Diabolik Lovers LOST EDEN: Ruki’s route

เพิ่งเล่น Diabolik Lovers Lost Eden รูทรุกิคุงจบไปแหละ! ก่อนหน้านี้เล่นรูทสองพี่น้องสึกินามิกับคานาโตะคุงจบไปแล้วแต่ไม่มีอะไรจะหวีด พอมาเล่นรูทรุกิคุงแล้วโดนดาเมจเยอะมาก ชอบรูทรุกิคุงมาก ต้องกรี๊ดหน่อยแล้วแหละะะะ

 

**SPOILER ALERT**

 

รูทรุกิคุงในภาคนี้ค่อนข้างให้อารมณ์ต่างจาก More Blood กับ Dark Fate อยู่นะ เป็นรุกิคุงแบบที่ไม่เคยเห็น ซึ่งแม้ช่วงแรกๆ จะรู้สึกว่า เอ๊ะอีนี่!? อยู่บ้าง แต่พอเล่นไปเรื่อยๆ จะยิ่งเข้าใจรุกิคุงมากขึ้นทีละนิดละหน่อย จนช่วงท้ายๆ ถึงกับรู้สึกเห็นอกเห็นใจและปวดใจตามรุกิคุงได้อย่างหมดหัวใจ ฮืออออ รุกิคุงงงงง T___T

ในรูทนี้ คนที่ได้รับสืบทอดพลังและกลายเป็นราชาแวมไพร์คนใหม่หลังจากคาร์ลไฮนซ์ตายไปคือพี่ชู ช่วงแรกๆ รุกิจะแสดงอาการน้อยอกน้อยใจอย่างเห็นได้ชัด ชอบบ่นอุบอิบว่าไม่รู้ทำไมคาร์ลไฮนซ์ถึงยกพลังให้ซากามากิ ชู ทำไมถึงไม่ยอมยกให้ตัวเองนะ ทั้งๆ ที่ตัวเองเหมาะจะเป็นราชาแวมไพร์มากกว่าตั้งเยอะ (พี่ไปเอาความมั่นใจนั้นมาจากไหนคะะะะะะ)

ส่วนพี่ชูที่ได้พลังไปก็ยังทำตัวเรื่อยๆ เฉื่อยๆ เหมือนเดิม ปราสาทอีเด็นของคาร์ลกำลังเสื่อมถอยลงก็ไม่แยแสใดๆ ทั้งๆ ที่พลังของปราสาทอีเด็นขึ้นอยู่กับชูที่เป็นเจ้าของ รุกิเลยยิ่งเซ็งเพราะคิดว่าถ้าตัวเองได้รับพลังของคาร์ลมาจะไม่ปล่อยให้อีเด็นเสื่อมถอยแน่ๆ

ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่คาร์ลไม่ยกพลังให้ รู้สึกเจ็บใจที่ปกป้องอีเด็นไว้ไม่ได้ รู้สึกเซ็งในตัวพี่ชูที่ได้พลังไปแต่กลับไม่ยอมทำอะไร บวกกับความที่ยังยึดติดกับการไม่ได้เป็น “อดัม” สิ่งเหล่านี้ทำให้รุกิมีท่าทีแปลกไปจากเดิม กลายเป็นคนกลุ้มใจจนดูเศร้าหมองอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ไม่ยอมบอกคนอื่นว่ามีเรื่องอะไร ทำเอานางเอกกับน้องๆ เป็นห่วงกันไปหมด

สุดท้ายยูมะเป็นห่วงจนเริ่มรำคาญ ทนไม่ได้ที่รุกิเอาแต่เก็บงำความรู้สึกไว้คนเดียว แทนที่มีอะไรก็จะพึ่งพาครอบครัวบ้าง พอยูมะไปบอกรุกิว่าทุกคนเป็นห่วง ทำตัวแบบนี้ไม่สมเป็นรุกิเอาซะเลยนะ รุกิก็ทำเสียงแข็งใส่ บอกว่าไม่เคยขอร้องให้เป็นห่วงซะหน่อย ไปๆ มาๆ เลยทะเลาะกันถึงขั้นลงไม้ลงมือชกต่อยกันซะงั้น

ฉากนี้จริงๆ ก็อยากเข้าข้างยูมะอยู่หรอก ยูมะอุตส่าห์เป็นห่วงแท้ๆ แต่รุกิยังเอาแต่พูดเย็นชาใส่อยู่นั่นแหละ! …แต่เข้าข้างยูมะไม่ลงเพราะเป็นฝ่ายต่อยรุกิก่อนนี่สิ ยูมะอ้างว่าในเมื่อคุยกันไม่รู้เรื่องก็ต้องทำให้ตาสว่างด้วยวิธีนี้ เอ๊าาาา ยูมะะะ เข้าใจว่านิสัยกอริลล่า แต่อย่าแก้ปัญหาด้วยกำลังสิคะะะ

สุดท้ายโคคุง อาซึสะคุง และนางเอกต้องมาช่วยห้ามทัพ รุกิคุงเลยพานางเอกออกจากอีเด็นไปอยู่ปราสาทข้างๆ ปราสาทซากามากิแทน (อะไรคือการทะเลาะกับน้องแล้วหนีออกจากบ้าน…..)

ฝ่ายน้องๆ ที่โดนทิ้งไว้ที่อีเด็นก็มานั่งนินทาพี่ชายกันพลางช่วยทำแผลให้ยูมะไปด้วย ฮืออออ พี่น้องบ้านนี้น่ารักเหลือเกินนนน (TωT) น้องๆ ทั้งสามคุยกันว่าความจริงแล้วที่รุกิคุงคอยทำตัวหนักแน่นเป็นที่พึ่งให้ทุกคนได้อยู่เสมอเป็นความผิดของพวกตัวเองรึเปล่านะ เป็นเพราะน้องๆ เอาแต่พึ่งรุกิ รุกิเลยต้องทำตัวเป็นพี่ชายที่ดี ทำตัวเป็นลูกชายในอุดมคติของคาร์ลไฮนซ์ให้ได้

รูทรุกิคุงภาคนี้เขียนส่วนของพี่น้องมุคามิมาดีมาก ฮือออออออออ ใน Dark Fate ว่าดีมากแล้ว มาภาคนี้ก็ดีอีก ชอบมาก แต่แอบขำที่น้องๆ ต้องผลัดเวรกันมาทะเลาะกับพี่ใหญ่ ภาคที่แล้วรุกิคุงผิดใจกับโคคุง มาภาคนี้ก็มาชกต่อยกับยูมะอีก ถ้ามีภาคหน้าคงต้องทะเลาะกับอาซึสะสินะ 555555555

ฝ่ายรุกิคุงที่ไปอยู่ปราสาทติดกับซากามากิก็มีเรื่องให้กลุ้มอีกเรื่อง คราวนี้เป็นเรื่องพ่อแท้ๆ ของตัวเอง สาเหตุที่กลุ้มเรื่องนี้คืออยู่ดีๆ รุกิก็ฝันเห็นอดีตสมัยที่พ่อแท้ๆ ยังมีชีวิตอยู่ พ่อของรุกิคุงเป็นนักการเมือง เป็นคนใจดี รักครอบครัว จนกระทั่งวันหนึ่ง มีชายที่ชื่อทริสเมจิสปรากฏตัวขึ้นในเมือง ชายคนนั้นกลายเป็นคนโปรดของประธานาธิบดี คอยเป่าหูต่างๆ นานา ทำให้ประเทศปั่นป่วนไปหมด จนพ่อรุกิคุงกลับบ้านมาอาละวาดเรื่องนี้ใส่ลูกเมีย รุกิคุงที่ฝันเห็นพ่อจึงบังเกิดความสงสัยว่า ทริสเมจิสคนนั้นคือใครกัน

หลังจากนั้นวันหนึ่ง รุกิคุงก็บังเอิญเจอคริสต้า แม่ของสุบารุคุงในสวนที่ปราสาท สองคนนี้เพิ่งเคยเจอกันครั้งแรก แต่คริสต้าทักว่ารุกิคุงเหมือนคาร์ลไฮนซ์มาก เหมือนตรงที่ทำหน้าทุกข์ทรมานจนคนอื่นเห็นแล้วปวดใจไปด้วย รุกิคุงเลยชวนคุยเรื่องคาร์ลไฮนซ์ ขอให้คริสต้าเล่าเรื่องของคาร์ลให้ฟัง

ตอนแรกคริสต้าก็ทำท่าเหมือนจะเล่าดีๆ แต่เล่าไปได้นิดเดียวก็เกิดอาการเสียสติ พูดเสียงสั่นว่าคาร์ลไฮนซ์เป็นปีศาจ คาร์ลไฮนซ์คือทริสเมจิส แล้วก็หนีไปเลย ปล่อยให้รุกิคุงยืนตกตะลึงอึ้งกิมกี่อยู่คนเดียว เพราะถ้าคาร์ลคือทริสเมจิสจริงๆ ก็เท่ากับว่าคาร์ลนี่แหละคือตัวการที่ทำให้ชีวิตของรุกิตอนเด็กๆ พังพินาศ ถึงจะยังไม่ปักใจเชื่อว่าคาร์ลไฮนซ์=ทริสเมจิสที่พ่อพูดถึงซะทีเดียว แต่ความสงสัยของรุกิก็รุนแรงจนศรัทธาในตัวคาร์ลไฮนซ์เริ่มสั่นคลอนละ

ชอบที่ภาคนี้หยิบความศรัทธาที่รุกิมีต่อคาร์ลมาเขียนเนื้อเรื่อง ทุกภาคที่ผ่านมารุกิจะชื่นชมบูชาคาร์ลไม่ลืมหูลืมตามากกกกกก มากจนไม่น่ามีอะไรมาสั่นคลอนได้ นึกไม่ถึงว่าจะโยนบททดสอบจิตศรัทธาให้รุกิในภาคที่เนื้อเรื่องปูมาว่ากำลังจะเกิดสงครามในโลกปีศาจ คือรูทนี้เป็นรูทที่สงครามระหว่างเผ่าอะไรเหล่านั้นแทบไม่มีผลกับเนื้อเรื่องเลย ส่วนใหญ่แล้วเป็นการตามล่าหาความจริงเรื่องของคาร์ลไฮนซ์มากกว่า

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่รุกิกำลังเคร่งเครียดเรื่องคาร์ลก็ยังมีเรื่องดีๆ อยู่บ้างเหมือนกัน เรื่องดีๆ ที่ว่าคือยูมะคุงถ่อมาขอโทษจ้าาาา ฮู้ยยยย น่ารักกกกกกก (≧ω≦)

ยูมะขอโทษทั้งเรื่องที่ทะเลาะกัน ทั้งเรื่องที่พวกตัวเองทำให้รุกิคุงไม่สามารถใช้ชีวิตตามใจชอบได้ แต่รุกิคุงบอกว่ารุกิคุงเป็นแบบนี้เพราะตัวเองต่างหาก ปรับความเข้าใจกันได้แล้วโคคุงก็อ้อนขอให้รุกิคุงทำพาสต้าให้กิน (นี่คือจุดประสงค์ที่แท้จริงสินะ…..) พี่น้องกินข้าวด้วยกันมุ้งมิ้งเสร็จแล้ว โคคุงกับยูมะก็ลากลับอีเด็น รุกิคุงฝากพาสต้าส่วนของอาซึสะไปให้ด้วยนะ ฮือออออ มุคามิบราเธอร์สสสสสส (TдT)(TдT)(TдT)

พอเหลือกันตามลำพังกับนางเอกอีกครั้ง อยู่มาวันนึงคานาโตะคุงก็มาบอกว่าที่บ้านซากามากิมีปาร์ตี้ พี่ชูเลยให้มาเชิญไปกินข้าวด้วยกัน รุกิคุงก็ยอมไปเพราะจะปฏิเสธคำเชิญของเจ้าของบ้านคงไม่ดี พอไปนั่งกินข้าวกันเงียบกริบไม่พูดไม่จาเสร็จ (บรรยากาศต่างจากบ้านมุคามิที่ชอบเปิดศึกบนโต๊ะอาหารโดยสิ้นเชิง) พี่ชูก็ให้เรย์จิช่วยทาบทามรุกิมาเป็นมือขวาคนสนิท รุกิงงว่าจะมาทาบทามทำไม จิกหัวใช้เรย์จิไปก็ดีแล้วนี่ พี่ชูเลยบอกว่า เพราะรุกิไม่น่าจะน่ารำคาญเท่าเรย์จิไงล่ะ โถววววววว คุณพี่คะ 555555555555

รุกิคุงไม่ได้ให้คำตอบทันทีแต่ขอเวลาคิดก่อน พี่ชูก็โอเค้ ไม่รีบ ตามสบาย

ฉากนี้แอบเคืองพี่ชูนิดนึง ไม่ได้นึกถึงกะจิตกะใจรุกิคุงมั่งเล้ยยยยยยย คนเขาอยากได้พลังใจจะขาด ยังจะมาทาบทามไปเป็นคนสนิทตัวเองอีก อย่างพี่ชูน่าจะพอเดาได้ว่ารุกิคุงรู้สึกยังไงแท้ๆ! แต่ไอ้การโนแคร์โนสนแบบนี้ก็สมเป็นพี่ชูดีเหมือนกันแหละ

หลังจากนั้นรุกิคุงก็ตัดสินใจพานางเอกไปที่ประเทศบ้านเกิดของตัวเองในโลกมนุษย์เพื่อสืบหาความจริง รุกิคุงรวบรวมข้อมูลจากหนังสือในห้องสมุดจนพบว่าผู้ชายที่ชื่อทริสเมจิสเคยมีตัวตนอยู่ในประเทศนี้จริง ทริสเมจิสมีพลังวิเศษที่ช่วยรักษาโรคได้ ประธานาธิบดีเลยขอให้ช่วยรักษาโรคให้ลูกสาวตัวเอง พอรักษาได้ ประธานาธิบดีเลยไว้ใจทริสเมจิสไม่ลืมหูลืมตา แต่คนรอบข้างประธานาธิบดีพากันระแวง พยายามฆ่าทริสเมจิสหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ สุดท้ายประเทศก็เสื่อมลงเรื่อยๆ จนนำไปสู่การปฏิวัติที่ทำให้ผู้คนล้มตายมากมาย และทำให้พี่น้องมุคามิกลายเป็นเด็กกำพร้ากันหมด

อืม นี่มันรัสปูตินชัดๆ…… เป็นสตอรี่ที่ชวนให้นึกถึงการปฏิวัติรัสเซียเหลือเกิน ไม่รู้ได้แรงบันดาลใจมารึเปล่านะ

นอกจากนั้นพ่อแท้ๆ ของรุกิคุงยังฆ่าตัวตายไปเพราะเหตุการณ์ครั้งนั้นด้วย สรุปว่าถ้าทริสเมจิสคือคาร์ลไฮนซ์จริงๆ ก็เท่ากับว่ารุกิคุงรักและนับถือศัตรูของพ่อแท้ๆ มาตลอดเวลาที่ผ่านมานั่นเอง ถึงจะยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าใช่คาร์ลแน่ๆ แต่รุกิก็ปักใจเชื่อไปแล้ว คราวนี้รุกิคุงเลยนอยด์ยิ่งกว่าเดิม ถึงกับเก็บตัวอยู่ในห้องหลายวันไม่พูดไม่จา

พอกลับมาที่ปราสาทข้างบ้านซากามากิ รุกิคุงก็เจอน้องๆ มารออยู่ก่อนแล้ว ฉากนี้น่ารักมากกกกกกก ฮือออออออออ ทั้งสามคนเห็นรุกิไม่ยอมกลับอีเด็นซะที เลยมาช่วยกันทำอาหารให้พี่ชายกิน ทำอัลบั้มรูปครอบครัวมาให้ เอาไว้ให้รุกิคุงดูเวลาอยู่ห่างกัน โอยยยย ดีงามมมมมมมม เด็กน้อยยยยยย (;___;)

รุกิคุงดีใจที่น้องๆ มาหา แต่พอเปิดไปเจอรูปคาร์ลเท่านั้นแหละ สติแตก น้ำตาไหลพราก ลุกหนีไปตั้งสติอยู่พักใหญ่ น้องๆ เห็นแล้วก็ดีอกดีใจ นึกว่าพี่ชายซาบซึ้งกับของขวัญ โถ เด็กหนอเด็ก 5555555555

พอน้องๆ กลับไปแล้ว รุกิคุงก็ยังคงกลุ้มโน่นนี่นั่นล้านแปด เอาแต่คิดว่าจะเก็บงำเรื่องคาร์ลเอาไว้ไม่บอกใคร เพราะไม่อยากให้น้องต้องมารับรู้เรื่องนี้ ไม่อยากให้ครอบครัวแตกแยก ไม่อยากสูญเสียครอบครัวไปอีกแล้ว …เนี่ย ก็ไอ้นิสัยแบบนี้แหละที่ทำให้โดนยูมะต่อยเปรี้ยง 55555555555 ชอบแบกรับปัญหาเอาไว้คนเดียวไม่ยอมแชร์กับครอบครัว พึ่งพาคนอื่นไม่เป็น จนปัญหาเหล่านั้นมันกัดกร่อนจิตใจไปเรื่อยๆ เป็นจุดอ่อนของรุกิที่เห็นชัดมากๆ ในภาคนี้

หลังจากคิดมากอยู่พักใหญ่ ในที่สุดรุกิคุงก็ได้ข้อสรุปกับตัวเองว่า ตัวเองเป็นคนอ่อนแอที่ไม่มีพลังอะไร คงไม่สามารถปกป้องอีเด็นได้ ไม่สามารถมีส่วนร่วมในสงครามที่กำลังจะเกิดในโลกปีศาจได้ ปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นเป็นหน้าที่ของคนแข็งแกร่งดีกว่า ว่าแล้วรุกิคุงก็ไปปฏิเสธการทาบทามของพี่ชู ปล่อยให้พี่ชูบ่นอุบอิบว่าต้องทนรำคาญเรย์จิสินะ (โถ น่าสงสารพี่เค้านะคะ 55555555) จากนั้นรุกิก็พานางเอกกลับบ้านที่โลกมนุษย์ด้วยกัน

พอกลับมาโลกมนุษย์ รุกิคุงก็เอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือ อ่านแม้กระทั่งนิยายรักที่ปกติไม่อ่าน อ่านเหมือนกับพยายามเบี่ยงเบนความสนใจจากอะไรบางอย่าง ขนาดโคคุงส่งจดหมายมาบอกว่าปราสาทอีเด็นอาจจะโดนเผ่าอื่นบุกรุกก็ไม่ยอมเขียนตอบจนทำให้น้องๆ เป็นห่วงกันอีกรอบ

ดูเผินๆ เหมือนรุกิคุงจะเป็นพี่ชายที่งี่เง่ามาก ไม่ยอมกลับบ้าน ไม่ตอบจดหมายน้อง แต่ความจริงแล้วรุกิคุงเองก็เป็นห่วงทุกคน อยากกลับไปหา อยากช่วยให้ทุกคนสบายใจ แต่ที่ไม่ยอมกลับเพราะกลัวว่าถ้าเห็นหน้าทุกคนแล้วจะเผลอเล่าความจริงเรื่องคาร์ลไฮนซ์=ทริสเมจิสออกไป บวกกับรุกิคุงมั่นใจว่าพี่ชูต้องช่วยปกป้องอีเด็นได้แน่นอน …อืม คิดไปคิดมาสรุปก็งี่เง่าอยู่ดี 5555555555 อย่างน้อยก็ตอบจดหมายน้องหน่อยมั้ยยยยย โวะะะะะ!

ฝ่ายนางเอกที่เริ่มจะหมดความอดทนกับความงี่เง่าของรุกิคุงก็ตัดสินใจเดินทางไปปราสาทอีเด็นตามลำพัง แต่ระหว่างทางดันเจอคิโนะ (CV: มาเอโนะ โทโมอากิ♥) ผู้เป็นตัวร้ายของภาคนี้มาดักรออยู่ คิโนะพานางเอกไปที่บ้านตัวเองทางเหนือแล้วเล่าเรื่องเกี่ยวกับทริสเมจิสทั้งหมดให้ฟัง นางเอกเลยถึงบางอ้อว่ารุกิคุงไม่ได้ทำตัวอีโมโดยไร้เหตุผล แต่เป็นแบบนั้นเพราะอดีตอันโหดร้ายต่างหาก

อีกด้านหนึ่ง รุกิคุงที่เห็นนางเอกหายไปจากบ้านก็ตามรอยมาจนถึงบ้านคิโนะอย่างรวดเร็ว พอเจอหน้ากัน นางเอกก็โผเข้ากอดรุกิคุง (อิ๊!!!!!!) และขอโทษที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวใดๆ คิโนะบอกรุกิคุงว่าเล่าเรื่องทั้งหมดให้นางเอกฟังไปแล้ว คิโนะรู้เรื่องเพราะแอบสะกดรอยตามรุกิคุงไปถึงประเทศบ้านเกิด (สะ สตอล์กเกอร์…….) 

นอกจากนั้นคิโนะยังเล่าให้ฟังว่าหลังจากเกิดการปฏิวัติ ทริสเมจิสก็รวบรวมซากศพคนในเมืองมาที่ดินแดนทางเหนือแล้วทำการทดลองกับร่างมนุษย์เพื่อสร้างมนุษย์สายพันธุ์ใหม่ ซึ่งนี่คือส่วนหนึ่งของแผนการแอปเปิ้ลอดัมของคาร์ลนั่นเอง ….ไม่รู้ทำไมยิ่งฟังสตอรี่เหล่านี้เท่าไหร่ ยิ่งรู้สึกว่าการที่คาร์ลไฮนซ์เคยปลอมตัวเป็นอาจารย์ห้องพยาบาลในภาคแรกๆ นี่มันเซอร์เรียลชะมัด 555555555

ตรงนี้เรื่องราวจะดราม่ายิ่งกว่าเดิมตรงที่ดินแดนทางเหนือของคิโนะเนี่ยเป็นที่อยู่อาศัยของพวกกูล แล้วคิโนะก็เรียกกูลตนหนึ่งออกมา ซึ่งกูลตนนั้นก็คือ พ่อแท้ๆ ของรุกิ! โอววววว ดราม่า!! พ่อของรุกิคุงบอกว่ายังคงแค้นทริสเมจิสมาตลอด และสิ่งที่แค้นใจที่สุดคือการที่ลูกชายตัวเองกลายไปเป็นลูกชายของคนที่แค้นอีกต่างหาก เป็นอันว่าทริสเมจิส=คาร์ลไฮนซ์ชัวร์ๆ แล้ว

ดีใจที่ไม่มีการมาเฉลยทีหลังว่าเป็นคนละคนกัน ถ้าปูเรื่องมาขนาดนี้แล้วบอกว่าเป็นคนละคนจะเซ็งมาก เหมือนที่เซ็งกับมุกย้อนเวลาในรูทอายาโตะ หรือในรูทชินคุงก็หลอกว่าชินกับคาร์ล่าไม่ใช่พี่น้องแท้ๆ แล้วดันมาเฉลยทีหลังว่าจริงๆ ก็เป็นพี่น้องกันแหละ พอมาเจอเรื่องความชั่วร้ายของคาร์ลโดยไม่หักมุมทีหลังเลยชอบอกชอบใจมาก ถึงเราจะไม่เคยคิดว่าคาร์ลเป็นคนดีมาตั้งแต่แรกแล้วก็เถอะ

พอได้เจอพ่อแท้ๆ รุกิคุงก็คิดได้ว่าที่ตัวเองต้องเจ็บปวดขนาดนี้เป็นเพราะไม่มีใครยอมบอกความจริง พ่อแท้ๆ เจอปัญหาอะไรมาก็ไม่ยอมเล่าให้ครอบครัวฟัง คาร์ลไฮนซ์ก็ชอบทำตัวลึกลับ ไม่ยอมเล่าความจริงให้ฟัง ดังนั้นการปิดบังความจริงจึงใช่ว่าจะนำมาซึ่งความสุขเสมอไป รุกิคุงเลยตัดสินใจว่า จะกลับอีเด็นไปเล่าความจริงทั้งหมดให้น้องๆ ฟังเพราะไม่อยากให้น้องๆ ต้องทุกข์ทรมานเหมือนตัวเอง

และแล้วรุกิคุงกับนางเอกก็กลับอีเด็นไปด้วยกัน ตรงนี้งงนิดนึงว่าคิโนะต้องการอะไรจากการพาตัวนางเอกมาเล่าเรื่องให้ฟัง พารุกิคุงมาเจอพ่อ แล้วก็ปล่อยไป….. เหมือนเรียกมาแกล้งเฉยๆ แต่ดันส่งผลดีซะงั้น 555555555

ก่อนหน้านี้คิโนะเคยบอกว่าจ้องเล่นงานรุกิเพราะเห็นว่ารุกิมีความเป็นมนุษย์มากที่สุดในบ้านมุคามิ เอาเข้าจริงก็ไม่เห็นจะเล่นงานอะไรเลยนะ แต่เห็นด้วยกับคำพูดที่ว่ารุกิคุงมีความเป็นมนุษย์มากที่สุดในสี่พี่น้อง จริงๆ ตอนแรกคิดว่ายูมะก็มีความเป็นมนุษย์สูงเหมือนกัน แต่คิดอีกทียูมะสมองกอริลล่าไปหน่อย รุกิคุงนี่แหละมีความเป็นมนุษย์มากสุดละ (※เมนยูมะ)

กลับมาที่อีเด็นแล้ว รุกิคุงก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้น้องๆ ทั้งสามฟัง ทั้งสามคนอึ้งนิดหน่อย แต่ก็ยอมรับได้อย่างรวดเร็ว เพราะถึงอดีตจะเป็นอย่างนั้น แต่ที่ทุกคนได้มาเป็นครอบครัวเดียวกันอย่างทุกวันนี้ก็เป็นเพราะคาร์ลไฮนซ์ เพราะฉะนั้นทุกคนจึงยอมให้อภัยคาร์ล พี่น้องร้องไห้รักกัน อาาา เวรี่อบอุ่น

ไปๆ มาๆ น้องดูยอมรับความจริงได้ง่ายมากจนน่าตกใจ 55555555 สะเทือนใจแทนรุกิคุงที่อุตส่าห์กลุ้มอยู่คนเดียวตั้งนาน เสียเวลากลุ้มโดยเปล่าประโยชน์แท้ๆ… แต่การที่ทุกคนยอมรับได้ง่ายขนาดนี้ยิ่งตอกย้ำคำพูดที่ยูมะเคยบอกรุกิว่าให้รู้จักพึ่งพาครอบครัวบ้าง มีอะไรก็บอกกัน อย่าแบกรับเอาไว้คนเดียว ซึ่งมันก็จริงนะ พอเล่าปุ๊บ รุกิคุงโล่งใจ ทุกคนก็สบายใจที่พี่ชายเลิกคิดมาก เย้ \(^o^)/

รุกิคุงบอกว่าบางทีสาเหตุที่คาร์ลไฮนซ์เก็บพวกตัวเองมาเลี้ยงเหมือนลูกอาจเป็นเพราะคาร์ลรู้สึกผิดกับการกระทำของตัวเอง อาจจะอยากแก้ไขในสิ่งที่ตัวเองทำลงไป เราว่าประเด็นนี้คล้ายคิริสึงุกับชิโร่ในเฟทซีรีส์มากเลย แอบนึกถึงมาตั้งแต่ตอนที่บอกว่าคาร์ลเป็นต้นตอทำให้ชีวิตรุกิพังละ ยิ่งบอกว่าคาร์ลเก็บมาเลี้ยงเพราะอยากแก้ตัวนี่ยิ่งเดจาวู แต่คิริสึงุยังดูมีความพยายามทำดีอยู่บ้างนะ ส่วนคาร์ลนี่ไม่เลย เลวโดยสมบูรณ์ 55555555555

พอพี่น้องเคลียร์กันได้เรียบร้อย จู่ๆ พวกเผ่าวีโบร่าก็บุกมาถึงอีเด็น แล้วก็ตัดชึ้บบบบ แยกเป็นฉากจบสามฉาก

แวมไพร์เอนด์หรือแฮปปี้เอนด์จะจบแบบบ้านซากามากิกับมุคามิช่วยกันทำสงครามจนชนะเผ่าวีโบร่าที่บุกมา ฉากจบนี้ชอบตอนที่รุกิคุงกับพี่ชูคุยกัน พี่ชูน่าร๊ากกกกกกกกก ขำการที่คิโนะจะมาชิงพลังของคาร์ลไฮนซ์ เอายาพิษมาให้พี่ชูดื่ม อีพี่ชูก็หยิบมาดื่มทั้งๆ ที่รู้ว่ามีพิษ แต่รุกิคุงช่วยปัดแก้วแตกไปก่อน พี่ชูบอกว่ารู้ว่ามีพิษแต่ก็ไม่คิดอะไร ดื่มๆ ไป ตายก็ช่าง โอ๊ย ทำไมพี่เป็นคนเอื่อยเฉื่อยขนาดนี้คะะะะ แม้แต่รุกิคุงยังเอือม 5555555555555

แต่สุดท้ายพี่ชูก็สู้กับคิโนะจนชนะ พอสงครามจบแล้ว น้องๆ บ้านมุคามิก็กลับไปอยู่โลกมนุษย์ ส่วนรุกิคุงอยู่ที่อีเด็นกับนางเอกสองคน สาเหตุที่ไม่กลับไปกับน้องๆ เป็นเพราะปราสาทอีเด็นยังคงเสื่อมถอยลงเรื่อยๆ รุกิคุงเลยอยากเฝ้าดูจนกว่าจะถึงวันที่ปราสาทนี้พังทลาย

ในฉากจบนี้ รุกิคุงยอมรับได้ว่าพี่ชูคือคนที่สมเป็นราชามากกว่าตัวเองได้อย่างสนิทใจ (ไม่นะ เราไม่เห็นด้วย 5555555555) ยอมรับว่าคาร์ลไฮนซ์คือพ่ออีกคนนึง ยอมรับว่าตัวเองอ่อนแอ แต่เพราะอ่อนแอนี่แหละถึงอยากมีชีวิตอยู่ร่วมกับครอบครัว เป็นฉากจบที่ในที่สุดรุกิคุงก็หาคำตอบให้กับสิ่งที่ตัวเองกลัดกลุ้มมาตลอดได้สักที

ส่วนแบดเอนด์ทั้งสอง ฉากนึงจะจบแบบคิโนะโผล่มาจับทุกคนขังไว้ แล้วบีบบังคับให้นางเอกแต่งงานกับตัวเอง นางเอกเลยขอให้รุกิคุงฆ่าตัวเองทิ้งเพราะไม่อยากเป็นเมียคนอื่นนอกจากรุกิ สุดท้ายรุกิคุงเลยฆ่านางเอกทิ้งแล้วฆ่าตัวตายตาม

แบดเอนด์อีกฉากคือคิโนะฆ่าพี่น้องมุคามิตายเรียบทั้งสี่คน แต่ไม่ยอมฆ่านางเอกเพราะอยากปล่อยให้มีชีวิตอยู่อย่างทรมานมากกว่า คิโนะชิงเสียงของนางเอกมา ปล่อยให้นางเอกเป็นใบ้ นางเอกเลยใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ที่อีเด็นตามลำพังอย่างโดดเดี่ยวเปลี่ยวเอกา

แบดเอนด์ไม่หวือหวาเลย (=3=) เกมนี้เป็นเกมที่เราค่อนข้างคาดหวังกับแบดเอนด์เพราะเจออันพีคๆ มาเยอะ แต่สองอันนี้ธรรมดาไปหน่อย ส่วนกู้ดเอนด์ถือว่าโอเค ไม่ถึงกับประทับใจเป็นพิเศษ แต่คิดว่าคลี่คลายคอนฟลิคต์ในใจตัวละครได้เคลียร์ดี

โดยรวมแล้วถ้าเทียบกับ More Blood และ Dark Fate รูทรุกิคุงภาคนี้จืดลงเยอะ สองภาคก่อนเผ็ดแสบทรวงสาแก่ใจมาก ในแง่ความลงตัวแล้วเราว่า Dark Fate กลมกล่อมสุด ทั้งเผ็ดทั้งหวาน แต่อย่างที่บอกว่าชอบภาคนี้ตรงที่หยิบประเด็นจิตศรัทธาที่มีต่อคาร์ลมาเล่น ซึ่งสุดท้ายจิตศรัทธาที่ว่านั่นก็ยังไม่หายไปไหนอยู่ดี ความงมงายในคาร์ลของรุกิคุงนี่มันเข้าขั้นมืดบอดแล้ว 555555555 แต่เอาเป็นว่าเราชอบเนื้อเรื่องรูทรุกิคุงภาคนี้มากกว่า More Blood อีกนะ

ที่สำคัญ ซากุไรซังพากย์ดีจังเลย ฮือออออออ ช่วงไหนเสียงอ่อนแรงก็ฟังแล้วอ่อนอกอ่อนใจตาม บทจะดราม่าก็เสียงบีบหัวใจเหลือเกิน ช่วงกระซิบอ่อยนางเอกก็สุดจะเป็นบุญหู (///ω///) เสียดายนิดเดียวตรงที่ภาคนี้ไม่ค่อยโดนซากุไรซัง เอ้ย รุกิคุงด่า ก๊ากกกกก แต่ไม่เป็นไร ไว้อยากโดนด่าเราค่อยไปขุดภาคเก่าๆ มาเล่นก็ได้ ภาคนี้ได้เห็นรุกิคุงในด้านที่ไม่เคยเห็นเยอะแยะก็ดีใจแล้ว♥

Advertisements

Distant Worlds: music from FINAL FANTASY 而立 @Osaka

ไปดูคอนเสิร์ต Distant Worlds มาแหละ! คอนเสิร์ตนี้จัดมาสิบปีแล้ว แต่เพิ่งมีโอกาสได้ไปดูครั้งแรกก็วันนี้

ตั๋วน่ารักกกกกกก (≧ω≦) ปกติเวลาไปอีเวนท์หรือคอนเสิร์ตจะออกตั๋วตามคอนบินิตลอด แต่คอนเสิร์ตนี้เราซื้อผ่าน e-store ซึ่งใช้วิธีส่งตั๋วมาให้ทางไปรษณีย์ คราวนี้เลยได้ตั๋วน่ารักๆ มาเป็นที่ระลึกด้วย

สถานที่จัดรอบโอซาก้าคือที่ Grand Cube Osaka ซึ่งเราไม่เคยไปมาก่อน และดูจากแผนที่แล้วค่อนข้างไกลสถานี ตอนลงจากรถไฟแอบหวั่นใจว่าจะหลงทางมั้ย แถวสถานีก็ไม่เจอใครที่ดูท่าทางเหมือนจะไปงานเดียวกัน ไม่รู้จะเดินตามใครดี (นี่คอนเสิร์ตออร์เคสตร้าด้วยไง ทุกคนล้วนแต่งตัวปกติธรรมดา ไม่มีอิตะบ๊งอิตะแบ๊กใดๆ) สุดท้ายจิ้มแผนที่ในมือถือโลเคททิศทางแล้วเดินมั่วๆ สักพักก็ถึงสถานที่จัดงานโดยสวัสดิภาพ

ฮอลล์ที่ใช้จัดคอนเสิร์ตตั้งอยู่ชั้น 5 ของตึก Grand Cube เข้าไปถึงเจอคนต่อแถวเยอะมากกกกกกจนตกใจ พอยืนดูสักพักถึงรู้ว่าเป็นแถวรอขึ้นลิฟต์ เราเลยเดินไปขึ้นบันไดเลื่อนแทน พอไปถึงหน้าทางเข้าฮอลล์ก็พบว่าเปิดให้เข้าไปด้านในได้แล้ว ต่อแถวรอตรวจตั๋วแป๊บๆ ก็ได้เข้า

ตรวจตั๋วเสร็จเรียบร้อยจะเจอด่านวางซีดีและสินค้าต่างๆ มากมายดักอยู่ เห็นคนมุงกันเยอะแยะเลยขี้เกียจเข้าไปมุง ไม่มีอะไรอยากซื้อเป็นพิเศษด้วย เข้าไปนั่งรอในฮอลล์ดีกว่า

ที่นั่งคราวนี้ดีมากกกกกกก ไม่ใกล้ไม่ไกลเกินไป อยู่กลางๆ พอดี ดีอกดีใจกับที่นั่งมาก แต่ราคาก็โหดร้ายไม่น้อย ราคาบนตั๋วเขียนว่า 9,100 เยนก็จริง แต่รวมค่าส่งค่าธรรมเนียมโน่นนี่นั่นแล้วฟาดไปหมื่นกว่าเยน เอื๊อกกกก

ที่นั่งเราอยู่บล็อกเดียวกับลุงโนบุโอะเลยนะ 55555555 แต่ลุงนั่งแถวหน้าสุดของบล็อกนู่น

รอจนหกโมงครึ่งก็ถึงเวลางานเริ่ม นักดนตรีเข้าประจำที่เสร็จแล้วลุงโนบุโอะก็เดินออกมาจากข้างเวที มาทักทายกันเล็กน้อย ลุงอธิบายคำว่า 而立 (Jiritsu) ที่เป็นชื่องานครั้งนี้ให้ฟังว่าหมายถึงอายุสามสิบ ซึ่งปีนี้ซีรีส์ FF ครบรอบสามสิบปีแล้ว บลาๆๆ พูดเสร็จลุงก็บอกว่ามีวิดีโอเลตเตอร์ให้ทุกคนดูแล้วชี้ไปที่จอ

คนที่โผล่มาในวิดีโอเลตเตอร์มีสามคนคือ ซากากุจิซัง อามาโนะเซนเซ สองคนนี้มาพูดถึงความทรงจำเกี่ยวกับไฟนอลและความทรงจำที่มีร่วมกับลุงโนบุโอะ ส่วนคนสุดท้ายคือมัตสึดะซัง ประธานบ.สแควร์ ตลกตอนให้พูดถึงลุงโนบุโอะ ซากากุจิซังบอกว่าจะให้พูดถึงตาลุงนั่นเนี่ยนะ แล้วก็พูดๆๆๆ พูดจบก็บอกว่า ปกติพูดต่อหน้าไม่ได้หรอกนะเนี่ย ที่พูดได้เพราะเป็นวิดีโอหรอกนะ! (มีการซึนเดเระ)

วิดีโอเลตเตอร์จบแล้วลุงโนบุโอะก็บอกว่าวันนี้ขอให้ทุกคนสนุกกันให้เต็มที่ ไม่ต้องเกร็งเพราะเป็นคอนเสิร์ตออร์เคสตร้า ชอบเพลงไหนก็จะโกนเย้! บราโว่! ฮิ้วๆ! กันได้เลย พูดจบลุงก็มานั่งในที่นั่งคนดู ปล่อยให้เวทีเป็นของนักดนตรี คอรัส และคุณอาร์นี่ที่เป็นคอนดัคเตอร์

เซ็ตลิสท์วันนี้ก็ตามนี้โลด

Prelude (FINAL FANTASY Series)
Battle on the Big Bridge (FINAL FANTASY V)
Victory Fanfare (FINAL FANTASY Series)
Cosmo Canyon (FINAL FANTASY VII)
Not Alone (FINAL FANTASY IX)
The Oath (FINAL FANTASY VIII)
Flash of Steel (FINAL FANTASY XII)
Heavensward (FINAL FANTASY XIV)
Fang’s Theme (FINAL FANTASY XIII)
Theme of Love (FINAL FANTASY IV)
APOCALYPSIS NOCTIS (FINAL FANTASY XV)
Liberi Fatali (FINAL FANTASY VIII)

Intermission

Opening: Bombing Mission (FINAL FANTASY VII)
IGNIS and RAVUS Theme Medley (FINAL FANTASY XV)
Sword Song Battle Medley (FINAL FANTASY XI)
To Zanarkand (FINAL FANTASY X)
Opera “Maria and Draco” (FINAL FANTASY VI)
FF Main Theme (FINAL FANTASY Series)

Encore

Aerith’s Theme (FINAL FANTASY VII)
One Winged Angel (FINAL FANTASY VII)

เพลงที่ประทับใจมากที่สุดในวันนี้คงเป็น Liberi Fatali มั้ง ตั้งแต่ตอนที่จบเพลงสุดท้าย เดินออกจากฮอลล์ เดินไปขึ้นรถไฟ กลับมาถึงห้องตัวเอง ในหัวยังมีเสียง Fithos Lusec Wecos Vinosec ดังก้องอยู่ในหัวตลอด (ทำไมดูหลอนๆ) คือบางเพลงคุณอาร์นี่จะบอกก่อนว่าต่อไปจะเล่นเพลงนั้นเพลงนี้นะ แต่เพลงนี้คือมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยใดๆ อยู่ดีๆ คอรัสก็ร้องขึ้นมา ขนลุกมากกกกกกกกกก แล้วภาพบนจอก็เป็นภาพจากฉากเปิดภาคแปดเป๊ะๆ เลย ที่จริงก่อนเพลงนี้มีเพลงจากภาคแปดแล้วเพลงนึงคือ The Oath ซึ่งเอาซีจีในเกมมาตัดต่อใหม่ประกอบเพลงด้วย ตอนเพลง The Oath แค่รู้สึกว่า อา จริงๆ ภาคแปดก็สนุกนะ แต่พอ Liberi Fatali มาพร้อมภาพฉากเปิดนี่คือ โอ๊ยยยยยย อยากเล่นภาคนี้ คิดถึงงงงงงงงงงงง ไซเฟอร์สุดหล่อออออออออ (สรุปประเด็นอยู่ที่ไซเฟอร์)

อีกเพลงที่ประทับใจพอกันแต่ไม่ได้วนเวียนอยู่ในหัวขนาดนั้นคือ To Zanarkand ตัวแทนจากภาคสิบเพียงเพลงเดียวในวันนี้ ก่อนเริ่มเพลงคุณอาร์นี่บอกว่าดิสแทนท์เวิร์ลจะขาดเพลงนี้ไปไม่ได้เลย เพลงนี้แค่เปียโนขึ้นมาตอนแรกก็น้ำตาจะไหลลลลล ฮืออออ ทีดัสสสสสสสสส ยูน่าาาาาาาาา (;____;) จริงๆ ชอบเวอร์ชั่นออริจินอลมากกว่าออร์เคสตร้า แต่เวอร์ชั่นนี้ก็ดีงาม เพลงนี้ตั้งใจดูภาพบนจอมากแบบไม่ได้สนนักดนตรีเลย ขอโทษค่ะ OTL แต่ดูแล้วคิดถึ๊งงงงคิดถึง อยากเล่นจัง เสียดายไม่ได้เอาแผ่นเวอร์ชั่นรีมาสเตอร์ติดตัวมาด้วย

เพลงที่ชอบมาก อินมากแบบงงๆ ทั้งที่เป็นเพลงของภาคที่ไม่เคยเล่น คือเพลง Theme of Love ถึงจะไม่เคยเล่นภาคสี่ แต่เมื่อก่อนฟังเพลงนี้บ่อยมากกกก สงสัยอินเพราะชอบเวอร์ชั่นที่ใส่เนื้อร้องลงไปเป็นเพลง 月の明り ด้วยแหละมั้ง ถึงจะไม่ได้เล่นภาคนี้ก็สามารถอินกับเพลงได้ไม่ยาก

เพลง Fang’s Theme ก็ดี๊ดี ภาคสิบสามเป็นภาคที่ตอนเล่นก็รู้สึกสนุกดี แต่เล่นจบแล้วไม่ค่อยเหลืออะไรในหัวเท่าไหร่ เนื้อเรื่องก็จำไม่ค่อยได้ สาเหตุหลักเลยคงเป็นเพราะเราเล่นภาคนี้แค่รอบเดียวนี่แหละ ภาคก่อนๆ เล่นเองด้วย ดูพี่เล่นด้วย มันเลยมีอะไรฝังใจเยอะมาก แต่พอมาฟังเพลงนี้พร้อมดูภาพประกอบบนจอแล้วก็รู้สึก nostalgic เหมือนกัน (ติดตรงที่เห็นหน้าสโนว์แล้วกลั้นหัวเราะเยอะมากเพราะวันก่อนเพิ่งดูคลิปที่ตัดต่อเสียงตัวละครภาคสิบมาใส่ภาคสิบสาม แล้วสโนว์ใช้เสียงวักก้า ขำปางตาย ฮือ)

แต่เพลงที่ nostalgic หนักสุดเลยคือ Not Alone ของภาคเก้า ถึงจะไม่ใช่เพลงที่เราชอบที่สุดในภาคนี้ แต่ฟังแล้วก็โหยหามากกกกกกกกก คิดถึงมากกกกกกก รักภาคนี้มากกกกกกกกกกกกก ยิ่งมาพร้อมภาพคือแบบ โอ๊ยยยยยย ชอบบรรยากาศของภาคนี้ ชอบเนื้อเรื่อง ชอบความดอกฟ้ากับหมาวัด ชอบ ชอบบบบ ต้องการเล่นเดี๋ยวนี้ ตอนนี้เลย!!!

Apocalypsis Noctis ของภาคสิบห้าก็ชอบนะ เพลงนี้เป็นเพลงที่ฟังมาตั้งแต่เกมยังไม่ออก จนเกมออกมาปีนึงแล้วยังไม่ได้เล่นเลย เศร้าไปไหน ชื่นชอบในความอลังของเพลงนี้ตั้งแต่ฟังครั้งแรก พอได้มาฟังแบบสดๆ แล้วก็อาาา อาาาาา เพลงนี้ดีจังเลย แต่เพลงที่ตามมาดันเป็น Liberi Fatali ไง ความประทับใจในเพลงนี้เลยโดนเพลงถัดมากลบไปเยอะเลย แป่ววว

แอบเคืองเพลงภาคสิบห้านิดนึงตรงที่ภาพบนจอสปอยล์เยอะมาก 5555555555 โอเค เราคงผิดเองที่เกมออกมานานแล้วยังไม่ได้เล่น (ก็ไม่มีเครื่องอะะะะ) ตอน Apocalypsis Noctis ยังไม่ค่อยเท่าไหร่เพราะเป็นเทรลเลอร์เกม (เสด็จเตี่ยทรงพระหล่อกระชากวัยมากเพคะะะะะะะะะ) แต่ตอนเพลงอิกนิสกับคุณพี่เรวุสนี่เอาซีจีกับคัทซีนในเกมมาใส่เยอะมาก สปอยล์กระหน่ำ แต่อันที่จริงเราก็โดนสปอยล์มาจนพรุนแล้วแหละ……

พูดถึงเพลงอิกนิสกับคุณพี่เรวุส ตอนก่อนเพลงนี้เริ่มมีการเชิญมิตสึดะซังที่เป็นคนแต่งเพลงอิกนิสออกมาพูดด้วย เป็นเซอร์ไพรส์เกสท์ พิธีกรให้มิตสึดะซังเล่าถึงความทรงจำเกี่ยวกับลุงโนบุโอะ มิตสึดะซังก็เล่าให้ฟังว่าตอนที่แต่เพลงให้เกม Chrono Trigger ซึ่งเป็นผลงานเดบิวท์ ลุงโนบุโอะเขียนจดหมายมาวางไว้ในห้อง เป็นจดหมายสั้นๆ เขียนว่า ยินดีด้วยนะ ผลงานแบบนั้นฉันเลียนแบบไม่ได้เลยนะเนี่ย อะไรประมาณนี้ ก็ถือเป็นเรื่องราวดีๆ นะคะ

มิตสึดะซังบอกว่าที่เอาเพลงอิกนิสกับเรวุสมาทำเป็นเมดเล่ย์เนี่ยเป็นเพราะถึงแม้ว่าสองคนนี้จะแตกต่างกันแต่ทั้งคู่ก็มีสิ่งที่ต้องปกป้องเหมือนกัน โอวววว หม่าม้าอิ๊กนิสฟังดูเท่จังเลย ไม่ได้มีบทบาทแค่คอยทำอาหารหรอกหรือนี่!

เพลงอิกนิสนี่เราไม่เคยฟังมาก่อน แต่ชอบไวโอลินในเพลงนี้จัง ส่วนเพลงคุณพี่เรวุสฟังดูเศร้าๆ ไม่รู้ถ้าเคยเล่นจะบาดจิตขนาดไหน ที่รู้ๆ คือพอจบเพลงได้ยินเสียงคนนั่งข้างหลังสะอึกสะอื้น ตามด้วยเสียงเพื่อนเค้ากระซิบถามเบาๆ ว่า ไดโจวบู๋? แสดงว่าเพลงเศร้าจริง

ตอนเพลง FF Main Theme ขึ้นมาพร้อมฉายเครดิตบนจอรู้สึกคอนสั้นจัง แต่จริงๆ ก็ไม่สั้นนะ ตั้งยี่สิบเพลงแน่ะ ชอบที่เครดิตใช้รูปตัวละครจากดิสสิเดียแต่เพิ่มแสงสว่างให้หน้าเบลอๆ ช่วงก่อนแต่ละเพลงขึ้นก็จะใช้รูปนี้เหมือนกัน เห็นแล้วก็คิดได้ว่าถึงแม้จะไม่เคยเล่นภาคแรกๆ แต่ก็คุ้นเคยกับตัวละครในภาคเหล่านั้นเพราะดิสสิเดียนี่หว่า อาา ว่าแล้วก็อยากเล่นภาค NT จัง แต่ยังไม่มีเครื่องเลย ฮืออออ

ว่าแต่ ทำไมเพลงอังกอร์เป็นเพลงจากภาคเจ็ดทั้งสองเพลงเลย… ตอนคอนเสิร์ต BRA BRA ก็เอาสองเพลงนี้มาเล่นติดกัน คราวนี้ได้ฟังเวอร์ชั่นออร์เคสตร้าก็ดีใจแหละ ตอนแรกนึกว่าวันนี้เราต้องประทับใจ One Winged Angel ที่สุดอีกแหงๆ แต่เจอ Liberi Fatali เข้าไป เซฟิรอธยังต้องแพ้พ่าย สาเหตุคงเป็นเพราะเคยฟัง One Winged Angel มาแล้วรอบนึง ถึงจะคนละเวอร์ชั่นก็เถอะ หรือไม่ก็อาจเป็นเพราะมัวแต่มองหน้าเซฟิรอธในจอจนไม่ได้ตั้งใจฟังเพลง (ก็พี่เขาหล่ออ้ะะะะ ทำไงได้) แต่ชอบการที่เพลงนี้จบด้วยฉากที่เซฟิรอธเดินเข้าไปในกองเพลิง แล้วตามด้วยภาพโลโก้คอนเสิร์ตไฟลุกมอดไหม้ เท่ดี 55555555

เสียดายวันนี้ไม่มีเพลงแบทเทิลที่เราชอบเลย ถ้ามีต้องกรี๊ดมากชัวร์ แต่โดยรวมแล้วก็ชอบเซ็ตลิสท์นี้นะ ขนาดเพลงของภาคที่ไม่เคยเล่นยังสามารถฟังอย่างเพลิดเพลินได้ ชอบของภาคสิบสี่มากกกกกก จากที่ไม่เคยอยากเล่นมาก่อนยังรู้สึกอยากเล่นขึ้นมาเลย ฉากต่างๆ ที่เอามาฉายประกอบเพลงก็น่าสนใจ ทำให้อยากรู้เนื้อเรื่องไปด้วย เพลงโอเปร่าของภาคหกก็ฟังเพลินๆ ดี ชอบความเป็นเรื่องเป็นราว นักร้องก็อินกับบทบาทมาก ชอบคนร้องเป็นมาเรีย สีหน้าดื่มด่ำกับความรู้สึกของเพลงดีมาก ตอนจบเพลงลุงโนบุโอะลุกขึ้นยืนตบมืออยู่นานเลย (ลุงเป็นคนเดียวที่ลุก ไม่มีใครลุกตาม……)

พอจบเพลงสุดท้ายลุงโนบุโอะก็กลับขึ้นไปบนเวที ไปจับมือคุณอาร์นี่โค้งให้คนดูด้วยกัน มิตสึดะซังที่เป็นเกสท์ก็ออกมาด้วย นักร้องโอเปร่าก็มากันหมด พอโค้งกันเสร็จแล้วก็กลับไปหลังเวที สักพักลุงโนบุโอะก็วิ่งดุ๊กดิ๊กออกมาอีกรอบ คนข้างๆ เราถึงกับร้องว่า คาวาอี้ กันใหญ่ 55555555555 ทุกคนโค้งกันจนพอใจก็เป็นอันจบการแสดงคอนเสิร์ตในวันนี้ พอจบปุ๊บ คนข้างๆ สองคนก็หันมองหน้ากันแล้วพูดประโยคเดียวกันว่า なかった!!! (=ไม่มี!!!) ดูจากอาการตกใจแล้วอยากรู้เลยว่าเค้าคาดหวังว่าจะมีเพลงอะไร แต่จะถามก็ละลาบละล้วงไปหน่อย ไม่ต้องรู้ต่อไปแหละ 555555555

วันนี้ถึงลุงโนบุโอะจะบอกว่าสบายๆ ไม่ต้องซีเรียส แต่รู้สึกว่าคนดูจะเรียบร้อยกว่าตอน BRA BRA เยอะเลย งานนั้นชิลๆ ขำๆ คนดูเฮฮากว่าเยอะมาก แต่คอนวันนี้ดูจริงจังกว่าเยอะด้วยแหละ คนดูคงไม่กล้าเฮฮากันเท่าไหร่แม้ลุงจะอนุญาต

ดีใจที่ได้มาดูคอนเสิร์ตนี้ ถ้าเป็นไปได้ปีหน้าก็อยากดูอีก พอได้มาสัมผัสกับเพลงเหล่านี้แบบสดๆ แล้วรู้สึกว่าดีจังที่วัยเด็กของเรามีสิ่งที่เรียกว่าไฟนอลแฟนตาซีอยู่♥

 

ความฝันของแมงมุม

หลังจากห่างหายการอ่านนิยายเพื่อความสนุกมานานมากกกก อยู่ดีๆ ช่วงนี้ก็กลับมาอ่านนิยายรัวๆ เหมือนเก็บกด การพบว่าตัวเองยังสามารถอ่านนิยายอย่างเพลิดเพลินได้อยู่นี่มันรู้สึกดีจัง (TωT)

เรื่องล่าสุดที่เพิ่งอ่านจบไปคือเรื่อง 『蜘蛛の見る夢』 แปลตรงตัวคือ ‘ฝันที่แมงมุมเห็น’ เป็นนิยายรักชายหญิงแนวอีโรติกจากปลายปากกาของอ.มารุกิ บุงเกะ วาดภาพประกอบโดย Cielซัง แค่เห็นชื่อคนเขียนกับคนวาดก็ตาโตแล้ว มาเจอรีวิวในอเมซอนที่คนส่วนใหญ่ให้คะแนนห้าดาวกันอีกเลยกดซื้อมาแบบไม่คิดอะไรมาก ไม่ได้อ่านเรื่องย่อด้วยซ้ำ 55555555

เรื่องย่อหลังปก:

นาโอโกะลืมตาตื่นขึ้นมาในคฤหาสน์สไตล์ตะวันตกที่ไม่รู้จัก
โคคิ ชายหนุ่มผู้งดงามในชุดกิโมโนสตรีปรากฏตัวขึ้นที่นั่น
เขาคือทายาทผู้สืบทอดบริษัทยักษ์ใหญ่ และดูเหมือนจะเป็นเจ้านายของนาโอโกะ
มิหนำซ้ำยังบอกว่านาโอโกะนอนหลับไม่ได้สติมานานหนึ่งปีหลังจากเกิดอุบัติเหตุพลัดตกจากระเบียง

นาโอโกะทำงานรับใช้โคคิแม้จะสับสนกับความจริงที่ต่างไปจากความทรงจำ
พฤติกรรมร้ายกาจผิดธรรมดาของเขาและบรรยากาศแปลกประหลาดของคฤหาสน์ค่อยๆ กัดกินจิตใจของนาโอโกะ

ท่ามกลางวันคืนที่ร่างกายโดนครอบงำด้วยความรักอันวิปริตของเขา นาโอโกะก็นึกถึงความจริงเมื่อหนึ่งปีก่อนขึ้นมาได้ในที่สุด

 

โห ตอนพลิกอ่านเรื่องย่อหลังปกรู้สึกว่า หืม พระเอกครอสเดรส!? (ประเด็นใช่ตรงนั้นมั้ย…) สิ่งที่คาดหวังจากเรื่องย่อคือ โอววว เรื่องนี้มันต้องดาร์คถึงพริกถึงขิงแน่ๆ เลย ยิ่งนิยายหัว Sonya Bunko มีจุดขายคือ “ความรักที่บิดเบี้ยว” ซะด้วยสิ

เล่าแบบไม่สปอยล์ก่อน ในช่วงบทนำจะเล่าถึงชีวิตธรรมดาทั่วไปของนางเอก นางเอกเป็นนักศึกษามหาลัยปีสี่หน้าตาจืดๆ กำลังอยู่ระหว่างหางานอย่างเอาเป็นเอาตาย ใช้ชีวิตน่าเบื่อหน่าย มีแฟนหนุ่มที่นางเอกก็ไม่ได้รักเท่าไหร่ แค่คบด้วยเพราะโดนสารภาพรัก แต่แล้ววันหนึ่ง ขณะที่นางเอกเดินอยู่ริมถนน อยู่ดีๆ ก็มีมอเตอร์ไซค์พุ่งเข้ามาชน ตู้มมมมมมม แล้วก็นั่นแหละ ตื่นมาอีกทีก็เป็นเหมือนในเรื่องย่อ คือนางเอกหลับไปหนึ่งปี แต่ดันตื่นมาในสถานที่ที่ไม่รู้จัก เจอพระเอกที่เป็นหนุ่มหน้าสวยแต่งกิโมโนโผล่มาเคลมว่าตัวเองเป็นเจ้านาย แล้วก็บอกอะไรต่อมิอะไรที่ไม่ตรงกับความทรงจำของนางเอกเลยสักนิด

หลังจากนั้นจะเป็นเรื่องราวการสู้ชีวิตของนางเอกในคฤหาสน์ตระกูลโฮไรที่เป็นบ้านพระเอก ดูเผินๆ บ้านนี้ก็เหมือนจะปกติดี แค่ตั้งอยู่ห่างไกลจากเมืองและพระเอกแต่งครอสเดส (…) แต่พออยู่ไปเรื่อยๆ นางเอกจะเริ่มเจออะไรประหลาดๆ ในบ้านนี้เต็มไปหมด อ่านไปสักพักก็รู้สึกว่า เออ มืดมนใช้ได้

ช่วงแรกเรื่องจะดำเนินไปเหมือนนิยายลึกลับ วางปริศนาเยอะแยะแล้วค่อยมาทยอยเฉลยตอนท้ายๆ อ่านไปอ่านมาจะเจอทั้งคำสาป ฆาตกรรม ชู้สาว และอีกมากมาย เรื่องราวค่อนข้างซับซ้อนเมื่อเทียบกับนิยายแนวเดียวกันเรื่องอื่นๆ เป็นนิยายรักที่ช่วงแรกๆ ลืมไปเลยว่านี่คือนิยายรัก เพราะบรรยากาศมันออกแนว mystery มากกว่าอีก แถมครึ่งเล่มแรกไม่มีฉากเรทเลยด้วย แปลกใจนิดนึงเพราะนิยายปก Cielซังมักจะมีฉากเรทอุดมสมบูรณ์ตลอด แต่พอเข้าครึ่งหลังก็เจอฉากเรทกระหน่ำไม่ยั้ง ช่วงครึ่งหลังเลยอ่านเร็วมากเพราะเป็นคนอ่านฉากเรทแบบผ่านๆ 55555555

ตอนที่เรื่องค่อยๆ เฉลยปริศนาเราไม่รู้สึกตกตะลึงกับเฉลยเท่าไหร่ ไม่ค่อยอินกับความรู้สึกของตัวละครด้วย แต่สิ่งที่ชอบในเรื่องนี้คือการวางบรรยากาศ ถึงจะเป็นนิยายที่มีฉากเป็นยุคปัจจุบันก็ยังอุตส่าห์เขียนให้บรรยากาศมันออกมาลึกลับมีเสน่ห์ได้ นอกจากนั้นยังชอบการที่เรื่องมันหม่นลงเรื่อยๆ จนบางช่วงอ่านแล้วอึดอัด ชอบการใช้แมงมุมกับผีเสื้อเป็นสัญลักษณ์ และถึงจะบอกว่าปริศนาไม่ได้ว้าวอะไรมากมาย แต่ปริศนามันก็เยอะจนอ่านแล้ววางไม่ลง เป็นนิยายที่อ่านแล้วอยากอ่านรวดเดียวให้จบไม่งั้นจะมีเรื่องติดค้างในใจเยอะมาก สงสัยไปหมดว่าสรุปอะไรคือความจริงกันแน่? นางเอกตกลงมาจากระเบียงเพราะอะไร? ทำไมพระเอกชอบใส่กิโมโนผู้หญิง? ฯลฯ ซึ่งสุดท้ายเรื่องก็เฉลยทุกสิ่งที่ค้างคาใจจนหมด ถือว่าเคลียร์ตัวเองได้ดี

 

**หลังจากนี้ไปจะมีสปอยล์ละ

 

พล็อตหลักของเรื่องคือนางเอกคอยรับใช้พระเอก โดนจิกหัวใช้งานสารพัด สุดท้ายค่อยลงเอยกัน เข้าใจกัน แต่งงานกัน จบ แต่ภายใต้พล็อตหลักนี้มันมีซับพล็อตเยอะแยะวุ่นวายมากกกกก ซึ่งเราค่อนข้างชอบซับพล็อตนะ

ความที่ฉากส่วนใหญ่ดำเนินอยู่ในคฤหาสน์ของพระเอก ซับพล็อตเหล่านี้ก็จะเป็นเรื่องราวของตระกูลพระเอกนี่แหละ มีทั้งเรื่องราวของแม่พระเอกกับคนรับใช้คนสนิท เรื่องของน้องชายพระเอก เรื่องของรุ่นปู่ย่าตายายของพระเอกกับนางเอก เรื่องราวคำสาปของตระกูลพระเอก โอ๊ย เยอะ!

เรื่องราวโดยสรุปแล้วคือตระกูลโฮไรของพระเอกเนี่ย ว่ากันว่าเป็นตระกูลต้องสาป เพราะบรรพบุรุษเป็นคนนอกตระกูลที่เข้ามาแย่งทรัพย์สมบัติแล้วตั้งตัวเป็นตระกูลโฮไรซะเอง คนตระกูลโฮไรดั้งเดิมเลยสาปไว้ขอให้มีอันเป็นไป ไปๆ มาๆ คนในตระกูลโฮไรเลยไม่ค่อยจะปกติกันสักเท่าไหร่ พ่อพระเอกที่ตายไปแล้วเป็นพวกซาดิสท์ ชอบเล่น sm กับแม่พระเอก เล่นชู้กับสาวใช้ในบ้าน ส่งผลให้แม่พระเอกเป็นโรคทางจิต วันดีคืนดีก็ชอบเอาแส้ฟาดคนรับใช้ตอนดึกๆ ส่วนน้องชายพระเอกก็ติดนิสัยชอบเข้าหาคนรับใช้ในบ้านเหมือนพ่อแถมยังเล่นยาอีกต่างหาก ซับพล็อตเหล่านี้แหละทำให้เรื่องสนุกยิ่งกว่าการติดตามความสัมพันธ์ของพระเอกกับนางเอกซะอีก

โคคิที่เป็นพระเอกก็ไม่ค่อยจะปกติเท่าไหร่ ไม่ได้หมายถึงเรื่องครอสเดรสหรอกนะ… สาเหตุที่พระเอกแต่งชุดกิโมโนผู้หญิงอยู่บ้านเป็นเพราะแม่พระเอกเกลียดผู้ชายก็เลยจับพระเอกที่หน้าหวานแต่งหญิงตั้งแต่เด็กๆ ถ้าพระเอกไม่แต่งชุดผู้หญิง แม่พระเอกจะอาการคลุ้มคลั่งกำเริบขึ้นมา ไม่ใช่ว่าพระเอกมีรสนิยมชอบแต่งหญิงด้วยตัวเองแต่อย่างใด (ว้า….)

คำว่าไม่ปกติในที่นี้คือในแง่มุมของความรัก พระเอกเป็นคนที่ทั้งรักทั้งหลงนางเอกรุนแรงมากจนน่ากลัว ทำตัวเป็นเจ้าชีวิตจนน่าอึดอัดแทนนางเอก ทั้งสั่งให้ไว้ผมยาวเพราะตัวเองชอบ สั่งห้ามแต่งหน้าเพราะกลัวนางเอกสวยเกินไปแล้วจะดึงดูดผู้ชายคนอื่น ผู้ชายคนไหนมาชอบนางเอกก็จะขัดขวางทุกวิถีทาง ที่จิกหัวใช้นางเอกสารพัดก็เป็นเพราะรักนั่นแหละ (นิสัยเด็กชะมัด รักเขาเลยแกล้งเขาเนี่ย เป็นเด็กประถมรึไง!) เป็นพระเอกที่ถึงจะบรรยายว่าหล่อเหลางดงามเหนือมนุษย์แค่ไหนก็ทำใจชอบไม่ลง

อาจารย์มารุกิเขียนในทอล์กท้ายเล่มว่าตั้งใจจะเขียนให้พระเอกจิตใจบิดเบี้ยว แต่บก.ผู้ดูแลชมว่าพระเอกน่ารักมาก อาจารย์แกเลยไม่แน่ใจว่าสรุปเขียนออกมาได้บิดเบี้ยวจริงๆ รึเปล่านะ …อยากบอกว่าไม่เป็นไรหรอกค่ะ แค่นี้ก็บิดเบี้ยวใช้ได้ละ 5555555

ส่วนนางเอก เอาจริงๆ ถึงเรื่องจะเล่าจากมุมนางเอก แต่อ่านไปอ่านมา นางเอกนี่แหละลึกลับกว่าใครเพื่อน ความทรงจำของนางเอกเชื่อถือไม่ได้เลย สุดท้ายเรื่องเฉลยว่าความทรงจำในตอนแรกสุดเป็นแค่ความฝันที่นางเอกสร้างขึ้นมาหลอกตัวเองเพื่อให้ลืมเรื่องเมื่อหนึ่งปีก่อนไป เพราะสาเหตุที่นางเอกตกจากระเบียงเมื่อหนึ่งปีก่อนนั่นก็คือ คำสั่งของพระเอกนั่นเอง!

นางเอกเป็นคนรับใช้ของพระเอกก็จริง แต่ไม่ใช่แค่คนรับใช้ธรรมดา เพราะเป็นเพื่อนสนิทกันมาแต่อ้อนแต่ออก ตัวติดกันตลอดเวลาตั้งแต่เด็กๆ ยันเรียนมหาลัย แต่พออยู่ด้วยกันนานวันเข้า นางเอกกลับทำหน้าเมินเฉยใส่พระเอกมากขึ้นเรื่อยๆ ฝ่ายพระเอกก็นึกว่าที่นางเอกเย็นชาขึ้นเรื่อยๆ เป็นเพราะนางเอกเกลียดตัวเอง นับวันเลยยิ่งออกคำสั่งกลั่นแกล้งนางเอกหนักขึ้น สุดท้ายพระเอกทนไม่ไหว โมโหว่าทำไมสั่งอะไรก็ยอมทำด้วยสีหน้าเรียบเฉยไปหมดทุกอย่าง งั้นลองกระโดดระเบียงนั่นดูสิ นางเอกก็โอเค รับทราบค่ะ ฟิ้ววววว โครมมมม สลบไปปีนึง ปล่อยให้พระเอกเป็นบ้าอยู่กับความรู้สึกผิดมาตลอดหนึ่งปี

ตอนที่เฉลยว่า นางเอกยอมกระโดดเพราะพระเอกสั่ง รู้สึกว่า เอ๊ะ นี่เป็นจุดที่ควรจะตกใจรึเปล่านะ? แต่พอเฉลยจริงๆ ก็ไม่ได้ตกใจอะไร ก่อนหน้านั้นเดาว่านางเอกอาจจะฆ่าตัวตายเองรึเปล่า แต่พอในเรื่องมีตัวละครที่เดาว่านางเอกน่าจะฆ่าตัวตาย เราก็เริ่มรู้สึกว่า งั้นคงไม่ใช่ละ เรื่องมันคงไม่ง่ายขนาดนั้น ซึ่งสุดท้ายก็ไม่ใช่จริงๆ พอเฉลยเลยรู้สึกว่า อ้อ อย่างนี้นี่เอง

ชอบช่วงเฉลยความจริงตรงที่มันทำให้เข้าใจความสัมพันธ์ของพระเอกกับนางเอกช่วงก่อนที่นางเอกจะเสียความทรงจำชัดขึ้น พอเข้าใจแล้วก็เริ่มจะทำความเข้าใจพระเอกได้มากขึ้นด้วย ถึงจะกรี๊ดไม่ลงแต่ก็รู้สึกว่าเป็นตัวละครที่เขียนมาได้น่าสนใจนะ ไม่ใช่พระเอกที่หล่อรวยพูดจาหวานๆ ไปวันๆ อย่างเดียว (แต่นานๆ ทีก็จะอยากอ่านนิยายที่พระเอกหล่อรวยอย่างเดียวเหมือนกัน 55555555)

ความจริงอีกข้อหนึ่งที่เรื่องเฉลยตอนท้ายสุดคือ แท้ที่จริงแล้วนางเอกนี่แหละคือทายาทของตระกูลโฮไรดั้งเดิมที่โดนแย่งชิงชื่อตระกูลไป ตอนที่นางเอกเริ่มโตพอสมควร พ่อนางเอกซึ่งปัจจุบันตายไปแล้วเคยสั่งเอาไว้ว่า นางเอกจะต้องฆ่าคนตระกูลโฮไรให้หมดเพื่อเป็นการล้างแค้น ซึ่งสุดท้ายนางเอกที่ได้ความทรงจำเดิมกลับคืนมาแล้วก็เลือกที่จะไม่ฆ่าพระเอก แต่มีชีวิตไปด้วยกันในฐานะสามีภรรยาแทน เป็นวิธีการนำตระกูลโฮไรกลับคืนมาในแบบของตัวเอง พอเฉลยจุดนี้แล้วรู้สึกว่าถ้าทิ้งท้ายแบบนางเอกคิดในใจว่า สักวันจะฆ่าพระเอกทิ้ง จะเป็นตอนจบที่เราประทับใจมากเลยนะเนี่ย แต่แบบนั้นคงไม่ใช่นิยายรักแล้วสินะ…

จริงๆ แอบเดาไว้ว่าหรือพระเอกกับนางเอกจะเป็นพี่น้องกัน นางเอกอาจจะเป็นลูกชู้ของพ่อพระเอกอะไรแบบนั้น ซึ่งสุดท้ายก็ไม่ใช่ ถ้าเป็นแบบนั้นสงสัยเดี๋ยวจะหม่นเกินไป

โดยรวมแล้วเป็นนิยายที่อ่านสนุกเกินคาด ถึงจะซื้อมาเพราะคะแนนรีวิวดีมากแต่แรกก็เถอะ 55555555 งานอ.มารุกิไว้ใจได้จริงๆ อ่านไปก็คิดว่าถ้าเอามาทำเกมต้องสนุกมากแน่ๆ ภาพประกอบฝีมือ Cielซังก็สวยงามตามมาตรฐานเจ้าตัว แต่พระเอกหล่อไปหน่อย ไม่ค่อยตรงกับบทบรรยายที่ชอบย้ำว่าหน้าสวยเท่าไหร่

อ่านเรื่องนี้แล้วคิดถึงเกม 蝶の毒 華の鎖 ที่อ.มารุกิเขียนบทขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก บรรยากาศมีอะไรบางอย่างชวนให้นึกถึง คิดถึงมาจิมะคุงจังเลย

Unbox: うたの☆プリンスさまっ♪ Amazing Aria & Sweet Serenade LOVE

ได้แผ่นอุตะปุริ Amazing Aria & Sweet Serenade LOVE มาตั้งแต่เดือนที่แล้ว ภาคนี้เป็นการเอาของเก่ามาพอร์ตลงวีต้าเช่นเดิม คราวนี้เราสั่ง  Premium Princess Box เหมือนเดิม แพคเกจก็ยังคงยิ่งใหญ่อลังการน่าประทับใจเช่นเดียวกับ Repeat Love

รอบนี้ต่างจากคราวก่อนตรงที่เราเปลี่ยนมาสั่งกับอนิเมทออนไลน์ช็อป เซ็ตที่เราสั่งเป็นเซ็ตลิมิเต็ดของอนิเมท ตอนซื้อรีพีทเลิฟกับบร็อคโคลี่สโตร์ก็ว่าแพงแล้ว แต่เซ็ตนี้แพงกว่าเซ็ตก่อนอีกเกือบพันเยน รวมค่าเกมและค่าส่งแล้วกลายเป็นเกมที่แพงที่สุดเท่าที่เคยซื้อมาไปละ ไม่รู้ภาคเดบิวท์พอร์ตลงวีต้าแล้วจะเพิ่มราคามาทำลายสถิติอีกรึเปล่า ราคาโหดร้ายขึ้นเรื่อยๆ T_T

เอากล่องมาเทียบกับรีพีทเลิฟแล้วขนาดเท่ากันเป๊ะ

ชอบปก AASSL มากกว่านิดนึงเพราะสีละมุนกว่า (≧ω≦)

ลองเอาซีดีกับบลูเรย์มาเทียบไซส์

เทียบแล้วกล่องบลูเรย์ดูเล็กไปเลย (- v -;)

ก่อนแกะกล่องใหญ่ มาดูของในเซ็ตอนิเมทกันก่อน เพราะมันคือสิ่งที่เราปลาบปลื้มที่สุดในรอบนี้ (≧д≦) เราสั่งกับอนิเมทเพราะของแถมเป็นโทคิยะกับโอโตยะ ดีมากที่ในที่สุดอุตะปุริก็คิดได้ว่าควรกลับมาขายคู่นี้ซะที! (แต่จริงๆ ขายโทคิยะคู่ใครเราก็ซื้อหมด เป็นทาส)

ของในเซ็ตอนิเมทประกอบด้วยผ้าขนาด B2 โบรไมด์ เข็มกลัด ซีดีสองแผ่น แผ่นนึงเป็นโทคิยะกับโอโตยะ อีกแผ่นเป็นสตาริชแบ่งทีมทดสอบความกล้า

แกะสิ่งเหล่านี้ออกมาดูทีละชิ้นแล้วมีความสุขเหลือเกินนนนน ฮรืออออ โทคิโอโตะะะะะะะะ

ลองเอาผ้ามาพาดกับเก้าอี้ อาาาา ดี! ดีจังเลยยยยย (/////ー/////)

ส่วนโคสเตอร์ที่เป็นตัวจิบิแถมให้เฉพาะคนที่จองแรกๆ เผอิญเราเห็นของแถมเป็นโทคิโอโตะก็หลับหูหลับตากดๆ ไป ไม่ได้รีบจองเพราะเห็นแค่โคสเตอร์แต่อย่างใด ลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ามันมีอันนี้แถมให้ด้วย 555555555

ทางด้านของในกล่องเกม เมื่อเปิดกล่องออกมาเราก็จะพบกับ…

แฟ้มที่ใช้รูปเดียวกับหน้าปกทุกประการ…….

และเมื่อหยิบแฟ้มออกมาก็จะพบกับ

กล่องเกมแบบลิมิเต็ดที่ใช้ปกเดิมอีกเช่นกัน จัดว่ายังคงคีพคอนเซปท์วาดทีเดียวใช้ให้คุ้มเช่นเคย

แฟ้มที่ว่านี้เป็นแฟ้มสำหรับใส่เข็มกลัด ซึ่งก็แน่นอนว่า

รูปเดิม…….

แต่ลายเส้นคุราฮานะเซนเซนี่เอามาทำเข็มกลัดแล้วเวิร์คมาก สวยมาก ฮืออออ ปลาบปลื้ม ไม่กล้าแกะออกมาติดกระเป๋าเลย มันเลอค่าเกินไป (;__;)

ซูมอิจิโนะเสะซังพอเป็นพิธี

ยังอีก ยังไม่หมด พอยกชั้นที่มีกล่องเกมออกมาจะเจอซีดีอีกสองแผ่น

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ!!! ปกซีดีใช้อาร์ทใหม่!!! ชอบปกมากกกกกก น่ารักกกกกก (≧д≦) ชอบที่ชุดดูจะดัดแปลงมาจากชุดนักเรียนโรงเรียนซาโอโตเมะด้วย

ในกล่องมีหน้าปกเอคลาสกับเอสคลาสมาให้สำหรับเปลี่ยนตามอัธยาศัย

↑ โชจังหล่อมากกกกกก โอยยยยยยยยยยยย

Rainbow Stars CD แผ่นนี้เป็นซีดีเพลง มีเพลงอยู่สามเพลงได้แก่ 一緒にHang in there♪ ที่ร้องกันเจ็ดคน, ADVENT ACE ของเอคลาส และ Superb Spirits ของเอสคลาส ตอนรู้ว่าเอคลาสกับเอสคลาสจะมีเพลงใหม่ดีใจมากกกกกกกกก ไม่คิดว่าจนป่านนี้แล้วจะมีเพลงแยกคลาสออกมาให้ฟังอีก ไปๆ มาๆ กลายเป็นว่าตั้งตารอซีดีแผ่นนี้มากกว่าแผ่นเกมอีก 55555555

ส่วนซีดีอีกแผ่นคือ Cheer up Disc เป็นซีดีที่หนุ่มๆ จะพูดให้กำลังใจเราในยามเหนื่อยล้า มีทั้งหมด 10 แทรค คือมีครบทุกคนที่จีบได้ในเกมภาคนี้

ชั้นล่างสุดของ Premium Princess Box คืออัลบั้มใส่โบรไมด์กับโปสเตอร์ผ้าขนาด B2 แน่นอนว่ารูปเดิมอีกแล้ว

บนโบรไมด์มีข้อความเขียนด้วยลายมือของแต่ละคนอยู่ด้วย

ส่วนกล่องลิมิเต็ดแบบทั่วไปประกอบด้วยแผ่นเกม บุ๊กเล็ท และซีดีแผ่นนึง

Amazing Sweet LOVE Disc แผ่นนี้จะมีเพลง 情熱のデジャヴキス ของเซซิล กับเพลงของหนุ่มๆ แต่ละคนที่อะเรนจ์เป็นเปียโนแบบที่ใช้ในเกม ส่วนบุ๊คเล็ทเอาของเก่าที่เคยแถมกับเวอร์ชั่นลิมิเต็ดของ Amazing Aria และ Sweet Serenade เวอร์ชั่น PSP มารวมเป็นเล่มเดียว อันนี้ใช้มุกเดียวกับรีพีทเลิฟเลย

โดยส่วนตัวชอบของแถมอนิเมทรอบนี้มากกกกกกก ถือว่าคุ้มค่าคุ้มราคา ไม่เคยแกะกล่องเกมออกมาแล้วความสุขล้นปรี่ขนาดนี้มาก่อน (〃ω〃) ส่วนของในบ็อกซ์ ถึงแม้มันจะลายเดียวกันไปหมด แต่เราชอบลายเส้นนี้ ยอม ต่อให้รอบหน้าเล่นมุกนี้อีกก็ซื้ออยู่ดี ขายมาเล้ย!

นอกจากของแถมต่างๆ นานาในบ็อกซ์แล้ว รอบนี้เราประทับใจของแถมในเกมมาก คือถึงจะเป็นเกมที่พอร์ตภาคเก่ามาลงเครื่องใหม่ แต่ในเกมมีเนื้อเรื่องใหม่แถมมาให้ด้วย พวกสตอรี่ใหม่กับซีจีใหม่ยังไม่เท่าไหร่ แต่สตอรี่พิเศษที่แถมให้สำหรับคนที่มีเซฟภาครีพีทเลิฟอยู่นี่สิ พีค!

สตอรี่พิเศษนี้มีชื่อว่า「まじかるイチコ☆リターンズ」 หรือเมจิคัลอิจิโกะรีเทิร์นส์ เป็นการต่อยอดมาจากซีดีแถมของภาครีพีทอีกทีนึง คือภาครีพีทของเก่าเนี่ย ในเซ็ตอนิเมทเคยแถมดราม่าซีดีที่มีชื่อว่าเมจิคัลอิจิโกะมาก่อน ดราม่าซีดีนี้เป็นเรื่องราวของสาวน้อยมัธยมปลายนามอิจิโกะที่ต้องแปลงร่างสู้กับเหล่าร้าย และคราวนี้อิจิโกะก็กลับมาอีกครั้งในรูปแบบของสตอรี่ในเกม ไม่ต้องฟังแค่เสียงอีกต่อไป คราวนี้มาทั้งภาพและเสียงจ้าาา

วีต้าเรามีเซฟเกมรีพีทเลิฟอยู่ พอใส่แผ่นภาคนี้เข้าไปมันก็ขึ้นสตอรี่นี้มาให้เลือกกดเล่นได้เลย แต่ปัจจุบันยังไม่กล้าเล่น แค่ไปดูคลิปตัวอย่างมาก็ขำปางตายแล้ว ขอเวลาทำใจก่อน 5555555 อยากเก็บความพีคเอาไว้ท้ายสุดด้วย ไว้เคลียร์รูททุกคนครบแล้วค่อยเจอกันนะยัยอิจิโกะ!

ตอนนี้ภาคเดบิวท์ยังไม่มีประกาศทำลงวีต้า แต่ทำมาขนาดนี้แล้วคิดว่าเดี๋ยวก็คงมีมั้ง รอลุ้นหน้าปกฝีมือคุราฮานะเซนเซ เราชอบชุดบนปกภาคเดบิวท์มาก (≧ω≦) รอลุ้นของแถมร้านด้วย ลุ้นสตอรี่แถมด้วย ลุ้นราคาด้วย แค่พอร์ทของเก่ามาลงเครื่องใหม่ ทำไมมีอะไรให้ลุ้นเยอะแยะนักเนี่ย!

แต่ก่อนจะออกภาคเดบิวท์ ช่วยออกภาค Dolce Vita ที่ประกาศตั้งแต่ปีก่อนมาซะทีเถอะะะะ

KING OF PRISM SUPER LIVE MUSIC READY SPARKING!

ไปดูไลฟ์คิงปุริมาตั้งแต่วันที่ 21 เดือนที่แล้วนู่นนนนน อยากเขียนถึงแบบละเอียดๆ เลยไม่ได้เขียนซะทีเพราะมัวแต่ปั่นงานและปั่นเกม พอเว้นช่วงมาสักพักดันพบว่านึกรายละเอียดไม่ค่อยออกแล้ว เอาเป็นว่าจะพยายามนึกเท่าที่นึกได้ ไม่รู้ไลฟ์นี้จะออกแผ่นรึเปล่าด้วย อยากเก็บช่วงเวลาดีๆ ในวันนั้นเอาไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ (TωT)

ไลฟ์นี้มีชื่อว่า「KING OF PRISM SUPER LIVE MUSIC READY SPARKING!」เป็นไลฟ์ของคิงปุริที่ไม่มีโอเวอร์เดอะเรนโบว์ แต่ตัวชูโรงจะเป็นแก๊งเด็กๆ เอเดลโรสทั้งเจ็ดคน แจมด้วยอเล็กซานเดอร์ …แต่ทำไมในรูปโปรโมทถึงมีรุยคุงอยู่ด้วยก็ไม่รู้ ทั้งๆ ที่ไลฟ์นี้อาโอยคุงไม่มา เราหลงนึกว่าอาโอยคุงมาด้วยอยู่นานมากจนกระทั่งไม่กี่วันก่อนถึงไลฟ์มาเช็กชื่อดูอีกทีแล้วพบว่า อ้าว ไม่มีอาโอยคุง ตึงงงงงง OTL

ไลฟ์นี้เราได้ตั๋วมาจากการใช้ซีเรียลโค้ดที่แถมหน้าโรงหนังมาสมัครตั๋วแบบสุ่ม อาทิตย์นั้นดูไปห้ารอบ มีรอบนึงเพื่อนไปดูด้วย เลยได้ซีเรียลมาทั้งหมดหกใบ สมัครไปแบบไม่ค่อยหวังอะไรเท่าไหร่เพราะช่วงก่อนหน้านั้นไม่ค่อยมีดวงเลย

ไลฟ์นี้มีสองรอบคือรอบกลางวันกับรอบเย็น เราแบ่งสมัครกระจายทั้งสองรอบ ปรากฏว่าพอประกาศผลได้รอบกลางวันมารอบนึง ส่วนอันที่สมัครรอบเย็นวืดหมด แต่ไม่เป็นไรเพราะแค่ได้มารอบนึงก็เป็นบุญมากแล้ว ฮืออออออ ขอบคุณค่ะะะะะะะะะ

ไลฟ์คราวนี้จัดที่ Makuhari Messe ที่เราเพิ่งไปสตามิวเฟสมาเมื่อสองสัปดาห์ก่อนไลฟ์นี้ แต่ต่างกันตรงที่สตามิวเฟสจัดในฮอลล์ธรรมดา ส่วนไลฟ์ของคิงปุรินี่จัดในอีเวนท์ฮอลล์เลย อีเวนท์ฮอลล์จะมีที่นั่งเป็นสแตนด์อย่างจริงจัง ซึ่งที่นั่งที่เราได้มาก็คือที่นั่งสแตนด์นี่แหละ

แต่ก่อนจะไปพูดถึงตัวไลฟ์ ขอพูดถึงการขายของหน้าไลฟ์สักนิดนึง แม้เราจะไม่ได้ซื้อก็ตาม (อ้าว)

ตอนแรกตั้งใจว่าจะตื่นเช้าๆ ไปต่อแถวรอซื้อเพนไลท์ แต่เนื่องจากวันก่อนหน้านั้นไปตะลุยดิสนีย์แลนด์มาทั้งวันจนหมดแรง วันต่อมาจึงตื่นเช้าไม่ไหว กะว่าถ้าไปหน้างานแล้วคนซื้อไม่เยอะค่อยซื้อแพมเฟลตกับของที่เหลือๆ ละกัน ส่วนเพนไลท์ไปช้านี่ไม่น่าซื้อทันอยู่แล้ว ตัดใจได้เลย

ระหว่างเดินทางไปมาคุฮาริก็เช็กสถานการณ์ซื้อขายของทางทวิตเตอร์ ตอนนั้นเองจึงได้ค้นพบว่าไลฟ์นี้ไม่ได้ใช้ระบบต่อคิวซื้อของเหมือนอีเวนท์อื่นๆ!

ระบบที่ใช้คราวนี้เรียกกันว่า “ระบบจูโออิน” มาจากนามสกุลของจูโออิน คาเครุ ซึ่งตัวตั้งตัวตีเรียกแบบนี้ก็คือออฟฟิเชียลนั่นแหละ

จริงๆ แล้วระบบมันก็ไม่มีอะไรมากหรอก แค่เป็นระบบแจกบัตรคิว ใครไปถึงก็ไปรับบัตรคิว แต่ตัวเลขในบัตรคิวจะสุ่มโดยไม่รันตามลำดับการรับบัตร พอได้บัตรคิวมาก็แยกย้ายกันไปรอที่ไหนก็ได้ ถ้าอยากรู้ว่าถึงคิวตัวเองรึยังก็ใช้มือถืออ่าน QR โค้ดบนบัตรคิว อ่านโค้ดแล้วจะขึ้นหน้าจอบอกว่าตอนนี้ถึงคิวไหนแล้ว และต้องรออีกกี่นาทีกว่าจะถึงคิวของตัวเอง โอ้โห สะดวกมากกกกกก ไม่ต้องต่อคิวกันขาแข็งท่ามกลางสายฝนที่ซัดกระหน่ำ ก็สบายกันไป

เท่าที่อ่านทวีตของคนที่ไปซื้อของ ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันเลยว่าทีมงานรันคิวเร็วมากกกกกกก เผลอแป๊บๆ ผ่านไปเป็นร้อยคิวอย่างรวดเร็ว มีแต่คนชื่นชมความดีงามของระบบนี้ เพิ่งเคยเห็นบุปปังที่คนชื่นชมเยอะขนาดนี้นี่แหละ

อย่างไรก็ตาม ในฐานะคนที่ไม่ได้ไปซื้อ เราว่าระบบนี้มีข้อเสียเหมือนกันนะ ข้อสำคัญเลยคือต่อให้อยากซื้อของมากแค่ไหนก็ต้องอาศัยดวงอยู่ดี การไปเร็วไม่ได้แปลว่าจะได้ซื้อก่อน ต้องลุ้นเอาว่าของจะหมดก่อนถึงคิวเรารึเปล่า เผลอๆ ถ้าดูไลฟ์รอบกลางวันก็ต้องลุ้นอีกว่าจะถึงคิวเราก่อนไลฟ์เริ่มรึเปล่าอีกต่างหาก ถ้าจะใช้ระบบนี้ควรจะสต๊อกของไว้เยอะๆ เห็นคนบ่นกันเยอะมากว่าเพนไลท์หมดเร็วเพราะไม่จำกัดจำนวนการซื้อ แล้วนี่ดันเป็นคิงปุริด้วยไง คิงปุริที่ทุกคนบ้าหอบเพนไลท์เข้าโรงหนังกันเต็มไม้เต็มมือไง… แต่โดยรวมแล้วเป็นระบบบุปปังที่คนชื่นชมเยอะมากเพราะยังไงก็มีข้อดีเยอะกว่าข้อเสียแหละ ขนาดเราไม่ได้ไปร่วมด้วยช่วยใช้ระบบนี้ยังประทับใจเลย (แต่ถ้าตื่นเช้าแล้วซื้อเพนไลท์ไม่ทันคงเซ็งมาก……)

ตัดภาพมาที่เรา ไลฟ์เริ่มบ่ายสอง บ่ายโมงแล้วยังอยู่บนรถไฟอยู่เลยจ้าาา 55555555 ปกติเป็นพวกชอบไปถึงก่อนเวลาเปิดให้เข้าเป็นชั่วโมง รอบนี้นอกจากตื่นสายแล้วยังมัวแต่อ้อยอิ่งเขียนจดหมายให้ทาสุคุ รู้ตัวอีกทีก็เที่ยงแล้ว ตื่นตระหนกเลยทีนี้ แต่สุดท้ายก็ไปถึงหน้าอีเวนท์ฮอลล์ตอนบ่ายนิดๆ ไปถึงก็ไปต่อคิวรอเข้าไลฟ์เลย ไม่ได้ไปชะโงกดูตรงที่ขายของด้วยซ้ำเพราะเพนไลท์หมดแล้ว ส่วนแพมเฟลตเอาไว้ตอนเย็นค่อยไปซื้อหน้าโรงหนังที่ไปดูไลฟ์วิวยังไม่สาย

จะว่าไปแล้วไลฟ์นี้เป็นอีเวนท์แรกเลยที่เราได้ดูทั้งสองรอบ ถึงจะพลาดตั๋วรอบเย็นแต่ก็ไปกดซื้อตั๋วไลฟ์วิวมาได้แบบงงๆ แล้วเพิ่งกดก่อนถึงวันจริงไม่กี่วันด้วยนะ ตอนแรกอยากกดของโรงหนังแถวมาคุฮาริแต่มันหมดเกลี้ยงแล้ว โรงใกล้ๆ โรงอื่นก็ไม่เหลือ พอเจอโรงชินากาวะยังเหลืออยู่นิดหน่อยเลยหน้ามืดกดๆ มา ตอนดูรอบกลางวันจบเลยต้องตาลีตาเหลือกพุ่งไปชินากาวะต่อทันที

ด้วยเหตุนี้ รีพอร์ตคราวนี้จึงจะเขียนถึงทั้งสองรอบปนๆ กันไปเพราะความทรงจำเลือนรางจนจำไม่ค่อยได้ว่ารอบไหนเป็นรอบไหน 555555555

กลับมาที่รอบกลางวันก่อน ตอนต่อคิวรอเข้าไลฟ์มองไปรอบๆ เห็นคนถืออิตะแบ็กเยอะแยะมากมายตามปกติของอีเวนท์ แต่แปลกใจที่มีคนถือกระเป๋าโอเวอร์เดอะเรนโบว์กันด้วย ตอนแรกก็อยากพกฮิโระมาเหมือนกัน แต่เห็นเป็นไลฟ์เด็กๆ เลยพาน้องยูมาดีกว่า พอเห็นคนถือกระเป๋าฮิโระ โคจิ คาซึกิกันเยอะแยะแล้วเริ่มเสียดายที่ไม่ได้พาฮิโระมาด้วย (´・ω・`)

ต่อคิวไม่นานก็ได้เข้าไปด้านใน พื้นที่ด้านหน้าฮอลล์มีไม่มากเท่าไหร่ เข้าไปถึงก็เจอทางแยกซ้ายขวา ตรงกลางมีโต๊ะวางกล่องของขวัญอยู่ เราเลยพุ่งไปโยนของให้ทาสุคุก่อนเป็นอันดับแรก ตอนแรกว่าจะเตรียมมาให้ยูมะคุงด้วยแต่ไม่รู้จะให้อะไร สุดท้ายเลยให้ทาสุคุแค่คนเดียว ขอโทษนะยูมะคุง (T∇T)

ข้างๆ โต๊ะวางกล่องของขวัญมีดอกไม้แสดงความยินดีวางเรียงราย ตรงนี้เป็นดอกไม้จากผู้เกี่ยวข้อง ถัดไปอีกนิดถึงจะเป็นโซนดอกไม้จากแฟนๆ

โซนดอกไม้จากแฟนๆ มีดอกไม้ให้ไทกะกับคาเครุเยอะมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก เป็นสองคนที่ฮอตเสมอต้นเสมอปลายจริงๆ

เสียดายเดินไปไม่ถึงโซนดอกไม้น้องยู เพราะน้องอยู่ท้ายๆ โน่นเลย แต่เรามาเดินดูดอกไม้ตรงนี้ตอนงานเลิก ซึ่งต้องเดินสวนกับผู้คนจำนวนมากที่ออกมาจากฮอลล์ กว่าจะฝ่าไปถึงโซนดอกไม้ยูคุงสำเร็จคงไปดูไลฟ์วิวสายกันพอดี

หลังจากนั้นพอเข้าไปในฮอลล์ก็หาที่นั่งตัวเองเจออย่างง่ายดาย ที่นั่งเราอยู่บล็อก J บนสแตนด์ ตอนแรกเห็นว่าเป็นที่นั่งชั้นสองก็นึกว่าจะไกล แต่มันใกล้กว่าที่คิดเพราะฮอลล์เล็กนิดเดียวเอง เล็กกว่าที่คิดไว้เยอะมากกกกกก แล้วเวทีมันเป็นแบบมีเวทีใหญ่ กับเวทีเล็กที่มีทางเชื่อมกับเวทีใหญ่อีกที ที่นั่งเรามองเห็นเวทีเล็กชัดเจนแจ่มแจ๋วมากกกกก

เวทีหน้าตาประมาณนี้

ที่นั่งเราอยู่บนแสตนด์ด้านขวาในรูปนี้ เป็นมุมที่มองเห็นเวทีเล็กจากด้านข้าง ซึ่งที่นั่งดีและเห็นชัดกว่าที่คิดฝันไว้มาก กราบคิงปุริเยอะมาก

ที่สำคัญ ที่นั่งเราอยู่ใกล้ๆ ที่นั่งผู้เกี่ยวข้องด้วย!! นิสัยเราอย่างนึงเวลาไปอีเวนท์หรือคอนเสิร์ตใดๆ ก็ตามคือชอบมองหาที่นั่งผู้เกี่ยวข้อง แล้วไลฟ์นี้ที่นั่งเราอยู่บล็อกติดกับที่นั่งผู้เกี่ยวข้องเลย แต่ที่นั่งเราจะสูงเยื้องๆ ขึ้นมาหน่อย ระหว่างรองานเริ่มก็เลยเหลือบมองไปทางนั้นบ่อยครั้ง คราวนี้เลยได้เจอทั้งฮิชิดะซังที่เป็นผู้กำกับ ทั้งนิชิซังที่เป็นโปรดิวเซอร์เลย อ๊ากกกกกก คุ้ม!!!!

ขำตอนที่ฮิชิดะซังเดินมานั่ง ตอนแรกเรานึกว่าไม่มีใครสนใจที่นั่งตรงนั้น แต่พอฮิชิดะซังเดินมา คนข้างๆ เราตื่นเต้นแล้วพูดกับเพื่อนซ้ำๆ ว่า “ผู้กำกับๆๆ” คนข้างหน้าลุกขึ้นชะโงกมอง ส่วนคนตรงที่นั่งอารีน่าก็หันกล้องส่องทางไกลดูกันหลายคน ตลกมาก ขำในความเซเลบของผู้กำกับ 5555555555555

ระหว่างเหลือบมองเราเห็นคนเดินงงๆ หาที่นั่งตัวเองไม่เจอหลงไปอยู่ในที่นั่งผู้เกี่ยวข้องกันหลายคนเลย อยากแกล้งเดินงงๆ หลงเข้าไปมั่งจัง พลาดแล้วสินะ ว้า (´・_・`)

ทางด้านบรรยากาศของผู้ชมก่อนงานเริ่ม เราประทับใจมากกกกกกกกกกกกกก คือคิงปุริเนี่ยขึ้นชื่อเรื่อง 応援上映 อยู่แล้ว (อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่) ไม่ต้องกลัวเลยว่าคนดูจะหงิมๆ หรือเรียบร้อยจนเกินไป งานนี้คึกคักกันมากตั้งแต่ไลฟ์ยังไม่ทันเริ่มเลยจ้า

ตอนเราเข้าฮอลล์ไปช่วงแรกๆ จอที่เวทีจะฉายโฆษณาอนิเมะเรื่องอื่นไปเรื่อยๆ จนสักพักถึงจะเปิดโฆษณาคิงปุริ&คิงปุระขึ้นมา ตอนแรกคนดูยังนั่งกันตามปกติดี จนกระทั่งโฆษณาคิงปุริขึ้นมาเท่านั้นแหละ อยู่ดีๆ คนดูค่อนฮอลล์ก็เปิดเพนไลท์กันพรึ่บ! ตามด้วยตะโกนคุยกับหน้าจอ หลังจากนั้นพอเปิดโฆษณาซีดีเพลง คนดูก็ช่วยกันตะโกนคอลตามจังหวะเพลงพร้อมกับเปลี่ยนสีเพนไลท์ให้ตรงกับตัวละครที่ร้องเพลงนั้นอีก จังหวะโบกเพนไลท์ก็สุดเป๊ะ (การโบกเพนไลท์เชียร์คิงปุรินี่เป็นศาสตร์อันล้ำลึกอย่างนึง ท่าเยอะ ลูกเล่นแยะ) ยิ่งใกล้เวลาไลฟ์เริ่มเท่าไหร่ก็ยิ่งคอลกันมันส์มากขึ้น แหม พริซึ่มเอลีทไม่เคยทำให้ผิดหวังจริงๆ นี่ขนาดไลฟ์ยังไม่เริ่มนะ 5555555555

ส่วนไลฟ์ ไล่ไปตามเซ็ตลิสท์ทีละเพลงเลยละกัน จำไม่ค่อยได้ว่าตอนก่อนเริ่มมีพูดอะไรบ้าง แต่คุ้นๆ ว่าจุนตะพูดว่า「心のボタン押してみよう」หรืออะไรทำนองนี้ด้วย น่าจะตอนก่อนเริ่มนี่แหละมั้ง หลังจากนั้นค่อยเข้าเพลงแรก

 

1 BOY MEETS GIRL

บอยมีทส์เกิร์ลลลลลลลล ไม่คิดมาก่อนเลยว่าจะเปิดด้วยเพลงนี้ เป็นครั้งแรกที่ได้ฟังเวอร์ชั่นเด็กใหม่เอเดลโรส ปลาบปลื้มมาก ฮือออออ แค่อินโทรขึ้นมาก็น้ำตาจะไหลแล้ว เพลงนี้เป็นเพลงที่เด็กๆ เอเดลโรสเคยพูดไว้ในฉากแถมในแผ่นคิงปุริว่าเป็นเพลงหากินที่ร้องกันอยู่ประจำ แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับไม่เคยมีเวอร์ชั่นเด็กๆ ให้ฟังซะงั้น… ในที่สุดในไลฟ์นี้ก็ได้ฟังแล้ว ดีใจมากกกกกก อยากให้ทำเพลงนี้ลงแผ่นด้วยจัง อัลบั้มหน้าต้องมีเพลงนี้นะ!

ตอนอินโทรเพลงนี้ขึ้นมา ทั้งเจ็ดคนจะค่อยๆ โผล่ขึ้นมาจากตรงกลางเวทีด้านบน แล้วค่อยลงบันไดมายืนตรงเวทีด้านล่าง ภาพที่ทุกคนค่อยๆ โผล่ขึ้นมาท่ามกลางความมืดพร้อมอินโทรเพลงนี้มันดีเหลือเกินนนนนน แต่หลังจากนั้นพอลงมายืนกระจายๆ กันแล้วเห็นได้ชัดเลยว่ายูมะคุงไฮเปอร์กว่าเพื่อนๆ มาก ไฮเปอร์จนเราขำ 55555555555 คนอื่นเค้ายืนร้องเพลงพลางโยกไปตามจังหวะเบาๆ แต่ยูมะคุงทั้งโยกแรง ทั้งหมุนตัวไปมา ทั้งกระโดดดึ๋งๆ อย่างสนุกสนาน พลังงานเต็มเปี่ยม ยูมะคุงวันนี้เหมือนคนละคนกับสตามิวเฟสเลย ไฮเปอร์กว่าตอนสตามิวเฟสมากกกกกก เห็นแล้วเอ็นดู๊เอ็นดู (〃∇〃)

พอจบเพลงนี้ก็มีทอล์กนิดหน่อย ทุกคนแนะนำตัวกันทีละคน จำไม่ได้เลยว่าใครแนะนำตัวว่าอะไรกันบ้าง….OTL จำได้แต่ทาสุคุคีพลุคไทกะได้ไทกะมาก ไม่ยิ้มเลย เก๊กหน้าเข้ม พูดจาด้วยเสียงไทกะตลอด อินไปไหน๊

อีกอย่างที่จำได้คือจุนตะพูดทักทายคนดูไลฟ์วิวแล้วโบกมือให้กล้อง แต่ใครสักคน น่าจะโซมะมั้ง? บอกว่ารอบนี้ไม่มีไลฟ์วิวนะ มีรอบเย็นต่างหาก จุนตะเลยเงิบเบาๆ สงสาร 5555555555

ทอล์กเสร็จก็มีใครสักคนถามว่า ไหนใครจะร้องเป็นคนแรก? แล้วยูมะคุงก็ชูไม้ชูมือบอกว่าฉันนี่แหละ! คนอื่นเลยฝากเวทีไว้กับยูมะคุง พอคนอื่นหลบไปหลังเวทีหมดแล้ว ยูมะคุงก็บอกให้คนดูช่วยกันตะโกนชื่อ คนดูก็พร้อมใจกันตะโกนว่า “Zeussss” แล้วยูมะคุงก็พูดต่อว่า 俺は最強スター!!!!พร้อมทำท่ากำมือข้างนึงชูขึ้นฟ้า เป็นการเข้าสู่เพลงต่อมา

 

2 Zeus♂ ~俺は最強スター~ (Zeus ♂ ~ore wa saikyou star~)

เพลงโซโล่ยูคุง! ไม่นึกว่ายูคุงจะมาเป็นคนแรก ตั้งตัวไม่ค่อยทัน อยู่ดีๆ เพลงโอชิก็มาก่อนใครเพื่อน

ยูมะคุงร้องดีมากกกกกกกกกกกกกกก ไม่มีถ้อยคำอื่นใดจะชมนอกจากดีมากกกกกก และดีดมากด้วย 55555555555 วันนี้ยูมะคุงพลังล้นมากจริง สมเป็นยูคุง!! เพลงนี้ยูมะคุงเต้นเต็มที่มากแต่ร้องเสียงดีไม่มีตกเลย ช่วงกลางๆ เพลงมีการวิ่งมาที่เวทีเล็กด้วย โอ๊ยยยยยยยยยย ใกล้มากกกกกกกก เป็นลมมมมมมมม

ตอนท้ายเพลงนี้มีท่อนนึงยูมะคุงวิ่งขึ้นไปถีบบันไดหนึ่งทีแล้วกระโดดลงมา รู้สึกน้องทำออกมาน่ารักมากกว่าเท่ (≧ω≦) ทำท่านี้ทั้งสองรอบเลยด้วย รอบเย็นเลยลุ้นเบาๆ แต่ยูมะคุงก็กระโดดได้สวยงามเรียบร้อยดีไม่มีสะดุดอะไร

 

3 桃色MAXジャンプ!(Momoiro MAX Jump!)

โซโล่เลโอคุง เพลงนี้น่ารักมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ปกติความน่ารักของเลโอคุงทำอะไรเราไม่ค่อยได้ อย่างมากก็แค่เอ็นดูว่า อุ๊ย น่ารักดี (*´∀`*) นากาเนี้ยงก็เป็นนักพากย์ที่เราเฉยๆ มาตลอด จนกระทั่งมาเจอนากาเนี้ยงร้องเพลงนี้นี่แหละ โอ้โหววววววววววววว คิววววววววท์ นากาเนี้ยงร้องและเต้นได้น่ารักมากๆๆๆๆๆๆ (≧д≦)(≧д≦)(≧д≦)(≧д≦) กรี๊ดสนั่นหวั่นไหวอย่างไม่ได้เตรียมใจมาก่อน ชอบท่าเต้นหลายท่าเลย

เพลงนี้รอบดูสดเสพความน่ารักได้เต็มอิ่มกว่าไลฟ์วิวมากกกกกกกก คือดูสดจะเห็นท่าเต้นชัดเจนเต็มตากว่า ไลฟ์วิวซูมหน้าเยอะไปหน่อยจนบางทีไม่เห็นความน่ารักของท่าอ้ะ!

 

4 Home sweet Home

เพลงของหม่าม้า เอ้ย! มินาโตะ เราไม่เคยเห็นมาซาชิซังร้องเพลงมาก่อนเลย ปกติจะติดภาพเวลาเค้าออกอีเวนท์คิงปุริแล้วทำตัวตลกๆ คือมาซาชิซังเนี่ยเป็นคนที่คาแรคเตอร์ชัดมาก เพื่อนๆ นักพากย์ในคิงปุริยังชื่นชอบกันมาก งานไหนมาซาชิซังไม่อยู่เป็นต้องโดนพูดถึงประจำ

อย่างไรก็ตาม พอมาดูเพลงนี้แล้วสีหน้าตอนร้องเพลงมาซาชิซังยิ้มแย้มอบอุ่นสมเป็นมินาโตะมากจนเราลืมตัวตนที่แท้จริงของเค้าไปแวบนึงเลย

 

5 Groovin’ Chara-Emo Night

คาซึโอะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะ อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

ถึงจะบอกว่าโอชิน้องยู แค่คาเครุนี่เหมือนเป็นโอชิเราอีกคนนึงไปแล้ว กรี๊ดบ่อยกว่าน้องยูอีกเถอะ 5555555555 เพลงนี้ทาคุจังโผล่ขึ้นมาจากกลางเวทีใหญ่พร้อมกับโต๊ะดีเจหนึ่งตัว โผล่มาในท่าสแครชแผ่นด้วยนะ เฮลโหลลลล นี่คาเครุหรือดีเจคู 55555555555

วันนี้ทาคุจังใส่แว่นให้เหมือนคาเครุด้วย อิมแพคต์มาก กรี๊ดสนั่นตั้งแต่ตอนทาคุจังออกมาแนะนำตัวตอนแรกแล้ว พอโผล่มาร้องเพลงในฐานะคาเครุอีกนี่เราแทบสิ้นสติ ฮว๊ากกกกกกกกกกก

ถึงจะชอบคาเครุมาก แต่ปกติเราเฉยๆ กับเพลงนี้นะ รู้สึกว่าเป็นเพลงที่ฟังแล้วขำ มีอะไรตลกๆ เยอะดี แต่ไม่ได้ชอบแบบอุ๊ยกรี๊ดเท่จังเลย จนกระทั่งมาเจอทาคุจังร้องและแดนซ์เพลงนี้เนี่ย โอ๊ยยยยย จากเพลงตลกกลายเป็นเพลงเท่ระเบิดระเบ้อในพริบตา ใครดีไซน์ท่าเต้นให้คะะะะ หล่อมากกกกกกกกก ทาคุจังเวอร์ชั่นคาเครุเฉิดฉายเหลือเกิน อารมณ์เหมือนเสี่ยพาลูกน้องออกมาเต้น 5555555 ลีลาท่าทางมีความ like a boss สมเป็นคุณชายทายาทตระกูลจูโออิน ปลาบปลื้มสุดๆ (≧д≦)(≧д≦) แถมยังไม่ลืมความชะไร่แบบคาเครุด้วย ทาคุจังส่งจูบเยอะมาก หมั่นไส้!!

เพลงนี้เอฟเฟคต์เวทีเล่นเยอะเล่นใหญ่มากๆ แสงสีแพรวพราว แม้แต่บันไดยังเฟี้ยวฟ้าว รอบดูสดอลังการดาวล้านดวงมาก ส่วนไลฟ์วิวก็เห็นหน้าทาคุจังชัดเจนแจ่มแจ๋วดีมาก ดีกันไปคนละแบบ

 

6 レジェンド・ワールド (Legend World)

คาเครุแล้วต่อด้วยไทกะ แหม คนจัดเซ็ตลิสท์รู้งานเกินไปแล้ว!

เพลงนี้ตอนก่อนเริ่มมีเสียงไทกะบ่นว่าคาเครุชะไร่เกินไปด้วย ไม่รู้เขียนบทมาแบบนี้หรือทาสุคุแอดลิบเอง เพราะของคนอื่นไม่มีบทพูดถึงคนก่อนหน้า มีความเป็นไปได้สูงมากที่ทาสุคุจะแอดลิบ

เพลงนี้ก็ไม่มีอะไรจะชมนอกจากดีจัง ดีจังเลยยยยยยย ฮืออออออออออออออออ ทาสุคุเท่มากกกกกกกก ปกติไม่ค่อยรู้สึกว่าทาสุคุเป็นคนเท่ จะเอ็นดูในความน่ารักมากกว่า แต่พอองค์ไทกะประทับร่างแล้วเท่มากจริงๆ นับถือที่คีพลุคไทกะได้เป๊ะสุดๆ เสียงร้องเพลงก็ดีเหลือเกิน เป็นไลฟ์ที่คิดหลายรอบมากว่า อาาา ทาสุคุร้องเพลงเก่งนะเนี่ย!!

 

7 アゲハ蝶、夢舞い恋しぐれ (Ageha chou, Yumemai Koishigure)

โอ๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย คนนี้ม้ามืดมากสำหรับเรา ยูกิซามะะะะะะะะะะะะะะะะะ

อันที่จริงเพลงนี้เป็นเพลงที่เราชอบมากสุดในอัลบั้ม Music Ready Sparking! เลยแหละ แต่วันนี้มาดูไลฟ์ไง ใจก็มัวแต่โฟกัสที่ยูมะคุง ทาเคะคุง ทาสุคุ ทาคุจัง แล้วเป็นไงล่ะะะ เจอโซมะใส่กิโมโนโผล่มารำพัดให้ดู โอ๊ย ตาย ตาย ตายยยยยยยย

เรื่องเสียงร้องเพลงคงไม่ต้องชื่นชมอะไรละ นี่ไซโต้ โซมะเชียวนะ งานดีอยู่แล้ว ร้องสดเพราะมากกกกก แต่ที่คาดไม่ถึงคือการเต้นของโซมะ เต้นออกมาได้สมเป็นยูกิโนะโจมากกกกกก ทั้งแข็งแรงและหวานอ่อนช้อยไปพร้อมๆ กัน การแสดงออกถึงความเป็นตัวละครผ่านท่าเต้นของโซมะช่างดีงามน้ำตาไหล ชอบท่าช่วงท่อน「ふわり ふわり」มากเลย ฮรือออออ ยูกิซามะะะะะะะะ

ชอบช่วงที่โซมะมารำพัดตรงเวทีกลางแล้วมีละอองแผ่นพลาสติกโปรยปรายลงมาจากด้านบนอย่างสวยสดงดงาม ช่วยขับเน้นให้โซมะดูเลอค่ายิ่งขึ้นไปอีก ユキ様麗しゅうございます!!!!

โดยรวมแล้วประทับใจเพลงนี้มากมากมากมากมาก ประทับใจสุดในบรรดาเพลงโซโล่ไลฟ์นี้เลยแหละ

 

8 Sweet Sweet Sweet

โซโล่ชินคุง บอกตามตรงเราลืมเพลงนี้ไปแล้ว 555555555555 พอเหลือแค่ชินคุงดันนึกไปถึงเพลง Over the Sunshine! ก่อน พออินโทรขึ้นมาถึงนึกได้ว่ามีเพลงนี้อยู่ด้วย…… เพลงนี้รู้สึกว่า อืม ชินคุง จบ 5555555555

 

9 EZ DO DANCE -THUNDER STORM ver.-

กรี๊ซซซซซซซซซซซซซซ เพลงนี้ที่รอคอยยยยยยยยยยยยยยย ผ่านมาตั้งครึ่งไลฟ์กว่าจะได้เห็นหน้าเห็นตาทาเคอุจิคุง ตอนคนอื่นเค้าทักทายคนดูตอนแรกก็ไม่ออกมาทักทายกะเค้า ฮรือออออออออออออออ

เพลงนี้ที่สุดแห่งความมันส์ สุดยอดมากกกกกกกกกกกกกกก เป็นเพลงที่กรี๊ดหนักสุดในทุกๆ เพลง และถ้าถามว่าประทับใจเพลงไหนมากที่สุดก็จะตอบว่าเพลงนี้นี่แหละ ดีงามเหลือเกิน ดีงามทุกสิ่ง ดีไปหมด อเล็กกกกกกกกกกกกกกกก

กรี๊ดคอระเบิดไปตั้งแต่ตอนทาเคอุจิคุงโผล่มาแล้วเต้นท่าเดียวกันกับอเล็กแบบเป๊ะๆ!!! โอ๊ยยยยยยยย สลบบบบบบบบบบ น้องเต้นเป๊ะมากกกกกกกก เป๊ะแบบไม่ได้คิดไปเอง เพราะบนจอด้านหลังฉายภาพฉากอเล็กเต้นในเรื่องให้ด้วย ส่วนทาเคอุจิคุงเต้นอยู่หน้าจออีกทีนึง เทียบกันให้เห็นจะๆ ไปเลยว่าเป๊ะแค่ไหน แต่ชุดน้องไม่อลังการเท่าชุดอเล็กนะ 5555555555 ชุดทาเคะคุงวันนี้เป็นเสื้อหนังสีดำ มีผ้าลายเสือดาวห้อยเอว หล่อมากกกกกกก หล่อขี้โกงเกินไปมั้ย!!! /เหลือบมองชุดคนอื่น

ส่วนคุณภาพเสียงร้องสดของทาเคะคุง โอ๊ยยยยยย ไม่มีอะไรจะพูด ถ้าบอกว่าดียิ่งกว่าในซีดีหลายเท่าจะอวยเวอร์เกินไปมั้ย? แต่น้องร้องดีมากจริงๆ นะ เคยฟังทาเคอุจิคุงร้องเพลงสดๆ มาหลายงาน แต่พูดได้เต็มปากเลยว่าครั้งนี้เป็นครั้งนี้ตราตรึงใจมากที่สุด ฮรืออออออออออออ ยามาโตะอเล็กซานเดออออออออออรรรรรรรร์ ทาเคอุจิชุนสุเกะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะ ไอเลิฟยูวววววววววววววว♥♥♥

ตอนแรกลุ้นว่าจะเป็นเวอร์ชั่นอเล็กซานเดอร์โซโล่รึเปล่า ปรากฏว่าพอถึงช่วงกลางๆ เพลง ทาสุคุก็โผล่มาแจม โอ้ววววววว เวอร์ชั่นธันเดอร์สตอร์มนี่เอง!! ทาสุคุก็ร้องดีมากๆๆๆ อีกเช่นกัน ชอบตรงท่อน「朝焼けに口付けてる」ทาสุคุเปลี่ยนสไตล์การร้องใหม่เป็นขึ้นเสียงสูงตรง「口付け」ซึ่งมันดีงามมากกกกกกกกก โอ๊ยยยยยยย มาอ่านรีพอร์ตหลังรอบเย็นเลิกมีคนบอกว่าท่อนนี้ทาเคะคุงหันมองทาสุคุแล้วแสยะยิ้มด้วย แต่ช็อตนี้เราไม่เห็นอะะะ ทำไมเราพลาดดดดดดดด

ทั้งนี้ทั้งนั้น สองคนนี้ตอนออกมาร้องรับส่งกันโคตรดี โคตรเทพ โคตรพีค ร้องๆ อยู่มีการหันมาทำท่าฮึ่มฮั่มใส่กัน ตีบทแตกกระจุยทั้งคู่ เสียดายที่วันนี้คาซึกิซังไม่มา แต่เวอร์ชั่นอเล็ก vs ไทกะนี่ก็สุดยอดมากแล้ว ฮรืออออออออออ ขอบคุณค่ะะะะะะะะ (;___;)

พอจบเพลงแล้วทาเคอุจิคุงพูดด้วยเสียงอเล็กว่า ดูท่าทางแผนที่ชวาร์ซเตรียมไว้จะดีเลย์ หรืออะไรทำนองนี้ แล้วก็เดินอาดๆ เข้าไปหลังเวที ทาสุคุเลยพูดด้วยเสียงไทกะว่า หมายความว่ายังไง!! แล้ววิ่งตามไปอีกคน

หลังจากนั้นเซอร์ไพรส์เกสท์จากชวาร์ซก็โผล่มา!

 

10 LOVE♥MIX

โจจิ!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

ก่อนไลฟ์เริ่มคิดเล่นๆ อยู่เหมือนกันว่าจอร์จคุงจะมาเซอร์ไพรส์มั้ยน้า แล้วก็มาจริงๆ ด้วย! (ส่วนโอบาเระเราเช็กตารางงานแล้วไม่ว่างกันหมด ไม่ต้องลุ้นเลย 55555555) เพราะเดาไว้แล้วว่าอาจจะมาเลยไม่ค่อยตื่นเต้นตกใจเท่าไหร่ แต่มาจริงๆ ก็ดีใจ เพราะชอบเพลงนี้มากกกกกกก

เพลงนี้เป็นอีกเพลงที่ไลฟ์น่าร๊ากน่ารักกกกก แต่น่ารักคนละแบบกับน้องเลโอนะ โจจิจะออกแนวน่ารักแบบขี้เล่นนิดๆ กวนประสาทหน่อยๆ ชอบท่าเต้นตอนเขม่นแดนเซอร์ตัวเองมาก สมเป็นโจจิที่ไม่ยอมให้ใครเด่นกว่าตัวเองจริงๆ 555555555

 

11 恋のロイヤルストレートフラッシュ (Koi no Royal Straight Flush)

อันนี้สิเซอร์ไพรส์จริง!!!!! ถึงจะเดาว่าจอร์จคุงอาจจะมา แต่เดอะชัฟเฟิลมาทั้งวงนี่คาดไม่ถึงอย่างแรง ตอนจบเพลงเลิฟมิกซ์แล้วต่อด้วยเพลงนี้กรี๊ดมาก โบกเพนไลท์รัวมาก โอ๊ยยยย ชอบความสดใสของเพลงนี้จัง พอเป็นไลฟ์แล้วยิ่งไอด๊อลลลลไอดอล เป็นเพลงที่คอลสนุกมากกกกกกก

อนึ่ง ขอสารภาพว่าปัจจุบันนี้ยังจำชื่อสมาชิกวงเดอะชัฟเฟิลได้ไม่ครบเลย 5555555555 ไม่สามารถแมทช์ชื่อตัวละครกับคนพากย์ได้ด้วย…… แต่วงนี้มีบทในเรื่องน้อยมากจริงๆ แอร์ไทม์รวมๆ แล้วน่าจะประมาณสิบวินาที การมาปรากฏตัวในไลฟ์และร้องเพลงนี้ทั้งเพลงจึงเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เรารู้สึกสนิทกับวงนี้มากกว่าการไปดูคิงปุระยี่สิบกว่ารอบรวมกันอีก

หลังจบเพลงของเดอะชัฟเฟิลก็มีวิดีโอเมสเสจจากคนพากย์โอเวอร์เดอะเรนโบว์ทั้งสาม เมสเสจรอบกลางวันกับรอบเย็นจะไม่เหมือนกัน แต่ตลกมากทั้งสองรอบ ขำที่นั่งสะเทือนไปหมด 555555555

ก่อนวิดีโอเริ่มจะมีเสียงฮิโระ โคจิ คาซึกิคุยกับคนดูว่าวันนี้มาไม่ได้เพราะติดถ่ายโฆษณา จำได้แต่ว่ารอบกลางวันคาซึกิพูดถึงไทกะ แล้วรอบเย็นพูดถึงอเล็ก (หรือไม่ก็สลับกัน ไม่ค่อยแน่ใจ) ขอชื่นชมในการเซอร์วิสอย่างทั่วถึง ชอบที่คาซึกิพูดถึงไทกะแล้วคุณมาสุดะก็ฝากข้อความถึงทาสุคุด้วย น่ารักกกกก♥

วิดีโอทั้งสองรอบจะอารมณ์คล้ายๆ กันคือมาเอโนะรับหน้าที่พูดจาเป็นงานเป็นการ ส่วนคักกี้กับคุณมาสุดะรับหน้าที่เล่นตลก ตอนคักกี้พูดจาเลียนแบบโมริคุโบะซังนี่ขำหน้าสั่นแปดริกเตอร์ ฮือ 5555555555 ช็อตที่ชอบที่สุดคือตอนที่มาเอโนะพูดว่า พวกเราก็อยากไปร้องเพลงด้วยเหมือนกันนะ! แล้วคักกี้กับคุณมาสุดะทำหน้าจ๋อยๆ พูดพร้อมกันว่า อยากไปจัง~ อยากร้องเพลงจัง~ งุ้ยยยยยยย น่าร๊ากกกกกกกกกกก (≧ω≦)(≧ω≦)(≧ω≦)

พอจบวิดีโอเมสเสจก็มีเสียงไทกะพูดประมาณว่าตัวเองได้รับความรู้สึกนั้นของคาซึกิซังมาแล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้จะร้องเพลงแทนในส่วนของคาซึกิซังเอง! (อันนี้ไม่ค่อยแน่ใจละว่าพูดแบบนี้จริงหรือมาจากจินตนาการของเรา 555555555 แต่ไทกะพูดถึงคาซึกิแน่ๆ แหละ น่าจะประมาณนี้นะ)

 

12 NEO STREET STREAM

จริงๆ เพลงนี้เป็นเพลงคู่คาซึกิกับไทกะ แต่วันนี้คาซึกิไม่อยู่ ไทกะเลยต้องออกมาโซโล่ เห็นทาสุคุออกมาร้องเพลงนี้ตอนแรกก็เป็นห่วงนิดๆ เพราะร้องเพลงนี้คนเดียวน่าจะเหนื่อยเอาเรื่อง ขนาดเวอร์ชั่นดูโอ้ยังฟังแล้วรู้สึกเหนื่อยแทนเลย 55555555 แต่ความเป็นห่วงของเรานั้นไม่จำเป็นใดๆ เพราะทาสุคุร้องเพลงนี้ได้ดีมากกกกกกกก มันส์มากกกกกกกกกกกกกก

 

13 Delicious Essence

ขำการปรากฏตัวพร้อมโต๊ะอาหารที่มีจานวางเรียงราย สมเป็นมินาโตะจริงๆ 55555555 เพลงนี้เป็นเพลงคู่โคจิกับมินาโตะ แต่โคจิไม่มา มินาโตะเลยต้องโซโล่ ตอนต้นเพลงเหมือนจะมีพูดถึงโคจินิดนึงด้วยมั้ง จำไม่ได้แล้ว ฮือ ขอโทษนะมินาโตะ T_T

พอร้องเพลงนี้ไปสักพักมาซาชิซังจะไปเล่นกับพร็อพจานชามต่างๆ ด้วย ทั้งทำท่าตักอาหารใส่จาน เสิร์ฟอาหารบนโต๊ะ ตอนเห็นแฟนๆ คนญี่ปุ่นบอกว่าเพลงนี้ในไลฟ์อย่างกับเจ้าหญิงดิสนีย์แน่ะ ก็รู้สึกว่า เออเนอะ มันใช่!

ตอนดูสดไม่ทันสังเกตรายละเอียดพร็อพ แต่ดูไลฟ์วิวเห็นชัดเลยว่าผ้ารองจานเป็นสีประจำตัวของเด็กๆ เอเดลโรสแต่ละคนด้วย ชื่นชอบความใส่ใจนี้

 

14 サマースカイ・モノローグ (Summer Sky Monologue)

โอ๊ยยยยยยยยยยยย เพลงนี้ฆ่าเราตั้งแต่ยังไม่เริ่มเพลงเลย แค่ยูมะคุงออกมาพูดด้วยเสียงน้องยูว่า คอยดูให้ดีเถอะ ฮายามิ ฮิโระ! เราก็แทบร้องไห้แล้ว ฮรือออออออออออออ ยูฮิโระช่างดีเหลือเกินนนนนนนนนนนนนนนน

ตอนก่อนไลฟ์เริ่มเราคิดว่าถ้ามีเพลงนี้แต่ไม่มีฮิโระเราคงเสียดายมากแน่ๆ เลย แต่ประโยคที่น้องยูพูดก่อนเพลงเริ่มทำให้ความเสียดายกลายเป็นความเลอค่าไปในทันที ถึงเวทีนี้จะไม่มีฮายามิ ฮิโระ แต่สึซึโนะ ยูก็ตั้งใจร้องเพลงนี้แทนในส่วนของฮิโระ ร้องด้วยความรู้สึกที่มีต่อฮิโระ อยากให้ฮิโระยอมรับ โอ๊ยยยยย ทำไมดีเงี้ยยยยยยยยยยยยยย ยูมะคุงคิดอย่างงี้รึเปล่าไม่รู้แหละ แต่บทพูดก่อนเริ่มทำให้เราตีความแบบนี้นะ

เดิมทีเราก็อินกับเพลงนี้มากอยู่แล้ว เพราะสตอรี่ตอนแต่งเพลงนี้มันดีงามมากๆ TvT สตอรี่ที่ว่านี้อยู่ในมินิดราม่าก่อนหนังเริ่ม พอได้รับรู้เรื่องราวว่ายูคุงแต่งเนื้อเพลงนี้ขึ้นมาเพราะอะไร ด้วยความรู้สึกแบบไหนแล้วทำให้อินกับเนื้อเพลงมากกว่าช่วงที่ฟังแรกๆ มากกกกกกก เพราะฉะนั้นพอได้มาฟังเวอร์ชั่นยูคุงร้องเดี่ยวเลยปลาบปลื้มสุดๆ

เพลงนี้ยูมะคุงออกมายืนร้องกับไมค์แบบมีขาตั้งตรงเวทีกลาง ใกล้อีกแล้ววววว อ๊ากกกกกกกกกก ชอบที่เพลงนี้ไม่มีการเต้นอะไรใดๆ ไม่มีแดนเซอร์ ไม่มีพร็อพใดๆ มียูมะคุงกับไมค์หนึ่งตัว แต่เพียงแค่นี้ยูมะคุงก็ร้องออกมาได้ทรงพลังบาดใจคนดูมากถึงมากที่สุด ด さすがゼウス様!!

 

15 異体同心RESPECT! (Itaidoushin RESPECT!)

เพลงคู่ยูกิซามะกับเลโอคุง คราวนี้เป็นเพลงคู่ที่อยู่กันพร้อมหน้าละ เพลงนี้ก็น่าร๊ากกกกกกกกกกกกกกก นากาเนี้ยงสุดคิวท์ โซมะก็น่าเอ็นดูเหลือเกินนนนนนน ท่าเต้นก็สุดจะงุงิมุมิ ฮรืออออออออออ /ล้มตาย

ตอนรอบเย็นพอร้องเพลงนี้จบแล้วไฟกำลังจะดับลง โซมะกับนากาเนี้ยงกันมากอดกันด้วย โอ้โห๊ คนดูทั้งที่มาคุฮาริทั้งโรงไลฟ์วิวกรี๊ดดดดดดดดดดดดคอแตก!!!

 

16 VI VA VACANCES!

เพลงคู่คาเครุกับชินคุง เพลงนี้ก็ท่าเต้นเยอะแยะอีกเหมือนกัน เป็นอีกเพลงที่สนุกมากกกกกกกกกก ทาคุจังกับจุนตะถือผ้าออกมาโบกด้วย เสียดายเราไม่ได้ซื้อเลยไม่มีผ้าให้โบกตาม ได้แต่โบกเพนไลท์อย่างเดียว (;___;)

เพลงนี้จำอะไรไม่ค่อยได้นอกจากทาคุจังหล่ออีกแล้วววว ฮรื้ออออ ยาชิโระทาคุ!!!!! ข่นบ้า!!!!

 

17 Vivi℃ Heart Session!

เพลงนี้ที่รอคอย! ตั้งแต่อัลบั้มซาวด์แทรคของคิงปุระออกนี่เราฟังเพลงนี้ไปเยอะมาก ฟังทุกวี่ทุกวันไม่มีเบื่อ ก่อนถึงไลฟ์เลยตั้งตารอเพลงนี้แบบไลฟ์มากกกกกกกกก

เพลงนี้ทุกคนร้องกันอยู่ตรงเวทีใหญ่ ยูมะคุงก็ยังคงพลังงานล้นเหลือกว่าใครเพื่อนเหมือนเดิม 555555555 เพลงนี้ชอบตรง「君も」ของไทกะมาก เป็นท่อนโชว์พาวของทาสุคุ ซึ่งเวอร์ชั่นร้องสดก็สุดแสนดีงาม ฮรืออออออออออออ

เพลงนี้ยูมะคุงเปลี่ยนท่าเต้นเองตอนรอบเย็นด้วย คือรอบกลางวันก็ยืนเต้นตามปกติธรรมดา แต่รอบเย็นมีช็อตนึงที่ยูมะคุงลงไปนอนบนเวทีแล้วยกสองมือเท้าคาง คนอื่นๆ เห็นเลยทำตามกันหมด น่ารักมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก (≧д≦)(≧д≦)(≧д≦)

ส่วนท่อนที่แต่ละคนพูดกันคนละประโยคแล้วตามด้วย Ready Sparking! พูดไม่เหมือนในซีดี รอบกลางวันกับรอบเย็นพูดไม่เหมือนกันด้วย แต่จำไม่ได้ว่ารอบไหนใครพูดอะไรมั่ง จำได้แต่มีสักรอบนึงที่ยูมะคุงพูดว่า ジュエルスピンゼウス Ready Sparking! กับทาสุคุตะโกนว่า เบิร์นนิ่ง!! ส่วนของคนอื่นนึกไม่ออกเลย แง้ (TωT)

จบเพลงนี้ก็มีทอล์กอีกรอบนึง แต่ละคนพูดถึงไลฟ์วันนี้กันสั้นๆ ตรงนี้ก็จำไม่ค่อยได้ เอาจริงๆ คือจำทอล์กแทบไม่ได้เลย OTL จำได้แบบขาดช่วงคนละนิดละหน่อย แต่ทอล์กตรงนี้ประทับใจยูมะคุงรอบกลางวันที่บอกว่า วันนี้ฝนตกสินะ! ฝนตกแบบนี้เรียกว่า「どしゃぶりHAPPY」ไงล่ะ!! ด้วยเสียงน้องยู โอ๊ย จะร้องไห้ (;___;) ทำไมเป็นคนเซอร์วิสเก่งขนาดนี้ ตั้งแต่สตามิวเฟสแล้ว รู้งานตลอด!

อ้อ อย่างนึงที่จำได้แม่นมากคือรอบกลางวันจุนตะพูดว่า「一条シン、行きました!」ส่วนรอบเย็นพูดว่า「みんな、生まれた!」เป็นคำพูดที่แปลงมาจากคำพูดของชินคุงในเรื่องทั้งสองรอบ ตลกมาก ฮาครืนทั้งฮอลล์ 5555555555555

 

18 ドラマチックLOVE (Dramatic LOVE)

อีกเพลงที่ตั้งตารอ!! เพลงนี้ก็น่ารักกกกกก ฟังแล้วอยากดูคิงปุริในโรงหนังอีกจัง T_T

เพลงนี้ทุกคนร้องที่เวทีใหญ่ก่อนแล้วค่อยเดินมาเวทีกลาง ช่วงที่เดินมาเวทีกลาง คนอื่นๆ ก็ร้องเพลงแล้วเรียงแถวกันมา แต่ทาสุคุกับทาคุจังยืนกอดคอร้องเพลงกันอยู่หลังสุดแล้วค่อยตามมาจ้าาาา ความเซอร์วิสคาเคไทนี้คือออออออออ

ตอนช่วงท้ายๆ เพลงมีโปรยกระดาษรูปหัวใจลงมาจากด้านบนด้วย แต่โปรยลงที่นั่งอารีน่าหมด แสตนด์ก็อดกันไปตามระเบียบ แต่ชอบมากเพราะมันเข้ากับเนื้อเพลงที่ว่า「ハートひらり落ちてくる」

เพลงนี้เป็นเพลงสุดท้ายก่อนอังกอร์ ตอนจุนตะบอกว่าเพลงสุดท้ายแล้วเราตกใจมากเพราะรู้สึกไลฟ์สั้นจัง แต่เอาจริงๆรวมเวลาทั้งหมดแล้วก็สองชั่วโมงกว่าก็ไม่สั้นขนาดนั้นนะ

 

Encore
19 Over the Sunshine!

ความที่เป็นเพลงอังกอร์ ทุกคนเลยออกมาร้องด้วยกันหมดเลย ตอนแรกจุนตะออกมาร้องเดี่ยวก่อน ช่วงต้นเพลงเต้นท่าเดียวกับชินคุงด้วย จุนตะร้องไปเรื่อยๆ จนถึงท่อน「ここだよ」แล้วอีกหกคนค่อยโผล่ขึ้นมาจากด้านหลัง ชอบมากตอนทุกคนโผล่ขึ้นมาในท่อนนี้ ดีอะะะะะะ ดีเหลือเกินนนนนนน (;____;)

แล้วพอท่อนหลังๆ จุนตะก็เดินนำขบวนมาที่เวทีกลาง แล้วทาเคอุจิคุงก็โผล่ขึ้นมาจากตรงกลางเวทีกลาง มาร้องเพลงนี้ด้วย สักพักก็เรียกเดอะชัฟเฟิลออกมาอีก อยู่กันเต็มเวทีไปหมด ประชากรหนาแน่นมาก 555555555 เพลงนี้รอบเย็นเล่นกล้องกันเยอะมากกกกกกกกกกกกกกกก ดูไลฟ์วิวเห็นทุกคนมาเล่นกล้องกันแบบเต็มๆ ตาแล้วตายคาที่ น่ารักกันทุกคนเลย♥♥

จริงๆ แอบอยากให้ดรามาติกเลิฟเป็นเพลงอังกอร์มากกว่า แต่เพลงนี้เป็นอังกอร์แล้วให้ทุกคนร้องด้วยกันแบบนี้ก็แปลกใหม่ดี ชอบไปอีกแบบ ( ̄∇ ̄)

ตอนจบเพลงนี้รอบกลางวันมีถ่ายรูปรวมบนเวทีด้วย แต่รอบเย็นไม่มีนะ

ยูมะคุงเป็นคนเรียกตากล้องกับพูดให้สัญญาณ จนถึงตอนนี้ยูมะคุงก็ยังคงอเลิร์ทไม่หยุด น่าร๊ากกกกก (≧ω≦)

ตอนอังกอร์ก็มีทอล์กอีกรอบนึง ทาสุคุเก๊กเป็นไทกะมาตลอดจนกระทั่งทอล์กตอนท้ายนี่แหละถึงจะบอกว่า จะกลับมาเป็นฮาตานากะ ทาสุคุแล้วครับ! พอองค์ไทกะออกจากร่างทาสุคุก็ดีดมาก อเลิร์ทไม่แพ้ยูมะคุง สงสัยเก็บกดจากการเก๊กขรึมมาตลอดทั้งไลฟ์ 55555555 แต่ตอนก่อนองค์ไทกะออกจากร่างทาสุคุพูดดีมากกกกกกกกกก ทาสุคุพูดด้วยเสียงไทกะว่าคาซึกิซังไลน์มา บอกว่าฝากไลฟ์นี้ไว้กับพวกนายแล้ว! แบบนั้นฉันก็ดีใจอยู่หรอก แต่อยากร้องเพลงด้วยกันกับพวกรุ่นพี่มากกว่า …อะไรประมาณนี้แหละ ชอบมาก ฮือๆๆๆ ฮาตานากะะะะะะะะะะะะะ

จำไม่ได้ว่าทอล์กรอบไหนที่ยูมะคุงกับโซมะกอดคอกันเดินออกมา ท่าทางดูคล้ายๆ ประคองกันออกมา ทาคุจังเลยถามด้วยเสียงคาเครุว่า ไม่ทราบว่ามีคนใดคนนึงเดินไม่ได้เหรอครับ? ยูมะคุงเลยตอบด้วยเสียงน้องยูว่า ไม่รู้เหรอว่าท่านผู้นี้เป็นใคร นี่คือท่านทาจิบานะ ยูกิโนะโจเชียวนะ! ช็อตนี้น่ารักมากกกกกกกกก (≧ω≦)(≧ω≦) ไลฟ์นี้มีโมเมนต์เล็กๆ น้อยๆ เยอะแยะเลยที่รู้สึกว่ายูมะกับโซมะดูสนิทกัน ทั้งตอนร้องเพลงและตอนทอล์กนี่แหละ

ทอล์กรอบเย็นโซมะทักทายว่า “วังบังโกะ” ด้วยเสียงยูกิโนะโจด้วย พูดแล้วทาคุจังที่ยืนข้างๆ ก็ทำท่าตื่นตกใจถามว่า เอ๊ะ ยูกิโนะโจ??? ตลกดี 5555555555 โซมะพูดเกี่ยวกับไลฟ์จบแล้วก็หันไปบอกให้ทาคุจังพูดต่อโดยเรียกว่า คาซึโอะ คนดูเลยพูด คาซึโอะะะะะะะะะะ กันใหญ่ ทาคุจังเลยบอกว่า ไม่ใช่คาซึโอะ! คาเครุต่างหาก!!!! แล้วก็ยิ้มแย้มแจ่มใสบอกว่า อา ในที่สุดก็ได้พูดประโยคนี้ซะที! ฮรือออออออ น่ารักกกกกกกกกก

ส่วนทาเคอุจิคุง จำได้ว่าน้องช่วยพูดโฆษณาบุไต เห็นบอกว่าตั้งตารออยู่เหมือนกัน มาซาชิซังเลยขอบคุณที่ทาเคอุจิคุงช่วยโฆษณาให้ เพราะมาซาชิซังเล่นเป็นมินาโตะในบุไตด้วย จำไม่ได้แล้วว่ามาซาชิซังพูดอะไรมั่ง แต่จำได้ว่าซึ้งที่สุดในทุกคนแล้ว มาซาชิซังเกือบร้องไห้แน่ะ สัมผัสได้ว่าเค้ารักคิงปุริมากจริงๆ

ทอล์กของเดอะชัฟเฟิลก็น่ารัก เอ็นดูเยอะมาก ทุกคนพูดถึงตัวละครของตัวเองกับคิงปุริจนเรารู้สึกผิดเลยที่จำชื่อตัวละครวงนี้ไม่ได้ซะที…..

เออใช่ จริงๆ มันมีช่วงขายของด้วยแต่จำไม่ได้ว่าอยู่ตรงไหน น่าจะก่อนอังกอร์นะ ประทับใจการขายของของยูมะคุงรอบเย็น มันมีกู๊ดส์อันนึงที่เป็นสติ๊กเกอร์ติดเล็บ ยูมะคุงก็ชูเล็บให้ดูว่าตัวเองติดอยู่ แล้วบอกคนดูว่า ไปซื้อมาติดนะ จะได้เหมือนกันไง! โอ๊ยยยยยยยยย ถ้าหน้าโรงไลฟ์วิวมีขายเราคงซื้อไปละ เล่นโฆษณาแบบนี้ ร้ายกาจ!!

ตอนจบไลฟ์บนจอฉายเครดิตให้ดู มีวิดีโอช่วงที่แต่ละคนซ้อมเพลงด้วย เห็นภาพทาเคอุจิคุงตอนยังไม่เซ็ตผมซ้อมเต้นแล้วตายไปเลย อั้กกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

สิ่งที่ประทับใจมากในช่วงเครดิตคือเพลงที่ใช้ประกอบเครดิตเป็นเพลงดรามาติกเลิฟแบบออฟโวคัล แล้วคนดูทั้งฮอลล์ก็ช่วยกันร้องเพลงนี้ไปด้วยกันทั้งๆ ที่บนจอไม่มีเนื้อเพลงให้ เป็นการปิดท้ายไลฟ์ที่อบอุ่นมากกกกกกกกก ถ้าเราเป็นผู้กำกับเราร้องไห้แล้วเนี่ย!!

ปิดท้าย รวมรูปจากทวิตเตอร์

ชอบทาคุจังลุคใส่แว่นมากจริง โอ๊ยยยยยยยยยยยยยยยยย ดี!!!!

ทาสุคุถ่ายรูปแล้วยิ้มแย้มแจ่มใสเชียว แต่ในไลฟ์จริงๆ เห็นทาสุคุยิ้มน้อยมากกกกกก เพราะเจ้าตัวเก๊กขรึมแบบไทกะตลอดเวลา ความโมเอะคือบางทีคนอื่นพูดอะไรตลกๆ ในทอล์กแล้วทาสุคุทำท่าเหมือนจะขำ แต่ก็ยังพยายามกลั้นไว้เพราะกลัวหลุดคาร์ โถ พ่อคุณ 55555555555

งานนี้ถ้าไม่นับชุดทาเคะคุงที่หล่อขี้โกงมาก ชอบชุดจุนตะสุดแล้วเพราะอแดปท์มาจากชุดชินคุงอีกที ตอนเต้นท่าชินคุงในเพลง Over the Sunshine! คือดีมากกกกกกก

ส่วนฝั่งเดอะชัฟเฟิลลงรูปกันเยอะมากกกกกกกกกกกกกก กราบขอบพระคุณรัวๆ ค่ะ ฮรืออออออออออ ขอหยิบยกมาแปะแค่บางส่วนละกัน

โดยสรุปแล้วเป็นไลฟ์ที่ดีมากๆๆๆๆๆ ประทับใจมาก ชอบทุกคนยิ่งกว่าเดิมมากกกกกกก (;______;)

เสียดายที่อาโอยคุงไม่มาเพราะติดโซโล่ไลฟ์ของตัวเอง แต่ตอนก่อนไลฟ์เริ่มอาโอยคุงทวีตถึงชินคุงกับจุนตะด้วยนะ!

อยากฟังเครซี่กอนนาเครซี่กับลูนาติกเดสทินี่จังเลย ฮือออออออ ส่วนทาเคะคุงก็ไม่ได้โซโล่กับคนอื่นเค้ามั่งเลย เป็นอีกอย่างที่เสียดาย TvT รู้สึกทาเคะคุงร้องน้อยไปหน่อยทั้งๆ ที่ไม่ใช่เกสท์ ทำไมขนาดเกสท์ยังได้โซโล่ แต่ทาเคะคุงไม่ได้โซโล่…. ถ้าทาเคะคุงได้ร้องน้อยขนาดนี้ทำไมไม่ใส่เพลงเรดไนท์แวมไพร์มาด้วยยยยยยยยยยย (สรุปคือแค่อยากฟังเพลงนี้)

ตอนนี้ได้แต่เฝ้ารออย่างมีความหวังว่าไลฟ์นี้จะออกแผ่น ขนาดอีเวนท์โอเวอร์เดอะเรนโบว์ปีที่แล้วยังได้ลงแผ่นหลังจากผ่านมาเป็นปี เพราะฉะนั้นสักวันไลฟ์นี้ก็คงได้ลงแผ่นเหมือนกัน เราต้องไม่ละทิ้งความหวัง! Ready Sparking!

キンプリはいいぞ

Disney’s Halloween

เมื่อวันศุกร์ที่แล้วไปโตเกียวดิสนีย์แลนด์มาแหละ (≧∇≦)

ลังเลอยู่นานว่าจะไปแลนด์หรือซี เพราะมีเวลาแค่วันเดียว แต่มันมีอีเวนท์ฮาโลวันทั้งสองที่ ฝั่งแลนด์จะเป็นอีเวนท์ฮาโลวีนกุ๊งกิ๊งน่ารัก มีพาเหรดคาแรกเตอร์ทั่วๆ ไป ส่วนฝั่งซีมีจุดขายเป็นแก๊งตัวร้ายหรือที่เรียกกันว่า Disney villains เคยเห็นคนลงคลิปโชว์กลางน้ำในดิสนีย์ซีแล้วมันเท่ดี น่าดูมากกกกกกก แต่พยากรณ์อากาศบอกว่าวันที่เราไปฝนจะตกทั้งวัน เพราะงั้นมีโอกาสไม่ได้ดูโชว์สูง ด้วยเหตุนี้เราเลยเลือกไปหาแจ๊คที่ดิสนีย์แลนด์ดีกว่า ยังไงเราก็ชอบแจ๊คมากกว่า Villain ทั้งทีมรวมกันอยู่แล้ว (ถ้าในทีมมีท่านอาสการ์อยู่อาจจะหนักใจหน่อย ยังดีที่ไม่มี)

รอบนี้เรานั่งบัสกลางคืนเลยไปถึงโตเกียวตั้งแต่หกโมงเช้า ลงรถที่นิฮงบาชิแล้วก็นั่งรถไฟไปไมฮามะต่อเลย ถึงสถานีไมฮามะตั้งแต่เจ็ดโมงนิดๆ ฝนตกหนักและลมแรงพอสมควร ตอนซื้อตั๋วเสร็จแล้วไปยืนต่อแถวรอเข้าสวนสนุกท่ามกลางสายลมอันหนาวเหน็บอยู่ตามลำพังก็เริ่มสาปแช่งตัวเองที่ไม่ยอมตัดใจทั้งๆ ที่รู้ว่าสภาพอากาศเหี้ยมโหด ตอนนั้นคิดว่าอากาศแบบนี้คงไม่สนุกแหงๆ

ปรากฏว่าพอแปดโมง สวนสนุกเปิด ได้เดินเข้าไปด้านในเท่านั้นแหละ อาาาาา รักดิสนีย์จังเลย♥♥♥

ตอนสวนสนุกเปิดถึงจะต้องต่อคิวรอเข้า แต่เข้าไปแล้วคนก็กระจายไปตามเครื่องเล่นต่างๆ ด้านในเลยโล่งมากกกกกก เดินสำรวจได้อย่างสบายใจ ถ้าอยากถ่ายรูปดิสนีย์แลนด์แบบโล่งๆ ก็ต้องอาศัยจังหวะตอนสวนสนุกเพิ่งเปิดนี่แหละ ตอนนั้นรู้สึกเคว้งคว้างหน่อยๆ เพราะเพื่อนที่นัดกันไว้ตื่นสายเลยยังไม่มา เราเลยเดินเล่นดูบรรยากาศไปเรื่อยเปื่อยอยู่แป๊บนึง

ปลาบปลื้มการประดับตกแต่งที่สุดจะฮาโลวี้นนนนนฮาโลวีนแบบคิวท์ๆ แม้แต่ถังขยะยังน่ารัก อยากมาอีเวนท์ฮาโลวีนหลายทีแล้วไม่ได้มาซะที ปีนี้เพิ่งมีโอกาสเป็นครั้งแรก ในที่สุดดดดดดดดด



แต่การตกแต่งฮาโลวีนต่างๆ นานานี่ดูตอนกลางวันจะไม่ค่อยได้บรรยากาศเท่าไหร่ รอตั้งใจดูตอนกลางคืนจะสวยกว่า


เดินไปเดินมาสักพักไม่รู้จะทำอะไรดี อย่ากระนั้นเลย ไปหาแจ๊คซึ่งเป็นจุดประสงค์หลักของวันนี้ก่อนดีกว่า

แจ๊คในที่นี้คือแจ๊คจาก The Nightmare Before Christmas ซึ่งในช่วงฮาโลวีนไปจนถึงคริสต์มาสเนี่ย บ้านผีสิงในดิสนีย์แลนด์จะมีการฟีทกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ จากที่ปกติในดิสนีย์แลนด์ไม่มีแจ๊คก็จะได้เจอแจ๊คกันในช่วงนี้ เกิดมาเราก็เพิ่งเคยกระตือรือร้นอยากเข้าบ้านผีสิงมากขนาดนี้เป็นครั้งแรกนี่แหละ


ตอนเราไปเล่นรอบนี้ยังไม่ค่อยมีคน เดินเข้าไปถึงก็ได้เล่นเลย ไม่ต้องต่อคิวใดๆ คราวก่อนโน้นนนนเคยมาเล่นบ้านผีสิงที่นี่ตอนเป็นบ้านผีสิงธรรมดา ตอนนั้นรู้สึกเฉยๆ ไม่ประทับใจเป็นพิเศษนะ แต่พอมีแจ๊คกับน้องหมาเข้ามาปุ๊บ งุ้ยยยยยยยย น่าร๊ากกกกกกกกกกกกกกกก ชอบมากกกกกกก (≧Д≦)(≧Д≦)(≧Д≦) ออกมาแล้วถึงกับต้องรอเพื่อนมาแล้วลากเพื่อนเข้าไปเล่นด้วยอีกรอบจะได้มีคนช่วยกรี๊ด แค่นี้ก็คุ้มแล้วที่ยอมฝ่าพายุมา ฮรืออออ แจ๊คคคคคค♥♥♥

นอกจากบ้านผีสิงแล้วก็ยังมีอาหารเมนูพิเศษของแจ๊คด้วย ซึ่งก็คือออออ คาเรปัง (=ขนมปังไส้แกงกะหรี่) แม้ไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมถึงเป็นคาเรปัง แจ๊คชอบกินแกงกะหรี่เหรอ? มีความเชื่อมโยงกันยังไง? แต่มีเมนูหน้าแจ๊คให้กินทั้งทีก็ไม่อยากพลาด ว่าแล้วก็จัดซะหน่อย



↑ กล่องน่าร๊ากกกกกกกกก ตอนแรกว่าจะเก็บกลับมาด้วยแล้ว แต่คิดอีกทีเก็บมาคงไม่ได้ใช้ทำอะไร ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นความทรงจำก็พอ (-v-;)

เจอแจ๊คเรียบร้อยแล้วก็ไปหาอย่างอื่นเล่นต่อ เดินเตร่ไปเจอเครื่องเล่นไพเรทไม่มีคิวก็เข้าไปหาอีกแจ๊คนึง แล้วค่อยเดินวนไปหาดาร์ธเวเดอร์ที่โซนทูมอโร่แลนด์ เพิ่งเคยมาโซนนี้หลังจาก The Force Awakens ฉายไปแล้ว บีบีเอทเต็มไปหมด อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกก


เดินโซนนี้เห็นคนอื่นหิ้วถังป๊อปคอร์นบีบีเอทบ้าง ถือแก้วน้ำบีบีเอทบ้างแล้วอิจฉาตาร้อนเหลือเกิน อยากซื้อบ้างแต่ไม่มีตังค์ เรายังมีผู้ชายสองมิติที่ต้องเลี้ยงดูอีกมากมาย ไม่ควรมาหน้ามืดปาเงินใส่หุ่นยนต์แม้มันจะคิวท์สุดๆ ก็ตาม *กัดผ้าเช็ดหน้า*

ตอนเช้าระหว่างรอเพื่อนเราเข้าไปเล่นเครื่องเล่นสตาร์ทัวร์มารอบนึง พอเพื่อนมาสมทบเพื่อนก็บอกอยากเล่นเลยเข้าไปเล่นด้วยกันอีกรอบ เล่นสองรอบแล้วค้นพบว่าเนื้อหามันไม่เหมือนกัน! เพิ่งรู้ว่ามันมีเนื้อหาหลายแบบ (ไอ้ที่เล่นเมื่อหลายปีก่อนมันเนื้อหาเป็นยังไงก็จำไม่ได้แล้ว ตอนเล่นรอบแรกเลยไม่ได้สังเกต) พอเพื่อนเราเข้าไปเล่นอีกรอบคนเดียวเพราะอยากเล่นอันที่มีดาร์ธเวเดอร์ก็เจอสตอรี่อีกแบบที่มีบีบีเอทด้วย เราเข้าไปเล่นตั้งสองรอบไม่เห็นเจอบีบีเอทเลย แง เจอแต่จาจาร์บิงส์ OTL อยากเล่นหลายๆ รอบเพื่อเก็บสตอรี่ แต่เราเล่นเครื่องเล่นแนวสี่มิติทีไรเวียนหัวทุกที แค่เล่นไปสองรอบก็มึนละ เล่นอีกรอบน่าจะเป็นการทรมานตัวเองมากกว่า

ในส่วนของเมนูในโซนสตาร์วอร์สที่กินคราวนี้คือซอฟท์ครีมดาร์ธเวเดอร์ เป็นเมนูปกติทั่วไป ไม่ใช่เมนูฮาโลวีน

แม้จะเป็นซอฟท์ครีมดาร์ธเวเดอร์ แต่เมนูนี้ทำจากพีชกับนมแล้วราดด้วยซอสราสเบอร์รี่จ้าาา น่ารักกุ๊กกิ๊กชะมัด!

มาดิสนีย์แลนด์รอบนี้กินโน่นนี่นั่นไปเยอะมากกกกกกกก เหมือนมาเพื่อกินมากกว่ามางานฮาโลวีน เดินไปเดินมาไม่รู้จะเล่นอะไรก็กางโบรชัวร์หาของกินกันเป็นระยะๆ ในบรรดาของที่กินไปมากมายมีเมนูฮาโลวีนแค่สองอย่างเอง อย่างแรกคือคาเรปังหน้าแจ๊คด้านบน อีกอย่างคือ 牛カルビコーン  เป็นของกินที่จงใจทำให้หน้าตาออกมาเหมือนไอศกรีมแต่จริงๆ แล้วเป็นของคาว ด้านบนเป็นมันฝรั่งบด ด้านล่างเป็นเนื้อวัวราดซอสหวานๆ แบบในข้าวหน้าเนื้อ อร่อยดี (≧ω≦)


ส่วนพาเหรด นึกว่าจะไม่ได้ดูแล้วเพราะฝนตก แต่พอถึงเวลาพาเหรดฝนเริ่มซาๆ พอดีก็เลยมีทั้งพาเหรดฮาโลวีนและพาเหรดธรรมดาให้ดู

ช่วงพาเหรดฮาโลวีนฝนยังตกเปาะแปะๆ อยู่ เหล่าคาแรกเตอร์จึงต้องสวมเสื้อกันฝนออกมาด้วย



พาเหรดช่วงบ่ายเป็นช่วงฝนหยุดพอดีก็เลยไม่มีเสื้อกันฝน คนดูก็ไม่ต้องลำบากตากฝนดูกันแล้ว



ตอนดูพาเหรดลุ้นว่าจะมีนิคจากซูโทเปียมั้ย แต่ก็ไม่มีนะ ฮือออออ อยากให้มีนิคอะะะ นิคคคคคคค

ความเศร้าอีกอย่างคือก่อนพาเหรดเริ่มเพิ่งคุยกับเพื่อนว่าเคยเห็นรูปในอินเตอร์เน็ตที่เอาฟิกเกอร์วู้ดดี้อันที่หน้าตาโรคจิตๆ มาเล่นเสื่อมๆ (คนญี่ปุ่นเรียกว่า 変態ウッディさん) หลังจากนั้นก็ไม่เคยมองวู้ดดี้ด้วยสายตาเหมือนเดิมอีกตลอดกาล …และแล้วเมื่อรถของวู้ดดี้แล่นผ่านหน้าก็ยืนขำกันเยอะมาก ฮือ ขอโทษนะวู้ดดี้ 5555555555555

ทางด้านบรรยากาศตอนกลางคืน ชอบมากกกกกกกกก สวยกว่าตอนกลางวันมากกกกกกกก หัวฟักทองทั่วสวนสนุกจะเปิดไฟสว่างไสว น่ารักกกกก ได้บรรยากาศฮาโลวีนแบบคิวท์ๆ (≧ω≦)(≧ω≦)







ส่วนโชว์ตอนกลางคืนจะมีพาเหรดกลางคืนรอบนึง กับโชว์หน้าปราสาทซินเดอเรลล่า พาเหรดกลางคืนจริงๆ แล้วมันต้องเป็น Electrical Parade แต่เพราะฝนตกเลยไม่มีพาเหรดอันนี้ เปลี่ยนมาเป็นพาเหรดสำหรับวันฝนตกแทน

โชว์หน้าปราสาทมีโชว์ฮาโลวีนกับโชว์ฉายภาพบนปราสาทชื่อ Once Upon a Time โชว์ฮาโลวีนแค่จุดพลุนิดหน่อย ไม่มีอะไรน่าตื่นตาตื่นใจ ส่วนโชว์ Once Upon a Time จะฉายภาพฉากต่างๆ จากการ์ตูนดิสนีย์บนปราสาท โชว์นี้จัดว่าแสงสีเสียงอลังการ จุดพลุปุ้งปั้งประกอบการเล่าเรื่อง โชว์ยาวประมาณยี่สิบนาที ความงงคือเพลงและคำพูดที่ใช้มีทั้งภาษาอังกฤษและญี่ปุ่นปนๆ กัน สงสัยว่าทำไมไม่เลือกภาษาใดภาษานึงไปเลย แต่โชว์สวยงามเพลินตาเพลินใจดี ให้อภัยในความงงก็ได้

พยายามถ่ายรูปมาด้วย แต่รูปที่ได้มาคือ…..

อยู่ในดิสนีย์ร้อนยังกับไฟเอ้อร์!

มาดิสนีย์แลนด์รอบนี้ถึงฟ้าฝนจะไม่เป็นใจแต่ก็สนุกมากกกกกกกกกก ชอบบรรยากาศดิสนีย์แลนด์และซีจริงๆ♥ ไม่ได้มาที่นี่สี่ปีกว่าๆ แล้ว ลืมไปแล้วว่าบรรยากาศมันสมฉายาดินแดนแห่งความฝันขนาดนี้

นอกจากบรรยากาศของสวนสนุกแล้วเรายังชอบดูคนที่มาเที่ยวด้วย ชอบความจัดเต็มของคนที่นี่ เกือบทุกคนล้วนมีพร็อพเป็นของตัวเอง หลายๆ คนคอสเพลย์เต็มยศมาเลย แก๊งปริ๊นเซสก็มี แก๊งแม่มดก็มา เอลซ่าเดินเฉิดฉายมากับแอนนาหลายคู่ จูดี้มากับนิคก็เยอะแยะ ไหนจะคุณพ่อคุณแม่ที่จับลูกตัวเล็กๆ แต่งตัวเป็นตัวละครนู่นนี่สุดน่ารักอีก ชอบสีหน้าและสายตาเป็นประกายวิบวับของทุกคนเวลาดูพาเหรดด้วย การสังเกตผู้คนที่นี่มันเพลินพอๆ กับการสูดความดิสนีย์ให้ฉ่ำปอดเลยแหละ ( ̄∇ ̄)

แอนี่เวย์ แม้จะมาถึงดิสนีย์แลนด์ก็ยังไม่ลืมทำกิจกรรมติ่ง (…)

รอบนี้อยู่ตั้งแต่สวนสนุกเปิดยันสวนสนุกปิดเลย แปดโมงถึงสี่ทุ่ม คุ้มจริงอะไรจริง

ไม่รู้จะได้มาอีกทีเมื่อไหร่ คราวหน้าอยากไปดิสนีย์ซีบ้าง ห่างหายจากซีมานานกว่าแลนด์อีก คิดถึง♥

พ่อบ้านแอ๊บดุกับคุณหนูจอมเด๋อ

ไปโตเกียวรอบล่าสุดได้ไปคาเฟ่พ่อบ้าน Swallowtail มาด้วย!

ตอนแรกนึกว่าปีนี้จะไม่ได้ไปแล้ว แต่จู่ๆ เมื่อเดือนก่อนจ.ซังและม.ซังก็มาชวนไป สองคนนี้ไม่เคยไปแต่โดนเราเป่าหูไว้เยอะมาก เราเลยรู้สึกรับผิดชอบต้องเป็นคนพาไป (จริงๆ แล้วเรานี่แหละอยากไปสุด 55555555) สมาชิกเซ็ตนี้ไม่มีใครอาศัยอยู่ที่โตเกียวเลย แต่วันนั้นเป็นวันฤกษ์งามยามดีที่ทุกคนมีธุระที่โตเกียวพร้อมๆ กันพอดิบพอดี ดังนั้นปีนี้เลยได้ไปเต๊าะพ่อบ้านในที่สุด เย้ \(^o^)/

ตอนที่จองเราจองไว้สามคน แต่ก่อนไปคาเฟ่มีนัดไปดูหนังกัน สุดท้ายเลยล่อลวงพี่บ.ที่ไปดูหนังด้วยกันมาได้อีกคน ที่จริงก็ไม่แน่ใจว่าจะเปลี่ยนจากสามคนเป็นสี่คนได้มั้ย ไปคุยกับลุงดอร์แมนด้วยใจุต๊มๆ ต่อมๆ พอลุงดอร์แมนถามว่า คุณหนูจองไว้สามที่ใช่มั้ยครับ? เราก็บอกว่า “เอ่อ จะขอเปลี่ยนเป็นสี่คน…” ยังพูดไม่ทันจบประโยคดี ลุงดอร์แมนก็ตอบอย่างรวดเร็วว่า “かしこまりました (รับทราบครับ)” และติดต่อบอกพ่อบ้านในร้านอย่างฉับไว สรุปว่าการเปลี่ยนจำนวนคนเกิดขึ้นง่ายมาก (หลังจากไปตั้งใจอ่านกฎร้านมาก็พบว่าเพิ่มคนน่ะง่าย แต่คนหายนี่ยุ่งยากละ เพราะต้องจ่ายค่าแคนเซิล)

หัวหน้าพ่อบ้านในวันนี้คือชิบะซัง ส่วนพ่อบ้านประจำโต๊ะชื่อซาซากิ เป็นพ่อบ้านหนุ่มแว่นท่าทางเคร่งขรึม (เราว่าหน้าคล้ายๆ โทโยนากะโทชิยูกิ aka ทชชี่) พ่อบ้านคนนี้ค่อนข้างสุขุม ประหยัดคำพูด ไม่ค่อยพูดอะไรเกินหน้าที่เท่าไหร่

รอบนี้ได้นั่งโต๊ะสำหรับหกคนที่อยู่หน้าเตาผิงปลอม ตรงเตาผิงมีการตกแต่งให้เข้ากับฮาโลวีนด้วยการเอาหัวฟักทองมาวางและใช้เศษสำลีมาวางพาดๆ ให้ดูเหมือนใยแมงมุม ดูมีความพยายามดี

นั่งที่สักพักซาซากิซังก็หอบหิ้วเมนูมาเต็มไม้เต็มมือ คือเค้าถือมาทั้งภาษาอังกฤษและญี่ปุ่น แล้วคอยถามทีละคนว่าอยากได้ภาษาอะไร (ว่าแต่ปกติดอร์แมนจะถามตั้งแต่หน้าประตูเลยนี่นา รอบนี้ไม่ยักถาม) แจกเสร็จก็ค่อยๆ อธิบายเมนูไปทีละหน้าตามสเต็ป จากนั้นก็หายไป ทิ้งพวกเราให้นั่งเลือกอาหารและชากันตามลำพัง

แต่ด้วยความที่อีกสามคนไม่เคยมา และเราก็ไม่ได้มานาน แทนที่จะตั้งใจเลือกอาหารเลยมัวแต่สอดส่ายสายตามองพ่อบ้านและคุณหนูในร้านแทน 555555555 พอซาซากิซังเดินมารับออเดอร์ เราเลยบอกว่า อืมมมม ยังเลือกไม่ได้เลยค่ะ ปรากฏว่า ซาซากิซังบอกว่าคุณหนูต้องเลือกได้แล้วนะครับ เวลาเหลือน้อยลงเรื่อยๆ แล้ว หืมมมมมมมมมมม อะไรเนี่ย เกิดอีเวนท์โดนพ่อบ้านดุเฉยเลย 55555555555

พอโดนกดดันก็เลยเลือกๆ ขนมฮาโลวีนไป แต่ชานี่สิ ยังไม่ได้คิดไว้ก็เลยหาเรื่องปรึกษาพ่อบ้านว่าไม่รู้จะดื่มชาอะไรดี ซาซากิซังเลยถามว่าอยากดื่มแบบไหน หวานหรือไม่หวาน ดื่มกับนมหรือไม่ พอบอกว่าอยากกินชานมหวานๆ ซาซากิซังก็แนะนำ Frigg ที่เป็นชาสตรอว์เบอร์รี่ผสมช็อกโกแลตมาให้ เราก็โอเค อันนี้ก็ได้ค่ะ ขี้เกียจคิดแล้ว เลือกชาเสร็จซาซากิซังก็ให้เลือกถ้วยชาด้วย ไม่ได้มานานจนลืมไปแล้วว่ามันมีโพรเซสนี้อยู่ เลยบอกไปว่าขอสีชมพูค่ะ (จะได้เข้ากับชาสตรอว์เบอร์รี่) แต่เลือกเสร็จแล้วเพิ่งคิดได้ว่าน่าจะให้พ่อบ้านเลือกให้มากกว่า อยากรู้ว่าจะเลือกอะไรมาให้ง่ะ

เราสั่งเสร็จแล้วซาซากิซังก็ไปรับออเดอร์เพื่อนร่วมโต๊ะคนอื่นๆ ตอนแรกจ.ซังสั่งชาอย่างนึงไป แต่สักพักก็เปลี่ยนใจขอสั่งอีกอย่างนึงแทน ซาซากิซังก็บอกว่ารับทราบ แต่แอบมีการดันแว่นด้วยท่าทางเอือมระอาเล็กน้อย ม.ซังที่เห็นช็อตขยับแว่นบอกว่าชอบมาก เหมือนได้ยินเสียงพ่อบ้านพูดว่า やれやれ อยู่ในใจ ท่าทางเอือมระอาคุณหนูโต๊ะนี้มาก 5555555555

ตอนพ่อบ้านยกชามาเสิร์ฟ เพื่อนร่วมโต๊ะต่างก็สนอกสนใจถ้วยชาและกาน้ำกันมาก พอพี่บ.จะหยิบกาน้ำขึ้นมาดู ซาซากิซังก็ดุอีกว่า คุณหนูอย่ารินชาเองสิครับ ถ้าจะดื่มให้เรียกผม พี่บ.จึงบ่นว่า แค่อยากรู้เฉยๆ ว่าใช้กายี่ห้ออะไร พ่อบ้านนี่เก๊าะะะ

หลังจากนั้นก็เหมือนจะมีโดนพ่อบ้านดุอีกคนละนิดละหน่อยด้วยความเด๋อแต่นึกไม่ออกละ (-ω-;) โดนดุกันจนเกร็งไปหมด ไม่กล้าทำอะไรนอกจากนั่งกินนั่งคุยนั่งนินทาพ่อบ้านในร้านอย่างสงบเสงี่ยม แค่จะสั่นกระดิ่งเรียกมาเติมชายังเกร็งและปรึกษากันอยู่นาน 55555555 ไปๆ มาๆ เลยคุยกันว่านี่ซาซากิซังเค้าเซ็ตคาแรคเตอร์เป็นพ่อบ้านดุเอาไว้รึเปล่า ทำไมทุกคนโดนดุกันถ้วนหน้า เค้าอาจจะโดนสั่งมาให้แอคติ้งแบบนี้ แต่สังเกตเวลาไปคุยกับโต๊ะอื่นก็ยิ้มแย้มแจ่มใสดีนี่นา…..

อย่างไรก็ตาม แม้ซาซากิซังจะท่าทางเฮี้ยบและดุแค่ไหนก็ไม่อาจกลบเกลื่อนอาการมือสั่นตอนหยิบของต่างๆ นานามาวางบนโต๊ะได้ สงสัยซาซากิซังจะตื่นเต้นที่ได้ต้อนรับคุณหนูจากต่างแดนสินะ

แต่ก็อย่างที่บอก ซาซากิซังไม่พูดอะไรเกินหน้าที่ ทำทุกอย่างตามสเต็ปเท่านั้น ตอนยกถ้วยชามาให้ยังไม่อธิบายด้วยชาเลย มีแค่อธิบายเมนูกับอธิบายอาหารตอนยกมาเสิร์ฟ นอกนั้นก็ไม่เจรจาอะไรให้มากความ มาเสิร์ฟๆๆๆ แล้วก็ไป บทสนทนาเพียงเล็กน้อยที่เราได้เจรจากับเค้านอกจากเรื่องอาหารคือเราถามว่า เหลือเวลาอีกกี่นาทีคะ? แล้วเค้าก็คิดอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะตอบว่า สิบห้านาทีครับ จบ

นอกจากนั้นก็มีอีเวนท์ชิบะซังถือกล่องผ้าเช็ดหน้ามามอบให้ถึงโต๊ะเนื่องจากมาร้านนี้ครบสิบเอ็ดครั้งแล้ว (เพื่อนร่วมโต๊ะได้ยินคำว่าสิบเอ็ดครั้งแล้วตกใจกันเยอะมาก อะไรกัน สิบเอ็ดครั้งในสี่ปี เฉลี่ยแล้วก็ไม่เยอะป้ะ……) ชิบะซังบอกว่าจากนี้ไปก็จะเฝ้ารอให้คุณหนูมาที่นี่เสมอนะครับ ฮือออออ ก็อยากมาบ่อยๆ แต่มันไกลอะค่ะะะะะะะ เปิดสาขาโอซาก้าหน่อยเดะะะะะะะะ ส่งคิริชิมะซังมาด้วยยยยยยยย

ผ้าเช็ดหน้าที่ได้มา (*´ω`*)


ส่วนอาหารที่สั่งคราวนี้ชื่อเมนูว่า Hocus Pocus

(จกรูปมาจากเว็บ Swallowtail)

เมนูนี้หลักๆ แล้วประกอบด้วยมูสฟักทอง เค้กแอปเปิ้ลที เยลลี่ราดซอสราสเบอร์รี่ที่หน้าตาเหมือนลิ่มเลือด ปกติไม่ได้นิยมชมชอบขนมรสฟักทองเป็นพิเศษ แต่มูสทำออกมาอร่อยเกินคาดมาก ชอบๆ เค้กก็อร่อยดี แต่เยลลี่จืดไปหน่อย ตอนดูรูปในเว็บไม่ค่อยอยากสั่งอันนี้เพราะมันดูน้อยนิดเหลือเกิน แต่พอกินจริงๆ ก็อิ่มเกินคาดนะ

พอหมดเวลาแล้วชิบะซังก็มารับที่โต๊ะและถามว่าอาหารอร่อยมั้ย ซาซากิบริการเป็นยังไง แหม อยากบอกว่าโดนดุมาค่ะ แต่เดี๋ยวจะดูเป็นคุณหนูขี้ฟ้องเกินไป 55555555555 ตอนลุกจากโต๊ะปกติพ่อบ้านต้องคอยเลื่อนโต๊ะให้ แต่พอเราลุกปุ๊บ พี่บ.กับจ.ซังที่นั่งอีกฝั่งก็ลุกด้วย ชิบะซังที่เลื่อนเก้าอี้ให้ฝั่งเราอยู่เลยรีบพุ่งพรวดไปหาแล้วบอกให้คุณหนูนั่งลงก่อน ตลกดี 5555555555555

เป็นอันว่ารอบนี้ในร้านไม่มีอีเวนท์อะไรแปลกใหม่น่าตื่นเต้น แต่พอไปแวะกิฟท์ช็อปเท่านั้นแหละ ได้เรื่อง!

ในกิฟท์ช็อปมีพ่อบ้านหนุ่มแว่นหน้าตาจิ้มลิ้มอยู่หนึ่งคน เป็นหนุ่มแว่นคนละสไตล์กับซาซากิซัง ส่วนพนักงานอีกคนไม่ได้แต่งชุดพ่อบ้าน คนนี้ใส่เสื้อขาว ผ้ากันเปื้อน หมวกนิวส์บอย บนเสื้อติดป้าย Tea advisor

ตอนเดินเข้าไปในร้านเราคุยกันเป็นภาษาไทย พี่ทีแอดไวเซอร์เลยคุยอะไรสักอย่างกับจ.ซังเป็นภาษาอังกฤษ ตอนนั้นเราเดินดูขนมอยู่เลยไม่ได้ตั้งใจฟัง แต่หันไปอีกทีพี่ทีแอดไวเซอร์ก็ทำตาโตถามว่า อ้าว นี่พูดภาษาญี่ปุ่นได้เหรอครับ? ไม่ใช่ด้วยสีหน้าตื่นตกใจนะ แต่เป็นสีหน้าที่แฝงความนัยว่า ถ้าพูดญี่ปุ่นได้จะให้ผมพูดอังกฤษอยู่นานสองนานทำไมครับ

ระหว่างที่เราเลือกขนมอยู่ พี่ทีแอดไวเซอร์ก็มาถามไถ่ว่ากำลังหาอะไรอยู่ ผมช่วยแนะนำได้นะครับ เราเลยบอกว่า กำลังหาของไปฝากเพื่อนอยู่ค่ะ มีของลิมิเต็ดเฉพาะช่วงนี้มั้ยคะ เพื่อนชอบสินค้าลิมิเต็ดมาก แนะนำหน่อย

พอบอกไปแบบนั้น พี่ทีแอดไวเซอร์ก็หัวเราะ “เหอะๆ” ก่อนจะบอกว่ามีอันไหนลิมิเต็ดมั่ง เราประทับใจเสียงหัวเราะเค้ามาก 555555555555555 เป็นเสียงหัวเราะที่ไม่ได้แสดงอาการขบขันเลย ดูขำไปตามหน้าที่และฝืนใจ แต่ก็จริงใจอย่างบอกไม่ถูก ชอบ 5555555555555

แนะนำขนมเสร็จแล้วพี่ทีแอดไวเซอร์ก็บอกว่าถ้าซื้อช่วงนี้มีบริการห่อด้วยถุงลายฮาโลวีนด้วยนะ เราเลยถามอย่างตรงไปตรงมาว่า ฟรีมั้ยคะ? พี่ทีแอดไวเซอร์ก็ตอบอย่างรวดเร็วว่า เสียใจด้วยที่ไม่ฟรี สิบเยนครับ แล้วพี่เค้าก็ถอยกลับไปประจำหลังเคาน์เตอร์ ปล่อยให้เราเลือกขนมนมเนยต่อไปตามอัธยาศัย (สงสัยเล็งเห็นแล้วว่าคุณหนูคนนี้งก ไม่น่าจะซื้ออะไรเยอะแยะ แนะนำไปก็เปล่าประโยชน์ 5555555555) พอเราหยิบขนมมาถือหลายๆ ชิ้น พ่อบ้านหนุ่มแว่นหน้าตาจิ้มลิ้มก็ถือตะกร้ามายื่นให้อย่างพินอบพิเทา ดีค่ะดี ใส่ใจคุณหนูดี

พอเราหยิบขนมไปจ่ายตังค์กับพี่ทีแอดไวเซอร์ พี่เค้าก็ทักว่า มีแต่ขนมลิมิเต็ดทั้งนั้นเลยนะครับเนี่ย เหอะๆ (หัวเราะแบบนี้อีกแล้ว อย่าสิคะ เดี๋ยวขำตาม) ระหว่างคิดเงินพี่ทีแอดไวเซอร์ก็ชวนคุยไปเรื่อยเปื่อย ถามเราว่ามาเที่ยวเหรอครับ? เราก็บอกว่าใช่ค่ะ ปกติอยู่โอซาก้า แต่สุดสัปดาห์นี้มาเที่ยวโตเกียว (จริงๆ คือมาดูคอนเสิร์ต แต่ไม่อยากบอก เดี๋ยวโดนถามว่าคอนเสิร์ตอะไร เขิน) แล้วพี่ทีแอดไวเซอร์ก็ถามว่า มีบัตรสมาชิกของกิฟท์ช็อปมั้ย? อ้าว ไม่มีเหรอครับ? สนใจจะทำมั้ย ร้อยเยน แต่คงไม่ได้มาบ่อยๆ สินะ งั้นไม่ต้องทำหรอกครับ มันไม่ฟรี (จริงใจเว่อออออ นี่ประชดเราเพราะเรื่องเมื่อกี้รึเปล่า 55555555555555555555)

จ่ายตังค์เสร็จพี่ทีแอดไวเซอร์ก็หยิบขนมใส่ถุงกระดาษให้แล้วหันมาถามว่า ติดริบบิ้นหน่อยมั้ยครับ? เป็นของฝากให้เพื่อนทั้งที อันนี้ฟรีนะครับ (เนี่ย แค่ถามไปแค่รอบเดียวว่าห่อฟรีมั้ย พูดเรื่องฟรีไม่ฟรีกะเราตล๊อด) และแล้วก็เลยได้ติดริบบิ้นบนห่อฟรีๆ อย่างสวยสดงดงาม ห่อถุงกระดาษเล็กๆ เสร็จก็ใส่ถุงกระดาษแบบมีหูหิ้วอีกชั้น แล้วพี่ทีแอดไวเซอร์ก็ไปหยิบถุงพลาสติกมาห่อด้านนอกให้อีกชั้นนึงเพราะข้างนอกฝนตกอยู่ เป็นการห่อที่ตั้งอกตั้งใจดี

สรุปแล้วไปๆ มาๆ ได้เมาท์กับพี่ทีแอดไวเซอร์เยอะกว่าพ่อบ้านในร้านอีก 55555555555 แต่ประทับใจพี่ทีแอดไวเซอร์คนนี้ ตลกและเป็นกันเองสุดๆ คงเพราะไม่ใช่พ่อบ้านเลยไม่ต้องเก๊กมากมายอะไร

แต่ขณะที่เราเจ๊าะแจ๊ะกับพี่ทีแอดไวเซอร์ เมมเบอร์ที่มาด้วยกันก็ได้อิ๊อ๊ะกับพ่อบ้านหนุ่มแว่นจิ้มลิ้มเยอะแยะมากมาย พอออกมาจากกิฟท์ช็อป ม.ซังถึงกับบอกว่าประทับใจพ่อบ้านคนนี้มาก เอ้าาาาา นี่เราพลาดเพราะมัวแต่ไปเฮฮากับพี่ทีแอดไวเซอร์สินะะะะ แต่ไม่เป็นไรเพราะพี่ทีแอดไวเซอร์ก็บันเทิงดี ประทับใจ

หลังจากนั้นพอเอาขนมที่ซื้อมาจากกิฟท์ช็อปไปมอบให้เพื่อน เพื่อนก็ถามว่า นี่แกโดนพ่อบ้านออดอ้อนออเซาะให้ซื้อขนมใช่มั้ย? NOOOOOOO นี่เพื่อนเห็นเราเป็นคนยังไงกันนะ…….