KILLER KISS&ハルハナ

วันนี้มีปุริไลฟ์ แต่เราไม่ได้ไปเพราะไม่ได้ตั๋ว ก็เลยจะมาย้อมใจด้วยการเห่อเพลงใหม่เซมไป (ที่ร้องในไลฟ์วันนี้ อ้าว ทำไมย้อมใจด้วยการทำร้ายตัวเอง) 

ขอย้อนกลับไปช่วงที่มาจิเลิฟเลเจนด์สตาร์ฉายสักนิด ตอนนั้นเซ็งนิดนึงที่ควอเต็ทไนท์บทน้อยแถมไม่มีเพลงโซโล่เพลงใหม่ ถึงเราจะเป็นสตาริชโอชิแต่เราก็รักเซมไปมาก อยากให้เซมไปออกเพลงใหม่บ้าง นึกว่าต้องรอจนกว่าจะมีเกมภาคใหม่หรืออนิเมะภาคใหม่ถึงจะได้ฟังเพลงใหม่ซะแล้ว ยังดีที่ออฟฟิเชียลไม่ปล่อยให้รอนาน ส่งเพลงใหม่ออกมาให้ฟังกันช่วงก่อนไลฟ์ไม่กี่วันนี่เอง!

เพลงเซมไปคราวนี้มีสองแผ่น แผ่นแรกใช้ชื่อว่า Uta no☆Prince-sama♪ IDOL SONG REIJI & CAMUS และอีกแผ่นคือ IDOL SONG RANMARU & AI ซึ่งถึงแม้ว่าเราจะอยากให้เรย์จิกับไอไอมีเพลงคู่กันมานานแสนนาน ตอนประกาศออกมาเป็นคู่นี้เราก็กรี๊ดมากอยู่ดี สรุปว่าจะทำเพลงคู่ไหนก็กรี๊ดหมด #ทาสก็คือทาส

ชอบการจับคู่แบบนี้ตรงที่ชวนให้นึกถึงภาค All Star After Secret ทั้งสองคู่น่ารักมากกกกก (≧д≦)

สิ่งที่กรี๊ดประการถัดมาคือคุราฮานะเซนเซวาดปกให้ ปกคราวนี้สวยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก เท่มากกกกกกกกกกกกกกกกก

อนึ่ง เนื่องจากอุตะปุริเป็นลัทธิหลอกตัวเอง เราจึงไม่ควรใช้คำว่า “วาด” แต่ควรเป็นคำว่า “ถ่ายภาพ” ซึ่งคุราฮานะเซนเซได้กล่าวไว้ทางทวิตเตอร์ว่า นี่เป็นการถ่ายภาพขาวดำครั้งแรก หวังว่าจะได้บรรยากาศที่แตกต่างไปจากปกตินะคะ

เนี่ย ก็หลอกตัวเองกันประมาณเนี้ย 55555555555555555

นอกจากชอบหน้าปกมากแล้ว เรายังชอบแพคเกจจิ้งของล็อตแรกคราวนี้มากด้วย! ถึงจะมาแนวเรียบง่ายไม่อลังการเท่าตอนเธียเตอร์ไชน์นิ่งหรือไชน์นิ่งดรีมเฟสต้า แต่แพคเกจและคอนเทนต์ก็ดีงามน่ากราบไหว้บูชาเหลือเกิน

เริ่มจากขนาดกล่อง ตอนแรกนึกว่าจะไซส์ประมาณกล่องดีวีดีทั่วไป ปรากฏว่าใหญ่กว่ากล่องดีวีดีพอสมควรเลย

อันนี้ลองเทียบกับกล่องเกคิดันไชน์นิ่งซึ่งขนาดเท่ากล่องดีวีดีทั่วไป ↓

ชอบกล่องคราวนี้ตรงที่เวลาสะท้อนกับแสงแล้วสีจะเปลี่ยนไปตามองศาต่างๆ หยิบมาพลิกๆ เปลี่ยนสีตาให้ทุกคนไปเรื่อยๆ ก็สนุกแบบไร้สาระดี 5555555555

ว่าแล้วก็ซูมทั้งสองกล่องสักนิด

กราบคุราฮานะเซนเซ ฮือออออออ ถ่ายภาพทุกคนออกมาได้หล่อมากค่ะะะะะะะ โดยเฉพาะคามิวนี่รู้สึกจะลูกรักเหลือเกิน ถึงมือคุราฮานะเซนเซทีไรหล่อกว่าเพื่อนตล๊อดดดดดด (90% เป็นความมืดบอดของเรานี่แหละ)

ส่วนด้านในกล่องประกอบด้วยกล่องซีดี เข็มกลัด และวิชวลการ์ดขนาด 19×14 ซม. ภาพเดียวกับหน้าปกแต่แยกเป็นรายคน ซึ่งคราวนี้เป็นภาพสี อ้าวววว ไหนคุราฮานะเซนเซบอกถ่ายภาพขาวดำไงคะ??? (ขอแซวหน่อยเถอะ 55555555)

ในกล่องซีดีหน้าตาแบบนี้ ประกอบด้วยตัวแผ่นกับบุ๊กเลท

ในบุ๊กเลทก็จะมีเนื้อเพลง มีคอมเมนต์สั้นๆ ของศิลปินแต่ละคน (ในที่นี้คือของเรย์จัง รันรัน ไอไอ และมิวจัง ไม่มีคอมเมนต์ของนักพากย์) แล้วก็มีสัมภาษณ์คู่แยกตามแผ่นด้วย

ส่วนของแถมร้าน ตอนแรกลังเลอยู่นานว่าจะสั่งร้านไหนดีเพราะอยากได้แคสท์คอมเมนต์ทุกแผ่นเลย ไปๆ มาๆ เลือกไม่ได้ซะทีเลยหลับหูหลับตากดสั่งกับบรอคโคลี่ออฟฟิเชียลสโตร์ ….ซึ่งไม่แถมแคสท์คอมเมนต์แต่แถมเข็มกลัด ไว้ถ้าเจอคนปล่อยแผ่นแคสท์คอมเมนต์ตามร้านมือสองแบบราคาไม่โหดร้ายมากค่อยไปสอยมาฟังละกัน TvT

ทีนี้มากรี๊ดเพลงบ้าง!

  • KILLER KISS

ตอนประกาศว่าจะมีเพลงคู่นี้ก็นึกภาพไม่ออกนะว่าจับสองคนนี้มาร้องเพลงด้วยกันแล้วจะเป็นยังไง พอได้ฟังก็ อืม คามิวโดนเรย์จังล้างสมองไปแล้วจ้า สไตล์เพลงไปทางเรย์จังมากกว่าคามิว แต่เพราะอย่างงั้นแหละเลยน่ารักมาก ฮือออออ ชอบมากๆๆๆๆ เนื้อเพลงก็แอบแฝงความลามกสมเป็นเพลงอุตะปุริดี

  • On Your Mark!

ชอบ! เป็นเพลงเรย์จังที่รู้สึกว่าเท่ ชอบดนตรีมากกกกกก ไม่ค่อยได้กลิ่นโชวะจ๋าเหมือนเพลงก่อนๆ เพราะความโชวะไปอยู่ในคิลเลอร์คิสหมดแล้ว 5555555555 (แต่ไอ้ความโชวะในเพลงก่อนๆ เราก็ชอบนะ ฟังแล้วรู้สึกว่า เออ นี่แหละเรย์จัง) เพลงนี้ชอบช่วงท่อน 「ぼくにすべて身を任せて 花になればいいんだ 君を守り尽くすよずっと」เป็นพิเศษ ฟังครั้งแรกรู้สึกว่าเพลงนี้ในไลฟ์ต้องเท่มากแน่นอน อยากดูจัง โฮฮฮฮฮ

  • Melting of snow

ตื่นเต้นตกใจตั้งแต่เห็นชื่อเพลง นึกว่าจะเป็นบัลลาดหวานๆ เพราะๆ แบบออโรร่า ปรากฏว่าพอฟังแซมเปิ้ลครั้งแรกแล้ว หืมมมมมมมมม????? ในหัวเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม เกิดอะไรขึ้นกับท่านเคานต์เหรอคะ?????? พอมาฟังเพลงเต็มก็ หืมมมมมมมมมมมมม?????? อีกเช่นกัน เพลงน่ารักมากกกกกกกกก น่ารักจนไม่อยากเชื่อว่าจะเป็นเพลงคามิว ไม่รู้ไปกินอะไรผิดสำแดงมา ไม่ทราบว่าท่านเคานต์บริโภคน้ำตาลเกินขนาดรึเปล่า? ฟังแล้วใจพองฟูมาก ละลายตามหิมะไปเลย มิวจังคิวท์มากๆๆๆๆ เมลตี้! เมลตี้!

และที่สำคัญ เพลงนี้กลับมามีเชลโล่แล้วววววว โฮ ดีใจมาก ชอบให้เพลงมิวจังมีเสียงเชลโล่ TωT

  • Haruhana

กิงกิคิดส์……….. โคตรกิงกิคิดส์ แบบไม่สามารถจะกิงกิคิดส์ไปกว่านี้ได้แล้ว ไม่นึกว่าสองคนนี้ร้องเพลงด้วยกันแล้วจะมาแนวนี้

ชอบดนตรีเพลงนี้มากเลย ฟังแบบออฟโวคัลไปหลายรอบแล้ว ไม่ใช่ว่าแบบมีเสียงร้องไม่ดีนะ แต่เพลงนี้ดนตรีงานละเอียดดีมากกกก ฟังสลับไปมาทั้งสองเวอร์ชั่นแล้วยิ่งซาบซึ้งในความดีงาม ชอบเพลงคู่นี้มากกว่าคู่เรย์จังคามิวนิดหน่อย

  • BE PROUD

ชอบมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ชอบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ ไม่คิดว่าจะมีวันที่ได้ฟังรันมารุร้องบัลลาด โฮวววววววววววว น้ำตาจะไหล เนื้อเพลงก็ดี๊ดี ซึ้งมาก ชอบเนื้อเพลงมาก สมแล้วที่อาเกมัตสึซังเขียนเนื้อเพลงเอง (;___;) ปกติแล้วโซโล่เซมไปนี่เรามักแพ้ทางเพลงคามิวมากสุด แต่เซ็ตนี้รันรันชนะเลิศ ยอม

  • Synchronism

ชอบซาวด์แปดบิต น่ารักกกกก ตัวเพลงก็น่ารักทั้งเพลงเลย เพลงสมเป็นไอไอมาก เพลงนี้ก็ดนตรีละเอี๊ยดละเอียด แต่ยังไม่ได้ลองฟังแบบออฟโวคัลเลย เพลงนี้มั่นใจว่าในไลฟ์ต้องน่ารักแบบดูแล้วเป็นลมตายไป คาดหวังไว้เยอะมาก อยากเห็นอาโอยคุงเต้นเพลงนี้แล้ววววววว ฮือออออออ แผ่นรีบออกเร้ววววววววววววววว

ขอกราบขอบพระคุณบรอคโคลี่ที่ออกเพลงใหม่เซมไปมาให้รวดเร็วทันใจไม่ต้องรอนาน เพลงดีคุ้มค่าคุ้มราคา คุ้มแก่การรอคอยมาก

เมื่อวานในไลฟ์มีประกาศว่าจะสร้างภาคหนังโรงด้วยนะ ตื่นเต้น! อยากดูแล้ว!

FINAL FANTASY BRASS de BRAVO 2017 @ORIX THEATER

ไปดูคอนเสิร์ต BRA★BRA FINAL FANTASY BRASS de BRAVO 2017 มาแหละ!

เล่นไฟนอลแฟนตาซีมาตั้งแต่สมัยประถม เพิ่งจะมีโอกาสมาคอนเสิร์ตไฟนอลแฟนตาซีแบบออฟฟิเชียลเป็นครั้งแรกในชีวิตก็วันนี้ ตื่นเต้นมากกกกกกก ( * v * )

คอนเสิร์ตนี้เป็นคอนเสิร์ตที่เน้นเครื่องเป่าเป็นหลัก มีเพอร์คัสชั่น มีเปียโน ไม่มีคอรัส ซึ่งทำให้เพลงต่างๆ ที่เอามาเล่นนี่ต้องอะเรนจ์ใหม่กันยกใหญ่ ถือว่าแปลกใหม่สำหรับเราที่ไม่เคยฟังเพลงไฟนอลแบบอะเรนจ์ใหม่เหล่านี้เลย ทั้งๆ ที่เค้าจัดมาสามปีและออกอัลบั้มมาหลายรอบแล้ว ฮืออออออ นี่เราไปอยู่ไหนมาาาา

คอนเริ่มเล่นตอนบ่ายสอง ตอนก่อนเริ่มลุงโนบุโอะก็ออกมาทักทายคนดูกันก่อน ตอนลุงเดินออกมานี่เราแบบ โฮ้ววววววว ลุงงงงงงงง ปลาบปลื้มตื่นเต้นดีใจที่ได้เจอลุงโนบุโอะ (;___;) แต่พอลุงเริ่มพูด เราก็ออกจากโหมดปลาบปลื้มปีติอย่างรวดเร็วเพราะลุงตลกมาก 555555555555

ลุงมาถึงก็ถามว่าไหนใครเคยดูมาคอนเสิร์ตนี้แล้วยกมือซิ /ยกมือกันค่อนฮอลล์
ไหนใครยังไม่เคยมาดู ยกมือซิ /ยกกันอีกค่อนฮอลล์ บางคนที่ยกแล้วเมื่อกี้ก็ยกอีก……

แล้วลุงก็บอกว่า ใครเคยมาดูแล้วคงรู้สินะว่าคอนเสิร์ตนี้ไม่ปล่อยให้นั่งดูอย่างสงบเรียบร้อยหรอกนะ! เรามีกิจกรรมให้ทำด้วย! ลุงพูดเสร็จก็มีเสียงตะโกนบราโว่ๆๆๆๆดังมาจากที่นั่งชั่นล่าง (เราอยู่ชั้นสอง) แล้วลุงก็เดินไปแจกอะไรสักอย่างให้คนที่ตะโกนเสียงดังๆ …จนบัดนี้ยังไม่รู้เลยว่าลุงเดินแจกอะไร รู้แต่คอนเสิร์ตยังไม่เริ่มทุกคนก็คึกคักกันมาก 5555555555

ลุงมาทักทายเสร็จแล้วก็หลบเข้าไปหลังเวที แล้วนักดนตรีกับคอนดักเตอร์ถึงจะออกมา งานนี้ลุงไม่ได้คอนดักท์เองนะ ลุงมาเมาท์มอยอย่างเดียว 5555555555

เซ็ตลิสท์ในวันนี้เหมือนๆ กะรอบอื่น ต่างกันแค่เพลงอังกอร์เพลงเดียว

ครึ่งแรก
FINAL FANTASY V Main Theme【FINAL FANTASY V】
Tina’s Theme【FINAL FANTASY VI】
Ami【FINAL FANTASY VIII】
Moogles’ Theme【FINAL FANTASY V】
FINAL FANTASY Main Theme【FINAL FANTASY】
A Place to Call Home (The Place I’ll Return to Someday)【FINAL FANTASY IX】
Crazy Motorcycle【FINAL FANTASY VII】
The Rebel Army【FINAL FANTASY II】

ครึ่งหลัง
Force Your Way【FINAL FANTASY VIII】
Mount Gulug【FINAL FANTASY IX】
Dear Friends【FINAL FANTASY V】
Elia, the Maiden of Water【FINAL FANTASY III】
Vamo’alla Flamenco【FINAL FANTASY IX】
Aerith’s Theme【FINAL FANTASY VII】
One-Winged Angel【FINAL FANTASY VII】

อังกอร์
Seymour Battle【FINAL FANTASY X】
Mambo De Chocobo【FINAL FANTASY V】

ด้วยความที่เล่นไฟนอลตั้งแต่ภาค 7 เป็นต้นมา ในเซ็ตลิสท์เลยมีเพลงของภาคที่ไม่ได้เล่นอยู่หลายเพลง คือส่วนใหญ่ก็เคยฟังมาหมดแล้วแหละ แต่ค้นพบว่าพอเป็นเพลงของภาคที่เราเล่นอย่างจริงจังแล้วจะอินกว่าเยอะมากกกกกกกกกกกก

เพราะฉะนั้น จะพูดถึงแค่เพลงที่ประทับใจละกัน…….

เพลงที่ประทับใจที่สุดคือ One-Winged Angel อันนี้แน่นอนเลย ของตาย ที่สุดแห่งเพลงที่ชอบ อันดับหนึ่งในดวงใจ เพลงประจำตัวของตัวละครที่ชอบที่สุดในซีรีส์ไฟนอลแฟนตาซีทั้งหมด (แม้จะชอบอวยแซ็คและด่าเซฟิรอธก็ตาม จริงๆ เราทีมเซฟี่นะ) แต่เวอร์ชั่นนี้แปลกหูหน่อยเพราะไม่มีคอรัส พอขาดคอรัสแล้วรู้สึกความอลังการลดน้อยลงนิดหน่อย ดูน่ารักมากขึ้นอย่างบอกไม่ถูก เป็นเซฟิรอธที่งุงิมากขึ้น แต่ฟังไปเรื่อยๆ ก็จะหลอนๆ เหมือนได้ยินเสียงคอรัสอยู่ในสมองเองโดยอัตโนมัติ….

เพลงนี้มาติดกับเพลง Aerith’s Theme ซึ่งเป็นเพลงที่เราชอบมากอีกเช่นกัน เวอร์ชั่นนี้ก็ดีงามมมม เสียงฟลุ๊ตคือดีมากกกก โฮววววววว เพลงโฮลี่มาก ชอบมาก TvT เสียดายพอจบเพลงนี้แล้วขึ้นเพลงเซฟิรอธต่อเลย ไม่มีจังหวะให้ตบมือแรงๆ แสดงความประทับใจ แต่ชอบการที่เอาสองเพลงนี้มาอยู่ติดกันเป็นเพลงปิดท้ายนะ

ตอนก่อนเล่นเพลง Aerith’s Theme พิธีกรสาวบอกก่อนว่าต่อไปจะเป็นสองเพลงนี้นะ พอพิธีกรพูดว่า 片翼の天使 ผู้ชมก็ส่งเสียงฮือฮากันดังมากราวกับทุกคนมาเพื่อฟังเพลงนี้ พิธีกรเลยชวนลุงโนบุโอะคุยว่าเพลงนี้เนี่ยฮิตจริงๆ นะคะ ลุงก็บอกว่าใช่ ฮิตมาก เวลาไปเล่นที่เมืองนอกเมืองนาผู้ชมก็ชอบกันมากเลย เพราะงั้นเพลงนี้เลยอยู่ในอัลบั้มรวมเพลงของ FF แทบจะทุกแผ่น แต่ไม่ได้ใส่เพลงนี้เอาไว้ในอัลบั้ม BRASS de BRAVO หรอกนะ พูดจบแล้วลุงก็หัวเราะแบบสะใจมาก……. พิธีกรสาวบอกว่า แต่ก็ถือเป็นเรื่องดีนะคะที่มีเพลงที่จะได้ฟังในคอนเสิร์ตอย่างเดียวเท่านั้นด้วย ลุงเลยบอกว่า ถ้าวันนึงใส่เพลงนี้เอาไว้ในอัลบั้ม BRASS de BRAVO ก็คิดซะว่าลุงหมดมุกแล้วละกันนะ

อีกเพลงที่ของตายรองลงมาจาก One-Winged Angel คือ FINAL FANTASY Main Theme ซึ่งเพราะมากกกกกกกกกกก ฮือออออออออออออออออ เพลงนี้เป็นเพลงที่ปกติแค่ขึ้นโน้ตห้าตัวแรกมาก็แทบน้ำตาซึมแล้ว (เวอร์!) คือเมื่อก่อนมันเป็นเพลงที่จะได้ฟังเวลาเล่นเกมจบไง กว่าจะเล่นจบแต่ละภาคก็เลือดตาแทบกระเด็น (เป็นเด็กเล่นเกมกากๆ ไหนจะต้องแย่งเครื่องเพลย์กับพี่อีก) เพลงนี้เลยเป็นอีกเพลงที่สุดจะซึ้งตรึงใจมาตั้งแต่วัยประถม ว่าแล้วก็อยากฟังเวอร์ชั่น Distant Worlds บ้างจัง (´・ω・`)

FF Main Theme เวอร์ชั่นคอนเสิร์ตนี้ให้ผู้ชมพกรีคอร์เดอร์ไปนั่งเป่าอยู่กับที่นั่งตัวเองได้ด้วย ตอนก่อนเริ่มลุงโนบุโอะกับพิธีกรถือรีคอร์เดอร์ออกมาคนละอัน แล้วลุงก็หันมาถามคนดูว่าใครพกรีคอร์เดอร์มาด้วยยกมือขึ้น! มีคนยกมือกันอยู่นิดหน่อย แต่แค่นั้นลุงก็ปลื้มใจมากแล้ว ลุงบอกว่าครั้งแรกที่จัดกิจกรรมแบบนี้มีลุงเป่ารีคอร์เดอร์อยู่คนเดียว พอเห็นแบบนี้ค่อยดีใจหน่อย โธ่ลุงคะ 555555555555

และเพลงสุดซาบซึ้งอีกเพลงที่ประทับใจมากคือ いつか帰るところ หรือ A Place to Call Home (ทำไมเราเพิ่งรู้ว่าชื่อภาษาอังกฤษออฟฟิเชียลคือชื่อนี้ เข้าใจว่าชื่อออฟฟิเชียลคือ The Place I’ll Return to Someday มาตลอดชีวิต………) เพลงนี้ไม่ได้บรรเลงกันแบบเต็มวงแต่เหลือกันอยู่ไม่กี่คน ใช้เครื่องดนตรีแค่ไม่กี่ชิ้น ฟังแล้วรู้สึกว่า อาาาาา อาาาาาา เราชอบภาค 9 มากที่สุดจริงๆ นั่นแหละ TvT ฟังแล้วภาพไตเติลภาค 9 ลอยขึ้นมาในหัวเป็นฉากๆ คิดถึงมากกกกกกกกก ฮืออออออออ อยากเล่นจัง

ตอนแรกคิดว่าถ้ามีจอฉายภาพจากในเกมอยู่ด้านหลังนักดนตรีด้วยคงชวนให้อินมากขึ้น แต่พอเจอเพลงที่ชอบระดับท็อปๆ ของตัวเองก็พบว่าจอเจออะไรไม่จำเป็นเลย เดี๋ยวภาพมันลอยมาในหัวเอง

ตอนจบเพลง いつか帰るところ นี่ลุงโนบุโอะคอมเมนต์ว่า พอคนเก่งๆ เล่นรีคอร์เดอร์แล้วเสียงออกมาคนละเรื่องกับที่ลุงเป่าเลยแฮะ 555555555555

เพลง Vamo’alla Flamenco จากภาค 9 ก็เป็นอีกเพลงที่ชอบ เพลงนี้ก็ใช้เครื่องดนตรีไม่กี่ชิ้นเหมือนกัน เพอร์คัสชั่นเด่นมาก มีบอดี้เพอร์คัสชั่นด้วย! ตลกที่เพลงนี้นักดนตรีจะเหน็บกุหลาบเอาไว้ที่เสื้อ แล้วเล่นๆ ไปสักพักก็หยิบกุหลาบขึ้นมาคาบ คนดูขำก๊ากทั้งฮอลล์ 555555555555 จบเพลงนี้ลุงโนบุโอะกับพิธีกรก็คุยกันว่าบอดี้เพอร์คัสชั่นเนี่ยดูเหมือนจะง่ายแต่ไม่ง่ายเลยเนอะ แบบดูๆ แล้วอาจจะเผลอคิดไปว่า เอ๊ะ ง่ายจัง เราก็น่าจะทำได้ แต่พอลองทำจริงๆ แล้วพบว่ายากเกินคาด

พูดถึงบอดี้เพอร์คัสชั่น ในเพลง Moogles’ Theme ก็มีการชวนคนดูมาตบไม้ตบมือให้เข้ากับจังหวะเพลงด้วย ตอนก่อนเริ่มเพลงจะมีผู้ชายคนนึงแต่งตัวสไตล์เม็กซิกัน+ใส่หน้ากากเดินออกมาสอนแพทเทิร์นตบมือสามแบบ แต่ละแบบจะแอดวานซ์ขึ้นเรื่อยๆ นี่สินะที่ลุงโนบุโอะบอกว่าจะไม่ปล่อยให้นั่งเฉยๆ…….. แต่มีกิจกรรมอะไรแบบนี้ก็น่ารักดี ชอบ สนุก ( ̄∇ ̄)

เพลงเพอร์คัสชั่นเด่นมีอีกเพลงคือ Crazy Motorcycle เพลงนี้เป็นเพลงมินิเกมเลยไม่ได้ซาบซึ้งตรึงใจมาตั้งแต่วัยเยาว์เหมือนเพลงอื่นๆ แต่ก็เป็นเพลงของภาคที่ชอบ ฟังแล้วเห็นภาพคลาวด์ขี่มอเตอร์ไซค์อยู่เลือนราง เวอร์ชั่นนี้ชอบเพอร์คัสชั่นช่วงกลางๆ เพลงมากกกกกกก คือเราก็ไม่รู้ว่าเครื่องดนตรีอันไหนเรียกว่าอะไร……  OTL แต่มันมีอันนึงที่เสียงใสๆ กุ๊งกิ๊งมาก ช้อบชอบบบบบบ

เพลงที่ฟังแล้วอินมากอีกเพลงนึงคือ Ami จากภาค 8 ฮื่ออออออออออ สควอลลลลลลลลลลลลลลล์ จริงๆ แล้วภาคนี้เราค่อนข้างเฉยกะเนื้อเรื่องนะ (แต่ชอบปู้จาย ไซเฟอร์งี้ ป๊ะป๋าลากูน่างี้ แผล่บ) พอมาฟังเพลงนี้แล้วไม่ได้รู้สึก nostalgic เท่ากับ いつか帰るところ หรือ FF Main Theme แต่ก็คิดถึงบรรยากาศหลายๆ อย่างในเรื่อง คิดถึงฉากบาลัมบ์การ์เด้น คือโลกของภาคนี้เป็นโลกที่เราชอบเซตติ้งที่สุดแล้ว มีโรงเรียนสนุกๆ มีผู้ชายหล่อๆ เยอะแยะ ดูน่าเข้าไปอยู่อาศัยดี (สุดท้ายเหตุผลก็แค่นี้) 

ไปๆ มาๆ พูดถึงแต่เพลงของภาคที่เคยเล่น 55555555555 แต่ช่วยไม่ได้ พอรู้เนื้อเรื่องแล้วมันอินกว่าจริงๆ นี่นา (TωT)

ถ้าเป็นเพลงของภาคที่ไม่ได้เล่น ชอบ Dear Friends สุดแล้วมั้ง เพลงนี้อะเรนจ์ออกมาแจ๊สมากกกกกกกก ฟังแล้วอยากโยกหัวตาม เป็นเพลงที่สนุกมากๆๆๆ จบเพลงนี้แล้วลุงโนบุโอะบอกว่าถ้าเกิดตอนเด็กๆ ได้ฟังเพลงแจ๊สแบบนี้ ชีวิตอาจจะเปลี่ยนไปเลยก็ได้นะ คือสมัยเด็กลุงไม่เจอเพลงแจ๊สแบบนี้ เจอแต่เพลงร็อค………

ลุงพูดถึงเพลง Elia, the Maiden of Water ด้วยว่าลุงแต่งเพลงนี้ตอนอายุสามสิบพอดี พอมาฟังตอนอายุเท่านี้แล้วก็รู้สึกว่า โอ้ สมัยนั้นตัวเองไม่มีความโลภเลยแฮะ (ลุงใช้คำว่า 欲がない) คือเพราะแต่งเพลงนี้ตอนอายุสามสิบเพลงเลยออกมาเรียบๆ สวยๆ แบบนี้ ถ้าให้แต่งตอนนี้ลุงจะรู้สึกว่า ต้องทำให้คนฟังประทับใจยิ่งกว่านี้! เล่นใหญ่ยิ่งกว่านี้อีก! คงไม่สามารถแต่งเพลงเรียบๆ แบบนี้ได้อีกแล้ว

ช่วงอังกอร์มีสองเพลง เพลงแรกแต่ละรอบจะไม่เหมือนกันมั้งนะ รอบนี้เป็นเพลงซีมัวร์ ซึ่งซีมัวร์เป็นตัวละครที่เราเกลียดมาก (จะว่าไปแล้วก็สงสัยว่ามีใครชอบมั้ยนะ……) ตอนเพลงขึ้นมาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นเพลงซีมัวร์ 55555555555 ต้องฟังไปสักพักถึงจะ อ้อ นี่มันเพลงซีมัวร์นี่นา ดีใจที่มีเพลงภาค 10 ด้วย ถึงจะยี้ซีมัวร์เราก็ไม่ได้เกลียดเพลงนี้นะ! เพลงนี้คนดูก็ร่วมตบมือไปด้วยอย่างสนุกสนานเฮฮาอีกแล้ว

แต่เพลงที่สนุกสุดคือเพลงสุดท้าย Mambo De Chocobo เพลงนี้ให้คนดูที่พกเครื่องดนตรีไปด้วยหิ้วเครื่องดนตรีขึ้นไปเล่นบนเวทีได้ งานนี้มีคนหิ้วเครื่องดนตรีมากันหลากหลายมาก กีตาร์ก็มี ไวโอลินก็มา แต่ส่วนใหญ่จะเป็นพวกเครื่องเคาะง่ายๆ แบบมาราคัสอะไรทำนองนั้น

ช่วงนี้อนุญาตให้ถ่ายรูปได้ด้วยนะ มีคนไปชูสองนิ้วหน้าเวทีให้ลุงโนบุโอะเป็นฉากหลังกันหลายคนเลย ระหว่างนั้นลุงกับพิธีกรก็คุยกันไปเรื่อยๆ แต่เหมือนจะไม่มีใครฟัง จนลุงต้องถามว่า นี่ฟังกันอยู่รึเปล่าเนี่ย…. โธ่ลุง อยากบอกว่าหนูไม่ได้ฟังเลยค่ะ มัวแต่สนใจคนดู 555555555

อันนี้รูปบีฟอร์ ก่อนให้คนดูขึ้นไป นักดนตรีบางคนแอบเปลี่ยนเสื้อมาเป็นเสื้อยืดของคอนเสิร์ต มีสายรุ้งพาดคอกันทุกคนเลยด้วย festive ไปอี๊กกกกกก

ส่วนนี่คืออาฟเตอร์ หลังจากเชิญคนดูขึ้นเวที

ล้นเวทีจนบางคนต้องมายืนข้างๆ…….. ประทับใจในความกระตือรือร้นอยากร่วมงานของทุกคน บางคนไม่มีเครื่องดนตรีแต่อยากมีส่วนร่วมก็ขึ้นไปยืนตบมือเฉยๆ เป็นที่สนุกสนานกันไป

ส่วนพี่ตากล้องที่ยืนอยู่ในรูปเป็นตากล้องออฟฟิเชียล พอบนเวทีจัดที่ยืนกันเรียบร้อยแล้วก็ถ่ายรูปหมู่กันหนึ่งรูปก่อนจะเล่นเพลงสุดท้าย พี่ตากล้องถ่ายรัวหลายรูปมาก ถ่ายนานมากจนลุงโนบุโอะดุว่า รีบๆ ถ่ายได้แล้ว! ด้วยสำเนียงคันไซ 555555555555 งานนี้ขำลุงเยอะมาก จากที่เคยมองอุเอมัตสึ โนบุโอะเป็นนักประพันธ์เพลงผู้ยิ่งใหญ่ บัดนี้ลุงได้กลายมาเป็นคุณลุงอารมณ์ดีขี้เล่นที่ชอบยิงมุกให้พิธีกรลำบากใจไปแล้ว

นอกจากเรื่องเพลงแล้วลุงยังเมาท์มอยอีกเยอะแยะมากมายมหาศาล คือมันมีคอร์เนอร์นึงที่ลุงกับพิธีกรจะอ่านแบบสอบถามที่ให้คนดูเขียนก่อนงานเริ่มว่า คิดว่าตัวเองตอนอายุสามสิบเป็นยังไง? เป็นคำถามที่ตั้งมาเพื่อให้เข้ากับการครบรอบสามสิบปีไฟนอลแฟนตาซี

จำไม่ได้แล้วว่าข้อความที่โดนหยิบมาอ่านมีอะไรบ้าง แต่จำได้แม่นมากว่านามปากกาของคนแรกที่โดนอ่านคือ ไดน์สเลฟ……… ไม่รู้เจ้าของนามปากกาเพิ่งดูกันดั้มมาหรือยังไง หรือเอาชื่อนี้มาจากเรื่องอื่น หรือเราฟังผิดไปเองเพราะกันดั้มขึ้นสมองกันแน่นะ

คุ้นๆ ว่ามีคนนึงเขียนไปบ่นๆ ประมาณว่าไม่มีความสุขกับการทำงาน (ทำไมคนเราถึงจะมาปรับทุกข์กันในคอนเสิร์ตเหรออออ???) ลุงโนบุโอะเลยบอกว่าลุงเข้าใจนะ เป็นเรื่องปกติแหละ ไม่มีใครที่พอใจกับงานของตัวเอง 100% หรอก แม้แต่ลุงยังเคยคิดเลยว่าตัวเองเหมาะกับงานนี้จริงๆ รึเปล่าน้า เพราะฉะนั้นก็ขอให้ทุกคนพยายามทำงานกันต่อไป! อะไรประมาณนี้ คือทำไมกลายมาเป็นคอร์เนอร์ให้คำปรึกษาปัญหาชีวิตไปได้ไม่รู้ 555555555

แล้วไปๆ มาๆ โยงมาเรื่อง モテ期 ได้ไงจำไม่ได้ละ โยงมาจากเนื้อหาของข้อความสักอันนึงเนี่ยแหละ ลุงถามพิธีกรสาวว่าช่วงไหนของชีวิตที่รู้สึกว่าตัวเองป๊อปที่สุด พิธีกรตอบว่าสมัยม.ปลายได้ช็อกโกแลตจากรุ่นพี่ผู้หญิงเพียบเลยทั้งๆ ที่อยู่โรงเรียนสห ตอบเสร็จก็ถามลุงบ้าง ลุงเลยบอกว่า ช่วงป๊อปของลุงอยู่หลังจากนี้ไปต่างหาก! เนี่ย ดู๊ดู ตลกอีกละลุงคะะะะะ

นอกจากนั้นลุงก็เล่าว่าได้ไปเที่ยวศาลเจ้าซามุฮาระมา ในที่นี้มีใครรู้จักบ้างมั้ย ……ไม่มีใครยกมือเลย ลุงเลยบอกว่ามันเป็นศาลเจ้าที่แม้แต่คนโอซาก้ายังไม่รู้จักเลย แต่ลุงประทับใจมากเพราะชื่อเขียนด้วยคันจิที่ไม่มีในภาษาญี่ปุ่น เวลาพิมพ์ในคอมจะกดเปลี่ยนเป็นคันจิไม่ได้ พูดไปพูดมาลุงก็บอกว่า ถ้าจะเล่าเรื่องศาลเจ้าคงต้องใช้เวลาอีกยี่สิบนาที พิธีกรเลยพูดขึ้นมาว่า งั้นเราไปฟังเพลงต่อไปกันเถอะค่ะ!! คือพิธีกรนี่รับมือลุงได้เก่งมาก ประทับใจ

ที่ตลกคือลุงโนบุโอะดูชอบศาลเจ้านี่มากจริงๆ ตอนที่ถ่ายรูปหมู่ก่อนเริ่มเพลงสุดท้ายพิธีกรบอกว่าถ้าแอดลุงโนบุโอะเป็นเฟรนด์ในไลน์แล้วพิมพ์พาสเวิร์ดลงไปจะได้เมสเสจตอบกลับมาเป็นรูปนี้ ลุงเลยบอกว่า งั้นใช้คำว่า ศาลเจ้าซามุฮาระ เป็นพาสเวิร์ดก็แล้วกัน

และที่ตลกกว่าคือหลังจากคอนเสิร์ตจบแล้วมีคนไปศาลเจ้านี้กันเพียบเลย 5555555555555 (รู้เพราะเอาชื่อศาลเจ้าไปเสิร์ชในทวิตเตอร์มา ก๊าก)

ทอปิคเมาท์มอยของลุงโนบุโอะกับพิธีกรนี่หลากหลายเหลือเกิน จำได้ไม่หมด มีเรื่องโอลิมปิกด้วย จัดว่าไปไกลมาก……… ขำสุดตอนพิธีกรบอกว่าวันนี้จะมาแนะนำสินค้าที่ขายหน้างานนะคะ ว่าแล้วก็แนะนำโน่นนี่สองสามอย่าง ก่อนจะบอกว่า แต่ชิ้นที่แนะนำที่สุดคือนี่ค่ะ!! ว่าแล้วก็ผายมือไปทางลุง แล้วลุงก็เปิดเสื้อนอกให้เห็นเสื้อยืดด้านในที่เป็นเสื้อคอนเสิร์ตพร้อมกับโพสท่าอวดเสื้ออย่างภาคภูมิใจ ตลกมาก 5555555555555555

เอาเป็นว่าวันนี้ประทับใจทั้งเพลงและลุง แค่ One-Winged Angel ก็คุ้มจนไม่รู้จะคุ้มยังไงแล้ว ฮืออออออออ อยากไปคอนเสิร์ตไฟนอลอีกเยอะๆ เลย หวังว่าปลายปีนี้จะได้ไป Distant Worlds นะ (TωT)

อ้อ อีกอย่างที่ประทับใจคือคนดู ทุกครั้งที่จบแต่ละเพลงจะมีหลายคนตะโกน บราโว่!!!!!!! เสียงดังมาก เวลาลุงกับคอนดักเตอร์ชวนเล่นอะไรก็เล่นตามอย่างกระตือรือร้น ช่วงบอดี้เพอร์คัสชั่นก็ตั้งอกตั้งใจตบไม้ตบมือกันอย่างพร้อมเพรียง หลายๆ คนมีพร็อพเป็นม็อก โจโคโบะ หรือซาโบเทนเดอร์ด้วย เป็นคอนเสิร์ตที่บรรยากาศอบอุ่นดีจัง (〃・ω・〃)

見たかコウジ

 

「お前のそばに一番上手く立てるのは・・・俺だァ!!!!」

 

อยากเก็บคาซึกิด้วยจัง แต่จนแล้ว (T_T)

แน่จริงออกไทกะกับคาเครุมาด้วยสิ! ยูจังด้วย! อเล็กซานเดอร์ด้วย!

罪ナル螺旋ノ檻-Whispers of Iscariot-

ปกติเวลาเล่นเกม 18+ จะเล่นเงียบๆ ไม่ค่อยพูดถึงเท่าไหร่ แต่เกมล่าสุดที่เล่นนี่อยากกรี๊ดมาก ปู้จายเค้าดีเหลือเกิน ┌( ┌ ^ο^)┐

เกมนี้มีชื่อว่า「罪ナル螺旋ノ檻 (Tsumi naru Rasen no Ori) -Whispers of Iscariot-」เป็นเกมวายเรท 18+ จากค่าย Spray ค่ายเดียวกับที่ทำกักคุเอนเฮฟเว่น แต่คราวนี้จะไม่ใช่แนวรักสดใสในรั้วโรงเรียนชายล้วน แต่เป็นรักสามเส้าเราสามคนในคฤหาสน์ขุนนางปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งทางค่ายโปรโมทว่าคราวนี้จะเป็นแนวดาร์ค! เป็นโศกนาฎกรรม! ปวดตับแน่นอน!

อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้เราอยากเล่นหรอก เหตุผลของเราง่ายมาก คือชอบ Cielซังที่เป็นคาแรคเตอร์ดีไซน์ ที่ผ่านมาตามเก็บนิยายที่เค้าวาดภาพประกอบมาหลายเล่ม (ส่วนใหญ่ยังคงดองไว้ไม่ได้อ่าน) พอเห็นเค้าเป็นคาแรคเตอร์ดีไซน์เกมเลยตื่นเต้นมาก คอยติดตามข่าวมาตั้งแต่ยังไม่ประกาศนักพากย์ ใจก็ลุ้นว่า ให้มาเอโนะพากย์เถอะ ให้มาเอโนะพากย์เถอะ ให้มาเอโนะพากย์เถอะ ปรากฏว่าประกาศออกมาแล้วไม่มีมาเอโนะ ก็จ๋อยไปนิดนึง (´・ω・`) แต่ไม่เป็นไร ยังไงก็จะเล่นอยู่ดี

ฉากของเกมนี้คือราชอาณาจักรคลุสโตเนียซึ่งดัดแปลงมาจากอังกฤษในยุควิคตอเรียน ตอนแรกก็สงสัยว่าจะดัดแปลงทำไม ใช้อังกฤษเป็นฉากไปเลยง่ายกว่ามั้ย แต่เล่นไปสักพักก็เข้าใจว่าทำไมถึงต้องตั้งประเทศสมมติขึ้นมา

เรื่องย่อสั้นๆ ของเกมนี้คือ นายเอกเป็นชนชั้นล่างที่ทำงานรับใช้มาหลายแห่ง โดนกดขี่ข่มเหงใช้งานหนักมาตลอด มีชีวิตอยู่อย่างลำบากยากเข็ญ จนขุนนางหนุ่มสุดหล่อพ่อรวยจิตใจดีงามรับไปเป็นคนรับใช้ในบ้าน เรื่องราวรักสามเส้าระหว่างขุนนางหนุ่มหล่อ พ่อบ้านนิสัยเสีย และคนรับใช้หน้าใหม่จึงเปิดม่านขึ้น ผ่างผ่างงงงงงงงงงง

ในเมื่อเป็นรักสามเส้า ตัวละครหลักๆ ของเกมนี้จึงมีอยู่สามคน

คนแรก นายเอกของเรื่อง

หนุ่มน้อยหน้าใสคนนี้ชื่อ Nico ซึ่งถ้าจะเรียกให้ฝรั่งหน่อยก็ควรจะเป็น นิโค…? แต่ชินกับการเรียกว่านิโกะไปแล้ว ในที่นี้จึงขอเรียกว่านิโกะแล้วกัน

น้องนิโกะคนนี้เป็นตัวดำเนินเรื่อง มีอดีตอันเจ็บปวดรวดร้าวชนิดที่อีเย็นจากเรื่องนางทาสผ่านมาเห็นยังต้องร้องไห้ด้วยความเห็นอกเห็นใจ แต่ช่วงแรกๆ น้องความจำเสื่อมเลยจำอดีตที่ว่านั่นไม่ได้ จำได้แต่ตัวเองเป็นเด็กกำพร้าที่ปากกัดตีนถีบ ทำงานเป็นเบ๊คนโน้นคนนี้มาตลอดชีวิต จะว่าเคราะห์ดีหรือฟ้าลิขิตไม่รู้ น้องจึงได้มาอยู่ในคฤหาสน์ขุนนางหนุ่มผู้แสนใจดี (ความจริงคือคนเขียนบทลิขิต ไม่งั้นเรื่องไม่เดิน) ผู้เล่นจะได้รับบทเป็นนิโกะคอยกดเลือกตอบคำถามเพื่อเลือกว่า เอาล่ะ เราจะจับเจ้าของคฤหาสน์หรือพ่อบ้านมาดเข้มดีกันดีน้า

ด้วยความที่เราเป็นคนแพ้หนุ่มหล่อผมทอง เราเลยเลือกเจ้าของคฤหาสน์ดีกว่า ฮิๆๆๆๆ

เจ้าของคฤหาสน์คนนี้มีนามว่า เคลาส์ สเตราส์ เป็นขุนนาง ซึ่งปัจจุบันเล่นรูทนี้จบไปแล้วยังไม่รู้เลยว่ายศอะไร….. รู้แต่เป็นขุนนาง หล่อ รวย ก็พอแล้ว

ท่านเคลาส์เพิ่งขึ้นเป็นหัวหน้าตระกูลสเตราส์หมาดๆ เพราะพ่อเพิ่งเสียไปตอนเริ่มเรื่อง คือเรื่องเปิดฉากที่งานศพของพ่อท่านเคลาส์นี่แหละ แต่ถึงจะเรียกว่าหัวหน้าตระกูล ในบ้านก็มีแต่ท่านเคลาส์กับคนรับใช้อีกมากมาย ไม่มีญาติพี่น้องคนอื่นอีกเลย สรุปว่านอกจากจะเป็นหนุ่มหล่อที่เพิ่งได้รับมรดกมหาศาลมาจากพ่อแล้ว ยังไม่มีตัวแบ่งมรดกอีกต่างหาก!! โอ้โหวววว ผู้ชายในฝัน!!!

นอกจากโปรไฟล์จะหรูเลิศอลังการทรัพย์ศฤงคารกองพะเนินแล้ว จิตใจของท่านเคลาส์ก็ช่างงดงามเหลือเกิน ฮืออออออออ พูดได้เต็มปากเลยว่าเป็นคนดีมากกกกกกกกก อ่อนโยนใจดีกับนิโกะมากกกกกกกกกกกก แทบทุกคำพูดที่คุยกับนิโกะล้วนแสดงความเป็นห่วงเป็นใย เสียงก็ล้อหล่อ พากย์โดยซาโต้ ทาคุยะ ปกติเราไม่ได้ชอบซาโต้ทาคุเป็นพิเศษนะ แต่ท่านเคลาส์พูดจาอ่อนหวานทีไร หัวใจเจ้ากรรมมันหลอมละลายไม่เหลือชิ้นดีทุกที โอยยยยย ใครเล่าจะไม่เผลอใจให้ท่านเคลาสสสสสสสส์ ฮือออออออออ รักกกกกกกก (;___;)

ถ้าเรื่องมันมีแค่นิโกะกับเคลาส์ก็คงเป็นแค่เกมบอยเลิฟกุ๊กกิ๊กในคฤหาสน์ธรรมดา อย่ากระนั้นเลย ต้องมีคนคอยชงให้เรื่องมันวุ่นวายหน่อย และตัวชงที่ว่าก็คือพ่อบ้านหน้ามึนคนนี้

เกลนน์ มานาการ์ม (ทำไมนามสกุลกามๆ แต่ก็สมเป็นเกมฉิบแปดบวกดี /ใช่เหรอ) เป็นอดีตคนรับใช้ประจำตัวของท่านเคลาส์ซึ่งภายหลังได้เลื่อนขั้นมาเป็นพ่อบ้านหัวหน้าคนรับใช้ทั้งหมดในคฤหาสน์ นิสัยเย็นชา ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจา พูดทีไรเป็นต้องด่านิโกะด้วยน้ำเสียงราบเรียบตลอด แต่ก็เป็นคนตั้งใจทำงาน ช่วยสอนงานต่างๆ ให้นิโกะ บางทีก็เหมือนจะซึนเดเระอยู่บ้าง แต่เมื่อความลับทุกอย่างเปิดเผยแล้วก็พบว่าอีตานี่ไม่ใช่ซึนเดเระหรอก เป็นยันเดเระต่างหาก…….

เรื่องราวส่วนใหญ่จะดำเนินอยู่ในคฤหาสน์ของเคลาส์ ซึ่งระหว่างที่นิโกะทำงานอยู่ที่บ้านหลังนี้ ความลับต่างๆ ที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ไฟไหม้คฤหาสน์เมื่อสิบปีก่อน ความลับของตระกูลสเตราส์ และเรื่องราวเกี่ยวกับชาติกำเนิดของนิโกะจะค่อยๆ เปิดเผยออกมา กลายเป็นเรื่องราวโศกนาฎกรรมความรักอันสุดแสนเจ็บปวด ……ซึ่งเอาเข้าจริงก็ไม่ได้ปวดใจขนาดนั้นหรอก เราเตรียมใจว่ามันจะต้องมืดมนหดหู่ทำลายล้างตับ เล่นแล้วกินไม่ได้นอนไม่หลับ น้ำตาหยดติ๋งๆ ไปสามคืน แต่สงสัยเตรียมใจไว้ดีเกิน พอถึงฉากที่ควรจะเศร้าเลยไม่ค่อยเศร้าเท่าไหร่

ส่วนความดาร์ค พอดีเคยเล่นเกม 18+ ที่ดาร์คกว่านี้มาหลายเกม พอมาเจอเกมนี้เลยรู้สึกว่า นี่ดาร์คแล้วเหรอ? ถ้าเทียบกับเกมเรททั่วไปอาจจะเรียกได้ว่าดาร์คอยู่ แต่เกม 18+ มันยังดาร์คได้กว่านี้อีกเยอะ แต่ถ้าเล่นแบบไม่คาดหวังความดาร์คเราว่าเป็นเกมที่สนุกเกมนึงเลยนะ

อนึ่ง ทั้งหมดนี้พยายามเล่าแบบไม่สปอยล์ แต่หลังจากนี้จะสปอยล์แล้ว!

 

 

※ ※ ※ ※ SPOILER ALERT ※ ※ ※ ※ 

 

 

อย่างที่บอกไว้ว่า พอเล่นไปสักพักจะเข้าใจว่าทำไมถึงไม่ใช้ฉากเป็นอังกฤษ แต่เป็นประเทศที่สมมติขึ้นมา นั่นเป็นเพราะว่าเนื้อเรื่องของเกมนี้มีเรื่องของชาติพันธุ์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยนั่นเอง

เรื่องนี้ดำเนินอยู่ในอาณาจักรคลุสโตเนีย แน่นอนว่าต้องมีชนชาติคลุสโตเนียอยู่ ฝ่ายนี้เป็นฝ่ายเจ้าของประเทศ มีทั้งขุนนางแบบเคลาส์และประชาชนทั่วไปนั่นแหละ ส่วนอีกชนชาตินึงคือชาวยัฟ คนพวกนี้เป็นชนกลุ่มน้อยของประเทศ อพยพมาจากประเทศที่ล่มสลายไปแล้ว ก่อนหน้านั้นก็เป็นแค่ชนเผ่าเร่ร่อน ซึ่งเกลนน์เป็นคนฝ่ายนี้

ส่วนนิโกะมาแบบประนีประนอม เป็นลูกครึ่ง พ่อเป็นชาวคลุสโตเนีย แม่เป็นสาวชาวยัฟ

ในประเทศที่มีสองชนเผ่าอาศัยอยู่ด้วยกันในอดีตแบบนี้ เป็นเรื่องปกติที่จะเกิด racial discrimination ขึ้น ชาวยัฟอย่างเกลนน์และลูกครึ่งอย่างนิโกะใช้ชีวิตอยู่ในประเทศนี้โดยต้องเผชิญกับการดูถูกดูแคลนของชาวคลุสโตเนียตลอดเวลา ยังดีที่ท่านเคลาส์เป็นสุภาพบุรุษสุดหล่อแสนดี คฤหาสน์ของท่านเคลาส์จึงมีคนรับใช้สองเชื้อชาติอยู่ปะปนกันโดยไม่มีการแบ่งแยก เนี่ย เห็นมั้ย ท่านเคลาส์เป็นคนดีขนาดไหน ฮืออออออออออ

เกมนี้ดำเนินไปโดยพูดถึงเรื่องการแบ่งแยกชาติพันธุ์อยู่เนื่องๆ เป็นประเด็นที่น่าสนใจ ชวนขบคิด และดูเหมือนจะมีสาระดี บางทีก็คิดว่า เอ๊ะ นี่มันวรรณกรรมชายขอบในรูปแบบของเกมบีแอลรึไงกัน!? แต่สุดท้ายเกมก็ไม่ได้เสนอทางออกอะไรเกี่ยวกับการอยู่ร่วมกันระหว่างสองชาติพันธุ์หรอกนะ (แป่ววว)

ที่ต้องเล่าเรื่องสองชาติพันธุ์นี้ก่อนเพราะมันเกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องอย่างลึกซึ้งมาก

ตอนแรกๆ ประเด็นชาติพันธุ์นี่ก็ดูไม่ใช่เรื่องใหญ่เท่าไหร่นอกจากมีไว้ให้นิโกะดูน่าสงสารที่โดนเจ้านายคนก่อนกลั่นแกล้งเพราะเป็นลูกครึ่ง แต่พอนิโกะเข้าไปทำงานในคฤหาสน์สักพัก ความทรงจำที่ขาดหายไปก็เริ่มจะแว้บๆ กลับมาทีละนิดละหน่อย จนกระทั่งเกลนน์มาช่วยกระตุ้นความทรงจำ (ด้วยวิธีที่ไม่ควรเล่าตรงนี้////) ในที่สุดนิโกะจึงจำได้ว่าแท้ที่จริงแล้วตัวเองไม่ใช่เด็กกำพร้าข้างถนนธรรมดา ทว่าเป็นถึงลูกชายตระกูลเพรสตันที่เคยครอบครองคฤหาสน์หลังนี้มาก่อน โชคร้ายที่เมื่อสิบปีก่อนเกิดเหตุการณ์โจรบุกปล้นจนไฟไหม้คฤหาสน์ ตระกูลเพรสตันเลยตายกันเกือบหมดบ้าน เหลือแค่นิโกะที่หนีรอดมาได้

ส่วนสาเหตุที่เกลนน์เป็นคนกระตุ้นความทรงจำให้นิโกะนั้นเป็นเพราะว่า เกลนน์เคยเป็นคนรับใช้ตระกูลเพรสตันมาก่อน วันที่เกิดเหตุไฟไหม้บังเอิญรอดมาได้เพราะออกไปธุระนอกบ้านพอดี และแม้แต่ตอนนี้จิตใจของเกลนน์ก็ยังคงจงรักภักดีต่อตระกูลเพรสตันเสมอ พอเฉลยความจริงแล้วเกลนน์จึงคุกเข่าจูบมือนิโกะ สาบานว่าเจ้านายของผมมีแต่ท่านนิโกะเท่านั้น

จุดเริ่มต้นของความดราม่าทั้งหมดทั้งปวงมันอยู่ตรงเนี้ยแหละ

ถ้าเรื่องมันมีแค่ว่านิโกะเป็นลูกอดีตเจ้าของคฤหาสน์คงไม่ดราม่าเท่าไหร่หรอก ปัญหาคือคนที่ส่งโจรมาปล้นคฤหาสน์และฆ่าตระกูลเพรสตันตายเรียบคือใคร!?

คำตอบเดาไม่ยากเลยเพราะตัวละครมีกันอยู่แค่นี้ ตัวการที่ก่อคดีเมื่อสิบปีก่อนและยึดคฤหาสน์มาเป็นของตัวเองก็คือพ่อของเคลาส์นั่นเองงงงงงงงงง (น่าตกใจมากๆ /เสียงโมโนโทน)

อย่างไรก็ตาม คนที่รู้เรื่องนี้มีแค่เกลนน์กับนิโกะเท่านั้น สมัยที่ยังมีชีวิตอยู่พ่อของเคลาส์เคยได้รับยกย่องเป็นวีรบุรุษ เป็นคนใจกว้างที่เคลื่อนไหวเพื่อชนกลุ่มน้อย เคลาส์จึงเชื่อมั่นมาตลอดว่าพ่อตัวเองเป็นคนดีโดยไม่เคยรู้มาก่อนว่าพ่อที่ว่าเป็นคนชั่วช้าส่งโจรไปฆ่าล้างตระกูลคนอื่นแล้วแย่งคฤหาสน์เค้ามา และความจริงแล้วเหยียดชนกลุ่มน้อยมากถึงมากที่สุด

พอความทรงจำของนิโกะกลับมาแล้ว เกลนน์ก็จะคอยชักชวนว่ามาแก้แค้นตระกูลสเตราส์กันเถอะ ถึงตัวต้นเรื่องจะตายไปแล้ว แต่เคลาส์ที่ใช้ชีวิตสุขสบายมาตลอดโดยไม่เคยรับรู้บาปของพ่อก็ถือว่ามีความผิดเหมือนกัน ดังนั้นเราเอาความแค้นทั้งหมดของตระกูลเพรสตันไปลงที่เคลาส์กันดีกว่านะท่านนิโกะ!

การเสี้ยมให้นิโกะไปแก้แค้นเคลาส์นี่เป็นสิ่งที่เราหงุดหงิดที่สุดในเกม (#`皿´) ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเอาความแค้นไปลงกับคนที่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วย เคลาส์ไม่ใช่ผู้เกี่ยวข้องในเหตุการณ์โดยตรงด้วยซ้ำ เกลนน์พยายามโน้มน้าวให้เชื่อว่าเคลาส์เลวทรามชั่วช้ายังไงเราก็ไม่เคยคล้อยตามเลย ทุกครั้งที่เกลนน์พูดอะไรประมาณนี้จะโมโหจนอยากชกจอคอมรัวๆ แต่ชกไปก็เจ็บมือเปล่าๆ ดีไม่ดีคอมพังอีก เลยได้แต่สาปแช่งอย่างเดียว (อินมากบอกเลย)

และไม่ว่าจะเล่นรูทเกลนน์หรือเคลาส์ นิโกะก็จะร่วมมือกับเกลนน์เพื่อแก้แค้นเคลาส์อยู่ดี ไม่มีหนทางที่จะได้เลิฟๆ กับท่านเคลาส์อย่างสงบสุขตลอดเกมเลย ถ้าจะเศร้าก็เศร้าตรงนี้แหละ ท่านเคลาส์เป็นคนดีอะะะะะ ไม่อยากให้โดนแก้แค้นทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรผิดดดดดด ฮืออออออออ (T___T)

แต่เดี๋ยวก่อน! นี่ไม่ใช่การแก้แค้นส่วนตัวของตระกูลต่อตระกูลเท่านั้น เพราะเกลนน์ยังได้เฉลยอีกในภายหลังว่าครอบครัวของนิโกะสืบสายเลือดมาจากราชวงศ์ของชาวยัฟอีกที (ตรงนี้ลืมๆ รายละเอียดไปละว่าสรุปพ่อนิโกะก็เป็นชาวยัฟเหรอ เพราะถ้าแค่แม่คนเดียวไม่น่าเรียกได้ว่าเป็นครอบครัวเชื้อพระวงศ์) การฆ่าล้างตระกูลเพรสตันจึงเท่ากับการล้มล้างราชวงศ์ของชาวยัฟ (ซึ่งจริงๆ แล้วก็ล่มสลายไปแล้ว…..) ดังนั้นนี่จึงเป็นการแก้แค้นของชาวยัฟทั้งหมด โอววววว ยิ่งใหญ่มาก สรุปแล้วนี่มันเรื่องราวการลุกฮือต่อสู้ของคนชายขอบเหรอ….. แต่ชอบนะที่ใส่เรื่องชาติพันธุ์เข้ามาทำให้มันเป็นการแก้แค้นที่มีมิติมากขึ้น ไม่ใช่แค่การแก้แค้นดาดๆ ถึงจะไม่เห็นด้วยกับการเอาความแค้นทั้งหมดไปลงที่ท่านเคลาส์ผู้แสนดีของเราก็เถอะ (;____;)

ฉากเฉลยอดีตของนิโกะกับสาบานว่าจะแก้แค้นเคลาส์นี่อยู่ในบทแรกสุดของเกม หลังจากนั้นอีกสามบทที่เหลือจะเป็นเรื่องราวการแก้แค้นของสองคนนี้กับเคลาส์ที่ต้องตกเป็นเหยื่อโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เล่นไปก็สงสารเคลาส์ตลอดเวลา ทำไมท่านเคลาส์ของเราต้องมาเจออะไรแบบเน้ โฮวววววววว

ในรูทเคลาส์ แผนชั่วของเกลนน์จะทำให้ธุรกิจที่เคลาส์วางแผนอย่างดีพังไม่เป็นท่าจนสูญเสียทรัพย์สินแทบหมดตัว สาวคู่หมั้นที่เคยรักกันดีก็เข้าใจผิดคิดว่าเคลาส์เป็นชายชั่วจนขอถอนหมั้น (จริงๆ แล้วอันนี้ดี อะไรดีเราก็ชมว่าดี ทำดีมากเกลนน์ ขอบคุณที่ช่วยกำจัดคู่หมั้นท่านเคลาส์) จนสุดท้ายเรื่องราวความชั่วของพ่อเคลาส์ก็โดนเปิดโปงลงหนังสือพิมพ์จนคนรู้กันทั่วประเทศ ส่งผลให้เคลาส์สติแตกคลุ้มคลั่ง โดนจับไปขังคุกอยู่หลายเดือนจนเป็นบ้าไปเลย สิ่งเหล่านี้ถ้าไม่อินกับตัวละครคงไม่สะเทือนใจอะไรมาก แต่เราอินกับท่านเคลาส์มาก เค้าเป็นคนดี เค้าไม่ควรโดนกระทำแบบนี้อย่างไร้ทางสู้นะะะะะ (;_____;)

ส่วนรูทเกลนน์ยังเล่นไม่จบ ยังไม่รู้ว่าชะตากรรมท่านเคลาส์จะเป็นยังไงต่อไป……

ว่าแต่ย้ำว่าท่านเคลาส์เป็นคนดีมาหลายรอบแล้ว ยังไม่ได้อภิปรายโดยละเอียดเลยว่า “ดี” ที่ว่าเนี่ยดียังไง แต่จะเล่าละเอียดก็ยากอะะะ เพราะเค้าเป็นคนดี!!!!! คือเป็นตัวละครที่รู้สึกว่าดีจากเนื้อแท้จริงๆ ถึงพ่อเค้าจะเลวร้ายยังไง ลูกก็ไม่ได้ร้ายตามเลย กลับกันแล้วออกจะดีจนไม่รู้ว่าทำไมถึงดีขนาดนี้

หลักๆ แล้วความใจดีของเคลาส์เห็นได้ผ่านการปฏิบัติต่อนิโกะนี่แหละ เคลาส์ใจดีด้วยมาตั้งแต่แรกพบสบสายตา เห็นนิโกะโดนเจ้านายเก่าข่มเหงรังแกก็ช่วยรับตัวมาทำงานในคฤหาสน์ของตัวเองแทน ตรงนี้ถึงเกลนน์จะเป็นคนเสนอให้รับนิโกะมาอยู่บ้านเพราะคลับคล้ายคลับคลาว่าเป็นลูกบ้านเพรสตันก็เถอะ แต่ถ้าเคลาส์เลือกปฏิบัติ เป็นคน racist เหมือนพ่อ ก็คงไม่ยอมรับทั้งเกลนน์และนิโกะที่เป็นชนกลุ่มน้อยมาทำงานด้วยหรอก

พอนิโกะเข้ามาทำงานใหม่ๆ ยังเด๋อๆ ด๋าๆ ทำโน่นนี่นั่นไม่ค่อยเป็น เกลนน์จะคอยสอนไปด่าไป ขณะที่ท่านเคลาส์ช่วยเป็นกำลังใจให้ คอยปลอบว่าไม่เป็นไรนะ ค่อยๆ เรียนรู้ไปก็ได้ ฉันอยากให้เธอมีความสุขกับการอยู่ที่นี่ มีเรื่องกลุ้มใจอะไรก็มาปรึกษาฉันได้เสมอนะ คือบทพูดเคลาส์จะเป็นแนวนี้ตลอด คอยให้กำลังใจ คอยเป็นห่วงเป็นใย คอยบอกว่าไม่ต้องฝืนนะ สู้ๆ นะ มีฉันอยู่ตรงนี้เสมอนะ โอยยยยยย เค้าดี เค้าดีมากกกกกกกกกกกกกก

ฉากนึงที่ชอบคือตอนที่นิโกะเข้าไปทำงานใหม่ๆ แล้วไปเจอเปียโนตั้งอยู่ในบ้าน นิโกะรู้สึกคุ้นๆ เลยไปนั่งดีดแล้วพบว่าตัวเองดีดเปียโนเป็น แล้วอยู่ดีๆ ท่านเคลาส์ก็โผล่มานั่งด้วย เล่นเปียโนด้วยโดยไม่ดุซ้ากกกกคำ แถมขอให้นิโกะช่วยสอนเพลงที่เล่นเมื่อกี้อีกต่างหาก เนี่ยยยยยย เป็นเจ้าของบ้านแท้ๆ แต่ไม่มีการแบ่งแยก ไม่ถือตัวว่าเหนือว่าทั้งๆ ที่เป็นขุนน้ำขุนนาง น่ารักจังเลย (≧ω≦)

สักพักพอเกลนน์ได้เลื่อนขั้นเป็นพ่อบ้าน นิโกะก็ต้องรับหน้าที่คนรับใช้ประจำตัวท่านเคลาส์แทน (โอกาสทองงงงงง ^q^) ชอบฉากต่างๆ นานาในช่วงที่นิโกะไปรับใช้ท่านเคลาส์เป็นการส่วนตัวมาก น่ารักและไม่เครียด ท่านเคลาส์ล้อหล่อ จะใส่สูทหรือใส่ชุดนอนหรือไม่ใส่อะไรเลยก็หล่อไปหมดดดดดดดด (////ー////)

แต่ชอบชุดนอนสุดละ เซะซี่เหลือเกิน อยากสิงร่างนิโกะไปช่วยปลุกทุกเช้า (-.,-)

ความน่ารักของท่านเคลาส์ยังไม่หมดเพียงเท่านี้! วันดีคืนดียังมีการมาชวนนิโกะไปเดท(?)ในที่ดินรอบๆ คฤหาสน์ พาไปขี่ม้ากินลมชมวิวสองต่อสอง ช่างเป็นคนโรแม้นถีกกกกกกกกกกกก (ในขณะที่รูทอีตาเกลนน์ไปเดทกันในร้านเหล้าซอมซ่อ บู่วววววววว)

หลังจากนั้นพอนิโกะกับเกลนน์เริ่มลงมือแก้แค้นกันอย่างจริงจัง เกลนน์ก็บอกให้นิโกะแกล้งทำเป็นสนใจงานของเคลาส์แล้วเก็บข้อมูลมาซะ นิโกะเลยทำตามนั้น เคลาส์ก็ช่วยสอนงานให้ ช่วงแรกๆ นิโกะยังอ่านหนังสือไม่ออก เคลาส์ก็อาศัยเวลาว่างจากงานช่วยสอนนิโกะหัดอ่านหัดเขียน ดูสิดู!!! งานตัวเองก็เหนื่อยจะแย่แล้ว ยังมาสอนเด็กรับใช้อ่านหนังสืออีก ใจดีใจกว้างขนาดไหนนนนน เปรียบเทียบว่าใจกว้างเท่ามหาสมุทรแปซิฟิคยังน้อยไป ใจท่านเคลาส์กว้างกว่านั้นเยอะมาก!! แล้วคิดดู เค้าเป็นคนดีขนาดเนี้ย ทำไมนิโกะถึงยังจะอยากแก้แค้นเค้า หืมมมมมมมมม???????

จุดที่ชวนปวดใจที่สุดก็คือการที่เคลาส์เป็นคนดีเกินไปนี่แหละ ดีจนไว้ใจทั้งเกลนน์และนิโกะ เชื่อใจทั้งสองคนอย่างสนิทใจ ชั่วขณะที่เคลาส์รู้ว่าทั้งสองคนลงมือแก้แค้นตัวเองมาตลอดจึงเป็นฉากไฮไลท์ของรูทเคลาส์ก็ว่าได้ เล่นไปก็ลุ้นไปว่าวินาทีที่ท่านเคลาส์รู้ตัวว่าโดนหักหลังจะเป็นยังไง และพอถึงฉากที่ว่าจริงๆ ก็รู้สึกว่า โอย ไม่อยากเล่นต่อแล้ว (อ้าว 55555555555) คือไม่ใช่ว่าปวดตับจนทนเล่นต่อไม่ได้ แต่ไม่อยากเห็นท่านเคลาส์ที่แสนดีมีความสุขกับชีวิตมาตลอดต้องมาแปดเปื้อนด้วยบาปที่สองคนนี้โยนให้ (;___;)

เราชอบฉากที่เคลาส์รู้ความจริงในรูทเกลนน์มากกว่ารูทเคลาส์นะ ในรูทเคลาส์รู้เพราะข่าวหนังสือพิมพ์ แต่ในรูทเกลนน์ เคลาส์จะบังเอิญมาได้ยินเกลนน์กับนิโกะคุยกันเรื่องนี้พอดี ชอบแบบหลังมากกว่าเพราะสาเหตุที่เคลาส์มาได้ยินเนี่ย เป็นเพราะนิโกะบอกว่าจะชงชาให้แล้วหายไปซะนาน เคลาส์เลยทิ้งงานออกมาตามหาเพราะกลัวว่านิโกะจะไปเป็นลมเป็นแล้งอยู่ที่ไหนรึเปล่า โอ๊ยยยยยย เนี่ยยยยยยยย เป็นคนดีอะไรขนาดนี้คะท่านนนนนน ดีจนต้องมาเจอเรื่องร้ายๆ เพราะความเป็นคนดีของตัวเอง เศร้าจัง (T____T)

แต่ไอ้ความรู้สึกไม่อยากให้เคลาส์มารับรู้เรื่องพวกนี้เป็นมุมมองของคนที่เล่นแล้วกรี๊ดเคลาส์น่ะนะ ถ้ามองอย่างเป็นกลางแล้วเห็นด้วยกับเกลนน์ว่าเคลาส์ควรจะรับรู้ว่าพ่อตัวเองทำอะไรเอาไว้ แต่ไม่เห็นด้วยเรื่องแก้แค้นนะ! แค่อยากให้รู้ไว้เฉยๆ แล้วเคลาส์จะอยากชดใช้ด้วยวิธีไหนก็แล้วแต่เจ้าตัว ไม่ใช่ไปบีบบังคับให้ชดใช้กรรม (ที่คนอื่นก่อไว้) ด้วยการแย่งชิงทุกอย่างมาโดยที่เจ้าตัวยังไม่ทันรู้ว่าตัวเองทำผิดอะไร มันไม่ยุติธรรมเลยนะเกลนน์!!

อ้อ แต่ในรูทเกลนน์ เคลาส์รู้ความจริงในจุดที่ยังไม่น่าจะคิดอะไรกับนิโกะมากเท่าไหร่ ส่วนในรูทเคลาส์นี่เหมือนรักนิโกะจนหมดใจไปแล้วเพิ่งมารู้ว่าโดนหักหลังมาตลอด ในแง่นี้แล้วรูทเคลาส์ปวดใจกว่าเล็กน้อย

ในรูทเคลาส์ หลังจากเคลาส์รู้ความจริงจนสติแตก โดนจับไปขังคุกอยู่หลายเดือน (ซึ่งระหว่างนั้นนิโกะก็เสวยสุขอยู่ในคฤหาสน์กับเกลนน์ ฮึ่ยยยยย) ก็เกิดเหตุนักโทษแหกคุกเป็นหมู่คณะ หนึ่งในคนที่หนีออกไปได้มีเคลาส์รวมอยู่ด้วย และไม่นานเคลาส์ก็กลับมาแก้แค้นเกลนน์กับนิโกะ เอ้าาาา แก้แค้นกันไปมาไม่มีที่สิ้นสุดดดดด สนุกกันมากมั้ย!? (ประหนึ่งช่วงแรกเป็นภาค Revenge of นิโกะ&เกลนน์ แล้วตามด้วยภาคท่านเคลาส์ Strikes Back)

ท่านเคลาส์หลังออกจากคุกซูบผอมลงไปมาก โทรมเชียว (;___;) แต่ไม่เป็นไรนะคะ โทรมแค่ไหนก็ยังรักกกกก ฮืออออออ

ฉากนี้เคลาส์ทำร้ายเกลนน์จนบาดเจ็บ แต่นิโกะก็พยายามเรียกสติเคลาส์กลับคืนมาจนได้ ทั้งสองคนร้องไห้ปรับความเข้าใจกัน บรรยากาศเกือบจะแฮปปี้แล้ว แต่หันไปอีกที อีตาเกลนน์ที่บาดเจ็บเลือดโชกอยู่เมื่อกี้หายไปแล้วจ้า เอ้าาา ความวุ่นวายยังคงไม่จบสิ้นง่ายๆ

ถึงเคลาส์กับนิโกะจะเข้าใจกันแล้ว กลับมารักกันแล้ว แต่เคลาส์ในตอนนี้ก็มีสถานะเป็นแค่นักโทษแหกคุก จะกลับไปใช้ชีวิตรักชื่นมื่นด้วยกันในคฤหาสน์ก็ทำไม่ได้ ทั้งสองคนเลยตัดสินใจหนีตามกันไป ใช้ชีวิตเร่ร่อนไปเรื่อยๆ แต่ชีวิตแบบนี้มันก็ยากที่จะดำเนินไปได้ตลอดรอดฝั่ง ไม่ทันไรเคลาส์ซึ่งสุขภาพร่างกายทรุดโทรมมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้ก็อาการหนักจนแทบเคลื่อนไหวไปไหนไม่ได้ นิโกะพยายามช่วยอาหารมาให้ พยายามพาหนีพวกตำรวจ แต่ก็มาเจอมารผจญตัวฉกาจเจ้าเก่า อีตาเกลนน์กลับมาอีกแล้วเด้อ

คราวนี้เกลนน์กลับมาทวงนิโกะคืนพร้อมด้วยปืนหนึ่งกระบอก โอ้โห อย่างกับละครไทยที่นางอิจฉาจะต้องถือปืนโผล่มาในตอนจบ!

ตรงนี้เคลาส์กับนิโกะจะเป็นจะตายยังไงก็ขึ้นอยู่กับตัวเลือกที่เราเลือก ถ้าเลือกผิดเป็น Bad End เคลาส์กับนิโกะจะตายตกตามกันไปท่ามกลางหิมะโปรยปราย

ส่วน Good End จะจบแบบเคลาส์โดนเกลนน์ยิงแขน แล้วนิโกะก็เอามีดจ้วงแทงเกลนน์ตายคามือ (บทจะโหดน้องก็โหดไปไหน๊) สุดท้ายเคลาส์กับนิโกะก็รอดตายมาได้เพราะอดีตพ่อบ้านคนแรกที่ลาออกไปตอนต้นๆ เกมบังเอิญมาเจอและช่วยเอาไว้ (คำถามคือลุงบังเอิญมาทำอะไรกลางป่าในวันที่หิมะตกหนักคะ…..) พอสภาพร่างกายเคลาส์ฟื้นฟูเป็นปกติดีแล้ว เคลาส์กับนิโกะก็ขึ้นเรือหนีไปต่างประเทศด้วยกัน ใช้ชีวิตทำไร่ไถนาด้วยกันอย่างมีความสุขตลอดไป

เป็นตอนจบที่สงบสุขดี ละทิ้งทุกอย่างมาเริ่มต้นใหม่ แต่รู้สึกว่าอุตส่าห์วางปมเรื่องแก้แค้นกันไปมาตั้งเยอะแยะ สุดท้ายก็แก้ปัญหาด้วยการฆ่าคนคอยเสี้ยมทิ้งเนี่ยนะ…….. แต่เอาเถอะ เรื่องทั้งหมดมันจะไม่เกิดถ้าเกลนน์ไม่เสี้ยมแต่แรก จะว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นตอก็ได้อยู่หรอก 5555555555

ส่วนรูทเกลนน์จบยังไงไม่รู้ แต่มันมีแบดเอนด์อันนึงของรูทเคลาส์ที่เรารู้สึกว่า โอ้โห๊!!! เกลนน์!!!! เล่นงี้เลยเหรอ!!!??

อย่างที่บอกไว้ด้านบนว่าเล่นๆ ไปแล้วเราจะค้นพบว่าเกลนน์เป็นตัวละครยันเดเระ คือเกลนน์เนี่ยนอกจากจะมีบทบาทคอยเป่าหูนิโกะให้แก้แค้นตลอดเวลาแล้ว เกลนน์ยังมีความต้องการอยากครอบครองนิโกะเอาไว้สูงมากจนน่ากลัว หนึ่งในแบดเอนด์ของเคลาส์มีฉากนึงที่นิโกะหนีตามเคลาส์ไป แต่สุดท้ายก็แอบกลับมาขโมยอาหารในคฤหาสน์ตัวเอง โชคไม่ดีที่อีตาเกลนน์มาเจอเข้า นิโกะเลยโดนจับไปล่ามโซ่ขังไว้ในกรง กลายเป็นสัตว์เลี้ยงน่ารักของอีตาเกลนน์ตลอดไป

(จริงๆ ซีจีเต็มๆ มันอล่างฉ่างกว่านี้ อันนี้ผ่านการเซนเซอร์แล้วในระดับนึง 555555555)

ซึ่งฉากจับขังกรงนี่ไม่ได้มีฉากเดียว มีแบดเอนด์อีกฉากที่จับเคลาส์มาขังในกรง ส่วนนิโกะล่ามไว้นอกกรง วันดีคืนดีอีตาเกลนน์ก็มาทำมิดีมิร้ายนิโกะให้เคลาส์ดู โอ้ยยยยยยยยยย โรคจิ๊ตตตตตตตตตตตต แต่แบดเอนด์เกม 18+ มีอะไรประมาณนี้ก็ไม่น่าแปลกใจแหละนะ โรคจิตกว่านี้ก็เจอมาเยอะแล้ว 5555555555

และหลังจากสัมผัสกับความโรคจิตของเกลนน์ในรูทเคลาส์มามากมายทั้งในเนื้อเรื่องหลักและแบดเอนด์ พอมาเล่นรูทเกลนน์เลยสันหลังวาบเป็นระยะๆ เวลาเกลนน์ยิ้มมุมปากทีไรขนลุกขนพองทุกที ไม่มีอาการใจเต้นตึกตักใดๆ ไม่สามารถมองเป็นพ่อบ้านหนุ่มหล่อได้อีกแล้ว (.__.) แต่ถ้าเป็นคนที่ชอบตัวละครแนวยันเดเระอาจจะชอบเกลนน์มากก็ได้ …มั้ง

โดยสรุปแล้วเกมไม่ดาร์คเท่าที่คิดไว้แต่เนื้อหาก็หนักอยู่ เนื้อเรื่องซับซ้อนพอใช้ได้ รายละเอียดในเนื้อเรื่องเยอะดี มีประเด็นน่าคิด อย่าคาดหวังความฟินหรือความหวานกิ๊วก๊าวหัวใจเพราะไม่ค่อยมีหรอก มีแต่ดราม่าหาทางแก้แค้นกันไปวันๆ แทรกด้วยฉากเรทเป็นระยะๆ แต่ไม่ถึงกับเยอะจนน่ารำคาญ (เราเป็นคนที่เล่มเกม 18+ ที่มีฉากเยอะๆ ไม่ได้ รำคาญอะ 55555555) แต่ถ้าอินกับท่านเคลาส์ก็จะฟินทุกประโยคที่ท่านเคลาส์เอื้อนเอ่ยไปโดยอัตโนมัติเอง (〃ω〃)

ทั้งนี้ทั้งนั้น ท่านเคลาส์อร่อยมากกกกกกกกกกกกกกกกก (●´﹃`●)

から紅の恋歌

ไปดูโคนันมูฟวี่ภาค から紅の恋歌 (Crimson Love Letter หรือชื่อไทยอย่างเป็นทางการคือ ปริศนาเพลงกลอนซ่อนรัก) มาตั้งแต่ช่วงโกลเด้นวีค วันนี้มาฟังๆ เพลงแล้วนึกถึงหลายๆ ฉากเลยอยากเขียน 感想 เกี่ยวกับภาคนี้เอาไว้หน่อย

ออกตัวก่อนว่าดูโคนันมูฟวี่ไม่ครบทุกภาค เพราะกับโคนันเนี่ยเราเป็นสายอ่านมังงะมากกว่าดูอนิเมะ เคยดูมูฟวี่หลายๆ ภาคแล้วไม่ประทับใจเท่าไหร่ แต่มูฟวี่ภาคที่แล้วกอบกู้ศรัทธากลับมาได้เยอะมาก บวกกับภาคนี้เอาไพ่คารุตะมาเป็นจุดขาย ด้วยความที่เคยดูจิฮายะฟุรุ และเรียนวิชาวรรณคดีญี่ปุ่นมาบ้างก็เลยสนใจจนถ่อไปดูในโรง

แต่หลังจากดูจบแล้วพบว่า อืม การอยากดูเพราะสนใจคารุตะคงเป็นความคิดที่ผิดสินะ (´・ω・`)

 

★SPOILER ALERT

 

 

  • เกริ่นเหมือนจะผิดหวังกับภาคนี้ แต่จริงๆ ก็ไม่ได้ผิดหวังขนาดนั้น เป็นมูฟวี่ภาคที่สนุกใช้ได้ ไม่น่าเบื่อเหมือนบางภาคที่ดูจบแล้วรู้สึกเสียเวลาว่าจะดูทำไมเนี่ย
  • ภาคนี้ก็สไตล์เดียวกับมูฟวี่หลายๆ ภาคนะ เกิดคดีฆาตกรรม สืบสวนไปเรื่อยๆ เกิดเหตุระเบิดตูมตามให้ตื่นเต้นพอเป็นพิธีบ้าง โคนันใช้อุปกรณ์เวอร์ๆ ทำอะไรเวอร์ๆ เป็นระยะๆ บ้าง และแน่นอนว่ามีมุมทายปริศนาของด็อกเตอร์เช่นเคย
  • พิเศษหน่อยตรงที่ภาคนี้ดำเนินเรื่องที่ฝั่งคันไซ เฮย์จิกับคาซึฮะเลยมีบทบาทเด่น
  • ก่อนดูแอบคาดหวังว่าจะใช้โลเคชั่นแถวนี้เยอะๆ เผื่อจะหาเรื่องไปเที่ยวตามรอย เพราะเห็นไกด์บุ๊กเที่ยวตามรอยโคนันฝั่งคันไซเพิ่งออกวางขาย แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ค่อยมีสถานที่แปลกใหม่น่าสนใจเท่าไหร่
  • ขนาดศาลเจ้าโอมิที่ใช้เป็นฉากในโปสเตอร์ยังไม่มีในเรื่องเลยจ้าาา รู้สึกเหมือนโดนหลอก 555555555 แต่จริงๆ จะมีหรือไม่มีมันก็ไม่ได้สำคัญอะไรกับเนื้อเรื่องขนาดนั้น
  • คนที่ชอบคู่เฮย์จิกับคาซึฮะน่าจะเป็นกลุ่มคนที่ดูภาคนี้ได้สนุกที่สุด เพราะเป็นภาคที่พูดถึงความสัมพันธ์ของสองคนนี้ โดยมีปัจจัยหนึ่งมาขับเคลื่อน นั่นคือตัวละครที่ชื่อโอโอกะ โมมิจิ

  • สิ่งที่เราและฝ.ซังที่ไปดูด้วยกันสงสัยตรงกันเกี่ยวกับโมมิจิคนนี้คือ ทำไมเจ๊ต้องนมใหญ่ขนาดนั้นคะ???? (ฝ.ซังกล่าวว่า อาจอยากแสดงให้เห็นถึงความเป็นสาวเกียวโต)
  • ดูจากตัวอย่างหนังนึกว่าโมมิจิเป็นสาวคูลๆ เท่ๆ เล่นคารุตะเทพๆ แต่กลับพบว่าไม่ใช่อย่างที่คิด ยกเว้นเรื่องเล่นคารุตะเทพ
  • โมมิจิโผล่มาถึงก็มาเคลมว่าตัวเองเป็นว่าที่เจ้าสาวของเฮย์จิ แล้วไปๆ มาๆ ก็มาท้าคาซึฮะให้มาแข่งคารุตะแย่งเฮย์จิกัน โอเค สรุปคือภาคนี้ใช้คารุตะแย่งปู้จายกันนะคะ
  • ไพ่คารุตะในภาคนี้ จะว่ามีบทเยอะก็เยอะอยู่ แต่สำคัญมั้ย เอาจริงๆ ก็ไม่ได้สำคัญขนาดนั้น หรือเราคาดหวังมากเกินไปว่าอยากเห็นเรื่องนี้ใช้ประโยชน์จากคารุตะมากกว่านี้ก็ไม่รู้
  • คือสุดท้ายคารุตะก็เป็นแค่ ① เครื่องมือของคนร้ายในคดี ② เกมที่ผู้หญิงสองคนเอามาใช้ตบแย่งเฮย์จิกัน (หมายถึงตบไพ่)
  • ชอบตรงที่เลือกกลอนบทนึงในเฮียคุนินอิชชุ (ที่อยู่ในไพ่คารุตะนั่นแหละ) มาสื่อถึงความรู้สึกของคาซึฮะที่มีต่อเฮย์จิ ดูเป็นฉากที่ เอ้อออ แบบนี้ค่อยใช้คารุตะให้เป็นประโยชน์กับเนื้อเรื่องหน่อย แต่มันก็เป็นแค่ส่วนยิบย่อยนิดๆ หน่อยๆ พอให้ก๊าวใจเฉยๆ ซึ่งถ้าไม่อินกับคู่เฮย์คาซึหรืออินกับกลอนญี่ปุ่นก็คงรู้สึกว่า อืม แล้วไง
  • และคนที่ไม่รู้จักวิธีเล่นคารุตะต้องดูแล้วงงมากแน่นอน เพราะในเรื่องไม่มีการอธิบายใดๆ เลย (ดีนะเราดูจิฮายะมาก่อน ขอบคุณไทจิคุงมา ณ ที่นี้)
  • แต่ถึงจะไม่รู้วิธีเล่นก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เข้าใจเนื้อหาคดีนะ คือไม่ต้องรู้วิธีเล่นคารุตะก็เข้าใจเนื้อเรื่องได้แหละ
  • คดีคราวนี้ดูมีความพยายามที่จะสับขาหลอกคนดูอยู่เหมือนกัน ให้คะแนนความพยายามจุดนี้ แต่ก็ไม่ใช่คดีที่โอ้โหววววววอะไรขนาดนั้น แต่ก็ไม่ได้เรียบง่ายถึงขนาดว่า คนร้ายคนนี้เป็นคนฆ่าคนนั้นนะ จบ มันซับซ้อนกว่านั้นนิดหน่อย
  • เสียดายฉากแข่งคารุตะ คาดหวังไว้เยอะว่าต้องทำออกมาดุเดือด แต่เอาเข้าจริงฉากแข่งโดนตัดให้เห็นแค่ตอนเริ่มกับตอนแข่งเสร็จซะเยอะ มีแค่ฉากสุดท้ายที่รู้สึกว่าทำดีหน่อย
  • จุดนึงที่รู้สึกว่าเด็กๆ ชมรมคารุตะทั่วประเทศญี่ปุ่นมาดูอาจจะโมโหได้คือ คาซึฮะซ้อมคารุตะอยู่แค่วันสองวันแต่กลับเอาชนะนักเรียนทั่วประเทศจนเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศได้ ถึงจะเกริ่นมาก่อนว่าคาซึฮะเคยไปช่วยเป็นคู่ซ้อมให้เพื่อนอยู่บ่อยๆ กับงัดไม้ตาย ให้แม่เฮย์จิที่เป็นอดีตควีนแห่งวงการคารุตะ (ทำไมแม่ทุกคนต้องเป็นควีนของอะไรสักอย่าง…?) มาช่วยฝึกซ้อมให้ก็เถอะ แต่มือใหม่ที่เพิ่งมาฝึกซ้อมวันสองวันจะเอาชนะเด็กๆ ชมรมคารุตะทั่วประเทศที่ฝึกอย่างจริงจังเป็นปีๆ ได้ง่ายขนาดนั้นได้ยังไง…
  • แต่ก็นะ นี่มันไม่ใช่การ์ตูนไพ่คารุตะ ถ้าอยากดูอะไรที่จริงจังกับคารุตะขนาดนั้นควรกลับไปดูจิฮายะ 555555555 เราผิดเองที่คาดหวังตรงนี้มากไปหน่อย แต่หนังโปรโมทแล้วโปรโมทอีกว่ามีเฮียคุนินอิชชุกับคารุตะเป็นจุดขาย จะไม่ให้คาดหวังกับตรงนี้ได้ยังไง (TωT)
  • แอนี่เวย์ เฮย์จิน่ารักมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

  • ปกติไม่ได้ชอบเฮย์จิเป็นพิเศษ แต่มีฉากนึงในภาคนี้ที่ชอบมากคือตอนที่คาซึฮะฟิตซ้อมคารุตะอย่างตั้งอกตั้งใจ แล้วเฮย์จิจะไปช่วยฝึกแต่โดนไล่กลับมา เฮย์จิทำหน้าจ๋อยน่าเอ็นดูมาก (≧∀≦)
  • อ้อ ภาคนี้พูดสำเนียงคันไซกันเยอะมาก เยอะแบบดูจบแล้วต้องเผลอพูดเหน่อกันบ้าง
  • ฝ.ซังถามว่าปกติแล้วสำเนียงคันไซของเฮย์จิมันคันไซจัดจ้านขนาดนี้เชียวเหรอ เรื่องนี้เป็นประเด็นน่าสนใจอย่างนึงของโคนัน เป็นเรื่องที่อาจารย์เราเคยหยิบยกมาพูดถึงในคลาสอยู่บ่อยๆ ว่าสำเนียงคันไซของฮัตโตริ เฮย์จิเนี่ยจงใจให้คันไซเกินจริงมากจนไม่เป็นธรรมชาติ ยุคนี้ไม่มีวัยรุ่นโอซาก้าคนไหนพูดจาเหมือนเฮย์จิแน่ๆ ซึ่งการใช้สำเนียงคันไซเวอร์เกินความจริงนี่เป็น function อย่างนึงของภาษาที่แสดงอัตลักษณ์ของตัวละครใน fiction ออกมา (ใครสนใจลองไปศึกษาเรื่อง Role language ดูได้)
  • จริงๆ แล้วโคนันเวอร์ชั่นต้นฉบับดั้งเดิมในภาษาญี่ปุ่นเนี่ยมีการใช้ภาษาของตัวละครที่น่าสนใจหลายอย่างเลย ภาษาของด็อกเตอร์ก็ด้วย แต่พอแปลไทยแล้วมันเก็บสิ่งเหล่านี้เอาไว้ได้ยาก เป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างนึง
  • สิ่งที่ดีที่สุดในภาคนี้คือเพลง ชอบมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
  • หลังจากดูจบก็พบว่าเนื้อเพลงเขียนจากมุมมองของโอโอกะ โมมิจิชัดๆ แต่ลองอ่านๆ ความเห็นคนอื่นดู บางคนก็บอกว่าคิดในมุมของคาซึฮะหรือเฮย์จิได้เหมือนกัน สรุปว่าแล้วแต่คนคิด….. แต่สำหรับเรา นี่คือเพลงของโมมิจิอย่างไม่สามารถคิดเป็นอื่นได้
  • เสียดายที่เพลงเพราะและเขียนเนื้อเพลงมาดีขนาดนี้ แต่เนื้อเรื่องไม่ได้ทำให้เราอินกับความรู้สึกของโมมิจิเท่าไหร่เลย
  • รู้สึกจะบ่นเสียดายหลายอย่างจัง 55555555555 แต่อย่างที่บอกตอนแรกว่าภาคนี้สนุกใช้ได้ ดูแล้วไม่เสียดายตังค์ ไม่เสียดายเวลาที่ไปดู ชอบมากกว่ามูฟวี่หลายๆ ภาค มีฉากตลกๆ ให้ขำเยอะมาก และเฮย์จิน่ารักมาก (≧ω≦)
  • อยากดูมูฟวี่ 22 แล้ว!!

Kalafina “9+ONE” @Festival Hall Osaka

เมื่อวันที่สองไปดูไลฟ์ 9+ONE ของสามสาว Kalafina มาแหละ (≧∇≦)

ครั้งล่าสุดที่ไปหาสามสาวคืออคูสติกไลฟ์ที่เกียวโตเมื่อเดือนธันวา แต่ไลฟ์แบบปกติธรรมดานี่ห่างหายมาตั้งแต่อารีน่าไลฟ์เมื่อเดือนกันยาโน่น

รอบนี้มีฝ.ซังไปดูเป็นเพื่อน วันก่อนไลฟ์วันนึงเราหยิบตั๋วมาดูแล้วรำพึงว่า ทำไมถึงตั้งชื่อไลฟ์ว่า 9+one นะ ฝ.ซังก็ให้คำตอบอย่างรวดเร็วว่า “เก้าปีไง” ……แล้วเราก็ช็อกมากกับความเป็นจริงที่ว่า Kalafina เดบิวท์มาเก้าปีแล้ว ในความรู้สึกเรายังอยู่ที่ประมาณหกเจ็ดปีเอง /ลูบตีนกาเบาๆ

ไลฟ์ 9+ONE เป็นไลฟ์ทัวร์ จัดที่โอซาก้าสองรอบ รอบที่เราไปเป็นรอบแรกของโอซาก้า คราวนี้จัดที่ Festival Hall ซึ่งสามสาวเพิ่งเคยจัดไลฟ์ที่นี่เป็นครั้งแรก เราก็เพิ่งเคยไปฮอลล์นี้ครั้งแรกเหมือนกัน ไปถึงแล้วเพิ่งรู้ว่าเป็นฮอลล์ที่จะจัดแสดงมิวสิคัลเลอมิสในเดือนกันยายนนี้!! อยากดูมากกกกก แต่ช่วงนั้นเรากลับไทยพอดีเลยอดดู ลาก่อน (TωT)

Festival Hall มีที่นั่งสามชั้น คราวนี้สุ่มได้ที่นั่งแถวที่สามของชั้นสองมา ถึงจะไม่ได้ใกล้เป็นพิเศษแต่เป็นตำแหน่งที่เราค่อนข้างโอเค ความจริงแล้วตอนไปไลฟ์อารีน่าคราวที่แล้วยังแอบคิดอยู่เลยว่าที่นั่งมุมสูงอาจจะดีกว่าที่นั่งไกลๆ ชั้นล่างก็ได้ คราวนี้เลยได้ชั้นสองสมใจอยาก (แต่ถ้าได้ชั้นล่างแบบใกล้ๆ ก็ดีกว่าแหละนะ 555555555)

ตอนไปถึงฮอลล์ยังเหลือเวลาเยอะแยะก่อนเริ่มเลยไปโฉบๆ ดูของขายหน้าไลฟ์

คราวนี้มีป๊อปคอร์นที่จะเปลี่ยนรสไปตามแต่ละรอบด้วย รอบที่เราไปเป็นสตรอว์เบอร์รี่อะไรสักอย่าง พอเราหยิบกระเป๋าตังค์ออกมาพร้อมจ่าย บอกคนขายเสร็จสรรพว่าเอาป๊อปคอร์นที่นึงคะ คนขายก็ตอบกลับมาพร้อมยิ้มแห้งๆ ว่า ป๊อปคอร์นขายหลังไลฟ์จบค่ะ เอ้าาาา ทำไมล่ะะะะะะ

พอซื้อป๊อปคอร์นไม่สำเร็จเราก็ไม่เสียเงินให้สินค้าอย่างอื่นเลย ดูไลฟ์วงนี้แทบไม่เคยซื้อของหน้าไลฟ์ ซื้อแต่กระเป๋า แล้วกระเป๋ารอบนี้ไม่ถูกใจด้วย บัยยยยย

หลังจากนั้นก็วนไปวนมาอยู่หน้าฮอลล์ ระหว่างรอก็พยายามยับยั้งชั่งใจไม่ให้เปิดดูเซ็ทลิสท์รอบก่อนๆ คือวันก่อนหน้าไลฟ์ก็ไม่ได้นึกอยากเปิดดูนะ แต่พอใกล้ถึงเวลาไลฟ์แล้วดันเริ่มอยากรู้ขึ้นมาว่าจะเจอเซ็ทลิสท์ประมาณไหน แต่สุดท้ายความอยากไปลุ้นเอาเองก็เอาชนะความอยากรู้อยากเห็นได้ในที่สุด เย้!

เซ็ทลิสท์รอบที่เราไปดูมีตามนี้

overture
五月雨が過ぎた頃に
misterioso
Lacrimosa
明日の景色
光の旋律
未来
oblivious
storia
五月の魔法
consolation
to the beginning
春を待つ
君が光に変えて行く

O.S.T(クビキリサイクル)

メルヒェン
Magia
Kyrie
heavenly blue
One Light
into the world

(Encore)
音楽
blaze
sprinter

ตอนดูไลฟ์จบเราบอกฝ.ซังว่าเซ็ทลิสท์นี้ไม่ถือเป็นเซ็ทลิสท์เทพสำหรับเรา เพราะยังขาดเพลงที่เราชอบในระดับชอบมากกกกกกกไปเยอะมาก แต่พอมาตั้งสติดูอีกทีจริงๆ ก็พบว่ามีเพลงที่ชอบเยอะอยู่ดี แค่ขาดเพลงที่รู้สึกว่าอยากฟังมากๆ อย่าง 満天 กับ ひかりふる ไป ถ้ามีสองเพลงนี้ด้วยอาจพูดได้เต็มปากว่านี่คือเซ็ทลิสท์เทพ

เพลงที่ประทับใจสุดหลังดูจบรอบนี้คงเป็น Lacrimosa มั้ง เพลงนี้แค่อินโทรขึ้นก็ขนลุกไปหมด ชอบมาก เป็นเพลงที่เวลาได้ฟังในไลฟ์ทีไรจะอยากลุกขึ้นมากรี๊ดดดดดดดเสียงดังๆ อย่างเสียจริต แต่ไลฟ์วงนี้ต้องรับชมอย่างสุภาพเรียบร้อยเลยได้แต่กรี๊ดในใจ

อีกเพลงที่อยากกรี๊ดเยอะมากคือ oblivious ซึ่งเป็นเพลงที่เคยฟังในไลฟ์มาหลายรอบแล้ว (ก็เป็นเพลงเดบิวท์นี่นา) แต่คราวนี้ตอนเพลงแรกเราโดนบิลท์มาก่อนด้วยเอฟเฟคต์เวที คือเพลงแรกสามสาวจะยืนร้องเพลงโดยมีภาพหน้าปกซิงเกิ้ลและอัลบั้มทั้งหมดฉายอยู่ด้านหลัง ทำให้รู้สึกว่า อาาา เก้าปีที่ผ่านมามีอะไรเยอะแยะมากมายเลยเนอะ (ตกลงนี่ผ่านมาเก้าปีแล้วจริงๆ เหรอ….. /เหม่อ) แถมตอนก่อนร้องเพลงนี้ยังเป็นช่วง MC ด้วย ฮิคารุบอกว่าเพลงต่อไปที่จะร้องคือเพลงที่สำคัญที่สุดสำหรับ Kalafina ซึ่งแน่นอนว่าทุกเพลงเป็นเพลงสำคัญอยู่แล้ว แต่เพลงนี้เป็นจุดเริ่มต้นของวง พอบิลท์กันซะขนาดนี้เลยบังเกิดความปลื้มปีติที่ได้ฟัง oblivious ในวันนี้ขึ้นมา (T∇T)

อีกสองเพลงที่ช้อบชอบคือ One Light กับ blaze ซึ่งเคยฟังแบบไลฟ์มาแล้วในอารีน่าไลฟ์ คราวที่แล้วค่อนข้างประทับใจแบบไลฟ์ แต่คราวนี้อยู่ในระดับปลื้มมากกกกกกกกก สงสัยคราวที่แล้วที่นั่งอยู่ไกลไปเลยได้รับความมันส์จากบนเวทีไม่เต็มที่ แต่คราวนี้ที่นั่งเราเห็นเวทีชัดเจนดีมาก ก็เลยชอบสองเพลงนี้มากกกกกกกกก มันส์มากกกกกกกกกกกกก

ส่วนเพลงที่มันส์ตามมาตรฐานคือ 音楽 เพลงนี้ร้องในไลฟ์ยังไงก็สนุกอะะะ แต่สนุกแบบ เอ้อ สนุก จบ ไม่ค่อยมีรอบที่ประทับใจเป็นพิเศษเพราะเป็นเพลงที่ไม่มีลูกเล่นอะไรมากมาย มีไว้ระเบิดความมันส์ เพราะเหตุนี้เลยรู้สึกว่าเป็นเพลงที่ขาดไม่ได้เลยในไลฟ์ของสามสาว ตอนก่อนอังกอร์ยังคิดเลยว่าถ้าไม่มีเพลงนี้จะแปลกใจมาก แล้วก็มีจริงๆ ดีใจจัง! (แต่อันที่จริงเพลงนี้ก็ไม่ได้อยู่ในทุกไลฟ์หรอกนะ นานๆ ทีก็หายไปเหมือนกัน มี signal มาแทน)

เสียดายเพลงที่ควรจะมันส์มากแต่ไปไม่สุดเท่าไหร่คือ Magia รอบนี้สามสาวร้องเพลงนี้อยู่ด้านหลังฉากเวทีบางๆ แล้วบนเวทีจะฉายภาพสามสาวหลงวนเวียนในทางวงกต แทนที่เราจะได้เห็นสามสาวร้องเพลงนี้ชัดๆ เลยรู้สึกเหมือนนั่งดูมิวสิควิดีโอจอใหญ่ๆ อยู่มากกว่า ปกติไลฟ์ไหนก็ตามที่มีเพลงนี้เราจะชอบเพลงนี้มากๆ แต่คราวนี้ลูกเล่นเวทีขัดใจไปนิดนึง (ฝ.ซังกล่าวว่าเพลงนี้เหมือนเป็นเพลงที่เอาไว้ลองอะไรใหม่ๆ) 

ส่วนเพลงช้าๆ รอบนี้ปลื้ม 光の旋律 ที่สุด รอบนี้ไม่มีฟลุ๊ตมาเล่นสดๆ แต่เพลงนี้ก็ยังดีงามน้ำตาไหลอยู่ดี (TωT) รองลงมาชอบ 君が光に変えて行く ซึ่งเป็นเพลงที่ไม่ค่อยได้ฟังสดๆ เท่าไหร่ เป็นเพลงที่ฮีลลิ่งดี ฟังแล้วอยากดูรัคเคียวอีกจัง

แปลกใจที่รอบนี้ร้องเพลงจากซิงเกิ้ลแรกตั้งสองเพลง แต่เพลงที่เราชอบที่สุดในซิงเกิ้ลแรกคือ 傷跡 นะ ทำไมไม่ค่อยร้องในไลฟ์เลย ฮือออออ ถ้าร้องเพลงนี้เราร้องไห้แน่ๆ T__T

พอแอบไปส่องเซ็ทลิสท์รอบวันถัดมาก็พบว่าเพลง 君が光に変えて行く โดนเปลี่ยนเป็น believe ซึ่งเราอยากฟังมากกกกก แงงงงงงงง แต่อีกรอบเปลี่ยน sprinter เป็น symphonia แทน ถึงตอนก่อนเริ่มจะพูดกับฝ.ซังว่าอยากฟังเพลง symphonia แต่ถ้าเป็นเพลงปิดท้ายยังไงๆ เราก็อยากให้เป็น sprinter มากกว่านะ ดังนั้นเราเลือกไปถูกรอบแล้ว!

มาพูดถึงช่วงทอล์กบ้าง ทอล์กรอบนี้ฮิคารุกับวากานะพูดเยอะ ส่วนเคโกะไม่ค่อยได้พูดอะไรเพราะแค่สองคนนี้พูดก็หมดเวลาแล้ว 555555555

ฮิคารุเล่าว่าไปเที่ยววัดชิเทนโนจิในโอซาก้ามา เป็นวัดที่โชโตคุไทชิสร้างขึ้น บลาๆๆๆ (ทำไมดูได้ความรู้) ส่วนวากานะเล่าว่าตอนมาถึงสถานีชินโอซาก้าก็ไปซื้อทาโกยากิร้านนึง วากานะเล่าแบบโรลเพลย์เป็นคนซื้อคนขายให้ดูเลย ตลกมาก 555555555 ลุงคนขายถามว่าใส่สาหร่ายได้มั้ย ใส่คัตสึโอะได้มั้ย วากานะเล่าถึงตรงนี้ เคโกะก็เดินมากอดคอแล้วบอกว่า หมดเวลาแล้วนะ ต้องร้องเพลงกันต่อแล้ว โอ๊ย 555555555555555

จุดพีคคือหลังจากร้องเพลงกันต่ออีกหลายเพลง พอเข้าช่วงทอล์กรอบต่อมา เคโกะก็ถามว่าเมื่อกี้พูดเรื่องอะไรนะ แล้ววากานะก็เล่าต่อ 5555555555555 จริงๆ ที่วากานะเล่าก็ไม่มีอะไรมาก แค่บอกว่ามีคนต่างชาติมาต่อคิวซื้อทาโกยากิ แล้วลุงคนขายก็พูดอังกฤษอย่างคล่องแคล่ว เท่มาก จบ

นอกจากเมาท์มอยเรื่องท่องเที่ยวโอซาก้าแล้วก็มีพูดเรื่องเพลงด้วยนะ ใช่ว่าจะเน้นบันเทิงกันอย่างเดียว แต่เราจำส่วนที่พูดถึงเพลงไม่ค่อยได้แล้ว (´・ω・`) จำได้แต่ตอนที่พูดถึงเพลง 春を待つ กันว่าเพลงนี้เป็นเพลงแรกของ Kalafina ที่ไม่มีการร้องประสาน แต่เป็นท่อนโซโล่ต่อๆ กันทั้งเพลง เคโกะเล่าว่าตอนเห็นโน้ตเพลงนี้ก็ถามคาจิอุระซังกันหลายรอบว่าไม่มีร้องประสานจริงๆ เหรอคะ คาจิอุระซังก็บอกว่าไม่มี คือแม้แต่สามสาวเองยังแปลกใจมาก

ส่วนช่วงฮิคารุฮาร์ดเซลล์คราวนี้ฮิคารุมาขายกล่องดินสอ มีการสอดแทรกสำเนียงคันไซระหว่างแนะนำอีกแล้ว ขำที่ฮิคารุพูดไปพูดมา อยู่ดีๆ ก็ลืมว่าจะพูดอะไรต่อ 555555555 ใช้เวลานึกอยู่พักใหญ่ ฮิคารุก็บอกว่า อ๋อออ จะบอกว่ากล่องดินสอเนี่ยใช้ใส่แว่นได้ด้วยนะ! จบ

มุมฮาร์ดเซลล์มีเรื่องน่ารักเล็กน้อยตอนที่ฮิคารุบอกว่าหน้าฮอลล์มีตัวอย่างสินค้าให้ดู ลองไปต่อแถวรีบดูรีบบอกให้คนถัดมาแบ่งๆ กันดู ฮิคารุพูดไปก็ทำท่าต่อแถวกับเชิญคนต่อไป วากานะกับเคโกะที่อยู่เยื้องๆ ไปด้านหลังก็เลยทำท่าล้อเลียนฮิคารุกันสนุกสนาน คิวท์มาก (〃∇〃)

ทางด้านของคอสตูมวันนี้ ชุดแรกเป็นชุดกระโปรงพองๆ เราชอบชุดวากานะมากสุดเพราะเป็นสีอ่อนๆ ดูเหมือนชุดบัลเล่ต์ น่ารักดี (≧ω≦) ส่วนอีกชุดที่เปลี่ยนก่อนออกมาร้อง メルヒェン จะเป็นชุดที่….. ดูขาดๆ เหมือนเอาเศษผ้ามาต่อกัน……… ขาตั้งไมโครโฟนมีการประดับเศษผ้าให้เข้ากับชุดด้วย (ขาตั้งไมค์หน้าตาหางเครื่องเวทีไทมากๆ) ไม่ค่อยปลื้มชุดนี้เท่าไหร่ แต่ประทับใจฉากเวที บนเวทีจะทำเป็นรูปคนตัวใหญ่ๆ ใส่กระโปรงสามคน แล้วในนั้นก็เอาชุดทั้งหมดที่ผ่านมาของ Kalafina มาเรียงต่อๆ กัน กลายเป็นฉากสุดยิ่งใหญ่อลังการ ทำให้ช่วงที่ร้องเพลง メルヒェン กับ Magia บรรยากาศดูชนเผ่ากินคนมากๆ (อันนี้น่าจะไม่เกี่ยวกับฉากละ น่าจะเป็นเพราะตัวเพลงกับแสงสี)

จะว่าไปแล้วรอบนี้เราว่าฉากมีลูกเล่นเยอะนะ มีฉากซ้อนกันอยู่หลายๆ ชั้นแล้วเลื่อนขึ้นลงสลับไปเป็นช่วงๆ ความลูกเล่นเยอะนี่เห็นชัดสุดตอน Magia ที่เล่นกับฉากหลายอย่าง แต่อย่างที่บอกไปแล้วว่าไม่ค่อยปลื้มเท่าไหร่ (-ω-;)

นอกจากนั้นรอบนี้ยังมีของเล่นใหม่อีกอย่างนึงคือริงไลท์! ตอนตรวจตั๋วปกติจะมีแจกแบบสอบถามกับใบปลิว แต่คราวนี้มีแจกริงไลท์ให้ด้วย ตื่นเต้นมากเพราะไลฟ์สามสาวไม่เคยมีอะไรแบบนี้มาก่อน (*0*)

ริงไลท์นี่ใช้ตอนอังกอร์อย่างเดียว พอทั้งฮอลล์เปิดริงไลท์สีขาวๆ แล้วแปลกตาดี ถ้าเป็นไลฟ์วงอื่นคงเฉยๆ แต่ปกติแล้วไลฟ์สามสาวห้ามใช้อุปกรณ์ใดๆ ก็ตามที่มีแสง ถ้าไม่ใช่อีเวนท์ร่วมกับวงอื่นอย่าง Animelo ก็ไม่มีโอกาสได้เห็นแสงสว่างจากที่นั่งผู้ชมในไลฟ์ เพราะงั้นเลยตื่นตาตื่นใจเป็นพิเศษ

นอกจากผู้ชมแล้วสามสาวก็สวมริงไลท์ด้วย แต่อยู่ดีๆ ริงไลท์ของเคโกะก็ไฟดับ เคโกะเลยแลกริงไลท์กับผู้ชมคนนึงที่อยู่แถวหน้าสุด อิจฉามากกกกกกกกก (ถึงแม้ว่าทุกคนจะต้องคืนริงไลท์ตรงทางออกก็ตาม…….) คือเคโกะนั่งยองๆ เจรจาแลกริงไลท์กับคนนั้นอยู่นานมาก ฮือออออออ ดีจังเลย T____T

ถึงจะบอกว่านี่ไม่ใช่เซ็ทลิสท์เทพสำหรับเรา แต่ไลฟ์วันนี้ก็สนุกมากๆๆๆๆๆ สามสาวไฮเทนชั่นกันมากโดยเฉพาะฮิคารุ ขนาดเจ้าตัวยังพูดเองเลยว่าวันนี้ไฮเทนชั่นผิดปกติ 555555555

ขอบคุณสามสาว นักดนตรีทุกท่าน และคุณโปรดิวเซอร์ที่แต่งเพลงเพราะๆ ให้สามสาวอยู่เสมอนะคะ♥

อยากให้ถึงไลฟ์หน้าเร็วๆ จัง!

Gjallarhorn Eau de Toilette

เมื่อหลายวันก่อนโน้นนนนนกดสั่งน้ำหอมมาสองขวดทั้งๆ ที่ปกติเป็นคนไม่ค่อยใช้น้ำหอมเท่าไหร่ ใช้เฉพาะโอกาสพิเศษซึ่งก็ไม่ค่อยมี แต่สองขวดนี้พิเศษตรงที่เป็นน้ำหอมตามอิมเมจตัวละครสองตัวที่เราชอบมากจากกันดั้ม IBO ได้แก่ กาเอลิโอและแมกกิลิสนั่นเองงงงง (เราชอบน้องไอน์มากกว่าแมกกี้ แต่ไม่มีน้ำหอมน้องไอน์ขาย เศร้าจัง)

จริงๆ แล้วน้ำหอมอิมเมจตัวละครเนี่ยไม่ได้แปลกอะไรเลย เดี๋ยวนี้ผลิตออกมากันเยอะแยะ แต่ก่อนหน้านี้เราเคยซื้อแค่ขวดเดียวคือน้ำหอมยูมะคุงจาก Diabolik Lovers ซึ่งทุกวันนี้นานๆ ทีก็หยิบมาใช้บ้าง แต่ไม่ได้รู้สึกประทับใจอะไรมากมาย แค่ชอบที่เวลาใช้แล้วได้กลิ่นจางๆ จะรู้สึกว่าโอเค วันนี้เรามียูมะคุงอยู่เป็นเพื่อน

ทว่า! น้ำหอมกาเอลิโอกับแมกกี้คราวนี้กลิ่นถูกใจเราพอใช้ได้ก็เลยอยากมารีวิว(?)ซะหน่อย

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นการรีวิวน้ำหอมแบบคนไม่มีความรู้เรื่องน้ำหอม เป็นแค่ติ่งที่โดนชื่อผู้ชายบนขวดน้ำหอมล่อลวงจนหน้ามืดตามัว ซื้อมาตั้งแต่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากลิ่นมันจะออกมาเป็นยังไง หอมถูกใจหรือไม่ อย่างไร รู้แต่ไหนๆ ก็ลงหลุมกันดั้มมาขนาดนี้แล้ว เดี๋ยวอนิเมะจบไปสักพักก็ไม่เหลืออะไรให้ซื้อละ อยากซื้ออะไรตอนนี้ก็ซื้อๆ ไปเลย ว่าแล้วก็สติขาดผึง กดสั่งในเว็บมาทั้งสองขวด

ตอนแรกว่าจะสั่งของกาเอลิโอคนเดียว แต่สองสามวันต่อมาหลังจากกดสั่งกาเอลิโอไปแล้วดันเกิดรักพี่เสียดายน้องเขยขึ้นมา ก็เลยกดสั่งแมกกี้มาด้วยเพราะคิดว่าเวลาเอากล่องมาตั้งเรียงกันคงสวยดี (นี่มันใช่เหตุผลที่คนเราซื้อน้ำหอมเหรอ…?) เปลืองค่าส่งสองรอบไปอี๊กกกก

ซึ่งถึงแม้ว่าเราจะกดสั่งแมกกิลิสไปทีหลัง แต่พอถึงเวลาส่งของ แมกกิลิสดันมาถึงก่อนกาเอลิโอตั้งหลายวัน งั้นมาพูดถึงน้ำหอมแมกกี้กันก่อนละกัน

น้ำหอมแมกกี้มาในกล่องสีฟ้าสวยงาม บนกล่องมีตราประจำตระกูลฟารีดและชื่อแมกกิลิส ส่วนภาษาฝรั่งเศสด้านบนที่เขียนว่า “Azur ouvre l’avenir” นั้น เมื่อไปถามผู้รู้ทางด้านภาษาฝรั่งเศส ผู้รู้ได้แปลเป็นภาษาอังกฤษมาให้ว่า Blue opens the future ซึ่งดูจะงงๆ แต่ก็พอเข้าใจได้อยู่ คงอยากสื่อความหมายว่า สีฟ้าที่เปิดหนทางสู่อนาคต หรืออะไรประมาณนี้มั้ง?

ทางด้านขวดก็เล็กๆ น่ารัก จุ 30 มิลลิลิตร เหมือนจะน้อยแต่สำหรับเราคงใช้ได้เป็นปี (น้ำหอมยูมะคุงที่ว่าก็ซื้อมาตั้งนานแล้ว ยังใช้ไปไม่ถึง 1/4 ด้วยซ้ำ) และคงไม่กล้าใช้หมดขวดด้วย ต้องเหลือไว้รำลึกถึงแมกกี้บ้าง TωT

กลิ่นน้ำหอมแมกกี้คือกลิ่น Choco Rose ตอนเห็นชื่อกลิ่นก็รู้สึกว่าสมกับคนที่โดนเรียกว่านายช็อกโกแลตดีนะ แต่ไม่คิดเลยว่าพอเอามาฉีดจริงแล้วมันจะช็อกโกแลตขนาดนี้

กลิ่นแรกที่แตะจมูกหลังจากฉีดออกมาคือกลิ่นที่ราวกับมีคนทำช็อกโกแลตสามลิตรหกลงไปในถังน้ำอบ คือมีทั้งกลิ่นช็อกโกแลตกับดอกไม้ปนๆ กัน แต่กลิ่นช็อกโกแลตเข้มกว่ามาก ฉีดใส่มือเสร็จแล้วถึงขั้นแทบแทะมือตัวเอง ถ้าฉีดเยอะๆ จนฟุ้งไปทั้งตัวคงรู้สึกว่าตัวเองน่าอร่อยมาก (〃ω〃) พอคิดว่าเป็นกลิ่นน้ำหอมของแมกกี้แล้วก็เริ่มสงสัยว่าเป็นกลิ่นที่แมกกี้เอาไว้ใช้ล่อลวงให้เด็กผู้หญิงเข้าใกล้รึเปล่า อารมณ์แบบเด็กๆ ได้กลิ่นแล้วก็เอ๊ะ ลุงคนนั้นมีกลิ่นช็อกโกแลตด้วยอ้ะ! เดินตามไปดีกว่า! อะไรแบบนี้ (ทำไมอิมเมจแมกกี้ในหัวเราช่างเป็นภัยสังคม)

แต่พอทิ้งไว้สักพักกลิ่นช็อกโกแลตจะเริ่มเจือจาง คราวนี้กลิ่นดอกไม้จะเด่นขึ้นมาแทน เป็นกลิ่นหวานๆ แบบน้ำหอมผู้หญิงแหละ คือพอเป็นกลิ่นดอกไม้แล้วไม่รู้จะอธิบายยังไงดี 555555555 เอาเป็นว่ากลิ่นช็อกโกแลตไม่ได้อยู่ทนขนาดนั้น แต่เราชอบช่วงที่กลิ่นช็อกโกแลตเริ่มจางไปแล้วมากกว่ากลิ่นตอนเพิ่งฉีดนะ

ส่วนน้ำหอมกาเอลิโอมาในกล่องสีม่วงพร้อมตราประจำตระกูลอีกเช่นกัน

บนกล่องมีรอยแผลเป็นกิมมิคเก๋ๆ ให้รู้ว่านี่คือกาเอลิโอเวอร์ชั่นซีซั่นสองนะจ๊ะ ส่วนภาษาฝรั่งเศสบนกล่อง “Lilas de vengeance” หมายถึงดอกไลแลคแห่งการแก้แค้น ออฟฟิเชียลนี่ชอบเอาคำว่าแก้แค้นแปะใส่หน้ากาเอลิโอจังเลยนะ 555555555

โดยส่วนตัวชอบดีไซน์กล่องนี้มากกว่าแมกกี้นิดนึงแพราะชอบสีม่วง และชอบตราประจำตระกูลฝั่งนี้มากกว่า (ที่จริงก็ชอบตราประจำตระกูลของเซเว่นสตาร์ทั้งหมดเลยนะ ชอบที่อิงตำนานนอร์ส) แต่ชอบสโลแกน(?)ของแมกกี้กับฟอนท์คำว่าแมกกิลิสมากกว่านะ

ทางด้านกลิ่น ของกาเอลิโอเป็นกลิ่น Green Floral ซึ่งในเว็บอธิบายไว้ว่าใช้กลิ่นกรีนทีสุดแสนสดชื่นและกลิ่นจัสมินกับมูเกท์เป็นหลัก ผสมผสานกับกลิ่นลาเวนเดอร์ โอ้โห อันนี้กรี๊ดตั้งแต่อ่านคำอธิบายกลิ่นเพราะเราชอบกลิ่นลาเวนเดอร์! (อันนี้ชอบจากความติ่งคอร์ด้าอีกที เนี่ยดูสิ ขนาดจะชอบกลิ่นอะไรสักอย่างยังมาจากความติ่ง ทำไมชีวิตถึงเป็นไปได้ขนาดนี้)

อ่านคำอธิบายแล้วนึกว่าจะเป็นกลิ่นหวานๆ ปรากฎว่าพอลองฉีดปุ๊บ กลิ่นแรกที่ออกมาจะฉุนๆ หน่อย ไม่รู้สึกเลยว่าเป็นกลิ่นดอกไม้ และไหนเหรอกรีนที…..? แต่ชอบตรงที่สดชื่นมาก กลิ่นสะอาดและหล่อมากกกกกกกกกกก!! ยิ่งทิ้งไว้สักพักให้หายฉุนแล้วยิ่งหล่อมาก!! เรียบหรูดูดีมาก!!! (ยอมรับว่ามาจากความกรี๊ดตัวละครด้วยประมาณ 70%) คือกลิ่นกาเอลิโอเนี่ยเป็นกลิ่นน้ำหอมผู้ชายเลย (ย้ำว่านี่เป็นคำกล่าวของคนไม่มีความรู้เรื่องน้ำหอม กลิ่นน้ำหอมผู้ชายที่จำได้ก็มีแค่ Bleu de Chanel ที่ชอบไปลองดมเล่นฟรีๆ เท่านั้นแหละ นี่ก็เพราะแฟนเก่าเป็นพรีเซนเตอร์)

ของกาเอลิโอนี่เราชอบกลิ่นมากกกกกกกกกกก สาบานได้ว่าชอบอย่างบริสุทธิ์ใจโดยไม่ได้ลำเอียง 55555555 ของแมกกี้ชอบที่กิมมิคความเป็นหนุ่มช็อกโกแลตมากกว่าตัวกลิ่น แต่ของกาเอลิโอนี่ชอบที่ตัวกลิ่นเลย ถึงจะเป็นกลิ่นน้ำหอมผู้ชายแต่ก็ดูเป็นกลิ่นที่ใช้ได้ทั้งสองเพศ ดมๆ ไปแล้วก็คิดว่ากาเอลิโอสมัยเป็นคุณชายชอบเล่นปอยผมก็คงใช้น้ำหอมกลิ่นแบบนี้นี่แหละมั้ง (ถึงบนกล่องจะมีรอยแผลเป็นก็เถอะ แต่เราว่ากลิ่นนี้ดูเข้ากับกาเอลิโอสมัยซีซั่นแรกมากกว่า) แต่ถ้าใครชอบน้ำหอมผู้หญิงก็น่าจะถูกจริตกับกลิ่นหวานๆ แบบน้ำหอมแมกกี้มากกว่ามั้ง

สรุปว่าวันไหนอยากให้ตัวเองหวานอร่อยก็ฉีดแมกกี้ วันไหนอยากหล่อให้ฉีดกาเอลิโอ จบ

เสียดายนิดนึงที่ซื้อน้ำหอมวีดาร์ไม่ทัน มีคนบอกว่ากลิ่นวีดาร์เอโร่ยมาก อยากลองจัง (///ω///)

หลังจากนี้จะมีน้ำหอมของฝั่งเทกกะดันทยอยมาขายเรื่อยๆ ด้วย เริ่มจากชิโนะกับออร์ก้า ซึ่งสองคนนี้สั่นสะเทือนกระเป๋าตังค์เราไม่ได้หรอกนะ ฮึฝ์ รอลุ้นของยูจีนอีกทีแล้วกัน แต่ถ้าเป็นไปได้อยากให้ทำของกาเอลิโอออกมาขายอีกรอบด้วย ฮือ อยากซื้อเก็บไว้อีกขวด ชอบมากจริงๆ T_T

อนึ่ง เรื่องน้ำหอมคาแรคเตอร์นี่เราขำอยู่อย่างนึง ก่อนหน้านี้เมื่อนานมาแล้วเคยไปเดินดมๆ น้ำหอมแนวนี้กับเพื่อนซึ่งความสนใจในโลกโอตาคุเป็นศูนย์ เพื่อนจึงถามเราว่าน้ำหอมแบบนี้เนี่ยปกติแล้วซื้อไปใช้เหรอ? หรือว่าซื้อไปฉีดใส่เสื้อแล้วมโนว่าเสื้อตัวนั้นเป็นของผู้ชายเจ้าของกลิ่นน้ำหอม?

……หลังจากได้ยินคำพูดนี้ของเพื่อน เราก็เหมือนพบทางสว่างว่ามันมีวิธีใช้แบบนี้อยู่ด้วยแฮะ! แต่พอซื้อมาจริงๆ ก็ไม่เคยลองใช้แบบนั้นซะที เอามาฉีดตัวเองนี่แหละดีแล้ว แค่ประทับใจว่าบางทีเพื่อนที่ไม่ได้เป็นติ่งก็มีความคิดที่ล้ำยิ่งกว่าติ่งซะอีก 555555555