Shining Masterpiece Show「Lost Alice」

อุตะปุริมีโปรเจคต์ซีดีออกมาใหม่อีกแล้วจ้าาา

คราวนี้มาในชื่อโปรเจคต์ว่า Shining Masterpiece Show ซึ่งออฟฟิเชียลอธิบายว่าเป็นดรามาติกซาวด์โชว์ มันคืออะไรก็ไม่รู้แหละ รู้แต่เป็นการแสดงสด ก็คงอารมณ์คล้ายๆ ละครเวที แต่อาจจะแสงสีเสียงอลังหน่อย?

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ถ้าจะพูดอย่างไม่หลอกตัวเองแล้ว โชว์ที่ว่ามันไม่มีอยู่จริงหรอกนะ… จริงๆ แล้วมันคือซีดีที่บรรจุเพลง+แทร็คดราม่าเล่าเรื่องราวที่แสดงในโชว์อีกที เหมือนตอนเกคิดันไชน์นิ่งและเธียเตอร์ไชน์นิ่งนั่นเอง

ซีดีรอบนี้แบ่งเป็นสามแผ่น แผ่นแรกใช้ชื่อว่า Lost Alice ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากอลิสในแดนมหัศจรรย์ที่คนญี่ปุ่นสุดแสนจะคลั่งไคล้ รอบนี้คุราฮานะเซนเซก็ยังวาดปกให้เช่นเคย สวยงามเลอค่ายิ่งนักกกกกกกก ฮืออออออออ

นักแสดงหลักในแผ่นนี้ประกอบด้วย

ชิโนมิยะ นัตสึกิ รับบทเป็น ชาร์ลส์ ลิดเดลล์ (อลิส)
โคโตบุกิ เรย์จิ รับบทเป็น กระต่ายขาว
ฮิจิริคาวะ มาซาโตะ รับบทเป็น ช่างทำหมวก
คุโรซากิ รันมารุ รับบทเป็น แมวเชสเชอร์

โปรเจคต์นี้เปิดตัวมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ไม่มีสัญญาณล่วงหน้าใดๆ อยู่ดีๆ ออฟฟิเชียลก็หย่อนระเบิดด้วยการทวีตหน้าเว็บของโปรเจคต์พร้อมภาพหน้าปกแผ่นนี้มากลางดึก เล่นเอาปริ๊นเซส (=แฟนๆ อุตะปุริ) ตื่นเต้นตกใจกันไม่เป็นอันเข้านอน ตอนนั้นดีใจแทบกรี๊ดลั่นห้อง ชอบเวลาอุตะปุริทำโปรเจคต์ซีดีแบบนี้มากเลย อยากให้ทำอีกเยอะๆ (≧∀≦)

หลังจากประกาศโปรเจคต์เมื่อต้นเดือนพฤศจิกาปีที่แล้ว ไม่ทันไรแผ่นแรกก็วางขายกลางเดือนมกรา รอแค่สองเดือนกว่าๆ เอง รวดเร็วมาก!! ทำไมเวลาออกเกมไม่ออกเร็วๆ แบบนี้บ้าง นี่เรารอเกมภาค Dolce Vita มาปีครึ่งแล้วยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ จะได้เล่นจริงมั้ยก็ไม่รู้ เข้าใจนะว่าเกมต้องใช้เวลาทำนานกว่าซีดีมาก แต่เงียบเกินไปก็ใจไม่ดีเหมือนกัน…. /เหม่อ

ความพิเศษของซีดีรอบนี้ที่ไม่เหมือนคราวเกคิดันกับเธียเตอร์คือ คราวนี้ไอดอลสังกัดไชนิ่งเอนเตอร์เทนเมนต์ทั้ง 11 คนจะมีบทบาทในแทร็คดราม่ากันทุกแผ่น! แต่เพลงยังร้องกันแค่ตัวละครหลักเหมือนเดิมนะ

ใน Lost Alice นี่นอกจากสี่คนที่พูดถึงไปแล้ว คนอื่นๆ มีบทบาทกันตามนี้

อิจิโนะเสะ โทคิยะ รับบทเป็น หนอนผีเสื้อ
จินกูจิ เร็น รับบทเป็น กระต่ายเดือนสาม
ไอจิมะ เซซิล รับบทเป็น หนูขี้เซา
อิตโตกิ โอโตยะ รับบทเป็น ไพ่เอซโพแดง
คุรุสุ โช รับบทเป็น ไพ่เจ็ดโพแดง
มิคาเสะ ไอ รับบทเป็น ไพ่แจ็คโพแดง
คามิว รับบทเป็น อัลเบิร์ต ลิดเดลล์

……….ใช่ค่ะ อิจิโนะเสะซัง เมนของดิฉันรับบทเป็นหนอน ฮือ 55555555555555 ตอนประกาศว่าใครเล่นเป็นอะไร โทคิยะโดนแฟนๆ ล้อเลียนเยอะมากจนคำว่า イモムシ =หนอนผีเสื้อ ติดเทรนด์ทวิตเตอร์ญี่ปุ่นเลย โอ๊ยยยย หนอน55555ผี5555555เสื้อ555555555555555 แต่หลังจากได้ฟังแทร็คดราม่าแล้วเราพบว่าบทนี้เหมาะกับโทคิยะสุดๆ คนอะไรขนาดเป็นหนอนยังหล่อเลย ขี้โกงชะมัด

ก่อนเมาท์เนื้อเรื่องแผ่นนี้ขอซูเนโอะรีวิวแพคเกจจิ้งซีดีเวอร์ชั่นลิมิเต็ดรอบนี้ก่อน

คราวนี้แพคเกจไม่เหมือนคราวก่อนอีกละ ค่ายบรอคโคลี่เป็นโรคทำแพคเกจเหมือนเดิมไม่เป็น ออกซีดีทีไรต้องหาลูกเล่นใหม่ทู้กที รอบนี้แบบลิมิเต็ดจะมีกล่องแข็งด้านนอกกล่องนึง ก็คือกล่องในรูปด้านบนนั่นแหละ ส่วนด้านหลังกล่องหน้าตาแบบนี้

กล่องเวอร์ชั่นลิมิเต็ดหนากว่าที่คิดเอาไว้ ตอนหยิบออกมาจากชั้นวางของในร้านถึงกับตกใจในความหนาเล็กน้อย ในกล่องบรรจุกล่องใส่ซีดีกับหนังสือหนึ่งเล่ม

พูดถึงกล่องซีดีก่อน รอบนี้เป็นกล่องสีดำซึ่งเบสิคมากจนน่าตกใจ เพราะตั้งแต่ซื้อซีดีอุตะปุริมายังไม่เคยเจอกล่องแบบนี้มาก่อน เคยเจอแต่กล่องใสหรือไม่ก็กล่องประหลาดๆ ที่ไม่รู้จะเรียกว่ากล่องซีดีได้มั้ย บางทีก็ไม่มีกล่องแต่มาเป็นกระดานทำนาย (อย่างเช่นตอน Shining Dream ซึ่งแพคเกจสุดอลัง) ด้วยเหตุนี้ พอรอบนี้พอใช้กล่องสีดำธรรมดาๆ เลยรู้สึกแปลกใหม่ซะงั้น

พอเปิดกล่องมาจะเจอสิ่งเหล่านี้

ของในกล่องนี้ได้แก่ ซีดี, ที่คั่นหนังสือ, กระดาษเนื้อเพลงหนึ่งแผ่น และแผ่นโฆษณานิทรรศการคราวนี้

ซีดีมีสี่แทร็ค ประกอบด้วย
– เพลง Lost Alice
– แทร็คดราม่า Shining Masterpiece Show「Lost Alice」 chapter 01
– แทร็คดราม่า Shining Masterpiece Show「Lost Alice」 chapter 02
– เพลง Lost Alice (off vocal)

แทร็คดราม่าสองแทร็ครวมกันยาวประมาณ 52 นาที แทร็คละยี่สิบกว่านาที พอๆ กับตอนเธียเตอร์ เห็นรอบนี้มากันครบ 11 คนนึกว่าจะเพิ่มความยาวหน่อย บู่ววว (=3=)

ส่วนแผ่นเนื้อเพลงน่ารักดี แต่มาใบเดียวโดดเดี่ยวเดียวดายแบบนี้มันแห้งแล้งไปหน่อย ถ้าทำบุ๊กเล็ตบางๆ แทรกบทสัมภาษณ์ของนักแสดงนำสักเล็กน้อยแบบที่แผ่นก่อนๆ ทำจะเริ่ดมาก

ส่วนที่คั่นหนังสือมีสี่ลายตามจำนวนนักแสดงนำ ด้านหน้าเป็นรูปนักแสดงนำแต่ละคน ส่วนด้านหลังเป็นประโยคคำพูดของตัวละครนั้นๆ

มาดูหนังสือกันบ้าง หนังสือเป็นไฮไลท์ของรอบนี้เลย เราว่าที่รอบนี้ไม่มีบุ๊กเล็ตคงเป็นเพราะทีมงานทุ่มเทให้กับหนังสือจนหมดแรงจะทำบุ๊กเล็ตละ 5555555555 คราวนี้ไม่ใช่หนังสือบทละครพร้อมด้วยลายมือของแต่ละคนแบบคราวก่อน สงสัยเล่นมุกเดิมซ้ำสามรอบจะน่าเบื่อเกินไป รอบนี้เลยมาในรูปแบบหนังสือภาพปกแข็ง พิมพ์สี่สีทั้งเล่มสวยสดงดงาม จำนวนหน้า 100 หน้า เรียกได้เต็มปากว่าเป็นหนังสือนิทานเล่มนึง

เราชอบหนังสือรอบนี้มากกกกกกกกกกกกกก ปกสวยยยยยย ข้างในก็สวย!! ข้างในมีภาพวาดประกอบเนื้อหาสวยสดงดงาม เนื้อหาด้านในก็คือเนื้อหาในแทร็คดราม่านั่นแหละ เป็นหนังสือที่เอาไว้เปิดดูประกอบแทร็คดราม่าเช่นเคย แต่จะอ่านในฐานะหนังสือนิทานเล่มนึงโดยไม่ฟังแทร็คดราม่าก็ได้ ดีงามเลอค่าคู่ควรแก่การสะสมเป็นที่สุด

พอฟังแทร็คดราม่าพร้อมเปิดหนังสือไปด้วยแล้วให้อารมณ์เหมือนสมัยเด็กๆ ที่ฟังเทปประกอบหนังสือนิทานไม่มีผิด นี่ทีมงานอุตะปุริคิดว่าเหล่าปริ๊นเซสอายุเท่าไหร่นะ 55555555555 แต่จังหวะของหนังสือกับแทร็คดราม่ามันผสมกลมกลืนกันลงตัวดีมาก ฟังเพลิน อ่านก็เพลิน ประทับใจมากๆๆ

โดยรวมแล้วแพคเกจคราวนี้ก็ทำดีอีกแล้ว! แต่ในแง่ความตื่นตาตื่นใจเราชอบตอนแกะกล่องเธียเตอร์มากกว่า อันนั้นตื่นตาตื่นใจกับทั้งบุ๊กเล็ต ทั้งข้อความของแต่ละคนในหนังสือบทหนัง ทั้งโปสเตอร์แผ่นเบ้อเริ่ม ทั้งตั๋วหนังปลอมๆ คือตอนเธียเตอร์มันชวนให้รู้สึกถึงตัวตนของนักแสดงนำได้มากกว่ารอบนี้ด้วยแหละ แต่รอบนี้หนังสือทำดีมากจริง พอชดเชยเรื่องไม่มีบทสัมภาษณ์ได้อยู่

ต่อไปเป็นช่วงเมาท์เนื้อเรื่องยืดยาวน้ำท่วมทุ่ง

*มีสปอยล์*

ขอพูดถึงคอนเซปท์อลิสก่อน ว่ากันตามตรงแล้ว ตอนเห็นว่าแผ่นนี้ใช้คอนเซปท์อลิส สิ่งแรกที่เราคิดคือ “อีกและ!?”

อย่างที่บอกว่าคนญี่ปุ่นสุดแสนจะคลั่งไคล้อลิส อลิสในแดนมหัศจรรย์เป็นวรรณกรรมที่ถูกคนญี่ปุ่นหยิบยืมมาผลิตซ้ำในสื่อแขนงต่างๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า บางทีคนญี่ปุ่นอาจจะเป็นชนชาติที่คลั่งไคล้อลิสมากที่สุดในโลกแล้ว เวลาเห็นอะไรที่ใช้อลิสเป็น motif เราจึงค่อนข้างเฉยเมยเพราะมันมีให้เห็นอยู่เรื่อยๆ ในแวดวงป๊อปคัลเจอร์ญี่ปุ่น ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร

แต่ถึงจะรู้สึกจำเจ ข้อดีอย่างนึงของคอนเซปท์อลิสคือความน่ารัก ขึ้นชื่อว่าอลิสยังไงก็น่ารัก เพราะงั้นแม้จะไม่ตื่นเต้นตกใจกับคอนเซปท์ แต่พอเห็นเรย์จังหูกระต่ายกับรันมารุหูแมว เราก็พ่ายแพ้ให้กับความน่ารักอยู่ดี บ้าจริง!!

เป็นอันว่าถึงจะรู้สึกว่า อลิสอีกแล้วเหรอ? แต่พอเป็นอุตะปุริก็ดีงาม ให้ผ่าน กำเงินพร้อมซื้อตั้งแต่เปิดตัวโปรเจคต์สู่สายตาสาธารณชน (ความจริงคืออุตะปุริทำอะไรมาเราก็ว่าดีหมด เป็นทาสผู้มืดบอด)

เนื้อเรื่องของอลิสเวอร์ชั่นอุตะปุรินี่คล้ายๆ ของเดิมนะ เล่าแบบย่อคืออลิสหลุดเข้าไปในแดนมหัศจรรย์ ไปเจอตัวละครพิลึกพิลั่นต่างๆ แล้วสุดท้ายก็ตื่นจากฝัน กลับมาที่โลกของตัวเอง จบ แต่รายละเอียดต่างจากต้นฉบับเยอะอยู่ เวอร์ชั่นนี้ลดทอนตัวละครไปเยอะ นิสัยตัวละครก็ต่างกันไปบ้าง มีการเพิ่มประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ของพี่น้องที่ไม่มีในต้นฉบับเข้ามาด้วย

ที่สำคัญ! จุดนึงที่โปรเจคต์นี้ต่างจากเกคิดันและเธียเตอร์คือ รอบนี้ไม่มีตัวละครที่เป็นนางเอกในแต่ละเรื่องแล้ว ส่วนตัวละครที่เดิมทีเป็นผู้หญิงก็กลายเป็นผู้ชายกันหมด เป็นอลิสในแดนหนุ่มหล่อไปโดยปริยาย (^q^)

ความรู้สึกตอนฟังแผ่นนี้ครั้งแรกคือ… ละ ลึกซึ้ง สตอรี่คราวนี้เต็มไปด้วยบทพูดคมคายเชิงนามธรรมและใช้สัญลักษณ์อย่างแยบคาย ซึ่งจุดนี้เรารู้สึกว่าเป็นสิ่งที่แปลกใหม่สำหรับอุตะปุริที่ชอบเล่าเรื่องราวออกมาตรงๆ แต่ความลึกซึ้งเหล่านี้ส่วนใหญ่มันเป็นผลมาจากต้นฉบับนั่นแหละ ความที่ต้นฉบับเล่นกับสัญลักษณ์เยอะเป็นทุนเดิม พอยืมเรื่องมาดัดแปลงก็เลยพลอยมีอะไรให้ตีความได้เยอะไปด้วย

ฟังจบไปสองรอบแล้วมีอะไรอยากพูดถึงเยอะมากจนไม่รู้จะพูดถึงตรงไหนก่อน 5555555 เล่าไปตามเนื้อเรื่องละกัน

เรื่องราวของอลิสเวอร์ชั่นนี้เริ่มต้นจากสองพี่น้องลิดเดลล์เช่นเดียวกับต้นฉบับ ตัวเอกของเรื่องคือชาร์ลส์ผู้เป็นน้อง (=นัตจัง) ชาร์ลส์นั่งอ่านนิทานอยู่ดีๆ อัลเบิร์ตผู้เป็นพี่ (=คามิว) ก็สั่งให้ไปทักทายญาติคนอื่นๆ ที่กำลังปิกนิกกันอยู่ แต่ชาร์ลส์ไม่ชอบงานเลี้ยงน้ำชาไร้สาระก็เลยโวยวายใส่พี่ชายว่าไม่เอาด้วยหรอก คนพี่เลยดุว่าโตแล้วหัดทำตัวดีๆ หน่อยสิ จะเอาแต่ใจตัวเองไม่ได้นะ ทะเลาะกันไปๆ มาๆ ชาร์ลส์ก็วิ่งหนีเข้าป่าจนตกลงไปในหลุม ฟิ้ววววววว วาร์ปไปสู่แดนมหัศจรรย์!

สิ่งที่เห็นในฉากแรกสุดนี้คือนิสัยของพี่น้องที่ต่างกันสุดขั้ว อัลเบิร์ตคนพี่เป็นคนเข้มงวด เก่งกาจ เป็นที่รักของคนอื่น ส่วนชาร์ลส์เป็นพวกชอบปลีกวิเวกไม่ยุ่งกับใครจนโดนคนอื่นๆ ค่อนขอดว่าแปลก ซึ่งคำว่าแปลกเป็นคำที่ชาร์ลส์เกลียดชังที่สุด ชาร์ลส์ตะโกนใส่อัลเบิร์ตว่าตัวเองเป็นคนแปลก ไม่ใช่คนเก่งกาจเหมือนพี่ ซึ่งความสัมพันธ์ของพี่น้องและความรู้สึกอ่อนด้อยกว่าพี่ชายที่เห็นในฉากนี้แหละที่มีผลกับการทำความเข้าใจเนื้อเรื่องทั้งหมดอย่างใหญ่หลวง

ขอพูดถึงชื่อของสองพี่น้องนิดนึง ด้วยความสงสัยว่าชื่อของชาร์ลส์กับอัลเบิร์ตนี่มีความหมายอะไรรึเปล่าก็เลยลองไปค้นมา ได้ข้อสรุปที่เป็นไปได้ว่าชื่อชาร์ลส์น่าจะมาจากชื่อจริงของลูอิส แคร์รอล ผู้แต่งอลิสในแดนมหัศจรรย์ ซึ่งลูอิส แคร์รอลเนี่ยเป็นนามปากกา ชื่อจริงของเจ้าตัวคือ Charles Lutwidge Dodgson

ส่วนชื่ออัลเบิร์ตนี่ไม่รู้ว่าคนแต่งเรื่องตั้งใจรึเปล่า ชื่ออัลเบิร์ตมาจากภาษาเยอรมันสองคำคือ adal ที่แปลว่า noble กับ beraht ที่แปลว่า bright ดังนั้นความหมายของชื่อนี้คือ สูงส่งและสว่างไสว ซึ่งมันเข้ากับคาแรกเตอร์ของคุณพี่อัลเบิร์ตในเรื่องนี้มาก! พอรู้ความหมายของชื่อแล้วถึงกับตื่นเต้นตกใจ ทำไมคิดมาดีขนาดนี้! หรือถ้าบังเอิญเลือกชื่อฝรั่งมาแบบสุ่มๆ แล้วได้ความหมายนี้ออกมาพอดีนี่มันจะน่ากลัวเกินไปแล้ว

กลับมาที่เนื้อเรื่อง หลังจากตกลงหลุมจนมาโผล่ในแดนมหัศจรรย์แล้ว คนแรกที่ชาร์ลส์เจอคือกระต่ายขาว (=เรย์จัง) กระต่ายขาวเวอร์ชั่นนี้ก็ยังถือนาฬิกาทำตัวเร่งรีบเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือความคิวท์เพราะเป็นเรย์จัง (≧ω≦)

กระต่ายเห็นชาร์ลส์ก็ทักว่าเธอคืออลิสสินะ? ชาร์ลส์ก็งงว่าอลิสอะไรกัน ผมชื่อชาร์ลส์ กระต่ายก็ยังยืนยันคำเดิมว่าเธอคืออลิส เพราะเธอมาจากข้างนอก นอกจากกระต่ายขาวแล้ว ตัวละครในแดนมหัศจรรย์ก็เรียกชาร์ลส์ว่าอลิสกันหมด แฟนๆ วิเคราะห์กันว่าแดนมหัศจรรย์เวอร์ชั่นนี้อาจจะเรียกคนนอกทุกคนว่าอลิสก็เป็นได้ เพราะมันมีหลายประโยคเลยที่บ่งบอกเป็นนัยๆ ว่าอลิสไม่ได้มีแค่คนเดียว

กระต่ายขาวบอกชาร์ลส์ว่าตอนนี้ไม่มีเวลาแล้ว คือกระต่ายมาถึงก็พ่นคำคมใส่ชาร์ลส์รัวๆ ตัวอย่างเช่น

“เวลาเป็นสิ่งสำคัญ ว่ากันว่าเวลาเป็นเงินทองใช่มั้ยล่ะ? ไม่สิ สำคัญยิ่งกว่าเงินทองซะอีก ของบางอย่างก็ซื้อด้วยเงินทองไม่ได้ แม้แต่ตอนนี้มันก็กำลังหมดไปเรื่อยๆ ในโลกนี้ล้วนเต็มไปด้วยการสูญเสีย” 

“เมื่อพลาดพลั้งมันก็สายไปแล้ว หลังจากสูญเสีย ชีวิตย่อมไม่สามารถแก้ไขได้อีก”

“เพราะฉะนั้นถึงต้องเร่งรีบอยู่อย่างนี้เพื่อไม่ให้เป็นเช่นนั้น ต่อให้เปล่าประโยชน์ก็ตาม”

“แทนที่จะเสียใจที่ไม่ได้ทำอะไร สู้เสียใจหลังจากลงมือทำไปแล้วยังดีซะกว่า…”

“ความเศร้าจากการสูญเสีย แม้จะลิ้มรสกี่ครั้งก็ไม่มีวันเคยชิน”

“แต่พวกเราไม่มีทางเตรียมพร้อมสำหรับโศกนาฏกรรมที่มาเยือนกะทันหันหรอก ได้แต่ยอมรับมันก็เท่านั้น”

โอ้โหหหหหหหหห คำคมเหล่านี้มองเผินๆ ก็เป็นคำคมทั่วๆ ไปแหละ ถ้าคนอื่นพูดเราคงไม่ติดใจอะไรมากมาย แต่การยัดบทพูดเหล่านี้ให้เรย์จิพูดนี่ ฟังครั้งแรกเราโกรธเลย 5555555555 ทำไมออฟฟิเชียลต้องหยิบเรื่อง “ความสูญเสีย” มายัดเยียดใส่เรย์จังอีกแล้ว!! สำหรับคนที่อินเรื่องเรย์จิกับไอเนะมากๆ อย่างเรา ประโยคเหล่านี้มันบีบหัวใจมากนะรู้รึเปล่า!!?? (ออฟฟิเชียล: รู้ไงถึงได้ใส่มา)

ตอนเธียเตอร์เคยบ่นไปแล้วว่าออฟฟิเชียลชอบสะกิดแผลใจเรย์จังบ่อยๆ พอมาถึงลอสท์อลิส ออฟฟิเชียลก็ยังคงเอาเกลือสาดแผลเก่าเรย์จังเหมือนเดิมไม่มีผิด เมื่อไหร่ออฟฟิเชียลจะปล่อยเรย์จังเป็นอิสระจากการสูญเสียซะทีคะ!? รู้มั้ยว่าเรย์จังตอนพูดประโยคเหล่านี้จะเจ็บปวดขนาดไหน!!!??

อย่างไรก็ตาม แม้จะเคืองความใจร้ายของออฟฟิเชียล แต่พอฟังจบแล้วรู้สึกว่าบทนี้ต้องเป็นเรย์จังแหละ ถูกต้อง เมคเซนส์ (เอาจริงๆ ก็ชอบแหละเวลาเรย์จังพูดอะไรแบบนี้ 555555555555 แต่อีกใจก็ไม่อยากให้เรย์จังเศร้าไง ฮือ)

หลังจากพ่นคำคมรัวๆ กระต่ายขาวก็วิ่งหน้าตั้งหายไป ชาร์ลส์พยายามวิ่งตามแต่วิ่งไม่ทัน พอสะดุดล้มก็โดนดอกไม้ยักษ์ทั้งหลายหัวเราะเยาะว่าเป็นอลิสที่เงอะงะงุ่มง่าม ไร้มารยาทซะเหลือเกิน

เราชอบฉากนี้มากกกกก เพราะดอกไม้ทั้งสี่รับบทโดยโทคิยะ โอโตยะ โช และไอ เป็นฉากที่เราขำที่สุดในเรื่องแล้วเพราะโทคิยะหัวเราะเยาะชาร์ลส์ด้วยเสียงแบบท่านฮายาโตะเป๊ะเลย ลงท้ายประโยคด้วย “เนี้ย” แบบท่านฮายาโตะด้วย ฮือออออ ไม่นึกไม่ฝันว่าจะได้มาเจอท่านฮายาโตะที่วันเดอร์แลนด์ คิดถึงจังเลยค่ะะะะ (;____;)

ฉากดอกไม้ส่วนใหญ่แฟนๆ วิเคราะห์ไปในทางตรงกันว่าเป็นภาพสะท้อนพวกคนที่เคยซุบซิบนินทาชาร์ลส์ในงานปาร์ตี้ อันนี้คือในกรณีที่มองว่า แดนมหัศจรรย์=ความฝัน=โลกในจิตใจของชาร์ลส์ แต่มีบางคนเสนอว่าแดนมหัศจรรย์อาจเป็นโลกคู่ขนานก็ได้ เทียบกันแล้วเราชอบทฤษฎีแรกมากกว่าเพราะการตีความตัวละครมันลงตัวกว่าหน่อย แต่ก็ยังมีบางจุดที่คิดไม่ตกอยู่เหมือนกัน อย่างเช่นเรื่องกระต่ายขาว ซึ่งจะกล่าวถึงอีกทีในภายหลัง

พอวิ่งหนีจากดอกไม้มาแล้ว ชาร์ลส์ก็พบกับ หนอนผีเสื้อออออ ก๊ากกกกกกกก ไฮไลท์ที่เฝ้ารอคอย หนอนผีเสื้อที่รับบทโดยอิจิโนะเสะ โทคิยะ!!!!!

แม้จะเป็นหนอนผีเสื้อซึ่งฟังดูชวนขบขัน แต่เอาจริงๆ ตัวละครหนอนผีเสื้อนี่ไม่มีความตลกเลยนะ เป็นหนอนคูลๆ ที่เปิดตัวด้วยการอ่านหนังสือสามเล่มพร้อมกัน ช่างเป็นบทที่เหมาะกับหนอนหนังสืออย่างอิจิโนะเสะซังจริงๆ! พอชาร์ลส์ทักว่าทำไมไม่อ่านทีละเล่ม คุณหนอนก็ตอบแบบคูลๆ โดยไม่ปรายตามองว่าไม่จำเป็น อ่านสามเล่มก็รู้เรื่อง

หนังสือหนึ่งในสามเล่มของคุณหนอนผีเสื้อพูดถึงจิตใต้สำนึกด้วย ตรงนี้คงบ่งบอกเป็นนัยๆ เรื่องที่แดนมหัศจรรย์=โลกในจิตใจของชาร์ลส์นั่นแหละ

คุณหนอนผีเสื้อนี่ก็โผล่มาพ่นคำคมรัวๆ ไม่ต่างจากกระต่ายขาว (คือตัวละครเรื่องนี้เหมือนเป็นเครื่องผลิตคำคมอะ) คำคมส่วนใหญ่ของคุณหนอนผีเสื้อจะเกี่ยวข้องกับ การรู้จักตัวเอง การทำความเข้าใจตัวเองและคนอื่น อาทิ “ฉันรู้ว่าตัวเองไม่รู้อะไร”โอ้โห โสเครตีสไปอีกกกกกกก

เราไม่รู้ว่าบทพูดของหนอนผีเสื้อในต้นฉบับเป็นยังไงเพราะไม่ได้อ่าน เคยดูหนังมาหลายเวอร์ชั่นแต่ลืมไปหมดแล้วด้วย แต่ประเด็นเรื่อง identity นี่เป็นหนึ่งใน theme ของวรรณกรรมเรื่องอลิสในแดนมหัศจรรย์อยู่แล้ว พอคุณหนอนผีเสื้อพูดเรื่องนี้เลยรู้สึกว่าคนเขียนเวอร์ชั่นนี้ทำการบ้านมาดีนะเนี่ย เก็บประเด็นหลักๆ ของต้นฉบับมาด้วย

คุณหนอนผีเสื้อสั่งสอนชาร์ลส์ว่าไม่ควรเอาค่านิยมของตัวเองไปตัดสินคนอื่น แล้วก็บ่นว่าชาร์ลส์เป็นคนเอาแต่ใจ ไม่รู้จักนึกถึงคนอื่นบ้างเลย ชาร์ลส์เลยโวยวายว่าพูดจาน่ารำคาญ ใจร้ายเหมือนพี่ชายไม่มีผิด! คุณหนอนเลยตั้งคำถามว่า พี่ชายที่ว่านั่นเป็นคนใจร้ายจริงเหรอ? คิดไปเองรึเปล่า?

ถ้ามองว่าแดนมหัศจรรย์เป็นภาพสะท้อนจิตใจของชาร์ลส์ หนอนผีเสื้อก็คงเป็นด้านเยือกเย็นของชาร์ลส์ เป็นมุมหนึ่งของชาร์ลส์ที่รู้ตัวดีว่าตัวเองเอาแต่ใจ แต่เห็นมีคนตีความว่าหนอนผีเสื้ออาจจะสะท้อนจิตใจของชาร์ลส์ที่รักและอยากจะเชื่อในตัวพี่ชายก็ได้

ผละจากหนอนผีเสื้อมาแล้ว ชาร์ลส์ก็เข้ามาในป่าลึกและพบกับ แมวเชสเชอออออออร์ร์ร์ร์ร์ร์ร์ อ๊ากกกกกก รันรันหูแมววววววววววววว (//////ー//////)

เราว่าเสียงแมวเชสเชอร์ให้ความรู้สึกเป็นทัตสึฮิสะมากกว่ารันมารุนะ 55555555 คงเพราะเสียงไม่แหบต่ำเท่ารันมารุปกติด้วยแหละ แต่พอคิดว่าเป็นรันมารุแล้วก๊าวใจเลื้ออออเกิน แค่ออกมาหัวเราะฮิๆๆๆก็อยากลงไปดิ้นที่พื้นแล้วค่าาาา เซมปัยยยยย (≧д≦)(≧д≦)

ถึงเสียงจะคนละโทนกับที่เคย แต่บทนี้เหมาะกับรันรันมาก ตรงนิสัยรักอิสระของเชสเชอร์เนี่ยเหมือนรันรันเป๊ะ ทำอะไรตามใจชอบและเป็นตัวของตัวเอง เราว่าทุกบทในเรื่องนี้มันเข้ากับแต่ละคนที่รับบทมากเลย แบบเข้าใจเลยว่าทำไมถึงให้คนนี้เล่นบทนี้ ชอบๆ

บทพูดแมวเชสเชอร์จะว่ามาแนวคำคมก็ไม่เชิง ออกแนว เอ๊ะ พูดอะไรไม่รู้ แต่ดูๆ ไปก็คมนะ อย่างเช่น “ฉันจะเป็นใครก็ได้ และไม่ใช่ใครก็ได้ คนที่จะตัดสินก็คือตัวเอง จะเป็นใครไม่ใช่เรื่องสำคัญ” อะไรแบบนี้

ประโยคนึงของแมวเชสเชอร์ที่สนับสนุนทฤษฎีแดนมหัศจรรย์=จิตใจของชาร์ลส์คือ “เรื่องที่ฉันรู้มีแต่เรื่องที่พ่อหนุ่มรู้เท่านั้น แปลว่า… ฉันรู้ทุกเรื่องที่พ่อหนุ่มรู้ไงล่ะ” (เชสเชอร์เรียกชาร์ลส์ว่า ぼうや จริงๆ มันเป็นคำเอาไว้ใช้เรียกเด็กผู้ชาย อารมณ์ ไอ้หนู ไอ้เด็กน้อย อะไรแบบนี้มากกว่า แต่ชาร์ลส์ตัวบะเอ้กขนาดนี้ ขอเรียกพ่อหนุ่มเถอะ) การที่แมวเชสเชอร์รู้เท่ากับที่ชาร์ลส์รู้แสดงว่าน่าจะเป็นตัวตนที่อยู่ในใจของชาร์ลส์ บางคนบอกว่าเชสเชอร์เป็นภาพสะท้อนแง่มุมอ่อนแอของชาร์ลส์ บางคนก็บอกว่าเป็นด้าน negative ของชาร์ลส์ เอาเป็นว่าไม่มีใครมองว่าเป็นด้านดีเลย 555555555 ถ้ามองว่าเป็นความอ่อนแอหรือความคิดลบแล้วก็อาจจะคิดได้ว่าความอ่อนแอในใจหรือความคิดลบของคนเรามันอาจจะแวบขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้โดยที่เราไม่อาจควบคุม เหมือนแมวเชสเชอร์ที่ชอบผลุบๆ โผล่ๆ อย่างอิสระโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า ล่ะมั้ง?

แมวเชสเชอร์บอกให้ชาร์ลส์เดินไปทางแสงสว่างที่มองเห็นอยู่ลิบๆ พอไปถึงชาร์ลส์ก็เจอช่างทำหมวก (=มาซาโตะ) กระต่ายเดือนสาม (=เร็น) และหนูขี้เซา (=เซซิล) กำลังจัดปาร์ตี้น้ำชากันอยู่ บทช่างทำหมวกนี่พลิกบทบาทของมาซาโตะไปไกลมากกกกกกกกกกก ไม่เคยเห็นมาซาโตะได้บทฉูดฉาดขนาดนี้มาก่อน แปลกใหม่สุดๆ

นอกเรื่องนิดนึง เมื่อหลายวันก่อนเห็นทวีตคนญี่ปุ่นบอกว่า “พอเล่าให้เพื่อนฟังว่า มาซาโตะเคยรับบทแวมไพร์ แล้วตอนนี้มารับบทเป็นช่างทำหมวกในอลิส เพื่อนก็ตอบว่า นี่มันจอห์นนี่เดปป์แห่งโลกอุตะปุริ!!“…..เราประทับใจมาก เป็นการเปรียบเทียบที่โคตรเท่ 555555555555

แก๊งปาร์ตี้น้ำชาเห็นชาร์ลส์โผล่มาก็ต้อนรับขับสู้อย่างดี ชวนมานั่งดื่มชากินขนมด้วยกันอย่างสนุกสนานเฮฮา แต่ที่นี่มีความแปลกประหลาดอย่างนึงคืออยู่ภายใต้กฎพิลึกพิลั่น อย่างเช่น พอนาฬิกาดังขึ้นมาเมื่อไหร่ต้องหยุดพักจากปาร์ตี้ทันทีแม้นาฬิกาจะเสียจนดังไม่เป็นเวลาก็ตาม ชาร์ลส์บ่นว่ากฎบ้าบออะไรไม่รู้ อีกสามคนเลยบอกว่า แต่กฏต้องเป็นกฎนะ

พอชาร์ลส์เริ่มหงุดหงิดกับอีกสามคนจนทุบโต๊ะโวยวายว่า “ไม่สนุก” (=面白くない จริงๆ มันแปลได้ทั้งไม่สนุก ไม่น่าสนใจ น่าเบื่อ) ทั้งสามคนก็ตกใจเพราะนึกว่าชาร์ลส์คือราชาโพแดง ฉากนี้ก็มีผลต่อการตีความเรื่องราชาโพแดงที่จะออกมาตอนหลัง ชอบการที่แต่ละฉากมันเชื่อมโยงและมีผลต่อการตีความไปหมดเลย เป็นเรื่องที่ยิ่งตั้งใจฟังตั้งใจอ่านแล้วยิ่งเก็บมาคิดได้เรื่อยๆ คิดไปคิดมาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคิดแล้วได้อะไร…. แต่มันสนุกตอนคิดไปเรื่อยนี่แหละ

ชาร์ลส์ปฏิเสธว่าไม่ใช่ราชาโพแดง ไม่ใช่คนของราชาด้วย แก๊งปาร์ตี้น้ำชาเลยเล่าให้ฟังว่าก่อนหน้านี้พระราชาเคยโผล่มาตอนที่กำลังจัดปาร์ตี้น้ำชากัน ราชาบอกว่า ไม่สนุก!! และสั่งให้จัดปาร์ตี้น้ำชาที่อิสระและรื่นเริงกว่านี้ ไม่งั้นจะตัดหัวทิ้ง ช่างทำหมวกเลยกลัวคำว่า ไม่สนุก มาตลอด และพยายามทำให้งานเลี้ยงน้ำชารื่นเริงมากที่สุด คือทั้งสามคนนี้ไม่ได้ชอบจัดปาร์ตี้น้ำชาหรอก แค่ทำไปเพราะกลัวพระราชาเท่านั้นเอง

ชาร์ลส์บอกว่าตัวเองเข้าใจความรู้สึกของช่างทำหมวกดี เพราะตัวเองก็โดนพี่ชายต่อว่าอยู่บ่อยๆ หลังจากนั้นแก๊งปาร์ตี้น้ำชาก็จะดื่มชาอย่างสนุกสนานกันต่อ แต่ชาร์ลส์บอกว่าไม่เห็นจำเป็นต้องเชื่อฟังคำสั่งไร้เหตุผลเลย ไปหาพระราชากันดีกว่า! ห้ามยอมแพ้นะ! ถ้าอยากเปลี่ยนแปลงก็ต้องเค้นความกล้าออกมาแล้วก้าวไปข้างหน้า! ตอนแรกกระต่ายกับหนูไม่ยอมไปด้วยเพราะอยู่อย่างนี้ก็ดีแล้ว แต่ช่างทำหมวกตัดสินใจจะไปกับชาร์ลส์ ทั้งสองเลยออกเดินทางไปด้วยกัน เป็นอันจบแทร็คที่หนึ่ง (เขียนมาตั้งนานเพิ่งจบแทร็คแรก……..)

ชาร์ลส์พูดกับช่างทำหมวกว่า “ถึงจะไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรได้ แต่ผมรู้สึกว่าถ้าไปกับคุณแล้วน่าจะพบเส้นทางที่ควรก้าวเดินไป” เพราะงั้นช่างทำหมวกก็น่าจะเป็นจิตใจด้าน positive ของชาร์ลส์ ช่วงแรกช่างทำหมวกติดอยู่ภายใต้กฎ ไม่ต่างจากชาร์ลส์ที่ติดอยู่ในกรอบที่พี่ชายเขียนไว้ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจที่จะก้าวออกมาจากกรอบ ในแง่นี้จะมองว่าเป็น ความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง ของชาร์ลส์ก็คงได้

เท่าที่ไปอ่านวิเคราะห์ต้นฉบับมา เห็นหลายๆ ที่บอกว่างานเลี้ยงน้ำชาของช่างทำหมวกเป็นภาพสะท้อนสังคมในยุควิกตอเรียน จุดนี้เราว่าเอามาใช้กับเวอร์ชั่นนี้คงไม่เวิร์ก อุตะปุริไม่น่าอยากวิพากษ์สังคมอังกฤษในศตวรรษที่ 19 หรอกมั้ง…. แต่ถ้ามองสตอรี่โดยรวมว่าเป็นภาพสะท้อนสังคมก็อาจจะคิดได้เหมือนกัน แม้โดยส่วนตัวแล้วเราจะให้น้ำหนักกับการสะท้อนจิตใจชาร์ลส์มากกว่าก็ตาม

แทร็คสองเริ่มต้นด้วยฉากที่ชาร์ลส์มาเจอกระต่ายขาวอีกครั้ง กระต่ายขาวยังคงเร่งรีบเหมือนเดิม และยังคงพูดประโยคที่ชวนให้โมโหคนเขียนบทอีกเช่นเคยว่า “สิ่งที่พังไปแล้วครั้งหนึ่งย่อมไม่มีทางกลับเป็นเหมือนเดิม ต่อให้มีพลังของราชาก็ตาม…” พูดจบก็วิ่งหายไป ปล่อยให้ชาร์ลส์กับช่างทำหมวกวิ่งไล่ตาม แต่ก็ตามไม่ทันอีกเหมือนเดิม

พอกระต่ายขาวหายไป คราวนี้แมวเชสเชอร์ก็โผล่มาอีกครั้ง เชสเชอร์บอกชาร์ลส์ว่าไม่เห็นจำเป็นต้องหาทางกลับไปโลกเดิมเลย อยู่ที่นี่ก็ดีแล้วนี่นา อุตส่าห์เป็นเพื่อนกับช่างทำหมวกแล้วทั้งที จัดงานเลี้ยงน้ำชากันไปเรื่อยๆ ก็พอแล้วไม่ใช่รึไง? ในโลกโน้นไม่มีใครรักชาร์ลส์เลยแท้ๆ แล้วจะกลับไปทำไมอีก ชาร์ลส์เลยนึกถึงตัวเองในโลกโน้นที่มักจะโดนพ่อดุด่า โดนพี่เข้มงวดใส่ เชสเชอร์เลยเป่าหูต่อไปว่า “คนที่ผิดคือพวกผู้ใหญ่ต่างหาก”

ความก๊าวของบทบรรยายในหนังสือฉากนี้คือ “แมวเชสเชอร์ลูบศีรษะของชาร์ลส์อย่างอ่อนโยน” หว่อยยยยยยยยยยย รันรั๊นนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน (≧д≦)(≧д≦)(≧д≦)

แมวเชสเชอร์เป่าหูอลิสให้อยู่ที่นี่จนชาร์ลส์เริ่มสับสน ช่างทำหมวกเลยเตือนว่า ตัดสินใจว่าจะก้าวไปข้างหน้าแล้วไม่ใช่รึไง? ฉากนี้เห็นความเป็นขั้วตรงข้ามของแมวเชสเชอร์กับช่างทำหมวกชัดเลย คนนึงเป็นด้านคิดลบที่ไม่กล้าเผชิญความจริง ไม่กล้าเผชิญกับโลก อยากจะหลบซ่อนตัวอยู่ในแดนมหัศจรรย์ ส่วนอีกคนเป็นด้านคิดบวก กล้าที่จะมุ่งไปข้างหน้า กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง เป็นฉากที่แสดงถึงการต่อสู้ภายในจิตใจของชาร์ลส์ (จะว่าไปแล้วก็ให้อารมณ์เหมือนเวลากอลลั่มคุยกับตัวเองนิดนึง……)

สุดท้ายชาร์ลส์ก็เลือกที่จะก้าวไปข้างหน้า จะหาทางกลับบ้านไปเผชิญหน้ากับพี่ แมวเชสเชอร์ก็อุตส่าห์ใจดีช่วยบอกทางให้ก่อนจะหายตัวไป

ชาร์ลส์กับช่างทำหมวกเดินมาจนถึงสวนกุหลาบของราชาโพแดง มาถึงก็เจอไพ่เอซโพแดง (=โอโตยะ) กับไพ่เจ็ดโพแดง (=โชจัง) ทะเลาะกันอยู่ สองคนนี้น่ารักมากกกกกกกกก โอ๊ยยยยยยยย ฮือออออออ โอโตยันนนนนนน โชจั๊งงงงงงงงงงงงง (≧д≦)(≧д≦)

ไพ่สุดคิวท์ทั้งสองกำลังช่วยกันทาสีดอกกุหลาบสีขาวให้กลายเป็นสีแดงอยู่ เพราะพระราชาชอบสีแดง ถ้าโดนจับได้ว่าปลูกผิดสีจะโดนประหาร ชาร์ลส์เลยโวยวายว่านี่มันไร้เหตุผลเกินไปแล้ว เข้มงวดเหมือนพี่ชายไม่มีผิด

ไพ่เอซโพแดงบอกชาร์ลส์ว่า “ต่อให้ไร้เหตุผล แต่ถ้าพระราชาบอกว่าถูกก็คือถูก เพราะคำสั่งของพระราชาถือเป็นเด็ดขาด” ……คมกริบ

ขณะที่กำลังเมาท์พระราชากันอยู่ แมวเชสเชอร์ก็โผล่มาแกล้งบอกว่า “กุดหัวเจ้าพวกนี้ซะ!” ไพ่สุดน่ารักทั้งสองเลยสะดุ้งโหยงขอให้พระราชายกโทษให้ ชอบฉากนี้ น่าร๊ากกกกกกกกกกก (≧ω≦)(≧ω≦)

แมวเชสเชอร์โผล่มาปั่นหัวให้ชาร์ลส์กลัวการเผชิญหน้ากับพระราชา ชาร์ลส์เลยเริ่มใจแป้วขึ้นมาอีก จังหวะนั้นอยู่ดีๆ กระต่ายขาวก็โผล่มาบอกว่า การพิจารณาคดีกำลังจะเริ่ม และถ้าขาดอลิสไปก็เริ่มไม่ได้ ชาร์ลส์เลยต้องไปกับกระต่ายขาว

พอมาถึงศาล ชาร์ลส์ก็พบว่านั่นคือการพิจารณาคดีของไพ่แจ็คโพแดง (=ไอไอ) ซึ่งคนที่ทำหน้าที่ผู้พิพากษาคือกระต่ายขาว ความผิดของแจ็คโพแดงคือปลูกดอกกุหลาบผิดสีแล้วยังพยายามกลบเกลื่อนจึงต้องโดนโทษประหาร

แจ็คโพแดงบอกว่า คำสั่งของพระราชามีแต่เรื่องไม่สมเหตุสมผลทั้งนั้น จะไม่ทนอีกต่อไปแล้ว! จู่ๆ แมวเชสเชอร์ก็โผล่มาอีกรอบและบอกว่าแจ็คมักจะค้านคำพูดของพระราชาเสมอ ถ้ามองว่าแจ็คโพแดงสะท้อนอะไรสักอย่างในใจชาร์ลส์ก็คงเป็นจิตใจต่อต้าน แต่จะต่อต้านอะไรนี่ยังคิดไม่ตก จะว่าต่อต้านพี่ชายก็ไม่เชิง อาจเป็นการต่อต้านสังคมที่ชาร์ลส์เคยบอกว่าไร้สาระก็ได้

ฉากพิจารณาคดีนี่ตอนก่อนฟังเห็นคนกรี๊ดว่ามันเรย์ไอมาก พอมาฟังจริงๆ แล้วเราไม่ค่อยรู้สึกถึงพลังงานเรย์ไอเท่าไหร่แฮะ หรือฟิลเตอร์เราไม่หนาพอ…? แต่เราว่าเราสัมผัสพลังงานเรย์ไอจากออฟฟิเชียลได้บ่อยมากเลยนะ ยกเว้นรอบนี้ 55555555555

ระหว่างการพิจารณาคดี ช่างทำหมวกท้วงขึ้นมาว่าตัวเองอยู่ในเหตุการณ์ที่สวนกุหลาบ ซึ่งแจ็คไม่ได้อยู่ที่นั่น ช่างทำหมวกเห็นด้วยกับแจ็คว่าดอกกุหลาบจะเป็นสีอะไรไม่สำคัญ ที่สำคัญคือกฎของพระราชามันแปลกประหลาดสิ้นดี!

พอช่างทำหมวกระบายความในใจจบ เสียงพระราชาก็ดังขึ้นว่า “เรียกข้างั้นรึ ช่างทำหมวก? หึ ปากเก่งขึ้นไม่เบานี่นา!”

อ๊ากกกกกกกกกกกกกก อ๊ากกกกกกกกกกกกกก อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกก แม้จะแอบเดาตัวพระราชาไว้ก่อนฟัง แต่พอฟังแล้วออกมาตรงตามที่เดาไว้จริงๆ นี่มัน อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก พระราชารับบทโดยคามิวจ้าาาาาา กรี๊ดดดดดดดด มิวจังงงงงงงงงง (≧д≦)(≧д≦)(≧д≦) *ระบำฟลามิงโก้รอบศาล*

จริงๆ เดาไว้สองทาง ไม่คามิวก็ซัตสึกิ แต่เป็นคามิวแล้วดูเข้าท่ามากกว่า เพราะอยู่ดีๆ ซัตสึกิจะโผล่มาในโชว์คงพิลึกไปหน่อยมั้ง?

ชอบการเขียนบทบรรยายในหนังสือฉากที่พระราชาปรากฏตัวว่า บรรยากาศภายในศาลเยือกแข็งไปในพริบตา เหมาะกับคามิวดี 55555555

พระราชาข่มขู่ช่างทำหมวกว่าเดี๋ยวก็ไม่ได้ดื่มชาอีกหรอก ช่างทำหมวกเลยตอบอย่างกล้าหาญชาญชัยว่า “ถ้าต้องอยู่เหมือนตายทั้งเป็น ถ้าต้องแสร้งเล่นละครไร้สาระซ้ำไปมา สู้จบกันตรงนี้ยังดีซะกว่า!” แจ็คโพแดงขอบคุณช่างทำหมวกที่ช่วยเป็นพยาน พระราชาเห็นแล้วรำคาญเลยสั่งประหารทั้งคู่ซะเลย

คราวนี้ชาร์ลส์ทนไม่ไหวประท้วงขึ้นมาว่า ความคิดของพระราชาต่างหากที่ผิด! คราวนี้พระราชากับชาร์ลส์เลยถกเถียงกันว่าด้วยกฎเกณฑ์ ความถูกต้อง ความรับผิดชอบ และอิสรภาพ คนฟังกรี๊ดความหล่อของพระราชาได้แป๊บเดียวก็มานั่งปวดขมับกับบทสนทนาอันแยบคายของตัวละครต่อ…

พระราชาบอกว่าชาร์ลส์แค่ใช้คำว่าอิสระมาอ้างเพื่อหนีจากความจริงอันเจ็บปวด ชาร์ลส์ตอบว่าที่ผ่านมาเคยหนีเพราะความกลัว แต่ยิ่งหนีกลับยิ่งกลัวมากขึ้น เพราะฉะนั้นถึงได้ไม่ยอมเผชิญหน้า แต่จากนี้ไปจะไม่หนีอีกแล้ว จะเชื่อมั่นในตัวเองและก้าวไปข้างหน้า เราว่าบทพูดที่ชาร์ลส์ตอบพระราชาตรงนี้อธิบายแก่นของ Lost Alice ได้ชัดเจนที่สุดแล้ว พอไปฟังเพลงจะยิ่งเห็นชัดเลยว่าสิ่งที่เรื่องนี้อยากบอกคือ จงเชื่อในตัวเองและก้าวไปข้างหน้า จงมีความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง

หลังจากนั้นแมวเชสเชอร์ก็บอกว่า ชาร์ลส์เจ็บปวดที่โดนเปรียบเทียบกับพี่ชายผู้เก่งกาจมาตลอด และพี่ชายก็ปฏิเสธชาร์ลส์มาตลอดด้วย แต่แจ็คโพแดงถามว่า พี่ชายปฏิเสธชาร์ลส์จริงๆ งั้นเหรอ? ประโยคนี้ของแจ็คโพแดงนี่แหละที่ทำให้เราไม่ค่อยเห็นด้วยกับการวิเคราะห์ว่าแจ็คโพแดง=จิตใจต่อต้านพี่ชายเท่าไหร่

ชาร์ลส์บอกว่า พี่ชายไม่ได้ปฏิเสธหรอก แค่เป็นห่วงเท่านั้นเอง ถึงจะเข้มงวดแต่พี่ก็มีความอ่อนโยน พี่เองก็คงทรมานใจเหมือนกันที่พี่น้องเข้าใจกันไม่ได้

ชาร์ลส์ค่อยๆ เดินเข้าไปหาพระราชาและบอกว่า ที่ผ่านมาคงเหงาสินะ เพราะโดนใครๆ เกลียดจนไม่มีใครเข้าใกล้ ไม่มั่นใจในตัวเอง เอาแต่อิจฉาคนอื่นจนมองไม่เห็นสิ่งที่ถูกต้อง พระราชาฟังคำพูดเหล่านั้นก็ได้แต่ปฏิเสธเสียงหลงว่า ไม่ใช่! ไม่ใช่! ไม่ใช่! บทบรรยายตรงนี้เขียนว่า ทุกครั้งที่ชาร์ลส์เอ่ยคำพูด พระราชาก็ยิ่งเปลี่ยนรูปร่างไปกลายเป็นชาร์ลส์

ฉากแรกที่พระราชาออกมาด้วยเสียงของอัลเบิร์ต เรานึกว่าพระราชาคือภาพแทนของพี่ชายภายในใจชาร์ลส์ แต่พอเจอฉากนี้ก็เปลี่ยนความคิด พระราชาคือตัวชาร์ลส์เองนั่นแหละ เพราะคำพูดที่ชาร์ลส์พูดกับพระราชานั่นหมายถึงตัวเองชัดๆ เรามองว่าพระราชาคือปมในใจของชาร์ลส์ที่กลายเป็นรูปธรรม เป็นอุปสรรคในใจที่ชาร์ลส์ไม่กล้าเผชิญหน้า เป็นโจทย์ที่ชาร์ลส์ต้องข้ามผ่านเพื่อก้าวไปสู่การเติบโต การที่พระราชาปรากฏตัวในรูปแบบของอัลเบิร์ตก่อนจะกลายเป็นชาร์ลส์อาจมองได้ว่าช่วงแรกชาร์ลส์ยังคิดว่าตัวเองต้องกลับไปเผชิญหน้ากับพี่ชายอยู่ แต่พอมาถึงตรงนี้ชาร์ลส์ตระหนักแล้วว่าสิ่งที่ควรทำคือการเผชิญหน้ากับตัวเองต่างหาก

พระราชาที่ไม่อยากฟังคำพูดของชาร์ลส์ยกมือปิดหู (นึกภาพมิวจังกลัวจนยกมือปิดหูแล้วอยากเป็นลม ต้องน่ารักมากแน่เลย แอร๊////) ชาร์ลส์คว้ามือของพระราชาแล้วประกาศว่า “ต่อให้ต้องเสียใจภายหลัง ความเจ็บปวดนั้นก็จะไม่สูญเปล่า ผมจะก้าวไปข้างหน้า!” พริบตานั้นแดนมหัศจรรย์ก็ค่อยๆ พังทลายลงในที่สุด

กระต่ายขาวบอกว่าชาร์ลส์ค้นพบเส้นทางที่จะก้าวไปข้าวหน้าด้วยพลังของตัวเองแล้ว ช่างทำหมวกก็บอกลาชาร์ลส์ว่า ขอให้จำไว้ว่าไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน พวกเราก็อยู่เคียงข้างเสมอ เป็นอีกประโยคที่ตอกย้ำว่าพวกนี้อยู่ภายในจิตใต้สำนึกของชาร์ลส์อยู่แล้ว (จะว่าไปแล้วก็เริ่มนึกถึงอินไซด์เอาท์ขึ้นมาเบาๆ)

ชาร์ลส์บอกลาทุกคนและบอกว่าจะไปพบพี่ชายเพื่อบอกความรู้สึกของตัวเอง ตรงนี้ในแทร็คดราม่าจะเป็นเสียงทุกคนร้องเรียกอลิส แต่ในหนังสือจะเขียนว่า “ลาก่อน… อลิส” ประโยคนี้มันสำคัญอยู่นะ ทำไมในแทร็คดราม่าไม่มี! เราว่าหนังสือนี่สำคัญสำหรับการตีความมากเลยนะ เพราะบทบรรยายต่างๆ จะไม่มีในแทร็คดราม่า ฟังอย่างเดียวจะพลาดรายละเอียดไปเยอะ แต่ถ้าอยากฟังเพื่อเสพความน่ารักของตัวละครและเสียงหล่อๆ ของคนพากย์เฉยๆ ก็โอเค ฟังแบบไม่คิดอะไรมากก็สนุกใช้ได้เหมือนกัน

หลังจากนั้นชาร์ลส์ก็ลืมตาตื่นขึ้นมาพบคนที่หน้าตาเหมือนกระต่ายขาว อีกฝ่ายบอกว่าตัวเองเป็นหมอที่ดูแลชาร์ลส์ ก่อนหน้านี้ชาร์ลส์ตกลงไปในหลุมจนหมดสติไป โชคดีที่ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร แค่ช็อกจนหมดสติไปเฉยๆ

ทว่า! คนที่อาการสาหัสกว่าชาร์ลส์คือคุณพี่อัลเบิร์ตที่ช่วยชาร์ลส์เอาไว้จนตัวเองบาดเจ็บสาหัส อ๊ากกกกกกกก คุณพี่ขราาาาาาาาาาา (;____;)

ก่อนพูดถึงคุณพี่ขอพูดถึงคุณหมอก่อน พอตอนท้ายเฉลยว่าเรย์จังเล่นเป็นหมอแล้วเข้าใจความเร่งรีบของกระต่ายขาวเลย ทั้งเรื่องที่บอกว่าต้องแข่งกับเวลา ทั้งเรื่องความสูญเสีย ทั้งหมดนั้นมันโยงมาถึงฉากสุดท้ายของเรื่องนี่แหละ เห็นมีคนวิเคราะห์ว่าบางทีคุณหมอเรย์จังอาจจะเคยเป็นอลิสเหมือนกัน แต่เป็นอลิสที่ช่วยคนสำคัญไว้ไม่ได้ก็เลยมาเป็นหมอเพื่อช่วยคนอื่น ก็ฟังดูเป็นไปได้

กลับมาที่อาการพี่อัลเบิร์ต คุณหมอเรย์จังบอกว่าตอนโดนหามมาโรงพยาบาล อัลเบิร์ตละเมอเรียกชื่อน้องชายตลอด แต่หลังจากนั้นก็หมดสติไปยังไม่ฟื้น คุณหมอพาชาร์ลส์ไปดูอาการพี่ชาย พอเจอพี่นอนหน้าซีดชาร์ลส์เลยวิ่งเข้าไปกอดแล้วขอโทษที่เคยบอกว่าเกลียดพี่ ผมยังมีเรื่องอยากบอกพี่อีกมากมาย จะโกรธจะเกลียดผมก็ได้ ลืมตาตื่นเถอะนะพี่นะะะะะ

ชาร์ลส์พร่ำพูดความในใจที่มีต่อพี่เสร็จก็ร้องไห้ พอน้ำตาหยดปุ๊บ พี่อัลเบิร์ตก็พูดขึ้นมาว่า ชาร์ลส์ไม่ได้ทำอะไรผิดหรอก โอ้โหวววววว อุตส่าห์เขียนบทล้ำลึกชวนขบคิดมาทั้งเรื่อง มาเจอหยดน้ำตาแล้วฟื้นขึ้นมานี่ถึงกับขำในความคลีเช่ 55555555555 แต่คุณพี่ไม่ตายก็ดีแล้วค่ะฮือออออออออออออออ

และแล้วพี่น้องก็ปรับความเข้าใจกัน อัลเบิร์ตบอกว่าที่ผ่านมาทำไปเพื่อชาร์ลส์ทั้งนั้น แต่นั่นกลับทำให้ชาร์ลส์ทุกทรมานสินะ ทั้งๆ ที่ชาร์ลส์เป็นคนสำคัญยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น แต่กลับทำให้ชาร์ลส์โศกเศร้าซะได้ ขอโทษด้วย ว่าแล้วก็ใช้นิ้วเช็ดน้ำตาน้องชายแบบหล่อๆ

ชาร์ลส์ได้ฟังความในใจของพี่ก็ตัดสินใจบอกสิ่งที่ตัวเองอยากบอกบ้าง

“ผมรักพี่ชาย!”

“อา… พี่ก็เหมือนกัน ชาร์ลส์ที่รัก”

แล้วสองพี่น้องก็กอดกัน โอ้ยยยยยยยยยยยยยย อะไรนะะะะะะะะะะะะ นี่พี่น้องแน่เหรอออออ ใช่เหรอออออออออออออ เห่นโลววววววววววววว สรุปแผ่นนี้นัตจังเป็นพระเอก มิวจังเป็นนางเอกจ้าาาา หรือจะสลับกันก็ได้ แล้วแต่ฟิลเตอร์ส่วนบุคคล 55555555555

โดยสรุปแล้ว Lost Alice เป็นเรื่องราวของ “การเติบโต” ไม่ต่างจากประเด็น coming of age ของต้นฉบับเลย เหตุการณ์ในแดนมหัศจรรย์คือภาพสะท้อนจิตใจอันสลับซับซ้อนของชาร์ลส์ในวัยเปลี่ยนผ่าน ถ้าชาร์ลส์เป็นวัยรุ่น แดนมหัศจรรย์ก็คงเป็นความสับสนของวัยรุ่น ประโยคที่บอกว่าทุกคนคืออลิส อาจตีความว่าทุกคนล้วนเคยผ่านวัยเยาว์มาแล้วทั้งนั้นก็ได้

ประโยคสุดท้ายของเรื่องนี้บอกว่า ต่อให้สูญเสียไป ก็แค่ใช้มือนั้นคว้าความสุขใหม่ๆ ก็พอ ตอนแรกเราไม่เก็ทว่าความสูญเสียในที่นี้คืออะไร พี่อัลเบิร์ตก็ไม่ตายซะหน่อย แต่พอคิดจากคีย์เวิร์ด “การเติบโต” แล้ว สิ่งที่สูญเสียไปในที่นี้อาจจะไม่ได้หมายถึงอะไรที่เป็นรูปธรรมชัดเจน แต่หมายถึง “วัยเยาว์” ที่ผ่านพ้นก็ได้ หรือถ้าคิดจากเนื้อเรื่องอาจมองว่าสูญเสีย “ตัวเองคนเก่า” ไปก็ได้มั้ง

พอฟังจบอ่านจบแล้วมาพินิจดูชื่อ Lost Alice อีกทีเราก็ว้าววววกับชื่อนี้ขึ้นมาเลย เพราะ Lost Alice หมายความได้ทั้ง อลิสที่หลงทาง และ อลิสที่สูญหายไป ดูเป็นชื่อที่คิดมาดีอะ!! (ปรากฏออฟฟิเชียลบอก อ๋อ จริงๆ แล้วไม่ได้คิดไรมากหรอก)

เป็นอันว่าจากที่ตอนแรกไม่ได้คาดหวังอะไรจากแผ่นนี้เท่าไหร่เพราะเบื่อความจำเจของอลิส พอได้ฟังจริงดันประทับใจมากจนหยุดคิดไม่ได้ ยิ่งโยงเรื่องราวเข้ากับพื้นเพของนักแสดงที่มารับบทบาทแล้วก็ยิ่งสนุก แถมพอรู้สตอรี่แล้วยิ่งอินกับเพลงมากกว่าเดิมด้วย

ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งต่างๆ ที่เขียนมาเป็นแค่มุมมองส่วนตัวของเรา ปนๆ กับบทวิเคราะห์ของแฟนๆ ที่ไปอ่านมาอีกที อาจจะมีการตีความที่แตกต่างออกไปอีกมากมายก็ได้

และทั้งหมดทั้งมวลนี้คือส่วนหนึ่งของอุตะปุริ! อุ ตะ ปุ ริ! Uta no Prince sama!!!! ตั้งแต่ติ่งอุตะปุริมาเคยเห็นคนบอกว่าอุตะปุริติ๊งต๊องไร้สาระกี่ครั้งแล้วไม่รู้ ซึ่งไอ้ความติ๊งต๊องไร้สาระนั่นมันก็มีอยู่จริงแหละ ยอมรับ มีเยอะด้วย 5555555555555 แต่นอกจากมุมติ๊งต๊องเหล่านั้นแล้ว บางทีอุตะปุริก็มีแง่มุมอื่นๆ อีกเยอะเหมือนกัน และลอสท์อลิสนี่ก็เป็นมุมใหม่ของอุตะปุริที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ชอบที่ถึงจะอยู่ด้วยกันมานานก็ยังมีอะไรใหม่ๆ มาให้เห็นเสมอ ไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่เลย

หลังจากนี้ก็อยู่ด้วยกันไปอีกนานๆ นะ♥

Advertisements

เมื่อฉันไปซื้อถุงโชคดีที่อนิเมท

หนึ่งในกิจกรรมยอดฮิตวันปีใหม่ของชาวญี่ปุ่นคือ การซื้อถุงโชคดี!!

ปีที่แล้วเราไปซื้อถุงโชคดีที่อนิเมทมาแล้วติดใจ ปีนี้อยากไปอีก แต่นึกไม่ออกเลยว่าปีที่แล้วทำตัวยังไงบ้าง ปีนี้เลยขอจดบันทึกประสบการณ์เอาไว้ซะหน่อย

พูดถึงถุงโชคดีก่อน ถุงโชคดีโดยทั่วไปเท่าที่เราเคยเห็นมีอยู่สองแบบคือแบบที่รู้ว่าข้างในมีอะไร กับแบบที่ไม่รู้ว่าข้างในมีอะไร ซึ่งที่อนิเมทมีขายทั้งสองแบบ

แบบที่รู้ว่าข้างในมีอะไรจะเจาะจงเฉพาะเรื่องไปเลย เช่นถุงโชคดีของโอโซมัตสึซังก็จะมีแต่สินค้าโอโซมัตสึ ของพวกนี้มันเป็นสินค้าลายพิเศษที่ทำขายเฉพาะช่วงปีใหม่ บางถุงก็เปิดให้จองล่วงหน้าหรือสั่งออนไลน์ได้ด้วย แบบนี้ต้องคอยติดตามข้อมูลดีๆ เพราะบางถุงก็เปิดจองและปิดจองกันตั้งแต่เดือนกันยาหรือตุลา รีบจั๊ง!! ข้อดีของแบบนี้คือไม่ต้องลุ้น จองอย่างไหนได้อย่างนั้น แต่ข้อเสียของมันก็คือการไม่ต้องลุ้นอีกเช่นกัน ถุงโชคดีมันต้องลุ้นสิถึงจะสนุก ถ้าไม่ต้องลุ้นโชคจะเรียกว่าถุงโชคดีได้ยังไงกัน!

เพราะฉะนั้น เพื่อความสนุกในการซื้อ แบบที่เราไปซื้อทั้งปีที่แล้วและปีนี้จึงเป็นแบบที่ไม่รู้ว่าข้างในมีอะไร แบบนี้น่าจะฮิตกว่านะ เท่าที่เดินสำรวจมาปีที่แล้วก็ขายแบบนี้กันแทบทุกร้าน หรือถ้าเป็นร้านเสื้อผ้าอาจจะมีบอกว่าในถุงจะมีเสื้อกี่ตัว กระโปรงกี่ตัว กระเป๋ากี่ใบ แล้วให้ไปลุ้นเอาเองอีกทีว่าจะได้ของหน้าตาแบบไหนมา อันนี้เป็นเวอร์ชั่นกึ่งกลางระหว่างแบบแรกกับแบบสอง ส่วนของอนิเมทที่เราไปซื้อนี่เป็นแบบไม่มีบอกอะไรทั้งสิ้นว่าเราจะประสบพบเจอสิ่งใดบ้าง เป็นการลุ้นโชครับปีใหม่อย่างแท้จริง

เนื่องจากจำไม่ได้ว่าคราวที่แล้วตื่นกี่โมง คราวนี้เรากับเพื่อนจึงนัดกันแปดโมงที่สถานีนิปปงบาชิ ความจริงมีอนิเมทสาขาที่ใกล้เรามากกว่าคือสาขาอุเมดะ แต่ไม่รู้ทำไมรู้สึกว่าที่นิปปงบาชิมันน่าจะพิเศษกว่าเพราะเป็นย่านคุโดยตรง

การเลือกสาขานี่ต้องเช็กดีๆ ด้วยว่าสาขาที่จะไปเปิดวันปีใหม่รึเปล่า บางสาขาก็ปิดวันที่หนึ่งแล้วเริ่มขายวันที่สอง ถ้าฟิตๆ หน่อยจะตื่นแต่เช้าไปซื้อถุงโชคดีติดกันสองวันเลยก็ได้ แต่วันเดียวเราก็เหนื่อยละ บาย

ไปถึงแถวๆ นิปปงบาชิแปดโมงกว่าๆ หลายร้านเริ่มมีคนมาต่อแถวประปราย แถวนั้นร้านติ่งเยอะมาก แต่ละคนก็มาต่อกันตามความสนใจส่วนบุคคล ใครชอบเล่นการ์ดก็ไปต่อแถวหน้าร้านการ์ด ใครอยากลุ้นพวกเครื่องใช้ไฟฟ้าก็ไปต่อหน้าซอฟแมป เน้นของเล่นก็ไปโคโตบุกิยะ ส่วนเราตรงดิ่งไปอนิเมทซึ่งออกแนวติ่งแบบรวมฮิต ไม่รู้จะต่อร้านไหนก็ต่ออนิเมทไว้ก่อน ง่ายดี

รอบนี้เราไปถึงหน้าอนิเมทแล้วเจอคนต่อแถวอยู่ประมาณสิบกว่าคน ยังได้ต่อแถวอยู่ตรงใกล้ๆ ประตูร้านอยู่ รอบที่แล้วจำได้ว่ากว่าจะไปถึงก็ต่อกันหลายสิบคนจนต้องเบี่ยงแถวไปข้างๆ ตึกละ

ไปถึงแล้วก็ต่อแถวไปเรื่อยๆ จนกว่าร้านจะเปิดตอนสิบโมง อากาศหนาวพอใช้ได้ ยืนไปเรื่อยๆ มือไม้ก็เริ่มเย็น ทางที่ดีควรเตรียมอุปกรณ์กันหนาวไปให้พร้อม (จริงๆ ไปกันสองคนแบบนี้จะแวบไปซื้อไคโระคนนึงก็ได้ เพราะข้างอนิเมทมีเซเว่น แต่ขี้เกียจ 5555555555)

พอใกล้ๆ สิบโมงก็มีพนักงานออกมาตะโกนว่า ใครที่จะซื้อถุงโชคดีราคาสองพันเยนของอนิเมทให้เข้าไปต่อแถวในร้าน คราวนี้ผู้คนเกิดอาการสับสนขึ้นมาละ บางคนได้ยินปุ๊บก็พุ่งออกจากแถวเข้าร้านไปเลย แต่หลายๆ คนยังงงอยู่ เราก็งงด้วย เพราะปีที่แล้วถุงโชคดีมันราคาพันเยน เราเลยนึกว่าปีนี้จะราคาเท่าเดิม จุดนั้นคือไม่รู้ว่ามีถุงโชคดีหลายแบบรึเปล่า? สองพันเยนอาจจะได้ซื้อก่อนพันเยนมั้ย? หรือยังไง? หลังจากยืนงงกันอยู่พักนึง ในที่สุดเพื่อนก็พุ่งเข้าไปถามพนักงานและได้คำตอบมาว่าปีนี้ไม่มีถุงโชคดีแบบพันเยนแล้ว มีแต่สองพันเยนนะจ๊ะ

พอรู้ว่ามีแบบเดียวพวกเราเลยเดินเข้าร้านตามคนอื่นไป ถึงตอนนั้นคือโดนแซงคิวไปเยอะมาก เซ็งมาก ไม่โอเคกับการจัดการของพนักงานเท่าไหร่ น่าจะประกาศให้เคลียร์กว่านี้และประกาศตั้งแต่ก่อนเปิดประตูร้านมั้ยยยยย แถวที่ต่อๆ กันอยู่นี่ก็มาซื้อถุงสองพันเยนนี่กันทั้งนั้นแหละ ถ้าประกาศก่อนเปิดจะได้เรียงแถวเข้าร้านกันไปตามลำดับ ไม่ใช่ฟังประกาศแล้วเฮโลกันเข้าไปแบบนี้

ตอนเดินเข้าไปต่อคิวในร้านก็บ่นอุบอิบกับเพื่อนอย่างเซ็งๆ ทั้งเซ็งที่ขึ้นราคาจากพันเยนเป็นสองพันเยน และเซ็งกับการจัดการของพนักงาน ยังดีที่ตอนไปต่อคิวในร้านได้ไปยืนตรงโซนโอโตเมะเกม ระหว่างรอเลยได้ยืนดูจอฉายโฆษณาเกมตรงนั้นไปเรื่อยๆ รู้สึกเหมือนมีหนุ่มหล่อมาปลอบใจ อาาาาาา ฟูโตะคุงงงงงง สวัสดีปีใหม่นะ ม๊วฟ♥♥♥

ยืนรอในร้านอีกสักพักคิวก็ค่อยๆ ขยับ คือถึงจะให้มายืนต่อคิวกันในร้าน แต่จุดขายถุงโชคดีมันอยู่หน้าร้านตรงที่เราต่อคิวมาสองชั่วโมงนั่นแหละ 55555555 คงให้วนเข้ามาต่อในร้านจะได้ไม่ไปเกะกะทางเดินนอกร้าน พอคิวขยับมาถึงหน้าร้านก็จะเจอโต๊ะขายถุงโชคดีตั้งอยู่ มีพนักงานประจำอยู่สามสี่คน เจอคนไหนว่างๆ เราก็พุ่งเข้าไปหาได้เลย เข้าไปแล้วก็บอกว่าจะซื้อกี่ถุง

ปีนี้ตอนแรกเราตั้งใจจะมาซื้อสามถุงเท่ากับปีที่แล้ว แต่พอรู้ว่าขึ้นราคาเป็นสองพันเยนก็ลดจำนวนลงมาเหลือสองถุงพอ รู้สึกว่าสี่พันเยนนี่มันแพงจังเลย ฮือ สามพันเยนยังดูเป็นราคาขำๆ ที่ได้อะไรก็โอเค แต่สี่พันเยนเริ่มไม่ขำละ เริ่มรู้สึกว่าวันนี้ต้องได้ของดีๆ ละ

และแล้วก็ได้ถุงโชคดีมาในที่สุดดดดดดดดด

แต่ ช้าก่อน!! เราจะพอใจเพียงเท่านี้ไม่ได้ ความสนุกมันเริ่มต้นหลังจากได้ถุงมาแล้วต่างหาก!!

หลังจากได้ถุงโชคดีมาแล้วเรากับเพื่อนก็ไปตั้งหลักกันที่ลานจอดรถข้างร้าน แน่นอนว่าสิ่งแรกที่ทำคือสำรวจของในถุง รอบนี้ได้ถุงไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ไม่มีของที่หยิบออกมาแล้วกรี๊ดลั่นแบบปีที่แล้ว (ปีก่อนเราได้เน็นปุจิของอุตะปุริมาทั้งกล่อง! แม้จะซ้ำกับที่เคยซื้อมาก็ยังกรี๊ดอยู่ดี 555555555) สำรวจไปก็แลกกันเองไปก่อน เราเจออะไรที่เพื่อนชอบก็ยัดใส่ถุงเพื่อน เพื่อนเจออะไรที่เราชอบก็ยัดมาให้ แลกกันเองเสร็จแล้วก็ได้เวลามองหาคนที่จะแลกด้วย ขั้นตอนนี้นี่แหละที่สนุกสุดในกิจกรรมซื้อถุงโชคดี

ตอนแรกยืนรีๆ รอๆ กันอยู่สองคนเพราะมองไปรอบข้างไม่เห็นคนแลกของกันเลย แต่พอเริ่มมีคนแลกกัน เราก็เริ่มพุ่งเข้าชาร์จคนอื่นบ้าง

การแลกของในที่นี้จะไม่แลกกันชิ้นต่อชิ้น น่าจะเรียกว่าเป็นมหกรรมแจกของด้วยซ้ำ คือใครไม่เอาชิ้นไหนก็ถามคนที่มุงๆ กันอยู่นั่นแหละว่าใครอยากได้ชิ้นนี้มั้ย แล้ววงแลกของนี่จะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ด้วยนะ บางทีสลายตัวแล้วไปสร้างวงใหม่ก็วงใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ อีก แต่คนที่มามุงแลกของกันก็หน้าเดิมๆ สักพักก็จะ อ้าว เมื่อกี้เราแลกกันอยู่ตรงโน้นนี่ 5555555555

เทคนิคในการแลกคือเราควรไปแลกกับกลุ่มผู้ชาย เพราะกลุ่มผู้ชายจะไม่ต้องการสินค้าหนุ่มหล่อ ส่วนเราก็ไม่ได้อยากเก็บสินค้าแนวสาวน้อยทั้งหลาย แต่เทคนิคนี้ไม่ใช่ว่าจะใช้ได้กับทุกคน บางชิ้นในถุงเราเป็นสินค้าหนุ่มๆ แนวกีฬาที่เราไม่ได้ดู เอาไปแลกกับกลุ่มผู้ชายเค้าก็รับไปนะ ส่วนกลุ่มผู้หญิงบางกลุ่มก็อาจจะชอบแนวสาวๆ มากกว่า มีกลุ่มนึงที่แกะถุงอยู่ใกล้ๆ เราหยิบของออกมาแล้วบ่นกันว่า “ไม่ต้องการยูริออนไอซ์เยอะขนาดนี้!” สักพักพอเค้ามาแลกกับเรา เค้าก็บอกว่าเค้าชอบแนวสาวน้อยน่ารักมากกว่า ถ้ามียกให้เค้าได้เลย

สรุปสิ่งที่ควรทำเวลาแลกของ

  • แยกถุงสำหรับแลกไว้ต่างหากถุงนึงเลย วิธีนี้สะดวกมาก เดินเข้าไปขอแลกก็บอกเค้าไปเลยว่า หยิบของในถุงนี้ไปได้เลยค่ะ บางกลุ่มก็จะแยกถุงไว้ให้เราหยิบเหมือนกัน ต่างคนต่างคุ้ยถุงกันสนุกสนาน เราเจอคนนึงมาถึงก็โยนถุงนึงไว้กลางวงแล้วหายไปเลย คือพี่ขี้เกียจทิ้งสินะคะ……. บางวงที่แลกกันนานๆ จะมีถุงกลางสำหรับใส่ของที่ไม่มีใครต้องการโผล่ขึ้นมาโดยอัตโนมัติ แต่แยกถุงไว้แต่เนิ่นๆ เลยสะดวกสุดแล้วแหละ
  • เตรียมถุงสำรองไปด้วย เพราะถุงของอนิเมทเป็นถุงกระดาษซึ่งฉีกขาดง่ายมาก และบางทีเราอาจได้ของเพิ่มเติมมาเยอะเกินกว่าจะใส่ถุงที่มีอยู่ เคสนี้เกิดขึ้นกับเพื่อนเราเอง ได้หมอนหรืออะไรไม่รู้ของโอโซมัตสึมา ชิ้นเบ้อเริ่มจนใส่ถุงไม่ได้ ก็ต้องเดินหอบหิ้วพะรุงพะรังกันไป
  • ใจต้องกล้า ไม่ต้องรีรอใดๆ พุ่งเข้าไปแลกเลย คนที่วนเวียนอยู่แถวๆ นั้นยินดีแลกกันอยู่แล้ว พวกไม่แลกซื้อเสร็จก็กลับกันไปแล้ว
  • จำถุงตัวเองให้ดีๆ ไม่งั้นพอเข้าไปอยู่ในวงแลกของที่คนเยอะๆ อาจจะเริ่มงงว่าถุงไหนเป็นถุงไหน ของที่ไม่ได้อยากแลกก็ต้องคอยเก็บดีๆ

เราชอบกิจกรรมแลกของตรงที่ของบางอย่างที่เราได้มาเนี่ย เราไม่ซาบซึ้งถึงคุณค่าของมันเพราะไม่ได้ติ่ง พอยกให้คนที่ติ่งรับไปดูแลต่อมันดูไปอยู่ถูกที่ถูกทางมากกว่า ของบางอย่างเราให้ไปโดยไม่เสียดายเลยสักนิด แต่อีกฝ่ายถามแล้วถามอีกว่ายกให้จริงๆ เหรอ จะดีเหรอ ชิ้นนี้มันเลอค่ามากเลยนะ โอ๊ยยยย เอาไปเลยค่ะะะ เต็มที่!!

ส่วนของที่เราอยากได้แต่ดันไปอยู่ในมือคนอื่นก็อาจจะวกมาถึงมือเราเช่นกัน เวลาแบบนั้นเราจะเกิดความรู้สึกว่า ให้เราจะดีเหรอ??? เหมือนกันไม่มีผิด 555555555 เราชอบรีแอคชั่นของคนในวงแลกของเวลาเจอของที่ตัวเองติ่งมาก ทุกคนมันส์กันมาก หลังจากแลกของนี่ถุงเราแทบไม่เหลือเค้าเดิมเลย

เป็นอันว่าถึงจะบอกว่าความสนุกของการซื้อถุงโชคดีคือการลุ้นโชค แต่ไปๆ มาๆ ก็ไม่เห็นลุ้นเลยเนี่ย ไปแลกเอาทีหลังอยู่ดี ก๊ากกกก แต่โมเมนต์สำรวจถุงก่อนแลกก็สนุกเหมือนกันนะ!

ของที่รู้สึกว้าวสุดรอบนี้คือนาฬิกายูริออนไอซ์ เป็นนาฬิกาตั้งโต๊ะรูปยูริโอะ มันดูยิ่งใหญ่ดี ไม่ได้เจอในถุงตัวเองหรอก ไปคุ้ยเจอในถุงคนอื่น แต่ยกให้เพื่อนไปแล้วเพราะไม่ได้ติ่งเรื่องนี้ขนาดนั้น แค่ว้าวเฉยๆ 555555555

ส่วนของที่ได้มาทั้งหมดก็ตามนี้

จริงๆ ก็มีหลายอย่างที่ไม่ได้ติ่งเป็นพิเศษ แต่เห็นไม่มีใครต้องการก็หยิบๆ มา 55555555555

อนึ่ง ชิ้นแรกที่เราเจอในถุงตัวเองคือมาสก์โอโซมัตสึ หยิบออกมาแล้วขำก๊ากเลย นึกสภาพเวลาใช้จริงน่าจะตลกมาก แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่ได้ใช้นะ เสียดาย

ส่วนชิ้นที่กรี๊ดสุดในรอบนี้คือทาเปส Amnesia อันนี้หยิบมาจากคนอื่นอีกที ตอนหยิบมาก็ไม่รู้หรอกว่าทาเปสหน้าตาเป็นไง เห็นเป็นทาเปสก็หยิบไว้ก่อน พอกลับมาถึงห้องตัวเองแล้วคลี่ออกมาแทบกรี๊ดลั่น น่ารักมากกกกกกกกกก ชินคู้งงงงงงงงงง (≧д≦)(≧д≦)(≧д≦)

โดยรวมแล้วของปีนี้ก็ไม่เห็นต่างจากตอนขายถุงละพันเยนเท่าไหร่ ตอนถุงละพันเยนนั่นถูกไปด้วยซ้ำ อนิเมทคงรู้แล้วว่าพันเยนมันถูกเกิน แต่พันเยนเป็นราคาที่ซื้อง่ายจ่ายคล่องจะตาย ฮือ

เสียดายรอบนี้ไม่ค่อยเจอของอุตะปุริเลย เจอเน็นปุจิแต่ยกให้เพื่อนไปหมดแล้วเพราะเรามีซ้ำละ ไม่รู้จะเก็บซ้ำทำไมเยอะแยะ แต่การไม่ค่อยเจออุตะปุริแสดงว่ากู๊ดส์ขายดีจนไม่เหลือมาถึงถุงโชคดีสินะ! น่ายินดี!

ส่วนคิงปุรินี่เยอะแยะเหมือนปีที่แล้ว อันนี้เริ่มน่าเป็นห่วง ขายไม่ออกขนาดนี้เลยเหรอ 55555555555

ปีใหม่ปีหน้าถ้าเป็นไปได้ก็อยากไปอีก สนุกดี ชอบ แต่ไม่ต้องขึ้นราคาแล้วนะอนิเมทจ๋า

2017

เผลอแป๊บๆ สิ้นปีอีกแล้ว ปีนี้เป็นปีที่รู้สึกว่าเวลาผ่านไปรวดเร็วมาก ทั้งที่แพทเทิร์นการใช้ชีวิตแต่ละวันแต่ละเดือนค่อนข้างซ้ำซากจำเจ แต่โดยภาพรวมแล้วก็เป็นปีที่สนุกอีกปีนึงแหละ

ในด้านการเรียน ปีนี้เริ่มเรียนปริญญาโทปีแรก นึกว่าจะต้องเผชิญวิกฤติทางการศึกษาซะแล้ว แต่เอาเข้าจริงปีแรกยังไม่ค่อยต่างจากสมัยเป็นนักศึกษาวิจัยเท่าไหร่ แค่มีพรีเซนท์บ่อยขึ้น ต้องเผชิญกับโมเมนต์โดนอาจารย์สับเละบ่อยขึ้น ต้องเขียนรายงานส่งเยอะขึ้น เนื้อหาวิชาที่เรียนยากขึ้น …อืม มาคิดดูแล้วมันก็หนักขึ้นเหมือนกัน แต่ยังไม่ถึงขั้นทรมานทรกรรมอะไรมากมาย คิดว่าช่วงปีสองน่าจะหนักกว่านี้เยอะเพราะต้องทำงานวิจัยจริงๆ จังๆ

ด้านการงาน รู้สึกขอบคุณที่ยังมีงานให้ทำ ถึงจะชอบบ่นว่าขี้เกียจ แต่เราก็ชอบงานของเรานะ ถึงยังไงก็เป็นงานที่เคยใฝ่ฝันตอนเด็กๆ ว่าอยากทำ พอมาทำจริงๆ มันก็มีท้อแท้บ้าง รู้สึกว่าทำได้ไม่ดีบ้าง เจออะไรบั่นทอนกำลังใจบ้าง แต่มันคงเหมาะกับเราที่สุดแล้วแหละ คิดไปคิดมาก็ทำงานนี้มาตั้งห้าปีกว่าแล้ว หวังว่าจะมีให้ทำต่อไปเรื่อยๆ

ด้านสุขภาพ ปีนี้กลับมาวิ่งบ่อยขึ้น จริงๆ แล้วตอนอยู่บ้านที่ไทยเราวิ่งแทบทุกวันเพราะที่บ้านมีลู่วิ่ง แต่พออยู่ญี่ปุ่นไม่ได้วิ่งเลย ช่วงที่กลับไทยเลยซื้อรองเท้าวิ่งมาคู่นึง กลับมาที่นี่อีกทีก็ไปวิ่งแถวๆ บ้านนี่แหละ ช่วงปลายฤดูร้อนจนถึงฤดูใบไม้ร่วงเราชอบออกไปวิ่งตอนดึกๆ เพราะทางเท้าโล่งดี อากาศเย็นสบาย พอเข้าหน้าหนาววิ่งตอนกลางคืนไม่ไหวละ ต้องหันมาวิ่งก่อนพระอาทิตย์ตกแทน ซึ่งพระอาทิตย์ตกตอนห้าโมง เร็วไปอี๊ก แต่ชอบการวิ่งนอกบ้านนะ สนุกกว่าวิ่งบนลู่วิ่งเยอะเลย ไว้ปีหน้าจะหาเส้นทางวิ่งใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ

ด้านสังคม ปีนี้มีเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ แวะเวียนมาเที่ยวโอซาก้าอยู่เรื่อยๆ ขอบคุณทุกคนที่แวะเวียนมาแล้วอุตส่าห์เจียดเวลาเที่ยวมากินข้าวเมาท์มอยกับเรา เพื่อนบางคนอยู่ไทยไม่ได้เจอกันหลายปี ก็ได้มาเจอกันอีกทีที่โอซาก้านี่แหละ ขอบคุณเพื่อนๆ ที่นี่ที่คอยชักชวนฮิคิโคโมริอย่างเราออกจากบ้านด้วย ส่วนช่วงกลับไทยก็เดินสายพบปะเพื่อนๆ อย่างสนุกสนาน เป็นการกลับไทยที่คุ้มค่าต่อจิตใจมาก สนุกมาก ดีใจที่ได้เจอทุกคน ได้ไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อนอย่างที่ไม่ได้ไปซะนานด้วย จริงๆ เราก็ไม่ใช่คนเพื่อนเยอะอะไร แต่เพื่อนที่มีอยู่ก็น่ารักกันทุกคน ขอบคุณที่ทุกคนยังอยู่ในชีวิตเรา♥

เมื่อไม่นานมานี้นางสาวศรย. (ผู้ซึ่งกำลังจะเปลี่ยนยศเป็นนางในปีหน้า) บอกว่า เดี๋ยวนี้ appreciate อะไรๆ ง่ายขึ้นเยอะ เรารู้สึกเห็นด้วยมาก ปีนี้เป็นปีที่รู้สึกซาบซึ้งกับหลายๆ อย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิต รู้สึกขอบคุณทั้งคนที่ดีและไม่ดีกับเรา เราว่าการที่รู้สึกซาบซึ้งกับหลายๆ อย่างได้แปลว่าเราแฮปปี้กับชีวิตตัวเองในตอนนี้นะ ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี ถ้าเป็นไปได้ก็อยากแฮปปี้ไปเรื่อยๆ

ด้านติ่ง อันนี้สำคัญเพราะมันคือพลังในการดำเนินชีวิตของเรา 55555555 ปีนี้เป็นอีกปีที่ติ่งเต็มที่มาก! ช่วงต้นปีสมัครอีเวนท์แล้ววืดรัวๆ เลยคิดว่าดวงติ่งปีนี้คงไม่ดีเท่าไหร่ แต่ช่วงปลายปีนี่ไปอีเวนท์ถี่มาก เงินปลิวรัวๆ

ลองนับๆ ดูว่าปีนี้ไปอีเวนท์อะไรยังไงเท่าไหร่ สรุปออกมาได้ตามนี้

คอนเสิร์ตมิวสิคัล 1 (4Stars)
คอนเสิร์ตเพลงบรรเลง 2 (BRA★BRA, Distant worlds)
คอนเสิร์ต Kalafina 1 (9+ONE)
เซย์ยูอีเวนท์ 6 (有頂天家族, Anime Japan ไม่รู้ควรนับเป็นเซย์ยูอีเวนท์มั้ย แต่เป็นงานที่เจอเซย์ยูเยอะมาก นับๆ ไปละกัน, 星奏学院祭6, MBS Anime Fes, สตามิวเฟส, ไลฟ์คิงปุริ)
บุไตไอซัทสึ 3 (MBS応援, คุโรโกะลาสท์เกม, คิงปุริ)
ไลฟ์วิว 4 (มาโมไลฟ์รอบไต้หวัน, คิงปุริ, ไลฟ์ควอเต็ทไนท์, ปุริไลฟ์)
รีลีสอีเวนท์ 1 (百火撩乱)
ละครเวที 3 (สตามิวมิว, เทนิมิว, Masquerade Mirage)

ปีที่แล้วไม่ได้นับจำนวนอีเวนท์เอาไว้ แต่ปีนี้น่าจะเยอะกว่านะ ปีหน้าไม่รู้จะว่างไปอีเวนท์ได้เยอะแบบนี้อีกมั้ย แต่ก็อยากติ่งให้เต็มที่เท่าที่จะทำได้เหมือนเดิม เพราะเรียนจบกลับไทยก็คงไม่ได้ไปอีเวนท์บ่อยๆ แบบนี้อีกแล้ว

เรื่องที่เสียดายที่สุดคือการไม่ได้ไปปุริไลฟ์ ไม่รู้พระเจ้าแห่งอุตะปุริชิงชังรังเกียจอะไรเรานักหนา หวังมากก็เจ็บมาก แต่อย่างน้อยก็ได้ไปดูในโรงมารอบนึง อีกอย่างที่เสียดายคือปีนี้ไม่ได้ไปหาคุณมิยาโนะมาโมรุเลย ขอโทษค่ะ (;__;)

ส่วน Achievement unlocked ในปีนี้ ที่พีคที่สุดสำหรับเราเองคือการไปดูคิงปุริเกินยี่สิบรอบ ชีวิตนี้ไม่เคยคิดว่าจะกระเหี้ยนกระหือรืออยากไปดูหนังเรื่องเดิมมากขนาดนี้ พอดูเกินยี่สิบรอบเราก็เลิกนับจำนวนรอบไปแล้ว แต่คิดว่าไม่น่าถึงสามสิบรอบนะ …มั้ง หลังจากนี้ไม่รู้ว่าจะมีหนังเรื่องไหนดึงดูดให้ไปดูได้เยอะขนาดนี้อีกมั้ย บางทีเรื่องนี้อาจจะเป็นหนังที่ดูในโรงเยอะสุดในชีวิตนี้แล้ว

เออใช่ New Year’s resolution ที่ตั้งไว้ขำๆ ตอนต้นปีคือ ไปเจอเคนนุให้ได้ ซึ่งสรุปแล้วปีนี้ได้เจอเคนนุทั้งหมดสามครั้ง ได้คิดไปเองว่าสบตากันในงาน Anime Japan ด้วย! มิชชั่นคอมพลีตละ ได้รู้แน่ชัดแล้วว่าเคนนุมีตัวตนจริงๆ

แต่นักพากย์ที่เราได้เจอบ่อยสุดในปีนี้โดยไม่ได้ตั้งใจคือทาเคอุจิคุงซะงั้น 55555555 ปีนี้มีผลงานน้องให้ติดตามเยอะแยะ ก็สนิทกัน (ข้างเดียว) มากขึ้นนิดหน่อย ปีนี้ไม่มีนักพากย์ที่ชอบเพิ่มมาใหม่ แต่รู้สึกชอบคนเดิมๆ ที่ชอบอยู่แล้วมากขึ้นอีก อยากจะชอบกันไปอีกนานๆ♥

 

ว่าแล้วก็ขอจัดอันดับที่สุดแห่งปี 2017 ของตัวเองนิด

 

● ทีวีอนิเมะแห่งปี

Mobile Suit Gundam: Iron-Blooded Orphans

ถึงจะพูดได้ไม่เต็มปากว่ากันดั้มภาคนี้เป็นอนิเมะที่ดี แต่เราสนุกกับการดูภาคนี้มาก ไม่ได้ดูอนิเมะมาราธอนแบบนี้มานานแล้ว การดูอนิเมะสี่สิบกว่าตอนภายในสามวันนี่ถ้าไม่ใช่เรื่องที่คลิกกันจริงๆ เราทำไม่ได้เด็ดขาด ภาคนี้เป็นภาคที่พาเรากลับมาสนิทกับกันดั้มอีกครั้งหลังจากห่างหายกันไปหลายปี ช่วงที่ติดงอมแงมเดินเข้าร้านของเล่นบ่อยมาก ไปกันดั้มคาเฟ่รัวๆ เข้าพิกซีฟคุ้ยแฟนอาร์ทอย่างเอาเป็นเอาตาย อ่านดิสคัสชั่นตามเว็บบอร์ดตาเหลือก ดูพวกคลิปล้อเลียนก็เยอะ 5555555 ยังเสียดายอยู่เลยที่มาตามดูช้าไปหน่อย ถ้าได้ไฮป์เรียลไทม์ตั้งแต่เนิ่นๆ น่าจะสนุกกว่านี้อีก

※ runner-up: Starmyu 2nd Season

 

● อนิเมะในโรงแห่งปี

KING OF PRISM -PRIDE the HERO-

ปีนี้มีอนิเมะฉายในโรงให้ดูเยอะแยะ ชอบหลายเรื่องเลย แต่อย่างที่บอกไปแล้วว่าดูคิงปุริเกินยี่สิบรอบ จะยกให้เรื่องอื่นก็คงไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่

※ runner-up: Free! -Take Your Marks-

 

● เกมแห่งปี

Omega Vampire

เกมออกมาตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่เราเพิ่งมาเล่นปีนี้ ไม่เคยเขียนถึงเกมนี้เลย แต่ชอบมากแม้จะยังเล่นไม่ครบทุกรูท เป็นแนวแวมไพร์+โอเมก้าเวิร์ส เนื้อเรื่องสนุกน่าติดตาม ตัวละครก็น่ารัก นุ้งหมาฮาคุโร่คุงน่ารักมากๆๆๆๆ ปกติเราเข้าไม่ถึงแนวโอเมก้าเวิร์สเท่าไหร่ พอมาลองเล่นเกมนี้ก็ทำความเข้าใจแนวนี้ได้มากขึ้น

※ runner-up: Code:Realize Hakugin no Kiseki

 

● เกมมือถือแห่งปี

Shining Live

อยากแยกประเภทจากเกมด้านบน เพราะปีนี้เล่นเกมมือถือเยอะมากอย่างผิดวิสัย ปกติเราเป็นคนเล่นเกมมือถือไม่ค่อยยืดเท่าไหร่ แต่ปีนี้ติด Duel Links ตั้งแต่ต้นปี หลังจากนั้นก็เล่นเกมนั้นเกมนี้มาเรื่อยๆ บางเกมเล่นสองสามวันก็เลิก บางเกมก็เล่นยืดหน่อย แต่ถ้าให้เลือกเกมที่รู้สึกว่าใช่ที่สุด ยังไงก็ต้องเป็นอุตะปุริแหละ เพราะอุตะปุริเป็นชีวิตของเราไปแล้ว 5555555

※ runner-up: Duel Links จริงๆ อยากให้เกมนี้ชนะ เพราะเราชอบระบบเกมมาก ติดงอมแงม เป็นเกมที่ได้คิดเยอะดี แต่ท่านไคบะยังสู้ความอุตะปุริไม่ได้ไง สำหรับเราแล้วพอมีคำว่าอุตะปุริปุ๊บ ทุกอย่างแพ้หมด

 

● เพลงแห่งปี

Shining☆Romance

เป็นเพลงที่ฟังแล้วมีความสุขมาก ยิ่งกว่านั้นยังมี MV ด้วย! สารภาพตามตรงว่าตอนฟังครั้งแรกไม่ได้รู้สึกกรี๊ดอะไรมากมาย อิมแพคต์ไม่แรงเท่าตอนฟัง WE ARE ST☆RISH!! ครั้งแรก แต่เป็นเพลงที่ยิ่งฟังยิ่งชอบ ทำให้โลกสดใสและน่าอยู่ รักสตาริชจัง♥

※ runner-up: Freesia by Uru, Hana no Uta by Aimer

 

● หนังแห่งปี

It’s Only the End of the World

เป็นหนังฝรั่งเศสแนวดราม่าครอบครัวเครียดๆ ที่เราดูแล้วแฮปปี้มาก วันนั้นไปยูเอสเจแล้วเย็นๆ ไม่รู้จะทำไรเลยชวนกันไปดูหนังต่อ ตอนแรกนึกว่าเที่ยวมาเหนื่อยๆ ดูหนังแนวนี้แล้วจะง่วง ปรากฏว่าไม่ง่วงเลย เอาจริงๆ ไม่ได้ชอบหนังหรอก แต่กัสปาร์หล่อมากกกกก แค่นี้ก็พอแล้ว (เหตุผลบับ….)  คือปีนี้ดูหนังไม่เยอะ ไม่มีเรื่องที่รู้สึก ว้าวววว! เลย บางทีก็คิดถึงตัวเองคนเดิมที่เข้าโรงหนังแทบทุกอาทิตย์เหมือนกัน แต่ตัวเราคนนั้นเรียนใกล้สยามไง เลิกเรียนก็แวะลิโด้ชิลๆ ไง พอมาอยู่นี่ตั๋วหนังแพง จะดูแต่ละเรื่องเลยคิดหนักนิดนึง

ตอนแรกคิดว่าปีนี้ยังไงสตาร์วอร์สก็นอนมาแน่ๆ แต่พอดูแล้วกลับรู้สึกคลุมเครือกับภาคนี้ชอบกล อาจเพราะคาดหวังมากไปหน่อย ไม่ได้จะบอกว่าภาคนี้ไม่ดีนะ มันมีอะไรดีๆ เยอะด้วยซ้ำ ให้หยิบยกฉากที่ชอบก็น่าจะยกขึ้นมาได้หลายฉาก แต่โดยรวมแล้วภาคนี้คงไม่ใช่ my cup of tea เพราะงั้นหนังปีนี้เรายกให้หนังกัสปาร์ละกัน อยากให้มงนามูร์เล่นหนังอีกเยอะๆ จังเลยค่ะ♥

※ runner-up: Thor: Ragnarok คนส่วนใหญ่ชอบภาคนี้มากกว่าสองภาคแรก แต่เรากลับกัน คือชอบภาคนี้น้อยสุด แต่เลือกมาเป็น runner-up ด้วยเหตุผลเดียวกับข้างบนคือ ผู้ชาย….. ถ้าภาคนี้ธอร์ไม่ตัดผมก็อาจจะชนะกัสปาร์ไปแล้ว ไม่น่าเลยพี่คริส

 

ปีหน้ายังไม่มีเป้าหมายชัดเจนอะไรสักอย่าง แค่อยากตั้งใจเรียนให้มากขึ้นเพราะคงเป็นปีสุดท้ายที่จะศึกษาเล่าเรียนละ จบโทเราก็ขอบายแล้วจ้า นอกจากนั้นก็อยากใช้เวลาในญี่ปุ่นให้คุ้มๆ ซึ่งการใช้ให้คุ้มของเราคงเป็นการติ่งเหมือนเดิม 5555555 บางทีก็อยากไปเที่ยวแบบปกติทั่วไปเหมือนคนอื่นเยอะๆ แต่เราชอบคิดว่าถ้าจะเที่ยว เรากลับมาเที่ยวเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ถ้าจะติ่ง มันไม่มีทางเต็มที่ได้มากเท่ากับตอนอยู่ที่นี่อีกแล้ว

เพราะงั้นเอาเป็นว่า ปีหน้าก็เต็มที่กับสิ่งที่อยากทำเหมือนเคย แค่นั้นพอ (^^)

Code:Realize Hakugin no Kiseki – Abraham Van Helsing

Code: Realize เพิ่งออกแฟนดิสก์แผ่นที่สองมาเมื่ออาทิตย์ก่อน รอบนี้ไม่อยากดองเพราะเห็นว่าเกมอุตส่าห์ทำเนื้อเรื่องเกี่ยวกับคริสต์มาสออกมาในช่วงคริสต์มาส ก็เลยมอบช่วงคริสต์มาสปีนี้ให้กับเกมนี้ซะเลย ส่วนปีที่แล้วรู้สึกจะมอบให้เมียวงะบุโจว สรุปคริสต์มาสของเรามีไว้เล่นเกม อาห์

แฟนดิสก์ภาคนี้ใช้ชื่อว่า 白銀の奇跡 อ่านว่า Hakugin no Kiseki มีคนอ่านผิดเป็น Shirogane no Kiseki กันหลายคน แม้แต่คนญี่ปุ่นยังอ่านผิด จนกระทั่งเคานต์ดาวน์วอยซ์ในเว็บอ่านออกเสียงชัดๆ ว่า ฮาคุกิง ถึงได้เข้าใจคำอ่านตรงกันซะที ภาษาญี่ปุ่นนี่ยุ่งยากจริง!

รอบนี้สั่งเซ็ตลิมิเต็ดของอนิเมทไปเพราะแถมทาเปส จริงๆ ชอบลายของสเตลล่ามากกว่า แต่สเตลล่าไม่ยอมทำทาเปส ฮือ ซื้ออนิเมทก็ด้ะ

ชอบปกลิมิเต็ดรอบนี้มาก ภาพสวย สีสวย ลูแปงหล่อ เสียดายนิดนึงที่คุณโฮล์มส์อดขึ้นปก แต่ไม่ได้ขึ้นปกไม่เป็นไร แค่ในเกมมีรูทคุณโฮล์มส์ให้ก็ขอบพระคุณมากแล้ว

เท่าที่เล่นไปนิดนึง ตอนนี้เราชอบแฟนดิสก์แผ่นนี้มากกว่าแผ่นที่แล้วอีก! แผ่นนี้ทุกคนอัพเลเวลความน่ารักเพิ่มขึ้นอีกห้าสิบระดับ ชอบทุกคนมากขึ้นกว่าเดิมมากกกกกกก แม้แต่ฟีนิสที่ปกติเราไม่ชอบขี้หน้ายังกลายเป็นเด็กผีไร้พิษภัยผู้น่ารักในภาคนี้

อย่างไรก็ตาม วันนี้ไม่ได้ตั้งใจจะมากรี๊ดใครอื่นนอกจากเฮียแวนเฮลซิ่ง! รอบนี้เลือกรูทเฮียคนแรกแม้จะไม่ค่อยชอบรูทเฮียในแฟนดิสก์แผ่นที่แล้วเท่าไหร่เพราะเฮียทำตัวงี่เง่าไปหน่อย หักคะแนนเฮียไปเยอะมาก (แม้ในรูทคนอื่นจะยังน่ารักเหมือนเดิมก็ตาม) จนมาเจอเฮียในภาคนี้เท่านั้นแหละ โอ๊ยยยย หุ้นเฮียขึ้นรัวๆ กรี๊ดหนักมากกกกกกก (≧д≦)

 

**SPOILER ALERT**

 

รูทเฮียแวนภาคนี้ไม่ได้ต่อจากภาคหลัก แต่จะต่อจากรูทฟีนิสในภาค 祝福の未来 (Shukufuku no Mirai) รายละเอียดบางส่วนเลยไม่เหมือนกับภาคหลัก โดยภาคนี้รูทหนุ่มๆ ทั้งห้าคนจะเป็นการสมมติว่าคริสต์มาสครั้งแรกของหนุ่มๆ กับนางเอกจะเป็นยังไง

เท่าที่เล่นจบไปสองรูทได้แก่รูทแวนและรูทแซงต์ ช่วงต้นรูทจะเริ่มมาเหมือนๆ กันคือนางเอกกลับไปอาศัยอยู่ที่บ้านเดิมกับฟีนิสซึ่งเป็นน้องชาย ส่วนแก๊งลูแปงก็ไม่ค่อยได้เจอหน้ากันเท่าไหร่ ในรูทเฮียแวน เฮียจะกลายมาเป็นเบ๊ของโดระจัง คอยตระเวนไปทั่วอังกฤษด้วยกันเพื่อตามหาชาวผีดูดเลือดที่ยังเหลือรอดอยู่ ซึ่งตอนเริ่มเรื่องมานี่เฮียกับโดระจังเดินทางมาด้วยกันราวครึ่งปีละ

ช่วงต้นรูทตอนยังไม่เจอนางเอกนี่แวนกับโดระจังสวีทกันเวอร์มาก 5555555555 หวานแหววกันตั้งแต่ฉากแรกสุดที่เฮียแวนกับโดระจังนั่งรถไฟไปด้วยกันละ เฮียกับโดระจังนั่งตรงข้ามกัน เฮียพูดสั่งสอนโดระจังไปเรื่อย โดระจังก็ทำแก้มป่องกระเง้ากระงอด เฮียเลยมองด้วยสายตาอ่อนโยน ตอนเริ่มมาเจอฉากนี้ตกใจมากเพราะนึกว่าเปลี่ยนมาเป็นเลิฟสตอรี่ของเฮียกับโดระจัง…… จนสักพักเฮียเริ่มเหม่อลอยคิดถึงนางเอก เราถึงได้โล่งใจว่า อ้อ นางเอกยังไม่ถูกลืม เฮียยังไม่พรากผู้เยาว์ รอดไปนะโดระจัง

เราชอบคู่แวนกับโดระจังนะ แต่ไม่ได้ชอบแบบอยากให้เค้าคู่กัน 5555555 ชอบคู่นี้เวลาอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่ภาคหลักละ เป็นความสัมพันธ์ที่เก้ๆ กังๆ และพัฒนามาเรื่อยๆ จนตอนนี้เฮียแวนกลายเป็นเหมือนพ่อโดระจังไปแล้ว เวลาอยู่กับโดระจังเฮียน่าร๊ากน่ารัก (*´∀`*)

ส่วนความสัมพันธ์ของเฮียแวนกับนางเอกในจุดนี้จะรีเซ็ตกลับไปเป็นตอนที่ยังไม่ใจตรงกัน นางเอกกลับไปอยู่บ้านเดิมที่เวลส์โดยที่ไม่รู้ตัวว่ามีใจให้เฮีย ส่วนเฮียรู้ดีแก่ใจว่าตัวเองชอบนางเอก แต่ก็เห็นภาระหน้าที่สำคัญกว่า เลยยอมปล่อยนางเอกไป ไม่ได้บอกความในใจ ซึ่งเราชอบเฮียแวนในโหมดรักนะแต่ไม่แสดงออกมากกกกกกกกกกกก (≧д≦)(≧д≦)

ในแฟนดิสก์ภาคที่แล้วปัญหาหลักในรูทเฮียแวนคือเฮียชอบแสดงความรักมากเกินไป กลายเป็นผู้ชายเยอะๆ ที่แม้แต่นางเอกยังรำคาญ 5555555555 ส่วนภาคนี้เฮียยังไม่รู้ว่านางเอกคิดยังไงกับตัวเองเลยค่อนข้างเก็บอาการ แต่บางทีก็จะหลุดเขินบ้างอะไรบ้าง แบบนี้แหละน่ารัก จั๊กจี้หัวใจกำลังดี

วกกลับมาที่ฉากรถไฟ เฮียแวนกับโดระจังนั่งรถไฟไปทำธุระที่เมืองลิเวอร์พูล ทั้งสองคนอยู่ที่นั่นด้วยกันหลายวัน จนวันนึงหนังสือพิมพ์ลงข่าวว่าปีนี้ลอนดอนจะฉลองคริสต์มาสอย่างยิ่งใหญ่ โดระจังก็กระดี๊กระด๊าบอกว่าใกล้คริสต์มาสแล้ว ตื่นเต้นจังเลย อีกไม่นานจะได้ไปฉลองกับพวกลูแปงด้วย! แอบขำฉากนี้ตรงที่แวมไพร์ตื่นเต้นกับเทศกาลฉลองวันเกิดพระเยซู ดูย้อนแย้งชอบกล 55555555 แต่เอาเถอะ พ่อมดแม่มดในแฮร์รี่พอตเตอร์ยังฉลองคริสต์มาสเลยนี่เนอะ….

พอเสร็จธุระที่ลิเวอร์พูล โดระจังก็ตัดสินใจจะเดินทางไปแถวๆ เวลส์ ซึ่งไหนๆ แถวนั้นก็ใกล้บ้านนางเอกแล้ว โดระจังเลยชวนเฮียไปเยี่ยมนางเอกด้วยกันซะเลย

ตอนก่อนไปบ้านนางเอก โดระจังบอกว่าจะไปเยี่ยมก็ต้องซื้อของไปฝากด้วย โดระจังให้เฮียเลือกของให้นางเอก ส่วนตัวเองเลือกให้ฟีนิส แล้วโดระจังก็มาถามเฮียว่าเลือกอะไรให้นางเอกเหรอ แหวนหมั้นอ๊ะป่าวววว ทำเอาเฮียตกใจ ไม่นึกว่าจะโดนเด็กแซวหน้าตาเฉ๊ยยยย พอเฮียตกใจว่าทำไมถามแบบนั้น โดระจังก็ถามต่อตรงๆ ว่า อ้าว ไม่ได้ชอบนางเอกหรอกเหรอ? เฮียก็อ้ำอึ้งไม่รู้จะตอบยังไง ฮู้ยยยย เวลาเฮียขัดเขินทำตัวไม่ถูกแบบนี้น่ารักชัมมัดดดดด (////ー////) ตรงนี้มีชอยส์มาให้เราเลือกตอบด้วยว่าจะให้เฮียเงียบหรือบ่ายเบี่ยงไปเรื่องอื่น พอเลือกบ่ายเบี่ยง เฮียจะพูดเรื่องปืนไรเฟิลขึ้นมาดื้อๆ จนแม้แต่โดระจังยังเอือมว่าถ้าจะบ่ายเบี่ยงก็ควรจะเลือกเรื่องอื่นมั้ย ตล๊กกก 5555555555

และแล้วทั้งสองก็เดินมาถึงบ้านนางเอก ก่อนจะพบว่า บ้านล็อคจ้าาาา เอ้าาา ดันมาเซอร์ไพรส์โดยไม่ติดต่อมาบอกก่อนก็เงี้ย ทั้งสองคนตัดสินใจปักหลักรอหน้าบ้านนั่นแหละ อุตส่าห์ถ่อมาตั้งไกลทั้งที ทว่ารอแล้วรอเล่าเฝ้าแต่รอ นางเอกก็ไม่มีวี่แววว่าจะโผล่มา

ระหว่างรอ เฮียกับโดระจังก็คุยกันไปเรื่อยเปื่อย เฮียแวนไม่อยากเจอฟีนิสเท่าไหร่เพราะเคยเป็นศัตรูกันมานาน เคยแค้นฟีนิสมาตลอด แต่สุดท้ายเฮียก็ฆ่าฟีนิสไม่ลง แล้วเฮียก็นึกได้ว่าการที่ตัวเองเกลียดชังฟีนิสก็ไม่ต่างจากที่โดระจังเคยเกลียดเฮีย เพราะเฮียเป็นคนฆ่าครอบครัวของโดระจัง เหมือนกับที่ครอบครัวของเฮียต้องตายเพราะฟีนิสนั่นแหละ

พอคิดได้ว่าสตอรี่ของตัวเองไม่ต่างจากโดระจัง เฮียเลยถามโดระจังว่าทำไมถึงยอมให้เฮียเดินทางมาด้วย ทั้งๆ ที่เคยแค้นขนาดนั้นแท้ๆ

โดระจังตอบดีมวากกกกกกกกกกกกกกก โดระจังตอบว่า สำหรับตัวเองแล้ว เฮลซิ่งคือเครื่องย้ำเตือนถึงความเป็นไปได้ เพราะที่ผ่านมาเคยเจ็บแค้น เคยอยากฆ่าถึงขนาดนั้น เคยเป็นศัตรูคู่แค้นกัน แต่ตอนนี้กลับกลายมาเป็นเพื่อนกันได้ทั้งๆ ที่การเป็นเพื่อนกับเฮลซิ่งน่าจะเป็นเรื่องยาก เพราะฉะนั้นการมีเฮลซิ่งอยู่จึงช่วยย้ำเตือนว่า ไม่ว่าเรื่องใดๆ ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น

โฮฮฮฮ เด็กตัวแค่เนี้ย คิดได้ขนาดนี้ เก่งจังเลยลูกกกกกกกกก (T__T)

ระหว่างที่เฮียกับโดระจังนั่งจับเจ่าเฝ้ารอคอย ตัดภาพมาฝั่งนางเอกกับฟีนิส สองพี่น้องออกไปช็อปปิ้งในเมืองกันอย่างสนุกสนานเฮฮาจ้าา แหมะะะ ปล่อยเฮียนั่งรออย่างเหงาหงอย ใช้ได้ที่ไหน!!

ระหว่างนั่งรถกลับบ้าน นางเอกก็เหม่อลอยคิดถึงเฮีย อยากเจอเฮีย ส่วนเฮียนั่งเหม่อมองฟ้าคิดถึงนางเอก ต่างฝ่ายต่างอยากเจอกัน แต่ไม่ได้เจอกันซะทีเพราะนางเอกมัวแต่ไปช็อปปิ้ง……….

เฮียกับโดระจังรออยู่หน้าบ้านจนฟ้ามืด อากาศหนาวจนโดระจังปากสั่นงั่กๆๆๆ แต่ก็ยังฝืนบอกว่าไม่เป็นไร สบายมาก เฮียเลยบอกว่ากลับกันเถอะ เดี๋ยวจะไม่ทันรถม้าเที่ยวสุดท้ายด้วย แต่แล้ว! จังหวะที่กำลังจะกลับนั้นเอง นางเอกกับฟีนิสก็กลับมาถึงบ้านพอดี ฮูเร่!

ความที่เฮียแวนกับนางเอกไม่ได้เจอกันหลายเดือน ตอนได้พบสบตากันอีกทีมันเลยชวนเขินอยู่หน่อยๆ (/////ー/////) พอนางเอกถามว่ามารอนานรึยัง เฮียก็ตอบไปว่าเพิ่งมาเมื่อกี้นี้เอง แต่นางเอกไม่เชื่อ เดินไปจับมือเฮียเป็นการพิสูจน์ แถมจับมืออย่างเดียวไม่พอ ลามปามไปจับแก้มอีกจ้าาาา (กรี๊ดดดดดด คาร์เดีย หร่อนนนนนนน!!!!) พอรู้ว่าตัวเฮียเย็นเจี๊ยบนางเอกก็เซ้าซี้ถามว่าสรุปมาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย แต่ถามยังไงเฮียก็ไม่ยอมเฉลย ฟีนิสซึ่งรู้ดีว่าเฮียเป็นคนปากหนักเลยหลอกถามโดระจังจนได้คำตอบ พอรู้ว่ามาตั้งแต่เย็นนางเอกเลยรู้สึกผิด ออกปากชวนเฮียแวนกับโดระจังค้างที่บ้านจ้าาาา (แหมะะะ ชวนผู้ชายค้างอ้างแรม นี่มันจะมากไปแล้ว!!!!!!)

ขำตอนแรกฟีนิสไม่ยอมให้ค้าง อ้างว่าไม่มีที่นอน นางเอกเลยบอกว่างั้นเดี๋ยวยกเตียงของตัวเองกับฟีนิสให้ก็ได้ ฟีนิสเลยรีบเปลี่ยนใจบอกว่า อุ๊ย เพิ่งนึกได้ว่ามีที่นอนสำรองอยู่ โอ๊ย ฟีนิสผันตัวมาแนวตลกแล้วเวิร์คมากจริง 555555555555

ส่วนเฮียแวนทำเป็นเก๊กถอนหายใจแต่สุดท้ายก็ยอมค้างที่บ้านนางเอก โดระจังเลยดีอกดีใจ พอเข้าบ้านไปกินข้าวเย็นด้วยกันก็เย้วๆ ใส่ฟีนิส เด็กสองคนนี้อยู่ด้วยกันแล้วน่ารักมุมิมาก ทั้งๆ ที่ในภาคหลักชีวิตเคร่งเครียดทั้งคู่ พอเจอคนวัยไล่เลี่ยกันในจุดที่ชีวิตไม่ค่อยเครียดแล้วค่อยทำตัวสมเป็นเด็กๆ หน่อย น่าเอ็นดู (*´∀`*)

ทางด้านนางเอก ตอนกินข้าวเย็นด้วยกันในบ้านก็นั่งเหม่อจ้องหน้าเฮียไม่ยอมกินจ้าาา ออกหน้าออกตาไปอี๊กกก เข้าใจนะว่าเฮียหล่อ แต่เก็บอาการหน่อยลู๊ก!!! พอกินข้าวเสร็จ เห็นเฮียแวนออกไปจากห้องแล้ว นางเอกก็หยิบข้าวของที่ไปช็อปปิ้งออกมา ของที่ไปช็อปมาคืออุปกรณ์สำหรับถักโครเชต์ นางเอกตั้งใจจะถักของขวัญสำหรับไปแจกหนุ่มๆ ในปาร์ตี้วันคริสต์มาสซึ่งจะจัดขึ้นที่บ้านแซงต์ ถักไปถักมา เฮียก็โผล่มาทักว่าทำอะไรอยู่ สุดท้ายเลยความแตกทั้งๆ ที่นางเอกอยากเก็บไว้เซอร์ไพรส์

เฮียแวนเห็นนางเอกตั้งอกตั้งใจถักให้ทุกคนแต่ดูจากสปีดแล้วไม่น่าทันคริสต์มาส เฮียเลยอาสาช่วยถักให้อีกแรง แถมยังเป็นคนดี๊คนดี บอกนางเอกว่าถักให้คนอื่นไปก่อนเถอะ ส่วนของเฮียไว้มีเวลาเหลือจริงๆ ค่อยถักให้ก็ได้ เพราะถึงจะได้หลังคริสต์มาส ถ้าเป็นของขวัญจากเธอก็ดีใจอยู่ดี โอ้ยยย เฮียแวนขราาาาาา แสนดีเลื้อเกินนนนนนนนน/////

และแล้วจากที่เฮียกับโดระจังตั้งใจจะค้างบ้านนางเอกแค่คืนเดียว เฮียก็เปลี่ยนแผนมาอยู่ด้วยกันจนถึงช่วงก่อนคริสต์มาสเพื่อช่วยนางเอกถักของขวัญให้เสร็จ (หนอยยยยยย คาร์เดียยยย นี่หล่อนวางแผนไว้ใช่มั้ยยะ!!!! เฮียก็อย่าติดกับง่ายๆ สิคะะะะะะ)

ตอนเฮียอาสาจะช่วยถัก เรานึกว่าจะเล่นมุกเฮียมั่นใจในตัวเองแบบผิดๆ แต่จริงๆ แล้วถักห่วยมากซะอีก 55555555 อันที่จริงหนึ่งในโมเอะพอยท์ของเฮียคือการมั่นใจว่าตัวเองทำอาหารเก่งแต่ที่จริงกากมาก นึกว่าความมั่นใจผิดๆ นั้นจะลุกลามมาถึงฝีมือถักโครเชต์ด้วย แต่ไปๆ มาๆ เฮียถักเก่งมากจนน่าตกใจ เฮียเล่าให้ฟังว่าตอนเด็กๆ เคยช่วยแม่ถักอยู่บ่อยๆ สมัยเป็นทหารก็มีคนมาขอให้ช่วยเย็บปักถักร้อยโน่นนี่นั่นเป็นประจำ (คนในกองทัพเห็นเฮียเป็นอะไรคะ โปรดเกรงใจเฮียที่อุตส่าห์เก๊กโหดนิดนึง…….)

หลังจากวันนั้นเฮียกะนางเอกก็ช่วยกันถักโครเชต์กะหนุงกะหนิงอยู่หลายวัน พอถึงคืนสุดท้ายก่อนออกเดินไปทางลอนดอนก็ถักเสร็จทันเฉียดฉิว แต่นางเอกต้องแอบไปถักของเฮียในห้องตัวเองจนดึกดื่นเพราะยังอยากเซอร์ไพรส์อยู่ เฮียเดินผ่านห้องนางเอกตอนดึกๆ เห็นไฟเปิดอยู่ก็ไม่พอใจที่นางเอกนอนดึก เปิดประตูตั้งใจจะเข้าไปดุ (ทำไมภาคนี้เฮียมีความหม่าม้า อยู่กับโดระจังมากไปเหรอ) แต่พอเปิดเข้าไปเจอนางเอกหลับอยู่ท่ามกลางกล่องของขวัญที่จะนำไปให้ทุกคน เฮียก็อ่อนอกอ่อนใจ ดุไม่ลง ได้แต่ลูบหัวนางเอกอย่างอ่อนโยน (แน่ะะะ ฉวยโอกาสตอนหลับหราาาา)

คืนสุดท้ายที่บ้านนางเอกจะมีเหตุการณ์เฮียคุยกับฟีนิสนิดหน่อย ฟีนิสถามเฮียแวนด้วยคำถามเดียวกันกับที่เฮียสงสัยในตัวโดระจังว่า ทำไมถึงไม่ฆ่าตัวเองที่เป็นศัตรูคู่แค้น? เฮียตอบฟีนิสประมาณว่า ที่ผ่านมาแค้นฟีนิสมาตลอดก็จริง ถึงจะไม่รู้ว่าเพราะแค้นจึงอยากแก้แค้น หรือเพราะอยากแก้แค้นจึงพยายามแค้นกันแน่ แต่สุดท้ายพอมีโอกาสฆ่ากลับฆ่าไม่ลง เพราะไม่ได้แค้นมากเท่าในอดีตแล้ว กาลเวลามันทำให้ความแค้นเจือจางไปแล้ว…… เป็นเหตุผลที่สู้โดระจังไม่ได้เลยอะะะ ของโดระจังเท่กว่าเฮียตั้งเยอะ!!

แล้วฟีนิสก็บอกว่าตั้งแต่กลับมาอยู่ที่นี่กับนางเอก นางเอกไม่ค่อยร่าเริงเลย สาเหตุน่าจะมาจากแวนนั่นแหละ แต่ฟีนิสก็ไม่คิดจะกีดกันอะไรอยู่แล้ว อะไรที่พี่สาวว่าดี ฟีนิสก็ว่าดี แต่ฟีนิสบอกว่า ต่อให้โลกแตกก็จะไม่ยอมเรียกแวนว่าพี่เขยหรอกนะ แหม๊ เด็กคนนี้นี่ เฮียก็ไม่ได้ขอร้องให้เรียกแมะะะะ 5555555555555

เช้าวันคริสต์มาสอีฟ เฮียแวน โดระจัง ฟีนิส และนางเอกเดินทางไปลอนดอนด้วยกัน พอถึงลอนดอน เด็กๆ สองคนพากันไปวิ่งเล่น เฮียกับนางเอกเลยปล่อยๆ ไปไม่คิดจะห้ามปรามใดๆ (ช่างเป็นผู้ปกครองที่ใส่ใจดีจริงๆ) เฮียกับนางเอกเห็นว่ายังมีเวลาอีกเยอะกว่าจะถึงปาร์ตี้ตอนเย็น ทั้งสองคนเลยตระเวนไปหาเพื่อนร่วมแก๊งตามที่ต่างๆ ในลอนดอนเพื่อเอาของขวัญไปมอบให้ ขำการไปตามหาลูแปงกับอิมเปย์ที่บ่อน ฮือ สุภาพบุรุษจอมโจรผู้เสพติดการพนัน 55555555555

ระหว่างเดินเตร็ดเตร่ในลอนดอน เฮียแวนบังเอิญเจออเรสเตอร์เจ้าเก่าด้วย! อเรสเตอร์ซึ่งตัวตนที่แท้จริงคือโพรเฟซเซอร์เจมส์ มอริอาตี้เป็นตัวร้ายในรูทเฮียภาคหลัก แต่ภาคนี้เฮียยังไม่รู้ความจริงว่าอเรสเตอร์อยู่เบื้องหลังโศกนาฏกรรมทั้งหมดที่เกิดขึ้นในชีวิต พอเจอกันเฮียเลยทักทายตามปกติ แต่ตาลุงอเรสเตอร์ก็ทำตัวมีลับลมคมใน บอกว่าหนีการตามล่าของชายคนหนึ่งอยู่ (หนีอยู่ในลอนดอนเนี่ยนะะะ หนีไปที่อื่นมั้ยลุง ได้ข่าวว่าชายคนนั้นอยู่แถวเบเกอร์สตรีท ลุงรู้ยัง?) คุยกันแป๊บๆ อเรสเตอร์ก็จากไป ก่อนไปมีการบอกเฮียว่า เธอเป็นอิสระแล้ว เราคงไม่ได้เจอกันอีก เฮียแวนก็งงๆ ว่าจะมาพูดแบบนั้นทำไม แต่ไม่คิดจะไล่ตามไป

ฉากนี้คงใส่มาเพื่อให้รู้ว่าอเรสเตอร์ในเส้นเรื่องนี้เลิกยึดติดกับเฮียแวนแล้ว เลิกคิดจะยุ่มย่ามกับชีวิตเฮีย ยอมปล่อยให้เฮียไปมีความสุขตามทางของตัวเองแล้วแหละมั้ง เพราะที่ผ่านมาชีวิตเฮียพังพินาศเพราะตาลุงนี่ล้วนๆ ถ้าลุงเลิกยุ่งกะเฮีย เดี๋ยวชีวิตเฮียก็ราบรื่นเอง …แต่ ถึงแม้ลุงจะโผล่มาแค่นิดเดียวก็ทำให้รู้สึกอีกครั้งว่าริกกี้เหมาะกับการพากย์บทชั่วๆ แบบนี้จัง

พอตกเย็นชาวแก๊งลูแปงก็มารวมตัวกันที่คฤหาสน์ของแซงต์ ชอบบรรยากาศที่ทุกคนกลับมาเจอกันพร้อมหน้ามากเลย ฮืออออ อบอุ่นเหมือนงานเลี้ยงรุ่น ฉากตอนมาถึงบ้านฟีนิสน่ารักมาก พอแซงต์พูดโอคาเอริ ฟีนิสก็พูดทาดาอิมะแบบเขินๆ งุ้ยยยยย คิวท์ (≧ω≦)

ภาคนี้ฟีนิสน่ารักมากจริง ยอมแพ้ หายเกลียดเป็นปลิดทิ้ง ชอบการที่ฟีนิสคอยด่าทุกคนในเรื่องด้วย เหมือนเป็นตัวแทนคนเล่นคอยจิกกัดทุกคนอีกทีนึง ชอบตรงนี้สุดละ 5555555555555

ทุกปาร์ตี้กันสนุกสนานเฮฮาสักพักเฮียแวนก็ปลีกตัวออกมาเดินเล่นนอกคฤหาสน์คนเดียวท่ามกลางหิมะโปรยปราย หล่อไปอี๊กกกกกกก คนอะไรแค่ออกมาเดินเล่นเฉยๆ ยังหล่อ ฮือๆๆๆๆ เฮียออกมานอกบ้านแล้วก็บ่นพึมพำว่าทั้งๆ ที่มีของอยากให้นางเอกแท้ๆ แต่หาจังหวะให้ไม่ได้ซะที เฮียรู้สึกว่าถ้ามอบให้แล้วนางเอกรับไปคงรู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างในใจระเบิดออก โอ๊ยยยยยย พ่อแวนเฮลซิ่งในห้วงรักกกกกก (////ー////)

เฮียทอดถอนใจท่ามกลางหิมะสักพักนางเอกก็โผล่มาตามหา เฮียเห็นนางเอกใส่เสื้อบางๆ ออกมานอกบ้านก็ไล่กลับเข้าบ้านไปเพราะกลัวนางเอกหนาว (ใส่ใจจังเรยยยย ฮรืออออออ) แต่นางเอกไม่ยอมกลับ แล้วก็ควักของขวัญคริสต์มาสที่จะมอบให้เฮียออกมา เซอร์ไพรสสสส์!!

ของขวัญที่นางเอกถักให้เฮียแวนคือเสื้อโค้ท นางเอกให้เหตุผลว่า เพราะเฮียใส่เสื้อเก่าๆ มีแต่รอยเย็บเต็มไปหมดเลยอยากถักให้ใหม่ (เอ๊าาาา หล่อนว่าเฮียของชั้นใส่เสื้อผ้าโทรมเหรอยะ!!!!)

นางเอกบอกว่าถึงเฮียจะห้ามไม่ให้ถักของขวัญส่วนของเฮีย แต่นางเอกก็ล้มเลิกความคิดไม่ได้ เพราะเฮียคือคนที่ชอบ คือคนที่อยากมอบของขวัญให้มากที่สุด เฮียได้ยินคำว่าชอบก็ถามว่าที่พูดมานั่นเข้าใจความหมายของมันจริงๆ เหรอ? นางเอกเลยตอบว่า จริงๆ แล้วก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ แต่เมื่อกี้ปรึกษาพวกลูแปงมา ทุกคนบอกว่านั่นคือความรักไงล่ะ คราวนี้เฮียเลยตกใจที่นางเอกเอาเรื่องความรักไปปรึกษาพวกลูแปง 55555555555 โอยยยย เฮียคงเขินพวกลูแปงแย่ กลับเข้าบ้านไปจะมองหน้ากันติดมั้ย 55555555555

พอรู้ความในใจนางเอก เฮียเลยคว้านางเอกเข้าไปกอดแล้วสารภาพรัก สารภาพเสร็จก็หยิบต่างหูที่เป็นของขวัญมาติดให้นางเอก สรุปว่าไม่ใช่แหวนหมั้นนะจ๊ะะะ เสียใจด้วยนะโดระจัง

ให้ของขวัญเสร็จเฮียก็กล่าวเมอร์รี่คริสต์มาสหนึ่งที อาาาา การเล่นเกมนี้ในวันคริสต์มาสแล้วเจอเสียงสุวาเบะซังพูดประโยคนี้นี่มันเริ่ดที่สุด//////

รูทเฮียจบตรงนี้เลย ใจตรงกันปุ๊บ จบ บ๊ายบายยย รู้สึกค้างคานิดนึง รูทแซงต์ยังจบแบบส่งนางเอกขึ้นรถไฟกลับบ้านแล้วสัญญากันว่าจะกลับมาเจอกันอีกไรงี้ แต่รูทเฮียคือจบแบบปาร์ตี้วันคริสต์มาสยังไม่ทันจบเลยด้วยซ้ำ แต่เอาเถอะ เห็นเฮียมีความสุขก็ดีใจค่ะ อย่าทำตัวงี่เง่าแบบแฟนดิสก์ภาคที่แล้วอีกละกัน /ยิ้มอ่อน

เอาจริงๆ เนื้อเรื่องคราวนี้ไม่มีอะไรเท่าไหร่ กะหนุงกะหนิงกันไปเรื่อยเปื่อยสมเป็นแฟนดิสก์ เรื่องความแค้นในใจเฮียก็เหมือนใส่มาให้พอมีดราม่าหอมปากหอมคอ ไม่ได้ขยี้อะไรมากมาย แต่สตอรี่รอบนี้เขียนมาน่ารักมากจริงๆ เฮียแวนน่ารัก นางเอกน่ารัก โดระจังโคตรรรน่ารักกกกกกก แม้แต่ฟีนิสยังน่ารัก เล่นแล้วมีหลากหลายอารมณ์ ทั้งเขินเฮีย ทั้งเอ็นดูเด็กๆ (*´∀`*) สำหรับเราแล้วรูทเฮียภาคนี้อิ่มอกอิ่มใจมากกกกกกกกก เฮียกอบกู้คะแนนกลับมาได้เยอะมากกกกกกก

นอกจากรูทเฮียแวนแล้ว รูทแซงต์ที่เล่นจบไปอีกรูทก็ชอบมากกกกกกกก แฮนเซลน่าร๊ากกกกกกกกกกก

แฮนเซลเป็นตัวละครที่โผล่มาตั้งแต่ภาคที่แล้ว แต่มีบทบาทในรูทฟีนิส ซึ่ง…. เราสคิปไปหมดเลยเพื่อเก็บถ้วย 55555555555 พอมาเจอแฮนเซลในภาคนี้แล้วอยากกลับไปเล่นรูทฟีนิสภาคที่แล้วเลย แต่ตอนนี้ยัดเยียดแผ่นให้เพื่อนไปเล่นอยู่ ฮือ ไม่คิดว่าจะน่ารักขนาดนี้ ยิ่งแฮนเซลในโหมดไทรแองเกิ้ลเดทที่ไปกินขนมกับนางเอกและวัตสันนะ อื้อหือออออออ แดเมจรุนแรงมากกกก////// นุ้งแฮนเซลเป็นหนุ่มน้อยเฉื่อยๆ ที่ชอบกินของหวาน ชอบโผล่มาขอของหวาน แล้วพากย์โดยโนบุคุงผู้คลั่งไคล้ของหวานด้วยนะ เลือกนักพากย์มาเป๊ะเวอร์ อินเนอร์โคตรได้ ถ้าออกภาคต่อขอจีบแฮนเซลด้วยยยย ฮืออออออออ

รอบนี้ยังเลือกไม่ถูกว่าจะเก็บลูแปงหรือคุณโฮล์มส์ไว้ท้ายสุดดี แต่ยังไงก็ชอบลูแปงสุด คงเก็บไว้หลังสุดมั้ง แม้จะรู้สึกว่าภาคนี้ต้องกรี๊ดคุณโฮล์มส์หนักมากแหงๆ ก็ตาม (≧д≦)

Square Enix Cafe Osaka x Dissidia Final Fantasy NT

Square Enix Cafe มาเปิดที่โอซาก้าตั้งแต่เมื่อเดือนตุลา ก่อนหน้านี้มีโอกาสแวะเวียนไปนั่งกินหลายทีแล้ว แต่วันก่อนโน้นเพิ่งได้เข้าไปนั่งกินในร้านครั้งแรก!

คาเฟ่นี้ตั้งอยู่ที่ชั้น B1 ของห้างโยโดบาชิคาเมร่าสาขาอุเมดะ ช่วงเปิดใหม่ๆ มีคอลลาโบะกับคิงด้อมฮาร์ทก็เลยไปแอ่วบ่อยๆ แต่ไม่มีบุญได้เข้าไปนั่งในร้านเพราะช่วงเปิดใหม่ฮอตฮิตมาก คนล้นหลาม ไม่จองไปก่อนไม่มีสิทธิ์ได้นั่งในร้าน จริงๆ วิธีเข้าร้านมันมีทั้งแบบจองผ่านเว็บกับไปรับบัตรคิวหน้าร้าน ถ้ามีรอบไหนในวันนั้นยังว่างอยู่ก็รับบัตรคิวได้ แต่ถ้าจองกันเต็มหมดก็อดเข้า แล้วเราดันมารู้ตอนที่เค้าจองกันเต็มไปหมดแล้ว โฉบไปกี่ทีก็ไม่เคยเหลือบัตรคิวมาถึงมือ สุดท้ายเลยได้แต่ซื้อแบบเทคเอาท์นั่งกินหน้าร้านแทน ดีนะที่มีโซนเทคเอาท์ให้นั่งกิน

ทีนี้พออาทิตย์ก่อนเห็นข่าวว่ารอบนี้จะคอลลาโบะกับ Dissidia FF NT ก็เลยรีบเข้าเว็บกดจองทันทีทันใด ตอนกดจองจะมีให้เลือกว่าจะจองรอบกี่โมง จองกี่คน เสียค่าจองคนละห้าร้อยเยน ถือเป็นค่าเครื่องดื่มหนึ่งอย่าง กดจองเสร็จก็ไปจ่ายตังค์ที่ลอว์สันได้เลย

เราจองรอบห้าโมงเย็นวันอาทิตย์ไว้ นึกว่าวันอาทิตย์คนจะเยอะ แต่รอบที่เราไปคนไม่เยอะเท่าที่คิด มีโต๊ะว่างด้วย หลายคนก็ถือบัตรคิวมาโดยไม่ได้จองผ่านเว็บมาก่อน คนไม่แน่นขนัดเท่าตอนเปิดใหม่ๆ

พอใกล้ๆ ห้าโมงไปยืนต่อคิวหน้าร้าน พนักงานจะมายื่นบัตร Guest ให้ พร้อมใบเมนูสำหรับเลือกเครื่องดื่มหนึ่งอย่าง เครื่องดื่มที่เลือกได้มีแต่พวกเครื่องดื่มเบสิค แบบพวกชา กาแฟ น้ำส้ม โคล่า อะไรเทือกๆ นี้ เลือกเครื่องดื่มคอลลาโบะไม่ได้เพราะเครื่องดื่มคอลลาโบะมันแพงกว่าค่าจอง เราเลือกคาเฟโอเล่ไปเพราะมันห้าร้อยเยนพอดี ถ้าเลือกอันที่สี่ร้อยเยนจะรู้สึกขาดทุน (ความงกนี้…)

เลือกเครื่องดื่มเสร็จก็มีพนักงานมาเก็บใบเมนูไป แล้วพอถึงคิวเราเข้าร้านก็จะมีพนักงานพาไปนั่งที่โต๊ะและมอบแท็บเล็ตมาให้หนึ่งเครื่อง เอาไว้สั่งอาหารและเครื่องดื่ม

พอทุกคนนั่งที่เรียบร้อย พนักงานก็จะอธิบายโน่นนี่นั่นให้ฟัง ให้ทดลองจิ้มแท็บเล็ตว่าใช้ได้มั้ย ของใครใช้ไม่ได้ก็รีบเรียกพนักงานกันตอนนี้ เลคเชอร์เสร็จก็เชิญสั่งอาหารและเดินถ่ายรูปภายในร้านกันตามอัธยาศัย นั่งแป๊บเดียวพนักงานก็ยกกาแฟที่สั่งไปตอนแรกมาเสิร์ฟ แต่แก้วนี้จะไม่มีที่รองแก้วแถมให้

อ้อ ร้านนี้นอกจากจะใช้แท็บเล็ตสั่งอาหารแล้วยังเป็นระบบเซลฟ์เซอร์วิสด้วย ทุกคนต้องลุกไปหยิบช้อนส้อมเอาเอง เป็นร้านที่แทบไม่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับพนักงาน แต่เห็นคนข้างๆ ลุกไปขอน้ำเปล่าพนักงานอยู่สองสามรอบ คือถ้ามีอะไรขาดตกบกพร่องก็ขอพนักงานได้แหละ

เมนูอาหารคอลลาโบะรอบนี้มีทั้งของคาวของหวานให้เลือกสรร ชื่นชอบการประดิษฐ์เมนูปอเปี๊ยะคลาวด์กับเซฟิรอธมาก

อยากสั่ง แต่ไม่ชอบกินผัก 555555555555 จะสั่งมานั่งชื่นชมเฉยๆ ก็เศร้าไป เลยตัดใจจากเมนูนี้แล้วสั่งข้าวราดแกงกะหรี่&สตูตกแต่งเป็นหน้าน้องม็อกมากิน

ทำไมตาน้องม็อกเบี้ยว!

แกงกะหรี่สีไม่น่ากินเลย (-__-;) แต่ก็หวานๆ อร่อยพอใช้ ส่วนสตู จืดมาก…. เอาเถอะ เราไม่ได้คาดหวังอะไรกับรสชาติอยู่แล้ว มากินด้วยใจศรัทธา

ส่วนน้ำแก้วแรกที่สั่งมาชื่อเมนูว่าโมกุริ อ้าว น้องม็อกอีกแล้ว 55555555 ไม่ได้เลือกเพราะนิยมชมชอบน้องม็อก แต่เห็นว่าแก้วนี้เป็นสตรอว์เบอร์รี่ผสมกับพีช ดูน่าอร่อยดีก็เลยสั่งมา

หนึ่งในกฎพื้นฐานของคอลลาโบะคาเฟ่คือ เมื่อสั่งเครื่องดื่มหนึ่งแก้วจะได้ที่รองแก้วหนึ่งใบ และพนักงานจะต้องยื่นมาให้แบบคว่ำเพื่อให้ตื่นเต้นเล่นๆ ด้วย ของแก้วแรกพลิกมาเจอลาย 131415 จริงๆ กะว่าถ้าแก้วแรกได้ 789 หรือ 101112 จะไม่สั่งเพิ่ม พอไม่ได้ตามที่อยากก็รู้เลยว่าโอเค เดี๋ยวต้องมีแก้วที่สองละ

ทางด้านรสชาติของดริงค์น้องม็อก จิบไปคำแรกรสชาติเหมือนเอาวิตามินซีมาละลายน้ำ แต่พอคนๆ ให้มันเข้ากันแล้วอร่อยขึ้นเยอะ มีความพีชมากกว่าสตรอว์เบอร์รี่ รสหวานพอดีๆ ชอบแก้วนี้ที่สุดในบรรดาทุกแก้วในวันนี้

แก้วต่อมามีชื่อว่า บาฮามุต อันนี้เห็นโต๊ะอื่นสั่งแล้วชอบลูกเล่นเลยสั่งตาม คือมันจะมีกล่องเล็กๆ มีไฟสว่างๆ อยู่ใต้แก้ว ทำให้น้ำในแก้วสว่างเรืองรองราวกับเมก้าแฟลร์ที่พวยพุ่งออกมาจากปากบาฮามุต ดูเป็นเครื่องดื่มที่มีกิมมิคดี

คราวนี้ได้ลาย 123 มา เอาล่ะ เรายังหยุดที่แก้วนี้ไม่ได้

ดริงค์บาฮามุตรสชาติไม่อลังการเท่าหน้าตา คือมันเป็นน้ำเย็นที่ใส่ของร้อนลงไป น้ำมันเลยร้อนๆ เย็นๆ บอกไม่ถูก ถ้าเป็นน้ำเย็นไปเลยอาจจะอร่อยกว่านี้ แต่ไอ้ก้อนเขียวๆ ด้านบนนั่นอร่อยนะ ชอบ

แก้วที่สามมีชื่อว่า มาเทเรีย เป็นคาลพิสใส่ไซรัป โปรยทองตกแต่งด้านบนอย่างสวยสดงดงาม

อ๊ากกกกกกก ทีดัสสสสสสสสส มาซะที!! พอเจอทีดัสก็รู้สึกว่าวันนี้พอแค่นี้ก่อน กินมากกว่านี้ก็ไม่ไหวเหมือนกัน แม้จะยังอยากได้ 789 อยู่ (; v ;)

ดริงค์มาเทเรียอร่อยดี รสชาติก็เป็นคาลพิสแหละ ซื้อคาลพิสในคอนบินิมากินก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่ 55555555 แต่ชอบที่พอคนๆ ให้ไซรัปมันขึ้นมาผสมกับน้ำด้านบนแล้วจะกลายเป็นสีฟ้าสวยงาม คือสีเหลืองตอนแรกมันดูไม่ค่อยน่ากินเลย….

รอบนี้เน้นสั่งเครื่องดื่มเพราะอยากเก็บที่รองแก้ว ถ้าสั่งอาหารหรือของหวานจะได้ที่รองจานซึ่งมันยิ่งใหญ่เกินไปหน่อย ชอบเก็บที่รองแก้วมากกว่า ที่จริงอยากกินของหวานทั้งสองเมนู แต่ไม่ได้สั่งเลย ฮือ เห็นโต๊ะอื่นสั่งแล้วก็อยากกินมั่ง ไว้วันไหนว่างๆ อาจจะเข้าไปนั่งกินอีกรอบก่อนหมดช่วงคอลลาโบะ

ในส่วนของการตกแต่งภายในร้านจะเน้นฝั่งตัวเอก รอบๆ ร้านจะเต็มไปด้วยรูปเหล่าตัวเอกแต่ละภาค ไม่มีรูปตัวร้ายเลย ว้า (´・ω・`)

อยากถ่ายรูปมาให้ครบๆ แต่บางโต๊ะมีคนนั่งอยู่ก็เกรงใจเค้า ได้รูปทีดัสกับสควอลล์มาก็พอใจละ ฮิ♥

นอกจากนั้นกลางร้านยังมีตู้โชว์อยู่หนึ่งตู้! เป็นตู้ที่ใส่ทุกสิ่งทุกอย่างลงไปตามใจพนักงานสุดๆ ทั้งต้นคริสต์มาส พวงกุญแจ ที่รองแก้ว ตุ๊กตา ฟิกเกอร์ ใส่ทุกอย่างให้เธอแล้ว

↑ ไม่ให้ที่รองแก้วลายนี้เรา เราถ่ายรูปเก็บไว้เฉยๆ ก็ด้ะ (TωT)

กินเสร็จก็หยิบแท็บเล็ตไปคืนแคชเชียร์เพื่อจ่ายตังค์ เป็นอันเสร็จพิธี ตอนจ่ายตังค์พนักงานจะบอกว่ามีที่รองจานแถมให้ จะให้มัดแล้วใส่ถุงด้วยมั้ย ชอบความใส่ใจนี้ เวลาไปคอลลาโบะคาเฟ่ที่อื่นไม่เคยมีถุงใส่ที่รองจานให้เลย ยางมัดก็ต้องขอเองตลอด แต่ที่นี่ยังไม่แอดวานซ์เท่าคาเฟ่สตามิวที่มีบริการเคลือบพลาสติกให้ด้วย ประทับใจที่นั่นสุดละ 55555555

ได้ที่รองจานลายนี้มา อันนี้สุ่มจากสี่ลาย

ก่อนออกก็ชักภาพทีดัสตรงใกล้ๆ ทางเข้าออกมาอีกหนึ่งแชะ พ่อหนุ่มบลิตซ์บอลของปร้าาาา

อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่ยังอาลัยอาวรณ์ที่รองแก้ว 789 อยู่ เมื่อวานเลยไปซื้อแบบเทคเอาท์นั่งกินหน้าร้านอีกรอบ (รอบนี้พนักงานหล่อ!!) มีความโก๊ะเล็กน้อยคือสั่งคาเฟลาเต้อย่างมั่นใจโดยไม่มองเมนู พนักงานทำหน้างงแล้วชะโงกข้ามเคาน์เตอร์มาดูเมนู เรามองตามแล้วพบว่ามันไม่มีคาเฟลาเต้ เลยต้องบอกเค้าว่าขอโทษค่ะ คาเฟโอเล่ค่ะ แหม่ ไม่มีก็บอกกันตรงๆ ก็ด้ายยยย ไม่ต้องทำเป็นชะเง้อชะแง้มองเมนู 555555555

และที่รองแก้วที่ได้มารอบนี้คือ…

……….ซ้ำจนได้ (TωT)

แต่อย่างน้อยก็รู้สึกว่าคาเฟโอเล่รสชาติโอเคกว่าตอนร้านเปิดใหม่ๆ นะ จำได้ว่าตอนกินครั้งแรกมันไม่อร่อยเลย ชาก็รสชาติเหลือทนจนตั้งคำถามกับชีวิตว่านี่เราอยากได้ที่รองแก้วขนาดต้องฝืนใจกระเดือกอะไรแบบนี้เชียวหรือ แต่หลังๆ รู้สึกกินได้คล่องปากขึ้น ไม่รู้ว่ารสชาติมันโอเคขึ้นจริงๆ หรือเป็นเพราะกินหลายรอบจนชินไปแล้วไม่รู้ (- v -;)

4Stars 2017

ไปดูคอนเสิร์ตมิวสิคัลระดับเวิลด์คลาสมาแหละ!

คอนเสิร์ตนี้มีชื่อว่า 4Stars 2017 เป็นคอนเสิร์ตที่เราเพิ่งรับรู้ถึงการมีอยู่เมื่ออาทิตย์ที่แล้วตอนไปดูคอนเสิร์ต Distant Worlds แล้วมันฉายโฆษณาคอนนี้ก่อนงานเริ่ม ตอนเห็นโฆษณาว่ารามิน (Ramin Karimloo) จะมาญี่ปุ่นคือแทบลุกขึ้นมากรี๊ดเดี๋ยวนั้น อ๊ากกกกก พอเห็นคำว่าโอซาก้ายิ่งตาโต แต่พอเห็นว่าวันที่มันกระชั้นมากก็สิ้นหวังทันที นึกว่าตั๋วหมดไปแล้ว ทว่า!! พอลองกดเข้าอีพลัสกลับพบว่าตั๋วยังเหลือด้วย อ๊ากกกกก ว่าแล้วก็กดจองเดี๋ยวนั้นเลย คือนับตั้งแต่เห็นโฆษณาจนถึงกดจองตั๋วน่าจะใช้เวลาไม่ถึงห้านาที บ้ามาก เป็นการจองตั๋วคอนเสิร์ตที่หน้ามืดตามัวที่สุดในชีวิต แต่นี่รามินเลยนะะะ รามินมาญี่ปุ่นนะะะะ จะพลาดได้ยังไง!!! ถ้าพลาดงานนี้ไปอาจจะไม่ได้เจออีกแล้วก็ได้ ฮือออ อยากกราบคนจัดงานงามๆ

แต่งานนี้ไม่ได้มีรามินแค่คนเดียว! ชื่องาน 4Stars ก็บอกอยู่แล้วว่ามีกันถึงสี่คน นอกจากรามินแล้ว งานนี้เซียร์ร่า (Sierra Boggess) ก็มาจ้าาาา อ๊ากกกก แฟนท่อมกับคริสตีนมาด้วยกันเลยนะะะะะ ส่วนอีกสองคนคือซินเธีย (Cynthia Erivo) คนนี้เราไม่รู้จักมาก่อน และชิโรตะ ยู!!!! คนนี้สมัยม.ปลายเคยกรี๊ดหนักมากอยู่ช่วงนึง สมัยเค้ายังเป็นเท็ตสึกะบุโจวกับเล่นฮานะคิมินู่น (ประมาณสิบปีที่แล้ว…..) แต่พอไม่ได้ตามผลงานเค้าก็ห่างเหินกันไป ตอนจองตั๋วนี่เราก็สนใจแต่รามินกับเซียร์ร่า ไม่ได้สนใจชิโรตะยูเล้ยยยย ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนเรียกอย่างเอ็นดูว่าชิโรตันเลยนะ!

ความจริงแล้วเมื่อปี 2013 คอนเสิร์ต 4Stars นี่เคยจัดมาแล้วทีนึง เมมเบอร์ตอนนั้นต่างออกไปนิดหน่อย ตอนนั้นมีรามิน เซียร์ร่า ชิโรตะยู และ และะะ ลีอา ซาลองก้าาาาาาา อ๊ากกกกกกกก เจ้าหญิงจัสมินนนนน มู่หลานนนน เอโพนีนนนนน ทำไมรอบบนี้ลีอาไม่มาแล้ว ฮืออออ แต่ไม่เป็นไรเพราะซินเธียก็เสียงดีเสียงเทพเป็นบุญหูแม้ไม่รู้จักกันมาก่อน เมมเบอร์ไหนก็ดีค่ะ ดีหมด TvT

แอนี่เวย์ 4Stars ปีนี้มีรอบโอซาก้ากับโตเกียว รอบโอซาก้าจัดที่โรงละคร Umeda Arts Theater เป็นโรงละครที่เคยเดินผ่านหลายครั้งแต่เพิ่งเคยเข้าไปข้างในครั้งแรกก็วันนี้นี่แหละ รอบที่เราไปดูเป็นรอบสุดท้ายของที่โอซาก้า

ตอนเลือกที่นั่งชั้นสามก็ทำใจไว้แล้วว่าคงไกลแสนไกล เลือกชั้นสามเพราะมันถูกสุด แม้จะกระตือรือร้นอยากไปมาก แต่มันเป็นคอนเสิร์ตที่อยู่ดีๆ ก็ซื้อตั๋วกะทันหันเลยต้องเจียมตัวเจียมตังค์นิดนึง (´・ω・`) แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ไกลเท่าที่จินตนาการไว้ เพราะโรงละครไม่ได้ใหญ่มาก แถมที่นั่งเราอยู่ริมๆ ชั้นสามซึ่งเป็นฝั่งที่ใกล้เวทีมากกว่าตรงกลางเยอะ ไม่ต้องมีกล้องส่องทางไกลก็เห็นหน้าคนบนเวทีชัดเจนพอใช้ได้ ไม่ถึงขั้นตัวเล็กเท่าเม็ดข้าว เริ่ดที่สุด

ตั้งแต่กดซื้อตั๋วจนมาถึงวันงานนี่มันแค่อาทิตย์เดียวเอง ตอนเข้าไปนั่งในโรงละครรองานเริ่มยังไม่อยากเชื่อเลยว่าจะได้เจอรามินจริงๆ …แล้วคนญี่ปุ่นรอบข้างก็คุยกันแต่เรื่องชิโรตะยู ก่อนเริ่มเลยรู้สึกเหมือนมาวันแมนไลฟ์ชิโรตะยู 555555555 ได้ความรู้มาจากคนข้างๆ (ซึ่งคุยกับเพื่อนเค้า แต่เราบังเอิญได้ยินไปด้วย) ว่างานนี้ชิโรตะยูบินไปซ้อมถึงนิวยอร์กเลยนะจ๊ะะะ ลงทุนไปอี๊กกก ก่อนหน้านี้เราแอบไปส่องไอจีรามินมา เห็นมาญี่ปุ่นหลายวันแล้ว นึกว่าบินมาถึงกันแล้วค่อยซ้อมที่ญี่ปุ่นซะอีก

เซ็ตลิสท์วันนี้หาแบบเรียงเพลงไม่เจอเลย แง แต่ในเว็บออฟฟิเชียลลงลิสท์แบบเรียงตามลำดับตัวอักษรไว้ แปะตามเว็บออฟฟิเชียลละกัน

“Another Day of Sun” – LA LA LAND ♪Sierra & Shirota
“Anthem” – CHESS ♪ALL
“Beauty and the Beast” – Beauty and the Beast ♪Cynthia & Shirota
“Die Schatten werden länger” – Elisabeth ♪Ramin & Shirota
“Empty Chairs at Empty Tables” – Les Misérables ♪Ramin
“I Could Have Danced All Night”– My Fair Lady ♪ALL
“Ich gehör nur mir”– Elisabeth ♪Sierra
“I’m Here” – The Color Purple ♪Cynthia
“J’ai Peur” – Roméo and Juliette ♪Shirota
“Kiss of the Spider Woman” – Kiss of the Spider Woman ♪Shirota
“Losing My Mind/Not A Day Goes By” – Sondheim on Sondheim ♪Cynthia & Sierra
“Muddy Water” – Big River ♪Ramin & Shirota
“My Favorite Things” – The Sound of Music ♪Cynthia & Shirota
“Neverland” – Finding Neverland ♪Ramin
“Part of Your World” – The Little Mermaid ♪Sierra
“Take Me to Heaven” – Sister Act ♪Cynthia
“The Color Purple”– The Color Purple ♪ALL
“The Music of the Night” – The Phantom of the Opera ♪Ramin
“Where Did The Rock Go” – School of Rock ♪Sierra
“Wishing You Were Somehow Here Again” – The Phantom of the Opera ♪Sierra

อันนี้คือเซ็ตลิสท์ในเว็บออฟฟิเชียล ซึ่งมันมีหลายเพลงหายไปนะะะะ ไม่รู้ว่าเว็บออฟฟิเชียลจงใจลงไม่ครบรึเปล่า? นอกจากนี้แล้วที่เราจำได้ยังมี

Colors of the Wind จาก Pocahontas ร้องโดยเซียร์ร่า
Unusual Way จาก Nine โดยเซียร์ร่า & รามิน
El Tango De Roxanne จาก Moulin Rouge! โดยชิโรตะยู
Something There จาก Beauty and the Beast โดยเซียร์ร่า & ชิโรตะยู
Ich bin Musik จาก Mozart! เวอร์ชั่นญี่ปุ่น โดยชิโรตะยู
Bring Him Home จาก Les Misérables โดยรามิน

น่าจะมีตกหล่นไปอีกหลายเพลง เพราะงานนี้เพลงเยอะมากจริง เพลงที่เราไม่รู้จักก็เยอะ โดยเฉพาะเพลงละครเวทีทั้งหลาย ส่วนใหญ่ที่รู้จักนี่เป็นเพลงจากหนังกับการ์ตูนดิสนีย์ทั้งนั้น 555555555 แต่ชอบที่ในเซ็ตลิสท์มีทั้งเพลงจากหนัง ละครเวที และการ์ตูนปนๆ กันไปนะ หลากหลายดี

งานนี้ร้องเพลงกันแบบน็อนสต็อปสุดๆ ไม่มีการพูดคุยใดๆ ทั้งสิ้น ตอนเปิดงานชิโรตะยูออกมาพูดนิดนึงประมาณว่า theme ในวันนี้คือการเดินทาง ขอให้ทุกคนร่วมเดินทางไปด้วยกันในวันนี้ แล้วหลังจากนั้นก็ร้องเพลง ร้องเพลง ร้องเพลง ร้องเพลง ร้องกันชั่วโมงครึ่ง พักยี่สิบห้านาที แล้วก็ร้องๆๆๆ ต่อ จบงาน โอ้โห เป็นการเดินทางที่ฟาสท์แอนด์ฟิวเรียสอะไรขนาดนี้ ไม่คิดจะพูดคุยอะไรกันหน่อยเหรอออ สปีคอิงลิชกันก็ได้ เราไม่ว่าาาา

งานนี้เพลงที่เราอยากฟังมากที่สุดคือ Empty Chairs at Empty Tables ของรามิน ชอบเพลงนี้เวอร์ชั่นรามินมากมากมากมากมาก พอได้มาฟังสดแล้วขนลุกตั้งแต่อินโทรขึ้นมาเลย ฮืออออ มันดีมากกกกกกกก จะร้องไห้ อินมาก ไม่คิดว่าอยู่ดีๆ ก็จะได้มาฟังเสียงนี้สดๆ อะะะ ปลาบปลื้มมมม T____T แล้วสีหน้าท่าทางรามินคืออินกับเพลงโดยสมบูรณ์ มาริอุสมาก โอ๊ย บาดจิต กรีดหัวใจเหลือเกิน

แต่!! แต่เพลงที่ประทับใจที่สุดในวันนี้คือ The Music of the Night นะ มาริอุสหรือจะสู้แฟนท่อมได้ ยังไงแฟนท่อมก็เป็นมิวสิคัลที่เราชอบที่สุดอยู่วันยังค่ำ TωT ที่ผ่านมาเรารู้สึกว่ารามินเป็นแฟนท่อมที่ออกแนวหวานซึ้งปนเศร้า (ไม่ใช่ว่าแฟนท่อมแบบนี้ไม่ดีนะ แต่เราชอบแฟนท่อมที่ดุดันกว่านี้หน่อย) แต่ The Music of the Night วันนี้คือแบบบบ โอ้ยยยยย แฟนท่อมมมมมมมม ชอบท่อน grasp it, sense it มาก โคตรดุ โคตรหล่อ โคตรแฟนท่อม เหมือนหัวใจโดนรามิน grasp ไปเลย ถึงจะใส่ชุดทักซิโด้ร้องเพลงแต่รู้สึกเหมือนช่วงที่ร้องเพลงนี้รามินกลายเป็นแฟนท่อมไปจริงๆ เป็น The Music of the Night ที่เข้าถึงจิตวิญญาณของแฟนท่อมอย่างแท้จริง ฟังไปฟังมาเริ่มเห็นภาพรามินใส่หน้ากากขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ ฮืออออออ ดีเหลือเกิน ฮืออออออออออออ ชีวิตเราคอมพลีตแล้ว (;____;)

วันนี้มีเพลงแฟนท่อมแค่สองเพลงคือ Wishing You Were Somehow Here Again กับ The Music of the Night เสียดายที่ไม่มีเพลง The Phantom Of The Opera หรือถ้าจะพูดจาโลภหน่อยต้องบอกว่าแอบอยากฟังรามินกับเซียร์ร่าร้อง All I Ask of You คู่กันด้วย อยากเห็นราอูลของรามินบ้าง แต่ไม่มีไม่เป็นไร แค่มีสองเพลงนี้ก็ดีมากแล้ว

ตอนก่อนเริ่ม Wishing You Were Somehow Here Again ดนตรีจะเล่นทำนองต้นเพลง The Phantom Of The Opera นิดนึง แล้วเซียร์ร่าค่อยออกมาร้อง Wishing You Were Somehow Here Again ซึ่งเพลงนี้ก็สุดแสนดีงาม โอ๊ยยย คริสตีนนนนนนน (;______;) ช่วงท้ายๆ เพลงนี้รามินจะออกมายืนบนเวทีด้วย เซียร์ร่าร้องไปก็มองหน้ารามินไป แล้วพอขึ้น The Music of the Night รามินก็ร้องไปมองหน้าเซียร์ร่าไป หวานเว่อออรรรร์ จำเป็นต้องมองกันตาละห้อยขนาดนี้มั้ย นี่เพลงโซโล่นะเฮลโหลลลลล สองคนนี้ออกมายืนร้องเพลงด้วยกันบนเวทีทีไรเคมีรุนแรงมาถึงที่นั่งชั้นสาม ฮู้ยยยย ขวยเขิลลลล (////ー////)

นอกจากเพลงแฟนท่อมแล้ว เพลงที่ชอบมากในวันนี้คือพวกเพลงดิสนีย์ทั้งหลาย ตอนเซียร์ร่าร้อง Something There กับชิโรตะยูก็กิ๊วก๊าวอยู่เหมือนกัน แม้จะเคมีไม่แรงเท่ากับรามินก็ตาม เพลงนี้เนื้อเพลงมันกุ๊กกิ๊กอิ๊อ๊ะละครเกาหลีอยู่แล้วด้วยมั้ง พอหยิบมาร้องสดเลยออกแนวเขินกันไปเขินกันมา พอคนนึงหันไปมอง อีกคนก็หลบตา อะไรแบบเนี้ย น่ารักดี (〃▽〃)

พูดถึงคู่นี้ เพลง Another Day of Sun จากลาลาแลนด์ก็สุดคิวท์ เพลงนี้ให้คนดูช่วยกันตบมือตามจังหวะด้วย สนุกสนานเฮฮากันสุดๆ (ยังดีไม่ชวนกันลุกขึ้นมาเต้น) เพลงนี้ชิโรตะยูเล่นหูเล่นตาเหลือเกิน หมั่นไส้!!

วกกลับมาที่ดิสนีย์ เพลง Colors of the Wind ของเซียร์ร่าก็ดีมากกกกกกกก โฮววว ชอบๆๆ ชอบเพลงนี้มากกว่า Part of Your World แฮะ อาจจะเพราะเซอร์ไพรส์กว่าด้วยมั้งเพราะเพลงนี้ไม่มีบอกในเว็บ…..

และนอกจากนั้น ความพีคคืออออ รามินร้องเพลงเป็นภาษาญี่ปุ่นด้วย! เพลงส่วนใหญ่ในคอนเสิร์ตนี้ร้องเป็นภาษาอังกฤษ แต่บางเพลงชิโรตะยูก็จะร้องญี่ปุ่น พีคสุดตรงที่เพลง 闇が広がる (Die Schatten werden länger) จากเรื่องเอลิซาเบธจับรามินกับชิโรตะยูมาร้องเป็นญี่ปุ่นคู่กันจ้าาาา โอ๊ย ชอบมาก เพลงนี้เสียงปรบมือกับเสียงเฮดังมากกกกกกกกกก มันดีมากจริง อัดเพลงนี้เวอร์ชั่นนี้มาขายที ฮือออออ พอร้องเพลงนี้จบแล้วสองคนนี้กอดคอกันเดินเข้าไปหลังเวทีอย่างสนิทสนมด้วยนะ!

ตอนหลังเซียร์ร่าก็ร้องเพลงไหนสักเพลงเป็นภาษาญี่ปุ่นเหมือนกัน เทียบกันแล้วเราว่าเซียร์ร่ายังติดออกเสียงแบบฝรั่งจ๋าเลย แบบพวกตัว J ตัว R ไรงี้ ในขณะที่รามินติดการออกเสียงแบบฝรั่งน้อยกว่า แต่แค่จำเนื้อเพลงเป็นญี่ปุ่นได้เราก็ว่าเก่งแล้วแหละ ชอบๆๆ ชอบในความตั้งอกตั้งใจ

ไปๆ มาๆ ไม่ได้พูดถึงซินเธียเลย เค้าร้องเพลงที่เราไม่รู้จักไปซะเยอะ TvT แต่เป็นคนที่พลังเสียงท่วมท้นมาก ขนลุกอยู่หลายเพลง ฟังไปฟังมาแอบอยากฟังเค้าร้อง When You Believe กับเซียร์ร่า นั่งลุ้นจนจบงานเลยว่าจะมีเพลงนี้มั้ย แล้วก็ไม่มี 55555555 ทำไมมีเพลงดิสนีย์ตั้งเยอะแยะ ไม่เอาเพลงดรีมเวิกส์มาบ้างงงง

ส่วนชิโรตะยูนี่มาเหนือความคาดหมายเรามากเลยนะ เรื่องความหล่อไม่ต้องพูดถึงเพราะหล่อมากๆๆๆๆๆๆๆๆอยู่แล้ว เค้าออกมายืนบนเวทีทีไรเราลืมรามินไปเลย 5555555555 แต่นอกจากความหล่อแล้ววันนี้เราประทับใจสกิลร้องเล่นเต้นรำของเค้ามากกกกกกกกกก เพลงที่ชิโรตะยูร้องค่อนข้างหลากหลายด้วย น่าจะหลากหลายที่สุดในสี่คนนี้แล้วมั้ง มีทั้งแนวน่ารักกุ๊กกิ๊ก แนวดราม่า แนวเฟียร์ซๆ ซึ่งความหลากหลายนี้ทำให้ได้เห็นความสามารถของเค้าเยอะมาก ลบล้างภาพเท็ตสึกะบุโจวที่ติดตามาตลอดไปหมดสิ้น เราชอบ El Tango De Roxanne เวอร์ชั่นชิโรตะยูมากๆๆ (แม้จะนั่งกัดผ้าเช็ดหน้าอิจฉาแดนเซอร์สาวสุดแซ่บที่ได้ใกล้ชิดคนหล่อ) ดีมากจนอยากให้ร้อง Your Song อีกสักเพลง ถ้าร้องเพลงนี้ด้วยเราตายคาที่นั่งแน่ๆ

โดยรวมแล้วถึงจะมีเพลงที่ไม่รู้จักหลายเพลงแต่ก็เป็นคอนเสิร์ตที่เต็มอิ่มมากกกกกก เพลงเยอะสาแก่ใจ ถึงจะเป็นเพลงที่ไม่รู้จักก็ดื่มด่ำกับพลังเสียงของทุกคนได้ ทุกคนร้องดีมากจริง ขนลุกเกรียวไปหมด ดูจบแล้วเดินออกมายังไม่อยากเชื่อเลยว่าตั๋วราคาห้าพันเยน บ้าแล้ว บ้าไปแล้ว

ตอนเดินออกมาจากโรงละครเห็นคนวิ่งไปต่อแถวกันหน้าประตูทางออกด้านหลัง ว้าวววว นี่มันการดักรอตรงทางออก (ที่ญี่ปุ่นเรียกกันว่า 出待ち) ที่เราใฝ่ฝันมานาน 55555555 เห็นละครเวทีฝั่งตะวันตกทำกันเป็นปกติ แต่ที่ญี่ปุ่นนี่หลายๆ เรื่องมักจะห้าม คอนเสิร์ตยิ่งห้ามเลย คราวนี้ไม่ห้ามเลยต้องมีส่วนร่วมซะหน่อยแล้วแหละะะ

ความที่ที่นั่งเราอยู่ชั้นสาม กว่าจะไหลตามฝูงชนออกมาได้ แถวดักรอตรงทางออกก็ยาวเหยียดแล้ว เราไปปักหลักอยู่กลางๆ แถว แต่ไม่ได้ยืนหน้าสุด ยืนรออยู่พักใหญ่กว่าจะได้ยินเสียงฮือฮา ชะเง้อชะแง้ดูก็เห็นรามินแว้บๆ เห็นเซียร์ร่าหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูปคนที่มุงอยู่ แล้วรามิน เซียร์ร่า (ไม่แน่ใจว่าซินเธียด้วยมั้ย) และทีมงาน ก็ลากกระเป๋าเดินไปอีกทาง เอ๊าาาาาาาา บ๊ายบาย

จุดนั้นเงิบมาก เห็นบางคนก็วิ่งออกจากแถวตามไปอย่างขมีขมัน เราเลยลองเดินตามไปอย่างเชื่องช้า ซึ่งสุดท้ายก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา…. ขำในความ plot twist นี้อยู่พักนึง อุตส่าห์คิดไว้แล้วว่าถ้าได้สบตารามินจะพูดว่ามาจากไทยแลนด์! ปรากฏว่าเลี้ยวไปอีกทางเด้อ ลาก่อน

พออดเจอรามินกับเซียร์ร่าในระยะประชิดก็กำลังจะตัดใจ เดินไปช็อปปิ้งอนิเมทที่อยู่ใกล้ๆ ต่อ แต่พอเดินกลับมาทางเดิมก็พบว่าแถวที่ต่อกันอยู่เมื่อกี้ยังคงอยู่ เลยได้รู้ว่าเมื่อกี้ชิโรตะยูยังไม่ออกมา ว่าแล้วเราก็เดินกลับไปปักหลักในแถวอีกรอบ คราวนี้ทำใจไว้แล้วว่าอาจมีการหักมุมเกิดขึ้นอีก แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว รอซะหน่อยละกัน

รออยู่อีกพักนึงชิโรตะยูก็ใส่แว่นกันแดดเดินออกมา โอ๊ย มีพร็อพแล้วยิ่งหล่อจนตาพร่าไปหมด (แม้ว่าตอนนั้นเราจะยืนอยู่ห่างไกลทางออกมาก หล่อร้อยเมตรของแท้) แล้วเค้าก็เลี้ยวไปอีกทาง อีกแล้ว 5555555555 แต่คราวนี้แฟนๆ ที่ต่อแถวอยู่ไม่มีใครแตกฮือจากแถวแล้ว เราเลยคิดว่าเดี๋ยวเค้าคงเดินมามั้ง แล้วเค้าก็เดินมาจริงๆ!

ชิโรตะยูเดินทักทายแฟนๆ ในแถวไปเรื่อยๆ จับมือบ้าง คุยคนละนิดละหน่อยบ้าง แฟนๆ คนไหนมีของอะไรมาให้เค้าก็รับหมด กว่าเค้าจะเดินมาถึงตรงหน้าเรานี่เห็นถือจดหมายเต็มไม้เต็มมือ พอเค้าเดินมาใกล้ๆ เราก็เริ่มตื่นเต้นละ แม้เราจะยืนอยู่แถวที่สอง แต่พอคิดว่าจะได้เจอระยะประชิดก็เริ่มแพนิค (แพนิคทำไม….) ตอนนั้นแค่คิดว่าขอยลความหล่อใกล้ๆ ก็พอ แต่พอเค้ารับจดหมายจากคนข้างหน้าเราเสร็จปุ๊บ เค้าก็หันมามองหน้าเรา แล้ว แล้ว แล้วเค้าก็ยื่นมือที่ว่างอยู่มาหาเรา โอ๊ยยยยย เดี๋ยวๆๆๆๆ ฮือออออออ อะไรรรรรรร เราอุตส่าห์ยืนเฉยๆ สาบานได้ว่าเค้าเริ่มก่อน เราเปล่านะะะะะ

ตั้งแต่เสี้ยววินาทีที่สบตาจนถึงตอนที่เค้ายื่นมือมาหาล้วนกลายเป็นภาพสโลว์โมชั่น แล้วเราก็ยื่นมือไปสัมผัสมือที่ยื่นมา ริมฝีปากเค้าขยับเป็นภาพสโลว์โมชั่นอีกเช่นกัน เสียงนุ่มลึกเอ่ยคำว่า “อาริกาโต้” แล้วเราก็…….. ก็ตายไป ตรงนั้นเลย…………. วิญญาณหลุดไปแล้ว พูดอะไรไม่ออก ได้แต่ฉีกยิ้มเบาๆ ตอบไป หวังว่าจะไม่เป็นรอยยิ้มที่คิโม่ย………….

โอ๊ยยยยยยยยย 出待ち มันประเสริฐเลิศล้ำอย่างงี้นี่เอง ฮือออออออ มันคือการได้พบปะอย่างใกล้ชิดหลังจากที่เมื่อกี้เราเพิ่งต้องมนตร์สะกดของเค้าบนเวทีอะะะะ เป็นแฟนเซอร์วิสที่ทั้งดีงามและร้ายกาจ แทบจะพุ่งไปซื้อตั๋วละครเวทีเรื่อง ブロードウェイと銃弾 ที่เค้าเล่นเดี๋ยวนั้นเลย เห็นหน้าโรงมีขายตั๋วอยู่พอดี แต่นึกได้ว่าไม่มีตังค์ติดตัวเลยล้มเลิกความคิดไปก่อน

แอบขำคุณแม่คนนึงที่อุ้มลูกมาด้วย เค้ายืนอยู่หน้าเรา ระหว่างที่รอคุณแม่ก็สะกดจิตลูกชายว่า ต้องไฮทัชด้วยนะลูก ต้องพูดว่าเจอกันใหม่ปีหน้านะลูกนะ ตลกดี 55555555 แต่กลยุทธ์อุ้มลูกมาติ่งนี่ได้ผลชะงัดดีแท้ เห็นมาหลายงานแล้ว ศิลปินจะชอบเล่นชอบคุยกะเด็กๆ แน่นอนว่าชิโรตะยูก็คุยกะน้องอยู่นานใช้ได้ อย่างน้อยก็นานกว่าที่มีปฏิสัมพันธ์กะเราเยอะ แต่จริงๆ เราก็ไม่ได้อยากมีปฏิสัมพันธ์อะไรมากมายนะ แค่จับมือยังแทบครองสติไม่อยู่ละ (เกรงใจจังที่ต้องมาจับมือเย็นๆ ของเรา T_T) ขืนได้เจ๊าะแจ๊ะอาจต้องเรียกรถพยาบาลมารับไปเลย

อย่างไรก็ตาม แม้ชิโรตะยูจะเดินไปถึงท้ายแถวแล้ว แฟนเกิร์ลหัวแถวก็ยังไม่ยอมสลายตัวซะที ไม่รู้ว่าเค้าจะเดินกลับมาอีกรึยังไง ทำไมทุกคนไม่ยอมกลับกันล่ะ…. แม้จะอยากมีส่วนร่วมจนถึงช่วงเวลาสลายการชุมนุม แต่ตอนห้าโมงเราจองคาเฟ่สแควร์อีนิกซ์ไว้ แล้วมันก็ใกล้เวลาแล้ว จุดนั้นเลยต้องทิ้งชิโรตะยูไปหาเซฟิรอธก่อน ขอโทษนะชิโรตัน TvT ขอบคุณที่ทำให้ 出待ち ครั้งแรกของเราไม่เงิบเกินไปด้วย นึกถึงตอนรามินกับเซียร์ร่าเลี้ยวไปอีกทางแล้วยังขำไม่หาย ฮือ 555555555

ระหว่างที่ยังอยู่ญี่ปุ่นนี่คงต้องหาโอกาสไปดูชิโรตะยูเล่นมิวสิคัลสักเรื่องแล้วแหละ! ส่วนรามิน….. สักวันเราจะบินไปหานะ ถึงจะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ก็เถอะ OTL

Diabolik Lovers LOST EDEN: Ruki’s route

เพิ่งเล่น Diabolik Lovers Lost Eden รูทรุกิคุงจบไปแหละ! ก่อนหน้านี้เล่นรูทสองพี่น้องสึกินามิกับคานาโตะคุงจบไปแล้วแต่ไม่มีอะไรจะหวีด พอมาเล่นรูทรุกิคุงแล้วโดนดาเมจเยอะมาก ชอบรูทรุกิคุงมาก ต้องกรี๊ดหน่อยแล้วแหละะะะ

 

**SPOILER ALERT**

 

รูทรุกิคุงในภาคนี้ค่อนข้างให้อารมณ์ต่างจาก More Blood กับ Dark Fate อยู่นะ เป็นรุกิคุงแบบที่ไม่เคยเห็น ซึ่งแม้ช่วงแรกๆ จะรู้สึกว่า เอ๊ะอีนี่!? อยู่บ้าง แต่พอเล่นไปเรื่อยๆ จะยิ่งเข้าใจรุกิคุงมากขึ้นทีละนิดละหน่อย จนช่วงท้ายๆ ถึงกับรู้สึกเห็นอกเห็นใจและปวดใจตามรุกิคุงได้อย่างหมดหัวใจ ฮืออออ รุกิคุงงงงง T___T

ในรูทนี้ คนที่ได้รับสืบทอดพลังและกลายเป็นราชาแวมไพร์คนใหม่หลังจากคาร์ลไฮนซ์ตายไปคือพี่ชู ช่วงแรกๆ รุกิจะแสดงอาการน้อยอกน้อยใจอย่างเห็นได้ชัด ชอบบ่นอุบอิบว่าไม่รู้ทำไมคาร์ลไฮนซ์ถึงยกพลังให้ซากามากิ ชู ทำไมถึงไม่ยอมยกให้ตัวเองนะ ทั้งๆ ที่ตัวเองเหมาะจะเป็นราชาแวมไพร์มากกว่าตั้งเยอะ (พี่ไปเอาความมั่นใจนั้นมาจากไหนคะะะะะะ)

ส่วนพี่ชูที่ได้พลังไปก็ยังทำตัวเรื่อยๆ เฉื่อยๆ เหมือนเดิม ปราสาทอีเด็นของคาร์ลกำลังเสื่อมถอยลงก็ไม่แยแสใดๆ ทั้งๆ ที่พลังของปราสาทอีเด็นขึ้นอยู่กับชูที่เป็นเจ้าของ รุกิเลยยิ่งเซ็งเพราะคิดว่าถ้าตัวเองได้รับพลังของคาร์ลมาจะไม่ปล่อยให้อีเด็นเสื่อมถอยแน่ๆ

ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่คาร์ลไม่ยกพลังให้ รู้สึกเจ็บใจที่ปกป้องอีเด็นไว้ไม่ได้ รู้สึกเซ็งในตัวพี่ชูที่ได้พลังไปแต่กลับไม่ยอมทำอะไร บวกกับความที่ยังยึดติดกับการไม่ได้เป็น “อดัม” สิ่งเหล่านี้ทำให้รุกิมีท่าทีแปลกไปจากเดิม กลายเป็นคนกลุ้มใจจนดูเศร้าหมองอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ไม่ยอมบอกคนอื่นว่ามีเรื่องอะไร ทำเอานางเอกกับน้องๆ เป็นห่วงกันไปหมด

สุดท้ายยูมะเป็นห่วงจนเริ่มรำคาญ ทนไม่ได้ที่รุกิเอาแต่เก็บงำความรู้สึกไว้คนเดียว แทนที่มีอะไรก็จะพึ่งพาครอบครัวบ้าง พอยูมะไปบอกรุกิว่าทุกคนเป็นห่วง ทำตัวแบบนี้ไม่สมเป็นรุกิเอาซะเลยนะ รุกิก็ทำเสียงแข็งใส่ บอกว่าไม่เคยขอร้องให้เป็นห่วงซะหน่อย ไปๆ มาๆ เลยทะเลาะกันถึงขั้นลงไม้ลงมือชกต่อยกันซะงั้น

ฉากนี้จริงๆ ก็อยากเข้าข้างยูมะอยู่หรอก ยูมะอุตส่าห์เป็นห่วงแท้ๆ แต่รุกิยังเอาแต่พูดเย็นชาใส่อยู่นั่นแหละ! …แต่เข้าข้างยูมะไม่ลงเพราะเป็นฝ่ายต่อยรุกิก่อนนี่สิ ยูมะอ้างว่าในเมื่อคุยกันไม่รู้เรื่องก็ต้องทำให้ตาสว่างด้วยวิธีนี้ เอ๊าาาา ยูมะะะ เข้าใจว่านิสัยกอริลล่า แต่อย่าแก้ปัญหาด้วยกำลังสิคะะะ

สุดท้ายโคคุง อาซึสะคุง และนางเอกต้องมาช่วยห้ามทัพ รุกิคุงเลยพานางเอกออกจากอีเด็นไปอยู่ปราสาทข้างๆ ปราสาทซากามากิแทน (อะไรคือการทะเลาะกับน้องแล้วหนีออกจากบ้าน…..)

ฝ่ายน้องๆ ที่โดนทิ้งไว้ที่อีเด็นก็มานั่งนินทาพี่ชายกันพลางช่วยทำแผลให้ยูมะไปด้วย ฮืออออ พี่น้องบ้านนี้น่ารักเหลือเกินนนน (TωT) น้องๆ ทั้งสามคุยกันว่าความจริงแล้วที่รุกิคุงคอยทำตัวหนักแน่นเป็นที่พึ่งให้ทุกคนได้อยู่เสมอเป็นความผิดของพวกตัวเองรึเปล่านะ เป็นเพราะน้องๆ เอาแต่พึ่งรุกิ รุกิเลยต้องทำตัวเป็นพี่ชายที่ดี ทำตัวเป็นลูกชายในอุดมคติของคาร์ลไฮนซ์ให้ได้

รูทรุกิคุงภาคนี้เขียนส่วนของพี่น้องมุคามิมาดีมาก ฮือออออออออ ใน Dark Fate ว่าดีมากแล้ว มาภาคนี้ก็ดีอีก ชอบมาก แต่แอบขำที่น้องๆ ต้องผลัดเวรกันมาทะเลาะกับพี่ใหญ่ ภาคที่แล้วรุกิคุงผิดใจกับโคคุง มาภาคนี้ก็มาชกต่อยกับยูมะอีก ถ้ามีภาคหน้าคงต้องทะเลาะกับอาซึสะสินะ 555555555

ฝ่ายรุกิคุงที่ไปอยู่ปราสาทติดกับซากามากิก็มีเรื่องให้กลุ้มอีกเรื่อง คราวนี้เป็นเรื่องพ่อแท้ๆ ของตัวเอง สาเหตุที่กลุ้มเรื่องนี้คืออยู่ดีๆ รุกิก็ฝันเห็นอดีตสมัยที่พ่อแท้ๆ ยังมีชีวิตอยู่ พ่อของรุกิคุงเป็นนักการเมือง เป็นคนใจดี รักครอบครัว จนกระทั่งวันหนึ่ง มีชายที่ชื่อทริสเมจิสปรากฏตัวขึ้นในเมือง ชายคนนั้นกลายเป็นคนโปรดของประธานาธิบดี คอยเป่าหูต่างๆ นานา ทำให้ประเทศปั่นป่วนไปหมด จนพ่อรุกิคุงกลับบ้านมาอาละวาดเรื่องนี้ใส่ลูกเมีย รุกิคุงที่ฝันเห็นพ่อจึงบังเกิดความสงสัยว่า ทริสเมจิสคนนั้นคือใครกัน

หลังจากนั้นวันหนึ่ง รุกิคุงก็บังเอิญเจอคริสต้า แม่ของสุบารุคุงในสวนที่ปราสาท สองคนนี้เพิ่งเคยเจอกันครั้งแรก แต่คริสต้าทักว่ารุกิคุงเหมือนคาร์ลไฮนซ์มาก เหมือนตรงที่ทำหน้าทุกข์ทรมานจนคนอื่นเห็นแล้วปวดใจไปด้วย รุกิคุงเลยชวนคุยเรื่องคาร์ลไฮนซ์ ขอให้คริสต้าเล่าเรื่องของคาร์ลให้ฟัง

ตอนแรกคริสต้าก็ทำท่าเหมือนจะเล่าดีๆ แต่เล่าไปได้นิดเดียวก็เกิดอาการเสียสติ พูดเสียงสั่นว่าคาร์ลไฮนซ์เป็นปีศาจ คาร์ลไฮนซ์คือทริสเมจิส แล้วก็หนีไปเลย ปล่อยให้รุกิคุงยืนตกตะลึงอึ้งกิมกี่อยู่คนเดียว เพราะถ้าคาร์ลคือทริสเมจิสจริงๆ ก็เท่ากับว่าคาร์ลนี่แหละคือตัวการที่ทำให้ชีวิตของรุกิตอนเด็กๆ พังพินาศ ถึงจะยังไม่ปักใจเชื่อว่าคาร์ลไฮนซ์=ทริสเมจิสที่พ่อพูดถึงซะทีเดียว แต่ความสงสัยของรุกิก็รุนแรงจนศรัทธาในตัวคาร์ลไฮนซ์เริ่มสั่นคลอนละ

ชอบที่ภาคนี้หยิบความศรัทธาที่รุกิมีต่อคาร์ลมาเขียนเนื้อเรื่อง ทุกภาคที่ผ่านมารุกิจะชื่นชมบูชาคาร์ลไม่ลืมหูลืมตามากกกกกก มากจนไม่น่ามีอะไรมาสั่นคลอนได้ นึกไม่ถึงว่าจะโยนบททดสอบจิตศรัทธาให้รุกิในภาคที่เนื้อเรื่องปูมาว่ากำลังจะเกิดสงครามในโลกปีศาจ คือรูทนี้เป็นรูทที่สงครามระหว่างเผ่าอะไรเหล่านั้นแทบไม่มีผลกับเนื้อเรื่องเลย ส่วนใหญ่แล้วเป็นการตามล่าหาความจริงเรื่องของคาร์ลไฮนซ์มากกว่า

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่รุกิกำลังเคร่งเครียดเรื่องคาร์ลก็ยังมีเรื่องดีๆ อยู่บ้างเหมือนกัน เรื่องดีๆ ที่ว่าคือยูมะคุงถ่อมาขอโทษจ้าาาา ฮู้ยยยย น่ารักกกกกกก (≧ω≦)

ยูมะขอโทษทั้งเรื่องที่ทะเลาะกัน ทั้งเรื่องที่พวกตัวเองทำให้รุกิคุงไม่สามารถใช้ชีวิตตามใจชอบได้ แต่รุกิคุงบอกว่ารุกิคุงเป็นแบบนี้เพราะตัวเองต่างหาก ปรับความเข้าใจกันได้แล้วโคคุงก็อ้อนขอให้รุกิคุงทำพาสต้าให้กิน (นี่คือจุดประสงค์ที่แท้จริงสินะ…..) พี่น้องกินข้าวด้วยกันมุ้งมิ้งเสร็จแล้ว โคคุงกับยูมะก็ลากลับอีเด็น รุกิคุงฝากพาสต้าส่วนของอาซึสะไปให้ด้วยนะ ฮือออออ มุคามิบราเธอร์สสสสสส (TдT)(TдT)(TдT)

พอเหลือกันตามลำพังกับนางเอกอีกครั้ง อยู่มาวันนึงคานาโตะคุงก็มาบอกว่าที่บ้านซากามากิมีปาร์ตี้ พี่ชูเลยให้มาเชิญไปกินข้าวด้วยกัน รุกิคุงก็ยอมไปเพราะจะปฏิเสธคำเชิญของเจ้าของบ้านคงไม่ดี พอไปนั่งกินข้าวกันเงียบกริบไม่พูดไม่จาเสร็จ (บรรยากาศต่างจากบ้านมุคามิที่ชอบเปิดศึกบนโต๊ะอาหารโดยสิ้นเชิง) พี่ชูก็ให้เรย์จิช่วยทาบทามรุกิมาเป็นมือขวาคนสนิท รุกิงงว่าจะมาทาบทามทำไม จิกหัวใช้เรย์จิไปก็ดีแล้วนี่ พี่ชูเลยบอกว่า เพราะรุกิไม่น่าจะน่ารำคาญเท่าเรย์จิไงล่ะ โถววววววว คุณพี่คะ 555555555555

รุกิคุงไม่ได้ให้คำตอบทันทีแต่ขอเวลาคิดก่อน พี่ชูก็โอเค้ ไม่รีบ ตามสบาย

ฉากนี้แอบเคืองพี่ชูนิดนึง ไม่ได้นึกถึงกะจิตกะใจรุกิคุงมั่งเล้ยยยยยยย คนเขาอยากได้พลังใจจะขาด ยังจะมาทาบทามไปเป็นคนสนิทตัวเองอีก อย่างพี่ชูน่าจะพอเดาได้ว่ารุกิคุงรู้สึกยังไงแท้ๆ! แต่ไอ้การโนแคร์โนสนแบบนี้ก็สมเป็นพี่ชูดีเหมือนกันแหละ

หลังจากนั้นรุกิคุงก็ตัดสินใจพานางเอกไปที่ประเทศบ้านเกิดของตัวเองในโลกมนุษย์เพื่อสืบหาความจริง รุกิคุงรวบรวมข้อมูลจากหนังสือในห้องสมุดจนพบว่าผู้ชายที่ชื่อทริสเมจิสเคยมีตัวตนอยู่ในประเทศนี้จริง ทริสเมจิสมีพลังวิเศษที่ช่วยรักษาโรคได้ ประธานาธิบดีเลยขอให้ช่วยรักษาโรคให้ลูกสาวตัวเอง พอรักษาได้ ประธานาธิบดีเลยไว้ใจทริสเมจิสไม่ลืมหูลืมตา แต่คนรอบข้างประธานาธิบดีพากันระแวง พยายามฆ่าทริสเมจิสหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ สุดท้ายประเทศก็เสื่อมลงเรื่อยๆ จนนำไปสู่การปฏิวัติที่ทำให้ผู้คนล้มตายมากมาย และทำให้พี่น้องมุคามิกลายเป็นเด็กกำพร้ากันหมด

อืม นี่มันรัสปูตินชัดๆ…… เป็นสตอรี่ที่ชวนให้นึกถึงการปฏิวัติรัสเซียเหลือเกิน ไม่รู้ได้แรงบันดาลใจมารึเปล่านะ

นอกจากนั้นพ่อแท้ๆ ของรุกิคุงยังฆ่าตัวตายไปเพราะเหตุการณ์ครั้งนั้นด้วย สรุปว่าถ้าทริสเมจิสคือคาร์ลไฮนซ์จริงๆ ก็เท่ากับว่ารุกิคุงรักและนับถือศัตรูของพ่อแท้ๆ มาตลอดเวลาที่ผ่านมานั่นเอง ถึงจะยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าใช่คาร์ลแน่ๆ แต่รุกิก็ปักใจเชื่อไปแล้ว คราวนี้รุกิคุงเลยนอยด์ยิ่งกว่าเดิม ถึงกับเก็บตัวอยู่ในห้องหลายวันไม่พูดไม่จา

พอกลับมาที่ปราสาทข้างบ้านซากามากิ รุกิคุงก็เจอน้องๆ มารออยู่ก่อนแล้ว ฉากนี้น่ารักมากกกกกกก ฮือออออออออ ทั้งสามคนเห็นรุกิไม่ยอมกลับอีเด็นซะที เลยมาช่วยกันทำอาหารให้พี่ชายกิน ทำอัลบั้มรูปครอบครัวมาให้ เอาไว้ให้รุกิคุงดูเวลาอยู่ห่างกัน โอยยยย ดีงามมมมมมมม เด็กน้อยยยยยย (;___;)

รุกิคุงดีใจที่น้องๆ มาหา แต่พอเปิดไปเจอรูปคาร์ลเท่านั้นแหละ สติแตก น้ำตาไหลพราก ลุกหนีไปตั้งสติอยู่พักใหญ่ น้องๆ เห็นแล้วก็ดีอกดีใจ นึกว่าพี่ชายซาบซึ้งกับของขวัญ โถ เด็กหนอเด็ก 5555555555

พอน้องๆ กลับไปแล้ว รุกิคุงก็ยังคงกลุ้มโน่นนี่นั่นล้านแปด เอาแต่คิดว่าจะเก็บงำเรื่องคาร์ลเอาไว้ไม่บอกใคร เพราะไม่อยากให้น้องต้องมารับรู้เรื่องนี้ ไม่อยากให้ครอบครัวแตกแยก ไม่อยากสูญเสียครอบครัวไปอีกแล้ว …เนี่ย ก็ไอ้นิสัยแบบนี้แหละที่ทำให้โดนยูมะต่อยเปรี้ยง 55555555555 ชอบแบกรับปัญหาเอาไว้คนเดียวไม่ยอมแชร์กับครอบครัว พึ่งพาคนอื่นไม่เป็น จนปัญหาเหล่านั้นมันกัดกร่อนจิตใจไปเรื่อยๆ เป็นจุดอ่อนของรุกิที่เห็นชัดมากๆ ในภาคนี้

หลังจากคิดมากอยู่พักใหญ่ ในที่สุดรุกิคุงก็ได้ข้อสรุปกับตัวเองว่า ตัวเองเป็นคนอ่อนแอที่ไม่มีพลังอะไร คงไม่สามารถปกป้องอีเด็นได้ ไม่สามารถมีส่วนร่วมในสงครามที่กำลังจะเกิดในโลกปีศาจได้ ปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นเป็นหน้าที่ของคนแข็งแกร่งดีกว่า ว่าแล้วรุกิคุงก็ไปปฏิเสธการทาบทามของพี่ชู ปล่อยให้พี่ชูบ่นอุบอิบว่าต้องทนรำคาญเรย์จิสินะ (โถ น่าสงสารพี่เค้านะคะ 55555555) จากนั้นรุกิก็พานางเอกกลับบ้านที่โลกมนุษย์ด้วยกัน

พอกลับมาโลกมนุษย์ รุกิคุงก็เอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือ อ่านแม้กระทั่งนิยายรักที่ปกติไม่อ่าน อ่านเหมือนกับพยายามเบี่ยงเบนความสนใจจากอะไรบางอย่าง ขนาดโคคุงส่งจดหมายมาบอกว่าปราสาทอีเด็นอาจจะโดนเผ่าอื่นบุกรุกก็ไม่ยอมเขียนตอบจนทำให้น้องๆ เป็นห่วงกันอีกรอบ

ดูเผินๆ เหมือนรุกิคุงจะเป็นพี่ชายที่งี่เง่ามาก ไม่ยอมกลับบ้าน ไม่ตอบจดหมายน้อง แต่ความจริงแล้วรุกิคุงเองก็เป็นห่วงทุกคน อยากกลับไปหา อยากช่วยให้ทุกคนสบายใจ แต่ที่ไม่ยอมกลับเพราะกลัวว่าถ้าเห็นหน้าทุกคนแล้วจะเผลอเล่าความจริงเรื่องคาร์ลไฮนซ์=ทริสเมจิสออกไป บวกกับรุกิคุงมั่นใจว่าพี่ชูต้องช่วยปกป้องอีเด็นได้แน่นอน …อืม คิดไปคิดมาสรุปก็งี่เง่าอยู่ดี 5555555555 อย่างน้อยก็ตอบจดหมายน้องหน่อยมั้ยยยยย โวะะะะะ!

ฝ่ายนางเอกที่เริ่มจะหมดความอดทนกับความงี่เง่าของรุกิคุงก็ตัดสินใจเดินทางไปปราสาทอีเด็นตามลำพัง แต่ระหว่างทางดันเจอคิโนะ (CV: มาเอโนะ โทโมอากิ♥) ผู้เป็นตัวร้ายของภาคนี้มาดักรออยู่ คิโนะพานางเอกไปที่บ้านตัวเองทางเหนือแล้วเล่าเรื่องเกี่ยวกับทริสเมจิสทั้งหมดให้ฟัง นางเอกเลยถึงบางอ้อว่ารุกิคุงไม่ได้ทำตัวอีโมโดยไร้เหตุผล แต่เป็นแบบนั้นเพราะอดีตอันโหดร้ายต่างหาก

อีกด้านหนึ่ง รุกิคุงที่เห็นนางเอกหายไปจากบ้านก็ตามรอยมาจนถึงบ้านคิโนะอย่างรวดเร็ว พอเจอหน้ากัน นางเอกก็โผเข้ากอดรุกิคุง (อิ๊!!!!!!) และขอโทษที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวใดๆ คิโนะบอกรุกิคุงว่าเล่าเรื่องทั้งหมดให้นางเอกฟังไปแล้ว คิโนะรู้เรื่องเพราะแอบสะกดรอยตามรุกิคุงไปถึงประเทศบ้านเกิด (สะ สตอล์กเกอร์…….) 

นอกจากนั้นคิโนะยังเล่าให้ฟังว่าหลังจากเกิดการปฏิวัติ ทริสเมจิสก็รวบรวมซากศพคนในเมืองมาที่ดินแดนทางเหนือแล้วทำการทดลองกับร่างมนุษย์เพื่อสร้างมนุษย์สายพันธุ์ใหม่ ซึ่งนี่คือส่วนหนึ่งของแผนการแอปเปิ้ลอดัมของคาร์ลนั่นเอง ….ไม่รู้ทำไมยิ่งฟังสตอรี่เหล่านี้เท่าไหร่ ยิ่งรู้สึกว่าการที่คาร์ลไฮนซ์เคยปลอมตัวเป็นอาจารย์ห้องพยาบาลในภาคแรกๆ นี่มันเซอร์เรียลชะมัด 555555555

ตรงนี้เรื่องราวจะดราม่ายิ่งกว่าเดิมตรงที่ดินแดนทางเหนือของคิโนะเนี่ยเป็นที่อยู่อาศัยของพวกกูล แล้วคิโนะก็เรียกกูลตนหนึ่งออกมา ซึ่งกูลตนนั้นก็คือ พ่อแท้ๆ ของรุกิ! โอววววว ดราม่า!! พ่อของรุกิคุงบอกว่ายังคงแค้นทริสเมจิสมาตลอด และสิ่งที่แค้นใจที่สุดคือการที่ลูกชายตัวเองกลายไปเป็นลูกชายของคนที่แค้นอีกต่างหาก เป็นอันว่าทริสเมจิส=คาร์ลไฮนซ์ชัวร์ๆ แล้ว

ดีใจที่ไม่มีการมาเฉลยทีหลังว่าเป็นคนละคนกัน ถ้าปูเรื่องมาขนาดนี้แล้วบอกว่าเป็นคนละคนจะเซ็งมาก เหมือนที่เซ็งกับมุกย้อนเวลาในรูทอายาโตะ หรือในรูทชินคุงก็หลอกว่าชินกับคาร์ล่าไม่ใช่พี่น้องแท้ๆ แล้วดันมาเฉลยทีหลังว่าจริงๆ ก็เป็นพี่น้องกันแหละ พอมาเจอเรื่องความชั่วร้ายของคาร์ลโดยไม่หักมุมทีหลังเลยชอบอกชอบใจมาก ถึงเราจะไม่เคยคิดว่าคาร์ลเป็นคนดีมาตั้งแต่แรกแล้วก็เถอะ

พอได้เจอพ่อแท้ๆ รุกิคุงก็คิดได้ว่าที่ตัวเองต้องเจ็บปวดขนาดนี้เป็นเพราะไม่มีใครยอมบอกความจริง พ่อแท้ๆ เจอปัญหาอะไรมาก็ไม่ยอมเล่าให้ครอบครัวฟัง คาร์ลไฮนซ์ก็ชอบทำตัวลึกลับ ไม่ยอมเล่าความจริงให้ฟัง ดังนั้นการปิดบังความจริงจึงใช่ว่าจะนำมาซึ่งความสุขเสมอไป รุกิคุงเลยตัดสินใจว่า จะกลับอีเด็นไปเล่าความจริงทั้งหมดให้น้องๆ ฟังเพราะไม่อยากให้น้องๆ ต้องทุกข์ทรมานเหมือนตัวเอง

และแล้วรุกิคุงกับนางเอกก็กลับอีเด็นไปด้วยกัน ตรงนี้งงนิดนึงว่าคิโนะต้องการอะไรจากการพาตัวนางเอกมาเล่าเรื่องให้ฟัง พารุกิคุงมาเจอพ่อ แล้วก็ปล่อยไป….. เหมือนเรียกมาแกล้งเฉยๆ แต่ดันส่งผลดีซะงั้น 555555555

ก่อนหน้านี้คิโนะเคยบอกว่าจ้องเล่นงานรุกิเพราะเห็นว่ารุกิมีความเป็นมนุษย์มากที่สุดในบ้านมุคามิ เอาเข้าจริงก็ไม่เห็นจะเล่นงานอะไรเลยนะ แต่เห็นด้วยกับคำพูดที่ว่ารุกิคุงมีความเป็นมนุษย์มากที่สุดในสี่พี่น้อง จริงๆ ตอนแรกคิดว่ายูมะก็มีความเป็นมนุษย์สูงเหมือนกัน แต่คิดอีกทียูมะสมองกอริลล่าไปหน่อย รุกิคุงนี่แหละมีความเป็นมนุษย์มากสุดละ (※เมนยูมะ)

กลับมาที่อีเด็นแล้ว รุกิคุงก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้น้องๆ ทั้งสามฟัง ทั้งสามคนอึ้งนิดหน่อย แต่ก็ยอมรับได้อย่างรวดเร็ว เพราะถึงอดีตจะเป็นอย่างนั้น แต่ที่ทุกคนได้มาเป็นครอบครัวเดียวกันอย่างทุกวันนี้ก็เป็นเพราะคาร์ลไฮนซ์ เพราะฉะนั้นทุกคนจึงยอมให้อภัยคาร์ล พี่น้องร้องไห้รักกัน อาาา เวรี่อบอุ่น

ไปๆ มาๆ น้องดูยอมรับความจริงได้ง่ายมากจนน่าตกใจ 55555555 สะเทือนใจแทนรุกิคุงที่อุตส่าห์กลุ้มอยู่คนเดียวตั้งนาน เสียเวลากลุ้มโดยเปล่าประโยชน์แท้ๆ… แต่การที่ทุกคนยอมรับได้ง่ายขนาดนี้ยิ่งตอกย้ำคำพูดที่ยูมะเคยบอกรุกิว่าให้รู้จักพึ่งพาครอบครัวบ้าง มีอะไรก็บอกกัน อย่าแบกรับเอาไว้คนเดียว ซึ่งมันก็จริงนะ พอเล่าปุ๊บ รุกิคุงโล่งใจ ทุกคนก็สบายใจที่พี่ชายเลิกคิดมาก เย้ \(^o^)/

รุกิคุงบอกว่าบางทีสาเหตุที่คาร์ลไฮนซ์เก็บพวกตัวเองมาเลี้ยงเหมือนลูกอาจเป็นเพราะคาร์ลรู้สึกผิดกับการกระทำของตัวเอง อาจจะอยากแก้ไขในสิ่งที่ตัวเองทำลงไป เราว่าประเด็นนี้คล้ายคิริสึงุกับชิโร่ในเฟทซีรีส์มากเลย แอบนึกถึงมาตั้งแต่ตอนที่บอกว่าคาร์ลเป็นต้นตอทำให้ชีวิตรุกิพังละ ยิ่งบอกว่าคาร์ลเก็บมาเลี้ยงเพราะอยากแก้ตัวนี่ยิ่งเดจาวู แต่คิริสึงุยังดูมีความพยายามทำดีอยู่บ้างนะ ส่วนคาร์ลนี่ไม่เลย เลวโดยสมบูรณ์ 55555555555

พอพี่น้องเคลียร์กันได้เรียบร้อย จู่ๆ พวกเผ่าวีโบร่าก็บุกมาถึงอีเด็น แล้วก็ตัดชึ้บบบบ แยกเป็นฉากจบสามฉาก

แวมไพร์เอนด์หรือแฮปปี้เอนด์จะจบแบบบ้านซากามากิกับมุคามิช่วยกันทำสงครามจนชนะเผ่าวีโบร่าที่บุกมา ฉากจบนี้ชอบตอนที่รุกิคุงกับพี่ชูคุยกัน พี่ชูน่าร๊ากกกกกกกกก ขำการที่คิโนะจะมาชิงพลังของคาร์ลไฮนซ์ เอายาพิษมาให้พี่ชูดื่ม อีพี่ชูก็หยิบมาดื่มทั้งๆ ที่รู้ว่ามีพิษ แต่รุกิคุงช่วยปัดแก้วแตกไปก่อน พี่ชูบอกว่ารู้ว่ามีพิษแต่ก็ไม่คิดอะไร ดื่มๆ ไป ตายก็ช่าง โอ๊ย ทำไมพี่เป็นคนเอื่อยเฉื่อยขนาดนี้คะะะะ แม้แต่รุกิคุงยังเอือม 5555555555555

แต่สุดท้ายพี่ชูก็สู้กับคิโนะจนชนะ พอสงครามจบแล้ว น้องๆ บ้านมุคามิก็กลับไปอยู่โลกมนุษย์ ส่วนรุกิคุงอยู่ที่อีเด็นกับนางเอกสองคน สาเหตุที่ไม่กลับไปกับน้องๆ เป็นเพราะปราสาทอีเด็นยังคงเสื่อมถอยลงเรื่อยๆ รุกิคุงเลยอยากเฝ้าดูจนกว่าจะถึงวันที่ปราสาทนี้พังทลาย

ในฉากจบนี้ รุกิคุงยอมรับได้ว่าพี่ชูคือคนที่สมเป็นราชามากกว่าตัวเองได้อย่างสนิทใจ (ไม่นะ เราไม่เห็นด้วย 5555555555) ยอมรับว่าคาร์ลไฮนซ์คือพ่ออีกคนนึง ยอมรับว่าตัวเองอ่อนแอ แต่เพราะอ่อนแอนี่แหละถึงอยากมีชีวิตอยู่ร่วมกับครอบครัว เป็นฉากจบที่ในที่สุดรุกิคุงก็หาคำตอบให้กับสิ่งที่ตัวเองกลัดกลุ้มมาตลอดได้สักที

ส่วนแบดเอนด์ทั้งสอง ฉากนึงจะจบแบบคิโนะโผล่มาจับทุกคนขังไว้ แล้วบีบบังคับให้นางเอกแต่งงานกับตัวเอง นางเอกเลยขอให้รุกิคุงฆ่าตัวเองทิ้งเพราะไม่อยากเป็นเมียคนอื่นนอกจากรุกิ สุดท้ายรุกิคุงเลยฆ่านางเอกทิ้งแล้วฆ่าตัวตายตาม

แบดเอนด์อีกฉากคือคิโนะฆ่าพี่น้องมุคามิตายเรียบทั้งสี่คน แต่ไม่ยอมฆ่านางเอกเพราะอยากปล่อยให้มีชีวิตอยู่อย่างทรมานมากกว่า คิโนะชิงเสียงของนางเอกมา ปล่อยให้นางเอกเป็นใบ้ นางเอกเลยใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ที่อีเด็นตามลำพังอย่างโดดเดี่ยวเปลี่ยวเอกา

แบดเอนด์ไม่หวือหวาเลย (=3=) เกมนี้เป็นเกมที่เราค่อนข้างคาดหวังกับแบดเอนด์เพราะเจออันพีคๆ มาเยอะ แต่สองอันนี้ธรรมดาไปหน่อย ส่วนกู้ดเอนด์ถือว่าโอเค ไม่ถึงกับประทับใจเป็นพิเศษ แต่คิดว่าคลี่คลายคอนฟลิคต์ในใจตัวละครได้เคลียร์ดี

โดยรวมแล้วถ้าเทียบกับ More Blood และ Dark Fate รูทรุกิคุงภาคนี้จืดลงเยอะ สองภาคก่อนเผ็ดแสบทรวงสาแก่ใจมาก ในแง่ความลงตัวแล้วเราว่า Dark Fate กลมกล่อมสุด ทั้งเผ็ดทั้งหวาน แต่อย่างที่บอกว่าชอบภาคนี้ตรงที่หยิบประเด็นจิตศรัทธาที่มีต่อคาร์ลมาเล่น ซึ่งสุดท้ายจิตศรัทธาที่ว่านั่นก็ยังไม่หายไปไหนอยู่ดี ความงมงายในคาร์ลของรุกิคุงนี่มันเข้าขั้นมืดบอดแล้ว 555555555 แต่เอาเป็นว่าเราชอบเนื้อเรื่องรูทรุกิคุงภาคนี้มากกว่า More Blood อีกนะ

ที่สำคัญ ซากุไรซังพากย์ดีจังเลย ฮือออออออ ช่วงไหนเสียงอ่อนแรงก็ฟังแล้วอ่อนอกอ่อนใจตาม บทจะดราม่าก็เสียงบีบหัวใจเหลือเกิน ช่วงกระซิบอ่อยนางเอกก็สุดจะเป็นบุญหู (///ω///) เสียดายนิดเดียวตรงที่ภาคนี้ไม่ค่อยโดนซากุไรซัง เอ้ย รุกิคุงด่า ก๊ากกกกก แต่ไม่เป็นไร ไว้อยากโดนด่าเราค่อยไปขุดภาคเก่าๆ มาเล่นก็ได้ ภาคนี้ได้เห็นรุกิคุงในด้านที่ไม่เคยเห็นเยอะแยะก็ดีใจแล้ว♥