๊ดเยอะแยะเต็มไปหมด ไม่ได้เล่นโอโตเมะเกมแล้วเขินตัวระเบิดปุ้งปั้งขนาดนี้มานานแล้ว เล่นแล้วต้องเอาหน้ามุดหมอนเป็นระยะๆ ด้วยความเขิลลลลลลล ฮว้ากกกกกกกกกก (≧д≦)(≧д≦)(≧д≦)

แม้เกมนี้จะออกแนวไอดอล แต่สึกิชิโระซังผู้ไม่ใช่ไอดอลคนนี้จะเรียกว่าเป็นพระเอกลับๆ อีกคนของเรื่องนี้ก็ว่าได้ เพราะเวอร์ชั่นนิยายแยกเล่มจบเป็นสองเล่มสองรูท อยากจบกับคนไหนก็เลือกอ่านเฉพาะรูทนั้นได้ และหนึ่งในสองรูทนั้นก็คือรูทสึกิชิโระซังคนนี้นี่แหละ

เราจำเนื้อหานิยายเล่มแรกๆ ไม่ค่อยได้แล้ว สิ่งเดียวที่จำได้คือสึกิชิโระซังเป็นคนดีมาก ดีงามน้ำตาไหล อ่านไปก็ซาบซึ้งไปว่าทำไมดีขนาดนี้ เป็นโอเอซิสหัวใจท่ามกลางสมรภูมิเด็กผีที่มีชื่อว่าฟอร์เต้ 55555555555 เป็นตัวละครที่ชอบมากๆๆๆมาตั้งแต่เวอร์ชั่นนิยาย ตอนรู้ว่าเวอร์ชั่นเกมมีรูทสึกิชิโระซังด้วยแทบตีลังกาด้วยความดีใจ ฮืออออ ขอบคุณค่ะะะะะ /กราบโอโตเมทงามๆ จากใจ

และหลังจากจีบไอดอลมาห้าคนรวดแล้วเนี่ย พอมาเจอรูทสึกิชิโระซัง ฟีลของเกมจะเปลี่ยนไปทันที รูทหนุ่มๆ ฟอร์เต้จะเป็นแนวรักกุ๊กกิ๊ก แต่รูทสึกิชิโระซังเป็นแบบผู้ใหญ่วัยทำงาน ระหว่างเล่นก็จะรู้สึกว่า อาห์ ผู้ใหญ่นี่ดีจังเลย (〃ω〃)♥ อยู่ตลอดเวลา

สารภาพก่อนว่าจริงๆ ตอนยังไม่ประกาศคนพากย์ เราแอบลุ้นให้เป็นซากุไรซัง พอประกาศออกมาเป็นทานิยามะ คิโชแล้วรู้สึกอิมเมจไม่ค่อยตรงกับตอนอ่านนิยายแล้วจินตนาการเสียงเองเท่าไหร่ แต่พอได้เล่นเกมเท่านั้นแหละ โอ๊ยยยยยยยยยย กราบบบบบบ คิโชซังพากย์ดีมากกกกกกกกกกกกก การแสดงอารมณ์ต่างๆ คือใช่มาก ใจสั่นเยอะมาก ยกให้เป็นตัวละครของทานิยามะ คิโชที่ทำให้เราเขินได้มากเป็นอันดับสองเลย (อันดับหนึ่งคือสึกิโมริคุงจากคอร์ด้า …ซึ่งจริงๆ เราอาจจะเขินสึกิชิโระซังหนักกว่าก็ได้ แต่สึกิโมริคุงได้คะแนนความสนิทกันมานานเลยเฉือนชนะไป)

 

 

*SPOILER ALERT*

 

 

รูทสึกิชิโระซังในเกมจะคู่ขนานไปกับรูทเออิจิโร่ มีอีเวนท์ร่วมกันเยอะหน่อย สตอรี่ไลน์จะคล้ายๆ ในนิยาย คือในนิยายรูทสึกิชิโระซังเนี่ยนางเอกจะอกหักจากเอจิแล้วได้สึกิชิโระซังมาช่วยดามหัวใจ ในเกมก็เล่นมุกเดียวกันแหละ (แต่ตอนเล่นรูทสึกิชิโระซังเรากดข้ามอีเวนท์เอจิไปหมดเลยไม่ค่อยรู้สึกว่านางเอกชอบเอจิเท่าไหร่ แป่ว 555555555)

สึกิชิโระซังคนนี้เป็นหัวหน้าแผนกเมเนจเมนต์ของเจมส์เอนเตอร์เทนเมนต์ มีสถานะเป็นเจ้านายของนางเอกและเป็นคนรับหน้าที่สอนพนักงานใหม่ที่เพิ่งเข้ามาทำงานด้วย ช่วงแรกๆ ในรูทรวมสึกิชิโระซังเลยมีบทเยอะหน่อยเพราะเป็นช่วงที่นางเอกเพิ่งเรียนรู้งาน

ช่วงแรกๆ ของเกมนางเอกยังทำงานไม่ค่อยได้เรื่องได้ราว สึกิชิโระซังเลยดูเฮี้ยบๆ หน่อย คอยดุนางเอกตลอด เป็นเจ้านายจอมเข้มงวดที่ทำหน้าถมึงทึงใส่นางเอกบ่อยๆ จนนางเอกกลัว เวลานางเอกคุยกับสึกิชิโระซังจะดูหวาดผวามาก

ขนาดทำหน้าบูดยังโมเอะเลย (≧д≦) บ้าเอ๊ยยยยยยยย หาเจ้านายแบบนี้ได้ที่ไหนบ้างคะะะะะะะ /ปาเรซูเม่ใส่

ทว่าภายใต้ความเข้มงวดเหล่านั้น โดยเนื้อแท้แล้วสึกิชิโระซังเป็นเจ้านายที่น่ารักมากกกกกกก ที่ดุด่าล้วนเป็นเพราะอยากให้นางเอกทำงานได้ดีขึ้นทั้งสิ้น ตอนที่นางเอกเรียนรู้งานครบหนึ่งเดือนแล้ว สึกิชิโระซังที่เห็นนางเอกตั้งอกตั้งใจทำงานดีก็บอกว่า พยายามได้ดีมาก

โอ๊ยยยย ได้ยินแค่นี้หัวใจก็อบอุ่นเหลือหลาย ความเหนื่อยล้าปลิวไปหมดเลยค่ะหัวหน้าขราาาาาา (///ω///)

ยัง ยังไม่พอ สึกิชิโระซังยังบอกอีกว่า ตอนกลับบ้านถ้าบ้านอยู่ไกลสถานีก็นั่งแท็กซี่ซะ ด้วยนะ ว้ายยยย ห่วงใย! ใส่ใจ! ….แต่ไม่ได้บอกนะว่าบริษัทจะออกค่าแท็กซี่ให้ ตึ่งโป๊ะ!

พอนางเอกฝึกงานครบทุกแผนกแล้ว ประธานบริษัทก็แต่งตั้งให้นางเอกเป็นผู้จัดการของฟอร์เต้ สึกิชิโระซังเลยต้องคอยสอนงานต่อเพราะสึกิชิโระซังเคยเป็นผู้จัดการของฟอร์เต้มาก่อน อยู่มาวันนึงสึกิชิโระซังจับได้ว่านางเอกกับเรียวคุงไปซื้อเสื้อผ้าด้วยกัน สึกิชิโระซังเลยชวนนางเอกไปกินข้าวหลังเลิกงานเพราะมีเรื่องจะเทศนา

ความกร๊าวของฉากกินข้าวคือสึกิชิโระซังพานางเอกไปที่ร้านบนตึกสูงแล้วพนักงานพาไปนั่งริมหน้าต่าง นางเอกเลยทำท่ากลัวๆ เพราะเป็นคนกลัวความสูง สึกิชิโระซังเลยรีบบอกพนักงานว่าขอนั่งโต๊ะริมสวนดีกว่า โอ๊ยยยยย ห่วงใจ! ใส่ใจ!

คุยไปคุยมาสึกิชิโระซังก็เตือนนางเอกว่า “ห้ามแตะต้องสินค้า” หมายความว่าห้ามยุ่งกับฟอร์เต้นั่นแหละ สึกิชิโระซังบอกว่าต่อให้อีกฝ่ายเข้าหาก่อนก็ต้องปฏิเสธให้ชัดเจน เวลาอยู่ในที่สาธารณะด้วยกันต้องระวังตัวดีๆ (เตือนช้าไปหลายรูทเลยค่ะหัวหน้าขา) นางเอกฟังแล้วก็บอกว่า สาบานได้เลยค่ะว่าฉันไม่คิดจะมีความรักกับไอดอลเลยจริงจริ๊ง ไม่มีทางเลยค่ะ ความร้งความรักอะไรเป็นไปไม่ได้! (หยั่มมาาาา หล่อนฟาดไปแล้วห้าคน ชั้นรู้ชั้นเห็น) สึกิชิโระซังเลยบอกว่าถ้าเป็นเธอคงไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ถ้าเธอทำงานผิดพลาดอะไรฉันจะรับผิดชอบเอง เพราะฉันเป็นคนสอนงานเธอ ว้าวววววววว เจ้านายดีเด่นนนนนน

หลังจากนั้นนางเองก็ตั้งอกตั้งใจทำงานพร้อมๆ กับพยายามเปลี่ยนแนวทางแฟชั่นตัวเองหลังจากโดนสมาชิกฟอร์เต้ด่ารัวๆ (แต่สึกิชิโระซังไม่เคยว่าอะไรเรื่องความเฉิ่มเชยเลย น่ารักที่สุด♥) จะว่าไปแล้วพล็อตสาวเฉิ่มจับพลัดจับผลูมาทำงานในบริษัทที่ตัวเองไม่คาดฝัน มาเจอเจ้านายโหดๆ และพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นสาวชิคนี่มันแอบชวนนึกถึง The Devil Wears Prada นิดนึงนะ คิดมาตั้งแต่ตอนอ่านนิยายละ แต่สึกิชิโระซังเป็นเจ้านายที่น่ารักกว่ามิแรนด้ามากกกกก หล่อด้วย!

อยู่มาวันหนึ่ง พี่ชายนางเอกก็บุกมาถึงบริษัทเพราะนางเอกไม่กลับไปบ้านเลย เวลาพี่ชายโทรหาก็บอกว่างานยุ่งแล้วไม่ยอมคุยด้วย พอคุณพี่ชายบุกมาแล้วสึกิชิโระซังมาเจอเข้า สึกิชิโระซังเลยชวนคุณพี่ชายไปนั่งคุยเรื่องนางเอกกัน เพราะคุณพี่ชายอยากรู้ว่านางเอกทำงานเป็นยังไงบ้าง สึกิชิโระซังชมว่านางเอกทำงานดีมาก ตั้งอกตั้งใจมาก แม้แต่ประธานบริษัทยังชื่นชม

คุณพี่ชายเห็นสึกิชิโระซังท่าทางใจดีก็โล่งใจ เพราะก่อนหน้านี้นางเอกเคยไปเมาท์ให้ฟังว่าสึกิชิโระซังเป็นเจ้านายใจยักษ์ คุณพี่ชายบอกว่าเข้าใจสึกิชิโระซังผิดไป ไม่นึกเลยว่าจะเป็นคนดีขนาดนี้ แบบนี้พี่เชียร์ให้แต่งงานกับน้องสาวเต็มที่เลย หลังจากนี้ก็ขอฝากน้องสาวไปชั่วชีวิตเลยนะ!

อยู่ดีๆ คุณพี่ก็เปิดไฟเขียวให้สึกิชิโระซังเฉ๊ยยยย ตลก 5555555555 คุณพี่ชายเป็นตัวละครที่ผ่านมาห้ารูทยังไม่เคยโผล่มาเลยสักครั้ง มีแค่ส่งข้อความโต้ตอบกับนางเอกเฉยๆ เพิ่งมาโผล่เป็นตัวเป็นตนในรูทสึกิชิโระซังนี่แหละ มาถึงก็ฮาร์ดเซลล์น้องสาวใส่สึกิชิโระซังหนักมาก น่ารักดี สงสัยกลัวน้องสาวขายไม่ออก เจอหนุ่มหล่อแสนดีเลยต้องรีบขายไว้ก่อน 55555555555

พอพี่ชายกลับไปแล้วนางเอกก็แก้ตัวกับสึกิชิโระซังว่า ที่แอบเมาท์ว่าเป็นเจ้านายใจยักษ์เป็นเพราะตอนแรกไม่เข้าใจความเข้มงวดของสึกิชิโระซังเฉยๆ ค่ะ! ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าสึกิชิโระซังเข้มงวดเพราะหวังดี อยากให้ฉันได้ดีสินะคะ! จากนี้ไปฉันก็จะพยายามค่ะ! สึกิชิโระซังฟังแล้วไม่ได้ว่าอะไรแถมยังยิ้มแย้มแจ่มใสบอกว่า ฉันคาดหวังในตัวเธอ อีกต่างหาก โอยยยยยยยยย มีเจ้านายแบบนี้รักหมดใจเลย ฮรืออออออออ

หลายวันต่อมา ขณะที่นางเอกทำงานอยู่ที่บริษัทจนดึกดื่น เอจิก็บอกว่าอยากช่วยงานแก้เนื้อหานิตยสาร ระหว่างทำงาน เอจิทั้งนั่งจ้องนางเอก ทั้งหยอกโน่นนี่จนนางเอกเขิน สึกิชิโระซังทนดูไม่ได้เลยหนีออกไปสูดอากาศข้างนอก ไม่ทันไรนางเอกก็บังเอิญทำของหล่นจนไปเจอกล่องปริศนาจากมัตสึนางะซังอยู่ใต้โต๊ะสึกิชิโระซัง เอจิเห็นแล้วอยากรู้อยากเห็นเลยแกะกล่องดู ปรากฏว่าในนั้นเป็นนิตยสารเก่าๆ ที่สึกิชิโระซังเคยลงสมัยเป็นไอดอลจ้าาาา

นางเอกไม่รู้มาก่อนว่าสึกิชิโระซังเคยเป็นไอดอล เอจิเลยเล่าให้ฟังว่าสึกิชิโระซังเคยสังกัดเจมส์เอนเตอร์เทนเมนต์นี่แหละ แต่พอวงแตกก็ออกจากบริษัทไป หันไปทำวงพังค์แทน และนี่คือสาเหตุที่มัตสึนางะซังเรียกสึกิชิโระซังว่า “วิเชียส” อยู่เสมอ

และนี่คือโฉมหน้าสึกิชิโระซังสมัยอยู่วงพังค์

ฮือ 555555555555555555 จะใส่ซีจีมาในเกมทั้งทีทำไมไม่ใส่รูปสมัยเป็นไอดอลใสๆ เกลียดดดดดด 555555555555555 แต่เพราะเคยทำวงพังค์นี่แหละ สึกิชิโระซังเลยมีรอยเจาะหูสองรูสุดโมเอะอยู่ที่หูซ้าย (≧∀≦)

ขณะที่นางเอกกับเอจิกำลังสนุกสนานกับการขุดคุ้ยประวัติสึกิชิโระซัง เจ้าตัวก็กลับมาเห็นเข้าพอดี สึกิชิโระซังผู้ขรึมๆ คูลๆ ตลอดเวลาถึงกับโวยวายบอกให้คืนกล่องมาซะ ท่าทางตกใจจนพูดอึกอักไปหมด เอ็นดู๊เอ็นดู (≧ω≦)

ความตลกคือสึกิชิโระซังแก้เขินด้วยการทำหน้าถมึงทึงถามว่างานเสร็จรึยัง? นางเอกกับเอจิก็จ๋อยๆ บอกว่าไม่เสร็จ สึกิชิโระซังไล่ให้เอจิกลับบ้านไปพักผ่อนแล้วสั่งให้นางเอกไปส่ง นางเอกเลยตอบว่า รับทราบค่ะ วิเชียสซัง ทำเอาสึกิชิโระซังอึ้งจนพูดไม่ออก 55555555555

หลังจากนั้นก็จะเกิดเหตุการณ์เดียวกับรูทเอจิ คือเรียวคุงเรียกนางเอกไปคุยกันนอกงานปาร์ตี้เพราะรู้ว่านางเอกชอบเอจิ ฉากนี้สึกิชิโระซังจะมาได้ยินเรียวคุงกับนางเอกคุยกันจนรู้ว่านางเอกหลงรักเอจิ นางเอกเห็นสึกิชิโระซังก็ตกใจ แต่สึกิชิโระซังบอกว่าจะทำเป็นไม่ได้ยินก็แล้วกัน พูดแล้วก็ไล่นางเอกกลับบ้านไปเพราะนางเอกสีหน้าไม่ค่อยดี แถมบอกว่าพรุ่งนี้อนุญาตให้ไปทำงานสายได้ด้วย โอยยยยยย ห่วงใย! ใส่ใจ! ความหัวหน้าดีเด่นนี้คืออออออออออออออ

ประทับใจที่ถึงแม้สึกิชิโระซังจะกำชับหนักแน่นว่าอย่ามีความรักกับไอดอล แต่พอรู้ความรู้สึกของนางเอกแล้วไม่ยักต่อว่าอะไรเลยซ้ากกกกคำ ในรูทอื่นๆ ก็เหมือนกัน ทำไมแสนดีขนาดนี้คะะะะะ (;___;)

และแล้วนางเอกก็หลุดปากสารภาพรักกับเอจิไปแบบไม่ตั้งใจ ก่อนจะเข้าสู่ช่วงสติแตกจนทำงานพลาด โดนเรียวคุงไล่ไปลาออก โดนเอจิเว้นระยะห่าง สึกิชิโระซังเห็นนางเอกทำงานพลาดบ่อยๆ เลยเรียกไปคุย สึกิชิโระซังถามว่าสาเหตุที่ทำงานพลาดบ่อยเป็นเพราะคิดมากเรื่องเออิจิโร่สินะ? แล้วก็เสนอว่าจะทำเรื่องย้ายแผนกให้ นางเอกเลยแอบซาบซึ้งในใจว่าทำไมสึกิชิโระซังช่างอ่อนโยนใจดีเหลือเกิน เขาใส่ใจฉันนนนนน (คิดบวกสมเป็นนางเอกดี เรานึกว่าสึกิชิโระซังทนเก็บคนทำงานกากไว้ในแผนกไม่ได้เลยอยากไล่ไปให้พ้นๆ ซะอีก 555555555555)

นางเอกยืนกรานว่าจะไม่ย้ายแผนก เพราะยังอยากเป็นผู้จัดการให้ฟอร์เต้อยู่ สึกิชิโระซังเลยยอมให้ทำงานตามเดิม แต่มีเงื่อนไขหนึ่งข้อคือ อย่าแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียว มีเรื่องอะไรให้มาปรึกษากัน

โอยยยยยยยยย ตายๆๆๆ เจอประโยคนี้แล้วยกมืออุดปากตัวเองเยอะมาก อยากหวีดร้อง ทำไมพ่อพระขนาดนี้คะะะะะะะะ (≧д≦)(≧д≦)(≧д≦) นอกจากไม่ต่อว่าที่ผิดสัญญาว่าจะไม่รักไอดอลแล้ว ยังอาสารับปรึกษาปัญหาหัวใจให้อีก คนอะไรแสนดีเหลือเกิน ใจดีใจกว้างยิ่งกว่ามหาสมุทรแปซิฟิกกกกก ฮืออออออออออออออออ

จากนั้นนางเอกก็โดนประธานบริษัทหนีบขึ้นรถไปแปลงโฉม ทั้งตัดผม ทั้งเปลี่ยนสไตล์เสื้อผ้า พอมาเจอกันในวันต่อมา สึกิชิโระซังถึงกับตกตะลึงอึ้งกิมกี่ มือถือหลุดร่วงจากมือกันเลยทีเดียว

ในวันคอนเสิร์ตของฟอร์เต้ นางเอกสารภาพรักกับเอจิและโดนเอจิปฏิเสธ พอเอจิกลับไปขึ้นเวที สึกิชิโระซังที่ซุ่มดูเหตุการณ์อยู่ก็ออกมาถามว่าพอใจรึยังและบอกให้นางเอกตัดใจจากเอจิ นางเอกบอกว่าจะตัดใจจากเอจิและจะตั้งใจทำงาน ฉากนี้เหมือนกันทั้งรูทเอจิและรูทสึกิชิโระซัง เป็นฉากที่ทำให้ตอนอยู่ในรูทเอจิรู้สึกผิดยังไงไม่รู้ ผิดสัญญากับสึกิชิโระซังหลายรอบเลย แง ขอโทษค่ะะะ (T__T)

ครั้นพอถึงช่วงที่เอจิผีเข้าไม่ยอมทำงานทำการ นางเอกก็ตัดสินใจจะไปจิกหัวฟูโตะกลับมาจากแอลเอเหมือนเดิม ปกติไม่ว่าจะรูทไหนก็ตาม สึกิชิโระซังจะเป็นคนมารับนางเอกไปส่งที่สนามบินเสมอ แต่รูทนี้ต่างออกไป สึกิชิโระซังมารับหน้าบ้านเหมือนเดิมแหละ แต่พอนางเอกถามว่า จะไปส่งฉันที่สนามบินเหรอคะ? สึกิชิโระซังกลับตอบว่า เปล่า ไปส่งถึงลอสแองเจลิสต่างหาก อุ๊ยตายว้ายกรี๊ด!!!!!!

สึกิชิโระซังบอกว่าจะปล่อยให้พนักงานใหม่ไปต่างประเทศคนเดียวทั้งๆ ที่ไม่ทันได้เตรียมการอะไรได้ยังไง (ได้สิคะ พี่ปล่อยหนูไปคนเดียวห้ารูทแล้ว) พอนางเอกถามว่าสึกิชิโระซังพูดภาษาอังกฤษได้เหรอคะ? สึกิชิโระซังตอบว่า พูดไม่ได้หรอก ไว้ค่อยใช้มือถือเสิร์ชประโยคตัวอย่างเอาละกัน …โอ้โห สู้ตายมากค่ะ ประทับใจในความรู้จักใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์! /อวยมืดบอด

ด้วยเหตุนี้ ภารกิจลากตัวฟูโตะกลับญี่ปุ่นคราวนี้จึงมีสึกิชิโระซังมาด้วย (โอย พอสึกิชิโระซังมาด้วยแล้วรู้สึกผิดต่อฟูโตะยังไงไม่รู้…….) ตอนฟูโตะพูดไม่ดีใส่นางเอกกับพูดถึงฟอร์เต้แบบปากเสีย สึกิชิโระซังตวาดฟูโตะเป็นชุดจนฟูโตะอึ้งไปเลย แม้จะรู้สึกอยากทะลุจอเข้าไปช่วยเถียงแทนฟูโตะ แต่ก็รู้สึกว่าฟูโตะปากไม่ดีจริงๆ แหละ ยกนี้เราอยู่ทีมสึกิชิโระซังละกัน

และแล้วนางเอกก็คุกเข่าก้มหัวขอร้องให้ฟูโตะยอมฟัง ฟูโตะจึงยอมคุยด้วยในที่สุด ฉากนี้สึกิชิโระซังดึงนางเอกให้ลุกขึ้น แต่ดึงแรงไปหน่อยจนนางเอกเสียการทรงตัว โผเข้าซบอกสึกิชิโระซังอย่างจัง แหมมมมมมมมมมมมมมมม

ช่วงที่นางเอกมาคุกเข่าขอร้องฟูโตะนี่เป็นช่วงที่สึกิชิโระซังเริ่มแสดงอาการว่าชอบนางเอกละ ตอนที่นางเอกคุกเข่า สึกิชิโระซังทำหน้าเศร้าๆ พูดขึ้นมาว่า ที่เธอทำขนาดนั้นเป็นเพราะ…..

โอ๊ยยยยยยยยยยยย ชอบสึกิชิโระซังโหมดแอบรักมาก ฮือออออออออ ชอบเวลาสึกิชิโระซังทำหน้าเศร้าๆ หงอยๆ เพราะคิดว่านางเอกยังรักเอจิอยู่ ดูน่าสงสารมาก แพ้ทางมากๆๆ เป็นลมมมมมมมมมม

หลังจากเกลี้ยกล่อมฟูโตะจนยอมกลับญี่ปุ่นด้วยกันแล้ว คืนนั้นสึกิชิโระซังก็ชวนนางเอกไปดื่มเหล้าเคล้าวิวยามค่ำคืนของแอลเอด้วยกันที่บาร์ของโรงแรม บทสนทนาในฉากนี้คือนินทาฟูโตะกัน (แน่ะ! แอบเมาท์น้องชายเราเหรอ!)

ดื่มไปดื่มมานางเอกเริ่มจะเมา ลุกขึ้นยืนปุ๊บเซถลาทันที สึกิชิโระซังเลยรีบพุ่งเข้าประคอง แหมมมมมมมมมมมมมมมมม

มีการรียูสซีจี ซบท่าเดิมเลยนะะะะะะะะะะ

นางเอกไม่ได้ซบอย่างเดียว ซบแล้วยังบอกว่า อ้อมแขนของสึกิชิโระซังเนี่ยชวนให้สบายใจดีจังเลยนะคะ ทั้งแข็งแรง ทั้งอบอุ่น (นี่หล่อน! คิดว่าเมาแล้วจะอ่อยสึกิชิโระซังยังไงก็ได้เหรอ!!) สึกิชิโระซังได้ยินแล้วพูดไม่ออก แต่ก็แอบกอดนางเอกแว้บนึงก่อนปล่อยกลับไปนั่งที่ (ว้าย หัวหน้าคะ!! หัวหน้าจะตกหลุมพรางง่ายๆ แบบนี้ไม่ได้!!!!!)

พอลากฟูโตะกลับญี่ปุ่นได้แล้ว ดึงสติเอจิกลับมาทำงานได้แล้ว นางเอกก็กลับเข้าโหมดผู้จัดการของฟอร์เต้ตามปกติ

วันหนึ่ง หลังจากเสร็จงานอัดรายการเพลงของฟอร์เต้ สึกิชิโระซังก็ชวนนางเอกไปดื่มกับพวกคนเบื้องหลังในวงการ ทั้งสปอนเซอร์ ทั้งโปรดิวเซอร์ต่างๆ สึกิชิโระซังปล่อยให้นางเอกคุยกับสปอนเซอร์ ส่วนตัวเองก็ไปพูดคุยกับคนในวงการคนอื่นๆ นางเอกโดนตาลุงสปอนเซอร์คะยั้นคะยอให้ดื่มเหล้า สุดท้ายก็ดื่มหนักไปจนเมาหมดสติ เดือดร้อนสึกิชิโระซังต้องมาอุ้มออกจากร้าน อุ้มแบบฮิเมะซามะดักโกะด้วย พระเอกตัวจริงกระทิงแดงเว่ออออออออออออ (เสียดายฉากนี้ไม่มีซีจี ฮือ ฉากอุ้มมันควรจะมีซีจีหน่อยมั้ยอ้ะะะะ)

ความกร๊าววววในฉากนี้คือ ตาลุงสปอนเซอร์ถามว่าทำไมต้องดูแลกันขนาดนั้น ไม่ได้เป็นอะไรกันซะหน่อย สึกิชิโระซังบอกว่า ผมไม่รู้นะครับว่าเธอพูดอะไร แต่สำหรับผมแล้ว เธอคือ….. แล้วภาพก็ตัดไป ปล่อยให้จินตนาการเองว่าสึกิชิโระซังพูดว่าอะไร แป่ว 55555555555 แต่เพราะได้ยินไม่หมดนี่แหละมันถึงสุดแสนก๊าวใจ ฮรืออออออออ (////-////)

สึกิชิโระซังอุ้มนางเอกออกมาจากร้านเหล้าแล้วก็พาไปพักที่โรงแรมใกล้ๆ นางเอกตื่นมาแล้วก็ขอโทษสึกิชิโระซังที่ทำให้เดือดร้อนอยู่เรื่อย ขอโทษเสร็จก็บ่นว่าตัวเองช่างไร้ประโยชน์สิ้นดี เอาแต่ถ่วงแข้งถ่วงขาสึกิชิโระซังอยู่เรื่อย สึกิชิโระซังถอนหายใจแต่ไม่ต่อว่าอะไรสักคำอีกแล้ว (โอยยยยย อย่าเป็นคนดีไปมากกว่านี้ได้มั้ยยยยยยย ฮรืออออออออ /ตีอกชกหัว) มิหนำซ้ำสึกิชิโระซังยังบอกว่านางเอกประเมินตัวเองต่ำเกินไปแล้ว ทั้งๆ ที่นางเอกเป็นคนพาฟูโตะกลับมา เป็นคนทำให้เออิจิโร่กลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง ถ้าไม่มีนางเอกก็คงไม่ได้เห็นฟอร์เต้ครบหกคนในวันนี้หรอก แล้วสึกิชิโระซังก็บอกว่า ถ้าฉันจะโกรธเธอ ก็คงโกรธเพราะเธอฝืนตัวเองมากไป โกรธที่ไม่ยอมพึ่งพาฉัน (โอ๊ยยยยยยยยยยยยย ดี ดีเหลือเกิน หัวใจจะระเบิดดดดดดด////////) 

นางเอกฟังสึกิชิโระซังพูดแล้วถึงกับบ่อน้ำตาแตก สึกิชิโระซังเลยบอกให้นางเอกนอนพักจนถึงเช้า ไว้เช้าแล้วจะไปส่ง นางเอกก็ถามว่า ทำไมสึกิชิโระซังใจดีจังเลยคะ? ถามเสร็จก็บ่นๆๆ ว่าเพราะสึกิชิโระซังใจดีนั่นแหละฉันเลยเผลอสร้างความเดือดร้อนให้อยู่เรื่อย แบบนี้สักวันสึกิชิโระซังคงเอือมระอาจนเมินฉันแหงๆ

สึกิชิโระซังเห็นนางเอกร้องไห้บ่นโน่นนี่นั่นเลยบอกให้ใจเย็นๆ พร้อมกับ….

กดนางเอกลงบนเตียงจ้าาา เฮลโล้ววววว หัวหน้าคะะะะ หัวหน้านั่นแหละค่ะใจเย็นก๊อนนนน

สึกิชิโระซังบอกว่า ไม่ว่าเธอจะทำผิดพลาดกี่ครั้ง ไม่ว่าจะสร้างความเดือดร้อนสักแค่ไหน ฉันก็จะไม่มีวันทอดทิ้งเธอเด็ดขาด นางเอกเลยถามอย่างใสซื่อว่า ทำไมล่ะคะ?

สึกิชิโระซังตอบว่า ถ้าอยากรู้เหตุผล ฉันจะบอกให้เอง

พูดเสร็จก็… จูบนางเอก

ว้ายกรี๊ด หัวหน้าคะะะะะะะะ หัวหน้าใจเย๊นนนนนนนนนนนน ฮว๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

/ทึ้งหัวตัวเองแล้วสูดหายใจลึกๆ

สึกิชิโระซังสารภาพว่าหลงรักนางเอกที่ทุ่มเททำงานเพื่อฟอร์เต้อยู่เสมอ นางเอกก็งงๆ ว่าว้อทแฮพเพ่น??? นี่ฉันฝันอยู่รึเปล่า??? สึกิชิโระซังจะมาชอบคนอย่างฉันได้ยังไงกัน!!!!???? พอตื่นเช้าวันต่อมา สึกิชิโระซังก็ทำตัวเหมือนปกติ พาไปส่งถึงหน้าบ้านอย่างสงบเยือกเย็น ปล่อยให้นางเอกสับสนว่าเรื่องเมื่อคืนมันเป็นความฝันรึเปล่านะ??

หลังจากวันนั้นนางเอกก็ได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจว่าสรุปจูบนั้นเป็นเรื่องจริงหรือความฝัน สงสัยจนผ่านมาครึ่งปีก็ยังสงสัยอยู่ (ทำไมเป็นคนเก็บงำความสงสัยเอาไว้กับตัวเองได้นานมาก……)

พอไทม์สคิปมาครึ่งปี นางเอกกับสึกิชิโระซังต่างก็งานยุ่งจนแทบไม่ได้เจอหน้ากัน หนุ่มๆ ฟอร์เต้ทักว่าหมู่นี้ไม่ค่อยเจอสึกิชิโระซังเลย นางเอกฟังแล้วก็หงอยออกนอกหน้าจนหนุ่มๆ เริ่มระแคะระคาย เราว่ารูทสึกิชิโระซังเนี่ยฟอร์เต้ทุกคนน่ารักมากกกกกกกกกก พอรู้ว่านางเอกชอบสึกิชิโระซังก็ช่วยเชียร์กันเต็มที่ ชอบฟอร์เต้โหมดเฮฮาเพื่อนกันพันเก้าแบบนี้มากกว่าแบบมะรุมมะตุ้มรุมรักนางเอกเยอะเลย (แต่จริงๆ ในเกมก็ไม่ได้รุมรักนางเอกกันขนาดนั้น รูทใครรูทมัน มีแต่ในนิยายแหละที่รุมแย่งกัน)

ด้วยความคาใจข้างในลึกๆ ว่าสรุปแล้วเรื่องในวันนั้นมันเป็นความจริงหรือฝันไป นางเอกเลยรอเจอสึกิชิโระซังที่บริษัทจนมืดค่ำ พอเจอก็บอกว่ามีเรื่องจะคุยด้วย สึกิชิโระซังเลยชวนไปคุยที่อื่นเพราะรู้ว่าจะคุยเรื่องส่วนตัว ซึ่งเรื่องส่วนตัวไม่ควรมาคุยกันที่บริษัท โห! จริงจังดีมาก!

สึกิชิโระซังขับรถสปอร์ตพานางเอกไปหาที่คุยกัน ตอนอยู่บนรถนางเอกก็ทักว่าชอบรถเหรอคะ? สึกิชิโระซังตอบว่าเป็นงานอดิเรกอย่างนึง โอ้โหหหห งานอดิเรกคือขับรถสปอร์ต ไม่ธรรมดาเด้ออออ

สึกิชิโระซังขับรถพานางเอกมาถึงสวนสาธารณะริมทะเล บรรยากาศสุดแสนจะโรแม้นถีคคคค พอนางเอกเกริ่นว่าอยากถามเรื่องก่อนหน้านี้ สึกิชิโระซังก็รู้ทันทีว่านางเอกจะถามเรื่องที่โรงแรมในคืนนั้น

สึกิชิโระซังบอกว่าอยากให้นางเอกจำเรื่องในคืนนั้นไม่ได้ จะได้ถือว่ามันไม่เคยเกิดขึ้น (อ้าววววว หัวหน้าคะะะะะ หัวหน้าจะจูบสาวแล้วบอกให้เขาลืมไม่ด้ายยยยยยยย)

สาเหตุที่สึกิชิโระซังอยากให้นางเอกลืมไปซะเป็นเพราะสึกิชิโระซังนึกว่านางเอกยังตัดใจจากเออิจิโร่ไม่ขาด (ว้าย ตัดขาดไม่เหลือเยื่อใยใดๆ แล้วค่ะหัวหน้าขาาาาาาา) ที่ผ่านมาสึกิชิโระซังไม่เคยคิดจะสารภาพรักเลยเพราะนึกว่าคำสารภาพรักของตัวเองจะเป็นภาระของนางเอก แต่ตอนนั้นหลุดปากสารภาพไปเพราะห้ามตัวเองไม่ได้ โอ๊ยฮือออออออออ พ่อคนดี (;_____;)

บทพูดสึกิชิโระซังฉากนี้ทำใจสั่นสะเทือนไปหลายริกเตอร์ ฟังแล้วต้องหันไปจิกหมอนบ้าง ทุบพื้นบ้าง ฟังติดต่อกันทั้งฉากไม่ได้ เดี๋ยวหัวใจระเบิดตายก่อน เขินไปหมด ข่นบ้าาาาาาาาา (///////-///////)

ประโยคที่ชอบมากคือ “ถ้าหัวใจของเธอไม่มีช่องว่างให้ฉันแทรกเข้าไปแม้แต่เศษเสี้ยว ได้โปรดบอกมาตรงนี้ ตอนนี้เลยเถอะ”

โอยยยยยย พูดจาเว้าวอนมากอะะะะะะะะ ฮืออออ อยากได้ช่องว่างในใจเหรอคะะะ ว่างรอหัวหน้าทั้งสี่ห้องหัวใจเลยค่ะ เชิญซิ่งรถสปอร์ตเข้ามาเลย คัมม่อน ยินดีต้อนรับบบบบบบ

ระหว่างที่นางเอกอ้ำอึ้งไม่รู้จะตอบยังไง สึกิชิโระซังยังพูดต่ออีกว่า แต่ถ้าคำพูดของฉันทำให้หัวใจของเธอหวั่นไหวได้บ้างล่ะก็ ฉันจะไม่ตัดใจจากเธอเด็ดขาด โอ้โหหหหหหห ประโยคนี้ก็ชวนล้มตายเหลือเกินนนนนน (ณ จุดนี้ต่อให้สึกิชิโระซังพูดว่าจะไปเข้าส้วมเราก็คงเป็นลมอยู่ดีอะ มืดบอดสุด)

นางเอกโดนสารภาพรักแล้วก็ยังไม่ค่อยเข้าใจความรู้สึกตัวเองเท่าไหร่ สึกิชิโระซังบอกว่าไม่ต้องรีบก็ได้ รอได้ แต่ก็งัดไม้ตายออกมาบอกว่าตัวเองกำลังจะได้เลื่อนขั้นไปเป็นกรรมการบริษัท จะไม่ได้อยู่ในแผนกเมเนจเมนต์อีกแล้ว อีกไม่นานจะไม่ใช่หัวหน้าของนางเอกโดยตรงอีกแล้ว (ม่ายยยยยยย หัวหน้าขราาาาาาาา อย่าปัยยยยยยยยยย /พุ่งเข้าเกาะขา)

นางเอกฟังแล้วก็ช็อกอย่างแรง เดินเหม่อลอยจนสะดุดล้ม เดือดร้อนสึกิชิโระซังต้องช่วยประคองอีก สึกิชิโระซังบอกว่า เพราะอย่างนี้ไงถึงปล่อยเธอเอาไว้ไม่ได้ แอร่กกกกกกกกกกก ประโยคนี้คิโชซังพากย์ดีมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ รู้สึกเลยว่าสึกิชิโระซังรักนางเอกมากจริงๆ เรากดฟังซ้ำเป็นสิบรอบ ใจพองแล้วพองอีกจนระเบิดตูมตามเป็นโกโก้ครันช์ ทั้งที่เป็นแค่ประโยคธรรมด๊าธรรมดาแต่พอออกมาจากปากสึกิชิโระซังแล้วพลังทำลายล้างสูงเหลือเกิน (≧д≦)(≧д≦)(≧д≦)

และแล้ววิกฤติก็มาเยือนในรูปแบบของมัตสึนางะซังอีกครั้ง มัตสึนางะซังเอารูปถ่ายโอซามุกับครูสอนเปียโนที่คบชู้กันมาขู่ให้นางเอกย้ายไปทำงานกับตัวเองซะ รอบนี้มัตสึนางะซังก็ยังคงมาแบบตัวร้ายมากกกกก แต่ร้ายแบบหล่อจังเลยอ้ะฮืออออออ คนนี้เราก็สุดจะแพ้ทาง แค่เห็นหน้าหัวใจก็ฟูฟ่อง/////// ชอบที่บอกว่า ฉันอยากได้เธอขึ้นมาซะแล้ว ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีไหนก็ตาม โอ๊ย ชั่วจังเลยค่ะะะะ พ่ายแพ้♥♥♥

นางเอกที่อยากปกป้องฟอร์เต้คล้อยตามคำข่มขู่ บอกว่าจะยอมลาออกก็ได้ แต่สึกิชิโระซังที่โดนมัตสึนางะซังเรียกมาด้วยบอกว่าไม่ยอมให้ลาออกเด็ดขาด ก่อนจะยื่นข้อเสนอให้มัตสึนางะซังว่า จะยอมให้สัมภาษณ์ “สึกิชิโระ โซตะ” ก็ได้ จะยอมให้ขุดอดีตของตัวเองขึ้นมาเขียนบทความสักเท่าไหร่ก็ได้ มัตสึนางะซังเลยขำก๊ากแต่ก็ยอมรับข้อเสนอนี้เพราะอยากจับสึกิชิโระซังลงหนังสือมานานแล้ว

ตรงนี้ถ้าอ่านนิยายเล่มจบของสึกิชิโระซังจะเข้าใจความรู้สึกมัตสึนางะซังได้ดีกว่าในเกมเยอะเลย ในเกมดูยอมรามือจากนางเอกง๊ายง่าย ในนิยายจะแสดงความรู้สึกที่มัตสึนางะซังมีต่อสึกิชิโระซังได้ละเอียดกว่า คือรู้เลยว่ามัตสึนางะซังอยากดึงสึกิชิโระซังกลับเข้าวงการมากขนาดไหน ฉากในนิยายที่มัตสึนางะซังยืนดูสึกิชิโระซังถ่ายแบบก็ดูเปี่ยมสุขเหลือเกิน ไม่แปลกใจว่าทำไมมัตสึนางะซังถึงยอมตกลงทันทีที่สึกิชิโระซังเอาตัวเข้าแลก (สรุปว่าที่จีบคนนี้ไม่ได้เพราะนางเอกไม่มีทางเอาชนะสึกิชิโระซังได้สินะ ปวดใจเบาๆ…)

พอมัตสึนางะซังไปแล้ว นางเอกก็ขอโทษสึกิชิโระซังที่สร้างความเดือดร้อนอีกแล้ว เพราะตัวเองปกป้องฟอร์เต้ไม่ได้ แต่สึกิชิโระซังบอกว่า เธอนั่นแหละที่เป็นคนปกป้องฟอร์เต้เอาไว้ เพราะเธอพยายามปกป้องฟอร์เต้ ฉันถึงยื่นข้อเสนอแบบนั้นไป สิ่งที่ฉันอยากปกป้องก็คือเธอที่พยายามปกป้องฟอร์เต้ เธอคือผู้จัดการของฟอร์เต้ เธอปกป้องฟอร์เต้ไปเถอะ ส่วนเธอ ให้ฉันเป็นคนปกป้องเถอะนะ

โอ้โหหหหหห หัวหน้าค๊ะะะะะะะะะะะะะะะ!!!!!!! อย่าพูดจาแบบนั้นด้วยสีหน้าอันสุดแสนอ่อนโยนอย่างงั้นนนนนน ฮือออออออ หัวใจมันทนไม่ไหวววววว /นอนกุมใจตายอย่างสงบศพสีชมพูระยิบระยับ

นางเอกได้ฟังคำพูดเหล่านั้นแล้วก็ปวดแปลบในอก ความรู้สึกท่วมท้นจนตระหนักได้ว่า เออ จริงๆ แล้วเราชอบสึกิชิโระซังนี่หว่า (ยัยฟุตาบะะะ รู้ตัวช้ามากกกกกกกก ชั้นรู้ตัวมาตั้งแต่ยังไม่เริ่มเกมเลยนะยะว่าชั้นรักเค้าาาาาา) 

หลายวันต่อมา หนุ่มๆ ฟอร์เต้ช่วยกันเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงให้สึกิชิโระซัง ตอนอยู่ในงานเลี้ยงสึกิชิโระซังโดนคนนู้นคนนี้ห้อมล้อมจนนางเอกไม่ได้คุย ได้แต่ยืนคุยกับฟอร์เต้แบบจ๋อยๆ พองานเลี้ยงเลิกทาคุมะเลยเรียกสึกิชิโระซังมาหานางเอกแล้วบอกว่านางเอกเมาแล้ว นางเอกก็งงๆ ว่าเมาอะไร ไม่ได้เมาซะหน่อย โอซามุเลยบอกให้นางเอกเงียบไว้ ส่วนทาคุมะก็ยุให้สึกิชิโระซังไปส่งนางเอก เนี่ยยยยย ฟอร์เต้พอทำตัวแบบนี้แล้วน่ารักเชียว (〃ω〃)

ทว่าขณะที่ทาคุมะกับโอซามุช่วยกันวางแผนให้สึกิชิโระซังไปส่งนางเอก เอจิกลับถามขึ้นมาแบบไม่รู้เรื่องรู้ราวว่า เป็นอะไรรึเปล่า?? คือดูเป็นห่วงจริงจังมาก ส่วนฟูโตะก็บ่นว่านี่เล่นละครอะไรกันอยู่ ดูยังไงนางเอกก็ไม่ได้เมาซะหน่อย

ปกติเอจิกับฟูโตะจะมีความเซนส์ไวกับเรื่องพวกนี้ แต่ฉากนี้เด๋อทั้งคู่เลย น่ารักดี 5555555555 (เราว่าเอจิคงไม่รู้เรื่องจริงๆ ส่วนฟูโตะบางทีอาจจะแค่ไม่อยากให้ความร่วมมือ……)

ด้วยเหตุนี้สึกิชิโระซังเลยเดินไปส่งนางเอกสองต่อสอง สึกิชิโระซังขอบคุณนางเอกที่ช่วยจัดงานให้ นางเอกเลยขอโทษเพราะตัวเองไม่สามารถยินดีกับการเลื่อนตำแหน่งของสึกิชิโระซังได้จากใจจริง พอคิดว่าสึกิชิโระซังไม่ใช่หัวหน้าแล้วก็เหงาขึ้นมา สึกิชิโระซังได้ยินดังนั้นจึงคว้าตัวนางเอกเข้าไปกอดหมับบบบบบบ

สึกิชิโระซังบอกว่าถึงจะเคยบอกว่ารอได้ แต่ตอนนี้รอไม่ไหวแล้ว ตอบมาเถอะว่ารู้สึกยังไง นางเอกก็ตอบว่า ฉันก็ชอบสึกิชิโระซังค่ะ ชอบแต่ไม่รู้จะบอกยังไง เพราะสึกิชิโระซังรู้ว่าฉันเคยชอบเออิจิโร่คุงมาก่อน กลัวบอกไปแล้วสึกิชิโระซังจะไม่เชื่อ

แต่สึกิชิโระซังก็เชื่อและบอกว่า ดีจริงๆ ที่ฉันไม่ได้ตัดใจจากเธอ โอ๊ยฮรืออออออออออ หัวหน้าขราาาาาาาาาาาา (≧д≦)(≧д≦)(≧д≦)

พอใจตรงกันแล้วเนื้อเรื่องก็จะแยกเป็นสองทาง ทางนึงแยกไปฉากจบธรรมดากับแบดเอนด์ อีกทางแยกไปฉากจบกินเนื้อ มีสามฉากจบเท่ากับคนอื่นๆ

ทางที่แยกไปฉากจบธรรมดาจะเกิดอีเวนท์นางเอกสรวลเสเฮฮากับฟอร์เต้ในห้องแต่งตัว แล้วจู่ๆ สึกิชิโระซังก็โทรมาพอดี คุยงานกันเสร็จสึกิชิโระซังก็บอกว่าคืนนี้เลิกงานแล้วจะไปรับ นางเอกเลยระริกระรี้ยิ้มแป้นไม่หุบจนฟูโตะแซะว่า ดีอกดีใจเชียวนะ ดีใจอย่างกับหมา ได้ยินแล้วอายแทน (โอ้โหววววว ปาก!!!!! แค่ดีใจที่แฟนโทรมา จำเป็นต้องด่ากันเจ็บแสบขนาดนี้มั้ยคะน้องงงง)

แต่หนุ่มๆ ฟอร์เต้เห็นนางเอกกับสึกิชิโระซังท่าทางไปได้สวยก็ยินดีกันแหละ ฉากนี้ชอบตรงที่เอจิถามนางเอกว่า ตอนนี้มีความสุขหรือเปล่า? พอนางเอกตอบว่ามีความสุข เอจิก็ยิ้มให้และบอกว่า งั้นก็ดีแล้ว

รูทนี้เรามองว่าเอจิไม่ได้ชอบนางเอกในเชิงชู้สาวแต่เห็นนางเอกเป็นเพื่อนคนนึง เป็นคนที่ช่วยดึงสติให้ตัวเอง เป็นผู้จัดการที่พึ่งพาได้ แต่เอจิคงยังติดค้างในใจเรื่องที่ตัวเองเคยปฏิเสธนางเอก พอรู้ว่านางเอกมีความสุขกับสึกิชิโระซังก็สบายใจ คือเอจิฉากนี้ดูใส่ใจและหวังดีจริงๆ เป็นฉากของเอจิที่พูดแค่ไม่กี่คำแต่เราชอบมากเลย (*´ェ`*)

ส่วนฟูโตะที่ออกแนวเอือมๆ กับนางเอกมากกว่าจะยินดีก็พึมพำอยู่คนเดียวว่า ถ้าไม่ยอมแพ้ก็จะสมหวังในสักวัน มีความรักแบบนั้นอยู่ด้วยสินะ โอ้โหหหหหห เล่นมาทั้งเกมเพิ่งเจอฟูโตะพูดถึงความรักออกมาก็ประโยคนี้ ฟังแล้วสงสารเบาๆ น้องยังไม่ตัดใจจากพี่สาวอีกเหรอคะลูก พี่เขาเลือกแล้ว น้องยอมแพ้เถอะ มาทางนี้มา /กวักมือยิกๆ

หลังจากนั้นพอเลิกงานแล้วสึกิชิโระซังก็มารับนางเอกไปสวนสาธารณะริมทะเลที่เก่าเจ้าเดิม พอเดินจับมือกันกุ๊งกิ๊งนางเอกก็ถามว่าสึกิชิโระซังใจเต้นมั้ยคะ? สึกิชิโระซังเลยจับมือนางเอกไปแนบอกให้ฟังเสียงหัวใจ แหมมมมมมมมมมมมมมมมมม

พอสึกิชิโระซังบอกว่ากลับกันเถอะ นางเอกที่ยังไม่อยากกลับเลยหาเรื่องคุย ว่าแล้วก็ชวนคุยเรื่องนาฬิกาข้อมือที่สึกิชิโระซังใส่อยู่เสมอ สึกิชิโระซังเลยเล่าให้ฟังว่าซื้อนาฬิกาเรือนนี้มาสมัยเข้าทำงานใหม่ๆ เป็นเครื่องรางในการทำงานเอาไว้ให้ตัวเองรู้สึกฮึดขึ้นมา นางเอกก็บอกว่า นาฬิกาเรือนนี้เป็นสมบัติของสึกิชิโระซังสินะคะ! สึกิชิโระซังตอบว่า ใช่ มันเคยเป็นสมบัติของฉัน แต่ตอนนี้ฉันมีของสำคัญยิ่งกว่า นั่นก็คือเธอไงล่ะ (….หัวหน้าคะ พูดจาเลี่ยนๆ แบบนี้ก็เป็นเหรอคะ /หรี่ตามอง)

ฉากนี้ประทับใจตรงที่…… ในที่สุดสึกิชิโระซังก็เปลี่ยนเสื้อ 55555555555555 ใส่สูทมาทั้งเกมจนนึกว่าจะไม่ได้เห็นชุดอื่นละ

หลังฉากนี้จะแยกเป็นฉากจบสองแบบ ในฉากจบแบบธรรมดา มัตสึนางะซังจะส่งนิตยสารที่เขียนบทความเรื่องสึกิชิโระซังมาให้นางเอก นางเอกได้พัสดุมาก็แกะดู เอจิที่อยู่ตรงนั้นพอดีเลยร่วมด้วยช่วยกันดู พอเอจิบอกว่ามีรูปเปลือยท่อนบนด้วย นางเอกก็ตื่นเต้นตกใจรีบจ้องไม่วางตา จ้องจนเอจิเบะปากใส่บอกว่าจ้องมากเกินไปแล้ว (อุ๊ย โทษๆ บับแว่หัวหน้าเผ็ชมากค่ะ ช่วยไม่ได้)

ทันใดนั้นสึกิชิโระซังก็โผล่มาเห็นและพยายามจะยึดนิตยสารไป จังหวะที่สึกิชิโระซังกำลังบ่นๆๆ พี่ชายนางเอกก็โทรเข้ามาที่บริษัท คุยไปคุยมาคุณพี่ชายก็ขอคุยกับสึกิชิโระซัง แล้วสองหนุ่มก็คุยกันงุบงิบ นางเอกได้ยินสึกิชิโระซังบอกว่า งั้นผมขอนะครับ นางเอกเลยนึกว่าสงสัยพี่ชายบอกว่าจะส่งผักที่บ้านไปให้สึกิชิโระซังมั้ง?

ทว่าสึกิชิโระซังมาเฉลยตอนไปกินข้าวเที่ยงด้วยกันว่าแท้ที่จริงแล้วพี่ชายบอกว่าจะยกน้องสาวให้ สึกิชิโระซังเลยบอกว่าขอนะครับ (โอเค้ ลงมือฉับไวมากค่ะหัวหน้า คบกันไม่ทันไรสู่ขอกะครอบครัวเรียบร้อย แหมมมมมมมมมม) เล่าแล้วสึกิชิโระซังก็ให้นาฬิกาข้อมือนางเอกเป็นของขวัญแล้วบอกว่าเอาไว้สักวันพอถึงเวลาที่เหมาะสมค่อยให้แหวนนะ ว่าแล้วก็จุ๊บมือหนึ่งที จบ เป็นฉากจบที่น่ารักชวนอมยิ้มดี (*´∀`*)

ส่วนแบดเอนด์ค่อนข้างถูกใจเรา ถูกใจพอๆ กับแบดเอนด์รูทเอจิเลย แม้จะเล่นมุกคล้ายๆ กัน 55555555555 ในแบดเอนด์รูทนี้นางเอกกับสึกิชิโระซังจะทะเลาะกันจนนางเอกร้องไห้วิ่งหนีเข้าร้านเหล้า มัตสึนางะซังผ่านมาเห็นเลยตามเข้ามาในร้านและช่วยพูดปลอบ ช่วยเช็ดน้ำตาให้อย่างอ่อนโยนด้วย (อ๊ากกกกกกก คนจีบไม่ได้อย่าทำตัวอย่างงี้สิคะะะะะะะะ)

นางเอกเจอหนุ่มหล่อปลอบใจเลยร้องไห้โผเข้าซบ ปรากฏว่าสึกิชิโระซังวิ่งตามนางเอกมาเจอฉากอิงแอบแนบชิดเข้าพอดิบพอดี แล้วฉากนี้ก็จบแบบค้างๆ คาๆ อย่างงี้แหละ แต่แค่มีมัตสึนางะซังมาปลอบใจก็ถือเป็นแบดเอนด์สุดเทพแล้ว ช่วยออกแฟนดิสก์ที่มีรูทมัตสึนางะซังหน่อยเถอะะะะ ได้โปรดดดดดดดดดดด

ในส่วนของเนื้อเรื่องที่แยกไปฉากจบแบบกินเนื้อ นางเอกจะได้ติดสอยห้อยตามสึกิชิโระซังไปทำงานที่โอซาก้าแบบไปเช้าเย็นกลับ แต่ขากลับเกิดอากาศแปรปรวนจนชินคังเซนหยุดวิ่ง นางเอกกับสึกิชิโระซังเลยต้องค้างคืนด้วยกันที่โรงแรมในโอซาก้าหนึ่งคืน

โรงแรมที่ทั้งสองคนไปค้างเป็นโรงแรมที่นางเอกเคยค้างกับเอจิด้วยกันเมื่อครั้งกระโน้นนนนน พอกลับมาค้างที่เดิมนางเอกเลยรำลึกความหลัง พูดถึงเอจิให้สึกิชิโระซังฟัง สึกิชิโระซังเห็นนางเอกพูดถึงเอจิไม่หยุดก็งอนตุ๊บป่องนอนหันหน้าหนีไปอีกทาง นางเอกเลยเข้าไปกอดจากด้านหลังเป็นการง้อ

นางเอกบอกสึกิชิโระซังว่าไม่ต้องหึงหรอกค่ะ เพราะไอดอลไม่มาสนใจคนอย่างฉันหรอก (แน๊! ยัยฟุตาบะะะ หล่อนไม่ควรพูดแบบนี้หลังจากงาบไอดอลไปห้าคนรวดนะ!) สึกิชิโระซังดึงนางเอกเข้าไปกอดและบอกว่าเธอไม่รู้ตัวสินะว่ามีเสน่ห์ขนาดไหน เธอทำให้ฟอร์เต้เปิดใจแล้ว ตอนนี้ยังมาขโมยหัวใจของฉันไปอีก พูดเสร็จก็จูบหนึ่งที แหมมมมมมมมมมมมม

สึกิชิโระซังสารภาพว่าเคยคิดหลายครั้งแล้วว่าไม่อยากปล่อยให้นางเอกอยู่กับฟอร์เต้ ไม่นึกว่าตัวเองจะเป็นคนขี้หึงขนาดนี้ (วี้ดดดดดดดดดดดดดด///////) ส่วนนางเอกบอกว่าดีใจที่สึกิชิโระซังไม่ได้เป็นไอดอลแล้ว จะได้เป็นของฉันคนเดียวไงคะ แล้วทั้งสองก็จูบกันไปจูบกันมา ก่อนจะกลายเป็นของกันและกันอย่างลึกซึ้งในที่สุดดดดด ว้ายยยยยย /ปิดตา (*/ω\*)

หลังจากนั้นก็เป็นฉากจบละ ในฉากจบแบบกินเนื้อ สึกิชิโระซังกับนางเอกไปคุยงานกันในห้องประชุมของบริษัทสองต่อสอง นางเอกทำงานทุกอย่างคล่องแคล่วมากจนสึกิชิโระซังชม นางเอกเลยบอกว่าฉันตั้งใจทำงานเพื่อให้เรามีเวลาว่างเจอกันไงคะ! ว่าแล้วนางเอกก็บอกสึกิชิโระซังว่า ฉันตั้งใจทำงานขนาดนี้ ขอรางวัลหน่อยสิคะ! พูดจบก็จุ๊บสึกิชิโระซังแบบไม่ทันให้ตั้งตัวหนึ่งที สึกิชิโระซังเลยคว้าตัวเองนางไปแปะติดผนังแล้วถามว่าแค่จูบจะพอเหรอ? แหมมมมมมมมมมมมมมมมมมม

พอนางเอกบอกว่า ที่นี่มันห้องประชุมนะคะ….. สึกิชิโระซังก็ตอบแบบขรึมๆ ว่า ฉันจองไว้ชั่วโมงนึง ไม่มีใครมาหรอก (เอ๊าาาาาาา หัวหน้าคะะะะะะ นี่ใช่หัวหน้าคนเดิมที่เคยบอกว่าเรื่องส่วนตัวไม่ควรคุยกันในที่ทำงานแน่เหรอค๊ะะะะะะ) แล้วสึกิชิโระซังก็ถามซ้ำอีกรอบว่า แค่จูบพอแล้วจริงเหรอ? นางเอกก็รีบตอบอย่างว่องไวว่า ไม่ค่ะ ไม่พอเลยค่ะ (ยัยเด็กใหม่นี่มันร้ายนะคะหัวหน้า!!!!! /กัดผ้าเช็ดหน้าด้วยความริษยา) 

นางเอกบอกว่าอยากให้สึกิชิโระซังกอด เพราะอยู่ในอ้อมแขนสึกิชิโระซังแล้วรู้สึกอบอุ่นสบายใจ สึกิชิโระซังก็กอดหมับแล้วถามว่าอยากให้ทำอะไรต่อ? (เห่นโล้ววววววว นี่ห้องประชุมบริษัททททททททททท เข้าใจนะว่าเป็นฉากจบกินเนื้อ แต่จะมากินกันตรงนี้ไม่ด้ายยยยยยยย)

แล้วนางเอกก็ขอให้สึกิชิโระซังจูบอีก จากนั้นต่างฝ่ายต่างก็บอกรักกัน จบ กิจกรรมในห้องประชุมจะไปสิ้นสุดตรงไหนต้องไปจินตนาการต่อกันเอาเอง 55555555555555

และแล้วรูทสึกิชิโระซังที่เก็บไว้หลังสุดก็จบลงอย่างอิ่มอกอิ่มใจด้วยประการฉะนี้ ฮือออออออออ ชอบรูทนี้มากๆๆๆๆๆ ตอนเล่นรูทฟอร์เต้แต่ละคนมันจะมีความปวดประสาทบางอย่างแฝงอยู่ อารมณ์แบบ เฮ้! พวกนายเป็นไอดอลนะ!!?? แต่รูทสึกิชิโระซังไม่มีอะไรแบบนั้นเลยเพราะเป็นตาลุงซาลารี่มังธรรมดา 555555555

จริงๆ ในแง่ความสนุกแล้วเราว่ารูทฟอร์เต้ดำเนินเรื่องสนุกหวือหวากว่ารูทสึกิชิโระซังเยอะเลยนะ อีเวนท์สึกิชิโระซังไม่หวือหวาอะไรเลย ออกแนวทำงานด้วยกันไปเรื่อยๆ ก็รักกันไปตามธรรมชาติ แม้จะร้อนแรงสู้เหล่าไอดอลไม่ได้ แต่ก็เต็มไปด้วยความอบอุ่นและความห่วงใยใส่ใจกัน ซึ่งสิ่งนี้แหละที่ดีงามมากกกกกกกกก (///ω///)

โดยรวมแล้วเราว่าเกมทำออกมาสนุกกว่าที่คาดหวังไว้นะ เพราะเราไม่ได้คาดหวังอะไรเลย 5555555555 ไม่นึกว่าสตอรี่มันจะชวนให้อยากรู้อยากเห็นถึงขั้นวางไม่ลงได้ทุกรูท แม้ว่าไคลแมกซ์แต่ละรูทจะมาแพทเทิร์นเดียวกันก็ตาม แต่อันที่จริงเนื้อเรื่องหลักๆ มันก็เหมือนในนิยายแหละ (ไปทบทวนเนื้อเรื่องนิยายด้วยการอ่านปกหลังทุกเล่มที่อนิเมทมา…) ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงเลื่อนวันวางขายเกมมาเนิ่นนานขนาดนี้ คงเพราะรอให้นิยายออกเล่มจบก่อนนั่นเอง

หลังจากเล่นจบครบทุกรูทแล้วเราไปอ่านนิยายเล่มจบทั้งสองเล่มมาและพบว่าอ่านนิยายได้สนุกขึ้นเยอะมากกกก เมื่อก่อนอ่านแล้วค่อนข้างอิดหนาระอาใจกับฟอร์เต้ แต่ตอนนี้สามารถอ่านแล้วเอ็นดูทุกคนได้อย่างจริงใจ ชอบที่อ่านแล้วเข้าใจความรู้สึกตัวละครได้มากขึ้นด้วย เราชอบโทวะในนิยายมากกว่าในเกมด้วยซ้ำ ไว้กลับบ้านจะไปขุดมาอ่านใหม่ตั้งแต่เล่มหนึ่งเลย ฮึ่ม!

 

ป.ล. ตั้งแต่เริ่มเล่นเกมนี้ก็ติดเพลง フォリラ ที่เป็นเพลงเปิดเกมหนึบหนับเลย ฟังทู้กกกกวัน เพลงสดใสสมเป็นไอดอลดี ชอบทุกท่อนที่ฟูโตะร้อง ฮืออออ น้องชายของพรี่ยยยยยย์

แต่ประเด็นคืออยากบอกว่า ชอบทาคุมะลุคนี้ หล่อดี แฮ่ (//∇//)

Fortissimo – Akaboshi Eiichiro

เล่นรูทหนุ่มๆ ฟอร์เต้ใน Fortissimo ครบทุกคนแล้ว เย้! \(^o^)/

หลังจากเล่นรูทเรียวคุงจบไปก็ตามด้วยทาคุมะ โทวะ และโอซามุ คาดหวังกับโอซามุไว้เยอะแต่พอเล่นจริงแล้วกลับเฉยๆ แฮะ เรื่องราวมันคล้ายๆ รูททาคุมะที่เล่นก่อนหน้า แถมเรารู้สึกชอบคาแรกเตอร์ทาคุมะมากกว่าด้วย แต่ทั้งสามรูทก็สนุกระดับเริ่มเล่นตอนตีหนึ่งแล้ววาร์ปมาตีสี่โดยไม่รู้ตัวทุกรอบเลย เริ่มแล้ววางไม่ลงทุกที น่ากลัวที่สุด

หลังจากเคลียร์ไปสี่คนแล้วก็ตามด้วยเออิจิโร่คุง หรือเอจิคุง ลีดเดอร์ของวงและพระเอกฉบับนิยาย

แม้ในรูทเรียวคุงเราจะบ่นเอจิไว้เยอะแยะ แต่เอาจริงๆ เราว่าเอจิเป็นคนที่มีมุมน่ารักๆ เยอะเหมือนกันนะ เล่นรูทเอจิแล้วรู้สึกโอเคขึ้นเยอะ ไม่ค่อยหวาดผวาเหมือนตอนเล่นรูทเรียวคุงจบหมาดๆ ละ รูทนี้เป็นรูทที่เราว่าสนุกรองจากรูทเรียวคุงเลย (เพราะสึกิชิโระซังบทเยอะดี ผ่าม!!!) ดังนั้นวันนี้จะมาพูดถึงรูทเอจิคนนี้นี่แหละ

 

*SPOILER ALERT*

 

● ความจริงแล้วในบรรดาฟอร์เต้ทั้งห้าคนเนี่ย เอจิเป็นคนที่ดูเผินๆ แล้วเหมือนจะแสนดีที่สุดแล้ว เป็นคนที่ทำตัวไนซ์กับนางเอกมาตั้งแต่ยังไม่ทันรู้จักกันด้วยซ้ำ

● เอจิเป็นผู้ชายคนแรกสุดที่นางเอกเจอตอนต้นเรื่อง วันแรกที่นางเอกจะไปทำงาน นางเอกแวะร้านกาแฟแต่ดันโดนตาลุงชนจนกาแฟหก เอจิที่อยู่ในร้านพอดีเลยยกกาแฟที่ตัวเองซื้อมาแต่ยังไม่ได้กินให้ แถมยังบอกว่า เรื่องหางานพยายามเข้านะ! เพราะเห็นนางเอกใส่สูทสำหรับหางานเลยเข้าใจผิด โอ้โหหหห เปิดตัวแบบหนุ่มหล่อแสนดีมั่กๆ!! ฝ่ายนางเอกเห็นหนุ่มหล่อให้กาแฟมาก็รับมากินหน้าตาเฉย เอ่ออออออ เป็นเราถ้าเจอแบบนี้เราไม่กล้ากินนะ ต่อให้อีกฝ่ายหล่อขนาดไหนก็เถอะ 5555555555

● ช่วงแรกๆ ไม่ว่ารูทใดก็ตาม เอจิจะดีกับนางเอกมากกกกกกกก ขณะที่ฟอร์เต้คนอื่นๆ ทั้งบ่นทั้งด่านางเอก เอจิจะเป็นคนที่คอยพูดปกป้องให้ตลอด เป็นคนเดียวที่ให้ความรู้สึกว่าเป็นมิตรของนางเอกจริงๆ (ถ้าไม่นับสึกิชิโระซัง) คืออย่างโอซามุเนี่ย ถึงจะไม่ด่านางเอกแต่ก็เป็นคนที่ให้ความรู้สึกห่างเหินกว่าเยอะ ต่างกับเอจิช่วงแรกๆ ที่คอยให้กำลังใจนางเอกในการทำงาน เป็นคนที่ถ้าเราเป็นนางเอกคงรู้สึกอุ่นใจว่า เออ ถ้ามีคนนี้อยู่คงทำงานต่อไปได้แหละ แม้เรียวคุงจะด่ากันเจ็บแสบแค่ไหนก็ตาม *กัดผ้าเช็ดหน้า*

● นอกจากช่วยพูดให้กำลังใจเรื่องงานกันตลอดแล้ว เอจิยังคอยใส่ใจนางเอกอย่างที่คนอื่นไม่ค่อยจะใส่ใจด้วย ทั้งช่วยชงกาแฟมาให้ตอนง่วงๆ เห็นนางเอกเหนื่อยก็เอาน้ำมาให้ดื่ม พอนางเอกไปดูตัวเองซ้อมเต้นก็หยุดซ้อมแล้วหาเก้าอี้มาให้นั่ง ไหนจะคอยช่วยงานตรวจสอบต้นฉบับนิตยสารต่างๆ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่หน้าที่ตัวเองด้วย โอ้โห ประเสริฐ!

● มีอยู่วันนึงนางเอกต้องพาเอจิไปทำงานที่โอซาก้าแบบไปเช้าเย็นกลับ งานนี้เป็นอีเวนท์ที่ไม่ว่าจะเล่นรูทใครก็เจอหมด แต่รูทอื่นจะราบรื่นดีไม่มีปัญหา พอมาเล่นรูทเอจิปุ๊บ นางเอกทำตั๋วชินคังเซนขากลับหายจ้าาา สุดท้ายนางเอกกับเอจิเลยต้องค้างที่โอซาก้าด้วยกันหนึ่งคืน

● ความแสนดี๊แสนดีของเอจิคือไม่ด่านางเอกสักคำทั้งๆ ที่ทำพลาดร้ายแรง (เรานี่อินกว่าเอจิไปไกลมาก ตั๋วชินคังเซนมันแพงนะ! หล่อนจะมาทำหายง่ายๆ แบบนี้ไม่ได้!!) แถมตอนที่นางเอกโทรหาสึกิชิโระซังยังช่วยโกหกด้วยว่าโดนชวนไปดื่มเลยกลับโตเกียวไม่ได้ ต้องค้างคืนนึง โอ้โหหหห ทำไมแสนดีขนาดนี้!

● ทว่าแม้จะได้นอนค้างอ้างแรมด้วยกันก็ใช่ว่าจะค้างห้องเดียวกัน ทั้งสองคนจองโรงแรมแยกห้องกัน ขณะที่คนเล่นกำลังนึกเสียดายในใจนั้นเอง เอจิก็ใส่ยูคาตะมาเคาะประตูห้องเฉยเลยจ้าาา อะไรทำไมอ่อย!!!!

● หลังจากผ่านแบดเอนด์รูทเรียวคุงมาแล้วก็รู้สึกหวาดผวาสถานการณ์นี้เล็กน้อยถึงปานกลาง *เสียงสั่น*

● เอจิมาขอดูทีวีที่ห้องนางเอกเพราะทีวีห้องตัวเองเสีย ทั้งสองคนเลยดูละครที่เอจิแสดงนำด้วยกัน นางเอกดูไปดื่มเบียร์ไป ดูละครจบก็เมาพอดี (ทำไมกินกระป๋องเดียวเมาแล้ว! ตอนรูทเรียวคุงชั้นเห็นหล่อนกระดกเหล้าเอื๊อกๆ ไม่เห็นจะเมา!) เมาปุ๊บเอจิก็ช่วยดูแลอย่างดี พอนางเอกเผลอบ่นเรื่องงานยืดยาว เอจิก็ตั้งอกตั้งใจฟังแถมช่วยให้กำลังใจด้วย เนี่ย คนดี๊คนดี!

● เช้าวันต่อมา เอจิมาปลุกนางเอกเพราะมีสถานที่ที่อยากไปก่อนกลับโตเกียว ซึ่งสถานที่ที่ว่าคือชิงช้าสวรรค์

● ตื่นเต้นกับฉากนี้มากเพราะมันคือชิงช้าสวรรค์ที่ห้าง HEP FIVE อุเมดะ ซึ่งเป็นย่านที่เราไปเดินบ่อยๆ ปกติเวลาเจอสถานที่ที่เคยไปมาแล้วอยู่ในโลกสองมิติเราก็จะแค่ อ๊ะ ที่นี่เราเคยไป! แต่พอมาเจอชิงช้าสวรรค์ที่เห็นกันอยู่ทุกอาทิตย์กลายมาเป็นฉากในเกมแล้วรู้สึก ว้าวววววววววว มาก แม้ว่าเราจะไม่เคยขึ้นชิงช้าสวรรค์อันนี้เลยก็ตาม 5555555555

● นางเอกขึ้นชิงช้าสวรรค์มากับเอจิแล้วก็นั่งก้มหน้างุดตลอดเพราะจริงๆ แล้วเป็นคนกลัวความสูง พอชิงช้าสวรรค์โยกทีก็กรี๊ดที เอจิเลยบอกให้เงยหน้าดูวิว จะได้หายกลัว บอกแล้วก็จับหน้านางเอกให้เงยขึ้น แหมะะะะะ ถึงเนื้อถึงตัวนะยะ!!

● ชอบบทพูดเอจิตอนอยู่บนชิงช้าสวรรค์ เอจิบอกนางเอกว่าถึงตอนนี้จะยังไม่อยากเป็นผู้จัดการหรือไม่สนใจฟอร์เต้ก็ไม่เป็นไร จากนี้ไปก็ค่อยๆ ชอบยิ่งขึ้นก็ได้ ชอบเวลาเอจิพูดถึงวงหรือพูดอะไรแบบนี้ ดูสมเป็นลีดเดอร์ดี คือเอจิเนี่ยมีบทพูดที่ดูร๊ากกกกรักวงเยอะมาก แต่ดูจากพฤติกรรมบางเรื่องแล้ว เราก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกันว่าเอจิรักวงจริงๆ รึเปล่า ฮือ 5555555555

● บทพูดประมาณนี้ที่รู้สึกว่า โห เท่มาก!! คือตอนที่ฟอร์เต้ไปอัดรายการเพลงกัน แล้วเอจิพูดกับนางเอกก่อนออกไปร้องเพลงว่า เธอเคยบอกว่าไม่สนใจไอดอลสินะ งั้นฉันจะลองทำให้เธอลุ่มหลงดีมั้ยล่ะ? อื้อหือ พระเอก!!

● อยู่มาวันหนึ่ง นางเอกต้องตามเอจิไปที่กองถ่ายละคร เป็นกองละครที่เอจิเล่นกับเอรินะ พี่สาวแท้ๆ ของตัวเอง โดยเอจิรับบทเป็นน้องชายซึ่งเป็นพวกซิสคอนอาการหนัก (…) ฉากที่ถ่ายเป็นฉากที่พี่สาวแต่งงานแล้วน้องชายไปแสดงความยินดี นางเอกดูแล้วก็ซาบซึ้งใจ

● ระหว่างซาบซึ้งอยู่นั้นเอง มัตสึนางะซังก็โผล่มา แอร๊ยยยยยยยยยย (≧д≦)(≧д≦)

● ประโยคทักทายของมัตสึนางะซังในฉากนี้คือ ถ้าจะร้องไห้ก็มาร้องกับอกฉันสิ วั้ยตายแร้วววว /โผเข้าซบ

● มัตสึนางะซังบอกให้นางเอกลองจินตนาการภาพตัวเองเป็นเจ้าสาว แล้วก็แซวว่า เอ๊ เธอนึกภาพใครเป็นเจ้าบ่าวน้า คงไม่ใช่ฉันแน่ๆ น่าเสียดายจัง

● พูดขนาดนี้ขอแต่งงานเลยเถอะค่ะ! ถ้าเป็นมัตสึนางะซัง พร้อมแต่ง!!

● มัตสึนางะซังหลีนางเอกอยู่สักพัก เอจิที่เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็โผล่มาช่วยปกป้องนางเอก

● ม่ายยยยยยยยย!!!! เออิจิโร่คุงถอยไป!!!! ไม่ต้องปกป้องชั้นนนนนนน!!!!!!!! มัตสึนางะซังงงงงงงงงงง!!!!!!!

● เล่นไปเล่นมาเรายิ่งโกรธที่ไม่มีรูทมัตสึนางะซัง โกรธกว่าการไม่มีรูทฟูโตะอีก ฟูโตะยังเคยจีบกันมาแล้วในบราคอน แต่มัตสึนางะซังนี่จะไปจีบที่ไหนได้ ฮืออออออออ ส่งเขามาเกี้ยวพาราสีกันทุกรูทขนาดนี้แต่จบด้วยไม่ได้คืออะไร โหดร้ายที่สุด!!!

● ฉากนี้มัตสึนางะซังมาทำงานสัมภาษณ์เอจิกับเอรินะ หัวข้อแรกเป็นเรื่องความรัก เอจิบอกว่าตัวเองเป็นประเภทถ้าชอบใครแล้วจะไม่กล้าแตะต้องอีกฝ่าย ซึ่งนี่เองคือเหตุผลที่เอจิไม่กล้าแตะต้องเอรินะในรูทของเรียวคุง

● ในอีเวนท์ปาร์ตี้ก่อตั้งบริษัทของเจมส์เอนเตอร์เทนเมนต์ เอจิก็ยังคงแสนดี๊แสนดีอีกเช่นเคย

● อีเวนท์นี้นางเอกเดินชนเด็กเสิร์ฟจนโดนไวน์หกใส่ เรียวคุงเลยด่าเป็นชุด แถมเรียวคุงยังดูออกอีกต่างหากว่านางเอกชอบเอจิ เรียวคุงเลยเรียกนางเอกไปคุยกันนอกงาน เรียวคุงบอกนางเอกว่าถ้าคิดจะเก็บซ่อนความรู้สึกนั้นไว้ก็เก็บดีๆ อย่าแสดงออกมาให้ใครเห็นสิ แต่คนอย่างเธอชอบเอจิไปก็เท่านั้นแหละ ความรู้สึกของเธอมันสูญเปล่า รู้จักเจียมกะลาหัวซะบ้าง

● โอ๊ย ด่ากันขนาดนี้เอาแก้วไวน์ตีหัวยังเจ็บน้อยกว่า มาเป็นชุดแบบโนสนโนแคร์ใดๆ ทำไมล่ะเรียวคุง?? ลืมวันเวลาดีๆ ที่เราเคยมีให้กันไปหมดแล้วเหรอออออ โฮวววววววว (;____;)

● เรียวคุงฉากนี้เหมือนจะมาแบบตัวอิจฉา แต่เราชอบเรียวคุงในรูทเอจิมากเลย สัมผัสได้ว่าเรียวคุงหวังดีกับเอจิจริงๆ อย่างไม่มีข้อแม้ใดๆ ที่เรียกนางเอกมาด่านี่ก็ไม่ใช่เพื่อกำจัดคู่แข่งทางความรักหรืออะไรเลยนะ เรียวคุงแค่ไม่อยากให้นางเอกไปยืนทำหน้าเศร้าให้เอจิเห็น ไม่อยากให้นางเอกทำให้เอจิลำบากใจ ก็เท่านั้นเอง

● ส่วนความแสนดีของเอจิที่ว่านั้นคือ หลังจากนางเอกโดนเรียวคุงสวดเป็นชุดแล้ว เอจิที่รู้ว่านางเอกจะกลับบ้านก่อนก็รีบวิ่งออกจากงานมาหาแล้วยื่นแจ็คเก็ตให้ เพราะรู้ว่านางเอกคงคิดจะกลับบ้านทั้งๆ ที่เสื้อยังเปียกไวน์แหง โอ๊ยยยยยยยย ทำไมเป็นคนดีขนาดนี้!!

● ทว่าแม้เอจิจะใจดีด้วย นางเอกก็ไม่ได้ยินดีเลยเพราะรู้ว่าเขาใจดีกับทุกคนเป็นปกติอยู่แล้ว คิดแล้วนางเอกก็ปวดใจจนเผลอบอกว่า ชอบ บอกเสร็จก็วิ่งหนีกลับบ้านไปเลย ปล่อยเอจิให้ยืนงงอยู่อย่างงั้นแหละ

● หลังจากหลุดปากสารภาพรักไปแล้วนางเอกก็ทำงานพลาดบ่อยขึ้นเพราะสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ตื่นเช้ามาก็ไม่อยากไปทำงานเพราะไม่กล้าสู้หน้าเอจิ แถมเอจิยังจงใจเว้นระยะห่างอย่างเห็นได้ชัดอีกต่างหาก

● พอนางเอกทำงานพลาดบ่อยๆ เข้า เรียวคุงก็หมดความอดทน ด่านางเอกเป็นชุดอีกรอบ รอบนี้ด่าว่า คิดจะทำตัวเป็นนางเอกละครโศกที่กำลังทุกข์ใจกับความรักที่ไม่สมฐานะหรือไง โอ๊ยยยย ด่าเผ็ดตลอดอะคนนี้ โดนเรียวคุงด่ารัวๆ แล้วรู้สึกว่าแม้แต่ฟูโตะที่ว่าปากจัดยังกลายเป็นคนนิ่มนวลขึ้นมาเลย

● เรียวคุงพูดชัดเจนเลยว่าปกตินางเอกก็ทำงานห่วยอยู่แล้ว แต่ช่วงนี้ห่วยแตกกว่าเดิมอีก อย่างเธอน่ะไม่เหมาะกับอาชีพผู้จัดการไอดอลหรอก ลาออกไปซะเถอะ

● พอโดนว่าขนาดนั้นนางเอกก็ซึมกะทือไปเลย หลังจากนั้นพออยู่บนรถกันสองต่อสอง เอจิเลยถามว่ามีเรื่องอะไรกับเรียวรึเปล่าเพราะเห็นไปคุยกันแล้วท่าทีแปลกๆ ไป โอ๊ยยยย เนี่ย ความพระเอก ความใส่ใจ ความแสนดี

● นางเอกบอกตรงๆ เลยว่าโดนเรียวคุงไล่ให้ไปลาออก เอจิก็อึ้งๆ ไป นางเอกเลยแอบผิดหวังเพราะอยากให้เอจิพูดว่า อย่าลาออกเลยนะ แต่เอจิไม่ได้พูดจ้าาา เสียใจด้วยยยยย

● ความที่เอจิอ้ำอึ้งพูดช่วยนางเอกไม่ค่อยออก นางเอกเลยเปิดวิทยุ วิทยุก็ดันเปิดเพลงฟอร์เต้อีก นางเอกฟังแล้วก็ร้องไห้บอกว่าฉันรักฟอร์เต้นะ เพราะงั้นฉันจะไม่ลาออกหรอก! เออเนี่ย ชอบความสตรองแบบนี้ ผู้ชายไม่รั้งไว้ก็ดื้อด้านอยู่ต่อเอง 555555555555

● พอนางเอกทำงานพลาดบ่อยๆ แถมยังซึมกะทือตลอด ประธานบริษัทสาวสวยสุดแซ่บรู้เข้าก็แก้ปัญหาด้วยการ… พานางเอกไปตัดผม หือออออออ??? เป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ดูงงๆ นะ แต่ฉากประธานขับรถสปอร์ตมารับนางเอกที่กำลังเศร้าไปแปลงโฉมคือหล่อมาก!

● ความตลกคือประธานบริษัทสาวสวยคนนี้จะชอบพูดจาแนวนางเอกเป็นซินเดอเรลล่า เรียกฟอร์เต้เป็นเจ้าชาย ฉากที่จะมารับนางเอกไปแปลงโฉมก็บอกว่า เตรียมรถฟักทองมาให้แล้ว คือหน้าตาเป็นสาวสวยสุดแซ่บ แต่พูดจาจูนิเบียวมาก ขำ 5555555555555

● นางเอกตัดผมกับเปลี่ยนสไตล์การแต่งตัวจนสวยเช้ง พอมาเจอหนุ่มๆ ฟอร์เต้ก่อนขึ้นคอนเสิร์ต ทุกคนเลยอึ้งไปตามๆ กัน ฉากนี้แค่ได้ยินเรียวคุงชมว่าเหมาะมากก็น้ำตาจะไหลแล้ว ตั้งแต่เริ่มรูทนี้มาโดนเรียวคุงด่าไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ ไม่ว่าจะรอบไหนก็ด่าซะแสบทรวงไปหมด พอได้ยินเรียวคุงชมเลยตื้นตันมาก แม้ว่านี่ไม่ใช่รูทเรียวคุงก็ตาม…….

● ช่วงท้ายคอนเสิร์ต นางเอกไปดักรอเอจิข้างเวที เอจิเลยชวนคุยเรื่องที่ตัดผมแล้วก็ขอโทษที่ไม่ได้พูดอะไรตอนรู้ว่านางเอกโดนเรียวคุงไล่ไปลาออก นางเอกบอกว่าไม่เป็นไรหรอก ยังไงฉันก็ไม่ลาออกอยู่แล้ว (ลาออกก็ได้นะ ไปสมัครบริษัทมัตสึนางะซังเถอะ เรารอโอกาสนี้มานานมาก) แต่เพื่อที่จะกลับไปตั้งใจทำงานผู้จัดการ ฉันมีเรื่องที่อยากบอกเออิจิโร่คุงนะ เอจิฟังแล้วก็บอกว่าขอโทษที่ช่วงนี้ฉันทำตัวไม่ดีกับเธอ เพราะงั้นเรามาเคลียร์เรื่องนี้กันให้จบๆ ไปดีกว่า คือเอจิก็รู้แหละว่านางเอกจะสารภาพรัก นางเอกเลยบอกว่าฉันชอบเออิจิโร่คุงจริงๆ แล้วเอจิก็ปฏิเสธว่า ขอโทษนะ แต่ฉันตอบรับความรู้สึกของเธอไม่ได้

● จำฉากสารภาพรักในนิยายไม่ได้แล้ว จำได้ว่าสารภาพช่วงคอนเสิร์ตเหมือนกันนี่แหละ แต่จำรายละเอียดไม่ได้ คุ้นๆ แค่ว่าฉากสารภาพรักในนิยายเอจิดูเย็นชากว่าในเกม ตอนอ่านนิยายมันดูเป็นฉากที่เศร้าในระดับนึง ในเกมนี่ถึงจะปฏิเสธแต่เอจิดูใจดีมากๆๆๆ เป็นการโดนปฏิเสธคำสารภาพรักที่ดูไม่ค่อยเศร้าเท่าไหร่เพราะนางเอกก็รู้ตัวดีอยู่แล้วว่ายังไงก็โดนปฏิเสธ …แต่เราอาจจะจำผิดก็ได้ว่าเอจิในนิยายดูเย็นชา อยากขุดมาอ่านแต่หนังสืออยู่ที่บ้าน ฮือออออออออออ

● โดนเอจิปฏิเสธแล้วนางเอกก็หันมาตั้งอกตั้งใจทำงาน กลายเป็นผู้จัดการสาวสวยสุดเก่ง ที่จริงนางเอกก็ยังชอบเอจิอยู่แหละ แต่รู้ว่าเขาไม่มีทางหันมองตัวเอง (เพราะเป็นซิสคอนระยะสุดท้าย) เลยหันมาตั้งใจทำงานแทนเพื่อที่จะเป็นกำลังให้เอจิและฟอร์เต้ต่อไป

● ขณะที่กราฟชีวิตนางเอกเริ่มจะพุ่งแรง ในทางกลับกัน พอเอจิรู้เรื่องที่พี่สาวตัวเองมีแฟนปุ๊บ คราวนี้เอจิพังเลยจ้า กราฟชีวิตดิ่งเหว งานการไม่เป็นอันทำ ซ้อมละครก็ไม่ได้เรื่อง ทำทุกสิ่งอย่างผิดพลาดไปหมด

● ช่วงที่เอจินอยด์เรื่องพี่สาวจนไม่เป็นอันทำงานนี่มันมีทุกรูทแหละ เพราะเรื่องนี้จะเป็นสาเหตุให้นางเอกไปตามฟูโตะกลับมาทำงานที่ญี่ปุ่น แต่รูทเจ้าตัวจะลงรายละเอียดเรื่องนี้เยอะหน่อย

● คิดไปคิดมา ถึงเราจะไม่ชอบที่เอจิอกหักแล้วเทงานจนคนอื่นเดือดร้อนไปหมด แต่ถ้าไม่เกิดเรื่องนี้ ฟูโตะก็จะไม่ได้กลับมา ดังนั้นเราควรมองเอจิเป็นเหยื่อบูชายัญอัญเชิญฟูโตะสินะ คิดแบบนี้แล้วเอือมระอาเอจิน้อยลงนิดนึง 55555555555

● ช่วงแรกๆ เอจิจะแค่นอยด์จนทำงานไม่ค่อยได้เฉยๆ โทระจังที่เป็นเพื่อนร่วมงานแสดงละครเวทีเลยให้ตั๋วขึ้นจุดชมวิวของสกายทาวเวอร์มา (คาดว่าน่าจะเป็นการผสมผสานระหว่างสกายทรีกับโตเกียวทาวเวอร์….) นางเอกเลยพาเอจิไปชมวิวด้วยกันเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ เอจิก็โอเค มีตั๋วฟรี ไปก็ไป

● ตอนแรกก็ชมวิวมุ้งมิ้งกันดี เอจิเหมือนจะอารมณ์ดีขึ้น จนกระทั่งเอรินะโทรมาหาเอจิและบอกว่าตัวเองท้อง!!! เท่านั้นแหละ โอ๊ยยยยยย เอจิหันมาเหวี่ยงใส่นางเอกแล้วหนีกลับบ้านไปเลย บ๊ายยยยยยยย

● หลังจากนั้นเอจิก็กลายเป็นฮิคิโคโมริ ไม่ยอมออกจากบ้านมาทำงานทำการใดๆ เดือดร้อนนางเอกต้องไปลากฟูโตะกลับจากแอลเอมาทำงานแทน

● ถึงกระนั้นก็จะปล่อยให้เอจิเป็นฮิคิโคโมริตลอดไปไม่ได้ (เดี๋ยวจีบไม่ติด เกมจะไม่จบ) พอจิกหัวใช้ฟูโตะเคลียร์เรื่องงานได้แล้ว นางเอกก็แก้ปัญหาเรื่องเอจิด้วยการบุกไปเกลี้ยกล่อมถึงบ้าน

● ในรูทเรียวคุงเราไม่ชอบที่เอจิพูดถึงแต่ปัญหาของตัวเองโดยไม่นึกถึงความรู้สึกคนอื่น พอมารูทนี้ก็….. เหมือนเดิม 555555555555 เอจิบอกว่าไม่มีใครเข้าใจความรู้สึกตัวเอง นางเอกพูดเกลี้ยกล่อมเยอะแยะก็บอกว่านางเอกพูดจาง่ายๆ คือเราไม่ค่อยโอเคที่เอจิทำเหมือนตัวเองเป็นคนเดียวบนโลกนี้ที่เจ็บปวดเป็นโดยไม่คิดเลยว่าคำพูดของตัวเองทำร้ายคนที่เป็นห่วงตัวเองมากขนาดไหน แต่นางเอกก็คนดี๊คนดี โดนเอจิพูดจาแย่ๆ ใส่ยังไงก็ยังคงคิดว่า เออิจิโร่คุงต้องไม่ได้ตั้งใจพูดแบบนี้แน่ๆ เลย! คิดบวกดีมาก

● ครั้นเมื่อนางเอกบอกว่า จะยอมทำทุกอย่างเพื่อให้เอจิกลับมา เอจิก็เปลี่ยนท่าที ไม่รู้ผีบ้าที่ไหนเข้าสิง จู่ๆ เอจิก็คว้าตัวนางเอกไปจูบอย่างรุนแรงแล้วบอกนางเอกให้ใช้ร่างกายปลอบใจ หือออออออออออออ?????

● ถ้าเราเล่นรูทนี้เป็นรูทแรกคงตกใจมากที่ลีดเดอร์ผู้แสนดีอย่างเอจิทำอะไรแบบนี้ แต่หลังจากผ่านรูทเรียวคุงมาแล้วเราไม่ค่อยแปลกใจกับฉากนี้ละ 555555555555 ตั้งแต่เริ่มเล่นรูทนี้มาก็ระแวงเอจิอยู่หลายฉาก พอมาเจอฉากนี้เลยตบเข่าฉาด นั่นไง! ว่าแล้ว!

● สรุปว่า ความแสนดีทั้งหมดที่ผ่านมาเป็นเพียงภาพลวงตา

● นางเอกโดนเอจิใช้กำลังทั้งจูบ ทั้งพยายามถอดเสื้อ สุดท้ายนางเอกเลยต่อยท้องเอจิไปหนึ่งทีแล้ววิ่งหนีออกมาจากอพาร์ตเมนต์ ลงมาถึงข้างล่างก็มาป๊ะกับเรียวคุงที่มาหาเอจิพอดี เรียวคุงเห็นสภาพนางเอกเสื้อผ้าหลุดลุ่ยก็พอเดาออกว่าเกิดอะไรขึ้น พอเอจิวิ่งตามนางเอกลงมา เรียวคุงเลยช่วยยืนบังนางเอกแล้วด่าเอจิว่าต่ำช้าที่สุด เอจิในตอนนี้ไม่มีค่าพอให้สงสารด้วยซ้ำ โอ้โหหหห เรียวคุง! แม้แต่เอจิยังไม่ละเว้น!!

● เรียวคุงไล่เอจิไปตั้งสติ พอเอจิไปแล้ว เรียวคุงก็ถอดหมวกตัวเองให้นางเอกแล้วบอกนางเอกว่าเธอไม่อยากร้องไห้ต่อหน้าเอจิใช่มั้ยล่ะ โอ๊ยยยย เรียวคุ้งงงงงงงง!! จู่ๆ ก็ทำคะแนนพรวดพราด เป็นลม อยากกลับไปเล่นรูทเรียวคุงอีกรอบเลยเนี่ย เราว่าจริงๆ แล้วรูทเรียวคุงควรเก็บไว้เล่นหลังรูทเอจิมากกว่าด้วยซ้ำ เรียงลำดับการเล่นพลาดไปหน่อย

● หลังจากโดนนางเอกชกและโดนเรียวคุงด่า ในที่สุดเอจิก็ได้สติ โผล่มาขอโทษนางเอกถึงบริษัทพร้อมชงกาแฟมาง้อ (ทำไมชอบชงกาแฟมาให้จัง หรือที่จริงอยากเป็นบาริสต้า???)

● เอจิขอโทษนางเอกที่ทำเรื่องต่ำช้าลงไปแล้วบอกนางเอกว่าจะต่อยฉันอีกรอบก็ได้นะ แต่นางเอกบอกว่าอุ๊ยไม่เลย ฉันต่างหากที่ต้องขอโทษที่พูดแรงเกินไปแถมต่อยเออิจิโร่คุงอีกต่างหาก (คีพลุคนางเอกดีมาก เป็นเราคงต่อยอีกรอบไปละ)

● รูทนี้เป็นรูทเดียวที่เอจิดูสำนึกผิดกับการกระทำของตัวเองจริงๆ เวลาอยู่ในรูทอื่นเอจิจะแค่ดูคิดได้ว่าต้องทำงานแล้วกลับมา แต่รูทนี้เอจิขอโทษแล้วขอโทษอีก ยิ่งตอนฟูโตะบอกว่านางเอกคุกเข่าขอร้องให้ฟูโตะกลับมา เอจิก็ยิ่งรู้สึกผิดที่ตัวเองบีบให้นางเอกต้องทำถึงขนาดนั้นแต่กลับทำเรื่องไม่ดีใส่นางเอก คำขอโทษเหล่านี้ทำให้เรารู้สึกว่าความอัดอั้นที่มีต่อสตอรี่ของเอจิในช่วงนี้ตลอดหลายรูทที่ผ่านมาได้รับการเยียวยาซะที โอเคกับเอจิขึ้นเยอะเลย แม้ว่าภาพลักษณ์เจ้าชายผู้แสนดีจะไม่เหลือมานานแล้วก็ตาม 55555555555

● เป็นอันว่าเอจิทำใจเรื่องพี่สาวได้และกลับมาทำงานตามปกติละ ตั้งแต่ช่วงนี้เอจิจะเริ่มหันมาชอบนางเอกแทน ซึ่งอันที่จริงรูทคนอื่นๆ ก็มาแนวนี้กันหมดเลย คือแต่ละคนมีคนที่ชอบกันอยู่แล้ว จนกระทั่งมีเหตุบางอย่างให้ต้องตัดใจจากคนนั้น แล้วทุกคนก็หันมาชอบนางเอกแทน สรุปว่านางเอกเกมนี้ใช้กลยุทธ์เดิมๆ ทุกรูท คือเข้าหาเวลาเขาอ่อนแอ ได้ผลชะงัดสุดๆ

● พอผ่านพ้นมรสุมชีวิตมาได้ เอจิจะน่ารักมากกกกกกกกก โดยพื้นฐานแล้วเอจิก็เป็นคนน่ารักแหละ *กัดฟัน* แต่ถึงคราวงี่เง่าก็สุดโต่งเกินไปหน่อย TωT ดังนั้นพอเลิกงี่เง่าแล้วทุกอย่างก็เลยดีมาก ถึงเราจะบ่นเอจิเยอะแยะ แต่เจอฉากหวานๆ ก็เล่นแล้วเขินเหมือนกันนะ (///∇///)

● มีวันนึงเอจิกับนางเอกไปเยี่ยมเอรินะที่เพิ่งคลอดลูกด้วยกัน เอรินะเชียร์ให้เอจิกับนางเอกคบกัน พอออกมาจากโรงพยาบาลเอจิเลยบอกว่าถ้าเป็นเมื่อก่อนโดนเอรินะพูดแบบนี้ใส่คงรู้สึกแย่มาก เพราะไม่ชอบให้เอรินะมองตัวเองเป็นน้องชาย (ตะ แต่ก็เป็นน้องชายจริงๆ นี่ จะให้พี่สาวเขาทำไงได้………) แต่ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้วเพราะตัดใจจากเอรินะได้อย่างเด็ดขาด ซึ่งที่ทำแบบนั้นได้ก็เพราะมีนางเอกอยู่ด้วยนั่นเอง ว่าแล้วเอจิก็ขอให้นางเอกอยู่เคียงข้างตัวเองไปนานๆ เพราะถ้ามีนางเอกอยู่ข้างๆ ต่อให้ท้อแท้แค่ไหนก็คงจะยิ้มออก ……เป็นคำพูดที่ฟังแล้วอยากชกจอมาก 5555555555555 ก่อนหน้านี้ตัวเองปฏิเสธเขาไปแล้วไม่ใช่เรอะะะะ ทีตอนนี้มาขอให้อยู่ข้างๆ เฉย ทำไมเป็นคนแบบนี้!!!!!

● คำพูดที่บอกให้อยู่เคียงข้างกันนี่จริงๆ แล้วเอจิเคยพูดกับเรียวคุงด้วยนะ หนูจะพูดกับทุกคนรอบตัวแบบนี้ไม่ได้นะคะลูก!!!!!

● หลายวันต่อมา เรียวคุงชวนเอจิกับนางเอกไปนั่งดื่มที่บ้านตัวเอง เราชอบอีเวนท์นี้มาก น่ารักกกกกกกกก (≧ω≦) เรียวคุงกับนางเอกเมาท์มอยกันอย่างสนิทสนมกลมเกลียวจนเอจิเห็นแล้วทำหน้าบูด สะใจดี 55555555555

● ขำตอนที่นางเอกงัดเหล้าขึ้นมาจะรินให้เอจิ เรียวคุงเลยงัดไวน์ขึ้นมาสู้ แล้วเรียวคุงกับนางเอกเลยเล่นสงครามประสาทกันว่าใครจะทำให้เอจิดื่มของตัวเองได้ก่อน สุดท้ายเอจิเลือกของเรียวคุง เรียวคุงเลยบอกว่า ฉันชนะ โอ๊ยยยย คิวท์ เด็กน้อยยยยย น่าร๊ากกกกกกกกก(≧ω≦)(≧ω≦)

● ดื่มเสร็จเรียวคุงก็อาสาพานางเอกลงไปส่งหน้าอพาร์ตเมนต์ ส่วนเอจิค้างที่ห้องเรียวคุง (แหนะ! ทำไรกันอ้ะ!!!!!) พออยู่กันสองต่อสองเรียวคุงก็เชียร์ให้นางเอกลองสารภาพรักกับเอจิอีกรอบเพราะสถานการณ์คราวนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว เอจิไม่ได้ชอบเอรินะแล้ว โอ๊ยยยยยย เซเกะ เรียว!!! พ่อคนดี!!!!! ตัวเองก็ชอบเอจิเหมือนกันแท้ๆ ยังอุตส่าห์เชียร์นางเอกให้สารภาพรักอีก ฮืออออ ทำไมดีขนาดนี้ (;___;)

● แต่แล้วเคราะห์กรรมก็บังเกิด เมื่อนางเอกกับเรียวคุงโดนมัตสึนางะซังถ่ายรูปตอนอยู่หน้าอพาร์ตเมนต์ด้วยกันเอาไว้ได้! มัตสึนางะซังเอารูปถ่ายมาข่มขู่ให้นางเอกออกจากงานมาเข้าบริษัทตัวเองแทน (เลวจังเลยค่ะ รัก♥) นางเอกก็ตัดสินใจจะลาออกเพื่ออนาคตของฟอร์เต้ แต่ระหว่างไปเก็บของที่บริษัท เอจิมาเจอเข้าซะก่อน เอจิเลยขอให้นางเอกพาไปเจอมัตสึนางะซัง

● เอจิบอกมัตสึนางะซังว่าขอให้โละรูปถ่ายของนางเอกกับเรียวคุงไปซะ โดยข้อแลกเปลี่ยนของเอจิคือจะมอบข่าวเด็ดกว่านั้นให้ ว่าแล้วเอจิก็จูบนางเอกต่อหน้ามัตสึนางะซัง

● …..แก้ปัญหาด้วยการทำให้เรื่องร้ายแรงกว่าเดิม แบบนี้ก็ได้เหรอ 55555555555 แต่มัตสึนางะซังก็ยอมเลิกตื๊อนางเอกอย่างง่ายดาย คือทุกรูทเนี่ยจะมีไคลแมกซ์ทำนองนี้ตลอด มัตสึนางะซังเป็นตัวร้ายตลอด แล้วก็ยอมแพ้ไปง่ายๆ ตลอด ทำไมล่ะะะ ตื๊อกว่านี้อีกหน่อยสิคะะะะ อยากไปทำงานสำนักพิมพ์มัตสึนางะซังใจจะขาดแล้ววววว

● มัตสึนางะซังถามเอจิว่าทำแบบนี้เพราะไม่อยากให้นางเอกเป็นข่าวกับผู้ชายคนอื่นรึเปล่า? แหม๊ะ ฉลาดดดดด

● เนื้อเรื่องหลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรละ เอจิสารภาพรักกับนางเอก นางเอกรับรัก ตกลงเป็นแฟนกัน หลังจากนั้นจะมีแต่ฉากกะหนุงกะหนิงละ

● ด้วยความที่เป็นไอดอลกับผู้จัดการเลยไปเดทกันประเจิดประเจ้อไม่ได้ การเดทส่วนใหญ่ในเกมนี้มักจะเกิดขึ้นที่ห้องผู้ชาย อีเวนท์เดทกับมนุษย์บ้ารสหวานอย่างเอจิจึงเป็นอีเวนท์ทำแพนเค้กกินด้วยกันที่บ้าน

● ตอนเอจิเห็นนางเอกใส่ผ้ากันเปื้อนแล้วทักว่า พกผ้ากันเปื้อนมาด้วยเหรอ? แอบหวาดผวานิดๆ ฮือ ความหวาดระแวงที่มีต่อเอจิยังไม่หมดไปง่ายๆ ขอโทษนะเอจิ T∇T

● ไฮไลท์ของฉากนี้คือนางเอกกินแพนเค้กแล้วครีมเลอะปาก เอจิเลยใช้ปากเช็ดให้ โอเคจ้าาาา เอาที่เอจิสบายใจโนะ

● นอกจากเดทที่ห้องเอจิแล้ว บางทีก็ไปเดทกันที่ห้องนางเอกด้วย กิจกรรมก็ไม่มีอะไรมาก ก็ทำอะไรอย่างที่คนเป็นแฟนเค้าทำกันนั่นแหละ /ปิดตา

● เคยเห็นคนญี่ปุ่นรีวิวเกมนี้ว่า ออกเวอร์ชั่น 18+ มาเลยเถอะ หลังจากเล่นมาห้ารูทแล้วเราเข้าใจความรู้สึกนั้นมาก คือฟอร์เต้ทุกคนดูหื่นมากจริง น้องเล็กสุดอย่างโทวะก็ไม่เว้น

● ตอนท้ายๆ รูทนี้มีอีเวนท์ไปดื่มที่ห้องเรียวคุงด้วยกันอีกรอบ นางเอกถามเรียวคุงว่าเอจิเป็นพวกไม่กล้าแตะต้องคนที่ชอบแท้ๆ แต่ทำไมจับนู่นแตะนี่ฉันตลอดเวลาเลยล่ะ เรียวคุงฟังแล้วทำหน้าเอือมๆ ถามว่าที่พูดมานั่นอวดแฟนตัวเองเหรอ… ฮือ สงสารเรียวคุง 555555555555 แล้วเรียวคุงก็บอกว่าเอจิแค่ไม่กล้าแตะต้องเอรินะเพราะเป็นพี่สาวต่างหาก ไม่ใช่ว่าชอบใครแล้วจะไม่กล้าแตะต้องไปซะทุกคน

● ในฉากจบแบบกินเนื้อของเอจิมีซีจีเอจิเปลือยท่อนบนโชว์กล้ามด้วย นอกจากโทวะแล้วทุกคนล้วนเปลืองตัวในฉากจบกินเนื้อ ไม่รู้ฉากจบของสึกิชิโระซังจะเป็นไง ถ้าถอดอีกคนเราเลือดกำเดาไหลหมดตัวแหง……

● ฉากจบที่เราชอบสุดคือแบดเอนด์ (อ้าว!) คาดหวังกับแบดเอนด์รูทนี้ไว้พอสมควร แม้ว่าแบดเอนด์ของสามคนก่อนหน้าจะธรรมดามาก มีแค่ของเรียวคุงที่ประทับใจไม่รู้ลืม แต่สาเหตุที่ประทับใจแบดเอนด์เรียวคุงนั่นเป็นเพราะเอจิ พอมารูทเอจิเลยคาดหวังว่าอาจเจออะไรพีคๆ แบบนั้นอีก

● และแบดเอนด์ของเอจิก็มาเหนือกว่าที่เราคิดไว้ซะอีก!!

● ในแบดเอนด์ของเอจิ นางเอกกับเอจิทะเลาะกันเพราะเอจิไปหานางเอกที่บ้านแต่นางเอกเผลอหลับไปจนปล่อยให้เอจิยืนรอหน้าบ้านเป็นชั่วโมง พอทะเลาะกันแล้วนางเอกก็เศร้าซึม ไปทำงานด้วยสีหน้าหม่นหมอง สึกิชิโระซังเลยมาทักแล้วพาไปที่ห้องประชุมเพื่อให้นางเอกร้องไห้ระบายอารมณ์ แล้วสึกิชิโระซังก็ถามว่ามีเรื่องอะไรกับเอจิ สาเหตุที่เธอทำหน้าเศร้าแบบนี้ต้องเป็นเพราะเอจิแน่ๆ เลือกเอจิจะดีแล้วเหรอ (หือ??) ถ้าเป็นฉันจะไม่ทำให้เธอเศร้าขนาดนี้แน่นอน (หืออออ???)

● ทันใดนั้นเอง! เอจิก็บังเอิญมาได้ยินเข้าพอดี เอจิตกใจวิ่งหนีไป นางเอกก็ทำท่าจะวิ่งตาม แต่สึกิชิโระซังรั้งไว้แล้วบอกว่า อย่าไล่ตามคนที่หนีไปด้วยเรื่องแบบนี้เลย เลือกฉันซะเถอะ

● ทำไมมาเป็นประโยคคำสั่ง! ใช้อำนาจในทางมิชอบ! คิดว่าเป็นเจ้านายแล้วจะสั่งอะไรก็ได้เหรอ!

● จบประโยคนี้ปุ๊บ เราตายคาที่

● โอ๊ยยยยยยยยยย สึกิชิโระซั๊งงงงงงงงงงงงง!!!!!! ดิฉันเลือกคุณมาตั้งแต่ยังไม่เริ่มเกมแล้วค่าาาาาา ไม่ต้องมาสั่งกันแบบนี้ก็เลือกค่าาาาาาาา แต่อยากเก็บไว้คนสุดท้ายไงคะะะะะ ไม่ต้องมาทำคะแนนกันตอนนี้ มาแบบไม่ทันตั้งตัวเลย มือไม้นี่จิกวีต้าจอแทบแตก เขิลลลลลลลลลลลล////////

● ขณะที่นางเอกยังงงๆ ทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะไล่ตามเอจิไปดีมั้ย สึกิชิโระซังก็บอกอีกว่า ฉันจะรอเธอเสมอ ถ้าเกิดเรื่องอย่างวันนี้อีก ฉันก็จะแย่งเธอมาโดยไม่ปรานี

● โอ๊ยยยยย พ่อคุณเอ๊ยยยยยย มาออกตัวแรงอะไรในฉากจบคนอื่นเค้าาาาา ออกมาพูดไม่กี่ประโยค ทำคนเล่นลืมหน้าผู้ชายที่จีบมาตลอดรูทไปแล้วเนี่ย ข่นบ้า!!!!!

● นางเอกก็ดูจะลืมเอจิไปเลยเหมือนกัน 5555555555 สุดท้ายนางเอกก็ไม่ได้ไล่ตามเอจิไป แต่หมดแรงซบสึกิชิโระซังอยู่ตรงนั้นแหละ แหมมมมมมมมมมมมม

● พีคยิ่งกว่าคือฉากจบนี้สึกิชิโระซังเรียกชื่อนางเอกด้วย ตอนเรียก ฟุตาบะ ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนคือบับบบบบ โอ๊ยยยยยยยย /จิกจอแตกรอบสอง

● รูทสึกิชิโระซังเป็นรูทที่แยกออกมาจากรูทเอจิอีกทีนึง ต้องเคลียร์เอจิก่อนถึงจะไปรูทสึกิชิโระซังได้ พี่เลยมาทำคะแนนในแบดเอนด์สินะคะ!!

● เป็นแบดเอนด์ที่ถ้าไม่ได้ชอบสึกิชิโระซังคงรู้สึก ว้อท!!!??? แต่ถ้าชอบสึกิชิโระซัง ฉากจบนี้จะกลายเป็น THE BEST ENDING EVER ทันที มีอย่างที่ไหนจีบเอจิมาทั้งรูท ตอนจบลงเอยกับสึกิชิโระซังเฉยยยยยย

● สรุปว่าเล่นรูทเอจิจบแล้วประทับใจเรียวคุงกับสึกิชิโระซังมากๆๆๆๆ (จริงๆ นอกจากในแบดเอนด์แล้วสึกิชิโระซังมีบทเรื่อยๆ แหละ แต่ไม่อยากกรี๊ดเกินหน้าเกินตาพระเอก กะจะเก็บไว้กรี๊ดในรูทเจ้าตัวทีเดียว) รองลงมาคือมัตสึนางะซังที่ยังคงหล่อเลวไม่เปลี่ยน เลิฟ♥

● ส่วนเจ้าของรูทนั้น… ก็ทำคะแนนเพิ่มมาได้เยอะนะ เห็นมุมน่ารักๆ ของเอจิแล้วพอจะเชื่อได้ว่าโดยเนื้อแท้แล้วเอจิคงเป็นคนดีจริงๆ ….มั้ง อย่างน้อยเอจิก็ทำคะแนนได้มากพอที่จะทำให้เราไปซื้อนิยายเล่มจบรูทเอจิมาอย่างรวดเร็วทั้งที่ตอนแรกไม่คิดจะซื้อ (ความจริงคือใช้พอยท์อนิเมทแลกมาฟรี ดูสิเรารักเอจิขนาดไหน 55555555555555)

หลังจากเคลียร์ฟอร์เต้ครบห้าคนแล้ว เรียงลำดับความชอบเนื้อเรื่องจากมากไปน้อยได้ตามนี้ เรียวคุง > เอจิ > ทาคุมะ > โทวะ > โอซามุ

ถ้าดูกันเฉพาะ conflict ของตัวละคร เราชอบของโทวะที่สุดนะ ปมของโทวะคือถึงแม้ว่าตัวเองจะพยายามมากแค่ไหนก็สู้คนมีพรสวรรค์อย่างฟูโตะไม่ได้อยู่ดี ทั้งๆ ที่คนมีพรสวรรค์ไม่เห็นต้องพยายามอะไรมากมายเลย (แต่ไม่เห็นด้วยที่บอกว่าฟูโตะไม่พยายาม ฟูโตะก็พยายามในแบบของตัวเองนะ!!!) ชอบที่ปมปัญหาของโทวะไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับความรัก ต่างจากคนอื่นๆ ที่กลุ้มเรื่องความรักกันอย่างเดียว ดูเป็นปัญหาที่เข้ากับความเป็นไอดอลดีด้วย แต่รูทนี้เล่นแล้วให้ฟีลเหมือนเป็นแม่ที่คอยเลี้ยงลูกชายวัยว้าวุ่น ความใจเต้นเลยสู้คนอื่นไม่ค่อยได้

ส่วนรูทที่เฮฮาน่ารักกุ๊กกิ๊กสุดยกให้ทาคุมะ เป็นรูทที่แม้จะมีความดราม่าละครหลังข่าวอยู่บ้างแต่ก็น่าร๊ากน่ารัก ให้ฟีลโชโจมังงะดี (〃ω〃) ชอบรูทนี้เกินคาดทั้งๆ ที่ตอนแรกเฉยกับทาคุมะที่สุดในวง

รูทสุดท้ายที่เหลืออยู่คือรูทของสึกิชิโระซัง มั่นใจว่ารูทนี้ยังไงเราก็ชอบแน่ๆ จุดนี้แค่สึกิชิโระซังออกมาขมวดคิ้วเฉยๆ เราก็กรี๊ดสลบแล้ว เดี๋ยวเจอกันค่ะสึกิชิโระซัง!!!

Anime Japan 2018

หลังจากเมื่อปีที่แล้วไปงาน Anime Japan เป็นครั้งแรกแล้วเกิดติดใจ ปีนี้เลยตัดสินใจไปอีก และแอดวานซ์ขึ้นตรงที่ไปสองวันเลยจ้า

ปีนี้ต่างจากปีที่แล้วตรงที่เราไม่มีเป้าหมายอะไรเป็นพิเศษ ปีที่แล้วตั้งใจไปดูสเตจของสตามิว ส่วนปีนี้กะว่าไปเดินเล่นเฉยๆ ยังไงก็ต้องเจอนักพากย์ที่ชอบบ้างแหละ ด้วยความที่ตอนแรกคิดจะไปแบบไม่หาข้อมูลใดๆ ปีนี้ก็เลยจอง Fast Ticket ไม่ทัน และสมัครสเตจใดๆ ไม่ทันอีกแล้ว (TωT)

อย่างไรก็ตาม พอถึงวันศุกร์ซึ่งเป็นวันก่อนวันงานหนึ่งวัน เราก็เปิดเว็บเช็กดูตารางสเตจเอาไว้ก่อนอยู่ดี กลัวไปแบบสุ่มสี่สุ่มห้าแล้วพลาดสเตจเด็ดๆ จะมานั่งร้องไห้ทีหลัง

สเตจในงานนี้แบ่งกว้างๆ ออกเป็นสองประเภทคือ Open stage แบบนี้จะเป็นเวทีใหญ่ ที่นั่งเยอะแยะ เปิดให้สมัครเข้าไปนั่งดูล่วงหน้า ถ้าไม่ได้สมัครต้องยืนดูอยู่ไกลลิบลิ่ว กับอีกแบบคือสเตจตามบูธต่างๆ อันนี้จะเป็นเวทีเล็กๆ ตามบูธในงาน มีบริเวณสำหรับคนมีบัตรคิวซึ่งต้องไปวิ่งรับในวันงานเลย ไม่มีแจกล่วงหน้า แต่ถ้าใครไม่มีบัตรคิวก็ยืนดูแบบไกลออกมาหน่อยนึงก็ได้

Open stage ปีนี้มีห้าสเตจ รู้สึกจะเยอะกว่าปีที่แล้วมั้ง ปีที่แล้วน่าจะมีสามสเตจถ้าจำไม่ผิด สเตจพวกนี้เช็กตารางง่ายหน่อยเพราะมีบอกรายละเอียดในเว็บออฟฟิเชียลล่วงหน้าว่าเวลาไหนเป็นสเตจของเรื่องอะไร มีนักพากย์คนไหนมาบ้าง

ส่วนสเตจตามบูธนี่น่าจะมีหลายสิบ แต่สเตจพวกนี้เช็กตารางยากมากกกกก เพราะหลายๆ บูธไม่ค่อยบอกตารางกันล่วงหน้า ต้องไปไล่เช็กตามเว็บออฟฟิเชียลของแต่ละบูธ ซึ่งก็มีไม่กี่เจ้าหรอกที่แปะตารางเอาไว้ในเว็บ ดังนั้นวิธีที่แน่นอนที่สุดเลยคือไปงานแต่เช้าแล้วไปวิ่งเช็กในงาน วิธีหลังเหนื่อยหน่อยแต่ชัวร์สุด ปีก่อนเราใช้วิธีนี้ ส่วนปีนี้ใช้สองวิธีปนๆ กัน เช็กตามเว็บเท่าที่จะหาได้ แต่กลัวพลาดเลยต้องไปวิ่งดูตามบูธอีกอยู่ดี สรุปว่าเหนื่อยสองเท่า 555555555

ด้วยความที่ปีนี้ไปสองวัน วันแรกเราเลยกะว่าจะไปเช็กตารางสเตจ เดินดูบูธเรื่อยเปื่อย เจอสเตจไหนน่าดูค่อยแวะดูแบบชิลๆ เก็บแรงเอาไว้วิ่งจริงจังวันที่สองที่มีมิยาโนะมาโมรุละกัน และแล้ววันแรกเราเลยออกเดินทางแบบสโลว์ไลฟ์ งานเริ่มสิบโมง กว่าจะไปถึงจุดรอคิวเข้างานก็เก้าโมงครึ่งละ

ตอนเราไปถึงมีคนต่อคิวอยู่ก่อนแล้วน่าจะหลายพัน เห็นแล้วท้อแท้ใจเพราะไม่รู้จะได้เข้างานกี่โมง สุดท้ายได้เข้าตอนเกือบๆ สิบเอ็ดโมง ก็ถือว่าเร็วกว่าที่คิด มั้ง แม้จะเสียดายที่เข้าไม่ทันสเตจของ Pandora ตอนสิบโมงครึ่งที่มีมาเอโนะกับยูมะคุงก็ตาม ( ; ∀ ; )

พอเข้าไปถึงในงานก็ยืนงงอยู่กลางทางนิดนึงเพราะฮอลล์มันมีสองด้านซ้ายขวา ไม่รู้จะไปทางไหนก่อน แล้วอะไรก็ไม่รู้ดลใจให้เข้าฮอลล์ซ้าย ปรากฏว่าพอเข้าไปถึง เจอบูธ avex pictures แปะตารางบอกว่าตอนสิบเอ็ดโมงโมริคุโบะซังจะมาขึ้นสเตจที่บูธ เราก็หยุดที่บูธนี้อย่างว่องไว ไม่วิ่งไปไหนละ โมริคุโบะซังเลยนะ!!

สเตจนี้เป็นของอนิเมะเบสบอลเรื่อง MAJOR 2nd ซึ่งเป็นภาคต่อของเรื่อง MAJOR อีกทีนึง เราไม่เคยดูเรื่องนี้และไม่รู้จักมาก่อนด้วย เป็นคนไม่สันทัดการ์ตูนกีฬาอยู่แล้ว แต่รายชื่อคนที่ขึ้นสเตจมันดึงดูดให้เผลอเดินเข้าไปโดยไม่รู้ตัว แถมบัตรคิวยังเหลือด้วย เลยได้เข้าไปดูด้านในบูธแบบใกล้ชิดมากกกกกกกกกกกกกกก

นักพากย์ที่มาสเตจนี้ประกอบด้วยโมริคุโบะ โชทาโร่, โมริตะ มาซาคาสึ, นิชิยามะ โคทาโร่ และฟุจิวาระ นัตสึมิ สองคนแรกพากย์เป็นตัวเอกใน MAJOR พอมาภาคนี้กลายมาเป็นรุ่นพ่อของตัวเอกแทน ส่วนสองคนหลังพากย์เป็นตัวละครหลักของ MAJOR 2nd

สเตจนี้เป็นสเตจแรกที่ได้ดู เราเลยจำอะไรไม่ค่อยได้แล้ว….. รู้สึกว่าทั้งสองวันได้ดูสเตจเยอะเกินไปจนข้อมูลโอเวอร์โหลด นึกอะไรไม่ค่อยออกเลย

สเตจนี้เท่าที่จำได้คือ

  • พิธีกรถามว่ารู้สึกยังไงที่ได้มาพากย์ โมริตะซังตอบว่า รู้สึกว่า อืม ถึงเวลาพากย์บทพ่อคนแล้วสินะ
  • บนจอแปะรูปนักพากย์แต่ละคนเอาไว้ด้วย โมริคุโบะซังบอกว่าตอนที่ถ่ายรูปนี้น่าจะประมาณสิบกว่าปีที่แล้ว เป็นช่วงที่พากย์เรื่องเมเจอร์พอดีเลย
  • โมริคุโบะซังกับโมริตะซังเล่าว่าจำตอนออดิชั่นได้ เพราะออดิชั่นเป็นคู่ ซึ่งถือว่าแปลกเพราะปกติจะออดิชั่นกันเดี่ยวๆ ตอนนั้นโมริคุโบะซังออดิชั่นด้วยบทโทชิยะ ส่วนโมริตะซังออดิชั่นด้วยบทโกโร่ พอรู้ว่าผ่านแล้วได้บทสลับกันก็ตกใจ นึกว่าทีมงานเข้าใจผิด จำผิดโมริ ทั้งสองคนเลยให้ผู้จัดการไปถามทีมงานให้แน่ใจ ทีมงานเลยบอกว่าไม่ได้เข้าใจผิดซะหน่อย! เรื่องนี้ตลกมาก ชอบ 55555555555555
  • โมริตะซังตลกมากๆๆๆ เล่นมุกไปเรื่อยจนเริ่มไม่รู้แล้วว่าเรื่องไหนจริงไม่จริง มีตอนนึงนัตสึมิจังเล่าว่าเวลาอัดเสียงฉากเล่นเบสบอลจะใส่หน้ากากเบสบอลด้วยเพื่อความสมจริง โมริตะซังกับโมริคุโบะซังเลยบอกว่า พวกเราไปอัดเสียงในสนามเบสบอลจริงๆ เล่นเบสบอลกันจริงๆ เลยนะ!!
  • ทาโรรินั่ลลั๊กกกกกกก
  • ชอบความพูดคุยกันเหมือนครอบครัว คือโมริคุโบะซังพากย์เป็นพ่อตัวละครของนัตสึมิจัง ส่วนโมริตะซังพากย์บทพ่อตัวละครของทาโรริ เวลาคุยกันทีมพ่อก็จะทำตัวเป็นพ่อสุดๆ ทั้งอวดลูก ทั้งปลาบปลื้มใจที่ได้มาขึ้นสเตจกับลูก น่ารักเชียว
  • มีจังหวะนึงโมริคุโบะซังพูดอยู่ดีๆ สเตจฝั่งตรงข้ามที่อยู่ด้านหลังเราก็ตะโกนทักทาย โมริคุโบะซังเลยโบกมือให้ พอเราหันหลังไปมอง ปราฏว่าเทราชี่อยู่เวทีนั้น เอ้าาาาา อยู่ดีๆ ก็เจอเทราชี่เฉยเลย 55555555555 เสียดายไม่ได้ดูสเตจนั้น เทราชี่มากับฮาตาโนะด้วย แง้

จบสเตจนี้ก็พุ่งไปบูธ TOHO animation ต่อ เพื่อไปรอดูสเตจของ 僕のヒーローアカデミア (Boku no Hero Academia) ซึ่งเรื่องนี้เราก็ไม่ได้ดูอีกแล้ว แต่สเตจนี้มีโอคาโมโตะ โนบุฮิโกะ!!! โนบุคุงงงงงง!!!! และยามาชิตะ ไดกิ!!!!! ไดคิงงงงงงง!!!!

สเตจนี้คุยเนื้อเรื่องกันเยอะแยะซึ่งเราไม่รู้เรื่องเลย (´・_・`) ประทับใจตรงมีพากย์สดด้วย อันนี้แม้ไม่รู้เรื่องก็สามารถปลาบปลื้มได้ โนบุพากย์สดให้ฟังเชียวนะะะ ฮือออออออออออ ตลกตอนพากย์สดโนบุบอกว่า ตอนแรกว่าจะเล่นใหญ่ทำเป็นร้องไห้ฟืดฟาด แต่เห็นสายตาคนดูแล้วไม่กล้าเล่นเลยเพราะทุกคนตั้งใจดูมาก 55555555555

บูธโทโฮอยู่ใกล้ๆ กับ Red stage ที่เป็นเวทีใหญ่ ตอนนั้นฝั่งเวทีใหญ่มีศิลปินมาร้องเพลง โนบุคุงเลยวอกแวกไปชะเง้อชะแง้มองเวทีใหญ่ซะงั้น ตลกดี งานนี้เราจะได้เห็นนักพากย์ตื่นเต้นกับสเตจใกล้เคียงกันหลายรอบมาก โดยเฉพาะสเตจที่เจอคนจัดไลฟ์อยู่ละแวกใกล้เคียง เห็นวอกแวกกันแทบทุกคน ซึ่งก็ไม่แปลกหรอกเพราะแต่ละบูธเสียงตีกันพัลวันมาก คนฟังก็วอกแวกเหมือนกัน…

ตอนยืนดูสเตจนี้เรายืนอยู่ในมุมที่ไดกิหันหน้ามาพอดี ระหว่างยืนดูเลยคิดไปเองว่าสบตากับไดกิเยอะมาก ส่วนโนบุหันไปหาไดกิและหันด้านข้างมาหาเราเลยไม่ได้สบตากันเลย (´・ω・`)

ตอนจบสเตจพุ่งไปดักรอตรงทางออกบูธทันด้วย ได้เจอโนบุคุงกับไดกิในระยะประชิด อ๊ากกกกกกกกกกกกกกก /ตาย /ฟื้นขึ้นมาวิ่งไปสเตจอื่นต่อ

ถัดจากสเตจนี้ก็ถึงเวลาวิ่งทั่วฮอลล์ดูตารางสเตจตามบูธอย่างจริงจัง วิ่งไปบูธ Marvelous ที่อยู่ใกล้ๆ กัน เจอนักพากย์สามคนบนเวที เห็นอายาเนรุคนแรกเลย พอมองทางซ้ายของอายาเนรุ เอ้าาาาาาา นั่นมันยูมะคุงนี่!!!!!! พลาดสเตจเช้าไปนึกว่าจะไม่ได้เจอแล้ว อยู่ดีๆ ได้มาเจอโดยไม่ทันตั้งตัวเฉยเลย ส่วนอีกคนนึงคือฮานาเอะคุง สเตจนี้เราทันดูแค่ตอนนาทีสุดท้ายที่ทุกคนพูดอำลา แป่วววว

เสร็จจากสเตจนี้ก็วิ่งไปวิ่งมาข้ามฮอลล์ ระหว่างทางเจอนักพากย์เยอะแยะเต็มไปหมด แต่ไม่เจอคนที่ชอบถึงขั้นต้องหยุดดู ตอนเจอทีมพากย์ citrus อยู่ที่บูธบิลิบิลิก็อยากหยุดดูนิดนึงเพราะเป็นไม่กี่เรื่องในงานนี้ที่เราดูอยู่ แต่ตอนเราเดินผ่านมีผู้ชายมุงดูกันเยอะมากกกกกกกกกกกกจนขี้เกียจจะเข้าไปหาพื้นที่ยืนดู เลยตัดสินใจไปวิ่งดูตารางสเตจต่อดีกว่า

ตอนบ่ายโมงกว่าๆ เราไปปักหลักที่บูธคาโดคาวะเพราะมีสเตจของเรื่อง かくりよの宿飯 (Kakuriyo no Yadomeshi) สเตจนี้ประกอบด้วยโทยามะ นาโอะ, คัตสึยูกิ โคนิชิ, อุจิดะ ยูมะ, โทคิ ชุนอิจิ และมีเกสท์ที่ไม่ได้บอกล่วงหน้ามาอีกคนคือคาคุมะ ไอ

บูธคาโดคาวะเล็กนิดเดียว ถึงจะไม่ได้ยืนดูในโซนบัตรคิว แต่ก็ได้ยืนดูแบบใกล้มากกกกกกกก เจอนาโอะโบแบบใกล้ๆ แล้วแสบตา ฮือ น่ารักจังเลยยยยยยยยย♥♥♥

สเตจนี้โทคิคุงเป็นพิธีกร เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยังไม่ออกอากาศ เนื้อหาที่คุยกันเลยพอเข้าใจได้มากกว่าเรื่องที่ฉายมานาน แต่เอาเข้าจริงก็จำอะไรไม่ได้อีกเหมือนกันนอกจากนาโอะโบน่ารัก (…) เท่าที่พอจำได้ก็ประมาณนี้

  • มีเล่าเรื่องย่อ แล้วให้แต่ละคนพูดถึงตัวละครที่ตัวเองพากย์ นาโอะโบเล่าว่าตัวละครที่ตัวเองพากย์โดนตัวละครโคนิชิซังสั่งให้ไปแต่งงานด้วยหรืออะไรประมาณนี้แหละ (….จำไม่ค่อยได้) แล้วนาโอะโบก็หันมาพูดกับคนดูว่า ถ้าโดนเสียงโคนิชิซังสั่งให้ไปแต่งงาน ใครๆ ก็ต้องเผลอตอบตกลงอยู่แล้วว่ามั้ย!!?? แต่คนดูก็พยักหน้ากันเยอะมาก จนนาโอะโบถามว่า ทำไมมีแต่ผู้ชายพยักหน้า 5555555555555
  • ตอนหลังมีเล่นเกมกันนิดนึง ให้จับฉลากหัวข้อแล้วพูดภายในสามสิบวินาที อันนี้จำไม่เห็นได้เลยว่าใครได้หัวข้ออะไรบ้าง จำได้แต่ยูมะคุงพูดแต่เรื่องของกิน แบบตอนหลังพูดแต่คำว่า เนื้อ เนื้อ และเนื้อ…….
  • มีการโฆษณากู๊ดส์เล็กน้อย เป็นแมสก์รูปปากยักษ์แล้วนาโอะโบหยิบมาเทียบกับหน้าตัวเอง น่ารักมากกกกกกกกกกกกกกก อ๊ากกกกกกกกกกกกกกก (≧д≦) พอโทคิคุงแซวว่าไม่เห็นเข้ากับหน้าเลยสักนิด นาโอะโบเลยเอาแมสก์ออกแล้วพยายามทำปากดุๆ แบบยักษ์ โอ๊ยยยยยยยยยย ตายๆๆๆ น่ารักเกินไปแล้ว (≧д≦)(≧д≦)

เสร็จจากสเตจนี้ก็วิ่งไปดู Green stage ที่เป็นเวทีใหญ่ สเตจนี้เป็นของเรื่อง Butlers~千年百年物語~ (Butlers ~Chitose Momotose Monogatari~) ซึ่งนักพากย์ที่มาขึ้นสเตจเทพมาก ประกอบด้วยมาเอโนะ โทโมอากิ, สึสึกิ ทัตสึฮิสะ, ซาโต้ ทาคุยะ และโทโยนากะ โทชิยูกิ โอ้โห ไลน์อัพเทพขนาดนี้จะพลาดได้อย่างไร! ตอนทำลิสท์สเตจเรากะว่าพลาดอันอื่นไม่เป็นไร แต่อันนี้ห้ามพลาดอย่างจริงจัง

ปรากฏว่าพอไปถึงเวทีจริงๆ พบว่าจุดยืนดูนั้น…. ไกลมาก……… หลังจากเจอนักพากย์แบบใกล้ชิดมาหลายสเตจ พอมาเจอสเตจนี้ถึงกับรู้สึกเหมือนยืนดูจากดาวอังคาร นอกจากไกลมากแล้วยังฟังอะไรไม่รู้เรื่องเลยเพราะเสียงจากลำโพงมาไม่ค่อยถึง แถมยังมีเสียงจากบูธแถวนั้นดังมาตีกันอีก สุดท้ายเลยยืนดูอยู่พักนึงพอให้รู้สึกว่า โอเค วันนี้ได้เจอมาเอโนะกับทัตซึนแล้วนะ แล้วก็ออกมาทั้งๆ ที่สเตจยังไม่จบ คือจะยืนดูต่อไปทั้งๆ ที่มองไม่ค่อยเห็นและฟังไม่รู้เรื่องก็ไม่รู้จะยืนดูทำไม ไปเดินดูบูธดีกว่า

แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่เข็ดกับความไกล ตอนบ่ายสามเราไปยืนดู Red stage ต่อเพราะเช็กมาแล้วว่ามีมาเอโนะ สุวาเบะซัง นากามุระซัง ปรากฏว่าพอไปดูจริงๆ ไม่เจอสามคนนี้ เจอแต่อุจิดะ มายะ, คุกิมิยะ ริเอะ และคนที่เราไม่รู้จัก…. ตอนเจอคุกิ๊วก็ดีใจอยู่หรอก แต่ไหนล่ะมาเอโนะ 55555555555 และแล้วเราก็ตัดสินใจทิ้งสเตจนี้อีกเช่นกัน สาเหตุนึงคือขี้เกียจรอ ทุกวินาทีในงานนี้มีค่ามาก อีกสาเหตุคือถึงมาเอโนะ สุวาเบะซัง และนากามุระซังจะมาขึ้นสเตจ มันก็ไกลสุดกู่และไม่ได้ยินเสียงอยู่ดี ลาก่อน ไกลขนาดนี้เราดูผ่านจออยู่บ้านก็ได้

หลังจากนั้นก็ไปแวะยืนดู Blue stage นิดนึง เวทีนี้น่าจะเป็น Open stage ที่เล็กที่สุดแล้ว และเป็นเวทีที่เราเดินผ่านบ่อยมากเพราะมันตั้งอยู่กลางฮอลล์ วิ่งข้ามฮอลล์บ่อยๆ ยังไงก็ต้องผ่าน ตอนนั้นแวะดูเพราะเห็นซาวาชิโระ มิยูกิมาพูดเรื่องคิทาโร่พอดี เพิ่งเคยเจอมิยูคิจิตัวจริงครั้งแรก อ๊ากกกกกกกกกก ดีใจ!!

แต่ดูมิยูคิจิแป๊บเดียวก็ต้องไปสแตนด์บายที่บูธ Netflix เพื่อรอดูทอล์กของชิโมโนะ ฮิโระ&เทราชิมะ ทาคุมะ บูธ Netflix นี่กั้นพื้นที่สำหรับคนมีบัตรคิวเอาไว้นิดเดียวเอง ตอนเราไปยืนดูแล้วได้ดูแบบใกล้มาก ใกล้กว่าคาโดคาวะอีก ไม่นึกไม่ฝันว่าจะได้มาเจอเทราชี่กับชิโมโนะซังในระยะประชิดขนาดนี้ ตื่นเต้น!!!

เราชอบคอนเทนท์บูธ Netflix มากกกกกกกกก เป็นบูธที่ทำสเตจได้สนุกสุดเลย สเตจอื่นๆ เน้นขายอนิเมะเป็นเรื่องๆ ไป แต่สเตจนี้เน้นขาย Netflix ซึ่งวิธีขายจะค่อนข้างสนุกสนานกว่า คือจับนักพากย์มาพูดคุยและเล่นเกมกันโดยมีพิธีกรสาวคอยดำเนินรายการหนึ่งคน

ช่วงแรกทั้งสองคนออกมาแนะนำตัว พิธีกรก็จะชวนพูดคุยเกี่ยวกับ Netflix ว่ารู้จักมั้ย ทั้งสองคนก็ตอบว่ารู้จัก เคยใช้ บลาๆๆ แล้วก็จะเข้าสู่ช่วงแรก เป็นช่วงถามคำถามโดยใช้ Netflix เป็นเครื่องมือ วิธีเล่นคือทีมงานจะใส่ชื่อแต่ละคนลงไปในช่องเสิร์ชของ Netflix พอมันขึ้นรายชื่อผลงานมา ก็จะให้แต่ละคนเล่าความทรงจำเกี่ยวกับผลงานเรื่องไหนก็ได้ แต่ต้องจับฉลากเอา หัวข้อจะมีทั้งความทรงจำที่มีความสุข ความทรงจำที่เศร้า ความทรงจำที่สนุก ฯลฯ เราจำไม่ได้ว่าชิโมโนะซังจับได้หัวข้ออะไร จำได้แต่เขาเลือกเรื่อง Saint Seiya The Lost Canvas มา ทำเอาเราแทบกรี๊ด เพราะเราชอบท่านฮาเดสมาก อ๊ากกกกกกกกกกกกก ไม่คิดว่าจนป่านนี้แล้วจะได้มาฟังชิโมโนะซังพูดถึงท่านฮาเดส ฮือออออออ (;___;)

ส่วนเทราชี่เราก็จำหัวข้อไม่ได้อีกเช่นกัน แต่จำเนื้อหาได้แม่นมาก เทราชี่เลือกเรื่องปุริพาระมาแล้วเล่าว่าตัวเองพากย์เป็นตัวกระต่ายในเรื่อง แล้วตัวละครหลักในเรื่องนี้เนี่ยพากย์โดยกลุ่มสาวๆ ไอดอลวง i☆Ris พอพากย์เรื่องนี้ไปเรื่อยๆ ก็จะเริ่มรู้สึกผูกพันกับตัวละครสาวๆ และผูกพันกับ i☆Ris ได้เห็นความพยายาม ได้เห็นการเติบโต ดังนั้นก็ขอฝาก i☆Ris ด้วยนะทุกคน! พอเทราชี่พูดจบ ชิโมโนะซังเลยถามว่า นี่มันอะไร โฆษณา i☆Ris เหรอ เป็นผู้จัดการเขารึไง ตลกมาก 55555555555555

อีกอย่างที่ตลกคือตอนสต๊าฟใส่ชื่อเทราชี่ลงไปในช่องเสิร์ช มันขึ้นรายการ Terrace House มาให้ด้วย เทราชี่เห็นแล้วก็บอกว่า ผมไม่ได้ออกรายการนี้ซะหน่อย!! แต่ก็สนอกสนใจ เก็บมาเล่นเป็นมุกอยู่หลายรอบเลย

ช่วงถัดมาจะให้เล่นเกมทายตัวละครในอนิเมะจากตา คือบนจอจะตัดภาพมาแค่ส่วนตา แล้วให้ทายว่าเป็นตัวละครชื่ออะไรจากเรื่องไหน กติกาคือใครกดปุ่มก่อนจะได้ตอบก่อน แต่ละคนมีสิทธิ์ขอความช่วยเหลือจากคนดูได้คนละหนึ่งครั้ง

ก่อนเข้าช่วงนี้บนจอจะฉายโฆษณาแล้วเปิดเพลงแบบเร้าใจ ชิโมโนะซังเลยกดปุ่มสำหรับเล่นเกมให้เข้ากับจังหวะเพลงแล้วโยกตัวไปด้วย พอจบเพลงเทราชี่เลยบอกว่า จบกันไปแล้วนะครับสำหรับการแสดงกดปุ่มของชิโมโนะซังและวอยซ์เพอร์คัสชั่นของผม ชิโมโนะซังตกใจถามจริงจังว่าเมื่อกี้ทำวอยซ์เพอร์คัสชั่นด้วยเหรอ!!!??? เทราชี่เลยบอกว่า เพลงทั้งหมดเมื่อกี้เสียงผมเองแหละ ชิโมโนะซังถึงเก็ทว่า อ้อ เป็นมุก 555555555555

ช่วงเล่นเกมทายตัวละครจากตานี่จำไม่ได้ว่ามีเรื่องอะไรบ้าง จำได้แต่ว่ามีคำถามเซอร์วิสมาจากเรื่องที่ทั้งสองคนพากย์ด้วย อย่างข้อเซอร์วิสชิโมโนะซังก็หยิบตารีไวล์มาให้ทาย เป็นต้น เกมนี้เทราชี่เป็นฝ่ายชนะ

จบช่วงเล่นเกมก็เข้าช่วงแนะนำผลงานเรื่องอะไรก็ได้ใน Netflix ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องที่ตัวเองพากย์ จะเป็นหนัง ซีรีส์ อนิเมะ หรืออะไรก็ได้เลย ชิโมโนะซังเลือกเรื่องเดอะริงเวอร์ชั่นญี่ปุ่นมาแนะนำแล้วบอกว่าตัวเองชอบดูหนังผีเลยอยากให้ทุกคนลองดูเรื่องนี้ ส่วนเทราชี่เลือกอนิเมะเรื่อง Girls und Panzer มาแนะนำเพราะมันน่ารัก

ตอนแนะนำเดอะริงจบ ชิโมโนะซังบอกว่า คนดูท่าทางไม่ค่อยอยากดูเรื่องนี้ ก้มหน้าก้มตากันใหญ่เลย 555555555 แล้วชิโมโนะซังก็บอกอีกว่า หนังผีดูคนเดียวมันอาจจะน่ากลัว แต่ถ้าดูกันหลายๆ คนมันไม่น่ากลัวหรอก ก็เหมือนอาหารที่ไม่อร่อยนั่นแหละ เวลากินคนเดียวมันไม่อร่อย แต่ถ้ากินกับเพื่อนจะอร่อยขึ้นมาใช่มั้ยล่ะ! ……เอ่อ หนังผีจะดูคนเดียวหรือดูกะเพื่อนเป็นร้อยคนก็น่ากลัวค่ะ อย่ามาหลอกกันซะให้ยาก

พอแนะนำกันจบแล้วพิธีกรจะให้คนดูในโซนบัตรคิวช่วยกันโหวต เทราชี่ชนะขาดลอย ตอนชนะเทราชี่ทำท่าดีใจแบบเล่นใหญ่มากกกกก ยกมือปิดปากทำตาโตเหมือนนางงามแล้วบอกว่าเป็นนักพากย์เพื่อเวลานี้นี่แหละ ตล๊ก 555555555

เทราชี่ได้รางวัลเป็นบัตรเติมเงินของ Netflix ซึ่งสต๊าฟถือออกมาสามใบให้เลือก แต่ละใบราคาไม่เท่ากัน เทราชี่สุ่มหยิบมาใบนึงแล้วส่งให้ชิโมโนะซังเป็นคนบอกผล ชิโมโนะซังก็เล่นใหญ่อีกเหมือนกัน หยิบมาปุ๊บ ทำเสียงเหมือนพิธีกรประกาศหวย แบบ “จะประกาศแล้วนะครับ รางวัลที่ออก ได้แก่!!!! สามพันห้าร้อยยยยยเยน!!!!!” อะไรประมาณนี้ คือสองคนนี้มีความตลกโดยธรรมชาติมาก พอมาอยู่ด้วยกันยิ่งตลกคูณสอง ฮือ ขำเป็นบ้าเป็นบอ

เสร็จจากบูธนี้เราก็วิ่งไปบูธ TOHO animation อีกแล้ว คราวนี้เป็นสเตจของโทเคนรัมบุฮานะมารุ คนที่มาขึ้นสเตจนี้ได้แก่มาสุดะ โทชิกิและชินกาคิ ทารุสุเกะ

ตอนแรกเราลังเลหนักมากว่าช่วงนี้จะไปสเตจไหนดี เพราะอีกฮอลล์นึงมีทาเคอุจิคุงอยู่ที่บูธอินาซึมะ โอ๊ยยยย รักพี่เสียดายน้อง ขาดเธอก็เหงาขาดเขาก็คงเสียใจ (T___T) ไหนจะมีสเตจทาคุจังเวลาเดียวกันอีก แต่สุดท้ายก็เลือกวิ่งมาหามาสุดะ โทชิกิ เพราะเป็นคนที่ชอบมากแต่ยังไม่เคยมีโอกาสเจอตัวจริงเลยสักครั้ง ยอมตัดใจจากคนอื่นๆ ที่เคยเจอมาแล้วเพื่อคนนี้เลยนะ (T∇T)

และพอวิ่งมาถึงบูธโทโฮ เจอรอยยิ้มคุณมาสุดะบนเวทีเท่านั้นแหละ โอย ทาค้งทาเคะทาคุอะไรลืมหมดเลย ดีใจจังที่ในที่สุดเราก็ได้พบกัน มายเลิฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ♥♥♥

สเตจฮานะมารุนี่เราไปดูตอนเขาเริ่มกันสักพักแล้ว ไปถึงก็เจอคุณมาสุดะเล่นเกมอยู่กับชินกาคิซัง บนเวทีจะมีไวท์บอร์ดอยู่อันนึงทำเป็นเหมือนบอร์ดเกม แล้วให้ทั้งสองคนทอยลูกเต๋า เดินไปตามช่องเรื่อยๆ คุณมาสุดะเวลาทอยลูกเต๋าน่ารักมากกกกกก (≧д≦)(≧д≦) ตอนหลังๆ พอโดนทิ้งห่างแล้วมีการวางลูกเต๋าให้หันเลขหกขึ้นหน้าตาเฉย ชินกาคิซังก็ไม่ว่าอะไรด้วย ใจดีจัง!

ตอนท้ายๆ เกมมันมีช่องนึงเขียนว่า คนโนะสุเกะ ใครมาตกช่องนี้ต้องทำเสียงพูดแบบคนโนะสุเกะไปเรื่อยๆ ปรากฏว่าคุณมาสุดะมาตกช่องนี้พอดีเลยต้องแอ๊บเสียงเป็นคนโนะสุเกะอยู่นานมาก แล้วสักพักชินกาคิซังก็มาตกช่องนี้ด้วย เลยทำเสียงเป็นคนโนะสุเกะคุยกัน บ้ามาก 55555555555555

จบสเตจนี้ก็ห้าโมงละ หมดเวลางานพอดี งานนี้เปิดสิบโมง ปิดห้าโมงเย็น ดูเหมือนจะนานแต่พอวิ่งดูสเตจแล้วรู้สึกว่ามันสั้นมากกกกกกก ยังไม่ทันได้ดูบูธอะไรใดๆ ก็จบงานแล้ว เศร้านิดนึง

โมเมนต์ที่ประทับใจที่สุดในวันแรกคือมีช่วงเว้นจากสเตจนึง เราไปหาที่ยืนดูโพยที่จดเอาไว้แล้วคิดว่าต้องไปไหนต่อ ปรากฏว่าเงยหน้าขึ้นมาอีกที เจอโอคิอายุซังเดินสวนมาแบบใกล้มาก ใกล้จนอ่านป้ายที่แขวนคอเค้าได้ แล้วแถวนั้นไม่มีคนเลยจ้าาา มันเป็นมุมฮอลล์พอดี โอคิอายุซังเดินแบบชิลๆ เลย พอเราเงยหน้าขึ้นมาเจอก็จ้องเยอะมากแบบ เอ๊ะ ใช่เหรอ เค้าจะมาเดินแบบนี้เลยเหรอ?? แต่ก็ใช่จริงๆ แหละเพราะหลังจากนั้นตอนเราเดินผ่านบูธนึงเจอเขาขึ้นสเตจด้วย

หลังจากเจอโอคิอายุซังไปแล้วเราก็ยืนดูโพยต่อ สักพักเจอโมริตะซังกับทีมงานเดินผ่านหน้าไปอีกเช่นกัน โอ๊ย ชอบความยืนอยู่เฉยๆ ก็มีนักพากย์ที่ชื่นชอบเดินผ่านหน้าไป อีเวนท์นี้จะเทพไปไหน บ้าไปแล้ว!!!!! ได้เจอนักพากย์มากมายแบบใกล้ชิดจนวันต่อมาเราเลิกตื่นเต้นกับความใกล้ไปแล้วอะ 55555555555555

จบงานวันแรกในสภาพเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า วิ่งไปวิ่งมาทั้งวันไม่ได้นั่งเลยแม้แต่วินาทีเดียว แต่ก็ยังอุตส่าห์เดินไปไดเวอร์ซิตี้เพื่อไปสักการะกันดั้มตัวใหม่และแวะจิบกาเอลิโอแก้เหนื่อย ( ̄∇ ̄)

คืนนั้นพอกลับไปตั้งหลักที่บ้านเพื่อนแล้วก็นั่งทำโพยสเตจวันต่อมา คราวนี้เก็บข้อมูลสเตจตามบูธมาแล้วเลยทำโพยง่ายขึ้นหน่อย แต่หนักใจกว่าวันแรกอีกเพราะสเตจวันที่สองไลน์อัพเทพๆ ทั้งนั้น สเตจที่อยากดูเวลาชนกันโครมคราม ต้องตัดใจขีดฆ่าไปหลายสเตจทั้งน้ำตา ขอโทษนะคะหนุ่มๆ ทุกคน แต่เราแยกร่างไม่ได้จริงๆ T____T

วันที่สองไปด้วยความจริงจังกว่าเดิม คราวนี้มีเพื่อนไปด้วยหนึ่งคน ออกเดินทางตั้งแต่ตีห้ากว่าๆ ถึงจุดรอคิวเข้างานตั้งแต่เจ็ดโมง รอบนี้ออกเช้าเพราะมีสเตจที่อยากดูตอนสิบโมงครึ่ง ถ้าไปถึงเวลาเดิมไม่มีทางดูทันแน่นอน

วันที่สองเราได้เข้างานตั้งแต่สิบโมงนิดๆ เข้าไปถึงก็พุ่งไปบูธ Netflix ก่อนเลย เพราะสเตจที่ทำให้เราแหกขี้ตาตื่นก่อนตีห้าในวันนี้คือสเตจของคาคิฮาระ เท็ตสึยะและทาจิบานะ ชินโนะสุเกะที่บูธนี้นี่เอง!

เนื้อหาสเตจนี้ก็คล้ายๆ สเตจชิโมโนะซัง&เทราชี่เมื่อวานนี้ แต่คอร์เนอร์แรกไม่เหมือนกัน สเตจนี้ก็จำอะไรไม่ค่อยได้เพราะมัวแต่จ้องมองคักกี้อย่างเคลิบเคลิ้ม ไม่ได้เจอคักกี้มาตั้งห้าปี ห้าปีเลยนะ!!!! มาเจออีกทีก็ยังน่ารักเหมือนเดิม ดีไม่ดีน่ารักกว่าเดิมอีกเพราะคราวก่อนไม่ได้เจอแบบใกล้ชิดขนาดนี้ (///ω///)

ตอนทั้งสองคนขึ้นเวทีมาเป็นช่วงที่คนยังเข้างานมากันไม่เยอะเท่าไหร่ พอขึ้นมาแนะนำตัวเสร็จแล้วคักกี้เลยพูดเสียงดังๆ ว่าคาคิฮาระ เท็ตสึยะอยู่ตรงนี้นะครับ!!!! ทุกคนแวะดูกันหน่อยเร้ว!!!!! แล้วพอสเตจเริ่มไปสักพักคักกี้ก็กวาดตามองคนดูแล้วบอกว่า ดีใจจัง มีคนมาดูเพิ่มขึ้นเยอะแยะเลย! แง้ น่ารักจังงงงงงงงงง (≧∀≦)

ขำตรงที่สเตจนี้เขาให้มาโปรโมท Netflix เวลานักพากย์คนอื่นๆ มาก็จะชมว่า Netflix ดีอย่างงั้นอย่างงี้ แต่คักกี้สารภาพตรงๆ เลยว่าไม่เคยใช้ เพราะเป็นคนไม่ถูกโรคกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เท่าไหร่ เวลาซื้อสมาร์ทโฟนใหม่ยังต้องงมอยู่นานกว่าจะใช้เป็น คือไม่คิดจะช่วยเขาโฆษณาใดๆ 5555555555555

ยิ่งไปกว่านั้นคือชื่อคักกี้บนจอเขียนผิดเป็น Tatsuya ด้วย คักกี้เลยโวยวายว่าสะกดผิดได้ยังไง แย่มาก! โวยวายด้วยน้ำเสียงขำๆ นะ ทาจิบานะซังก็แซวว่าวันนี้ฝาแฝดมาแทนใช่มั้ย บรรยากาศเลยขำๆ กันไป แต่ถ้าเราเป็นสต๊าฟคนที่พิมพ์ผิดคงเหงื่อตกนิดๆ….

คอร์เนอร์แรกของสเตจนี้ให้แต่ละคนคิดคีย์เวิร์ดอะไรก็ได้มา แล้วสต๊าฟจะใส่คีย์เวิร์ดนั้นลงไปในช่องเสิร์ช พอมีผลงานอะไรโผล่มาก็พูดคุยกันไปเรื่อยเปื่อย คักกี้บอกว่าช่วงนี้ไม่ค่อยได้ร้องไห้เลย อยากดูอะไรซึ้งๆ ก็เลยเลือกคำว่า 感動 (ประทับใจ) ส่วนทาจิบานะซังบอกว่าชอบดูหนังสงครามเลยเลือกคำว่า 戦争 (สงคราม)

นอกจากนั้นก็มีการเสิร์ชหาผลงานของแต่ละคนด้วย พอทีมงานเปิดเรื่องแฟรี่เทลขึ้นมา คักกี้รีบบอกเลยว่า อ๊าาา ไม่อยากให้ดูตอนแรกสุดเลย! จะดูตอนไหนก็ได้แต่อย่าดูตอนแรกสุดกันเลยนะ เพราะตอนแรกสุดมักเป็นช่วงที่คาแรกเตอร์ยังไม่นิ่ง แล้วคักกี้ก็เล่าเรื่องตอนออดิชั่นแฟรี่เทลด้วย (น่าจะเล่าตอนสเตจนี้มั้งนะถ้าจำไม่ผิด) คักกี้บอกว่าตอนนั้นเล็งบทเกรย์ไว้ ตอนออดิชั่นก็ลองพากย์นัตสึก่อน แต่พอจะลองพากย์เสียงเกรย์ ทีมงานดันบอกว่า ไม่ต้องแล้ว! ตอนนั้นเลยนึกว่าคงไม่ผ่านแน่ๆ ปรากฏว่าได้บทพระเอกเฉยเลย ทีมงานมาบอกทีหลังว่าผ่านตั้งแต่ตอนเดินเข้าสตูดิโอแล้วทักทายแล้ว เพราะเสียงตอนทักทายนั่นคือเสียงนัตสึแบบที่ทีมงานต้องการเลยแหละ

และสเตจนี้ก็มีเล่นเกมทายตัวละครจากตากันอีกแล้ว อันนี้คักกี้ชนะ พอถึงช่วงต่อมาที่ให้แนะนำผลงานอะไรก็ได้ใน Netflix คักกี้เลยทำเสียงแบบเด็กขี้อวดพูดกับทาจิบานะซังว่า “เมื่อกี้ผมชนะ! คนแพ้ต้องเริ่มก่อนสิ!” น่ารักมากกกกกกกกกกกก คนข้างหลังเรากรีดร้องว่าคาวาอี้ๆๆๆใหญ่เลย

ช่วงแนะนำผลงานจาก Netflix นี่พีคมาก ชอบมาก ทาจิบานะซังแนะนำเรื่อง Sharknado เป็นหนังเกี่ยวกับพายุที่พัดเอาฉลามขึ้นมาบนบก แล้วพระเอกต้องต่อสู้กับฉลามเหล่านั้น เนื้อเรื่องที่ทาจิบานะซังเล่าและตัวอย่างที่ฉายบนจอมันโคตร surreal จนคนดูฮือฮากันเยอะมาก ทาจิบานะซังเล่าจนหมดเวลาแล้วก็ยังอุตส่าห์เล่าต่ออีกว่าตอนท้ายเรื่องลูกชายพระเอกจะหลุดไปอีกมิตินึงแล้วโลกจะล่มสลาย อ้าว สปอยล์!!!!! แต่เพราะสปอยล์มาแบบนี้แหละเลยทำให้รู้สึกอยากดูขึ้นมาเลย อยากรู้ว่ามันจะเป็นหนังที่บ้าขนาดไหน 5555555555

ส่วนคักกี้เลือก Terminator 2 มาแนะนำ ตอนแรกก็เล่าเรื่องย่อไปเรื่อย จนถึงตอนที่จอห์น คอร์เนอร์ออกมา คักกี้ก็บอกว่า จอห์น คอร์เนอร์พากย์โดยนามิคาวะ ไดสุเกะ แต่เป็นนามิคาวะ ไดสุเกะสมัยยังใสซื่อบริสุทธิ์อยู่ อยากให้ทุกคนลองไปฟังเสียงนามิคาวะซังสมัยใสซื่อกันดู (แย่มาก 555555555555555) แล้วคักกี้ก็ทำเสียงเลียนแบบนามิคาวะซังเวอร์ชั่นใสซื่อ พอใกล้หมดเวลาก็บอกว่า ยังคงจำฉากสุดท้ายของอาร์โนลได้ดี แล้วก็ทำท่าชูนิ้วโป้งพร้อมๆ กับค่อยๆ ย่อตัวลงเหมือนฉากจมลาวา ฮือ 555555555 คนอะไรทั้งตลกทั้งน่ารัก (///ー///)

สุดท้ายเกมนี้คักกี้ก็ชนะไป เพราะคนดูอยากดูนามิคาวะซังสมัยใสซื่อ 555555555555555 คักกี้เลยได้รางวัลเป็นบัตรเติมเงิน Netflix เช่นเดียวกับเทราชี่เมื่อวานนี้ ตอนพูดอำลาคักกี้เลยบอกว่าจะถือโอกาสนี้ลองใช้ Netflix ดู โอววว ในที่สุดก็ช่วยเขาขายของแล้ว!!!!

จริงๆ แล้วสเตจนี้มีอะไรน่ารักๆ เยอะมาก แต่จำได้แบบขาดตอน แงงงงง มัวแต่ปลาบปลื้มกับการเจอคักกี้ระยะประชิด มองคักกี้จนแทบไม่ได้หันไปหาทาจิบานะซังเลย ขอโทษค่ะทาจิบานะซัง TvT แต่เราประทับใจที่ทาจิบานะซังแนะนำหนังมากนะ ถ้ามีสิทธิ์โหวตจะโหวตทาจิบานะซัง!

จบสเตจนี้เราก็ไป Red stage ต่อเพื่อไปหามิยาโนะมาโมรุ ปรากฏว่า Red stage คราวนี้คนดูเยอะกว่าวันแรกอีกจ้าาา วันแรกยังพอยืนดูได้แบบมองเห็นไกลๆ แต่วันที่สองคนมุงดูกันเยอะมากจนมองไม่เห็นอะไรเลย ได้แต่มองจอ เรากับเพื่อนเลยตัดสินใจว่าไปเถอะ ไปดูสเตจตามบูธกันต่อดีกว่า สเตจใหญ่ทิ้งๆ ไปเลยก็ได้ ถ้ามันจะไกลขนาดนี้

ด้วยเหตุนี้เราเลยกลับไปที่บูธ Netflix อีกรอบ คราวนี้คนที่มาคือสุวาเบะ จุนอิจิและคาจิ ยูกิ สองคนนี้เป็นทีมติด Netflix งอมแงม คาจิคุงบอกว่าเมื่อกี้ก่อนขึ้นเวทีก็นั่งดูอยู่ รู้งานดีมาก เขาจ้างมาขายก็ช่วยขายเต็มที่ 555555555555

ตอนแนะนำตัวสุวาเบะซังบอกว่า สวัสดีครับ สุวาเบะที่ดังที่สุดในโลกครับ! ด้วยนะ หมั่นไส้แปลกๆ 555555555555

รอบนี้ช่วงแรกเล่นเกมกันเหมือนสเตจชิโมโนะซังกับเทราชี่เมื่อวานนี้ คือให้เล่าความทรงจำจากผลงานของตัวเอง สุวาเบะซังจับได้หัวข้อความทรงจำที่มีความสุขหรืออะไรประมาณนี้แหละ เรื่องที่เลือกมาคือ High school of the Dead สุวาเบะซังบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่ได้พากย์เป็นพระเอก แม้ว่าสมัยนั้นหลายคนจะบอกว่าพระเอกดูหน้าตาเหมือนจะพากย์โดยฟุคุยามะ จุนก็ตาม (ขำตรงนี้มาก 55555555555555) แล้วก็เล่าว่ามีมิยาโนะคุงออกมา แต่ตายตั้งแต่ตอนแรกเลย (นอกเรื่อง ชอบการที่สุวาเบะซังเรียกมิยาโนะมาโมรุว่า มิยาโนะคุง น่ารัก!) แต่ตอนแรกสนุกมากจริงๆ อยากให้ทุกคนได้ดูกัน ส่วนคาจิคุงเลือกเรื่อง LUPIN the Third -峰不二子という女- มา แต่เราจำไม่ได้แล้วว่าเขาพูดอะไรมั่ง แง้

คอร์เนอร์ถัดมาเป็นเกมทายตัวละครเหมือนเดิม คำถามแรกเป็นตาซากุรางิจากสแลมดังค์ สุวาเบะซังกดตอบได้ก่อน คาจิคุงเลยเจ็บใจมากเพราะตอบได้เหมือนกันแต่กดปุ่มไม่ทัน สุวาเบะซังตอบเสร็จก็บอกว่า เรื่องนี้เป็นอนิเมะบาสเก็ตบอลที่ผมไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ แต่ก็ชอบมาก

ข้อต่อมาเป็นรูปตาอาเชอร์จากเฟท สังเกตดูแล้วเกมนี้จะต้องมีคำถามเซอร์วิสให้ตลอดเลย ข้อนี้สุวาเบะซังเป็นคนตอบ แน่นอนว่าสุวาเบะซังรู้คำตอบอยู่แล้ว แต่ก็ยังใช้สิทธิ์ขอความช่วยเหลือจากคนดูเพื่อให้คนดูมีส่วนร่วม น่ารักจัง! พอสุวาเบะซังตอบข้อนี้ได้ คาจิคุงเลยยิ่งเจ็บใจที่ตอบข้อซากุรางิไม่ทัน สุวาเบะซังเลยบอกว่า งั้นข้อต่อไปจะให้คาจิคุงกดปุ่มก่อนแล้วกัน ถ้าตอบไม่ได้จริงๆ ค่อยตอบ พูดแล้วก็เอาปุ่มไปวางบนพื้นเลย ใจดีจัง!

แล้วข้อต่อมาก็เป็นรูปตาของเอเรน เยเกอร์ เซอร์วิสสุดดด ตอบไม่ได้ก็แย่แล้ว 555555555555

สุดท้ายแล้วจำไม่ได้ว่าเกมนี้ใครชนะ น่าจะคาจิคุงมั้ง? แล้วหลังจากนั้นก็ให้เลือกผลงานอะไรก็ได้มาแนะนำกันเช่นเคย รอบนี้แนะนำอนิเมะทั้งคู่ สุวาเบะซังเลือกอนิเมะเก่าเรื่อง 美味しんぼ (Oishinbo) มาแนะนำ บอกว่าอยากให้ลองดูโดยเฉพาะตอนที่สอง ตอนนี้มีตัวละครตัวนึงพากย์โดยวากาโมโตะซัง (ที่พากย์ไชนิ่งจากอุตะปุริ) แต่วากาโมโตะซังตอนนั้นเสียงเท่มากจนฟังไม่ออก อยากให้ทุกคนลองฟังวากาโมโตะซังสมัยเท่ๆ ดู (มาแนวเดียวกับที่คักกี้อยากให้ไปฟังเสียงนามิคาวะซังเลย 5555555555) ตลกที่สุวาเบะซังทำเสียงเลียนแบบวากาโมโตะซังยุคปัจจุบันด้วย โอ๊ย ล้อเลียนรุ่นใหญ่เหรอ!!!!!

ส่วนคาจิคุงเลือกเรื่อง からかい上手の高木さん (Karakai Jozu no Takagi-san) มาแนะนำ เรื่องนี้คาจิคุงพากย์ด้วย คาจิคุงเล่าเรื่องย่อให้ฟังแล้วก็บอกว่าชอบทาคางิซังที่เป็นนางเอกมาก เป็นคนน่ารักมากจนอยากโดนแซวแบบในเรื่องบ่อยๆ

พอเปิดโหวตรอบนี้คาจิคุงเป็นฝ่ายชนะ ตอนชนะเล่นใหญ่พอๆ กับเทราชี่เลย ทำท่ายกมือปิดปากแบบนางงามเหมือนกันเป๊ะ 555555555 รางวัลคือบัตรเติมเงินเช่นกัน คาจิคุงสุ่มได้แบบห้าพันเยน พอได้มาแล้วคาจิคุงก็บอกว่าจะเอาไปให้แม่ น่ารักเชียว!

จบสเตจนี้เราก็พุ่งไปบูธ Pony Canyon ที่อยู่ใกล้ๆ กันเพื่อไปดูสเตจของซานริโอ้ดันฉิ ตอนเดินออกจากบูธ Netflix เราหันไปเจอทีมนักแสดงบุไตคิงปุริอยู่ข้างๆ ทั้งทีมเลย โอ๊ยยยยย จะเป็นลม ตอนนั้นคนเยอะมาก แล้วในหัวเราไม่ได้คิดอะไรนอกจากต้องวิ่งไปหายูมะคุงต่อ พอหันไปเจอมาซาชิซังในระยะเกือบเดินชนกันแล้วตกใจเลย ถึงจะเคยเจอใกล้ๆ ตอนอีเวนท์ไฮทัชมาแล้วก็เถอะ แต่รอบนี้เจอแบบไม่ทันตั้งตัวเกินไป๊!!!

กลับมาที่สเตจซานริโอ้ดันฉิ นักพากย์ที่มาสเตจนี้ประกอบด้วย โอสุกะ จุน, คางุระ ฮิโรยูกิ และอุจิดะ ยูมะ

งานนี้เจอยูมะคุงมาหลายรอบตั้งแต่เมื่อวาน นึกว่าวันนี้จะไม่กรี๊ดอะไรมากแล้ว ปรากฏว่าสเตจนี้ยูมะคุงน่ารักแบบ MVP มาก เป็นลมมมมมมมมมมมม

สเตจนี้มีคิตตี้มาเป็นเกสท์ อันที่จริงตั้งแต่ดูซานริโอ้ดันฉิเราก็ติดเรียกคิตตี้ว่าคิตตี้ซังมาตลอด แต่หลังจากดูสเตจนี้แล้วเปลี่ยนมาเรียกว่านังคิตตี้!!!ทันที สาเหตุเป็นเพราะสเตจนี้ยูมะคุงเล่นกับคิตตี้ตลอดเลย กรี๊ดดดดดดด อิจฉาตาลุกเป็นไฟ!!!!

ช่วงแรกๆ ที่คิตตี้ขึ้นเวทีมา คิตตี้จะไปเกาะแกะโอสุกะซัง เพราะโอสุกะซังพากย์เป็นชูชู พ่อหนุ่มคิตตี้ แต่ไปๆ มาๆ ยูมะคุงมายืนข้างคิตตี้หน้าตาเฉย ตอนที่นั่งก็นั่งฝั่งที่ติดกับคิตตี้ ยูมะคุงเลยอิ๊อ๊ะกับคิตตี้ตลอด ทั้งจับมือถือแขน ส่งสายตาหวานซึ้ง พยักหน้าให้กัน ทำเป็นกระซิบกระซาบกัน โอ๊ยยยยย อย่างกับคู่รัก!!! ยิ่งสายตาเวลายูมะคุงมองคิตตี้นะ อื้อหืออออ อยากจะปีนเวทีขึ้นไปแทนที่!!! สวีทกันจนโอสุกะซังต้องคอยบอกว่าเธอยังมีฉันอยู่นะคิตตี้ ฮือ สงสาร

ตลกตอนยูมะคุงกับคิตตี้จู๋จี๋กันแล้วคางุระซังบอกว่า จะฟ้องซินนาม่อน!! ยูมะคุงรีบตอบด้วยน้ำเสียงไม่กลัวเกรงว่า หมอนั่นเป็นผู้ชาย!!! ผ่านไปสักพักคางุระซังก็ขู่อีกรอบว่า จะฟ้องแดเนียล!!! (แฟนของคิตตี้) คราวนี้คิตตี้เลยทำท่ายกนิ้วชี้ขึ้นมาจุ๊ปาก ประมาณว่าอย่าไปฟ้องแฟนฉันนะ!! โอ๊ย สเตจนี้ติ๊งต๊องมากอ้ะ 55555555555555

แต่นอกจากสวีทกับคิตตี้แล้วยูมะคุงยังอิ๊อ๊ะใส่คนดูบ่อยมาก ทั้งเล่นหูเล่นตา (แม้สายตาที่ส่งให้คนดูจะไม่หวานเท่าที่ส่งให้นังคิตตี้ก็ตาม) โบกมือให้ ยิ้มให้ ทำเอาคนดูเคลิบเคลิ้มไปตามๆ กัน (〃ω〃) มีช็อตนึงยูมะคุงนั่งเหม่อๆ ฟังคนอื่นพูดอยู่ สักพักก็หันมาโบกมือให้คนดูด้วยหน้าตาเหม่อๆ นั่นแหละ โอยยยยยย เอ็นดู///// แล้วเรายืนฝั่งที่ใกล้ยูมะคุงพอดี สเตจนี้ได้เจอแบบใกล้สุดในบรรดาทุกสเตจที่เจอยูมะคุงเลย คิดไปเองว่ามองตากันไปหลายรอบ เขิลลลลลล///////

สเตจนี้มีเวลาแค่ครึ่งชั่วโมง สั้นกว่าสเตจอื่นๆ หน่อย สเตจอื่นส่วนใหญ่จะสี่สิบนาทีขึ้นไป เนื้อหาในสเตจนี้เลยไม่ค่อยมีอะไรมาก ตอนแรกก็พูดคุยเรื่องซานริโอ้กันเรื่อยเปื่อย มีโฆษณาอนิเมะ ประกาศข่าวสร้างบุไต แล้วก็มีเล่นเกมทายนิสัยกัน คำถามคือถ้าเดินผ่านบ้านหลังนึงแล้วเจอประตูเปิดทิ้งไว้ คุณจะคิดว่าอะไร เราจำคำตอบได้ไม่ครบง่ะะะ คำตอบ A ขโมยเข้าบ้าน B จำไม่ได้แล้ว C เปิดประตูระบายอากาศ D มีคนกำลังจะออกจากบ้านหรือเพิ่งเข้าบ้าน

คำถามนี้เป็นการทายว่าคนตอบจะประมาทเวลาไหน โอสุกะซังเลือกข้อ C ส่วนคางุระซังกับยูมะคุงเลือกข้อ D

เฉลยที่พอจำได้คือคนเลือกข้อ A เป็นคนที่ไม่ประมาท ส่วนข้อ C คือประมาทตลอดเวลา ส่วนข้อ B กับข้อ D เฉลยว่าอะไรจำไม่ได้แล้ว รู้แต่ว่าจริงๆ แล้วตอนเลือกในใจเราเลือกข้อ C แต่พอยูมะคุงถามว่า ไหนใครเลือกข้อ D บ้าง เรานี่รีบยกมือสุดแขนเลยจ้าาาา 5555555555555555555 ทำเป็นแอ๊บตอบข้อเดียวกะเค้า เผื่อเค้าจะมองมา แยบยลป้ะ 55555555555555

ตอนท้ายสเตจมีการแจกลายเซ็นทั้งสามคนด้วย เซ็นลงในกระดาษที่เขียนคำตอบเมื่อกี้นั่นแหละ ยูมะคุงเซ็นเสร็จแล้วก็วาดรูปคิตตี้กับซินนาม่อนลงไป แต่วาดคิตตี้ออกมาแบบไม่เป็นคิตตี้เลย อีกสองคนเลยช่วยกันเสี้ยมว่า ในสายตานายเห็นคิตตี้แย่ขนาดนั้นเลยเหรอ! คิตตี้ที่ยืนข้างยูมะคุงเลยทำท่าเศร้าทรุดลงกับพื้น คนดูก็ช่วยกันร้อง อ๋าาาาา …บอกแล้วสเตจนี้ติ๊งต๊อง 5555555555555

จบสเตจนี้แล้วยังมีเวลานิดนึงก่อนถึงสเตจถัดไป เรากับเพื่อนเลยรีบไปยืนรอหลังบูธเผื่อได้เจอยูมะคุงตอนออกมา แต่รออยู่ประมาณสิบนาทีก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยตัดสินใจไปจากตรงนั้น ปรากฏว่าตอนเดินผ่านบูธนึง เจอยูมะคุงอยู่บนเวทีแล้ว! ระ เร็ว! เทเลพอร์ตมาเหรอ!!!

บูธต่อมาคือบูธ TOHO animation อีกแล้ว เอาเข้าจริงก็วิ่งวนๆ อยู่ไม่กี่บูธ 555555555 รอบนี้เป็นสเตจของเพดัล ประกอบด้วยยามาชิตะ ไดกิและโมริคุโบะ โชทาโร่ สองคนนี้เมื่อวานเราก็เจอแล้วเลยไม่ตื่นเต้นอะไรมาก มีเกสท์อีกคนคือซาเอกิ ยูสุเกะซังที่ร้องเพลงให้เพดัล สิ่งที่ประทับใจในสเตจนี้คือเสื้อสีชมพูของโมริคุโบะซังทิ่มตาสุดๆ

สเตจนี้จัดแบบรายการวิทยุ มีอ่านจดหมาย มีมุมพูดคุย ฯลฯ ขำตอนถามว่าใครเคยฟังเรดิโอนี้บ้างแล้วมีคนยกมือประปราย โมริคุโบะซังเลยบอกว่า จะโกหกก็ได้นะ แบบนั้นน่าจะบรรยากาศมันส์กว่า เสร็จแล้วก็ถามอีกรอบว่าใครเคยฟังบ้าง คราวนี้ยกมือกันทั้งบูธเลย ว่าง่ายกันดีมาก 555555555555

สเตจนี้เรายืนค่อนข้างไกลเพราะคนมุงดูเยอะ (แต่ก็ใกล้ว่าพวก Open stage ประมาณห้าสิบเท่า ผ่านสเตจพวกนั้นมาแล้วอะไรๆ ก็ใกล้ไปหมด) เสียงจากบูธอื่นๆ ก็ตีกันพัลวันจนไม่ค่อยได้ยินเท่าไหร่ เอาเป็นว่าวันนี้ไดกิก็น่ารักจังเลย จบ

เราดูสเตจนี้ไม่จบเพราะต้องวิ่งกลับไปที่บูธ Pony Canyon อีกรอบ คราวนี้เป็นสเตจของเรื่อง ニル・アドミラリの天秤 (Nil Admirari no Tenbin) ซึ่งประกอบด้วยโอคาโมโตะ โนบุฮิโกะ, คาจิ ยูกิ และชิโมโนะ ฮิโระ ตอนเราไปถึงมีคนมุงดูกันเยอะมากจนสต๊าฟกั้นบริเวณไว้ไม่ให้เข้าไปยืนดูแล้ว แต่เพื่อนเราที่ไปด้วยกันอยากดูโนบุคุงแบบใกล้ๆ เราเลยบอกเพื่อนว่างั้นเดินวนดูไปนะ เดี๋ยวเราไปหาคุณมาสุดะที่ Blue stage ละกัน

เราไปยืนดูคุณมาสุดะอยู่แป๊บเดียวก็ตัดสินใจไปเดินดูอีกฮอลล์บ้าง คราวนี้ทิ้งคุณมาสุดะอย่างง่ายดายเพราะเวทีมันไกลอะะะ ฮือออออ ถ้าได้เจอแบบใกล้ชิดเหมือนสเตจฮานะมารุเราไม่มีทางตัดใจทิ้งได้อยู่แล้ว ขอโทษนะคะมายเลิฟ (;____;)

ช่วงที่ไปเดินอีกฮอลล์แบบชะโงกทัวร์ก็ค่อนข้างพีค ในช่วงเวลาสิบกว่านาทีที่เดินในฮอลล์นั้นเจอนักพากย์เยอะมากกกกกกกกก เจอทั้งคามิยัน นากามุระซัง โอโนะดี ชิไรยูสุเกะ ซาวาชิโระคุง ฯลฯ แต่เราหยุดดูแต่ละบูธไม่เกินห้านาที ชีวิตเร่งรีบไปไหนนนนน

เรากลับมาฮอลล์เดิมตอนสเตจนิลแอดมิราริใกล้เลิก เนื่องจากไปยืนดูไม่ได้เพราะสต๊าฟขวางกั้น เราเลยไปยืนรอตรงทางออกแทน คราวนี้เลยได้เจอโนบุคุงตรงทางออกอีกแล้ว อันที่จริงตอนก่อนบูธนี้เริ่มเราก็ไปยืนรอตอนเขาเดินเข้าบูธ มีดวงได้เจอโนบุคุงตอนเดินเข้าออกตลอดเลย เวลาไปดักคนอื่นไม่เคยได้เจอเลยนะ แต่โนบุเนี่ยดักทีไรเจอทุกที พรหมลิขิตชัดๆ

ประทับใจชิโมโนะซังตอนเดินออกจากบูธมาก เขาหันซ้ายขวาผงกหัวให้คนที่มายืนรอรอบทิศเลย น่ารักมากๆๆๆๆๆ

พอสเตจนี้เลิกเราก็ปรึกษากับเพื่อนว่าต่อไปจะเอาไงดี มีสเตจคักกี้อีก แต่เวลาจะเหลื่อมกับสเตจเคนโช&ฮานาเอะที่บูธ Netflix ซึ่งสำหรับเราไม่มีตัวเลือกดูคักกี้ครึ่งนึงแล้วทิ้งไปหาคนอื่นอยู่แล้ว สุดท้ายเพื่อนเลยตกหลุมพรางมาดูคักกี้ด้วยกันที่บูธ Animax บูธนี้ก็ใกล้ชิดมากกกกกกกกกกกกกกก เวทีก็เตี้ยเลยยิ่งรู้สึกใกล้ไปกันใหญ่ แล้วเรายืนตรงใกล้ๆ ทางขึ้นลงเวทีพอดี ตอนคักกี้เดินมาขึ้นเวทีคือแทบเป็นลม ฮือออออ

(หารูปตอนคักกี้มาบูธไม่เจอ เจอแต่รูปบูธเปล่าๆ OTL)

ระหว่างยืนรอคักกี้ขึ้นเวทีมีสต๊าฟมาชวนคุยและให้เล่นเกมสุ่มรางวัลเป็น PS4 ซึ่งแน่นอนว่าเราไม่ได้….. พอบอกสต๊าฟว่ามาจากไทยเค้าก็ตกใจมาก บอกว่าคนไทยในญี่ปุ่นเนี่ยแปลกนะครับ โอ๊ยยยยยยย ฟังแล้วอยากจับไปปล่อยให้เดินชินกุจุสักสิบนาทีแล้วมารายงานเราว่าเจอคนไทยกี่คน ชินจุกุนี่แทบจะเป็นสยามสแควร์แห่งโตเกียวไปแล้ว

กลับมาที่คักกี้ สเตจนี้คักกี้มาโฆษณารายการของตัวเอง รายการชื่อ 柿原徹也のひざくりげ-ひびけ!戦国名言編-แต่ละตอนจะมีเกสท์ไปเที่ยวด้วยกันกับคักกี้ เกสท์ตอนแรกคือไคโตะ ตอนที่สองคือโฮโซยัน และตอนที่สามคือโนบุคุง คักกี้นินทาเกสท์เยอะมากกกกก ตลกกกกกก

คักกี้เล่าว่าในสามคนนี้ ไคโตะเด็กที่สุดแต่มีความเป็นผู้ใหญ่ที่สุด ส่วนโฮโซยันเป็นคนที่ pure ที่สุด แต่เพราะเหตุนี้แหละเลยยาไบ้สุด ตอนคักกี้พูดว่า こいつはやばい! สีหน้าดูแบบ เออ ยาไบ้มากจริง แล้วย้ำว่าโฮโซยะยาไบ้หลายรอบมาก 5555555555 ส่วนโนบุคุง คักกี้บอกว่าไม่รู้ทำไมผู้จัดการเราถึงสนิทกันมาก แล้วคักกี้ก็ทำท่าเลียนแบบโนบุคุงให้ดู เป็นตอนที่โนบุคุงก้มหัวขอความกรุณาจากสต๊าฟก่อนเริ่มถ่ายรูป เสร็จแล้วก็โพสท่าถ่ายแบบสุดขรึม เลียนแบบซะเหมือนจนนึกหน้าโนบุคุงออกเลย คาคิฮาระนี่ก็เป็นคนร้ายๆ นะ 5555555555555

แล้วตอนท้ายก็คุยกันเรื่องอนิเมะนิดหน่อย คักกี้พูดเรื่องแฟรี่เทลอีกแล้ว คงผูกพันกับเรื่องนี้มากจริงๆ ไปสเตจไหนก็พูดถึง แต่เรื่องนี้เป็นผลงานของคักกี้ที่เราไม่เคยดู เคยอ่านอย่างเดียว ตึงงงงงงงง

จบสเตจนี้แล้วเดินเฉียดบูธ Netflix พบว่าเคนโชกับฮานาเอะคุงยังอยู่จ้าาา เห็นแล้วก็รีบพุ่งเข้าไปยืนดูอย่างว่องไว

ตอนที่เราเข้าไปยืนดูเป็นช่วงที่กำลังเล่นเกมทายตัวละครจากตากันพอดี อันนี้จำได้ว่าข้อเซอร์วิสฮานาเอะคืออาริมะ โคเซคุงจากคิมิอุโสะ แต่ข้อเซอร์วิสเคนโชไม่ใช่ตัวที่เคนโชพากย์ เป็นตัวละครอื่นจากเรื่องที่พากย์เฉยๆ เคนโชเลยงอแงว่าทำไมไม่ยุติธรรม!

อีกอย่างที่เคนโชโวยวายคือคันจิชื่อเคนโชเขียนผิดเป็น 憲章 ซึ่งที่ถูกคือ 賢章 ผ่านไปประมาณค่อนสเตจแล้วเคนโชถึงเพิ่งสังเกต 5555555555 แต่พอเคนโชทักแล้วเราเลยรู้สึกว่าทีมงานบูธนี้ไหวมั้ยยยยย ชื่อคักกี้ก็ผิดมาแล้วรอบนึง ฮานาเอะบอกว่าเพื่อเป็นการขอโทษ Netflix ต้องเชิญเคนโชไปพากย์ออริจินัลอนิเมะแล้วแหละ นี่ก็แก้สถานการณ์เก่งจริง!

ตอนท้ายก็เป็นช่วงแนะนำผลงานอะไรก็ได้เช่นเคย ฮานาเอะคุงแนะนำเรื่อง The Shawshank Redemption แล้วบอกว่าเป็นหนังที่ฟุคุยามะ มาซาฮารุก็แนะนำเชียวนะ ส่วนเคนโชแนะนำหนังสารคดีอะไรสักอย่างเกี่ยวกับนักพูด เป็นสารคดีออริจินอลของ Netflix เคนโชบอกว่าตัวเองชอบดูสารคดี ซึ่งใน Netflix เนี่ยมีสารคดีมากมายให้เลือกชม สารคดีสนุกนะ ทุกคนมาดูกันเถอะ เนี่ย ทำไมแต่ละคนที่มาบูธนี้ขายเก่งนัก! (ยกเว้นคาคิฮาระเท็ตสึยะ 5555555555555555)

สุดท้ายเคนโชชนะโหวตเลยได้รางวัล ตอนสต๊าฟถือบัตรเติมเงินออกมาสามใบ เคนโชตั้งใจเลือกอย่างจริงจังมาก เอามือจับใบกลางแล้วบอกว่าใบนี้แพงสุดแหงๆ เพราะมองเห็นความหวั่นไหวในสีหน้าของสต๊าฟ ฮานาเอะได้ยินเลยมาดูเฉลยแล้วทำเสียงแบบ โอ๊ะ แย่แล้ว โอ๊ะะะ สุดท้ายเคนโชก็หยิบใบนั้นมา ปรากฏว่าเป็นสองพันเยนซึ่งราคาน้อยสุด เคนโชเลยทำท่าจ๋อยบอกว่า แพ้เกมจิตวิทยาจนได้ โถ 555555555 ได้บัตรเติมเงินฟรีๆ มูลค่าสองพันเยนก็เยอะแล้วนะคะะะ ไม่ต้องเศร้า!

เสร็จจากสเตจนี้เราไปยืนดู Blue stage อยู่แป๊บนึง มีสึดะ เคนจิโร่มาพร้อมกับนักพากย์สาวๆ มากมาย เราไปถึงตอนเค้ากำลังถ่ายรูปหมู่กันพอดี สึดะซังยืนตรงกลาง มีสาวๆ ห้อมล้อม สภาพเหมือนประธานบริษัทกับสาวๆ ในสังกัดของเขา เห็นแล้วขำ 5555555555555

หารูปที่เค้าถ่ายกันบนเวทีไม่เจอ เจอแต่รูปนี้ ↑ ตอนถ่ายรูปบนเวทีสึดะซังติดกระดุมเกือบทุกเม็ดเลยดูเป็นทางการกว่านี้เยอะ

หลังจากนั้นก็ไปเดินโฉบบูธ Marvelous ยลโฉมอาโอย โชตะคุงแว้บๆ แล้วพุ่งไปอีกฮอลล์นึงอีกรอบ รอบนี้ตั้งใจไปบูธ 日テレ (Nippon Television) เพื่อไปหาโมริคาวะซัง คนนี้ก็ไม่ได้เจอกันมานานหลายปี เป็นคนที่ตั้งใจว่างานนี้ต้องไปหาให้ได้!

บูธนี้ต่างจากบูธอื่นตรงที่เป็นตู้กระจกแล้วมีโต๊ะกับไมโครโฟนตั้งอยู่ข้างใน ให้ความรู้สึกว่าแม้ตัวจริงอยู่ตรงหน้าก็ยังมีกระจกใสบางๆ ขวางกั้น ทอล์กโมริคาวะซังที่บูธนี้ยาวนานประมาณชั่วโมงครึ่ง นานมากกกกกก แต่เราไปยืนดูแป๊บเดียวเอง ประมาณยี่สิบนาทีมั้ง ดูให้รู้สึกว่าโอเค เจอแล้วนะ พอใจละ แล้วก็ไปดูคนอื่นต่อ 5555555555

เนื้อหาที่คุยกันบูธนี้เรื่อยเปื่อยมาก มีตั้งแต่เรื่องการเดินขึ้นบันไดในบริษัท ไปจนถึงเรื่องสารพัดของกิน ตอนพูดเรื่องของกินกันคือทรมานมาก เพราะตั้งแต่เช้าจนถึงตอนนั้นเรากินไปแค่ข้าวปั้นหนึ่งก้อนกับกาแฟหนึ่งแก้ว ฟังจนหิวแสบไส้เลยเดินออกไปบูธอื่นต่อ ทนฟังไม่ได้……..

ออกจากตรงนั้นมาแล้วก็ไปบูธ Tokyo MX ต่อ คราวนี้เป็นสเตจของ Thunderbolt Fantasy ซึ่งเป็นเรื่องที่เราดูไม่จบแม้จะชอบในความตลก สเตจนี้ประกอบด้วยโทริอุมิ โคสุเกะ, สุวาเบะ จุนอิจิ และอุโรบุจิ เก็น ตื่นเต้นกับลุงเก็นสุดแล้วเพราะไม่เคยเจอ แต่มาคิดดูแล้วเราก็ไม่ได้ชอบเค้าเป็นพิเศษนะ จะตื่นเต้นทำไม

สเตจนี้หารูปบนสเตจไม่เจอ แง้ เจอแต่รูปที่สุวาเบะซังไปถ่ายที่บูธนิโตร

สเตจนี้เราดูแค่ครึ่งเดียว เนื้อหาที่พอจำได้คือคุยกันเรื่องภาคแรกนิดหน่อย พูดถึงเรื่องสตูดิโอที่ไต้หวัน ลุงเก็นเคยไปหลายรอบแล้ว แต่สุวาเบะซังกับโทริซังยังไม่เคยไปก็เลยอยากไปบ้าง แล้วก็ถามว่าในบรรดาตัวละครใหม่ สนใจตัวไหนกันบ้าง โทริซังเลือกตัวละครที่ใส่แว่นเพราะตัวละครแว่นนี่ดูน่าจะร้ายๆ ส่วนสุวาเบะซังเลือกตัวละครที่นิชิคาวะซังพากย์ มั้งนะ หรือสลับกันไม่แน่ใจ…

สาเหตุที่ดูสเตจนี้แค่ครึ่งเดียวเพราะต้องวิ่งข้ามฮอลล์กลับไปหาซากุไรซังที่บูธ Pony Canyon อันที่จริงเราเฉยๆ กับสเตจนี้ แต่เพื่อนบอกว่ายังไม่เคยเจอซากุไรซังเลยอยากเจอ เราก็โอเค งั้นไปด้วยก็ได้ ไม่ได้เจอซากุไรซังมานานแล้ว

สเตจนี้เป็นของเรื่อง ダイヤのA (Ace of Diamond) เราไปถึงตอนท้ายๆ ละ ตามกำหนดการแล้วสเตจนี้มีแค่โอซากะ เรียวตะ กับซากุไร ทาคาฮิโระ แต่ตอนเราไปถึงมีฮานาเอะคุงนั่งอยู่บนเวทีด้วยเฉยเลย!

ตอนเราไปถึงเค้ากำลังเล่นเกมกันอยู่ มีโจทย์มาให้ว่า คุณกำลังยืนมองกล้องส่องทางไกล มองไปแล้วเจอชายคนหนึ่งมองกลับมาเหมือนกัน จงวาดรูปชายคนนั้นออกมา แต่ละคนก็วาดกันเต็มที่ วาดเสร็จพิธีกรก็เฉลยว่า ชายคนนั้นคือตัวคุณในวัยกลางคนนั่นเอง เฉลยปุ๊บซากุไรซังบอกว่า ผมก็อยู่ในวัยกลางคนแล้วนะ เอ้ออออ ก็จริงของเขา

หลังจากนั้นก็มีสุ่มแจกลายเซ็นอีกแล้ว เซ็นลงบนกระดาษที่วาดรูปนั่นแหละ ประทับใจตรงที่พอจับฉลากหมายเลขบัตรคิวได้ผู้โชคดีแล้ว นักพากย์แต่ละคนจะถามผู้โชคดีว่าชื่ออะไร แล้วเขียนชื่อลงบนกระดาษให้ด้วย โอ๊ยยยยย ต้องทำบุญมาเยอะขนาดไหน! ของโอซากะคุงผู้โชคดีเป็นสาวไต้หวันด้วยนะ พอบอกว่าเป็นคนไต้หวันแล้วทั้งสามคนตื่นเต้นตกใจกันใหญ่ แง เราก็คนต่างชาติเหมือนกัน ตื่นเต้นกะเราบ้างเดะะะะะะะะ /บัตรคิวไม่มีก็ร้องไห้เงียบๆ ไป๊

ขำตอนจับฉลากผู้โชคดีได้รางวัลซากุไรซังเสร็จ ซากุไรซังถามว่า นี่เล็งผมไว้รึเปล่า? คนได้ลายเซ็นไปตอบว่าใช่ ซากุไรซังเลยบอกว่า ไม่ต้องตอบตามมารยาทก็ได้นะ เอ๊า 555555555 พอถึงคิวฮานาเอะคุง ฮานาเอะคุงเลยถามคำถามเดียวกันบ้าง คราวนี้คนได้ลายเซ็นตอบว่าเปล่า ฮานาเอะคุงเลยบอกว่า แหงสิ ก็เป็นเซอร์ไพรส์เกสท์นี่! จังหวะเหมือนเตี๊ยมกันมา 555555555

ตอนท้ายมีโฆษณาเกี่ยวกับไดยะเล็กน้อย มีประกาศว่าวันไหนจะมีใครไปสนามเบสบอลที่ไหนยังไงบ้าง สุดท้ายก็ฝากฝังไดยะกัน แล้วจู่ๆ ฮานาเอะคุงก็ควักดีวีดีรายการท่องเที่ยวของโนบุคุงออกจากกระเป๋ากางเกงขึ้นมาโฆษณาให้เฉยเลย หื้ม ทำไมมีของแบบนี้อยู่ในกระเป๋ากางเกงคะ???

จบสเตจนี้เราก็เดินไป Red stage อีกเพื่อดูมิยาโนะมาโมรุเป็นครั้งสุดท้ายของงานนี้ แน่นอนว่ายังคงเห็นแบบไกลลิบลิ่วเช่นเคย งานนี้มิยาโนะมาโมรุขึ้นแต่เวทีใหญ่ เท่าที่เราวิ่งดูตารางไม่เจอว่าไปบูธไหนเลย เสียดาย อยากเจอใกล้ๆ บ้าง แต่ได้เจอแบบไกลๆ ก็ยังดี ถือว่าได้เจอคนที่อยากเจอที่สุดละ แม้ว่าเดี๋ยวจะได้เจอกันอีกในแฟนมีทสตาริชก็ตาม (เพราะเหตุนี้แหละเลยตัดใจทิ้งสเตจใหญ่ได้อย่างง่ายดาย 55555555555)

สเตจสุดท้ายที่ไปดูเป็นสเตจของเรื่อง STEINS; GATE 0 รอบนี้ก็ไปยืนดูแบบแทบไม่ได้ยินอะไรเช่นเคย เท่าที่ยืนดูคือรับรู้แค่ มิยาโนะมาโมรุหัวเราะ มิยาโนะมาโมรุตบเข่าฉาด มิยาโนะมาโมรุลุกขึ้นยืน ไม่ได้รับรู้เนื้อหาใดๆ ทั้งสิ้น….. แต่ปิดท้ายงานด้วยการยืนดูมิยาโนะมาโมรุตัวเท่ามดในอิริยาบถต่างๆ ก็โอเคแหละ …มั้ง

จบสเตจนี้ก็เป็นอันจบงาน ไม่เหลือเวลาให้เดินดูบูธใดๆ ทั้งสิ้น ปีที่แล้วไม่ได้ดูสเตจบ้าเลือดขนาดนี้เลยมีเวลาเดินดูบูธอยู่บ้าง แต่ปีนี้ไม่ได้เข้าบูธไหนเลยสักบูธ เดินผ่านอย่างเดียว เสียดายเหมือนกันเพราะมาดูรูปแล้วหลายบูธทำดีมาก มีอะไรน่าสนใจเยอะแยะมาก แต่ระหว่างการเดินดูบูธกับการเจอนักพากย์แบบใกล้ชิด ยังไง๊ยังไงเราก็เลือกอย่างหลังอยู่ดี (คุ้นๆ ว่าปีที่แล้วก็รู้สึกอย่างงี้แหละ)

งานนี้ค่าเข้าแค่ 1,800 เยนเอง แต่สิ่งที่ได้มันคุ้มเกินค่าเข้าไปไกลมากกกกกกกกกกกกก มั่นใจว่าเก็บค่าเข้าห้าพันเยนเรายังยอมจ่ายเลย ได้เจอนักพากย์ที่ชอบเยอะแยะเต็มไปหมด แถมไม่ต้องเสี่ยงดวงด้วย ถึงจะวิ่งไปรับบัตรคิวไม่ทันก็ได้เจอแน่นอน

ขอบคุณนะ Anime Japan♥

Fortissimo – Seike Ryo

เพิ่งเล่นเกม Fortissimo จบไปรูทนึง แต่ต้องการพื้นที่กรีดร้องหนักมาก อ๊ากกกกกกกก

เกมนี้สร้างมาจากนิยายชื่อเดียวกันนี่แหละ เนื้อเรื่องในนิยายคือนางเอกที่เพิ่งเรียนจบใหม่ได้จับพลัดจับผลูไปเป็นผู้จัดการให้กับไอดอลวง forttê (ฟอร์เต้) ซึ่งไอดอลวงนี้ก็คือวงที่อาซาฮินะ ฟูโตะคุงจาก Brothers Conflict อยู่ แปลว่าเรื่องนี้เป็นสปินออฟของเรื่อง Brothers Conflict อีกทีนึงนั่นเอง แต่เรื่องราวจะพูดถึงวงนี้ในช่วงที่ฟูโตะคุงไปเรียนต่อที่แอลเอแล้ว ดังนั้นตัวละครหลักๆ ของเรื่องจึงเป็นเหล่าเพื่อนสมาชิกในวง ส่วนฟูโตะคุงกว่าจะมีบทบาทในนิยายก็เล่มหลังๆ โน่น

ด้วยความที่ชอบลายเส้นอ.อุดะโจผู้วาดภาพประกอบเราเลยซื้อนิยายมาเก็บไว้เกือบทุกเล่ม แต่อ่านจบไปแค่สามเล่มและลืมเนื้อเรื่องไปหมดแล้ว 5555555555 รู้สึกไม่ค่อยชอบอ่านนิยายแนวเน้นบทสนทนาไปเรื่อยๆ แบบนี้เท่าไหร่ (บราคอนเราก็ไม่ชอบอ่าน ชอบเล่นเกมมากกว่า) แต่โดนภาพประกอบล่อลวงไง มีฟูโตะไง ผู้ชายหล่อไง ออกมากี่เล่มก็ซื้อหมด

ครั้นเมื่อถึงโอโตเมทปาร์ตี้ปี 2015 ในงานก็ประกาศสร้างนิยายเรื่องนี้เป็นเกม กรี๊ดดดดด สิ่งนี้ที่รอคอย!!! แต่ประกาศมาแล้วเงียบหายไปนานมากกกกกกกกก บางทีก็สงสัยว่าโปรเจคต์ล่มไปรึยังนะ…? จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้วนี่แหละถึงเริ่มปล่อยพีวี ปล่อยภาพในเกมออกมา แล้วเกมก็เลื่อนวันวางขายมาจนถึงเดือนมีนาปีนี้ สรุปว่ารอเล่นเกมนี้มาสองปีครึ่ง

และในวันนี้การรอคอยที่นานแสนนานก็ได้สิ้นสุดลงแล้ว!!

พอได้แผ่นมาก็ลังเลอยู่นิดหน่อยว่าจะเล่นรูทใครก่อนดี เพราะในบรรดาสมาชิกฟอร์เต้เนี่ย นอกจากฟูโตะแล้วเราไม่ชอบสักคน 555555555555 แม้จะจำเนื้อหาในนิยายไม่ค่อยได้แต่ก็จำได้ว่าทุกคนล้วนเป็นเด็กมีปัญหา….. สุดท้ายเลยเลือกรูทเซเกะ เรียวคุง (CV: คาคิฮาระ เท็ตสึยะ) ก่อน เพราะเป็นคนที่เรารู้สึกโอเคที่สุดในห้าคนนี้แล้ว

เรียวคุงเป็นรองหัวหน้าวงฟอร์เต้ เป็นหนุ่มคณะอักษร ทำงานสายนายแบบเป็นหลักเลยเชี่ยวชาญทางแฟชั่น สารภาพตามตรงว่าจำแทบไม่ได้ว่าบทบาทเรียวคุงในนิยายเป็นยังไง จำได้แต่ตอนเล่มแรกที่เรียวคุงเจอนางเอก เรียวคุงบอกนางเอกว่า “ฉันน่ะ รักผู้หญิงไม่ได้หรอก” ก่อนจะเฉลยว่าล้อเล่น นั่นเป็นจุดที่ทำให้เรารู้สึกว่า เอ๊ะ เด็กคนนี้น่าสนใจ …จนกระทั่งเราเผลอไปตกหลุมคนอื่นจึงแทบไม่ได้สนใจเรียวคุงอีกเลย แป่วววว แต่ก็เพราะเหตุนี้แหละ พอเล่นเกมเลยกดเลือกรูทเรียวคุงเป็นคนแรก

แต่ก่อนกรี๊ดเรียวคุงขอเกริ่นถึงเนื้อเรื่องรูทรวมสักนิด *สปอยล์กระจุยกระจาย

สตอรี่ในเกมช่วงแรกๆ ไม่ต่างจากนิยายเท่าไหร่ นางเอกของเรื่องนี้ชื่อฟุจิซากิ ฟุตาบะ เป็นสาวจืดชืดจบใหม่ที่ลำบากตรากตรำกับการหางานมาเนิ่นนาน นางเอกจบคณะอักษรมาเลยอยากทำงานเกี่ยวกับสิ่งพิมพ์ แต่สำนักพิมพ์ไม่รับเข้าทำงาน วันนึงบังเอิญเจอประกาศรับสมัครงานของเอเจนซี่เลยลองสมัครดู ปรากฏว่าดันสอบผ่านได้เข้าทำงานซะงั้น นางเอกเลยได้เข้ามาทำงานในเจมส์เอนเตอร์เทนเมนต์ซึ่งเป็นต้นสังกัดของฟอร์เต้

เกมนี้เริ่มต้นตรงที่คนจากเอเจนซี่โทรมาแสดงความยินดีกับนางเอกที่ได้เข้าทำงาน ซึ่งคนที่โทรมาก็คือสึกิชิโระซัง!!!! สึกิชิโระซังคนนี้คือคนที่เราชอบที่สุดในนิยาย แค่เกมเริ่มต้นด้วยเสียงสึกิชิโระซัง (CV: ทานิยามะ คิโช) โทรมาพูดว่า โอเมเดโต้ ก็อยากเอาหน้าซุกหมอนด้วยความแฮปปี้แล้ว อ๊ากกกกกกกกก สึกิชิโระซังขราาาาาาาาาา (≧д≦)(≧д≦)(≧д≦)

แต่วันนี้จะพยายามไม่กรี๊ดสึกิชิโระซังออกนอกหน้า เพราะจุดประสงค์วันนี้คือกรี๊ดเรียวคุง!!

หลังจากนั้นชีวิตการทำงานในเจมส์เอนเตอร์เทนเมนต์ของนางเอกก็เริ่มขึ้น แต่นางเอกเนี่ยเป็นพวกเอาแต่เรียน เรียน เรียนจนไม่รู้เรื่องไอดอลใดๆ พอมาทำงานในเอเจนซี่เลยมีเรื่องต้องเรียนรู้มากมาย ช่วงต้นเกมนางเอกต้องเวียนไปฝึกงานตามแผนกต่างๆ ในบริษัทก่อน (ช่วงนี้จะเจอสึกิชิโระซังเยอะหน่อย แม้นางเอกจะโดนดุด่าเยอะแยะแต่เราใจพองมาก ฮือ สึกิชิโระซังขา ด่าอีกสิคะ!!!) จนกระทั่งฝึกงานครบตามกำหนดแล้ว ประธานบริษัทสาวสุดแซ่บถึงจะเรียกนางเอกไปหา แล้วประธานกับสึกิชิโระซังก็จะบอกว่าตั้งแต่วันนี้ไป นางเอกต้องเป็นผู้จัดการของฟอร์เต้

….และความบรรลัยทั้งหลายจะเริ่มจากตรงนี้แหละ

เนื้อเรื่องหลักๆ ของเกมตั้งแต่ต้นจนจบคือนางเอกจะพัฒนาตัวเองในฐานะเมเนเจอร์และในฐานะผู้หญิง ไปพร้อมๆ กับพาฟอร์เต้ก้าวผ่านอุปสรรคต่างๆ ไปเรื่อยๆ (แน่นอนว่าพร้อมกับจีบผู้ชายไปด้วย ^q^) ฟังดูเหมือนไม่มีอะไรหวือหวา แต่เกมมันก็สนุกเกินคาดนะ เล่นแล้วแอบวางไม่ลงอยู่เหมือนกัน

หลังจากนางเอกได้เป็นผู้จัดการของฟอร์เต้อย่างเป็นทางการแล้ว นางเอกก็ต้องคอยเป็นเบ๊ขับรถพาหนุ่มๆ ไปส่งและติดสอยห้อยตามไปทำงานตามที่ต่างๆ ตอนเล่นรอบแรกนี่เราเลือกรูทเรียวคุงเลยได้ติดตามเรียวคุงไปทำงานถ่ายแบบบ่อยกว่าเพื่อน แต่บางช่วงที่เป็นเนื้อเรื่องหลักก็จะได้ตามคนอื่นๆ ไปทำงานบ้างเหมือนกัน

ช่วงแรกที่ตามเรียวคุงไปทำงาน นางเอกยังไม่ค่อยรู้เรื่องแฟชั่น ศัพท์เทคนิคอะไรก็ไม่เข้าใจ ไม่ค่อยรู้เรื่องงานเมเนเจอร์ ทำงานผิดพลาดบ่อย บางทีเลยโดนเรียวคุงดุบ้าง เหวี่ยงใส่บ้าง อย่างเช่นมีครั้งนึงสต๊าฟมาถามความเห็นนางเอกว่าจะให้เรียวคุงแต่งตัวแบบไหนดี นางเอกก็บอกว่าให้สต๊าฟช่วยกันตัดสินใจกันเองละกันค่ะ อะไรที่สต๊าฟว่าดีดิฉันก็ว่าดี เรียวคุงได้ยินเลยโกรธที่นางเอกไม่สามารถออกความเห็นของตัวเองได้ หรืออีกครั้งนึงคือตอนที่เรียวคุงโดนเหล่านางแบบที่ร่วมงานด้วยรุมจีบ พอเลิกงานเรียวคุงเลยมาบ่นนางเอกทีหลังว่าทำไมเวลาแบบนั้นไม่รู้จักเข้าไปช่วยห้ามบ้าง เป็นต้น

นอกจากนั้น ช่วงแรกนางเอกยังเป็นสาวเฉิ่มอยู่ก็เลยโดนหนุ่มๆ ฟอร์เต้บ่นเรื่องความเชยบ่อยมากกกกก คือช่วงทำงานใหม่ๆ เนี่ย นางเอกใส่สูทสำหรับหางานไปทำงานตลอด หน้าเหน้อไม่แต่ง ผมก็แค่รวบเอาไว้เฉยๆ ซึ่งการใส่สูทหางานไปทำงานมันเป็นสิ่งที่คนญี่ปุ่นเขาไม่ทำกัน แน่นอนว่าคนที่บ่นเรื่องสไตล์ของนางเอกบ่อยๆ ก็ไม่พ้นเรียวคุงผู้ทำงานด้านแฟชั่นเป็นหลักนี่แหละ

ช่วงที่หนุ่มๆ ฟอร์เต้เอาแต่ด่า ด่า และด่านางเอกนี่เรารู้สึกรำคาญแทนนางเอกมาก 55555555555 กับอีแค่ใส่สูทหางานไปทำงานมันจะต้องบ่นอะไรกันนักกันหนาฮึ!!? สูทสวยๆ ใช่ว่าจะราคาถูกซะที่ไหน!!! เอะอะก็ไล่ไปซื้อสูทใหม่อยู่ได้!!! แต่คิดไปคิดมา สังคมญี่ปุ่นก็อย่างงี้แหละ ช่วยไม่ได้

อยู่มาวันหนึ่ง นางเอกโดนสึกิชิโระซังสั่งว่าให้พาเออิจิโร่ หรือเอจิคุงที่เป็นหัวหน้าวงไปทำงานที่โอซาก้าหนึ่งวัน พอเรียวคุงรู้เรื่องเลยรีบพานางเอกไปร้านเสื้อผ้า ไปหาสูทดีๆ มาใส่จะได้ไม่เป็นสาวเฉิ่มในสายตาคนอื่น แถมออกตังค์ซื้อให้เสร็จสรรพทั้งสูท รองเท้า เครื่องประดับ

เรียวคุงให้เหตุผลว่าที่ซื้อให้เนี่ยเป็นการทำเพื่อเอจิ ไม่ได้ทำเพื่อนางเอกหรอก เรียวคุงไม่อยากให้ผู้หญิงเฉิ่มๆ ไปยืนเคียงข้างเอจิ เพราะเอจิเป็นคนสำคัญของเรียวคุง

จากนั้นก็ตามมาด้วยประโยคเด็ดที่ทำให้เราเริ่มสนใจเรียวคุงในนิยาย

“ฉันน่ะ… รักผู้หญิงไม่ได้หรอก”

น่านนนนนนน นึกว่าจะไม่มีประโยคนี้ในเกมซะแล้ว ยังอุตส่าห์ใส่มา!! แม้เรียวคุงจะบอกว่าล้อเล่น ทว่าในความล้อเล่นนั้นมันก็บ่งบอกอะไรบางอย่างอยู่เหมือนกัน…

ซื้อของเสร็จกลับไปทำงานกันต่อ นางเอกกับเรียวคุงก็บังเอิญเจอเอรินะ พี่สาวของเอจิ

พอทักทายกันเสร็จจนเอรินะเดินไปแล้ว เรียวคุงก็บอกว่าเอรินะเป็นผู้หญิงคนเดียวที่เรียวคุงคิดว่ามีเสน่ห์อย่างแท้จริง เป็นคนไม่มีอะไรให้ติเลย ก่อนจะทำหน้าเศร้าๆ พูดว่า ผู้ชายคนไหนก็คงหลงรักเธอกันทั้งนั้นนั่นแหละ นางเอกฟังแล้วแอบคิดในใจว่า เอ๊ะ หรือว่าเรียวคุงจะชอบเอรินะอยู่??

หลังจากนั้นนางเอกกับเรียวคุงก็ไปเจอเอจิ เอจิบอกว่าอยากไปบ้านเรียวคุง จะได้ไปดื่มด้วยกัน อยากไปเล่นกับแมวของเรียวคุงที่ชื่อฮาจิด้วย คือเอจิกับเรียวคุงเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็กเลยสนิทกันมาก ไปมาหาสู่บ้านกันบ่อยๆ จนเรียวคุงสนิทกับทั้งเอจิและเอรินะ เรียวคุงเวลาคุยกับเอจิเลยละมุนละไมมากกกกกกกกก คนละเรื่องกับเวลาอยู่กับนางเอกเลย

พอทำงานไปสักพักนางเอกก็เริ่มเปลี่ยนวิธีแต่งตัว หัดเอาเสื้อผ้ามามิกซ์แอนด์แมตช์กันไปเรื่อยๆ สมาชิกฟอร์เต้ก็ช่วยกันวิพากษ์วิจารณ์กันสนุกสนาน เพราะนางเอกแต่งตัวยังไงก็เฉิ่ม แต่เพราะนางเอกตั้งใจทำงานอย่างขันแข็ง หนุ่มๆ เลยดูเหมือนจะยอมรับนางเอกกันมากขึ้นทีละนิด

แต่แล้ววันหนึ่งก็เกิดเหตุการณ์ทาคุมะโดนรถชนจนกระดูกหัก เหตุการณ์นี้คุ้นๆ ว่าเหมือนในนิยาย แต่เพราะเป็นรูทเรียวคุงเลยไม่ได้เฉลยว่าจริงๆ แล้วทาคุมะหยุดชะงักกลางถนนเพราะโดนแฟนบอกเลิก เหตุการณ์นี้ในรูทรวมไม่ใช่เรื่องใหญ่เท่าไหร่ ทาคุมะเข้าโรงพยาบาลแป๊บเดียวก็ออกมาละ ระหว่างที่เข้าโรงพยาบาล สมาชิกวงคนอื่นๆ ก็ช่วยกันไปทำงานของทาคุมะแทน เพราะเอจิบอกว่างานของฟอร์เต้ก็ต้องทำแทนกันเอง ไม่ยอมให้ใครทำแทนหรอก

วันที่ทาคุมะออกจากโรงพยาบาล นางเอกไปรับที่โรงพยาบาล พวกแฟนๆ ฟอร์เต้ที่มาเฝ้าหน้าโรงพยาบาลเมาท์กันแบบเห็นได้ชัดว่าไม่ชอบขี้หน้านางเอกเท่าไหร่ พอนางเอกมาบ่นให้หนุ่มๆ ฟอร์เต้ฟัง หนุ่มๆ เลยแนะนำให้นางเอกเปลี่ยนลุค เพราะถ้านางเอกสวยปิ๊งก็จะไม่มีใครว่าอะไรได้ (เอ่อออออออ ปัญหามันไม่ใช่ตรงนั้นมั้ย พวกไอดอลนี่ไม่เข้าใจหัวอกแฟนๆ เอาซะเลย!!) คุยไปคุยมาก็กลายเป็นแนะนำกันว่าให้นางเอกไปตัดผมกับอาซาฮินะ รุย ซึ่งก็คือรุยรุยคนเดียวกับในบราคอนนั่นแหละ แต่รุยรุยเป็นช่างผมสุดฮอตฮิต ฝีมือดีมาก จองคิวยากมาก ประเด็นนี้เลยเป็นอันตกไปอย่างรวดเร็ว แต่ก็เป็นเหตุการณ์ที่จุดประกายให้นางเอกคิดจะเปลี่ยนแปลงตัวเองขึ้นมา

จากนั้นก็เป็นอีเวนท์ปาร์ตี้ก่อตั้งบริษัทของเจมส์เอนเตอร์เทนเมนต์ ปาร์ตี้นี้มีคนในวงการบันเทิงมารวมตัวกันมากมาย นางเอกต้องไปร่วมงานด้วย แต่ยังคงแต่งตัวเฉิ่มจนหนุ่มๆ เอือมระอาตามเคย (ช่วงต้นเกมลุ้นมากว่าเมื่อไหร่นางเอกจะหายเฉิ่มสักที โดนด่าไม่เว้นแต่ละวันจนอยากเห็นหนุ่มๆ อ้าปากค้างตอนเปลี่ยนลุคบ้าง) งานนี้เอรินะ พี่สาวของเอจิก็มาด้วย

นี่เป็นอีเวนท์แรกและอีเวนท์เดียวในรูทนี้ที่ได้เห็นเอจิอยู่ต่อหน้าพี่สาว เอจิเวลาอยู่กับพี่จะดูอ้ำอึ้งทำตัวไม่ค่อยถูก พอเอรินะเกิดอาการหน้ามืดจนเดินไม่ไหว เอจิถึงกับยืนบื้อไม่กล้าเข้าไปประคอง เรียวคุงเลยต้องเป็นคนเข้าไปช่วยประคองไปหาที่พักแทน ทั้งหมดทั้งมวลนี้เป็นเพราะอีตาเอจิเป็นซิสคอนระยะสุดท้ายจ้าาาาาาาาา เรียวคุงที่รู้เรื่องนี้ดีเลยอาสาช่วยแทน แถมดุเอรินะอีกว่าอย่าทำให้เอจิต้องเหนื่อยใจมากไปกว่านี้เลย

ตอนแรกดูเผินๆ แล้วเหมือนกับเรียวคุงจะชอบเอรินะ แต่พอเหตุการณ์นี้มันเริ่มจะไม่ใช่ละ เพราะเรียวคุงดูเป็นห่วงเอจิมากกว่าเอรินะอีก ตอนเห็นเอจิทำตัวไม่ถูก เรียวคุงก็เอาแต่มองเอจิด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย นางเอกเลยฉุกคิดขึ้นมาว่า คำพูดที่เรียวคุงเคยบอกว่าผู้ชายคนไหนก็หลงรักเอรินะกันทั้งนั้น อาจจะไม่ได้หมายถึงตัวเรียวคุงเอง แต่หมายถึงเอจิต่างหาก ว่าแล้วนางเอกก็ถามเรียวคุงว่า ทำไมต้องมองเอจิคุงด้วยสีหน้าเศร้าๆ ด้วยล่ะ (นี่ก็ถามตรงเกิ๊น 55555555555) เรียวคุงไม่ได้ตอบ แค่ตกใจเพราะไม่เคยมีใครพูดแบบนี้มาก่อน และบ่นว่าทีเรื่องแบบนี้ช่างสังเกตเชียวนะ

อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่ได้คำตอบ นางเอกก็ยังคงไม่ยอมแพ้ เรียกเรียวคุงมาคุยกันตัวต่อตัวว่าทำไมต้องทำหน้าเศร้าขนาดนั้น มีปัญหาอะไรเล่าให้ฉันฟังได้นะเรียวคุง เพราะฉันเป็นเมเนเจอร์! ตอนแรกเรียวคุงไม่ยอมพูด แต่นางเอกตื๊อจนเรียวคุงยอมคุยด้วยจนได้

นางเอกถามเรียวคุงว่ามีเรื่องทะเลาะกันกับเอจิคุงรึเปล่า เรียวคุงตอบว่าไม่มี ไม่มีอะไรเลย ไม่มีเกินไปจนลำบากใจด้วยซ้ำ ก่อนหน้านี้ตอนเอจิไปเที่ยวบ้านก็เล่นกับแมวที่ชื่อฮาจิอย่างสนุกสนานดี แล้วเรียวคุงก็ถามนางเอกว่า รู้มั้ยทำไมถึงตั้งชื่อแมวว่าฮาจิ? ฮาจิแปลว่าแปด หมายถึงตัวอักษรอัลฟาเบตตัวที่แปดไงล่ะ นางเอกเลยนับไล่ไปทีละตัว จนถึงตัวที่แปดซึ่งก็คือตัว H ตัวเอชภาษาญี่ปุ่นอ่านว่า เอจิ หมายความว่าชื่อแมวบ้านเรียวคุงเป็นรหัสลับหมายถึงเอจินั่นเอง (นี่ชื่อแมวหรือรหัสลับดาวินชี่คะ????)

เรียวคุงบอกว่าเอจิเล่นกับฮาจิโดยไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไร ระหว่างตัวเองกับเอจิไม่มีอะไรเลย ในเมื่อไม่มีอะไรขนาดนี้ ถึงจะอยากอยู่เคียงข้างกันไปตลอดก็คงเป็นไปไม่ได้ ……..นี่ขนาดตอนแรกอิดออดไม่ยอมคุยด้วย ไหงอยู่ดีๆ มาสารภาพความในใจถึงเอจิให้ฟังเฉ๊ยยยยยยยยย

ความรู้สึกที่เรียวคุงมีต่อเอจินี่ตอนแรกมันเหมือนจะคลุมเครือ เรียวคุงบอกว่าตัวเองก็ไม่แน่ใจว่ามันเป็นความรู้สึกแบบไหน แน่ใจแค่ว่าเอจิเป็นคนพิเศษ เป็นคนสำคัญที่สุด

นางเอกฟังแล้วก็บอกว่า ไม่เห็นแปลกเลย แม้แต่ฉันยังเข้าใจเลยว่าเอจิคุงมีเสน่ห์ขนาดไหน เรียวคุงเป็นเพื่อนกับเอจิคุงมาตั้งแต่เด็ก เป็นคนที่เอจิคุงคอยพึ่งพามาตลอด จะเห็นเป็นคนพิเศษก็ไม่แปลกหรอก ถึงคนเฉิ่มๆ อย่างฉันมาพูดแบบนี้จะไม่มีน้ำหนักอะไรก็เถอะ เรียวคุงเลยบอกว่า เธอคิดแบบนั้นเพราะเป็นผู้หญิงน่ะสิ พอถึงประโยคนี้ของเรียวคุงนี่แหละ ชัดเจนแล้วว่าความรู้สึกที่เรียวคุงมีให้เอจิมันไม่ใช่แค่เพื่อนธรรมดา นั่นทำให้เรียวคุงคิดว่าความรู้สึกของตัวเองเป็นสิ่งที่แปลก แต่นางเอกก็ยังยืนกรานว่าไม่แปลกอยู่ดี

เราชอบการที่เรียวคุงชอบเอจิเกินเพื่อนนี่มากเลย แปลกใหม่ดี 55555555555 ไม่ได้ชอบเพราะชิปคู่นี้หรอกนะ เล่นจนจบรูทแล้วก็ยังไม่ได้รู้สึกชอบคู่เอจิเรียวหรือเรียวเอจิเป็นพิเศษ เพียงแต่ว่าเราไม่เคยเล่นโอโตเมะเกมแล้วได้จีบผู้ชายที่ชอบผู้ชายอีกคนมาก่อน ถ้าเป็นเกมบีแอลเจอแบบนี้คือสุดแสนจะปกติ แต่พอเป็นโอโตเมะเกมแล้วมันมันน่าสนใจว่าเขาจะเปลี่ยนใจมาหานางเอกได้ยังไง

เรียวคุงบอกว่าถึงยังไงเอจิก็มีความรู้สึกของเอจิ เอจิน่ะชอบเอรินะมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว เรียวคุงเล่าเรื่องตอนเด็กๆ ให้ฟังว่าเคยเรียนเต้นด้วยกันกับเอจิ เคยไปเล่นเกมบ้านเอจิ สมัยเด็กๆ เรียวคุงไม่มีเพื่อน พ่อแม่ก็ไม่ค่อยอยู่บ้าน เอจิเลยเป็นเพื่อนที่ทำให้เรียวคุงรู้ว่าการไม่เหงามันเป็นยังไง

เอจิตอนเด็กๆ บอกเรียวคุงว่า จากนี้ไปก็อยู่ข้างๆ กันตลอดไปเลยนะ ซึ่งตั้งแต่นั้นมา ในสายตาของเรียวคุงก็มีแต่เอจิคนเดียว ทั้งๆ ที่เอจิจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเคยพูดแบบนั้นกับเรียวคุง (เอ๊าาาาาา เอจิ!! ทำไมเป็นคนแบบนี้!!)

คุยกันเสร็จแล้วเรียวคุงก็ยื่นบัตรร้านทำผมของรุยรุยมาให้และบอกนางเอกว่า ถ้าเธอคิดว่าตัวเองเฉิ่มนักก็ลองพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงดูสิ ถึงเธอจะพยายามศึกษาเรื่องแฟชั่นไป แต่ไม่ลงมือทำจริงมันก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอกนะ

และแล้วนางเอกก็รีบพุ่งไปตัดผมอย่างว่องไว พอมาทำงานครั้งต่อมาหนุ่มๆ ฟอร์เต้เลยตกตะลึงในความสวยชิคและตกใจเพราะนึกว่านางเอกมีปัญหาชีวิตอะไรรึเปล่า นางเอกก็บอกว่าไม่มีอะไรหรอก ได้บัตรฟรีมาเลยไปตัด แค่อยากพยายามเปลี่ยนแปลงดูเท่านั้นเอง พูดจบก็หันไปส่งสายตาปิ๊งๆ ให้เรียวคุงหนึ่งที สาเหตุที่นางเอกตัดผมนี่ไม่เหมือนในนิยายละ ในนิยายจำได้แบบเลือนรางว่านางเอกสารภาพรักกับเอจิแล้วโดนปฏิเสธเลยไปตัดผม แต่รูทนี้นางเอกไม่ได้ชอบเอจิเลยกลายเป็นว่าไปตัดผมเพราะเรียวคุงไล่ไปตัดแทน รอลุ้นว่ารูทอื่นจะตัดผมเพราะสาเหตุอะไรบ้าง เดาว่าน่าจะต่างกันไปตามรูทแต่ละคนมั้ง

พอตัดผมปุ๊บ นางเอกเหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน กลายเป็นเมเนเจอร์สาวสวยคนเก่ง ถึงตรงนี้จะไม่มีใครมาด่าอะไรละ สบายใจซะที 555555555 (แต่ยังอยากโดนสึกิชิโระซังด่าอยู่นะ เสียใจตรงนี้)

อีเวนท์ต่อมาคือไลฟ์ของฟอร์เต้ที่บุโดคัง ตอนก่อนอังกอร์เอจิกับเรียวคุงความเห็นไม่ตรงกันว่าจะแอดลิบดีหรือไม่ดี เอจิอยากเพิ่มแอดลิบ แต่เรียวคุงไม่เห็นด้วย เอจิเลยงอนว่าทำไมหมู่นี้เรียวเย็นชาจัง (นี่คำพูดลีดเดอร์เหรอออ เค้าไม่เห็นด้วยก็ไปงอนเค้า อร่อมมมมมมม) เรียวคุงเลยอ้ำอึ้งไป นางเอกเห็นเรียวคุงกำลังลำบากเลยเข้าไปบอกว่าขึ้นเวทีไปแล้วค่อยตัดสินใจก็ได้นี่ว่าจะแอดลิบดีมั้ย (เป็นคำแนะนำที่ขอไปทีมากๆ……)

พอเอจิเดินไปแล้ว เรียวคุงเลยหันมาขอบคุณที่นางเอกเข้ามาช่วยได้ถูกจังหวะพอดี ช่วงนี้เรียวคุงรู้สึกหวั่นไหวกับเอจิยิ่งกว่าเดิม อาจเพราะเล่าออกมาเป็นคำพูดให้นางเอกฟังเลยยิ่งรู้สึกมากกว่าแต่ก่อน แต่ถึงอย่างงั้นก็จะพยายามเป็นเซเกะ เรียวที่แฟนๆ อยากเห็น เป็นเซเกะ เรียวที่สนิทสนมกลมเกลียวกับเอจิดีไม่มีปัญหาอะไรให้ได้

หลายวันต่อมา จู่ๆ มัตสึนางะซัง นักข่าวบันเทิงที่ทำงานในสำนักพิมพ์ที่นางเอกเคยไปสมัครงานแต่ไม่ผ่านก็โทรมาเรียกให้ไปหาที่ร้านอาหาร พอไปถึงนางเอกก็เจอสึกิชิโระซังโดนเรียกมาเหมือนกัน มัตสึนางะซังเรียกไปบอกว่า พรุ่งนี้จะมีสกู๊ปเด็ดออกมา อาจจะทำให้เจมส์เอนเตอร์เทนเมนต์เดือดร้อน โทษทีนะ จบ เรียกมาบอกแค่นี้แหละ (แค่ประโยคเดียวแบบนี้คุยโทรศัพท์หรือส่งเมสเสจก็พอมั้ยพี่!!!???)

มัตสึนางะซังคนนี้เป็นตัวละครที่เราชอบรองจากสึกิชิโระซังเลย เสียดายไม่มีรูทเป็นของตัวเอง โกรธอะะะะ ฮืออออออออ โมริคุโบะซังพากย์เชียวนะะะะะ

วันรุ่งขึ้น นางเอกตื่นมาเปิดทีวีก็เจอข่าวเด็ดว่า เอรินะมีแฟน!!!! แม้ไม่ใช่ข่าวของหนุ่มๆ ฟอร์เต้ แต่ข่าวนี้ก็ส่งผลกระทบต่อฟอร์เต้อย่างใหญ่หลวง เพราะพอรู้ว่าพี่สาวมีแฟนปุ๊บ เอจิผู้เป็นลีดเดอร์ถึงกับสติหลุดไปเลย

ช่วงแรกที่รู้ข่าว เอจิยังพยายามทำตัวเหมือนไม่มีอะไร ไปซ้อมละครเวทีตามปกติ แต่ซ้อมยังไงก็ผิดพลาดไปหมดจนผู้กำกับไล่กลับไปตั้งสติใหม่ เป็นแบบนี้อยู่หลายวันจนเรียวคุงถามว่าไหวมั้ย? เอจิเลยสารภาพว่าไม่ไหวแล้ว ไม่มีอารมณ์จะเล่นละครเวทีเลย ถึงจะรู้ว่าพูดแบบนี้มันไม่สมเป็นมืออาชีพ แต่คนเราก็ต้องมีช่วงเวลาที่อยากทิ้งความเป็นมืออาชีพ ทิ้งทุกอย่างไปเลยกันบ้างแหละ เรียวคุงโกรธที่เอจิพูดแบบนี้เพราะมันไม่สมเป็นเอจิเลย เอจิก็โกรธบ้าง หาว่าเรียวคุงไม่มีทางเข้าใจ ไปๆ มาๆ เลยทะเลาะกันเอง เอจิโวยวายว่างั้นเรียวก็บอกมาสิว่าเวลาที่รู้ว่าคนสำคัญอยู่เกินเอื้อมน่ะ ควรทำยังไง!! ฉากที่สองคนนี้ทะเลาะกันเราเข้าข้างเรียวคุงสุดลิ่มทิ่มประตูเลย เอจิพูดมาแต่ละอย่างทิ่มแทงใจเรียวคุงมากกกกกกกกก เพราะขณะที่เอจิแอบชอบเอรินะ เรียวคุงก็แอบชอบเอจิอยู่ แต่เอจิไม่รู้ตัวเลยพูดแต่คำพูดที่ทิ่มแทงเรียวคุงฉึกๆๆ

แม้จะโดนทิ่มแทงใจยังไงเรียวคุงก็ยังคงใจเย็น บอกเอจิว่า ในเมื่อเราเปลี่ยนแปลงคนสำคัญของเราไม่ได้ เราก็ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองสิ เอจิก็สวนอีกว่า ถ้าเปลี่ยนได้ก็เปลี่ยนไปนานแล้ว! เรียวคุงเลยบอกว่า เอจิไม่แม้แต่จะพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองด้วยซ้ำ คราวนี้เอจิโมโหจนกระชากเสื้อเรียวคุงเลยจ้าาา บ๊ะะะะะ คนที่โมโหควรจะเป็นเรียวคุงมั้ยยยยยยยย?????

สุดท้ายเอจิก็ขอกลับบ้านไปสงบสติอารมณ์ เรียวคุงเลยมาปรับทุกข์เรื่องเอจิกับนางเอก บ่นว่าเสียใจที่ตัวเองช่วยอะไรเอจิไม่ได้เลย นางเอกปลอบว่า ยังไงเรียวคุงก็เป็นเพื่อนคนสำคัญของเอจินะ!! เรียวคุงก็หน้าหมองพึมพำว่า เป็นได้แค่เพื่อนงั้นเหรอ คือตอนนี้นางเอกกลายสภาพเป็นที่ปรึกษาเรื่องความรักของเรียวคุงโดยสมบูรณ์ไปละ……… เราชอบเวลานางเอกกับเรียวคุงมานั่งเปิดอกคุยกันเรื่องความรักนะ เพราะเวลาฟังเรียวคุงพูดถึงเอจิเรารู้สึกว่าความรู้สึกที่เรียวคุงมีต่อเอจิมันละเอียดซับซ้อนมาก การชอบเอจินี่เป็นเสน่ห์อย่างนึงของเรียวคุงเลยแหละ

พอเจอเรื่องนี้เข้านางเอกก็เริ่มรู้สึกว่าไม่ได้การ ปล่อยไว้แบบนี้เอจิเสียงานเสียการพินาศหมด นางเอกเลยตัดสินใจว่าเอางี้แล้วกัน งานของฟอร์เต้ก็ต้องให้ฟอร์เต้ทำ ในเมื่อเอจิคุงเล่นละครไม่ได้ สมาชิกคนอื่นก็ไม่มีสกิลการแสดง เห็นทีต้องงัดไม้ตาย ไปตามตัวฟูโตะคุงที่กำลังเรียนการแสดงที่แอลเอกลับมาเล่นละครเวทีแทนเอจิคุงซะแล้ว!!! (เป็นการตัดสินใจที่อยากก้มกราบนางเอกงามๆ ฟูโตะจะได้มีบทซะที ฮรือออออออออออ)

คิดได้ปุ๊บนางเอกก็รีบไปขออนุญาตสึกิชิโระซัง สึกิชิโระซังไม่ค่อยอยากให้ไปเท่าไหร่เพราะถึงถ่อไปก็ใช่ว่าฟูโตะจะยอมกลับมา แต่ประธานบริษัทได้ยินแล้วอนุญาตอย่างง่ายดาย บอกให้นางเอกตีตั๋วบินไปคืนนี้เลยเพราะเชื่อมั่นว่านางเอกจะพาฟูโตะกลับมาได้แน่นอน (พาสปอร์ตญี่ปุ่นนี่มันดีจริงเหวยยยยย นึกจะไปไหนก็ไป ไม่ต้องเตรียมเอกสารขอวีซ่ากองพะเนินแล้วนั่งเซ็งรอผลอีกเป็นอาทิตย์ อิจฉา!!!!)

นางเอกรีบกลับบ้านไปจัดข้าวของเตรียมไปอเมริกา พอออกมาจะหาไปสนามบินก็เจอสึกิชิโระซังมารอหน้าบ้าน เพราะจะขับรถไปส่งที่สนามบิน

โอยยยยยย คุณขาาาาาา อย่าเพิ่งมาทำคะแนนตอนนี้ เจอฉากขับรถไปส่งสนามบินเข้าหน่อย ลืมเรียวคุงไปหมดแล้วเนี่ย ฮืออออออออ แสนดีเหลือเกินนนนนนนนน ขอสมัครเป็นลูกน้องบ้างสิคะะะะะ

นางเอกบินไปถึงแอลเอปุ๊บก็รีบไปดักรอฟูโตะหน้าโรงเรียนการแสดง พอฟูโตะออกมาก็รีบเข้าไปทัก ฟูโตะเลยยิ้มแย้มแจ่มใสทักว่าเป็นแฟนคลับเหรอ อุตส่าห์ถ่อมาจากญี่ปุ่นเชียว??

แต่พอนางเอกบอกว่าเป็นผู้จัดการฟอร์เต้ปุ๊บ ฟูโตะเปลี่ยนมาทำหน้าบูดใส่ปั๊บบบบบ หน้าตาไม่ต้อนรับอย่างแรง โถๆๆ ไม่รู้จะชมว่าสมเป็นโปรหรือเอ็นดูในความเด็กน้อยดี 555555555555

วันแรกที่เจอกันฟูโตะไม่ยอมฟังนางเอกเลย แถมยังเดินหนีไปอย่างว่องไว นางเอกเลยเพียรพยายามมาตื๊ออยู่เรื่อยๆ จนฟูโตะบอกว่างั้นก็คุกเข่าก้มหัวขอร้องให้ฟังซะสิ นางเอกได้ยินแล้วก็ อุ๊ย แค่นั้นเองเหรอ ง่ายจัง แล้วก็คุกเข่าขอร้องให้ฟัง ฟูโตะถึงกับตกใจว่าคนอะไรไร้ศักดิ์ศรีขนาดนี้ แต่ก็ใจอ่อนยอมฟังในที่สุด

นางเอกเล่าให้ฟูโตะฟังว่าตอนนี้เอจิคุงกำลังมีปัญหา อยากให้ฟูโตะกลับไปแสดงละครแทน ฟูโตะเลยเสิร์ชเน็ตจนเจอข่าวเอรินะแล้วเข้าใจทันทีว่านี่คือสาเหตุที่ทำให้เอจิเล่นละครไม่ได้ รู้แล้วก็บ่นงึมงำว่าเจ้าเอจินี่มันซิสคอนอาการสาหัสจริงๆ (แซะคนอื่นไม่ดูตัวเองเลยนะน้องคะ 5555555555555)

แต่ฟูโตะก็ยังไม่ตอบตกลงง่ายๆ เพราะมองไม่เห็นว่าตัวเองจะได้ผลประโยชน์อะไรจากการกลับไปเล่นละครแทนเอจิ นางเอกเลยกล่อมไปเรื่อยๆ บอกว่าอยากให้ฟูโตะคุงเล่นละคร ไม่ใช่แค่เล่นละครเวทีแทนเอจิ แต่อยากให้สวมบทบาทเป็น ‘อาซาคุระ ฟูโตะ ฮีโร่ผู้ปกป้องฟอร์เต้ให้พ้นจากวิกฤติ’ บทบาทนี้แหละที่จะทำให้สกิลเล่นละครของฟูโตะคุงพัฒนาแบบก้าวกระโดด

และแล้วฟูโตะก็ยอมกลับญี่ปุ่น บอกให้นางเอกเตรียมตั๋วเครื่องบินกลับพรุ่งนี้เลย (อ้าววว แล้วโรงเรียนหนูล่ะลูกกกกก ไม่ต้องทำเรื่องพักการเรียนเลยไง๊!!!???) ฟูโตะบอกนางเอกว่าอยากให้นางเอกให้ความสำคัญกับตัวเองมากกว่านี้ด้วย อย่าคุกเข่าขอร้องใครง่ายๆ อีก แง้ เป็นเด็กดีจังงงงงงง ฟูโตะของพรี่ยยยยยยยยย์ (≧ω≦)(≧ω≦)

กลับถึงญี่ปุ่นปุ๊บ ประธานบริษัทก็บอกให้นางเอกพาฟูโตะไปงานแถลงข่าว นักข่าวก็มารุมกันเยอะแยะ (แหม่ น้องชายเรานี่ฮอตจริงจริ๊งงงงง) แถลงข่าวเสร็จนางเอกก็ขับรถพาฟูโตะไปส่งที่โรงแรม แต่ก่อนลงจากรถ ฟูโตะบอกว่า วันนี้ยังไม่ยอมให้กลับหรอกนะ ด้วยเสียงที่ออดอ้อนออเซาะเวอร์มากจนใจสั่นไปหมด โอ๊ยยยย นางเอกไม่หวั่นไหวกะฟูโตะได้ไง ใจเธอแข็งแกร่งยิ่งนัก!!!!!

ฟูโตะพานางเอกขึ้นโรงแรมไปด้วยกัน อุ๊ยตายว้ายกรี๊ดดดดดดดดดดดดด (จุดนี้เรียวคุงคือใครนะ ลืมไปแล้ว) แต่กรี๊ดไปก็เท่านั้นแหละ เพราะฟูโตะพาขึ้นห้องไปจิกหัวใช้เฉยๆ จ้าาาา หาได้มีอะไรเลยเถิดไม่ เสียดายเกมนี้ไม่มีรูทฟูโตะ อยากจีบน้องเวอร์ชั่นโตแล้วมั่งอะะะะะะ

ฟูโตะจิกหัวใช้นางเอกทำโน่นนี่นั่นให้เสร็จก็ไล่กลับอย่างไม่ไยดีเพราะจะนั่งท่องบทละคร คือฟูโตะเนี่ยดูเผินๆ เหมือนจะเป็นเด็กผีปากไม่มีหูรูด แต่ภายใต้ความเด็กผีนั้นน้องเป็นคนขยันขันแข็ง ตั้งอกตั้งใจทำงานมากๆ และความจริงแล้วก็แคร์เพื่อนๆ ในวงมากกว่าที่แสดงออกด้วย พี่สาวภูมิใจในตัวน้องเหลือเกิน (*´ω`*)

พอฟูโตะกลับมาแล้วก็ไปทำงานละครเวทีแทนที่เอจิอย่างว่องไว นอกจากจะจำบทได้ทั้งหมดในเวลาอันสั้นแล้วยังแสดงออกมาได้เพอร์เฟคต์จนทีมงานชมเปาะ เอจิตกกระป๋องไปเลยจ้าาาา

ตัดมาฝั่งเรียวคุงกับเอจิ หลังจากทะเลาะกันวันนั้น เอจิก็กลายเป็นฮิคิโคโมริ เก็บตัวอยู่กับบ้านไม่ยอมทำงานทำการ เรียวคุงบุกไปหากี่ทีก็ไม่เคยยอมให้เข้าบ้าน ไปๆ มาๆ กลายเป็นว่านางเอกกับเรียวคุงคุยกันแต่เรื่องเอจิ เอจิ และเอจิ จนทาคุมะทักว่าทำไมเมาท์เอจิกันเพลินอะไรขนาดนั้น สนุกกันเกินไปมั้ย เป็นแฟนคลับเอจิรึไง หรือว่านางเอกจะหลงรักเอจิอยู่??

นางเอกปฏิเสธว่าเปล่านะ ไม่ได้คิดอะไรกับเอจิเลยจริงๆ เรียวคุงก็ทำหน้าเข้มดุว่านั่นสิ เมเนเจอร์จะชอบเมมเบอร์ได้ไง ไม่ตลกเลยนะ เดี๋ยวก็เป็นข่าวฉาวหรอก คุยไปคุยมานางเอกก็บอกว่าจะพยายามทำให้ฟอร์เต้กลับมารวมตัวกันครบหกคนให้ได้ จะพยายามทำให้ฟอร์เต้เป็นไอดอลเบอร์หนึ่งของวงการให้ได้ด้วย หนุ่มๆ ฟังแล้วก็ฮึดขึ้นมา ต่างคนต่างบอกว่าจะพยายามทำหน้าที่แทนส่วนของเอจิให้ดีที่สุด

และหลังจากบุกไปบ้านเอจิหลายรอบแต่ล้มเหลว เรียวคุงเลยชวนนางเอกไปบ้านเอจิด้วยกันเผื่อจะได้ผล ระหว่างทางไปบ้านเอจิก็บอกนางเอกว่าวันนี้ที่มาหาเอจิไม่ได้ทำเพื่อฟอร์เต้หรอก วันนี้มาในฐานะเซเกะ เรียวที่ไม่ใช่ไอดอล มาพูดกับเอจิด้วยความรู้สึกส่วนตัว ซึ่งคนที่รู้ความรู้สึกนั้นมีแค่นางเอกคนเดียวก็เลยอยากให้นางเอกมาด้วย

รอบนี้เอจิยอมให้เรียวคุงเข้าบ้านเพราะนางเอกมาด้วย เข้าบ้านเอจิได้แล้วเรียวคุงก็เล่าให้ฟังว่านางเอกลงทุนคุกเข่าขอร้องฟูโตะให้กลับมาเพื่อฟอร์เต้เลยนะ เอจิฟังแล้วตกใจ แต่ก็ยังพูดเสียงอ่อนแรงว่า ทุกคนชอบตัดสินใจไปเองว่าเอจิมีแต่ฟอร์เต้ ไม่เห็นมีใครคิดเลยว่าสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเอจิคืออะไรกันแน่ พอเรียวคุงบอกว่า ฉันเข้าใจ เอจิก็เถียงว่าไม่เข้าใจหรอก เรียวแค่รู้ แต่ไม่เข้าใจ (เกลียดคำพูดฉากนี้ของเอจิมาก ฮือออออออ จริงๆ เราชอบหน้าเอจิมากที่สุดในวงเลยนะ ถ้าดูแค่หน้าอย่างเดียวชอบมากกว่าฟูโตะด้วยซ้ำ นิสัยตอนแรกๆ ก็แสนดีจนเกือบเคลิ้ม แต่ถึงคราวงี่เง่าก็สุดโต่งเกินจนชอบไม่ลง ;____;)

เรียวคุงตอบอย่างใจเย็นว่าก็ต้องไม่เข้าใจสิ ความรู้สึกของนายก็ต้องมีแต่นายคนเดียวที่เข้าใจแหงอยู่แล้ว นายเองก็ไม่เคยคิดถึงความรู้สึกของฉัน ไม่เข้าใจความรู้สึกของฉันเหมือนกัน การที่คนสำคัญไม่ยอมเข้าใจความรู้สึกของเรามันอาจจะเป็นเรื่องเศร้า แต่ชีวิตมันต้องดำเนินต่อไป หลังจากนั้นเรียวคุงเทศนาเอจิชุดใหญ่ว่าทำตัวแบบนี้ไปเอรินะเขาก็ไม่หันมามองหรอก แต่ถ้านายลองหันมองดูบ้าง นายก็จะรู้ว่ายังมีคนที่ให้ความสำคัญกับนายอยู่อีกมากมาย ทั้งเพื่อนร่วมวง ทั้งเมเนเจอร์ แล้วก็ฉันเองนี่แหละ ขอร้องล่ะ หันมาหาฉันเถอะนะ

ฟังเรียวคุงเทศนาแล้วเอจิก็บังเกิดดวงตาเห็นธรรม ปิ๊งงงงง คิดได้ว่าตัวเองช่างไม่สมเป็นมืออาชีพเอาซะเลย ว่าแล้วก็ขอบคุณเรียวคุงที่เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดเสมอ ก่อนจะรีบบึ่งแท็กซี่ไปสถานที่ซ้อมละครเวทีเพื่อไปขอโทษผู้เกี่ยวข้องทุกคน นางเอกกับเรียวคุงก็ไปด้วยกัน พอฟูโตะเห็นเอจิเลยแซวว่าตัดใจเรื่องพี่สาวได้แล้วเหรอ เอจิตอบว่าตัดสินใจแล้วว่าจะก้าวต่อไปข้างหน้า ว่าแต่ฟูโตะนั่นแหละซิสคอนกว่าอีก! พอเห็นเอจิเถียงกับฟูโตะฉอดๆๆ เรียวคุงก็สบายใจบอกว่าแบบนี้เอจิคงไม่เป็นไรแล้วแหละ

อย่างไรก็ตาม นางเอกยังคงไม่สบายใจเพราะรู้ว่าคำพูดที่เรียวคุงพูดกับเอจิเมื่อกี้คือการสารภาพรัก แต่ความรู้สึกดันสื่อไปไม่ถึงเอจิ นางเอกเลยพาเรียวคุงไปพักในห้องว่างๆ แล้วบอกว่าเพิ่งอกหักมาทั้งทีแต่ไม่มีเวลาเศร้าเสียใจเลยมันไม่ดีหรอกนะ! ว่าแล้วนางเอกก็จะปล่อยให้เรียวคุงนั่งเศร้าในห้องคนเดียว แต่เรียวคุงรั้งไว้ว่า อย่าปล่อยให้ฉันอยู่คนเดียวเลยนะ (เห็นเขาอกหักปุ๊บลากเข้าห้องเลยเหรอยะะะะะะะ ไม่ธรรมดา!!!)

เรียวคุงถามนางเอกว่า คิดว่าถ้าเอจิเป็นผู้หญิง เราสองคนจะไปได้สวยรึเปล่า แต่เรื่องแบบนั้นคิดไปก็คงเปล่าประโยชน์ เพราะเอจิไม่เคยมองมาทางนี้อยู่แล้ว โอยยยยยยยย เรียวคุงงงงงงง สงสารรรรรรรรร (;___;)

ฝ่ายนางเอกเห็นเรียวคุงทำหน้าเศร้าก็ทนไม่ได้ หันไปกอดเฉยเลยจ้าาาาา หืออออออ อาศัยจังหวะที่ใจเขาอ่อนแอทำคะแนนเหรออออออ ได้เหรอออออออออ

เรียวคุงขอบคุณนางเอกที่ช่วยให้เรื่องคลี่คลายได้และยอมรับว่านางเอกเป็นเมเนเจอร์ที่เก่งมาก นางเอกก็ดูเป็นห๊วงเป็นห่วงเรียวคุง จนเรียวคุงบอกว่าไม่เป็นไร ถึงจะอกหักแต่เซเกะ เรียวไม่ตายหรอก

และหลังจากเรียวคุงอกหักจากเอจินี่แหละ เรียวคุงจะเริ่มเผ็ชชชชชยิ่งขึ้นเรื่อยๆ อู๊ยยยยย /เช็ดมุมปาก

พอเอจิกลับมาทำงานตามปกติแล้ว ฟอร์เต้ก็มารวมตัวกันครบหกคนหลังจากว่างเว้นมาหลายปี นางเอกบอกว่าจะให้ทั้งหกคนไปออกรายการเพลงเพื่อตอบสนองเสียงเรียกร้องของแฟนๆ ฟูโตะบ่นอุบอิบเพราะจะกลับมาเล่นละครเวทีเฉยๆ แต่ในเมื่อเป็นงานก็ต้องทำ ด้วยเหตุนี้ฟอร์เต้ทั้งหกคนเลยได้กลับมาร้องเพลงด้วยกันอีกครั้งในที่สุด!!

ช็อตน่าประทับใจในอีเวนท์นี้คือมีจังหวะนึงโทวะคุงก้าวพลาดจนผิดจังหวะเลยก้าวไปยืนกลางเวทีไม่ทัน แต่แล้ว คนที่ช่วยแก้สถานการณ์ ก้าวมายืนแทนที่โทวะและช่วยร้องเพลงท่อนนั้นให้ก็คือ

ฟูโตะะะะะะะะะะะะะะะะะะ!!!!!!!!!!!!

โอ๊ยหล่อมว๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก เป็นลมมมมมมมมมมม น้องชายพี่โตเป็นหนุ่มแล้ววววววววว อ๊ากกกกกกกกกกก (≧д≦)(≧д≦)(≧д≦)(≧д≦) ขอพูดอีกรอบว่าเสียดายจากใจจริงที่ไม่มีรูทฟูโตะ ฮือออออออออ (;___;)

ถ่ายรายการเพลงจบแล้วเรียวคุงก็เรียกนางเอกให้ไปเจอกันที่บาร์แห่งหนึ่งเพื่อฉลองให้กับการที่ฟอร์เต้กลับมารวมกันครบหกคน และฉลองให้กับการที่เรียวคุงและเอจิก้าวเดินไปข้างหน้าอีกครั้ง เรียวคุงขอบคุณนางเอกเรื่องเอจิและบอกว่ารักข้างเดียวของตัวเองคงจบลงแล้วแหละ

นางเอกเห็นเรียวคุงยิ้มให้ถึงกับตกใจทำแก้วแตก เรียวคุงเลยรีบขอดูมือว่าโดนเศษแก้วบาดเป็นแผลมั้ย (ยัยฟุตาบะ!!!! หล่อน!!!!! จอมวางแผน!!!!!!) ดื่มเสร็จก็แยกย้ายกันกลับบ้าน

หลังอีเวนท์ดื่มเหล้ากับเรียวคุงปุ๊บ เวลาก็ผ่านไปครึ่งปี (เอ้าาาา ไทม์สคิปกันง่ายๆ งี้เลย) ครึ่งปีผ่านมาแล้วฟูโตะคุงก็ยังคงทำงานอยู่ที่ญี่ปุ่น ทั้งงานไอดอล เล่นละคร เล่นหนัง ไม่ได้กลับไปแอลเอซะที (ถึงตอนแรกจะทำเป็นซึนไม่ยอมกลับมา แต่ความจริงแล้วก็อยากกลับสินะ!) ส่วนเรียวคุงกับเอจิยังคงทำงานด้วยกันตามปกติ วันว่างๆ ก็ไปดื่มบ้านกันและกันบ้างแต่ก็แค่ในฐานะเพื่อน

เอจิทักว่าช่วงนี้เรียวเปลี่ยนไป พูดกับเอจิตรงๆ มากขึ้น คิดเรื่องฟอร์เต้มากขึ้น เป็นเพราะนางเอกรึเปล่า ดูสนิทกันมากด้วยนะ? นางเอกลนลานบอกว่าไม่มีอะไร๊ สนิทกันเพราะเป็นเมเนเจอร์ไง! พอได้ยินนางเอกพูดว่าเมเนเจอร์ เรียวคุงก็ดูอารมณ์เสียขึ้นมานิดนึงแล้วเดินหนีไป เอจิบอกว่าเรียวดูโกรธมากนะนั่น แต่ฉันไม่บอกว่าเป็นเรื่องอะไรหรอก เพราะนี่เป็นสัญชาตญาณของผู้ชาย แอบงงว่าทำไมพอเรียวคุงดูเหมือนจะชอบนางเอกขึ้นมา เอจิจับได้ไวมากกกกกกกกก แต่ตอนที่เรียวคุงชอบเอจิมานานหลายปีดันไม่สะกิดใจใดๆ ทั้งสิ้น เพราะเป็นเรื่องของตัวเองเลยซื่อบื้อรึไง??

แต่เรียวคุงก็เปลี่ยนไปจริงๆ นั่นแหละ คงเพราะเริ่มมีใจให้นางเอกแล้ว ช่วงนี้เรียวคุงเลยใจดี๊ใจดีกับนางเอกมากขึ้น สมัยทำงานด้วยกันแรกๆ แทบจะดุด่ากันทุกครั้งหลังเลิกงาน แต่ตอนนี้เปลี่ยนมาใส่ใจนางเอกถึงขนาดบอกว่าวันไหนเลิกงานดึกจนกลับไม่ทันรถไฟเที่ยวสุดท้ายก็บอกละกัน ถ้าขับรถมาจะได้พาไปส่ง (อื้อหือออออออ ช่วงแรกๆ ยังบอกว่าไม่มีวันชายตามองนางเอกอยู่เลย แผนทำคะแนนช่วงหัวใจอ่อนแอนี่ได้ผลชะงัดดีแท้!!!)

นางเอกบอกว่าเป็นเมเนเจอร์จะให้ไอดอลไปส่งได้ยังไง พอได้ยินคำว่าเมเนเจอร์ เรียวคุงก็ทำหน้ามึนตึงอีก นางเอกเลยเปลี่ยนเรื่องบอกว่าจะมีงานปาร์ตี้ของวงการแฟชั่น อยากให้เรียวคุงไปร่วมงาน เรียวคุงเลยบอกให้นางเอกไปด้วยกัน ว่าแล้วก็พากันไปซื้อเสื้อผ้ากันอีกรอบ คราวนี้เรียวคุงก็ซื้อให้อีกแล้ว สายเปย์!!

วันงานปาร์ตี้นางเอกแต่งตัวตามที่เรียวคุงเลือกให้เลยออกมาสวยเฉิดฉายจนคนทั้งงานชมเปาะว่าเดินข้างเรียวคุงแล้วเหมาะสมกันมาก แต่เพราะสวยเกินเลยมีตาแก่บก.นิตยสารมาจีบ สั่งแชมเปญแรงๆ มาให้ดื่มแล้วชวนไปดื่มที่บาร์ของโรงแรมต่อจะได้คุยเรื่องงานกัน ด้วยความบ้างานนางเอกเลยเกือบจะตอบตกลงละ แต่เรียวคุงเห็นท่าไม่ดีเลยเข้ามาขัดจังหวะซะก่อน

เรียวคุงโกรธที่นางเอกไม่ระวังตัว นางเอกอธิบายว่าแต่ฉันทำเพื่อให้เรียวคุงได้งานนะ! เรียวคุงเลยงอนว่าจะบ้างานไปถึงไหน ระหว่างเราเป็นแค่เมเนเจอร์กับไอดอลงั้นเหรอ นางเอกก็งงๆ อยู่ในใจว่า เอ๊ะ เรียวคุงอยากเป็นมากกว่านั้นเหรอ แต่ยังไม่ทันได้คุยกันให้รู้เรื่องเรียวคุงก็ออกจากปาร์ตี้กลับบ้านไปเลย (เอ้าาาาา เมื่อกี้ยังเป็นห่วงนักหนาว่านางเอกจะโดนตาลุงหัวงูหิ้วกลับบ้าน ตอนนี้ดันทิ้งกันไว้ให้ยืนอยู่เดียวดายในงานปาร์ตี้ แบบนี้ก็ได้เหรออออ???)

หลังจากนั้นนางเอกก็ตอบแทนเรียวคุงเรื่องที่ซื้อเสื้อผ้าให้ด้วยการพาไปเลี้ยงข้าวในร้านอาหารหรูๆ แต่โชคไม่ดีที่บังเอิญเจอมัตสึนางะซังมากินข้าวร้านเดียวกันพอดี คือมัตสึนางะซังเนี่ยเจอนางเอกทีไรชอบมาพูดจีบทุกที นางเอกเลยไม่ค่อยชอบขี้หน้าเท่าไหร่ ส่วนเรียวคุงเป็นไอดอลก็ต้องไม่ชอบนักข่าวซุบซิบเป็นเรื่องธรรมดา

มัตสึนางะซังเตือนเรียวคุงว่าให้ล่ามนางเอกเอาไว้ให้ดีๆ อย่าคิดนะว่านางเอกจะอยู่เคียงข้างพวกตัวเองตลอดไป พูดจบแล้วก็ไป ปล่อยให้นางเอกกับเรียวคุงทำหน้าเหวอว่าอีตานี่มาพูดอะไรของเขาเนี่ย

ด้วยความอารมณ์เสียที่เจอมัตสึนางะซัง เรียวคุงเลยชวนนางเอกไปดื่มต่อที่ห้องตัวเองเพราะไม่อยากอยู่ในร้านนี้แล้ว นางเอกตกลงไปอย่างง่ายดาย ไปถึงแล้วเรียวคุงก็ชงค็อกเทลให้ดื่ม ดื่มไปดื่มมา คุยไปคุยมา เรียวคุงก็บอกว่าที่ผ่านมาไม่เคยให้ผู้หญิงคนไหนขึ้นห้องเลยนะเนี่ย นางเอกเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้ขึ้นมา (แต่ถ้าผู้ชายน่ะมาบ่อยเลยสินะะะะะะะ /จิกตาใส่เอจิอย่างริษยา) เรียวคุงทำท่าเหมือนจะบอกความในใจที่มีต่อนางเอก นางเอกเลยตัดบทแล้วลุกขึ้นจะกลับบ้าน แต่ดันลุกผิดท่าจนขวดไวน์กับแก้วน้ำล้มโครมคราม ไวน์หกเลอะทั้งเสื้อตัวเอง เสื้อเรียวคุง เรียวคุงเลยไล่ไปอาบน้ำ เดี๋ยวจะเอาเสื้อไปซักให้ แล้วเรียวคุงก็เอาเสื้อเชิ้ตตัวเองมาให้นางเอกยืมใส่ก่อน

พอนางเอกอาบน้ำเสร็จใส่เสื้อเชิ้ตออกมา เรียวคุงถึงกับเขินจนหน้าแดงก่ำเลยจ้าาาา วั้ยยยยยย นานๆ จะเห็นเรียวคุงหน้าแดงสักที (≧∀≦)

จากนั้นเรียวคุงก็ไปอาบน้ำบ้าง อาบเสร็จกลับออกมานางเอกเห็นเรียวคุงผมเปียกก็เขินเลิ่กลั่ก

และอยู่ดีๆ เรียวคุงก็ เข้าประชิดตัวนางเอกเลยจ้าาาาาา หือออออออออออ!!!!!!??????

สิ่งที่ หืออออออ!!! ยิ่งกว่าการประชิดตัวของเรียวคุงก็สภาพนางเอกนี่แหละ แหมมมมมม ทำมาเป็นจะลุกหนีกลับบ้าน แต่พอได้ทีใส่เสื้อเชิ้ตซะเซ็กซี่เชียวนะหล่อนนนน กระดงกระดุมทำไมไม่ติดให้มิดชิดยะ!!!! ทั้งหมดนี้คือการวางแผนของหล่อนใช่มั้ย!!!!!????

นางเอกบอกเรียวคุงว่าเมเนมายืมห้องอาบน้ำบ้านศิลปินแบบนี้ ถ้ามัตสึนางะซังรู้เข้าแย่แน่เลย เรียวคุงเลยถามว่า ยังไม่เข้าใจอีกเหรอ? ถ้าเป็นแค่เมเนเจอร์ ยังไม่ชวนมาห้องหรอกนะ พูดจบก็จูบนางเอกจ้าาาาาา หืออออออออออ ไหนใครบอกว่าไอดอลกับเมเนเจอร์รักกันไม่ได้นะะะะะ???????

และด้วยความที่ชายหญิงสองคนมาอยู่ด้วยกัน ต่างฝ่ายต่างมีใจให้กัน ต่างคนต่างเมานิดๆ แถมยังอยู่ในสภาพแทบไม่มีเสื้อผ้าติดตัว บรรยากาศมันเลยเป็นใจให้ทั้งสองคนทำอะไรต่อมิอะไรกันในที่สุด แหมมมมมมม เรียวคุงคะ!!!!! บทจะรุกก็รุกเร็วรุกแรงเหลือเกินนนนน ก่อนหน้านี้ยังนั่งหน้าเศร้าเล่าความในใจว่าเอจิไม่มีวันหันมองอยู่เลย ตัดภาพมาอีกทีกินเมเนเจอร์เข้าไปแล้ว โอ๊ยยยย พ่อคุ๊ณณณณณณณณณ

นางเอกตื่นเช้ามาที่ห้องของเรียวคุง พอนึกได้ว่าเมื่อคืนทำอะไรลงไปก็บังเกิดความรู้สึกผิด โอ้ไม่นะ เราเป็นเมเนเจอร์ เราจะงาบศิลปินเองไม่ด้ายยยย!! คิดแล้วก็พุ่งออกจากห้องมาพร้อมกับสำนึกเสียใจว่าตัวเองขาดคุณสมบัติที่จะเป็นผู้จัดการให้ฟอร์เต้ แต่ก็แค่คิดในใจเฉยๆ แหละ เพราะนางเอกยังคงไปทำงานตามปกติ

หลังจากนั้นก็มีซองจดหมายส่งมาถึงนางเอกที่บริษัท สึกิชิโระซังมาถามสีหน้าเคร่งเครียดว่ามีจดหมายส่งมารึเปล่า ขอดูหน่อยสิ ปรากฏว่าแกะออกมาแล้วด้านในเป็นรูปถ่ายโอซามุคุงกับครูสอนเปียโน ท่าทางสนิทสนมกันเกินครูกับลูกศิษย์ สึกิชิโระซังบอกว่ามัตสึนางะซังนัดให้ไปหาคืนนี้ คืนนั้นสึกิชิโระซังกับนางเอกเลยไปตามนัดด้วยกัน มัตสึนางะซังบอกว่านอกจากรูปนั้นแล้วยังมีอีกรูปนึงด้วยนะ ว่าแล้วก็ยื่นให้ดู รูปนั้นคือรูปนางเอกกับเรียวคุงหน้าแมนชั่น สึกิชิโระซังเห็นแล้วตกใจเล็กน้อยแต่ก็ถามมัตสึนางะซังอย่างใจเย็นว่าต้องการอะไร

มัตสึนางะซังบอกว่าต้องการให้นางเอกลาออกแล้วมาทำงานที่สำนักพิมพ์ของตัวเอง ตอนนางเอกไปสัมภาษณ์งานสำนักพิมพ์ มัตสึนางะซังเป็นคนบอกปัดให้สอบตกก็จริง แต่ตอนนี้พอเห็นนางเอกทำงานเก่งจนทำให้ฟอร์เต้ประสบความสำเร็จอย่างตอนนี้แล้วเสียดายมาก (เลยต้องมาใช้วิธีสกปรกแบบนี้แทน แหม๊ ผู้ชายเลวๆ แบบนี้ชอบจังเลยค่ะ /ปาเรซูเม่ใส่) 

สึกิชิโระซังบอกนางเอกว่าไม่ต้องไปฟังหรอก มันต้องมีวิธีอื่น อย่าคิดอะไรบ้าๆ อย่างการลาออกเป็นอันขาด!! ประทับใจมากที่สึกิชิโระซังไม่ดุด่านางเอกเรื่องความสัมพันธ์กับเรียวคุงเลยแม้แต่คำเดียว แถมยังพยายามช่วยอีก ฮือออออออ คนดีศรีเจมส์เอนเตอร์เทนเมนต์!!!!

แต่ด้วยความรู้สึกผิดบวกกับไม่อยากให้ฟอร์เต้ตกเป็นข่าว นางเอกเลยคิดเรื่องลาออกอย่างจริงจัง ระหว่างกลับบ้านเรียวคุงก็โทรมาถามว่ามัตสึนางะเรียกไปทำไม นางเอกเลยเล่าให้ฟังเรื่องโดนถ่ายรูปหน้าแมนชั่นและบอกว่าจะลาออก คุยไปคุยมา เรียวคุงก็มาโผล่ตรงหน้าพอดิบพอดี เรียวคุงพานางเอกไปที่บาร์เพื่อไปหามัตสึนางะซัง ไปบอกว่าถ้าอยากปล่อยรูปให้เป็นข่าวก็ปล่อยไปเลย ตามสบาย เพราะเรียวคุงเชื่อมั่นในแฟนๆ ของตัวเองว่าแฟนๆ จะต้องยอมรับแน่นอน เพราะงั้นแค่ข่าวฉาวจิ๊บจ๊อยน่ะไม่เจ็บไม่คันหรอก (ไม่เลยเรียวคุง นายประมาทแฟนไอดอลเกินไป 5555555555555) 

มัตสึนางะฟังแล้วขำก๊ากบอกว่างั้นคราวนี้จะไม่เผยแพร่รูปก็ได้ (เอ๊าาาา นี่ก็ยอมง่ายจัง เป็นนักข่าวบันเทิงจริงปะเนี่ย????) นางเอกเลยงงๆ ว่าสรุปนี่ผ่านวิกฤติมาแล้วเหรอ?? แต่ถึงยังไงก็อยากลาออกอยู่ดีเพราะหมดคุณสมบัติที่จะเป็นเมเนเจอร์แล้ว

เรียวคุงบอกว่าตัวเองไม่แคร์เลยที่จะตกเป็นข่าวกับนางเอก ออกจะอยากให้รูปหลุดออกไปด้วยซ้ำ คนอื่นจะได้รู้ๆ กันไปเลย (โอ้โหหหหหหหห นี่คือคนที่ตอนต้นๆ เกมเที่ยวดุคนโน้นคนนี้ว่าอย่าทำตัวให้เป็นข่าวนะคะะะะะ) แล้วเรียวคุงก็สารภาพรักนางเอก (เอ่อออ รู้สึกขั้นตอนนี้มันมาช้าไปหน่อยมั้ย มันน่าจะมาก่อนเหตุการณ์ที่แมนชั่นวันนั้นนะเรียวคุง???) 

นางเอกบอกว่าตัวเองก็ชอบเรียวคุงเหมือนกัน เรียวคุงเลยจุ๊บเข้าให้หนึ่งที

วั้ยตายแล้วววววว กลางเมืองเลยจ้าาาา ท้าทายความสอดรู้ของเหยี่ยวข่าวนิตยสารซุบซิบมากๆ เฮลโหลลลลลล ช่วยสำนึกในความเป็นไอดอลของตัวเองนิดนึงโนะะะะ

เรียวคุงบอกว่าตอนที่รู้ว่านางเอกกับสึกิชิโระซังโดนมัตสึนางะซังเรียกไป ฟอร์เต้ทั้งหกคนคุยกันแล้วว่า ไม่ว่าจะมีรูปแบบไหนหลุดออกไป พวกเราทุกคนก็จะยังคงทำวงนี้กันต่อ ตอนนี้ทุกคนกำลังไล่ตามความฝันที่นางเอกบอกว่า อยากให้ฟอร์เต้เป็นเบอร์หนึ่งของวงการ เรียวคุงเลยไม่ยอมให้นางเอกทิ้งวงไปดื้อๆ ทั้งๆ ที่เป็นคนมาสร้างความฝันให้กับทุกคน

นางเอกที่ยังรู้สึกผิดบอกว่าถึงยังไงก็ไม่ได้หรอก เมเนเจอร์กับไอดอลไม่ควรมีความสัมพันธ์กัน เรียวคุงเลยยืมคำพูดที่นางเอกเคยบอกกับตัวเอง มาพูดกับนางเอกว่า ไม่เห็นแปลกเลย นางเอกก็อ้าวเหรอ ไม่แปลกเหรอ งั้นไม่ลาออกแระ (ทำไมการแก้ปัญหาทุกอย่างมันช่างง่ายดายไปหมด…….)

จากตรงนี้เนื้อเรื่องจะแบ่งเป็นสองแบบ แบบนึงนำไปสู่ฉากจบแบบธรรมดากับแบดเอนด์ อีกแบบนำไปสู่ฉากจบแบบกินเนื้อ (肉食エンド) แม้คำว่าฉากจบแบบกินเนื้อจะฟังดูยั่วน้ำลาย แต่เราตัดสินใจเลือกเล่นแบบแรกก่อน เก็บของน่าอร่อยไว้ทีหลังดีกว่า (^q^)

ในแบบแรกจะโฟกัสไปที่เรื่องงาน นางเอกยังคงตามติดเรียวคุงไปทำงานถ่ายแบบ แต่ตอนนี้นางเอกกลายเป็นคนดังในวงการแฟชั่นไปแล้ว เพราะทั้งสวย ทั้งเซนส์เรื่องแฟชั่นดี มีความรู้มากมาย จนสต๊าฟหนุ่มๆ เข้ามาจีบ พอเห็นเข้าเรียวคุงก็เกิดอาการหึงหวง กลับเข้าห้องพักปุ๊บก็จับนางเอกจูบแล้วบอกว่า จะทำต่อตรงนี้เลยก็ได้นะ (ไม่ได้ว้อยยยยยย บอกกี่รอบแล้วว่าช่วยสำนึกว่าเป็นไอดอลหน่อยยยยยยยยย) 

ถ้าเลือกไปทางฉากจบแบบธรรมดา หลังจากนั้นนางเอกก็ต้องตามเรียวคุงไปทำงานถ่ายแบบอีกละ ทำงานกันจนกระทั่งฉากจบเลย บ้างานกันไปไหน คราวนี้เป็นงานถ่ายแบบนิตยสารแต่งงาน เรียวคุงต้องใส่ชุดแต่งงานถ่ายกับนางแบบอีกคน ทว่าพอถึงวันถ่ายแบบ นางแบบเกิดไม่ว่าขึ้นมากะทันหัน (เรียวคุงแอบไปวางยาเขาใช่มั้ยคะ!!!!!?????) จะหานางแบบคนอื่นมาทันทีก็ไม่ได้ เรียวคุงเลยเสนอว่างั้นก็ให้นางเอกเป็นนางแบบแทนสิ ยังไงก็ต้องถ่ายออกมาแบบไม่เห็นหน้านางแบบอยู่แล้วนี่

ด้วยความมุ่งมั่นของเมเนเจอร์ นางเอกเลยยอมเป็นนางแบบจำเป็นให้ จังหวะที่ใส่ชุดแต่งงานมาเดินให้ช่างภาพถ่าย เรียวคุงก็ขอแต่งงานเพราะไม่คิดจะคบนางเอกแค่เล่นๆ อยู่แล้ว นางเอกเลยน้ำตาไหล แล้วช่างภาพก็กดชัตเตอร์ แชะะะ ได้ภาพสวยๆ มาขึ้นปกนิตยสารจนได้

อย่าลืมว่าเรียวคุงยังเรียนมหาลัย เพิ่งอยู่ปีสามเองด้วย ไปเรียนให้จบก่อนแล้วค่อยมาขอก็ได้จ้ะหนู รีบทำไม๊!!!!!

หลังจากนั้นพอหนุ่มๆ ฟอร์เต้เห็นรูปก็พากันตื่นเต้นตกใจว่ารูปสวยจังแฮะ ถึงหน้าเจ้าสาวจะเบลอๆ แต่ก็ดูสวยมาก เอจิทักว่าเจ้าสาวในรูปนี่คือนางเอกสินะ (เนี่ย อะไรแบบเนี้ยหัวไวอีกและะะ) นางเอกเลยบอกว่าที่ตัวเองเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้เพราะมีพ่อมดอย่างเรียวคุงอยู่นั่นแหละ พออยู่กันสองต่อสองเรียวคุงเลยบอกว่าตัวเองไม่ใช่พ่อมดซะหน่อย เป็นเจ้าชายต่างหาก (เอิ่มมมมมมม พูดเองก็ได้เหรอ 555555555555555) แล้วเรียวคุงก็ชวนนางเอกไปค้างที่บ้าน จบ จบกันห้วนๆ แบบนี้เลย ง่ายจัง…… แอบอยากเห็นตอนที่ฟอร์เต้รู้ว่าสองคนนี้คบกันอยู่ เราว่าเอจิคงรู้แล้วแหละ แต่อยากเห็นรีแอคชั่นฟูโตะอ้ะะะ คงต้องแซะว่าเรียวคุงตาถั่วอะไรแบบนี้แหง (เห็นฟูโตะเป็นคนยังไง….)

ส่วนแบดเอนด์ อันนี้อิมแพคต์และช็อกมาก แต่ก็ประทับใจมาก ไม่นึกว่าจะกล้าเล่นแรงขนาดนี้

ในแบดเอนด์เอจิจะระแคะระคายเรื่องความสัมพันธ์ของเรียวคุงกับนางเอกและเริ่มไปไหนมาไหนด้วยกันสามคนมากขึ้น เอจิในฉากจบนี้ค่อนข้างน่ากลัว เดิมทีก็ระอาในความงี่เง่าของเอจิจะแย่อยู่แล้ว มาเจอฉากจบนี้ยังต้องกลัวอีก โอ๊ย คนเขียนบทเกลียดเอจิรึเปล่า ยังไงก็พระเอกเวอร์ชั่นนิยายนะะะ

ตัวอย่างความน่ากลัวก็เช่นตอนที่ไปร้านเสื้อผ้าด้วยกัน ทั้งสามคนก็คุยกันเรื่องแชมพู เอจิเลยเข้ามาดมผมนางเอกแล้วบอกว่าหอมดี อะไรแบบนี้ ฮืออออ กลัวแร้วววว

วันหนึ่งขณะนางเอกกับเรียวคุงอยู่ที่แมนชั่นตามลำพัง จู่ๆ เอจิก็บุกมาถึงแมนชั่น นางเอกเลยลนลานหลบไปซ่อนตรงมุม แต่เอจิถามว่าเมเนเจอร์อยู่ไหน เรียวคุงก็บอกว่าอยู่ตรงโน้นโดยไม่มีการช่วยปิดบังใดๆ นางเอกเลยจำใจโผล่หน้ามา

เอจิบอกว่าเรียวเป็นคนเดียวที่เอจิเล่าเรื่องเอรินะให้ฟัง เอจิเองก็รู้จักผู้หญิงที่ผ่านมาของเรียวทุกคน แต่คราวนี้เรียวกลับปิดบังไม่ยอมบอก แถมอีกฝ่ายยังเป็นนางเอกอีก ทั้งๆ ที่เอจิก็เล็งนางเอกไว้เหมือนกัน เรียวคุงก็บอกว่าเข้าใจนะ เพราะไม่มีคนอื่นให้เลือกแล้ว เล็งเมเนเจอร์เนี่ยแหละสะดวกสุด (พูดแบบนี้ถีบกันตกแมนชั่นยังปวดใจน้อยกว่า) 

เอจิบอกว่าเมเนเจอร์คบกับศิลปินเป็นเรื่องที่อภัยให้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นจะสมรู้ร่วมคิดด้วยแล้วกัน

พูดจบก็จูบนางเอกต่อหน้าเรียวคุง นางเอกพยายามหนี แต่เรียวคุงบอกให้อยู่ เพราะหัวหน้าและรองหัวหน้าฟอร์เต้ตัดสินใจแล้วว่าจะใช้วิธีนี้ นางเอกก็ยังคงไม่ยอม เรียวคุงเลยบอกว่าตัวเองไม่อยากให้เอจิไม่มีความสุข เพราะเอจิคือคนสำคัญ ได้โปรดยอมเอจิเถอะ สุดท้ายนางเอกเลยต้องยอมให้เอจิทำอะไรต่อมิอะไรต่อหน้าเรียวคุง โอ้มายก๊อดดดดดดดดดดดดดด นี่มันอะไรเนี่ยยยยยยยย หน้าปกออกจะดูเป็นเกมไอดอลสดใสฟรุ้งฟริ้ง ทำไมแบดเอนด์อย่างกับเกมติดเรทหื่นๆ เล่นจบแล้วอ้าปากค้างไปเลย ฮือ เกิดอะไรขึ้นกับโอโตเมทททททท

ทางด้านฉากจบแบบกินเนื้อ โดยสรุปแล้วไม่ค่อยมีอะไรมาก เรียวคุงกับนางเอกไปกะหนุงกะหนิงกันที่แมนชั่น แต่เรียวคุงไม่ยอมทำอะไรซะที เอาแต่ดูหนังอยู่ได้ แถมหนังก็ดูยากจนไม่รู้เรื่องอีก นางเอกเลยหงุดหงิดจนจับเรียวคุงกดเอง เอ๊อะะะ นางเอกยุคนี้นี่ใจกล้าบ้าบิ่นดีนะคะะะะ

หลังผ่านคืนนั้นมาแล้ว ตอนเช้าเรียวคุงก็ปลุกนางเอกด้วยการจูบ แล้วก็โซเดมาคอมกันก่อนไปทำงาน ฉากนี้มีซีจีสุดแซ่บของเรียวคุงด้วย แต่รูปมันพอร์นเกินไปจนไม่กล้าแปะ เอาเป็นว่าเรียวคุงมีกล้ามเนื้อมากกว่าที่คิดนะ//////

ในบรรดาฉากจบสามฉากนี้เราชอบฉากจบธรรมดาสุดละ น่ารักดี (〃ω〃) ส่วนแบดเอนด์ก็ชอบในอีกความหมายนึง ชอบในความกล้าเขียนฉากจบแบบนี้มาในเกมแนวนี้ คาดหวังกับแบดเอนด์รูทอื่นเลยนะเนี่ย ได้อิมแพคต์แรงแบบนี้อีกจะสนุกมาก

รูทเรียวคุงเราเสียดายตรงไทม์สคิปครึ่งปีนิดนึง คิดว่าคงไทม์สคิปกันหมดทุกรูทแหละมั้ง หลังไทม์สคิปนี่เรียวคุงดูชอบนางเอกหัวปักหัวปำมาก มันข้ามขั้นตอนที่ค่อยๆ เปลี่ยนใจมาหานางเอกไปเลย แต่ก็พอเข้าใจแหละว่าเรียวคุงคงเริ่มชอบนางเอกตั้งแต่คอยให้คำปรึกษาเรื่องเอจิและอยู่เคียงข้างตอนที่อกหักละ

หลังจากเล่นจบแล้ว impression ที่มีต่อเรียวคุงเปลี่ยนไปเยอะมากกกกกกกก ในนิยายจำได้แค่ว่าเป็นคนคูลๆ จนดูเหมือนเย็นชา ไม่ค่อยพูดอะไร ท่าทางเศร้าๆ ตลอดเวลา ดูมีลับลมคมใน พอเล่นเกมจบแล้วก็ อ้อ เป็นคนแบบนี้หรอกเหรอ เราตาสว่างแล้ว 555555555 แต่ชอบเกินคาดนะ ทั้งเรียวคุงที่เป็นแบบนี้และเนื้อเรื่องของเกม เอาจริงๆ เราเล่นแบบไม่คาดหวังอะไรเลยแม้จะรอเกมนี้มานาน แค่ชอบตรงที่ภาพสวยกับรู้สึกว่าต้องเล่นเพราะมีฟูโตะกับรูทสึกิชิโระซัง แต่ไม่ได้คาดหวังว่ามันจะสนุกอะไรมากมาย พอเล่นจริงดันวางไม่ลงซะงั้น มีจุดให้ตบมุกเยอะดี (ใช่ข้อดีเหรอ…?) รู้สึกว่าหนุ่มๆ ฟอร์เต้ไม่ค่อยน่าถีบเท่าในนิยายด้วย …..ยกเว้นเอจิคนนึง 55555555555

อยากเล่นรูทสึกิชิโระซังแล้ว แต่จะเล่นรูทสึกิชิโระซังต้องเล่นรูทเอจิก่อน ตอนนี้ขอห่างกับเอจิสักพักดีกว่า เดี๋ยวจะมองหน้ากันไม่ติดมากไปกว่านี้ สึกิชิโระซังรอก่อนนะคะะะ ( ; v ; )

ดอกบ๊วย & เทศกาลโคม ณ เกียวโต

ช่วงนี้ที่ญี่ปุ่นเข้าฤดูใบไม้ผลิแล้ว เมื่อพูดถึงฤดูใบไม้ผลิของญี่ปุ่น สิ่งแรกๆ ที่นึกถึงย่อมเป็นซากุระ แต่! ก่อนซากุระบานยังมีดอกไม้ชนิดนึงที่บานก่อน แถมบานนานกว่าด้วย ซึ่งก็คือ ดอกบ๊วยนั่นเอง!

ช่วงต้นเดือนเราไปดูดอกบ๊วยที่ปราสาทโอซาก้ามาแล้วรอบนึง เป็นจุดชมบ๊วยยอดฮิตของแถบคันไซเลย แต่เมื่อวันก่อนพ่อแม่มาเที่ยวเลยอยากพาไปสถานที่แปลกใหม่หน่อย มีคนแนะนำมาว่าให้ไปดูที่ศาลเจ้าคิตาโนะเท็นมังงู (北野天満宮) หรือไม่ก็ศาลเจ้าโจนันงู (城南宮) เราเลยตัดสินใจว่างั้นไปโจนันงูก็แล้วกันเพราะไม่เคยไป

การเดินทางไปโจนันงูไปได้ทั้งบัสและรถไฟ เรานั่งรถไฟไปลงสถานีทาเคดะ พอลงจากสถานีก็เจอป้ายชี้ทางบอกว่าจากตรงนั้นเดินไปโจนันงูใช้เวลา 19 นาที ฟังดูเหมือนจะไม่เยอะแต่ 19 นาทีของคนญี่ปุ่นนี่มันก็แอบไกลอยู่เหมือนกัน OTL

พอเดินพ้นจากสถานีมาสักพักก็ไม่มีป้ายบอกทางใดๆ อีก หลังจากเดินมึนๆ งงๆ อยู่พักนึง ในที่สุดก็ถึงศาลเจ้าโจนันงูโดยสวัสดิภาพ

แถวๆ ทางเดินมาศาลเจ้าแทบไม่มีคนเลย แต่พอมาถึงหน้าศาลเจ้าแล้วตกใจมาก คนมาจากไหนกันเยอะแยะไม่รู้ คนอื่นเขาคงนั่งรถบัสมากัน ไม่มีใครบ้าพลังเดินมาจากสถานีเพราะมันไกล จริงๆ มันมีบัสจากสถานีมาถึงแถวๆ หน้าศาลเจ้าเลยด้วย แต่เดินเล่นแถวนั้นก็มีวัดวาอื่นๆ ให้ชมเล่นๆ ถือซะว่าเดินเพลินๆ ดีเหมือนกัน

เดินเข้าโจนันงูไปนิดนึงก็เจอดอกบานบ๊วยสะพรั่งสวยงาม พร้อมด้วยผู้คนมากมายรุมถ่ายรูปดอกบ๊วยอยู่ นอกจากจะได้สนุกกับการดูดอกบ๊วยแล้วยังได้สนุกกับการดูกล้องรุ่นต่างๆ ด้วย 55555555

แต่ดอกบ๊วยตรงนี้เป็นเพียงออเดิร์ฟเท่านั้น ไฮไลท์ของที่นี่อยู่ที่ดอกบ๊วยในสวน ซึ่งการจะเข้าไปชมนั้นต้องเสียค่าเข้าชมคนละหกร้อยเยน

ความพิเศษของสวนบ๊วยที่นี่คือเป็นบ๊วยพันธุ์กิ่งย้อยที่เรียกว่า 枝垂れ梅 ลักษณะของกิ่งก็ตามชื่อเลย คือเป็นกิ่งแบบห้อยย้อยลงมา ต่างจากบ๊วยพันธุ์อื่นๆ ที่เป็นแบบกิ่งชี้ขึ้นฟ้า

ว่าแล้วก็เดินตามป้ายเข้าศาลเจ้าไปเลย เย้!

ตรงด้านหน้าทางเข้าสวนมีต้นบ๊วยกิ่งย้อยสีชมพูบานสะพรั่งอยู่หนึ่งต้น เสมือนเป็นแซมเปิ้ลให้ตัดสินใจก่อนจ่ายเงินเข้าสวน

พอจ่ายเงินกับคุณมิโกะก็จะได้ตั๋วมาหนึ่งใบ หลังจากนั้นก็มีใบปลิวคำอธิบายเกี่ยวกับศาลเจ้าและสวนให้หยิบตามอัธยาศัย ใบปลิวมีแต่ภาษาญี่ปุ่น ไม่มีภาษาอื่นให้หยิบเด้อ

และเมื่อเข้ามาในสวนก็จะพบกับ…… ผู้คนมหาศาลอีกเช่นกัน สมเป็นสถานที่ชมดอกบ๊วยยอดฮิตของเกียวโต

แต่ถึงจะมีผู้คนมากมายก็ไม่ต้องท้อแท้ ในสวนมีมุมที่กั้นไว้ไม่ให้คนเข้าเยอะแยะ ใช่ว่าทุกคนจะแตกฮือเข้าไปรุมดอกบ๊วยได้ตามใจชอบ และคนก็ไม่ได้เยอะถึงขั้นเบียดเสียดอะไรนักหนา ดังนั้นการเดินเล่นชมดอกบ๊วยและถ่ายรูปในสวนก็สนุกสนานดีอยู่ แม้จะคับคั่งไปด้วยผู้คนก็ตาม

ระหว่างเดินชมดอกบ๊วยก็จะได้กลิ่นหอมของบ๊วยด้วย เดินไปเดินมาก็จะเริ่มอยากกินเหล้าบ๊วยขึ้นมา 555555555555

นอกจากดอกบ๊วยแล้วที่นี่ยังมีดอกสึบากิบานช่วงนี้ด้วย มุมถ่ายรูปยอดฮิตคือมุมที่มองเห็นดอกสึบากิสีแดงร่วงอยู่บนพื้นที่ปกคลุมด้วยมอสส์สีเขียว โดยมีแบ็กกราวด์เป็นต้นบ๊วยออกดอกสะพรั่งเรียงราย แต่มุมนั้นคนรุมถ่ายกันเยอะมากกกกก เราขี้เกียจเบียดเสียดเข้าไป เลยถ่ายมาแต่รูปดอกสึบากิบนพื้นมอสส์อย่างเดียวพอเป็นพิธี

เดินเลยโซนสวนบ๊วยมายังมีพื้นที่สวนอีกกว้างใหญ่ไพศาลให้เดินต่อ สวนที่นี่แบ่งเป็นยุคๆ มีทั้งสวนเฮอัน สวนโมโมยามะ สวนมุโรมาจิ แต่ละโซนก็จะจัดวางคนละสไตล์ เดินทีเดียวได้ดูสวนหลากหลายสไตล์เลย ก็คุ้มหกร้อยเยนดีนะ

นอกโซนสวนบ๊วยก็ยังมีต้นบ๊วยอีกประปราย แต่ไม่ใช่พันธุ์กิ่งย้อยละ

ชมสวนที่นี่เสร็จก็นั่งรถบัสไปสถานีเกียวโต หาข้าวกินนิดหน่อย แล้วค่อยนั่งรถบัสไปแถวๆ ทางขึ้นวัดคิโยมิสุต่อ เป้าหมายต่อจากดอกบ๊วยคือเทศกาลโคมที่มีชื่อว่า ฮิกาชิยามะฮานะโทโระ (東山花灯路) เป็นเทศกาลที่ทางเกียวโตจะเอาโคมมาตั้งวางเรียงรายริมถนนย่านเมืองเก่า มีการเปิดไฟไลท์อัพวัดวาและสวนต่างๆ ในย่านที่จัดงานด้วย

ตอนไปถึงวัดคิโยมิสุฟ้ายังสว่างจ้าอยู่เลย

ระหว่างรอฟ้ามืดเลยเดินเล่นไปตามเส้นทางที่จัดเทศกาลนั่นแหละ เทศกาลนี้กินพื้นที่กว้างมากกกกกกก ไม่ต้องกลัวเลยว่าเดินแป๊บเดียวจะหมด เราเดินอยู่สองชั่วโมงกว่าๆ ยังเดินได้ประมาณ 2/3 ของเส้นทางทั้งหมดเอง (สปีดในการเดินประมาณหอยทากโดนเหยียบ คือแวะถ่ายรูปทุกหนึ่งเมตร)

ตอนเดินลงมาตามเนินคิโยมิสุที่เป็นทางขึ้นวัดเจอคนแต่งกิโมโนเยอะมากกกกกก เกียวโตเป็นเมืองที่มีคนเช่ากิโมโนมาใส่เดินกันเป็นปกติอยู่แล้ว แต่วันนี้รู้สึกว่าเจอเยอะกว่าปกติ แทบจะเรียกได้ว่ามีคนแต่งกิโมโนเยอะกว่าคนไม่แต่งด้วยซ้ำ เจอทั้งญี่ปุ่นไทยจีนแขกฝรั่งแต่งกิโมโน คงเพราะเป็นช่วงเทศกาลด้วยแหละคนเลยแต่งกิโมโนกันหนาตา

พอเดินไปตามเส้นทางที่จัดเทศกาลก็จะเจอโคมแบบต่างๆ ตั้งเรียงรายไปตลอดทาง

ย่านที่จัดเทศกาลนี่เป็นโซนที่เราไม่เคยมาเดินเลยทั้งๆ ที่มาเกียวโตตั้งไม่รู้กี่หนแล้ว (ปกติเดินแต่อนิเมท และอนิเมทคาเฟ่ 55555555555) นอกจากดูโคมแล้วยังตื่นตาตื่นใจกับร้านค้ามากมาย ชอบที่ไม่ว่าจะเป็นร้านอะไรใดๆ ก็ตาม การตกแต่งจะเป็นสไตล์ญี่ปุ่นหมดเลย ไม่เว้นแม้แต่ร้านเฮลโหลคิตตี้หรือร้านจิบลิ

ยิ่งฟ้าเริ่มมืดบรรยากาศจะยิ่งสวยขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งถ้าเป็นมุมที่มีแต่คนแต่งกิโมโนเดินนะ โอ๊ย เหมือนทะลุมิติไปอยู่ยุคไหนสักยุคนึง บรรยากาศขลังมากกกกกกกกกกก







อันที่จริงในเทศกาลนี้มีงานแห่เจ้าสาวจิ้งจอก (狐の嫁入り) ด้วย มีวันละสองรอบคือตอนทุ่มนึงกับสองทุ่ม แต่เราขี้เกียจรอเวลาเลยไม่ได้ดู แป่วววว

เราเดินไปถึงแค่ตรงศาลเจ้ายาซากะ ซึ่งจริงๆ มันมีทางให้ไปต่อได้อีกหน่อย แต่เดินแค่นี้ก็เหนื่อยละ คือเหนื่อยมาตั้งแต่ตอนปีนขึ้นไปวัดคิโยมิสุละ 55555555

พอได้มาเดินเทศกาลนี้แล้วประทับใจเกียวโตมากขึ้นอีกมากกกกก เหมือนได้เห็นเสน่ห์ของเกียวโตในมุมที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ปกติเราเฉยๆ กับเทศกาลแนวไลท์อัพสไตล์นี้ ไม่กระตือรือร้นที่จะไปดูเพราะรู้สึกว่า ก็แค่เปิดไฟป้ะ… รอบนี้ที่ไปดูเพราะแม่อยากดู แต่พอได้ไปเห็นของจริงแล้วพบว่ามันสวยมาก ฮือออออออ เข้าใจแล้วว่าทำไมเกียวโตมีเทศกาลแนวเปิดไฟใส่สถานที่ต่างๆ เยอะมาก ถ้ามีโอกาสจะลองไปอีเวนท์ไลท์อัพแบบอื่นๆ บ้าง!

และแล้วการชมดอกบ๊วยและเทศกาลโคมในเกียวโตก็จบลงด้วยความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า เดินทั้งวันแถมยังเดินขึ้นลงเนินอีกเยอะแยะมากมาย คร่อกกกกก แต่ในแง่ความประทับใจถือว่าคุ้มนะ

หลังจากนั้นวันต่อมาก็พาพ่อแม่ไปชมดอกบ๊วยที่ปราสาทโอซาก้าอีก ที่นี่ดีตรงที่ชมฟรีไม่มีการเก็บตังค์ใดๆ รอบที่แล้วเราไปตอนเที่ยง แต่รอบนี้ไปตอนเย็นๆ พระอาทิตย์จวนเจียนจะตกดิน เป็นช่วงที่แสงสีส้มส่องกระทบกลีบดอกบ๊วย สวยไปอีกแบบ (≧ω≦)


ปีนี้รู้สึกว่าได้ดูดอกบ๊วยจนอิ่มไปอีกนาน 555555555 แต่เดี๋ยวซากุระบานก็ต้องไปหาที่ดูอีกอยู่ดี….

Shining Masterpiece Show「The Forest of Lycoris」

โปรเจคต์ Shining Masterpiece Show ของอุตะปุริออกมาครบสามแผ่นแล้ว! ขอลัดคิวมากรี๊ดแผ่นสุดท้ายก่อน เพราะแผ่นนี้พีคมากจริง ต้องรีบเขียนตอนที่ยังอินอยู่ 5555555

แผ่นสุดท้ายในโปรเจคต์นี้ใช้ชื่อว่า リコリスの森 (The Forest of Lycoris) เป็นการหยิบเอานิทานเรื่องหนูน้อยหมวกแดงมาดัดแปลงใหม่จนแทบไม่เหลือเค้าเดิม ชื่อเรื่องก็ไม่มีอะไรบ่งบอกเลยว่าเป็นเรื่องราวของหนูน้อยหมวกแดง

แม้ว่าจะไม่ได้ชื่นชอบหนูน้อยหมวกแดงเป็นพิเศษ แต่แผ่นนี้ก็เป็นแผ่นที่เราตั้งตารอมากที่สุด เพราะโทคิยะ&โอโตยะอยู่แผ่นนี้ด้วยกันจ้าาา *จุดพลุปุ้งปั้ง*

นักแสดงหลักในแผ่นนี้ประกอบด้วย

อิตโตกิ โอโตยะ รับบทเป็น บลัด (หนูน้อยหมวกแดง)
อิจิโนะเสะ โทคิยะ รับบทเป็น แรนดอล์ฟ (หมาป่า)
จินกูจิ เร็น รับบทเป็น วิคเตอร์ (นายพราน)
ไอจิมะ เซซิล รับบทเป็น แบล็กฮู้ด

ส่วนนักแสดงสมทบต่างๆ ได้แก่

โคโตบุกิ เรย์จิ รับบท เกรแฮม (พี่ชายของบลัด)
ฮิจิริคาวะ มาซาโตะ รับบท อัลวิน (ญาติของบลัด)
คุโรซากิ รันมารุ รับบท ท็อดด์ (นักทวงหนี้)
มิคาเสะ ไอ รับบท เมอร์ลิน (เพื่อนแรนดอล์ฟ)
ชิโนมิยะ นัตสึกิ รับบท เบอร์นาร์ด (พรรคพวกของท็อดด์)
คุรุสุ โช รับบท เด็กหนุ่มในหมู่บ้าน
คามิว รับบท ผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน

เห็นรายชื่อตัวละครถึงกับมึนงงว่าทำไมมีตัวละครเยอะแยะ หนูน้อยหมวกแดงมันไม่ได้มีแค่หนูน้อย คุณยาย หมาป่า แล้วก็นายพรานหรอกเรอะ!? ครั้นเมื่อออฟฟิเชียลเปิดเผยเรื่องย่อและคำโปรยก็ยิ่ง หืมมมมมม?? นี่มันใช่หนูน้อยหมวกแดงแน่เหรออออ??? เห็นคีย์เวิร์ดแต่ละคำแล้วจะเป็นลม ทั้ง “บาป” “ความฝันต้องห้าม” “โศกนาฏกรรมอันโหดร้าย” อื้อหืออออออออ ไม่เคยเห็นอุตะปุริดาร์คขนาดนี้มาก่อน เล่นปาคำว่าโศกนาฏกรรมใส่หน้าขนาดนี้ ก่อนฟังเลยคาดหวังไว้เยอะมากว่ามันต้องดาร์คสุดๆ แถมเจอคำโปรยที่ว่า “เหตุใดมนุษย์ยิ่งถูกห้ามกลับยิ่งโหยหา” “ทั้งสองไม่ควรพบพานกันเด็ดขาด” ยิ่งได้กลิ่นบีแอลหึ่งไปหมด ก่อนแผ่นนี้ออกเราเลยเรียกเล่นๆ ว่าเป็นฟิควายจากออฟฟิเชียล ฮาาาาา

แต่ก่อนจะกรีดร้องสตอรี่ มาขายของรีวิวแพคเกจกันก่อน เวอร์ชั่นลิมิเต็ดประกอบด้วยกล่องด้านนอก กล่องซีดี และหนังสือ เช่นเดียวกันกับ Lost Alice



อาร์ตเวิร์กฝีมือคุราฮานะเซนเซก็งามล้ำอีกแล้ว ฮือออออออ ตอนออฟฟิเชียลลงรูปครั้งแรกแทบสลบ อิจิโนะเสะซังเปลี่ยนลุค! ติดหูหมา! ตาสองสี! มีแผลเป็น! โอโตยะในลุคหนูน้อยหมวกแดงก็สุดคิวท์ (≧д≦)(≧д≦)(≧д≦)

ด้านในกล่องซีดีประกอบด้วยแผ่นซีดี ที่คั่นหนังสือ แผ่นเนื้อเพลง และแผ่นโฆษณานิทรรศการ

ชอบซีดีแผ่นนี้ สวยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก

แทร็คในซีดีแผ่นนี้ประกอบด้วย

● เพลง リコリスの森
● แทร็ดดราม่า Shining Masterpiece Show「リコリスの森」 chapter 01
● แทร็ดดราม่า Shining Masterpiece Show「リコリスの森」 chapter 02
● เพลง リコリスの森 (off vocal)

แทร็คดราม่ารวมกันยาวประมาณ 64 นาที แต่เวลาฟังจริงๆ รู้สึกยาวนานเหมือนแปดชั่วโมง เป็นซีดีที่ฟังแล้วเหนื่อยมาก…. /เหม่อ

ส่วนที่คั่นหนังสือ ด้านหน้าเป็นหน้าตัวละคร ด้านหลังเป็นคำพูดของแต่ละคนอีกเช่นเคย

ทางด้านหนังสือก็ยังคงมาในรูปแบบหนังสือปกแข็งพิมพ์สี่สีสวยสดงดงาม เต็มไปด้วยภาพประกอบมากมาย

ความที่แผ่นนี้ออกมาเป็นแผ่นสุดท้ายเลยไม่ค่อยตื่นเต้นตกใจกับหนังสือละ 55555555 ตอนลอสท์อลิสกรี๊ดหนังสือมากกกกกกก พอมาถึงแผ่นนี้รู้สึกจดจ่อกับสตอรี่มากกว่าจะสนใจความอลังการของหนังสือ เป็นแผ่นที่เราคาดหวังกับสตอรี่ไว้มากที่สุดเลย

ว่าแล้วก็มาเมาท์สตอรี่ดีกว่า!

*มีสปอยล์*

อย่างที่บอกไปแล้วว่าหนูน้อยหมวกแดงฉบับนี้โดนดัดแปลงและแต่งเติมจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม จุดร่วมกับต้นฉบับที่พอนึกออกคือตัวเอกสวมฮู้ดแดง มีหมาป่า มีนายพราน เหมือนกันแค่นี้แหละ

เรื่องราวของหนูน้อยหมวกแดงฉบับไชนิ่งเอนเตอร์เทนเมนต์เกิดขึ้นในหมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งห้อมล้อมด้วยผืนป่าอันสวยงาม ตัวเอกของเรื่องมีชื่อว่า บลัด (=โอโตยะ) ซึ่งก็คือตัวละครหนูน้อยหมวกแดงนั่นแหละ แต่เวอร์ชั่นนี้กลายมาเป็นหนุ่มน้อยหมวกแดงแทน

บลัดเป็นเด็กร่าเริงสดใส เป็นที่รักของทุกคนในหมู่บ้าน ไม่เว้นแม้แต่วิคเตอร์ (=เร็น) นายพรานคนเก่งของหมู่บ้าน วิคเตอร์คนนี้เอ็นดูบลัดมากกกกกกก มากจนหมั่นไส้!! คำก็บลัด สองคำก็บลัด ไปล่าสัตว์ได้หนังจิ้งจอกเงินมาก็ยกให้บลัดเพราะกลัวน้องบลัดหนาว พอน้องบลัดบอกว่าไม่เอาแล้วยกให้คนอื่น วิคเตอร์ก็บอกว่าบลัดทำตัวไม่ตรงกับใจ แถมบอกให้น้องบลัดเรียกตัวเองว่า พี่วิคเตอร์ อีกต่างหาก โอ๊ยยยยยย พี่ไปเอาความมั่นใจนั้นมาจากไหนคะ!!!??? ขนาดน้องบลัดปฏิเสธทุกสิ่งอย่างยังกล้าอาสาออกตัวไปส่งน้องถึงบ้าน แหมมมมมมม ช่างเป็นบทที่เหมาะกับจินกูจิเร็นอะไรอย่างงี้!!!

สาเหตุที่น้องบลัดไม่ชอบวิคเตอร์นั้นเป็นเพราะวิคเตอร์ชอบพูดถึงเกรแฮม พี่ชายของบลัด (=เรย์จัง) ในทางที่ไม่ดี ทั้งๆ ที่บลัดรักพี่ชายมาก แต่วิคเตอร์ดันคุยโวว่า ฉันจะต้องเป็นพี่ชายที่ดีกว่าพี่แท้ๆ ของนายแน่นอน! ช่างกล้าาาาา แบบนี้จะไม่ให้น้องบลัดเหม็นขี้หน้าได้ไง

เราว่าความสัมพันธ์ของวิคเตอร์กับบลัดเหมือนแกสตองกับเบลล์จาก Beauty and the Beast เป๊ะเลย คนนึงเป็นลูกอีช่างตื๊อแถมมั่นหน้าแบบผิดๆ อีกคนก็ไม่สนใจไม่แยแสใดๆ แถมตอนหลังยังไปตกหลุมรักอสูรอีกต่างหาก แอร๊มมมม/////

ตัดภาพมาทางบ้านของบลัดตอนที่บลัดออกไปข้างนอกบ้าง ขณะที่เกรแฮมอยู่บ้านคนเดียว ท็อดด์ นักทวงหนี้ (=รันรัน) ก็บุกมาทวงหนี้ถึงบ้าน เราฟังฉากนี้แล้วหวีดเยอะมากกกกกก จะเป็นลมมมมมม คือท็อดด์เนี่ย ด้วยความที่เป็นนักทวงหนี้ก็เลยจะโหดๆ หน่อย ออกแนวยากูซ่า ส่วนเกรแฮมผู้ขี้โรคก็สุดจะอ่อนแอไร้ทางสู้ พอท็อดด์มาทวงหนี้เกรแฮมแบบใช้กำลังหน่อยๆ (ทั้งด่ารัวๆ ทั้งดึงเสื้อ ทั้งเตะแจกัน จะว่าไปแล้วก็ไม่หน่อย….) มันเลยออกแนวฟิฟตี้เฉดออฟท็อดด์เบาๆ ซึ่งด้วยความที่ชิปเรย์รันเลยตื่นเต้นกับฉากนี้มาก 5555555555

ในฉากทวงหนี้เราจะได้รู้ว่าพ่อของเกรแฮมกับบลัดออกจากบ้านไปเพื่อหาเงินมาใช้หนี้ แต่ท็อดด์บอกว่าพ่อไม่เห็นกลับมา สงสัยพ่อคงทิ้งสองพี่น้องไปแล้ว เกรแฮมพยายามอ้อนวอนขอให้ท็อดด์ช่วยรอจนกว่าพ่อจะกลับมา แต่ท็อดด์ไม่ยอมและบอกว่า ยังมีสิ่งที่ขายได้อยู่ไม่ใช่รึไง สิ่งที่ท็อดด์หมายถึงก็คือน้องบลัดนั่นเอง ตอนแรกเกรแฮมไม่ยอม เกรแฮมบอกว่าจะยอมทำทุกอย่าง แต่เกรแฮมสุขภาพไม่ดีเลยขายไม่ได้ ส่วนบลัดทั้งมีผมสีแดงสวย ทั้งแข็งแรงสมบูรณ์ดี ท็อดด์รับประกันว่าขายได้ราคางามแน่ๆ

เกรแฮมเว้าวอนว่าได้โปรดละเว้นน้องชายเพียงคนเดียวด้วยเถอะ ท็อดด์จึงช่วยเสริมว่า น้องชายที่เหลืออยู่คนเดียว ต่างหาก เพราะที่ผ่านมาน้องชายของเกรแฮมโดนขายใช้หนี้ไปหลายคนแล้วจนกระทั่งเหลือบลัดแค่คนเดียว แต่ที่ผ่านมาพ่อเป็นคนขาย เกรแฮมไม่เกี่ยว (…..แค่ฟังถึงตรงนี้ก็กุมขมับละ ทำไมเรื่องราวมันช่างมืดมนเหลือเกิน)

ท็อดด์กับเกรแฮมคุยกันไปคุยกันมา บลัดก็กลับมาบ้านพอดี ท็อดด์เลยทิ้งท้ายก่อนกลับไปว่าเกรแฮมไม่มีทางเลือก ส่วนน้องบลัดกลับมาถึงบ้านก็อวดพี่ชายว่าเก็บดอกลิโคริสมาฝากและทำแก้มป่องฟ้องว่าเมื่อกี้วิคเตอร์บอกว่าจะให้หนังสัตว์เพราะพี่ไม่มีปัญหาซื้อ (งุ้ยยย มีการกลับบ้านมาฟ้องพี่ด้วย นั่ลลั๊กกกกกกก) บลัดบอกว่าไม่ได้เกลียดวิคเตอร์หรอกนะ แต่เพราะวิคเตอร์ชอบพูดว่าพี่ก็เลยไม่ถูกโรคด้วยเท่าไหร่

คืนนั้นพอน้องบลัดเข้านอนแล้ว พี่เกรแฮมก็พึมพำกับตัวเองว่า นี่ฉันจะต้องทำบาปอีกแล้วหรือนี่ ระหว่างที่พี่เกรแฮมกำลังกลุ้ม เสียงลึกลับ (=เซชชี่) ก็ดังขึ้นในใจ บอกว่าการมีชีวิตคือการทำบาปซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดังนั้นไม่จำเป็นต้องกลุ้มใจหรอก พอพี่เกรแฮมบอกว่า นี่ฉันอยากปกป้องตัวเองถึงขนาดยอมแลกด้วยน้องชายคนสำคัญเชียวรึ!? เสียงลึกลับก็ตอบกลับมาอีกว่า ใครๆ ก็ให้ความสำคัญกับชีวิตตัวเองมากที่สุดทั้งนั้นแหละ พี่เกรแฮมโต้ตอบกับเสียงลึกลับในใจอีกหลายประโยคจนในที่สุดก็ได้ข้อสรุปว่า โอเค ขายน้องชายใช้หนี้ดีกว่า

ทางด้านท็อดด์ เสร็จงานแล้วก็กลับไปหาพรรคพวกซึ่งประกอบด้วยแรนดอล์ฟ (=อิจจี้) เมอร์ลิน (=ไอไอ) และเบอร์นาร์ด (=นัตจัง) แก๊งนี้เป็นสัตว์ที่อยู่ในร่างมนุษย์กันหมด แต่รู้แค่ท็อดด์เป็นครึ่งจิ้งจอก แรนดอล์ฟเป็นครึ่งหมาป่า ส่วนเมอร์ลินกับเบอร์นาร์ดเป็นตัวอะไรไม่มีบอกในเรื่อง ถ้าเดาจากชื่อ เบอร์นาร์ดคงเป็นหมี ส่วนเมอร์ลินเป็นเหยี่ยว มั้ง

ท็อดด์บอกพรรคพวกว่ามีงานใหญ่มาให้ทำ คือให้ลักพาตัวเด็กไปขาย แต่เมอร์ลินบอกว่าไม่ชอบงานแบบนี้เพราะทำแล้วรู้สึกแย่ เบอร์นาร์ดก็ไม่อยากทำเพราะงานลักพาตัวเด็กอ่อนแอมันน่าเบื่อเกินไป มีแค่แรนดอล์ฟที่ตอบนิ่งๆ หล่อๆ ว่าจะทำงานนี้

พอแรนดอล์ฟตกปากรับคำ ท็อดด์ก็อธิบายว่าให้ไปลักพาตัวเด็กที่สวมผ้าคลุมสีแดงนี่มาซะ ว่าแล้วก็ชูผ้าคลุมสีแดงสดราวกับสีของเลือดให้ดู และกำชับว่าห้ามให้เหยื่อเป็นแผลแม้แต่รอยเดียว

รับงานจากท็อดด์แล้ว แรนดอล์ฟ เมอร์ลิน เบอร์นาร์ดก็เดินกลับบ้าน แต่บ้านแรนดอล์ฟอยู่ห่างออกไปจากคนอื่น แรนดอล์ฟเลยปลีกตัวไปแบบหล่อๆ คูลๆ เมอร์ลินเลยไล่เบอร์นาร์ดกลับไปคนเดียวแล้ววิ่งตามแรนดอล์ฟไป เมอร์ลินถามแรนดอล์ฟว่าสติดีรึเปล่าที่รับงานนี้มา อีกฝ่ายเป็นแค่เด็กนะ? แรนดอล์ฟจึงตอบว่าตัวเองไม่คิดจะขัดขืนท็อดด์อยู่แล้ว เพราะขัดขืนไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา เมอร์ลินเห็นด้วย แต่ก็เป็นห่วงเพราะกลัวว่างานนี้จะไปสะกิดแผลใจในอดีตของแรนดอล์ฟเข้า เมอร์ลินบอกว่า ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์นั้นในอดีต แรนดอล์ฟเหมือนปล่อยตัวไปตามกระแสเวลาเฉยๆ …คือเมอร์ลินเป็นคนเดียวที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในอดีตของแรนดอล์ฟ แต่ไม่ยอมเล่า……. เล่ามาเถ๊อะะะะะะะะะะ

เราชอบบทพูดที่เมอร์ลินกับแรนดอล์ฟคุยกันตรงนี้มากเลยเพราะอธิบายคาแรกเตอร์แรนดอล์ฟได้ดีมาก แรนดอล์ฟบอกว่าตัวเองไม่ได้มีชีวิตอยู่เพราะอยากมีชีวิตอยู่ซะหน่อย ก็แค่มีคนช่วยชีวิตเอาไว้ นรกมันเลยยืดยาวต่อมาก็เท่านั้น เมอร์ลินเลยถามว่าถ้าอย่างนั้นชีวิตที่โดนทรมานเป็นทาสคนอื่นมันดีกว่างั้นเหรอ? ต้องโดนเฆี่ยนตีอยู่ในกรง เป็นมนุษย์หมาป่าตั้งโชว์ให้ใครต่อใครดูมันดีกว่าตอนนี้เหรอ? ซึ่งแรนดอล์ฟตอบแบบคูลๆ ว่า ตอนนี้แค่เปลี่ยนมาอยู่ในกรงที่มองไม่เห็น ต้องทำงานชั่วๆ ใช้หนี้ไปจนตายแบบนี้มันก็ไม่ต่างจากอยู่ในนรกหรอก

ตอนฟังแทร็คดราม่ารอบแรกเราไม่ได้คิดอะไรกับแรนดอล์ฟเมอร์ลินเป็นพิเศษ จนกระทั่งไอไอมาทวีตถึงสองคนนี้

ไอไอบอกว่าความสัมพันธ์ของเมอร์ลินกับแรนดอล์ฟลึกซึ้งเป็นพิเศษ เมอร์ลินเป็นคนที่รู้อดีตของแรนดอล์ฟ เป็นเพื่อนของแรนดอล์ฟ แต่ความรู้สึกของเมอร์ลินกลับสื่อไปไม่ถึงแรนดอล์ฟ

โอ้โหหหหหหหหหหหหห นี่มันรักข้างเดียวชัดๆ!!!!!

แต่เมอร์ลินดูหวังดีและอยากให้แรนดอล์ฟมีความสุขจริงๆ นะ เมอร์ลินบอกแรนดอล์ฟว่าให้หาความสุขของตัวเองบ้าง แต่แรนดอล์ฟบอกว่าตัวเองทำบาปมามากเกินไป เกินกว่าสมควรจะได้รับการช่วยเหลือใดๆ และความสุขมันก็เหมือนกับการคว้าดวงดาวบนฟ้านั่นแหละ

ตัดภาพกลับมาฝั่งบลัดอีกที พี่เกรแฮมจัดตะกร้าของกินเอาไว้และสั่งให้น้องบลัดเอาไปส่งให้กับอัลวิน (=มาสะ) ญาติที่อยู่ในป่าลึก เป็นตัวละครที่มาแทนที่คุณยายในต้นฉบับ อัลวินเป็นญาติทางฝั่งแม่ซึ่งเกรแฮมไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ เพราะอัลวินเป็นคนแปลกๆ คนในหมู่บ้านก็ไม่ชอบ ไม่มีใครดีกับอัลวินนอกจากน้องบลัด (คือน้องบลัดดีกับทุกคนยกเว้นวิคเตอร์ น่าสงสารเค้านะคะ 5555555555555555)

ก่อนส่งน้องบลัดออกจากบ้าน เกรแฮมขอดูหน้าน้องชัดๆ แล้วก็ร้องไห้ ท่าทางอาลัยอาวรณ์น้อง แต่ก็ยื่นผ้าคลุมสีแดงที่เตี๊ยมกับท็อดด์เอาไว้ให้น้องอยู่ดีและกำชับว่าห้ามถอดผ้าคลุมออกเป็นอันขาด สรุปว่าถึงจะรักน้องแค่ไหน เกรแฮมก็รักตัวเองมากกว่านะจ๊ะ

ตอนฟังรอบแรกเราไม่ชอบเกรแฮมเลย อารมณ์แบบ อ้าวอีพี่ ทำไมทำงี้!!?? แต่เกรแฮมดูเสียใจกับการตัดสินใจของตัวเองมากจริงๆ ไม่ใช่เสียใจภายหลังที่ทำลงไปนะ แต่เกรแฮมคือรู้ทั้งรู้ว่าถ้าขายน้องไปแล้วตัวเองจะรู้สึกแย่ รู้สึกผิดบาปไปตลอดชีวิต แต่เกรแฮมก็ยังทำเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอด มีฉากนึงเกรแฮมบอกว่าไม่ว่าจะต้องสังเวยด้วยอะไรก็ไม่อยากตาย ต่อให้ไม่มีใครเห็นความจำเป็นก็อยากมีชีวิตอยู่ แม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมถึงอยากทำขนาดนั้นเพื่อมีชีวิตอยู่ แต่ก็คิดว่าเป็นตัวละครที่น่าสนใจดี และนอกจากนั้น เราคิดว่าบทตัวละครที่เห็นแก่ตัวจนถึงขั้นสละคนอื่นเพื่อตัวเองนี่มันโหดร้ายกับเรย์จังมาก คิดไปคิดมาแล้วก็เริ่มสงสาร ฮืออออ ;___;

บลัดออกจากบ้านแล้วก็เดินกินลมชมวิวไปบ้านอัลวิน ระหว่างทางก็เจอกับบุคคลปริศนาสวมผ้าคลุมสีดำที่คล้ายกับผ้าคลุมแดงของตัวเองมาก ตัวละครนี้คือแบล็กฮู้ด (=เซชชี่) เป็นตัวละครที่ก่อให้เกิดการตีความหลายทฤษฎีมากที่สุดในเรื่องละ

แบล็กฮู้ดมาชวนบลัดไปเที่ยวเล่นตรงที่ดอกลิโคริสบานสะพรั่งในป่า บลัดไม่กล้าไปด้วยเพราะพี่ชายบอกว่าห้ามแวะไปไหน ต้องไปส่งของให้อัลวิน แบล็กฮู้ดเลยบอกว่าถ้าเด็ดดอกลิโคริสไปฝาก อัลวินต้องดีใจแน่ๆ น้องบลัดจึงยอมให้แบล็กฮู้ดจูงมือเข้าไปในป่า

น้องบลัดชอบดอกลิโคริสอยู่แล้ว พอไปเจอทุ่งดอกลิโคริสในป่าก็เลยเก็บดอกไม้เพลินจนฟ้ามืด แถมยังหลงทางอีกต่างหาก พอฝนซัดกระหน่ำลงมา แบล็กฮู้ดบอกให้น้องบลัดไปหลบฝนในถ้ำและให้ถอดผ้าคลุมออกเพราะเดี๋ยวจะเป็นหวัด น้องบลัดก็ถอดผ้าคลุมอย่างง่ายดาย ไม่ได้สนใจที่พี่ชายสั่งมาว่าห้ามถอดเล้ย 55555555555

เข้าไปในถ้ำแล้วจู่ๆ แบล็กฮู้ดก็หายไป ส่วนน้องบลัดเจอกองฟางปูอยู่ก็พุ่งเข้าไปนอนหน้าตาเฉย สักพักเจ้าของถ้ำก็กลับมา ซึ่งเจ้าของถ้ำจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก แรนดอล์ฟนั่นเองงงงงงง!! ลุ้นตั้งนานว่าเมื่อไหร่สองคนนี้จะเจอกันซะที ผ่านมาเกือบครึ่งเรื่องถึงจะได้เจอ

แรนดอล์ฟกลับมาเจอเด็กน้อยนอนหลับปุ๋ยอยู่บนที่นอนตัวเองก็ง้างเล็บเตรียมฆ่าทิ้งเพราะยอมให้ใครมารู้ที่อยู่ของตัวเองไม่ได้ แต่จังหวะนั้น บลัดละเมอออกมาว่า ขนมปังลูกเกดอร่อยจัง! ชอบน้ำราสเบอร์รี่ที่สุดเลย! ด้วยหน้าตามีความสุข แรนดอล์ฟเห็นเข้าก็เกิดเอ็นดูขึ้นมา ฆ่าน้องไม่ลง แหมมมมมมมมมมมมมมมมม

หลังจากนั้นพอตื่นมาเจอเจ้าของถ้ำ บลัดก็ขอโทษขอโพย บอกว่าหลงทางมา แรนดอล์ฟไม่ได้ว่าอะไร บลัดเลยขอบคุณและบอกว่าแรนดอล์ฟใจดีจัง

แรนดอล์ฟถามบลัดว่าเห็นแผลเป็นบนหน้าแล้วไม่กลัวบ้างรึไง น้องบลัดก็ตอบว่าไม่กลัวหรอก มองตาก็รู้แล้วว่าไม่น่ากลัว (แหนะะะะ มีมองตงมองตาาาา) ว่าแล้วน้องบลัดก็เขยิบเข้าใกล้แรนดอล์ฟยิ่งขึ้น (จย้าาาาาาาาา) ฝ่ายแรนดอล์ฟเห็นน้องบลัดฮัดชิ้วออกมาก็รีบหยิบผ้าห่มมาคลุมไหล่ให้เบาๆ (โอ๊ยยยยย อะไรยะ เมื่อกี้ยังจะฆ่าเค้าอยู่เลย เปลี่ยนใจว่องไวอะไรขนาดดดดดด)

บลัดรับผ้าห่มมาแล้วก็เป็นห่วง กลัวแรนดอล์ฟจะหนาว น้องเลยชวนแรนดอล์ฟมาอิงแอบแนบชิดแบ่งผ้าห่มกัน …….พาร์ทนี้คือบีแอลมากจริง เราไม่ได้ใส่ฟิลเตอร์ใดๆ 555555555555 แค่ฟังในซีดีก็บีแอลจะแย่แล้ว เจอบทบรรยายในหนังสืออีกแทบเลือดพุ่ง ฉากที่พิงกันนี่ในหนังสือบรรยายว่า “ความอบอุ่นของกันและกันส่งผ่านส่วนที่สัมผัสกันอยู่” อื้มมมม จย้าาาาาา สมเป็นฟิควายจากออฟฟิเชียล ส่วนไหนสัมผัสกันอยู่หราาาาาาา /ขวยเขิน

ขณะที่อิงแอบกันอยู่ น้องบลัดก็นึกขึ้นได้ว่ามีอาหารที่พี่ชายฝากไปให้อัลวินติดตัวมา ก็เลยบอกแรนดอล์ฟว่ามีขนมปังกับน้ำผลไม้อร่อยๆ แหละ! (เจอผู้ชายหล่อเข้าหน่อย ลืมญาติโกโหติกาเลยนะน้องบลัดคะะะะะะ) แรนดอล์ฟถามว่าขนมปังลูกเกดกับน้ำราสเบอร์รี่สินะ น้องบลัดก็ตกใจว่าทำไมรู้!? แรนดอล์ฟเลยหัวเราะ น้องบลัดเห็นแล้วก็บอกว่า ชอบหน้าแรนดอล์ฟตอนยิ้มจัง ยิ้มแล้วหน้าตาอ่อนโยนมากเลย (น้องบลัดทำไมขยันอ่อยเบอร์นี้!!!???)

แรนดอล์ฟบอกว่าบลัดเป็นคนที่สองที่พูดแบบนั้น แต่นั่นเป็นเรื่องในอดีตเมื่อนานมาแล้ว นานจนแทบลืม (อยู่ต่อหน้าน้องบลัดทำเป็นบอกว่าเกือบลืมอดีต แต่คุยกับเมอร์ลินบอกว่าไม่มีวันลืมลงหรอก แหมะะะะะะ เลือกปฏิบัติ!) ในเรื่องไม่ได้เล่าเรื่องอดีตแรนดอล์ฟละเอียดเท่าไหร่ รู้แต่ว่าเกี่ยวข้องกับคนสำคัญคนนึงของแรนดอล์ฟและแผลเป็นบนหน้าแรนดอล์ฟ สงสัยเขียนเนื้อเรื่องมาแบบเว้นช่องว่างให้แฟนๆ ไปมโนเอาเอง…

ฝ่ายน้องบลัดเห็นแรนดอล์ฟพูดถึงอดีตก็บ่นให้ฟังบ้างว่าพ่อออกจากบ้านไปแล้วไม่กลับมาอีกเลย สงสัยจะทิ้งพวกเราไปแล้วรึเปล่าก็ไม่รู้ จะพูดกับพี่เรื่องนี้ก็ไม่กล้า เพราะงั้นเรื่องนี้เป็นความลับของเราสองคนนะ โอ๊ยยยยย เนี่ยยยย มีความล้งความลับระหว่างเราสองไปอี๊กกกกกก

ยัง ยังไม่พอ อิงแอบกันแล้ว แชร์ความลับกันแล้ว พอฝนหยุด สองคนนี้ยังนั่งดูดาวด้วยกันต่อจ้าาาาา แหมมมม โรแม้นถีคคคคค แรนดอล์ฟบอกว่า พอดูดาวแล้วรู้สึกเหมือนตัวเองโดนโอบล้อมด้วยดวงดาวเลย เพราะตัวเองก็ชื่อโอไรออนเหมือนกลุ่มดาว น้องบลัดเลยชมว่า หูย ชื่อเท่จัง! พอแรนดอล์ฟบอกว่าแต่นั่นเป็นชื่อเก่าที่ทิ้งไปนานละ ตอนนี้ชื่อแรนดอล์ฟ น้องบลัดก็ชมอีกว่า ชื่อนี้ก็ดี!!! อื้มมมมมมมม เวลาคนตกหลุมรักก็จะมืดบอดประมาณนี้อะเนอะะะะะะะะ

ว่าแล้วน้องบลัดก็นึกได้ว่ายังไม่ได้แนะนำตัวเพราะมัวแต่คุยเพลิน น้องบลัดเลยขวยเขิน หันไปดูดาวต่อ แถมยังบอกว่าถ้าโตขึ้นจะคว้าดวงดาวมาให้แรนดอล์ฟด้วย เราชอบบทพูดตรงนี้ของบลัดเพราะมันเชื่อมโยงกับบทพูดของแรนดอล์ฟก่อนหน้านี้ที่บอกว่าความสุขมันเหมือนการคว้าดาวบนฟ้า ซึ่งแรนดอล์ฟมองว่าเป็นไปไม่ได้ พอน้องบลัดพูดขึ้นมาว่าจะคว้าดวงดาวมาให้แรนดอล์ฟมันเลยดีต่อใจเหลือเกินนนนนนน ฮือออออออ (;___;)

คุยไปคุยมาน้องบลัดก็ง่วงจนหลับไป แต่ก่อนหลับยังพูดงัวเงียสัญญาว่าถ้าคราวหน้าได้เจอกันอีกจะคุยกันอีกเยอะๆ เลย แล้วก็อยากออกไปดูโลกกว้างด้วยกันสองคน พูดจบก็นอนพิงแรนดอล์ฟแล้วหลับไป แต่แรนดอล์ฟบอกว่า เราคงไม่ได้เจอกันอีกแล้วแหละ (เอ๊าาาา น้องเค้าทอดสะพานซะไหม้เกรียมขนาดนี้แล้ว ทำไมล่ะแรนดอล์ฟ!!!!!)

หลังจากนั้น พอท็อดด์รู้ว่าแรนดอล์ฟลักพาตัวเหยื่อที่สวมผ้าคลุมสีแดงไม่สำเร็จ ท็อดด์ก็ด่าๆๆๆ แล้วก็อธิบายรายละเอียดของเหยื่อเพิ่มเติมให้ว่า มีผมสีแดงราวกับเปลวเพลิง ดวงตาสีแดงเป็นประกายดุจอัญมณี อยู่ที่ไหนก็ทำให้ที่นั่นสว่างไสวขึ้นมา เป็นเด็กที่ราวกับดวงตะวัน เด็กคนนั้นมีชื่อว่า บลัด!!!

เมื่อได้ยินชื่อบลัด แรนดอล์ฟถึงกับตกตะลึง!!! ผ่ามผ่าม!!!!! บลัดคนนั้นน่ะหรือ คนที่ซื่อบริสุทธิ์ อ่อนโยน และบอกว่าจะคว้าดวงดาวมาให้คนนั้น!!!!!

แรนดอล์ฟไม่อยากทำร้ายบลัด เพราะบลัดคือคนที่ช่วยมอบความอบอุ่นที่ตัวเองเกือบจะลืมไปแล้วมาให้ บทบรรยายบอกว่าตอนเปิดประตูออกจากบ้านท็อดด์ แรนดอล์ฟถึงกับมือไม้สั่นไปหมด โดนจู่โจมความหวั่นไหวที่ไม่อาจสะกดกลั้น ได้แต่กุมศีรษะด้วยความอึ้งงัน คือแรนดอล์ฟเนี่ยคูลๆ มาตลอดทุกฉาก เพิ่งมีฉากนี้ที่สติแตกจริงจัง แสดงให้เห็นว่าน้องบลัดสำคัญกะแรนดอล์ฟขนาดไหนนะคระะะะะ

ทางฝั่งหมู่บ้าน ชาวบ้านเริ่มลือกันว่ามีคนเจอหมาป่า เด็กหนุ่มในหมู่บ้าน (=โชจัง) บอกว่าหมาป่านั่นมีแผลที่หน้าด้วย พอน้องบลัดซึ่งกลับมาบ้านได้โดยปลอดภัยได้ยินเข้าก็ตกใจ บอกว่าอาจจะเป็นเรื่องเข้าใจผิดอะไรก็ได้นะ ชาวบ้านหนุ่มบอกว่าไม่ผิดหรอก นั่นต้องเป็นหมาป่าชั่วแน่นอน น้องบลัดเลยรีบพูดปกป้อง บอกว่าไม่เคยเจอแท้ๆ อย่ามาว่าสิ! เขาใจดีมากเลยนะ! ผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน (=คามิว ชอบบทนี้ของมิวจังมาก ตลกมาก 5555555555) เลยตกใจว่าทำไมบลัดเคยเจอหมาป่าแล้วยังปลอดภัยดี หรือว่าบลัดจะเป็นพวกเดียวกับหมาป่า!! ชาวบ้านเลยฮือฮาไปกันใหญ่

ทันใดนั้นเอง วิคเตอร์ก็บอกให้ทุกคนใจเย็นและขอให้บลัดเล่าให้ฟังว่าไปเจอหมาป่าได้ไง บลัดก็เล่าให้ฟังไปตามความจริงและบอกว่าหมาป่าใจดีมากนะ! วิคเตอร์บอกว่าบลัดโดนหลอกแล้ว พวกหมาป่าถึงจะทำหน้าใจดียังไง พวกมันก็แค่หลอกลวงเท่านั้นแหละ ไปๆ มาๆ วิคเตอร์กับบลัดเลยขึ้นเสียงใส่กัน บลัดโวยวายว่าวิคเตอร์ชอบคิดว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามที่ตัวเองคิดเสมอ ซึ่งบลัดไม่ชอบวิคเตอร์ที่เป็นแบบนั้น วิคเตอร์เลยสวนว่า บลัดนั่นแหละไม่เคยรู้อะไรเลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพี่น้องตัวเองหายไปเพราะอะไรกันแน่ แม้แต่เกรแฮมยังไม่รู้เลยว่าเชื่อใจได้จริงรึเปล่า คนที่เชื่อใจได้คือวิคเตอร์คนนี้ต่างหาก

แอบขำฉากนี้ตรงที่ชาวบ้านดูอวยวิคเตอร์มาก 555555555 วิคเตอร์พูดอะไรชาวบ้านเออออห่อหมกกันหมด พอพูดว่าจะปกป้องน้องบลัด ชาวบ้านก็ส่งเสียงเฮ นี่มันแกสตองชัดๆ!!! บอกว่าดัดแปลงมาจาก Beauty and the Beast ยังมีเค้ามากกว่าหนูน้อยหมวกแดงอีก แต่จริงๆ ฉากชาวบ้านอวยวิคเตอร์นี่ไม่น่าจะมีไว้ให้ขำหรอกนะ (ผิดที่มิวจังนั่นแหละ แอคติ้งเนียนเกินจนตลก!) มิวจังบอกว่าเรื่องนี้แสดงถึงความน่ากลัวของอุปาทานหมู่ด้วย ส่วนที่ชัดที่สุดก็คือชาวบ้านนี่แหละ ทั้งเรื่องอวยวิคเตอร์เอย เรื่องพากันเกลียดอัลวินเอย

หลังจากนั้นวิคเตอร์ก็ปลุกระดมชาวบ้านให้ลุกฮือหยิบอาวุธมาขับไล่หมาป่าเพื่อปกป้องหมู่บ้าน น้องบลัดเลยตะโกนว่า เกลียดวิคเตอร์ที่สุด! ก่อนจะวิ่งหายไปในป่า

ฝ่ายวิคเตอร์ไปเตรียมอุปกรณ์เสร็จเรียบร้อยก็พูดกับตัวเองว่าการปกป้องสันติสุขของหมู่บ้านและทำให้ทุกคนอาศัยอยู่ได้อย่างสบายใจคือหน้าที่ของฉัน ฉันนี่แหละวีรบุรุษของหมู่บ้าน! ฉันนี่แหละถูกต้อง ทันใดนั้นแบล็กฮู้ดก็โผล่มาคุยกับวิคเตอร์ วิคเตอร์บอกว่าไม่เคยเห็นหน้าแบล็กฮู้ดมาก่อน แต่แบล็กฮู้ดบอกว่าตัวเองคือคนที่เข้าใจวิคเตอร์มากที่สุด

แบล็กฮู้ดบอกว่าวิคเตอร์แค่อยากช่วยบลัดผู้น่าสงสารเพื่อที่ตัวเองจะได้เป็นฮีโร่ วิคเตอร์ยึดติดกับบลัดเพื่อเติมเต็มความทะนงของตัวเอง แค่ใช้ประโยชน์จากบลัดเพื่อเกียรติยศของตัวเอง แน่นอนว่าวิคเตอร์ฟังแล้วโกรธ แต่กลับหลบสายตาเพราะแบล็กฮู้ดมองออกทะลุปรุโปร่งทุกอย่าง แบล็กฮู้ดเลยเข้ามาจับแก้มวิคเตอร์เอาไว้ไม่ให้หลบสายตาและบอกว่า หมาป่าไม่ควรมีอยู่บนโลกนี้ ความชั่วร้ายนั่นจะทำลายระบบระเบียบ ฮีโร่ต้องกำจัดมันซะ และฮีโร่คนนั้นก็คือวิคเตอร์นั่นแหละ! คราวนี้วิคเตอร์เลยตัดสินใจว่าฉันจะต้องเป็นผู้นำบลัดกลับมาในทางที่ถูกต้องเอง!

ตัดภาพมาทางบลัด แม้จะรอดมาจากคราวก่อนได้ อีพี่เกรแฮมก็ไม่ได้เปลี่ยนใจ สั่งให้น้องบลัดเอาของไปส่งให้อัลวินอีกแล้ว น้องบลัดก็เดินชมดอกลิโคริสไปเรื่อยเปื่อย โดยไม่รู้ว่าแรนดอล์ฟแอบซุ่มดูอยู่ข้างทาง แรนดอล์ฟเห็นบลัดสวมผ้าคลุมแดงมาก็ยังคงอึ้งอยู่ คราวนี้แบล็กฮู้ดเลยโผล่มาคุยกับแรนดอล์ฟบ้าง แบล็กฮู้ดบอกว่าที่ผ่านมาคมเขี้ยวของแรนดอล์ฟเล่นงานคนมาแล้วตั้งมากมาย จะเด็กหรือผู้หญิงก็ไม่เว้น แล้วเด็กคนนี้ต่างจากคนอื่นตรงไหนกัน?? แค่เรื่องคืนเดียวไม่เห็นต้องอาลัยอาวรณ์บลัดขนาดนั้นซะหน่อย??

แรนดอล์ฟตอบด้วยเสียงชวนสะเทือนใจว่า ไม่มีใครเข้าใจหรอก เพราะความรู้สึกนี้มันไม่มีเหตุผล นี่เป็นครั้งแรกที่อยากจะพบใครอีกครั้งมากขนาดนี้ บทบรรยายตรงนี้บอกว่าบลัดคือความสงบสุขและแสงแห่งความหวังเพียงหนึ่งเดียวที่ปรากฏขึ้นท่ามกลางวันเวลาที่เกือบจะโดนความอ้างว้างที่ไม่อาจทานทนถาโถมเข้าใส่ (ความเหงาเป็นขั้วบวกขั้วลบ หนุ่มๆ ได้มาพบกันในคืนร้าวรานนนนนนนน) ตอนแรกเรารู้สึกว่าความสัมพันธ์ของบลัดกับแรนดอล์ฟโอเวอร์เกินไปหน่อย แค่นั่งซบกัน ดูดาวด้วยกันคืนเดียว มันจะขนาดนี้เลยเหรอออ แต่พอแรนดอล์ฟบอกว่าเป็นความรู้สึกที่ไม่มีเหตุผลก็เข้าใจได้ว่าความรักมันก็อย่างงี้แหละเนอะ

แบล็กฮู้ดบอกแรนดอล์ฟว่า ถ้าไม่อยากให้บลัดตกไปอยู่ในมือคนอื่น ก็ใช้มือตัวเองจัดการให้จบไปซะสิ แรนดอล์ฟตอบว่า เพราะบลัดเป็นคนสำคัญเลยไม่มีทางฆ่าด้วยมือตัวเองได้หรอก แต่ถ้าปล่อยไป สุดท้ายบลัดก็ต้องเผชิญนรกทั้งเป็นอยู่ดี ในที่สุดแรนดอล์ฟก็ตัดสินใจได้และมุ่งหน้าไปหาอัลวินก่อนที่บลัดจะไปถึง

อัลวินเป็นหมอดูเลยรู้อยู่แล้วว่าแรนดอล์ฟจะมาหา แรนดอล์ฟไม่ค่อยชอบอัลวินเท่าไหร่เพราะไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ แต่อัลวินก็ต้อนรับขับสู้อย่างดี อัลวินรู้ด้วยว่าแรนดอล์ฟมาที่นี่เพราะอะไร รู้ว่าบลัดกำลังตกที่นั่งลำบาก อัลวินเลยเสนอว่า เอางี้ละกัน เอาหัวใจของฉันไปแทนบลัดสิ หัวใจของพ่อมดขายได้ราคาดีอยู่แล้ว พูดจบอัลวินก็แหวกเสื้อท้าให้กรีดหัวใจไปเลย โอ๊ยยยยย อัลวินนนนนน คนดีมากกกกกกกก ฮืออออออออออออ บทน้อยแต่ได้ใจไปเต็มๆ (;____;)

อย่างไรก็ตาม แรนดอล์ฟลังเลที่จะฆ่าอัลวิน แบล็กฮู้ดเลยกระซิบว่ามัวลังเลอะไรอีก ได้ฆ่าอัลวิน ได้ตัวบลัดมาด้วย เหยื่อเพิ่มแบบนี้ดีจะตาย

อัลวินบอกแรนดอล์ฟว่ารู้ชะตาของตัวเองอยู่แล้วเพราะดูดวงแม่นไม่เคยพลาด แต่ถ้าตายไปคงค้างคาใจเพราะทำให้บลัดต้องตกใจ เด็กคนนั้นต้องเศร้าแน่ๆ เลย ส่วนแบล็กฮู้ดก็เชียร์ว่า พุ่งเข้าไปกัดมันให้ตายไปเลย!! จากนั้นก็มีเสียง ปังงงง ตามด้วยเสียงเลือดหยด แล้วตัดภาพไปอีกฉาก……. เป็นการตัดฉากที่กวนประสาทมาก……..

ตัดมาที่วิคเตอร์อีกครั้ง วิคเตอร์เห็นบลัดทำตัวแปลกไปเลยไปเค้นถามจากเกรแฮม เกรแฮมเลยสารภาพว่าตัวเองขายบลัดใช้หนี้ วิคเตอร์เลยรีบพุ่งไปบ้านอัลวิน แต่พอไปถึงกลับเจอร่างอัลวินจมกองเลือดในสภาพอันโหดร้ายเกินกว่าจะทนดูได้ วิคเตอร์เชื่อว่าวิธีสังหารโหดเหี้ยมแบบนี้ต้องเป็นฝีมือหมาป่าแน่นอน ฉากนี้แบล็กฮู้ดออกมาคุยกับวิคเตอร์นิดหน่อยด้วย หลังจากนั้นวิคเตอร์ก็รีบพุ่งไปตามหาบลัดต่อ

ฝ่ายน้องบลัดกับแรนดอล์ฟก็ได้โคจรมาพบกันอีกครั้งในที่สุด ทั้งสองคุยกันอยู่ในทุ่งลิโคริสยามเย็น น้องบลัดบอกว่า รู้มั้ยว่าดอกกับใบลิโคริสจะไม่มีวันพบกัน เพราะยามที่ดอกผลิบาน ใบจะหายไป และยามที่ดอกร่วงโรย ใบจึงจะแตกขึ้นมาใหม่ เหมือนกับเราสองคนไม่มีผิด

และะะะะะ บทสนทนาที่ตามมามันพลังทำลายล้างสูงมากค่ะคุณเอ๊ยยยยยยยย

บลัด: “ทำไมดวงตาของคุณถึงอ่อนโยนขนาดนั้น?”
แรนดอล์ฟ: “เพราะกำลังจ้องมองนายอยู่”
บลัด: “แล้วทำไมคุณถึงยิ้มอย่างโศกเศร้าขนาดนั้น?”
แรนดอล์ฟ: “เพราะพออยู่กับนายแล้ว ในอกมันเจ็บปวด”
บลัด: “บอกหน่อยสิ หัวใจของคุณอยู่ที่ไหน”
แรนดอล์ฟ: “อยู่กับนาย”

โอ๊ยยยยยยยยยยยย มันต้องขนาดนี้เลยเหรอออออออออออออ หื้มมมมมมมมมมมมมม

แต่หลังจากนั้นน้องบลัดก็วีนแตกใส่แรนดอล์ฟ หาว่าโกหก แป่วววว 555555555 สาเหตุเป็นเพราะน้องบลัดรู้ความจริงแล้วว่าแรนดอล์ฟเป็นหมาป่าที่มาล่าตัวเองไปขาย น้องบลัดเลยเสียใจเพราะอุตส่าห์เชื่อใจ อุตส่าห์เข้าใจกันแท้ๆ แต่กลับมีแต่ตัวเองที่คิดแบบนั้น แรนดอล์ฟเลยปฏิเสธว่าไม่ใช่นะ!! ฉันก็รู้สึกเหมือนกัน พออยู่ด้วยกันแล้วมีความสุข ไม่เคยรู้มาก่อนด้วยซ้ำว่ามีความรู้สึกแบบนี้อยู่ด้วย

น้องบลัดสะอึกสะอื้นพูดว่า “ทั้งๆ ที่ชอบจริงๆ แท้ๆ…” แล้วก็….

 

ฉึกกกกกกกก!!!!!!!

 

อีน้องบลัดเอามีดแทงหน้าอกแรนดอล์ฟค่ะะะะะะะะ ว้อททททททททททททททท

บลัดบอกว่าที่ทำแบบนี้ก็เพื่อทำให้ช่วงเวลานั้นกลายเป็นนิรันดร์ ถ้าแรนดอล์ฟจะต้องตายด้วยมือใครสักคน บลัดขอเป็นคนส่งแรนดอล์ฟไปสวรรค์เองดีกว่า และการทำแบบนี้ยังทำให้บลัดได้แบกรับบาปเหมือนกับแรนดอล์ฟ ทำให้เข้าใจแรนดอล์ฟยิ่งขึ้น

ฝ่ายแรนดอล์ฟที่โดนแทงจนนอนพะงาบๆ ก็พูดด้วยน้ำเสียงรวยรินว่า แบบนี้แหละดีแล้ว บลัดช่างเป็นเด็กอ่อนโยนจริงๆ ความเจ็บปวดบนแผลที่บลัดสร้างให้คือหลักฐานของความสุข พูดแล้วก็ยิ้มให้น้องบลัด คือฉากนี้แรนดอล์ฟเพ้อพร่ำรำพันเป็นหนังจีนอยู่ยืดยาวมาก แต่ให้อภัยในความยืดยาว เพราะเราชอบทุกคำพูดเลย ฮือออออออ แรนดอล์ฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ ม่ายยยยยยยยย (;___;)

แรนดอล์ฟขอให้บลัดสัญญาว่าจะลืมตัวเองแล้วไปเริ่มชีวิตใหม่ที่ไหนสักแห่ง ไปเห็นโลกกว้างแทนส่วนของแรนดอล์ฟซะ เพราะนั่นคือความฝันของแรนดอล์ฟที่ไม่มีวันเป็นจริง แล้วแรนดอล์ฟก็อวยพรให้บลัดมีความสุข

บลัดบอกว่าไม่มีทางลืมได้หรอก และตอนนี้ก็มีความสุขที่สุดแล้วด้วย ว่าแล้วบลัดก็กอดแรนดอล์ฟเอาไว้แน่นๆ แรนดอล์ฟเลยพูดด้วยเสียงแหบแห้งว่า การหมดลมหายใจในอ้อมแขนของบลัดช่างเป็นเรื่องที่มีความสุขเหลือเกิน ขอบคุณ ฉันรักนาย

หือออออออออออออออออออ อะไรนะ ฉันรักนาย ไอชิเตะรุ หืออออออออออออออออ ไม่เพียงเท่านั้น!!!!! น้องบลัดยังตอบด้วยคำพูดเดียวกัน ไอชิเตะรุโยะ หืออออออออออออออ

แต่โทนเรื่องช่วงนี้มืดมนหดหู่มากจนไม่มีอารมณ์จะกรี๊ดกร๊าดคำบอกรักใดๆ ทั้งสิ้น บลัดบอกรักแรนดอล์ฟเสร็จแล้วก็หัวเราะหึหึหึหึหึ เสียงหัวเราะของบลัดซ้อนกับเสียงของแบล็กฮู้ด จากนั้นเสียงของแบล็กฮู้ดก็พูดว่า เท่านี้หัวใจของคุณก็เป็นของฉันแล้ว พร้อมด้วยคำบรรยายว่า บลัดกอดร่างไร้วิญญาณของแรนดอล์ฟอย่างแสนรัก อื้มมมมมมม จ้าาาาาาา

หลังจากน้องบลัดส่งแรนดอล์ฟไปสวรรค์แล้ว วิคเตอร์ก็เพิ่งโผล่มา (มาช้าเป็นตำรวจในละครไทยเลยนะคะะะะ ช่วยใครทันมั่งมั้ยคุณวีรบุรุษของหมู่บ้าน 5555555555) วิคเตอร์มาเจอศพแรนดอล์ฟและมีดที่ร่วงหลุดจากมือของบลัดก็ตกใจ บลัดสารภาพว่าเป็นคนฆ่าแรนดอล์ฟเอง วิคเตอร์เลยบอกว่าไม่เป็นไรนะ ถือเป็นการป้องกันตัว ไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น หมาป่าก็ต้องตายอยู่แล้ว

น้องบลัดได้ยินวิคเตอร์พูดแบบนั้นเลยโมโหอีก เพราะวิคเตอร์ไม่มีสิทธิ์มาพูดว่าร้ายแรนดอล์ฟ! วิคเตอร์บอกว่าแต่หมาป่ามันฆ่าอัลวินนะ น้องบลัดเลยบอกว่า อ๋อ คนที่ฆ่าอัลวินน่ะ ฉันเองแหละ

ย้อนกลับมาที่ฉากอัลวินกับแรนดอล์ฟอีกรอบ เสียงปังงงง ที่ดังขึ้นในตอนนั้นคือเสียงแรนดอล์ฟเปิดประตูวิ่งหนีไปข้างนอกเพราะไม่อยากฆ่าอัลวิน หลังจากนั้นบลัดก็มาถึง อัลวินเลยเล่าความจริงให้ฟังว่าบลัดโดนเกรแฮมขายใช้หนี้ และแรนดอล์ฟคือคนที่จะมาลักพาตัวบลัดไปนั่นเอง ดังนั้นถ้าบลัดเผลอใจให้แรนดอล์ฟก็มีแต่ต้องเจ็บปวด (อัลวินพูดแบบนี้จริงๆ นะ ไม่ได้ใส่ฟิลเตอร์เพิ่มใดๆ) แล้วอัลวินก็เสนอกับบลัดว่าให้กรีดหัวใจไปขายเถอะ พูดเสร็จก็เงื้อมีดจะแทงหน้าอกตัวเอง น้องบลัดเข้าไปห้าม ยื้อแย่งมีดกัน แล้วก็ ฉัวะะะะะ มีดแทงอัลวินล้มลง หัวกระแทกพื้นอย่างแรง ตายคาที่

วิคเตอร์ฟังแล้วยังไม่อยากเชื่อ ขอให้บลัดบอกว่ามันเป็นอุบัติเหตุ น้องบลัดซึ่งตอนนี้กลายเป็นเสียงแบล็กฮู้ดไปแล้ว ก็บอกว่าถึงจะเป็นอุบัติเหตุก็เหมือนบลัดเป็นคนฆ่านั่นแหละ ถึงจะกลัวแต่ตอนนั้นก็โล่งใจ เพราะคิดว่าเท่านี้ตัวเองอาจจะรอดแล้วก็ได้

คำบรรยายบอกว่า นั่นคือเสียงในใจของบลัด คือใจจริงของบลัดที่พยายามสะกดกลั้นเอาไว้มาตลอด เราว่าตรงนี้อธิบายตัวละครแบล็กฮู้ดค่อนข้างชัดเจนแล้วนะ คือเราเชื่อว่าแบล็กฮู้ดไม่ใช่คนที่มีตัวตน แต่เป็นสิ่งที่อยู่ในจิตใต้สำนึกของแต่ละคนมากกว่า ตัวละครนี้ชอบผลุบๆ โผล่ๆ มาคุยกับทุกคน และเป็นคนที่มองเห็นจิตใจของแต่ละคนทะลุปรุโปร่ง อย่างฉากที่มาคุยกับวิคเตอร์ตอนเจอศพอัลวิน แบล็กฮู้ดดูออกหมดเลยว่าวิคเตอร์รังเกียจอัลวินขนาดไหนทั้งๆ ที่วิคเตอร์ไม่ได้แสดงออก ดังนั้นฉากที่ตัวละครแต่ละตัวคุยกับแบล็กฮู้ดจึงน่าจะเป็นจิตสำนึก vs จิตใต้สำนึก ซึ่งจิตใต้สำนึกในที่นี้อาจเป็นทั้งใจจริงที่ซุกซ่อนไว้ เป็นความปรารถนาลึกๆ ในใจ เป็นความมืดในใจ แต่เห็นบางคนก็ตีความต่างออกไป อ่านที่คนอื่นตีความก็สนุกดี ชอบๆ มีคนตีความว่าแบล็กฮู้ดอาจจะเป็นวิญญาณของพี่น้องของบลัดด้วย อีกอันที่น่าสนใจคือตีความว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้เกิดขึ้นแบบลูป และแบล็กฮู้ดก็เกิดขึ้นมาระหว่างลูปนั้น ไซไฟไปอีก!

กลับมาที่น้องบลัดกับวิคเตอร์ บลัดบอกวิคเตอร์ว่าถ้ายังไม่ยอมเชื่อจะแสดงให้ดูก็ได้ พูดจบก็หยิบมีดขึ้นมา หันไปหาวิคเตอร์ วิคเตอร์ก็ตื่นตระหนกบอกให้วางมีด แต่น้องบลัดไม่ยอมวาง แถมบอกว่าจะฆ่าคนนึงหรือสองคนก็ไม่ต่างกันหรอก อุ๊ยไม่สิ สามคนต่างหาก รวมวิคเตอร์ด้วย ว่าแล้วก็ยิ้มเย็นชาย่างสามขุมเข้าหาวิคเตอร์ วิคเตอร์บอกว่าอย่าเข้ามา น้องบลัดก็ยังคงไม่หยุด สุดท้ายก็เลย ปังงงงงงงงงงงงงงงงง วิคเตอร์ยิงน้องบลัดจ้าาาาาาา

แต่น้องบลัดหลังฆ่าแรนดอล์ฟน่ากลัวมากจริง เราเป็นวิคเตอร์คงเผลอยิงเหมือนกัน ฟังจบแล้วหลอนเสียงน้องบลัดไปอีกพักนึงเลย…..

ฉากสุดท้ายหลังจากน้องบลัดโดนยิงเป็นฉากในสวรรค์ ภาพประกอบเป็นภาพเมฆบนท้องฟ้าแล้วมีแสงสว่างสาดส่อง น้องบลัดตามหาตัวแรนดอล์ฟจนเจอ บอกว่ามาทำตามสัญญา แรนดอล์ฟตอบว่านี่มันไม่เหมือนที่สัญญากันไว้นี่ บอกให้ลืมไง น้องบลัดเลยบอกว่า จะลืมได้ยังไง นอกจากนั้น ความสุขของฉันน่ะ ไม่มีแรนดอล์ฟอยู่ด้วยไม่ได้หรอก พูดจบก็ยื่นมือไปหาแรนดอล์ฟ แรนดอล์ฟเลยบอกว่า มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยกันเถอะ ก่อนจะยิ้มอย่างมีความสุขแล้วยื่นมือไปจับมือบลัด จบบริบูรณ์!!!

เป็นสตอรี่ที่ฟังแล้วเหนื่อยมาก ฮืออออออ ฟังรอบแรกปวดใจกับแรนดอล์ฟมากสุด ชีวิตดูเศร้ามากแล้วยังโดนน้องบลัดสุดที่รักฆ่าเองกับมืออีก หลังจากนั้นก็ทิ้งไว้หลายวันเพราะไม่กล้าฟังรอบสอง พอฟังรอบสองแล้วตั้งใจอ่านหนังสือดีๆ รู้สึกทำใจได้มากขึ้น สำหรับเราแล้วจบแบบนี้คือแฮปปี้เอนดิ้งนะ ถึงจะตายตามกันไปทั้งคู่ แต่สุดท้ายก็ได้ไปอยู่ด้วยกันในสถานที่ที่ไม่มีใครมาทำร้ายทั้งสองคนได้อีกแล้ว

ทว่าเมื่อคิดถึงชะตากรรมของตัวละครอื่นๆ ที่เหลือแล้วมันเศร้ายังไงไม่รู้ ก่อนอื่นเลยไม่รู้พี่เกรแฮมจะเป็นยังไงต่อไป แผนขายน้องพังพินาศไม่เป็นท่า ไม่รู้คุณท็อดด์จะมายื่นข้อเสนออะไรให้พี่เกรแฮมหาทางใช้หนี้อีก

อีกคนที่อาภัพพอๆ กันคือวิคเตอร์ ตอนฟังครั้งแรกไม่ชอบตัวละครนี้เท่าไหร่ เย่อหยิ่ง จองหอง ทะนงตัว เราคิดว่าวิคเตอร์ไม่ได้รักบลัดจริงๆ ด้วยซ้ำ ตอนนี้ก็ยังคิดอยู่เพราะเราค่อนข้างเชื่อคำพูดแบล็กฮู้ด แต่หลายครั้งวิคเตอร์ก็แสดงความเป็นห่วงบลัดอยู่เหมือนกัน ดังนั้นเลยคิดว่าถึงจะไม่ได้รักเท่าที่แสดงออก วิคเตอร์ก็ยังมีความห่วงในบลัดในฐานะเพื่อนร่วมหมู่บ้านและเพื่อนมนุษย์อยู่บ้าง ไม่ใช่ตัวละครที่เลวร้ายซะทีเดียว ดังนั้นตอนนี้เลยไม่ได้รู้สึกไม่ชอบแล้ว กลายเป็นว่าสงสารวิคเตอร์มากกว่าแรนดอล์ฟด้วยซ้ำ แรนดอล์ฟไปสบายแล้ว แต่วิคเตอร์ยังมีชีวิตอยู่โดยที่ต้องแบกรับความผิดบาปที่ฆ่าบลัดด้วยน้ำมือของตัวเอง สุดท้ายแล้วคนที่ตายไปอาจจะไม่น่าสงสารเท่าคนที่มีชีวิตอยู่ก็ได้

ถึงจะบอกว่าฟังแล้วเหนื่อย แต่เราชอบสตอรี่แผ่นนี้มากกกกกกกกกกกก ชอบที่สุดในโปรเจคต์ Shining Masterpiece Show โดยไม่เกี่ยวกับคู่ชิปหรือโมเมนต์ใดๆ เลยนะ (ยอมรับว่ากรี๊ดทุกโมเมนต์ แต่ต่อให้ตัดคะแนนส่วนนั้นออกไปก็ชอบมากอยู่ดี) ชอบบรรยากาศ ชอบความลึกลับ ชอบที่ทำให้คาดหวังในความดาร์คแล้วก็ดาร์คสาแก่ใจจริงๆ เราเดาฉากจบไว้เยอะมาก ทั้งตายคนเดียว ตายตามกันไป (ตอนฟังเพลงเดาว่าน่าจะจบแบบนี้เพราะเพลงมันแอบบอกใบ้ แล้วก็ถูกเผง) ตายทั้งหมู่บ้าน แต่ไม่ได้เดาเลยว่าบลัดจะเป็นคนฆ่าแรนดอล์ฟ แล้ววิคเตอร์มาฆ่าบลัดอีกทีนึง ชอบในความคาดไม่ถึงนี้ ชอบที่เขียนบทตัวละครแต่ละตัวมาดีมากไม่เว้นแม้แต่บทรองๆ อย่างเกรแฮมหรืออัลวิน

ตอนฟังรอบแรกรู้สึกว่าถึงจะหดหู่มากแต่มันก็ไม่หนักหัวเท่าลอสท์อลิส เพราะแผ่นนั้นมีสัญลักษณ์ให้ตีความเยอะ แต่เอาจริงๆ แผ่นนี้ก็มีอะไรให้คิดเยอะไม่แพ้กันเลย ต่างกันตรงที่แผ่นนี้มันสนุกเวลาคิดตามมุมมองตัวละครแต่ละตัว เพราะทุกคนมีเหตุผลของตัวเอง เวลาฟังแล้วคิดในมุมแรนดอล์ฟจะรู้สึกแบบนึง พอคิดในมุมวิคเตอร์ก็จะรู้สึกอีกแบบ แล้วในตัวละครแต่ละตัวยังมีอะไรให้คิดอีกมากมาย เช่น เกิดอะไรขึ้นในอดีตของแรนดอล์ฟ? (ประเด็นนี้มีคนตีความกันเยอะเหมือนกัน เจอคนโยงเข้ากับตำนานกรีกเพราะชื่อโอไรออนหลายคนเลย บางคนบอกว่าคนในอดีตที่แรนดอล์ฟพูดถึงอาจจะเป็นเทพอาร์เทมิสตามตำนานก็ได้) ความสัมพันธ์ของแก๊งหมาป่าเป็นยังไงกันแน่? คำทำนายของอัลวินละเอียดขนาดไหน? สรุปแล้วอะไรคือแรงผลักดันให้บลัดฆ่าแรนดอล์ฟ? บลัดจงใจให้วิคเตอร์ฆ่าตัวเองหรือแค่เสียสติไปแล้ว? ฯลฯ

และพอฟังสตอรี่จบแล้วมาฟังเพลงอีกรอบ ความรู้สึกมันไม่เหมือนตอนฟังครั้งแรกโดยที่ยังไม่รู้เรื่องราวใดๆ เลยแม้แต่นิดเดียว…..

เราชอบท่อนที่ร้องว่า “ทั้งการเกิดและการเฝ้ารอความตายต่างก็เป็นสิ่งที่ต้องเผชิญตามลำพัง ถึงกระนั้นก็ยังอยากไปด้วยกัน จบชีวิตลง แล้วไปสวรรค์กันเถอะ” เป็นท่อนที่รู้สึกว่าทำไมเรื่องนี้มันหดหู่ขนาดนี้ สำหรับบลัดกับแรนดอล์ฟ การมีชีวิตอยู่คือการติดอยู่ในกรง ถึงจะมีชีวิตแต่ก็ไม่มีอิสระ ทางออกเดียวที่คิดได้คือความตาย และการตายกลับกลายเป็นความสุขยิ่งกว่าการคงอยู่ เศร้าจัง (;___;)

แอนี่เวย์ ขอบคุณอุตะปุริสำหรับ….. สำหรับอะไรดี ความหดหู่เหรอ 55555555555 เอาเป็นว่าขอบคุณสำหรับทุกอย่างในแผ่นนี้ ชอบมากๆๆๆๆๆๆๆ (แต่ชอบเพลงลอสท์อลิสมากกว่าหน่อย แฮ่) อยากให้มีโปรเจคต์แบบนี้อีกจัง ไม่รู้ต้องรออีกนานแค่ไหน แต่จะรอเสมอนะคะะะ รัก♥